Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสม โลชั่นบำรุงผิวกายงานดีย์สำหรับผิวแห้ง และผิวผู้สูงอายุ จากแบรนด์ Piti dry skin expert

สวัสดีค่ะ

ผิวแห้งถือเป็นอีกปัญหาที่รบกวนใจหลายคน ผิวแห้งไม่ใช่ว่าจะดี เพราะตอนผิวแห้งจะมีการเหนี่ยวนำให้เกิดการอักเสบต่างๆตามมา ทำให้เกิดอาการคัน แดง และถ้าเรายิ่งไปเกาก็จะเสี่ยงติดเชื้อ อันตรายขึ้นไปอีก

หนึ่งในหลายๆวิธีการที่ง่ายที่สุดในการดูแลผิวแห้งก็คือการใช้ Moisturizer ทาเข้าไปเพื่อเติมน้ำ และไขมันคืนให้ผิว

วันนี้มี่เลยขอหยิบเอาโลชั่นเพิ่มความชุ่มชื้นที่น่าสนใจจากฝีมือคนไทย แบรนด์ปิติ Piti Dry skin expert ที่มีความคิดริเริ่มมาจากความต้องการทำโลชั่นเพื่อดูแลผิวคุณพ่อคุณแม่ของเจ้าของแบรนด์ ซึ่งมีผิวแห้งมาก จนรบกวนคุณภาพชีวิตประจำวัน พอคุณพ่อคุณแม่ใช้แล้วดีมีความสุข ทางแบรนด์ก็เลยอยากส่งต่อ ความรักและความสุขจากการใช้ผลิตภัณฑ์นี้ให้กับทุกคนค่ะ

ปิติ เป็นโลชั่นที่น่าสนใจ เพราะนอกจากส่วนผสมจะทำมาได้ดีแล้ว ในเรื่องของสัมผัส และเนื้อผลิตภัณฑ์ก็ทำมาได้ดีด้วย และยังผสานด้วยกลิ่นที่เป็นน้ำมันหอมระเหยแท้ๆ มีประโยชน์ในการเป็น Aromatherapy ช่วยให้ความผ่อนคลายระหว่างใช้ด้วยค่ะ

โลชั่นของปิติมีด้วยกัน 4 สูตรค่ะ

piti 1.JPG

สีเขียว กลิ่น Florest

สีฟ้า กลิ่น Breezy

สีชมพู กลิ่น Rose geranium

สีส้ม กลิ่น Orangery

 

มาในขวดปั๊ม ตอนเปิดขวดใหม่ๆจะแอบปั๊มยากนิดนึง เพราะตัวเนื้อโลชั่นค่อนข้างข้นค่ะ ด้วยส่วนผสมของน้ำมันและไขมันที่ค่อนข้างเยอะ เลยได้เนื้อโลชั่นที่ข้น แต่ความข้นนี้ก็มีประโยชน์ในการดูแลเคลือบปกป้องผิวให้ชุ่มชื้นได้ยาวนานค่ะ

 

กลิ่นของทั้ง 4 สูตร จะต่างกันตามชื่อกลิ่นค่ะ

piti 3

สีเขียว กลิ่น Florest มีส่วนผสมของน้ำมันหอมระเหย Lavender, กระดังงา และ Geranium เปิดมาด้วยกลิ่นโทน Herb ของ Geranium ผสานกับกลิ่นของ Lavender และตัดให้อ่อนโยนลงด้วยกระดังงา ให้ความรู้สึกผ่อนคลายและสดชื่น

สีชมพู กลิ่น Rose geranium มีส่วนผสมของน้ำมันหอมระเหยจาก Geranium ตัดให้ละมุนด้วยสารหอม Citronellol กับ Geraniol ที่ให้กลิ่นไปในโทนกุหลาบที่มีความ Green แบบสมุนไพรหน่อยๆ ให้ความรู้สึกผ่อนคลาย

piti 2

สีฟ้า กลิ่น Breezy มีส่วนผสมของน้ำมันหอมระเหย Lavender, Lemongrass, Peppermint ตัดให้หวานขึ้นด้วยสารหอม Linalool ที่มีกลิ่นดอกไม้ ถือเป็นการเลือก Blend น้ำมันหอมระเหยได้ลงตัว เปิดมาด้วยความหวานซ่อนเปรี้ยวของ Lemongrass ตามมาด้วยกลิ่นเย็นๆสดชื่นของ Mint แฝงด้วยความนุ่มนวลในโทนดอกไม้ของ Lavender และ Linalool

 

สีส้ม กลิ่น Orangery มีส่วนผสมของน้ำมันหอมระเหยจากมะนาว ส้ม Grapefruit, Lavender, และ Sandalwood และ ขิง เปิดมาด้วยกลิ่นในโทนตระกูลส้ม แต่ไม่ได้ส้มแบบหวานแหลม เป็นส้มแบบผู้ดีที่ตัดมาด้วยกลิ่นของ Lavender กลิ่นเย็นๆของ Sandalwood และกลิ่นอบอุ่นของขิง กลายเป็น signature blend ที่น่าสนใจตัวหนึ่งเลย

 

เนื้อโลชั่นมาในเนื้อสีขาว ดูข้นหน่อยๆ คล้ายครีม มีกลิ่นหอมตามสูตรค่ะ

piti 4

ตัวโลชั่นถึงแม้จะดูข้น แต่กลับเกลี่ยง่าย ไม่เป็นปื้นขาวบนผิว และซึมไว ไม่เหนอะหนะ แต่มีฟิล์มบางๆเคลือบผิวให้ผิวนุ่มชุ่มชื้น

piti 5

ในด้านของค่า pH วันนี้ไม่ได้วัดให้นะคะ ตัวโลชั่นมีออยล์ค่อนข้างมาก กระดาษวัด pH ไม่เปียกและเปลี่ยนสีเลยค่ะ

 

มาดูส่วนผสมกันดีกว่าค่ะ

มี่ขอยกสูตรที่ชอบที่สุด คือ Breezy มาวิเคราะห์ส่วนผสมให้ชมกันนะคะ

ส่วนผสม

สผส piti

จากส่วนผสมวันนี้มี่ทำสีของสารบำรุงไว้ 4 สี นะคะ จะเห็นว่า ส่วนผสมส่วนใหญ่เป็นน้ำมันธรรมชาติ และสารบำรุงผิว แต่งกลิ่นด้วยน้ำมันหอมระเหยและสารหอมจากธรรมชาติค่ะ ไม่มีส่วนผสมของสารที่ไม่เป็นมิตรกับผิวเลย

ในด้านของสารบำรุงขอเปิดด้วย

  • สีฟ้า: Hydroxyethyl urea ตัวนี้เป็นอนุพันธ์ของ Urea มีคุณสมบัติที่ดีในการเพิ่มความชุ่มชื้น ลดการแห้งเป็นขุย เพิ่มความยืดหยุ่น และช่วยให้สัมผัสเรียบเนียน
  • สีม่วง: เป็นกลุ่มของน้ำมันจากธรรมชาติ ประกอบด้วย Caprylic/capric triglycerides ซึ่งเป็นไขมันที่มีสายยาวไม่มากนัก และ น้ำมันจากพืชอีก 4 ชนิด ได้แก่ มะพร้าว รำข้าว มะกอก และ Shea butter
  • สีเขียว: สารบำรุง และสารสกัดพืช ซึ่งมีอยู่ด้วยกันหลายชนิด ได้แก่
    • สารสกัดจากเมล็ด Evening primrose ข้อมูลจากผู้ผลิตวัตถุดิบระบุว่า มีคุณสมบัติในการเพิ่มความชุ่มชื้น ลดการอักเสบและระคายเคือง ทางผู้ผลิตกล่าวว่าให้ผลดีในอาสาสมัครที่มีอาการผิวอักเสบแบบ Atopic
    • Rehmannia Chinensis extract สารสกัดจากต้น Chinese fox glove เป็นพืชพื้นบ้านของที่ชาวญี่ปุ่นใช้เป็นยาทาภายนอกมาตั้งแต่สมัยโบราณ ข้อมูลจากผู้ผลิตวัตถุดิบระบุว่าเป็นสารเพิ่มความชุ่มชื้น ลดการอักเสบระคายเคือง และช่วยให้ผิวนุ่มนวล สารสกัดจากใบพีช ผู้ผลิตวัตถุดิบระบุว่าสารสกัดจากใบมีประโยชน์ในการชะลอวัย ลดริ้วรอย
    • Phellodendron amurense bark extract สารสกัดจากพืชในตำรับยาจีนชนิดหนึ่ง มีรายงานเกี่ยวกับคุณสมบัติในการต้านการอักเสบ (Int Immunopharmacol. 2014; 19(2):214-20.) ข้อมูลจากผู้ผลิตวัตถุดิบระบุว่า ประกอบด้วยสารอัลคาลอยด์ที่มีชื่อว่า Berberine มีประโยชน์ในการลดการอักเสบ และต่อต้านเชื้อจุลินทรีย์ และเป็น Antioxidant
    • สารสกัดจากสาหร่าย (Algae extract) ซึ่งสาหร่ายมีหลายสายพันธุ์จึงไม่สามารถฟันธงในรายละเอียดได้ โดยรวมสาหร่ายมีประโยชน์ในการเพิ่มความชุ่มชื้น และเป็น antioxidant
    • สารสกัดจากพลูคาว (Houttuynia cordata extract) ข้อมูลจากผู้ผลิตวัตถุดิบระบุว่ามีประโยชน์ ลดการอักเสบระคายเคือง และ ช่วยในการสมานผิว
    • สารสกัดจากกระเจี๊ยบ (Hibiscus esculentus fruit extract) ประกอบด้วยสารในกลุ่ม Polysaccharide ที่มีประโยชน์ในการเพิ่มความชุ่มชื้น
    • สารสกัดจากอาร์ติโช๊ค (Cynara scolymus leaf extract) ข้อมูลจากผู้ผลิตวัตถุดิบระบุว่ามีประโยชน์ ลดการอักเสบระคายเคือง และต่อต้านจุลินทรีย์
    • สารสกัดจากผลเกรฟฟรุ๊ต (Citrus junos fruit extract) มีประโยชน์ในการเพิ่มความชุ่มชื้นและเป็น antioxidant
    • Tocopheryl acetate คือรูปแบบหนึ่งของวิตามินอี มีประโยชน์เป็น Antioxidant แต่น่าจะช่วยปกป้องน้ำมันในผลิตภัณฑ์ไม่ให้เสื่อม
    • Biosaccharide gum-1 คาร์โบไฮเดรตที่ได้จากการหมักจุลินทรีย์ ผู้ผลิตวัตถุดิบระบุว่ามีคุณสมบัติเพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่ผิวได้ค่อนข้างนาน สารนี้มีคุณสมบัติก่อฟิล์มให้ความรู้สึกชุ่มชื้นนุ่มนวล ไม่เหนอะหนะ ไม่มัน
  • สีน้ำเงิน: สารหอม และน้ำมันหอมระเหย ได้แก่ สารหอม Linalool ที่มีกลิ่นหอมหวานในโทนดอกไม้ ร่วมกับ น้ำมันหอมระเหยจากลาเวนเดอร์ ตะไคร้ และ เปปเปอร์มินท์ ให้ความรู้สึกสดชื่นและผ่อนคลาย นอกจากนี้ในทาง Aromatherapy เชื่อว่า น้ำมันหอมระเหยเหล่านี้มีประโยชน์ในการบำรุงผิว ลดการอักเสบและระคายเคือง และช่วยในการสมานผิว

 

ตัวเบสเป็นเบสแบบอิมัลชั่น ประกอบด้วยน้ำ และน้ำมัน มีทั้งสารเติมน้ำ เติมน้ำมัน และสารไขมันเคลือบปกป้องผิว ถือเป็นโลชั่น Moisturizer ที่ทำมาได้ครบ ที่สำคัญคือไม่มีส่วนผสมของซิลิโคน และแอลกอฮอล์ และไม่มีสารที่ไม่เป็นมิตรกับผิว

 

ให้คะแนนกันดีกว่านะคะ

  1. สารบำรุง เป็นกลุ่มของสารสกัดจากพืช ซึ่งส่วนใหญ่นำเข้ามาจากต่างประเทศ เน้นประโยชน์ไปในด้านลดการอักเสบและระคายเคืองของผิว พร้อมๆกับการเพิ่มความชุ่มชื้น ซึ่งเป็นปัญหาที่สำคัญปัญหาหนึ่งของคนที่มีผิวแห้ง เสริมมาด้วยน้ำมันจากพืช ที่เป็นตัวทดแทนไขมันคืนให้แก่ผิว เวลาเราอายุเพิ่มขึ้น การสังเคราะห์ไขมันที่เป็น Barrier ผิวจะทำได้ลดลง การเติมพวกนี้เข้าไปก็เหมือนเป็นการช่วยผิวอีกทางหนึ่ง และในน้ำมันจากพืชก็จะมีสารที่เป็นพวก Phytosterol ที่ให้ประโยชน์ในการลดการอักเสบและระคายเคืองได้อีกทอดหนึ่ง โดยรวมถือว่าทำมาได้ดีและเหมาะกับผิวแห้งและผิวของผู้สูงอายุ แต่ไม่ใช่ว่าจะต้องมารอสูงอายุถึงจะมาใช้ได้ เด็กๆ วัยรุ่นที่มีปัญหาผิวแห้ง ก็สามารถใช้ได้ค่ะ ส่วนตัวมี่เองอายุยังแค่ต้นๆเลข 3 ก็ยังใช้เป็นประจำเลย ตอนเช้าหลังอาบน้ำเสร็จ ในด้านสารบำรุงขอให้ไป 5 ฟลาสก์
  2. ส่วนผสมอื่นๆ ตัวเบสเป็นเบสแบบอิมัลชั่น เนื้อจะค่อนข้างข้น สมกับคำเคลมของแบรนด์ที่บอกว่า “เป็นโลชั่นระยะสุดท้ายก่อนจะกลายเป็นครีม” นั่นเพราะมีส่วนผสมของสารไขมันค่อนข้างเยอะ ตัวครีมเลยข้น แต่ถึงจะข้น ก็ยังให้สัมผัสบางเบา และไม่เกิดปื้นขาวตอนทา ตัวเบสไม่มีแอลกอฮอล์ ไม่มีซิลิโคน และไม่มีสารที่ไม่เป็นมิตรกับผิว ให้ไป 5 ฟลาสก์
  3. การใช้งาน ตอนแรกที่ลอง อิชั้นแอบชอบกลิ่น Rose geranium นะ ไปๆมาๆ กลับชอบกลิ่น Breezy มากกว่าค่ะ ทุกๆกลิ่นนาง Blend มาได้ค่อนข้างดี และเป็นเอกลักษณ์ ประหนึ่งทาน้ำหอมคุณภาพ โดยเฉพาะกลิ่น Orangery ที่เป็นการ Blend ระหว่าง กลิ่นในโทนซิตรัส (พืชตระกูลส้ม) ขิง ลาเวนเดอร์ และกลิ่นไม้จันทน์ เป็นกลิ่นที่เราหาดมได้ยากค่ะ เดี๋ยวจะหาว่าชอบแต่กลิ่น Texture ของตัวโลชั่นเขาก็ทำมาดีค่ะ เพียงแต่ในวันที่หนาวมากๆ (มีวันหนึ่งที่เชียงราย 8 องศา) ตัวโลชั่นมันก็จะเกลี่ยยากหน่อยๆ ต้องวอร์มบนมือซักพัก ให้ไออุ่นจากมือช่วยให้นางหลอมลง ก่อนละเลงบนตัว ทาเช้า ผิวชุ่มชื้นไปถึงเย็น ไม่ต้องอาบน้ำกลางคืน (อุ๊ยสกปรก 55) ก็นอนไปทั้งอย่างนั้นได้เลย ไม่เหนอะหนะ ไม่ลื่นไม่เมือก ส่วนเรื่องเหงื่อออกแล้วจะลื่นหรือเยิ้มไหม อันนี้มี่ยังไม่มีเหงื่อค่ะ ช่วงนี้แถวบ้านค่อนข้างเย็น ไว้จะมาอัพเดทอีกทีเนอะ ในด้านของคะแนนการใช้งานก็ขอให้ไป 5 ฟลาสก์ เช่นกันค่ะ

 

คะแนน piti

สุดท้ายนี้ขอขอบคุณทางแบรนด์ Piti ปิติ ด้วยนะคะ ที่ส่งผลิตภัณฑ์ดีๆมาให้มี่ได้ทดลองใช้ และขอบคุณทุกๆท่านด้วยค่ะที่ติดตามรับชมมาจนจบ

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ทางแบรนด์โดยตรงเลยนะคะ

Line ID : @piti

https://www.facebook.com/pitidryskinexpert/

www.pitidryskinexpert.com

 

Disclaimer/conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากทางแบรนด์ Piti การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสมตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล และผู้เขียนไม่ได้มีผลประโยชน์ใดๆในการขายสินค้า โปรดใช้วิจารณญาณ

Image

Beauty Talks- Skincare และการดูแลผิวสำหรับฤดูหนาว

หลายๆที่อากาศก็เริ่มเย็นกันแล้ว
พออากาศเริ่มเย็น ผิวก็เริ่มแห้งค่ะ อย่างช่วงนี้ผิวมี่เริ่มจะลอก แต่งหน้าเริ่มไม่ติดแล้วค่ะ
วันนี้เลยมาเมาท์มอยสกินแคร์หน้าหนาวกันค่ะ

 
เอาไปประยุกต์ใช้เวลาเดินทางไปประเทศเขตหนาวก็ได้นะคะ
 
(เป็น Remake ของบทความที่เคยทำไว้ตั้งแต่ปี 56 สำนวนอาจจะไม่สวยเหมือนตอนนี้นะคะ)
 
skincare-%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b8%a7
เมื่อเข้าสู่ฤดูหนาว ความชื้นในอากาศจะลดลง ทำให้น้ำระเหยออกจากผิวได้มากขึ้น นอกจากนี้หลายๆการสำรวจก็พบว่าผิวเรานี่สามารถเปลี่ยนแปลงตามฤดูกาลได้ค่ะ โดยในหน้าหนาวการสร้างพวกไขมันในผิวก็จะลดลงด้วย เป็นสาเหตุว่า ทำไมผิวถึงแห้งได้ง่ายกว่าฤดูอื่นๆ
 
หลักการดูแลผิวพรรณในหน้าหนาว ทำได้ง่ายๆ 8 ข้อ ดังนี้นะคะ
1. เลือกใช้มอยส์เจอไรเซอร์ที่เหมาะสมกับฤดูหนาว คือ ให้เลือกผลิตภัณฑ์ที่มีลักษณะเป็นครีมกลุ่มน้ำมัน พวกนี้จะมันมากกว่าปกติ เช่นการใช้ครีมที่มีส่วนผสมของ Petrolatum ซึ่งจะเคลือบคลุมผิวได้มากกว่า ถ้าใครผิวมัน ครีมเบสน้ำก็น่าจะพอ แต่คนผิวแห้งลำพังครีมเบสออยล์อาจจะยังไม่พอ แนะนำให้ใช้พวก Ointment หรือ วาสลีนโปะทับตรงจุดที่แห้งแตกลอกอีกชั้น ก็จะสามารถกันน้ำระเหยออกจากผิวได้มากขึ้น
ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวแบบครีม จะเหมาะสมกับฤดูหนาว มากกว่านะคะ เพราะมีส่วนผสมของน้ำมันและไขมันมากกว่าโลชัน
สำหรับตัวครีมในทางเครื่องสำอาง มีด้วยกันหลายชนิดนะคะ โดยเขาจะแบ่งตามปริมาณขององค์ประกอบในนั้นค่ะ กล่าวถึงครีมที่ประกอบด้วยน้ำกับน้ำมันก่อนนะคะ ถ้ามี น้ำมาก ก็จะเป็นชนิดครีมเบสน้ำ ศัพท์เทคนิคเรียกว่า o/w ซึ่งจะคลุมผิวได้น้อย ไม่เหนอะหนะ จะเหมาะกับการใช้ทั่วไปค่ะ พวกนี้ทาแล้วเราจะรู้สึกเย็น อีกชนิด จะมีออยล์มากกว่า เป็นครีมเบสออยล์ หรือ w/o ตัวจะคลุมผิวได้มาก เพราะมีน้ำมันเป็นองค์ประกอบสูง จึงเหนอะหนะกว่า นิยมทาก่อนนอนค่ะ ครีมพวกนี้เวลาทาเราจะรู้สึกอุ่นค่ะ
สำหรับครีมที่เป็นเบสซิลิโคนนั้น คงต้องดูกันว่า เป็น ชนิด น้ำในซิลิโคน หรือ ซิลิโคนในน้ำ มี่คิดว่าเบสพวกนี้ไม่ค่อยเจอในสกินแคร์ค่ะ ส่วนมากเป็นเบสกันแดด และเบสเมคอัพมากกว่า
ฤดูหนาว ถ้าใครผิวแห้ง ควรเลือก w/o เป็นอันดับต้นๆนะคะ สังเกตง่ายๆคือ ทาแล้วอุ่น
 
2. สำหรับผู้ที่มีผิวแห้งควรเลี่ยงผลิตภัณฑ์ที่ผสม Alcohol เพราะว่า Alcohol จะไปดึงน้ำออกจากผิว ทำให้ผิวแห้งได้ง่ายกว่าเดิม และควรเลี่ยง Astringent (สารที่กระชับรูขุมขน) ที่พบบ่อยๆคือ Witch hazel ค่ะ พวกนี้จะไปตกตะกอนโปรตีนที่ผิวชั้นนอก ทำให้รูขุมขนตึงและกระชับซึ่งมีประโยชน์ก็จริง แต่ก็ทำให้การหลั่งน้ำมันออกจากผิวน้อยลงด้วย
 
3. เลี่ยงมาสค์หน้าชนิดลอกออก และ มาสค์หน้าแบบโคลน เพราะในมาสค์หน้าชนิดลอก มักจะมี Alcohol อยู่ เพื่อช่วยละลายสารก่อฟิล์ม ส่วนมาสค์หน้าแบบโคลน จะไปดูดซับน้ำมันออกมาจากผิวได้ค่ะ จะทำให้ผิวแห้งได้ง่ายขึ้น
4. อย่าลืมทา Hand cream และ Foot cream โดยเฉพาะตอนก่อนนอน บำรุงมือและเล็บ เพราะผิวหนังบริเวณมือและเล็บมีต่อมน้ำมันน้อย จึงแห้งได้ง่ายกว่าส่วนอื่น
 
5. ทาลิปบาล์ม ป้องกันปากแห้งแตก
 
6. ดื่มน้ำเยอะๆ อย่างน้อยวันละ 8 แก้ว เพราะจะได้ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิวหนังด้วย (You are what you eat จริงๆค่ะ) กินน้ำก็ทำให้ผิวชุ่มชื้นได้
 
7. ห้ามอาบน้ำร้อน เพราะน้ำร้อนจะไปละลายเอาไขผิวหนังออกไป ทำให้ผิวยิ่งแห้ง ถ้าหนาวมาก ให้อาบน้ำอุ่นที่อุณหภุมิไม่เกิน 37 องศาฯ นะคะ
 
8. อย่าลืมใช้กันแดด เพราะแดดหน้าหนาว แม้จะเบากว่าหน้าร้อน แต่ก็ยังอุดมไปด้วยรังสี UV ที่เป็นอันตรายกับผิวค่ะ
8 ข้อ ทำได้ง่ายๆ
ถ้าไม่ไหวจริงๆ การทานอาหารเสริมกลุ่มน้ำมัน อย่าง Evening primrose oil หรือ Borage oil ก็ให้ผลดีนะคะ แต่ส่วนตัวมี่ไม่ค่อยอยากใช้ เพราะทานกลุ่มนี้ทีไร น้ำหนักขึ้นตลอดเลยค่ะ
สำหรับวันนี้ก็มีแค่นี้ พบกันใหม่โอกาสถัดไป สวัสดีค่ะ
Image

รีวิว ผลิตภัณฑ์สปาบำรุงผิว eavam Skincare ลูกครึ่งไทย/ญี่ปุ่นสุดเก๋ไก๋ part 1

 

เมื่อช่วงที่ผ่านมามี่มีโอกาสได้รู้จักกับ Skincare น่ารักๆแบรนด์หนึ่งเลยลองสั่งซื้อมาใช้ดูค่ะ

แบรนด์ eavam (อีวาม) เป็นแบรนด์ที่น่าสนใจแบรนด์หนึ่งค่ะ มีความ Original มี Signature ที่เป็นเอกลักษณ์ และที่สำคัญคือ สินค้าจะผลิต Handmade แบบพิถีพิถันด้วยความประณีตทุกชิ้นค่ะ

eavam.jpg

ทางแบรนด์ eavam มีเจ้าของเป็นคนญี่ปุ่น ซึ่งขึ้นชื่อว่าคนญี่ปุ่นก็จะมีความพิถีพิถันเป็นของคู่กันอยู่แล้วค่ะ ว่ากันว่าเจ้าของแบรนด์ ได้เดินทางหาวัตถุดิบต่างๆจากนานาประเทศด้วยตัวเองเพื่อนำมาใช้เป็นส่วนประกอบของผลิตภัณฑ์ และนำเอาวัฒนธรรมไทยเข้ามาผสมผสานไว้ได้อย่างลงตัวค่ะ

eavam-2

ว่าแล้วก็ลองสั่งสินค้ามาซักหน่อยค่ะ มี่สั่งจากบนเวบไซต์ของแบรนด์โดยตรงค่ะ และใช้วิธีส่งแบบ EMS เอา

eavam-mix

มีความน่ารักและเอาใจใส่นะคะ มีการ์ดแนบมาด้วยค่ะ

ทางแบรนด์ Claim ไว้ค่อนข้างน่าสนใจทีเดียวค่ะ
1. เดินทางไปเลือกวัตถุดิบเองและติดต่อกับผู้ผลิตโดยตรง (ทุกรายการ ตั้งแต่ เม็ดอาร์แกน ผลมะกอก ขี้ผึ้งที่นำมาผลิตเป็นส่วนผสม)
2. นำเข้าโดยผู้ผลิตโดยตรง
3. มีข้อสัญญากับผู้ผลิตเรื่องรับออเดอร์แล้วจึงจะเริ่มผลิตไม่มีการผลิตเก็บไว้ในสต๊อก
4. การผลิตด้วยการทำมือทีละชิ้น ไม่ใช้เครื่องจักรชิ้นใหญ่
5. ผลิตสบู่ด้วยกระบวนการผลิตแบบเย็น
6. หีบห่อเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ใช้วัตถุดิบที่ย่อยสลายได้
7. ใช้น้ำมันอาร์แกนเป็นส่วนผสมหลักในปริมาณที่มากกว่าแบรนด์อื่น
8.เป็นผลิตภัณฑ์ที่เป็นธรรมชาติล้วนๆไม่เติมแต่งสีกลิ่นลงไปในผลิตภัณฑ์
9. เพิ่มอาชีพและรายได้ให้กับคนในชุมชน

จะเห็นว่าหีบห่อนี่เป็นกระดาษสา หรือ ผ้าดิบ เป็นงานฝีมือ มีความประณีตในการห่อ

ผลิตภัณฑ์ที่มี่สั่งมา มี 5 ชนิด นะคะ

1. กัสโซล midelt 102
2. สบู่อาร์แกน sumimou 102
3. อาร์แกนบาล์ม sumimou 103
4. ลาเวนเดอร์อาร์แกนบาล์ม 0ulmes 03
5. kamakura set B

มี่จัดมาทุกอันเลยค่ะ อย่างละอัน

วันนี้จะขอรีวิวตัว อาร์แกนบาล์มก่อนนะคะ

อาร์แกนบาล์มที่ทางแบรนด์จำหน่ายจะมีรูปแบบที่มาพร้อมภาชนะ Ceramic กับแบบ Refill ค่ะ มี่เลยซื้อแบบกลิ่น Lavender ในภาชนะ Ceramic และซื้อ Refill สูตรธรรมดามาค่ะ

ดูหน้าตากันหน่อยเนอะ เมื่อเราแกะหีบห่อมาจะได้หน้าตาแบบนี้ค่ะ

eavam-balm-1

มีแผ่นคู่มือ 1 แผ่น ชามเซรามิคพร้อมฝาปิด ในอีกด้านที่มีบาล์มอยู่เขาใช้วิธีปิดผนึกด้วยระบบสุญญากาศค่ะ พร้อมกับไม้พายทำมาจากไม้สัก รูปร่างคล้ายๆใบของต้นจามจุรี ไว้ตักบาล์ม และที่วางไม้ทำจากเซรามิก ค่ะ

ดูเก๋ไก๋อะ อีกรูปนะคะ

7.jpg

ว่ากันว่าภาชนะเซรามิกนี้ทำมือนะคะ
เวลาเราใช้เราจะใช้ไม้พายนั้นตักบาล์มออกมาเท่าที่เราต้องการค่ะ จะเอามาทาทั้งหน้าก็ได้ ทาเป็นลิปบาล์มก็ได้ หรือ สำหรับคุณผู้ชายจะใช้ทาหลังโกนหนวดก็ได้ค่ะ

eavam-balm-2

เนื้อบาล์มเมื่อสัมผัสผิว จะหลอมละลายอย่างรวดเร็ว เกลี่ยง่าย และให้สัมผัสที่ดีค่ะ

balm

สำหรับสูตร Oulmes 03 และ 103 ซึ่งมีส่วนผสมของน้ำมันหอมระเหยจากดอก Lavender ก็จะมีกลิ่นหอมละมุนของลาเวนเดอร์ค่ะ

balm-2

ในทาง Aromatherapy ว่ากันว่า Lavender oil นั้นมีคุณสมบัติช่วยให้ผ่อนคลาย และยังมีคุณสมบัติช่วยฆ่าเชื้อจุลินทรีย์ได้ด้วยค่ะ

สำหรับสูตร Refill ก็จะห่อมาในกระดาษสาค่ะ มีความ Handmade อยู่เช่นกัน

refill

ส่วนด้านในก็จะเป็นบาล์มที่บรรจุมาในถุงสุญญากาศ ปิดสนิท พร้อมเอามาใส่ถาดเซรามิกที่มีอยู่ได้ทันทีค่ะ หรือถ้าอยากใส่ภาชนะอื่นก็แค่นวดๆให้อ่อนตัว หรือจะตัดแบ่งก็ได้ค่ะ

refill-2

สำหรับส่วนผสมนั้น ประกอบด้วยส่วนผสมแค่ 2 ชนิด คือ Argan oil และ ขี้ผึ้งดอกลำไยจากจังหวัดเชียงใหม่ค่ะ

ถ้าพูดถึง Argan oil นั้น เป็นน้ำมันที่ได้จากเมล็ดของผล Argan ซึ่งว่ากันว่า น้ำมันอาร์แกนที่ใช้ในผลิตภัณฑ์ของ eavam นั้น ได้มาจากทิศตะวันตกเฉียงใต้ ในแถบชานเมืองเอสเซาอิของประเทศโมรอคโค ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีต้นอาร์แกนเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติมากที่สุด ทางแบรนด์ได้คัดสรรผลอาร์แกนที่มีคุณภาพด้วยวิธีการเก็บเกี่ยวอย่างพิถีพิถันที่ภูมิภาค sumimou ผู้ผลิตที่ร่วมการค้ากับ eavam ที่ซุมิโม (sumimou) ไม่ว่าจะเป็นจากผู้ผลิตในมาร์ราเคช (Marrakech) หรืออากาดีร์ (Agadir) สามารถจัดหาเมล็ดอาร์แกนตามปริมาณและคุณภาพที่สมบูรณ์แบบตามรายการสั่งซื้อที่พวกเขาได้รับ โดยไม่ต้องสกัดน้ำมันกักตุนไว้ในสต๊อก การผลิตน้ำมันของพวกเขานั้นขึ้นอยู่กับปริมาณการสั่งซื้อที่ได้รับแต่ละครั้ง

ในทาง Aromatherapy ระบุว่าน้ำมันที่มีส่วนผสมของ Argan oil มีคุณสมบัติในการลดริ้วรอย เพิ่มความชุ่มชื้น ความยืดหยุ่น ลดรอยแตกลาย

ถ้าพูดถึงการศึกษาที่เกี่ยวข้องกับ Argan oil ก็มีมายาวนานพอสมควรเลยค่ะ

การทดสอบประสิทธิภาพของ Argan oil แบบทา ในสตรีวัยทองจำนวน 60 คน เป็นเวลา 60 วัน พบว่าค่า TEWL (การระเหยของน้ำออกจากผิว) ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ค่านี้สื่อว่า Barrier ผิวมีความแข็งแรงมากขึ้น และพบว่าระดับน้ำในผิวชั้นนอก หรือ Epidermis มีค่าสูงขึ้น (Prz Menopauzalny. 2014;13(5):280-8.) อีกชิ้นหนึ่งทดสอบในสตรีวัยทอง จำนวน 30 คน เป็นเวลา 60 วัน พบว่าผิวหนังมีความยืดหยุ่นเพิ่มขึ้น (Clin Interv Aging. 2015;10:339-49.)

นอกจากนี้การศึกษาล่าสุดในช่วงต้นปีนี้ ได้พบว่า Argan oil มีผลช่วยสมานแผลในหนูทดลองที่มีแผลไหม้ได้ด้วย (Ostomy Wound Manage. 2016 Mar;62(3):26-34.)

โดยรวมผลจากการศึกษาดังกล่าว ก็จะสามารถสรุปได้ว่า Argan oil นั้นให้ผลด้านความชุ่มชื้น ความแข็งแรงของ Barrier ผิว การสมานแผลค่ะ

ส่วนขี้ผึ้งจากดอกลำไยนั้น ว่ากันว่า เป็นขี้ผึ้งที่มีกลิ่นหอมหวานเหมือนดอกลำไยและมีลักษณะพิเศษคือได้เนื้อบาล์มสีอ่อนๆสวยงาม น้ำผึ้งคือผลผลิตมาจากที่ผึ้งไปเก็บรวบรวมเกสรดอกลำไยและขี้ผึ้งคือผลพลอยจากการเลี้ยงผึ้งฟาร์มผึ้งที่เราติดต่อซื้อขายด้วยนั้นเกิดขึ้นจากการรักและใส่ใจในการดูแลผึ้งเป็นอย่างดี รวมทั้งได้รับความร่วมมือจากสวนผลไม้และสิ่งแวดล้อมใกล้ๆฟาร์ม ในการลดปริมาณการใช้สารเคมี (งดการใช้สารเคมีในสวนตั้งแต่ช่วงเริ่มเลี้ยงผึ้งจนถึงช่วงที่ผึ้งทำรังเพราะจะทำให้ผึ้งตายก่อนถึงเวลาที่ลำไยออกดอกและไม่สามารถดูดน้ำหวานจากเกสรได้)

eavam-3

จะเห็นว่าทุกขั้นตอนนี่ทางแบรนด์ใส่ใจรายละเอียดมากจริงๆค่ะ

สำหรับผลิตภัณฑ์ที่เหลือ มี่จะหยิบมารีวิวในครั้งถัดไปนะคะ

สุดท้ายนี้ก็ขอให้คะแนนซักหน่อย วันนี้ไม่รู้จะให้คะแนนอย่างไรดี เพราะส่วนผสมมีแค่ Argan oil กับ ขี้ผึ้งดอกลำใยก็เลยขอให้คะแนนในภาพรวมแทนนะคะ

จากคะแนนเต็ม 5 มี่ขอให้ 5 เต็มเลยค่ะ ด้วยความ Handmade พิถีพิถัน และเอาใจใส่ของทางแบรนด์ และเจ้าของแบรนด์ รวมทั้งแพคเกจ และการใช้งาน

%e0%b8%84%e0%b8%b0%e0%b9%81%e0%b8%99%e0%b8%99-eavam

จบแล้วค่ะ ขอบคุณที่ติดตามรับชมมาจนจบนะคะ พบกันใหม่โอกาสถัดไปค่ะ

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมลองเข้าไปดูได้ที่เวบไซต์ของแบรนด์ เฟสบุค และ IG ของแบรนด์เลยนะคะ

Website:

http://eavam.com /

Original Home

Facebook และ IG : eavamchiangmai

 

Disclaimer: ผลิตภัณฑ์ทุกชิ้นซื้อด้วยตัวเอง การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสมตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและสุคนธบำบัด (Aromatherapy) และอาศัยความเห็นส่วนบุคคล ผู้เขียนไม่ได้มีผลประโยชน์ใดๆในการขายสินค้า โปรดใช้วิจารณญาณ[/center]

Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสมน้ำมัน Argan ออร์แกนิก Or’agan 100% Organic argan oil moisturizer

สวัสดีค่ะ เรามาต่อกันกับผลิตภัณฑ์ดีๆจากแบรนด์ Or’agan กันนะคะ สำหรับผลิตภัณฑ์จาก Or’agan ที่มีได้มา มีทั้งหมด 4 ชิ้น เริ่มจาก Black soap หรือ สบู่ดำ ตามด้วยน้ำมันสารพัดประโยชน์ Bath body massage oil และ Ghassoul Clay วันนี้มาทิ้งทวนด้วย 100% Organic argan oil moisturizer ค่ะ

 

ว่าแล้วเราก็มาดูหน้าตาของผลิตภัณฑ์กันดีกว่าค่ะ

 

oil 1.jpg

 

ตัวผลิตภัณฑ์จะมาในขวดแก้วที่มีรูปทรงเป็นเอกลักษณ์นะคะ ขวดที่มี่ได้มาเป็น Size 10 ml ที่อยู่ในเซ็ตของขวัญของทางแบรนด์ ตัวฝาจะเป็นฝาแบบสเปรย์ค่ะ

 

ที่ด้านหลังกล่องจะมีคำ Claim ดังภาพค่ะ

 

oil 2

 

เป็นเกี่ยวกับเรื่องวัตถุดิบว่าเป็นการสกัดเย็นจากเมล็ดอาร์แกนออร์แกนิก และเป็นการสกัดครั้งแรก รวมทั้งได้รับตรา Ecocert ซึ่ง ตรานี้ไม่ได้ได้มาง่ายนะคะ มีระบบระเบียนและข้อกำหนด หรือ Requirement ที่เยอะเหมือนกันค่ะ

 

มาดูเนื้อสัมผัสกันบ้างค่ะ

 

oil 3

 

เนื้อ oil มีความหนืดอยู่ค่อนข้างน้อยค่ะ มีกลิ่นเฉพาะตัว คล้ายถั่ว ไหลได้อย่างอิสระ ทำให้เกลี่ยได้ง่าย มีสัมผัสที่ค่อนข้างบางเบา ถ้าวัดตามหลักทาง Aromatherapy ซึ่งแบ่ง oil เป็น 3 แบบ คือ Light oil, Medium oil และ Thick oil ตัวนี้น่าจะอยู่ในเกณฑ์ Light-to-Medium ค่ะ

 

การดูดซึมนั้นใช้เวลาพอสมควรค่ะ

 

oil 4

 

ใครที่ไม่ชอบความเหนอะหนะของ oil มี่แนะนำว่า สามารถเอามาผสมกับโลชั่น ในอัตราส่วน oil 1: lotion 2 วอร์มๆให้เข้ากันก่อนเอาลงผิวได้นะคะ จะทำให้ออยล์มีความมันลดลง และยังช่วยให้ซึมผิวได้ดีขึ้นด้วยค่ะ

 

สำหรับส่วนผสมก็คือ ประกอบด้วยน้ำมันจากเมล็ดอาร์แกนออร์แกนิก 100% เลยค่ะ

 

ดูรายละเอียดกันซักหน่อยนะคะ

 

น้ำมันอาร์แกนนั้นน้ำมันจากเมล็ดของต้น Argan (Argania spinosa) ซึ่งในทาง Aromatherapy ระบุว่าน้ำมันที่มีส่วนผสมของ Argan oil มีคุณสมบัติในการลดริ้วรอย เพิ่มความชุ่มชื้น ความยืดหยุ่น ลดรอยแตกลาย

 

ถ้าพูดถึงการศึกษาที่เกี่ยวข้องกับ Argan oil ก็มีมายาวนานพอสมควรเลยค่ะ

 

มีการศึกษาชิ้นหนึ่งได้กล่าวว่า Argan oil นั้น มีผลต่อการสร้างเม็ดสีผิวในระดับหลอดทดลองด้วยค่ะ ทำให้ได้ผลเรื่อง Whitening ด้วย (Evid Based Complement Alternat Med. 2013; 2013: 340107.)

 

การทดสอบประสิทธิภาพของ Argan oil แบบทา ในสตรีวัยทองจำนวน 60 คน เป็นเวลา 60 วัน พบว่าค่า TEWL (การระเหยของน้ำออกจากผิว) ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ค่านี้สื่อว่า Barrier ผิวมีความแข็งแรงมากขึ้น และพบว่าระดับน้ำในผิวชั้นนอก หรือ Epidermis มีค่าสูงขึ้น (Prz Menopauzalny. 2014;13(5):280-8.) อีกชิ้นหนึ่งทดสอบในสตรีวัยทอง จำนวน 30 คน เป็นเวลา 60 วัน พบว่าผิวหนังมีความยืดหยุ่นเพิ่มขึ้น (Clin Interv Aging. 2015;10:339-49.)

 

นอกจากนี้การศึกษาล่าสุดในช่วงต้นปีนี้ ได้พบว่า Argan oil มีผลช่วยสมานแผลในหนูทดลองที่มีแผลไหม้ได้ด้วย (Ostomy Wound Manage. 2016 Mar;62(3):26-34.)

 

โดยรวมผลจากการศึกษาดังกล่าว ก็จะสามารถสรุปได้ว่า Argan oil นั้นให้ผลด้านความชุ่มชื้น ความแข็งแรงของ Barrier ผิว การสมานแผล และ Whitening ค่ะ

 

วันนี้ไม่รู้จะให้คะแนนอย่างไรดี เพราะส่วนผสมมีแค่ Argan oil ก็เลยขอให้คะแนนในภาพรวมแทนนะคะ

 

จากคะแนนเต็ม 5 สำหรับ Argan oil ตัวนี้ มี่ขอให้ 4 ฟลาสก์ค่ะ เนื่องจากแพคเกจเป็นแบบสเปรย์ ที่ค่อนข้างกดออกยาก และเวลากดมันจะกระจายพอสมควรนะคะ

 

คะแนน argan oil

 

สุดท้ายนี้ขอบคุณทางแบรนด์ Or’agan ด้วยนะคะที่ส่งสินค้าดีๆมาให้มี่ได้ทดลองใช้ และขอบคุณทุกๆท่านด้วยค่ะที่ติดตามมาจนจบ

 

 

 

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถสอบถามได้ที่ทางเฟสบุคของแบรนด์ Or’agan เลยนะคะ

 

https://www.facebook.com/theoraganth

 

 

 

Disclaimer: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับเป็นของขวัญจากแบรนด์ Or’agan การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสมตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและสุคนธบำบัด (Aromatherapy) และอาศัยความเห็นส่วนบุคคล ผู้เขียนไม่ได้มีผลประโยชน์ใดๆในการขายสินค้า โปรดใช้วิจารณญาณ

รีวิววิเคราะห์ส่วนผสม สกินแคร์กลุ่มวิตซี จากแบรนด์ Lab Story ยกเซ็ต

รีวิววิเคราะห์ส่วนผสม สกินแคร์กลุ่มวิตซี จากแบรนด์ Lab Story ยกเซ็ต

วันนี้เอาสกินแคร์กลุ่ม Vit C เกาหลี จากแบรนด์ Lab story มารีวิวให้ชมกันค่ะ

ขึ้นชื่อว่าบ้านมียอน งานโอปป้าต้องมาเสมอค่ะ

ในเซตนี้ มีผลิตภัณฑ์อยู่ 3 ชิ้นนะคะ คือ Booster, Serum และ Cream ค่ะ

มาดูหน้าตากันก่อนเลยเนอะ

lab 1

แบรนด์ Lab story นั้น ว่ากันว่าเป็น แบรนด์เวชสำอางของเกาหลีที่ดาราเกาหลีเลือกใช้กัน ผลิตภัณฑ์ของแบรนด์เลือกใช้ส่วนผสมที่เป็นมิตรกับธรรมชาติ มีการพัฒนาสูตร ใช้นวัตกรรมต่างๆเพื่อดูแลผิว และที่สำคัญคือ ผ่านการทดสอบประสิทธิภาพ และความปลอดภัย การระคายเคืองเรียบร้อยแล้วค่ะ

อีกอย่างคือ นางมีออฟฟิสอยู่ที่ย่านคังนัมนะคะ ย่านหรูชื่อดังในกรุงโซล

เรามาเริ่มกันที่ตัวแรกของเซตเลยค่ะ กับตัว Booster เป็นแนวๆ Toner/Essence นะคะ

lab 2

ตัวนี้เนื้อจะเป็นกึ่งๆน้ำนม มีความหนืดนิดๆ ชุ่มชื้นผิวมาก กลิ่นหอมอ่อนๆละมุนๆ เกลี่ยค่อนข้างง่ายนะคะ จะเทใส่มือแล้วตบ หรือ จะใส่สำลีแล้วเช็ดก็ได้หมด
ส่วนตัวมี่ชอบเทใส่สำลีแล้วกดเบาๆบนหน้าค่ะ

 

มาดูส่วนผสมกันบ้างนะคะ

 

lab 4

 

ตัวนี้นอกจากสารหลักจะมีจุดเด่นอยู่ที่ น้ำมันจากพืชหลายชนิดค่ะ ส่วนใหญ่ก็เป็นชนิดที่หายากและมีราคาแพง เช่น น้ำมันจากเมล็ดบรอคโคลี่ น้ำมันจากถั่วดาวอินคา (Plukenetia volubilis) สายพันธ์ดั้งเดิมจากป่าอเมซอน น้ำมันเมล็ดแบลคเคอเรนท์ น้ำมันมะรุม ร่วมกับน้ำมันจากพืชตัวดั้งเดิมอีกหลายชนิด เช่น มะกอก ชา Jojoba Macadamia และ Meadowfoam

เรียกได้ว่าใครที่กำลังมองหาน้ำมันจากธรรมชาติ เจ้านี่คงตอบโจทย์ได้เลยค่ะ

ขนาดมี่เอง ลองมาก็เยอะ มาเจอตัว Booster นี่หลงไหลได้ปลื้มเชียวหละ

ส่วนของสารออกฤทธิ์ก็จะมีพวกกลุ่มที่ช่วยเรื่องผิวขาวอยู่หลายตัว เช่น

  • Niacinamide ที่เป็นรูปแบบหนึ่งของวิตามินบี 3 มีคุณสมบัติเรื่องผิวขาว เพิ่มความแข็งแรงให้แก่ Barrier ผิว โดยไปเร่งการสร้างไขมันที่เป็น Barrier ผิว และลดการอักเสบ
  • Sorbitol กับ Sodium hyaluronate ที่มาในลำดับต้นๆ เด่นเรื่องความชุ่มชื้น ผิวนุ่มฟู
  • Melon seed extract อันนี้ขึ้นกับกรรมวิธีว่าจะได้น้ำมัน หรือ โปรตีนออกมา แต่หลักๆก็คือให้ผลเรื่องความชุ่มชื้นของผิว
  • สารสกัดจากผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ที่หายาก อย่าง Chokeberry (Aronia melanocarpa extract) Elderberry (Sambucus nigra extract)
  • วิตามินซี ที่ใช้เป็นรูปแบบ Ethyl ascorbyl ether ที่มีขนาดเล็ก มีความคงตัวสูง มีความเป็นกรดน้อย ให้ผลเรื่อง Antioxidant ช่วยลดการสร้างเม็ดสีผิว และเป็นส่วนหนึ่งในขั้นตอนการสร้างคอลลาเจนในผิว

สารอื่นๆก็ไม่ได้มีพิษมีภัยอะไรกับผิวเลยค่ะ แถมบางตัวยังมีประโยชน์กับผิวด้วยซ้ำ

สำหรับค่า pH นั้นอยู่ในช่วงราวๆ 4-5 ซึ่งเป็นช่วงที่สารส่วนใหญ่ในผลิตภัณฑ์คงตัวค่ะ

 

lab 7

 

ตัวที่สองเป็นตัว Serum Whitening bomb

 

lab 8

 

มาในรูปแบบน้ำนม กลิ่นหอมละมุนเช่นกัน ตัวเซรัมนี้มีความหนืดมากกว่าตัว Booster เล็กน้อยค่ะ

lab 11-1

 

สำหรับส่วนผสมนั้นเป็นดังนี้

 

lab 9

 

จากส่วนผสมจะเห็นว่าส่วนใหญ่จะคล้ายกับตัว Booster แต่ลำดับของสารจะต่างกัน เช่น ลำดับของ Ethyl ascorbyl ether จะอยู่ที่ลำดับต้นๆกว่า และ ลำดับของ Niacinamide จะอยู่หลังกว่าตัว Booster

ส่วนที่เพิ่มเข้ามาคือ

  • Biosaccharide gum-1 ซึ่งคาร์โบไฮเดรตที่ได้จากการหมักจุลินทรีย์ ประกอบด้วยน้ำตาล 3 โมเลกุล คือ Galacturonic acid, L-Fucose และ D-Galactose มีคุณสมบัติเพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่ผิวได้ค่อนข้างนาน สารนี้มีคุณสมบัติก่อฟิล์มให้ความรู้สึกชุ่มชื้นนุ่มนวล ไม่เหนอะหนะ ไม่มัน และมีรายงานว่าช่วยลดการอักเสบ ป้องกันการแพ้ได้ (Fucogel จาก Solabia)
  • Adenosine มีคุณสมบัติที่ดีในด้านริ้วรอย และการส่งเสริมการทำงานของผิว

สำหรับค่า pH นั้นอยู่ในช่วงราวๆ 4-5 เหมือนตัว Booster ค่ะ

 

lab 13

 

ส่วนตัวสุดท้ายจะเป็นตัวครีม มีชื่อว่า Intensive cream whitening bomb ค่ะ

lab 14

 

เนื้อครีมจะค่อนข้างเบา ให้ความชุ่มชื้นสูง แต่ไม่เหนอะหนะ และไม่หนักผิวเกลี่ยค่อนข้างง่าย มีกลิ่นละมุนเช่นกัน

 

 

สำหรับส่วนผสมนั้นเป็นดังนี้ค่ะ

 

lab 16

 

มีการเปลี่ยนแปลงลำดับของสารเล็กน้อย โดยเน้นกลุ่มน้ำมันมากขึ้น ตัวชูโรงคือตระกูลมะกอก และแมคคาเดเมีย

สารที่เพิ่มเข้ามาคือ

  • Panthenol หรือ โปรวิตามินบี 5 มีคุณสมบัติเพิ่มความชุ่มชื้นและลดการอักเสบในผิว
  • Trehalose เป็นน้ำตาลชนิดพิเศษ ที่มีคุณสมบัติดูดน้ำให้ผิว เพิ่มความชุ่มชื้น น้ำตาลนี้สามารถปกป้องรักษาเซลล์ผิวจากความแห้งได้ยาวนาน
  • โปรตีนนม (Milk protein) ที่ให้ผลเด่นเรื่องความชุ่มชื้น กับ เคลือบผิวให้ดูเรียบเนียน

สำหรับค่า pH นั้นอยู่ในช่วงราวๆ 5 – 6 ค่ะ

 

lab 19

ให้คะแนนกัน

  1. กลุ่มสารออกฤทธิ์ หรือ Active ingredients สารที่เป็นเสมือน Key note player ของไลน์ จะเป็นตัววิตามินบี 3 วิตามินซี เมื่อสองตัวนี้มาเจอกันจะช่วยผสานกันในการเป็น Whitening และช่วยเรื่องริ้วรอย และความแข็งแรงของ Barrier ผิวได้ กับสารสกัดจาก Berry หายาก อย่าง Chokeberry และ Elderberry ซึ่งนอกจากวิตซี ยังมีสารสีกลุ่ม Anthocyanin ที่เป็น Antioxidant ที่ดี ให้กับผิว ในแต่ละชิ้นยังมีสารอื่นๆเสริมเข้ามา เช่น ตัว Booster จะโดดเด่นด้วยน้ำมันจากพืชหายาก ตัว Serum มี Biosaccharide gum-1 และตัวครีมที่เสริมสารเติมน้ำเข้ามา โดยรวมถือว่า ทำได้ดีในการเป็นไวท์เทนนิ่ง เพราะออกฤทธิ์อยู่ที่ 2 ขั้นตอน ตั้งแต่การสร้างเม้ดสี และป้องกันไม่ให้เม็ดสีที่สร้างเสร็จออกมาข้างนอก จุดนี้ขอให้ 5 ฟลาสก์
  2. กลุ่มเนื้อผลิตภัณฑ์ หรือ Base ทั้ง 3 ตัวมาในรูปแบบของ Emulsion ที่ประกอบด้วย น้ำ น้ำมัน และซิลิโคน สารที่ใช้ไม่ได้มีพิษมีภัยอะไรกับผิว มีสารดูดน้ำให้ผิว มีสารไขมันจากธรรมชาติที่สามารถทดแทนไขมันในผิวได้ และมีสารเคลือบผิวรักษาความชุ่มชื้น จุดนี้ขอให้ 5 ฟลาสก์
  3. กลุ่มสารปรุงแต่ง หรือ Additives สารที่ใช้ไม่ได้มีพิษมีภัยอะไรกับผิว เลยไม่รู้จะหักคะแนนอะไร เลยขอให้ 5 ฟลาสก์
  4. การใช้งาน ส่วนตัวมี่ค่อนข้างชอบตัว Booster เพราะเอามาใช้งานได้กว้าง หลากหลาย เอามาเช็ดก็ได้ เอามาตบๆ หรือจะเอามาทาเป็นตัวหลักเลยก็ได้หมด ส่วนตัว Serum และ ครีม ก็ให้สัมผัสได้ค่อนข้างดีเช่นกัน สิ่งที่สัมผัสได้ก่อนเลยคือเรื่องความชุ่มชื้น ดูเหมือนจะได้เรื่องความเรียบเนียนเข้ามาด้วย ส่วนเรื่องสีผิวไม่สม่ำเสมอนั้นยังไม่ได้ชัดเจนมาก ค่อยเป็นค่อยไปค่ะ จุดนี้ขอให้ 5 ฟลาสก์

 

คะแนน

จบแล้วค่าาา ขอบคุณทุกๆท่านที่ติดตามมาจนจบนะคะ พบกันใหม่โอกาสถัดไป สำหรับวันนี้ สวัสดีค่ะ

 

เดี๋ยวนี้ในไทยเขาก็มีบริษัทนำเข้ามาแบบถูกต้องแล้วนะคะ ลองไปดูกันเล่นๆได้ที่ https://www.facebook.com/labstory.thai ได้เลยค่ะ

 

Disclaimer/Conflict of interest: ผลิตภัณฑ์ได้รับเป็นของขวัญจากเพื่อนที่เกาหลี (Consumer-reviewed)

 

 

รีวิว วิเคราะห์ส่วนผสมซีรัมไวท์เทนนิ่ง Martiderm DSP Serum illuminador

รีวิว วิเคราะห์ส่วนผสมซีรัมไวท์เทนนิ่ง Martiderm DSP Serum illuminador

สวัสดีค่ะพี่ๆน้องๆเพื่อนๆทุกๆท่าน

วันนี้มี่มารีวิวเวชสำอาง Whitening ตัวดังจากสเปน ในเครือของ Martiderm ให้ชมกันค่ะ

Martiderm เป็นเวชสำอางจากประเทศสเปนค่ะ ซึ่งมีหลายกลุ่ม Product Line เลย

โดยตัวที่มี่จะรีวิวมาจาก Line DSP อยู่ Line นี้เป็นกลุ่มสกินแคร์ Line Whitening, ปรับสีผิวให้สม่ำเสมอ ลดจุดด่างดำทุกประเภท ทั้งจากความชรา จากการอักเสบ และจากแสงแดดค่ะ

มีผลิตภัณฑ์อยู่หลายตัวเหมือนกันค่ะในไลน์

DSP products

ซึ่งตัวที่มี่ได้มาเป็นตัว Serum นะคะ ใช้มาได้เกือบๆสองเดือนแล้วค่ะ แล้วก็กลายเป็นลูกรักประจำปี 2015 ไปเลย ทั้งๆที่พึ่งรู้จักกันได้ไม่นาน เพราะอะไรเดี๋ยวตอนท้ายมาเฉลยนะคะ

DSP1

เซรัมนี้จะมาในขวดแก้วสีขาวทึบ สกรีนด้วยสีทองแดงและมีหลอดหยดมาให้ค่ะ

DSP3

 

เนื้อเซรัมเป็นแบบน้ำนมสีขาวๆครีมๆ

 

DSP4

 

เกลี่ยค่อนข้างง่าย ซึมค่อนข้างไว ไม่เหนอะหนะเลยค่ะ มี่ใช้เป็นขั้นตอนแรกสุดหลังจากทำความสะอาดและโทนเนอร์เรียบร้อยแล้วค่ะ เน้นไปที่บริเวณที่มีจุดด่างดำ

DSP5

วัด pH กันซักน้อยเป็นพิธีค่ะ

pH

pH อยู่ที่ราวๆ 5 นะคะ ใกล้เคียงกับผิวดีค่ะ

มาดูกลไกการสร้างเม็ดสีผิวนิดหน่อยพอเป็นพิธีนะคะ

 

melanogenesis DSP

(รูปจากทางบริษัท Martiderm)

     การสร้างเม็ดสีผิวแบ่งออกเป็น 3 Step นะคะ เริ่มตั้งแต่ Step แรกสุด การกระตุ้นเซลล์สร้างเม็ดสีผิว ตัวหลักๆจะเป็นฮอร์โมน MSH ตามมาด้วย Step ที่สอง เป็นการสร้างเม็ดสีผิว ซึ่งอาศัยเอนไซม์ Tyrosinase เป็นหลัก และ Step สุดท้ายเป็นการส่งออกเม็ดสีผิวที่สร้างเสร็จแล้วออกไปข้างนอกจนเกิดเป็นสีผิวขึ้นมาค่ะ

 

ในเซรัมนี้จะออกฤทธิ์ทั้ง 3 Step เลย ตั้งแต่ก่อนการสร้าง ระหว่างสร้างเม็ดสี และหลังเม็ดสีสร้างเสร็จ โดยที่ไม่มีส่วนผสมของสารผลัดผิวนะคะ

DSP mechanism

 

สารออกฤทธิ์หลัก มี 4 ตัว ตามแผนภาพด้านบน และมีสารสกัดจาก Garden cress เสริมมาอีกตัวค่ะ

Bellis perennis extract หมายถึง สารสกัดจากดอก Daisy ออกฤทธิ์ตั้งแต่ก่อนการสร้างเม็ดสี ยับยั้งการสร้างเม็ดสี และป้องกันไม่ให้เม็ดสีออกไปข้างนอก

 

Genisteine เป็นสารกลุ่ม Isoflavone ที่ได้จากถั่วเหลือง ออกฤทธิ์ขั้นตอนก่อนการสร้างเช่นกัน โดยไปทำลายอนุมูลอิสระที่จะไปกระตุ้นให้ MSH ทำงาน ซึ่งจะไปกระตุ้นเซลล์สร้างเม็ดสีในลำดับต่อมา สารนี้ยังมีคุณสมบัติคล้ายฮอร์โมนเพศหญิง ที่เราเรียกว่า Phytoestrogen ช่วยให้ผิวนุ่มฟูและเรียบเนียน

 

Hexylresorcinol ออกฤทธิ์ที่ขั้นตอนก่อนการสร้างและยับยั้งการสร้างเม็ดสี มีรายงานว่าสามารถยับยั้งเอนไซม์ Tyrosinase ซึ่งเป็นเอนไซม์ที่ใช้สร้างเมลานินได้ (Protein J. 2004;23(2):135-41.) การทดสอบเชิงคลินิกชิ้นหนึ่งใช้สารนี้ผสมกับสาร Whitening ตัวอื่นๆในอาสาสมัคร พบว่าผล Whitening effect ดีกว่าครีม Hydroquinone 4% (J Drugs Dermatol. 2013;12(3):s16-20.) ข้อมูลจากผู้ผลิตระบุว่า สารกลุ่มนี้พบในข้าว Rye และ Wheat ให้ผลยับยั้งการสร้างเมลานิน กระตุ้นการสร้าง Glutathione ในผิว จึงให้ผลเสริมกันในการเป็น whitening

 

Phytic acid เป็นพฤกษเคมีที่พบในส่วนของเมล็ดพืช มีชื่อเต็มว่า Inositol hexakisphosphate ทำหน้าที่เป็นตัวเก็บ Phosphorus และถ่ายทอด Phosphorus ให้แก่ส่วนของเซลล์ โครงสร้างแบบนี้ จะไปคล้ายกับ myo-inositol ที่พบในคนและสัตว์ ออกฤทธิ์ที่ขั้นตอนก่อนการสร้างและยับยั้งการสร้างเม็ดสีเช่นกัน มีรายงานว่าสารนี้สามารถปกป้องเซลล์ผิวจากรังสี UVB ไม่ให้กลายพันธุ์เป็นมะเร็งได้ (Comp Med. 2009; 59(2):147-52.) ช่วยซ่อมแซม DNA ที่เสียหายให้กลับคืนสภาพเดิม (Cell. 2000; 102(6):721–729.) ในผลิตภัณฑ์เป็นรูปแบบเกลือ ชื่อ Sodium phytate

 

ตัวที่เสริมมาคือ สารสกัดจาก Garden cress (Lepidum sativum extract) ออกฤทธิ์ที่ Step แรกเช่นกันค่ะ ตัวนี้ข้อมูลจากผู้ผลิตจวัตถุดิบบอกว่า มีประโยชน์ในการเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิว ต่อต้านอนุมูลอิสระ และลดเลือนริ้วรอยได้ สามารถยับยั้งการทำงานของฮอร์โมน Melanocyte stimulating hormone (MSH) ที่ทำหน้าที่กระตุ้นให้เซลล์เมลาโนไซต์ที่มีหน้าที่สร้างเมลานินทำงานได้ดีขึ้น เมื่อไปยับยั้ง MSH ก็จะทำให้เซลล์เมลาโนไซต์ทำงานได้ลดลง ผิวจึงขาวขึ้น

 

สำหรับส่วนผสมทั้งหมดของผลิตภัณฑ์มีดังนี้นะคะ

สผส

 

จากส่วนผสมนี้จะเห็นได้ว่าค่อนข้างเรียบง่ายนะคะ

ส่วนของเนื้อหลักเป็นชนิด Emulsion ประกอบด้วยน้ำและน้ำมันสังเคราะห์ อย่าง Triethylhexanoin ซึ่งมีสัมผัสที่ดีและมีความปลอดภัยสูง มีสารดูดน้ำอย่าง Propanediol ที่มี Profile ที่ดีกว่าเมื่อเทียบกับพวก Glycol ในลำดับท้ายๆมี Alcohol พ่วงเข้ามา ซึ่งมาหลังน้ำหอม จึงคิดว่าน่าจะติดมากับสารสกัดพืชบางตัว

ส่วนของสารอื่นๆนั้นก็ไม่ได้มีตัวไหนที่มีพิษมีภัยหรือมีปัญหาอะไร ไม่ได้ใส่ Silicone ไม่มีพาราเบน ไม่มีน้ำมันที่สุ่มเสี่ยงอุดตัน

 

อีกสิ่งที่คิดไว้คือ Lecithin ยังฟันธงให้ไม่ได้ว่าเอามาทำไม อาจจะเอามาสร้างระบบนำส่งที่ชื่อ Liposome เพื่อช่วยนำส่งสารลงไปยังเซลล์สร้างเม็ดสี หรือไม่ก็อาจจะแค่ใส่มาเป็น Emulsifier หรือแค่ไขมันเพิ่มความชุ่มชื้นเฉยๆ

 

โดยรวมถือว่าทำมาได้ค่อนข้างดีค่ะ

 

อีกจุดที่อยากบอกคือ Whitening นี่ไม่ได้มีประโยชน์แค่เอามาทาให้ขาวๆไปวันๆนะคะ เขายังมีประโยชน์เรื่องการปรับสีผิวให้สม่ำเสมอและลดจุดด่างดำได้ด้วย ซึ่งตัวมี่หวังผลตรงนี้ค่อนข้างมากค่ะ

แล้วก็เป็นดังคาดค่ะ จุดด่างดำจากสิวที่ทำไงก็ไม่หาย ค่อยๆจางลงจนเกือบหายสนิทเพียงแค่ 2 อาทิตย์กว่าๆเอง ไม่แปลกใจเลยที่นางขึ้นแท่นลูกรักประจำปี 2015 ไปได้อย่างสวยงาม

ถ่ายกันแบบพลีชีพ เห็นทุกอนูทุกรูของผิว

*รูปถ่ายในแสงที่ไม่เท่ากันนะคะ พยายามถ่ายมุมเดิม เวลาเดียวกันตลอด และก็ขออภัยในความหยาบของผิวด้วยค่ะ

ผลการทดสอบ

 

จะเห็นว่ารอยจุดด่างดำจากสิวนี่ค่อนข้างจางลงเยอะเหมือนกันนะคะ จนถึงจุดที่ลงรองพื้นแล้วไม่เห็นก็พอใจมี่แล้วค่ะ

 

มาให้คะแนนกันดีกว่าค่ะ

 

  1. Actives ส่วนของสารออกฤทธิ์ค่อนข้างทำมาได้ดี ออกฤทธิ์ได้ครบถ้วนทั้ง 3 Step โดยที่ไม่มีส่วนผสมของสารผลัดผิว จึงไม่ต้องกลัวว่าจะแพ้แดดหรือผิวจะบางถ้าใช้นานๆ จุดนี้ขอให้ 5 ฟลาสก์
  2. Base มาในรูปแบบของน้ำนม ไม่มีซิลิโคน มีสารดูดน้ำเพิ่มความชุ่มชื้น และมีน้ำมันสังเคราะห์ช่วยให้ผิวนุ่ม (Emollient) ถึงแม้ Alcohol จะอยู่ท้ายๆ และการระคายเคืองจาก Alcohol ขึ้นกับความเข้มข้นและความไวแต่ละคน ส่วนตัวมี่ใช้ได้นะคะ ไม่รู้สึกอะไร แต่เพื่อความยุติธรรม ต้องให้ 4 ฟลาสก์
  3. Additives สารอื่นๆไม่มีพิษมีภัยอะไรดังที่ได้แจ้งไว้ด้านบน ให้ 5 ฟลาสก์
  4. ผลการใช้งาน โดยรวมถือว่าค่อนข้างประทับใจกับผลในการปรับสีผิวให้สม่ำเสมอและการลดจุดด่างดำ ขอให้ 5 ฟลาสก์

 

คะแนน

สุดท้ายนี้อีกครั้งอยากขอบคุณทางบริษัท Advance Aesthetic Company ที่ส่งสินค้าดีๆเพียบพร้อมด้วยเทคโนโลยีมาให้ได้ทดลองใช้ค่ะ

 

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถติดต่อสอบถามได้ที่

เฟสบุคของบริษัท http://www.facebook.com/advanceaestheticthailand ได้เลยค่ะ

 

ขอบคุณที่ติดตามรับชมมาจนจบค่ะ

 

Disclaimer/Conflict of interest: ผลิตภัณฑ์ได้รับการสนับสนุนจากทางแบรนด์ Martiderm

[Review] Herbacist by Pharmacist Pomegranate Day & Night Treatment Cream

[Review] Herbacist by Pharmacist Pomegranate Day & Night Treatment Cream

วันนี้มี่แวะเอาครีมทับทิมกุหลาบพันปี จากแบรนด์ Herbacist by pharmacist มารีวิวให้ชมกันค่ะ ครีมตัวนี้เป็นแบรนด์ของไทย เห็นว่าพัฒนาและวิจัยมาโดยทีมงานเภสัชกรค่ะ

โฉมหน้าผลิตภัณฑ์เป็นกระปุกพลาสติกหนาสีขาวคาดเงิน มีฉลากสีชมพูรูปทับทิมค่ะ

IMG_3638-re

ตัวเนื้อครีมมีสีชมพู กลิ่นหอมอ่อนๆค่ะ

(จริงๆสีชมพูนะคะ แต่ถ่ายออกมาดันขาวซะงั้น)

IMG_3643-re

เกลี่ยง่าย ซึมไว ไม่เหนอะหนะ ให้ความรู้สึกเย็นและสบายผิวดีค่ะ

IMG_3644-re

ก่อนไปดูส่วนผสมมาวัด pH กันหน่อยนะคะ

IMG_3645-re

ค่า pH อยู่ที่ประมาณ 6-7 ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่ดีค่ะ pH เป็นกลาง

มาดูส่วนผสมกันดีกว่านะคะ

สผส

มารู้จักสารบางตัวที่เด่นๆกันดีกว่านะคะ

Punica granatum extract คือ สารสกัดจากทับทิม แต่ละชิ้นส่วนของทับทิมก็จะมีประโยชน์แตกต่างกันไป ถ้าเป็นใบก็จะมีพวก Tannin ที่ให้ผลกระชับรูขุมขน และเป็น Antioxidant ได้ดี ส่วนเปลือกผลก็มีพวก Tannin และ Polyphenol ที่เป็น Antioxidant ที่ดี ส่วนของผลก็จะมีน้ำตาลช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิว มีวิตามินช่วยบำรุงผิว และก็มีพวก Polyphenol ที่ช่วยเป็น Antioxidant ที่ดีเช่นกัน จุดนี้ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าได้มาจากส่วนไหนแต่ทุกๆส่วนก็มีประโยชน์เหมือนกันหมด

Rhododendron ferrugineum leaf cell culture extract สารสกัดจากเซลล์เพาะเลี้ยงของกุหลาบ ข้อมูลจากผู้ผลิต Claim ว่าสารสกัดจากเซลล์นี้มีฤทธิ์ปกป้องสเตมเซลล์ในผิว ช่วยเพิ่ม Barrier function ของผิว ช่วยเพิ่มความคงทนของผิวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ และสภาพแวดล้อมต่างๆ (ข้อมูลจาก TDS ของPhytoCellTecTM Alp Rose จากบริษัท Mibelle)

Saccharide isomerate เป็นสารกลุ่มคาร์โบไฮเดรตที่มีกลไกการออกฤทธิ์แบบพิเศษ คือไปจับกับโปรตีนบนผิว ให้ผลเพิ่มความชุ่มชื้นได้อย่างยาวนาน

Panthenol เป็นโปรวิตามินบี 5 เมื่อเข้าผิวแล้วจะถูกผิวเปลี่ยนเป็นวิตามินบี 5 มีคุณสมบัติเป็นสารเพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่ผิว โดยตัวมันเองสามารถซึมเข้าสู่ผิวและดูดน้ำเข้ามาเก็บไว้กับตัวเอง นอกจากนี้ยังมีคุณสมบัติอื่นๆ เช่น ลดการอักเสบ เพิ่มการแบ่งตัวของเซลล์ผิว ช่วยเรื่องการสมานแผล และลดริ้วรอย ซึ่งคุณสมบัติในการเป็น Moisturizer ของ Panthenol มีรายงานตีพิมพ์รองรับ คือ สามารถช่วยเพิ่มความสมบูรณ์ของผิวหนัง ช่วยลดการระเหยของน้ำออกจากผิว รักษาความชุ่มชื้นให้ผิวได้ (J Cosmet Sci. 2011; 62(4):361-70.)

สารสกัดจาก Chamomile กับ Allantoin ช่วยลดการอักเสบในผิว ให้ความรู้สึกสบายผิว และป้องกันการแพ้

มาให้คะแนนกันดีกว่านะคะ

ปกติ เราแบ่งส่วนประกอบในผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางเป็น 3 หมวดหลักๆ คือ
1. Actives หรือ สารออกฤทธิ์ เป็นสารที่ทำให้เครื่องสำอางมีคุณสมบัติพิเศษต่างๆ
2. Base หรือ ส่วนเนื้อของผลิตภัณฑ์ เป็นตัวอุ้มและเก็บสารออกฤทธิ์ไว้
3. Additives หรือ ส่วนของสารเติมแต่ง เป็นตัวเติมแต่งให้ผลิตภัณฑ์มีความน่าใช้ มีความปลอดภัย เช่น พวกสารกันเสีย พวกน้ำหอม พวกซิลิโคน ตัวเพิ่มความหนืด ฯลฯ

ก็จะให้คะแนนกันตามนี้เลยนะคะ

1.Actives มีส่วนผสมของสารสกัดจากเปลือกทับทิมที่ให้ผลเป็น Antioxidant เสริมกับสารสกัดจากเซลล์เพาะเลี้ยงของกุหลาบ Alps ที่ช่วยให้ผิวแข็งแรง ที่เหลือก็จะเป็นตัว Moisturizer กับตัวลดอักเสบในผิว โดยรวมจึงให้ผลไปในเชิง Prevention เพื่อชะลอความแก่ที่อาจจะเกิดขึ้นเพราะความเครียด หรือมลภาวะต่างๆ ถ้ามีพวกวิตามินซี อี หรือพวก Antioxidant อื่นๆเสริมมาอีกหน่อยน่าจะสมบูรณ์แบบมากขึ้น จุดนี้ขอให้ 4 ฟลาสก์

2.Base มาในรูปแบบครีม ประกอบด้วยส่วนของน้ำกับน้ำมัน ในส่วนของน้ำมี Glycerin เป็นสารดูดน้ำเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิว ส่วนของน้ำมันมี Hydrogenated polydecene ที่เป็นน้ำมันสังเคราะห์ ทำหน้าที่เคลือบผิวรักษาความชุ่มชื้นภายใน สารนี้ไม่ดูดซึมจึงมีความเสี่ยงอุดตันน้อยมาก ส่วนผสมชุดนี้ขาดน้ำมันจากพืชที่ดูดซึมเข้าไปทดแทนไขมันในผิวอยู่ แต่น้ำมันจากพืชพวกนี้มันอาจจะอุดตันได้ในบางคน การที่ไม่มีน้ำมันก็คือจะอุดตันน้อยลง และเหมาะกับทุกสภาพผิว จุดนี้ขอให้ 4 ฟลาสก์

3.Additives สารประกอบอื่นๆที่ใส่เข้ามามีอยู่ไม่กี่ชนิด แต่ละชนิดที่ใส่มาก็ไม่ได้เป็นพิษเป็นภัยอะไร แต่ก็ไม่ได้มีประโยชน์อะไรเสริมให้ผิวเหมือนกัน ส่วนผสมชุดนี้ไม่มีซิลิโคน ไม่มีพาราเบน แต่มีน้ำหอม ปกติก็ไม่เคยหักคะแนนน้ำหอมในสกินแคร์ทั่วไปที่ไม่ใช่รอบดวงตามาก่อน จุดนี้จึงขอให้ 5 ฟลาสก์

4.การใช้งาน ครีมมีน้ำหนักเบา ซึมไว ไม่เหนอะหนะ สามารถใช้ได้ทั้งกลางวันกลางคืน ส่วนตัวใช้มาเกือบ 2 อาทิตย์ พอทาตอนกลางวันแล้วรู้สึกว่าหน้ามันขึ้นเล็กน้อย ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าเพราะอากาศร้อนขึ้นมาพอดี หรือว่าเพราะครีม แต่โดยรวมถือว่าพึงพอใจอยู่ จุดนี้ขอให้ 5 ฟลาสก์

คะแนน

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถสอบถามได้ที่ทาง

Fanpage facebook: https://www.facebook.com/herbacist

Website: http://herbacist-shop.com/index.html

สุดท้ายนี้ต้องขอขอบคุณทางแบรนด์ Herbacist by Pharmacist ด้วยนะคะที่ส่งผลิตภัณฑ์ดีๆมาให้มี่ทดลองใช้

สำหรับวันนี้มีแค่นี้ ขอบคุณทุกๆท่านด้วยค่ะที่ติดตามรับชมมาจนจบ แล้วพบกันใหม่โอกาสหน้า สวัสดีค่ะ

[MiYeon Favorites] part 1-Innisfree Soybean Firming Skin

[MiYeon Favorites] part 1-Innisfree Soybean Firming Skin

มีหลายๆท่านมากเลยแนะนำเข้ามาว่า อยากเห็น Routine skincare ของมี่

แต่มี่ใช้ไปเรื่อยตามอารมณ์ ไม่เหมือนกันซักวัน เลยกะว่าจะค่อยๆรีวิวผลิตภัณฑ์ที่ชอบไปทีละตัวๆ วันนี้ก็เลยจะรีวิวเอสเซนส์ถั่วเหลืองหมัก พึ่งหมดขวดแรกไปเมื่อคืนนี้เองค่ะ ถึงแม้ว่าขวดจะดูเหมือนไม่ใหญ่มาก แต่ใช้ทนจริงๆค่ะ เปิดใช้ตอนปลายๆเดือน 6 พึ่งมาหมดเมื่อคืนนี้ เกือบปีเชียว

ตอนนั้นไปสอยมาจากเกาหลีเมื่อตอนเดือนมิย.ปีที่แล้วค่ะ ราคารู้สึกจะ 28000 วอน (840 บาท)

ลงรูปร้านด้วย เดี๋ยวจะหาว่าไม่ได้ไปจริงๆ

11121330_10204242340998889_1186810959_n

ถ้าได้แบกเป้ไปเองนะคะ แนะนำให้ไปย่าน มยองดง ตอน 10โมงค่ะ จะร้างมากกกกกกกกกก เดินสนุก ชอปสนั่น ไม่มีคนเยอะแยะมากวนประสาท

แถมอีกรูปค่ะ

(รูปเก่าเล่าใหม่)

ไม่มีคนเลยค่าาาาาาาาาาาาาาาา

11117395_10204242342758933_811500543_n

เข้าเรื่องดีกว่าค่ะ

Innisfree เป็นแบรนด์นึงที่มี่แอบส่องของเค้ามาเกือบสองปี และก็ได้ไปเลือกกับตัวเองเมื่อ มิย. ปีที่แล้ว ตอนนั้นซื้ออะไรมาบ้าง ดูได้ที่ลิงค์เมื่อกี๊นะคะ

แล้ว เมษายน ก็ไปเกาหลีอีก คราวนี้ไปเกาะเจจู ไปกับทัวร์ ทัวร์เค้าเอาเราไปปล่อยที่ไร่ชา O’Sulloc แล้วอิชั้นก็วิ่งขึ้นไป Innisfree Jeju house ค่ะ

คุ้มค่าเหนื่อยเลยยยยยยยย

ตัวที่รักเลยก็คือ

IMG_3625-re

ตัวนี้เนเจอร์ของเค้าจะค่อนข้างมัน ดังนั้นจะเหมาะกับคนที่ผิวแห้งหน่อยนะคะ

เนื้อจะเป็นน้ำนมเหลวๆ กลิ่นหอมสมุนไพร ค่อนข้างชุ่ม มันนิดๆค่ะ

IMG_3626

แต่เอาเข้าจริง พอทิ้งไว้แปบ มันก็ซึมหมดค่ะ ไม่มัน ไม่เหนอะหนะอะไรมาก และหน้าจะนุ่มชุ่มชื้นไปนานโขอยู่

กระดาษวัด pH เหลือ มาวัด pH เล่นๆดีกว่าเนาะ

IMG_3629-re

pH อยู่ที่ 5 ค่ะ ดังนั้น AHA ในนี้ก็จะแตกตัวเป็นรูปเกลือ ซึ่งมีฤทธิ์ผลัดผิวต่ำ จึงไม่ต้องกลัวเรื่องผิวบาง และแพ้แดด

มาดูส่วนผสมกันดีกว่าค่ะ

ดูจากภาพถ่ายกล่องดีกว่าเนาะ ^^ มันแอบยาว = =

1415027625-innisfree-o

วิเคราะห์ส่วนผสมนิดนึงพอกรุบกริบ

ปกติเครื่องสำอางจะประกอบด้วยส่วนสำคัญ 3 ส่วน คือ

1. Active ingredients หรือย่อๆว่า Active เป็นสิ่งที่ทำให้เครื่องสำอางมีฤทธิ์ทางชีวภาพ เช่น ลดริ้วรอย ผิวขาว ดูแลสิว ฯลฯ
2. Base เป็นส่วนหลักของผลิตภัณฑ์ ทำหน้าที่พยุงเอา Actives ไว้ และเป็นตัวนำพาเอา Actives ไปออกฤทธิ์ที่ผิวหนังค่ะ ถ้าเป็น ครีม Base ก็จะเป็นส่วนของน้ำกับน้ำมันค่ะ
3. Additives เป็นส่วนของสารที่ช่วยเพิ่มลักษณะที่ดีให้แก่เครื่องสำอาง เพิ่มความคงตัว ความน่าใช้ ความปลอดภัย เช่น พวก Emulsifier ที่ประสานน้ำให้เข้ากับน้ำมันเกิดเป็นครีม Preservatives ที่ช่วยรักษาผลิตภัณฑ์ให้คงเดิม ฯลฯ

ตัวนี้ถ้าแยกส่วนแบบสรุปๆ ก็จะเป็นดังนี้ค่ะ

1. Actives ตัวที่นำมาเลยน่าจะเป็น Squalane, Arbutin กับถั่วเหลืองหมัก Bacillus ซึ่งถั่วเหลืองมันจะมีสารจำพวก Isoflavone ที่ปกติมันจะจับกับน้ำตาลอยู่ทำให้โมเลกุลใหญ่ การออกฤทธฺ์และการดูดซึมจะน้อย แต่พอหมักด้วยจุลินทรีย์เสร็จ มันก็จะตัวเล็กลง ออกฤทธิ์ได้ง่ายขึ้น และซึมผิวได้ดีขึ้น สารกลุ่มพวกนี้ยังมีคุณสมบัติเป็น Phytoestrogen ช่วยให้ผิวนุ่มนวลด้วย ส่วนสารสกัดพืชอื่นๆ ที่พอจะมีข้อมูลรองรับก็จะเป็นชาสองสายพันธ์ ซึ่งให้ผลเป็น Antioxidant ที่ค่อนข้างดี Orchid ที่เป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ โดยรวมแล้วให้ผลเรื่องริ้วรอย ความชุ่มชื้น ไวท์เทนนิ่ง ถือว่าโอเคอยู่ค่ะ ส่วนของ Citric acid กับ Lactic acid เมื่อมาอยู่ในสภาวะที่มีค่า pH ราวๆ 5 ก็จะกลายร่างเป็นรูปเกลือ คือ Citrate กับ Lactate ซึ่งผลผลัดผิวจะลดลง เหลือแต่ผลเติมน้ำให้ผิว จึงขอให้ 5 ฟลาสก์

2. Base มาในรูปแบบ Emulsion เพราะมีน้ำมันด้วย ส่วนของน้ำ มีสารดึงน้ำให้ผิวอยู่ก็จริง แต่ไม่ได้เลิศเลอประเสริฐศรี ส่วนของน้ำมันก็มีไขมันที่ดีๆต่อผิวอยู่ด้วย ที่เหลือก็เป็นสารพื้นๆทั่วไป แม้ว่าจะไม่ได้ดีมาก แต่ก็ถือว่ามีครบถ้วนสำหรับการเป็น Emulsion ที่ดีชิ้นนึง ที่สำคัญคือไม่มี Alcohol ค่ะขอให้ 5 ฟลาสก์

3. Additives ไม่มีพาราเบน แต่มีน้ำหอม ไม่แน่ใจว่าน้ำหอมนี่เป็นน้ำหอมสังเคราะห์ หรือว่าเป็นน้ำมันหอมระเหยจากพืชตระกูล Citrus เพราะกลิ่นก็แอบเหมือนอยู่ ถ้าเป็นพวก Citrus ก็ไม่เหมาะใช้กลางวันเพราะจะแพ้แสงได้ แต่ก็ไม่เคยหักคะแนนน้ำหอมในผลิตภัณฑ์อื่นๆที่ไม่ใช่แบบทารอบดวงตามาก่อน สารอื่นๆก็ไม่ได้เป็นพิษเป็นภัยอะไร จึงขอให้ 5 ฟลาสก์

4. การใช้งาน คงไม่ต้องบรรยายแล้วค่ะ หมดไปแล้วขวดหนึ่ง กำลังจะแกะขวดที่สอง ก็จัดไป 5 ฟลาสก์ สวยๆค่ะ

สำหรับวันนี้มีแค่นี้ค่ะ แล้วพบกันใหม่กระทู้ถัดไป สวัสดีค่ะ

ปล. Innisfree เมืองไทยเปิดแล้วนะคะ แอบอิจฉาสาวๆกรุงเทพ ได้ไปเดินเล่นแล้ว ส่วนตัวมี่นั้นอยู่ต่างจังหวัด โชคดีอาทิตย์หน้าจะได้ลงไปทำงานที่กทม ถ้ามีเวลาจะแอบไปส่องดูค่ะ ^^

Love you
xoxo
รีวิววิเคราะห์เจาะลึกส่วนผสม BHA Music toner จากแบรนด์ Skin Talk เวชสำอางของเกาหลี

รีวิววิเคราะห์เจาะลึกส่วนผสม BHA Music toner จากแบรนด์ Skin Talk เวชสำอางของเกาหลี

วันนี้จะมารีวิว BHA music toner ของ Skin Talk ให้ชมกันค่ะ

 

แบรนด์ Skin Talk นั้นเป็นแบรนด์เวชสำอางจากประเทศเกาหลี ปัจจุบันมีผู้นำเข้ามาจำหน่ายในไทยแบบถูกต้องตามกฎหมายแล้วนะคะ 🙂

bha 1

ปกติมี่จะเป็นคนเก็บกล่องและขวดผลิตภัณฑ์ไว้นะคะ บางอันก็น่ารักควรค่าแก่การสะสมจริงๆค่ะ

ความประทับใจแรกของมี่กับผลิตภัณฑ์ ก็คือเรื่อง Tamper-proof แปลเป็นไทยง่ายๆว่า ภาชนะบรรจุที่มีลักษณะพิเศษที่สามารถถูกทำลายไปได้เมื่อเปิดใช้

 

bha 2

 

จะเห็นว่าดูแล้วมีความปลอดภัย และรู้สึกถึงความเชื่อมันในตัวสินค้าได้เลยค่ะ

เนื้อสัมผัสจะเป็นของเหลวใส มีกลิ่นหอมอ่อนๆเบาๆ แห้งค่อนข้างไว หลังแห้งจะรู้สึกหนึบๆนิดนึงค่ะ ไม่ได้แห้งแล้วกรอบไปเลยเหมือนโทนเนอร์บางอย่าง

 

bha 3

 

ตอนแห้งแล้วค่ะ

bha 4

ลองมาดูกล่องดีกว่านะคะ

เป็นกล่องสีน้ำเงิน คาดด้วยสีส้ม/ดำ ดูเรียบง่าย แต่ก็หรูหราค่ะ

bha 5

ค่า pH ของผลิตภัณฑ์อยู่ที่ราวๆ 4-5 ก็ไม่ได้โหดร้ายอะไรกับผิวจนเกินไปค่ะ

bha 6

ลองมาดูส่วนผสมกันดีกว่านะคะ

bha 7

จากลำดับส่วนผสมจะเห็นว่าสิ่งที่มาอันแรกคือ Camellia sinensis หรือเรียกสั้นๆว่า “น้ำชา”

ทำไมต้องน้ำชา???

เพราะในใบชาประกอบด้วยสารสำคัญหลายๆอย่าง ในตระกูล Polyphenols เช่น Flavonoids, Catechins รวมไปถึงสารที่ชื่อว่า Tannin เจ้า Tannin นี้มีคุณสมบัติดีๆหลายอย่างค่ะ ไม่ว่าจะเป็นคุณสมบัติในการชะลอวัย เป็น Antioxidant และเป็น Astringent (คำนี้เป็นภาษาทางเภสัชกรรม แปลว่าฝาดสมาน แปลไปแล้วก็ไม่ได้รู้เรื่องอะไรเพิ่มขึ้น ผลนี้ช่วยเรื่องการกระชับรูขุมขน และควบคุมความมันค่ะ)

ถึงดูส่วนผสมเหมือนจะธรรมดา แต่ความยากอยู่ที่ การนำเอาน้ำชามาใส่แล้วผลิตภัณฑ์มีความคงตัวค่ะ ซึ่งทำได้ค่อนข้างยากเลยทีเดียว การที่ทำได้โดยไม่ได้ใช้สารกันเสียที่รุนแรง ถือว่าค่อนข้างเก่งเลยค่ะ

อ้อ ครั้งแรกที่ใช้จะรู้สึกยุบยิบๆนิดหน่อยนะคะ แต่ครั้งถัดๆมาก็ไม่รู้สึกอะไร เหมือนเช็ดโทนเนอร์ทั่วไปค่ะ

เรามาดูรายละเอียดและคุณสมบัติของส่วนผสมไปด้วยกันเลยดีกว่าค่ะ

ปกติเราจะแบ่งสารส่วนผสมในเครื่องสำอางเป็น 3 กลุ่ม ค่ะ
1. Actives หรือ สารออกฤทธิ์ เป็นสารที่ทำให้เครื่องสำอางมีคุณสมบัติพิเศษต่างๆ
2. Base หรือ ส่วนเนื้อของผลิตภัณฑ์ เป็นตัวอุ้มและเก็บสารออกฤทธิ์ไว้
3. Additives หรือ ส่วนของสารเติมแต่ง เป็นตัวเติมแต่งให้ผลิตภัณฑ์มีความน่าใช้ มีความปลอดภัย เช่น พวกสารกันเสีย พวกน้ำหอม พวกซิลิโคน ตัวเพิ่มความหนืด ฯลฯ

ลองมาไล่ไปทีละตัวเลยดีกว่า

คุณสมบัติสารแต่ละตัวแยกตามหน้าที่

1.Actives ได้แก่

-Camellia sinensis leaf water คือ น้ำชา ที่กล่าวไปเมื่อครู่

-Lactobacillus/Kelp ferment filtrate มีอีกชื่อว่า Sea kelp bioferment ไม่มีข้อมูลงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง แต่ปกติในระหว่างการหมักด้วย Lactobacillus มักจะได้ผลิตภัณฑ์เป็น Lactic acid ออกมาด้วยเสมอ และสารที่มีอยู่ในพืชที่เอามาหมักด้วยจะเกิดการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างให้มีขนาดเล็กลง ทำให้ดูดซึมเข้าผิวได้มากขึ้น เรียกว่ากระบวนการ Bioconversion

ตัว Kelp เป็นสาหร่ายสีน้ำตาลชนิดหนึ่ง มีแร่ธาตุอยู่หลายชนิด ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่ผิว และช่วยเรื่องปรับสภาพผิว

-Chlorella ferment คือ สารที่ได้จากการหมักสาหร่ายสีเขียวสายพันธ์ Chlorella สาหร่ายนี้มีรายงานการวิจัยกล่าวถึงผลในการ Anti-aging โดยมีผลต่อการทำงานของ Antioxidant enzyme ในเซลล์ Fibroblast (BMC Complement Altern Med. 2013; 13:210.)

-Portulaca oleracea extract สารสกัดจากคุณนายตื่นสาย มีรายงานเกี่ยวกับฤทธิ์กระตุ้นการสมานแผล (Wound healing) (J Ethnopharmacol. 2003; 88(2-3):131-6.) ลดการอักเสบ (J Ethnopharmacol. 2000; 73(3):445-51.) และมีคุณสมบัติเป็น Antioxidant (J Med Plants Res. 2011; 5(9):1589-1593)

-Hydrolyzed collagen Collagen เป็นเส้นใยที่ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นให้แก่ผิวหนัง Hydrolyzed collagen เป็นคอลลาเจนที่ผ่านกระบวนการทางเคมีเพื่อให้มีขนาดที่เล็กลง อาจจะดูดซึมเข้าผิวได้บ้าง ขึ้นกับขนาดของมัน ถ้าตัวเล็กๆก็จะดูดซึมได้ ให้ผลช่วยเรื่องความชุ่มชื้นและริ้วรอย แต่ถ้าตัวใหญ่หน่อย ก็จะเคลือบอยู่ภายนอกผิว ให้ผลเพิ่มความชุ่มชื้นกับผิว

-Allantoin สารที่พบในรากคอมเฟรย์ มีประโยชน์ช่วยลดการแพ้ ลดการระคายเคือง และช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่ผิวหนัง มีรายงานการวิจัยสนับสนุนเรื่องคุณสมบัติในการช่วยสมานแผล (Acta Cir Bras. 2010;25(5):460-6.)

-Rosmarinus officinalis extract คือ สารสกัดจากโรสแมรี่ มีรายงานเกี่ยวกับฤทธิ์ต้านการอักเสบ (J Agric Food Chem. 2011; 59(8):3674-85.) Antioxidant (Nat Prod Res. 2008; 22(1):76-90.) และมีผลฆ่าเชื้อแบคทีเรีย/ราบางชนิดได้

-Oryza sativa seed water คือ น้ำที่ได้จากข้าว ปกติถ้าเป็นข้าวสายพันธ์ที่มีสี เช่น ข้าวแดง ข้าวดำ ก็จะให้ผลเป็น Antioxidant ที่ดี แต่ถ้าเป็นข้าวขาว ก็จะช่วยเรื่องความชุ่มชื้น การลดการคายเคือง และช่วยให้ความรู้สึกสบายผิว

-Betaine อนุพันธ์ของกรดอะมิโน Glycine มีชื่อทางเคมีว่า Trimethylglycine พบในหัวบีท มีคุณสมบัติเพิ่มความชุ่มชื้น ลดการระคายเคือง และช่วยให้สัมผัสที่ดีเวลาทา

-Camellia sinensis powder คือ ผงของชา คาดว่าน่าจะใช้ตอนเตรียมน้ำชา

-Salicylic acid เป็นสารในกลุ่ม BHA สารกลุ่มนี้ละลายได้ดีในไขมัน มีผลช่วยลดไขมันอุดตัน ลดการเกิดสิว ลดการอักเสบ และช่วยเรื่องการผลัดผิว ข้างกล่องบอกว่าใส่มา 0.2%

-Citric acid เป็นสารในกลุ่ม AHA สารกลุ่มนี้ละลายได้ดีในน้ำ มีผลช่วยผลัดผิว และเพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่ผิว ข้างกล่องบอกว่าใส่มา 0.5%

2.Base หลักๆคือน้ำชา ร่วมกับสารดึงน้ำอย่าง Glycerin และ 1,2-Hexanediol สารตัวนี้สามารถระงับการเจริญของเชื้อได้ด้วย

3.Additives มีค่อนข้างน้อยชนิด ได้แก่

3.1สารปรับ pH คือ Sodium hydroxide ตัวนี้เราเห็นว่าเค้าใส่ เราอย่าไปคิดว่ามันจะอันตรายอย่างนั้นอย่างนี้ สรรพสิ่งทุกอย่างในโลกนี้ล้วนมีอันตราย ถ้าใช้ในความเข้มข้นสูงๆ อันนี้ใส่มาแค่ปรับ pH ใส่มาน้อยนิด จนแทบจะไม่ได้มีผลอะไรกับผิว ลองดูจากค่า pH ก็ได้ แค่ราวๆ 4-5 เอง เพราะฉะนั้นไม่ต้องวิตกกับ Sodium hydroxide หรือพวก Potassium hydroxide ในสูตรเครื่องสำอาง

3.2Emulsifier มี PEG-40 Hydrogenated castor oil ใช้เป็นตัวทำให้สารละลายใส มีผลเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิวได้ด้วย

3.3Preservative นับ 1,2-Hexanediol ที่เป็นสารดูดน้ำไว้ด้วย ร่วมกับสารจับโลหะ EDTA

ถึงเวลาให้คะแนน

1.Actives ตัวผลิตภัณฑ์มีชื่อว่า BHA Music toner แต่ไม่ได้มีแค่ BHA มีเสริมมาด้วย AHA สารสกัดจากพืชต่างๆ น้ำชาที่มีประโยชน์เรื่อง Antioxidant และ Tannin และสารสกัดจาก Portulaca ที่ช่วยลดการอักเสบ และช่วยสมานแผล โดยรวมจึงถือว่าเหมาะมากกับการดูแลสิว แต่ถึงไม่มีสิวก็ใช้ได้ เพราะส่วนผสมชุดนี้ช่วยเรื่องการผลัดผิวแบบอ่อนโยน ด้วยส่วนผสมของ AHA 0.5% กับ BHA 0.2% ทำให้เราสามารถใช้ได้ทุกวันเพื่อขจัดสิ่งสกปรกที่อุดตันในรูขุมขน แต่ถ้าเป็นไปได้ ก็ยังอยากได้ Antioxidant เสริมเข้ามาอีกซักตัว น่าจะสมบูรณ์แบบเลย จุดนี้จึงขอให้ 4 ฟลาสก์

2.Base หลักๆเป็นน้ำ และไม่ใช่น้ำธรรมดา แต่เป็นน้ำชา ไม่มีน้ำมัน ไม่มีซิลิโคน ไม่มีแอลกอฮอล์ ซึ่งส่วนมากผลิตภัณฑ์ที่ออกแบบมาสำหรับดูแลเรื่องสิว หรือผิวอุดตัน มักจะมี Alcohol เพื่อช่วยละลายไขมัน แต่สูตรนี้ไม่มี ทำให้คนผิวแห้งที่ผิวไม่เรียบ สามารถเอามาใช้ได้ด้วย จุดนี้ขอให้ 5 ฟลาสก์

3.Additives เรียกได้ว่ามีค่อนข้างน้อยชนิด ไม่มีน้ำหอม ไม่มีพาราเบน ไม่มีซิลิโคน ไม่มี Surfactant รุนแรง จึงนับว่าค่อนข้างเป็นมิตรกับผิว แล้วก็ไม่รู้จะไปหักคะแนนอะไร ก็เลยขอให้ 5 ฟลาสก์

4.การใช้งาน ตัวโทนเนอร์ทำความสะอาดผิวได้หมดจด ขนาดว่าล้างหน้า 3 ขั้นตอน คือ Cleansing water, oil และ Foam ใช้โทนเนอร์นี้เช็ดยังสามารถเอาอะไรบางอย่างออกมาจากผิวได้อีก ซึ่งโทนเนอร์ตัวเก่าไม่ได้เป็นแบบนี้ หลังจากใช้มาได้เกือบๆสองอาทิตย์ พบว่าผิวเรียบเนียนขึ้น ผิวที่แตกลอกเป็นขุยลดลง สิวหินบนหน้าผาก ก็หายไป แล้วก็ช่วยให้แต่งหน้าได้เรียบเนียนขึ้น จุดนี้ขอให้ 5 ฟลาสก์เช่นกันค่ะ

 

bha 8

 

ยังไม่จบค่ะ ขอเอาภาพที่ไม่น่าชมเท่าไหร่มาให้ชมค่ะ เป็นสำลีที่เช็ดหลังจากล้างหน้าจนสะอาดแล้ว

ปกติมี่จะเป็นคนล้างหน้า 3 step ค่ะ เริ่มจาก Cleansing water, Cleansing oil และก็ Foam ล้างหน้าค่ะ

สมัยก่อนพอเช็ดโทนเนอร์ก็ไม่ได้มีอะไรติดมากับสำลี จนกระทั่งได้มาใช้โทนเนอร์ตัวนี้

 

bha 9

 

จะเห็นว่ายังมีสีน้ำตาลอ่อนๆ หลุดออกมาด้วยค่ะ

อีกรูปขอเปรียบเทียบผิวจริงให้ดูค่ะ ก่อนใช้ กับหลังใช้ 2 อาทิตย์ อาจจะน่ากลัวนิดนึง กล้องไอโฟนเก็บรายละเอียดได้ชัดกว่าที่ตาเห็นอีกค่ะ ตัวเองยังกลัวเลย (ฮาาา)

 

ก่อนใช้ vs หลังใช้-edit

 

 

ก่อนใช้ ผิวแห้งและลอกเยอะมาก มีสิวหินเม็ดเล็กๆ อยู่สองเม็ด พอใช้ไปเรื่อยๆ ผิวก็หายลอก แต่งหน้าได้ดีขึ้น จนเกือบครบสองอาทิตย์ สิวหินเม็ดนั้นก็หายไป และรอยแดงบนใบหน้าก็น้อยลง

ปล. แสงตอนที่ถ่ายอาจจะไม่เท่ากันค่ะ จริงๆไม่ได้ขาวขึ้นนะคะ

นี่ก็เลยเป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่รักมาก เพราะช่วยเอาสิวหินที่ดักดานอยู่บนหน้ามาเกือบครึ่งปีออกไปได้

สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เวบไซต์ Derm Skin Store เลยนะคะ

ลิงค์ …. http://www.dermskinstore.com/
ขอบคุณค่ะที่ติดตามมาจนจบ แล้วพบกันใหม่โอกาสหน้า สวัสดีค่ะ

 

รีวิววิเคราะห์ส่วนผสมน้ำแร่พลังงาน (Harmonized water) Osmosis Clear plus+ activating hydration mist

รีวิววิเคราะห์ส่วนผสมน้ำแร่พลังงาน (Harmonized water) Osmosis Clear plus+ activating hydration mist

สวัสดีค่ะพี่ๆน้องๆเพื่อนๆชาวจีบันทุกๆท่าน

วันนี้มี่จะมารีวิวมิสท์ตัวหนึ่งที่เป็นเวชสำอางจากทางฝั่งอเมริกาให้รับชมกันค่ะ

ผลิตภัณฑ์นี้มีคอนเซปท์สวยๆว่า “Beautiful skin starts within”

แปลว่า ผิวสวยต้องเริ่มจากภายใน แปลแบบสวยๆละเอียดๆก็คือ ต้องบำรุงผิวจากภายใน ถึงจะสวย

อีกคอนเซปท์ก็คือ “Doctor developed + Clinically proven + Natural solutions”

คือเป็นเครื่องสำอางที่พัฒนามาโดยแพทย์ผิวหนัง ผ่านการทดสอบประสิทธิภาพเชิงคลินิก และเน้นไปที่วัตถุดิบจากธรรมชาติ ซึ่งก็ถือว่าค่อนข้างเด่นและแปลกใหม่ดี

ก่อนจะไปดูรีวิว มีหลายคนถามเข้ามาเยอะเลยค่ะว่า Mist เนี่ย จำเป็นไหม และควรใช้บ่อยมากน้อยแค่ไหน วันนี้จะมาตอบให้นะคะ

Mist เดี๋ยวนี้มีหลายรูปแบบค่ะ ทั้งการเล่น Packaging เป็นขวดสเปรย์แบบละอองฝอย การเล่นรูปแบบ เป็นเจลลี่มิสท์ เป็นสปาร์คกลิงมิสท์ เมคอัพมิสท์ แต่มิสท์ส่วนใหญ่จะมาในรูปแบบของสารละลายใสๆ ให้ผลเพิ่มความชุ่มชื้น ผ่อนคลายความเหนื่อยล้า คืนความสดชื่นให้กับผิวค่ะ

ทั้งนี้ทั้งนั้น Mist หลายๆแบรนด์ก็มี Alcohol เพื่อให้เวลาฉีดแล้วแห้งระเหยไว ไม่เยิ้มไม่ไหล แต่ก็จะไม่เหมาะใช้บ่อยๆค่ะ เพราะผิวอาจจะแห้งได้

สำหรับความจำเป็น ส่วนตัวมี่ มี่จัดอันดับ Mist ไว้เป็น 1 ใน 3 สิ่งที่ควรพกติดกระเป๋าเลยค่ะ 3 สิ่งนั้นก็ได้แก่ Hand cream, Lip balm และก็ Mist นี่แหล่ะ

เราเข้าเรื่องของเรากันดีกว่าค่ะ ผลิตภัณฑ์ที่จะรีวิววันนี้ก็คือ Osmosis mD Clear plus+ activating hydration mist ค่ะ

รูปร่างหน้าตาค่ะ

IMG_1176-re

บรรจุมาในภาชนะพลาสติกที่หนามาก หนาจนคิดว่าเป็นแก้ว ฝาดูมั่นคงแข็งแรง ใส่ในกระเป๋าสะพาย วิ่งไปวิ่งมาทั้งวันก็ไม่หกไม่เยิ้มค่ะ แนะนำให้เช็ดปากขวดให้สะอาดหลังฉีดเสร็จนะคะ

ลักษณะของขวดสเปรย์อันนี้เวลากดจะออกมาแบบรุนแรงนิดนึง ไม่ได้มาเป็นไอน้ำ วิธีการฉีดก็คือ ฉีดในแนวเฉียง 45 องศา ให้เป็นละอองในอากาศ แล้วเอาหน้าไปรับค่ะ หรือจะฉีดใส่หน้าตรงๆเลยก็ได้

ฉีดครั้งละ 3-5 กดนะคะ หลังจากนั้นก็กดเบาๆ จนซึมหมด

ทีนี้ตอนกลางวันเราก็ฉีดได้อีกค่ะ ฉีดแล้วก็เอากระดาษทิชชู่มากดๆเบาๆ หลังจากหน่ามันเยิ้มและโทรม มาทั้งวัน ก็จะทำให้เมคอัพนั้นฉ่ำเหมือนพึ่งแต่งมาเมื่อกี๊นี้ค่ะ

ลักษณะเนื้อของสารละลายข้างในเป็นน้ำใสๆ เหมือนจะไม่มีสี มีกลิ่นเป็นแนวๆ Citrus ดูดซึมได้ค่อนข้างเร็วค่ะ แล้วพอซึมหมดจะรู้สึกหนึบๆนิดนึง แต่ก็ไม่ได้มากอะไร และแค่ประมาณห้านาทีความรู้สึกนี้ก็จะหายไปค่ะ

IMG_1178-re-horz-re

ลองดูค่า pH กันก่อนนะคะ
IMG_1181-re
จะเห็นว่าค่า pH อยู่ราวๆ 5-6 ซึ่งก็ถือว่าโอเคค่ะ เป็นมิตรกับผิวดี

ปล. ถ้วยข้างหลังนั่น เอามาฉีดมิสท์ไว้ แล้วค่อยเอากระดาษไปจุ่มค่ะ จะได้ไม่ปนเปื้อน pH จากมือ จะสเปรย์ใส่กระดาษเลยก็เสียดาย

มาดูส่วนผสมดีกว่าค่ะ

IMG_1177-re

ส่วนผสมจากรูปไม่ค่อยชัดเลยพิมพ์ให้นะคะ

Aqua (Harmonized water), Leuconostoc/Radish root ferment filtrate, Plankton extract, Sodium hyaluronate, Potassium hydrolyzed polygamma-glutamate, Acetyl tetrapeptide-5, Saccharide isomerate, Glycerin, Camellia sinensis leaf extract, Sodium carboxymethyl betaglucan, Panthenol, Citrus bergamia oil, Oleth-10, Potassium sorbate, Citric acid

ปกติเราแบ่งส่วนประกอบในผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางเป็น 3 หมวดหลักๆ คือ

1.Actives หรือ สารออกฤทธิ์ เป็นสารที่ทำให้เครื่องสำอางมีคุณสมบัติพิเศษต่างๆ

2.Base หรือ ส่วนเนื้อของผลิตภัณฑ์ เป็นตัวอุ้มและเก็บสารออกฤทธิ์ไว้

3.Additives หรือ ส่วนของสารเติมแต่ง เป็นตัวเติมแต่งให้ผลิตภัณฑ์มีความน่าใช้ มีความปลอดภัย เช่น พวกสารกันเสีย พวกน้ำหอม พวกซิลิโคน ตัวเพิ่มความหนืด ฯลฯ

เรามาดูไปทีละส่วนกันเลยนะคะ

1.Actives ได้แก่

-Leuconostoc/Radish root ferment filtrate สารที่ได้จากกระบวนการหมัก Radish root ด้วยจุลินทรีย์ Leuconostoc ซึ่งเป็นจุลินทรีย์กลุ่ม Lactic acid bacteria เช่นกัน Radish เป็นพืชใน Genus Raphanus ซึ่งมีงานวิจัยกล่าวถึงคุณสมบัติในการเป็น Antioxidant (Nat Prod Res. 2012;26(6):557-63.) การหมักด้วยจุลินทรีย์ทำให้เกิดกระบวนการ Bioconversion เปลี่ยนแปลงสารพฤกษเคมีในพืชให้มีโครงสร้างเล็กลง ออกฤทธิ์ง่ายขึ้น สำหรับข้อมูลจากผู้ผลิตชี้ว่า สารนี้มีคุณสมบัติระงับเชื้อจุลินทรีย์ต่างๆ มี peptide ช่วยปรับสภาพผิว และเพิ่มความชุ่มชื้น (Leucidal liquid)

-Plankton extract สารสกัดจากแพลงค์ตอน มีหลายสายพันธุ์ แต่ละสายพันธ์ก็แตกต่างกันไป คุณสมบัติรวมๆของสารสกัดแพลงค์ตอน คือเพิ่มความชุ่มชื้นและให้คุณสมบัติสบายผิว (Soothing)

-Sodium hyaluronate มีบทบาทเกี่ยวกับการเพิ่มความชุ่มชื้น ช่วยอุ้มน้ำ ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นให้แก่ผิว

-Potassium hydrolyzed polygamma-glutamate สารที่ได้จากการย่อย Polygamma-glutamic acid ซึ่งปกติ Polyglutamic acid เป็นสารที่ช่วยเรื่องการจับน้ำให้ผิว และช่วยเรื่องของการเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกัน เมื่อผ่านกรรมวิธีการย่อย ก็จะมีขนาดที่เล็กลง ทำให้การดูดซึมเข้าสู่ผิวดีขึ้น สารนี้ผู้ผลิตวัตถุดิบ Claim ว่า สามารถเพิ่มปริมาณของ Hyaluronic acid และสาร NMF ซึ่งเป็นตัวดึงน้ำให้ผิวตามธรรมชาติ เมื่อทดสอบในเซลล์ผิวที่เพาะเลี้ยงในหลอดทดลอง และสามารถยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ Hyaluronidase ที่เป็นตัวไปย่อยทำลาย Hyaluronic acid ในผิว ช่วยอุ้มน้ำและให้ความรู้สึกสบายผิว

-Acetyl tetrapeptide-5 เป็นเปปไทด์ที่มีฤทธิ์ลดการบวมน้ำ เพิ่มความยืดหยุ่น ความนุ่มเนียน และความชุ่มชื้นให้แก่ผิว

-Saccharide isomerate สารประเภทคาร์โบไฮเดรต มีชื่อทางการค้าว่า Pentavitin ผู้ผลิต Claim ว่าสามารถไปจับกับกรดอะมิโน Lysine ของ Keratin ในผิว แล้วให้คุณสมบัติเป็นสารดูดน้ำ อุ้มน้ำ รักษาความชุ่มชื้นไว้ได้ยาวนาน ไม่ถูกล้างออกไปได้ง่ายๆเหมือน moisturizer อื่นๆ

-Camellia sinensis extract คือ สารสกัดจากชาเขียว มีประโยชน์เป็น Anti-oxidant และในชาเขียวยังมีสารประกอบกลุ่ม Cathechin อีกหลายชนิดที่มีฤทธิ์ทางชีวภาพหลายๆประการ

-Panthenol โปรวิตามินบี 5 มีคุณสมบัติเป็นสารเพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่ผิว โดยตัวมันเองสามารถซึมเข้าสู่ผิวและดูดน้ำเข้ามาเก็บไว้กับตัวเอง นอกจากนี้ยังมีคุณสมบัติอื่นๆ เช่น ลดการอักเสบ เพิ่มการแบ่งตัวของเซลล์ผิว ช่วยเรื่องการสมานแผล และลดริ้วรอย ซึ่งคุณสมบัติในการเป็น Moisturizer ของ Panthenol มีรายงานตีพิมพ์รองรับ คือ สามารถช่วยเพิ่มความสมบูรณ์ของผิวหนัง ช่วยลดการระเหยของน้ำออกจากผิว รักษาความชุ่มชื้นให้ผิวได้ (J Cosmet Sci. 2011; 62(4):361-70.)

2.Base หลักๆเป็นส่วนของน้ำ และสารอื่นๆที่ละลายในน้ำ ได้แก่ น้ำที่เป็น Harmonized water ซึ่งก็คือ น้ำที่มีการปรับจูนความที่ให้มันสอดคล้องและไปเกิดการ Resonance กับโครงสร้างในผิว ซึ่งแบรนด์ Claim ว่า ความถี่นี้จะให้ผลเป็น Growth factor สำหรับ Epidermis และ Keratinocyte ซึ่งเป็นเซลล์หลักๆในผิวหนัง และมีคุณสมบัติเป็นตัวยับยั้งเชื้อแบคทีเรีย รา และไวรัสค่ะ ใส่มาร่วมกับ Glycerin ซึ่งเป็นสารจับน้ำให้ผิว

3.Additives ได้แก่

3.1สารเพิ่มความหนืด ได้แก่ Sodium carboxymethyl betaglucan ซึ่งมีคุณสมบัติเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิวได้ รวมถึงช่วยเสริมภูมิคุ้มกันให้ผิวได้ด้วย

3.2Emulsifier มี Oleth-10 เป็นตัวผสานให้สารที่ละลายน้ำมันอยู่ในน้ำได้

3.3Preservatives ได้แก่ Potassium sorbate

3.4สารปรับ pH ได้แก่ Citric acid ที่สามารถเป็นตัวจับโลหะได้ด้วย

3.5สารแต่งกลิ่น ใช้ Citrus bergamia oil คือ Bergamot oil หรือ มะกรูดฝรั่ง ปกติถ้ามองตามหลัก Aromatherapy พวกน้ำมันหอมระเหยจะมีคุณสมบัติพิเศษให้ผิวด้วย โดยน้ำมันมะกรูดสามารถช่วยเรื่องควบคุมความมันได้ ปกติน้ำมันจาก Citrus จะมีความเสี่ยงเรื่องการแพ้แดด ตัวนี้ก็เช่นกัน จึงควรระวังการใช้ในตอนกลางวัน แล้วไม่ทากันแดดก่อน

ถึงเวลาให้คะแนน

1.Actives หลักๆเน้นไปที่ผลเพิ่มความชุ่มชื้น และให้ความรู้สึกสบายผิว จากสารหลายๆตัว มีเสริมด้วย Antioxidant จากชาเขียว มีการใช้ Peptide ซึ่งเป็นสารที่ค่อนข้างดูมีราคาค่างวดอยู่ สารอื่นๆบางตัวก็เป็นชนิดพิเศษที่ไม่ค่อยได้พบเห็นทั่วไป ซึ่งก็ถือว่าเป็นจุดเด่นจุดหนึ่ง จุดนี้จึงขอให้ 5 ฟลาสก์

2.Base มีส่วนผสมของน้ำที่ปรับความถี่ให้เหมาะสมกับผิว ถ้าถามเรื่องความถี่ของน้ำกับความถี่ของผิว หลายๆคนอาจจะคิดว่าเป็นสิ่งที่พิสูจน์ได้ยาก แต่ทางญี่ปุ่นเขาทำวิจัยเกี่ยวกับน้ำค่อนข้างเยอะ สุดท้ายเขาพบว่าโครงสร้างของผลึกของน้ำในแต่ละแหล่งน้ำแตกต่างกัน น้ำในเมืองมีโครงสร้างผลึกที่วุ่นวายยุ่งเหยิง ส่วนน้ำในธารน้ำตามธรรมชาติในหุบเขามีผลึกที่สวยงาม รวมถึงการเปิดเพลงคลาสสิคและเพลงรอค ให้น้ำฟัง ก็ทำให้น้ำมีผลึกที่แตกต่างออกไป โดยเพลงรอคทำให้ผลึกน้ำเสียหาย ส่วนเพลงคลาสสิคทำให้น้ำเรียงตัวเป็นผลึกที่สวยงาม เขาคาดว่าน้ำที่มีโครงร่างผลึกสวย จะให้ผลที่ดีกับผิว ช่วงก่อนบ้านเราก็แอบดังนะ น้ำพลังงาน MRET ก็เห็นขายกันพักนึง แต่ก็เงียบไปค่ะ ส่วน Glycerin ที่ใสมาเป็นตัวดูดน้ำให้แก่ผิว ไม่มีส่วนผสมของ Alcohol น้ำมัน และซิลิโคน จุดนี้ขอให้ 4 ฟลาสก์ เพราะยังมีสารดูดน้ำแค่ตัวเดียวอยู่ น่าจะมีมาเสริมอีกนิดนึง

3.Additives มีเท่าที่จำเป็น เหมือนตามคอนเซปท์ของเวชสำอางทั่วไป ที่จะไม่ใส่สารมาเยอะแยะ เพราะยิ่งมีสารเยอะ ก็ยิ่งเสี่ยงแพ้ได้ จุดนี้ไม่มี Parabens ไม่มีซิลิโคน ไม่มีน้ำหอม แต่มีน้ำมันจากมะกรูด ปกติไม่ค่อยแพ้ แต่ต้องระวังว่าถ้าใช้แล้วไม่ได้ทากันแดด อาจจะแพ้แดดได้ จุดนี้ขอให้ 4 ฟลาสก์

4.ความพึงพอใจในการใช้งาน หลังจากลองใช้มาได้เดือนกว่าๆ ก็กลายเป็นสมบัติติดกระเป๋าตังไปเลยทีเดียว เพราะสามารถฉีดทับเมคอัพได้โดยที่เมคอัพไม่เลอะ ช่วงก่อนหน้าหนาว ผิวลอก ก็ได้อันนี้แหล่ะ มาคอยฉีดๆ ลดอาการหน้าตึงไปได้เยอะเลย ติดตรงกลิ่นนิดนึง แต่ก็ไม่ถึงกับว่าจะอะไรมากมาย จุดนี้จึงขอให้ 5 ฟลาสก์

คะแนน osmosis

สุดท้ายนี้ขอขอบคุณบริษัท DermaMD ที่ช่วยเปิดหูเปิดตาให้รู้จักกับเวชสำอางดีๆหลายแบรนด์ และที่ส่งผลิตภัณฑ์ดีๆมาให้มี่ได้ทดลองใช้ค่ะ

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติม สามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ทางเวบไซต์ http://www.dermskinstore.com/ เลยนะคะ

ขอบคุณที่รับชมมาจนจบค่ะ