Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสมเซรัมลดริ้วรอยตัวดังจากสเปน Martiderm Proteum serum anti-aging ultra-intensive

สวัสดีค่ะ วันนี้มี่แวะเอารีวิวของเซรัมลดริ้วรอยตัวดังจากแบรนด์ Martiderm เวชสำอางจากฝั่งสเปนมาฝากกันค่ะ

 

เป็นเซรัมที่มีชื่อว่า Proteum serum anti-aging ultra-intensive ค่ะ

 

ตัวเซรัมหน้าตาเป็นแบบนี้นะคะ

 

pro 1

 

มาในขวดปั๊มสีดำ ดูหรูหรา Classic น่าเกรงขามมากเลยค่ะ ขวดบรรจุ 30 ml ค่ะ

 

 

ตัวเซรัมเป็นเนื้อสีออกเหลืองครีมอ่อนๆ มีความเงา มีกลิ่นหอม

 

pro 3

 

เนื้อเซรัมจะเป็นเนื้อน้ำนมเกลี่ยได้ค่อนข้างง่าย มีสัมผัสลื่น ตอนลงแรกๆจะมีปื้นๆนิดๆแต่พอเกลี่ยเสร็จก็จะไม่ทิ้งร่องรอยใดๆค่ะ

 

pro 4

 

ด้านหลังกล่องจะมีคำ Claim อยู่ค่ะ

 

pro 2

 

สำหรับการใช้งานทางแบรนด์บอกว่าให้ใช้วันละครั้งในตอนเช้าค่ะ

 

 

 

ทางแบรนด์มีผลการทดสอบในอาสาสมัครด้วยนะคะ

 

proteum 3

(Image from Martiderm)

 

มี่ลองวัด pH ดู ยังพอวัดได้อยู่ค่ะ ปกติถ้าผลิตภัณฑ์มีสีและ Pigment มันจะค่อนข้างรบกวนการอ่านอยู่

 

pro 5

 

คิดว่า pH อยู่ที่ราวๆ 5 นะคะ

 

 

 

มาดูส่วนผสมกันบ้างนะคะ

 

สผส proteum

 

จากส่วนผสมมี่ได้ทำแถบสีไว้ให้แล้วนะคะ

ส่วนสีฟ้าอมเขียว: เป็นกลุ่มส่วนผสมที่ดูดีมีนวัตกรรม ให้ผลด้านริ้วรอย ได้แก่

  • Glycine max (Soybean) seed Polysaccharides เป็นสารประกอบกลุ่มคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อนที่ได้จากถั่วเหลือง ทางแบรนด์ตั้งชื่อว่า Proteum 89+® และ Claim ว่าเป็นสารในกลุ่ม Proteoglycan ขนาดเล็กที่ออกฤทธิ์กระตุ้นการสังเคราะห์ Proteoglycan ที่ชื่อ Decorin และ Vesican ในผิว ให้ผลเพิ่มความกระชับ (Firmness) และ ความยืดหยุ่น (Elasticity) ของผิว

 

ขอกล่าวรายละเอียดของ Decorin กับ Vesican ซักหน่อยนะคะ สองตัวนี้เป็น Proteoglycan ที่มีอยู่ในผิวค่ะ

 

decorin.jpg

(Image from Martiderm)

 

Proteoglycan พวกนี้จะเรียงกันเป็นร่างแหสลับซับซ้อนเหมือนแปรงล้างขวด เกาะอยู่กับโปรตีนที่เป็นสายหลัก Decorin เป็น Proteoglycan ขนาดเล็ก และ Versican เป็น Proteoglycan ขนาดใหญ่ค่ะ พวกนี้จะเรียงกันเป็นร่างแหและจับกับ Hyaluron และ Collagen อยู่ในผิว ทำให้ผิวยืดหยุ่น มีความกระชับ (Li et al, Sci Rep. 2013;3:2422.) เวลาคนเราแก่ตัวลง รวมถึงเวลาโดนรังสี UV บ่อยๆ โครงสร้างพวกนี้ก็จะมีความผิดปกติไป ทำให้เกิดเป็นริ้วรอยขึ้น

 

บทบาทของ Decorin นั้น จะไปจับกับ Collagen Type 1 ในชั้นผิว ช่วยให้ Collagen เรียงตัวในแบบที่เหมาะสม และปกป้องไม่ให้ Collagen โดนย่อยสลายโดยเอนไซม์ในผิว

 

ส่วน Versican นั้น ตัวมันเองก็มีความสามารถในการอุ้มน้ำ และยังจะไปจับกับ Hyaluronic acid ในชั้นผิว ช่วยอุ้มน้ำได้อีกต่อนึง

 

ทางแบรนด์ได้ทดสอบผลของสาร Proteum 89 ด้วยค่ะ มี่ไม่แน่ใจในระเบียบวิธีวิจัยของเขานะคะ แต่คิดว่าน่าจะเป็นระดับหลอดทดลอง (In vitro) ยืนยันแล้วว่า สารให้ผลกระตุ้นการสร้าง Decorin และ Versican ได้จริง

 

โดย Proteum 89 ในความเข้มข้น 1% ให้ผลกระตุ้นการสร้าง Versican ได้ 1.83 เท่า

 

proteum 1

(Image from Martiderm)

 

และกระตุ้นการสร้าง Decorin ได้ 1.78 เท่าค่ะ

 

proteum 2

(Image from Martiderm)

 

 

  • Tocopheryl retinoate อนุพันธ์ใหม่เป็นลูกผสมของวิตามินอีและเอ เป็นตัวนำพา (Carrier) ของกันและกันเข้าไปในผิว ให้ผลเรื่องการลดริ้วรอยจากวิตามินเอ และการเป็น Antioxidant ของวิตามินอี มีงานวิจัยตั้งแต่เมื่อปี 2006 กล่าวถึงผลในการเป็น Antioxidant, กระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและ Hyaluronic acid ในระดับหลอดทดลอง และ ให้ผลช่วยให้ริ้วรอยตื้นขึ้นในอาสาสมัคร (Okano et al., J Dermatol Sci Suppl. 2006;2(1):S65-S74) มี่คิดว่าน่าจะเป็นวัตถุดิบตัวเดียวกับ Tocoretinate-10 ของบ. Nikko Chemical ของญี่ปุ่น ซึ่งประกอบด้วย Caprylic/ Capric Triglyceride, D-δ-Tocopherol Retinoate และ D-δ-Tocopherolทางผู้ผลิตวัตถุดิบ Claim เรื่องริ้วรอย Antioxidant กระตุ้นการสังเคราะห์คอลลาเจน และ hyaluron ในผิวเช่นเดียวกัน

 

  • Acetyl hexapeptide-51 amide Peptide ที่มีชื่อทางการค้าว่า Juveleven ข้อมูลจากผู้ผลิตวัตถุดิบกล่าวว่าให้ผลปกป้อง DNA และช่วยเร่งกลไกการฟื้นฟู DNA ตามธรรมชาติของผิวให้เกิดได้ไวขึ้น

 

juv

(Image from Lipotec)

 

ส่วนตัวที่เหลือได้แก่

 

สีเขียว: สารบำรุงทั่วไป มีส่วนผสมของวิตามินบี5 บี3 ซี และอี 4 ตัวนี้ให้ผลโดยรวมในด้านความชุ่มชื้น ไวท์เทนนิ่ง Antioxidant และการเพิ่มความแข็งแรงของผิว

 

สีม่วง: สารไขมันทดแทนให้ผิว เพราะคนที่เริ่มมีอายุขึ้นการสร้างไขมันในผิวจะเกิดได้น้อยลง

 

สารสีส้ม จริงๆไม่ใช่สารออกฤทธิ์ค่ะ แต่เป็นกลุ่มของ Pigment ที่ช่วยบดบัง อำพราง รอยต่างๆบนผิว โดยเจ้า Mica จะช่วยสะท้อนแสงทำให้ดูสว่าง ส่วนเจ้า Titanium dioxide มีคุณสมบัติปกปิด และ Silica บางชนิดจะช่วยกระเจิงแสง ทำให้ร่องรอยต่างๆดูเบลอไป

 

การมีอยู่ของ Pigment พวกนี้ทำให้ผลิตภัณฑ์ดูไม่ค่อยจำเป็นสำหรับกลางคืนเท่าไหร่นัก เพราะทาแล้วก็ไปนอน แต่ถ้าจะใช้เช้าเย็นก็ไม่มีปัญหาอะไรค่ะ

 

มาให้คะแนนดีกว่าค่ะ

  1. สารบำรุง หรือ Active ingredients ด้วยความโดดเด่นและเป็นเอกลักษณ์ของตัว Proteum 89+® ซึ่งออกฤทธิ์ได้ค่อนข้างเป็นเอกลักษณ์ เสริมด้วยวิตามิน A B3 B5 C E จึงให้ผลบำรุงผิวได้ครบถ้วนและรอบด้าน จากที่ได้เล่าให้ฟังไว้ในด้านบน เลยขอให้ไป 5 ฟลาสก์
  2. เนื้อหลัก หรือ Base มาในรูปแบบของ Emulsion ประกอบด้วย น้ำ น้ำมัน และซิลิโคน ไม่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ มีส่วนของสารเติมน้ำ สารเคลือบผิว และสารไขมันทดแทนอยู่ครบถ้วน เลยขอให้ไป 5 ฟลาสก์
  3. สารปรุงแต่งอื่นๆ ไม่มีตัวไหนมีพิษมีภัยอะไรกับผิว เลยไม่มีที่ให้หักคะแนน รับไป 5 ฟลาสก์
  4. การใช้งาน จริงๆตัวนี้มี่ค่อนข้างรักเลยนะคะ เกือบจะเป็นลูกรักและ ติดอีกนิดนึงที่กลิ่น ไม่ใช่กลิ่นที่เป็น Spec ของมี่เลยจริงๆ ตอนนี้ค่อยๆกระมิดกระเมี้ยนใช้ ระวังหมด ช่วงแรกๆ ก็ลงทั้งหน้าอยู่ค่ะ แต่ระยะหลังๆนี้เอามาเน้นทาบำรุงใต้ตาค่ะ ช่วยเรื่องริ้วรอยได้ดีเหมือนกันค่ะ จุดนี้ขอให้ไป 5 ฟลาสก์

 

คะแนน

 

สุดท้ายนี้ขอขอบคุณทางแบรนด์ Martiderm ด้วยนะคะที่ส่งผลิตภัณฑ์ดีๆมาให้มี่ได้ทดลองใช้ สำหรับแบรนด์ Martiderm ในประเทศไทย มีบริษัท Advance aesthetic เป็นผู้นำเข้าแบบถูกต้องนะคะ

 

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถติดต่อสอบถามได้ที่

เฟสบุคของบริษัท http://www.facebook.com/advanceaestheticthailand ได้เลยค่ะ

 

ขอบคุณที่ติดตามรับชมมาจนจบค่ะ

 

Disclaimer/Conflict of interest: ผลิตภัณฑ์ได้รับการสนับสนุนจากทางแบรนด์ Martiderm การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสมตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล และผู้เขียนไม่ได้มีผลประโยชน์ใดๆในการขายสินค้า โปรดใช้วิจารณญาณ

Image

นวดและสปาไทยฟินๆแบบหรูหรากับ Harnn Heritage Spa Krungthep ที่ Zen @ Central world

มี่มีโอกาสได้ไปใช้บริการของสปาเปิดใหม่จาก Harnn ซึ่งเป็นแบรนด์ดังที่เป็นเจ้าของผลิตภัณฑ์สปาที่มีชื่อเสียงอยู่หลายชิ้น

สปาของ Harnn นั้นทราบมาว่าพึ่งเปิดให้บริการค่ะ มีด้วยกัน 2 สาขา คือ ที่ Zen @ Central world และ ที่ The emporium ค่ะ ส่วนตัวมี่ได้ไปที่สาขา Zen มานะคะ

 

สปาของ Harnn นั้นตั้งอยู่ที่ชั้น 12M ค่ะ ต้องไปอาศัยลิฟท์ในห้าง Zen ด้านใน จะมีลิฟท์สำนักงานที่สามารถขึ้นไปชั้น 12M ได้ค่ะ

 

เมื่อขึ้นมาถึงเราจะเห็น Stand ของ Harnn Heritage Spa ตั้งอยู่ค่ะ

 

harnn 9.jpg

 

ถ้าเจอก็แปลว่ามาถูกทางแล้วนะคะ

 

เดินเลยไปด้านในอีกนิดก็จะเจอป้าย Harnn Heritage Spa ค่ะ

 

harnn 1

 

พอเข้ามาใน Spa ก็จะมีพื้นที่ที่เอาไว้ให้ Spa Consultant มาซักประวัติ และแนะนำ Course ค่ะ

 

harnn 2

 

ตัวสปาจะจัดมาได้ค่อนข้างไทยมากค่ะ และดูหรูหรา Exotic

 

หลังจาก Consultant ซักประวัติ และแนะนำคอร์สเสร็จ ก็จะพาไปด้านใน ซึ่งจะมีม้านั่งให้ผ่อนคลายค่ะ

 

harnn 4

 

เห็น City view ด้วยค่ะ

 

harnn 5

 

แล้วก็จะมีน้ำตะไคร้ กับ ผ้าเย็น (เย็นจริงๆ) มาให้ค่ะ

 

harnn 3

 

นั่งพักซักครู่ ก็จะมี Therapist มารับไปที่ห้อง Treatment ค่ะ

 

บรรยากาศในห้อง Treatment จะค่อนข้างสงบ มีแสงสลัวๆ ช่วยให้ผ่อนคลายค่ะ

 

harrn 6

 

ภายในก็จะมีห้องอาบน้ำ และมุมแต่งตัวให้ค่ะ

 

 

มี่ไปด้วยอาการ Office syndrome ปวดน่อง และปวดหลัง  Consultant เลยจัดชุด เจ้าพระยา Head and Shoulder Massage และ บริการนวดน่อง กับหลังให้ค่ะ ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง

 

Therapist มือดีมากจริงๆค่ะ นวดเสร็จนี่ตัวเบาเลยค่ะ

 

พอนวดเสร็จ ถ้าอยากอาบน้ำอุ่นและใช้ผลิตภัณฑ์ของ Harnn ในการปรนนิบัติผิวเพิ่มเติม ก็แต่งตัวออกมานั่งที่มุมเดิม ทาง Spa ก็จะยกน้ำตะไคร้ออกมาให้อีกรอบ พร้อมกับถั่ว Nut หลายๆชนิด ซึ่งว่ากันว่า ถ้าได้เคี้ยวถั่วพวกนี้จะทำให้สมองผ่อนคลายค่ะ

 

เสร็จแล้ว Consultant คนเดิมก็จะมาคุยอีกรอบ ก่อนจะเสร็จสิ้นกระบวนการค่ะ

 

จุดเด่นอีกจุดของสปาที่นี่ก็คือ การตั้งชื่อคอร์สเป็นย่านและถนนในกรุงเทพ ตามคอนเซปท์ Harnn Heritage Spa Krungthep

 

มี่ได้แนบ Spa menu มาให้เผื่อผู้ที่สนใจค่ะ

 

harnn 10

 

harnn 11

 

ชื่อคอร์สก็จะมาในแนวกรุงเทพ  เช่น นวดพระนคร นวดเพลินจิต  นวดทรงวาด นวดดุสิต

 

คอร์สเพื่อความงามก็จะมีคอร์สนวดตัว ลุมพินี กับ นานา  คอร์สนวดหน้า บางรัก เพื่อผิวขาวกระจ่างใส และ คอร์ส ปทุมวัน เพื่อลดริ้วรอย และกระชับผิว

 

ถ้าใครเลือกไม่ถูกว่าจะทำอะไรดีก็จัดเป็น Package ไปเลยค่ะ

 

มี Package สุโขทัย กับ Package อยุธยา ค่ะ

 

ในส่วนของราคา มี่ว่าไม่แพงเลยค่ะ ถ้าเทียบกับสปาที่ตั้งอยู่ในย่านในกลางเมืองอย่าง Zen

 

สำหรับวันนี้ก็มีแค่นี้ค่ะ พบกันใหม่ในโอกาสถัดไป สวัสดีค่ะ

 

 

Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสมเซรัมและไพร์มเมอร์กันแดดต้านมลพิษจากแบรนด์ Tender

สวัสดีค่ะ วันนี้มี่มีรีวิวผลิตภัณฑ์ต่อต้านมลภาวะ Anti-pollution จากแบรนด์ Tender แบรนด์น้องใหม่ แต่ส่วนผสมนั้นแซ่บไม่แพ้รุ่นพี่เลยนะคะ

 

สกินแคร์ของแบรนด์ Tender ที่มี่ได้มา มี 2 ชิ้นค่ะ เป็นตัว Serum และ กันแดดเนื้อ Primer ค่ะ

 

มาด้วยแพคเกจน่ารักสดใสมุ้งมิ้งค่ะ

 

tender 1

 

เรามาเริ่มกันกับตัว Serum ก่อนเลยนะคะ

 

Serum นั้นมาในขวดปั๊ม สีขาว ตกแต่งแนว Minimal สีเขียวนมๆ

 

tender 2

 

ตรงนี้เป็นคำ Claim ที่ด้านหลังกล่องค่ะ

 

tender 3

 

เนื้อเซรัมเป็นกึ่งๆน้ำนม มีกลิ่นหอมจางๆค่ะ เกลี่ยค่อนข้างง่าย ให้สัมผัสลื่น บางเบา ซึมไว ไม่เหนอะหนะ

 

 

วัดค่า pH ซักหน่อยนะคะ

 

tender 6

 

ค่า pH อยู่ระหว่าง 5 – 6 ค่ะ ถือว่าใกล้เคียงกับผิวดี

 

 

มาดูส่วนผสมกันบ้างค่ะ

 

สำหรับตัวเซรัมส่วนผสมเป็นดังนี้ค่ะ

 

สผส primer

 

ส่วนผสมของสารบำรุงมี่ทำสีม่วงไว้ให้ค่ะ ที่มาในลำดับแรกๆจะเป็นตัว Niacinamide หรือ วิตามินบี 3 ซึ่งมีประโยชน์หลายๆด้านนะคะ ไม่ว่าจะเป็น Whitening, ลดการอักเสบ ดูแลปัญหาสิว และเพิ่มการสังเคราะห์ไขมันที่เป็น Barrier ผิว

 

สารบำรุงที่มาเด่นไม่แพ้กันก็คือส่วนผสมของ Plankton extract และ Arginine ferulate ค่ะ สารนี้เป็นนวัตกรรมจากฝรั่งเศส ที่ผู้ผลิตวัตถุดิบ Claim ว่าให้ผลเกี่ยวกับการ Detoxification (หรือย่อๆว่า Detox) และการชะลอวัยค่ะ ซึ่งเวลาใช้ด้วยกัน สารทั้งสองจะช่วยเสริมฤทธิ์ซึ่งกันและกันค่ะ

 

สารสกัดจากสาหร่ายสีแดง Chondrus cripis น่าจะตรงกับวัตถุดิบ Oligogeline ของบ. Seppic จากทางฝรั่งเศส ซึ่งให้ผลเรื่องความชุ่มชื้น และให้ความรู้สึกสบายผิว

 

และสุดท้าย Broccoli extract (Brassica oleracea italica) นี้มี่คิดว่าน่าจะเป็นวัตถุดิบที่ชื่อ BioDtoxTM ซึ่งประกอบด้วย Propanediol (and) Bioflavonoids (and) Brassica Oleracea Italica (Broccoli) Extract (and) Aloe Barbadensis Leaf Extract

 

ผู้ผลิตวัตถุดิบ Claim ว่า ให้ผลในการ Detox ช่วยต่อต้านมลภาวะ ลดการอักเสบ ต่อต้านอนุมูลอิสระ เพิ่มการสังเคราะห์คอลลาเจน ข้อมูลจากผู้ผลิตวัตถุดิบระบุว่า สารบำรุงชุดนี้ช่วยปกป้อง Barrier ผิวไม่ให้ถูกทำลายเพราะ Sodium lauryl sulfate ได้ด้วยค่ะ (REF: cosmetic business)

 

จริงๆลำพัง Broccoli ก็ให้ผลเป็น Antioxidant ที่ดีอยู่ในตัวแล้วค่ะ ยิ่งมาประกบกับ Bioflavonoids ซึ่งเป็นสารที่พบในเปลือกส้ม และพืชหลายๆชนิด พวกนี้ก็เป็น Antioxidant ที่ดีอีกค่ะ โดยรวมคือ มหกรรมแห่ง Antioxidant

 

แล้วคหสต.มี่คิดว่าสารพวกนี้น่าจะคงตัวอยู่ในผลิตภัณฑ์ เพราะตัวที่จะตายแทนพวกนี้คือวิตอีค่ะ วิตอีจะเป็นผู้เสียสละพลีชีพเพื่อรักษาสิ่งพวกนี้ไว้

 

ส่วนผสมทุกตัวมีความอ่อนโยน ทางแบรนด์ Claim ว่าสามารถใช้ได้ทุกสภาพผิว แม้กระทั่งผิวแพ้ง่าย เพื่อให้ผิวมีสุขภาพดี

 

ส่วนอีกตัวเป็นกันแดดไพรม์เมอร์ค่ะ มีชื่อเต็มๆว่า complete primer UV protection Anti-pollution SPF50 PA+++ UVA/UVB

 

tender 7

 

นางมาในแพคเกจที่เป็นหลอดบีบค่ะ

ตรงนี้จะเป็นคำ Claim ด้านหลังกล่องนะคะ

 

tender 10

 

เนื้อครีมเป็นครีมสีเหลืองอ่อน มี pigment ขนาดเล็กละเอียดมาก เป็นประกายแวววาว ดู Glow แบบไม่มันเยิ้มค่ะ

 

 

ตัวนี้มี่ไม่ได้วัดค่า pH ให้นะคะ เพราะมีเม็ด pigment จะรบกวนการอ่านสีค่ะ

 

 

มาดูส่วนผสมกันค่ะ

 

สผส เซรัม

 

จากส่วนผสมจะเห็นว่าส่วนของสารบำรุงจะดูคล้ายกับตัว Serum นะคะ จะมีต่างกันเล็กน้อยค่ะ

 

ถ้าพูดถึงสารกันแดดมี่ทำสีฟ้าไว้ให้ค่ะ เป็นกันแดดผสมเคมีและกายภาพค่ะ

  • Ethylhexyl methoxycinnamate ตัวนี้เด่น UVB
  • Octocrylene ดูดซับช่วง UVB และเป็นตัวเพิ่มความคงตัวค่ะ
  • Ethylhexyl triazone ตัวนี้ก็เด่น UVB ค่ะ
  • Diethylamino Hydoxybenzoyl Hexyl Benzoate ตัวนี้เด่น UVA มีความคงตัวค่อนข้างสูง และก็ถ้าเสริมกับสารในกลุ่ม Triazone อีกตัวหนึ่งก็จะได้ผลดีขึ้น
  • titanium dioxide เป็นกันแดดกายภาพ อาศัยการสะท้อนรังสีเอา

 

กันแดดมี SPF ที่ 50 และกันน้ำกันเหงื่อได้ ไม่ลอยไม่วอกไม่เทาเลยค่ะ และจากกลุ่มสารกันแดดที่ใช้โดยรวมก็ถือว่ากันแดดได้ครบถ้วนสมบูรณ์ดีค่ะ

 

ส่วนของสารบำรุงนั้นจะคล้ายกับตัวเซรัม แต่มีการเพิ่ม Lithothamnium calcarum extract เข้ามาค่ะ

 

สารสกัดนี้เป็นสารสกัดจากสาหร่ายสีแดงชนิดหนึ่ง ทางผู้ผลิตวัตถุดิบ Claim ว่าอุดมด้วยแร่ธาตุมากมาย ให้ผลเป็น Moisturizer, เป็น Antioxidant ช่วยชะลอวัย และให้ความรู้สึกสบายผิว (Soothing)

 

มาให้คะแนนกันดีกว่าค่ะ

 

  1. สารบำรุง ทั้งสองตัวเน้นไปที่การเป็น Antioxidant และตัววัตถุดิบที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการ Detox ซึ่งสารบำรุงที่ทางแบรนด์เลือกใช้ก็เป็นสารนำเข้าจากนานาประเทศ ไม่ว่าจะเป็นฝรั่งเศส เกาหลี และสเปน ทำให้ดูมีราคา ซึ่งสารที่เลือกใช้ก็มีการ Claim เกี่ยวกับเรื่อง Pollution อยู่ นอกจากนั้นก็ยังมีส่วนของ Whitening และ ความชุ่มชื้น สำหรับตัวกันแดดก็ถือว่ากันได้ครบและครอบคลุมดี เลยขอให้ไป 5 ฟลาสก์
  2. เนื้อผลิตภัณฑ์ ทั้งสองตัวมาในรูปแบบของ Emulsion ที่ประกอบด้วยน้ำและน้ำมัน ตัวเซรัมไม่มีส่วนผสมของ Silicone ด้วยค่ะ แถมส่วนผสมทั้งสองตัวก็ไม่ได้มีอะไรที่ไม่เป็นมิตรกับผิว เลยขอให้ 5 ฟลาสก์
  3. สารปรุงแต่งอื่นๆ ทั้งสองตัวไม่ได้มีสารตัวไหนที่ไม่เป็นมิตรกับผิว เลยไม่มีที่ให้หักคะแนน รับไป 5 ฟลาสก์
  4. การใช้งาน เซรัมค่อนข้างบางเบาค่ะ อาจจะไม่ค่อยเหมาะกับคนที่มีผิวแห้งมาก ส่วนตัวมี่คิดว่า ถ้าทาแล้ว หาครีมหรือมอยส์เจอร์มาทาทับอีกชั้นหนึ่งก็จะพอดีค่ะ ส่วนตัวกันแดดไพร์มเมอร์ ถ้าทาเดี่ยวๆจะดูเงาๆหน่อยนะคะ แต่ถ้าทาแล้วลงรองพื้นทับ กับปัดแป้งฝุ่นอีกรอบจะสวยฉ่ำพอดีค่ะ ส่วนข้อติก็มี่คิดว่านางมาในหลอดเล็กไปนิดนึงค่ะ โดยรวมขอให้ไป 4 ฟลาสก์ค่ะ

 

คะแนน

 

สุดท้ายนี้ต้องขอขอบคุณทางแบรนด์ Tender ด้วยค่ะ ที่ส่งผลิตภัณฑ์ดีๆมาให้มี่ได้ทดลองใช้ และขอบคุณทุกท่านด้วยค่ะที่ติดตามรับชมมาจนจบ

 

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถสอบถามได้ที่ทางแบรนด์โดยตรงเลยนะคะ

http://www.tenderskincare.com

http://www.facebook.com/tenderskincare

instragram:Tenderskincareofficial

line : @tenderskincare

 

Discliamer/conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากทางแบรนด์ Tender การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสมตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล และผู้เขียนไม่ได้มีผลประโยชน์ใดๆในการขายสินค้า โปรดใช้วิจารณญาณ

Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสมน้ำมัน Argan ออร์แกนิก Or’agan 100% Organic argan oil moisturizer

สวัสดีค่ะ เรามาต่อกันกับผลิตภัณฑ์ดีๆจากแบรนด์ Or’agan กันนะคะ สำหรับผลิตภัณฑ์จาก Or’agan ที่มีได้มา มีทั้งหมด 4 ชิ้น เริ่มจาก Black soap หรือ สบู่ดำ ตามด้วยน้ำมันสารพัดประโยชน์ Bath body massage oil และ Ghassoul Clay วันนี้มาทิ้งทวนด้วย 100% Organic argan oil moisturizer ค่ะ

 

ว่าแล้วเราก็มาดูหน้าตาของผลิตภัณฑ์กันดีกว่าค่ะ

 

oil 1.jpg

 

ตัวผลิตภัณฑ์จะมาในขวดแก้วที่มีรูปทรงเป็นเอกลักษณ์นะคะ ขวดที่มี่ได้มาเป็น Size 10 ml ที่อยู่ในเซ็ตของขวัญของทางแบรนด์ ตัวฝาจะเป็นฝาแบบสเปรย์ค่ะ

 

ที่ด้านหลังกล่องจะมีคำ Claim ดังภาพค่ะ

 

oil 2

 

เป็นเกี่ยวกับเรื่องวัตถุดิบว่าเป็นการสกัดเย็นจากเมล็ดอาร์แกนออร์แกนิก และเป็นการสกัดครั้งแรก รวมทั้งได้รับตรา Ecocert ซึ่ง ตรานี้ไม่ได้ได้มาง่ายนะคะ มีระบบระเบียนและข้อกำหนด หรือ Requirement ที่เยอะเหมือนกันค่ะ

 

มาดูเนื้อสัมผัสกันบ้างค่ะ

 

oil 3

 

เนื้อ oil มีความหนืดอยู่ค่อนข้างน้อยค่ะ มีกลิ่นเฉพาะตัว คล้ายถั่ว ไหลได้อย่างอิสระ ทำให้เกลี่ยได้ง่าย มีสัมผัสที่ค่อนข้างบางเบา ถ้าวัดตามหลักทาง Aromatherapy ซึ่งแบ่ง oil เป็น 3 แบบ คือ Light oil, Medium oil และ Thick oil ตัวนี้น่าจะอยู่ในเกณฑ์ Light-to-Medium ค่ะ

 

การดูดซึมนั้นใช้เวลาพอสมควรค่ะ

 

oil 4

 

ใครที่ไม่ชอบความเหนอะหนะของ oil มี่แนะนำว่า สามารถเอามาผสมกับโลชั่น ในอัตราส่วน oil 1: lotion 2 วอร์มๆให้เข้ากันก่อนเอาลงผิวได้นะคะ จะทำให้ออยล์มีความมันลดลง และยังช่วยให้ซึมผิวได้ดีขึ้นด้วยค่ะ

 

สำหรับส่วนผสมก็คือ ประกอบด้วยน้ำมันจากเมล็ดอาร์แกนออร์แกนิก 100% เลยค่ะ

 

ดูรายละเอียดกันซักหน่อยนะคะ

 

น้ำมันอาร์แกนนั้นน้ำมันจากเมล็ดของต้น Argan (Argania spinosa) ซึ่งในทาง Aromatherapy ระบุว่าน้ำมันที่มีส่วนผสมของ Argan oil มีคุณสมบัติในการลดริ้วรอย เพิ่มความชุ่มชื้น ความยืดหยุ่น ลดรอยแตกลาย

 

ถ้าพูดถึงการศึกษาที่เกี่ยวข้องกับ Argan oil ก็มีมายาวนานพอสมควรเลยค่ะ

 

มีการศึกษาชิ้นหนึ่งได้กล่าวว่า Argan oil นั้น มีผลต่อการสร้างเม็ดสีผิวในระดับหลอดทดลองด้วยค่ะ ทำให้ได้ผลเรื่อง Whitening ด้วย (Evid Based Complement Alternat Med. 2013; 2013: 340107.)

 

การทดสอบประสิทธิภาพของ Argan oil แบบทา ในสตรีวัยทองจำนวน 60 คน เป็นเวลา 60 วัน พบว่าค่า TEWL (การระเหยของน้ำออกจากผิว) ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ค่านี้สื่อว่า Barrier ผิวมีความแข็งแรงมากขึ้น และพบว่าระดับน้ำในผิวชั้นนอก หรือ Epidermis มีค่าสูงขึ้น (Prz Menopauzalny. 2014;13(5):280-8.) อีกชิ้นหนึ่งทดสอบในสตรีวัยทอง จำนวน 30 คน เป็นเวลา 60 วัน พบว่าผิวหนังมีความยืดหยุ่นเพิ่มขึ้น (Clin Interv Aging. 2015;10:339-49.)

 

นอกจากนี้การศึกษาล่าสุดในช่วงต้นปีนี้ ได้พบว่า Argan oil มีผลช่วยสมานแผลในหนูทดลองที่มีแผลไหม้ได้ด้วย (Ostomy Wound Manage. 2016 Mar;62(3):26-34.)

 

โดยรวมผลจากการศึกษาดังกล่าว ก็จะสามารถสรุปได้ว่า Argan oil นั้นให้ผลด้านความชุ่มชื้น ความแข็งแรงของ Barrier ผิว การสมานแผล และ Whitening ค่ะ

 

วันนี้ไม่รู้จะให้คะแนนอย่างไรดี เพราะส่วนผสมมีแค่ Argan oil ก็เลยขอให้คะแนนในภาพรวมแทนนะคะ

 

จากคะแนนเต็ม 5 สำหรับ Argan oil ตัวนี้ มี่ขอให้ 4 ฟลาสก์ค่ะ เนื่องจากแพคเกจเป็นแบบสเปรย์ ที่ค่อนข้างกดออกยาก และเวลากดมันจะกระจายพอสมควรนะคะ

 

คะแนน argan oil

 

สุดท้ายนี้ขอบคุณทางแบรนด์ Or’agan ด้วยนะคะที่ส่งสินค้าดีๆมาให้มี่ได้ทดลองใช้ และขอบคุณทุกๆท่านด้วยค่ะที่ติดตามมาจนจบ

 

 

 

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถสอบถามได้ที่ทางเฟสบุคของแบรนด์ Or’agan เลยนะคะ

 

https://www.facebook.com/theoraganth

 

 

 

Disclaimer: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับเป็นของขวัญจากแบรนด์ Or’agan การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสมตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและสุคนธบำบัด (Aromatherapy) และอาศัยความเห็นส่วนบุคคล ผู้เขียนไม่ได้มีผลประโยชน์ใดๆในการขายสินค้า โปรดใช้วิจารณญาณ

Image

Miyeon’s Lab — รีวิว/Screening หา สารกลุ่ม Polyphenol ในสกินแคร์ และ homemade beauty

สวัสดีค่ะพี่ๆน้องๆเพื่อนๆห้องแป้งที่น่ารักทุกๆท่าน

วันนี้มี่มาลองตรวจหา Polyphenol ในสกินแคร์ที่มี่ใช้เป็นประจำทุกวันให้ชมกันค่ะ

Polyphenol คือ อะไร ??

Polyphenol เป็นสารพฤกษเคมีในพืช กลุ่มใหญ่ กลุ่มหนึ่ง ทีประกอบด้วยโครงสร้างที่มีหมู่ฟังก์ชั่น ฟีนอล และ -OH อยู่หลายๆตัว ซึ่งสารกลุ่มนี้มีคุณสมบัติที่ดีในเชิงเครื่องสำอางมากมายค่ะ ไม่ว่าจะเป็น Antioxidant, ลดการอักเสบ, Whitening และกลุ่มสาร Polyphenol ที่น่าสนใจตัวหนึ่ง คือ Tannin ซึ่งมีรสฝาด ให้ผลกระชับรูขุมขน ควบคุมความมัน และ มีผลฆ่าเชื้อจุลินทรีย์ได้บางชนิดค่ะ

การตรวจ Polyphenol ง่ายๆ

จะใช้วิธี Ferric chloride reagent ค่ะ หยดลงไปแล้วสังเกตการเปลี่ยนสี จากสีเหลือง เป็น เขียว น้ำเงิน ม่วง ดำ น้ำตาล หรือ แดง ซึ่งสีที่เกิดขึ้นจะสอดคล้องกับชนิดของ Polyphenol ที่พืชมีค่ะ ถ้าเป็น Tannin มักจะให้สีน้ำเงิน และ เขียว

ซึ่งการตรวจแบบนี้เราเรียกว่า Screening test ซึ่งไม่ได้ถูกต้อง 100% นะคะ แต่ก็มีประโยชน์ในการคัดกรองเบื้องต้นค่ะ

พอดี Ferric chloride ที่ซื้อมา เหลือ เลยลองเอามาตรวจ Skincare เล่นๆค่ะ

ก่อนทำก็ละลาย Ferric chloride ให้ได้ความเข้มข้นที่เหมาะสมก่อนค่ะ

จะได้เป็นสารละลายสีเหลืองน้ำตาลค่ะ

fecl3.jpg
มี่ลองเอา Skincare ที่ใช้เป็นประจำมาตรวจดูค่ะ

fe 1

เยอะเชียว

เราเริ่มกันที่ Madre Labs Rose petal witch hazel toner ค่ะ

fe 2

ตอนแรกคิดว่าจะให้ผลบวกนะคะ เพราะ Witch hazel มี Tannin และ Polyphenol อยู่เยอะ แต่ผลคือ

fe 3

ไม่เกิดปฎิกิริยาค่าาา อาจจะเพราะว่าเจือจางเกินไปก็ได้

ตัวที่สอง Missha near skin black tea toner โทนเนอร์ชาดำของเกาหลีค่ะ

fe 4

ตัวนี้ก็ไม่เกิดปฎิกิริยาค่ะ

fe 5

ตัวที่สาม Skin Talk BHA music toner ลูกรักบ้านมียอนนั่นเองค่ะ

fe 6

ตัวนี้ให้ผลบวกนะคะ ได้เป็นสีม่วงค่ะ

fe 7

ตัวที่สี่ Labstory V10 Revital Whitening Intensive Booster ค่ะ

fe 8

ตัวนี้ดูไม่ค่อยชัด แต่เหมือนจะให้ผลบวกนะคะ ได้เป็นสีน้ำตาลอมเขียว

fe 9

ตัวที่ 5 Hada rizumu น้ำตบ Royal jelly และ Hyaluron ของ Kose cosmeport

fe 10

ตัวนี้คิดไว้แล้วว่าจะไม่เกิดปฏิกิริยา ก็ไม่เกิดจริงค่ะ

fe 11

ตัวที่ 6 Deep sea marine collagen ampoule ของ Mizon ลูกรักเช่นกัน

fe 12

ตัวนี้คิดไว้ว่าคงไม่เกิดปฎิกิริยา ก็ไม่เกิดจริงค่ะ เพราะส่วนผสมนางเป็นพวกคอลลาเจน ซึ่งเป็นโปรตีน

fe 13

ตัวที่ 7 It’s Skin GF effector ลูกรักเช่นกัน

fe 14

ตัวนี้ก็ไม่เกิดปฏิกิริยาค่ะ

fe 15

ลองดูพวก Homemade beauty บ้างนะคะ

สูตรแรก น้ำใบชาจีนต้มค่ะ

fe 16

ไม่เกิดจ้า ทั้งๆที่ควรจะเกิด อาจจะเพราะต้มเจืองจางไป

fe 17

สูตรสอง น้ำใบทับทิมต้มค่ะ

fe 18

ตัวนี้ค่อนข้างชัดค่ะ ว่าเปลี่ยนเป็นสีอมเขียว

fe 19

จบแล้วค่า

ถึงตัวที่ไม่ได้เกิดปฏิกิริยา ก็ไม่ได้แปลว่า จะไม่มีประโยชน์นะคะ เพราะวิธีนี้มันมีข้อจำกัดอยู่เยอะเหมือนกันค่ะ เขาอาจจะมี แต่เจืองจางไปหน่อย เลยไม่ทำปฏิกิริยาก็ได้

ขอบคุณที่รับชมมาจนจบนะคะ

Disclaimer: ผลิตภัณฑ์ทุกชิ้นซื้อด้วยตัวเอง การรีวิวครั้งนี้เป็นเพียงการคัดกรองเบื้องต้นด้วย Ferric chloride reagent ซึ่งมีข้อจำกัดหลายประการ และการอ่านสีอ่านด้วยตาเปล่า การเตรียมตัวอย่างไม่ได้ใช้เครื่องชั่ง อาจจะมีการคาดเคลื่อน จึงเป็นเพียงแนวทางเท่านั้น

 

Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสมโคลนลาวาโมร็อคโค Or’agan Ghaussoul clay with 7 plants extract

สวัสดีค่ะ เรามาต่อกันกับผลิตภัณฑ์ดีๆจากแบรนด์ Or’agan กันนะคะ สำหรับผลิตภัณฑ์จาก Or’agan ที่มีได้มา มีทั้งหมด 4 ชิ้น เริ่มจาก Black soap หรือ สบู่ดำ ตามด้วยน้ำมันสารพัดประโยชน์ Bath body massage oil วันนี้ มี่นำเอา Ghassoul Clay ของแบรนด์ Or’agan มารีวิวให้ชมกันค่ะ ก่อนจะทิ้งท้ายไปด้วย 100% Organic argan oil moisturizer ในสัปดาห์ต่อไปนะคะ

 

Ghassoul clay ถึงจะเขียนเป็นตัว G แต่เวลาอ่านจะเป็นเสียง ตัว R ว่า ราสซูล นะคะ โคลนตัวนี้ว่ากันว่าเป็นโคลนธรรมชาติที่ขุดได้ในแถบแอฟริกาตอนเหนือ บางที่ก็จะ Claim ว่าเป็นโคลนลาวาค่ะ ซึ่งส่วนผสมของโคลนนี้จะประกอบด้วยแร่ธาตุที่มีประโยชน์กับผิวหนังมากมายหลายชนิด ซึ่งชนิดที่พบมากก็คงจะเป็น silica, iron, magnesium, potassium, sodium และ lithium ค่ะ

 

ว่าแล้วเราก็มาดูหน้าตาของผลิตภัณฑ์กันดีกว่าค่ะ

 

GSC 1

 

Clay ของ Or’agan จะมาในกระปุกพลาสติกอย่างหนา บรรจุ 150 กรัมค่ะ

 

 

ข้างในเวลาเราแกะครั้งแรกเขาจะ Seal ไว้ด้วยฟอยล์อลูมิเนียมอีกชั้นค่ะ

 

ตัว Clay จะมาเป็นลักษณะแผ่นๆ มีกลิ่นหอมของสมุนไพรผสมดอกไม้และกลิ่นแนวซิตรัส ที่ให้ความรู้สึกสดชื่นและผ่อนคลาย

 

GSC 2

 

ข้อดีของการทำมาในรูปแบบแห้งก็คือ นอกจากผลิตภัณฑ์จะไม่แห้งแข็งระหว่างการเก็บรักษาเหมือนพวก Clay เปียกทั่วไปที่เราเก็บไว้นานๆน้ำจะระเหยออก Clay จะแข็งควักไม่ออก และก็ยังจะมีส่วนช่วยเรื่องของการปนเปื้อนเชิ้อจุลินทรีย์ได้ค่ะ

 

วิธีใช้คือ เอา Clay มาผสมน้ำ ในอัตราส่วน Clay 1 น้ำ 2 ค่ะ ผสมสด ใช้สดเลยนะคะ อย่าไปผสมเก็บไว้ จากนั้นก็เอาไปพอกค่ะ ตัวนี้พอกหน้าก็ได้ พอกตัวก็ได้ หรือจะทำเป็นโคลนหมักผมก็ได้ (ถ้าจะหมักผม ก็ผสมให้เหลวหน่อยค่ะ)

 

ลองผสมให้ดูค่ะ

 

เริ่มจากเอาแผ่น Clay ใส่ลงไปในถ้วย แล้วเติมน้ำลงไป จากนั้นก็คนๆให้ละลายค่ะ มีความสนุก มีความ DIY หลายๆคนน่าจะชอบค่ะ

 

This slideshow requires JavaScript.

 

เมื่อได้เป็นลักษณะแบบนมข้นหวานเราก็จะเอามาพอกหน้าได้ค่ะ

 

เวลาพอกก็เกลี่ยดีๆ ให้กระจายตัวอย่างสม่ำเสมอ ไม่ถึงขั้นต้องหนามากก็ได้ค่ะ

 

GSC 6

 

พอกไว้ซักประมาณ 5 – 10 นาที ก็ไปล้างออกด้วยน้ำอุ่น และซับให้แห้ง ผิวก็จะนุ่มค่ะ

 

GSC 7

 

ในประเทศ Morocco เขาจะใช้ Clay ตัวนี้ใน Hammam ใช้พอกหน้า หรือ ทำ poultice ที่เอาโคลนโปะๆลงไปพร้อมกับสมุนไพรอื่นๆแล้วห่อผ้าบางไว้ อารมณ์จะคล้ายกับ Clay wrap ในบ้านเราค่ะ

 

 

มาดูส่วนผสมกันบ้างนะคะ

 

สผส GSC

 

จากส่วนผสมจะเห็นได้ว่า มีแค่ส่วนผสมของ Clay และสารสกัดพืช กับ น้ำมันหอมระเหย และสารหอม Linalool เท่านั้นค่ะ

 

ถ้าพูดถึง Clay นอกจากประโยชน์ของพวกแร่ธาตุแล้ว Clay เองยังมีความสามารถในการดูดซับสิ่งสกปรกบนผิว และดูดซับความมันส่วนเกินบนผิวได้ค่ะ จึงค่อนข้างเหมาะกับคนที่มีผิวมัน แต่คนที่มีผิวแห้งก็ไม่ต้องเสียใจ เอามาผสมกับนม หรือ เพิ่มน้ำผึ้งลงไปเล็กน้อยก็ใช้ได้ดี และช่วยให้ผิวนุ่มชุ่มชื้นได้ด้วยค่ะ

 

ด้วยความที่เป็น DIY หลังจากละลาย Clay เสร็จ เราจะเติมอะไรก็ได้ลงไป อยากกระชับรูขุมขนเพิ่ม ก็เติมน้ำชา หรือผงชาลงไปนิดหน่อย อยากได้ความชุ่มชื้น ก็เติมน้ำผึ้งลงไป หรือเติมนมลงไป อยากได้ผิวขาวก็เติมน้ำส้มคั้นลงไปนิดนึง สามารถสรรค์สร้างสูตรเพื่อความงามของตัวเองได้มากมายเลยค่ะ

 

ในส่วนของสารสกัดพืชที่ใส่มา ได้แก่

  • Rosemary (Rosmarinus officinalis) มีผลช่วยเรื่องฆ่าเชื้อจุลินทรีย์ได้
  • Lavender (Lavandula angustifolia) มีผลช่วยให้ความรู้สึกสบายผิว
  • Myrtle (Myrtus communis) มีผลช่วยเรื่องการไหลเวียนเลือด
  • กานพลู (Eugenia caryophyllus) มีผลช่วยเรื่องฆ่าเชื้อจุลินทรีย์ และมีกลิ่นหอม
  • Nettle (Urtica dioica) เป็น Antioxidant และให้ความรู้สึกสบายผิว
  • กุหลาบ (Rosa centrifolia) ให้ความรู้สึกสบายผิว
  • น้ำมันหอมระเหย Spiked lavender ในทาง Aromatherapy มีคุณสมบัติช่วยให้ผ่อนคลาย และ มีส่วนช่วยลดการอักเสบ และฆ่าเชื้อบางชนิด

 

โดยรวมสารสกัดจากสมุนไพรที่ใส่มาจะให้ผลเด่นที่เรื่องของ ความรู้สึกสบายผิว หรือ Soothing effect มีส่วนช่วยฆ่าเชื้อบางชนิด และเป็น Antioxidant

 

เนื่องจากส่วนผสมมีไม่มากเลยขอให้คะแนนใน 2 หัวข้อ คือ ส่วนผสมกับ การใช้งานนะคะ

 

  1. ส่วนผสม ค่อนข้างธรรมชาติ เรียบง่าย ไม่หรูหรา แต่แฝงไว้ด้วยประโยชน์จากสมุนไพรที่ให้ผลเด่นในด้านความรู้สึกสบายผิว หรือ Soothing effect เป็นหลัก โดยรวมก็ถือว่าทำมาได้ดี แต่เนื่องจากส่วนผสมของสารบำรุงนั้นน้อยไปนิด เลยขอให้ 4 ฟลาสก์
  2. การใช้งาน ในการใช้งานจะมีความสนุก และความหลากหลายจากการ DIY มานั่งกวนผสม เติมนั่นนิดนี่หน่อย ปรุงโคลนให้เหมาะกับผิวเรา เนื้อ Clay ที่ละลายน้ำแล้วมีกลิ่นหอมในแนวธรรมชาติ เป็นกลิ่นดอกไม้ผสมสมุนไพร ให้ความรู้สึกผ่อนคลาย สามารถใช้ได้ทุกสภาพผิว ถ้าผิวแห้งอาจจะผสมกับน้ำกุหลาบ หรือ เติมน้ำนม หรือ น้ำผึ้งลงไปเล็กน้อยก่อนพอก ส่วนถ้าผิวมันก็สามารถโบกลงไปได้เลย หรือ อาจจะเน้นพอกแค่บริเวณ T-zone ก็ได้ โดยรวมถือว่ามีความยืดหยุ่นในการใช้ค่อนข้างมาก ให้ไป 5 ฟลาสก์

 

คะแนน GSC

 

สุดท้ายนี้ขอบคุณทางแบรนด์ Or’agan ด้วยนะคะที่ส่งสินค้าดีๆมาให้มี่ได้ทดลองใช้ และขอบคุณทุกๆท่านด้วยค่ะที่ติดตามมาจนจบ

 

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถสอบถามได้ที่ทางเฟสบุคของแบรนด์ Or’agan เลยนะคะ

https://www.facebook.com/theoraganth

 

Disclaimer: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับเป็นของขวัญจากแบรนด์ Or’agan การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสมตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและสุคนธบำบัด (Aromatherapy) และอาศัยความเห็นส่วนบุคคล ผู้เขียนไม่ได้มีผลประโยชน์ใดๆในการขายสินค้า โปรดใช้วิจารณญาณ

Image

[Beauty talks] All about mask ภาค 2: มาสค์เนื้อครีม/เนื้อเจล

วันนี้มาคุยกันเรื่องมาสค์ที่มาในเนื้อครีม กับ เนื้อเจล กันนะคะ

 

BT mask 2.jpg

มาสค์ที่มาเป็นเนื้อครีม กับ เนื้อเจล มีทั้งแบบ ล้างออก ลอกออก และแบบที่ Leave-on ไว้ข้ามคืนค่ะ

 

ขอเอาตัวแรกก่อน เพราะรายละเอียดต่างไปหน่อยคือ มาสค์แบบลอกออก หรือ Peel-off mask ค่ะ

Peel-off mask นี่ก็เหมือนพวกเจลหรือครีมทั่วไปค่ะ เพียงแต่เขาก็จะมีส่วนผสมของสารก่อฟิล์มค่ะ

8-Amazing-Benefits-Of-Peel-Off-Masks.jpg

(Image from: www.stylecraze.com)


ตัวก่อฟิล์มที่ทอปฮิตใน Peel-off mask จะเป็น Polyvinyl alcohol หรือ PVA ค่ะ ถึงแม้จะลงท้ายด้วย Alcohol แต่ตัวมันก็ไม่ได้มีผลทำให้ผิวแห้งหรือจะระคายเคืองได้แบบ Alcohol ชนิดที่เรารู้จักกันว่า Ethanol ค่ะ

สารนี้ละลายได้ยาก และส่วนมากจะลายในแอลกอฮอล์ จึงมักพบว่าในส่วนผสมของมาสค์ลอกออกที่มี Polyvinyl alcohol จะมีแอลกอฮอล์อยู่ด้วย และอาจจะใส่ถึง 10% หรือมากกว่าเลยก็ได้ค่ะ เพื่อละลายเจ้านี้ให้ได้เป็นเจลใส

สรรพคุณของมาสค์ลอกออกแบบปกติ ถ้าไม่มีพวกตัวดูดซับก็แค่ เกิดฟิล์มที่ให้ผล Occlusive ให้ผิวชุ่มชื้น และเติมสารอาหารให้ผิว บางแหล่งระบุว่าตอนแผ่นฟิล์มหดตัวจะดึงเอารูขุมขนให้กระชับขึ้นด้วย แต่ถ้าใส่ตัวดูดซับ เช่นพวก Clay หรือ SIlica มาด้วยก็จะช่วยดูดสิวเสี้ยน หรือสิ่งสกปรกอื่นๆออกมาจากผิวได้ด้วย ถือเป็นการทำความสะอาดผิวรูปแบบหนึ่งค่ะ

ถ้าในส่วนผสมมีแอลกอฮอล์ คนที่มีผิวแห้งก็ควรเลี่ยงนะคะ

ถ้าอยากใช้ก็ใช้ซักอาทิตย์ละ 1-2 ครั้งค่ะ

ขอยกตัวอย่างเป็นมาสค์ตัวนี้ค่ะ 

 

peel-off mask.jpg

 

เป็นหน้าที่ตัดมาจากเวบ Ulta ค่ะ จะเห็นว่าส่วนผสมค่อนข้าง Classic เลยค่ะ เพราะใช้สารก่อเจลเป็น PVA ที่ละลายใน Alcohol และ สารละลายอื่นๆ เสริมมาด้วย Panthenol คือ โปรวิตามินบี 5 กับ Sodium PCA ให้ผลเรื่องชุ่มชื้น  สารสกัดจากว่านหางจระเข้ และ แตงกวา ก็ให้ผลเรื่องชุ่มชื้นเช่นกัน และมีวิตามิน C กับ E อยู่

ราคาเท่านี้ถือว่าค่อนข้างถูกค่ะ

 

ต่อมา แบบที่ 2 เป็นมาสค์แบบล้างออก ก็จะใช้หลักการเดียวกับแผ่นมาสค์ คือส่วนผสมมีคุณสมบัติก่อฟิล์มบนผิวได้ หรือเคลือบผิวให้ภาวะ Occlusive เพื่อเติมน้ำ เติมอาหารให้ผิว และช่วยเรื่องการสมานแผลให้หายไวขึ้นค่ะ แต่ว่า ที่ต้องล้างออกเพราะว่า การ Occlusive จากมาสค์ประเภทนี้อาจจะเกิดมากไปจนเกิดผลเสียได้ จึงกำหนดให้ใช้แค่ช่วงเวลาสั้นๆ

อันนี้สามารถมาสค์ได้บ่อยหน่อย เพราะว่าใช้เวลาสัมผัสผิวไม่นานค่ะ

 

ขอยกตัวอย่างเป็นมาสค์งาดำของ Skinfoods ค่ะ

 

skinfood-black-sesame-seed-hot-mask-1.jpg

มาสค์ตัวนี้ตอนพอกจะรู้สึกอุ่น ช่วยเปิดรูขุมขนได้ดีค่ะ 

ส่วนผสมมี่ไปเอามาจาก Makeupalley นะคะ

“PEG-400, SUCROSE, GLYCERINE, PEG-75, SESAMIUM INDICUM (SESAME) SEED POWDER, PPG-3 BENZYL ETHER MYRISTATE, LANOLIN WAX, SODIUM CHLORIDE, POLYSORBATE 20, DIMETHICONE, METHYL PARABEN, BUTYL PARABEN, PARFUM”

เบสหลักจะเป็น PEG-400 ซึ่งในความเข้มข้นสูงจะให้ความรู้สึกร้อนได้เมื่อสัมผัสผิวค่ะ

สารบำรุงยังไม่มีอะไรมาก มีแค่น้ำตาลที่ช่วยเรื่องชุ่มชื้น และงาดำที่น่าจะเป็น Gimmick ค่ะ 

ส่วนมาสค์หน้าข้ามคืน ก็เป็นการ Occlusive เช่นกันค่ะ เพียงแต่ส่วนผสมในมาสค์หน้าข้ามคืนจะเบาบางกว่า มาสค์แบบล้างออก แนะนำว่า การมาสค์หน้าข้ามคืน ควรบำรุงผิวให้เรียบร้อย และรอสกินแคร์แห้งก่อนจึงโบกมาสค์ลงไปก่อนไปนอนค่ะ จะช่วยผลักสารอาหารจากสกินแคร์เข้าผิวได้มากขึ้นด้วยค่ะ แต่ก็ต้องระวังถ้าใครแพ้ง่าย สารก่อภูมิแพ้ก็จะเข้าผิวได้มากขึ้นด้วยเช่นกัน

การมาสค์หน้าข้ามคืนไม่ควรใช้ทุกวันนะคะ เพราะการสร้างภาวะ Occlusive บ่อยๆมีผลเสียอยู่ค่ะ และการมีบาดแผล หรือแผลติดเชื้อ ไม่ควรทำ Occlusive นานๆค่ะ พักไปก่อนเนาะ

มาสค์หน้าข้ามคืน ทำได้ซักอาทิตย์ละ 1-3 ครั้งค่ะ

และก็ถ้าใครไวต่อแอลกอออล์ก็ควรเลือกชนิดที่ไม่มีแอลกอฮอล์นะคะ

ถ้าอยากอ่านเรื่อง Sleeping pack เพิ่มเติมมี่เคยอัพโหลดพรีวิวส่วนผสมไว้บนพันทิปนะคะ

1420300239-promote-o.jpg


ลิงค์นี้เลยค่ะ 🙂
http://pantip.com/topic/33057224

 

 

Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสม น้ำมันสาระพัดประโยชน์ Or’agan Organic bath body & massage oil

สวัสดีค่ะ วันนี้มี่เอาผลิตภัณฑ์ดีๆจาก Or’agan มาฝากกันอีกแล้วค่ะ

 

คราวก่อนมี่เอาสบู่ดำมารีวิวให้ชม และทิ้งท้ายว่า หลังจากทำ Hammam เสร็จ ให้ชโลมผิวด้วยน้ำมันนวดตัวเพื่อความฟิน และครบสูตร Home spa ฉบับ Morocco

 

วันนี้เลยจะมารีวิว Body oil ของทางแบรนด์ Or’agan มาให้ชมกันต่อนะคะ ขอทบทวนเกี่ยวกับทางแบรนด์ Or’agan อีกนิดนึงค่ะ แบรนด์ Or’agan เป็นแบรนด์เครื่องสำอางธรรมชาติและออร์แกนิกแบรนด์ดังที่เป็นแบรนด์ในเครือจากบริษัท Dumoroc มีพันธกิจเกี่ยวกับการส่งออกนำเข้าสินค้าอันทรงคุณค่าจากโมรอคโค มาสู่ไทย ซึ่งสินค้าของแบรนด์หลายๆตัวเป็นตำรับโบราณจากชาวโมรอคโคค่ะ

 

กลับมาที่ตัว Body oil ที่จะมารีวิวในวันนี้นะคะ นางมีมีชื่อเต็มๆว่า Or’agan Organic bath body & massage oil ค่ะ

 

bb 1-ฟุ้ว

 

ตัวขวดเป็นฝาแบบปั๊มค่ะ สามารถกดเอาน้ำมันออกมาได้ในปริมาณพอดี ไม่กระฉอก และไม่พุ่งออกมาแรงจนเกินไป

 

bb ขวด

 

ตัวน้ำมันไม่เหลวไม่หนืดจนเกินไปค่ะ เกลี่ยได้ค่อนข้างง่ายบนผิว ถ้าแบ่งน้ำมันตามตำรา Aromatherapy เป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ Light เป็นน้ำมันที่บางเบา Medium เป็นน้ำมันที่กลางๆ และ Thick เป็นน้ำมันที่หนัก สัมผัสน้ำมันนี้น่าจะอยู่กลางๆ เป็น Medium oil ค่ะ

 

 

ตัวกลิ่น ทางแบรนด์ผสมมาได้อย่างดีค่ะ จะเริ่มเปิดออกมาด้วยกลิ่นโทนดอกไม้ (Flowery) ตามมาด้วยกลิ่นสดชื่นของสมุนไพร (Herb) และปิดท้ายด้วยกลิ่นแนวหอมๆเย็นๆ สไตล์ Oriental คล้ายๆกำยาน ซึ่งจะติดทนอยู่กับผิวหลายชั่วโมงเหมือนกัน ให้ความรู้สึกสงบ ผ่อนคลาย เหมาะแก่การใช้เป็น Home spa หลังอาบน้ำ หรือ หลังทำ Hammam ด้วยสบู่ดำค่ะ

 

รูปฉลากภาษาไทยแสดงวิธีใช้ และส่วนผสม เผื่อใครสนใจค่ะ

 

bb 2

 

Oil ตัวนี้ใช้ได้ 3 รูปแบบนะคะ

 

ใช้เป็น Body oil เพิ่มความชุ่มชื้น: ง่ายๆ แค่ทาลงบนผิวหลังอาบน้ำเสร็จ

 

ใช้เป็นน้ำมันนวด หรือ Massage oil: นวดลงบนบริเวณที่ต้องการ

 

ใช้ผสมน้ำอาบ เป็น Floating bath oil: เทใส่ในอ่างอาบน้ำอุ่น แล้วลงไปแช่ซัก 20 – 30 นาที เพื่อความผ่อนคลายสบายใจ

 

ตัวนี้เนื่องจากเป็นน้ำมัน ไม่มีส่วนผสมของสาร Emulsifier เวลาเทลงอ่างจะกลายเป็นน้ำมันลอย หรือ Floating bath oil พอเราลงไปแช่ น้ำมันก็จะไปเคลือบตามผิวค่ะ เหมาะมากกับคนผิวแห้ง (แต่ก็จะล้างอ่างยากนิดนึง)  เวลาเทลงไปในอ่างน้ำอุ่น จะได้กลิ่นหอมละมุนของน้ำมันหอมระเหย ผ่อนคลาย หายเหนื่อยเลยค่ะ

 

This slideshow requires JavaScript.

 

มาดูส่วนผสมกันบ้างนะคะ

 

สผส bb

 

จากส่วนผสมจะแยกเป็นกลุ่มน้ำมันพื้น หรือ Base oil กับ น้ำมันหอมระเหย ซึ่งเอาไว้แต่งกลิ่นและให้คุณสมบัติทาง Aromatherapy ค่ะ

 

กลุ่ม Base oil ก็จะมี Argan oil ซึ่งมาในลำดับแรกสุด ตามมาด้วยน้ำมันมะกอก และน้ำมันจากเมล็ดแอลมอนด์ ซึ่งน้ำมันพืชเหล่านี้ มีคุณประโยชน์ในการบำรุงผิว ทดแทนไขมันให้แก่ผิว และประกอบด้วยสารในกลุ่ม Phytosterol ที่มีผลลดการอักเสบในผิว กับวิตามินอี ที่เป็น Antioxidant ได้

 

กลุ่มน้ำมันหอมระเหย ได้แก่

  • Lavender oil มีคุณสมบัติให้ความรู้สึกผ่อนคลาย
  • Geranium oil มีคุณสมบัติให้ความรู้สึกผ่อนคลาย และให้ความสดชื่น
  • Benzoin เป็นส่วนยางของต้น Styrax benzoin ในทาง Aromatherapy ใช้ Benzoin ให้ประโยชน์เกี่ยวกับด้านผิวหนัง ในการดูแลการแพ้ การอักเสบ และผิวหนังอักเสบติดเชื้อบางชนิด และ Benzoin ให้คุณสมบัติเป็น Fixative ช่วยให้กลิ่นหอมติดทนนานขึ้น
  • Cedarwood oil เป็นน้ำมันหอมระเหยจากพืชตระกูลสนชนิดหนึ่ง มีคุณสมบัติให้ความผ่อนคลาย ในทาง Aromatherapy ใช้ cedarwood oil เพื่อควบคุมความมัน กระชับรูขุมขน ลดการอักเสบ และฆ่าเชื้อบางชนิดที่ผิวหนัง
  • Sandalwood oil น้ำมันหอมระเหยจากไม้จันทน์ ซึ่งมีราคาแพง ให้ความผ่อนคลายเช่นเดียวกัน

 

 

 

มาให้คะแนนกันซักหน่อยนะคะ

 

  1. ส่วนผสม: เป็นส่วนผสมของน้ำมันจากธรรมชาติทั้งหมด ปราศจาก Mineral oil, Silicone และสารในกลุ่ม Fatty ester ที่มักพบในน้ำมันนวดตัวหลายๆแบรนด์ จึงให้ผลในการบำรุงผิวและทดแทนไขมันให้แก่ผิว เสริมมาด้วยน้ำมันหอมระเหยที่ให้คุณสมบัติผ่อนคลายเป็นหลัก จึงเหมาะกับการใช้เป็น Home spa เพื่อความผ่อนคลายในวันหยุด แต่ส่วนที่น่าสนใจคือ การไม่ได้ใช้วิตามินอี หรือสาร Antioxidant ตัวอื่นเป็นองค์ประกอบ และใช้ภาชนะพลาสติกซึ่งอากาศผ่านเข้าออกได้อย่างอิสระ ส่วนตัวมี่คิดว่าน่าจะไม่ค่อยเหมาะกับอากาศบ้านเรานักค่ะ จุดนี้เลยขอให้ 4 ฟลาสก์ค่ะ
  2. การใช้งาน: ส่วนตัวมี่ได้ลองใช้ทั้ง 3 รูปแบบ คือ ทาผิวเป็น Body oil หลังอาบน้ำเสร็จ ใช้นวดหลังขัดผิวด้วยสบู่ดำกับถุงมือกีซ และใช้แช่อ่าง มี่ค่อนข้างชอบนะคะ เพราะตัวออยล์ มีความนุ่มเกลี่ยได้ง่าย มีกลิ่นหอมช่วยให้หายเหนื่อย จุดนี้ขอให้ 5 ฟลาสก์ค่ะ

 

คะแนน oragan

 

สุดท้ายนี้ขอบคุณทางแบรนด์ Or’agan ด้วยนะคะที่ส่งสินค้าดีๆมาให้มี่ได้ทดลองใช้ และขอบคุณทุกๆท่านด้วยค่ะที่ติดตามมาจนจบ

 

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถสอบถามได้ที่ทางเฟสบุคของแบรนด์ Or’agan เลยนะคะ

https://www.facebook.com/theoraganth

 

Disclaimer: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับเป็นของขวัญจากแบรนด์ Or’agan การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสมตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและสุคนธบำบัด (Aromatherapy) และอาศัยความเห็นส่วนบุคคล ผู้เขียนไม่ได้มีผลประโยชน์ใดๆในการขายสินค้า โปรดใช้วิจารณญาณ

Image

[Beauty talks] All about mask ภาค 1: มาสค์หน้าไปทำไม บ่อยแค่ไหนดี และเลือกแบบไหนดี

สวัสดีค่ะ

 

วันนี้มาแชร์สาระเรื่อง Mask ค่ะ ตอนแรกนี้จะว่าด้วยประโยชน์ของ Mask และ Mask ประเภทแรก คือ Mask sheet ก่อนนะคะ

mask 1
ถ้าพูดถึงมาสค์ในท้องตลาดมีด้วยกันหลายรูปแบบ เช่น มาสค์โคลน มาสค์แบบล้างออก มาสค์แบบลอกออก มาสค์ชีท และมาสค์แบบที่ทาทิ้งไว้ข้ามคืน หรือ Overnight mask หรือ Sleeping mask ค่ะ

เดี๋ยวจะค่อยๆคุยกันทีละแบบนะคะ วันนี้ขอเริ่มด้วยมาสค์ชีทก่อนค่ะ

การ Mask หน้าด้วย Mask sheet เป็นการสร้างสิ่งที่เรียกว่า Occlusive effect ให้กับผิว คำนี้ไม่อยากแปลเป็นไทยเท่าไหร่ค่ะ แปลแล้วไม่ได้สื่อความหมายอะไรเท่าไหร่

ในการเอาแผ่นมาสค์มาแปะลงบนผิว ผลของ Occlusive effect จะทำให้ระบบและกลไกในผิวหนังเปลี่ยนไป อย่างแรกเลยคือ ความชื้นในผิวหนังจะเพิ่มขึ้น เพราะน้ำจากแผ่นมาสค์เข้ามาในผิว และน้ำในผิวไม่สามารถระเหยออกไปข้างนอกได้ เมื่อความชื่้นเพิ่มขึ้น ผิวจะมีการทำงานบางอย่างดีขึ้น เช่น การสมานแผลต่างๆในผิวดีขึ้น การสร้างโปรตีนและไขมันในผิวบางชนิดทำได้มากขึ้น และการผลัดเซลล์ผิวเกิดได้สมบูรณ์ขึ้น

 

ถึงแม้การแปะแผ่นมาสค์จะไม่ได้สร้างภาวะ Occlusive ที่สมบูรณ์เหมือนการทับด้วย Silicone sheet หรือ Plastic แต่ก็สามารถทำให้เกิดภาวะกึ่งๆ Occlusive ได้อยู่ค่ะ มี่เองก็ไม่แน่ใจข้อมูลเหมือนกันนะคะ ว่าแผ่นมาสค์จะทำให้เกิดภาวะ Occlusive ได้แค่ไหน และที่แน่ๆ วัสดุที่ใช้ทำแผ่นมาสค์ มีผลกับความสามารถในการ Occlusive แน่นอนค่ะ คหสต. มี่คิดว่า Mask sheet แบบที่เป็นแผ่นเจล หรือ Hydrogel patch น่าจะให้ผลในการ Occlusive ที่สูงกว่า และมีผลช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นได้ดีกว่าค่ะ


ความชื้นที่เพิ่มขึ้นในผิวยังมีผลต่อการดูดซึมสารบางชนิดเข้าสู่ผิวด้วย เพราะสารบางอย่างสามารถดูดซึมเข้าสู่ผิวได้มากขึ้นค่ะ

มาดูงานวิจัยที่เกี่ยวข้องบ้างนะคะ

Maibach และ Zhai ได้สรุปไว้ว่าผลของการ Occlusive ที่ผิวหนัง เป็นปรากฏการณ์ที่ส่งผลต่างๆต่อผิวหนังมากมาย และบางอย่างก็สลับซับซ้อน โดยรวมๆสรุปได้ว่า ภาวะ Occlusive มีผลต่อความชุ่มชื้นในผิว มีผลต่อการซึมผ่านของสารต่างๆเข้าสู่ผิว การฟื้นฟูและสังเคราะห์ไขมัน DNA การสมานแผลต่างๆในผิว รวมไปถึงมีผลต่อเชื้อจุลินทรีย์ดีๆ ที่เป็นเชื้อเจ้าบ้านด้วยค่ะ (Maibach and Zhai, Skin Pharmacol Appl Skin Physiol 2001;14:1-10)

การ Occlusive ทำได้หลายแบบไม่ว่าจะเป็นการทาผลิตภัณฑ์ที่มีไขมัน แล้วไขมันนั้นดูดซึมไม่ได้ กลายเป็นฟิล์มบางๆเคลือบผิวไว้กันน้ำระเหยออกไป หรือการใช้ Mask sheet นั่นเองค่ะ

ผิวหนังชั้นนอกปกติจะมีความชื้นอยู่ราวๆ 10 – 20% แต่เมื่อ Occlusive ไป 30 นาที พบว่าระดับความชื้นในผิวเพิ่มขึ้นจนถึงเกือบๆ 50% เลยทีเดียว ระดับความชื้นขนาดนี้ทำให้เซลล์ผิวบวม และโครงสร้างของไขมันใน Barrier ผิวก็มีการเปลี่ยนแปลงไป ทำให้สารบางชนิดซึมผ่านเข้าสู่ผิวได้มากขึ้น

สารที่จะซึมเข้าผิวได้ดีมากในช่วงที่เรา Mask มักจะเป็นพวกสารไขมันค่ะ

ในเอกสาร Review article ของ Maibach และ Zhai ยังกล่าวอีกว่า เมื่อเกิดการ Occlusive สาร Ethanol (Alcohol) สามารถซึมเข้าสู่ผิวได้มากขึ้นเช่นกัน ดังนั้นแผ่นมาสค์ที่มีแอลกอฮอล์ ก็อาจจะไม่ค่อยเหมาะกับคนที่มีผิวแห้ง

สรุปก็คือ ข้อดีของ การ Mask หน้า เราก็จะได้เรื่องความชุ่มชื้น แล้วสารวิตามินต่างๆในแผ่นมาสค์ก็จะเข้าสู่ผิวได้ง่ายขึ้น แต่!!!! เมื่อสารต่างๆซึมเข้าผิวได้มากขึ้น ก็ไม่ได้แปลว่า จะดีเสียหมด เพราะสารที่ไม่เป็นมิตรก็อาจจะซึมเข้าสู่ผิวได้มากขึ้นด้วย ทำให้เกิดการแพ้ และการระคายเคืองได้ง่ายกว่าปกติ จึงไม่ควรทิ้งมาสค์ไว้นานๆ ซัก 15-20 นาทีก็พอค่ะ แล้วอาทิตย์หนึ่งควรใช้ซัก 1 – 2 ครั้งพอ

ถ้าพูดถึง Mask sheet ในตลาด

Mask sheet ก็คือ แผ่นมาสค์ที่แช่อยู่ใน Vehicle (ขอเรียกว่า น้ำยา แม้ว่าจะดูแปลกๆไปหน่อย เพราะจะเรียกว่า Solution ก็คงไม่ถูก เพราะมาสค์บางอย่างเป็นน้ำนม หรือ Emulsion)

Mask sheet มีกี่แบบ???

เท่าที่ดูๆมา มี่ขอแบ่งแผ่นมาสค์ในท้องตลาด เป็น 2 แบบหลักๆ คือ แบบที่เป็น Vehicle น้ำ กับ แบบที่เป็น Vehicle น้ำนม

1. แบบน้ำ ผลิตภัณฑ์กลุ่มนี้มากกว่า 90% มักจะใส่แอลกอฮอล์ลงมา เพื่อให้แห้งไว ไม่เหนอะหนะ แต่ก็อาจจะไม่ค่อยเหมาะกับคนผิวแห้ง มาสค์น้ำบางแบบจะเหนียวๆ ยืดๆ เป็นเมือกๆ เพราะสารก่อเจล เวลาเอาออกเสร็จควรไปล้าง แต่ถ้าเป็นมาสค์ที่ไม่เหนียว ไม่ยืด ไม่จำเป็นต้องล้างออก หรือจะล้างก็ไม่เป็นไร เพราะวิตามินบางส่วนก็ซึมเข้าผิวไปแล้ว

2. แบบน้ำนม ก็มีทั้งแบบน้ำนมเหลวๆ และแบบน้ำนมหนักๆ สังเกตได้จากสารน้ำมัน ตัวที่พบบ่อยที่สุดจะเป็น Capric/caprylic triglycerides กับพวก Fatty ester ต่างๆ (สังเกตจากชื่อสาร มี 2 วรรค วรรคแรกลงท้ายด้วย –yl วรรคสองลงท้ายด้วย –ate เช่น Ethyl hexylpalmitate, Cetyl ethylhexanoate ฯลฯ หรือไม่ก็ไม่วรรค แล้วลงท้ายด้วย –ate ไปเลย)

การเลือกมาสค์ให้เหมาะกับสภาพผิว
***คนผิวมัน ควรเลือกมาสค์น้ำที่มี Alcohol หรือเป็นมาสค์น้ำธรรมดาที่ไม่มี Alcohol

การใช้มาสค์ที่มี Alcohol ในคนที่มีผิวมัน Alcohol จะช่วยละลายไขมันบางส่วนบนผิวได้ด้วย น่าจะให้ผลดีเกี่ยวกับการคุมมันและเรื่องสิวด้วย (คหสต.)

***คนผิวผสม ควรเลือกมาสค์น้ำที่ไม่มี Alcohol

***คนผิวแห้ง ควรเลือกมาสค์น้ำนม

 

 

1432390518-o

 

ส่วนตัวมี่ลองมาสค์ชีทมาหลายแบรนด์ ซึ่งส่วนมากจะเป็นของเกาหลีค่ะ

 

1432390466-maskre-o

 

ถ้าสนใจลองตามไปอ่านกระทู้บนพันทิปได้เพิ่มเติมนะคะ 🙂

 

http://pantip.com/topic/33692147

 

พบกันใหม่ใน Part 2 กับ Mask เนื้อครีม/เนื้อเจล ค่ะ

Image

รีวิววิเคราะห์ส่วนผสมสบู่ดำจาก Morocco กับ Or’agan black soap with eucalyptus

สวัสดีค่ะ วันนี้มี่แวะเอารีวิวสบู่ดำ หรือ Black soap ของขึ้นชื่อต้นตำรับจาก Morocco มาฝากกันค่ะ

 

Black soap ตัวที่มี่ได้มาเป็นของแบรนด์ Or’agan แบรนด์เครื่องสำอางธรรมชาติและออร์แกนิกแบรนด์ดังที่เป็นแบรนด์ในเครือจากบริษัท Dumoroc มีพันธกิจเกี่ยวกับการส่งออกนำเข้าสินค้าอันทรงคุณค่าจากโมรอคโค มาสู่ไทย ซึ่งสินค้าของแบรนด์หลายๆตัวเป็นตำรับโบราณจากชาวโมรอคโค ด้วยค่ะ #สบู่ตัวนี้ก็เช่นกัน

 

แบรนด์นี้มีวางจำหน่ายตามสปาชื่อดังอยู่หลายที่เหมือนกันค่ะ และกำลังจะเริ่มเปิดตลาดค้าปลีกในบ้านเรา

 

ว่ากันว่า แบรนด์ Or’agan เป็นเจ้าแรกเลยค่ะ ที่นำเอาสบู่ดำเข้ามาจำหน่ายในไทย

 

มาดูหน้าตากันหน่อยนะคะ

 

bs new-ฟุ้ง.jpg

 

สบู่ดำตัวนี้ มีเนื้อแบบขี้ผึ้ง หรือ Ointment ค่อนข้างคล้าย Petrolatum หรือ Vaseline อยู่เหมือนกันค่ะ

 

bs 3

 

เอาช้อนตักขึ้นมาให้ดูเนื้อค่ะ จริงๆถ้าใช้คนเดียว จะเอามือควักและเอามาอาบเลยก็ไม่ว่ากันค่ะ

 

bs 4

 

bs 5

พอเปียกน้ำแล้วก็จะมีฟองอยู่เล็กน้อยค่ะ มีสัมผัสลื่นๆ และมีกลิ่นหอมเย็นสดชื่นของยูคาลิปตัส เวลาอาบจะได้ความรู้สึกเย็นๆด้วยค่ะ

 

bs 6

 

วิธีใช้ที่ถูกต้องคือ ฟอกสบู่ดำทิ้งไว้ประมาณ 5 นาที ก่อนขัดผิวด้วยถุงมือกีซ (หรือ Kessa glove) ค่ะ

 

 

ว่ากันว่า สบู่ดำนี้ เป็นขั้นตอนแรกของการทำ Hammam (ฮัมมัม) คือ การอาบน้ำสไตล์อาหรับค่ะ ว่ากันว่าในสมัยโบราณ Hammam นี้เป็นส่วนหนึ่งของศาสนา และความเชื่อในการทำความสะอาดร่างกายให้บริสุทธิ์ และถูกสงวนเฉพาะสำหรับผู้ชายเท่านั้นค่ะ ต่อมาจึงได้อนุญาตให้ผู้หญิงเข้าไปทำได้

 

ในไทยเองก็มีบริการ Hammam นะคะ ทีโรงแรมวิลล่ามาร็อก รีสอร์ท ปราณบุรี, Amatara spa และ โรงแรมมาราเกซที่หัวหิน โดยเป็นทรีทเมนท์ที่มีขั้นตอนขัดผิวด้วยสบู่ดำ และถุงมือกีซ (Kessa glove)

 

ถ้าใครไม่อยากไปถึงสปาต่างๆ ทางแบรนด์ Or’agan เองก็ได้จัดชุดสบู่ดำกับถุงมือกีซให้ใช้กันที่บ้าน เป็น Home spa เพื่อผ่อนคลายความเหนื่อยล้าจากการทำงานหนักได้ค่ะ

 

ถุงมือกีซ ที่มี่ได้มามี 2 อันนะคะ อันหนึ่งสีขาว อันหนึ่งสีส้ม แตกต่างกันที่สีสัน ตามความชอบเลยค่ะ

 

bs 9

 

เวลาจะใช้ เราก็เอามือใส่เข้าไปในช่องด้านล่าง แล้วเอามาขัดผิวที่ถูสบู่ดำไว้แล้วค่ะ

 

bs 10

 

อาบเสร็จขัดผิวเสร็จก็ตบท้ายด้วยน้ำมันบำรุงผิวค่ะ ครบสูตร Home spa สวยๆผ่อนคลายในวันว่าง

 

bs 8

 

เดี๋ยวไว้มารีวิวตัว Oil อีกทีนะคะ

 

จะว่าไป สบู่ดำนี้เองก็มีรายงานการวิจัยกล่าวถึงคุณสมบัติของสบู่ดำ ว่าสามารถกำจัดเชื้อแบคทีเรียบางชนิดบนผิวได้ค่ะ (Ikpoh et al, J Microbial Biotech Res 2012;2(4):533-537)

 

มาทั้งทีไม่วิเคราะห์ส่วนผสมคงไม่ได้ มาดูส่วนผสมกันดีกว่านะคะ

 

สผส black soap

ตัวนี้เป็นสบู่ที่เกิดด้วยวิธี Saponification (ปฏิกิริยาระหว่างน้ำมันและด่าง) ค่ะ ได้สารทำความสะอาดในกลุ่ม Soap ซึ่งมีคุณสมบัติในการทำความสะอาดที่ค่อนข้างดี

 

น้ำมันหลักเป็นน้ำมันจากมะกอก ซึ่งมีส่วนประกอบที่ไม่ทำปฏิกิริยา Saponification อยู่หลายตัว เช่น

  • วิตามินอี ที่เป็น Antioxidant
  • Squalane ที่เพิ่มความชุ่มชื้น
  • สารในกลุ่ม Phytosterol ที่มีผลลดการอักเสบ
  • สารกลุ่ม Phenolic ที่ชื่อ Tyrosol และ Hydroxytyrosol ซึ่งเป็น Antioxidant ที่ดีเช่นกันค่ะ

 

ใช้น้ำมันหอมระเหยจาก Eucalyptus และ Limonene ซึ่งเป็นสารหอม เป็นตัวแต่งกลิ่น

 

สำหรับประโยชน์จากน้ำมันหอมระเหยของ Eucalyptus นั้น ในทางสุคนธบำบัด หรือ Aromatherapy กล่าวว่า น้ำมันหอมระเหยของ Eucalyptus มีคุณสมบัติฆ่าเชื้อ (Anti-septic) ระงับกลิ่นกาย ช่วยขยายหลอดลม ทำให้หายใจสะดวกขึ้น โล่งขึ้น ให้ผลยกระดับจิตใจ (Stimulant effect) ช่วยผ่อนคลายความเหนื่อยล้า ทำให้รู้สึกสดชื่น (Refreshing) มีผลขยายหลอดเลือด เพิ่มการไหลเวียนของเลือด ให้ผลลดอาการปวดกล้ามเนื้อ

 

เนื่องจากเป็นสบู่แบบ Saponification และ มีส่วนผสมของ Eucalyptus จึงไม่เหมาะใช้กับผิวหน้านะคะ ใช้สำหรับผิวกายค่ะ

 

มาให้คะแนนกันซักหน่อย เนื่องจากส่วนผสมน้อย เลยขอรวบคะแนนเป็น ส่วนผสม และ การใช้งาน  นะคะ

 

  1. ส่วนผสม ใช้น้ำมันจากมะกอก ซึ่งดูมีราคา และมีส่วนประกอบของสารบำรุงผิวอยู่หลายชนิด ตามที่ได้เล่าให้ฟังในด้านบน และแต่งกลิ่นด้วย Eucalyptus กับ Limonene ซึ่งเป็นสารหอมเลียนแบบธรรมชาติ ส่วนผสมนั้นค่อนข้างเรียบง่าย แต่ยังขาดสารบำรุงอยู่พอสมควร เลยขอให้ไป 3 ฟลาสก์
  2. การใช้งาน ตัวสบู่เนื้อค่อนข้างนุ่ม ละลายน้ำยากเล็กน้อย แต่มีสัมผัสที่ลื่น มีกลิ่นหอมสดชื่น หลังอาบผิวไม่แห้งตึง แต่ปริมาณฟองค่อนข้างน้อยไปนิด ถึงแม้ปริมาณฟองจะไม่เกี่ยวกับความสามารถในการทำความสะอาด แต่ส่วนตัวมี่เองก็เป็นคนติดฟองค่ะ เลยขอให้ 4 ฟลาสก์

 

คะแนน

 

สุดท้ายนี้ขอบคุณทางแบรนด์ Or’agan ด้วยนะคะที่ส่งสินค้าดีๆมาให้มี่ได้ทดลองใช้ และขอบคุณทุกๆท่านด้วยค่ะที่ติดตามมาจนจบ

 

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถสอบถามได้ที่ทางเฟสบุคของแบรนด์ Or’agan เลยนะคะ

https://www.facebook.com/theoraganth

 

Disclaimer: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับเป็นของขวัญจากแบรนด์ Or’agan การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสมตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและสุคนธบำบัด (Aromatherapy) และอาศัยความเห็นส่วนบุคคล ผู้เขียนไม่ได้มีผลประโยชน์ใดๆในการขายสินค้า โปรดใช้วิจารณญาณ