Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสมเซรั่ม antioxidant สุดปังของ Dr.Different กับเซรั่ม CEQ antioxidant serum

สวัสดีค่ะ

วันนี้มี่มีรีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสมผลิตภัณฑ์เด็ดอีกตัวจากแบรนด์ Dr.Different มาฝากกันค่ะ

ตัวที่จะนำมารีวิววันนี้เป็นเซรั่ม Antioxidant สูตรพิเศษที่ทางแบรนด์ Dr.Different คัดเลือกเอาส่วนผสมชั้นดีหลายๆ ตัวมารวมกันไว้ในขวดเดียว มาในเบสที่เป็นมิตรกับผิว และความพิเศษคือ นางสามารถจับเอาวิตามินที่ละลายน้ำมันมารวมกันไว้ในเซรั่มเบสน้ำเนื้อบางเบาใสกิ๊กได้

เซรั่มที่ว่ามีชื่อว่า CEQ Antioxidant serum ที่มีส่วนผสมหลักคือ วิตามินซี (15%) วิตามินอี และ โคเอนไซม์ Q10 ค่ะ

หน้าตามาในกล่องแบบนี้นะคะ

ตัวนี้ที่บริษัทนำเข้ามาจำหน่ายในบ้านเราจะมีทั้งรุ่นที่เป็นกล่อง ภายในมี 3 ชุด และรุ่นกล่องเดี่ยว นะคะ

ส่วนนี้จะเป็นด้านในของกล่อง 3 ชุดค่ะ

กล่องเดี่ยวก็จะมีหน้าตาประมาณนี้

ด้านในก็จะมีการแยกชิ้นส่วนออกเป็น 2 ส่วนค่ะ

ซึ่งจุดนี้ส่วนตัวชอบมากๆ เป็นกรณีพิเศษ เพราะว่าสารกลุ่ม Antioxidant พวกนี้มักจะมีความ Sensitive ต่อออกซิเจนในอากาศ การใช้แพคเกจที่เป็นแก้ว มีฝาเป็นอลูมิเนียมแบบนี้จะช่วยลดการผ่านเข้าออกของอากาศได้ดีกว่าพวกพลาสติก และเวลาใช้งาน ถ้าเราเปิดทิ้งไว้นานๆ มันก็จะเสื่อม ดังนั้นการ repack มา pack น้อยๆ pack ละ 10 ml ก็จะดีกว่าในแง่ของความคงตัวค่ะ

พอจะใช้งานก็ค่อยมาประกอบร่าง กลายร่างเป็นแบบนี้

อีกความปังที่ชอบคือ ด้วยความที่น้องตัวเล็ก เวลาเราจะวางบางทีมันก็จะล้มเนาะ เราสามารถที่จะเอาตัวน้องกดลงไปยังรอยปรุด้านหลังให้วางได้ง่ายขึ้นค่ะ

เนื้อเซรั่มเป็นแบบน้ำใส สีออกเหลืองอมส้ม ส่วนตัวคาดว่าน่าจะเป็นสีของ Coenzyme Q10 ที่มีสีเหลืองตามธรรมชาติ

ในด้านกลิ่นนางจะมีกลิ่นของวัตถุดิบอยู่นิดหน่อย เพราะทางแบรนด์ไม่ได้ใส่น้ำหอม

ส่วนเรื่องสัมผัสนั้น นางเกลี่ยได้ง่าย ซึมไว แห้งไว ไม่เหนอะหนะหนักผิว

ในการวัดค่า pH อาจจะมีผลรบกวนจากสีของเนื้อเซรั่มอยู่บ้างนะคะ ได้ค่า pH อยู่ที่ราวๆ 3 – 4 ซึ่งเหมาะกับสูตรที่มีวิตามินซีนะคะ (ในจุดนี้ทางแบรนด์เคลมไว้ที่ 3.5 ค่ะ)

แน่นอนว่า ถ้าไม่ได้ทำการทดสอบ ก็ไม่ใช่ Dr.Different แล้วค่ะ

คราวนี้หมอ Lee แกไปลองทดสอบเปรียบเทียบฤทธิ์ต่อต้านอนุมูลอิสระ DPPH เทียบกับแบรนด์ S แบรนด์ดัง พบว่า ได้ค่าความสามารถในการต่อต้านอนุมูลอิสระที่ไม่ต่างกันนะคะ

(Image from Dr.Different)

สำหรับส่วนผสมเป็นดังนี้ค่ะ

ในภาพรวม CEQ เป็นเซรั่มที่มาในเบสแบบน้ำ ไม่มีส่วนผสมของน้ำมัน ซิลิโคน และ แอลกอฮอล์

ส่วนของสารบำรุงวันนี้ทำไว้หลายสี ในภาพรวมคือเน้นไปในเชิงของด้าน Antioxidant แบบรัวๆ รองลงมาจะเป็นด้านชุ่มชื้น การลดการระคายเคืองให้ความรู้สึกสบายผิว และริ้วรอย

มาดูสารบำรุงกันดีกว่านะคะ

  • สีฟ้า เป็นเหล่าบรรดาวิตามินต่างๆ ได้แก่ วิตามินซี อี และโคเอนไซม์ คิวเทน (Ubiquinone) ซึ่งเป็นที่มาของชื่อเซรั่ม CEQ เสริมมาด้วยวิตามินบี 5 และสารอื่นๆ อีกหลายชนิด ขอกล่าวถึงคุณสมบัติของวิตามินต่างๆ สักเล็กน้อยค่ะ
    • วิตามินซี นางเด่นในด้านของการเป็น Antioxidant ชะลอวัย การลดการอักเสบระคายเคือง ปกป้องผิวจากรังสี UV เป็นส่วนหนึ่งของการสังเคราะห์คอลลาเจน และมีประโยชน์ในเชิงด้าน Whitening
      โดยวิตามินซีที่ใช้ใน CEQ เป็นรูปแบบ Ascorbic acid ที่พบได้ในธรรมชาติ เมื่อนำมาใส่ในตำรับที่มีค่า pH ราวๆ 3 – 4 (บนเว็บเกาหลีเคลมว่า 3.5) ก็จะมีความคงตัวที่ดี และมีรายงานว่าสามารถดูดซึมผ่านผิวได้ โดยรูปแบบนี้มีจุดเด่นคือสามารถออกฤทธิ์ได้เลยโดยไม่จำเป็นต้องแปรสภาพโดยผิวก่อน
    • วิตามินอี เป็น Antioxidant ที่ละลายได้ในไขมัน ทำงานร่วมกับวิตามินซีที่ละลายได้ในน้ำ ซึ่งผิวเรามีทั้งน้ำและน้ำมัน การได้ทั้ง C และ E ก็จะช่วยเสริมกัน และนอกจากนี้ก็มีหลายๆ แหล่งข้อมูลกล่าวว่า วิตามิน C และ E สามารถที่จะช่วย Recycle ซึ่งกันและกันได้
    • โคเอนไซม์ คิวเทน เป็น Antioxidant ที่ละลายได้ในน้ำมันเช่นกัน นางเด่นในแง่ของการชะลอวัย และเสริมการสร้างพลังงานของผิว ให้ผิวทำงานได้ปกติ
    • วิตามินบี 5 ตัวนี้เด่นในแง่ของการลดการระคายเคือง และเพิ่มความชุ่มชื้น รวมไปถึงเสริมคุณสมบัติในการฟื้นฟู Barrier ของผิวตามธรรมชาติ
  • สีเขียว Ferulic acid ตัวนี้เป็นสารกลุ่ม Phenolic ที่พบได้ในพืชหลายๆ ชนิด มีรายงานอยู่หลายฉบับว่าการใช้ Ferulic acid ร่วมกับวิตามิน C และ E สามารถเสริมความคงตัว และช่วยปกป้องวิตามินเหล่านี้ให้คงรูปอยู่ได้นาน รวมถึงมีประสิทธิภาพมากขึ้น
  • สีชมพู เป็นกลุ่มของสารเติมน้ำ เพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิว อย่าง Sodium hyaluronate, Trehalose, Sodium PCA และกรดอะมิโน Arginine
  • สีม่วงอ่อน เป็นกลุ่มของสารที่มีประโยชน์ในเชิงของริ้วรอย อย่างสารสกัดจากใบบัวบก Adenosine และ Gluconolactone ที่จัดเป็น Polyhydroxy acid หรือ PHA ที่นอกจากจะเด่นในด้านของการเติมน้ำเพิ่มความชุ่มชื้น และ ผลัดผิวแบบอ่อนๆ แล้ว ยังมีประโยชน์ในด้านของการดูแลปัญหาสิวไปในตัว แต่ในจุดนี้อาจจะต้องดูความเข้มข้นในตำรับอีกที
  • สีน้ำเงิน มีอยู่ 2 ตัว ได้แก่ Fullerene และ Ectoin
    • Fullerene เป็นการจัดเรียงตัวในรูปแบบพิเศษของธาตุคาร์บอน ที่เรียงตัวในรูปแบบทรงกลม ประกอบด้วยคาร์บอน 60 หน่วย บางที่เรียกว่า C60 ตัว Fullerene นี้เป็นวัตถุดิบหนึ่งที่กวาดรางวัลมาเยอะมากๆ เป็นสารสิทธิบัตรจากประเทศญี่ปุ่น ที่มีคุณสมบัติเป็น Antioxidant ที่ดี มีรายงานการวิจัยสนับสนุนถึงประสิทธิภาพในการกระชับรูขุมขน (J Nanobiotechnology. 2014;12:6.) มีประโยชน์ในการดูแลปัญหาสิว โดยไปลดการอักเสบ และลดการหลั่งน้ำมันออกมาจากรูขุมขน (Nanomedicine. 2011;7(2):238-41.) และด้วยความที่นางเป็น Antioxidant ที่ดี นางเลยมีประโยชน์ในด้านของการชะลอวัย ป้องกันการเกิดริ้วรอยก่อนวัยอันควร
    • Ectoin ตัวนี้เคยกล่าวถึงอยู่หลายครั้ง นางเป็นวัตถุดิบที่หลังๆ มานี้มีคนให้ความสนใจนางเยอะมากๆ Ectoin เป็นสารที่พบในแบคทีเรียบางสายพันธ์ที่อาศัยอยู่ในสภาพแวดล้อมที่แสนจะโหดร้าย ทำหน้าที่ปกป้องตัวแบคทีเรียจากอันตรายภายนอก หลักๆ คือ นางช่วยปกป้องผิวเราจากมลภาวะ รังสี UVA UVB รวมถึงสารอันตรายต่างๆภายนอก มีการทดสอบในระดับหลอดทดลงพบว่าเมื่อให้ Ectoin ไปในเซลล์เพาะเลี้ยง ก่อนเอาไปฉายรังสี UV พบว่าช่วยปกป้องไม่ให้เซลล์เพาะเลี้ยงเหล่านี้ตายไป (Skin Pharmacol Physiol. 2004; 17(5):232-7.)

สำหรับส่วนผสมอื่นๆ ที่แอบกังวลคือ น้ำมันหอมระเหยจากเปลือกของพืชในตระกูล Citrus ซึ่งอาจจะทำให้เกิดอาการไวต่อแสงได้ แต่ส่วนตัวใช้ทั้งเช้าเย็นมาเกือบๆ 2 อาทิตย์ ก็ไม่ได้พบปัญหาอะไรนะคะ

มาให้คะแนนกันดีกว่าค่ะ

  1. สารบำรุง หรือ Actives ทางแบรนด์เลือกมาได้ค่อนข้างดี เสริมกันไปเสริมกันมา ช่วยกันปกป้องซึ่งกันและกันได้อย่างลงตัว และยังเสริมสารลดการระคายเคืองที่อาจจะเกิดได้เองตามธรรมชาติ จากตัวของวิตามินซีเองและยังเสริมพวกสารที่ดูแลเรื่องความชุ่มชื้น กับปัญหาด้านริ้วรอยไปพร้อมๆ กัน จุดนี้ขอให้ไป 5 ฟลาสก์
  2. ส่วนผสมอื่นๆ ในแง่ของเบส มาในเบสแบบน้ำ ปราศจาก แอลกอฮอล์ น้ำมัน และ ซิลิโคน สารปรุงแต่งต่างๆ เลือกมาแต่ชนิดที่มี Profile ค่อนข้างดี เป็นมิตรกับผิว แต่จะมีจุดที่ส่วนตัวรู้สึกกังวลก็คือเรื่องของน้ำมันหอมระเหยจากผิวของ Citrus ซึ่งอาจจะทำให้เกิดภาวะไวต่อแสงได้ในบางคน แต่ส่วนตัวใช้ทั้งเช้าและเย็น ไม่พบปัญหาใดๆ ค่ะ จุดนี้ขอหักคะแนนนิดหน่อย ได้ไป 4 ฟลาสก์
  3. การใช้งาน เซรั่มมาในเนื้อแบบน้ำใส ถ้าเอาลงผิวหน้าเลยในตอนแรกจะต้องใช้เนื้อเซรั่มเปลืองนิดหน่อยกว่าจะเกลี่ยจนฟิน คือชุ่มทั่วหน้า ส่วนตัวเลยใช้หลังจากที่เช็ดโทนเนอร์ไป แล้วหน้ายังชุ่มอยู่ ก่อนจะลงตัวนี้ ก็จะเกลี่ยได้ง่ายขึ้น และใช้เนื้อเซรั่มน้อยลง ก็ชุ่มได้ทั่วหน้าเหมือนกัน ในแง่ของประสิทธิภาพ ส่วนตัวคิดว่า เซรั่ม CEQ นี้เอามาเสริมกับตัว Vita-A ที่เคยรีวิวไว้ก่อนหน้าได้เป็นอย่างดีเลยหละ จุดนี้ขอให้ไป 5 ฟลาสก์

สุดท้ายนี้ต้องขอขอบคุณทางแบรนด์ Dr.Different (สาขาประเทศไทย) ที่ส่งผลิตภัณฑ์ดีๆ มาให้มี่ได้เปิดหูเปิดตา ได้ทดลองใช้ และทุกๆ ท่านที่ติดตามรับชมมาจนจบด้วยนะคะ

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ทางแบรนด์โดยตรงเลยนะคะ

https://www.facebook.com/DrdifferentTH

Disclaimer/conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากทางแบรนด์ Dr.Different การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสม/วัตถุดิบตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล และผู้เขียนไม่ได้มีผลประโยชน์ใดๆในการขายสินค้า โปรดใช้วิจารณญาณ

Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสมครีม Whitening วิตามินรวมจากญี่ปุ่น Shimi AX จากแบรนด์ Kracie

สวัสดีค่ะ

มีผลิตภัณฑ์อยู่ตัวหนึ่งที่มีติดค้างรีวิวทุกคนมานานมากๆ จนใช้หมดไปสองหลอดแล้วก็ยังไม่ได้ฤกษ์นำมารีวิวเสียที

เอาหล่ะ ในที่สุด วันนี้ก็ได้ฤกษ์ รีวิวปิดท้ายวันหยุด ก่อนต้องตื่นไปทำงานแต่เช้ากันในวันพรุ่งนี้

นางก็คือ ครีม #ลูกรักบ้านมียอน Shimi AX จากแบรนด์ Kracie นั่นเองค่ะ

หน้าตาเป็นแบบนี้นะคะ

shimi 1.JPG

หลอดเก่าไป หลอดใหม่มา ตอนนี้หลอดที่สองก็หมด แต่ขอพักสักแป๊บ เพราะของล้นกรุมากๆ 555

 

ตัวหลอดมาแบบเรียบแต่โก้ หรูแต่ง่ายค่ะ

shimi 2

 

จริงๆในบ้านเรามีขายที่ Matsumoto kiyoshi นะคะ แต่มี่สั่งจากเว็บ Dokodemo เอาค่ะ ราคารวมค่าขนส่งแล้วก็ไม่ต่างกันมากนัก

 

คำว่า “Shimi” หรือ しみ เป็นคำที่กำลังอินเทรนด์ของฝั่งญี่ปุ่นเค้าค่ะ แปลว่ารอยเปื้อน แต่ในทางสกินแคร์และบิวตี้ หมายถึง จุดด่างดำ

 

สำหรับเนื้อครีมก็เป็นครีมเนื้อข้นๆหน่อย

shimi 3

ไม่มีกลิ่นค่ะ น่าจะไม่มีส่วนผสมของน้ำหอม

เกลี่ยได้ง่าย ซึมไว ไม่เหนอะหนะ ขัดกับลุคที่ดูข้นๆของนางเลย

shimi 4

 

วันนี้ไม่ได้วัด pH เพราะเนื้อครีมนางไม่เปียกกระดาษ กระดาษเลยไม่เปลี่ยนสีค่ะ

 

สำหรับส่วนผสมวันนี้ มี่ใช้วิธีแกะจากข้างกล่องเอานะคะ เนื่องจากไม่สะดวกไปถ่ายรูปฉลากไทยในร้านจ้า

สผส

ซึ่งจากที่สังเกตมา ทางญี่ปุ่นเขาไม่ได้เรียงลำดับส่วนผสมจากความเข้มข้นมากไปหาน้อยนะคะ แต่จะเอา Active มาขึ้นก่อน ตามด้วยสารที่เป็นเบส หรือ Vehicle ของตำรับค่ะ

 

สำหรับสารบำรุง ที่สำคัญจะเป็นกลุ่มของวิตามินรวม 3 ชนิดหลัก คือ A C E ค่ะ

  • วิตามินเอ เป็นรูปแบบของ Retinyl palmitate ซึ่งถ้าเทียบกับฟอร์มอื่นแล้ว นางก็จะมีการระคายเคืองที่น้อยกว่า แต่กว่านางจะออกฤทธิ์ได้ นางต้องผ่านการแปรสภาพในผิวถึง 3 ขั้นตอน โดยประโยชน์ของวิตามินเอ กับผิวพรรณนั้น ค่อนข้างกว้างค่ะ โดยหลักๆ จะเด่นไปในด้านของริ้วรอย การปรับสมดุลการผลัดผิว ความกระชับและยืดหยุ่นของผิว และสิว
  • วิตามินซี มาในรูปแบบของ Ascorbyl glucoside ซึ่งเป็นรูปแบบที่เอาวิตามินซีมาจับกับน้ำตาล โดยประโยชน์ของวิตามินซี ก็มีหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นในเชิง Whitening, ลดการอักเสบระคายเคือง ต่อต้านอนุมูลอิสระ และ เป็นส่วนหนึ่งของการสังเคราะห์คอลลาเจน
  • วิตามินอี ตัวนี้น่าสนใจนะคะ เป็นรูปแบบของ Tocopheryl nicotinate ซึ่งเป็นสารลูกผสมระหว่างวิตามินอี กับ บี 3 ทางผู้ผลิตวัตถุดิบก็เคลมว่า ถ้านางลงผิว ผิวเราก็จะแปรสภาพจนได้วิตามินอี และ บี 3 ให้ประโยชน์หลายอย่างทั้ง Antioxidant, ลดการอักเสบระคายเคือง และในเชิงด้าน Whitening

antioxidants-06-00020-g001.jpg

(Duncan and Suzuki, . 2017 Mar; 6(1): 20.)

 

สำหรับ Tocopheryl nicotinate นอกจากผลที่กล่าวมาแล้ว นางมีคุณสมบัติในการเสริมการไหลเวียนของเลือดในหลอดเลือดเล็กๆในผิวเสริมมา ซึ่งจริงๆก็มีใช้ในทางยามาซักพักแล้วค่ะ (The American Journal of Clinical Nutrition 1974. 27(10):1110-6)

 

สารบำรุงที่เหลืออยู่ ในส่วนของสีฟ้า คือ

  • Dipotassium glycyrrhizate ตัวนี้ได้มาจากชะเอมค่ะ มีคุณสมบัติในเชิงการลดการอักเสบระคายเคือง
  • Lactobacillus/lotus seed ferment ตัวนี้มีประโยชน์ในด้านชุ่มชื้นเป็นหลักค่ะ

 

และสีเขียว Cholesterol กับ Corn oil เป็นไขมันที่มีประโยชน์กับผิวค่ะ

 

ในส่วนผสมมีการใช้ Paraben เป็นสารกันเสีย แต่ส่วนตัวไม่ได้หักคะแนน Paraben แล้วนะคะ ถ้าใครไม่แพ้สารตัวนี้ นางก็ไม่ได้น่ากลัวอะไรค่ะ

 

มาให้คะแนนกันดีกว่าค่ะ วันนี้ขอให้ 2 หมวด คือ ส่วนผสม และ การใช้งานนะคะ

  1. ส่วนผสม ในส่วนผสมทำมาได้ค่อนข้างดี และลำพังการผสมเอาวิตามิน A C E/B3 เข้าด้วยกันก็เรียกได้ว่า ให้ประโยชน์ในการดูแลผิวได้ครบวงจรแล้วค่ะ เหลือแค่ว่าเราไม่ทราบความเข้มข้นว่าเค้าใช้ในปริมาณเท่าไหร่ จุดนี้ขอให้ 5 ฟลาสก์
  2. การใช้งาน ในตัวครีม เนื้อออกมาค่อนข้างหนัก แต่ก็ไม่ถึงกับเหนียว หรือมันเยิ้ม (มี่ผิวผสม/แห้ง) แต่ด้วยความที่มีวิตามินเอ ส่วนตัวก็จะใช้แค่ตอนกลางคืนนะคะ แม้ว่า Retinyl palmitate จะเสี่ยงแพ้แสงน้อยกว่าตัวที่เป็นรูปแบบยา อย่าง acid แต่ก็ขอเลี่ยงการใช้กลางวันไว้ก่อนค่ะ สำหรับด้าน Whitening ส่วนตัวมองว่า นางค่อยๆปรับสภาพจุดด่างดำให้สีผิวดูสม่ำเสมอขึ้นค่ะ แต่ไม่ถึงกับจะมาแบบขาวขึ้นแบบเว่อร์วังรวดเร็วอะไรทำนองนั้นค่ะ จุดนี้ขอให้ 5 ฟลาสก์

 

คะแนน

สำหรับวันนี้ก็คงต้องขอลากันไปเท่านี้ ขอบคุณทุกท่านที่ติดตามรับชมมาจนจบนะคะ

พบกันใหม่โอกาสถัดไป สวัสดีค่ะ

 

Disclaimer/conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ซื้อด้วยตนเอง การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสมตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล และผู้เขียนไม่ได้มีผลประโยชน์ใดๆในการขายสินค้า โปรดใช้วิจารณญาณ

 

Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสม ซีรั่มวิตามินซีน้องใหม่จากแบรนด์ OMG! Oh my glam Boost C E HYA Serum ซีรั่มที่ใครได้ลองใช้ แล้วต้องร้อง OMG!

สวัสดีค่ะ

วันนี้มี่มีรีวิวซีรั่มวิตามินซีที่น่าสนใจมาฝากกันค่ะ

เป็นซีรั่มวิตามินซีจากแบรนด์ OMG Oh my glam! ที่มีชื่อว่า Boost C E HYA Serum ค่ะ

คอนเซปท์ของแบรนด์ก็คือ “ซีรั่มที่ใครได้ลองใช้ แล้วต้องร้อง OMG!”

หน้าตาเป็นประมาณนี้นะคะ

omg 1

ด้านในเป็นขวดแบบปั๊มค่ะ

omg 2

เนื้อซีรั่มเป็นแบบเบสน้ำ ไม่มีส่วนผสมของน้ำหอม เลยจะมีกลิ่นจางๆของวัตถุดิบอยู่นิดหน่อยค่ะ

omg 3

เกลี่ยได้ง่าย ซึมไวแห้งไว ไม่เหนอะหนะ

omg 4

ค่า pH อยู่ที่ราวๆ 3 – 4 ซึ่งเหมาะกับการเป็นผลิตภัณฑ์วิตามินซีค่ะ

โดยทางแบรนด์เคลมว่า ค่า pH ณ วันผลิต ซึ่งถ้าดูจากข้างกล่องที่มี่ได้มา คือ 26/6/2562 วัดด้วย pH meter จะอยู่ 3.5 ซึ่งตัวกระดาษอินดิเคเตอร์ที่วัดได้ สีก็อยู่ระหว่าง 3 และ 4 ค่ะ ก็ถือว่าแลดู Stable และคงที่ อยู่นะคะ

omg 5

มาดูส่วนผสมกันดีกว่านะคะ

สผส omg

ส่วนผสมวันนี้มี่ทำสารบำรุงและสารที่น่าสนใจไว้หลายสีนะคะ

  • ขอเริ่มที่สีฟ้าค่ะ เป็นกลุ่มของวิตามิน และสารพฤกษเคมีที่ได้จากธรรมชาติ ได้แก่
    • L-ascorbic acid โดย L-ascorbic acid เป็นรูปแบบดั้งเดิมตามธรรมชาติ ซึ่งเมื่อลงผิวได้ นางไม่ต้องผ่าน Metabolism ของผิว นางออกฤทธิ์ได้เลยจึงมีประสิทธิภาพในการบำรุงผิว แต่ข้อจำกัดคือ มีความคงตัวค่อนข้างต่ำค่ะ ซึ่งทางแบรนด์ก็มีการเสริมความคงตัวให้ด้วยกลไกต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการเสริม antioxidant และ การปรับ pH ให้อยู่ราวๆ 3.5
      สำหรับประโยชน์ของวิตามินซีของผิวพรรณ ได้แก่ มีคุณสมบัติเป็น Antioxidant ช่วยชะลอวัย เป็นส่วนหนึ่งของการสังเคราะห์คอลลาเจนของผิว และมีผลยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ Tyrosinase ที่เป็นตัวสร้างเม็ดสีของผิว รวมไปถึงคุณสมบัติในการลดการอักเสบระคายเคือง และมีหลายๆแหล่งข้อมูลบอกว่า วิตามินซี สามารถยับยั้งกระบวนการอักเสบในผิว และปกป้องผิวจากรังสี UV ได้ด้วย จึงให้ประโยชน์ในด้าน ริ้วรอย ชะลอวัย ลดการอักเสบ และผิวขาวกระจ่างใสไปพร้อมๆกัน ทางแบรนด์ใส่มาที่ระดับ 17.5% ค่ะ
    • Tocotrienols และ Tocopherol เป็นวิตามินอีรูปแบบธรรมชาติเช่นกัน มีประโยชน์เป็น Antioxidant ค่ะ ทางแบรนด์เคลมว่า ใช้วิตามินอี 2%
      ซึ่งปกติแล้ว วิตามินอี กับ ซี จะทำงานเสริมซึ่งกันและกัน ช่วยปกป้องซึ่งกันและกัน และช่วย Regenerate วิตามินที่ทำงานต้านอนุมูลอิสระจนเสื่อมสภาพไปให้กลับมาสดใหม่ไฉไลเหมือนเดิม
    • Ferulic acid เป็นพฤกษเคมีในกลุ่ม Phenolic มีคุณสมบัติเป็น Antioxidant ที่ดี ซึ่งมีหลายๆงานวิจัยนะคะ ที่กล่าวว่า การใช้ Ascorbic acid ร่วมกับ Tocopherol และ Ferulic acid จะช่วยให้สารทั้งสามตัวมีความคงตัวที่ดี และมีประสิทธิภาพที่ดีค่ะ
    • Caffeic acid และ p-Coumaric acid ทั้งสองตัวนี้ก็เป็นพฤกษเคมีในกลุ่ม Phenolic ที่มีคุณสมบัติเป็น Antioxidant ที่ดีเช่นกันค่ะ
  • สีชมพู เป็นกลุ่มของสารบำรุงอื่นๆ ซึ่งมีด้วยกันหลายตัวค่ะ ได้แก่
    • Panthenol คือโปรวิตามินบี 5 มีประโยชน์ในเชิงการเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิว และลดการอักเสบระคายเคือง
    • Hyaluronic acid สองชนิด คือ Hya ขนาดใหญ่ กับ Hydrolyzed Hya ขนาดเล็ก ซึ่งจะช่วยเติมน้ำให้ผิวในหลายระดับของชั้นผิว
    • Bifida ferment lysate เรียกได้ว่าเป็นวัตถุดิบจากจุลินทรีย์ตัวหนึ่งที่หลังๆมานี้วงการเครื่องสำอางหยิบยกมาพูดถึงบ่อยมากๆ วัตถุดิบนี้มีข้อมูลจากผู้ผลิตวัตถุดิบสนับสนุนถึงคุณสมบัติในการเสริมกระบวนการฟื้นฟูตัวเองของผิวที่เกิดจากรังสี UV และความเครียดต่างๆ รวมถึง ปรับสมดุลการทำงานต่างๆของผิว และ เพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่ผิว มีบทความวิชาการฉบับหนึ่งที่กล่าวว่า การใช้สารสกัดจาก Bifidobacterium longum สามารถเพิ่มความแข็งแรงให้ผิว ลดโอกาสเกิดการแพ้ระคายเคือง ทั้งในระดับหลอดทดลอง และในอาสาสมัคร ที่ความเข้มข้น 10% (Exp Dermatol. 2010 Aug;19(8):e1-8.) ซึ่งเป็นความเข้มข้นเดียวกับที่ทางแบรนด์เคลมว่าใช้ค่ะ
    • L-glutathione เป็นรูปแบบที่ Active ของ Glutathione ซึ่งมีคุณสมบัติเป็น Antioxidant และยังมีความสามารถในการยับยั้งเอนไซม์ Tyrosinase ที่ใช้สร้างเม็ดสีผิว และ ยังเหนี่ยวนำให้ผิวสร้างเมลานินชนิด Pheomelanin ซึ่งมีสีอ่อน ในภาพรวมจึงมีประโยชน์ในเชิง Whitening และการป้องกันริ้วรอย
  • สีส้ม สารกลุ่มนี้ไม่เชิงเป็นสารบำรุง แต่เป็นสารเสริมที่ช่วยเพิ่มความเสถียรให้แก่ผลิตภัณฑ์ค่ะ มีด้วยกัน 3 ตัว ได้แก่
    • Ethylhexyl methoxycrylate รู้จักกันภายใต้ชื่อทางการค้า SolaStay® S1 มีประโยชน์เป็นตัวปกป้องสารไม่ให้เสื่อมสภาพจากรังสี UV ที่มาจากแสง
    • Pentaerythrityl tetra-di-t-butyl hydroxyhydrocinnamate สารชื่อยาวๆนี้รู้จักกันภายใต้ชื่อทางการค้า Tinogard® TT เป็นสารต้านอนุมูลอิสระในกลุ่ม Phenolic ที่ได้จากการสังเคราะห์ มีความคงตัวสูง ให้ผลดีในการปกป้องปฏิกิริยา Oxidation ที่อาจจะเกิดขึ้นได้จากความร้อน
    • Benzotriazolyl dodecyl p-cresol รู้จักกันภายใต้ชื่อทางการค้า Tinogard® TL มีประโยชน์เป็นตัวปกป้องสารไม่ให้เสื่อมสภาพจากรังสี UV ที่มาจากแสง

 

จากที่ได้กล่าวมาจะเห็นว่าผลิตภัณฑ์ดังกล่าว คัดเลือกส่วนผสมมาอย่างดี โดยนอกจากจะเลือกส่วนผสมที่เป็น Antioxidant ในกลุ่มของ Phenolic จากธรรมชาติ อย่าง Ferulic acid, Caffeic acid และ p-Coumaric acid มาช่วย Stabilize ตัววิตามินซีให้มีความเสถียรสูงแล้ว ยังใช้กลุ่มของ Antioxidant และสารปกป้องแสง (Photoprotective agents) เข้ามาช่วยกันเป็นเสมือนกองทัพช่วยกันปกป้ององค์หญิงวิตามินซีให้ยังคงความคงสดใหม่ คงสภาพได้ยาวนานขึ้น แถมยังเสริมเอาสารบำรุงอื่นๆเข้ามาได้อย่างลงตัวค่ะ

อีกจุดที่น่าสนใจ คือ ความใส่ใจของแบรนด์ในการเลือกใช้ Propanediol แทนสารเพิ่มความชุ่มชื้นกลุ่มเก่าอย่าง Propylene glycol (PG) ซึ่งตัว PG ระยะหลังๆมาก็มีรายงานว่าทำให้เกิดการแพ้และระคายเคืองได้บ่อย แต่ตัว Propanediol เป็นสารที่ได้จากการหมักน้ำตาลจากข้าวโพด เพื่อเปลี่ยนเป็น Propanediol ตัวนี้ทางบริษัทผู้ผลิตวัตถุดิบเคลมว่ามีความปลอดภัยที่ดีกว่า PG ค่ะ  และเมื่อใช้ร่วมกับ Glycerin พบว่าประสิทธิภาพในการเพิ่มความชุ่มชื้นจะดีขึ้นด้วย

เนื่องจากวันนี้ส่วนผสมมีไม่เยอะมาก เลยขอแบ่งการให้คะแนนเป็น 2 หัวข้อนะคะ

  1. ส่วนผสม ในซีรั่มมาในเบสแบบน้ำ ไม่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ ซิลิโคน และสารอื่นๆที่ไม่เป็นมิตรกับผิว ในด้านของสารบำรุง นอกจากวิตามินซีแล้ว ยังเสริมเอาสารบำรุงอื่นๆ และสารเสริมที่ช่วยปกป้องวิตามินซีและสารบำรุงอื่นในตำรับให้ Stable จึงถือว่าทำมาได้ค่อนข้างดี ให้ไป 5 ฟลาสก์
  2. การใช้งาน เป็นปกติของผิวที่เมื่อโดนวิตามินซีในสภาวะที่เป็นกรดอาจจะรู้สึกอุ่น หรือยุบยิบได้ ซึ่งอาการนี้จะหายไปเมื่อเราใช้ไปซักระยะค่ะ สำหรับด้านของประสิทธิภาพส่วนตัวมองว่าตัวนี้ค่อนข้างโอเคในแง่ของจุดด่างดำ และความกระชับ firm และเด้งของผิวค่ะ โดยรวมค่อนข้างชอบเลยขอให้ไป 5 ฟลาสก์

 

คะแนน omg

 

สุดท้ายนี้ต้องขอขอบคุณทางแบรนด์ OMG ด้วยนะคะ ที่ส่งผลิตภัณฑ์ดีๆมาให้มี่ได้ทดลองใช้ และขอบคุณทุกๆท่านด้วยค่ะ ที่ติดตามรับชมมาจนจบ

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติม สามารถติดต่อสอบถามได้ที่ทางแบรนด์โดยตรงเลยนะคะ

Line@: @ohmyglam.skincare

Facebook: ohmyglam.skincare

Instagram: ohmyglam.skincare

Mail: ohmyglam.official@gmail.com

Tel: +66-6-5391-4544

วันนี้คงต้องขอตัวกันไปเท่านี้ พบกันใหม่โอกาสถัดไป สวัสดีค่ะ

Disclaimer/conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากทางแบรนด์ OMG การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสมตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล และผู้เขียนไม่ได้มีผลประโยชน์ใดๆในการขายสินค้า โปรดใช้วิจารณญาณ

Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสม เซรั่มวิตามินซีจากฝรั่งเศส กับ Novexpert Booster with Vitamin C เซรั่มที่โดดเด่นด้วยนวัตกรรมวิตามินซี Hybrid และสารสกัดสิทธิบัตร

สวัสดีค่ะ

หลายวันก่อนมี่เล่าให้ฟังว่าไปได้สกินแคร์ของใหม่มาจากแบรนด์ Novexpert ของฝรั่งเศส

ซึ่งชื่อแบรนด์ Novexpert มาจาก New + Expert ทางแบรนด์ก่อตั้งขึ้นมาจากผู้เชี่ยวชาญในวงการสมุนไพร ชีววิทยา แพทย์ผิวหนัง และนักเคมีที่มีชื่อเสียงหลายคน

NOVEXPERT.jpg

ผู้เชี่ยวชาญเหล่านี้ก็ได้คิดค้นวัตถุดิบ และสูตรส่วนผสมสกินแคร์ของแบรนด์ มาเป็นผลิตภัณฑ์บำรุงผิวหลายๆสูตรค่ะ

 

ตัวที่มี่ได้มาเป็นผลิตภัณฑ์กลุ่มของ Hyaluronic acid กับ Vitamin C ที่คิดค้นสูตรโดย Dr. Daniel Colletta อาจารย์มหาวิทยาลัย นักเคมีอินทรีย์ที่มีชื่อเสียงค่ะ

 

วันนี้จะขอเอาเซรั่มวิตามินซี หรือ ตัว Booster with Vitamin C มารีวิวให้ได้ชมกันค่ะ

หน้าตาเป็นประมาณนี้ค่ะ

VC 1.JPG

เปิดกล่องมาก็จะเจอหน้าของ Dr.Colletta ผู้วิจัยสูตรนี้อยู่ค่ะ

VC 2

ตัววิตซีนี้มาในขวดแก้วสองชั้นสีส้ม ด้านในฉาบทึบแสง เป็นขวดแบบปั๊มค่ะ

VC 3

ขนาดบรรจุ 30 ml ค่ะ

เนื้อเซรั่มเป็นสีส้ม กลิ่นหอมคล้ายส้ม แต่จะออกหวานๆกว่า

vc 4

เกลี่ยได้ค่อนข้างง่าย ซึมไว แห้งไว ไม่เหนอะหนะ

vc 5

ลองวัดค่า pH ดูจะอยู่ที่ราวๆ 3 – 4 ค่ะ เพื่อรักษาเสถียรภาพให้แก่วิตามินซี

vc 6

ตรงนี้ไม่แน่ใจว่าสีของผลิตภัณฑ์จะรบกวนการอ่านค่าสีกระดาษ pH ของเราหรือเปล่านะคะ ทางแบรนด์เคลมว่า pH อยู่ที่ประมาณ 4 – 5 ค่ะ

 

ทางแบรนด์เคลมว่า เหมาะกับทุกสภาพผิวและสภาพอากาศค่ะ เราไม่ค่อยจะเห็นแบรนด์เครื่องสำอางที่ใส่ใจในสภาพอากาศของพื้นที่ที่ลูกค้าอาศัยอยู่นะคะ

tableau climat GB

(Image from Novexpert)

 

กลุ่มที่กา * ในรูปทางแบรนด์แนะนำให้เสริมด้วยครีมสำหรับชะลอวัย หรือ มอยส์เจอร์ไรเซอร์อื่นๆด้วยอีกชั้น หรือจะผสมกันไปเลยก่อนทาลงผิวก็ได้ค่ะ

 

 

สำหรับส่วนผสมเป็นดังนี้ค่ะ

สผส vc

ในด้านส่วนผสมนั้น นางเปิดตัวมาด้วยความอลังมากเว่อร์ตามสไตล์ของแบรนด์

วันนี้ก็ขอมาวิเคราะห์แบบจัดเต็มอีกสักครั้ง

ถ้าเราพิจารณากันจะพบว่าผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางแทบทุกชนิดจะประกอบด้วยส่วนหลักๆ 3 ส่วน คือ

  1. Actives คือ สารบำรุง เป็นส่วนที่ทำให้เครื่องสำอางมีคุณสมบัติที่ดี รวมไปถึงมีประโยชน์ทางชีวภาพ
  2. Base คือ เนื้อหลักของผลิตภัณฑ์ บางทีอาจเรียกว่า Vehicle
  3. Additives คือ สารที่ช่วยเสริมให้ผลิตภัณฑ์มีคุณสมบัติที่ดี มีความน่าใช้ และมีความปลอดภัย

 

วันนี้มีสารบำรุงอยู่หลายสี เดี๋ยวค่อยว่ากันไปตามหมวดสีนะคะ

  1. สารบำรุง หรือ Actives
  • เปิดด้วยสีส้ม พระเอกของเรา เป็นกลุ่มของวิตามินซีค่ะ ทางแบรนด์เลือกใช้มา 2 รูปแบบ
  • Ascorbyl methylsilanol pectinate ตัวนี้เป็นวิตามินซีตัวที่ได้จากการทำปฏิกิริยาระหว่าง วิตามินซี กับ Silicon และ Pectin มีชื่อทางการค้าว่า Ascorbosilane C มีการเคลมว่า สามารถละลายน้ำได้ดี มีความคงตัวที่สูง และเสริมแร่ธาตุ Silica และ Vitamin C ให้ผิวพร้อมๆกัน เพื่อเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ เสริมการสังเคราะห์คอลลาเจน

ปกติวิตามินซี มีประโยชน์เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ เป็น Whitening โดยผ่านการยับยั้งการสร้างเม็ดสีผิว และเป็นส่วนประกอบของกระบวนการสังเคราะห์คอลลาเจน จึงอาจจะมีประโยชน์ในเรื่องการลดริ้วรอย

ข้อมูลผลการทดสอบในระดับหลอดทดลองจากผู้ผลิตวัตถุดิบพบว่า

  1. สามารถปกป้องเซลล์ Fibroblast ซึ่งเป็นเซลล์ในชั้นหนังแท้ ทำหน้าที่สร้างคอลลาเจน ไม่ให้ถูกทำลายจากอนุมูลอิสระ

assi 1

(Image from Exsymol S.A.M.)

2. เสริมความคงตัวของเยื่อหุ้มเซลล์ ให้มีความแข็งแรงและทนทานต่ออนุมูลอิสระมากขึ้น

assi 2

(Image from Exsymol S.A.M.)

จากรูป เมื่อใช้ VC รูปแบบนี้ในความเข้มข้นที่สูงขึ้น จะทำให้เยื่อหุ้มเซลล์ของเซลล์ Fibroblast เรียงเป็นระเบียบมากขึ้น จะมีความทนทานต่ออนุมูลอิสระมากกว่า

  • 3-O-Ethyl ascorbic acid เป็นวิตามินซีรูปแบบอีเธอร์ของทางญี่ปุ่น ที่เคลมว่ามีขนาดเล็กกว่าวิตซีปกติ มีความคงตัวที่ดี

 

ซึ่ง Booster serum สูตรนี้ใส่ วิตามินซี 2 รูปแบบนี้รวมกันในความเข้มข้น 25% เลยทีเดียวหละ ซึ่งทางแบรนด์เองก็เคลมว่า มีประโยชน์ในการลดการสร้างเม็ดสีผิว และ เสริมการสังเคราะห์คอลลาเจนได้ดีกว่าวิตซี และสารอื่นในรูปแบบดั้งเดิม

nov 1

(Image from Novexpert Thailand)

nov 2

(Image from Novexpert Thailand)

  • สีม่วง สารสกัดจากสาหร่ายสีน้ำตาล (Laminaria ochroleuca extract) ตรงนี้เข้าใจว่าหมายถึง สารสกัดสิทธิบัตร สิทธิบัตร Novaxyline ที่เป็นสารเชิงซ้อนของสาหร่ายสีน้ำตาลกับ Polysaccharide (สารในกลุ่มของคาร์โบไฮเดรต) ทำให้ได้วัตถุดิบที่ออกฤทธิ์ผ่านกลไก Sirtuin ซึ่งเป็นโปรตีนหนึ่งในผิว ทำหน้าที่ควบคุมการทำงานหลายๆอย่างในผิว หลักๆจะเกี่ยวข้องกับการชะลอวัยของผิว โดยมีคำกล่าวว่า “Sirtuin คือ Longevity protein ของร่างกาย” พอเราแก่ตัวลง Surtuin ก็จะลดลง ทำให้ผิวทำงานได้น้อยลง รวมถึงเกิดโรคผิวหนังบางชนิดขึ้นมาได้ด้วย

 

เจ้า Novaxyline นี้ สามารถไปเพิ่มการสังเคราะห์ Surtuin ในผิวให้ทำงานได้มากขึ้น เป็นการชะลอวัยด้วยกลไกใหม่ที่น่าสนใจมากเลยทีเดียว

การทดสอบในระดับหลอดทดลองของทางแบรนด์พบว่า Novaxyline มีประโยชน์ในการปกป้องเซลล์ผิวไม่ให้เสื่อมสภาพเพราะอนุมูลอิสระ

nov 3

(Image from Novexpert)

 

และช่วยคืนความอ่อนเยาว์ให้แก่ผิว โดยการทดสอบในหลอดทดลอง เมื่อย้อมด้วยสีพิเศษ เซลล์ที่แก่ตัวจะมีสีน้ำเงิน พอเสริม Novaxyline ลงไป เซลล์แก่ๆ ก็จะลดลง

nov 4

(Image from Novexpert)

  • สีชมพู เป็นกลุ่มของสารเพิ่มความชุ่มชื้น โดยการเติมน้ำให้ผิว ได้แก่
    • Sodium PCA และ Sodium Lactate จัดเป็นสารเพิ่มความชุ่มชื้นในกลุ่มที่เรียกได้ว่า Natural moisturizing factor หรือ NMF พวกนี้ผิวเราก็มี ทำหน้าที่ช่วยอุ้มน้ำให้กับผิว
    • Sodium hyaluronate เพิ่มความชุ่มชื้น
    • Saccharide isomerate ตัวนี้เป็นสารเพิ่มความชุ่มชื้นที่ค่อนข้างมีประสิทธิภาพสูง ทางผู้ผลิตวัตถุดิบเคลมว่า โครงสร้างของสารไปจับกับกรดอะมิโน Lysine ของ Keratin ในผิว แล้วให้คุณสมบัติเป็นสารดูดน้ำ อุ้มน้ำ รักษาความชุ่มชื้นไว้ได้ยาวนาน ไม่ถูกล้างออกไปได้ง่ายๆเหมือน moisturizer อื่นๆ
  • สีฟ้า เป็นกลุ่มของ Pigment ที่ช่วยให้ความสว่างแก่ผิว อำพรางและปกปิด รวมถึงคุณสมบัติ Blur แสงจาก Silica ทำให้ผิวดูสวยงาม ได้แก่ Silica, Mica, Titanium dioxide (CI 77891)
  • สีเขียว เป็นสารบำรุงอื่นๆ ได้แก่
    • Glucosyl hesperidin ตัวนี้อาจเรียกว่าเป็น Citrus bioflavonoids มีคุณสมบัติเป็น Antioxidant ที่ดี รวมถึงผู้ผลิตวัตถุดิบยังเคลมว่า ช่วยเสริมการไหลเวียนเลือด ทำให้ผิวดูกระจ่างใส อมชมพู มีสุขภาพดี
    • Anogeissus leinocarpus bark extract สารสกัดจาก African birch ผู้ผลิตวัตถุดิบระบุว่าสารสกัดนี้เพิ่มการดูดซึมวิตามินซีเข้าไปใน Fibroblast ซึ่งมีประโยชน์ในการเสริมการสังเคราะห์คอลลาเจนของผิว และยังเป็น Antioxidant, ยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ MMP ที่เป็นตัวทำลายคอลลาเจนในผิวในระดับหลอดทดลอง ตัวผู้ผลิตวัตถุดิบทดสอบประสิทธิภาพสารสกัดนี้ในระดับหลอดทดลอง แล้วพบว่ามีคุณสมบัติในการลดริ้วรอย
    • ella
    • (Image from Givaudan Active Beauty)

 

  • Tocopherol คือ วิตามินอี เป็น Antioxidant
  • Beta-carotene เป็นสารตั้งต้นของวิตามินเอ ในร่างกายเรา เมื่อซึมลงไปในผิว ก็จะถูกผิวแปรสภาพเป็นวิตามินเอ ที่ให้ประโยชน์กับผิวมากมาย ปกติ Beta-carotene สามารถสะสมตัวในชั้นผิวได้ ทำหน้าที่ปกป้องผิวจากรังสี UV
  • Bisabolol สารประกอบที่พบในพืชหลายชนิด เช่น คาโมมายล์ มีคุณสมบัติในการลดการอักเสบระคายเคือง
  • Adenosine มีประโยชน์ในการลดริ้วรอย และเสริมการทำงานของผิว
  • Biosaccharide gum-2 คาร์โบไฮเดรตที่ได้จากการหมักจุลินทรีย์ มีส่วนประกอบของน้ำตาล Rhamnose กับน้ำตาลอื่นๆ ข้อมูลจากผู้ผลิตวัตถุดิบเคลมว่า มีคุณสมบัติในการลดการอักเสบและระคายเคืองของผิว
  • Phytic acid ตัวนี้เป็นกรดอินทรีย์ชนิดหนึ่ง พบได้ในพืชหลายชนิด ข้อมูลจากผู้ผลิตวัตถุดิบระบุว่าสกัดออกมาจากข้าว ให้คุณสมบัติเป็นสารผลัดเซลล์ผิวอย่างอ่อนโยน ตัวผู้ผลิตทดสอบแล้วกล่าวว่าให้ผลในการผลัดผิวได้เทียบเท่า Glycolic acid แต่อ่อนโยนกว่า และระคายเคืองผิวน้อย

phytic 1

(Image from Biosil Technologies Inc.)

 

2. เนื้อของผลิตภัณฑ์ ประกอบด้วย น้ำและสารอื่นที่ละลายได้ในน้ำ ร่วมกับ น้ำมันจากธรรมชาติ ไม่มีแอลกอฮอล์ และซิลิโคน

  • ส่วนของน้ำ ได้แก่ น้ำ กับสารอื่นที่ละลายได้ในน้ำ คือ Glycerin, Methylpropanediol, Propanediol ความน่าสนใจอยู่ตรงที่ ไม่ได้ใช้พวก Glycol เลย เนื่องจากบางแหล่งเคลมว่า การสังเคราะห์พวก Glycol อาจปนเปื้อนสารก่อมะเร็ง
  • น้ำมันจากธรรมชาติ Caprylic/capric triglyceride อันนี้อยู่ในลำดับท้ายๆ อาจจะเป็นส่วนประกอบที่ติดมากับสารสกัดในสูตร

3. สารปรุงแต่งอื่นๆ ได้แก่

  • สารกลุ่ม Emulsifier และ Surfactant ที่ช่วยเพิ่มความคงตัว ได้แก่ Polyglyceryl-2 dipolyhydroxystearate และ Lauryl glucoside
  • Buffer ที่ช่วยควบคุมค่า pH ให้คงที่ ได้แก่ Citric acid และ Sodium citrate
  • สารเพิ่มความหนืด ได้แก่ Xanthan gum และ Sclerotium gum
  • น้ำหอม ทางแบรนด์เคลมว่าใช้กลิ่นหอมจากธรรมชาติ และไม่ใช่สารหอมในสูตรผสม Fragrance Mix 1 และ 2 ที่คนมักจะแพ้กันบ่อย จะเห็นว่ามีความใส่ใจแม้กระทั่งในรายละเอียดเล็กๆน้อยๆ
  • สารที่ทำได้หลายหน้าที่
    • Glyceryl caprylate เป็นได้ทั้งสารเพิ่มความชุ่มชื้น มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อ อาจใช้เป็น Preservative เป็น Emulsifier
    • แป้งข้าวโพด (Zea mays starch) มีได้หลายหน้าที่ ทั้งให้สัมผัสแห้ง เบา บายผิว ช่วยดูดซับความมัน รวมไปถึงเพิ่มความหนืด

 

โดยสรุป ถือว่าเป็นเซรั่มวิตามินซี ที่มาด้วยความเข้มข้น 25% แต่เหนือกว่าเซรั่มวิตามินซีธรรมดา ด้วย ส่วนผสมของ Ascorbosilane นวัตกรรมที่เอาวิตซีไปจับคู่กับ Silicon และ Pectin เพื่อเสริมความคงตัว และการดูดซึม ร่วมกับ 3-O-Ethyl ascorbic acid ที่มีข้อมูลด้านความคงตัวพอควร

นอกจากวิตซีแล้วยังเสริมสารบำรุงอื่นๆเข้ามากมากมาย เช่น Novaxyline ที่เป็นสิทธิบัตรของแบรนด์ ให้ประโยชน์ในด้านการชะลอความแก่ รวมไปถึงริ้วรอย ร่วมกับสารบำรุงอื่นๆที่เสริมประโยชน์ให้วิตามินซีได้อย่างลงตัว พร้อมลดการระคายเคืองที่อาจเกิดขึ้น

 

ตัวเบสเรียกได้ว่าทำมาได้ด้วยความใส่ใจ ไม่มีแอลกอฮอล์ ซิลิโคน และ ไม่มีแม้กระทั่ง Glycol ซึ่งหลายๆแหล่งบอกว่าในการสังเคราะห์อาจปนเปื้อนด้วยสารก่อมะเร็ง

สารปรุงแต่งอื่นๆก็เลือกมาได้ดิบดี ไม่มีสารที่อาจรบกวนผิวเลย

 

ให้คะแนนดีกว่าค่ะ วันนี้ขอแบ่งเป็น 3 หมวดนะคะ

  1. สารบำรุง ในด้านของตัวหลักอย่างวิตามินซีนั้น เรียกได้ว่าผสานเอานวัตกรรมของญี่ปุ่นเข้าร่วมกับฝรั่งเศสได้อย่างลงตัว เลือกใช้วิตามินซีที่มีข้อมูลความคงตัวค่อนข้างดี ร่วมกับสารบำรุงอีกมากมายหลายชนิด ที่เอามาเสริมกับวิตามินซี พร้อมตัดลดป้องกันการระคายเคืองที่อาจเกิดขึ้น โดยรวมคือ เป็นวิตซีที่เหนือกว่าการเอาวิตซีมาละลายน้ำละยัดลงขวด ถ้าให้เกิน 5 ได้ คงให้ไป 200 แต่นี่คะแนนเต็ม 5 ก็คงให้ไปที่ 5 ฟลาสก์
  2. ส่วนผสมอื่นๆ ทำมาได้อย่างลงตัว คำนึงต่อทั้งผิวของผู้ใช้ และสิ่งแวดล้อม ไม่มีสารที่อาจจะรบกวนผิวอยู่เลย ให้ไป 5 ฟลาสก์
  3. การใช้งาน ในด้านของการใช้งาน ต้องยอมรับว่า วันแรกๆที่ใช้ จะแอบรู้สึกแสบๆผิวหน่อยๆ ตอนแรกก็กะจะถอดใจละ แต่ใช้ไปใช้มา ซักประมาณ 1 สัปดาห์นี่อาการระคายเคือง อาการแสบยุบยิบก็จะหายไป พอใช้ครบสองสัปดาห์ก็สบายผิว ในด้านของจุดด่างดำ กับ ด้านของริ้วรอย ต้องยอมรับว่า ผิวมี่ในช่วงนี้ไม่ได้มีจุดด่างดำหรือริ้วรอยอยู่ แต่ในด้านของความรู้สึกกระชับ นุ่ม แน่น เวลาตบๆแล้วเด้งๆนี่ต้องยกให้ค่ะ เอาเครื่อง BIA มาคอนเฟิร์มที่ด้านล่างละกันเนอะ ให้ไป 5 ฟลาสก์

 

คะแนน nov

เสริมนิดหน่อย เรื่องเครื่อง BIA

BIA นี่ย่อมาจาก Bioelectric impedance analysis เป็นการวัดแรงต้านทางทางไฟฟ้าขององค์ประกอบต่างๆในผิว ซึ่งจะมีทั้งน้ำ ที่นำไฟฟ้าได้ และไขมัน ที่ไม่นำไฟฟ้าค่ะ ซึ่งเราก็ไม่ถนัดฟิสิสก์เท่าไหร่ ประเด็นนี้เลยไม่ค่อยแน่ใจนะคะ

ถ้าถามว่าเครื่อง BIA นี้น่าเชื่อถือแค่ไหน ส่วนตัวมี่คิดว่าน่าเชื่อถือได้ในระดับหนึ่ง เพราะลองวัดผิวหลายๆบริเวณ ค่าที่ได้ก็ไม่เท่ากัน อย่างวัดต้นขา ซึ่งจะแห้งมากเว่อร์ ค่าความชื้นกับความมันก็จะติดลบ พอเอามาวัดหน้า ค่าความชื้นกับค่าความมันก็จะเพิ่มขึ้นอยู่ในช่วง + ค่ะ ถ้าเราลองวัดผิวที่เดียวกันซ้ำๆ ค่าที่ได้ก็จะออกมาใกล้เคียงกันค่ะ แต่ก็ได้ในระดับ Home use นะคะ คงยังไม่ถูกต้องมากถึงขนาดหยิบเอาไปวัดผิวอะไรในงานวิจัยได้

 

ก่อนเริ่ม Novexpert

ค่า Moist กับ ค่า Rough อยู่ในช่อง 0 พอดี คือ ผิวชุ่มชื้นแบบกลางๆ ความหยาบอยู่ในเกณฑ์กลาง

พอเริ่ม Novexpert ทั้ง 2 ตัว ประมาณ 4 สัปดาห์

ค่า Moist เพิ่มเป็น +2 ค่า Rough เพิ่มเป็น +2 คือ ผิวชุ่มชื้นเพิ่มมากขึ้น และมีความหยาบลดลง

อันนี้วัดผิวหลังอาบน้ำในตอนเช้า ก่อนลงสกินแคร์ค่ะ

ผลวัดผิว

ถือว่าค่อนข้างพอใจนะคะกับผลที่ได้

สุดท้ายนี้ต้องขอขอบคุณทางแบรนด์ Novexpert ด้วยนะคะที่ส่งผลิตภัณฑ์ดีๆมาให้มี่ได้ทดลองใช้ และขอบคุณทุกท่านด้วยค่ะที่ติดตามรับชมมาจนจบ

 

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถติดต่อสอบถามได้ที่

Facebook: Novexpert Thailand (https://www.facebook.com/NovexpertThailand/)

line@ : @novexpertthailand

Instagram: novexpertofficialthailand

 

 

Disclaimer/conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากทางแบรนด์ Novexpert การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสมตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล และผู้เขียนไม่ได้มีผลประโยชน์ใดๆในการขายสินค้า โปรดใช้วิจารณญาณ

Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสม เซรั่มวิตามินซีสด ที่มีความ DIY ให้เราได้เทผสมเอง Perfect C serum ของแบรนด์ Januar

สวัสดีค่ะ สงครามแห่งวิตามินซีในบ้านมียอนยังไม่จบนะคะ คราวนี้เรามีโฉมหน้าผู้เข้าแข่งขันคนใหม่ เป็นเซรั่มวิตามินซีสด เอ๊ะ สดแบบไหน แบบไหนคือสด ต้องมาลองดูกันค่ะ

ที่ขึ้นชื่อว่าวิตามินซีสด เพราะว่าเราจะได้ผสมวิตามินซีลงในเบสเซรั่มแบบสดๆด้วยมือเราเองค่ะ เรียกได้ว่า มีความ DIY นิดหน่อย พอกรุบกริบ

ผลิตภัณฑ์ตัวนี้มีชื่อว่า Perfect C serum ของแบรนด์ Januar ค่ะ ซึ่งมีส่วนผสมของวิตามินซีในรูปแบบ L-ascorbic acid แบบดั้งเดิมอยู่ที่ 15% หลังผสมค่ะ

นางจะมาในกล่องกระดาษแบบนี้นะคะ

jan 3

เมื่อเราแกะออกมาเราจะเจอขวดอยู่ 2 ใบ ใบแรกเป็นขวดทรงป้อมๆคล้ายระฆังคว่ำสีชา ภายในบรรจุเอาเบสเซรั่มเอาไว้ อีกใบจะเป็นขวดแก้วสีชา ที่มีฝาใสๆอยู่ค่ะ ใบนี้จะมีผงวิตามินซีอยู่ ซึ่งทางแบรนด์ Claim ว่า ใช้ผงขนาดเล็กละเอียด Ultrafine powder มีขนาดเล็กกว่า 45 ไมครอน เพื่อให้ผสมได้ง่าย และคงประสิทธิภาพของวิตามินซีให้คงอยู่ก่อนการผสมค่ะ

jan 4

วิธีผสมก็ง่ายแสนง่าย แค่เทเซรั่มเบส ลงในขวดที่มีผงวิตามินซีอยู่ ปิดฝาและเขย่า จากนั้นนำไปใส่ในตู้เย็นไว้ 1 ชั่วโมง เพื่อให้ส่วนผสมเซ็ทตัวค่ะ

This slideshow requires JavaScript.

ตัวเซรั่มหลังผสมมาในเบสแบบใส เหลวนิดหน่อย ไม่มีน้ำหอม เราเลยจะได้กลิ่นบางๆของวัตถุดิบอยู่ค่ะ

jan 9

เกลี่ยได้ค่อนข้างง่ายนะคะ ซึมไวแห้งไวไม่เหนอะหนะ

jan 10

เวลาใช้ก็วอร์มซักหน่อยแล้วค่อยละเลงบนหน้าค่ะ

ค่า pH อยู่ที่ราวๆ 3 – 4 ซึ่งเป็นค่า pH ที่ทำให้วิตามินซีอยู่ในรูปแบบไม่แตกตัว ช่วยเสริมความคงตัว และเสริมการดูดซึมค่ะ

jan 8

ถ้ายังไม่ได้ผสมตัวผลิตภัณฑ์จะมีอายุ 2 ปี และถ้าผสมแล้วก็ควรเก็บไว้ในตู้เย็นเพื่อยืดอายุค่ะ ผสมแล้วจะอยู่ได้นานประมาณ 3 เดือนในตู้เย็น

 

ในด้านของส่วนผสมเป็นดังนี้นะคะ

สผส jan

จากส่วนผสมวันนี้ แม้จะมีสารไม่เยอะ แต่มี่ทำมาหลายสีเชียว เอ๊ะมันคืออะไรยังไงนะ

เริ่มกันที่พระเอกของเรา แน่นอนว่าต้องหนีไม่พ้นวิตามินซีค่ะ

  • สีฟ้า: วิตามินซี ใช้ในรูปแบบของ L-ascorbic acid ซึ่งเป็นรูปแบบดั้งเดิมตามธรรมชาติ เป็นรูปแบบที่มีรายงานการวิจัยรองรับอยู่ค่อนข้างมากค่ะ ตัววิตามินซีมีประโยชน์เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยในการชะลอวัย มีส่วนในการช่วยยับยั้งเอนไซม์ Tyrosinase ที่ใช้สร้างเม็ดสี จึงมีประโยชน์เป็น Whitening และเป็นส่วนประกอบของกระบวนการสังเคราะห์คอลลาเจน จึงอาจจะมีประโยชน์ในเรื่องการลดริ้วรอย รูปแบบดั้งเดิมนี้มีความเป็นกรดสูง มีความคงตัวต่ำ สลายตัวง่าย และดูดซึมเข้าผิวหนังได้ไม่มาก จึงต้องอาศัยสารเพิ่มการดูดซึมและการปรับค่า pH ของตำรับ ซึ่งในที่นี้ มี Ethoxydiglycol เป็นตัวเสริมการดูดซึม หรือ percutaneous absorption enhancer นั่นเอง และมีการปรับ pH ให้อยู่ในช่วง 3 – 4 ซึ่งทำให้วิตามินซีอยู่ในรูปแบบไม่แตกตัว จึงเสริมการดูดซึมเข้าผิวได้
  • สีน้ำเงิน: Tocopherol และ Ferulic acid
    • Ferulic acid ตัวนางเองเป็นสารพฤกษเคมีบริสุทธิ์ที่พบในพืชหลายชนิด มีรายงานเกี่ยวกับคุณสมบัติในการลดการอักเสบและช่วยปกป้องผิวจากรังสี UVB (Food Chem Toxicol. 2015;82:72-8.)
    • Tocopherol คือวิตามินอี เป็น antioxidant ช่วยต้านอนุมูลอิสระ

 

ความพีคอยู่ที่ มีรายงานการศึกษาวิจัยอยู่หลายฉบับที่กล่าวว่าการใช้ Ferulic acid และวิตามินอี ในตำรับวิตามินซี จะช่วยเพิ่มความคงตัวให้แก่วิตามินซี และเสริมประสิทธิภาพกันและกันในการเป็น antioxidant ได้ดี

นอกจากนี้การแยกวิตามินซีเก็บในขวดในรูปแบบผง ซึ่งเป็นของแข็ง จะช่วยเสริมความคงตัวของวิตามินซี ไม่ให้สลายตัวไปได้ไวเหมือนในเบสน้ำทั่วไปก่อนถึงมือเรานั่นเอง

 

  • สีเขียว เป็นสารบำรุงที่เสริมเข้ามา ได้แก่ Panthenol หรือโปรวิตามินบี 5 มีคุณสมบัติในการเพิ่มความชุ่มชื้น และลดการอักเสบและระคายเคือง ร่วมกับ Sodium hyaluronate ที่ช่วยเสริมความชุ่มชื้นเช่นกัน

 

ตัวเบส มาในเบสแบบน้ำ ที่เสริมสารดูดน้ำเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิวอย่าง Glycerin, Propylene glycol และ Butylene glycol

 

อีกจุดที่น่าสนใจคือไม่มีสารที่ไม่เป็นมิตรกับผิวค่ะ

 

วันนี้ส่วนผสมไม่เยอะ มี่เลยขอแบ่งคะแนนเป็น 2 หมวดนะคะ คือ ส่วนผสม กับ การใช้งาน

  1. ส่วนผสม เป็นเซรั่มวิตามินซีที่มีความน่าสนใจ คือ แยกเก็บวิตามินซีไว้ในรูปแบบผง เพื่อยืดความคงตัวของวิตามินซี เสริมมาด้วย Vitamin E และ Ferulic acid ซึ่งเป็นสูตรผสม หรือ Combination ที่มี paper รองรับว่าสามารถเสริมความคงตัวของกันและกันได้เป็นอย่างดี และเสริมด้วย Panthenol ซึ่งช่วยลดการอักเสบระคายเคืองจากการทาวิตซีซึ่งเป็นกรดอ่อน และไฮยา ที่ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้น ถือว่าทำมาได้ดี ตัวเบสก็มีสารช่วยดูดน้ำให้ผิวเพิ่มความชุ่มชื้นอยู่ และไม่มีสารที่ไม่เป็นมิตรกับผิว รับไป 5 ฟลาสก์
  2. การใช้งาน ส่วนตัวมี่ค่อนข้างชอบคอนเซปท์การแยกผสม เพราะดูมีความ DIY ให้เราได้มีส่วนร่วมในการเตรียม เนื้อสัมผัสทำมาได้ดี ไม่แห้งมากจนเกินไป และไม่เหนียวเหนอะหนะจนเกินไป แต่ตัวเซรั่มจะออกเหลวไปนิดนึง เวลาใช้อาจจะไม่ค่อยสะดวก และส่วนตัวมี่ผิวแห้งอาจจะต้องหามอยส์เจอไรเซอร์อื่นๆมาเสริมอีกชั้นหนึ่ง ให้ไป 4 ฟลาสก์

 

คะแนน jan

สุดท้ายนี้ต้องขอขอบคุณทางแบรนด์ Januar ด้วยนะคะที่ส่งสินค้าน่ารักๆคอนเซปท์เก๋ๆ มาให้มี่ได้ทดลองใช้ และขอบคุณทุกท่านด้วยค่ะที่ติดตามรับชมมาจนจบ

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ทางแบรนด์โดยตรงเลยนะคะ

Line: @Januar (มี @ ด้านหน้าด้วยนะคะ)

Facebook: JanuarBeauty

Tel: 095-960-4240

 

พบกันใหม่โอกาสถัดไป สำหรับวันนี้สวัสดีค่ะ

Disclaimer/conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากทางแบรนด์ Januar การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสมตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล และผู้เขียนไม่ได้มีผลประโยชน์ใดๆในการขายสินค้า โปรดใช้วิจารณญาณ

Image

[รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสม] ศึกแห่งวิตามินซีของบ้านมียอนยังไม่จบ กับน้องใหม่เวชสำอางซีรั่มวิตามินซีเข้มข้น 15% จากแบรนด์ Mederi cosmeceuticals มาในเบส water free อันเลอค่าน่าชื่นชม

สวัสดีค่ะ

เรียกได้ว่าสงครามแห่งวิตามินซีของบ้านมียอนยังไม่จบนะคะ เมื่อมียอนมีวิตซีตัวใหม่ จากแบรนด์ Mederi cosmeceuticals เข้ามาเป็นสมาชิกในบ้าน

ซีรั่มตัวนี้เห็นว่าพัฒนามาโดยนักวิทยาศาสตร์ที่จบสาขาเภสัชเคมีมาโดยตรงค่ะ

มีชื่อเต็มๆว่า Mederi Powerful-strength booster & repair serum

เป็นซีรั่มที่ผสมวิตามินซีเข้มข้น 15% ผ่านการทดสอบความปลอดภัยโดยแพทย์ผิวหนัง (Dermatologically tested) ด้วยค่ะ

หน้าตาเป็นแบบนี้นะคะ

 

mederi.JPG

นางจะมาในกล่องกระดาษสีขาว ดูคลาสสิค มาในสไตล์ minimal ดีค่ะ

ด้านในเป็นขวดปั๊มแบบ air-less

med 2

เนื้อซีรั่มเป็นของเหลวใส ไม่มีกลิ่น เพราะทางแบรนด์ไม่ได้ใส่น้ำหอมค่ะ

med 3

เกลี่ยได้ค่อนข้างง่าย สัมผัสบางเบา ไม่เหนียวเหนอะหนะ แต่อาจจะซึมช้าไปหน่อยต้องทิ้งไว้ซักแป๊บนึง หรือเอามาผสมครีมอื่นๆแล้วลง จะได้ Feeling ที่ดีขึ้นค่ะ

med 4

ตัวนี้จะเอามาใช้เดี่ยวๆเลย หลังเช็ดโทนเนอร์ หรือ จะเอามาผสมกับครีมที่ใช้ประจำก่อนลงหน้าทีเดียวเลยก็ได้ค่ะ

ค่า pH อยู่ที่ราวๆ 4 ซึ่งเป็นกรดหน่อยๆ จะทำให้วิตามินซีรูปแบบ ascorbic acid บางส่วนในตำรับอยู่ในรูปแบบที่ไม่แตกตัว เพื่อเสริมการดูดซึมและเสริมความคงตัวได้ในระดับหนึ่ง

ตรงนี้ทางแบรนด์ Claim ว่ามีค่า pH ที่ 3.5 นะคะ เพื่อให้วิตามินซีอยู่ในรูปแบบไม่แตกตัว ซึ่งทางแบรนด์วัดด้วยเครื่องวัด pH ของมี่วัดด้วยกระดาษ ค่าก็จะไม่ได้แม่นยำมากนักค่ะ

med 5

สำหรับส่วนผสมเป็นดังนี้นะคะ

สผส mederi

จากส่วนผสมจะเห็นว่าเป็นการใช้วิตามินซีในฟอร์ม L-ascorbic acid ซึ่งเป็นรูปแบบดั้งเดิมที่ลงผิวได้แล้วออกฤทธิ์ได้เลยไม่ต้องผ่านการแปรสภาพกลับมาก่อน แต่ปัญหาของเขาคือด้านการดูดซึม ซึ่งทางแบรนด์ได้เสริมตรงนี้โดยการทำให้ตำรับอยู่ในช่วง pH ที่เป็นกรดอ่อนๆ เพื่อให้วิตซีอยู่ในรูปแบบไม่แตกตัว จึงดูดซึมเข้าสู่ผิวได้

และมีการใช้ Etoxydiglycol ซึ่งจัดเป็นสารที่เรียกว่า Penetration enhancer ช่วยเสริมการดูดซึมของสารอื่นเข้าสู่ผิว

ปัญหาอีกด้านคือ ความคงตัว ซึ่งในระบบก็เป็นระบบแบบ Water free คือ ไม่มีน้ำเลย เป็นวิตซีที่ละลายมาในเบสของ Ethoxydiglycol และ Butylene glycol ซึ่งการเบลนด์กันของตัวทำละลายทั้งสองนี้ช่วยปรับ Feeling ให้ดีขึ้นเยอะเลยหละ

วิตามินซี มีประโยชน์มากมายกับผิวนะคะ ไม่ว่าจะเป็น

  • Antioxidant ต่อต้านอนุมูลอิสระ ที่จะทำให้เกิดความเสื่อมต่างๆของผิว มีประโยชน์ในการชะลอวัย ป้องกันริ้วรอย
  • Whitening โดยไปยับยั้งเอนไซม์ Tyrosinase ที่เป็นเอนไซม์ที่ใช้ในการสร้างเม็ดสีผิวเมลานิน
  • ลดการอักเสบ โดยไปมีผลรบกวนการทำงานของ NF-KB ซึ่งเมื่อถูกกระตุ้นจะทำให้ผิวมีการสร้างอนุมูลอิสระ และสารกลุ่ม Cytokine ที่ไปเหนี่ยวนำให้เกิดการอักเสบต่างๆต่อไป
  • เป็นองค์ประกอบหนึ่งในขั้นตอนการสังเคราะห์คอลลาเจนของผิว โดยเป็น Cofactor ของเอนไซม์ Prolyl hydroxylase และ Lysyl hydroxylase ซึ่งเปลี่ยนกรดอะมิโน Proline และ Lysine ให้กลายเป็น Hydroxyproline และ Hydroxylysine ที่เป็นกรดอะมิโนเอกลักษณ์ที่พบในคอลลาเจน

วิตซีนี่ถือเป็นอาวุธสำคัญในการป้องกันและต่อต้านปัญหาผิวเลยหละ

ทางแบรนด์มีผลการวิเคราะห์ความเข้มข้นของวิตามินซีในตำรับด้วยเครื่องมือวิเคราะห์ที่มีชื่อว่า HPLC ค่ะ ว่าใส่มาอัดแน่นที่ 15% จริงจัง

วันนี้ส่วนผสมมีไม่ค่อยเยอะ มี่เลยขอให้คะแนนใน 2 ด้านนะคะ

  1. ส่วนผสม มีความเรียบง่าย ทางแบรนด์ใช้วิตามินซี ในรูปแบบ L-ascorbic acid ซึ่งเป็นรูปแบบดั้งเดิมตามธรรมชาติ ในความเข้มข้น 15% มาในเบสแบบไม่มีน้ำ เสริมมาด้วย Ethoxydiglycol ที่เสริมด้านการดูดซึมเข้าสู่ผิว มีส่วนผสมอยู่เท่าที่จำเป็นจริงๆค่ะ ด้วย factor ด้านความเรียบง่าย การใช้เบสที่ไม่มีน้ำ ค่า pH และการเลือกใช้ Penetration enhancer ในจุดนี้ถือว่าทำมาได้ดีไม่แพ้แบรนด์เคาน์เตอร์เลยทีเดียว ให้ไป 5 ฟลาสก์
  2. การใช้งาน ตัวซีรั่มเนื้อไม่หนักมาก ไม่มีน้ำหอม เลยมีกลิ่นจางๆของวัตถุดิบอยู่ ด้านของ Feeling และ Texture ถือว่าทำมาได้ค่อนข้างดี ค่อนข้างบางเบา แต่ในแง่ของการซึมและการแห้ง อาจจะดูช้าไปหน่อย ต้องเว้นช่วงไปแป๊บนึง ส่วนความรู้สึกแสบร้อน หรือระคายเคือง ส่วนตัวมี่ใช้มาประมาณ 1 อาทิตย์ ก็ไม่ได้รู้สึกว่าร้อน หรือระคายเคือง ไม่สบายผิวอะไรค่ะ แรกๆก็ลงสด แต่หลังๆเริ่มเอามาผสมกับตัว Goat milk toner วอร์มๆบนมือก่อนละเลงบนหน้า ก็จะรู้สึกแฮปปี้ดี เรื่องประสิทธิภาพ ระยะเวลา 1 อาทิตย์ อาจจะยังตอบด้านไวท์เทนนิ่งหรือริ้วรอยไม่ค่อยชัด แต่ด้านของพวกรอยแดง หรือ ผื่นคัน พวกนี้จะเกิดน้อยลงนะคะ ซึ่งส่วนตัวมี่รู้สึกเช่นนี้กับวิตซีทุกตัวที่เคยใช้ ว่าให้ประโยชน์ด้านการป้องกันการแพ้ และการเกิดผื่นของผิวเราได้ดีค่ะ จึงถือว่า วิตซีของ Mederi ทำมาได้ดีไม่แพ้วิตซีอื่นๆที่เคยได้ลองใช้มาเลยหละ แต่ส่วนตัวขอติเรื่องสัมผัสกับ Feeling นิดนึง จุดนี้ขอให้ไป 4 ฟลาสก์

 

คะแนน mederi

สุดท้ายนี้ขอขอบคุณทางแบรนด์ Mederi ด้วยนะคะ ที่ส่งผลิตภัณฑ์ดีๆมาให้มี่ได้ทดลองใช้ และขอบคุณทุกท่านด้วยค่ะที่ติดตามรับชมมาจนจบ

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถติดต่อสอบถามทางแบรนด์ได้โดยตรงเลยนะคะ

https://facebook.com/mederi.cosmeceuticals/

Disclaimer/conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากทางแบรนด์ Mederi cosmeceuticals การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสมตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล และผู้เขียนไม่ได้มีผลประโยชน์ใดๆในการขายสินค้า โปรดใช้วิจารณญาณ

Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสม เซรั่มวิตามินซี L-ascorbic acid ที่มาในเบสที่เป็น Propanediol จากแบรนด์ Nuceara กับ Asco C+ Booster serum

สวัสดีค่ะ

วันนี้มี่มีรีวิวเซรั่มวิตามินซีที่น่าสนใจมาฝากกันค่ะ

เป็นเซรั่มวิตามินซีจากแบรนด์ Nuceara กับ Asco C+ Booster serum ที่อัดแน่นด้วยวิตามินซีรูปแบบดั้งเดิม L-ascorbic acid ในความเข้มข้นจัดเต็มที่ 12% มาในเบส Propanediol ที่แทบจะไม่มีน้ำในส่วนผสม เพื่อรักษาความคงตัว ยังไม่พอ ในตำรับยังเสริมมาด้วยสารเพิ่มการดูดซึมด้วยหละ เรียกได้ว่า จัดเต็มมาเลยทีเดียวค่ะ

อีกจุดที่น่าสนใจคือ แพคเกจนางทำมาในขนาด 9 กรัม พอใช้ได้ประมาณ 2 สัปดาห์

หน้าตาเป็นแบบนี้นะคะ

as 1

ด้านในเป็นขวดปั๊มแบบ airless ค่ะ

as 2

ตัวเซรั่มมาในเนื้อแบบใส สีอมเหลือง ทางแบรนด์กล่าวว่าเป็นสีของสารสกัดธรรมชาติ ไม่ได้มาจากการเสื่อมสภาพของวิตามินซี ไม่มีกลิ่น เนื่องจากทางแบรนด์ไม่ได้ใส่น้ำหอมค่ะ

as 3

เกลี่ยได้ค่อนข้างง่าย ไม่เหนอะหนะ

as 4

ทิ้งไว้ซักประมาณ 5 นาทีก็จะซึมจนหมด ให้สัมผัสนุ่มนวลดีค่ะ

as 5

มาดูส่วนผสมกันบ้างนะคะ

สผส nuceara

เห็นมาเรียบง่ายแบบนี้ นางจัดมาเต็มนะคะ

  • สีม่วง: L-ascorbic acid เป็นวิตามินซีรูปแบบดั้งเดิมตามธรรมชาติ ซึ่งมีงานวิจัยอยู่หลายฉบับ โดยวิตามินซีมีประโยชน์มากมายกับผิว โดยมีคุณสมบัติเป็น Antioxidant ช่วยปกป้องผิวจากอนุมูลอิสระ ชะลอวัย เป็นส่วนหนึ่งของการสังเคราะห์คอลลาเจนของผิว มีผลยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ Tyrosinase ที่เป็นตัวสร้างเม็ดสีของผิว และลดการอักเสบ โดยรวมวิตามินซีจึงมีประโยชน์ด้าน Whitening ลดการอักเสบ และชะลอวัยป้องกันริ้วรอย
  • สีเขียว: เป็นสารบำรุง และสาร antioxidant
    • สารสกัดจากมะขามป้อม เป็น Antioxidant ที่ดี มีคุณสมบัติเป็น Whitening ผ่านยับยั้งเอนไซม์ Tyrosinase มีรายงานการวิจัยกล่าวว่า สารสกัดจากมะขามป้อมมีฤทธิ์เป็น Antioxidant และต่อต้านการทำงานของเอนไซม์ collagenase ที่ไปย่อยสลายคอลลาเจนในผิวจนเกิดเป็นริ้วรอย (Pharm Biol. 2016;54(9):1865-72.) การศึกษาในเซลล์เพาะเลี้ยงพบว่า สารสกัดมะขามป้อมมีคุณสมบัติเสริมการสร้างคอลลาเจน และ ยับยั้งเอนไซม์ MMP-1 ที่เป็นตัวย่อยสลายคอลลาเจน และอิลาสตินในผิว (J Ethnopharmacol. 2008;119(1):53-7) จึงเสริมประโยชน์ด้าน Whitening และชะลอวัยลดริ้วรอย
    • Tetracarboxymethyl naringinchalcone เป็นสาร Antioxidant ที่ดัดแปลงมาจากสารที่พบในพืชตระกูลส้ม ผู้ผลิตวัตถุดิบ Claim ว่ามีประโยชน์ในการลดการอักเสบระคายเคืองของผิว และลดรอยแดง
    • Pentaerythrityl tetra-di-t-butyl hydroxyhydrocinnamate สารชื่อยาวๆนี้ เป็นสาร Antioxidant โมเลกุลใหญ่ที่มีความคงตัวสูง ผู้ผลิตวัตถุดิบ Claim ว่า ให้ผลดีในการปกป้องสารในตำรับจากปฏิกิริยา Oxidation ต่างๆ ไม่ให้เสื่อมสลายไป
  • สีฟ้า เป็นกลุ่มของสารที่เรียกว่า Chemical penetration enhancer หรือ CPE มีประโยชน์ในการเพิ่มการดูดซึมสารอื่นเข้าสู่ผิว ในที่นี้ก็คงจะใส่มาเพื่อช่วยเพิ่มการดูดซึมของวิตามินซีเข้าสู่ผิว

 

ในภาพรวมจุดเด่นของ Asco C+ booster serum มีค่อนข้างเยอะเลยนะคะ

  1. จุดแรกคือ นางเอา L-ascorbic acid มาใส่ในเบสที่เป็น Propanediol ซึ่งเป็นสารเพิ่มความชุ่มชื้น และเป็นตัวทำละลายที่มีความคล้ายกับ Propylene glycol ซึ่งผู้ผลิตวัตถุดิบ Claim ว่าได้จากการหมักข้าวโพด และมีความปลอดภัยกว่า Propylene glycol จากส่วนผสมจะเห็นว่าในส่วนผสมมีน้ำอยู่ค่อนข้างน้อยมาก เพื่อรักษาความคงตัวของ Ascorbic acid เอาไว้
  2. จุดที่สองคือ นางใช้ Ascorbic acid ในรูปแบบ L-ascorbic acid ซึ่งเป็นรูปแบบดั้งเดิมตามธรรมชาติ และเป็นรูปแบบที่มีงานวิจัยอยู่หลายฉบับ ในความเข้มข้น 12% ค่ะ
  3. จุดที่สาม คือ ทางแบรนด์ Claim ว่า Ascorbic acid ที่นางใช้ มีคุณภาพในเกรด USP ซึ่งเป็นเกรดมาตรฐานเภสัชตำรับของอเมริกา เป็นเกรดที่เอาไว้ปรุงยาได้ค่ะ
  4. จุดที่สี่ คือ นางใช้สารเพิ่มการดูดซึม (Percutaneous absorption enhancer) อย่าง Isoprene glycol กับ Ethyoxydiglycol เพื่อเสริมการดูดซึมเข้าสู่ผิวค่ะ

 

มาให้คะแนนกันดีกว่านะคะ เนื่องจากวันนี้ส่วนผสมค่อนข้างน้อย เลยขอปรับการให้คะแนนเป็น 2 หัวข้อ คือ ส่วนผสม กับ การใช้งาน จากคะแนนเต็มหัวข้อละ 5 นะคะ

  1. ส่วนผสม ในด้านของสารบำรุง เน้นไปที่ตัว L-ascorbic acid ซึ่งเป็นรูปแบบดั้งเดิมตามธรรมชาติ ที่มีรายงานการวิจัยกล่าวถึงอยู่หลายฉบับเหมือนกัน เสริมมาด้วยสาร antioxidant เพื่อรักษาความคงตัว และเพิ่มอีก 1 step ด้วยการใช้เบสหลักที่เป็น Propanediol ในด้านสารบำรุงยังเสริมสารสกัดจากมะขามป้อม กับ Tetracarboxymethyl naringinchalcone ที่เป็น antioxidant และมีประโยชน์ในการลดการอักเสบระคายเคือง ในส่วนผสมไม่มีสารที่ไม่เป็นมิตรกับผิวเลย และมีส่วนผสมอยู่เท่าที่จำเป็น จึงรบกวนผิวน้อย ให้ไป 5 คะแนน
  2. การใช้งาน เซรั่มตัวนี้ส่วนตัวมี่จะลงเป็นขั้นตอนที่สองหลังจากเช็ดหน้าด้วยโทนเนอร์ ก่อนทาครีมตัวอื่นทับอีกชั้น ใช้มาประมาณร่วม 2 สัปดาห์ ก็ไม่ได้รู้สึกแสบร้อน หรือว่าระคายเคืองอะไร Feeling หลังใช้จะนุ่มผิว ไม่ได้แห้งตึง เรื่องของรอยแดง ส่วนตัวมี่รู้สึกว่า อาการแดงลดลงนะคะ เรื่องของผิวนุ่มฟู ตัวนี้ตอบโจทย์ได้อยู่ ส่วนผลด้าน Whitening กับ ริ้วรอย ตอนนี้อาจจะยังไม่ค่อยชัด น่าจะต้องลองซัก 1 เดือนค่ะ ความประทับใจโดยรวมขอให้ไป 5 คะแนน

คะแนน asco

สุดท้ายนี้ขอขอบคุณทางแบรนด์ Nuceara beauty ด้วยนะคะที่ส่งผลิตภัณฑ์ดีๆมาให้มี่ได้ทดลองใช้ และขอบคุณทุกท่านด้วยค่ะที่ติดตามรับชมมาจนจบ พบกันใหม่โอกาสถัดไป สวัสดีค่ะ

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติม สามารถติดต่อสอบถามได้ที่ทางแบรนด์โดยตรงเลยนะคะ

Facebook : https://www.facebook.com/nucearaThailand/

Line : @nuceara

Discliamer/conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากทางแบรนด์ Nuceara การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสมตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล และผู้เขียนไม่ได้มีผลประโยชน์ใดๆในการขายสินค้า โปรดใช้วิจารณญาณ

Image

[รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสม] ยอมใจ KENE BrightageC เซรั่มวิตามินซีที่ไม่ได้มีดีแค่ Vitamin C

สวัสดีค่ะ วันนี้มีรีวิวผลิตภัณฑ์ที่น่าสนใจมาฝากกันอีกแล้วค่ะ

ถ้าพูดถึงเซรั่มแล้ว หนึ่งในหลายๆตัวที่น่าสนใจคงหนีไม่พ้นเซรั่ม BrightageC จากแบรนด์ Kene ที่เป็นที่กล่าวขวัญถึงของชาวเน็ตอยู่มาซักระยะแล้วค่ะ

ส่วนตัวมี่เองก็พึ่งมีโอกาสได้ลองใช้เซรั่มดังกล่าว ก็ถือว่า เลอค่าสมคำร่ำลือจริงๆค่ะ

แบรนด์ Kene เป็นแบรนด์เวชสําอางประสิทธิภาพสูง ที่เน้นผลลัพธ์ที่ชัดเจนโดยเลือกใช้ส่วนผสมที่อิงตามพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ เพื่อสุขภาพผิวที่ดีนั่นเองค่ะ โดยมีสโลแกนหลักคือ “Innovative skin solution” ที่ทางแบรนด์น่าจะต้องการสื่อว่า ไม่ใช่แค่ดูแลผิวพื้นๆ แต่ต้องการจัดการปัญหาผิวพรรณอย่างจริงจัง โดยอิงตามพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ที่พิสูจน์ได้ และใช้นวัตกรรมด้านผิวหนังสมัยใหม่นั่นเองค่ะ

ว่าแล้วก็ขออวดโฉมหน้าของเซรั่ม BrightageC ก่อนนะคะ

kene 1

โดยชื่อผลิตภัณฑ์คือ BrightageC ก็มาจากคำว่า Bright + Age + C ซึ่งก็คือการเข้าไปทำให้ผิวสว่างใส พร้อมๆกับจัดการปัญหาผิวแห่งวัย โดยมีส่วนผสมหลักเป็น Vitamin C  ค่ะ

โดยที่ทางแบรนด์เลือกใช้ตัว VitaminC ก็เพราะตัว VitaminC มันมีหลักฐานว่าช่วยทั้งการลดความหมองคล้ำผ่านการยับยั้งเอนไซม์ tyrosinase และช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนผ่านหลายๆกลไก เพราะผิวที่อายุมากขึ้นคอลลาเจนจะลดลง ทำให้เกิดปัญหาต่างๆตามมาเช่น ผิวไม่เรียบเนียน ริ้วรอย และการเสียความยืดหยุ่น

 

ปกติแล้วสารที่จะมากระตุ้นการสร้าง collagen ที่ได้รับความนิยมในวงการผิวหนังตัวหนึ่งก็คือ Vitamin A หรือกลุ่มของ Retinol แต่สารนี้มีปัญหาด้านความระคายเคือง ยิ่งถ้าใช้มากก็จะยิ่งระคายเคืองมาก นอกจากนี้ยังมีปัญหาในด้านความคงตัวและการขึ้นสูตร

Vitamin C ก็เลยจึงนับเป็นอีกส่วนผสมที่น่าสนใจหากต้องการต่อสู้กับปัญหาของคอลลาเจนที่ลดลงและความหมองคล้ำค่ะ ขอเอาคำพูดของเจ๊ Draelos ที่เป็นแพทย์ผิวหนังท่านหนึ่งที่มีผลงานตำราหลายๆเล่มมาแชร์ค่ะ มี่ก็จำได้ไม่ค่อยแน่นอน แต่นางบอกประมาณว่า “Vitamin C remains our important armamentatrium for anti-aging purpose” แปลง่ายๆว่า วิตซีนี่ก็คืออาวุธ/คลังแสงสำคัญในการต่อต้านความชราของเรา

 

ไหนๆก็พูดถึงผลิตภัณฑ์ลดริ้วรอยแล้ว มี่ขอพูดถึงกลไกความแก่ของผิวกันนิดนึงค่ะ

ปกติแล้วสาเหตุหลักของความแก่ หรือ Aging ของร่างกาย รวมทั้งผิวของนี่มี 2 สาเหตุหลักค่ะ

  1. สาเหตุอันแรก เรียกว่า intrinsic factor คือปัจจัยภายใน เป็นธรรมชาติของร่างกายทุกคนหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่ทำให้ผิวบางลง คอลลาเจนลดลง ไขมันในบางจุดลดลง เช่น พันธุกรรม สาเหตุกลุ่มนี้เราไปเปลี่ยนอะไรมันไม่ได้ แต่เราชะลอได้ด้วยการทานอาหารที่มีประโยชน์ หรือการใช้เครื่องสำอาง
  2. สาเหตุที่สอง เรียกว่า extrinsic factor คือปัจจัยภายนอก เช่น แสงแดด และการสูบบุหรี่ สาเหตุกลุ่มนี้เราสามารถป้องกันได้ โดยการหลีกเลี่ยงแสงแดด การทาผลิตภัณฑ์กันแดด งดการสูบบุหรี่ เป็นต้น

ลองสังเกตกันง่ายๆนะคะ เวลาดูผิวผู้สูงอายุ หรือคนที่ทำงานกลางแดดนานๆ บริเวณที่ได้รับแสงแดด ผิวจะเหี่ยวและมีจุดด่างดำ มากกว่าบริเวณที่ไม่โดนแสงเช่นบริเวณลำตัว ผลจากแสงแดดที่ทำให้ผิวแก่เราก็จะเรียกมันว่า photoaging ค่ะ

 

 

เกริ่นอะไรไปก็ไม่รู้ยืดยาว กลับเข้ามาเรื่อง BrightageC กันต่อค่ะ ที่พูดมานี่มีหนึ่งเรื่องที่อยากจะบอกคือ มันมีการศึกษาว่าถึงแม้จะทากันแดดได้ดี ปริมาณเหมาะสมแต่เราก็สามารถป้องกันอนุมูลอิสระจาก UV ได้เพียง บางส่วนเท่านั้น แสดงว่าถึงแม้จะทากันแดดดีแต่ก็มีอนุมูลอิสระบางส่วนที่เข้าไปทำร้ายผิวให้เกิดความเสียหายได้อยู่ดี เราถึงต้องเสริม antioxidant ให้ผิวเพื่อหักล้างผลเสียของรังสี UA ที่เล็ดรอดเข้าไปในผิว

 

BrightageC เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของผลิตภัณฑ์ที่มี antioxidant ที่ดีคือมี vitamin C เข้มข้นผสานกับ antioxidant อีกหลายๆตัวที่จะทั้งป้องกัน photoaging และแก้ไขปัญหาคอลลาเจนที่ลดลงผ่านการทำงานร่วมกับ signal peptide อีกหลายตัวในการส่งสัญญาณกระตุ้นให้เกิดการสร้างคอลลาเจนใหม่ๆขึ้นมาทดแทนคอลลาเจนที่เสียไป

ตัวนี้อาศัย Vitamin C 2 รูปแบบ (Ester + Ether) และ เปปไทด์ที่กระตุ้นการสร้างคอลลาเจนของผิว เป็นพระเอก และ นางเอกชูโรงค่ะ

แอบยืมภาพจากข้างกล่องมาใช้ซักหน่อย

kene 3

ที่ด้านข้างกล่องก็จะมี Claiming เกี่ยวกับผลลัพธ์ที่จะได้อยู่ด้วยค่ะ

kene 2

ดูกล่องเยอะและ มาดูข้างในบ้างดีกว่าค่ะ

kene 4

ตัวเซรั่มเป็นหลอดสีขาวด้าน หัวหลอดกว้าง วางในแนวตั้งได้สะดวก

เนื้อเซรั่มเป็นสีขาว ไม่มีกลิ่น ทางแบรนด์ไม่ได้ใส่น้ำหอมค่ะ

kene 5

เกลี่ยง่าย ซึมไว ไม่เหนอะหนะ ใช้ได้ทั้งเช้าทั้งเย็น ตอนเช้าทาเสร็จก็ลงเมคอัพได้เลย และถ้าดูจากเนื้อ คิดว่าน่าจะได้ทุกสภาพผิวค่ะ ส่วนผิวแห้งมากๆอาจจะไม่พอให้เสริม moisturizer ทับอีกชั้น ก่อนลงกันแดดนะคะ

kene 6

วัดค่า pH ซักหน่อยนะคะ

kene 7

 

pH อยู่ที่ประมาณ 6 ซึ่งใกล้เคียงกับผิวดีค่ะ มาถึงตรงนี้หลายๆคนอาจจะคิดว่า Vitamin C ต้องอยู่ในสภาวะที่เป็นกรดถึงจะคงตัวและดูดซึมได้ แต่ความจริงแล้ววิตามินซีในรูป Ascorbic acid ที่จำเป็นต้องเป็นอยู่ในตำรับที่มีค่า pH เป็นกรด เพื่อให้ตัววิตามินอยู่ในรูปแบบที่ไม่แตกตัวถึงจะมีการดูดซึมเข้าผิวได้ดี ส่วนในรูปอนุพันธ์นั้น ด้วยความที่มีสายไขมันเป็นตัวนำส่งเข้าผิวอยู่แล้ว จึงไม่จำเป็นต้องปรับสูตรให้เป็นกรด ซึ่งน่าจะช่วยลดการระคายเคืองผิวไปด้วยในตัว

 

มาดูส่วนผสมกันบ้างนะคะ

สผส kene

ตรงข้างกล่อง ทางแบรนด์ก็จะมี Claiming ของปริมาณที่ใช้อยู่ด้วยค่ะ

สผส claim

วันนี้เรามารีวิวกันแบบละเอียด แจงจัดหนักทุกส่วนผสมเลยนะคะ

ถ้าเราพิจารณากันจะพบว่าผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางแทบทุกชนิดจะประกอบด้วยส่วนหลักๆ 3 ส่วน คือ

  1. Actives คือ สารบำรุง เป็นส่วนที่ทำให้เครื่องสำอางมีคุณสมบัติที่ดี รวมไปถึงมีประโยชน์ทางชีวภาพ
  2. Base คือ เนื้อหลักของผลิตภัณฑ์ บางทีอาจเรียกว่า Vehicle
  3. Additive คือ สารที่ช่วยเสริมให้ผลิตภัณฑ์มีคุณสมบัติที่ดี มีความน่าใช้ และมีความปลอดภัย

 

มี่ได้ทำสีส่วนผสมสารบำรุงไว้หลายๆสีนะคะ เดี๋ยวจะบอกอีกทีว่าแต่ละสีมีประโยชน์อะไรบ้าง

 

มาดูรายละเอียดส่วนผสมแต่ละตัวกันเลยนะคะ

  1. กลุ่มสารบำรุง (Active ingredients)
  • สีม่วง คือ พระเอกของเราในวันนี้ค่ะ เป็นกลุ่มของวิตามินซี ซึ่งทางแบรนด์ใส่มา 3 รูป หรือ Form คือ Ascorbyl tetraisopalmitate, 3-O-Ethyl ascorbic acid และ Ascorbic acid ตัวดั้งเดิม โดย ตัวแรก Ascorbyl tetraisopalmitate เป็นรูปที่ละลายในไขมัน โดยตัวของสร้างของเขาคือ เป็นสารประกอบเชิงซ้อนที่มีสายไขมันจับอยู่กับโมเลกุลของวิตามินซี 4 สาย จึงมีความเป็นกรดต่ำ และดูดซึมเข้าผิวได้ดี โดยอาศัยโครงสร้างของสายไขมันเป็นตัวพาเอาเข้าไปในผิว และพอเข้าผิว ผิวเราจะค่อยๆตัดสายไขมันออก ได้เป็นวิตามินซีรูปแบบดั้งเดิมในผิว

VC MOA

(ที่มา: Nikko Chemicals Co., Ltd.)

ส่วนเจ้า 3-O-Ethyl ascorbic acid ว่ากันว่าเป็นรูปที่มีขนาดโมเลกุลเล็กกว่า Ascorbic acid ธรรมชาติ มีเคลมว่าจะดูดซึมได้ง่ายกว่า

 

ประโยชน์ของวิตามินซีที่มีกับผิว คือ มีคุณสมบัติเป็น Antioxidant ช่วยชะลอวัย เป็นส่วนหนึ่งของการสังเคราะห์คอลลาเจนของผิว และมีผลยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ Tyrosinase ที่เป็นตัวสร้างเม็ดสีของผิว และมีหลายๆแหล่งข้อมูลบอกว่า วิตามินซี สามรารถยับยั้งกระบวนการอักเสบในผิว และปกป้องผิวจากรังสี UV ได้ด้วย จึงให้ประโยชน์ในด้าน ริ้วรอย ชะลอวัย ลดการอักเสบ และผิวขาวกระจ่างใสไปพร้อมๆกัน

 

ทางแบรนด์จัดเต็มเรื่องของความเข้มข้นที่ใส่มาด้วยนะคะ

Ascorbyl tetraisopalmitate 10%

3-O Ethyl ascorbic acid 2%

 

  • สีน้ำเงิน เป็นกลุ่มของสารเพิ่มความชุ่มชื้น โดยดูดน้ำให้กับผิว
    • Sorbitol เป็นน้ำตาลชนิดหนึ่ง
    • Sodium lactate เป็นสารที่จัดเป็น Natural moisturizing factor หรือ NMF ที่มีอยู่ในผิวตามธรรมชาติ ทำหน้าที่ดูดน้ำและเก็บกักน้ำให้ผิว ว่ากันว่ามีประสิทธิภาพสูงมากเมื่อเทียบกับสารดูดน้ำอื่นๆ
    • Panthenol หรือโปรวิตามินบี 5 นอกจากคุณสมบัติในการเพิ่มความชุ่มชื้นแล้ว นางยังมีประโยชน์ด้านการลดการอักเสบและระคายเคืองในผิว รวมไปถึงมีคุณสมบัติในการสมานผิวได้ด้วย
    • Sodium PCA เป็นสาร NMF เช่นเดียวกัน
    • Beta-glucan เป็นสารในกลุ่มคาร์โบไฮเดรต ที่มีคุณสมบัติเพิ่มความชุ่มชื้นได้เช่นกัน นอกจากนี้ยังมีประโยชน์ที่ดีกับผิว โดยมีข้อมูลกล่าวถึงคุณสมบัติ antioxidant ลดริ้วรอย เพิ่มความชุ่มชื้น สมานผิว และปกป้องผิวจากรังสี UV (Phytother Res. 2014 Feb;28(2):159-66.)
    • Sodium hyaluronate มีบทบาทเกี่ยวกับความชุ่มชื้นของผิว จุดนี้ทางแบรนด์เคลมว่าใช้ในรูปแบบที่มีอนุภาคขนาดเล็ก หรือ แบบ nano ที่ดูดซึมเข้าไปในผิวเพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นและความยืดหยุ่นจากภายใน
  • สีเขียว เป็นกลุ่มของสารไขมันทดแทน Barrier ผิว เพื่อให้ผิวแข็งแรงได้แก่
    • น้ำมันจากพืช อย่าง Jojoba และ เมล็ดองุ่น ซึ่งมีกรดไขมันจำเป็นอยู่
    • Squalane เป็นไขมันที่ดัดแปลงมาจากธรรมชาติ เลียนแบบไขมันที่ต่อมไขมันเราสร้างขึ้นมา ทำหน้าที่เคลือบผิวรักษาความชุ่มชื้น
    • Ceramide 3 และ Ceramide 6II เป็นไขมันที่เป็นส่วนประกอบสำคัญของ Barrier ผิว ช่วยให้ผิวแข็งแรง ป้องกันอันตรายจากภายนอก และป้องกันไม่ให้น้ำและสารภายในหลุดรอดออกไปจากผิว
    • Cholesterol เป็นไขมันอีกชนิดที่เป็นองค์ประกอบของ Barrier มีรายงานว่าการทา Cholesterol สามารถปกป้องผลเสียที่เกิดจากรังสี UV ต่อผิวได้ โดยไปลดการสร้างเอนไซม์ MMP-1 ที่ไปย่อยคอลลาเจน และ ลดการสร้างสารก่ออักเสบ ในกลุ่ม Interleukin ได้ (J Dermatol Sci. 2012;65(2):110-7.)
    • Phytosphingosine เป็นเบสที่เป็นสารตั้งต้นในการสังเคราะห์เซราไมด์ของผิว
    • Lecithin เป็น Phospholipid ชนิดหนึ่งที่พบได้ในผิว ในทางเครื่องสำอางอาจจะนำมาเป็นส่วนนึงของระบบนำส่งสารเข้าผิว
  • สีฟ้า กลุ่มชะลอวัย และลดริ้วรอย ได้แก่
    • Decarboxy carnosine HCl มีชื่อทางการค้าว่า Alistin เป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่มีฤทธิ์แรง ผู้ผลิตวัตถุดิบ Claim ว่า มีคุณสมบัติเพิ่มความยืดหยุ่นของผิว เพิ่มการสังเคราะห์คอลลาเจน ลดการอักเสบ ลดริ้วรอย และที่สำคัญคือ สารนี้มีประโยชน์ช่วยปกป้องเซลล์ผิวจากกระบวนการ Glycation (การที่น้ำตาลเข้ามาจับกับโปรตีนในผิว แล้วมีผลต่อการทำงานของผิว เช่น ถ้าจับกับคอลลาเจน จะทำให้ความยืดหยุ่นของผิวลดลง ปฏิกิริยานี้มักจะพบมากขึ้นเมื่อเรามีอายุเพิ่มขึ้น เป็นสาเหตุหนึ่งของความแก่ ผิวไม่ยืดหยุ่นและริ้วรอย)

alistin

(ที่มา: Exsymol S.A.M.)

  • Tetrapeptide-21 เป็นสารกลุ่ม Peptide มีชื่อทางการค้าว่า TEGO Pep 4-17 นำเข้าจากเยอรมัน ผู้ผลิตวัตถุดิบ Claim ว่า เปปไทด์นี้ที่มีส่วนช่วยกระตุ้นการสร้าง องค์ประกอบที่เป็น Extracellular matrix (ECM) ในผิว ได้แก่ Collagen, Hyaluronic acid และ Fibronection ซึ่งเป็น ไกลโคโปรตีนที่ช่วยยึดจับ ECM ต่างๆไว้เพื่อให้ผิวยืดหยุ่นและกระชับ ที่สำคัญคือมีงานวิจัยรองรับถึงประสิทธิภาพของสารในการเพิ่มการสังเคราะห์ ECM และประสิทธิภาพในการลดริ้วรอยช่วยปรับสภาพผิวให้เรียบเนียนในอาสาสมัคร (Experimental Dermatology, 2011;20:602-604)
  • สูตรผสมของ Palmitoyl tetrapeptide-7 กับ Palmitoyl tripeptide-1 มีชื่อทางการค้าว่า Matrixyl 3000 นำเข้าจากประเทศฝรั่งเศส เป็นเปปไทด์สายสั้นๆที่จับกับกรดไขมัน Palmitic เพื่อใช้เป็นตัวนำส่งให้ดูดซึมเข้าผิวดีขึ้น จัดเป็นสารที่เรียกว่า Matrikine ทำหน้าที่เสมือนเป็นคนส่งสาร หรือ Messenger ที่ช่วยให้ผิวมีการฟื้นฟูและซ่อมแซมตนเอง โดยไปช่วยส่งเสริมการสร้าง ECM ในผิว และลดเลือนริ้วรอย
  • Resveratrol เป็นสาร Antioxidant ประสิทธิภาพสูงที่พบในไวน์แดง มีคุณสมบัติต่อต้านอนุมูลอิสระ และชะลอวัย มีรายงานกล่าวว่าสารนี้สามารถมีส่วนช่วยให้ผิวขาว ผ่านกลไกการยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ alpha-MSH ยับยั้งไทโรซิเนส และช่วยปกป้องผิวไม่ให้ดำคล้ำจากรังสี UVB ได้ (Biomol Ther (Seoul). 2014; 22(1):35-40.)
  • Carnitine เป็นกรดอะมิโนชนิดหนึ่งที่มีบทบาทในการ Metabolism ของไขมันงานวิจัยกล่าวว่าการทา L-carnitine จะมีผลไปกระตุ้นให้เกิดกระบวนการ metabolism ของไขมันในเซลล์ Sebocyte ที่ต่อมไขมันทำให้ไขมันลดลง ให้ผลควบคุมความมันของผิวหนัง (J Cosmet Dermatol. 2012; 11(1):30-6.)
  • Ubiquinone หรือ Co-enzyme Q10 เป็นสาร Antioxidant ที่มีประสิทธิภาพสูงเช่นกัน มีงานวิจัยกล่าวว่าการทา Coenzyme Q10 จะช่วยลดปริมาณอนุมูลอิสระ และเพิ่มความสามารถในการเป็น Antioxidant ของผิว ( 2015;41(6):383-90.)
  • กลุ่มสุดท้ายสีส้ม เป็นสารบำรุงอื่นๆ ได้แก่
    • Rubus villosus leaf extract สารสกัดจาก Blackberry ส่วนของใบมีรายงานว่าเป็น Antiaging ที่ดี โดยมีคุณสมบัติต่อต้านการทำงานของเอนไซม์ MMP ที่ไปย่อยสลายคอลลาเจนในผิว ลดการอักเสบ และเป็น Antioxidant ((Int J Cosmet Sci. 2007;29(5):411)
    • Camellia sinensis leaf extract คือ สารสกัดจากชาเขียว มีรายงานวิจัยอยู่ค่อนข้างมาก เช่น เป็น antioxidant เป็น Moisturizer ลดริ้วรอย เพิ่มความยืดหยุ่นให้แก่ผิว (Dermatol Ther. 2013;26(3):267-71.) และ สารประกอบกลุ่ม Polysaccharide ที่พบในชาช่วยปกป้องผิวจากรังสี UV ได้ และสารประกอบกลุ่ม Polyphenol ยังช่วยยับยั้งการสร้างเม็ดสีได้ (J Agric Food Chem. 2009;57(17):7757-62.)
    • Rumex occidentalis extract มีชื่อทางการค้าว่า Tyrostat สกัดได้จากพืชที่ขึ้นในแถบอเมริกาเหนือ มี Claim ว่าสารนี้ยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ Tyrosinase ได้แรงกว่า Arbutin และ Hydroquinone และให้ผลลดรอยแดงได้ด้วย ตัวนี้ทางแบรนด์จัดเต็มมา 1.5%
    • Tocopheryl acetate เป็นรูปแบบหนึ่งของวิตามินอี ที่เป็น Antioxidant เช่นกัน นอกจากนี้วิตามินอีสามารถช่วย Recycle วิตามินซีที่เสื่อมสภาพให้กลับมาใช้งานได้อีกครั้ง

 

โดยรวมจึงเห็นได้ว่าสารบำรุงที่ใส่มา นอกจากมีประโยชน์ด้าน Whitening และ Antiaging ลดริ้วรอยแล้ว ยังมีส่วนช่วยลดการอักเสบ เพิ่มความชุ่มชื้น ฟื้นฟู Barrier ผิว ช่วยให้ผิวแข็งแรง และที่สำคัญคือ ต่อต้านการเกิด Glycation ที่เป็นเทรนด์ใหม่ของวงการได้ด้วย

 

  1. ส่วนของเนื้อหลัก หรือ Base ประกอบด้วยน้ำ และน้ำมัน ไม่มีซิลิโคน และแอลกอฮอล์ ดังนี้
    • ส่วนของน้ำ ได้แก่ น้ำ และสารดูดน้ำเพิ่มความชุ่มชื้น อย่าง Glycerin, Butylene glycol และ Propylene glycol
    • ส่วนของน้ำมัน ได้แก่ Isohexadecane เป็นน้ำมันสังเคราะห์ที่ระเหยได้ ให้สัมผัสบางเบา กับ Synthetic wax ที่ช่วยเพิ่มเนื้อให้ครีม

 

  1. ส่วนผสมอื่นๆ ได้แก่
    • สารเชื่อมประสานน้ำกับน้ำมัน และ ตัวเพิ่มความหนืด จะเป็นกลุ่มของ Polysorbate, Sodium acrylate/sodium acryloyldimethyltaurate copolymer, Carbomer และ xanthan gum
    • สารเสริมประสิทธิภาพกันเสีย คือ Ethylhexylglycerin ซึ่งเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิวได้ด้วย
    • สารกันเสีย คือ Phenoxyethanol
    • สารประจุบวก
      • Hydroxyethyl behenamidopropyl dimonium chloride เป็นสารประจุบวกที่มีชื่อทางการค้าว่า Incroquat™ Behenyl HE ใน Skincare จะเกาะติดผิว ช่วยให้ผิวนุ่ม และให้สัมผัสที่แห้งและบางเบา ผู้ผลิตวัตถุดิบ Claim ว่ามีความอ่อนโยน
      • Polyquaternium-67 เป็น Polymer ของสารประจุบวกที่เมื่อใช้ร่วมกับ Hyaluronic acid จะช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิวได้อย่างยาวนาน

 

แวะสรุปอีกซักครั้งก่อนไปให้คะแนนนะคะ

โดยสรุป BrightageC Line&Radiance corrector ตัวนี้ถือเป็นอีกหนึ่งเซรั่มวิตซี ในท้องตลาดที่น่าสนใจมากค่ะ โดยความแตกต่างหลักๆที่น่าสนใจคือ การใช้อนุพันธ์วิตามินซีแบบใหม่ที่มีความเข้มข้นสูง คาดหวังในประสิทธิภาพได้ และที่แตกต่างจากเซรั่มวิตซีอีกหลายๆตัวทั่วไป ก็คือการที่มันไม่ได้มีแค่วิตซี แต่มีส่วนผสมของ signal peptide 2 ชนิด หรือที่ทางแบรนด์เรียกว่า collagen boosting peptideที่เข้ามาช่วยในเรื่องการกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใหม่มาทดแทนคอลลาเจนเดิมในผิว และมีส่วนผสมช่วยฟื้นฟูบำรุงผิวหลายๆชนิด เช่น กลุ่ม antioxidant, antiglycation, whitening, ส่วนผสมที่ช่วยฟื้นฟู Barrier ผิวเพื่อผิวที่แข็งแรง และส่วนผสม อื่นๆ อย่างที่มี่ได้กล่าวไปแล้วในข้างต้น  จุดนี้ก็อาจจะเป็นข้อดีที่แตกต่างจาก วิตซีตัวอื่นๆในท้องตลาด

 

ใครบ้างที่เหมาะกับการใช้? คำถามนี้คิดว่าเดี๋ยวคงมีคนแอบมาถาม หนูใช้ดีไหมคะ เหมาะกับหนูไหมคะ

จริงๆน่าจะต้องแบ่งเป็นสองกลุ่มนะคะ คือกลุ่มที่มีริ้วรอยจุดด่างดำแล้ว ผลิตภัณฑ์ตัวนี้จะเข้าไปช่วยจัดการปัญหาที่มีอยู่ และป้องกันไม่ให้ปัญหาเพิ่มมากขึ้น

 

ส่วนคนที่ยังไม่มีปัญหา มองว่าเป็นเรื่องที่ดีเลยค่ะกับการใช้ผลิตภัณฑ์กลุ่ม antioxidant เพราะมันจะลดความเสียหายที่เราสะสมจากแสงแดด ปัจจัยความเสียหายจากภายนอก เหมือนที่ได้ยกตัวอย่างเช่นผิวในร่มผ้าให้ฟังกันไป ดังนั้นยิ่งเริ่มใช้ผลิตภัณฑ์กลุ่มนี้เร็วยิ่งดีค่ะ อีกหนึ่งประโยชน์ที่ผิวที่ยังไม่มีริ้วรอยจะได้จากผลิตภัณฑ์ตัวนี้คือ เมื่อมีการสร้างคอลลาเจนมากขึ้นผิวจะดูเรียบเนียน รูขุมขนก็จะดูเล็กลงได้ค่ะ

 

มี่จะค่อนข้าง Concern เรื่องกันแดดนะคะ ดังนั้นการทากันแดดถือเป็นสิ่งสำคัญที่สุดนะคะ หากต้องการมีผิวที่อ่อนเยาว์เสมอค่ะ

 

ถึงเวลาของการให้คะแนนค่ะ

  1. สารบำรุง ตามที่ได้เล่าให้ฟังในด้านบนว่า นอกจากพระนาง Vitamin C และ Collagen boosting peptides แล้ว ยังมีเหล่านักแสดงสมทบอีกมากมายก่ายกอง ที่มีประโยชน์ในด้าน Whitening และ Antiaging ตามเคลมของผลิตภัณธ์แล้ว ยังมีส่วนช่วยลดการอักเสบ เพิ่มความชุ่มชื้น ฟื้นฟู Barrier ผิว ช่วยให้ผิวแข็งแรง และที่สำคัญคือ ต่อต้านการเกิด Glycation ที่เป็นเทรนด์ใหม่ของวงการได้ด้วย วัตถุดิบสารบำรุงส่วนใหญ่ นำเข้ามาจากต่างประเทศ จึงขอให้ไป 5 ฟลาสก์
  2. ส่วนผสมอื่นๆ ไม่ได้มีส่วนผสมของสารที่ไม่เป็นมิตรกับผิว เลยไม่มีที่ให้หักคะแนน รับไป 5 ฟลาสก์
  3. การใช้งาน ช่วงนี้ผิวมี่จะเป็นแนวผิวผสมค่อนแห้ง เซรั่มตัวนี้ลงแล้วจะค่อนข้างสบายผิว แต่กับบริเวณที่แห้งอย่างแก้มจะยังไม่พอ ต้องเสริมมอยส์เจอร์ทับอีกชั้นก่อนลงกันแดด ส่วนตัวมี่ได้ทดลองใช้ประมาณ 3 อาทิตย์ ก็สามารถสัมผัสได้ถึงตาม Claim หลักของแบรนด์ คือ เรื่องของผิวเรียบเนียนขึ้น และความสม่ำเสมอของสีผิวจะดีขึ้น แต่ก็ไม่ได้ถึงกับว่าทาปุ๊บจะขาวปั๊บขาวแบบหวือหวามาก นางจะค่อยๆเป็นค่อยๆไป พอใช้มาราวๆ 3 อาทิตย์ก็จะเริ่มมีคนทักว่าดูผิวมีสุขภาพดีขึ้น พวกจุดด่างดำต่างๆก็ดูจางลงโดยเฉพาะรอยดำจากสิวจะมีความสม่ำเสมอมากขึ้น นอกจากนี้ก็รู้สึกว่าผิวนุ่มฟูขึ้น อารมณ์เหมือนได้เรื่องผิวฟูเรียบเนียนไปพร้อมๆกับความสว่างใสขึ้น ส่วนหนึ่งพอผิวมันดูเรียบเนียนขึ้นเหมือนกับหน้ามันก็ดูเนียนๆใสๆขึ้นไปด้วย โดยรวมถือว่าค่อนข้างชอบค่ะ ให้ ไป 5 ฟลาสก์ โดยรวมถือว่าค่อนข้างชอบค่ะ ให้ไป 5 ฟลาสก์

คะแนน

สุดท้ายนี้ต้องขอขอบคุณทางแบรนด์ Kene ด้วยนะคะ ที่ส่งผลิตภัณฑ์ดีๆมาให้มี่ได้ทดลองใช้ และขอบคุณทุกๆท่านด้วยค่ะที่ติดตามรับชมมาจนจบ

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ทางแบรนด์ Kene ได้โดยตรงเลยนะคะ

https://www.facebook.com/KeneThailand/

https://kene.co.th/

 

พบกันใหม่โอกาสถัดไป สำหรับวันนี้สวัสดีค่ะ

Disclaimer/conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากทางแบรนด์ Kene การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสมตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล และผู้เขียนไม่ได้มีผลประโยชน์ใดๆในการขายสินค้า โปรดใช้วิจารณญาณ

รีวิววิเคราะห์ส่วนผสม สกินแคร์กลุ่มวิตซี จากแบรนด์ Lab Story ยกเซ็ต

รีวิววิเคราะห์ส่วนผสม สกินแคร์กลุ่มวิตซี จากแบรนด์ Lab Story ยกเซ็ต

วันนี้เอาสกินแคร์กลุ่ม Vit C เกาหลี จากแบรนด์ Lab story มารีวิวให้ชมกันค่ะ

ขึ้นชื่อว่าบ้านมียอน งานโอปป้าต้องมาเสมอค่ะ

ในเซตนี้ มีผลิตภัณฑ์อยู่ 3 ชิ้นนะคะ คือ Booster, Serum และ Cream ค่ะ

มาดูหน้าตากันก่อนเลยเนอะ

lab 1

แบรนด์ Lab story นั้น ว่ากันว่าเป็น แบรนด์เวชสำอางของเกาหลีที่ดาราเกาหลีเลือกใช้กัน ผลิตภัณฑ์ของแบรนด์เลือกใช้ส่วนผสมที่เป็นมิตรกับธรรมชาติ มีการพัฒนาสูตร ใช้นวัตกรรมต่างๆเพื่อดูแลผิว และที่สำคัญคือ ผ่านการทดสอบประสิทธิภาพ และความปลอดภัย การระคายเคืองเรียบร้อยแล้วค่ะ

อีกอย่างคือ นางมีออฟฟิสอยู่ที่ย่านคังนัมนะคะ ย่านหรูชื่อดังในกรุงโซล

เรามาเริ่มกันที่ตัวแรกของเซตเลยค่ะ กับตัว Booster เป็นแนวๆ Toner/Essence นะคะ

lab 2

ตัวนี้เนื้อจะเป็นกึ่งๆน้ำนม มีความหนืดนิดๆ ชุ่มชื้นผิวมาก กลิ่นหอมอ่อนๆละมุนๆ เกลี่ยค่อนข้างง่ายนะคะ จะเทใส่มือแล้วตบ หรือ จะใส่สำลีแล้วเช็ดก็ได้หมด
ส่วนตัวมี่ชอบเทใส่สำลีแล้วกดเบาๆบนหน้าค่ะ

 

มาดูส่วนผสมกันบ้างนะคะ

 

lab 4

 

ตัวนี้นอกจากสารหลักจะมีจุดเด่นอยู่ที่ น้ำมันจากพืชหลายชนิดค่ะ ส่วนใหญ่ก็เป็นชนิดที่หายากและมีราคาแพง เช่น น้ำมันจากเมล็ดบรอคโคลี่ น้ำมันจากถั่วดาวอินคา (Plukenetia volubilis) สายพันธ์ดั้งเดิมจากป่าอเมซอน น้ำมันเมล็ดแบลคเคอเรนท์ น้ำมันมะรุม ร่วมกับน้ำมันจากพืชตัวดั้งเดิมอีกหลายชนิด เช่น มะกอก ชา Jojoba Macadamia และ Meadowfoam

เรียกได้ว่าใครที่กำลังมองหาน้ำมันจากธรรมชาติ เจ้านี่คงตอบโจทย์ได้เลยค่ะ

ขนาดมี่เอง ลองมาก็เยอะ มาเจอตัว Booster นี่หลงไหลได้ปลื้มเชียวหละ

ส่วนของสารออกฤทธิ์ก็จะมีพวกกลุ่มที่ช่วยเรื่องผิวขาวอยู่หลายตัว เช่น

  • Niacinamide ที่เป็นรูปแบบหนึ่งของวิตามินบี 3 มีคุณสมบัติเรื่องผิวขาว เพิ่มความแข็งแรงให้แก่ Barrier ผิว โดยไปเร่งการสร้างไขมันที่เป็น Barrier ผิว และลดการอักเสบ
  • Sorbitol กับ Sodium hyaluronate ที่มาในลำดับต้นๆ เด่นเรื่องความชุ่มชื้น ผิวนุ่มฟู
  • Melon seed extract อันนี้ขึ้นกับกรรมวิธีว่าจะได้น้ำมัน หรือ โปรตีนออกมา แต่หลักๆก็คือให้ผลเรื่องความชุ่มชื้นของผิว
  • สารสกัดจากผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ที่หายาก อย่าง Chokeberry (Aronia melanocarpa extract) Elderberry (Sambucus nigra extract)
  • วิตามินซี ที่ใช้เป็นรูปแบบ Ethyl ascorbyl ether ที่มีขนาดเล็ก มีความคงตัวสูง มีความเป็นกรดน้อย ให้ผลเรื่อง Antioxidant ช่วยลดการสร้างเม็ดสีผิว และเป็นส่วนหนึ่งในขั้นตอนการสร้างคอลลาเจนในผิว

สารอื่นๆก็ไม่ได้มีพิษมีภัยอะไรกับผิวเลยค่ะ แถมบางตัวยังมีประโยชน์กับผิวด้วยซ้ำ

สำหรับค่า pH นั้นอยู่ในช่วงราวๆ 4-5 ซึ่งเป็นช่วงที่สารส่วนใหญ่ในผลิตภัณฑ์คงตัวค่ะ

 

lab 7

 

ตัวที่สองเป็นตัว Serum Whitening bomb

 

lab 8

 

มาในรูปแบบน้ำนม กลิ่นหอมละมุนเช่นกัน ตัวเซรัมนี้มีความหนืดมากกว่าตัว Booster เล็กน้อยค่ะ

lab 11-1

 

สำหรับส่วนผสมนั้นเป็นดังนี้

 

lab 9

 

จากส่วนผสมจะเห็นว่าส่วนใหญ่จะคล้ายกับตัว Booster แต่ลำดับของสารจะต่างกัน เช่น ลำดับของ Ethyl ascorbyl ether จะอยู่ที่ลำดับต้นๆกว่า และ ลำดับของ Niacinamide จะอยู่หลังกว่าตัว Booster

ส่วนที่เพิ่มเข้ามาคือ

  • Biosaccharide gum-1 ซึ่งคาร์โบไฮเดรตที่ได้จากการหมักจุลินทรีย์ ประกอบด้วยน้ำตาล 3 โมเลกุล คือ Galacturonic acid, L-Fucose และ D-Galactose มีคุณสมบัติเพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่ผิวได้ค่อนข้างนาน สารนี้มีคุณสมบัติก่อฟิล์มให้ความรู้สึกชุ่มชื้นนุ่มนวล ไม่เหนอะหนะ ไม่มัน และมีรายงานว่าช่วยลดการอักเสบ ป้องกันการแพ้ได้ (Fucogel จาก Solabia)
  • Adenosine มีคุณสมบัติที่ดีในด้านริ้วรอย และการส่งเสริมการทำงานของผิว

สำหรับค่า pH นั้นอยู่ในช่วงราวๆ 4-5 เหมือนตัว Booster ค่ะ

 

lab 13

 

ส่วนตัวสุดท้ายจะเป็นตัวครีม มีชื่อว่า Intensive cream whitening bomb ค่ะ

lab 14

 

เนื้อครีมจะค่อนข้างเบา ให้ความชุ่มชื้นสูง แต่ไม่เหนอะหนะ และไม่หนักผิวเกลี่ยค่อนข้างง่าย มีกลิ่นละมุนเช่นกัน

 

 

สำหรับส่วนผสมนั้นเป็นดังนี้ค่ะ

 

lab 16

 

มีการเปลี่ยนแปลงลำดับของสารเล็กน้อย โดยเน้นกลุ่มน้ำมันมากขึ้น ตัวชูโรงคือตระกูลมะกอก และแมคคาเดเมีย

สารที่เพิ่มเข้ามาคือ

  • Panthenol หรือ โปรวิตามินบี 5 มีคุณสมบัติเพิ่มความชุ่มชื้นและลดการอักเสบในผิว
  • Trehalose เป็นน้ำตาลชนิดพิเศษ ที่มีคุณสมบัติดูดน้ำให้ผิว เพิ่มความชุ่มชื้น น้ำตาลนี้สามารถปกป้องรักษาเซลล์ผิวจากความแห้งได้ยาวนาน
  • โปรตีนนม (Milk protein) ที่ให้ผลเด่นเรื่องความชุ่มชื้น กับ เคลือบผิวให้ดูเรียบเนียน

สำหรับค่า pH นั้นอยู่ในช่วงราวๆ 5 – 6 ค่ะ

 

lab 19

ให้คะแนนกัน

  1. กลุ่มสารออกฤทธิ์ หรือ Active ingredients สารที่เป็นเสมือน Key note player ของไลน์ จะเป็นตัววิตามินบี 3 วิตามินซี เมื่อสองตัวนี้มาเจอกันจะช่วยผสานกันในการเป็น Whitening และช่วยเรื่องริ้วรอย และความแข็งแรงของ Barrier ผิวได้ กับสารสกัดจาก Berry หายาก อย่าง Chokeberry และ Elderberry ซึ่งนอกจากวิตซี ยังมีสารสีกลุ่ม Anthocyanin ที่เป็น Antioxidant ที่ดี ให้กับผิว ในแต่ละชิ้นยังมีสารอื่นๆเสริมเข้ามา เช่น ตัว Booster จะโดดเด่นด้วยน้ำมันจากพืชหายาก ตัว Serum มี Biosaccharide gum-1 และตัวครีมที่เสริมสารเติมน้ำเข้ามา โดยรวมถือว่า ทำได้ดีในการเป็นไวท์เทนนิ่ง เพราะออกฤทธิ์อยู่ที่ 2 ขั้นตอน ตั้งแต่การสร้างเม้ดสี และป้องกันไม่ให้เม็ดสีที่สร้างเสร็จออกมาข้างนอก จุดนี้ขอให้ 5 ฟลาสก์
  2. กลุ่มเนื้อผลิตภัณฑ์ หรือ Base ทั้ง 3 ตัวมาในรูปแบบของ Emulsion ที่ประกอบด้วย น้ำ น้ำมัน และซิลิโคน สารที่ใช้ไม่ได้มีพิษมีภัยอะไรกับผิว มีสารดูดน้ำให้ผิว มีสารไขมันจากธรรมชาติที่สามารถทดแทนไขมันในผิวได้ และมีสารเคลือบผิวรักษาความชุ่มชื้น จุดนี้ขอให้ 5 ฟลาสก์
  3. กลุ่มสารปรุงแต่ง หรือ Additives สารที่ใช้ไม่ได้มีพิษมีภัยอะไรกับผิว เลยไม่รู้จะหักคะแนนอะไร เลยขอให้ 5 ฟลาสก์
  4. การใช้งาน ส่วนตัวมี่ค่อนข้างชอบตัว Booster เพราะเอามาใช้งานได้กว้าง หลากหลาย เอามาเช็ดก็ได้ เอามาตบๆ หรือจะเอามาทาเป็นตัวหลักเลยก็ได้หมด ส่วนตัว Serum และ ครีม ก็ให้สัมผัสได้ค่อนข้างดีเช่นกัน สิ่งที่สัมผัสได้ก่อนเลยคือเรื่องความชุ่มชื้น ดูเหมือนจะได้เรื่องความเรียบเนียนเข้ามาด้วย ส่วนเรื่องสีผิวไม่สม่ำเสมอนั้นยังไม่ได้ชัดเจนมาก ค่อยเป็นค่อยไปค่ะ จุดนี้ขอให้ 5 ฟลาสก์

 

คะแนน

จบแล้วค่าาา ขอบคุณทุกๆท่านที่ติดตามมาจนจบนะคะ พบกันใหม่โอกาสถัดไป สำหรับวันนี้ สวัสดีค่ะ

 

เดี๋ยวนี้ในไทยเขาก็มีบริษัทนำเข้ามาแบบถูกต้องแล้วนะคะ ลองไปดูกันเล่นๆได้ที่ https://www.facebook.com/labstory.thai ได้เลยค่ะ

 

Disclaimer/Conflict of interest: ผลิตภัณฑ์ได้รับเป็นของขวัญจากเพื่อนที่เกาหลี (Consumer-reviewed)

 

 

Full Review-Super boosting serum by C complex จากแบรนด์ Skin Will

Full Review-Super boosting serum by C complex จากแบรนด์ Skin Will

วันนี้มี่แวะเอารีวิววิตซีคุณภาพจากแบรนด์คนไทยมาฝากให้ชมกันค่ะ

เป็นตัว Super boosting serum by C complex จากแบรนด์ Skin Will นั่นเอง

skw 1

ตัวผลิตภัณฑ์มาในกล่องสีขาว ตัวหนังสือสีบานเย็น ดูคลาสสิคหรูหราดีค่ะ

ข้างในเป็นหลอดสีดำ มีหัวกดให้กดกัน ไม่ต้องมานั่งบีบๆหลอดให้เมื่อย

 

skw 2

 

ในส่วนของผลิตภัณฑ์เป็นเนื้อครีมค่ะ ไม่มีน้ำหอม

 

skw 3

 

 

เกลี่ยค่อนข้างง่ายนะคะ ซึมไว แห้งไว ชุ่มชื้นผิวดีไม่เหนียวเหนอะหนะ

 

skw 4

 

มาวัด pH ซักหน่อยนะคะ

 

skw 5

อยู่ที่ประมาณ 4 ค่ะ (คือจริงๆตัวเนื้อผลิตภัณฑ์มีสีด้วย เลยดูยากนิดนึง แต่น่าจะใกล้เคียงกับ 4 สุดแล้ว)

 

ที่เป็น 4 เพื่อให้สารกลุ่ม Acid เช่น วิตซี กับ Glycolic อยู่ในรูปกรดที่มีความคงตัวค่ะ

 

 

มาดูส่วนผสมกันบ้างดีกว่าค่ะ

ส่วนผสมเป็นดังนี้ค่ะ

สผส

 

ปกติเราจะแบ่งส่วนประกอบของเครื่องสำอางเป็น 3 ส่วนหลักๆค่ะ ได้แก่

1.สารออกฤทธิ์ หรือ Active ทำให้เครื่องสำอางมีคุณสมบัติพิเศษในการบำรุงผิว

2.เนื้อหลัก หรือ Base เป็นส่วนเนื้อหลักที่โอบอุ้ม Active และเป็นตัวพา Active ไปหาผิว

3.สารเติมแต่ง หรือ Additives ใส่เข้ามาเพื่อความน่าใช้ สวยงาม ปลอดภัย ฯลฯ

คุณสมบัติของสารต่างๆแยกตามหน้าที่

1.Actives ดูตามแถบสีเลยนะคะ แบ่งเป็น

-วิตามินซี 3 รูปแบบ ได้แก่ Ascorbic acid, Ethyl ascorbic acid, Ascorbyl glucoside ซึ่งปกติวิตามินซีจะให้ผลเป็น Antioxidant, เป็นองค์ประกอบในการสังเคราะห์คอลลาเจน และยับยั้งเอนไซม์ที่ใช้สร้าง Melanin จึงมีผลช่วยให้ผิวขาว การใช้หลายๆรูปแบบมาผสมกันก็น่าจะเพื่อช่วยลดค่าความเป็นกรดของวิตามินซีลง และเสริมให้มีความคงตัวเพิ่มขึ้น

-Glutathione สารต้านอนุมูลอิสระชนิดหนึ่งที่เกิดขึ้นจากกรดอะมิโน 3 ตัว (Glutamic-cysteine-glycine) มาต่อกัน (เป็น Tripeptide) มีประโยชน์ในการเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ สารทำลายพิษต่างๆ และช่วยให้ผิวขาวเพราะสามารถยับยั้งเอนไซม์ไทโรซิเนสที่สร้างเมลานินได้

-Aloe barbadensis leaf juice เป็นน้ำคั้นจากว่านหางจรเข้ ให้ความชุ่มชื้น ลดการระคายเคืองได้

-Ferulic acid สารบริสุทธิ์ที่พบในข้าว เป็น Anti-oxidant ที่มีฤทธิ์แรงและยังมีฤทธิ์ Anti-inflammatory

** Combination ทั้งสามตัวนี้ (C E ferulic acid) มีการรายงานมาตั้งแต่ปี 2005 บอกว่าสูตรผสมนี้เสริมฤทธิ์กันในการปกป้องเซลล์ผิวหนังจากรังสี UV (J Invest Dermatol. 2005;125(4):826-32.) หลังจากนั้นอีก 3 ปี ก็มีงานวิจัยออกมาซ้ำอีก บอกว่าสูตรผสมนี้ให้ผลที่ดีในการเป็น Photoprotection (J Am Acad Dermatol. 2008;59(3):418-25.) และในปี 2013 ก็มีรายงานการวิจัยอีกหลายๆฉบับสนับสนุนว่าให้ผลปกป้องผิวหนังจากอันตรายของรังสี UVB ได้ดี ในขณะที่การทา Vit E เข้มข้น 5% ในการทดลองนี้มีผลกระตุ้นให้เกิดความผิดปกติต่างๆในเซลล์ผิว แต่เมื่อมี C และ Ferulic เข้ามาเป็นตัว Stabilizer ก็สามารถปกป้องผิวหนังได้ดีกว่า (PLoS One. 2013;8(5):e63809.) อีกการทดสอบทำในสตรีจีนก็พบว่าสูตรผสมนี้ให้ผลปกป้องผิวหนังจากอันตรายจากรังสี UV ได้ดีเช่นกัน (J Drugs Dermatol. 2013;12(4):464-8.)

-Hematococcus pluvialis extract สารสกัดจากสาหร่ายน้ำจืดสีแดง ที่อุดมด้วยสารสีแดง Astaxanthin ที่เป็นกลุ่มแคโรทีนอยด์ แต่มีฤทธิ์ทางชีวภาพเหนือกว่า ให้ฤทธิ์เด่นในเรื่องการต้านอนุมูลอิสระ ใช้เป็น Anti-aging

-Tocopheryl acetate เป็นรูปแบบหนึ่งของวิตามินอี ให้ผลเป็น Antioxidant แต่ส่วนมากจะให้ผลปกป้องสารในผลิตภัณฑ์ไม่ให้เสื่อมสลายเพราะอากาศ

-Poria cocos extract สารสกัดจากเห็ด Poria มีรายงานเกี่ยวกับฤทธิ์การต้านการอักเสบ และสมานผิวที่เสียหาย (Skin Res Technol. 2006; 12(4):223-7.) มีรายงานถึงคุณสมบัติในการฆ่าเชื้อแบคทีเรียและรา นอกนั้นมีแต่รายงานเกี่ยวกับฤทธิ์ต้านมะเร็ง ข้อมูลจากผู้ผลิตวัตถุดิบระบุว่า เป็น Moisturizer, Astringent (กระชับรูขุมขน)

2.Base น่าจะมาในรูปแบบ Emulsion เพราะประกอบด้วยส่วนของน้ำและน้ำมัน ดังนี้

2.1ส่วนของน้ำ ได้แก่ น้ำ กับ Glycerine

2.2ส่วนของน้ำมัน ได้แก่ Glyceryl monostearate, Cetearyl alcohol, Cetyl alcohol สามตัวนี้เป็นสารพื้นฐานทั่วไป และ Hydrogenated polydecene ให้ผลเคลือบผิวรักษาความชุ่มชื้น

3.Additives ได้แก่

3.1Emulsifier/Surfactant ได้แก่ Ceteareth-20, Sodium methyl lauroyl taurate, Laureth-7 ไม่มีพิษมีภัยอะไรกับผิว

3.2สารเพิ่มความหนืด ได้แก่ Sodium polyacrylaye กับ Xanthan gum

3.3ส่วนของสารกันเสีย อาศัยคุณสมบัติในการฆ่าเชื้อของ Poria cocos extract ร่วมกับภาชนะที่เป็นระบบปิด

สรุปคะแนน

1.Actives เน้นไปที่วิตามินซี และสาร Antioxidant ซึ่งก็ใส่มาอยู่หลายตัว สารสกัดพืชที่ใช้มาก็ยังเป็น Antioxidant นอกจากให้ผลเรื่องริ้วรอย ยังให้ผลเรื่อง Whitening ได้ด้วย โดยรวมแล้วก็ถือว่าโอเค จึงขอให้ 5 ฟลาสก์

2.Base ปกติถ้ามาในรูปแบบ Emulsion โดยถ้าเป็น Emulsion ที่สมบูรณ์แบบจะต้องประกอบด้วย ส่วนของสารดูดน้ำให้ผิว สารไขมันจากธรรมชาติ และสารไขมันเคลือบผิว ในส่วนผสมชุดนี้มี Glycerine เป็นสารดึงน้ำให้ผิว แม้ว่าจะเป็นชนิดที่พื้นฐานมากๆ แต่ก็ให้ผลที่ดีในระดับหนึ่ง มีสาร Hydrogenated polydecene เคลือบผิวกันน้ำระเหย แต่ยังขาดน้ำมันจากธรรมชาติที่ดูดซึมได้อยู่ จึงขอให้ 4 ฟลาสก์

3.Additives มีอยู่เท่าที่จำเป็น ไม่มีส่วนผสมของ Silicones, Parabens, emulsifier ที่รุนแรง และน้ำหอม สารอื่นๆที่ใช้ก็ไม่ได้มีพิษมีภัยอะไร จุดนี้จึงขอให้ 5 ฟลาสก์

4.การใช้งาน เนื้อค่อนข้างเบา เกลี่ยง่าย ไม่ทิ้งคราบความมันส่วนเกินไว้บนผิว หลังจากทดลองใช้อยู่ซักพักก็ถือว่าค่อนข้างชุ่มชื้นดี ผิวดูเรียบเนียนและสีผิวสม่ำเสมอขึ้น จุดนี้ขอให้ 5 ฟลาสก์

 

คะแนน

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ทางแบรนด์

Facebook fanpage: https://www.facebook.com/SKINWILL/

Website: http://www.skinwill.com/store/

 

สุดท้ายนี้ขอขอบคุณทางแบรนด์ Skin will ด้วยค่ะที่ส่งผลิตภัณฑ์ดีๆมาให้มี่ได้ทดลองใช้ ขอบคุณทุกๆท่านที่ติดตามอ่านมาจนจบ

Disclaimer/Conflict of interest: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากทางแบรนด์ Skin Will