Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสม ISOI brightening serum จัดมาสวยๆ ด้วย 4 กุหลาบ (Rose oil, water, extract, PDRN)

Blog นี้ขอหยิบเอาเซรั่ม brightening ขวัญใจ พส.เกาหลีตัวดัง มาวิเคราะห์ส่วนผสมกันค่ะ

น้องก็คือ ISOI brightening serum นั่นเอง

มาในหน้าตาแบบนี้นะคะ

isoi brightening serum

สำหรับเซรั่มตัวนี้ก็เรียกได้ว่ากวาดรางวัลขวัญใจมหาชนมามากมาย และติดอันดับ 1 ใน Olive Young ถึง 10 ปีซ้อนเลยทีเดียว

เนื้อเป็นเจลใส มีกลิ่นหอมของ rose oil

เกลี่ยง่าย ให้ความชุ่มชื้นดี ไม่เหนอะหนะ

ตัวนี้ที่น่าสนใจคือมีผลทดสอบประสิทธิภาพในอาสาสมัคร ทั้งในส่วนของการดูแลจุดด่างดำ ความชุ่มชื้น และ เรื่องรูขุมขนอยู่ด้วย เรียกได้ว่า มีชิ้นเดียว ได้หลายประโยชน์พร้อมๆ กัน

และยังผ่านการทดสอบในอาสาสมัครผิวบอบบาง และ ทดสอบว่าไม่ก่อให้เกิดการอุดตัน

ส่วนผสมเป็นดังนี้ค่ะ

เป็นเซรั่มที่มีส่วนผสมหลายกลุ่มเหมือนกันนะคะ

เนื่องจากเขาชูเรื่องของ Bulgarian rose เลยอยากดึงกลุ่มกุหลาบออกมาเล่าก่อนค่ะ

ในนี้จะเป็นตัวเบลนด์ของ Rose water, Rose oil, Rose extract และ Rose PDRN ซึ่งหลักๆ กลุ่มพวก rose water และ rose oil จะเด่นเรื่อง soothing ในส่วนของ rose extract อาจมี polyphenol ที่เป็น antioxidant ได้

สำหรับ rose PDRN ขอให้คุณสมบัติเรื่องชุ่มชื้น + soothing ไว้ก่อน

เสริมมาด้วยกลุ่มสาร soothing อื่นๆ เช่น Betaine, Allantoin, Panthenol, ร่วมกับกลุ่มของสารสกัดพืช เช่น สารสกัดจาก cica, พลูคาว, calendula และ Scutellaria baicalensis

ทีนี้ผลิตภัณฑ์นี้คือ brightening serum เนาะ

มาดูสารที่ให้ประโยชน์ในเรื่องการดูแลเม็ดสีกัน

  • Arbutin เป็นสารที่ยับยั้งเอนไซม์ tyrosinase ซึ่งเป็นตัวหลักในการสร้างเม็ดสี
  • Niacinamide มีส่วนช่วยในเชิง brightening โดยไปขัดขวางการส่งผ่านเม็ดสีที่สร้างเสร็จแล้วไม่ให้ออกไปภายนอก
  • 3-O Ethyl ascorbic acid เป็นอนุพันธ์ของวิตามินซีที่ว่ากันว่า มีความคงตัวที่ดีขึ้น นอกจากบทบาทแบบวิตามินซี คือ เป็น antioxidant แล้ว สารตัวนี้ค่อนข้างจะเก่งในเชิง brightening ได้หลากหลายกลไก (Chen et al., Free Radic Biol Med. 2021;173:151-169)
  • Ferulic acid เป็น antioxidant ที่ดีตัวหนึ่ง มีบทบาทในการปกป้องผิวจากรังสี UV ดูแลกระบวนการระคายเคือง และยับยั้งการสร้างเม็ดสี (อ้างอิงจากการกล่าวถึงใน Li et al. Chem Cent J. 2017;11:26.)
  • สารสกัดจากรากโบตั๋นและชะเอม ก็มีประโยชน์ในเชิง brightening เช่นกัน

ไม่มีส่วนผสมที่ไม่เป็นมิตรกับผิว

ให้คะแนน

  1. สารบำรุง เด่นไปในทาง soothing ให้ความรู้สึกสบายผิว ดูแลการระคายเคือง พร้อมๆ กับประโยชน์ในเชิง brightening จากสารบำรุงหลากหลายชนิด ให้ไป 5 ฟลาสก์
  2. ส่วนผสมอื่นๆ ไม่มีสารที่ไม่เป็นมิตรกับผิว ให้ไป 5 ฟลาสก์
  3. ความชอบ ส่วนตัวค่อนข้างชอบที่เนื้อของเซรั่ม ไม่ได้เบาไป ไม่ได้หนักไป เลเยอร์ไว้ฝั่งเบสน้ำ มีกลิ่นที่หอมตามธรรมชาติของ rose oil ให้ความรู้สึกผ่อนคลาย สบายใจ ในด้านของ soothing คิดว่าทำมาได้ค่อนข้างดี ส่วน brightening ส่วนตัวไม่ได้มีปัญหาเรื่องสีผิวไม่สม่ำเสมอ เลยยังตอบไม่ได้ แต่ในภาพรวมก็คือชอบ ให้ไป 5 ฟลาสก์

สุดท้ายนี้ขอบคุณทุกท่านที่ติดตามมาจนจบนะคะ

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถติดต่อสอบถามที่ทางแบรนด์ ISOI Thailand ได้เลยค่ะ

ทางไปช้อปปิ้ง

https://s.shopee.co.th/3qMmYcD3U2

Disclaimer/conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับมาจากทางแบรนด์ การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสม/วัตถุดิบตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล ผู้เขียนไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับบริษัทเครื่องสำอางใดๆ โปรดใช้วิจารณญาณ

Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสม toner pad บ้าน beplain สูตร cicaterol blemish pad

สำหรับ Blog นี้จะขอหยิบเอา toner pad จากบ้าน beplain ในสูตร cicaterol มารีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสมกันค่ะ

น้องมาในหน้าตาแบบนี้

ส่วนนี้เป็นแพคเกจ

สำหรับแผ่น pad จะเป็นแผ่นใหญ่ texture ออกแบบมาคล้ายผ้าก๊อซ มีความหนา อุ้มน้ำไว้ได้ดี แต่ก็แนบสนิทกับผิว

ส่วนผสมเป็นดังนี้นะคะ

ในภาพรวม เป็น toner pad เบสน้ำ มีส่วนผสมของสารบำรุงหลายชนิด เน้นการเติมน้ำให้ผิว และ soothing

มาดูรายละเอียดของสารบำรุงที่น่าสนใจนะคะ

  • Centella asiatica extract (cica) ร่วมกับ phytochemicals ในบัวบก 4 ชนิด (madecassic acid, asiaticoside, asiatic acid, madecassoside) มีประโยชน์ในการดูแลผิวหลายด้าน รวมทั้งด้าน soothing และซัพพอร์ตกระบวนการฟื้นฟูผิวตามธรรมชาติ
  • เติมน้ำด้วย Hya และอนุพันธ์
  • ดูแลการระคายเคือง และให้ความรู้สึกสบายผิวด้วย Panthenol, allantoin, bisabolol และ beta-sitosterol
  • ใช้ Fructan เป็น prebiotic fiber ซึ่งจะเป็นอาหารของจุลินทรีย์ดีๆ บนผิวเรา ทำให้ผิวเราแข็งแรงอีกทาง

มาในส่วนผสมที่เป็นมิตรกับผิว

ให้คะแนน

  1. สารบำรุง ค่อนข้างเด่นเรื่อง soothing เสริมมาด้วยการเติมน้ำ และปรับสมดุลไมโครไบโอมของผิวด้วย prebiotics ให้ไป 5 ฟลาสก์
  2. ส่วนผสมอื่นๆ ไม่มีสารที่ไม่เป็นมิตรกับผิวเลยไม่มีที่ให้หักคะแนน รับไป 5 ฟลาสก์
  3. ความชอบ ส่วนตัวค่อนข้างชอบ texture ของแผ่น pad ที่ออกมาหนาหน่อย แผ่นใหญ่ และดีไซน์ที่เหมาะกับแก้ม ถ้าแช่เย็นแล้วใช้ จะได้ฟีลที่ค่อนข้างสบายผิว เรื่อง soothing และลดระคายผิวคิดว่าทำมาได้ดี ให้ไป 5 ฟลาสก์

สุดท้ายนี้ขอขอบคุณทุกท่านที่ติดตามรับชมมาจนจบนะคะ

ทางไปช้อปปิ้ง

https://s.shopee.co.th/7VFj9pEpOK

Disclaimer: ผลิตภัณฑ์นี้ซื้อด้วยตนเอง การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสม/วัตถุดิบตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล และผู้เขียนไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับบริษัทเครื่องสำอางใดๆ โปรดใช้วิจารณญาณ

Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสมโทนเนอร์แพดสูตรผสม neuromide จากบ้าน Curecode กับ soothing biome ampoule pad

Blog นี้ขอหยิบเอา Toner pad ที่น่าสนใจจากบ้าน Curecode ภายใต้ชื่อ Soothing biome ampoule pad มารีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสมให้ได้ชมกันค่ะ

น้องจะมาในหน้าตาเป็นแบบนี้นะคะ

อันนี้เป็นส่วนของแพคเกจ

ตัวแผ่นแพดทำมาได้ค่อนข้างดี เป็นแผ่นหนา ด้านหนึ่งจะเป็นพิมพ์นูน

อีกด้านจะเป็นแบบเรียบ

ใช้ได้ทั้งเช็ดและแปะเป็น intensive mask เฉพาะจุด

เบสเป็นแบบน้ำใส มีความชุ่มชื้น แต่ไม่ถึงกับเหนียวและหนึบหนับ

สำหรับ pad นี้มีผลเทสต์ในเชิงการดูแลปัญหาริ้วรอยเข้ามาด้วย

ส่วนผสมเป็นดังนี้

ถ้าพูดถึง curecode เราจะนึกถึง Neuromide® หรือ N-palmitoyl serinol (ขอย่อว่า PS) จัดเป็น Postbiotic เพราะว่าเป็นสารที่จุลินทรีย์ Probiotics ที่เป็นเชื้อเจ้าบ้านบนผิวของเราสร้างขึ้นมา (cutaneous microbiome commensal metabolite)

ถ้าพิจารณาทางเคมี PS เป็นสารในกลุ่ม N-acylamide ที่เกิดจากปฏิกิริยาระหว่าง palmitic acid กับ serinol โครงสร้างใกล้เคียงกับ endocannabinoid ภายในร่างกาย ที่ชื่อ N-palmitoyl ethanolamine ซึ่งเป็นสารที่จับกับตัวรับ endocannabinoid system แล้วให้ประโยชน์ที่ดีกับผิวหลายอย่าง 1 ใน นั้น ที่เสริมการทำงานของ Barrier แล้วให้ผิวแข็งแรง คือ ความสามารถในการเสริมการสังเคราะห์ Ceramide

โดยมีงานวิจัยที่น่าสนใจอยู่ 2 ชิ้น

การศึกษาในปี 2021 พบว่าการทา NPS ในโมเดลหนูทดลองที่เป็นโรค Atopic dermatitis โดยให้หนูทาตำรับ 0.5% NPS วันละ 2 ครั้ง เป็นเวลา 1 สัปดาห์ พบว่า NPS เร่งการฟื้นฟู Barrier ผิว และลดการระเหยของน้ำออกจากผิว (Trans-epidermal water loss; TEWL) ได้ (Wen et al., Can J Vet Res. 2021;85(3):201-204.)

การศึกษาอีกชิ้น ทำในผิวหนังเพาะเลี้ยงที่มี PS พบว่าสามารถกระตุ้นการสังเคราะห์ Ceramide ผ่าน Receptor CB-1 ของระบบ endocannabinoid system โดยเฉพาะ Ceramide สายยาว (long-chain fatty acids (FAs) (C22-C24)) ที่มีความสามารถในการเป็น Barrier ที่แข็งแรง (Int J Mol Sci. 2021;22(15):8302.) ที่เซราไมด์สายยาวนี้มีความสำคัญในกลุ่มที่เป็นผิวอักเสบแบบ Atopic เพราะว่าคนเหล่านี้จะมีเซราไมด์สายยาวลดลง แต่เซราไมด์สายสั้นเพิ่มขึ้น ว่ากันว่าเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้คนที่มีผิวอักเสบแบบ Atopic มี barrier ผิวอ่อนแอ

ซึ่งการเติม PS ลงไปในสูตร เนื่องจากกลไกหลักจะเป็นการเสริมการสังเคราะห์และปรับสมดุลชนิดของ Ceramides บนผิว ไม่ได้เติมไปตรงๆ ควรใช้ร่วมกับ pseudoceramide หรือ ceramide NP/AP/EOP ในระบบ ซึ่งในสูตรนี้มี Ceramide NP ทำให้ได้ผลจากเซราไมด์ที่เติมในระยะสั้น และในระยะยาวจาก PS (คหสต. แนวคิดเสริมเชิงกลไก – ไม่มีหลักฐานวิจัยซัพพอร์ต)

เสริมสารบำรุงเข้ามาอีกหลายกลุ่ม ได้แก่

  • B3 + B5 ดูแลผิวในหลายๆ ด้าน รวมทั้งเรื่อง soothing
  • Postbiotics จากการหมักจุลินทรีย์ (Lactobacillus Ferment Lysate, Bifida Ferment Lysate และ Lactococcus ferment lysate) ปรับสมดุลไมโครไบโอมให้ผิวมีสุขภาพดี
  • สารสกัดจากบัวบก (Centella asiatica extract; cica) และ พฤษเคมีจากบัวบก ที่ให้ประโยชน์ในการดูแลผิวได้หลายอย่าง ทั้งเรื่อง soothing ปัญหาการระคายเคือง และด้าน aging
  • Soothing ด้วยส่วนผสมอีกหลายชนิด แทนด้วยอักษรสีชมพูอ่อน เช่น คาโมมายล์, biosaccharide gum-1, dipotassium glycyrrhizate, allantoin
  • ดูแลเรื่องปัญหา aging ด้วย Adenosine
  • วิตามินอี เป็น antioxidant

ในภาพรวมถือว่าเป็น toner pad ที่ทำมาได้ค่อนข้างดี ทำได้ทั้งเช็ดเตรียมผิว และเป็น intensive mask แปะเฉพาะจุดที่ต้องการดูแลเป็นพิเศษ ไม่มีส่วนผสมที่ไม่เป็นมิตรกับผิว

ให้คะแนน

  1. สารบำรุง ใช้ Neuromide มาปรับสมดุลและซัพพอร์ตการสร้างเซราไมด์ให้ผิว คู่กับ Niacinamide และมีการเติม ceramide ลงมา พร้อมกับสารบำรุงอื่นๆ ที่เด่นเรื่อง soothing และปรับสมดุลไมโครไบโอม รองๆ ได้ในเชิง anti-aging และ whitening ให้ไป 5 ฟลาสก์
  2. ส่วนผสมอื่น ไม่มีสารที่ไม่เป็นมิตรกับผิว เลยให้ไป 5 ฟลาสก์
  3. ความชอบ แผ่นแพดหนา ถ้าจะแปะใช้ด้านเรียบ แปะแล้วให้ความรู้สึกสบายผิว ชุ่มชื้นค่อนข้างนาน ฟินิชหลังใช้ผิวนุ่ม เนียน อิ่มน้ำ ถ้าเช็ดใช้ด้านนูนๆ เช็ดเตรียมผิวก่อนลงบำรุงก็โอเคเลย

สุดท้ายนี้ขอบคุณทุกท่านที่ติดตามรับชมมาจนจบ

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ทางแบรนด์ Curecode โดยตรงเลยนะคะ

https://www.facebook.com/curecodeth

ทางไปช้อปปิ้ง

Shopee https://s.shopee.co.th/2gAMZ9iB6J

Lazada https://s.lazada.co.th/s.ZREKnQ?c=s&t=p-i68A85B-sQ5V464

Disclaimer/conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับเป็นของขวัญมาจากทางแบรนด์ การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสม/วัตถุดิบตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล ผู้เขียนไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับบริษัทเครื่องสำอางใดๆ และไม่ได้รับค่าตอบแทนในการรีวิว โปรดใช้วิจารณญาณ

Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสม Cleanser สูตร low pH จาก Novexpert express radiant cleansing foam

Blog นี้ เรื่องมันมีอยู่ว่า พี่หญิงมี่สนใจมูสโฟมล้างหน้าที่มาในแพคคู่กับเซรั่มวิตามินซี ของบ้าน Novexpert เลยลองไปค้นข้อมูลเพิ่มเติม

ของเขาทำมาดีแบบเกินเบอร์เลย น่าสนใจมากๆ เดี๋ยวมาเล่าให้ฟังค่ะ

น้องมาในหน้าตาแบบนี้นะคะ เป็นขนาด 40 ml ส่วนขนาดที่ขายจริงจะเป็น 150 ml

ก็คือจะมาในขวดปั๊มมูส

โฟมฟองนุ่มแน่นสวยงาม

ค่า pH ของฟองคือว้าวมากๆ อยู่ที่ราวๆ 4 ซึ่งถือเป็นช่วงที่น่าสนใจสำหรับ low pH cleanser เลย

ก่อนจะไปดูส่วนผสมอยากเล่าผลเทสต์ของโฟมมูสนี้ซักหน่อย ปกติเราจะไม่ค่อยเห็นใคร test พวก cleanser เท่าไหร่ แต่บ้าน Novexpert ชีทำค่ะ แล้วผลออกมาดีด้วย

ในส่วนของการทดสอบกับอาสาสมัครก็พบว่า ทำความสะอาดสิ่งสกปรกได้ 99.87% ในการล้าง 1 ครั้ง

และหลังใช้ 7 วัน 73% ของอาสาสมัครพบว่า texture ผิวดีขึ้น และกระจ่างใสขึ้น

ก็คือถือว่าน่าสนใจนะคะ

ส่วนผสมเป็นดังนี้

สารทำความสะอาดหลักจะเป็นกลุ่มของ Glucoside ซึ่งมีความอ่อนโยน และมีเสริมสารทำความสะอาดกลุ่ม glutamate และ arginate เข้ามา ซึ่งเป็นสารทำความสะอาดในกลุ่มดัดแปลงจากกรดอะมิโน ที่มีความอ่อนโยนเช่นกัน

ในส่วนของสารผลัดผิวจะใช้ Gluconolactone (PHA) เป็นตัวหลัก โดยมาในค่า pH ประมาณ 4 ทำให้มีคุณสมบัติในการผลัดผิวได้อยู่ และเสริมสารสกัดจากมะละกอเข้ามาอีกนิดหน่อย

มีส่วนผสมของวิตามินซีในฟอร์ม ascorbyl glucoside

ในภาพรวมถือว่าเป็นโฟมล้างหน้าที่ทำมาได้อย่างอ่อนโยน และเป็นสูตรที่ low pH ที่น่าสนใจ ซึ่งการ formulate สูตร cleanser ที่ pH ใกล้เคียงค่า pH ของผิว (4.5 – 5.5) มีเป้าหมายเพื่อลดการรบกวนต่อ barrier และการทำงานของผิวให้น้อยที่สุด

ให้คะแนน

  1. สารทำความสะอาด เลือกใช้ชนิด glucoside และ กลุ่มกรดอะมิโน ซึ่งมีความอ่อนโยนต่อผิว ให้ไป 5 ฟลาสก์
  2. สารบำรุงและส่วนผสมอื่นๆ เสริมการผลัดผิวด้วย PHA และมีวิตามินซีในฟอร์ม ascorbyl glucoside ให้ไป 4 ฟลาสก์
  3. ความชอบ ส่วนตัวค่อนข้างชอบลักษณะของฟองที่ได้ ความนุ่มแน่น ความสะอาด และฟีลหลังล้างไม่ได้แห้งตึงมาก นอกจากนี้การทำสูตร cleanser ในช่วง pH ที่เป็นกรดอ่อนๆ ที่ปกติแล้วจะทำได้ค่อนข้างยาก และสร้างฟองยาก แต่ชิ้นนี้ทำมาได้ค่อนข้างดี ให้ไป 5 ฟลาสก์

สุดท้ายนี้ขอบคุณทุกท่านที่ติดตามรับชมมาจนจบ และขอขอบคุณทางแบรนด์ Novexpert สาขาประเทศไทย ที่ส่งสินค้ามาให้ได้เปิดหูเปิดตา

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถติดต่อสอบถามทางแบรนด์ได้โดยตรงเลยนะคะ

ทางไปช้อปปิ้ง

เซ็ตคู่วิตามินซี + โฟม (ส.ค. 69 แถม vitamin c light cream)

https://s.shopee.co.th/70J1Remya7

โฟมขนาด 150 ml

https://s.shopee.co.th/3B6IsetPk2

Disclaimer/conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับเป็นของขวัญมาจากทางแบรนด์ การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสม/วัตถุดิบตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล ผู้เขียนไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับบริษัทเครื่องสำอางใดๆ โปรดใช้วิจารณญาณ

Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสม Cleansing water ถั่วเขียว beplain mung bean cleansing water

วันนี้มารีวิว Cleansing water ถั่วเขียวจากบ้าน beplain กัน

น้องมาในหน้าตาแบบนี้นะคะ

Cleansing water สูตรนี้มาในเนื้อไม่หนักผิว เช็ดกับสำลีง่าย ลื่น ไม่ฝืด

ประสิทธิภาพการทำความสะอาดก็ถือว่าดีเลยล่ะ ทางเราเอาลิปแมทท์สีแดง ที่มีสี stain ติดผิวได้นิดหน่อย กับ mascara primer ที่กันน้ำมาเป็นตัวแทนในการล้าง

เท cleansing water ให้ชุ่มสำลี และโปะสำลีไว้ 10 วินาที ก่อนลากออกเบาๆ ไม่ได้ถู ก็จะเห็นว่าละลายดึงเอาเมคอัพส่วนใหญ่ออกมาเกือบหมด ยกเว้นลิปเสตน ที่สีติดผิวนิดหน่อย

ทำซ้ำอีก 1 ครั้ง ก็จะล้างมาสคาร่าได้หมด เหลือสีเสตนของลิปไว้นิดหน่อย

เวลาใช้งานถ้าเอาเทใส่สำลีให้ชุ่มแล้วแปะบนเปลือกตาก่อนล้างออกก็คือโอเคเลย ไม่ได้รู้สึกแสบตา

สำหรับส่วนผสมค่อนข้างครบนะคะ

ส่วนผสมเป็นดังนี้

จุดนี้ขอไฮไลท์สีที่ sodium chloride ไว้เล็กน้อย เนื่องจากทางแบรนด์มีการเคลมเกี่ยวกับไม่แสบตา อันนี้พอจะโยงเข้ากับเรื่อง tonicity ของตำรับ คือความเข้มข้นของสารละลาย นั้นเท่ากับดวงตา เราสามารถปรับค่าความเข้มนี้ได้อย่างง่ายด้วยการใช้อิเลกโทรไลต์เช่นเกลือ (คหสต.)

ซึ่งพอได้ลองจริงแบบเทใส่สำลีชุ่ม โปะดวงตา เช็ดรอบๆ ด้วยคอตตอนบัดส์ ก็ไม่ได้แสบตา ถ้าไม่ได้เทไปโดนตาตรงๆ

แต่จุดที่แอบตินิดนึง คือการมี Methyl diisopropyl propionamide ตัวนี้เป็นสารให้ความเย็น อาจจะเคืองรอบดวงตาได้ไหม อันนี้ไม่แน่ใจ เพราะตัวเราไม่ได้รู้สึกเย็น

สารทำความสะอาดเป็น Lauryl betaine ตัวนี้เป็นสารทำความสะอาดชนิด 2 ประจุ (amphoteric surfactant) ที่อ่อนโยน ระคายเคืองน้อย ถ้าเทียบกับตัวยอดนิยม cocamidopropyl betaine (CAPB) ตัวนี้แลดูน่าสนใจกว่า เพราะโอกาสเกิดอาการไม่พึงประสงค์น้อยกว่า (คหสต.)

ตัวสารบำรุงที่ใส่มาจะเด่นไปในเชิง soothing มีการใช้สารเสริมไขมันทดแทน barrier ผิว พวก ceramides + natural oil จากเมล็ดองุ่น พร้อมกับมี hya หลายๆ อนุพันธ์เข้ามาด้วย

ให้คะแนน

  1. สารทำความสะอาด การใช้ lauryl betaine เป็นสารทำความสะอาดในสูตร cleansing water มีความน่าสนใจอยู่ แล้วเราไม่ค่อยได้เห็นเท่าไหร่ ตัวนี้มีความอ่อนโยน ให้ไป 5 ฟลาสก์
  2. สารบำรุงและส่วนผสมอื่น เสริมสาร soothing พร้อมกับไขมันทดแทน barrier ผิว และมีไฮยาหลากหลายฟอร์ม ถือว่าทำมาได้ค่อนข้างดี ให้ไป 5 ฟลาสก์
  3. ความชอบ ฟินิชของ cleansing water นี้เด่นไปทางแมทท์ แต่ไม่ถึงกับแห้งตึง ซึ่งแตกต่างกับ cleansing water ที่เตรียมจาก PEG-6 Caprylic/capric glycerides ที่จะไปในทางนุ่มๆ เคลือบๆ ด้านความสามารถในการทำความสะอาดถือว่าทำมาได้ดี แต่จะติตรงฝาขวดแอบซึมหกง่ายนิดนึง ให้ไป 4 ฟลาสก์

สุดท้ายนี้อยากขอบคุณทุกท่านนะคะที่ติดตามรับชมมาจนจบ

ทางไปช้อปปิ้ง

https://s.shopee.co.th/1Vy3COlfs1

Disclaimer/conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ซื้อด้วยตนเอง การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสม/วัตถุดิบตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล และผู้เขียนไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับบริษัทเครื่องสำอางใดๆ โปรดใช้วิจารณญาณ

Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสม เซรั่มไวท์เทนนิ่ง White Aurora 5D Dark Spot Brightening & Barrier Recovery AOX จาก LaLaaCram

บ้าน LaLaaCram เรียกได้ว่าออกสกินแคร์มาทีพี่อึ้งเหมือนกันนะ ล่าสุดตัว whitening ของทางแบรนด์ที่เดบิวท์ไซซ์ทดลอง 7 ml มาเมื่อช่วงต้นเดือน พ.ค. ตอนนี้นางได้เปิดตัวไซซ์จริง 30 ml แล้วค่ะ

น้องมีชื่อว่า White Aurora 5D Dark Spot Brightening & Barrier Recovery AOX

มาในหน้าตาแบบนี้นะคะ

ส่วนนี้เป็นแพคเกจค่ะ

เนื้อสัมผัสเป็นเซรั่มเนื้อน้ำนม ที่ไม่มีส่วนผสมของน้ำหอม

เกลี่ยได้ง่าย ซึมไว แห้งไว ไม่เหนอะหนะ แต่ยังคงความชุ่มชื้นอยู่

ก่อนไปดูส่วนผสม

อยากเล่าคอนเซปท์ของผลิตภัณฑ์ชิ้นนี้กันก่อน

  • ดูแลปัญหาจุดด่างดำพร้อมกันถึง 5 กลไก สมชื่อ 5D
  • ใช้ระบบนำส่งชั้นนำ เพื่อเสริมการดูดซึมสาร
  • ผ่านการทดสอบทั้งประสิทธิภาพในห้องแลปมาตรฐานจากภาครัฐ และ ผ่านการทดสอบการระคายเคืองในอาสาสมัครโดยแพทย์ผิวหนัง

เรามาดูผลเทสต์ของเซรั่มชิ้นนี้กัน

อย่างที่เราเคยคุยกันว่า หลายๆ ครั้ง การทดสอบประสิทธิภาพของผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง เรามักจะเจอการอ้างอิงผลเทสต์จากวัตถุดิบ มีไม่มากที่เอาตัวผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปไปทดสอบ

ทำไมการทดสอบกับ product จริงถึงสำคัญ

เพราะว่าเวลาเราเอา active หลายๆ ชนิดมาเบลนด์ผสมกันในเบส มันอาจเกิดการเปลี่ยนแปลงอะไรบางอย่างที่เรามองไม่เห็น ได้ทั้งในเชิงการเสริมฤทธิ์กันทำให้ผลิตภัณฑ์เก่งขึ้น และในเชิงทำให้ฤทธิ์ลดลง ทีนี้ทางที่เราจะรู้ได้ก็คือการทำการทดลองกับสินค้าจริง

และใช่ค่ะ LaLaaCram เอาผลิตภัณฑ์ที่เป็นสินค้าจริงไปทดสอบประสิทธิภาพเหมือนที่ดิฉันได้เล่าให้ฟังในเคสของน้องมอยส์ Youth-Full บน Blog ก่อนนะคะ

(เผื่อใครพลาดแล้วอยากตาม https://miyeonthereviewer.com/2026/05/21/lalaacram-youthfull2026/)

ทีนี้กับน้อง White Aurora ทางแบรนด์ก็ได้ทดสอบกับหน่วยงานรัฐชั้นนำที่มีมาตรฐาน

เป็นผลการทดสอบประสิทธิภาพในระดับเซลล์ ถึง 2 ด้านด้วยกัน โดยทำการทดสอบในเซลล์ melanoma ที่เป็นเซลล์มาตรฐานที่ได้รับการยอมรับในงานวิจัยนะคะ

พบว่า ผลิตภัณฑ์สามารถยับยั้งการสร้างเม็ดสีเมลานินได้ถึง 27.84% และ ยับยั้งการสร้าง melanosome ซึ่งเป็นถุงเก็บเมลานิน ที่จะนำส่งออกไปยังผิวชั้นบน เกิดเป็นสีผิวได้ถึง 27.73% เลยทีเดียว

(หมายเหตุ ภาพดังกล่าวจัดทำขึ้นเพื่อการสื่อสารโดยง่าย ตำแหน่งของเซลล์ไม่ได้จัดเรียงอย่างถูกต้องตามหลักการทางวิทยาศาสตร์)

นอกจากนี้ทางแบรนด์ยังเอาผลิตภัณฑ์ไปทดสอบการแพ้และระคายเคืองโดยแพทย์ผิวหนัง โดยมีค่า MCII = 0.38 ซึ่งหมายถึงอาจจะระคายเคืองได้เล็กน้อย แต่ก็ไม่น่าแปลกใจ เพราะว่าในสูตรมี PHA ที่ช่วยผลัดผิวให้มีประสิทธิภาพในการดูแลปัญหาสีผิวไม่สม่ำเสมอได้ดีขึ้น

ส่วนตัวได้ลองตั้งแต่ช่วงเดบิวท์ไซซ์ 7 ml จนมาได้ไซซ์ใหม่ 30 ml ก็ไม่เจอว่าระคาย หรือไม่สบายผิวนะ โอเคเลยล่ะ

ส่วนผสมเป็นดังนี้ค่ะ

จากส่วนผสมเรียกได้ว่าค่อนข้างแน่นเลยทีเดียวนะคะ

เราจะมาดูกันเป็นกลุ่มๆ เริ่มจาก กลุ่ม whitening ในภาพจะใช้สีม่วงค่ะ

  • Acetyl glycyl beta-alanine หรือ Genowhite ข้อมูลจากทางผู้ผลิตวัตถุดิบระบุว่าสารนี้มีคุณสมบัติในด้าน Whitening ผ่านหลายกลไก เช่น
    • ลดการสร้างเม็ดสีผิวผ่านการยับยั้งตัวตั้งต้น MITF ที่จะไปกระตุ้นให้มีการสังเคราะห์เอนไซม์ Tyrosinaseลดการสร้าง Endothelin-1 ที่สร้างออกมาจากผนังหลอดเลือด ซึ่งจะไปกระตุ้นให้เซลล์สร้างเม็ดสี สร้างเมลานินออกมา
    • ลดการส่งผ่านเมลานินที่สร้างเสร็จแล้วไม่ให้ออกไปข้างนอก (Melanosome transfer) ผ่านการลดการสังเคราะห์โปรตีน Melanophillin ที่เป็นตัวสำคัญในขั้นตอนนี้
  • Undecylenoyl phenylalanine ภายใต้เทรด Sephiwhite MSH ที่ไปยับยั้งการทำงานของฮอร์โมน MSH ที่เป็นตัวต้นกำเนิดก่อนเซลล์สร้างเม็ดสีจะเริ่มทำงาน
  • Alpha-arbutin ยับยั้งการสร้างเม็ดสีผ่านการยับยั้งเอนไซม์ tyrosinase ที่ encap มาคู่กับ resveratrol ได้อย่างสวยงาม
  • Tranexamic acid หรือ TXA ที่มีกลไกหลากหลาย โดย มีรายงานว่า TXA สามารถยับยั้ง Plasmin ปกติ Plasmin เป็นตัวตั้งต้นก่อนจะไปกระตุ้นฮอร์โมน α-MSH (Melanocyte stimulating hormone) ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่ไปกระตุ้นให้ Melanocyte ทำงานเพิ่มขึ้น (J Am Acad Dermatol 2011;October:699-714.) การทดสอบในเซลล์เพาะเลี้ยงพบว่า TXA ไปลดการสร้าง tyrosinase enzyme และโปรตีนอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการสร้างเม็ดสี และเสริมกระบวนการ Autophagy ของถุงเก็บเม็ดสี Melanosome ทำให้สีผิวจางลง (J Dermatol Sci. 2017;88(1):96-102.) ตัวนี้ทางแบรนด์ใช้แบบ encap เพื่อเสริมการนำส่ง

ทำงานร่วมกับ Antioxidant (AOX) ในกลุ่มสารสีบานเย็น

  • Glutathione เป็น AOX ที่นอกจากจะช่วยกำจัดอนุมูลอิสระแล้ว ยังยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ tyrosinase และซัพพอร์ตการสร้างเมลานินชนิด pheomelanin ที่มีสีอ่อนกว่าเมลานินปกติ คือ Eumelanin
  • Resveratrol เป็น AOX ในกลุ่ม polyphenol ธรรมชาติที่มีประโยชน์หลายอย่าง การทดสอบในหนูทดลองพบว่า Resveratrol สามารถลดการสร้างโปรตีนที่เกี่ยวกับการสร้างเม็ดสี Melanin ได้หลายชนิด รวมทั้งยับยั้งการสังเคราะห์ Tyrosinase ได้ด้วย และยังให้ผลลดการสร้างสีผิวหลังจากถูกกระตุ้นด้วยรังสี UVB ได้ (Biomol Ther (Seoul). 2014; 22(1):35-40.) รวมถึงให้ประโยชน์ในการดูแลการระคายเคือง
  • Tocopheryl acetate อนุพันธ์ของวิตามินอี ที่เป็น AOX ชนิดละลายได้ในไขมัน

เสริม Niacinamide แบรนด์เคลมที่ 3% มีประโยชน์ในการดูแลผิวหลายอย่าง ถ้าเป็นในเชิง whitening นางจะมีผลในการลดการส่งผ่าน melanin ที่สร้างเสร็จแล้วไม่ให้ออกมาด้านนอก รวมถึงให้ประโยชน์ในการซัพพอร์ตการสร้างไขมันที่เป็น Barrier ผิว

จับมือมากับกลุ่ม Soothing ที่มีทั้ง cica และ allantoin พวกนี้จะดูแลในเชิง whitening แบบอ้อมๆ แต่ก็สำคัญ เพราะว่า ถ้ามันเกิดกระบวนการอักเสบขึ้นภายใน มันจะไปเหนี่ยวนำให้เกิดการสร้างสีผิวต่อไปในภายหลัง

Peeling เบาๆ เผยผิวใสด้วย Gluconolactone ซึ่งเป็น PHA

Ectoin เติมน้ำและปกป้องผิวจากสิ่งแวดล้อม รวมถึงมีประโยชน์หลากหลาย กลไกหลัก คือ มันจะดึงน้ำมารวมตัวกับมันกลายเป็น hydrocomplex ที่ปกป้องผิวให้มีปริมาณน้ำเหมาะสม และทำงานได้ตามปกติ เสริมการทำงานของ lipid barrier รวมถึงมีข้อมูลว่า Ectoine ให้ประโยชน์เป็น Whitening ได้อีก โดยไป block ผลจาก MSH ไม่ให้กระตุ้นให้เกิดการสร้าง Melanin ออกมาเมื่อเจอรังสี UV (Antioxidants (Basel). 2020;9(1):63.)

เติมน้ำเพิ่มความชุ่มชื้นด้วย Hyaluronate หลากหลายอนุพันธ์ ร่วมกับ Polyglutamic acid ที่จะสลายตัวปลดปล่อย glutamic acid ที่เป็น natural moisturizing factor (NMF) ช่วยผิวจับน้ำ มาพร้อม urea และ glucose ที่เป็น NMF เช่นกัน

จากส่วนผสมนี้ ทางแบรนด์ได้สรุปมาเป็น 5 เทคนิค หรือ 5D ในการดูแลปัญหาสีผิวไม่สม่ำเสมอตามภาพค่ะ

(หมายเหตุ ภาพดังกล่าวจัดทำขึ้นเพื่อการสื่อสารโดยง่าย โดยในความเป็นจริง melanocyte จะอยู่ที่ฐานล่างสุดของชั้นหนังกำพร้า ที่เรียก stratum basale)

ซึ่งเซรั่มนี้ไม่ใช่แค่ Whitening ธรรมดา แต่ออกแบบมาให้ฟื้นฟู Barrier ผิวไปด้วยเพื่อให้ผิวแข็งแรง และดูกระจ่างใสไปพร้อมๆ กัน ภายใต้ชื่อ “5D Barrier-Care Brightening + AOX”

มาให้คะแนนกันค่ะ

  1. สารบำรุง เรียกได้ว่าออกแบบมาให้เสริมฤทธิ์กันได้อย่างลงตัว ตั้งแต่ต้นน้ำ ตอนเมลานินยังไม่เกิด ไปจนถึงปลายน้ำ คือ เมลานินสร้างเสร็จแล้ว ไม่ให้ออกไปด้านนอก และช่วยผลัดผิวเอาผิวหมองคล้ำเก่าๆ ที่กองค้างไว้ออกไป เสริมสารเติมน้ำเพิ่มความชุ่มชื้น และกลุ่มไขมันที่ดูแล Barrier ผิวให้แข็งแรง ครบมาก ครบจริง เอาไป 5 ฟลาสก์
  2. ส่วนผสมอื่นๆ จะมี Ethylhexyl palmitate ติดมาในลำดับกลางๆ แต่อยู่หลัง Polysorbate 80 ที่เป็นตัวผสานเนื้อครีม ที่เราใส่กันน้อย สารตัวนี้มีแนวโน้มอุดตันได้ แต่คิดว่าไม่น่าเสี่ยงมาก เพราะว่าความเข้มข้นในสูตรน้อย และยังมี PHA จะช่วย peeling ได้อีกทาง ขอให้ 4 ฟลาสก์
  3. ความชอบ ส่วนตัวชอบลูกเล่นในการ Formulate ด้วยเทคนิค 5D ที่เลือกสารที่ให้ประโยชน์ในการดูแลปัญหาสีผิวไม่สม่ำเสมอได้อย่างลงตัว มาจับมือร่วมกับความเป็น moisturizer เติมน้ำ พร้อมกับฟื้นฟู Barrier ผิว และยังมีการทดสอบประสิทธิภาพกับ product จริง ซึ่งจะสอดคล้องกับการใช้งานจริงๆ มากกว่า ให้ไป 5 ฟลาสก์

สุดท้ายนี้ต้องขอขอบคุณทางแบรนด์ LaLaaCream ที่ส่งผลิตภัณฑ์ดีๆ มาให้ได้เปิดหูเปิดตา และขอบคุณทุกท่านที่ติดตามรับชมมาจนจบ

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ทางแบรนด์โดยตรงเลยนะคะ

https://www.facebook.com/lalaacramthailand

ทางไปช้อปปิ้ง

Shopee https://s.shopee.co.th/6fey1N6bt4

Lazada https://s.lazada.co.th/s.ZS3N0r?c=u&t=p-iHfQPIC-s2ExFqIa

Disclaimer/conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากทางแบรนด์ การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสม/วัตถุดิบตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล และผู้เขียนไม่ได้ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับบริษัทเครื่องสำอางใดๆ โปรดใช้วิจารณญาณ

#LaLaaCram #ลาลาแครม #whiteaurora5D

Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสม CeraVe Skin Renewing Peptide cream

CeraVe เอาเปปไทด์ครีมตัวดังเข้าไทยแล้วนะคะ

พิกัดที่ร้าน Watsons online (ยังไม่ได้ไปดูว่าที่หน้าร้านมีวางด้วยไหม)

น้องมาในหน้าตาแบบนี้ค่ะ

ส่วนนี้เป็นกล่อง

เนื้อครีมค่อนข้างข้นเกือบจะคล้าย butter ไม่มีส่วนผสมของน้ำหอม เลยอาจจะได้กลิ่นจางๆ ของเนื้อครีม

ถึงจะดูเหมือนเกลี่ยยาก แต่ความจริงเกลี่ยง่าย แล้วให้ความชุ่มชื้นดี สบายผิว ใช้ทาปิดผิวตอนนอนได้เลย ตื่นเช้ามาหน้านุ่ม (ดิฉันผิวแห้ง)

ส่วนผสมเป็นดังนี้ค่ะ

เริ่มกันที่จุดเด่นของ CeraVe คือ การใช้เทคโนโลยี MVE ย่อมาจาก Multivesicular emulsion ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่มีทั้งสิทธิบัตร และงานวิจัยรองรับรับ โดยเป็นระบบนำส่งที่มีรูปร่างเป็นทรงกลมที่มีหลายๆชั้น คล้ายหัวหอม เวลาลงผิว ก็จะค่อยๆปลดปล่อยออกมาทีละชั้น ทำให้สารเพิ่มความชุ่มชื้นต่างๆอยู่ในผิวได้นานขึ้น (J Clin Aesthet Dermatol. 2016; 9(12): 26–32.)

ซึ่งเทคโนโลยี MVE ก็จะมีหน้าตาประมาณนี้

(ภาพสร้างโดย AI ด้วยภาพ MVE ที่อ้างอิงจาก Draelos ZD in Cosmetic Dermatology: Products and Procedures)

ในตำรับมีการเบลนด์ Ceramide 3 ชนิด คือ Ceramide 1, Ceramide 3 และ Ceramide 6-II ในสัดส่วนที่เหมาะสมเพื่อเสริมการฟื้นฟู Barrier ผิวของเราได้อย่างลงตัว และเสริมกรดไขมัน รวมถึงสร้างตั้งต้นในการเป็น Barrier ผิวอีกหลายตัว

ในฝั่งการเติมน้ำ ใช้ Saccharide isomerate ที่เติมน้ำให้ผิวได้ยาวนาน ร่วมกับ Hyaluron

ในฝั่งของนางเอกในสูตรนี้จะเป็น Biomimetic peptides 2 ชนิด คือ

  • Tripeptide-1 (Kollaren) ที่มีประโยชน์ในการเสริมกระบวนการสร้างเส้นใย matrix หลายชนิด ทั้ง Collagen I, Collagen III, elastin, fibronectin และ laminin ซึ่งจะช่วยให้ผิวดูกระชับ ยืดหยุ่น และซัพพอร์ตรอยต่อระหว่าง Epidermis-Dermis (DEJ) ซึ่งถ้าชั้นนี้แบนลงตามอายุ จะทำให้เกิดริ้วรอยลึกได้ง่าย นอกจากนี้ยังเสริมกระบวนการฟื้นฟูตัวเองของผิว และให้ประโยชน์ในผิวที่มีแนวโน้มเป็นสิวด้วย (Ref: TDS Kollaren)
  • Caprooyl tetrapeptide-3 (ChroNOline) เป็นเปปไทด์ที่ซัพพอร์ตการสร้างเส้นใยที่เป็นส่วนหนึ่งของชั้น DEJ เช่น collagen VII, laminin-5 และ fibronectin ผลทดสอบจากผู้ผลิตวัตถุดิบในอาสาสมัครอายุ 50 – 65 ปี พบว่าลดความลึกของริ้วรอย (wrinkle volume) ได้ 27% ในระยะเวลา 56 วัน (Ref: TDS ChroNOline)

คอมบิเนชั่นของ Tripeptide-1 + Caprooyl tetrapeptide-3 มันเหมือนเราดูแลที่รอยต่อตรง DEJ และคอลลาเจนที่อยู่ใต้ลงไปได้อย่างลงตัว

เสริมด้วยส่วนผสมของ Niacinamide ที่ดูแลผิวได้หลายด้าน ทั้งในเชิงการซัพพอร์ตการสร้าง Barrier ผิว ดูแลการระคายเคือง และเป็นสารตั้งต้นให้ผิวหยิบไปสร้าง NAD NADP ซึ่งใช้ในการทำงานหลายอย่าง

มี Tocopherol (วิตามินอี) เป็น antioxidant

และ soothing ด้วย allantoin และ biosaccharide gum-1

ให้คะแนน

  1. สารบำรุง เป็นครีมทางเลือก non-retinoids ที่เบลนด์ biomimetic peptides 2 ตัวดูแลที่มาดูแลเสริมแกร่งตรงรอยต่อระหว่าง Epidermis-Dermis หรือ DEJ ซึ่งมีความสำคัญในการอุ้มพยุงผิวไม่ให้เกิดริ้วรอยลึกตามอายุ เวลาเราอายุเพิ่มขึ้นชั้นนี้จะแบนลงและเกิดริ้วรอยลึกได้ง่าย และคอลลาเจนที่อยู่ใต้ลงไปได้อย่างลงตัว ร่วมกับ Hero technology อย่าง MVE ที่เสริมการดูแล barrier ผิว ได้อย่างลงตัว ให้ไป 5 ฟลาสก์
  2. ส่วนผสมอื่นๆ ไม่มีสารที่ไม่เป็นมิตรกับผิว เลยไม่มีจุดที่ให้หักคะแนน รับไป 5 ฟลาสก์
  3. ความชอบ ส่วนตัวเป็นคนผิวแห้ง ครีมตัวนี้ออกแบบมาได้ค่อนข้างดี ให้ความชุ่มชื้นได้ยาวนาน แต่ไม่เหนียวเหนอะหนะ ไม่วาว ใช้เป็นครีมปิดผิวตัวสุดท้ายก่อนนอนได้ รับไป 5 ฟลาสก์

พิกัด: Watsons Online (ยังไม่ได้ไปดูว่าที่หน้าร้านมีวางด้วยไหม)

Disclaimer/conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับมาจากทางแบรนด์ การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสม/วัตถุดิบตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล ผู้เขียนไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับบริษัทเครื่องสำอางใดๆ โปรดใช้วิจารณญาณ

Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสม Cleansing Mousse Foam จาก Concernlab มิติใหม่ของการคลีนเมคอัพ

สำหรับ Blog นี้ จะมาอัพเดท Cleansing mousse ที่น่าสนใจจากแบรนด์ Concernlab//: กันนะคะ

เป็นมูสที่ออกแบบมาให้ใช้นวดละลายเมคอัพในขั้นตอนการทำความสะอาดตอนผิวแห้ง ก่อนจะไปล้างต่อด้วยน้ำ หรือ เจล-โฟมตามความชอบ และความหนักในการแต่งหน้าของแต่ละคน

มีด้วยกัน 2 ขนาด คือ 50 ml และ 150 ml มาในหน้าตาแบบนี้

เมื่อปั๊มออกมาจากขวดปั๊มเราจะได้เนื้อมูส

pH ของมูส (หลังเกิดฟองแล้ว) อยู่ที่ราวๆ 6 ถือว่าใกล้เคียงกับผิวดี

ในส่วนของการใช้งาน มูสนี้ออกแบบมาให้ใช้ละลายเมคอัพตอนหน้าแห้ง นวดวนเบาๆ แล้วไปล้างออกด้วยน้ำ โดยไม่จำเป็นต้องใช้สำลีเช็ด หรือ อาจจะไปทำ Double clean ต่อด้วยการล้างกับเจล-โฟมตามชอบ

ส่วนนี้จะเป็นผลการลองล้างลิปสติกชนิด stain (สีติดทน) และ มาสคาร่า

ตอนนวดมูสจะถือว่าทำความสะอาดได้ค่อนข้างดี คือ ล้างมาสคาร่าออกได้เลย แต่ในส่วนของลิปสเตนสี จะต้องไปล้างต่อด้วยโฟม-เจล เพื่อทำ double clean ต่อไป

ฟีลลิ่งตอนใช้งานค่อนข้างดี นุ่มลื่น และหลังล้างออกไม่แห้งตึง ความน่าสนใจคือพอเรานวดมือ รู้สึกว่ามันเข้าถึงไรผม และริมกรอบหน้าได้ดีกว่าสำลี

ด้วยความที่ตัวมูสออกแบบมาให้ใช้แล้วไปล้างน้ำได้เลยไม่ต้องใช้สำลี ก็จะเหมาะกับคนที่รู้สึกว่าผิวระคายง่ายถ้าเช็ดสำลี แล้วพอไม่ได้ใช้สำลีแล้วรู้สึกว่า ใช้ตัวผลิตภัณฑ์น้อยลง ขวดนึงก็ใช้ได้นานขึ้น

ส่วนผสมเป็นดังนี้

ส่วนผสมค่อนข้าง Clean มีเท่าที่จำเป็นจริงๆ

ในส่วนของสารทำความสะอาดหลัก จะเป็น Polyglyceryl-10 caprylate/caprate ที่มีความอ่อนโยนสูง มีประสิทธิภาพในการละลายเมคอัพได้ดี

เสริมมาด้วย Sorbitan oleate decyl glucoside crosspolymer ตัวนี้เป็นสารทำความสะอาดชนิดไม่มีประจุ ที่ได้จากการดัดแปลงโครงสร้างจากธรรมชาติ (biobased) มีความอ่อนโยนสูง มีคุณสมบัติช่วยละลายสาร จึงน่าจะเสริมประสิทธิภาพในการละลายเมคอัพได้

และปรับ feeling ให้ silky และ soft touch ด้วย Bis-PEG-18 Methyl ether dimethyl silane ซึ่งเป็นซิลิโคนชนิดที่กระจายในน้ำได้ ให้ฟีลลิ่งที่ดีบนผิว

มาให้คะแนนกัน พอเป็น Cleanser จะปรับหมวดคะแนนเล็กน้อย

  1. สารทำความสะอาด ใช้ Polyglyceryl-10 caprylate/caprate ที่มีความอ่อนโยนสูง มีประสิทธิภาพในการละลายเมคอัพได้ดี เบลนด์คู่มากับอนุพันธ์ลูกผสมของ glucoside + sorbitan ester ที่ทำให้ความสามารถในการละลายเมคอัพเพิ่มขึ้น เป็นการเล่นคอมบิเนชั่นที่น่าสนใจ ให้ไป 5 ฟลาสก์
  2. ส่วนผสมอื่นๆ มีส่วนผสมเท่าที่จำเป็น ไม่ได้ใส่มาแบบหวือหวา จะเรียกว่าออกแบบสูตรมาแบบ Clean แต่ complete ก็ไม่เกินจริง และไม่มีสารที่ไม่เป็นมิตรกับผิว ไม่มีจุดให้หักคะแนน รับไป 5 ฟลาสก์
  3. ความชอบ ส่วนตัวค่อนข้างชอบความ rich ของเนื้อมูสตอนนวดบนหน้า มันจะไม่ถึงกับลื่นมาก แต่มันก็นวดได้ดี ละลายเมคอัพพื้นฐานพวกรองพื้น บลัช ทั่วไปออกได้หมดจด โดยไม่ต้อง Double clean แต่ถ้าแต่งหน้าหนัก หรือลงกันแดดกันน้ำมากๆ คิดว่าอาจจะต้อง double clean ซึ่งก็ได้ลองแล้วทั้งแบบล้างน้ำเลย และแบบ double clean ล้างด้วยเจล-โฟม ที่ใช้เป็นประจำต่อ ก็ไม่ได้แห้งตึง ในด้านความสะอาด เรารีเชคความหมดจด ด้วยสำลีชุบโทนเนอร์ ไม่มีสีรองพื้นติดมา ก็คือโอเค ให้ไป 5 ฟลาสก์

สุดท้ายนี้ต้องขอขอบคุณทาง Concernlab//: ที่ส่งผลิตภัณฑ์ที่น่าสนใจมาให้ได้ทดลองใช้ และขอบคุณทุกท่านที่ติดตามรับชมมาจนจบ

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถสอบถามได้ที่ทางแบรนด์โดยตรงเลยนะคะ

https://www.facebook.com/profile.php?id=61586153262598

ทางไปช้อปปิ้ง

https://s.shopee.co.th/1LcniDnq8x

Disclaimer/conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากทางแบรนด์ Concernlab//: การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสม/วัตถุดิบตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล และผู้เขียนไม่ได้ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับบริษัทเครื่องสำอางใดๆ โปรดใช้วิจารณญาณ

Image

รีวิว/อัพเดทผลเทสต์สุดปังของน้อง LaLaaCram Youth-Full Advanced Skin Renewal Serum + Moisturizer รับปี 2026

💚เรามีมอยส์ตัวหนึ่งที่ทำออกมาได้ดีมาก และก็เป็นลูกรักของใครหลายคน

อยู่มาวันหนึ่ง ทางแบรนด์เกิดอยากจะปรับสูตร แต่ลูกค้ารักสูตรนี้แล้ว ทางแบรนด์เลยทุ่มเทงบวิจัยค้นคว้าเพิ่มขึ้นว่า ครีมสูตรนี้มีประโยชน์อะไรที่พอจะเพิ่มเติมให้ลูกค้าได้บ้าง และวันนี้เราจะมาดูผลเทสต์แบบใหม่แบบสับของน้องมอยส์คนนี้กัน

น้องคนนี้ก็คือ Youth-Full Advanced Skin Renewal Serum + Moisturizer นั่นเองค่ะ ปรับแพคเกจเดิมจาก กระปุกมาเป็นขวดแบบนี้นะคะ

ส่วนนี้จะเป็นกล่องโฉมใหม่นะคะ

เนื้อครีมเหมือนเดิม คือ เป็นกึ่งเซรั่มเจล กึ่งครีม เนื้อค่อนข้างชุ่มผิว และเนื่องจากไม่มีส่วนผสมของน้ำหอม เราจะได้กลิ่นวัตถุดิบอยู่จางๆ

เกลี่ยได้ค่อนข้างง่าย ให้ความรู้สึกเย็น สบาย มีความรู้สึกว่าชุ่มชื้นดี แต่ไม่ถึงกับเหนอะหนะ เมื่อทิ้งไว้ซักพักจะเหลือสัมผัสนุ่มอยู่

💚 เรามาดูผลเทสต์เรื่อง Anti-aging 4 กลไกกัน ซึ่งการทดสอบนี้คือการทดสอบกับผลิตภัณฑ์จริงเลย ไม่ใช่แค่เอาวัตถุดิบมาทดสอบ และผ่านการทดสอบโดยหน่วยงานรัฐชั้นนำที่มีมาตรฐาน

🤍 กลไกที่ 1 และ กลไกที่ 2 การเสริมสร้างคอลลาเจน และอิลาสติน

คอลลาเจนนั้นเป็นเส้นใยสำคัญ ที่ให้ประโยชน์ในด้านความกระชับและความแข็งแรงของชั้นผิว (Firm and

strength)

ส่วนอิลาสตินเป็นเส้นใยที่ให้ประโยชน์ในเชิงความยืดหยุ่น

โดยทำการทดสอบแบบ in vitro กับเซลล์ไฟโบรบลาสต์มนุษย์

พบว่า Youth-Full Advanced Skin Renewal Serum + Moisturizer สามารถเพิ่มการสังเคราะห์คอลลาเจน

และอิลาสติน ได้ตามความเข้มข้นที่ทดสอบ (dose related)

🤍 กลไกที่ 3 ประสิทธิภาพในการต่อต้าน senescent cells

เท้าความก่อนค่ะ Fibroblast คือเซลล์สำคัญในชั้น Dermis ทำหน้าที่สร้างคอลลาเจน อิลาสติน และซ่อมแซมผิวเมื่อเกิดความเสียหาย แต่เมื่อ fibroblast เจอความเครียดสะสมไม่ว่าจะจาก UV มลภาวะ หรือแค่เวลาที่ผ่านไป DNA ภายในเซลล์เริ่มเสียหายสะสมจนถึงจุดที่ซ่อมไม่ได้ เซลล์จึงหยุดแบ่งตัว แต่มันไม่ยอมตาย กลายร่างเป็นsenescent cells ที่เราเปรียบเปรยว่าเป็นเซลล์ซอมบี้

พวกนี้นอกจากจะไม่ทำงานสร้างคอลลาเจนแบบเดิมแล้ว แต่ก็ไม่ตายออกไปให้เซลล์ใหม่มาแทนที่ แถมพวกนางยังไม่ได้อยู่เฉยๆ ปลดปล่อยสารกลุ่ม SASP หรือ Senescence-Associated Secretory Phenotype สารเหล่านี้เช่นพวกที่เกี่ยวกับการอักเสบ และเอนไซม์ MMP ที่ไปย่อยทำลายเส้นใยข้างเคียง แถมนำส่งสัญญาณให้เพื่อนๆ

ข้างเคียงกลายเป็นซอมบี้ไปด้วย

เหมือนเวลาซอมบี้แพร่พิษใส่คนปกติให้กลายเป็นซอมบี้แบบมันแหละ

ทีนี้ผลทดสอบ พบว่า Youth-Full Advanced Skin Renewal Serum + Moisturizer สามารถลดปริมาณเซลล์ซอมบี้ลงได้ (มีคุณสมบัติต้านเซลล์แก่ หรือ anti-senescence)

🤍 กลไกที่ 4 Skin proliferation and regeneration

พบว่าเซรั่ม Youth-Full Advanced Skin Renewal Serum + Moisturizer สามารถเสริมการแบ่งตัวของ

Fibroblast ซึ่งจะให้ประโยชน์สืบเนื่องไปสู่การฟื้นฟูผิว เนื่องจาก Fibroblast เป็นเสมือนช่างก่อสร้างของผิว 

💚 จะเห็นได้ว่าจากผลเทสต์ทั้งหมดนี้แล้ว Youth-Full Advanced Skin Renewal Serum + Moisturizer คนเดิมของเรานั้นมีความสามารถหลากหลายในการดูแลปัญหาผิว

และยังผ่านการทดสอบทางคลินิกโดยสถาบัน DermScan Asia ว่าไม่ก่อให้เกิดการระคายเคืองในอาสาสมัคร (ค่า Mean irritation index = 0.01 แปลว่าไม่ระคายเคือง)

ทีนี้กลับมาที่ส่วนผสม ซึ่งเป็นคอมบิเนชั่นที่ทางแบรนด์คัดเลือกมาอย่างลงตัว

💚 ในภาพรวม คือ ถ้ามองในแง่ของมอยส์เจอไรเซอร์ที่เสริม Barrier ผิว น้องทำมาได้ค่อนข้างครบถ้วนเลย คือมีทั้งกลุ่มของไขมันที่เป็น Barrier อย่างพวก Ceramide, Cholesterol และกรดไขมันจากธรรมชาติ ร่วมกับสารจับน้ำตามธรรมชาติ หรือ Natural moisturizing factor (NMF) ที่เป็นกรดอะมิโน น้ำตาล กรดอินทรีย์ มีสารกลุ่ม Hyaluron หลากหลายชนิดที่มีประโยชน์ในการเติมและอุ้มน้ำให้ผิว และเสริมมาด้วยกลุ่มสารที่ดูแลปัญหาเรื่องการระคายเคืองผิวเพราะ Barrier ที่ไม่แข็งแรง และสำหรับคนที่กลัวว่ามอยส์เจอร์นี้จะมันเยิ้มเกินไป ทางแบรนด์ใช้สารสกัดจากเห็ด Fomes ตัดเข้ามาให้ประโยชน์ในด้านการควบคุมความมันกระชับรูขุมขน คือเรียกได้ว่าทำมาพร้อมและคำนึงถึง user ทุกกลุ่มมาก

สารบำรุงเปิดมาด้วย Niacinamide ที่ให้ประโยชน์โดดเด่นหลายประการ ทั้งในเชิงการเสริมการฟื้นฟู Barrier ผิว ควบคุมความมัน ในเชิง whitening ผ่านการยับยั้งการส่งผ่านเมลานินที่สร้างเสร็จแล้วไม่ให้ออกไปภายนอก และในเชิงของการดูแลการระคายผิว แบรนด์จัดมาเลยแบบสวยๆ 5%

สารบำรุงกลุ่ม Soothing ก็ไม่น้อยหน้า ด้วยส่วนผสมของสารสกัดจาก Oatmeal ที่โดดเด่นในด้านนี้และมีคุณสมบัติพิเศษในการเสริมความแข็งแรงให้กับผิว จูงมือมากับ Cica, Allantoin, Dipotassium glycyrrhizate ว่านหางจระเข้

มี Bifida ferment lysate เป็น postbiotic ที่เด่นในเชิงการเสริมกระบวนการฟื้นฟูผิว พร้อมทั้ง soothing และเสริมความแข็งแรงให้แก่ผิว

สำหรับท่านที่สนใจสามารถดูส่วนผสมทั้งหมดตามภาพ

สุดท้ายนี้ต้องขอขอบคุณทางแบรนด์ LaLaaCram ที่ส่งผลิตภัณฑ์ดีๆ มาให้ได้เปิดหูเปิดตา และขอบคุณทุกท่านที่ติดตามรับชมมาจนจบ

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ทางแบรนด์โดยตรงเลยนะคะ

https://www.facebook.com/lalaacramthailand

Disclaimer/conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากทางแบรนด์ การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสม/วัตถุดิบตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล และผู้เขียนไม่ได้ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับบริษัทเครื่องสำอางใดๆ โปรดใช้วิจารณญาณ

Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสม Mung Bean Cleansing Oil จากบ้าน beplain

Blog นี้เราจะมาดูส่วนผสมของ Mung Bean cleansing oil จากแบรนด์ beplain กันนะคะ

beplain เป็นแบรนด์เกาหลีแบรนด์ดังแบรนด์หนึ่ง ที่ดังเรื่องโฟมล้างหน้า แต่ cleansing oil ของเขาก็ทำมาได้ดีไม่แพ้กัน ซึ่งก็ติดอกติดใจพส.เกาหลี ได้รางวัล Hwahae award ถึง 2 ปีซ้อนเลยทีเดียว

และมีผลเทสต์ทั้งประสิทธิภาพในการทำความสะอาด การดูแลปัญหาสิวเสี้ยน-สิวหัวดำ และผ่านการทดสอบการระคายเคืองแล้ว

นี่เป็นหน้าตาของน้องนะคะ

ส่วนนี้จะเป็นกล่อง

ในส่วนของวิธีใช้ cleansing oil ที่แนะนำนั้น มีขั้นตอนตามนี้นะคะ

ส่วนนี้เป็นผลการทดสอบประสิทธิภาพในการทำความสะอาด

ผลทดสอบประสิทธิภาพ ในการลดจำนวนสิวหัวดำ-สิวเสี้ยน

และจุดเด่นของผลิตภัณฑ์ที่แอบชอบเป็นการส่วนตัว คือ

ผ่านการทดสอบการระคายเคืองต่อดวงตาด้วยเทคนิค MCTT-HCE โดยสถาบัน Skinmed

เทคนิคนี้เป็นการทดสอบกับเซลล์เพาะเลี้ยงจากกระจกตามนุษย์ (reconstructed human corneal epithelial; RhCE) ตามมาตรฐาน OECD TG 492

และยังผ่านการทดสอบการระคายเคืองผิวในอาสาสมัครชายและหญิงรวม 34 คน โดยสถาบัน Human Skin Clinical Trial Center Co., Ltd.
 

ส่วนผสมเป็นดังนี้

ในภาพรวม Cleansing oil ตัวนี้ใช้ Ethylhexyl palmitate ร่วมกับ Cetyl ethylhexanoate เป็นเบสหลัก

ซึ่งจริงๆ แล้ว ethylhexyl palmitate มีฟิลลิ่งค่อนข้างดี แต่มีแนวโน้มอุดตันง่าย ดังนั้นการล้าง cleansing oil จึงควรนวดต่อด้วยน้ำจนได้น้ำนม และล้างน้ำนมให้หมด เพื่อลดการตกค้างของน้ำมันเหล่านี้

สำหรับสารทำความสะอาด ตัวหลักที่ใช้จะเป็น Sorbeth-30 tetraoleate ซึ่งมีความอ่อนโยนและมีความสามารถในการทำความสะอาดได้ดี เสริม Polyglyceryl-3 polyricinoleate เข้ามาเพื่อปรับฟีลและช่วยในการล้างออกจากผิวเมื่อเจอน้ำ

ในด้านสารบำรุง ก็จะเสริมสารสกัดจาก Mung bean ซึ่งข้อมูลจากผู้ผลิตวัตถุดิบระบุว่ามีคุณสมบัติในด้านดูแลการอักเสบของผิว มาพร้อม Panthenol และ Allantoin ที่ให้ประโยชน์เรื่อง soothing ไปด้วยกัน

ถือว่าทำมาได้น่าสนใจดี เพราะว่าช่วงที่นวดมันมี play time ให้สารบำรุงสัมผัสผิวได้นิดหน่อย

ทางไปช้อปปิ้ง

https://s.shopee.co.th/808xVryVxk

Disclaimer: received as gift, self opinion