Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสม bsc Retinol Smooth Skin body lotion โลชันทาตัวสูตรผสมเรตินอล แบบเอนแคป ด้วย double-encapsulation tech จากอเมริกา ผสานสารบำรุงอื่นๆ อย่างลงตัว

bsc cosmetology ออก body lotion ผสมเรตินอลแบบซองมาใหม่ จะเลิศแค่ไหน เรามาดูกัน ส่วนนี้จะเป็นหน้าตาของน้องนะคะ

เนื้อโลชั่นบางเบา มีเม็ดบีดส์สีม่วงกระจายอยู่ พยายามจะเกลี่ยให้เห็นเม็ดบีดส์

เมื่อเราทา เม็ดบีดส์ก็จะแตกตัวและละลายไปกับเนื้อครีม ให้ฟีลโกลว์ ชุ่มชื้น เกลี่ยง่าย มีกลิ่นหอม

ตัวนี้ทางแบรนด์มีผลทดสอบในอาสาสมัครมาด้วยนะคะ

โดยทำการทดสอบในอาสาสมัครจำนวน 10 คน พบว่าทาแล้วให้ผิวชุ่มชื้นต่อเนื่องถึง 72 ชั่วโมงเลยทีเดียว

มาดูส่วนผสมกัน

ถ้ามองในแง่ของความเป็นมอยส์เจอไรเซอร์ ตัวนี้ทำมาได้ครบ ทั้งสารเติมน้ำ (Hya หลากหลายฟอร์ม) สารไขมันเคลือบผิวกันน้ำระเหย (mineral oil + dimethicone) และ น้ำมันทดแทนผิว (shea butter)

ในแง่สารบำรุง นางเอกก็คงหนีไม่พ้น Retinol

ซึ่ง Retinol ที่แบรนด์ใช้ เป็นแบบ double-encapsulation tech จากอเมริกา ที่เสริมความคงตัว และค่อยๆ ปลดปล่อยเรตินอลออกมาอย่างช้าๆ ก็จะช่วยลดโอกาสเกิดการระคายเคืองได้ในระดับหนึ่ง โดยประโยชน์ของเรตินอลต่อผิวมีหลายด้าน ในภาพรวมคือ ปรับสภาพผิวให้เรียบเนียน และซัพพอร์ตการสังเคราะห์คอลลาเจนของผิว

สารบำรุงอื่นๆ ที่เสริมมา ขอเรียงเป็นกลุ่มๆ

มากันที่หมวดเติมน้ำ

  • Hyaluronic acid และอนุพันธ์รวม 8 ฟอร์ม ที่ช่วยกันเติมน้ำให้ผิวในหลายๆ ระดับ มีทั้งตัวเล็ก ตัวใหญ่ ตัวประจุบวกที่เกาะผิวเก่ง รวมๆ กัน
  • เสริมคุณสมบัติการเติมน้ำด้วย saccharide isomerate ที่เกาะกับโปรตีนบนผิวด้วยพันธะทางเคมี ทำให้นางติดผิวนาน เพิ่มความชุ่มชื้นได้นาน ร่วมกับ Chondrus Crispus Extract
  • Aphanothece Sacrum Polysaccharides รู้จักกันในนาม Sacran นางเก่งมากเรื่องอุ้มน้ำ ก่อฟิล์มกันน้ำระเหยออก เสริมกระบวนการฟื้นฟูผิวตามธรรมชาติ มีประโยชน์ในการ soothing ด้วยหน่อยๆ
  • เสริมน้ำตาลอื่นๆ อย่าง sorbitol, glucose ที่เป็นสารจับน้ำ (humectant) ได้เช่นกัน

ต่อมาเป็นหมวดวิตามินรวม มีทั้งส่วนผสมของ B3, C และ E

  • Niacinamide ให้ประโยชน์ในการดูแลผิวได้หลายประการ ทั้งดูแลการระคายเคือง เสริมการสร้าง barrier ผิว ดูแลปัญหาสีผิวไม่สม่ำเสมอ และเป็นส่วนหนึ่งของ NAD และ NADP ที่ใช้ในการทำงานต่างๆ ของผิว ทำให้ผิวทำงานได้เป็นปกติ
  • Vitamin C มี 2 ฟอร์ม คือ 3-O ethyl ascorbic acid ตัวนี้เด่น whitening เป็นพิเศษ ร่วมกับ Ascorbyl glucoside ซึ่งทั้ง 2 ตัวมีความคงตัวที่ดี เอาจริง การใช้ C กับ A ร่วมกันมันเสริมกันดีนะคะ เพียงแต่เราอาจจะใช้ยากหน่อย ต้องเลี่ยงฟอร์มกรด ซึ่งสองฟอร์มนี้เอามารวมกับ A ก็น่าสนใจดี
  • Tocopheryl acetate มาท้ายๆ เป็น antioxidant ที่ละลายไขมัน

อีกตัวที่อยากพูด คือ คอมบิเนชั่นของ siloxanetriol alginate (and) caffeine มาในชื่อเทรด Cafeisilane SC ที่ผลเทสต์จากผู้ผลิตวัตถุดิบจะเด่นไปในเชิงการดูแลปัญหาเซลลูไลท์ คือ วิตามินเอ ซัพพอร์ตการสร้างคอลลาเจน จะให้ผลดีในเชิงความกระชับ ส่วนตัวนี้ก็จะให้ผลดีในเชิงของผิวเรียบเนียน และดูแลปัญหาเซลลูไลท์ เอามาแมทช์กันคือน่าสนใจเช่นกัน

มาถึง isopropyl palmitate บางคนอาจจะกังวลเรื่องการอุดตันได้ แต่ดูจากลำดับส่วนผสมคือมาไม่ได้เยอะ จึงไม่น่ากังวล และส่วนตัวก็ลองใช้มาสักพักยังไม่พบปัญหาใด ด้วยความที่ formulation มันมีเรตินอล มันดูแลปัญหาและปรับสมดุลการสร้าง-ผลัดทิ้งของเซลล์ผิวอยู่ จึงไม่ค่อยน่ากังวล และบริเวณที่ต่อมไขมันเยอะบนร่าง คือ หน้าอก และแผ่นหลัง บริเวณอื่นยิ่งสบายเลย อุดตันเกิดสิวยากมาก

ให้คะแนน

  1. สารบำรุง เอาเรตินอลที่ผ่านการ Double encap มาจับคู่กับวิตามินรวม (B3 + C + E) ไฮยา 8 ฟอร์ม และสารเติมน้ำเจ๋งๆ อย่าง sacran พ่วง saccharide isomerate มาอีกนิด และแถมด้วยตัวที่ดูแลปัญหาเซลลูไลท์ในตัว นี่คิดว่าทำมาได้เลิศมาก เอาไป 5 ฟลาสก์
  2. ส่วนผสมอื่นๆ ไม่มีสารที่ไม่เป็นมิตรกับผิว แม้จะมี Isopropyl palmitate แต่การใช้ในเบสเรตินอล แล้วใช้กับผิวกาย คิดว่าไม่น่ากังวล ให้ไป 5 ฟลาสก์
  3. ความชอบ บอดี้โลชั่นเนื้อเบามาก ทาแล้วอาจหามอยส์มาทับได้อีกชั้นหนึ่ง ชอบคอมบิเนชั่นของ Retinol + ตัวดูแลเซลลูไลท์ นี่ว่าแจ่มอยู่ แต่ตอนนี้แบรนด์จะเคลมเฉพาะชุ่มชื้น ซึ่งส่วนตัวเราว่าน่าจับตามองเรื่องนี้ (คหสต.) ส่วนผลการใช้งานในระยะยาวคงต้องมาอัพเดทกันอีกที อย่าลืมทาแค่กลางคืน และถ้าทาบริเวณนอกร่มผ้า ให้ทากันแดดในตอนกลางวันด้วย คนท้องหรือวางแผนจะมีน้องพักก่อนอย่าพึ่งใช้ รับไป 5 ฟลาสก์

สุดท้ายนี้ต้องขอขอบคุณทางบริษัท bsc cosmetology ด้วยนะคะ ที่ส่งผลิตภัณฑ์ที่น่าสนใจมาให้ได้เปิดหูเปิดตา และขอบคุณทุกท่านที่ติดตามรับชมมาจนจบ

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติม สามารถติดต่อสอบถามได้ที่ทางแบรนด์โดยตรงเลยนะคะ

https://www.facebook.com/bsc.cosmetology

ใครที่สนใจช้อปปิ้ง นอกจากที่เซเว่นแล้ว สามารถสอยผ่าน Shopee ได้ด้วยเช่นกันค่ะ

https://s.shopee.co.th/6pvAsdOaEj

Disclaimer/conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากทางแบรนด์ bsc cosmetology การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสม/วัตถุดิบตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล และผู้เขียนไม่ได้ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับบริษัทเครื่องสำอางใดๆ โปรดใช้วิจารณญาณ

Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสม โลชันทาตัวสารพัดประโยชน์ PribProud Proud Perfect โลชั่นสุดลักชู ที่พัฒนาจากงานวิจัยไทยผสานนวัตกรรมสารบำรุงชั้นนำจากนานาชาติ

สืบเนื่องจาก Blog ก่อนหน้า ทางเพจได้นำเสนอเรื่อง หญ้ารีแพร์ และ 3R Repairtec (Renewal + Repairing + Regeneration) ของผลิตภัณฑ์ไนท์ครีม Proud Night จากแบรนด์ ไป ท่านใดที่พลาดไปสามารถตามที่ลิงค์นี้ได้เลยค่ะ (>>Click<<)

วันนี้เรามาดู Body lotion ของทางแบรนด์กันต่อเลย เพราะว่าน่าสนใจไม่แพ้กัน

นี่คือหน้าตาค่ะ

ส่วนนี้จะเป็นภาพกล่อง

เนื้อโลชั่นทำออกมาบางเบา มีกลิ่นหอมอ่อนๆ

เกลี่ยได้ง่าย ให้สัมผัสลื่น นุ่มนวล เย็นสบายผิว มีความโกลว์อยู่หน่อยๆ ฟีลลิ่งหลังแห้งค่อนข้างดี ระหว่างวันไม่เยิ้ม ไม่ลื่นไม่เมือกเมื่อเหงื่อออก

ตัวนี้เป็น Body lotion ที่ออกแบบมาให้ทาได้ทุกจุดของร่างกายเลยนะคะ ซึ่งจะเด่นเรื่องของการปรับสมดุลสีผิวให้สม่ำเสมอ ให้ texture ผิวดูเรียบเนียน และชุ่มชื้น

ส่วนผสมเป็นดังนี้ค่ะ

ในภาพรวม นี่คือ body lotion ที่ทำมาได้น่าสนใจและเพียบพร้อมมาก ไม่ว่าจะเป็นด้านชุ่มชื้น ผิวแข็งแรง หรือ whitening และยังมีส่วนผสมของสารที่ลดการเกิดเหงื่อ และ กลิ่นกาย เสริมเข้ามาด้วย 

ผสานเข้ากับงานวิจัยไทย อนุสิทธิบัตรมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง และผลวิจัยตีพิมพ์ในวารสารชั้นนำโดยนักวิจัยไทย 

โดยขอเริ่มต้นที่ตัวเด่นอย่างสารสกัดจากหญ้ารีแพร์ที่ปลูกแบบออร์แกนิค (Centotheca lappacea extract) ภายใต้อนุสิทธิบัตร เลขที่ 15960 งานวิจัยของมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ที่น่าสนใจ คือ ในหญ้ารีแพร์ประกอบด้วยสารในกลุ่ม catechin อย่าง catechin และ catechin gallate ร่วมกับ rosmarinic acid ที่เป็น antioxidant ที่ดี มีผลทดสอบฤทธิ์ antioxidant และ ฤทธิ์ในการยับยั้งเอนไซม์ tyrosinase ที่ใช้สร้างเม็ดสี (Ref: อนุสิทธิบัตรไทย เลขที่ 15960) มีงานวิจัยกล่าวถึงประสิทธิภาพในการยับยั้งเอนไซม์ MMP-1, MMP-2 ที่ไปย่อยสลายคอลลาเจนและเส้นใยในชั้นผิว รวมถึงคุณสมบัติในการลดการอักเสบระคายเคือง และมีองค์ประกอบของ silica ที่ช่วยซัพพอร์ตการทำงานของผิว มีฤทธิ์คล้ายฮอร์โมนเอสโตรเจนให้ผิวนุ่ม ซัพพอร์ตการเจริญของผิว (+107% vs control) มีความปลอดภัย (ทดสอบกับเซลล์ไฟโบรบลาสต์มนุษย์) (Ref: สุภาพร ปติพร. (2557). บันทึกของแผ่นดิน 7 สมุนไพรดูแลแม่หญิง. กรุงเทพฯ: ปรมัตถ์การพิมพ์.) 

คุณสมบัติดังกล่าวของสารสกัดจากหญ้ารีแพร์รวมกันได้เป็นเทคโนโลยี 3R Repairtec ได้แก่ Renewal, Repairing, Regeneration

เสริมมาด้วยสารสกัดจากเหงือกปลาหมอดอกขาว หรือ sea holly ที่ปลูกแบบออร์แกนิค (Acanthus ebracteatus leaf extract) มีงานวิจัยของมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง พบว่าประกอบด้วยสารในกลุ่มฟีนอลิกในปริมาณสูง เป็น antioxidant ที่ดี มีคุณสมบัติเป็นไวท์เทนนิ่งผ่านการยับยั้งเอนไซม์ tyrosinase ลดการอักเสบระคายเคือง ผ่านการลดการสร้าง cytokines ที่เกี่ยวข้องกับการอักเสบ ยับยั้งเอนไซม์ MMP ที่ไปย่อยเส้นใยในชั้นผิว เสริมการสร้างคอลลาเจน และที่น่าสนใจมาก คือ การทดสอบใน fibroblast ที่เกิดกระบวนการ Senescent พบว่าสามารถลดการสร้าง senescence-associated β-galactosidase (SA-β-gal) ที่เป็นตัวเหนี่ยวนำให้เกิด zombie cell เป็นเซลล์แก่ๆ ที่ทำงานไม่ได้ และยังไปเหนี่ยวนำให้เซลล์ค้างเคียงเป็นซอมบี้ไปด้วย (Kanlayavattanakul et al., Chem Biol Technol Agric. 2023;10:32) 

ในด้านของความชุ่มชื้นใช้ urea 5% ซึ่งเป็น gold standard ในการเป็นมอยส์เจอไรเซอร์ที่ดี ร่วมกับสารสกัดจากกระเจี๊ยบแดง (Hibiscus sabdariffa extract) ภายใต้เทรด Hydrosella เป็น moisturizer กลไกใหม่ ทำหน้าที่เป็น osmolyte ปกป้องเซลล์ผิวในชั้นหนังกำพร้าจากความแห้ง และสิ่งแวดล้อม ให้ผิวชุ่มชื้น ทำงานได้ดีตามปกติ และยังมีผลเทสต์พบว่าเสริมความสามารถในการเก็บน้ำผ่านการสร้าง occluding ที่เป็น tight junction กันน้ำระเหยออก และเสริมการสังเคราะห์ไขมันที่เป็น barrier ผิว ผลทดสอบในอาสาสมัครพบว่าผิวแข็งแรงขึ้นและชุ่มชื้นขึ้น (Ref: TDS Hydrasella)

ในส่วนของการดูแลปัญหากลิ่นกาย ในโลชั่นมี Aluminium chlorohydrate ลดการขับเหงื่อจากต่อมเหงื่อ และ Saccharomyces/Persimmon Fruit Juice Ferment Extract เป็นลูกพลับหมักภายใต้เทรด Pancil® BA-210-1 ซึ่งข้อมูลจากผู้ผลิตระบุว่า สามารถจับกับสารที่ทำให้เกิดกลิ่นในกลุ่มของพวก Nitrogen compound กรดไขมันสายสั้นๆ และ aldehyde มาพร้อมคุณสมบัติในการยับยั้งจุลินทรีย์ (Ref: TDS Pancil®) 

Soothing ด้วย Aloe, ชะเอม, Allantoin และ Dipotassium glycyrrhizate

ผลัดผิวแบบเบาๆ ด้วย Keratoline (คอมบิเนชั่นของ Bacillus ferment) เป็นสารในกลุ่มเอนไซม์ที่ผลัดผิวแบบอ่อนโยน

Whitening ได้ด้วย วิตามินบี 3 (Niacinamide) 5% ซึ่งมีประโยชน์ที่ดีต่อผิวเสริมอีกหลายๆ ประการ และสารสกัดจากมะหาด

เสริม Ceramide 3 เข้ามาดูแลเรื่อง Barrier ผิว 

ไม่มีส่วนผสมของสารที่ไม่เป็นมิตรกับผิว

ในภาพรวมจึงถือว่าเป็น Body lotion ที่ทำมาได้ค่อนข้างน่าสนใจ เหมาะกับการทาที่บริเวณรักแร้ ขาหนีบ และบริเวณอื่นๆ ทั่วร่างกาย

ให้คะแนน

  1. สารบำรุง เป็น Body lotion ที่ออกแบบมาด้วยส่วนผสมที่มีกลไกการทำงานหลากหลาย และเหมาะกับการใช้งานกับผิวกายเป็นหลัก ให้ประโยชน์ทั้งด้านชุ่มชื้น whitening ผิวแข็งแรง ผิวเรียบเนียน และดูแลปัญหาเหงื่อ และกลิ่นกายในตัวเดียวกัน ให้ไป 5 ฟลาสก์
  2. ส่วนผสมอื่นๆ ไม่มีสารที่ไม่เป็นมิตรกับผิว แม้ว่า Isopropyl palmitate จะมีโอกาสอุดตันได้ในบางราย แต่ดูจากลำดับแล้วไม่ค่อยน่าจะกังวลเท่าไหร่ และส่วนตัวใช้มาเดือนเศษๆ ยังไม่พบปัญหาใด ให้ไป 4 ฟลาสก์
  3. ความชอบ ส่วนตัวชอบการออกแบบผลิตภัณฑ์นี้ ไม่ว่าจะเป็นการนำเอาสมุนไพรไทยอย่าง หญ้ารีแพร์ และเหงือกปลาหมอดอกขาว ที่วิจัยโดยนักวิจัยไทย มาเบลนด์เข้ากับสารบำรุงมาตรฐาน เช่น urea ที่เป็น gold standard ในการเป็นมอยส์ และ ceramide ที่ได้รับการยอมรับเรื่องการฟื้นฟู barrier ผิว พร้อมสารสกัดชั้นนำจากนานาชาติได้อย่างลงตัว หลังจากได้ลองใช้มาเดือนเศษๆ ก็คือ จะสัมผัสได้ที่วงแขนว่าผิวเรียบเนียนขึ้น สีผิวสม่ำเสมอขึ้น แห้งน้อยลง และรู้สึกว่าขนขึ้นช้าลง อันนี้พยายามหากลไกมาซัพพอร์ตแต่ยังไม่เจอ เลยขอมาร์คไว้ก่อนว่าจะคิดไปเองรึเปล่า แต่ใดๆ ก็ขอให้ไป 5 ฟลาสก์

สุดท้ายนี้ต้องขอขอบคุณทางแบรนด์ PribProud ที่ส่งผลิตภัณฑ์ดีๆ มาให้ได้รู้จัก และขอบคุณทุกท่านที่ติดตามรับชมมาจนจบ 

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถติดต่อสอบถามทางแบรนด์ได้โดยตรงเลยนะคะ

https://www.facebook.com/PribProudThailand

https://www.instagram.com/pribproudofficial/?hl=en

ทางไปช้อปปิ้ง

Lazada https://s.lazada.co.th/s.ZYTyGc

Shopee https://s.shopee.co.th/2qOb7hpVGy

Disclaimer/conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากทางแบรนด์ PribProud การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสม/วัตถุดิบตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล และผู้เขียนไม่ได้ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับบริษัทเครื่องสำอางใดๆ โปรดใช้วิจารณญาณ

Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสม PribProud Proud Night ไนท์ครีมที่พัฒนาจากอนุสิทธิบัตร หญ้ารีแพร์ ผสานงานวิจัยตีพิมพ์เหงือกปลาหมอดอกขาว ผลงานเด็ดจากนักวิจัยไทย เบลนด์ผสมกับนวัตกรรมสารบำรุงชั้นนำจากนานาชาติ

มิตรรักแฟนเพจเคยได้ยินคำว่า “หญ้ารีแพร์” กันไหมคะ คำนี้ดังมากเลยนะเมื่อหลายปีก่อน ตอนนี้เขากลับมาใหม่แบบแกรนด์เลย พร้อมงานวิจัยและอนุสิทธิบัตรรองรับ เดี๋ยวเรามาดูรายละเอียดเรื่องหญ้ารีแพร์ และประสิทธิภาพของนางกัน 

แต่ก่อนอื่นขอเล่าถึงผลิตภัณฑ์พระเอกของเราวันนี้ก่อน เป็นไนท์ครีม ที่ทาได้ทั้งรอบดวงตา-ใบหน้า-ลำคอ และลากลงไปถึงเนินอกไปเลย

มาจากแบรนด์ PribProud ในชื่อ Proud Night ด้วยเทคโนโลยี 3R Repairtec (Renewal + Repairing + Regeneration) ด้วยสารสกัดจากหญ้ารีแพร์ที่ปลูกแบบออร์แกนิค

นี่เป็นหน้าตาของครีม Proud Night 

ส่วนนี้เป็นกล่องสินค้า

เนื้อสัมผัสเป็นครีมเจล ฟีลลิ่งแบบ rich หน่อย มีเนื้อมีน้ำมีนวล ไม่มีส่วนผสมของน้ำหอม เลยจะได้กลิ่นจางๆ ของวัตถุดิบอยู่

เกลี่ยได้ง่าย ให้ความรู้สึกเย็นสบายผิว ชุ่มชื้น แต่ไม่เหนอะหนะ เมื่อทิ้งไว้ซักพักจะซึม-ระเหยไปจนหมด ไม่ทิ้งความมันส่วนเกิน

ส่วนผสมเป็นดังนี้ค่ะ

ในภาพรวมเป็นมอยส์เจอไรเซอร์ที่ออกแบบมาเป็นอย่างดี มีส่วนผสมของน้ำมันบำรุงผิวจากธรรมชาติอย่างถั่วเหลือง และทานตะวัน กับ shea butter มีน้ำมันเคลือบผิวกันน้ำระเหย และสารเติมน้ำที่เป็น hyaluronic acid และอนุพันธ์อีกมากมายหลายชนิด 

ส่วนของสารบำรุง เรียกได้ว่าเป็นการผสมผสานงานวิจัยไทย เข้ากับสารบำรุงชั้นนำจากต่างประเทศได้อย่างลงตัว

โดยขอเริ่มต้นที่ตัวเด่นอย่างสารสกัดจากหญ้ารีแพร์ที่ปลูกแบบออร์แกนิค (Centotheca lappacea extract) ภายใต้อนุสิทธิบัตร เลขที่ 15960 งานวิจัยของมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ที่น่าสนใจ คือ ในหญ้ารีแพร์ประกอบด้วยสารในกลุ่ม catechin อย่าง catechin และ catechin gallate ร่วมกับ rosmarinic acid ที่เป็น antioxidant ที่ดี มีผลทดสอบฤทธิ์ antioxidant และ ฤทธิ์ในการยับยั้งเอนไซม์ tyrosinase ที่ใช้สร้างเม็ดสี (Ref: อนุสิทธิบัตรไทย เลขที่ 15960) มีงานวิจัยกล่าวถึงประสิทธิภาพในการยับยั้งเอนไซม์ MMP-1, MMP-2 ที่ไปย่อยสลายคอลลาเจนและเส้นใยในชั้นผิว รวมถึงคุณสมบัติในการลดการอักเสบระคายเคือง และมีองค์ประกอบของ silica ที่ช่วยซัพพอร์ตการทำงานของผิว มีฤทธิ์คล้ายฮอร์โมนเอสโตรเจนให้ผิวนุ่ม ซัพพอร์ตการเจริญของผิว (+107% vs control) มีความปลอดภัย (ทดสอบกับเซลล์ไฟโบรบลาสต์มนุษย์) (Ref: สุภาพร ปติพร. (2557). บันทึกของแผ่นดิน 7 สมุนไพรดูแลแม่หญิง. กรุงเทพฯ: ปรมัตถ์การพิมพ์.) 

คุณสมบัติดังกล่าวของสารสกัดจากหญ้ารีแพร์รวมกันได้เป็นเทคโนโลยี 3R Repairtec ได้แก่ Renewal, Repairing, Regeneration

เสริมมาด้วยสารสกัดจากเหงือกปลาหมอดอกขาวที่ปลูกแบบออร์แกนิค (Acanthus ebracteatus leaf extract) มีงานวิจัยของมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง พบว่าประกอบด้วยสารในกลุ่มฟีนอลิกในปริมาณสูง เป็น antioxidant ที่ดี มีคุณสมบัติเป็นไวท์เทนนิ่งผ่านการยับยั้งเอนไซม์ tyrosinase ลดการอักเสบระคายเคือง ผ่านการลดการสร้าง cytokines ที่เกี่ยวข้องกับการอักเสบ ยับยั้งเอนไซม์ MMP ที่ไปย่อยเส้นใยในชั้นผิว เสริมการสร้างคอลลาเจน และที่น่าสนใจมาก คือ การทดสอบใน fibroblast ที่เกิดกระบวนการ Senescent พบว่าสามารถลดการสร้าง senescence-associated β-galactosidase (SA-β-gal) ที่เป็นตัวเหนี่ยวนำให้เกิด zombie cell เป็นเซลล์แก่ๆ ที่ทำงานไม่ได้ และยังไปเหนี่ยวนำให้เซลล์ค้างเคียงเป็นซอมบี้ไปด้วย (Kanlayavattanakul et al., Chem Biol Technol Agric. 2023;10:32) 

จูงมือมากับ RejuveNAD วัตถุดิบนำเข้าจากสวิตเซอร์แลนด์ เป็นนวัตกรรมการสกัดต้นอ่อนทานตะวัน (Helianthus annuus sprout extract) ข้อมูลจากผู้ผลิตวัตถุดิบเคลมว่า เสริมกระบวนการสร้าง NAD+ ปรับปรุงกระบวนการซ่อมแซม DNA มีประโยชน์ในเชิง antiaging หลายๆ กลไก เช่น ต้านการชราที่เกิดจากการเหนี่ยวนำผ่านทาง Epigenetic ยับยั้งการสร้างเซลล์ Senescent ปรับปรุงกระบวนการ metabolism ของเซลล์เพิ่มพลังงานให้ไมโตคอนเดรีย ปรับผิวให้ดูอ่อนเยาว์มากขึ้น โดยทำให้ผิวดูอ่อนเยาว์ขึ้นถึง 8.2 ปี (Ref: TDS RejuveNAD)

สารสกัดจากกระเจี๊ยบแดง (Hibiscus sabdariffa extract) ภายใต้เทรด Hydrosella เป็น moisturizer กลไกใหม่ ทำหน้าที่เป็น osmolyte ปกป้องเซลล์ผิวในชั้นหนังกำพร้าจากความแห้ง และสิ่งแวดล้อม ให้ผิวชุ่มชื้น ทำงานได้ดีตามปกติ และยังมีผลเทสต์พบว่าเสริมความสามารถในการเก็บน้ำผ่านการสร้าง occludin ที่เป็น tight junction กันน้ำระเหยออก และเสริมการสังเคราะห์ไขมันที่เป็น barrier ผิว ผลทดสอบในอาสาสมัครพบว่าผิวแข็งแรงขึ้นและชุ่มชื้นขึ้น (Ref: TDS Hydrasella)

สารสกัดจาก Lavandula hybrida extract ภายใต้เทรด Immunight เหมาะมากในการใช้ก่อนนอนเป็นไนท์ครีม เพราะ Immunight เสริมการสร้าง melatonin ตามธรรมชาติของผิว ปรับสมดุลการทำงานของผิว ลดการอักเสบระคายเคืองผ่าน cytokines ผลทดสอบในอาสาสมัครพบว่า รอยแดงลดลง รอยคล้ำใต้ตาลดลง ลดลักษณปรากฏที่อ่อนล้า ผิวชุ่มชื้นและแข็งแรงขึ้น และยังช่วยเพิ่มคุณภาพการนอน (Ref: TDS Immunight)

สารสกัดจากสาหร่ายสีแดง (Lithothamnium calcareum extract) ภายใต้เทรด Hydrafence ที่เอาสารพฤกษเคมีจากสาหร่ายมาเก็บในโครงสร้างคล้ายฟองน้ำของ amylopectin จากข้าว ค่อยๆ ปลดปล่อยสารบำรุงออกมา เด่นเรื่องของการซัพพอร์ตความแข็งแรงของผิวหลายๆ กลไก รวมทั้งเสริมการสร้าง ceramide และ tight junction ที่ช่วยให้ผิวเก็บน้ำได้

เสริม Niacinamide เข้ามาที่ 5% ซึ่งให้ประโยชน์ในการดูแลผิวหลายๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นไวท์เทนนิ่ง ให้ประโยชน์ในการดูแลผิวมัน ปัญหาสิว ดูแลการระคายเคือง และเสริมการสังเคราะห์ไขมันที่เป็น Barrier ผิวให้ผิวแข็งแรง 

ผลัดผิวแบบเบาๆ ด้วย Keratoline (คอมบิเนชั่นของ Bacillus ferment) เป็นสารในกลุ่มเอนไซม์ที่ผลัดผิวแบบอ่อนโยน

เสริมสารบำรุงอีกหลายชนิด เช่น ว่านหางจระเข้ กับ cica เด่นเรื่อง soothing กวาวเครือ และ wild yam ที่เด่นเรื่องผิวนุ่มฟู 

ตัวผลิตภัณฑ์ออกแบบมาให้ใช้ได้ทั้งรอบดวงตา-ใบหน้า-ลำคอ ในส่วนของสารบำรุงจึงมีตัวที่ดูแลรอบดวงตาด้วย นอกจาก immunight ที่ให้ประโยชน์เรื่องรอยคล้ำใต้ตา ยังเสริมสารสกัดจาก Zingiber zerumbet ที่เป็นพืชในสกุลเดียวกับขิง ภายใต้เทรด Ameyezing ประกอบด้วยพฤกษเคมีหลายชนิด ที่น่าสนใจคือ Zerumbone ซึ่งเป็นสารในกลุ่ม sesquiterpenoid มีคุณสมบัติในการลดการสร้างเม็ดสี เป็น antioxidant ลดการอักเสบระคายเคืองผ่านหลายกลไก ลดการสร้างเอนไซม์ MMP ที่ไปย่อยเส้นใยในชั้นผิว เสริมการสังเคราะห์ elastin ผลการทดสอบในอาสาสมัครพบว่า รอยคล้ำใต้ตาลดลง โครงสร้างรอบดวงตาดูสมดุล (eye contour) ดีขึ้น การบวมใต้ตาดูเล็กลง (Ref: TDS Ameyezing) ทำงานคู่กับ Glucosyl hesperidin ที่เด่นเรื่องของการเสริมการไหลเวียนเลือด ดูแลการระคายเคือง และ เป็น antioxidant ดูแลปัญหารอบดวงตาได้อย่างลงตัว

ส่วนผสมอื่นๆ เลือกมาได้อย่างลงตัว ไม่มีสารที่ไม่เป็นมิตรกับผิว 

ให้คะแนน

  1. สารบำรุง ลำพังแค่สารสกัดจากหญ้ารีแพร์ และ เหงือกปลาหมอดอกขาว ก็ดูแลผิวได้หลายอย่าง ทั้ง soothing, anti-aging, whitening เสริมมาด้วยสารบำรุงอีกมากมาย ให้ประโยชน์กว้างมาก และมีการคำนึงถึงบริเวณรอบดวงตา เด่นเรื่องรอยคล้ำ และ eye contour ทำให้ครีมนี้เหมาะมากสมกับชื่อที่บอกว่าเป็น face-eye-neck skincare product ให้ไป 5 ฟลาสก์
  2. ส่วนผสมอื่นๆ ไม่มีสารที่ไม่เป็นมิตรกับผิว เลยไม่มีที่ที่ให้หักคะแนน รับไป 5 ฟลาสก์
  3. ความชอบ Proud Night เป็นครีมที่หยิบยกงานวิจัยของนักวิจัยไทยลงมาจากหิ้ง มาเบลนด์คู่กับสารสกัดนวัตกรรมจากนานาประเทศเพื่อให้ประโยชน์ในการดูแลผิวได้อย่างลงตัว ไร้ที่ติ ถ้าจะให้ติจะติเรื่องเราผิวแห้งนิดนึง คิดว่าเนื้อครีมเบาไป แต่ใช้กลางวันกำลังเหมาะเลย เป็นขั้นตอนสุดท้ายก่อนทากันแดด ส่วนกลางคืนทาก่อนทาครีมปิดผิวอีกชั้น แต่ประทับใจเรื่องวิจัย ขอให้ไป 5 ฟลาสก์

สุดท้ายนี้ต้องขอขอบคุณทางแบรนด์ PribProud ที่ส่งผลิตภัณฑ์ดีๆ มาให้ได้รู้จัก และขอบคุณทุกท่านที่ติดตามรับชมมาจนจบ 

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถติดต่อสอบถามทางแบรนด์ได้โดยตรงเลยนะคะ

https://www.facebook.com/PribProudThailand

https://www.instagram.com/pribproudofficial/?hl=en

ทางไปช้อปปิ้ง

Lazada https://s.lazada.co.th/s.ZbFr8w?cc

Shopee https://s.shopee.co.th/8zzHUfwSvA

Disclaimer/conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากทางแบรนด์ PribProud การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสม/วัตถุดิบตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล และผู้เขียนไม่ได้ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับบริษัทเครื่องสำอางใดๆ โปรดใช้วิจารณญาณ

Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสมครีมมอยส์เจอไรเซอร์วิตามินซี Super Glow จาก Biobalance

Blog นี้ขอหยิบเอาครีมนอกกระแสมารีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสมซักหน่อย

เป็นครีมที่น่าสนใจมากเลยนะคะ

น้องเป็นครีมวิตามินซีของบ้าน Biobalance แบรนด์สกินแคร์สายธรรมชาติจากตุรกี มีชื่อเต็มๆ ว่า Super glow gel cream moisturizer สูตรนี้เคลม 89% Natural origin ingredients

มาในหน้าตาแบบนี้นะคะ

biobalance super glow cream

ส่วนนี้เป็นภาพกล่องค่ะ

biobalance super glow cream

เนื้อครีมมาในครีมแบบข้น ดูคล้าย butter

แต่เกลี่ยง่ายให้ฟีลลื่น สบายผิว ไม่เหนอะหนะ ให้ความชุ่มชื้นยาวนาน ใช้เป็นมอยส์ในขั้นตอนสุดท้ายตอนก่อนนอน หรือทาก่อนทากันแดดที่มาในเนื้อเหลวๆ ได้อยู่ ฟินิชจะออกโกลว์ สำหรับคนอยากได้ลุคแนวนี้แต่ไม่เยิ้มไม่หนักผิว

ส่วนผสมเป็นดังนี้ค่ะ

จากภาพรวมส่วนผสมทำมาในเบสแบบครีม มีน้ำมันที่ดัดแปลงจากธรรมชาติ ร่วมกับสารกลุ่มน้ำ ไม่มีซิลิโคน เป็นสูตรที่ทำมาได้เรียบๆ ไม่หวือหวามาก แต่ก็เน้นวิตามินซี และ ferulic acid ได้อย่างลงตัว

ในส่วนของสารบำรุง ก็คือจะประกอบด้วยไฮไลท์ 3 อย่าง

  • 3-O-Ethyl ascorbic acid เคลมว่าใส่มาที่ 5% ซึ่งฟอร์มนี้ค่อนข้างเด่นเรื่อง whitening ผ่านการยับยั้งเอนไซม์ tyrosinase ที่ใช้ในการสร้างเม็ดสี และกระบวนการ melanin monomer polymerization มีงานวิจัยกล่าวว่าอนุพันธ์นี้ยับยั้งการทำงานของ MSH ที่เป็นฮอร์โมนตัวแม่ที่จะไปกระตุ้น Tyrosinase อีกทอดหนึ่ง และ ยังไปทำให้เกิดการทำลายตัวเอง (Autophagy) ของถุงเก็บเม็ดสี หรือ Melanosome (Chen et al., Free Radic Biol Med. 2021;173:151-169)
  • Ferulic acid ใส่มาที่ 1% เป็น antioxidant ที่มีประสิทธิภาพดี มีรายงานเกี่ยวกับคุณสมบัติในการลดการอักเสบและช่วยปกป้องผิวจากรังสี UVB (Food Chem Toxicol. 2015;82:72-8.) ข้อมูลจาก Systematic review (ซึ่งเป็นการรวบรวมงานวิจัยที่มีมาก่อนหน้ามาวิเคราะห์) ล่าสุดเมื่อเดือน พ.ค. 2025 กล่าวว่า Ferulic acid มีศักยภาพที่ดีในการนำมาใช้ในทางเครื่องสำอาง มีฤทธิ์ลดการอักเสบระคายเคือง เพื่อดูแลปัญหารอยแดง สีผิวไม่สม่ำเสมอ ยับยั้งเอนไซม์ MMP ที่ไปย่อยคอลลาเจน พร้อมๆ กับสนับสนุนการสร้างคอลลาเจนใหม่ จึงให้ประโยชน์ในการดูแลริ้วรอย (Roux et al. J Clin Aesthet Dermatol. 2025;18(5):38-42.)
  • Tocopherol หรือ วิตามินอี เป็น antioxidant ที่ละลายได้ในน้ำมัน

เอาจริงๆ แค่ได้เติม Ethyl ascorbic acid 5% + ferulic acid 1% ให้ผิวก็คุ้มแล้วล่ะ

ทางไปช้อปปิ้ง

https://s.shopee.co.th/2g4esjB0Lu

Disclaimer: received as gift, self-opinion

Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสมเซรั่มแดง Red Smoothie serum 8 จากแบรนด์ Arencia

Blog นี้มารีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสมของเซรั่มแดงจากบ้าน Arencia กัน

น้องมีชื่อเต็มๆ ว่า Red Smoothie serum 8

ที่มีเคลมเรื่อง Niacinamide 8% + Collagen & peptide ส่วนผสมเป็นอย่างไรเดี๋ยวเราไปดูกัน

ตัวน้องมาในหน้าตาแบบนี้นะคะ

เนื้อเซรั่มเป็นสีแดง ซึ่งจากส่วนผสมเขาไม่ได้ใส่สี นี่น่าจะเป็นสีของสารสกัดค่ะ

เกลี่ยได้ค่อนข้างง่าย ซึมไว แห้งไว ไม่เหนอะหนะ

ส่วนผสมเป็นดังนี้

ในภาพรวมจะเป็นเซรั่มเบสน้ำนม ที่มีส่วนของ Isononyl isononanoate ที่เป็นออยล์สังเคราะห์กลุ่ม fatty ester ซึ่งมีเนื้อบางเบา ให้ผิวนุ่ม

ส่วนผสมหลักจะเป็น Niacinamide หรือวิตามินบี 3 ตามเคลม 8%

ซึ่งวิตามินบี 3 มีประโยชน์ที่ดีหลายอย่าง

  • เรื่องของ whitening ผ่านการยับยั้งการส่งผ่านเมลานินที่สร้างเสร็จแล้วไม่ให้ออกไปด้านนอก
  • ควบคุมความมัน ดูแลสิว ดูแลปัญหาการระคายเคือง
  • เสริมการสังเคราะห์ไขมันที่เป็น Barrier ผิว
  • เป็นสารตั้งต้นให้ NAD และ NADP ที่เป็นส่วนสำคัญในการทำงานหลายๆ อย่างของผิว จึงมีประโยชน์ในเชิง anti-aging

ในภาพรวมเซรั่มนี้ค่อนข้างเด่นเรื่อง whitening คือ เก็บกลไกการสร้าง-ส่งผ่านเม็ดสีได้ค่อนข้างครบ

  • Hexapeptide-2 ยับยั้งที่ก่อนจะเกิดการสร้างเมลานิน ผู้ผลิตสารเคลมว่าโครงสร้างบางส่วนคล้ายกับฮอร์โมน alpha-MSH เลยไปจับกับตัวรับของ alpha-MSH บนเซลล์สร้างเม็ดสีแทน ทำให้เซลล์สร้างเม็ดสีไม่โดนกระตุ้น นอกจากนี้ยังกล่าวถึงประสิทธิภาพในการดูแลริ้วรอยเพิ่มเติม
  • Arbutin ยับยั้งเอนไซม์สร้างเม็ดสี tyrosinase
  • Ferulic acid เป็น antioxidant ที่ดี

มีวิตามินและสารสกัดจากพืชอีกหลายๆ ชนิด สารพัดพืชผักสมุนไพรผลไม้สมชื่อ Smoothie ของนาง เอาจริงๆ พวกนี้ดูแลผิวได้อย่างครอบคลุม แม้ว่าพอดูจากลำดับแล้วก็อาจจะไม่ได้แบบว่าเป็นตัวหลัก แต่ก็น่าจะให้ประโยชน์ที่ดีอยู่ ส่วนตัวมองว่าได้ B3 + Hexapeptide-2 ก็คือคุ้มฉ่ำแล้ว

ในส่วนของคอลลาเจนที่เขาเคลม อันนี้เราไม่ทราบขนาดว่าใหญ่มากน้อยแค่ไหน เขาเคลมว่า “นาโนคอลลาเจน” เลยตีรวมเป็นเรื่องชุ่มชื้นไปก่อน

ให้คะแนน

  1. สารบำรุง เซรั่มมีส่วนผสมที่เด่นด้าน whitening โดยไปดูแลการสร้างเม็ดสีได้หลากหลายกลไกพร้อมกัน ซึ่ง Hexapeptide-2 มีกลไกการออกฤทธิ์ที่น่าสนใจอยู่ รวมกับสารสกัดจากพืช และวิตามินอีกหลายๆ ชนิด ให้ประโยชน์ในการดูแลผิวได้หลายอย่าง แม้ว่าจากลำดับดูเหมือนจะได้มาไม่เยอะ แต่ก็ขอให้ไป 5 ฟลาสก์
  2. ส่วนผสมอื่นๆ ไม่มีสารที่ไม่เป็นมิตรกับผิว ให้ไป 5 ฟลาสก์
  3. ความชอบ ในเรื่องเนื้อสัมผัส ตัวเซรั่มทำมาบางเบา มีส่วนผสมของน้ำมันอยู่นิดหน่อยเลยไม่แห้งจนเกินไป แต่ก็ไม่ได้เหนอะหนะ เลเยอร์ลงรูทีนง่าย ใช้งานง่าย ด้วยความที่เราไม่ได้มีปัญหาจุดด่างดำในช่วงนี้เลยไม่แน่ใจเรื่องของประสิทธิภาพ whitening แต่รู้สึกว่า นางช่วย maintain สุขภาพผิวให้คงเดิมได้ดี ขอให้ไป 5 ฟลาสก์

ทางไปช้อปปิ้ง

https://s.shopee.co.th/9zqjgGt0qk

Disclaimer/conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ซื้อด้วยตนเอง การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสม/วัตถุดิบตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล และผู้เขียนไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับบริษัทเครื่องสำอางใดๆ โปรดใช้วิจารณญาณ

Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสม Cleanser สูตรผสม artemisia จากแบรนด์ Bad skin รุ่น Artemisa paste form cleanser

วันนี้พามาอัพเดทโฟมล้างหน้าใหม่บ้านหญิงมี่กับ Artemisa paste form cleanser จากแบรนด์ Bad skin ประเทศเกาหลี

ในภาพรวม น้องเป็นโฟมล้างหน้าที่ทำมาได้น่าสนใจ มาในหน้าตาแบบนี้

bad skin artemisia cleanser

เนื้อโฟมเป็นลักษณะสีน้ำตาล ในส่วนผสมไม่มีสารแต่งสี จึงน่าจะมาจาก ผง artemisia และสารสกัดอื่นๆ ที่ใส่ลงมา

เวลาใช้งานจะมีความเป็นเม็ดสครับอยู่ด้วย ตัวฟองค่อนข้างละเอียด นุ่มผิว

ส่วนผสมค่อนข้างเยอะเลยทีเดียว เป็นดังภาพ

ในส่วนของสารทำความสะอาดจะเป็นดังนี้

  • กลุ่มของ soap ที่เกิดจากการรวมตัวกันของ Myristic acid, Lauric acid, Palmitic acid, Stearic acid และ Potassium hydroxide ได้เป็นเกลือของกรดไขมัน มีความสามารถในการทำความสะอาดที่ดี
  • เสริมความอ่อนโยนด้วย coco-betaine, Disodium cocoamphoacetate ซึ่ง 2 ตัวนี้เป็นสารทำความสะอาดชนิดสองประจุ (amphoteric) ร่วมกับ Coco glucoside ที่ไม่มีประจุ และ
  • ส่วนผสมที่น่าสนใจอย่าง Inulin lauryl carbamate น่าจะเด่นในแง่ของการผสานเนื้อครีมให้คงตัว น้องดัดแปลงโครงสร้างมาจาก Inulin

ตัวเม็ดสครับที่เห็นน่าจะมาจาก Artemisia princeps leaf powder ซึ่งเป็นพืชในกลุ่มเดียวกับจิงจูฉ่าย โดยอาจจะมี Bentonite ซึ่งเป็นผงในกลุ่ม Clay เข้ามาร่วมด้วยอีกแรง

ในด้านของสารบำรุงที่ใส่มาเรียกได้ว่าเป็นกลุ่มของสารสกัดพืชหลากหลายชนิด

ถึงแม้ว่า Cleanser สัมผัสผิวแค่ชั่วคราว เราอาจจะไม่ได้รับประโยชน์จากสารบำรุงมากนัก แต่มีก็ดีกว่าไม่มี

ให้คะแนน

  1. สารทำความสะอาด เป็นกลุ่ม soap ที่ทำความสะอาดได้ดี เสริมความอ่อนโยนด้วยสารทำความสะอาดกลุ่ม amphoteric และ nonionic ให้ไป 5 ฟลาสก์
  2. ส่วนผสมอื่นๆ มีสารบำรุงอยู่หลากหลายชนิด ไม่มีส่วนผสมของสารที่ไม่เป็นมิตรกับผิว เลยไม่มีที่ให้หักคะแนน ให้ไป 5 ฟลาสก์
  3. ความชอบ ส่วนตัวชอบโฟมล้างหน้าสูตรนี้ตรงที่ใช้กลิ่นจากสมุนไพรจริงๆ ไม่มีส่วนผสมของน้ำหอมอื่นในสูตร ให้กลิ่นในโทนสมุนไพรจีน กลิ่นของ artemisia ที่คล้ายๆ จิงจูฉ่ายค่อนข้างชัด ฟองนุ่ม ฟองละเอียดคล้ายครีม ละเลงบนหน้าง่าย ไม่ต้องออกแรงเยอะ ล้างออกง่าย ไม่ถึงกับเอี๊ยด ล้างเสร็จเช็ดโทนเนอร์ แล้วทาบำรุงต่อเลยก็คือได้เลย ให้ไป 5 ฟลาสก์

สุดท้ายนี้ต้องขอขอบคุณทุกท่านที่ติดตามรับชมมาจนจบ และขอขอบคุณทางแบรนด์ Bad Skin ประเทศเกาหลีด้วยนะคะ ที่ส่งผลิตภัณฑ์ที่น่าสนใจมาให้

สำหรับท่านที่สนใจสามารถสอบถามทางแบรนด์ได้โดยตรง

แนบลิงค์ช้อปปิ้ง

https://s.shopee.co.th/7V9V4NhmA2

Disclaimer/conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับเป็นของขวัญจากทางแบรนด์ การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสม/วัตถุดิบตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล ผู้เขียนไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับบริษัทเครื่องสำอางใดๆ โปรดใช้วิจารณญาณ

Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสม Bioderma Sensibio H2O Micellar water คลีนซิ่งที่มาพร้อมเทคโนโลยี biomimetic

มันจะมี Cleansing water อยู่ตัวหนึ่ง ที่สุดท้ายเราก็กลับมาหาน้องเสมอ

น้องคือ  Sensibio H2O Micellar Water จาก Bioderma หรือ ไมเซลล่า ฝาชมพูในตำนาน ที่พัฒนาสูตรมาโดยอาศัยหลักการทาง “Ecobiology” เพื่อปรับสมดุลไมโครไบโอม ที่เป็นเสมือนชุมชนของเจ้าตัวจิ๋วบนผิว ช่วยให้ผิวแข็งแรง

ส่วนตัวจะชอบแพคเกจที่เป็นฝาปิดแบบนี้

หัวใจที่สะอาดของการมีผิวสุขภาพดี คือ การทำความสะอาดอย่างพอเหมาะ

พอเหมาะในที่นี้คือ ไม่มากไป ไม่น้อยไป คหสต. คิดว่า ใช้คู่กับสำลี เพื่อเช็ดเบสเมคอัพจากหน้าแค่ 1 – 2 แผ่นก็พอ แล้วไปล้างต่อด้วยโฟม-เจลที่เราชอบ

Micellar water ก็เช่นกัน ก่อนล้างโฟม-เจล ใช้น้ำลูบหน้า จะได้น้ำนมออกมา ให้ล้างหน้าด้วยน้ำเปล่าก่อนจนหมดน้ำนม แล้วค่อยใช้โฟม-เจลที่ชอบ

โดยข้อดีของ Micellar water คือ มาในเบสแบบน้ำ ใช้งานง่าย เนื้อสัมผัสดี เหมาะกับอากาศประเทศไทย เกิดอาการไม่พึงประสงค์ได้น้อยกว่า

โดย Sensibio H2O Micellar Water จาก Bioderma นั้น มีจุดเด่นที่น่าสนใจ ได้แก่

  • เป็นผู้นำด้านเทคโนโลยี Cleansing water มาอย่างเนิ่นนาน
  • พัฒนาสูตรมาอย่างอ่อนโยน
  • มีผลทดสอบในอาสาสมัครว่าทำความสะอาดทั้ง เมคอัพ มลภาวะ และ ละอองเกสร ได้ถึง -99% ซึ่งการสะสมตัวของ มลภาวะ และละอองเกสร นำไปสู่ผิวระคายเคืองแพ้ง่าย

ในวันปกติแม้ไม่ได้แต่งหน้า ก็อาจมีการสะสมของพวกฝุ่นละอองบนผิว ล้างด้วย Micellar water 1 แผ่น ก่อนไปล้างโฟม-เจล ก็ดีนะ

สำหรับประสิทธิภาพในการทำความสะอาดก็คือ ด้วยความที่เราแต่งหน้าไม่หนามาก ใช้รองพื้นเบาๆ แบบ sheer finish ไม่ปกปิดเยอะ ใช้สำลีแค่ 1 – 2 แผ่น ก็เช็ดได้ทั่วหน้า

และถ้าวันไหนแต่งตาด้วยก็จะเท Micellar water ลงบนสำลีให้ชุ่ม วางบนเปลือกตาประมาณ 30 วินาที แล้วลากออกเบาๆ ไปทางหางตา ก่อนจะใช้คอตตอนบัดส์ ชุบ Micellar water มาคลีนมาสคาร่าที่ตกค้างจากโคนขนตาออก ส่วนตัวใช้แล้วไม่แสบตา

ส่วนผสมเป็นดังนี้

ในภาพรวม Sensibio H2O Micellar Water จาก Bioderma พัฒนาสูตรมาได้เป็นอย่างดี ตอบโจทย์ทุกสภาพผิว โดยเฉพาะผิวบอบบางแพ้ง่าย

จุดเด่นของสูตรส่วนผสมชุดนี้คือ

  1. เลือกใช้สารทำความสะอาดที่อ่อนโยนกับผิว คือ PEG-6 caprylic/capric glycerides ซึ่งนอกจากความสามารถในการทำความสะอาดที่ดี บางตำราจัดสารตัวนี้เป็น “Hydrophilic emollient” ที่ช่วยให้ผิวนุ่ม แต่ละลายน้ำได้ (ไม่เหมือน emollient ปกติซึ่งละลายในน้ำมัน)
  2. เทคโนโลยี Micellar ที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากไขมันบนผิวหนัง พัฒนามาในรูปแบบ 100% biomimetic พร้อมผลทดสอบว่า ไม่ทำร้ายสมดุลระบบนิเวศน์ผิว ซึ่งเป็นหัวใจหลักของแบรนด์ Bioderma และบริษัทแม่ NAOS นอกจากนี้ยังมีผลเทสต์ว่า สามารถถูกกำจัดในผิวได้ภายใน 10 นาที ซึ่งลดโอกาสในการสะสมและก่อให้เกิดการระคายเคือง
  3. นวัตกรรมสิทธิบัตร D.A.F.™ (Dermatological Advanced Formulation) ที่เบลนด์เอา น้ำตาลที่เลียนแบบธรรมชาติ 3 ชนิด ซึ่งแบรนด์เคลมว่าสามารถเพิ่มความแข็งแรงให้แก่ชั้นผิว + soothing ให้ความรู้สึกสบายผิว เพิ่มความทนทานของผิวแพ้ง่าย ให้แข็งแกร่งต่อสิ่งแวดล้อมและสิ่งกระตุ้นจากภายนอกมากขึ้น

เสริมสารบำรุงอื่นๆ เช่น Fructooligosaccharides เป็น prebiotics ที่ช่วยเสริมการเจริญของจุลินทรีย์ดีๆ บนผิว ที่เรียกว่า probiotics และ สารสกัดจากแตงกวา (Cucurmis sativus extract) ที่มีประโยชน์ในด้านความชุ่มชื้น

ให้คะแนน

  1. สารทำความสะอาด เลือกใช้ PEG-6 caprylic/capric glycerides เป็นสารทำความสะอาด ซึ่งสารนี้มีความสามารถในการทำความสะอาดที่ดี และมีความอ่อนโยน ให้ไป 5 ฟลาสก์
  2. ส่วนผสมอื่นๆ เบลนด์เอานวัตกรรมสิทธิบัตร DAF ที่เพิ่มความชุ่มชื้น เสริมความแข็งแรงชั้นผิว ให้ผิวทนทานต่อสิ่งกระตุ้นจากสิ่งแวดล้อม มี prebiotic (fructooligosaccharide) และเสริมสารสกัดจากแตงกวามาเสริมความชุ่มชื้น ส่วนผสมอื่นๆ มีอยู่เท่าที่จำเป็น ไม่มีสารที่ไม่เป็นมิตรกับผิว เลยให้ไป 5 ฟลาสก์
  3. การใช้งาน ส่วนตัวค่อนข้างชอบฟีลลิ่งขณะใช้ ฟีลลิ่งหลังใช้ เรียกได้ว่า นอกใจน้องไป เดี๋ยวก็ต้องกลับมาหาน้องอยู่ดี ในด้านทำความสะอาด ทำมาได้ดี ด้วยความที่เราแต่งหน้าไม่เยอะ น้องเอามาสคาร่าที่ไม่ได้กันน้ำมากนักออกได้หมดอยู่ ถ้าแปะบนสำลี แล้วเช็ดลากบริเวณดวงตา ส่วนตัวไม่แสบตา ให้ไป 5 ฟลาสก์

สุดท้ายนี้ขอบคุณทุกท่านที่ติดตามรับชมมาจนจบ และสำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ทางแบรนด์เลยนะคะ https://bit.ly/BiodermaBA

พิกัดสินค้า Boots, EVEANDBOY, Watsons online, Konvy

หรือช้อปปิ้งออนไลน์ได้บน Shopee, Lazada

Shopee https://s.shopee.co.th/805XKE5xTR

Lazada https://s.lazada.co.th/s.Z0IVvA?cc

Disclaimer/conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากทางแบรนด์ การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสม/วัตถุดิบตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล และผู้เขียนไม่ได้ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับบริษัทเครื่องสำอางใดๆ โปรดใช้วิจารณญาณ

Image

[Update Dec 2025] รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสม CeraVe Moisturising Cream

สำหรับ Blog นี้เป็นการอัพเดทรีวิว และวิเคราะห์ส่วนผสมครีมมอยส์กระปุก CeraVe Moisturizing cream เวอร์ชั่นตรวจสอบส่วนผสมล่าสุดเทียบกับ Lot ผลิต เดือน มิ.ย. 2025 นะคะ

แบรนด์ CeraVe นี่เป็นแบรนด์เวชสำอางบำรุงผิวที่พัฒนาร่วมกับแพทย์ผิวหนังชั้นน้ำของอเมริกา มีราคาที่จับต้องได้ หาซื้อได้ง่าย และเป็นที่นิยมทั่วโลกเลยทีเดียว

โดยทางแบรนด์พึ่งจะจัดงานฉลองครบรอบ 20 ปีไม่นานมานี้เองค่ะ

Cerave products
20th anniversary cerave

สำหรับตัวครีมนี้จะค่อนข้างเหมาะกับผู้ที่มีผิวแห้ง – แห้งมาก มาในเนื้อสัมผัสแบบครีมข้นค่ะ

ตัวกระปุกจะมาในขนาด 16 oz หรือ 454 กรัม

cera 3

ในส่วนของตัวครีมเนื้อจะข้น แต่ก็ไม่ได้เหนอะหนะ ระหว่างวันก็ไม่ได้เยิ้มหรือลื่นเป็นเมือกๆ เมื่อเหงื่อออก

cera 4

cera 8

ถึงจะดูข้น แต่ก็เกลี่ยง่าย และไม่เหนอะหนะ หนักผิว

cera 9

ส่วนผสมก็จะค่อนข้างคล้ายกัน ต่างกันที่สารขึ้นเนื้อครีมที่ใช้ค่ะ

ก่อนไปดูวิเคราะห์ส่วนผสม เรามาดูองค์ประกอบของ Barrier ผิวเรา และเทคโนโลยี MVE ที่ทางแบรนด์ใช้ซักหน่อยนะคะ

ในผิวชั้นนอกของเรา จะมีส่วนประกอบที่สำคัญอยู่ 3 อย่าง ที่ทำหน้าที่เป็นตัวปกป้องรักษาความชุ่มชื้นให้คงอยู่ในผิว และป้องกันไม่ให้สารอันตรายต่างๆเข้ามาในผิว ที่เราเรียกกันว่า Barrier ผิวค่ะ

สิ่งเหล่านี้ได้แก่

  1. ไขมันที่เรียงตัวเป็นชั้นๆ หรือ Lipid lamellar
  2. สารชอบน้ำ ที่เรียกว่า Natural moisturizing factor เช่น พวกกรดอะมิโน น้ำตาล ยูเรีย และอิออนบางชนิด
  3. โปรตีนเคราติน และการเรียงตัวแบบสลับซับซ้อนของเซลล์ผิวที่ตายแล้วในชั้นนอก ที่ชื่อ Corneocyte มาพร้อมเปลือกหุ้มทำจากโปรตีน เรียก cornified envelope

ว่ากันว่า ไขมันนั้นสำคัญที่สุดในการเป็น Barrier ของผิว ซึ่งจะประกอบด้วย Ceramide เป็นหลัก (ประมาณ 45 – 50% โดยน้ำหนัก) เรียงตัวผสานกับ Cholesterol และ กรดไขมัน

โดย Ceramides นั้นมีหลายชนิด และมีความสำคัญต่อความแข็งแรงในการเป็น Barrier ผิว รวมถึงควบคุมการจัดเรียงโครงสร้างของเซลล์ขี้ไคล หรือ corneocyte

การเรียกชื่อ Ceramide จะมีโค้ดเรียกเป็น CER ตามด้วยอักษร FB โดย F แทนถึงกรดไขมันที่มาจับ และ B แทนถึงหัวเบสของเซราไมด์

ในยุคโบราณการเรียกชื่อจะใช้ตัวเลข เรียงๆ ไป เช่น Ceramide 1, 3, 6 ประมาณนี้

จุดเด่นอย่างหนึ่งของ CeraVe ก็คือ ใช้ Ceramide 3 ชนิด คือ Ceramide 1, Ceramide 3 และ Ceramide 6-II ในสัดส่วนที่เหมาะสมเพื่อเสริมการฟื้นฟู Barrier ผิวของเราได้อย่างลงตัว

ส่วนเทคโนโลยี MVE นั้น เป็นเทคโนโลยีที่ทางแบรนด์เลือกใช้ในการนำส่งสารบำรุงเข้าสู่ผิวค่ะ

MVE นั้นย่อมาจาก Multivesicular emulsion ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่มีทั้งสิทธิบัตร และงานวิจัยรองรับรับ โดยเป็นระบบนำส่งที่มีรูปร่างเป็นทรงกลมที่มีหลายๆชั้น คล้ายหัวหอม เวลาลงผิว ก็จะค่อยๆปลดปล่อยออกมาทีละชั้น ทำให้สารเพิ่มความชุ่มชื้นต่างๆอยู่ในผิวได้นานขึ้น (J Clin Aesthet Dermatol. 2016; 9(12): 26–32.)

หน้าตาก็จะประมาณนี้ค่ะ

MVE

(Image source: Draelos ZD in Cosmetic Dermatology: Products and Procedures)

มาดูส่วนผสมกันดีกว่านะคะ

(update เทียบกับล็อตผลิต มิ.ย. 2568)

ส่วนผสมในภาพรวมเป็นผลิตภัณฑ์รูปแบบครีม มีส่วนผสมของน้ำมันเคลือบผิว น้ำมันบำรุง มีสารเติมน้ำอย่าง hya อยู่ด้วย

ในส่วนของสารบำรุงสีม่วงจะเป็นส่วนของสารไขมันที่เป็นองค์ประกอบของ Barrier ผิว ซึ่งได้แก่

  • Ceramides ทั้ง 3 ชนิด คือ Ceramide NP, AP และ EOP ซึ่งถือว่าเป็นการเลือกเซราไมด์หลากหลายชนิดเข้ามาเพื่อดูแล Barrier ผิวให้แข็งแรงได้อย่างลงตัว
  • Cholesterol เป็นอีก 1 องค์ประกอบที่สำคัญของ Barrier ผิว
  • Caprylic/capric glycerides เป็นไขมันชนิด Triglycerides ซึ่งผิวเราสามารถย่อยสลายแปรสภาพได้เป็นกรดไขมัน กับ Glycerin

สารบำรุงอื่นๆ ได้แก่

  • Sodium hyaluronate ซึ่งมีประโยชน์ในการเพิ่มความชุ่มชื้น
  • Tocopherol หรือวิตามินอี เป็น antioxidant ส่วนหนึ่งมีประโยชน์ในการปกป้องสารไขมันในสูตรไม่ให้เสื่อมสภาพ

ใช้ Petrolatum และ Dimethicone เป็นสารเคลือบผิวกันน้ำระเหยออกจากผิว

ทีนี้หลายคนเห็น Dimethicone อาจจะเริ่มคิดว่าอีเจ้านี่เป็น Silicone จะได้หรือ ปลอดภัยไหม โอเคไหมนะ

จริงๆ Dimethicone เป็น Silicone ตัวพื้นฐานที่ค่อนข้างมีประโยชน์ และมีข้อมูลความปลอดภัยที่ค่อนข้างดี ในท้องตลาด dimethicone มีหลายเกรด ตัวที่ปกป้องผิวกันน้ำระเหยได้ดีจะมีขนาดที่ใหญ่ ไม่ซึมลงไปในผิว แค่เคลือบปกป้องอยู่ด้านบน จึงมีความเสี่ยงต่ำในการเกิดอาการไม่พึงประสงค์ น

ใน USA จัดให้ dimethicone เป็น OTC (over-the-counter) หมายถึง ผลิตภัณฑ์ที่จำหน่ายในร้านยา แต่สามารถซื้อได้เลยโดยไม่ต้องใช้ใบสั่งแพทย์ ซึ่ง dimethicone จัดอยู่ในกลุ่ม skin protective คือ ปกป้องผิว

ดังนั้นจึงจะเห็นได้ว่า การมีทั้งออยล์บำรุงในสูตร (ไขมันจากธรรมชาติ) และออยล์เคลือบ รวมทั้งสารเติมน้ำอย่าง hya + glycerol จึงทำให้ CeraVe เป็นมอยส์ที่ดีในการเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิว

แนบทางไปช้อปปิ้ง

ช้อปปี้ https://s.shopee.co.th/5fi9dDCAje

ลาซาด้า https://s.lazada.co.th/s.ZbkPRw?cc

Disclaimer/conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับมาจากทางแบรนด์ CeraVe การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสมตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล และผู้เขียนไม่ได้มีผลประโยชน์ใดๆในการขายสินค้า โปรดใช้วิจารณญาณ

Image

[Mini review] รีวิวยาสีฟันผสม Hydroxyapatite จาก Unlabel Lab ประเทศญี่ปุ่น

ระหว่างการเดินเล่น ช้อปปิ้งเครื่องสำอาง สกินแคร์ตาม Drug store ของญี่ปุ่น ดิฉันก็ไปเจอเข้ากับยาสีฟันที่มีส่วนผสมของ Hydroxyapatite ย่อว่า HAp ซึ่งเป็นสารที่น่าสนใจมากๆ เลยอยากนำมาอัพเดทกัน

น้องเป็นผลิตภัณฑ์จากแบรนด์ Unlabel Lab ที่มีสินค้าสกินแคร์หลายๆ ชิ้น ที่น่าสนใจและมีแนวคิดทันสมัยไม่น้อยเลย

ตัวยาสีฟันมาในหน้าตาแบบนี้ค่ะ

Hydroxyapatite หรือ ย่อ HAp

เป็นแร่ธาตุหลักที่ประกอบขึ้นเป็นเคลือบฟัน (97%) และเนื้อฟัน (70%) จะเรียกว่าเป็นองค์ประกอบหลักของฟันเรา ก็ไม่เกินจริง

เมื่อนำมาใส่ในยาสีฟัน โดยเฉพาะในรูปแบบ Nano-Hydroxyapatite จะช่วยซ่อมแซมและบำรุงฟันได้อย่างมีประสิทธิภาพมาก

💎 ประโยชน์สุดปังของ Hydroxyapatite

1. ฟื้นฟูเคลือบฟันที่สึกหรอ
– ว่ากันว่าอนุภาคนาโนจะเข้าไปเติมเต็มรอยแตกร้าวเล็กๆ บนผิวเคลือบฟัน
– ช่วยซ่อมแซมฟันผุเบื้องต้นและรอยจุดขาวบนฟันได้
– งานวิจัยพบว่ายาสีฟันที่มี Hydroxyapatite 10% ให้ผลดีเทียบเท่ายาสีฟันฟลูออไรด์เลยทีเดียว

2. ดูแลปัญหาเสียวฟัน โดย HAp ไปปิดกั้นช่องว่างเล็กๆ (Dentinal Tubules) ที่ทำให้เสียวฟันเมื่อทานของเย็น-ร้อน

3. ข้อมูลความปลอดภัยดี (ณ วันนี้ พย 2568) ว่ากันว่าอาจดีกว่าฟลูออไรด์ด้วย

4. ลดการเกาะติดของเชื้อแบคทีเรียที่ก่อฟันผุ (Streptococcus mutans)

5. มีบางแหล่งเคลมว่า ทำให้ฟันเรียบเนียน สวยงาม
– ช่วยเคลือบผิวฟันให้เรียบขึ้น
– ทำให้ฟันดูมีความเงางามมากขึ้น

คำแนะนำในการเลือกใช้

หากสนใจลองใช้ยาสีฟันที่มี Hydroxyapatite แนะนำให้เลือกผลิตภัณฑ์ที่มีปริมาณ 5%+ โดยความเข้มข้น 10% จะเป็นที่นิยมและมีงานวิจัยรองรับ

สำหรับสูตรนี้นั้นมี HAp ผสมอยู่ 5% ค่ะ

Disclaimer: self purchased, self opinion