Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสมเซรั่มบำรุงปรับสภาพผิว สำหรับผิวที่มีปัญหาจุดด่างดำ Clair Mediatone Intensive dark spot solution serum จาก The Labatorian

ก่อนหน้านี้มี่เอาบทวิเคราะห์ส่วนผสมของเซรั่มดูแลปัญหาสิวสำหรับผิวที่มีแนวโน้มเป็นสิวง่าย Agness จากแบรนด์ The labatorian มาแชร์ให้ทุกท่านได้อ่านกัน

ถ้าท่านใดสนใจ สามารถตามไปอ่านได้ที่ลิงค์นี้นะคะ
>>Click<<

วันนี้ขอหยิบเอาเซรั่มจากแบรนด์ The labatorian อีกสูตรมาให้ได้อ่านกันนะคะ
เซรั่มที่จะมารีวิววันนี้มีชื่อว่า Clair MediatoneTM Intensive dark spot solution serum ซึ่งมี่จะขอเรียกย่อๆ ว่า Clair นะคะ

น้องจะมาในหน้าตาคล้ายๆ กับ Agness แต่จะต่างกันในรายละเอียดเล็กน้อยค่ะ

ส่วนบรรจุภัณฑ์ด้านในจะคล้ายๆ กัน คือ มาในขวดปั๊มที่ปิดสนิท (Closed system)

เนื้อเซรั่มจะมาในอารมณ์แบบครีมเจล ไม่มีกลิ่นเพราะไม่มีส่วนผสมของน้ำหอม

เกลี่ยได้ค่อนข้างง่าย ให้สัมผัสนุ่มนวล ไม่เหนียวเหนอะหนะ เมื่อทิ้งไว้สักครู่จะรู้สึกเย็นสบายผิว และเรียบเนียน

สำหรับค่า pH ของน้องนั้นมี่ไม่ได้วัดให้นะคะ เนื่องจากเนื้อเซรั่มไม่เปียกบนกระดาษวัด pH ค่ะ

ส่วนของเรื่องการใช้งาน

หลังจากที่ได้ทดลองใช้มาราวๆ เกือบเดือน ร่วมกับผลิตภัณฑ์อื่นที่ใช้เป็น Routine อยู่ก่อนหน้า ส่วนตัวรู้สึกว่า ประโยชน์ในด้านของการดูแลสีผิวนี่ นางจะค่อยๆ มา ไม่ได้ขาวแบบเร็วเว่อร์ มันจะเน้นเรื่องของการปรับสมดุลสีผิวให้ดูสว่างกระจ่างใส มารู้สึกตัวอีกทีก็แบบ อุ๊ย ผิว Glow จัง อะไรประมาณนั้น

ก่อนจะไปดูรายละเอียดส่วนผสม ขอเล่าถึงจุดเด่นของน้อง Clair ให้ฟังก่อนนะคะ

  • น้องผ่านการทดสอบการแพ้และการระคายเคือง ด้วยวิธี Closed patch test ในอาสาสมัคร
  • น้องผ่านการตรวจสอบปริมาณจุลินทรีย์ปนเปื้อนด้วยวิธี Total aerobic plate count
  • น้องมีสารบำรุงหลายชนิดที่เสริมกันอย่างลงตัวเผื่อดูแลปัญหาสีผิวที่ไม่สม่ำเสมอ หมองคล้ำ และไม่กระจ่างใส
  • น้องเสริมสร้าง Barrier ผิวไปพร้อมกัน
  • Non-comedogenic ทดสอบแล้วว่าไม่อุดตันรูขุมขน

สำหรับส่วนผสมเป็นดังนี้นะคะ

ในส่วนผสมวันนี้มี่ทำไว้หลายสีอยู่นะคะ

เนื่องจากเป็นเซรั่มที่ดูแลปัญหาสีผิวไม่สม่ำเสมอ หมองคล้ำ ไม่กระจ่างใส เลยขอหยิบยกเอาส่วนผสมที่มีประโยชน์ในเชิงด้านของ Whitening/Brightening ขึ้นมาเล่า
ก่อนนะคะ ส่วนผสมเหล่านี้มี่แสดงไว้ด้วยสีม่วงค่ะ

ส่วนผสมที่มีประโยชน์ด้าน Whitening

  • Tranexamic acid เป็น Whitening ตัวหนึ่งที่ดูแลปัญหาด้านจุดด่างดำได้ค่อนข้างดี มีรายงานว่าสารนี้มีคุณสมบัติไปยับยั้งการสร้างเม็ดสีที่ต้นตอ คือ ไปยับยั้งสาร Plasmin ที่จะไปกระตุ้นฮอร์โมน α-MSH (Melanocyte stimulating hormone) ที่เป็นคุณแม่ของ Tyrosinase อีกที กล่าวง่ายๆ ว่า Tranexamic acid ไปยับยั้งการสร้างเม็ดสีที่ขั้นตอนแรกๆ เลยก็ว่าได้ (J Am Acad Dermatol 2011;October:699-714.)
  • Niacinamide ซึ่งเป็นรูปแบบหนึ่งของวิตามินบี 3 นางมีประโยชน์ที่ดีกับผิวหลายประการแต่ถ้าเป็นในด้านของ Whitening นางจะไปขัดขวางการส่งผ่านของเม็ดสีที่สร้างเสร็จแล้วไม่ให้ออกมาด้านนอก
  • Octadecenedioic acid หรือ เรียกย่อว่า ODA ที่มีกลไกการออกฤทธิ์ที่แตกต่างจาก Whitening ทั่วไป โดย ODA ออกฤทธิ์ที่ peroxisome proliferator-activated receptor (PPAR) ซึ่งเป็นตัวรับชนิดหนึ่งที่ เกี่ยวข้องกับระบบต่างๆของร่างกายหลายระบบ รวมทั้งการสังเคราะห์เมลานิน โดย ODA มีผลไปทำให้การสร้างเอนไซม์ Tyrosinase ลดลง จึงส่งผลให้เกิดการสร้างเม็ดสีได้น้อยลง ผิวจึงแลดูสว่างกระจ่างใส และ ODA ยังมีประโยชน์อื่นๆ เช่น มีคุณสมบัติในการชะลอวัย และการลดการอักเสบระคายเคือง (Int J Cosmet Sci. 2005; 27(2):123-32)
  • N-acetyl-D-glucosamine หรือ NAG น้องเป็นอนุพันธ์ของน้ำตาลชนิดหนึ่ง ที่พบเป็นหน่วยย่อยของ Hyaluronic acid มีประโยชน์ในการเพิ่มความชุ่มชื้นโดยการเติมน้ำให้แก่ผิวหนังและอาจจะเป็นสารตั้งต้นในการสังเคราะห์ Hyaluronic acid ของผิว สำหรับด้าน Whitening มีรายงานว่า NAG ไปป้องกันไม่ให้เอนไซม์ pro-tyrosinase ที่ยังออกฤทธิ์ไม่ได้ กลายสภาพเป็น tyrosinase ที่มีฤทธิ์ จึงไม่มีการสร้างเม็ดสี และยังมีประโยชน์ในด้านของการปรับสมดุลการผลัดผิวแบบอ่อนโยน (Int J Cosmet Sci. 2010;32(3):234.) และถ้าใช้ร่วมกับ Niacinamide จะให้ผลลดจุดด่างดำได้ดีขึ้น (Br J Dermatol. 2010;162(2):435-41.) ซึ่งสูตรนี้ก็เป็นเช่นนั้น คือมี NAG+Niacinamide
  • Potassium 4-methoxy salicylate หรือ 4-MSK ร่วมกับ Arbutin, และสารสกัดจากรากชะเอม มีประโยชน์ในด้านของ Whitening ผ่านกระบวนการยับยั้งเอนไซม์ Tyrosinase
  • Undecylenoyl phenylalanine รู้จักกันในนาม Sepiwhite MSH มีประโยชน์เป็น Whitening โดยไปยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ alpha-MSH ซึ่งปกติมีหน้าที่กระตุ้นให้เอนไซม์ Tyrosinase ทำงาน และไปควบคุมกระบวนการ Melanosome transfer ไม่ให้ส่งผ่านเมลานินที่สร้างเสร็จแล้วให้ออกไปภายนอกจนเห็นเป็นสีผิว มีการศึกษาในอาสาสมัครชิ้นหนึ่งที่น่าสนใจ การทดสอบในอาสาสมัครที่ใช้สารนี้ในความเข้มข้น 1% ร่วมกับ Niacinamide 5% ให้ผลเป็น Whitening ที่ดีเมื่ออาสาสมัครใช้เป็นเวลา 8 สัปดาห์ (J Cosmet Dermatol. 2009;8(4):260-6.)

สีชมพู ป็นส่วนผสมที่มีประโยชน์ด้านการดูแลปัญหาการอักเสบระคายเคือง มีด้วยกันหลายตัว เช่น สารสกัดจากกุหลาบมอญ, Allantoin, Bisabolol สารสกัดจากว่านหางจระเข้ และ สารสกัดจากรากชะเอม จริงๆ เรื่องของปัญหาการอักเสบระคายเคืองก็เป็นปัญหาหนึ่งที่นำไปสู่การสร้างเม็ดสีที่ผิดปกติไป กลายเป็นจุดด่างดำได้ ดังนั้นจะกล่าวว่า สารสีชมพู เป็น Whitening อ้อมๆ ก็คงไม่ดูเกินจริง

สีเขียวสะท้อนแสง มี 2 รายการ ได้แก่

  • Soy isoflavone สารพฤกษเคมีในกลุ่ม Isoflavone มีประโยชน์เป็น antioxidant และมีคุณสมบัติคล้ายเอสโตรเจน เลยมีชื่อเรียกว่า Phytoestrogen คือ เอสโตรเจนจากพืช ซึ่งมีประโยชน์หลายประการ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของคุณสมบัติให้ผิวนุ่มฟู ยืดหยุ่น และแข็งแรง รวมไปถึงด้านการชะลอวัย และดูแลปัญหาริ้วรอย
  • Tropaeolum majus extract สารสกัดจากดอก Nasturtium ที่ประกอบด้วยสาร Polysaccharide ชื่อ Arabiongalactan เป็นสาระสำคัญ ออกฤทธิ์ผ่านกลไกที่ช่วยในการปรับสมดุลของผิวเพื่อแก้ปัญหาภาวะความเครียดเนื่องจากระดับของ Oxygen ต่ำ (Hypoxia) เมื่อเวลา Oxygen ต่ำ ผิวเราก็จะทำงานได้น้อยลง ทำให้ผิวหมองคล้ำ ไม่แข็งแรง ไม่นุ่มฟู ไม่ยืดหยุ่น ถ้าหากมีปริมาณของ Oxygen เพียงพอ ก็จะช่วยเสริมกระบวนการทำงานต่างๆ ของผิว จึงมีประโยชน์ในผิวนุ่มนวล เรียบเนียน แข็งแรง และมีสุขภาพดี ปรับ Complexion ของผิวให้มี Appearance แบบ Glow สุขภาพดีตามธรรมชาติ

สีฟ้า เป็นกลุ่มของสารไขมันทดแทน Barrier ผิวให้ผิวแข็งแรง

สีเขียวแก่ Boron nitride น้องเป็น Pigment ที่มีคุณสมบัติบางประการ แล้วแต่ชนิดและเกรดที่ใช้ น้องอาจจะไปช่วยเคลือบปกปิดริ้วรอยตื้นๆ ให้ผิวดูเรียบเนียน หรือ น้องมีความทึบแสง ช่วยอำพรางจุดด่างดำ หรือสีผิวที่ไม่สม่ำเสมอ ให้ดูสม่ำเสมอ และดูสว่างขึ้น แต่ไม่ถึงกับขาววอก หรือ ติด Undertone เทาแบบการใช้ Pigment บางตัว

สีส้ม คือ สารสกัดจากเปลือกต้น Willow ประกอบด้วย BHA จากธรรมชาติ

ในภาพรวมคือ Clair เป็นเซรั่มชิ้นหนึ่งที่ประกอบด้วยสารบำรุงที่ดูแลปัญหาสีผิวได้ครบทั้งวงจร ตั้งแต่ก่อนการสร้างเม็ดสี ขณะสร้างเม็ดสี และ หลังการสร้างเม็ดสีเสร็จแล้ว

นอกจากสารที่เป็น Whitening แล้วยังเสริมสารบำรุงมาอีกหลายชนิด ที่ให้ประโยชน์อีกหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นการลดการอักเสบระคายเคือง ชะลอวัย ป้องกันริ้วรอย รวมถึงเสริมสร้างและฟื้นฟู Barrier ผิว เรียกได้ว่าค่อนข้างครบ

ในด้านของส่วนผสมอื่นๆ น้องจะมาในเบสที่เป็นกึ่งๆ Emulsion-gel จึงเป็นเนื้อคล้ายครีม แต่มีความเบา และเย็นสบายแบบเจล ไม่เหนียวเหนอะหนะแล้วหนักผิว

และสุดท้ายนี้ คือ ในเซรั่มไม่มีสารที่ไม่เป็นมิตรกับผิวเป็นส่วนผสม

มาให้คะแนนกันดีกว่าค่ะ

  1. สารบำรุง ตามที่ได้กล่าวไปในด้านบน ส่วนของ Whitening น้อง Clair ประกอบด้วยสารบำรุงที่ดูแลได้ครบทั้ง 3 ระดับของการสร้างเม็ดสีผิว และยังเสริมสารบำรุงอื่นๆ เข้ามา ให้ประโยชน์ครบ จบทุกปัญหาผิว ไม่ว่าจะเป็นการลดการอักเสบระคายเคือง ชะลอวัย ป้องกันริ้วรอย รวมถึงเสริมสร้างและฟื้นฟู Barrier ผิว เรียกได้ว่าค่อนข้างครบ ให้ไป 5 ฟลาสก์
  2. ส่วนผสมอื่นๆ ไม่มีสารที่ไม่เป็นมิตรกับผิวเป็นส่วนผสม จึงไม่มีจุดให้หักคะแนน เลยขอให้ไป 5 ฟลาสก์
  3. ด้านการใช้งาน ตามที่ได้กล่าวไปด้านบน จากที่ส่วนตัวลองใช้ คือ น้อง Clair จะเน้นเรื่องของการปรับสมดุลสีผิวให้ดูสว่างกระจ่างใส มารู้สึกตัวอีกทีก็แบบว่า อุ๊ย ผิวดูมี Complexion ที่สวยงามขึ้น มีความ Glow แต่สำหรับคนผิวแห้ง อาจจะต้องใช้มอยส์เจอไรเซอร์อื่นเสริมอีก ถ้าใช้ตัวนี้อย่างเดียวบ่ายๆ จะแห้งเล็กน้อย แต่คนผิวมันน่าจะชอบ จุดนี้ขอให้ไป 4 ฟลาสก์

สุดท้ายนี้ต้องขอขอบคุณทางแบรนด์ The labatorian ด้วยนะคะ ที่ส่งผลิตภัณฑ์ดีๆ มาให้มี่ได้รู้จัก และขอบคุณทุกท่านด้วยนะคะ ที่ติดตามรับชมมาจนจบ

Disclaimer/conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากทางแบรนด์ The labatorian การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสม/วัตถุดิบตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล และผู้เขียนไม่ได้มีผลประโยชน์ใดๆในการขายสินค้า โปรดใช้วิจารณญาณ

Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสม Cleansing oil ธรรมชาติ สูตรไม่ผสม surfactant กับ Argan Golden Lake Oil Cleanser จากแบรนด์ Amira

สวัสดีค่ะ วันนี้มี่มาวิเคราะห์ส่วนผสมของ Cleansing oil ตัวหนึ่งที่น่าสนใจให้ได้ชมกันนะคะ

เป็น Cleansing oil จากแบรนด์ Amira แบรนด์นี้มี่เคยมีโอกาสได้รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสมผลิตภัณฑ์ของเขาไปหลายชิ้นเหมือนกันค่ะ

สำหรับ Cleansing oil ตัวนี้มีชื่อว่า Argan Golden Lake Oil Cleanser นะคะ

น้องมีจุดเด่น มีความน่าสนใจอย่างไร เดี๋ยวมี่จะเล่าให้ฟังต่อไปนะคะ

เริ่มจากหน้าตาของน้องค่ะ น้องจะมาในขวดแก้ว ที่ซีลปิดด้วยจุกพลาสติกภายใน มาพร้อมกับที่ปั๊มแยกต่างหาก เพื่อรักษาคุณภาพของน้ำมันเอาไว้ ไม่ให้ถูกอากาศมากนัก

พอประกอบแล้วก็จะได้หน้าตาประมาณนี้

ตัวน้ำมันมีความหนืดปานกลาง สัมผัสค่อนข้างเบาผิว เกลี่ยได้ง่าย นุ่มนวล

ส่วนตัวได้ลองใช้เอามานวดวนเบาๆ สักพักให้ทั่วใบหน้า ก่อนใช้สำลีค่อยๆ ลากออกเบาๆ

ค่อนข้างชอบ Feeling ระหว่างนวด คือ น้ำมันผสมมาในระดับที่ความหนืดไม่มากจนเกินไปจนเหนียวเหนอะหนะ และไม่เบาจนเกินไปจนซึมหายไปหมด แล้วทำให้ฝืดตอนนวด แต่จะอยู่ในฟีลลิ่งระดับกลางๆ มันเหมือนมีความนุ่มๆ ของน้ำมันอยู่ (ศัพท์เทคนิคในวงการเรียกเป็น Cushiony feeling) กลิ่นของน้ำมันหอมระเหยที่เป็นส่วนประกอบให้ความรู้สึกผ่อนคลายหลังจากเหนื่อยมาทั้งวัน

หลังเช็ดด้วยสำลีเสร็จ ผิวก็จะยังนุ่มอยู่ ก่อนไปล้างทำความสะอาดอีกครั้งด้วยโฟมล้างหน้า

ส่วนวิธีที่ทางแบรนด์แนะนำ คือ นวดวนเบาๆ ก่อนไปล้างออกด้วยน้ำ ร่วมกับโฟมหรือเจลล้างหน้า ก็จะได้เป็นน้ำนมไหลออกมา ส่วนตัวก็ได้ลองแล้วแต่ในภาพอาจจะดูไม่ชัดนักนะคะ

เราจะยังพอสังเกตเห็นว่ากรณีของ Eyeliner ที่กันน้ำมากๆ อาจจะล้างออกยังไม่หมด ใครที่แต่งหน้าหนักๆ หน่อย ลองใช้วิธีหยดน้ำมันลงบนสำลีให้ชุ่ม แล้วแปะไว้บริเวณดวงตาสักราวๆ 30 วินาที ให้พวกเครื่องสำอางเปียกด้วยน้ำมันเต็มที่ ก่อนจะใช้คอตตอนบัดค่อยๆ ลากตามแนวที่กรีดอายไลน์เนอร์ เอาสำลีรองใต้ขนตา แล้วลากคอตตอนบัดที่ชุ่มออยล์ทับมาสคาร่า ก็จะทำความสะอาดได้ดีขึ้น

หลังล้างออกจะให้สัมผัสที่ค่อนข้างนุ่มนวล ไม่มีความรู้สึกเหนียวเหนอะหนะตกค้าง

ซึ่งในจุดนี้ส่วนตัวต้องยอมรับว่าค่อนข้าง Amazing กับความสามารถในการเปลี่ยนเป็นน้ำนมของน้ำมันสูตรดังกล่าว เพราะว่าไม่มีส่วนผสมของพวก Surfactant, Emulsifier หรือ Solubilizer แต่สามารถกลายเป็นน้ำนมได้อย่างสวยงามมากๆ

ลองผสมกับน้ำ เพื่อดูความสามารถในการกลายเป็นน้ำนม

ก่อนจะไปดูส่วนผสมขอกล่าวถึงจุดเด่นของผลิตภัณฑ์ก่อนนะคะ

  • น้ำมันที่ใช้ในสูตร Argan Golden Lake Oil Cleanser เป็นน้ำมันที่มีคุณภาพสูง จัดเป็น Cosmetic grade ที่ไม่ผ่านกรรมวิธี จึงประกอบด้วยสารพฤกษเคมีต่างๆ อยู่ครบถ้วน
  • ไม่มีส่วนผสมของ Surfactant !!! อ้าว แล้วเราจะทำความสะอาดได้อย่างไร ตรงนี้ใช้หลักทางเคมีพื้นฐานค่ะ คือ Like dissolve like น้ำมันก็จะละลายเอาสิ่งสกปรกต่างๆ ที่ละลายในน้ำมันออกมาได้ ปกติสิ่งสกปรกต่างๆ บนผิว จะเกาะอยู่กับไขผิวหนัง หรือ Sebum ดังนั้นถ้าเอา Oil ไปล้าง มันก็จะดึงเอาเศษ Sebum เหล่านี้ออกไปได้
  • น้ำมันนี้มีความเป็นนาโน !!!! เอ๊ะ ยังไงคะ คือ ทางแบรนด์ได้นำเอา Cleanser นี้ไปทดสอบขนาดของอนุภาคที่ห้องแลปที่ได้รับรองมาตรฐาน เมื่อนำเอา Cleanser นี้ไปเจือจางในน้ำบริสุทธิ์ปราศจากไอออน พบว่าได้ค่าอยู่ที่ราวๆ 600 นาโนเมตร ซึ่งตามนิยามทางเภสัชกรรมแล้ว อนุภาคนาโน คือ อนุภาคที่เล็กกว่า 1000 นาโนเมตร (หรือ 1 ไมครอน) ประโยชน์ของความเป็นนาโนก็คือ หยดน้ำมัน หรือ Oil droplet เมื่อสัมผัสกับน้ำก็จะมีขนาดเล็ก สามารถชะเอาเครื่องสำอาง สิ่งสกปรกต่างๆ หลุดออกมาได้ดี

สำหรับส่วนผสมเป็นดังนี้นะคะ

ส่วนผสมของผลิตภัณฑ์นี้จะประกอบด้วย น้ำมันจากธรรมชาติ ร่วมกับ น้ำมันหอมระเหย มีการเสริมสาร Squalane เข้ามาเพื่อความลื่นผิว และนางเองก็ช่วยในแง่ของการบำรุงให้ผิวนุ่มนวลไปด้วยพร้อมๆ กัน ซึ่ง Squalane เดี๋ยวนี้สกัดได้จากมะกอก หรือ อาจจะได้จากเทคโนโลยีทางชีวภาพ ตบด้วยวิตามินอี และ สารในกลุ่ม Terpenoids อย่าง o-cymen-5-ol ที่เป็นสารหอมมีคุณสมบัติในการระงับเชื้อ

มาลองดูส่วนผสมกันนะคะ

สีชมพู เป็นกลุ่มของน้ำมันจากธรรมชาติ ประกอบด้วยน้ำมันอาร์แกน และ น้ำมันมะกอก ขอเน้นที่น้ำมันอาร์แกนนะคะ

  • น้ำมันอาร์แกน เป็นน้ำมันหนึ่งที่มีความน่าสนใจในทางเครื่องสำอาง ประกอบด้วยสารพฤกษเคมีที่มีประโยชน์หลายชนิด ไม่ว่าจะเป็น polyphenols, tocopherols, phytosterols, และมี squalene มีงานวิจัยอยู่หลายฉบับที่สนับสนุนประโยชน์ของน้ำมันอาร์แกนต่อผิวพรรณ เช่น การทดสอบในสตรีวัยทอง จำนวน 60 คน แบ่งเป็น 2 กลุ่ม ทั้งสองกลุ่มให้ทา Argan oil กลุ่มแรกรับประทาน Argan oil เสริม และอีกกลุ่มรับประทาน Olive oil เสริม เป็นเวลา 60 วัน พบว่าผิวหนังมีความยืดหยุ่นเพิ่มขึ้น (Clin Interv Aging. 2015;10:339-49.) อีกการทดสอบหนึ่งทำคล้ายๆ กัน เพียงแต่วัดประสิทธิภาพด้านความชุ่มชื้น พบว่าผิวหนังมีความชุ่มชื้นเพิ่มขึ้น และ มีความแข็งแรงของ Barrier ผิวมากขึ้น โดยวัดจากการระเหยของน้ำผ่านผิว (TEWL) ที่ลดลง (Prz Menopauzalny. 2014;13(5):280-8.) อีกการทดสอบ ทดสอบในหนูทดลอง พบว่า Argan oil มีคุณสมบัติในการเสริมการสมานแผลของผิว (Ostomy Wound Manage. 2016;62(3):26-34.) อีกชิ้นที่อยากเล่า เป็นการทดสอบประสิทธิภาพในระดับหลอดทดลองในเซลล์เพาะเลี้ยง พบว่า Argan oil มีประโยชน์ในเชิง Whitening โดยไปออกฤทธิ์ผ่านกระบวนการ MITF มีผลทำให้การสร้างเอนไซม์ Tyrosinase และโปรตีนอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการสร้างเมลานินลดลง จึงส่งผลให้เม็ดสีลดลง (Evid Based Complement Alternat Med. 2013;2013:340107.)
  • Squalane เป็นสารที่ดัดแปลงจาก Squalene ที่เป็นน้ำมันสำคัญของไขผิวหนังหรือ Sebum มีคุณสมบัติในการเคลือบปกป้องผิว ให้ผิวนุ่มนวล
  • o-cymen-5-ol สารกลุ่ม Terpenes พบในน้ำมันหอมระเหยจากพืชหลายๆชนิด มีรายงานการวิจัยสนับสนุนถึงคุณสมบัติระงับเชื้อราและแบคทีเรียบางชนิด (Int Dent J. 2011;61 Suppl 3:33-40.)
  • น้ำมันหอมระเหยต่างๆ ซึ่งมีประโยชน์หลายประการ ถ้าอิงตามศาสตร์ Aromatherapy ไม่ว่าจะเป็นในเชิงของการระงับเชื้อต่างๆ รวมถึง การลดการอักเสบระคายเคือง ให้ความรู้สึกผ่อนคลาย

เรียกได้ว่าส่วนผสมทุกชิ้นที่ใส่มา คือ มีประโยชน์หมด ไม่ได้มี Additive ไร้สาระอะไรปนมาแต่อย่างใด

เนื่องจากวันนี้ส่วนผสมมีไม่มาก จึงไม่รู้ว่าจะให้คะแนนอย่างไรดี เลยขอสรุปจุดเด่น จุดด้อยเป็นข้อๆ ดังนี้นะคะ

Pros:

  1. ในด้านของเทคโนโลยี ส่วนตัวมองว่าการเลือกใช้น้ำมัน Argan oil มาผ่านกรรมวิธีบางอย่าง เมื่อละลายน้ำแล้วได้อนุภาคในระดับนาโน มีความน่าสนใจ
  2. การผสม (Blend) น้ำมันหอมระเหยหลายชนิดเข้าด้วยกัน เพื่อให้ได้กลิ่นที่มีสรรพคุณทาง Aromatherapy
  3. ไม่ใช้ Surfactant เป็นส่วนผสม
  4. ไม่มีน้ำหอมสังเคราะห์
  5. ไม่มีน้ำมันสังเคราะห์ หรือ กึ่งสังเคราะห์
  6. ไม่มีพวก Silicone

Cons:

  1. ถ้ามีสารบำรุงนิดหน่อยพอกรุบกริบ น่าจะออกมาหรูเริ่ดกว่านี้ แต่จริงๆ Cleanser มันก็สัมผัสผิวแค่ชั่วคราว มีหรือไม่มีก็น่าจะไม่ต่างกันมากนัก

สุดท้ายนี้ต้องขอขอบคุณทาง Amira ที่ส่งผลิตภัณฑ์ดีๆ มาให้มี่ได้ทดลองใช้ และขอบคุณทุกท่านด้วยค่ะ ที่ติดตามรับชมมาจนจบ

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ทางแบรนด์โดยตรงเลยนะคะ

Facebook https://www.facebook.com/amiraarganoil

Line: @amirasupport

Disclaimer: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากทางแบรนด์ Amira การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสม/วัตถุดิบตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางร่วมกับศาสตร์ Aromatherapy และอาศัยความเห็นส่วนบุคคล และผู้เขียนไม่ได้มีผลประโยชน์ใดๆในการขายสินค้า โปรดใช้วิจารณญาณ

Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสมเซรั่ม Hyaluronic acid 2% + B5 จาก The Ordinary

Revised April 25, 2021 (Ingredient list was checked with the official website)

สำหรับ Blog post นี้จะเป็นการรีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสมเซรั่ม Hyaluronic acid (2%) + B5

เป็นผลิตภัณฑ์จากแบรนด์ The ordinary ซึ่งตอนนี้เป็นแบรนด์ที่หลายๆคนกำลังจับตามอง ด้วยราคาที่ค่อนข้างถูก ใช้ส่วนผสมที่จัดมาอย่างเรียบง่าย แต่ลงตัว ทำให้แบรนด์นี้ได้รับรางวัลมากมายจากหลายๆแหล่งเลยทีเดียว

แต่ข้อเสียคือ แบรนด์นี้จะหาซื้อยากนิดนึง จะ Shipping มาเองจาก Canada/USA ก็แบบว่าค่าส่งแพงเว่อร์วังมาก แพงกว่าค่าเซรั่มเสียอีก จะพรีออร์เดอร์ก็กลัว เพราะตัวขวดไม่ได้มี Seal หรืออะไรการันตีเลยว่าเป็นของใหม่ แถมวันผลิตก็ไม่มี นางปั๊มมาแค่ Lot ซึ่งเอาไปเชคยังไงมี่ก็ไม่ทราบ ลองไปหาหน้าเวบแล้วไม่เจอ (ถ้าใครรู้บอกหน่อยนะคะ)

แต่นับเป็นโชคดีอย่างหนึ่งของสายเกาอย่างเรา นางมีชอปที่เกาหลี ซึ่งมี่เคยอัพกระทู้พาไปชมไว้เมื่อช่วงปลายปีที่แล้วค่ะ

ลิงค์: http://www.jeban.com/topic/240844

แล้วก็เคยรีวิวตัว Granactive retinoid ไว้ด้วยค่ะ
ลิงค์: http://www.jeban.com/topic/238578

ว่าแต่รีวิวไปแล้วแล้วเธอมาทำไม

ที่มาไม่ได้จะมาเล่าอะไรซ้ำซาก วันนี้จะมารีวิวตัวเซรั่มสูตร Hya 2% + B5 ที่พึ่งไปได้มาจากเกาหลีค่ะ

นางจัดอยู่ในกลุ่ม Hydrators and oils ค่ะ

หน้าตาเค้าจะมาคล้ายๆกันเป็นแบบนี้ค่ะ

ลักษณะของ Package คือ มาในรูปแบบขวดแก้วที่มีหลอดหยด

เหมือนกันแทบทุกไลน์เลยทีเดียว

เซรั่มตัวนี้เคลมว่า ใช้โมเลกุลของ Hyaluron หลายๆขนาด เพื่อการเติมน้ำให้ชั้นผิวที่หลายระดับ (Multi-depth care) คล้ายๆกับ Hylamide สูตรม่วง และ Niod สูตร MMHC เพียงแต่มีราคาย่อมเยากว่า และแน่นอน ส่วนผสมก็ยังหรูเทียบ Hylamide กับ Niod ไม่ได้ค่ะ ของแพงต้องอัดแน่นกว่าอยู่แล้วหละ จุดนี้

ตัวเซรั่มเป็นแบบน้ำใส ค่อนข้างหนืด มีกลิ่นของวัตถุดิบอยู่ค่ะ

นางจะมีความหนึบค่อนข้างมาก ส่วนตัวจะใช้แค่กลางคืนค่ะ

ค่า pH อยู่ที่ประมาณ 6 – 7

มาดูส่วนผสมกันบ้างนะคะ

ตัวส่วนผสมจะค่อนข้างเรียบง่ายสมชื่อแบรนด์ค่ะ

ในด้านของส่วนผสม มี Hyaluron อยู่ 2 รูปแบบ คือ Hya ปกติ กับ Hya polymer ที่มีขนาดใหญ่ เน้นเคลือบคลุมผิวภายนอก

เสริมมาด้วยสารสกัดจากสาหร่ายสีแดง และ Panthenol ซึ่งเป็นโปรวิตามินบี 5 เสริมเข้ามา จึงมีความเด่นในด้านของการเป็น moisturizer ที่เติมน้ำให้ผิวเป็นหลัก

สำหรับ Hyaluron ที่ใช้ ทางแบรนด์เคลมว่า ใช้ 3 ขนาด คือ ขนาดใหญ่ ขนาดกลาง และ ขนาดเล็ก มีเคลมเรื่องของการเติมน้ำให้ผิวที่หลายๆระดับ

สารสกัดจากสาหร่ายสีแดง (Ahnfeltia concinna extract) เสริมเข้ามา ข้อมูลจากผู้ผลิตระบุว่ามีคุณสมบัติส่งเสริมการผลัดเปลี่ยนเซลล์ผิว เพิ่มความยืดหยุ่น ความนุ่ม ลดริ้วรอยให้ผิวเรียบเนียน ลดการระคายเคืองให้ความรู้สึกสบายผิว

Panthenol หรือ โปรวิตามินบี 5 มีประโยชน์กับผิวในด้านของการเติมน้ำให้ผิว และลดการอักเสบระคายเคือง

อีกจุดที่น่าสนใจคือการใส่ Ethoxydiglycol เข้ามา ซึ่งสารนี้ทำหน้าที่เพิ่มการดูดซึมของสารอื่นเข้าสู่ผิวได้ (เรียกว่าเป็น penetration enhancer) น่าจะมีประโยชน์ในการเสริมการซึมเข้าไปของ Hya แต่ประเด็นนี้ไม่ค่อยแน่ใจ เพราะยังไม่มีข้อมูลการเสริมการดูดซึมของสารที่ละลายน้ำได้ดี และมีขนาดใหญ่

ในด้านภาพรวม ถือว่าเป็นเซรั่มเติมน้ำที่ทำมาได้ดี เมื่อเทียบกับราคา (ประมาณ 350 บาท/30 ml คิดเป็น 11.67 บาท/ml) ปราศจากน้ำหอม แอลกอฮอล์และสารอื่นที่ไม่เป็นมิตรกับผิว

มาให้คะแนนกันค่ะ

วันนี้ขอให้คะแนนที่ 2 หมวดนะคะ เนื่องจากส่วนผสมค่อนข้างน้อย

  1. ส่วนผสม ในภาพรวมถือว่าทำมาได้ดีในการด้านการเป็นเซรั่มเติมน้ำ แต่ส่วนตัวมี่ชอบสกินแคร์ที่ส่วนผสมหวือหวาเยอะแยะอัดแน่นมากกว่า คิดว่าเดี๋ยวนี้เรายังมี Hya อีกหลายประเภท รวมถึงอาจเลือกเอา N-acetyl glucosamine ซึ่งเป็นหน่วยเล็กสุดของ Hya มาใช้ได้อีก นางยังไปได้อีกเยอะ เหมือนยังไม่สุด เลยขอให้ 4 ฟลาสก์ 
  2. การใช้งาน ส่วนตัวมี่ผิวผสม/แห้งนะคะ แต่ก็ยังคิดว่าเซรั่มนี้หนึบไปนิดหน่อยสำหรับการใช้ตอนกลางวัน เลยใช้แค่กลางคืน ในด้านของความชุ่มชื้น แบบว่าแอบเซอร์ไพรส์นะ ลงผิวแล้วเช้าตื่นมาคือหน้านุ่มฟูดีงามมาก ดีกว่าที่คิด ดีกว่าที่ดูจากส่วนผสมเยอะมาก ถ้าหนึบน้อยกว่านี้อีกนิดน่าจะฟินได้มากกว่านี้อีก ขอให้ 4 ฟลาสก์

สำหรับวันนี้คงต้องขอตัวลากันไปเท่านี้ พบกันใหม่โอกาสถัดไป สวัสดีค่ะ

Disclaimer/conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ซื้อด้วยตนเอง การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสมตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล และผู้เขียนไม่ได้มีผลประโยชน์ใดๆในการขายสินค้า โปรดใช้วิจารณญาณ

Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสม The Labatorian Agness เซรั่มบำรุงผิวเพื่อดูแลปัญหาสิวสำหรับผิวที่มีแนวโน้มเป็นสิวง่าย เซรั่มดีงามจากความใส่ใจของแบรนด์

สวัสดีค่ะ วันนี้มี่มีรีวิว/วิเคราะห์ผลิตภัณฑ์เซรั่มที่น่าสนใจมาฝากกันค่ะ

น้องเป็นเซรั่มบำรุงผิวเพื่อดูแลปัญหาสิว และปัญหากวนใจอื่นๆ ได้พร้อมกัน เรียกได้ว่า ดูแลครบ จบหมดทุกปัญหา สมชื่อของน้อง ที่บอกว่าเป็น The All-rounded solution เลยหละ

น้องมีชื่อว่า Agness จาก The Labatorian ค่ะ

น้องมาในหน้าตาแบบนี้นะคะ

ภาชนะบรรจุเป็นขวดปั๊มที่ปิดสนิท (Close system)

เนื้อเซรั่มเป็นเจลใส ความหนืดปานกลาง ไม่มีกลิ่น เนื่องจากไม่มีส่วนผสมของน้ำหอม

เกลี่ยง่าย ลื่น มีสัมผัสของฟิล์มนุ่มลื่นที่ให้ความชุ่มชื้น และความรู้สึกเย็นสบายผิวไปพร้อมๆ กัน เมื่อน้องแห้งไปเราจะรู้สึกเรียบ ตึง และกระชับ แต่ไม่ถึงกับแห้งจนไม่สบายผิว

ก่อนจะไปวิเคราะห์ส่วนผสม อยากเล่าจุดเด่นทั้ง 7 ประการของเซรั่มตัวนี้ก่อนนะคะ

  1. ปรับสมดุลการสร้างน้ำมัน Sebum และให้รูขุมขนแลดูกระชับ
  2. ดูแลปัญหาสิว
  3. Antioxidant และ ลดการอักเสบระคายเคืองให้ความรู้สึกสบายผิว จุดนี้มีประโยชน์ในด้านการดูแลรอยแดงจากสิว
  4. ฟื้นฟู Barrier ผิว
  5. ลดการอุดตัน
  6. ปรับสภาพสีผิวให้สม่ำเสมอ ดูแลปัญหารอยดำจากสิว
  7. เพิ่มความชุ่มชื้น ให้ผิวดูนุ่มนวล

ซึ่งส่วนตัวไม่ได้มีปัญหาสิวมาสักพักแล้ว จึงขอวิเคราะห์/วิจารณ์ส่วนผสม ตามหลักวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางนะคะ สำหรับส่วนผสม ถือว่าค่อนข้างจัดหนักจัดเต็มอยู่ค่ะ เป็นดังภาพค่ะ

ในส่วนผสมวันนี้มี่ทำไว้หลายสีอยู่นะคะ

เนื่องจากเป็นเซรั่มที่ดูแลปัญหาสิว และปรับสภาพผิวที่เป็นสิวง่ายให้แข็งแรงขึ้น เลยจะขอเริ่มวิเคราะห์ส่วนผสมของกลุ่มที่มีประโยชน์ในด้านสิวก่อนนะคะ

  • กลุ่มของสีฟ้าสดใส ได้แก่ สารสกัดจากเห็ด Fomes, สารสกัดจากเปลือกต้น Willow, และ Oleanolic acid พวกนี้จะมีประโยชน์เด่นในการดูแลสิว โดยจะขอกล่าวทีละตัวแบบย่อนะคะ
  • สารสกัดจากเห็ด Fomes officinalis สารสกัดจากเห็ดนี้ประกอบด้วยสารพฤกษเคมีที่มีประโยชน์หลายชนิด จุดเด่นคือคุณสมบัติที่เรียกว่า Astringent มีความหมายในเชิงการกระชับรูขุมขน ทางผู้ผลิตวัตถุดิบได้ทดสอบประสิทธิภาพของสารสกัดเห็ด Fomes ในการกระชับรูขุมขนของหน้าผากอาสาสมัครพบว่ากระชับรูขุมขนได้ดี

(Image from BASF Personal care)

  • สูตรผสมของ Nordihydroguairetic acid กับ Oleanolic acid ในเบสจำเพาะ สูตรผสมชุดนี้ทางผู้ผลิตเคลมว่าเป็นสูตรผสมของสารบำรุงหลายชนิด ในเบสที่เป็น Osmogel ซึ่งจะสามารถยับยั้งการเจริญของจุลินทรีย์ และอาศันประโยชน์ในการควบคุมการสร้างน้ำมัน หรือ Sebum ผ่านการยับยั้งเอนไซม์ 5α-reductase เอนไซม์ตัวนี้เปลี่ยนฮอร์โมน Testosterone เป็น Dihydrotestosterone ที่ทำให้การสร้างน้ำมันของต่อมไขมันมากขึ้นเกิดเป็นสภาพผิวมัน และเสี่ยงต่อการเกิดสิว สำหรับอีกตัวคือ Nordihydroguaiaretic acid ตัวนี้เป็น Antioxidant ที่ดี และมีคุณสมบัติในการปรับสมดุลการแบ่งตัวของผิว และลด/ป้องกันการอุดตันในรูขุมขน
  • Salix alba extract คือ สารสกัดจากเปลือกต้น Willow ประกอบด้วย Salicylic acid จากธรรมชาติ มีประโยชน์ในเชิงการลดการอุดตัน และ ลดการอักเสบระคายเคือง

  • กลุ่มของสารสีส้ม จะเป็นสารที่เด่นในด้านของการลดการอักเสบระคายเคือง และให้ความรู้สึกสบายผิว โดยจะขอเล่าถึง Ectoin และ สูตรผสมของสารสกัดจากถั่วเขียวกับข้าวโอ๊ต (Phaseolus Radiatus Seed Extract และ Avena Sativa (Oat) Meal Extract)
    • Ectoin เป็นสารที่ได้จากแบคทีเรียบางชนิด นางมีคุณสมบัติช่วยปกป้องตัวแบคทีเรียไม่ให้ตายเพราะสิ่งแวดล้อมที่อันตราย เช่น ความแห้ง อุณหภูมิที่สูงมากๆ โดยสารนี้มีการนำเอามาใช้ทางเครื่องสำอางเพื่อประโยชน์ในด้านของการดูแลปัญหาการอักเสบระคายเคือง และนอกจากนี้ Ectoine เองยังมีรายงานกล่าวว่า Ectioneมีคุณสมบัติกดการเกิดอนุมูลอิสระเพราะรังสี UVA และไปยับยั้งไม่ให้ฮอร์โมน α-MSH (Melanocyte stimulating hormone) ทำงาน จึงไม่เกิดการสังเคราะห์เม็ดสี ผลคือ ปกป้องผิวไม่ให้เกิดความคล้ำ (Antioxidants (Basel). 2020 Jan; 9(1): 63.) ซึ่งกรณีนี้ก็น่าจะให้ประโยชน์ด้านรอยดำที่เกิดจากการอักเสบ หรือ PIH (Post-inflammatory hyperpigmentation) ไปได้พร้อมๆ กัน
    • สูตรผสมของสารสกัดจากถั่วเขียว และ ข้าวโอ๊ต ในเบสที่เหมาะสม ทางผู้ผลิตวัตถุดิบกล่าวว่า มีคุณสมบัติในการลดการอักเสบระคายเคือง ป้องกันการเกิดการแพ้สารองค์ประกอบในตำรับ และยังช่วยเสริมการแบ่งตัวของ Fibroblast ให้ประโยชน์ในด้านของการชะลอวัย สำหรับในด้านของสิว ส่วนตัวมองว่าการเสริมการทำงานของ Fibroblast น่าจะมีประโยชน์ในการเสริมการสมานแผลให้หายไวขึ้น
  • สารสีเขียว เป็นกลุ่มของพวกสารเพิ่มความชุ่มชื้นผ่านกระบวนการเติมน้ำให้ผิว หรือ เรียกว่า Humectant ได้แก่ กลุ่มของ Hyaluron ทั้งหมด 4 ชนิด มีประโยชน์ในการเติมน้ำเสริมความชุ่มชื้นในหลายๆ ระดับชั้นผิว ร่วมกับพวก Trehalose และอื่นๆ
  • สีฟ้าอ่อนพาสเทล เป็นกลุ่มของไขมันที่ดูแลและฟื้นฟู Barrier ผิวให้แข็งแรง ซึ่งจะว่าไป ผิวของคนที่เป็นสิวเนี่ย ผ่านยามาหลายๆ ชนิด ซึ่งแต่ละชนิดเองก็ระคายเคือง และก่อให้เกิดความเสียหายให้แก่ผิวได้ทั้งนั้น ดังนั้นการเสริม Barrier ผิวให้แข็งแรง ก็จะช่วยลดการระคายเคือง และบ้างก็กล่าวว่า ถ้า Barrier แข็งแรง เจ้าจุลินทรีย์ Staphylococcus aureus ที่เป็นตัวก่อหนอง ก็จะเข้าไปโตได้ยากขึ้น
  • สีเขียวอ่อน Tranexamic acid เป็น Whitening ตัวหนึ่งที่ดูแลปัญหาด้านจุดด่างดำได้ค่อนข้างดี มีรายงานว่าสารนี้มีคุณสมบัติไปยับยั้งการสร้างเม็ดสีที่ต้นตอ คือ ไปยับยั้งสาร Plasmin ที่จะไปกระตุ้นฮอร์โมน α-MSH (Melanocyte stimulating hormone) ที่เป็นคุณแม่ของ Tyrosinase อีกที กล่าวง่ายๆ ว่า Tranexamic acid ไปยับยั้งการสร้างเม็ดสีที่ขั้นตอนแรกๆ เลยก็ว่าได้ (J Am AcadDermatol 2011;October:699-714.)
  • สีม่วง เป็นสารบำรุงอื่นๆ ที่ล้วนมีประโยชน์กับผิวที่มีปัญหาสิว และผิวที่มีแนวโน้มเกิดสิวได้ง่าย

ในภาพรวม คือ น้องจัดเต็มมาก ดูแลปัญหาสิว และผิวที่มีแนวโน้มเกิดสิวได้ง่ายได้อย่างครบวงจร ไม่ว่าจะเป็นต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ

ไม่มีส่วนผสมที่สุ่มเสี่ยงต่อการอุดตัน และไม่มีส่วนผสมของสารที่ไม่เป็นมิตรกับผิว

มาให้คะแนนกันดีกว่านะคะ

คะแนนวันนี้ขอแบ่งเป็น 2 หมวดนะคะ คือ ด้านสารบำรุง และ ส่วนผสมอื่นๆ

  1. สารบำรุง ตามที่ได้กล่าวไปในด้านบน คือ น้องจัดเต็มมาด้วยสารที่ดูแลครบจบทุกปัญหาสิว ไม่ว่าจะเป็น การปรับสมดุลการสร้างน้ำมัน หรือ Sebum จากต่อมไขมันในรูขุมขน การปรับสมดุลการแบ่งตัวของผิวในรูขุมขน ลดการอักเสบระคายเคือง ดูแลควบคุมจุลินทรีย์ที่อาจจะก่อให้เกิดสิว ดูแล/ป้องกันปัญหารอยแดง รอยดำ รอยแผลเป็น คือ ครบมากเวอร์ เอาไป 5 ฟลาสก์
  2. ส่วนผสมอื่นๆ น้องมาในเบสที่เป็นน้ำ (Water-based) ไม่มีส่วนผสมของน้ำมันที่สุ่มเสี่ยงต่อการอุดตัน ถึงแม้จะมีน้ำมัน แต่ก็จะเป็นน้ำมันที่เป็นส่วนประกอบในส่วนผสมอื่นๆ ซึ่งจุดนี้มันก็ไม่ได้มีระดับที่เยอะจนน่าวิตก สุดท้ายคือปราศจากสารที่ไม่เป็นมิตรกับผิว รับไป 5 ฟลาสก์

สุดท้ายนี้ต้องขอขอบคุณทางแบรนด์ The labatorian ด้วยนะคะ ที่ส่งผลิตภัณฑ์ดีๆ มาให้มี่ได้รู้จัก และขอบคุณทุกท่านด้วยนะคะ ที่ติดตามรับชมมาจนจบ

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ทางแบรนด์โดยตรงเลยนะคะ

IG : the_labatorian

Line official : @labatorian

Facebook : Labatorian

Disclaimer/conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากทางแบรนด์ The labatorian การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสม/วัตถุดิบตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล และผู้เขียนไม่ได้มีผลประโยชน์ใดๆในการขายสินค้า โปรดใช้วิจารณญาณ

Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสมครีมบำรุงรอบดวงตาและลำคอ Dr.Different Vitalift-A Eye & Neck ความเก๋ไก๋ที่มีมากกว่าครีม Vita-A สูตรปกติ

ทีเด็ดของ Dr.Different ยังไม่หมดนะคะ วันนี้เรามาดูรีวิวผลิตภัณฑ์บำรุงผิวรอบดวงตาและลำคอในกลุ่ม Vita-A อีกชิ้นกันดีกว่าค่ะ

สำหรับครีมตัวนี้ก็เรียกได้ว่าทำมาได้ดีไม่แพ้กับพี่น้องชิ้นอื่นๆ ในไลน์เลยหละ หน้าตาของน้องเป็นประมาณนี้นะคะ

มาถึงจุดนี้เชื่อว่าหลายคนคงเกิดคำถามในใจ เอ๊ะ ฉันมี Vita-A แล้ว ฉันยังต้องมีอันนี้ด้วยหรอ

คำตอบคือ สูตรของ Eye & neck มีการปรับส่วนผสมให้เหมาะสมกับการลดเลือนริ้วรอยให้แลดูจางลงมากกว่าสูตรเดิมค่ะ เดี๋ยวเราค่อยไปดูกันในช่วงวิเคราะห์ส่วนผสมนะคะ

กลับมาที่ตัวผลิตภัณฑ์ค่ะ

ด้านในจะยังคงคอนเซปท์ดีไซน์ไว้ในรูปแบบเดิม เพียงแต่ใช้คำว่า Eye and Neck เพิ่มเข้ามา

สำหรับเนื้อครีมจะคล้ายกับสูตรอื่นๆ ในกลุ่มที่ได้รีวิวไปนะคะ

ก่อนเกลี่ย

หลังเกลี่ย

มาดูส่วนผสมกันดีกว่าค่ะ

จากส่วนผสมจะเห็นว่าออกมาคล้ายกับ Vita-A สูตรเดิมเพียงแต่จุดที่แตกต่างมีดังนี้ค่ะ

  • เพิ่มส่วนผสมของวิตามินบี 3 (Niacinamide) เข้ามา
  • เพิ่ม Peptide เข้ามา 11 ชนิดตามแบรนด์เคลม + Palmitoyl tetrapeptide-7 โดยรวมมีประโยชน์ในด้านของการกระชับผิวที่หย่อนคล้อย ชะลอวัย ป้องกันริ้วรอยใหม่ มีประโยชน์ให้ริ้วรอยเก่าแลดูจางลง

โดยจะขอหยิบเอาเปปไทด์บางตัวที่น่าสนใจมาเล่าให้ฟังค่ะ

  • Hexapeptide-9 ประกอบด้วยกรดอะมิโนจำนวน 6 ตัว (NH2Gly-Pro-GlnGly-Pro-Gln-OH) ที่มีหน่วยซ้ำของ Glycine-Proline-Glutamine 2 หน่วย ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเส้นใยคอลลาเจน ทางผู้ผลิตเจ้าหนึ่งเคลมว่า หน่วย Glycine-Proline-Glutamine เป็นส่วนสำคัญของคอลลาเจน จึงมีประโยชน์ในการเสริมการสร้างคอลลาเจนของผิว โดยเฉพาะ Collagen IV และ VII ซึ่งเป็นองค์ประกอบของชั้น Dermal-Epidermal Junction หรือ DEJ ที่ทำหน้าที่พยุงเอาชั้นผิวหนังภายนอกไว้ ไม่ให้ยุบตัวลงมาเกิดเป็นริ้วรอยลึก และเสริมกระบวนการ Wound healing  (A&PEP, Inc.)
  • Palmitoyl tripeptide-1 เป็นเปปไทด์ที่เกิดจากกรดอะมิโน 3 ตัว มาจับอยู่กับสายของกรดไขมัน Palmitic acid ซึ่งจุดนี้ผู้ผลิตเคลมว่า มีประโยชน์ในการเสริมการดูดซึมสาร และลดการเกิดการระคายเคือง สารนี้มีประโยชน์โดยเสริมการสังเคราะห์ Collagen, hyaluronic acid, และ glucosaminoglycan จึงมีส่วนในด้านของการเก็บน้ำรักษาความชุ่มชื้นของผิว และยังกล่าวว่ามีประโยชน์ในการฟื้นฟูไขมันต่างๆ ที่อยู่ระหว่างผิว ซึ่งเป็นองค์ประกอบของ Barrier ผิว ผิวจึงแข็งแรงขึ้น (A&PEP, Inc.)
  • Tripeptide-29 เป็นเปปไทด์ที่เกิดจากกรดอะมิโน 3 ตัว มีโครงสร้างคล้ายกับหน่วยย่อยของ Collagen จึงมีชื่อเล่นๆ ว่า Collagen tripeptide มีประโยชน์ในด้านของความชุ่มชื้น ความยืดหยุ่น และเสริมการสังเคราะห์คอลลาเจน

เปปไทด์เหล่านี้ไม่ได้มีดีแค่เรื่องลดริ้วรอย แต่เปปไทด์หลายชนิดมีประโยชน์ต่อผิวหลายประการ จึงเรียกได้ว่า เซรั่มหลอดน้อยๆ หลอดนี้พร้อมดูแลปัญหาผิวหลายอย่าง โดยเฉพาะปัญหาเรื่องริ้วรอยและผิวหย่อนคล้อย

สำหรับในด้านของเทคโนโลยี สูตรนี้ยังคงใช้เทคโนโลยีนำส่งแบบ Multilamellar vesicle เหมือนสูตรอื่นๆ ในกลุ่ม Vita-A เช่นกัน

(สามารถตามไปอ่านรีวิวของ Vita-A ได้ที่ลิงค์นี้นะคะ

https://miyeonthereviewer.com/2021/01/08/dr-diff-va-1mo/)

โดยการใช้ Retinal เพื่อการลดเลือดและดูแลปัญหาริ้วรอยนั้นมีการศึกษาทางคลินิกรับรองอยู่หลายชิ้นเลยทีเดียวค่ะ

สำหรับการใช้ Retinal คู่กับ Multi-peptide นี้ทางแบรนด์เรียกว่าเป็น Double effect เพื่อดูแลปัญหาได้อย่างตรงจุด ทั้งจากต้นเหตุ คือ ป้องกันการสลายตัวของคอลลาเจนเพราะความเครียดหรือรังสี UV รวมไปถึงเสริมการสร้างคอลลาเจนใหม่ ผิวจึงมีความแข็งแรงเพิ่มขึ้น

ซึ่งอันที่จริง Retinal ตัวเดียวก็มีประโยชน์ในเรื่องของการเสริมการสร้างคอลลาเจนใหม่แล้ว เมื่อมาใช้ร่วมกันจึงให้ประโยชน์เสริมกันได้อย่างลงตัว

สุดท้ายนี้ต้องขอขอบคุณทางแบรนด์ Dr.Different (สาขาประเทศไทย) ที่ส่งผลิตภัณฑ์ดีๆ มาให้มี่ได้เปิดหูเปิดตา ได้ทดลองใช้ และทุกๆ ท่านที่ติดตามรับชมมาจนจบด้วยนะคะ

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ทางแบรนด์โดยตรงเลยนะคะ

https://www.facebook.com/DrdifferentTH

Disclaimer/conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากทางแบรนด์ Dr.Different การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสม/วัตถุดิบตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล และผู้เขียนไม่ได้มีผลประโยชน์ใดๆในการขายสินค้า โปรดใช้วิจารณญาณ

Image

Update ผลการใช้ Dr.Different Vita-A PhD ครบ 3 เดือน

สวัสดีค่ะ สำหรับวันนี้ก็เป็น Content update ผลการใช้งาน Dr.Different Vita-A ครบ 3 เดือนนะคะ

โดยครีมวิตามินเอ ของ Dr.Different เป็นครีมวิตามินเอที่ใช้ Retinaldehyde เป็นสารบำรุงหลักค่ะ นำมาเก็บกักในถุงไลโปโซมที่มีผนังหลายชั้นเพื่อเสริมความคงตัว การนำส่ง และลดการระคายเคือง

เรามาดูหน้าตาของน้องกันอีกรอบนะคะ

ซึ่งตอนนี้น้องเปลี่ยนแพ็คเกจแล้วนะคะ

และน้องยังได้รับรางวัลอีกมากมายด้วยค่ะ

บทรีวิวของ Vita-A สามารถติดตามได้ที่ลิงค์นี้นะคะ

https://miyeonthereviewer.com/2021/01/08/dr-diff-va-1mo/

ในด้านของผลการใช้งานหลังครบ 3 เดือน โดยรวมรู้สึกว่าผิวดีขึ้น ละเอียดขึ้น นุ่ม และแน่นขึ้น รอยแดง และรอยเส้นเลือดดูจางลง การแต่งหน้าก็ทำได้ง่ายขึ้นรองพื้นและแป้งตกร่องตามรูขุมขนน้อยลง ติดทนนานมากขึ้น แม้ในภาพอาจจะไม่ค่อยชัดมากเท่าไหร่ แต่ส่วนตัวยังมองว่าพอดูได้นะคะ

ลองเทียบกันระหว่างก่อนใช้กับหลังใช้ได้ 12 สัปดาห์

Disclaimer: Sponsored item

Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสมโทนเนอร์ผลัดผิวสูตรอ่อนโยนด้วย Polyhydroxy acid (PHA) ของแบรนด์ Dr.Different กับ Scaling Toner

สวัสดีค่ะ

วันนี้ขอมารีวิวอีกผลิตภัณฑ์ที่น่าสนใจจากแบรนด์ Dr.Different นะคะ

ถ้าถามเรื่องการผลัดผิว หรือ exfoliation/peeling ส่วนตัวมองว่ามันมีประโยชน์นะคะ ไม่ว่าจะเป็นการดูแลให้ผิวชั้นขี้ไคลดูเรียบเนียน นุ่มนวล รวมไปถึงยังให้ประโยชน์ต่อด้านริ้วรอย และ Whitening ได้

แต่ว่าการผลัดผิวด้วย AHA นั้นอาจจะระคายเคืองได้ในบางคน ในทางเครื่องสำอางก็เลยพยายามหาวิธีการในการผลัดผิวแบบอ่อนโยนขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการใช้พวกผงเอนไซม์ หรือ ใช้พวกสารอื่นมาทดแทน AHA

ตัวหนึ่งที่น่าสนใจคือสารในกลุ่ม Polyhydroxy acid หรือ PHA ซึ่งส่วนใหญ่มาในรูปแบบของกรดน้ำตาล เช่น Gluconolactone หรือ Gluconic acid และ Lactobionic acid เป็นต้น ซึ่งตรงนี้เดี๋ยวจะเล่าให้ฟังอีกรอบนะคะ

สารในกลุ่ม PHA นี้มีความอ่อนโยนกว่า AHA แล้วก็ผู้ที่มีปัญหาผิวระคายเคืองง่ายหลายๆ ประเภท หลายๆ ท่านก็สามารถใช้ได้ค่ะ (แต่ทั้งนี้การตอบสนองของแต่ละคนไม่เหมือนกันนะคะ จึงไม่สามารถจะฟันธงได้ว่าใช้ได้แน่นอน หรืออย่างไร)

เกริ่นเสียยาวยืด ผลิตภัณฑ์ที่มารีวิววันนี้มีชื่อว่า Scaling toner น้องเป็น Toner ที่มีส่วนผสมของ Gluconolactone ซึ่งเป็น PHA ในความเข้มข้น 10% ซึ่งเป็นความเข้มข้นที่เหมาะสมในทางเครื่องสำอางค่ะ

หน้าตาประมาณนี้นะคะ

แวบแรกที่เห็นคือรู้สึกแบบเอ๊ะ ทำไมใหญ่จัง

พอเห็นภาชนะด้านใน คือแบบ อ๊าย น่ารัก

นางมาในแพคเกจที่เป็น ขวดรูปชมพู่ หรือ Erlenmeyer Flask คือ เป็นอินเนอร์ส่วนตัว ชอบค่ะ

ด้านในก็จะมีการ seal ปิดผนึกปากขวดเพื่อป้องกันหกค่ะ

เวลาใช้ส่วนตัวจะใช้กับสำลีนะคะ ใช้ก่อนนอน โดยโทนเนอร์จะมาในรูปแบบของของเหลว มีความหนืดเล็กน้อย ด้วยความไม่มีน้ำหอม เลยจะมีกลิ่นจางๆ ของวัตถุดิบอยู่บ้างค่ะ

หลังเช็ดแรกๆ จะชุ่ม แต่ถ้าทิ้งไว้สักพักส่วนตัวคิดว่าหนึบๆ ไปหน่อยค่ะ ส่วนตัวหลังจากเช็ดแล้วจะตบเบาๆ ก่อนลงเอสเซนส์ต่อเลยค่ะ

ค่า pH อยู่ที่ราวๆ 4 นะคะ (Brand claim ที่ 4.5 ค่ะ ตรงนี้ทางแบรนด์น่าจะวัดด้วย pH meter ที่มีความแม่นยำสูงกว่ากระดาษวัด pH แบบที่เราใช้กันค่ะ)

มาดูส่วนผสมกันดีกว่าค่ะ

ในด้านของส่วนผสมวันนี้มี่ทำสีของสารบำรุงไว้ 4 สีนะคะ

เริ่มที่พระเอกของผลิตภัณฑ์ คือ Gluconolactone ค่ะ จัดเป็น Polyhydroxy acid (PHA) ที่เป็นอนุพันธ์ของน้ำตาล สารตัวนี้มีประโยชน์อยู่หลายอย่าง และมีงานวิจัยรองรับอยู่หลายฉบับ จึงขอหยิบยกเอามาเล่าบางชิ้นนะคะ

  • บทความของ Grimes และ คณะ (2004) กล่าวว่า Gluconolactone มีประโยชน์ในการเพิ่มความชุ่มชื้น เสริมความแข็งแรงของ Barrier ผิวหนัง ได้ดีกว่า AHA และสามารถใช้ได้ในกลุ่มคนที่มีผิวบอบบางแพ้ง่าย (Cutis. 2004; 73(2 Suppl):3-13.)
  • การทดลองของ Edison และ คณะ (2004) เปรียบเทียบประสิทธิภาพของ PHA และ AHA ในอาสาสมัคร เป็นเวลา 12 สัปดาห์ พบว่ามีประโยชน์ไม่แตกต่างกันกับ AHA ในด้านของริ้วรอยที่เกิดก่อนวัย (Photoaging) และมีการระคายเคืองต่ำกว่า (Cutis. 2004;73(2 Suppl):14-7.)
  • การทดลองของ Bernstein และ คณะ (2004) ทดสอบความสามารถในการปกป้องผิวจากรังสี UV ทั้งในระดับหลอดทดลองและในผิวหนังมนุษย์ พบว่าสามารถเสริมการปกป้องรังสี UV ที่ผิวหนัง (Dermatol Surg. 2004; 30(2 Pt 1):189-95)
  • การทดลองของ Hunt และ Barnetson (1992) ทดสอบประสิทธิภาพของ Gluconolactone (14%) ในการดูแลสิว เทียบกับ ตัวยา Benzoyl peroxide (5%) พบว่ามีประสิทธิภาพในการดูแลปัญหาสิวไม่แตกต่างกันแต่มีผลข้างเคียงน้อยกว่า (Australas J Dermatol. 1992; 33(3):131-4.)

ในภาพรวม Gluconolactone มีประโยชน์ในแง่ของการผลัดผิว ดูแลปัญหาริ้วรอย สิว และยังมีคุณสมบัติเด่นในด้านอื่นๆ เช่น เป็น Antioxidant มีความสามารถในการดักจับอิออนของโลหะ (Chelating agent) ฯลฯ

ส่วนผสมอื่นๆ ที่น่าสนใจได้แก่

  • สารในกลุ่มสีบานเย็น มีประโยชน์ในด้านของความชุ่มชื้นเป็นหลัก รองลงมาคือความสามารถในการลดการระคายเคือง อย่าง Panthenol และ Beta-glucan
    • Beta-glucan เป็นสารในกลุ่ม Polysaccharide ที่ได้จากยีสต์ เห็ด และพืชหลายๆ ชนิด มีประโยชน์ในทางเครื่องสำอางหลายประการ เช่น antioxidant ชะลอวัย ลดเลือนริ้วรอย ปกป้องผิวจากรังสี UV และเพิ่มความชุ่มชื้น (Phytother Res. 2014;28(2):159-66.)
  • สารในกลุ่มสีฟ้า Allantoin และ Betaine มีประโยชน์ในการลดการระคายเคืองที่อาจจะเกิดขึ้น
  • สารสีเขียว Zinc PCA ซึ่งเป็นสารลูกผสมของ Zinc กับ Pyrollidone carboxylic acid (PCA) ซึ่ง PCA ปกติทำหน้าทีเป็น Natural moisturizing factor ที่อุ้มน้ำให้กับผิว Zinc เป็นแร่ธาตุที่มีคุณสมบัติควบคุมความมัน และเป็นองค์ประกอบของเอนไซม์บางชนิด สำหรับ Zinc PCA มีรายงานการวิจัยกล่าวว่า Zinc PCA ช่วยปกป้องเซลล์ผิวหนังจากรังสี UVA ได้ โดยไปลดการสร้าง Activator protein 1 และ MMP-1 ที่มักจะสร้างเวลามีรังสี UV ซึ่งตัว MMP เป็นเอนไซม์ที่ทำลายคอลลาเจนในผิวทำให้เกิดความหย่อนยานและริ้วรอย (Int J Cosmet Sci. 2012; 34(1):23-8.) ข้อมูลจากผู้ผลิตวัตถุดิบกล่าวว่า สารนี้มีประโยชน์เป็นสารเติมน้ำให้ผิว (Humectant) ระงับเชื้อบางชนิด ควบคุมความมัน ลดริ้วรอยและชะลอวัย

ในภาพรวมคือ โทนเนอร์ PHA นอกจากผลัดผิวอย่างอ่อนโยนแล้ว ยังเสริมมาด้วยสารบำรุงอีกหลายๆ ตัว อย่างลงตัว จึงมีประโยชน์หลายอย่างกับผิว ไม่ว่าจะเป็นการชะลอวัย ดูแลปัญหาริ้วรอย เพิ่มความชุ่มชื้น ดูแลปัญหาเรื่องสิว

ส่วนผสมอื่นๆ ก็เรียกได้ว่าคัดเลือกมาอย่างดี ไม่มีส่วนผสมที่ไม่เป็นมิตรกับผิว มาให้คะแนนกันดีกว่านะคะ

  1. สารบำรุง ตามที่ได้กล่าวไว้ในด้านบนว่าสารบำรุงในผลิตภัณฑ์นี้มีประโยชน์ในด้านของการผลัดผิวอย่างอ่อนโยน ชะลอวัย ดูแลปัญหาริ้วรอย เพิ่มความชุ่มชื้น และดูแลปัญหาเรื่องสิวไปพร้อมๆ กัน ให้ไป 5 ฟลาสก์
  2. ส่วนผสมอื่นๆ ไม่มีสารที่ไม่เป็นมิตรต่อผิว เลยไม่มีที่ให้หักคะแนน รับไป 5 ฟลาสก์
  3. การใช้งาน ส่วนตัวมี่ค่อนข้างชอบ Feeling หลังเช็ดใหม่ๆ นะคะ แต่ว่าพอทิ้งไว้สักพักส่วนตัวจะรู้สึกว่ามันหนึบไปหน่อย เลยใช้วิธีเช็ดเสร็จแล้วตบเบาๆ ก่อนลงเอสเซนส์ และสกินแคร์อื่นๆ ทับก็ดูแลในจุดนี้ได้ค่ะ ส่วนด้านของผลการใช้งาน เมื่อใช้ร่วมกับ Vita-A, CEQ และ Skincare ที่ใช้ในชีวิตประจำวันอื่นๆ ก็รู้สึกได้ว่าสุขภาพผิวดีขึ้นเรื่อยๆ นับว่า Happy แต่ขอแอบกดคะแนนเรื่องความหนึบ เลยขอให้ไป 4 ฟลาสก์

สุดท้ายนี้ต้องขอขอบคุณทางแบรนด์ Dr.Different (สาขาประเทศไทย) ที่ส่งผลิตภัณฑ์ดีๆ มาให้มี่ได้เปิดหูเปิดตา ได้ทดลองใช้ และทุกๆ ท่านที่ติดตามรับชมมาจนจบด้วยนะคะ

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ทางแบรนด์โดยตรงเลยนะคะ

https://www.facebook.com/DrdifferentTH

Disclaimer/conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากทางแบรนด์ Dr.Different การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสม/วัตถุดิบตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล และผู้เขียนไม่ได้มีผลประโยชน์ใดๆในการขายสินค้า โปรดใช้วิจารณญาณ

Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสมเซรั่ม antioxidant สุดปังของ Dr.Different กับเซรั่ม CEQ antioxidant serum

สวัสดีค่ะ

วันนี้มี่มีรีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสมผลิตภัณฑ์เด็ดอีกตัวจากแบรนด์ Dr.Different มาฝากกันค่ะ

ตัวที่จะนำมารีวิววันนี้เป็นเซรั่ม Antioxidant สูตรพิเศษที่ทางแบรนด์ Dr.Different คัดเลือกเอาส่วนผสมชั้นดีหลายๆ ตัวมารวมกันไว้ในขวดเดียว มาในเบสที่เป็นมิตรกับผิว และความพิเศษคือ นางสามารถจับเอาวิตามินที่ละลายน้ำมันมารวมกันไว้ในเซรั่มเบสน้ำเนื้อบางเบาใสกิ๊กได้

เซรั่มที่ว่ามีชื่อว่า CEQ Antioxidant serum ที่มีส่วนผสมหลักคือ วิตามินซี (15%) วิตามินอี และ โคเอนไซม์ Q10 ค่ะ

หน้าตามาในกล่องแบบนี้นะคะ

ตัวนี้ที่บริษัทนำเข้ามาจำหน่ายในบ้านเราจะมีทั้งรุ่นที่เป็นกล่อง ภายในมี 3 ชุด และรุ่นกล่องเดี่ยว นะคะ

ส่วนนี้จะเป็นด้านในของกล่อง 3 ชุดค่ะ

กล่องเดี่ยวก็จะมีหน้าตาประมาณนี้

ด้านในก็จะมีการแยกชิ้นส่วนออกเป็น 2 ส่วนค่ะ

ซึ่งจุดนี้ส่วนตัวชอบมากๆ เป็นกรณีพิเศษ เพราะว่าสารกลุ่ม Antioxidant พวกนี้มักจะมีความ Sensitive ต่อออกซิเจนในอากาศ การใช้แพคเกจที่เป็นแก้ว มีฝาเป็นอลูมิเนียมแบบนี้จะช่วยลดการผ่านเข้าออกของอากาศได้ดีกว่าพวกพลาสติก และเวลาใช้งาน ถ้าเราเปิดทิ้งไว้นานๆ มันก็จะเสื่อม ดังนั้นการ repack มา pack น้อยๆ pack ละ 10 ml ก็จะดีกว่าในแง่ของความคงตัวค่ะ

พอจะใช้งานก็ค่อยมาประกอบร่าง กลายร่างเป็นแบบนี้

อีกความปังที่ชอบคือ ด้วยความที่น้องตัวเล็ก เวลาเราจะวางบางทีมันก็จะล้มเนาะ เราสามารถที่จะเอาตัวน้องกดลงไปยังรอยปรุด้านหลังให้วางได้ง่ายขึ้นค่ะ

เนื้อเซรั่มเป็นแบบน้ำใส สีออกเหลืองอมส้ม ส่วนตัวคาดว่าน่าจะเป็นสีของ Coenzyme Q10 ที่มีสีเหลืองตามธรรมชาติ

ในด้านกลิ่นนางจะมีกลิ่นของวัตถุดิบอยู่นิดหน่อย เพราะทางแบรนด์ไม่ได้ใส่น้ำหอม

ส่วนเรื่องสัมผัสนั้น นางเกลี่ยได้ง่าย ซึมไว แห้งไว ไม่เหนอะหนะหนักผิว

ในการวัดค่า pH อาจจะมีผลรบกวนจากสีของเนื้อเซรั่มอยู่บ้างนะคะ ได้ค่า pH อยู่ที่ราวๆ 3 – 4 ซึ่งเหมาะกับสูตรที่มีวิตามินซีนะคะ (ในจุดนี้ทางแบรนด์เคลมไว้ที่ 3.5 ค่ะ)

แน่นอนว่า ถ้าไม่ได้ทำการทดสอบ ก็ไม่ใช่ Dr.Different แล้วค่ะ

คราวนี้หมอ Lee แกไปลองทดสอบเปรียบเทียบฤทธิ์ต่อต้านอนุมูลอิสระ DPPH เทียบกับแบรนด์ S แบรนด์ดัง พบว่า ได้ค่าความสามารถในการต่อต้านอนุมูลอิสระที่ไม่ต่างกันนะคะ

(Image from Dr.Different)

สำหรับส่วนผสมเป็นดังนี้ค่ะ

ในภาพรวม CEQ เป็นเซรั่มที่มาในเบสแบบน้ำ ไม่มีส่วนผสมของน้ำมัน ซิลิโคน และ แอลกอฮอล์

ส่วนของสารบำรุงวันนี้ทำไว้หลายสี ในภาพรวมคือเน้นไปในเชิงของด้าน Antioxidant แบบรัวๆ รองลงมาจะเป็นด้านชุ่มชื้น การลดการระคายเคืองให้ความรู้สึกสบายผิว และริ้วรอย

มาดูสารบำรุงกันดีกว่านะคะ

  • สีฟ้า เป็นเหล่าบรรดาวิตามินต่างๆ ได้แก่ วิตามินซี อี และโคเอนไซม์ คิวเทน (Ubiquinone) ซึ่งเป็นที่มาของชื่อเซรั่ม CEQ เสริมมาด้วยวิตามินบี 5 และสารอื่นๆ อีกหลายชนิด ขอกล่าวถึงคุณสมบัติของวิตามินต่างๆ สักเล็กน้อยค่ะ
    • วิตามินซี นางเด่นในด้านของการเป็น Antioxidant ชะลอวัย การลดการอักเสบระคายเคือง ปกป้องผิวจากรังสี UV เป็นส่วนหนึ่งของการสังเคราะห์คอลลาเจน และมีประโยชน์ในเชิงด้าน Whitening
      โดยวิตามินซีที่ใช้ใน CEQ เป็นรูปแบบ Ascorbic acid ที่พบได้ในธรรมชาติ เมื่อนำมาใส่ในตำรับที่มีค่า pH ราวๆ 3 – 4 (บนเว็บเกาหลีเคลมว่า 3.5) ก็จะมีความคงตัวที่ดี และมีรายงานว่าสามารถดูดซึมผ่านผิวได้ โดยรูปแบบนี้มีจุดเด่นคือสามารถออกฤทธิ์ได้เลยโดยไม่จำเป็นต้องแปรสภาพโดยผิวก่อน
    • วิตามินอี เป็น Antioxidant ที่ละลายได้ในไขมัน ทำงานร่วมกับวิตามินซีที่ละลายได้ในน้ำ ซึ่งผิวเรามีทั้งน้ำและน้ำมัน การได้ทั้ง C และ E ก็จะช่วยเสริมกัน และนอกจากนี้ก็มีหลายๆ แหล่งข้อมูลกล่าวว่า วิตามิน C และ E สามารถที่จะช่วย Recycle ซึ่งกันและกันได้
    • โคเอนไซม์ คิวเทน เป็น Antioxidant ที่ละลายได้ในน้ำมันเช่นกัน นางเด่นในแง่ของการชะลอวัย และเสริมการสร้างพลังงานของผิว ให้ผิวทำงานได้ปกติ
    • วิตามินบี 5 ตัวนี้เด่นในแง่ของการลดการระคายเคือง และเพิ่มความชุ่มชื้น รวมไปถึงเสริมคุณสมบัติในการฟื้นฟู Barrier ของผิวตามธรรมชาติ
  • สีเขียว Ferulic acid ตัวนี้เป็นสารกลุ่ม Phenolic ที่พบได้ในพืชหลายๆ ชนิด มีรายงานอยู่หลายฉบับว่าการใช้ Ferulic acid ร่วมกับวิตามิน C และ E สามารถเสริมความคงตัว และช่วยปกป้องวิตามินเหล่านี้ให้คงรูปอยู่ได้นาน รวมถึงมีประสิทธิภาพมากขึ้น
  • สีชมพู เป็นกลุ่มของสารเติมน้ำ เพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิว อย่าง Sodium hyaluronate, Trehalose, Sodium PCA และกรดอะมิโน Arginine
  • สีม่วงอ่อน เป็นกลุ่มของสารที่มีประโยชน์ในเชิงของริ้วรอย อย่างสารสกัดจากใบบัวบก Adenosine และ Gluconolactone ที่จัดเป็น Polyhydroxy acid หรือ PHA ที่นอกจากจะเด่นในด้านของการเติมน้ำเพิ่มความชุ่มชื้น และ ผลัดผิวแบบอ่อนๆ แล้ว ยังมีประโยชน์ในด้านของการดูแลปัญหาสิวไปในตัว แต่ในจุดนี้อาจจะต้องดูความเข้มข้นในตำรับอีกที
  • สีน้ำเงิน มีอยู่ 2 ตัว ได้แก่ Fullerene และ Ectoin
    • Fullerene เป็นการจัดเรียงตัวในรูปแบบพิเศษของธาตุคาร์บอน ที่เรียงตัวในรูปแบบทรงกลม ประกอบด้วยคาร์บอน 60 หน่วย บางที่เรียกว่า C60 ตัว Fullerene นี้เป็นวัตถุดิบหนึ่งที่กวาดรางวัลมาเยอะมากๆ เป็นสารสิทธิบัตรจากประเทศญี่ปุ่น ที่มีคุณสมบัติเป็น Antioxidant ที่ดี มีรายงานการวิจัยสนับสนุนถึงประสิทธิภาพในการกระชับรูขุมขน (J Nanobiotechnology. 2014;12:6.) มีประโยชน์ในการดูแลปัญหาสิว โดยไปลดการอักเสบ และลดการหลั่งน้ำมันออกมาจากรูขุมขน (Nanomedicine. 2011;7(2):238-41.) และด้วยความที่นางเป็น Antioxidant ที่ดี นางเลยมีประโยชน์ในด้านของการชะลอวัย ป้องกันการเกิดริ้วรอยก่อนวัยอันควร
    • Ectoin ตัวนี้เคยกล่าวถึงอยู่หลายครั้ง นางเป็นวัตถุดิบที่หลังๆ มานี้มีคนให้ความสนใจนางเยอะมากๆ Ectoin เป็นสารที่พบในแบคทีเรียบางสายพันธ์ที่อาศัยอยู่ในสภาพแวดล้อมที่แสนจะโหดร้าย ทำหน้าที่ปกป้องตัวแบคทีเรียจากอันตรายภายนอก หลักๆ คือ นางช่วยปกป้องผิวเราจากมลภาวะ รังสี UVA UVB รวมถึงสารอันตรายต่างๆภายนอก มีการทดสอบในระดับหลอดทดลงพบว่าเมื่อให้ Ectoin ไปในเซลล์เพาะเลี้ยง ก่อนเอาไปฉายรังสี UV พบว่าช่วยปกป้องไม่ให้เซลล์เพาะเลี้ยงเหล่านี้ตายไป (Skin Pharmacol Physiol. 2004; 17(5):232-7.)

สำหรับส่วนผสมอื่นๆ ที่แอบกังวลคือ น้ำมันหอมระเหยจากเปลือกของพืชในตระกูล Citrus ซึ่งอาจจะทำให้เกิดอาการไวต่อแสงได้ แต่ส่วนตัวใช้ทั้งเช้าเย็นมาเกือบๆ 2 อาทิตย์ ก็ไม่ได้พบปัญหาอะไรนะคะ

มาให้คะแนนกันดีกว่าค่ะ

  1. สารบำรุง หรือ Actives ทางแบรนด์เลือกมาได้ค่อนข้างดี เสริมกันไปเสริมกันมา ช่วยกันปกป้องซึ่งกันและกันได้อย่างลงตัว และยังเสริมสารลดการระคายเคืองที่อาจจะเกิดได้เองตามธรรมชาติ จากตัวของวิตามินซีเองและยังเสริมพวกสารที่ดูแลเรื่องความชุ่มชื้น กับปัญหาด้านริ้วรอยไปพร้อมๆ กัน จุดนี้ขอให้ไป 5 ฟลาสก์
  2. ส่วนผสมอื่นๆ ในแง่ของเบส มาในเบสแบบน้ำ ปราศจาก แอลกอฮอล์ น้ำมัน และ ซิลิโคน สารปรุงแต่งต่างๆ เลือกมาแต่ชนิดที่มี Profile ค่อนข้างดี เป็นมิตรกับผิว แต่จะมีจุดที่ส่วนตัวรู้สึกกังวลก็คือเรื่องของน้ำมันหอมระเหยจากผิวของ Citrus ซึ่งอาจจะทำให้เกิดภาวะไวต่อแสงได้ในบางคน แต่ส่วนตัวใช้ทั้งเช้าและเย็น ไม่พบปัญหาใดๆ ค่ะ จุดนี้ขอหักคะแนนนิดหน่อย ได้ไป 4 ฟลาสก์
  3. การใช้งาน เซรั่มมาในเนื้อแบบน้ำใส ถ้าเอาลงผิวหน้าเลยในตอนแรกจะต้องใช้เนื้อเซรั่มเปลืองนิดหน่อยกว่าจะเกลี่ยจนฟิน คือชุ่มทั่วหน้า ส่วนตัวเลยใช้หลังจากที่เช็ดโทนเนอร์ไป แล้วหน้ายังชุ่มอยู่ ก่อนจะลงตัวนี้ ก็จะเกลี่ยได้ง่ายขึ้น และใช้เนื้อเซรั่มน้อยลง ก็ชุ่มได้ทั่วหน้าเหมือนกัน ในแง่ของประสิทธิภาพ ส่วนตัวคิดว่า เซรั่ม CEQ นี้เอามาเสริมกับตัว Vita-A ที่เคยรีวิวไว้ก่อนหน้าได้เป็นอย่างดีเลยหละ จุดนี้ขอให้ไป 5 ฟลาสก์

สุดท้ายนี้ต้องขอขอบคุณทางแบรนด์ Dr.Different (สาขาประเทศไทย) ที่ส่งผลิตภัณฑ์ดีๆ มาให้มี่ได้เปิดหูเปิดตา ได้ทดลองใช้ และทุกๆ ท่านที่ติดตามรับชมมาจนจบด้วยนะคะ

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ทางแบรนด์โดยตรงเลยนะคะ

https://www.facebook.com/DrdifferentTH

Disclaimer/conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากทางแบรนด์ Dr.Different การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสม/วัตถุดิบตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล และผู้เขียนไม่ได้มีผลประโยชน์ใดๆในการขายสินค้า โปรดใช้วิจารณญาณ

Image

อัพเดทสภาพผิวหลังใช้ Dr.Different Vita-A Night Cream ได้ 2 เดือน

สวัสดีค่ะทุกท่าน

เชื่อว่าหลายๆ ท่านน่าจะผ่านตารีวิวมหากาพย์ Dr.Different Vita-A night cream มาแล้วนะคะ

(ส่วนใครที่พลาด สามารถตามไปรับชมได้ที่ลิงค์นี้ค่ะ >>Click<<)

มาดูหน้าตาน้องกันอีกรอบนะคะ

ผลลัพธ์โดยรวมเป็นดังภาพนะคะ

โดยรวมส่วนตัวรู้สึกว่า ผิวละเอียดขึ้น และอวบอิ่มขึ้นนะคะ และดูเหมือนรอยเส้นเลือดจางลงค่ะ

นอกจากนี้ก็ยังรู้สึกว่าผิวนุ่มฟูมากขึ้นค่ะ เราลองเทียบระหว่าง ก่อนใช้ กับ หลังใช้ 2 เดือน (สัปดาห์ที่ 8) อีกทีนะคะ

ปล.ควบคุมแสงโดยใช้ Flash ถ่ายในเวลาใกล้เคียงกัน ที่ระยะห่างใกล้เคียงกัน

ในภาพอาจจะดูไม่ค่อยชัดเท่าไหร่นะคะ

เราจะมาอัพเดทอีกครั้งในช่วง 3 เดือนค่ะ 🙂

Image

Mini-Review แผ่นมาส์กตาไอน้ำแบรนด์ MegRhythm มาส์กตาชื่อดังจากญี่ปุ่น

สวัสดีค่ะพี่ๆ น้องๆ ที่น่ารักทุกท่าน

สำหรับวันนี้มี่มี Mini-Review มาสก์ตาไอน้ำชื่อดังของแบรนด์ MegRhythm ในเครือ Kao ของญี่ปุ่นมาให้ได้ชมกันค่ะ

เชื่อว่าหลายๆ ท่านน่าจะเคยเห็นน้องผ่านๆ ตามาบ้างตอนไปเดินเล่นที่ Tsuruha หรือ MatsuKiyo มาบ้าง ตอนนี้เองทาง Kao ประเทศไทยก็เอาน้องเข้ามาจำหน่ายแบบถูกต้องแล้วนะคะ

โดยที่ส่วนตัวเคยลองใช้จะมีกลิ่นกุหลาบ คาโมมายล์ แล้วตัวล่าสุดที่พึ่งได้มาคือกลิ่นส้มยูซุค่ะ

หน้าตาของน้องเป็นแบบนี้นะคะ

เชื่อว่าหลายๆ ท่านคงสงสัย เอ๊ะ ทำไมถึงเรียกมาสก์ตาไอน้ำ ไอน้ำมันมาจากไหน ???

แล้วมันอุ่นได้อย่างไร ทำไมไม่อุ่นตั้งแต่อยู่ในซองแล้ว ???

นั่นก็เพราะว่า ในส่วนผสมของมาสค์ จะประกอบด้วย แร่เหล็ก (Fe) ซึ่ง เมื่อทำปฏิกิริยากับ Oxygen ในอากาศ จะเกิดปฏิกิริยาที่คายความร้อนออกมา และส่วนของไอน้ำ จะมาจากแร่ธาตุบางชนิดที่เขาใส่ลงไป แร่ธาตุนี้มันจะมีน้ำผลึกอยู่ค่ะ พอเจอปฏิกิริยาคายความร้อนของแร่เหล็ก ก็จะปลดปล่อยเอาน้ำผลึกออกมาเป็นไอน้ำนั่นเอง

นอกจากนี้ในผลิตภัณฑ์อาจจะประกอบด้วย Activated charcoal หรือ Carbon ที่ทำหน้าที่ช่วยกระจายความร้อนให้สมดุลไปทั่วทั้งแผ่นค่ะ

หรือในบางครั้งอาจจะมีส่วนผสมของเกลือ เพื่อช่วยเร่งปฏิกิริยาคายความร้อนให้เกิดได้ไวขึ้นค่ะ

เป็นกลไกเดียวกันกับถุงไคโระ ที่เอาไว้อุ่นมือนั่นเองค่ะ

แนบรูปเก่าสมัยเมื่อ 2 ปีที่แล้วสักรูปนะคะ เราเป็นแฟนพันธุ์แท้จริงๆ