Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสม ไนท์ครีมวิตามินเอ ขั้นกว่าของ Vitalift กับ Vitalift Renew Youth Retinal จากแบรนด์ Dr.Different

วันนี้ขอหยิบเอาผลิตภัณฑ์ดีๆ จากแบรนด์ Dr.Different มารีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสมอีกสักชิ้นนะคะ

ส่วนตัวเคยรีวิวผลิตภัณฑ์หลายๆ ชิ้นจากแบรนด์นี้ไปแล้ว แต่ละตัวเรียกได้ว่าค่อนข้างชอบ ถึงชอบมากเลยล่ะ

วันนี้เลยขอหยิบเอาน้องใหม่ล่าสุด ที่เป็นขั้นกว่าของพี่ๆ กลุ่มของ Vitalift ซึ่งสูตรนี้มาในหลอดสีดำ มีชื่อว่า Vitalift Renew Youth Retinal หน้าตาประมาณนี้ค่ะ

ตัวหลอดด้านในจะคล้ายกับซีรี่ส์ Vitalift ที่มีมาก่อนหน้า แต่มาในสีดำล้วน ที่ดูแล้วให้ความรู้สึก Luxury

สำหรับเนื้อครีมจะมีสีออกเหลือง ซึ่งเป็นสีตามธรรมชาติของ Retinaldehyde ค่ะ

เนื้อครีมค่อนข้างชุ่มชื้นและหนักกว่าตัวอื่นในซีรี่ส์ก่อนหน้า ซึ่งเข้าใจว่าอาจจะทำมาเพื่อตอบโจทย์ผู้ที่เริ่มมีอายุ เพราะมักจะมีปัญหาผิวแห้ง และส่วนตัวเป็นคนผิวแห้งเลยชอบเนื้อครีมตัวนี้

ก่อนไปวิเคราะห์ส่วนผสมขอเอาผลการใช้งานที่เวลา 40 วัน มาเทียบก่อนค่ะ

จริงๆ ดูจากภาพอาจจะไม่ค่อยชัดมาก แต่เท่าที่รู้สึกและสัมผัสได้เมื่อใช้ไปครบ 40 วัน คือ รู้สึกถึงความนุ่ม และความแน่นของผิว แล้วก็เวลาแต่งหน้ามีเมคอัพตกร่องน้อยลง และติดทนนานมากขึ้น แม้จะดูจากภาพไม่ชัดเจนนัก

ลองดูในอีกภาพที่เป็นการลงรายละเอียดมากขึ้น อาศัยการปรับความคมชัดของภาพที่ระดับเดียวกันผ่านโปรแกรม Photoscape ถ้าตัดประเด็นเรื่องสีผิวออกไป จะพบว่าผิวดูเหมือนจะละเอียดมากขึ้น ความหยาบลดลง และ รูขุมขนดูเล็กลง ซึ่งสอดคล้องไปกับความรู้สึกนุ่ม และการตกร่องของเมคอัพ

สำหรับส่วนผสมเป็นดังนี้นะคะ

จากภาพจะเห็นว่าส่วนผสมของตัว Vitalift สูตรใหม่มีด้วยกันหลายกลุ่มนะคะ ขอเล่าไปทีละกลุ่มเลยค่ะ ในกลุ่มเดียวกันก็จะมีสีเดียวกัน โดยส่วนตัวพยายามรวบกลุ่มสารที่มีประโยชน์คล้ายๆ กันให้อยู่ด้วยกัน

สำหรับสารในกลุ่มสีเขียวจะเป็นกลุ่มของพวกน้ำมันที่มีประโยชน์ในด้านของการดูแล Barrier ผิวให้ผิวเราแข็งแรง ซึ่งถ้าผิวแข็งแรง ผิวก็จะมีสุขภาพดี และมีแนวโน้มเกิดการระคายเคืองน้อยกว่าผิวที่มี Barrier บอบบางกว่า

กลุ่มสีฟ้าจะเป็นกลุ่มของพวกสารเพิ่มความชุ่มชื้นผ่านการช่วยผิวเก็บกักน้ำ อย่าง Hya และ Sodium polyglutamate ที่หลายๆ ท่านคุ้นเคย และมีคุณสมบัติที่ดีในการเพิ่มความชุ่มชื้น โดยมีอีกตัวหนึ่งที่น่าสนใจ คือ สารที่ได้จากการทำอนุพันธ์ของ กรดอะมิโน Glutamic acid อย่าง Phytosetryl/Behenyl/Octyldodecyl lauroyl glutamate ที่ดูเผินๆ เหมือนจะเป็นพวก Surfactant แต่นางเป็นสารที่สามารถเรียงตัวในรูปแบบของ Liquid crystal ได้เหมือนกับ Ceramide ที่เป็นองค์ประกอบของ Barrier ผิว จึงมีประโยชน์ในด้านของความชุ่มชื้นได้ไม่แตกต่างจากการใช้ Ceramide

กลุ่มของสีน้ำเงินเป็นกลุ่ม peptide ที่ผสมกันอย่างเป็นเอกลักษณ์ภายใต้เครื่องหมายทางการค้าว่า ElagenpeptideTM ซึ่งประกอบด้วย peptide 12 ชนิด ที่เลือกมาให้เสริมกันเป็นอย่างดี ขอเลือกบางตัวมากล่าวรายละเอียดนะคะ

  • Copper tripeptide-1 ตัวนี้น้องเป็นเปปไทด์ตัวหนึ่งที่น่าสนใจ เพราะมีรายงานการวิจัยกล่าวถึงอยู่หลายฉบับ โดยนางมีประโยชน์กับผิวค่อนข้างกว้างในด้านของการชะลอวัยและการลดเลือนริ้วรอย ไม่ว่าจะเป็นคุณสมบัติในการเสริมการสังเคราะห์คอลลาเจน และ Matrix อื่นๆ ปกป้องไม่ให้สารเหล่านี้สลายตัว (BioMed Research International. 2015; 648108.) รวมถึงยังมีประโยชน์ในด้านของการสมานผิว และดูแลเรื่องการอักเสบระคายเคือง (Int J Mol Sci. 2018 Jul; 19(7): 1987.)
  • Tripeptide-29 ตัวนี้เป็นเปปไทด์ที่เกิดจากกรดอะมิโน 3 ตัว คือ Glycine-Proline-Hydroxyproline ซึ่งเจ้า Hydroxyproline เป็นกรดอะมิโนชนิดพิเศษที่พบได้ในสายคอลลาเจน การทดสอบในระดับเซลล์เพาะเลี้ยงของทางผู้ผลิตวัตถุดิบกล่าวว่า Tripeptide-29 เพิ่มการสังเคราะห์คอลลาเจน
  • Hexapeptide-12 เปปไทด์ที่เกิดจากการจัดเรียงตัวของกรดอะมิโนที่เหมือนกับส่วนหนึ่งของสายเส้น Elastin ในผิว ทางผู้ผลิตวัตถุดิบได้ทดสอบประสิทธิภาพในอาสาสมัคร พบว่าสารดังกล่าวมีคุณสมบัติช่วยเพิ่มความกระชับ และปรับสมดุลโทนสีผิว
  • Hexapeptide-9 ตัวนี้เป็นเปปไทด์ที่เกิดจากการจัดเรียงตัวของกรดอะมิโนที่เหมือนกับส่วนหนึ่งของสายเส้นคอลลาเจน ทางผู้ผลิตวัตถุดิบได้กล่าวว่า หน่วย Glycine-Proline-Glutamine ใน Hexapeptide-9 เป็นส่วนสำคัญของคอลลาเจน จึงมีประโยชน์ในการเสริมการสร้างคอลลาเจนของผิว โดยเฉพาะ Collagen IV และ VII ซึ่งเป็นองค์ประกอบของชั้น Dermal-Epidermal Junction หรือ DEJ ที่ทำหน้าที่พยุงเอาชั้นผิวหนังภายนอกไว้ ไม่ให้ยุบตัวลงมาเกิดเป็นริ้วรอยลึก และเสริมกระบวนการ Wound healing ของผิว
  • Nicotinoyl tripeptide-35 เป็นเปปไทด์สายสั้นๆ ที่มาจับกับวิตามินบี 3 เมื่อลงไปในผิวได้จะถูกแปรสภาพได้เป็นวิตามินบี 3 และ tripeptide-35 ได้ประโยชน์ทั้งจากวิตามินบี 3 และจากเปปไทด์ ไปพร้อมๆ กัน
  • Acetyl hexapeptide-8 ตัวนี้เป็นเปปไทด์ชื่อดังตัวหนึ่งที่ ที่รู้จักกันในชื่อทางการค้าว่า Argireline ออกฤทธิ์ผ่านระบบประสาทที่เชื่อมต่อกล้ามเนื้อ (Neuromuscular junction-NMJ) ทำให้กล้ามเนื้อที่หดตัวเกิดเป็นริ้วรอยคลายตัว ทำให้ผิวแลดูเรียบขึ้น แต่ผลที่เกิดอยู่ไม่นาน

สีชมพูเป็นกลุ่มของวิตามิน ซึ่งทางแบรนด์เลือกใช้วิตามินบี 3 วิตามินเอ ในรูปแบบ Retinaldehyde วิตามินซี ในรูปแบบ Sodium ascorbyl phosphate และวิตามินอี ซึ่งจริงๆ วิตามินในแต่ละตัวก็จะมีประโยชน์หลายๆ อย่างแตกต่างกันไป ถ้ากล่าวแบบสรุปก็จะประมาณด้านล่าง

  • วิตามินบี 3 มีประโยชน์ในด้านของ Whitening, ดูแลเรื่องการอักเสบระคายเคือง และความแข็งแรงของ Barrier ผิว
  • วิตามินเอ มีประโยชน์หลายประการ โดยเด่นในเรื่องของการดูแลเรื่องริ้วรอย และปัญหาที่เกิดพร้อมๆ กับการ Aging
  • วิตามินซี มีประโยชน์ในด้าน Antioxidant, Whitening เป็นส่วนหนึ่งในการสังเคราะห์คอลลาเจน และดูแลเรื่องการอักเสบละคายเคือง
  • วิตามินอี เป็น Antioxidant ในส่วนของไขมัน ปกป้องไม่ให้โครงสร้างที่เป็นไขมันถูกทำลาย

ปิดท้ายด้วยสีส้ม เป็นสารเสริมในด้านของ Antioxidant และการดูแลเรื่องริ้วรอย อย่างสารสกัดจากแครอทที่มีเบต้าแคโรทีนซึ่งสามารถสะสมตัวในบริเวณผิว ร่วมกับเบต้าแคโรทีนอิสระ และ Adenosine  

โดยรวมคือเป็นครีมบำรุงที่มีประโยชน์ต่อผิวไปหลายๆ ด้านพร้อมกัน โดยเด่นที่ด้านของการชะลอวัย ชะลอการเกิดริ้วรอยใหม่ รวมถึงดูแลเรื่องริ้วรอยที่เกิดมาแล้ว ยาวไปถึงด้านความชุ่มชื้น ผิวแข็งแรง ดูแลปัญหาสิว และ Whitening ไปพร้อมๆ กัน

สำหรับส่วนผสมอื่นๆ ถือว่าทางแบรนด์เลือกมาได้ค่อนข้างดี ไม่มีส่วนผสมของสารที่ไม่เป็นมิตรกับผิว

มาให้คะแนนกันดีกว่าค่ะ

  1. สารบำรุง หรือ Actives ตามที่ได้เกริ่นไปในด้านบน ครีมตัวนี้สามารถดูแลปัญหาผิวได้หลายประการ และค่อนข้างเด่นไปในด้านของการชะลอวัย และดูแลริ้วรอยให้แลดูจางลง ทั้งยังครอบคลุมไปถึงด้านความชุ่มชื้น ผิวแข็งแรง ดูแลปัญหาสิว และ เป็น Whitening ไปพร้อมๆ กัน หลอดเดียวครบจบทุกปัญหา แต่ห้ามทากลางวัน และห้ามผู้ที่วางแผนจะตั้งครรภ์ใช้ ให้ไป 5 ฟลาสก์
  2. ส่วนผสมอื่นๆ หรือ Base ไม่มีส่วนผสมที่ไม่เป็นมิตรกับผิว เลยไม่มีที่ให้หักคะแนน รับไป 5 ฟลาสก์
  3. การใช้งาน ส่วนตัวได้ลองใช้ไนท์ครีมตัวนี้มาเป็นเวลาเกือบๆ เดือนครึ่ง สิ่งที่รู้สึกได้คือเรื่องของความเรียบเนียน ความนุ่มและแน่นของผิว ซึ่งจะค่อยๆ เพิ่มขึ้นเมื่อใช้ไปเรื่อยๆ จุดนี้ตนเองค่อนข้างชอบ และจะมาอัพเดทอีกครั้งเมื่อใช้ต่อไปอีก ให้ไป 5 ฟลาสก์

สุดท้ายนี้ต้องขอขอบคุณทางแบรนด์ Dr.Different (สาขาประเทศไทย) ที่ส่งผลิตภัณฑ์ดีๆ มาให้ได้ทดลองใช้ และขอบคุณทุกๆ ท่านที่ติดตามรับชมมาจนจบด้วยนะคะ

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ทางแบรนด์โดยตรงเลยนะคะ

https://www.facebook.com/DrdifferentTH

Disclaimer/conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากทางแบรนด์ Dr.Different การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสม/วัตถุดิบตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล และผู้เขียนไม่ได้มีผลประโยชน์ใดๆในการขายสินค้า โปรดใช้วิจารณญาณ

Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสม Body lotion สำหรับผิวแห้งมากๆ ผิวลอกเป็นขุย กับ UreaRepair Plus 5% urea lotion จากแบรนด์ Eucerin

สวัสดีค่ะ วันนี้มีบทวิเคราะห์ส่วนผสมและรีวิวผลิตภัณฑ์จากแบรนด์ Eucerin มาฝากอีกชิ้นหนึ่ง

น้องเป็นโลชั่นสำหรับทาตัวที่เด่นมากสำหรับดูแลปัญหาผิวแห้ง ที่มาพร้อมกับเนื้อที่บางเบา ไม่เหนียวเหนอะหนะ

ผลิตภัณฑ์โลชั่นที่จะมาวิเคราะห์ส่วนผสมครั้งนี้มีชื่อว่า Eucerin UreaRepair Plus ขอย่อว่า URP นะคะ

ชื่อเต็มๆ จะพ่วงว่า 5% Urea lotion 48H long-lasting hydration ที่มีเคลมว่าสามารถเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิวได้ยาวนานถึง 48 ชั่วโมงเลยทีเดียว

โลชั่นตัวนี้มาในหน้าตาแบบนี้นะคะ

ตัวขวดโลชั่นเป็นประมาณนี้ค่ะ

เนื้อโลชั่นค่อนข้างเบา ดูจากลำดับส่วนผสม และอ่านจากแบรนด์เคลม ก็คือ น้องเป็นเบสอิมัลชั่นชนิดน้ำมันในน้ำ (o/w emulsion) ที่จะบางเบา แต่ด้วยส่วนผสมของสารดูแลผิวเรื่องความชุ่มชื้นหลายตัว เลยเก็บความชุ่มชื้นไว้ได้ค่อนข้างนาน

ซึ่งจุดนี้ส่วนตัวชอบนะคะ เพราะโลชั่นที่ใช้ส่วนใหญ่จะหนักหน่อย และเวลาเหงื่อออกมันจะลื่นๆ ไม่ค่อยสบายผิว

น้องมาในกลิ่นหอมอ่อนๆ ประโยคนี้หลายคนอาจจะแบบว่า “เอ๊ะ ยังไง โลชั่นสำหรับผิวบอบบางแพ้ง่ายไม่ควรใส่น้ำหอมป่ะ” จริงค่ะ ไม่เถียง แต่ถ้าน้ำหอมนั้นปราศจากสารก่อการแพ้ (Allergen free) ก็น่าจะสามารถใช้ได้ค่ะ และที่สำคัญ ประเด็นที่น่าสนใจคือ น้ำหอม/สารหอมที่ทาง Eucerin URP ตัวนี้เลือกใช้ มีคุณสมบัติในการลดการอักเสบระคายเคืองในระดับหลอดทดลอง

(Image from Eucerin)

ส่วนสัมผัสหลังเกลี่ยก็จะค่อนข้างบางเบา ไม่เหนอะหนะ แต่ชุ่มชื้น และให้ความรู้สึกสบายผิว

ส่วนตัวมีอยู่ช่วงหนึ่งที่ไปห้างแห่งหนึ่งที่เชียงใหม่ที่มีข่าวคนติดเชื้อโควิด มันก็จะตระหนก กังวลนิดหน่อย เลยล้างมือถี่มาก ผลคือ แห้งลอกเป็นขุยตามระเบียบ พอใช้เจ้านี่ทาก็จะดีขึ้น ซึ่งตรงนี้ตรงกับคอนเซปท์ของมอยส์เจอไรเซอร์ คือ สามารถลดการแห้งได้อย่างรวดเร็วเมื่อทาครั้งแรก

ถึงแม้ว่า ถ้าเราทิ้งไว้ราวๆ 1 – 2 ชั่วโมง ขุยก็จะกลับมาใหม่ แต่พอทาบ่อยๆ วันรุ่งขึ้นก็ดีขึ้น ไม่มีขุยแล้ว

ก่อนไปดูส่วนผสมอยากบอกอีกนิดว่าทางแบรนด์ได้ทดสอบประสิทธิภาพในอาสาสมัครแล้วพบว่าครีมมีประโยชน์ดูแลเรื่องความชุ่มชื้นได้ถึง 48 ชั่วโมงเลยทีเดียว

(Image froo

มาดูส่วนผสมกันบ้างนะคะ

วันนี้ส่วนผสมมีหลายสีเหมือนเช่นเคย

ขอเปิดประเดิมด้วยสีน้ำเงิน คู่หูสูตรผสมกันของ Glycerin + Glyceryl glucoside ถ้าอิงตามลำดับส่วนผสม ส่วนตัวคิดว่าจะเป็น Glycerin 6.5% + Glyceryl glucoside 5% ซึ่งคู่ผสมนี้มีการทดสอบประสิทธิภาพในการเพิ่มความชุ่มชื้น และลดการระเหยของน้ำออกจากผิว (Transepidermal water loss; TEWL) ของอาสาสมัคร เมื่อใช้เป็นเวลา 3 สัปดาห์ ซึ่งการลดลงของค่า TEWL จะสื่อความหมายได้ว่า Barrier ของผิวแข็งแรงขึ้น (Schrader, et al. Skin Pharmacol Physiol 2012;25:192–199)

ขอแยกกล่าวเฉพาะตัว Glyceryl glycoside อีกรอบ น้องเป็นสารที่พบได้ในธรรมชาติ ตัวโครงสร้างน้องเป็นรูปแบบของสารกลุ่ม Glycoside ที่มีน้ำตาลเกาะอยู่บนตัว Glycerin สารนี้มีการทดสอบในระดับหลอดทดลองว่ามีประสิทธิภาพในการเสริมการสังเคราะห์ Aquaporin-3 ซึ่งเป็นช่องทางหนึ่งที่ผิวเราใช้ในการเก็บกักน้ำ และสารที่ละลายน้ำได้ตัวเล็กๆ เพื่อรักษาความชุ่มชื้นเอาไว้ จะกล่าวว่า Aquaporin เป็นอีกส่วนเล็กๆ ของ Barrier ผิวก็ว่าได้

การทำงานของ Aquaporin จะมีอารมณ์ประมาณภาพนี้ค่ะ

ถ้าเรามี Aquaporin ที่สมบูรณ์และแข็งแรง ผิวเราก็จะมีความชุ่มชื้น ดังนั้นจึงคาดเดาได้ว่าถ้าผิวมีการสร้าง Aquaporin มากขึ้น ความสามารถในการเก็บน้ำก็น่าจะมีมากขึ้น

ถัดมา สีบานเย็น Urea ตามแบรนด์เคลมว่าใช้ในความเข้มข้นที่ 5% ซึ่งเป็นความเข้มข้นที่มีการทดสอบแล้วว่ามีประโยชน์กับผิวแห้ง

ถึงแม้ Urea จะเป็นสารพื้นๆ ที่อาจจะเก่าแก่ ดูโบราณไปนิด แต่น้องจัดเป็นสารที่ใช้เป็นตัวเลือกแรกๆ (Gold standard) ในการดูแลปัญหาผิวแห้ง

ว่าแล้วก็ ขอเล่าเรื่อง Urea แบบย่อๆ สักหน่อย

จริงๆ แล้วในผิวเราก็มีส่วนประกอบของเจ้า Urea นี่รวมเป็นกลุ่มสารที่เพิ่มความชุ่มชื้นตามธรรมชาติ (Natural moisturizing factor; NMF)

ต่อมามีการค้นพบว่า Urea มีประโยชน์มากมายกับผิวหนัง ตัวอย่างเช่น

  • เสริมการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างและหน้าที่ของ Keratinocyte (เซลล์ผิวในชั้นหนังกำพร้า) ให้โตเต็มไว มีความแข็งแรง
  • เสริมการสังเคราะห์ไขมันที่เป็นองค์ประกอบของ Barrier ผิว
  • เสริมภูมิคุ้มกันของผิว โดยไปเสริมการสร้าง Peptide ที่มีฤทธิ์ต่อต้านจุลชีพตามธรรมชาติบนผิว

ถ้าสนใจเกี่ยวกับ Urea สามารถตามไปอ่านบทความของ Dirschka T. เขาเขียนไว้ได้ค่อนข้างดี อ่านไม่ยากนัก และบทความนี้ดาวน์โหลดมาอ่านได้ฟรีค่ะ

>>> https://doi.org/10.1111/ijcp.13569

สารกลุ่มสีเขียวแก่ เป็นส่วนของกรดอะมิโน ร่วมกับ Lactic acid และ Sodium lactate เป็นกลุ่มของสาร NMFs ที่ช่วยกักเก็บน้ำให้ผิว

ส่วนของ Carnitine ที่ใส่เข้ามา ก็อาจจะได้ประโยชน์เรื่องของการดูแล Metabolism ของไขมันต่างๆ

สารสีส้ม Chondrus crispus extract เป็นสารสกัดจากสาหร่าย ประกอบด้วย Carrageenan ที่นอกจากจะดูแลเรื่องของสัมผัสของเนื้อครีมแล้ว ตัวมันเองก็มีการเคลมว่ามีประโยชน์ในการเพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่ผิว สารสีเขียวมะกอก เป็นกลุ่มของไขมันจากธรรมชาติต่างๆ

ซึ่งถ้าดูจากส่วนผสมของ URP แล้ว มันจะมีงานวิจัยอยู่ชิ้นหนึ่งที่เปรียบเทียบประสิทธิภาพของ Urea cream กับ Urea cream ที่มี NMF + ceramides + Glyceryl glucoside ในอาสาสมัครเด็กไทยที่มีสภาวะผิวแห้ง จากโรคไตเรื้อรัง พบว่าสูตรผสม มีประสิทธิภาพที่ดีในด้านของการดูแลปัญหาขุยผิวแห้ง เพิ่มความชุ่มชื้น และเพิ่มความสามารถในการเป็น Barrier ของผิวได้ดีกว่า Urea cream อย่างเดียว (Wananukul, S. et al. J Med Assoc Thai 2017;100(6):638-43)

งานอีกชิ้นเป็นการทดสอบประสิทธิภาพของครีมที่มี 5% Urea + Ceramide NP + Lactate ในอาสาสมัครสูงอายุ ก็พบว่าให้ประสิทธิภาพที่ดีเช่นกัน (Danby, et al. Skin Pharmacol Physiol 2016;29:135–147)

ส่วนอีกงานวิจัยทดสอบประสิทธิภาพของตำรับที่มีส่วนผสมของ NMF + ceramides + Glyceryl glucoside ก็พบว่าอาสาสมัครก็มีความชุ่มชื้นของผิวเพิ่มขึ้นเช่นกัน (Weber, et al. Journal of Clinical and Aesthetic Dermatology. 2012;5(8):30-39.)

ในภาพรวมจึงถือว่า URP เป็นทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจสำหรับการดูแลผิวแห้ง

ส่วนตัวมองว่าถ้ามองจากส่วนผสม และการศึกษาก่อนหน้า นั้นมีความเห็นว่าเหมาะกับกรณีของผิวแห้งในผู้สูงอายุ จากโรคเรื้อรังทั้งในเด็ก และผู้ใหญ่ รวมถึงผิวแห้งอักเสบแบบ Atopic ซึ่งเกิดในเด็กเป็นส่วนมาก โดยผิวแห้งเหล่านี้อาจจะแห้งน้อย จนถึงแห้งมากแตกลอกเป็นขุย ก็น่าจะชอบ URP ตัวนี้

ส่วนเรื่องของน้ำหอมก็ตามที่ได้เกริ่นไปว่าน้ำหอมที่ทางแบรนด์เลือกใช้ยังมีประโยชน์ในการลดการอักเสบระคายเคือง

มาให้คะแนนกันดีกว่าค่ะ

  1. สารบำรุง เรียกได้ว่า Eucerin ยังคงความสมบูรณ์แบบของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของการพัฒนาสูตร และเลือกใช้ส่วนผสมที่ไม่ได้ดูหวือหวาเว่อวัง แต่สารบำรุงทุกตัวมีรายงานถึงประสิทธิภาพรองรับ จึงถือว่าเป็นมอยส์เจอไรเซอร์ชิ้นหนึ่งที่น่าเก็บไว้ในอ้อมใจของคนผิวแห้ง ให้ไป 5 ฟลาสก์
  2. ส่วนผสมอื่นๆ ไม่ได้มีพิษมีภัยอะไร แถมน้ำหอมที่ใส่ก็มีคุณสมบัติพิเศษคือ ผ่านการทดสอบว่าไม่ก่อการแพ้และการระคายเคือง และยังมีประโยชน์เสริมกับสารบำรุงได้อย่างลงตัว ให้ไป 5 ฟลาสก์
  3. การใช้งาน ส่วนตัวได้ทดลองใช้มาประมาณ 3 อาทิตย์ ด้วยความที่ช่วงนี้ที่เชียงใหม่/เชียงรายอากาศยังไม่แห้งมากนัก + เป็นช่วงฤดูฝน ส่วนตัวเลยไม่ได้มีปัญหาผิวแห้งมากนัก แต่ก็ขอยอมรับว่า การใช้ URP ช่วยให้ผิวนุ่มเนียน สัมผัสแล้วเย็น คืออธิบายไม่ถูกเหมือนกัน อารมณ์เย็นๆ สบายผิว คงชุ่มชื้นได้ทั้งวัน จนกระทั่งอาบน้ำตอนกลางคืน แต่ก็ต้องขอบอกตามจริงว่ากลิ่นของ URP แม้มันจะหอมละมุนให้ความรู้สึกเหมือนเป็นเด็กน้อย แต่ไม่ใช่น้ำหอมที่ตรงจริตของเราเท่าไหร่ แต่ถ้าวัดเรื่องการใช้งาน และสิ่งที่ได้ ขอให้ไป 5 ฟลาสก์

สุดท้ายนี้ต้องขอขอบคุณทางแบรนด์ Eucerin ด้วยนะคะที่ส่งผลิตภัณฑ์ดีๆ มาให้ได้รู้จักและทดลองใช้ และขอขอบคุณทุกท่านด้วยค่ะที่ติดตามรับชมมาจนจบ

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ทางแบรนด์โดยตรงนะคะ

UreaRepair Plus 5% urea lotion ขนาด 250ml ราคา 690 บาท

รายละเอียดเพิ่มเติมสามารถอ่านได้จาก

https://www.eucerin.co.th/products/hypersensitive-skin/urea-repair-plus-5-urea-lotion-48h-long-lasting-hydration-250ml

สถานที่จัดจำหน่าย  ร้านวัตสัน ร้านบู๊ทส์ ร้านขายยาขนาดใหญ่ และโรงพยาบาลชั้นนำทั่วไป

Disclaimer/Conflict of interest: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากทางแบรนด์ Eucerin การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสม/วัตถุดิบตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล และผู้เขียนไม่ได้มีผลประโยชน์ใดๆในการขายสินค้า โปรดใช้วิจารณญาณ

Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสมครีมสำหรับดูแลปัญหาผิวบอบบาง รอยแดงและการระคายเคือง Ultrasensitive Repair Cream จาก Eucerin

สวัสดีค่ะ สำหรับ Blog นี้จะเป็นบทวิเคราะห์ส่วนผสมและรีวิวผลิตภัณฑ์ที่น่าสนใจชิ้นหนึ่งที่เชื่อว่าน่าจะตอบโต

ผลิตภัณฑ์ที่จะวิเคราะห์ส่วนผสมวันนี้มาจากแบรนด์ Eucerin แบรนด์เวชสำอางที่อยู่คู่กับบ้านเรามานาน จนจะเรียกว่าเป็นแบรนด์เวชสำอางแบรนด์แรกๆ ของไทยเลยก็ว่าได้

ผลิตภัณฑ์ที่จะมาวิเคราะห์ส่วนผสมครั้งนี้มีชื่อว่า Eucerin UltraSensitive Repair Cream ซึ่งมาในหน้าตาแบบนี้นะคะ

ตัวบรรจุภัณฑ์มีหน้าตาประมาณนี้นะคะ

จุดที่น่าสนใจจุดแรก คือ บรรจุภัณฑ์มีเทคโนโลยี Air-free system ที่มีส่วนของจุกปิดบริเวณปลายของปั๊มค่ะ เมื่อเรากดปั๊มจุกดังกล่าวจะเคลื่อนที่เข้าไปด้านใน เพื่อให้เนื้อครีมออกมา และพอเราคลายแรงกด ตัวจุกก็จะกลับมาปิดเหมือนเดิมเพื่อลดการปนเปื้อนจากภายนอก

สำหรับเนื้อครีมจะมาในเนื้อที่ข้นหน่อยนะคะ ไม่มีกลิ่น เพราะไม่มีส่วนผสมของน้ำหอม

เกลี่ยได้ง่าย ให้สัมผัสที่อาจจะเหนอะเล็กน้อย แต่ตัวเองเป็นคนผิวแห้งก็เลยชอบความชุ่มแบบนี้

สำหรับส่วนผสมเป็นดังนี้นะคะ

ซึ่งจุดเด่นที่แบรนด์เคลม คือ ประกอบด้วยส่วนผสมที่เด่นในด้านของการดูแลผิวที่มีปัญหาบอบบาง 3 ชนิด ได้แก่ Symsitive, Licochalcone A และ Dexpanthenol ซึ่งจะมาเล่าให้ฟังอีกทีนะคะ

ส่วนผสมวันนี้ได้ทำไว้ 4 สีค่ะ

ขอเริ่มที่สูตรผสมของ Pentylene glycol และ 4-t-Butylcyclohexanol คือตัว Symsitive ซึ่งมีคุณสมบัติเด่นในแง่ของการลดการอักเสบระคายเคือง และลดความรู้สึกไม่สบายผิว ซึ่งออกฤทธิ์ผ่านกลไกการยับยั้ง Receptor รับความรู้สึกร้อน-เย็นในกลุ่ม TRP receptor โดยตัวนี้จะไปโฟกัสที่ TRPV receptor ซึ่งรับความรู้สึกร้อน

ขอเล่าประวัติน้องนิดหน่อยนะคะ เจ้า TRPV-1 receptor นี้ถูกกระตุ้นได้ด้วยสารหลายชนิด อย่างที่เรารู้จักกันก็คือ Capsaicin จากพริก ลองจินตนาการเวลาเราหั่นพริก เราก็จะรู้สึกแสบร้อนที่มือ เพราะ Capsaicin ไปจับกับ TRPV receptor ทำให้เกิดการส่งผ่านความรู้สึกว่าฉันร้อน ฉันแสบ เช่นเดียวกัน กรณีของผิวระคายเคือง รู้สึกร้อนวูบวาบ ส่วนหนึ่งอาจจะมาจากสารเคมีบางชนิดไปจับกับ Receptor รับความรู้สึกร้อน-เย็นในกลุ่ม TRP receptor เลยทำให้รู้สึกร้อนแสบระคายเคือง ก่อนจะมีการไปกระตุ้นให้เกิดอาการระคายเคือง และรอยแดงต่อมา (Iftinca, et al. Drugs. 2021;81:7–27) อารมณ์ประมาณภาพนี้

(Image source: The Author 2011. Published by Oxford University Press, CC BY-SA 2.5, via Wikimedia Commons)

ซึ่งจุดนี้บทความของ Misery และคณะ (2016) ได้กล่าวว่า ผิวบอบบางแพ้ง่าย หรือ Sensitive skin นั้นเกิดได้จากหลายสาเหตุ โดยหนึ่งในนั้นคือ การส่งสัญญาณประสาทผ่าน TRPV receptor ที่ถูกกระตุ้นผ่านกลไกต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นสารเคมี แรงทางกายภาพ รวมถึง ผ่านระบบกลไกต่างๆ ภายในและภายนอกร่างกาย (J Eur Acad Dermatol Venereol. 2016 Feb;30 Suppl 1:2-8.) ทำให้รู้สึกแสบ คัน ระคายเคือง และไม่สบายผิว

อีกชิ้นงานหนึ่งก็น่าสนใจนะคะ บทความของ Guin และคณะ (2017) ได้กล่าวว่า TRP receptor มีผลต่อการเกิดการอักเสบของผิวผ่านระบบของการหลั่งสารที่เกี่ยวข้องกับระบบของเส้นประสาท (Neuropeptide) ซึ่งทำให้เกิดอาการระคายเคือง คัน และรอยแดง โดยอาจจะเป็นในระยะยาว หรือเป็นแบบเรื้อรัง (Protein Cell. 2017;8(9):644-661.) สำหรับเจ้า 4-t-Butylcyclohexanol นี้ นางจะเป็นสารที่ไปยับยั้งไม่ให้ TRPV-1 receptor ทำงาน จึงไม่เกิดการส่งผ่านความรู้สึกแสบร้อนเข้าไป การรู้สึกร้อนแสบระคายเคืองก็จะลดลง มีการทดสอบทางคลินิกยืนยันถึงประสิทธิภาพอยู่หลายชิ้นเหมือนกัน ขอเลือกอันที่น่าสนใจมาเล่าให้ฟังนะคะ

  • Srour และคณะ (2020) ได้ทดสอบประสิทธิภาพของครีมที่มี 4-t-Butylcyclohexanol ในการลดการระคายเคืองของผู้ป่วยที่มีอาการผิวอักเสบบริเวณรอบปาก โดยให้ทาครีมดังกล่าวเป็นเวลา 8 สัปดาห์ พบว่าผู้ป่วยมีอาการดีขึ้น รวมถึงมีค่าความชุ่มชื้น และมีการระเหยของน้ำออกจากผิว (TEWL) ลดลง แสดงให้เห็นว่า Barrier ผิวกลับมามีสุขภาพที่ดีขึ้น (J Cosmet Dermatol. 2020;19(6):1409-1414)
  • Schoelermann และคณะ (2016) ได้ทดสอบเปรียบเทียบประสิทธิภาพของครีมที่มี 4-t-Butylcyclohexanol กับ acetyl dipeptide-1 cetyl ester ในการลดการระคายเคืองจาก Capsaicin ในผู้ที่มีปัญหา Sensitive skin โดยให้อาสาสมัครทาครีมดังกล่าวเป็นเวลา 3 วัน แล้วมาทดสอบประสิทธิภาพในการลดการระคายเคืองหลังจากทา Capsaicin พบว่า 4-t-Butylcyclohexanol ลดการระคายเคืองได้ตั้งแต่ช่วง 1 – 2 นาทีแรก และให้ผลไม่ต่างจากครีมที่มี acetyl dipeptide-1 cetyl ester (J Eur Acad Dermatol Venereol. 2016;30 Suppl 1:18-20.)

ต่อมาสีฟ้า สารสกัดจาก Glycyrrhiza inflata หรือ ชะเอมจีน ประกอบด้วยสารพฤกษเคมี Licochalcone A เป็นสารสำคัญ ซึ่งสารนี้โดยตัวมันเองมีคุณสมบัติเด่นในด้านการลดการอักเสบระคายเคือง โดยน้องจะไปลดการอักเสบ โดยลดการสร้าง Prostaglandin E2 และลดการทำงานของระบบ NF-kB (อ่านว่า เอ็นเอฟ คัปป้าบี) ที่เกี่ยวข้องกับการอักเสบผ่านหลายกลไก (J Eur Acad Dermatol Venereol. 2016;30 Suppl 1:9-17.) ในระดับหลอดทดลอง มีการทดลองอยู่หลายชิ้นที่พบว่า การเสริมฤทธิ์กันของ Licochalcone A กับ 4-t-Butylcyclohexanol นั้นให้ผลที่ดีขึ้นในการลดการระคายเคือง คัน แดง ของผู้ที่มีปัญหา Sensitive skin ขอเลือกหยิบอันที่น่าสนใจมาเล่าให้ฟังค่ะ

  • การทดลองของ Sulzberger และคณะ (2016) ได้ทดสอบประสิทธิภาพของครีมที่มีส่วนผสมของ 4-t-Butylcyclohexanol และ Licochalcone A พบว่าลดรอยแดงหลังจากการโกนขนได้ (J Eur Acad Dermatol Venereol. 2016;30 Suppl 1:9-17.)
  • การทดลองของ Boonchai และคณะ (2018) ได้ทดสอบประสิทธิภาพของครีมที่มีส่วนผสมของ 4-t-Butylcyclohexanol และ Licochalcone A (จะขอย่อว่า T+L) ในการรักษาอาการผิวหนังอักเสบ (Dermatitis) เปรียบเทียบกับตัวยา Steroid Triamcinolone acetonide (ความเข้มข้น 0.02%) เป็นเวลา 4 สัปดาห์ พบว่าทั้ง 2 ตัวให้ผลในการลดอาการระคายเคือง คัน รอยแดงได้ไม่ต่างกัน เพียงแต่ ครีมที่มีตัวยาจะเห็นผลในการลดอาการ และการอักเสบไวกว่า ส่วนครีม T+L นั้นมีประโยชน์ในด้านการลดรอยแดง และเพิ่มความชุ่มชื้นของผิวมากกว่า (J Cosmet Dermatol. 2018;17(6):1130-1135.)
  • อีกสักชิ้น การทดลองของ Jovanovic และคณะ (2017) ทดสอบประสิทธิภาพของครีม T+L ในอาสาสมัคร Sensitive skin ที่เกิดรอยแดงได้ง่าย และมีความเสี่ยงในการเป็น Rosacea โดยให้อาสาสมัครทาครีมเป็นเวลา 4 สัปดาห์ พบว่าอาการต่างๆ ลดลงเมื่อเทียบกับก่อนการใช้ครีม (J Drugs Dermatol. 2017;16(6):605-610.)

สีชมพู Panthenol หรือ โปรวิตามินบี 5 ตัวนี้เป็นที่ทราบกัน เป็นตัวดั้งเดิมเลยที่ให้ประโยชน์ในแง่ของการลดการระคายเคือง เพิ่มความชุ่มชื้น เสริมการแบ่งตัวของผิว และ ช่วยฟื้นฟู Barrier ผิว

สุดท้าย สีเขียวมะกอก Shea butter เอาจริงๆ ส่วนตัวไม่ค่อยได้กล่าวถึง Shea butter นะคะ แต่วันนี้ขอนิดหน่อย เพราะไหนๆ ก็ดูเรื่องการลดการอักเสบและระคายเคืองแล้วเลยอยากเล่าว่าใน Shea butter ประกอบด้วยสารในกลุ่ม Unsaponifiables หลายชนิด ซึ่งที่น่าสนใจคือ Phytosterols ที่มีคุณสมบัติในการลดการอักเสบระคายเคืองเช่นกัน

สำหรับส่วนผสมอื่นๆ ก็มีเท่าที่จำเป็น ทำให้ไม่กวนผิวมาก ซึ่งถือว่าเหมาะมากกับผู้ที่มีปัญหาผิวบอบบางแพ้ง่าย

มาสรุปคะแนนกันดีกว่าค่ะ

  1. สารบำรุง เรียกได้ว่าสมกับเป็นแบรนด์เวชสำอางอย่าง Eucerin ที่พัฒนาตัวนี้มาเพื่อตอบโจทย์ Sensitive skin โดยเฉพาะกลุ่มที่มีปัญหาระคายเคือง แสบร้อน คัน และรอยแดงได้อย่างสมศักดิ์ศรี รวมถึงมีงานวิจัยรองรับ จุดนี้ก็ให้ไป 5 ฟลาสก์
  2. ส่วนผสมอื่นๆ ตามที่ได้กล่าวไปว่า มีการเลือกใส่สารอื่นๆ เป็นส่วนผสมเท่าที่จำเป็น ซึ่งเหมาะกับผู้ที่มีปัญหาผิวบอบบางแพ้ง่าย เพราะไม่กวนผิวมากนัก รับไป 5 ฟลาสก์
  3. การใช้งาน ส่วนตัวได้ลองใช้ นานๆ ที จะมีปัญหาแสบร้อน แดง และคัน และระคายเคืองเมื่อเปลี่ยนอุณหภูมิ จากที่ร้อนไปเย็น อย่างห้องแอร์ หรือ จากห้องแอร์ออกมาข้างนอก พอได้ใช้ครีมตัวนี้ในตอนเช้า ติดกันราวๆ 2 อาทิตย์ รู้สึกว่าการเปลี่ยนอุณภูมิแทบไม่ทำให้เกิดอาการคันเลย (ในการลองใช้ผลิตภัณฑ์นี้ส่วนตัวลองหลังจากหยุดใช้อีกตัวหนึ่งที่มีผลป้องกันด้านอุณหภูมิไปแล้วนะคะ) ในขณะที่แขน มือ และเท้า ยังมีรอยแดงและมีอาการคันอยู่ จุดนี้ส่วนตัวมองว่าค่อนข้างชอบค่ะ ให้ไป 5 ฟลาสก์

สุดท้ายนี้ต้องขอขอบคุณทางแบรนด์ Eucerin ด้วยนะคะที่ส่งผลิตภัณฑ์ดีๆ มาให้ได้รู้จักและทดลองใช้ และขอขอบคุณทุกท่านด้วยค่ะที่ติดตามรับชมมาจนจบ

UltraSENSITIVE Repair Cream 50ml ราคา 1,170.-

รายละเอียดเพิ่มเติมสามารถอ่านได้จาก https://www.eucerin.co.th/products/hypersensitive-skin/ultrasensitive-repair-cream-50ml

สถานที่จัดจำหน่าย  ร้านวัตสัน ร้านบู๊ทส์ ร้านขายยาขนาดใหญ่ และโรงพยาบาลชั้นนำทั่วไป

Disclaimer/Conflict of interest: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากทางแบรนด์ Eucerin การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสม/วัตถุดิบตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล และผู้เขียนไม่ได้มีผลประโยชน์ใดๆในการขายสินค้า โปรดใช้วิจารณญาณ

Image

วิเคราะห์ส่วนผสมเซรั่มดูแลปัญหาสิวแบบองค์รวมจากแบรนด์ Acnevit สูตร Oil-free Vitamin C Rich Complex

สวัสดีค่ะทุกท่าน วันนี้มี่จะมาวิเคราะห์ส่วนผสมกับเล่ารายละเอียดคร่าวๆ ของเซรั่มฃดูแลปัญหาสิวต่างๆ ของผู้ที่มีผิวมัน และผิวอุดตันง่ายจากแบรนด์ Acnevit

แบรนด์ Acnevit จัดได้ว่าเป็นแบรนด์เวชสำอางแบรนด์หนึ่งที่น่าสนใจ โดยตัวผลิตภัณฑ์จะมีจุดเด่นที่เป็นเอกลักษณ์คือ “Vitamin C Rich Complex” โดยทางแบรนด์ได้ทดสอบเจ้า Complex นี้ทั้งในระดับหลอดทดลอง และในอาสาสมัคร อยู่หลายอย่าง ก็ดูแล้วดีงามอยู่นะคะ

โดยสำหรับวันนี้เรียกได้ว่าเป็น Mini-Review นะคะ เพราะส่วนตัวไม่ได้มีปัญหาสิวมานานแล้ว เลยขอเป็นการเอาส่วนผสมมาเล่าสู่กันฟัง พร้อมกับจะเล่ารายละเอียดของการทดสอบที่แบรนด์ได้ทดสอบ บางการทดสอบมาแชร์ให้ทุกท่านได้อ่านกันค่ะ

ว่าแล้วก็ไปดูที่ตัว Product ของ Acnevit น้องจะมาในกล่องที่มีหน้าตาประมาณนี้นะคะ

โดยด้านในจะมีตัวบรรจุภัณฑ์ล็อกไว้อยู่ค่ะ

โดยจะมีหน้าตาประมาณนี้

จุดที่น่าสนใจคือ ตัวแพคเกจมีลักษณะที่สามารถบ่งบอกได้ว่าผลิตภัณฑ์ดังกล่าวเคยถูกเปิดใช้มาแล้วหรือยัง โดยถ้าเปิดแล้ว วงแหวนสีฟ้าจะหลุดออกมาจากฝาจุกค่ะ

ซึ่งส่วนตัวคิดว่ามันน่าสนใจและให้ความรู้สึกปลอดภัย

เนื้อของเซรั่มมาในรูปแบบของเบสน้ำใส มีความหนืดเล็กน้อย ไม่มีกลิ่น เนื่องจากไม่มีส่วนผสมของน้ำหอม

เกลี่ยได้ง่าย ช่วงแรกจะรู้สึกหนึบ แต่พอผ่านไปไม่ถึง 1 นาที ก็จะรู้สึกนุ่มนวล และชุ่มชื้น

สำหรับค่า pH อยู่ที่ราวๆ 5 นะคะ

ก่อนไปดูส่วนผสม อยากเล่าเกี่ยวกับการทดสอบประสิทธิภาพของผลิตภัณฑ์สักหน่อยค่ะ ส่วนแรกที่น่าสนใจคือ การทดสอบความสามารถในการกำจัดเชื้อ P. acnes หรือ ชื่อใหม่ของน้อง คือ Cutibacterium acnes

(Image from Acnevit Official Website)     

ซึ่งพบว่าเซรั่ม Acnevit สามารถลดจำนวนของ C. acnes ลงได้ในระดับหลอดทดลอง

การทดสอบถัดมาเป็นการทดสอบประสิทธิภาพในอาสาสมัคร เป็นเวลา 12 สัปดาห์ (84 วัน)

(Images from Acnevit Official Website)  

ซึ่งข้อมูลจากการทดสอบในอาสาสมัครก็พบว่าให้ผลดีเช่นกัน

โดยจุดสำคัญที่แบรนด์เน้นมากของน้องเซรั่มนี้คือ


❤สามารถช่วยดูแลเรื่องสิวได้โดยไม่มีสารก่อให้เกิดการระคายเคือง ซึ่งถ้าเป็นเครื่องสำอาง ก็มักจะเป็นพวก BHA และ/หรือ AHA หรือกรณีถ้าเป็นยาก็เป็นพวก Benzoyl peroxide (BP) กับพวก Azelaic acid

ซึ่งแน่นอนว่า เครื่องสำอางใส่ตัวยาไม่ได้อยู่แล้วเนาะ แต่ก็มีหลายเคสที่เกิดรอยดำหลังจากสิวหายเพราะการระคายเคืองจากผลิตภัณฑ์ที่ใช้

ตัวนี้ทางแบรนด์เคลมว่าผู้หญิงตั้งครรภ์ หรือให้นมบุตรสามารถใช้ได้ โดยส่วนตัวมองว่า ในทางเครื่องสำอางเราไม่ได้มีการศึกษาความปลอดภัยของสารต่อทารกในครรภ์เหมือนยานะคะ โดยเราจะห้ามตัวที่อันตรายชัวร์ๆ ส่วนที่เหลือ ถ้าดูแนวโน้มแล้วไม่มีอันตราย ก็พอจะอนุโลมได้ค่ะ แต่อย่างไรก็ดี แนะนำให้ปรึกษาสูตินรีแพทย์ก่อนจะใช้ผลิตภัณฑ์อะไรก็ตามนะคะ

ด้านข้างกล่องมีข้อแนะนำ เพื่อตอบคำถามว่า เซรั่มนี้เหมาะกับใคร หรือ ปัญหาอะไร

  • สิวหัวขาว สิวหัวดำ หรือ สิวเสี้ยน
  • รูขุมขนกว้าง
  • Blotches (รอยสีผิวผิดปกติ เช่น ปื้นเหลือง รอยแดง)
  • ผิวมัน เงาวาว
  • Blemish (จุดด่างดำ ร่องรอยต่างๆ)
  • สีผิวไม่สม่ำเสมอ
  • (Bump) สิวอุดตัน หรือ สิวผดที่อยู่ด้านใน เวลาสัมผัสแล้วรู้สึกได้ว่าผิวไม่เรียบ

มาดูส่วนผสมกันดีกว่าค่ะ ส่วนผสมเป็นดังภาพ

สำหรับส่วนผสมวันนี้ทำไว้หลายสีนะคะ โดยจะขอเริ่มจากสีบานเย็น

  • Sodium ascorbyl phosphate (ขอย่อว่า SAP) ดูเผินๆ อาจจะแบบว่าก็แค่วิตามินซี ที่ละลายน้ำได้ แต่ความจริงแล้ว SAP มีการทดลองทั้งในระดับหลอดทดลอง และในอาสาสมัครยืนยันถึงประสิทธิภาพในการดูแลปัญหาสิว  
    • งานชิ้นแรกมาจาก Woolery-Lloyd และคณะ ได้ทำการทดสอบประสิทธิภาพของโลชั่นที่มีส่วนผสมของ SAP ความเข้มข้น 5% ในอาสาสมัคร แบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มที่ได้รับ SAP อีกกลุ่มใช้โลชั่นที่ไม่มี SAP โดยให้อาสาสมัครทาเป็นเวลา 12 สัปดาห์ พบว่าอาการของสิวต่างๆ ดีขึ้นกว่าโลชั่นเปล่า และไม่เกิดอาการข้างเคียง (J Cosmet Dermatol. 2010;9(1):22-7.)
    • งานอีกชิ้นมาจาก Klock และคณะ ทดสอบประสิทธิภาพของ SAP ทั้งในระดับหลอดทดลอง โดยศึกษาผลในการฆ่าเชื้อก่อสิว (Cutibacterium acnes) ของ SAP ความเข้มข้น 1% พบว่ามีฤทธิ์ในการฆ่าเชื้อสิว ก่อนจะไปศึกษาประสิทธิภาพในอาสาสมัคร โดยให้อาสาสมัครทาครีมที่มี SAP 5% เป็นเวลา 12 สัปดาห์ พบว่าได้ผลดี (Int J Cosmet Sci. 2005;27(3):171-6.)
  • Niacinamide เป็นรูปแบบหนึ่งของวิตามินบี 3 ซึ่งมีรายงานการวิจัยสนับสนุนถึงประสิทธิภาพหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการควบคุมความมัน และการดูแลปัญหาสิว
  • Biotin เป็นวิตามินอีกตัวที่น่าสนใจ ในร่างกายเรา Biotin เป็นตัวประกอบ (Co-factor) ในการทำงานของเอนไซม์บางชนิด บางตัวมีส่วนเกี่ยวข้องกับการสร้างกรดไขมันของผิว การปรับสมดุลการแบ่งตัวของผิว จึงมีประโยชน์ในการดูแลปัญหาสิว โดยเฉพาะกรณีที่ต้องใช้สารกลุ่ม Retinoids ซึ่งทำให้ผิวแห้ง เพราะไปกดการสร้างไขมัน การเสริม Biotin เข้ามาจะลดอาการผิวแห้ง

สีม่วง ส่วนผสมของ Aqua (and) Butylene Glycol (and) PEG-60 Almond Glycerides (and) Caprylyl Glycol (and) Glycerin (and) Carbomer (and) Nordihydroguaiaretic Acid (and) Oleanolic Acid ตัวนี้เป็นวัตถุดิบของทาง Sederma ประเทศฝรั่งเศส วัตถุดิบชุดนี้อาศัยประโยชน์จาก Nordihydroguaiaretic Acid ในการปรับสมดุลการสร้างและผลัดเซลล์ผิว ซึ่งมีประโยชน์ในเชิงการลดการอุดตัน ร่วมกับ Oleanolic acid ที่มีประโยชน์ในการลดการสร้างน้ำมัน Sebum ผ่านฤทธิ์ในการยับยั้งเอนไซม์ 5α-reductase ที่เปลี่ยนฮอร์โมนเพศชายให้มีฤทธิ์แรงขึ้น และกระตุ้นการสร้าง Sebum ออกมา โดยเจ้า Sebum นี้เป็นอาหารของ C. acnes พอ Sebum ลดลง C. acnes ไม่มีอาหาร ประกอบกับเจอ SAP ปริมาณมันก็จะลดลงไปโดยปริยาย.

สีน้ำเงิน Zinc lactate มีจุดเด่นในด้านของการควบคุมความมัน

สีส้ม สารสกัดจากบัวบก ที่โดดเด่นในแง่ของการดูแลการสร้างคอลลาเจน การสมานแผล จึงน่าจะมีประโยชน์ในการลดการเกิดแผลเป็นจากสิว

สีเขียว Betaine เป็นอนุพันธ์ของกรดอะมิโน Glycine มีประโยชน์ในการให้ความชุ่มชื้นและปรับ Feeling ของผลิตภัณฑ์ให้นุ่มนวล

ส่วนอีกจุดที่น่าสนใจ แม้จะไม่ใช่สารบำรุง คือ สีเขียวขี้ม้า Citric acid + Sodium citrate ทำหน้าที่เป็น Buffer เพื่อควบคุมค่า pH ให้คงที่ ซึ่งมีประโยชน์ในด้านของการปกป้องส่วนประกอบในตำรับเพื่อเสริมความคงตัว

โดยรวมคือเป็นผลิตภัณฑ์ดูแลสิวที่ใช้ส่วนผสมมาดูแล ที่ 5 ปัญหาหลักในการเกิดสิว

  • ปรับสมดุลการสร้างและผลัดผิวให้เป็นปกติ เพื่อลดการอุดตันในรูขุมขน
  • ควบคุมการสร้างน้ำมันซึ่งเป็นอาหารของ C. acnes
  • กำจัด C. acnes
  • อาศัยประโยชน์จากวิตามินซีมาลดการอักเสบระคายเคือง Whitening ดูแลปัญหารอยแดง รอยดำ
  • ดูแลปัญหาด้านการสมานผิว ลดการเกิดรอยแผลเป็น

ในส่วนของเบสหลัก ไม่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ น้ำหอม และส่วนผสมอื่นๆ ที่อาจจะก่อการระคายเคืองผิว

มาให้คะแนนกันดีกว่าค่ะ สำหรับวันนี้จะมีคะแนนในส่วนของสารบำรุง และ ส่วนผสมอื่นๆ เท่านั้น

  1. สารบำรุง (Active) ตามที่ได้กล่าวไปในด้านบน ว่ามีส่วนผสมที่มีประโยชน์ในการดูแลสิว และปัญหาต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับสิวได้หลายประการ และส่วนตัวมองว่าค่อนข้างครอบคลุม และยังสมารถให้ประโยชน์ในด้านอื่นๆ เช่น ชุ่มชื้น ไวท์เทนนิ่ง ให้ความรู้สึกสบายผิว (Soothing) และการชะลอวัย ชะลอการเกิดริ้วรอย ขอให้ไป 5 ฟลาสก์
  2. ส่วนผสมอื่นๆ ส่วนตัวมองว่าทั้งเนื้อเบสหลัก และส่วนผสมอื่นๆที่ใส่มาเป็นสารปรุงแต่ง ล้วนเป็นมิตรกับผิว เลยไม่มีจุดให้หักคะแนน ให้ไป 5 ฟลาสก์

สุดท้ายนี้ต้องขอขอบคุณทางแบรนด์ Acnevit สาขาประเทศไทยด้วยนะคะ ที่ส่งผลิตภัณฑ์ที่น่าสนใจมาแนะนำให้ได้รู้จัก และขอบคุณทุกท่านด้วยค่ะที่ติดตามรับชมมาจนจบ สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถสอบถามได้ที่ทางแบรนด์ Acnevit หรือ เพจ DermArtlogy Thailand ซึ่งเป็นผู้นำเข้าได้โดยตรงเลยนะคะ

https://www.facebook.com/dermArtlogyThailand

Disclaimer/conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากทางแบรนด์ Acnevit การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสมตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล และผู้เขียนไม่ได้มีผลประโยชน์ใดๆในการขายสินค้า โปรดใช้วิจารณญาณ

Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสมโทนเนอร์คาโมมายล์ Chamomile calming tea toner จากแบรนด์ T’else

สวัสดีค่ะ วันนี้มีรีวิวและวิเคราะห์ส่วนผสมผลิตภัณฑ์ใหม่จากแบรนด์ T’else มาฝากกันนะคะ

สำหรับแบรนด์ T’else เป็นแบรนด์ที่น่าสนใจแบรนด์หนึ่งในเครือ Neopharm ของทางเกาหลีค่ะ ซึ่งส่วนตัวมี่เคยรีวิวสินค้าของแบรนด์นี้ไว้อยู่หลายชิ้นด้วยกันนะคะ

อย่างตัวที่ชอบมากๆ ก็จะเป็นตัว Essence ของ Kombucha กับ Artemisia ค่ะ

(สามารถตามไปอ่านได้ที่ลิงค์นี้นะคะ >>>Click<<<)

หลังจากที่ได้ลองได้เข้าไปดูเว็บไซต์ Official ของ brand ก็พบว่าตอนนี้ทางแบรนด์ได้ Rebrand ใหม่ให้มีความเป็นมิตรกับธรรมชาติมากขึ้น มีความ Clean และ เป็นเครื่องสำอางที่ไม่มีส่วนผสมจากสัตว์ คือเป็น Vegan นั่นเอง

(Image from T’else)

วันนี้มีโอกาสได้ลองใช้ซีรี่ส์ใหม่ที่พึ่งเข้ามาในไทย เป็นซีรี่ส์ของคาโมมายล์ที่โดดเด่นในด้านของคุณสมบัติให้ความรู้สึกสบายผิว (Soothing effect) โดยในซีรี่ส์นี้มีด้วยกัน 3 ผลิตภัณฑ์ คือ Ampoule, Cream และ Toner ค่ะ

วันนี้ขอหยิบโทนเนอร์มาเป็นตัวแทนในการรีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสมนะคะ

ตัวโทนเนอร์มีหน้าตาเป็นแบบนี้ค่ะ

ตัวโทนเนอร์มาในรูปแบบของขวดแก้วใส ที่ติดด้วยสติกเกอร์ใส ซึ่งตรงนี้ส่วนตัวค่อนข้างชอบการดีไซน์ของแบรนด์ คือ เมื่อเราต้องการจะเอาไปรีไซเคิล เราก็แค่แกะสติกเกอร์นี้ออก แล้วทางแหล่งรับรีไซเคิลก็เอาไปรีไซเคิลได้เลยค่ะ

ตัวโทนเนอร์เป็นเนื้อใส สีเหลืองอ่อนๆ ภายในมีกลีบดอกบรรจุอยู่ อยากโฟกัสเข้าไปที่กลีบดอกนะคะ ส่วนตัวมองว่ามันดูโดดเด่นดีค่ะ

ด้วยความที่เป็นโทนเนอร์ในรูปแบบตำรับน้ำใส (Solution) ปกติเราก็จะใช้โทนเนอร์กับสำลี

ส่วนตัวลองใช้ทั้งหยดลงบนมือ แล้ววอร์ม ก่อนนำไปลูบไล้บนหน้า กับ หยดใส่สำลีค่ะ

ถ้าใช้กับมือก็จะเกลี่ยง่าย ซึมไวแห้งไวไม่เหนอะหนะ

ส่วนถ้าใช้กับสำลี ส่วนตัวรู้สึกว่าชุ่มชื้น ชุ่มฉ่ำและนุ่มฟูกว่าใช้กับมือ

เนื้อของโทนเนอร์เป็นประมาณนี้ค่ะ

เกลี่ยได้ง่าย ซึมไว แห้งไว ไม่เหนอะหนะ มีกลิ่นหอมอ่อนๆ เย็นๆ ดมไปดมมาก็แอบคล้ายน้ำเก็กฮวย

ส่วนของค่า pH จะอยู่ที่ประมาณ 5 ค่ะ

ก่อนไปดูส่วนผสมอยากยกผลการทดสอบของทางแบรนด์ในอาสาสมัครมาเล่าให้ฟังสักหน่อย

ช่วงนี้ก็เป็นช่วงที่เราจำเป็นต้องใส่ Mask ซึ่งหลายคน รวมทั้งตัวเองด้วย หลังใส่ Mask นานๆ ก็จะรู้สึกระคายเคือง และบางครั้งบริเวณก็จะระคายเคืองมากจนแก้มเป็นรอยแดง ทางแบรนด์ทำการทดสอบประสิทธิภาพในการลดรอยแดงจากการใส่ Mask พบว่า รอยแดงลดลง 31% ในเวลา 3 วัน

อีกการทดสอบเป็นการทดสอบประสิทธิภาพในด้านของการ Soothing พบว่าใน 1 สัปดาห์สามารถลดรอยแดงได้ 32.5%

สำหรับส่วนผสมเป็นดังนี้นะคะ

สำหรับส่วนผสมวันนี้ทำไว้ 4 สีค่ะ

เริ่มที่กลุ่มแรก สีน้ำเงิน จะเป็นกลุ่มของสารบำรุงที่โดดเด่นในด้านของการให้ความรู้สึกสบายผิว หรือ Soothing effect รวมไปถึงคุณสมบัติในด้านของการลดการอักเสบระคายเคือง ดูแลปัญหาเรื่องรอยแดงค่ะ

  • น้ำสกัด Chamomile และสารสกัดจาก Chamomile เข้าใจว่าเป็นชนิด Roman Chamomile  มีรายงานการวิจัยสนับสนุนถึงเสริมการไหลเวียนของเลือด (Clin Exp Hypertens. 2013; 35(3):200-6.) ซึ่งผิวที่มีการไหลเวียนของเลือดที่สมดุล จะมีสุขภาพดีค่ะ นอกจากนี้ยังพบว่ามีส่วนผสมของสารประกอบ Octulosonic acid ที่มีประโยชน์ในเชิงการดูแลปัญหาอักเสบและระคายเคือง (J Nat Prod. 2014 Jan 28.) รวมไปถึงพวก Bisabolol และ Azulene ที่โดดเด่นในด้านของการดูแลปัญหาอักเสบและระคายเคือง สำหรับข้อมูลจากผู้ผลิตวัตถุดิบแห่งหนึ่งกล่าวว่า สารสกัดดังกล่าวมีประโยชน์ในเชิง Soothing รวมไปถึงเพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่ผิว
  • Azulene เป็นสารพฤกษเคมีที่แยกได้จากพืชหลายชนิด ในที่นี้เข้าใจว่า มาจาก Chamomile ที่โดดเด่นในด้านของการดูแลปัญหาอักเสบและระคายเคืองเช่นกัน
  • น้ำสกัดจาก Marigold ที่เป็นพืชในสกุลเดียวกับดาวเรือง (Calendula officinalis extract) ตัวนี้เองก็โดดเด่นในด้านของการดูแลปัญหาการอักเสบและระคายเคือง รวมถึงมีงานวิจัยทดสอบรองรับ (Cosmetics 2021, 8, 31.) และมีการทดสอบคุณสมบัติในการฟื้นฟูผิวหลังจากผิวไหม้แดดในอาสาสมัคร พบว่าครีมที่มีส่วนผสมของสารสกัดจาก Marigold ให้คุณสมบัติที่ดีในการฟื้นฟูผิว (IOP Conf. Series: Materials Science and Engineering. 2019;571:012082)

ส่วนถัดมา คือ สีชมพู ได้แก่ Coptis japonica root extract สำหรับพืชตัวนี้เป็นพืชในตำรับยาแผนโบราณในแถบเอเชีย ที่เกาหลีเรียกพืชนี้ว่า Hwangryun ซึ่งทางผู้ผลิตวัตถุดิบเจ้าหนึ่ง Claim ว่า มีคุณสมบัติในเชิงการปกป้องผิว Soothing และ เป็น Antioxidant

ส่วนของสีเขียว เป็นกลุ่มของสารเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิว ซึ่งได้แก่ Hyaluron 3 รูปแบบ และ Hydroxyethyl urea

ปิดท้ายด้วยกลุ่มของสารสีส้ม ซึ่งเป็นกลุ่มของสารพฤกษเคมีที่พบได้ในบัวบก มีรายงานมากมาย สารเหล่านี้มีประโยชน์ค่อนข้างกว้างในการดูแลผิว ไม่ว่าจะเป็น ดูแลเรื่องของการชะลอวัย การฟื้นฟู การสมานผิว การดูแลเรื่องของการสร้างคอลลาเจน เป็น Antioxidant ฯลฯ

ในภาพรวมจะเห็นว่าสารที่ใส่มาในผลิตภัณฑ์ส่วนใหญ่เป็นสารที่ได้จากธรรมชาติ และมีประโยชน์กับผิว ในส่วนของเบสหลักเป็นเบสน้ำชาที่ชง/สกัดจากคาโมมายล์ ซึ่งในจุดนี้แบรนด์เคลมว่าใส่มาถึง 80% เลยทีเดียว

และไม่มีส่วนผสมของน้ำมัน และซิลิโคน

มาให้คะแนนกันดีกว่านะคะ

  1. สารบำรุง เรียกได้ว่าน้องจัดมาเต็มมากในด้านของการดูแลปัญหาด้านของการระคายเคือง การอักเสบ ให้ความสบายผิว (Soothing effect) ฟื้นฟูผิว รวมถึงด้านของการชุ่มชื้น และอาจจะให้ประโยชน์ครอบคลุมไปถึงด้านของการชะลอวัยและดูแลปัญหาริ้วรอยไปพร้อมๆ กัน รับไป 5 ฟลาสก์
  2. ส่วนผสมอื่นๆ นอกจากสารบำรุงแล้ว ก็ไม่ได้มีสารอื่นที่ไม่จำเป็น และไม่ได้มีสารที่ไม่เป็นมิตรกับผิว รับไป 5 ฟลาสก์
  3. การใช้งาน หลังเช็ดทันที จะรู้สึกว่าสบายผิว และชุ่มชื้น นุ่มฟู และสำหรับการใช้งายในระยะยาว ก่อนอื่นต้องยอมรับเลยว่า ส่วนตัวเคยมีปัญหาเรื่องผิวแดง ระคายเคืองง่ายที่บริเวณแก้ม หลังจากใช้โทนเนอร์นี้ เสริมเข้ามาใน Regimen ร่วมกับ Skincare ตัวอื่นที่ใช้เป็นประจำ เป็นเวลาเดือนกว่าๆ ก็รู้สึกเลยว่า การเกิดรอยแดงของผิวลดลง รู้สึกว่าผิวแข็งแรงขึ้น ส่วนตัวค่อนข้างชอบ จะติก็นิดหน่อย ตอนใกล้หมดขวด กลีบดอกมันจะชอบมาใกล้ๆที่หยด แต่ก็ไม่มีปัญหาอะไร เพราะแค่แกว่งขวดตัวโทนเนอร์ก็ยังหยดออกมาได้ตามปกติ เอาไปเลย 5 ฟลาสก์

สุดท้ายนี้ต้องขอขอบคุณทางแบรนด์ T’else สาขาประเทศไทยด้วยนะคะ ที่ส่งสินค้าใหม่ล่าสุดมาให้มี่ได้ทดลองใช้ และขอบคุณทุกท่านด้วยค่ะที่ติดตามรับชมมาจนจบ สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถสอบถามได้ที่ทางแบรนด์ T’else หรือ เพจ DermArtlogy Thailand ได้โดยตรงเลยนะคะ

Facebook: dermArtlogyThailand

Disclaimer/conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากทางแบรนด์ T’else การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสมตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล และผู้เขียนไม่ได้มีผลประโยชน์ใดๆในการขายสินค้า โปรดใช้วิจารณญาณ

Image

[My Fav] ลูกรักบ้านมียอนปี 2563 และ ครึ่งปีแรกของ 2564

Blog นี้จะเป็นการรวมเอาผลิตภัณฑ์ที่ชอบเป็นการส่วนตัวมารวมเอาไว้นะคะ

ช่วงปี 63 กับครึ่งปีแรกของปี 64 เรียกได้ว่า เป็นช่วงแห่งวิกฤติเลยก็ว่าได้ เพราะเจ้าโรคระบาด กับการ Lock-down เลยทำให้โพลล์ของ product ต่างๆ ไม่ค่อยเปลี่ยนไปจากปีก่อนนัก เรียกได้ว่าอะไรที่ใช้มาแล้วชอบก็ยังคงใช้ต่อไป

ผลิตภัณฑ์ที่ชอบในช่วงปีครึ่งนี้ก็รวมไว้ในรูปด้านล่างนี้เลยค่ะ

กลุ่มโทนเนอร์/น้ำตบที่เลือกมา เป็น 2 ตัวนี้

Rose water ของ Mamonde

ตัวนี้เป็นโทนเนอร์ที่ค่อนข้างชุ่มผิว และด้วยกลิ่นหอมของกุหลาบ ช่วยให้ผ่อนคลายเป็นอย่างดีเลยหละ

T’else Jeju Artemisia ture essence

Essence จาก Artemisia (พืชใน Genus เดียวกับจิงจูฉ่าย) ของแบรนด์ T’else ส่วนตัวใช้เป็นน้ำตบ หลังเช็ดโทนเนอร์ค่ะ

ตัวนี้เคยรีวิวไว้คู่กับ Essence Kombucha จากแบรนด์เดียวกันค่ะ >>Link review

ส่วนสารพัด Skincare ที่เลือกมาในชุดนี้ ไม่ได้ใช้พร้อมกันทั้งหมดใน Routine เดียวกันนะคะ บางตัวก็ใช้พร้อมกัน บางตัวก็แยกใช้ในบางช่วงที่อีกตัวขาด ประมาณนั้น

Eye cream all about eye rich จากแบรนด์ Clinique

ส่วนตัวผิวค่อนข้างแห้ง เนื้อของ AAE rich เลยตอบโจทย์ความแห้งของใต้ตาได้เป็นอย่างดีเลยหละ

Vita A cream สูตร PhD จากแบรนด์ Dr.Different

ตัวนี้เอาจริงๆ ได้เริ่มใช้มาตั้งแต่ตัวเบาสุด มาตัว Forte มายันตัว PhD ยอมรับว่าหลายคนทักว่าผิวดีขึ้น รักน้องมากๆ

Link review >>Click

Serum จาก Dermartlogy ที่คว้ามาจะเป็น 2 สูตรใหม่ คนพี่ที่ออกมาก่อนจะเป็นตัว Ageless Barrier rejuvenating serum เนื้อจะออกเป็นเซรั่มสีโปร่งแสง นัวๆ ไม่ขุ่นไม่ใส ส่วนตัวชอบสูตรของคนพี่มากกว่ารุ่นคนน้องนะคะ

ส่วนคนน้องที่พึ่งออกมาทีหลัง มีชื่อว่า Ageless potent rejuvenating serum ขวดทางซ้ายมือในภาพ เป็นเนื้อน้ำนมบางเบา ส่วนผสมจัดเต็มมาเช่นเคยค่ะ

Review >>Click

ส่วน 2 ชิ้นด้านขวาสุดเป็น Skincare มาจากทางฝั่งญี่ปุ่น อย่าง d Program ส่วนตัวชอบสูตร Urban damage care concentrate กับ Emulsion สูตรสีม่วง

d Program นี้ล่าสุดเห็นนางพึ่ง repackage แล้วพูดถึง Microbiome เลยไม่แน่ใจว่าส่วนผสมเปลี่ยนด้วยไหม ถ้ามีโอกาสซื้อใหม่จะตั้งใจทำรีวิวแล้วค่ะ

สำหรับครีมบำรุงขอยกมาอยู่ในอีกภาพนะคะ ยังคงเป็น Real Barrier เจ้าเก่า ช่วงปี 62 ชอบสูตร Intense แต่ช่วงหลังนี้ชอบสูตร Extreme มากกว่าค่ะ

เคยรีวิวไว้แต่สูตร Intense นะคะ

Review >>Click

ส่วนกันแดด จะแยกน้องไปอยู่โดดเดี่ยวเดียวดายในอีกภาพก็สงสารน้อง เลยเอามาวางคู่กับครีมบำรุง

เป็น Everyday aqua sun cream จากแบรนด์ Mamonde เจ้าเดิมค่ะ

กลุ่ม Base makeup จะเป็นแป้งของ Cezanne กับ รองพื้น Synchro skin self-refreshing ของ Shiseido ค่ะ

ปิดท้ายด้วยกลุ่ม Body ทั้งคู่มาจาก แบรนด์ Derma:B แบรนด์ในเครือของ Neopharm ที่ใช้เทคโนโลยี MLE ในการดูแลผิวเช่นกัน จะเป็นครีมทามือ ที่เหมาะมากตอนมือแห้งเพราะล้างมือบ่อย และ Body lotion ที่แม้จะใช้หน้าร้อนก็ไม่เหนอะหนะหรือเหนียวจนเกินไป

สำหรับในช่วงปีครึ่งนี้ ผลิตภัณฑ์ที่ชอบก็จะมีประมาณนี้ค่ะ ส่วนใครชอบตัวไหนไม่ชอบตัวไหนมาคุยแลกเปลี่ยนกันได้นะคะ 🙂

Image

Cosmetic Short note: Microbiome, pre-pro-post biotics แบบย่อ

ส่วนของ Post นี้เป็น Short note สรุปเรื่องที่กำลังอินเทรนด์ อย่าง Microbiome และ pre-pro-post biotics ค่ะ

Microbiome: หมายถึงสภาพแวดล้อมที่มีจุลินทรีย์และสิ่งมีชีวิตตัวจิ๋วอย่าง Dermodex spp. ที่จัดอยู่ในกลุ่มแมลงด้วย (แต่บางแหล่งข้อมูลก็ไม่นับเจ้า Dermodex เข้ามาใน microbiota นะคะ)

Microbiota: หมายถึง สิ่งมีชีวิตดังกล่าว ที่อยู่ใน Microbiome นั้นๆ

สำหรับประโยชน์ของ Microbiota และ สาระสำคัญของ Microbiota ที่มีกับผิว สรุปเป็นข้อๆ ดังนี้

  • Microbiota จะกระตุ้นตัวรับของระบบภูมิคุ้มกันของผิวหนัง เพื่อให้ผิวหนังเราทำงานได้อย่างปกติ และมีความแข็งแรงสมบูรณ์
  • ยิ่งมีความหลากหลาย/ชนิดของ Microbiota มาก ผิวหนังก็จะยิ่งมีความแข็งแรง
  • สภาพผิว การดูแล และสิ่งแวดล้อมต่างๆ มีผลต่อชนิดและจำนวนของ Microbiota

สำหรับเรื่อง pre-pro-post biotics มีสาระประมาณนี้ค่ะ

  • Probiotics เป็นส่วนหนึ่งของ Microbiota เพียงแต่จะนับเพียงจุลินทรีย์ชนิดดี ที่อาศัยอยู่เป็นเจ้าบ้านบนสถานที่หนึ่ง บางครั้งก็เรียกว่า Normal flora
  • Prebiotics จะเป็นสารอาหารที่ Probiotics กินเพื่อใช้ในการเจริญเติบโต โดยมันจะมีเกณฑ์หลายอย่างในการบอกว่า อะไรจะเป็น Prebiotic ได้บ้าง หลักๆ ก็คือ เป็นสารที่สนับสนุนการโตของ Probiotic เท่านั้น ไม่ทำให้เชื้อก่อโรคโตขึ้น
  • Postbiotic เป็นคำที่พึ่งใช้ไม่นาน หมายถึง สิ่งที่สร้าง/ขับถ่ายออกมาจาก Probiotics

ถ้านับย้อนไปหลายๆ ปีก่อน คำที่คุ้นหูเราจะมีเพียง Pre-Probiotics

แต่พอเริ่มมีการเอาผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการหมักจุลินทรีย์มาใช้ในเครื่องสำอางมากขึ้น การใช้คำว่า Probiotics มันก็เลยแปลกๆ เพราะ Probiotics มันคือตัวเชื้อที่มีชีวิต

ก็เลยมีการเสนอคำว่า Postbiotic ขึ้นมา ซึ่งอาจจะเป็นสิ่งที่ probiotic นั้นสร้างมา หรือ เอาทั้งระบบไปผ่านกรรมวิธี ก็จะได้ทั้งเศษซากของเนื้อเซลล์ probiotics และสารอื่นๆ มา

สำหรับ Short note เรื่อง Microbiome ก็มีประมาณนี้ค่ะ

Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสมเซรั่มสายคลีน จากแบรนด์ Her Hyness กับ Royal Hya Skin Strengthening shot ampoule

วันนี้มี่จะมาแนะนำผลิตภัณฑ์จากแบรนด์ Her Hyness ที่เชื่อว่าหลายๆ ท่านน่าจะผ่านตามาบ้างตอนไปเดินเล่นในร้านวัตสัน

แบรนด์ Her Hyness เป็นแบรนด์เครื่องสำอางสายคลีน ที่มาในคอนเซปท์ว่า “เราอยากให้ผู้หญิงทุกคนมีผิวที่สวยที่สุด โดยไม่มีผลข้างเคียงใดๆ” ซึ่งในจุดนี้ทางแบรนด์เองก็ได้พัฒนาตำรับและเลือกส่วนผสมมาเป็นอย่างดี ใส่ใจต่อสุขภาพผิว พยายามหลีกเลี่ยงส่วนผสม 14 ชนิดที่หลายๆ คนกังวล และที่สำคัญก็ยังผ่านการทดสอบทางผิวหนังแล้วค่ะ

โดยผลิตภัณฑ์ที่หยิบมารีวิวและวิเคราะห์ส่วนผสมจะเป็นตัว Royal Hya Skin Strengthening Shot Ampoule ซึ่งส่วนตัวค่อนข้างถูกใจเซรั่มตัวนี้นะคะ อย่างแรกเลยคือด้านของส่วนผสม นางจัดมาเต็มมาก ทั้งกลุ่มของสารเติมน้ำ และสารไขมันทดแทน รวมถึงสารบำรุงอื่นๆ เรียกได้ว่าหลอดเดียวดูแลได้ครบเลย ส่วนเรื่องเนื้อสัมผัสของเซรั่มส่วนตัวว่ากำลังดีสำหรับสภาพผิวแห้งของตัวเอง และความรู้สึกหลังใช้เองก็รู้สึกว่า Feeling เขาทำมาได้ค่อนข้างดี เราจะรู้สึกนุ่มเรียบ (Smooth)  

ผลิตภัณฑ์นี้มีหน้าตาประมาณนี้นะคะ ตัวแพคเกจมาในรูปลักษณ์ที่สวยงาม ตัวภาชนะบรรจุเป็นระบบปิด ป้องกันการปนเปื้อนจากภายนอก

เนื้อของผลิตภัณฑ์มาในรูปแบบครีมเจล อารมณ์แบบกึ่งๆ เจล กึ่งๆ ครีม ไม่มีกลิ่นเนื่องจากไม่มีส่วนผสมของน้ำหอม

เกลี่ยง่าย ค่อนข้างชุ่มชื้น สัมผัสหลังใช้ใหม่ๆ จะหนึบๆ แต่พอผ่านไปสักพัก ผิวจะนุ่มมากๆ

มาดูส่วนผสมและจุดเด่นของผลิตภัณฑ์กันดีกว่านะคะ

ส่วนผสมของสารบำรุงในวันนี้มี่ทำไว้หลายสีหน่อยนะคะ

  • สีชมพู Royal jelly หรือ นมผึ้ง ที่ประกอบด้วยสารเคมีจากธรรมชาติหลายชนิด มีบทความที่รวบรวมสารองค์ประกอบใน Royal jelly กล่าวว่า ใน Royal jelly ประกอบด้วยโปรตีน เปปไทด์ในกลุ่ม jelleines วิตามินกลุ่มวิตามินบี สารกลุ่ม Carbohydrates และกรดไขมันหลายชนิด โดยชนิดที่เป็นตัวเด่นคือ 10-hydroxy-2-decenoic acid หรือ 10H2DA ซึ่งมีฤทธิ์ทางชีวภาพมากมาย รวมถึวการต่อต้านเชื้อจุลินทรีย์ มีสารในกลุ่ม Sterol ที่ดูแลเรื่องการอักเสบระคายเคือง และ Flavonoid ที่เป็น Antioxidant หลายชนิด มีตัวหลักเป็น Chrysin ที่มีคุณสมบัติลดการอักเสบระคายเคือง ฟื้นฟูและปรับสภาพผิว (Molecules. 2020; 25(3): 556.) มีการทำ 10H2DA ขึ้นมาในระดับห้องปฏิบัติการก่อนเอาไปทดสอบฤทธิ์ในระดับหลอดทดลอง และอาสาสมัคร โดยพบว่าสารนี้มีคุณสมบัติในการฟื้นฟู Barrier ผิว เสริมความแข็งแรงให้แก่ชั้นผิว ลดการระเหยน้ำผ่านผิว จึงเป็นการช่วยผิวเก็บน้ำทางอ้อม การออกฤทธิ์นี้ผ่านการเสริมการสังเคราะห์โปรตีนและองค์ประกอบที่เป็น Marker หลายชนิด เช่น Involucrin ที่เป็นตัวสำคัญตัวหนึ่งให้ผิวชั้นขี้ไคลมีความแข็งแรง (Eur J Dermatol. 2011;21(6):906-15.) สำหรับนมผึ้งนี้ทางแบรนด์เคลมว่า ได้มาจากผึ้งสายพันธุ์ Swiss black bee จากประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ที่มีความแข็งแรงมากที่สุด จึงคาดว่าจะให้ประโยชน์ในการบำรุงผิวมากที่สุด
  • สีบานเย็น เป็นกลุ่มของ Hyaluronic หลากหลายชนิด หลากหลายขนาด ที่เสริมกันในการปกป้องและเพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่ชั้นผิวในหลายๆ ระดับความลึก ดังภาพ

(Image from Her Hyness)

คือ ผิวเรามันก็เหมือนกำแพงอิฐ บางทีไฮยาใหญ่ๆ มันลงไปไม่ได้ เพราะปูนที่ฉาบอิฐไว้มันแน่น มันก็จะได้แค่เติมน้ำบนๆ หลอกเราว่าผิวนุ่มชุ่มน้ำแล้วหละ แต่การใช้ไฮยาหลายขนาดใหญ่เล็ก รวมถึงอนุพันธ์ต่างๆ มันก็จะกระจายไปตามแนวกำแพงอิฐ ช่วยๆ กันจับน้ำให้ผิวเรานุ่ม และชุ่มชื้นในหลายๆ ระดับของผิว

มีอนุพันธ์ของ Hyaluron ตัวหนึ่งที่น่าสนใจ คือ Sodium linolenoyl hyaluronate ซึ่งเข้าใจว่าบนฉลากจะแยกเขียนเป็น Sodium hyaluronate กับ Linolenic acid เจ้า Sodium linolenoyl hyaluronate ตัวนี้ เอาประโยชน์ของ Linolenic acid กับ Hyaluronate มารวมกัน แต่กลายเป็นว่ารวมกันแล้วได้อะไรมากกว่านั้น อารมณ์แบบ 1 + 1 > 2 น้องมีประโยชน์ทั้งในด้านของ Whitening ด้านความชุ่มชื้น และ เพิ่มการสังเคราะห์ Hyaluronic acid ตามธรรมชาติของผิว

  • สีน้ำเงิน ส่วนผสมของ Ceramide NP, Ceramide AP, Ceramide EOP, Phytosphingosine, Cholesterol ในเบสผสมของ Sodium Lauroyl Lactylate, Carbomer, Xanthan Gum เป็นวัตถุดิบสูตรผสมของไขมันที่เป็นองค์ประกอบของ Barrier ผิวรวมกัน โดยเน้นไปที่ Ceramides เป็นหลัก เสริมมาด้วย Cholesterol เพื่อเสริมการฟื้นฟู Barrier ผิวตามธรรมชาติ ให้ผิวแข็งแรง ปกป้องผิวจากอันตรายภายนอก และป้องกันการสูญเสียน้ำออกจากผิว

อย่างที่ส่วนตัวจะชอบพูดเสมอว่า ผิวเรามีทั้งน้ำ และ น้ำมัน ซึ่งน้ำมันก็จะแบ่งเป็นน้ำมันบนผิว กับน้ำมันในผิว น้ำมันบนผิวก็คือ Sebum ที่สร้างออกมาจากต่อมไขมัน ช่วยเคลือบผิวไว้ชั้นหนึ่ง คนผิวแห้งมักจะมี Sebum น้อย น้ำเลยระเหยออกจากผิวได้ง่าย ก็เลยแห้ง ใน Sebum มี Squalene สควาลีน เป็นไขมันที่สำคัญ แต่ว่าทางเครื่องสำอางเราเอา สควาลีน มาใช้เลยไม่ได้เพราะมันไม่คงตัว เลยต้องดัดแปลงเป็น Squalane หรือ สควาเลน เพราะคงตัวกว่า สควาเลนก็เคลือบปกป้องผิวด้านนอกไป ส่วนไขมันในผิวก็เป็นพวก Barrier ผิว ตามที่ได้บอกในด้านบนนั่นเอง

และจากการที่ผิวเรามีทั้งน้ำและน้ำมัน การบำรุงที่ดี ก็ควรจะคืนทั้งน้ำและน้ำมันให้กับผิวไปพร้อมๆ กัน เพราะเวลาเราล้างทำความสะอาดหน้า พวก Cleansing มันเลือกไม่ได้หรอก ว่าจะเอาออกเฉพาะสารใดสารหนึ่ง มันก็ชะออกไปหมดนั่นแหละ การทดแทนด้วยการทาภายนอกเลยเป็นวิธีที่ง่ายในการดูแลผิวหลังล้าง

  • สีม่วง Hydrolyzed Rhodophyceae extract เป็นสารสกัดจากสาหร่ายสีแดงชนิดหนึ่งที่ผ่านกรรมวิธี สารตัวนี้ผู้ผลิตวัตถุดิบ Claim ว่ามีคุณสมบัติในการปกป้องผิวจากมลภาวะ และยังควบคุมความมันที่เกิดจากต่อมไขมันขับ Sebum ออกมามากเกินไปเมื่อถูกกระตุ้นด้วยมลภาวะ
  • สีพีช ประกอบด้วยสารสกัดจากถั่วเหลือง ซึ่งมีประโยชน์หลายประการขึ้นกับกรรมวิธีการเตรียม และสารอีกชนิด คือ Methylsilanol mannuronate ตัวนี้เป็นสารบำรุงตัวหนึ่งที่น่าสนใจ เลยจะขอเล่าให้ฟังเล็กน้อยนะคะ

เขาว่ากันว่าในผิวเราจะมีแร่ธาตุ Silicon ที่อยู่ในรูปแบบของ Silicium ทำหน้าที่เป็นตัวช่วยยึดเกาะและเชื่อมเอาเส้นใยโปรตีนต่างๆ ในผิวไว้ด้วยกัน เพื่อประโยชน์ในด้านความยืดหยุ่น กระชับ และการทำงานตามปกติของผิว

(Image from Exsymol S.A.M.)

ทีนี้เขาก็พบว่าเวลาคนเราอายุเพิ่มขึ้น เจ้า Organic silicium นี้ก็จะมีปริมาณลดลง ทางบริษัทผู้ผลิตวัตถุดิบเขาก็เลยสังเคราะห์สารกลุ่ม Silanol เพื่อหวังจะเอามาทดแทน Organic silicium ที่มันลดลงตามวัย แล้วนางก็ทำได้ค่ะ

นางทดสอบในระดับหลอดทดลอง พบว่าสารนี้มีประโยชน์ที่ดีในการเสริมการทำงานของผิว มีประโยชน์ในด้านของการกระชับ ยืดหยุ่น ต่อต้านอนุมูลอิสระ ต่อต้านกระบวนการ Glycation ที่เป็นการชรารูปแบบหนึ่งเกิดจากน้ำตาลไปเกาะกับโปรตีนแล้วทำให้โปรตีนเสื่อมสภาพไป การทดสอบในอาสาสมัครพบว่า สารนี้มีประโยชน์ในด้านของการเพิ่มความชุ่มชื้น ลดเลือนริ้วรอย แล้วก็บำรุงผิวให้แลดูกระชับ รู้สึกยืดหยุ่น

  • สีฟ้า เป็นกลุ่มของการเติมน้ำให้ผิว เพิ่มความชุ่มชื้น
  • สีเขียวมะกอก Squalane เป็นไขมันที่เป็นอนุพันธ์ของ Squalene ที่สร้างออกมาจากต่อมไขมัน ทำหน้าที่เคลือบปกป้องผิว ลดการระเหยน้ำออกจากผิว เมื่อเราอายุเพิ่มขึ้น ต่อมไขมันก็จะทำงานลดลง เลยส่งผลให้ผิวแห้งมากขึ้น การเสริมด้วย Moisturizer ก็เป็นทางหนึ่งที่ดูแลได้ ซึ่งตัว Squalane นี้ทางแบรนด์เคลมว่า เป็นเกรด Organic ที่แยกได้จากชานอ้อย
  • สีเขียวสด น้ำทะเล โปรวิตามินบี 5 (Panthenol) และ Dipotassium glycyrrhizate มีประโยชน์ในการให้ความรู้สึกสบายผิว ลดการระคายเคือง พร้อมกับสารอีกตัว คือ Hydroxyacetophenone ตัวนี้มีคุณสมบัติหลายประการ ทั้งปกป้องสารในตำรับ และมีคุณสมบัติในการบำรุงผิวในเชิง Antioxidant และการดูแลเรื่องการอักเสบระคายเคือง

ในภาพรวม Ampoule ตัวนี้มีสารบำรุงอยู่หลายชนิด ที่ให้ประโยชน์ในการดูแลผิวหลายประการ ดูแลผิวแบบครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็นในด้านของการฟื้นฟู Barrier ผิว เติมน้ำ เพิ่มความชุ่มชื้น ดูแลเรื่องปัญหาการระคายเคือง ให้ความรู้สึกสบายผิว ปกป้องผิวจากมลภาวะ ชะลอวัย ปกป้อง และลดเลือนริ้วรอย

ในแง่ของส่วนผสมอื่นๆ ทางแบรนด์ก็เลือกมาได้ดีเช่นกัน เพราะไม่มีส่วนผสมของสารที่ไม่เป็นมิตรกับผิวอยู่เลย

ให้คะแนนกันดีกว่าค่ะ

  1. สารบำรุง ตามที่ได้กล่าวไปในด้านบนว่าใน Ampoule นี้มีสารบำรุงอยู่ครบถ้วน ให้ประโยชน์ต่อผิวหลายประการ จึงขอให้ไป 5 ฟลาสก์
  2. ส่วนผสมอื่นๆ ไม่มีส่วนผสมของสารที่ไม่เป็นมิตรกับผิว ให้ไป 5 ฟลาสก์
  3. การใช้งาน ส่วนตัวค่อนข้างชอบความรู้สึกของ Ampoule เมื่อเนื้อมันเริ่มแห้ง ผิวเราจะรู้สึกนุ่ม เรียบ โดยไม่เหนอะหนะหนักผิว ส่วนตัวมองว่าเนื้อโอเคมากสำหรับคนผิวแห้งในฤดูร้อนแบบนี้ คือ จะปกป้องผิวไม่ให้แห้งกร้าน แต่ก็ไม่แห้งตึงจนเกินไป และไม่หนักผิวจนเกินไป ส่วนเรื่องประสิทธิภาพ ให้ไป 5 ฟลาสก์ เช่นกัน

สุดท้ายนี้ต้องขอขอบคุณทางแบรนด์ Her Hyness มากนะคะที่ส่งผลิตภัณฑ์ดีๆ มาให้มี่ได้รู้จักและทดลองใช้ และขอบคุณทุกท่านที่ติดตามมาจนจบค่ะ

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ทางแบรนด์โดยตรงเลยนะคะ

Facebook (Her Hyness)

IG @herhynessbeauty

Line @herhyness

Disclaimer/conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากทางแบรนด์ Her Hyness การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสม/วัตถุดิบตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล และผู้เขียนไม่ได้มีผลประโยชน์ใดๆในการขายสินค้า โปรดใช้วิจารณญาณ

Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสมครีมบำรุงผิวด้วยเทคโนโลยี multiple emulsion บำรุงผิว 9 ประการ Phyto solution 9 cream จาก Phytotree ของเกาหลี

สวัสดีค่ะ วันนี้มี่มีรีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสมผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่น่าสนใจจากเกาหลีมาฝากกันนะคะ

ผลิตภัณฑ์ตัวนี้มีชื่อว่า Phyto Solution 9 Cream จากแบรนด์ Phytotree นั่นเองค่ะ

สำหรับแบรนด์ Phytotree นั้นเป็นแบรนด์จากเกาหลี ที่เกิดจากการรวมคำสองคำ คือ Phyto ที่มาจาก Phytochemical คือ สารพฤกษเคมีในพืช และ Tree ที่สื่อถึงธรรมชาติ

ดังนั้นผลิตภัณฑ์ของแบรนด์ Phytotree ก็จะเป็นผลิตภัณฑ์ที่มาจากการค้นคว้าวิจัย Phytochemical จากพืชหลากหลายชนิด ในขณะเดียวกันก็ปกป้องสิ่งแวดล้อมตามธรรมชาติไปด้วย เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่นำความงามจากธรรมชาติมาสู่ผิวเรา

โดยครีม Phyto Solution 9 ที่จะนำมารีวิววันนี้มีหน้าตาเป็นแบบนี้ค่ะ

ตัวบรรจุภัณฑ์มาในแพคเกจแบบหลอด เป็นระบบปิด ปกป้องเนื้อครีมจากการปนเปื้อนภายนอก

สำหรับเนื้อครีมจะมีสีออกฟ้าอมม่วง สีนี้เป็นสีธรรมชาติจาก Sodium guaiazulene sulfonate ซึ่งเป็นอนุพันธ์ที่ละลายน้ำได้ของ Guaiazulene ปกติเราจะพบเจอในน้ำมันหอมระเหยของคาโมมายล์บางชนิด ตัวน้องจะเป็นสารสีน้ำเงินทำให้น้ำมันหอมระเหยนั้นมีสีน้ำเงิน โดยประโยชน์เด่นๆ ของนางคือเรื่องของการลดการระคายเคือง ไว้เรามาดูกันอีกทีในส่วนของการวิเคราะห์ส่วนผสมนะคะ

เมื่อเกลี่ยแล้วเนื้อจะค่อนข้างชุ่ม ให้ความชุ่มชื้นสูง ปกป้องผิวได้ดี เมื่อทิ้งไว้สักพักครีมจะซึมและระเหยแห้งไปจนแทบไม่เหลือความหนักผิวอยู่เลย ส่วนตัวเลยมองว่าน่าจะใช้ได้กับทุกสภาพผิว

สำหรับวันนี้ไม่ได้วัดค่า pH นะคะเนื่องจากกังวลว่าสีจะไปรบกวนการวัดค่า pH ของกระดาษ

ส่วนผสมเป็นดังนี้ค่ะ

ก่อนจะไปวิเคราะห์ส่วนผสมอยากกล่าวถึงเทคโนโลยีที่ทางแบรนด์ใช้ก่อนนะคะ ทางแบรนด์ใช้เทคโนโลยี Multiple emulsion เพื่อเก็บรักษาเอาสารบำรุงต่างๆไว้ภายในค่ะ โดยเป็นชนิด w/o/w หมายความว่า มีหยดน้ำอยู่ในน้ำมันและอยู่ในน้ำอีกชั้นหนึ่ง เก็บกักเอาสารบำรุงต่างๆ ไว้ที่ส่วนของหยดน้ำชั้นในสุด ตามภาพ

(Image from Phytotree official website)

ซึ่งเทคโนโลยีดังกล่าวของแบรนด์มีสิทธิบัตรรองรับค่ะ

อีกเทคโนโลยีที่ทางแบรนด์ใช้คือ Membrane tech ซึ่งเป็นเทคโนโลยีสิทธิบัตรเช่นกัน กล่าวถึงการใช้ Azulene (600 ppm) ร่วมกับ PDRN (500 ppm), Hydrolyzed collagen, Tremella fuciformis polysaccharide และ Jojoba oil ซึ่งได้รับการทดสอบแล้วว่ามีประโยชน์ในการลดการระคายเคืองของผิวบอบบางแพ้ง่าย และให้ความรู้สึกสบายผิว

ว่าแต่ทำไมต้องมีคำว่า 9 นั่นก็เพราะว่า สัดส่วนของสารบำรุงต่างๆ ทางแบรนด์เลือกมาอย่างพิถีพิถัน ทำให้ได้ประโยชน์ในการบำรุงผิว 9 ประการ ตามภาพ

(Image from Phytotree official website)

มาดูรายละเอียดของสารบำรุงกันดีกว่าค่ะ

  • สีเขียวแก่ สารสกัดจากบัวบก และ Madecassoside ซึ่งเป็นสารที่พบในใบบัวบก มีรายงานเกี่ยวกับ Madecassoside ว่ามีคุณสมบัติในการลดการอักเสบ เป็น Anti-oxidant มีคุณสมบัติเสริมการทำงานของ Fibroblast ให้สังเคราะห์ Collagen ได้ดีขึ้น รวมถึงส่งเสริมกระบวนการสมานแผล หรือ Wound healing ซึ่งในภาพรวมจะมีประโยชน์ในด้านของการชะลอวัย ป้องกัน และลดเลือนริ้วรอย (Burns. 2012; 38(5):677-84.) นอกจากนี้ยังมีรายงานอีกชิ้นกล่าวว่า คุณสมบัติต่อต้านการอักเสบนี้ ยังมีผลอ้อมๆ ในการป้องกันจุดด่างดำจากแสงแดด โดยตัวมันไปขัดขวางไม่ให้เกิดการสร้างเม็ดสีเมลานิน เมื่อเซลล์เพาะเลี้ยงสัมผัสกับรังสี UV (Molecules. 2013; 18(12):15724-36.)
  • สีม่วงแก่ Sodium Guaiazulene Sulfonate เป็นอนุพันธ์ชนิดที่ละลายน้ำได้ของสารในกลุ่ม Azulene มีสีน้ำเงินตามธรรมชาติ มีคุณสมบัติเด่นในแง่ของการลดการอักเสบระคายเคือง ให้ความรู้สึกสบายผิว และเสริมกระบวนการ Wound healing
  • สีม่วงอ่อน เป็นส่วนของวิตามินบี 3 และ วิตามินบี 5 ที่มีประโยชน์กับผิวหลายประการ
  • สีฟ้า เป็นกลุ่มของสารเพิ่มความชุ่มชื้น ผ่านกระบวนการเติมน้ำให้ผิว หรือ ช่วยผิวอุ้มน้ำรักษาความชุ่มชื้น โดยตัวที่น่าสนใจ ได้แก่
    • Polysaccharide จากเห็ดหูหนูขาว (Tremella fuciformis) เป็นสารเพิ่มความชุ่มชื้นที่มีประสิทธิภาพสูงพอๆ กับ Hyaluronic acid
    • Hydrolyzed collagen extract ตัวคอลลาเจนที่ผ่านกระบวนการย่อยให้มีขนาดเล็กลง มีคุณสมบัติเติมน้ำให้ผิวนุ่ม ชุ่มชื้น
  • สีชมพู จะเป็นสารบำรุงอื่นๆ ได้แก่ Adenosine ที่มีประโยชน์ในด้านของการชะลอวัย ลดเลือนริ้วรอย Dipotassium glycyrrhizate มีประโยชน์ในด้านของการลดการอักเสบระคายเคือง และให้ความรู้สึกสบายผิว
    • อีกตัวที่ไม่กล่าวถึงคงไม่ได้ คือ ตัวที่เป็นส่วนหนึ่งของเทคโนยี MembraneTech นั่นคือ PDRN ที่ส่วนผสมข้างกล่องคือ Sodium DNA โดย PDRN เป็น Hydrolyzed DNA ที่สกัดออกมาจากปลาแซลมอน ทางแบรนด์เคลมว่ามีประโยชน์ในการดูแลสภาพผิวให้เรียบเนียนนุ่มนวลและยืดหยุ่น

โดยสรุป ในภาพรวมครีมตัวนี้อาศัยเทคโนโลยี Multiple emulsion ในรูปแบบ w/o/w ที่ช่วยเก็บและปกป้องสารบำรุงที่มีประโยชน์เอาไว้ ให้คุณสมบัติในการดูแลผิว 9 ประการตามแบรนด์เคลม และสมชื่อ Phyto 9

ในด้านของส่วนผสมอื่นๆ เรียกได้ว่าทางแบรนด์เลือกมาได้เป็นอย่างดี เพราะไม่มีส่วนผสมของสารที่ไม่เป็นมิตรกับผิวอยู่เลย

มาให้คะแนนกันดีกว่านะคะ

  1. สารบำรุง ประกอบด้วยสารบำรุงอยู่หลายชนิด มีคุณสมบัติที่ดีในการบำรุงผิวในหลายๆ ด้านตามที่ได้กล่าวไปในด้านบน เช่น การเพิ่มความชุ่มชื้น ต่อต้านอนุมูลอิสระ ลดการอักเสบระคายเคือง ให้ความรู้สึกสบายผิว ดูแลปกป้องผิวจากริ้วรอยและจุดด่างดำ โดยรวมถือว่าทำมาได้ค่อนข้างดีและครบถ้วน ให้ไป 5 ฟลาสก์
  2. ส่วนผสมอื่นๆ ถ้าไม่นับเรื่องการเลือกใช้เทคโนโลยี Multiple emulsion ก็จะสังเกตได้ว่า ไม่มีส่วนผสมของสารองค์ประกอบอื่นๆ ที่ไม่เป็นมิตรกับผิวอยู่เลย เลยไม่มีที่ให้หักคะแนน รับไป 5 ฟลาสก์
  3. การใช้งาน ต้องบอกก่อนเลยว่า ส่วนตัวชอบเนื้อสัมผัสของครีมตัวนี้มาก เพราะตอนทาใหม่ๆ น้องจะออกลื่นๆ แต่พอเรานวดวนเบาๆ ประมาณ 3 – 5 วินาที น้องจะเปลี่ยน Feel จากลื่นๆ กลายเป็นชุ่มชื้น นุ่มนวล ก่อนจะค่อยๆ ซึมลงไป ในด้านประสิทธิภาพ ส่วนตัวว่า น้องเด่นมากๆ ในแง่ของการลดการระคายเคืองและให้ความรู้สึกสบายผิว ดูแลปัญหาเรื่องรอยแดง ซึ่งอาจจะเกี่ยวกับการที่น้องไปมีประโยชน์ในการดูแล Barrier ผิวก็ได้ โดยรวมค่อนข้างชอบ ขอให้ไป 5 ฟลาสก์

สุดท้ายนี้ต้องขอขอบคุณทางแบรนด์ Phytotree สาขาประเทศไทยด้วยนะคะที่ส่งผลิตภัณฑ์ดีๆ ที่มีเทคโนโลยีเด่นๆ มาให้มี่ได้รู้จัก และขอบคุณทุกท่านด้วยค่ะที่ติดตามรับชมมาจนจบ

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ทางแบรนด์โดยตรงเลยนะคะ

Line : @Phytotree

Facebook : https://www.facebook.com/PhytotreeThailand

Shopee : https://shopee.co.th/phytotreethailand

Disclaimer/conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากทางแบรนด์ Phytotree สาขาประเทศไทย การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสม/วัตถุดิบตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล และผู้เขียนไม่ได้มีผลประโยชน์ใดๆในการขายสินค้า โปรดใช้วิจารณญาณ

Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสมเอสเซนส์สำหรับดูแลปัญหาผมร่วงจากแบรนด์ Vi organic พร้อมสาระเรื่องของ’ผม’

สวัสดีค่ะ วันนี้มี่จะมาเล่าเรื่องเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์สำหรับดูแลปัญหาผมร่วงจากแบรนด์ Vi organic ให้ได้ชมกันนะคะ

แบรนด์ Vi organic เป็นแบรนด์ผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผมแบรนด์ไทยที่เน้นเรื่องลดการใช้สารเคมีที่มีฤทธิ์รุนแรง เลือกใช้ส่วนผสมที่เป็น Certified Organic และมีงานวิจัยรับรองระดับสากล เพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์ที่ใช้แล้วได้ผลจริง อ่อนโยน และปลอดภัย

ถึงแม้ Vi organic จะเป็นแบรนด์ไทยแบรนด์เล็กๆ แต่วางจำหน่ายมาแล้วกว่า 7 ปี ผลิตภัณฑ์ทุกชิ้นอัดแน่นไปด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรมจากนานาชาติเลยนะคะ อย่างผลิตภัณฑ์นี้มีส่วนผสมของวัตถุดิบที่ได้รับรางวัลอยู่ด้วยค่ะ

ผลิตภัณฑ์ของทางแบรนด์ทุกสูตรได้ผ่านตรวจสอบการระคายเคืองทางผิวหนังแล้วค่ะ

วันนี้จะมาพูดถึงตัว Hair and Scalp essence สำหรับดูแลปัญหาผมร่วง และปัญหาหนังศีรษะในรูปแบบสเปรย์ค่ะ

คีย์หลักของน้องคือ PhytocellTechTM สารสกัดจากเนื้อเยื่อเพาะเลี้ยงของแอปเปิล และ AnagainTM ที่เป็นสารสกัดจากถั่วลันเตาออร์แกนิกจากประเทศสวิตเซอร์แลนด์

รายละเอียดจะเป็นอย่างไร เดี๋ยวเรามาดูกันอีกทีค่ะ

แต่ก่อนจะไปดูเรื่องของการรีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสม ส่วนตัวอยากขอเล่าเกี่ยวกับเส้นผม และ การเจริญของเส้นผมสักหน่อยนะคะ

โครงสร้างของเส้นผม เราจะแบ่งเป็น 2 ส่วนนะคะ คือ ส่วนของรากผม และ ส่วนของเส้นผม

  • ส่วนของเส้นผม หรือ Hair shaft ก็จะมีประโยชน์เกี่ยวกับด้านความสวยงาม ความแข็งแรงของเส้นผม
  • ส่วนของรากผม หรือ Hair root จะเป็นเหมือนคุณแม่ที่คอยสร้างเส้นผมออกมา ถ้าคุณแม่อ่อนแอ ก็จะสร้างเส้นผมไม่ไหว ทำให้ผมเส้นเล็กลงๆ ผมเราก็จะเริ่มดูบาง จนในที่สุดก็เป็นปัญหาผมหลุดร่วงง่าย ผมบางไป จนถ้าคุณแม่ตายไป ก็จะเป็นหัวล้าน

ลองวาดรูปให้ดูเล่นๆ ก็น่าจะประมาณนี้ค่ะ

ต้องขออภัยในสกิลการวาดรูปของดิฉันด้วยนะคะ

โดยบริเวณที่สำคัญเกี่ยวกับความแข็งแรง การยึดเกาะของเส้นผมและหนังศีรษะ และการเจริญของเส้นผม จะขึ้นกับบริเวณที่เรียกว่า Dermal papilla ค่ะ บริเวณนี้เป็นบริเวณที่มีเส้นเลือดมาเลี้ยง นำพาเอาสารอาหารมาให้กับคุณแม่ หรือ Matrix cell นะคะ

วัตถุดิบในผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผมต่างๆ ก็มักจะมาเล่นกับคุณแม่ และองค์ประกอบอื่นๆที่แถวนี้ค่ะ

สำหรับการเจริญของเส้นผม แบ่งได้เป็น 3 ระยะ ได้แก่

  1. Anagen เป็นระยะเจริญ คุณแม่จะทำงานสร้างเส้นผมออกมา
  2. Catagen เป็นระยะพัก คุณแม่จะพักผ่อน
  3. Telogen เป็นระยะที่เส้นผมเตรียมพร้อมจะหลุดร่วง คุณแม่จะสลัดผมทิ้ง ก่อนจะกลับไปเข้าสู่ Anagen เพื่อสร้างผมใหม่อีกครั้ง

มีหลายปัจจัยมากเลยที่มีผลต่อการเจริญของเส้นผม หลักๆ และสำคัญมาก คือ ฮอร์โมนเพศชายชนิดหนึ่งที่มีชื่อว่า Dihydrotestosterone หรือย่อว่า DHT ซึ่งร่างกายเราสร้างขึ้นมาจาก Testosterone โดยใช้เอนไซม์ 5α-reductase ค่ะ

เอนไซม์นี้จริงๆ เขาก็จำเป็นนะ แต่ถ้ามีมากเกินไปก็จะทำให้คุณแม่อ่อนแอลงๆ เส้นผมเล็กลงลีบลง จนหลุดร่วงง่าย แล้วก็เป็นผมบาง ศีรษะล้านในที่สุด

เอนไซม์นี้ยังมีผลกับต่อมไขมันด้วย โดยไปทำให้ต่อมไขมันสร้างน้ำมัน Sebum ออกมามากขึ้นค่ะ

มันจะมีวัตถุดิบใน Vi organic ตัวหนึ่งที่ออกฤทธิ์เสริมให้คุณแม่เปลี่ยนจาก Telogen กลับมาเป็น Anagen นั่นคือ ไปช่วยให้คุณแม่ตื่นและกลับมาทำงานได้เหมือนเดิม นั่นก็คือเจ้าสารสกัดจากถั่วลันเตา AnagainTM นั่นเองค่ะ

ผลิตภัณฑ์นี้จะมาในหน้าตาประมาณนี้นะคะ

ด้านในเป็นขวดรูปแบบสเปรย์ค่ะ

เนื้อเป็นเนื้อแบบเบสน้ำ ไม่มัน ไม่เหนียว ไม่เหนอะหนะ พอใช้กับผมจริงไม่ทำให้ผมลีบเป็นหย่อมๆ ส่วนตัวใช้ทั้งตอนเช้าหลังสระผม และก่อนนอนค่ะ

ค่า pH อยู่ที่ราวๆ 5 นะคะ ก็ถือว่าใกล้เคียงกับหนังศีรษะดีค่ะ

สำหรับส่วนผสมเป็นดังนี้ค่ะ

ส่วนผสมวันนี้มี่ทำสีของสารบำรุงและสารที่มีประโยชน์ไว้หลายสีนะคะ แบ่งตามกลุ่มค่ะ

ขอเริ่มเปิดตัวด้วยสีชมพู ซึ่งเป็นคีย์ของผลิตภัณฑ์ มีด้วยกัน 2 ตัวนะคะ

ตัวแรกเป็นสารสกัดจากเนื้อเยื่อเพาะเลี้ยงของแอปเปิล หรือ Malus domestica callus culture extract ตัวนี้รู้จักกันในนาม PhytoCellTechTM Malus domestica จากประเทศสวิตเซอร์แลนด์ค่ะ

     โดยตัวนี้จะเป็นตัวที่ต่อยอดมาจากตัวเดิมอีกที เป็นตัวที่เขาทำมาสำหรับใช้ในผลิตภัณฑ์สำหรับเส้นผม คือ PhytoCellTechTM Malus domestica Hair ถ้าดูจากผลการทดสอบของทางผู้ผลิตวัตถุดิบ จะมีข้อมูลเกี่ยวกับคุณสมบัติในการเสริมการเจริญของ Hair follicle หรือ รากผม ซึ่งเป็นจุดต้นกำเนิดของเส้นผม ก็จะช่วยให้เส้นผมแข็งแรง มีการเสริมสร้างตัวเองที่ดีขึ้น ชะลอวัยให้แก่ Hair follicle ทำให้ความสามารถในการทำงานของเขาไม่ลดลงตามอายุที่เพิ่มขึ้น กล่าวอีกมุมคือ ให้ประโยชน์ในเชิงการดูแลปัญหา Hair aging

     สารนี้เคยได้รับรางวัล innovation เมื่อปี 2008 แล้วก็มีตรารับรองความเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และความเป็น Natural ผ่าน COSMOS/ECOCERT และ NATRUE ค่ะ

ส่วนผสมอีกตัวที่เป็นคีย์ของผลิตภัณฑ์ก็คือ สารสกัดจากถั่วลันเตาออร์แกนิก (Pisum sativum extract) มีชื่อทางการค้าว่า AnagainTM เป็นวัตถุดิบจากประเทศสวิตเซอร์แลนด์เช่นกันค่ะ

     ซึ่งคุณสมบัติของ Anagain โดยย่อ คือ ตัวนี้จะไปปรับวงจรการเจริญของเส้นผม ให้อยู่ในช่วงเจริญ (Anagen phase) มากขึ้น ก็จะทำให้เส้นผมเจริญเติบโตต่อไปได้ และเขาเองก็ยังจะไปเสริมการเจริญเติบโตของเส้นผม ซึ่งทางผู้ผลิตวัตถุดิบเองก็มีผลการทดสอบทั้งในระดับหลอดทดลอง และในอาสาสมัครมารองรับ

สำหรับส่วนผสมชุดถัดมา คือ สูตรผสมของสีเขียว ที่ประกอบด้วย Aqua (and) Niacinamide (and) Faex Extract (and) Aesculus Hippocastanum Seed Extract (and) Ammonium Glycyrrhizate (and) Panthenol (and) Propylene Glycol (and) Zinc Gluconate (and) Caffeine (and) Biotin ตัวนี้เป็นวัตถุดิบที่รู้จักกันในวงการในนาม Sebaryl® FL LS 9088 จากบริษัท BASF ประเทศเยอรมัน

ประโยชน์ของสารบำรุงชุดนี้เองคือ นางเป็นสูตรผสมของสารอาหารและสารสกัดสำหรับบำรุงเส้นผมอย่างครบวงจร โดยอาศัย วิตามินที่สำคัญๆ แร่ธาตุ Zinc กลุ่มของ Peptide และ กรดอะมิโนจากสารสกัดของยีสต์ รวมถึงคุณสมบัติในการเสริมการไหลเวียนของเลือดจากสารสกัดของ Horse chestnut และ Caffeine มาเสริม จึงเรียกได้ว่าดูแลปัญหารากผมได้อย่างครบวงจร

โดยจุดแรกที่อยากกล่าว คือ สารบำรุงชุดนี้มีความสามารถในการยับยั้งเอนไซม์ 5α-reductase ที่เป็นเอนไซม์ที่เปลี่ยนฮอร์โมนเพศชาย Testosterone ให้กลายเป็น Dihydrotestosterone (DHT) โดยเจ้า DHT นี้ถ้ามีมากเกินไปจะทำให้เกิดปัญหาหลายอย่าง เช่น ต่อมไขมันทำงานมากเกินไป ถ้าเป็นที่หนังศีรษะ ก็คือ หนังศีรษะมันง่าย มันไว รวมถึงทำให้ความสามารถในการทำงานของ Hair follicle ลดลง จึงทำให้เกิดปัญหาผมร่วง ผมบาง หรือ ในที่สุดก็อาจจะทำให้เกิดศีรษะล้าน ตัวนี้ทางผู้ผลิตวัตถุดิบมีการทดสอบในระดับหลอดทดลองมารองรับ

(Image from BASF)

และมีการทดสอบประสิทธิภาพของสารผสมชุดดังกล่าวในอาสาสมัครเป็นเวลา 4 สัปดาห์เทียบกับตำรับเปล่า พบว่า ตำรับที่มีส่วนผสมของสารชุดนี้ มีประสิทธิภาพในการลดความมันบริเวณหนังศีรษะ

(Image from BASF)

สีฟ้า Allantoin เป็นตัวที่มีประโยชน์ในการดูแลปัญหาด้านการระคายเคือง ซึ่งก็มีหลายๆ รายงานที่กล่าวว่า การระคายเคือง อาจจะนำไปสู่ภาวะ Sensitive scalp syndrome มีผลทำให้ผมร่วง ผมบางได้ในระยะต่อไป นอกจาก Allantoin แล้ว ตัว Panthenol กับ Ammonium glycyrrhizate เองก็มีประโยชน์ในเชิงนี้เช่นกัน

ปิดท้ายด้วยสีน้ำตาล มีน้ำมันหอมระเหยจาก Peppermint และ น้ำมัน Fixed oil ของ Tigernut (Cyperus esculentus) ที่มีประโยชน์ในเชิงความชุ่มชื้น และทดแทนกรดไขมันให้แก่หนังศีรษะ

โดยในกลุ่มของส่วนผสมที่เหลือ ก็คือไม่มีสารที่ไม่เป็นมิตรกับหนังศีรษะอยู่เลย

มาให้คะแนนกันดีกว่าค่ะ

  1. สารบำรุง ตามที่ได้กล่าวไปในด้านบนว่าประกอบด้วยส่วนผสมหลากหลายชนิดที่ดูแลเส้นผมได้อย่างครบวงจร ไม่ว่าจะเป็นการปรับวงจรการเจริญของเส้นผม เสริมความแข็งแรงของรากผม และเสริมการสร้างเส้นผมใหม่ คือ ครบมาก รับไป 5 ฟลาสก์
  2. ส่วนผสมอื่นๆ ไม่มีส่วนผสมของสารที่ไม่เป็นมิตรกับหนังศีรษะอยู่เลย จึงไม่มีที่ให้หักคะแนน รับไป 5 ฟลาสก์
  3. การใช้งาน จริงๆ ส่วนตัวจะถนัดใช้ Hair tonic ในรูปแบบขวดหยด หรือ หลอดหยดมากกว่า แบบสเปรย์ช่วงแรกก็จะแอบเลอะเทอะนิดหน่อย แต่พอใช้ไปได้สักพัก ราวๆ 2 สัปดาห์ ก็เริ่มชิน สำหรับเรื่องของผลการใช้งานก็พบว่าผมร่วงบนพื้นน้อยลงตอนหวีผมในช่วงเช้า ผมร่วงระหว่างสระผม และระหว่างวันน้อยลง ส่วนตัว Happy นะคะ และกลิ่นของตัวสเปรย์เองก็ค่อนข้างไปในโทนสดชื่น เหมาะกับหน้าร้อนแบบช่วงนี้มากๆ ให้ไป 4 ฟลาสก์

สุดท้ายนี้ต้องขอบคุณทางแบรนด์ Vi ด้วยนะคะ ที่ส่งผลิตภัณฑ์ดีๆ มาให้ได้ทดลองใช้ และขอบคุณทุกท่านด้วยค่ะที่ติดตามรับชมมาจนจบ

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถติดต่อทางแบรนด์ได้โดยตรงเลยนะคะ

เฟสบุ๊ค Viorganic

IG: viorganic

Line: @viorganic

Website: www.viorganic.com

Disclaimer/conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากทางแบรนด์ Vi organic การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสม/วัตถุดิบตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล และผู้เขียนไม่ได้มีผลประโยชน์ใดๆในการขายสินค้า โปรดใช้วิจารณญาณ