ผลิตภัณฑ์บำรุงลำคอและรอบดวงตาตัวใหม่จากบ้าน the Labatorian จะเป็นอย่างไร Blog นี้มาเล่ากันแบบละเอียด
แต่ก่อนจะไปดูตัวผลิตภัณฑ์ขอเริ่มที่หลักการพื้นฐานกันก่อน
ใบหน้า-ลำคอ-รอบดวงตา
แม้จะผิวเดียวกัน แต่ลักษณะทางกายวิภาคไม่เหมือนกัน และนั่นหมายความว่า ความต้องการสกินแคร์ก็จะแตกต่างกันไป
ถ้าเทียบเฉพาะ 3 โซนนี้
ผิวหน้า คือ ผิวที่แข็งแกร่งที่สุดในสามโซน
ชั้น epidermis หนา 0.1–0.2 มม. ต่อมไขมัน (sebaceous gland) มีจำนวนมาก โดยเฉพาะบริเวณ T-zone ผิวบริเวณนี้จะแข็งแกร่ง ชั้น dermis หนา 1.5 – 4 มม. มีเส้นใยครบสมบูรณ์
รอบดวงตา เป็นโซนที่บอบบางที่สุดบนใบหน้า
ผิวบางเพียง 0.05 มม. คือ บางกว่าผิวหน้าถึง 4 เท่า แทบไม่มีต่อมไขมันเลย ทำให้ขาดชั้นไขมันปกป้อง กล้ามเนื้อ orbicularis oculi อยู่ใต้ผิวโดยตรง คนเรากระพริบตา ~15,000 ครั้งต่อวัน สร้างรอยพับซ้ำๆ ได้ง่ายมาก
หลอดเลือดและน้ำเหลืองหนาแน่น เมื่อระบบเหล่านี้ผิดปกติ ก็จะทำให้เกิดอาการบวม และใต้ตาดำจากเม็ดสีหรือเส้นเลือดที่ส่องผ่านผิวบางได้ง่าย ผิวบริเวณนี้เสื่อมสภาพและแสดงอาการแก่ก่อนส่วนอื่นของใบหน้า
ตัดภาพมาที่ลำคอ เป็นโซนที่ถูกลืมมากที่สุด ทั้งๆ ที่โซนนี้แก่เร็วที่สุด
ต่อมไขมันน้อย ผิวแห้งง่าย การหมุนเวียนเซลล์ช้ากว่าใบหน้า กล้ามเนื้อ platysma อยู่ใต้ผิว เมื่ออายุมากขึ้นจะเห็นเป็นเส้น และยิ่งผิวบางลงก็ยิ่งเห็นชัด ส่วนใหญ่คนทากันแดดไม่ถึง หรือ ไม่ได้เติมในระหว่างวัน เลยทำให้สีผิวไม่สม่ำเสมอ เส้นเลือดฝอยเปราะ และผิวบางลง พบบ่อยมากในผู้หญิงอายุ 40+
ดังนั้นในการพัฒนาตำรับสำหรับผิวรอบดวงตาและลำคอ พร้อมๆ กัน มันจะไม่ใช่แบบว่าขวดเดียว ใช้ได้สองที่ แต่มันคือ สูตรที่เข้มข้นพอสำหรับคอ แต่อ่อนโยนพอสำหรับรอบตาในเวลาเดียวกัน ซึ่ง Completes ของ the Labatorian ทำมาได้ตอบโจทย์มาก
และนี่คือหน้าตาของน้อง

ส่วนนี้จะเป็นแพคเกจนะคะ

เนื้อสัมผัส จะเป็นลักษณะคล้ายครีมเจลสีครีมอมเหลืองอ่อน

เกลี่ยได้ค่อนข้างง่าย ให้ความรู้สึก Rich และข้นกว่าน้อง Oceans แต่ซึมไว แห้งไว เซ็ตตัวไว ไม่เหนียวเหนอะหนะ ให้ความรู้สึกสบายผิว เนื้อสัมผัสแบบนี้ทางแบรนด์เรียกว่าเป็น SweetSpotTM Balance ไม่มากไปสำหรับรอบดวงตา และชุ่มชื้นพอสำหรับคอ

ทางแบรนด์แนะนำวิธีการทาดังภาพนะคะ

เรามาดูส่วนผสมกันนะคะ

ในภาพรวมเป็นผลิตภัณฑ์ที่จัดส่วนผสมของสารบำรุงมาได้อย่างหลากหลาย แต่ลงตัว เบลนด์มาในเบสแบบอิมัลชั่นเจลเนื้อบางเบา ไม่เหนอะหนะ ไม่หนักผิว อ่อนโยนสำหรับดวงตา และชุ่มพอสำหรับคอ
สังเกตจากการเลือก Isononyl isononanoate ที่เป็น fatty ester เนื้อเบา ร่วมกับ Dicaprylyl carbonate ที่เบามาก
ทีนี้ในหมวดของสารบำรุงจะอิงตามเทคโนโลยีเอกสิทธิ์ของทางแบรนด์ไปเลย แล้วค่อยมาดูตัวที่แยกออกมานะคะ
และด้วยความเป็นครีมรอบดวงตา ดิฉันขอเริ่มที่ CircuFlowTM technology ที่เสริมกระบวนการไหลเวียนของของเหลว ให้ประโยชน์เด่นในการดูแลรอบดวงตาเป็นพิเศษ
- คอมบิเนชั่นของ Caffeine + Escin และ สารสกัดจาก Ruscus aculeatus (หรือ Butcher’s broom) ที่เด่นเรื่องการดูแลการไหลเวียนของของเหลว และเสริมความแข็งแรงของระบบหลอดเลือด รวมถึงสารสกัดของ Butcher’s broom ยังมีประโยชน์ในการดูแลเรื่องปัญหาการระคายเคืองเสริมเข้ามา
ถัดมาจะเป็นเรื่องของกลุ่ม Antiaging ทั้งหมด ทางแบรนด์เบลนด์มาใน PeptoSpringTM technology เป็นคอมบิเนชั่นของเปปไทด์หลากหลาย ร่วมกับ Hydroxypropyl tetrahydropyrantriol ตัวนี้เดิมทีคือสิทธิบัตร Pro-Xylane ของเครือ L’oreal แต่หลุด patent แล้ว ซึ่งขึ้นชื่อในการดูแลริ้วรอยอยู่พอตัว มีคุณสมบัติในการเสริมการสังเคราะห์ glycosaminoglycan (GAG) ในผิว ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการทำให้ผิวอุ้มและเก็บกักน้ำได้ดี มีความยืดหยุ่น ฟู กระชับ รวมทั้งเสริมกระบวนการฟื้นฟูโครงสร้างตามธรรมชาติของผิว
ขอดึงเปปไทด์บางตัวที่แปลกใหม่ กับพวกที่หาตัวจับยากมาพูดถึง
- Tripeptide-32 เปปไทด์ที่เกี่ยวข้องระบบนาฬิกาชีวภาพของผิว ช่วยเสริมกระบวนการฟื้นฟูผิวตามธรรมชาติ
- คู่ผสมที่เบลนด์ Palmitoyl tripeptide-1 เข้ากับ Palmitoyl tetrapeptide-7 ทำให้ได้ประโยชน์ในการกระตุ้นการสังเคราะห์คอลลาเจนใหม่ และ ปกป้องคอลลาเจนเก่า โดยไปดูแลการระคายเคืองของผิว ผ่านการยับยั้ง interleukins-6 (IL-6) ที่จะนำไปสู่การย่อยสลายคอลลาเจน
- Hexapeptide-9 เป็นตัวที่มีประโยชน์ในการคลายริ้วรอยบริเวณหน้าผาก และตีนกาโดยเฉพาะ และคืนความยืดหยุ่นให้ผิว เมื่อจับคู่กับ Acetyl hexapeptide-8 ก็จะเสริมกันผ่านกลไกนี้ได้อย่างลงตัว
- Acetyl tetrapeptide-5 เด่นดูแลการบวมน้ำรอบดวงตา
- Copper tripeptide-1 นำพาเอา copper ไปส่งให้ผิวทำงานได้ดีตามปกติ
ในภาพรวมจึงค่อนข้างโดดเด่นทั้งในส่วนของการซัพพอร์ตผิวให้ทำงานได้ดี พร้อมทั้งเสริมการสังเคราะห์คอลลาเจนและเส้นใยใหม่ ปกป้องเส้นใยเก่า คลายริ้วรอยนิดๆ แบบกรุบกริบ เพื่อให้เกิด WOW effect หลังทา และเสริมกับส่วนผสมในชุด CircuFlowTM technology ให้ดูแลรอบดวงตาได้อย่างสมบูรณ์แบบ
Barrier ผิวต้องแข็งแรง ด้วยการเบลนด์กันของ Ceramides และสารบำรุงกลุ่มไขมันที่พบได้ในผิวซึ่งจะซัพพอร์ตการทำงานของ Barrier ผิว มาพร้อมการเติมน้ำแบบเก่งๆ หลากหลายกลไก
มาพร้อม Ectoine ที่เป็นกรดอะมิโนชนิดพิเศษที่มีโครงสร้างเป็นวงกลม ที่มีข้อมูลซัพพอร์ตว่าสามารถดึงเอาน้ำมาเกาะไว้กับตัวเองแล้วกลายเป็นชั้นโครงสร้างที่ช่วยปกป้องโปรตีนองค์ประกอบต่างๆ ที่สำคัญของเซลล์เอาไว้ เรียกว่าเป็น Ectoine hydrocomplex (Clin Dermatol. 2008;26(4):326–633.) เจ้า Hydrocomplex ดังกล่าวส่งผลดีถึงองค์ประกอบทั้งเซลล์ คือปกป้องเซลล์นั้นให้มีปริมาณน้ำเหมาะสม และทำงานได้ตามปกติ แต่เมื่อปริมาณน้ำต่ำลง จะไปมีผลต่อระบบของการอักเสบทำให้เกิดอาการต่างๆ ตามมา ในกรณีของผิวหนัง การมี Ectoine จะช่วยให้ Lipid barrier ของผิวทำงานได้ตามปกติและมีความแข็งแรง ผิวจึงแข็งแรง และเก็บกักน้ำได้ดี (มีการระเหยของน้ำออกจากผิว/Transepidermal water loss; TEWL น้อย) (Biophys Chem. 2010;150(1–3):37–46.) ให้ประโยชน์ในการปกป้องผิวให้แข็งแรง ลดการระเหยของน้ำออกจากผิว ลดการอักเสบระคายเคือง รวมทั้งดูแลปัญหาผิวอักเสบและระคายเคืองต่างๆ (Skin Pharmacol Physiol. 2004; 17(5):232-7.) ยังมีการทดสอบพบว่า Ectoine ให้ประโยชน์เป็น Whitening ได้อีก โดยไป block ผลจาก MSH ไม่ให้กระตุ้นให้เกิดการสร้าง Melanin ออกมาเมื่อเจอรังสี UV (Antioxidants (Basel). 2020;9(1):63.)
Soothing ด้วยส่วนผสมหลากหลาย ดูแลปัญหาการระคายเคือง ที่จะนำไปสู่ความเสื่อมของผิวผ่าน Inflammaging
ใช้ส่วนผสมชุด TECA (Titrated extract of Centella asiatica) ซึ่งเป็นคอมบิเนชั่นเอกสิทธิ์ที่มีวิจัยรองรับ ให้ประโยชน์กับผิวหลากหลาย ทั้ง Soothing และให้ประโยชน์ในเชิง antiaging
เสริม AOX จาก Superoxide dismutase, Astaxanthin และวิตามินอี (tocopheryl acetate)
ได้เรื่อง whitening ด้วยคู่หูคู่ขวัญ Niacinamide (B3) + N-acetyl-D-glucosamine (NAG) เมื่อใช้ร่วมกัน มีการศึกษาที่น่าสนใจโดย Kimball และคณะเมื่อปี 2010 ให้อาสาสมัครทาครีมที่มีส่วนผสมของ Niacinamide 4% + NAG 2% ในอาสาสมัครจำนวน 101 คน เป็นเวลา 10 สัปดาห์ เทียบกับครีมเปล่าที่ไม่มี B3+NAG พบว่ากลุ่มที่ได้รับครีม B3+NAG มีสีผิวที่สม่ำเสมอขึ้น จุดด่างดำต่างๆ แลดูจางลง (Br J Dermatol. 2010;162(2):435-41.) ลำพัง B3 เดี่ยวๆ และ NAG เดี่ยวๆ ก็ดูแลผิวได้หลายอย่างอยู่
ทั้งหมดทั้งมวลนี้มาในเทคโนโลยี LLCxTM ที่เป็นการสร้างเนื้อให้ออกมาในรูปแบบที่คล้ายคลึงกับการจัดเรียงตัวของไขมันในผิวที่มีสุขภาพดี

ในภาพรวมก็คือ เป็นผลิตภัณฑ์ที่มาครบ Completes สมชื่อของนางเลย
มาให้คะแนนกัน
- สารบำรุง จัดเต็มเพื่อให้ได้ประโยชน์ในการดูแลผิวตามความต้องการของบริเวณรอบดวงตาและลำคอ ทั้งในส่วนของปัญหารอบดวงตา และการดูแลปัญหาริ้วรอย ด้วยคอมบิเนชั่นที่ผ่านการคัดเลือกมาเป็นอย่างดี ให้ไป 5 ฟลาสก์
- ส่วนผสมอื่นๆ มาในเบสเนื้อบางเบา ด้วยการเลือกใช้ LLCxTM technology และไม่มีสารที่ไม่เป็นมิตรกับผิว ให้ไป 5 ฟลาสก์
- ความชอบ เทคโนโลยีการดูแลผิวบาง Thin Skin Science ซึ่งเน้นดูแล 2 บริเวณที่ทำให้เราดูอายุเยอะกว่าความจริง คือ รอบดวงตา และลำคอ แท้จริงแล้ว 2 บริเวณนี้มีความต้องการที่แตกต่างกัน แต่ Completes สามารถดูแลได้เป็นอย่างดี ทำให้มีความน่าสนใจ ทีนี้ในด้านประสิทธิภาพหลังจากได้ทดลองใช้มาเกือบ 1 สัปดาห์ คือ รู้สึกเรื่องความชุ่มชื้น และนุ่มนวลผิวมากขึ้น ในส่วนของริ้วรอยและรอยคล้ำอาจจะต้องใช้เวลาสักระยะถึงจะตอบได้ แต่โดยรวมก็คือชอบคอนเซปท์มาก ให้ไป 5 ฟลาสก์

สุดท้ายนี้ขอขอบคุณทางแบรนด์ the Labatorian ด้วยนะคะที่ส่งผลิตภัณฑ์ดีๆ เพียบพร้อมด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาให้ได้เปิดหูเปิดตา และขอบคุณทุกท่านด้วยค่ะที่ติดตามรับชมมาจนจบ
สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ทางแบรนด์โดยตรงเลยนะคะ
IG : the_labatorian
Line official : @labatorian
Facebook : Labatorian
ทางไปช้อปปิ้ง
TikTok Shop
Shopee https://s.shopee.co.th/20rGCRHxf6
Disclaimer/conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากทางแบรนด์ the Labatorian การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสม/วัตถุดิบตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล และผู้เขียนไม่มีส่วนเกี่ยวข้องเกี่ยวกับบริษัทเครื่องสำอางใดๆ โปรดใช้วิจารณญาณ































































