Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสมเซรั่ม Hyaluronic acid 2% + B5 จาก The Ordinary

Revised April 25, 2021 (Ingredient list was checked with the official website)

สำหรับ Blog post นี้จะเป็นการรีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสมเซรั่ม Hyaluronic acid (2%) + B5

เป็นผลิตภัณฑ์จากแบรนด์ The ordinary ซึ่งตอนนี้เป็นแบรนด์ที่หลายๆคนกำลังจับตามอง ด้วยราคาที่ค่อนข้างถูก ใช้ส่วนผสมที่จัดมาอย่างเรียบง่าย แต่ลงตัว ทำให้แบรนด์นี้ได้รับรางวัลมากมายจากหลายๆแหล่งเลยทีเดียว

แต่ข้อเสียคือ แบรนด์นี้จะหาซื้อยากนิดนึง จะ Shipping มาเองจาก Canada/USA ก็แบบว่าค่าส่งแพงเว่อร์วังมาก แพงกว่าค่าเซรั่มเสียอีก จะพรีออร์เดอร์ก็กลัว เพราะตัวขวดไม่ได้มี Seal หรืออะไรการันตีเลยว่าเป็นของใหม่ แถมวันผลิตก็ไม่มี นางปั๊มมาแค่ Lot ซึ่งเอาไปเชคยังไงมี่ก็ไม่ทราบ ลองไปหาหน้าเวบแล้วไม่เจอ (ถ้าใครรู้บอกหน่อยนะคะ)

แต่นับเป็นโชคดีอย่างหนึ่งของสายเกาอย่างเรา นางมีชอปที่เกาหลี ซึ่งมี่เคยอัพกระทู้พาไปชมไว้เมื่อช่วงปลายปีที่แล้วค่ะ

ลิงค์: http://www.jeban.com/topic/240844

แล้วก็เคยรีวิวตัว Granactive retinoid ไว้ด้วยค่ะ
ลิงค์: http://www.jeban.com/topic/238578

ว่าแต่รีวิวไปแล้วแล้วเธอมาทำไม

ที่มาไม่ได้จะมาเล่าอะไรซ้ำซาก วันนี้จะมารีวิวตัวเซรั่มสูตร Hya 2% + B5 ที่พึ่งไปได้มาจากเกาหลีค่ะ

นางจัดอยู่ในกลุ่ม Hydrators and oils ค่ะ

หน้าตาเค้าจะมาคล้ายๆกันเป็นแบบนี้ค่ะ

ลักษณะของ Package คือ มาในรูปแบบขวดแก้วที่มีหลอดหยด

เหมือนกันแทบทุกไลน์เลยทีเดียว

เซรั่มตัวนี้เคลมว่า ใช้โมเลกุลของ Hyaluron หลายๆขนาด เพื่อการเติมน้ำให้ชั้นผิวที่หลายระดับ (Multi-depth care) คล้ายๆกับ Hylamide สูตรม่วง และ Niod สูตร MMHC เพียงแต่มีราคาย่อมเยากว่า และแน่นอน ส่วนผสมก็ยังหรูเทียบ Hylamide กับ Niod ไม่ได้ค่ะ ของแพงต้องอัดแน่นกว่าอยู่แล้วหละ จุดนี้

ตัวเซรั่มเป็นแบบน้ำใส ค่อนข้างหนืด มีกลิ่นของวัตถุดิบอยู่ค่ะ

นางจะมีความหนึบค่อนข้างมาก ส่วนตัวจะใช้แค่กลางคืนค่ะ

ค่า pH อยู่ที่ประมาณ 6 – 7

มาดูส่วนผสมกันบ้างนะคะ

ตัวส่วนผสมจะค่อนข้างเรียบง่ายสมชื่อแบรนด์ค่ะ

ในด้านของส่วนผสม มี Hyaluron อยู่ 2 รูปแบบ คือ Hya ปกติ กับ Hya polymer ที่มีขนาดใหญ่ เน้นเคลือบคลุมผิวภายนอก

เสริมมาด้วยสารสกัดจากสาหร่ายสีแดง และ Panthenol ซึ่งเป็นโปรวิตามินบี 5 เสริมเข้ามา จึงมีความเด่นในด้านของการเป็น moisturizer ที่เติมน้ำให้ผิวเป็นหลัก

สำหรับ Hyaluron ที่ใช้ ทางแบรนด์เคลมว่า ใช้ 3 ขนาด คือ ขนาดใหญ่ ขนาดกลาง และ ขนาดเล็ก มีเคลมเรื่องของการเติมน้ำให้ผิวที่หลายๆระดับ

สารสกัดจากสาหร่ายสีแดง (Ahnfeltia concinna extract) เสริมเข้ามา ข้อมูลจากผู้ผลิตระบุว่ามีคุณสมบัติส่งเสริมการผลัดเปลี่ยนเซลล์ผิว เพิ่มความยืดหยุ่น ความนุ่ม ลดริ้วรอยให้ผิวเรียบเนียน ลดการระคายเคืองให้ความรู้สึกสบายผิว

Panthenol หรือ โปรวิตามินบี 5 มีประโยชน์กับผิวในด้านของการเติมน้ำให้ผิว และลดการอักเสบระคายเคือง

อีกจุดที่น่าสนใจคือการใส่ Ethoxydiglycol เข้ามา ซึ่งสารนี้ทำหน้าที่เพิ่มการดูดซึมของสารอื่นเข้าสู่ผิวได้ (เรียกว่าเป็น penetration enhancer) น่าจะมีประโยชน์ในการเสริมการซึมเข้าไปของ Hya แต่ประเด็นนี้ไม่ค่อยแน่ใจ เพราะยังไม่มีข้อมูลการเสริมการดูดซึมของสารที่ละลายน้ำได้ดี และมีขนาดใหญ่

ในด้านภาพรวม ถือว่าเป็นเซรั่มเติมน้ำที่ทำมาได้ดี เมื่อเทียบกับราคา (ประมาณ 350 บาท/30 ml คิดเป็น 11.67 บาท/ml) ปราศจากน้ำหอม แอลกอฮอล์และสารอื่นที่ไม่เป็นมิตรกับผิว

มาให้คะแนนกันค่ะ

วันนี้ขอให้คะแนนที่ 2 หมวดนะคะ เนื่องจากส่วนผสมค่อนข้างน้อย

  1. ส่วนผสม ในภาพรวมถือว่าทำมาได้ดีในการด้านการเป็นเซรั่มเติมน้ำ แต่ส่วนตัวมี่ชอบสกินแคร์ที่ส่วนผสมหวือหวาเยอะแยะอัดแน่นมากกว่า คิดว่าเดี๋ยวนี้เรายังมี Hya อีกหลายประเภท รวมถึงอาจเลือกเอา N-acetyl glucosamine ซึ่งเป็นหน่วยเล็กสุดของ Hya มาใช้ได้อีก นางยังไปได้อีกเยอะ เหมือนยังไม่สุด เลยขอให้ 4 ฟลาสก์ 
  2. การใช้งาน ส่วนตัวมี่ผิวผสม/แห้งนะคะ แต่ก็ยังคิดว่าเซรั่มนี้หนึบไปนิดหน่อยสำหรับการใช้ตอนกลางวัน เลยใช้แค่กลางคืน ในด้านของความชุ่มชื้น แบบว่าแอบเซอร์ไพรส์นะ ลงผิวแล้วเช้าตื่นมาคือหน้านุ่มฟูดีงามมาก ดีกว่าที่คิด ดีกว่าที่ดูจากส่วนผสมเยอะมาก ถ้าหนึบน้อยกว่านี้อีกนิดน่าจะฟินได้มากกว่านี้อีก ขอให้ 4 ฟลาสก์

สำหรับวันนี้คงต้องขอตัวลากันไปเท่านี้ พบกันใหม่โอกาสถัดไป สวัสดีค่ะ

Disclaimer/conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ซื้อด้วยตนเอง การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสมตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล และผู้เขียนไม่ได้มีผลประโยชน์ใดๆในการขายสินค้า โปรดใช้วิจารณญาณ

Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสม มอยส์เจอไรเซอร์นี้ที่รอคอยมานาน กับ CeraVe Moisturizing lotion และ cream

สวัสดีค่ะ

เชื่อว่าหลายๆท่านน่าจะรู้จักสกินแคร์ชื่อดังอย่าง CeraVe มากันบ้างแล้วนะคะ นางเป็นแบรนด์เวชสำอางชื่อดังจากอเมริกา ซึ่งในสมัยก่อนเราจะต้องหิ้ว หรือสั่งจากเว็บอย่าง iHerb เอานะคะ ตอนนี้ทางบริษัทL’oreal Thailand ก็ได้นำเอาสินค้าในแบรนด์ CeraVe เข้ามาจำหน่ายในไทยแล้วค่ะ ไม่ต้องสั่งบนเว็บ ไม่ต้องหิ้วให้เหนื่อยต่อไป

แบรนด์ CeraVe นี่เป็นแบรนด์เวชสำอางบำรุงผิวที่พัฒนาร่วมกับแพทย์ผิวหนังชั้นน้ำของอเมริกา มีราคาที่จับต้องได้ หาซื้อได้ง่าย และเป็นที่นิยมทั่วโลกเลยทีเดียวค่ะ

ซึ่งส่วนตัวมี่มีโอกาสได้ไปร่วมงานเปิดตัวของ CeraVe ในไทยเมื่อช่วงปลายเดือน มิ.ย. ที่ผ่านมาค่ะ

แอบกระซิบว่าบางสูตรที่เข้าไทย ผ่านการวิจัยและปรับสูตรเพื่อให้เหมาะกับการใช้ในอากาศบ้านเราด้วยค่ะ

หลังจากลองใช้สูตรใหม่มาซักพัก วันนี้เลยอยากขอเอาหยิบเอากลุ่มบำรุงมาวิเคราะห์ส่วนผสมให้ได้ชมกันค่ะ

วันนี้ขอเปิดฉากการวิเคราะห์ส่วนผสมด้วยผลิตภัณฑ์สูตรบำรุงที่เรียกได้ว่าเป็นตัวเด่นของ CeraVe ที่เปิดตัวในครั้งนี้ จะเป็นตัว Moisturizing lotion ที่มาในเนื้อโลชั่น และ Moisturizing  cream ที่มาในเนื้อครีมเข้มข้นค่ะ

หน้าตาเป็นแบบนี้นะคะ

cera 1

ในสูตรโลชั่น นางจะมาใน 2 ขนาด คือ ขนาดเล็ก 88 ml และขนาดใหญ่ 473 ml ค่ะ

ตัวที่มี่ได้มาจะเป็นขนาดใหญ่ที่มาในขวดแบบปั๊มค่ะ ใช้กันจุใจมาก

cera 2

เนื้อสัมผัสจะเป็นเนื้อโลชั่น ไม่มีน้ำหอม อาจจะได้กลิ่นจางๆของวัตถุดิบอยู่ค่ะ

cera 5

เกลี่ยได้ง่าย ลื่น สบายผิว

cera 6

ซึมค่อนข้างไว ให้สัมผัสบางเบา ไม่เหนอะหนะ

cera 7

ส่วนสูตรครีม ก็มาด้วยกัน 2 ขนาด เช่นกัน ขนาดเล็กเป็นแบบหลอดบีบ 50 ml และขนาดใหญ่ 454 กรัม

ที่มี่ได้มาจะเป็นขนาดใหญ่นะคะ ใช้กันจุใจเช่นเคย

cera 3

ในส่วนของตัวครีมเนื้อจะข้นกว่าค่ะ แต่ก็ไม่ได้เหนอะหนะ หรือมันเยิ้มจนรำคาญผิวเลย

cera 4

ทั้งสองสูตรมีเนื้อสัมผัสที่ต่างกันเล็กน้อยค่ะ โดยตัวครีมเนื้อจะเข้มข้นกว่าเนื้อโลชั่นค่ะ

cera 8

ถึงจะดูข้น แต่ก็เกลี่ยง่าย และไม่เหนอะหนะ หนักผิว

cera 9

ส่วนผสมก็จะค่อนข้างคล้ายกัน ต่างกันที่สารขึ้นเนื้อครีมที่ใช้ค่ะ

 

ก่อนไปดูวิเคราะห์ส่วนผสม มี่อยากเล่าให้ฟังถึงองค์ประกอบของ Barrier ผิวเรา และเทคโนโลยี MVE ที่ทางแบรนด์ใช้ซักหน่อยนะคะ

 

ในผิวชั้นนอกของเรา จะมีส่วนประกอบที่สำคัญอยู่ 3 อย่าง ที่ทำหน้าที่เป็นตัวปกป้องรักษาความชุ่มชื้นให้คงอยู่ในผิว และป้องกันไม่ให้สารอันตรายต่างๆเข้ามาในผิว ที่เราเรียกกันว่า Barrier ผิวค่ะ

สิ่งเหล่านี้ได้แก่

  1. ไขมันที่เรียงตัวเป็นชั้นๆ หรือ Lipid lamellar
  2. สารชอบน้ำ ที่เรียกว่า Natural moisturizing factor เช่น พวกกรดอะมิโน น้ำตาล ยูเรีย และอิออนบางชนิด
  3. โปรตีนเคราติน และการเรียงตัวแบบสลับซับซ้อนของเซลล์ผิวที่ตายแล้วในชั้นนอก ที่ชื่อ Corneocyte

 

ว่ากันว่า ไขมันนั้นสำคัญที่สุดในการเป็น Barrier ของผิวนะคะ

แน่นอนว่า ไขมันนี้ เป็นคนละชนิดกับ น้ำมัน Sebum ที่หลั่งออกมาจากต่อมไขมันในรูขุมขนนะคะ

ไขมันส่วนนี้อยู่ในผิวชั้นนอกของเรา เรียงตัวเป็นชั้นๆ ประกอบด้วยไขมัน 3 ชนิดหลักๆ คือ Ceramide, Cholesterol และ กรดไขมันค่ะ

และองค์ประกอบที่พบมากที่สุดในไขมันนี้ก็คือ Ceramide ที่พบได้เกือบถึง 50% เลยทีเดียว และนางก็มีความสำคัญมากกับความแข็งแรงของ Barrier ผิว

Ceramide นั้นมีหลายชนิดค่ะ แต่ชนิดที่มีความสำคัญคงหนีไม่พ้น Ceramide 1 แต่ทางเครื่องสำอางเราไม่ค่อยนำมาใช้กัน เพราะปัญหาเรื่องความคงตัว เลยหยิบเอา Ceramide 3 ที่คงตัวดีกว่ามาใช้กันเสียมากกว่า

ข้อดีอย่างหนึ่งของ CeraVe ก็คือ ใช้ Ceramide 3 ชนิด คือ Ceramide 1, Ceramide 3 และ Ceramide 6-II ในสัดส่วนที่เหมาะสมเพื่อเสริมการฟื้นฟู Barrier ผิวของเราได้อย่างลงตัวค่ะ

ส่วนเทคโนโลยี MVE นั้น เป็นเทคโนโลยีที่ทางแบรนด์เลือกใช้ในการนำส่งสารบำรุงเข้าสู่ผิวค่ะ

MVE นั้นย่อมาจาก Multivesicular emulsion ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่มีทั้งสิทธิบัตร และงานวิจัยรองรับรับ โดยเป็นระบบนำส่งที่มีรูปร่างเป็นทรงกลมที่มีหลายๆชั้น คล้ายหัวหอม เวลาลงผิว ก็จะค่อยๆปลดปล่อยออกมาทีละชั้น ทำให้สารเพิ่มความชุ่มชื้นต่างๆอยู่ในผิวได้นานขึ้น (Ref: J Clin Aesthet Dermatol. 2016; 9(12): 26–32.)

หน้าตาก็จะประมาณนี้ค่ะ

MVE

(Image source: Draelos ZD in Cosmetic Dermatology: Products and Procedures)

 

ถึงเวลาของช่วงวิเคราะห์ส่วนผสมแล้วค่ะ

เริ่มที่ตัว lotion

สผส lotion

ต่อด้วยตัว cream

สผส cream

จากส่วนผสมมี่ได้ทำแถบสีเอาไว้นะคะ ซึ่งทั้งสองสูตรก็ทำมาคล้ายๆกัน ต่างแค่ที่สัดส่วนของสารขึ้นเนื้อครีมเฉยๆ

ในส่วนของสารบำรุงสีม่วงจะเป็นส่วนของสารไขมันที่เป็นองค์ประกอบของ Barrier ผิวค่ะ ซึ่งได้แก่

  • Ceramides ทั้ง 3 ชนิด คือ Ceramide 1, 3 และ 6-II ซึ่งถือว่าเป็นการเลือกเซราไมด์ได้อย่างชาญฉลาด ผิวหนังของคนเราประกอบด้วย Ceramides อยู่หลายชนิดก็จริง อันนี้ขอลงลึกนิดหน่อย ถ้าแบ่งแบบง่ายๆ เราสามารถแบ่ง Ceramides ในผิวได้เป็น 3 กลุ่มใหญ่ ตามชนิดของกรดไขมันที่เป็นองค์ประกอบในโมเลกุล คือ Ceramides กลุ่ม N เป็น Ceramide ที่มีกรดไขมันชนิดปกติ กลุ่ม A มีกรดไขมันที่มีหมู่ Hydroxyl ที่ตำแหน่ง alpha-carbon และกลุ่ม EO มีกรดไขมันชนิดที่มีการ Esterified บริเวณ Hydroxyl ตำแหน่ง Omega ว่ากันว่า เซราไมด์กลุ่ม EO จะมีความสำคัญมากที่สุดในการทำให้ Barrier ของผิวแข็งแรง และผิวเราต้องมีสัดส่วนของ Ceramide A, N และ EO ที่เหมาะสมถึงมีผิวแข็งแรง ทีนี้ทางแบรนด์ก็เลยหยิบเอาเซราไมด์ตัวแทนจากแต่ละกลุ่มมาใส่ในครีม ถึงบอกว่านี่คือการใช้ได้อย่างชาญฉลาด
  1. Ceramide AP เป็น Ceramide ในกลุ่ม A มีชื่ออีกชื่อว่า Ceramide 6 II
  2. Ceramide NP เป็น Ceramide ในกลุ่ม N มีชื่ออีกชื่อว่า Ceramide 3 ตัวนี้เป็นเซราไมด์ชนิดที่พบมากที่สุดในผิวเรา
  3. Ceramide EOP เป็น Ceramide ในกลุ่ม EO ที่มีกรดไขมันสายยาวๆอยู่ แต่จากแหล่งข้อมูล มี่ก็ยังมีความสับสนอยู่ เพราะ Ceramide 1 ที่แท้ทรูคือ Ceramide EOS
  • Cholesterol เป็นอีก 1 องค์ประกอบที่สำคัญของ Barrier ผิว
  • Caprylic/capric glycerides เป็นไขมันชนิด Triglycerides ซึ่งผิวเราสามารถย่อยสลายแปรสภาพได้เป็นกรดไขมัน กับ Glycerin

สีฟ้า เป็นสารบำรุงอื่นๆ ได้แก่

  • Sodium hyaluronate ซึ่งมีประโยชน์ในการเพิ่มความชุ่มชื้น
  • Tocopherol หรือวิตามินอี เป็น antioxidant ที่น่าจะใส่ลงมาเพื่อปกป้องสารไขมันในสูตรไม่ให้เสื่อมสภาพ

 

ส่วนของเนื้อหลัก มาในรูปแบบของอิมัลชั่น ประกอบด้วย น้ำ สารดูดน้ำเพิ่มความชุ่มชื้น และ สารไขมัน ไม่มีส่วนผสมของ Alcohol

 

มาถึงตรงนี้หลายคนอาจจะเกิดคำถาม กฺ็ชั้นเห็นอยู่ทนโท่ตำตา ว่ามี Cetyl aclhol, Stearyl alcohol และ Cetearyl alcohol ทำไมมียอนถึงบอกว่าไม่มี Alcohol

นั่นก็เพราะว่า ชื่อ Alcohol สั้นๆ แบบนี้ในทางเครื่องสำอาง เราจะหมายถึง Ethyl alcohol หรือ Ethanol ที่มีผสมในไวน์ เหล้า รวมถึงที่เราเอามาเช็ดฆ่าเชื้อ

Alcohol นี้ จริงๆในเครื่องสำอางใส่ลงไปเพื่อให้ความรู้สึกสดชื่น และรู้สึกแห้ง เบาสบายผิว แต่ข้อเสียของเค้าคือ นางอาจจะทำให้เกิดการระคายเคืองต่อผิวได้ในบางคนค่ะ

ส่วน Cetyl alcohol, Stearyl alcohol และ Cetearyl alcohol นั้นจะเป็น Alcohol ที่มีขนาดใหญ่ มีจำนวน Carbon ที่สูง กลายเป็นสารในกลุ่มไขมัน ที่เรียกว่า Fatty alcohol ไปแล้ว ไม่ละลายในน้ำเหมือนเจ้า Ethyl alcohol ตัวเล็กๆ

ในทางเครื่องสำอางเราเอา Fatty alcohol มาใช้ในเชิงการเพิ่มเนื้อให้ครีมข้น สวยงาม นางยังให้ประโยชน์ในการเพิ่มความคงตัวให้กับเนื้อครีม และในด้านผิวพรรณ นางยังให้คุณสมบัติเพิ่มความชุ่มชื้นแก่ผิวเราด้วย

 

ทีนี้หลายคนเห็น Dimethicone อาจจะเริ่มคิดว่าอีเจ้านี่เป็น Silicone จะดีหรือ? จริงๆ Dimethicone นี่เป็น Silicone ตัวพื้นฐานที่ค่อนข้างมีประโยชน์ และมีข้อมูลความปลอดภัยที่ดีนะคะ นางมีขนาดที่ใหญ่มาก ไม่ดูดซึมลงไปในผิว จึงมีความเสี่ยงต่ำในการเกิดอาการไม่พึงประสงค์ นางมีความสามารถในการเคลือบปกป้องผิวไม่ให้น้ำระเหยออกจากผิว และมีสัมผัสที่บางเบานุ่มนวล ไม่เหนอะหนะ

 

มาให้คะแนนดีกว่าค่ะ วันนี้ส่วนผสมมีไม่ค่อยเยอะมาก ขอแบ่งให้คะแนนเป็น 2 หมวดนะคะ

  1. ส่วนผสม ถ้าพิจารณาในด้านของส่วนประกอบที่เกี่ยวข้องกับ Barrier ผิวทั้งหมด ตัวนี้ยังถือว่าขาดกลุ่ม NMF อยู่นะคะ แต่ถ้าพิจารณาในด้านของสารไขมันที่เสริมสร้าง Barrier ผิวทั้งหมด ตัวนี้ถือว่าทำมาได้ดี และมีความชาญฉลาด ที่เลือกใช้เซราไมด์ทั้ง 3 กลุ่มหลัก คือ A, N และ EO ตามชนิดที่เป็นองค์ประกอบของ Barrier ผิว ส่วนผสมทุกตัวที่ใส่มามีความเป็นมิตรกับผิวดีค่ะ และอย่าลืมประเด็นของเรื่อง MVE technology ด้วย จุดนี้ขอให้คะแนนแบบในภาพรวม ขอให้ไป 4 ฟลาสก์
  2. การใช้งาน ถ้าดูจากส่วนผสมของสูตรครีม จะเห็นว่ามีส่วนผสมของ Petrolatum อยู่ด้วย ซึ่งสารนี้เป็นสารที่ดีมากในการเคลือบปกป้องผิว แต่ข้อเสียของนางคือมีความเหนอะหนะสูง เราก็คิดว่าจะเหนอะหนะ แต่พอใช้จริงไม่เลย นางซึมไวให้สัมผัสที่บางเบามาก ไม่เหนอะหนะเลย ในส่วนของสัมผัสหลังใช้ก็ถือว่าค่อนข้างดีค่ะ เบาสบายผิว เอามาทาได้ทั้งหน้าและตัวค่ะ ส่วนตัวมี่มีผิวผสม/แห้งลองใช้แล้วก็ถือว่าชอบนะคะ ระหว่างวันไม่มันเยิ้ม และก็ไม่แห้งตึงจนเกินไป แต่หน้าหนาวอาจจะเอาไม่อยู่ ไว้จะมาอัพเดทกันอีกทีค่ะ ตอนนี้ขอให้ 5 ฟลาสก์ไปก่อนนะคะ

 

คะแนน CeraVe

สุดท้ายนี้ต้องขอขอบคุณทางแบรนด์ CeraVe ด้วยนะคะที่ส่งผลิตภัณฑ์ดีๆมาให้มี่ได้ทดลองใช้ และขอบคุณทุกท่านด้วยค่ะที่ติดตามรับชมมาจนจบ

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ทางแบรนด์ CeraVe ได้โดยตรงเลยนะคะ

https://www.facebook.com/CeraveThailandOfficial/

 

พบกันใหม่โอกาสถัดไป สวัสดีค่ะ

Disclaimer/conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับมาจากทางแบรนด์ CeraVe การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสมตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล และผู้เขียนไม่ได้มีผลประโยชน์ใดๆในการขายสินค้า โปรดใช้วิจารณญาณ

Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสม เซรั่มไฮยาจากฝรั่งเศส Booster serum with hyaluronic acid จากแบรนด์ Novexpert

สวัสดีค่ะ

เมื่อวันก่อนมี่ได้เอาเซรั่มวิตามินซีของแบรนด์ Novexpert มารีวิวแล้วนะคะ วันนี้เลยขอเอาเซรั่มไฮยา เป็น Booster serum with hyaluronic acid มารีวิวให้ได้ชมกันค่ะ

 

เริ่มจากขอแนะนำแบรนด์ Novexpert อีกซักรอบนะคะ

ชื่อแบรนด์ Novexpert มาจาก New + Expert ทางแบรนด์ก่อตั้งขึ้นมาจากผู้เชี่ยวชาญในวงการสมุนไพร ชีววิทยา แพทย์ผิวหนัง และนักเคมีที่มีชื่อเสียงหลายคน

ผู้เชี่ยวชาญเหล่านี้ก็ได้คิดค้นวัตถุดิบ และสูตรส่วนผสมสกินแคร์ของแบรนด์ มาเป็นผลิตภัณฑ์บำรุงผิวหลายๆสูตรค่ะ

 

ตัวที่มี่ได้มาเป็นผลิตภัณฑ์กลุ่มของ Hyaluronic acid กับ Vitamin C ที่คิดค้นสูตรโดย Dr. Daniel Colletta อาจารย์มหาวิทยาลัย นักเคมีอินทรีย์ที่มีชื่อเสียงค่ะ

ตรงนี้จะเป็นลิงค์รีวิวของ Vitamin C ที่เคยรีวิวไว้นะคะ

(>>Click<<)

 

หน้าตาของเซรั่มไฮยา หรือ ชื่อเต็ม Booster serum with hyaluronic acid นี้เป็นแบบนี้ค่ะ

นางจะมาในกล่องสีดำ คาดแดง มีข้อความว่า 100% Natural origin และ 480 mg ultra-concentrate อยู่บนกล่องค่ะ

P1010193.JPG

เปิดฝากล่องมาจะเจอ Dr.Colletta ผู้วิจัยสูตรนี้อยู่ค่ะ

no 2

ด้านในเป็นขวดแก้วแบบมีหลอดหยด ขวดสีดำ คาดแดง

no 3

เนื้อเซรั่มค่อนข้างข้น มีกลิ่นหอมหวานๆ ให้ความรู้สึกผ่อนคลาย

no 4

เกลี่ยได้ค่อนข้างง่าย ลื่นผิว แต่ไม่ถึงกับเหนอะหนะ

no 5

ตอนช่วงแรกมี่ใช้หลังเซรั่มตัวหนึ่ง มันจะเหลวๆเมือกๆหน่อย เลยเอามาใช้เป็นสเตปแรกหลังเช็ดโทนเนอร์ จะดีกว่าค่ะ ไม่มีเหลวๆเมือกๆเกิดขึ้น เลยคิดว่าลงเป็นตัวแรกก่อนลงสกินแคร์อื่นๆน่าจะดีกว่า

บนข้างกล่องบอกว่า เราจะใช้เดี่ยวๆ หรือ ให้ผสมกับครีมที่ใช้เป็นประจำก็ได้ค่ะ

ใช้วันละ 2 ครั้ง เช้า กับ กลางคืน

ค่า pH อยู่ที่ราวๆ 6 – 7 ค่ะ

ph

ที่ข้างกล่องจะเคลมเรื่องส่วนผสมไว้บางส่วนนะคะ

  • ใช้ส่วนผสมจากธรรมชาติ 100%
  • ไม่มีสารกันเสีย
  • ไม่มี PEG
  • ไม่มี Mineral oil
  • ไม่มีส่วนผสมที่ได้จากสัตว์

 

เรื่องไม่มีสารกันเสียนี้เดี๋ยวเราไปดูความใส่ใจของทางแบรนด์กันในช่วงวิเคราะห์ส่วนผสมนะคะ

มาดูส่วนผสมกันบ้างนะคะ

สผส

มาวิเคราะห์ส่วนผสมกันดีกว่านะคะ วันนี้ขอมาแบบจัดเต็มเลยค่ะ

ถ้าเราพิจารณากันจะพบว่าผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางแทบทุกชนิดจะประกอบด้วยส่วนหลักๆ 3 ส่วน คือ

  1. Actives คือ สารบำรุง เป็นส่วนที่ทำให้เครื่องสำอางมีคุณสมบัติที่ดี รวมไปถึงมีประโยชน์ทางชีวภาพ
  2. Base คือ เนื้อหลักของผลิตภัณฑ์ บางทีอาจเรียกว่า Vehicle
  3. Additive คือ สารที่ช่วยเสริมให้ผลิตภัณฑ์มีคุณสมบัติที่ดี มีความน่าใช้ และมีความปลอดภัย

 

จากส่วนผสมที่มี่ทำสีไว้จะเป็นกลุ่มของสารบำรุงนะคะ สังเกตว่าส่วนใหญ่จะเป็นสารบำรุงทั้งนั้นเลย

ขอเล่าให้ฟังทีละสีเลยนะคะ

 

  1. กลุ่มสารบำรุง วันนี้มี่ขอแบ่งเป็น 4 สีนะคะ
  • สีฟ้า เป็นกลุ่มของสารเติมน้ำให้ผิว แน่นอนว่า พระเอกของเรา Hyaluronic acid ก็อยู่ในกลุ่มนี้ด้วยค่ะ สูตรนี้มีสารเติมน้ำอยู่ด้วยกันหลายตัว จริงๆสารสีเขียวก็เป็นสารเติมน้ำด้วย แต่นางมีคุณสมบัติพิเศษเลยแยกออกไป
  • Sodium hyaluronate เรียกได้ว่าเป็นสาร Top hit นางเป็นสารในกลุ่มคาร์โบไฮเดรตที่มีในผิวเราค่ะ ในผิวเรามี Hya เป็นส่วนประกอบทั้งในชั้นหนังกำพร้าและหนังแท้ ทำหน้าที่หลายๆอย่าง แต่หลักๆคือช่วยดูดซับความชุ่มชื้นให้ผิวเรานุ่มชุ่มชื้น ฟู และเด้งค่ะ ปกติ Hyaluron ที่มีขนาดใหญ่จะซึมลงไปไม่ได้ เราต้องพึ่งคุณหมอให้ฉีด Hya ลงไปเพื่อความยืดหยุ่นของผิว แต่ใครกลัวเข็มกลัวเจ็บ ตอนนี้วงการเครื่องสำอางก็พัฒนา Hya ออกมาหลายๆขนาดให้มีขนาดเล็กลง และซึมผิวได้ดีขึ้น

 

  • ในจุดนี้ทางแบรนด์เคลมมาว่าใช้ Hya ถึง 4 ขนาดเลยทีเดียว เพื่อเติมน้ำให้ผิวหลายๆระดับความลึกของชั้นผิว

hya

(Image from Novexpert)

hya 2

(Image from Novexpert)

 

  • กลุ่มของสารที่เป็น Natural moisturizing factor หรือ NMF ทำหน้าที่ช่วยในการดูดจับน้ำ รักษาความชุ่มชื้นของชั้นผิว ได้แก่ Sodium PCA, Sodium Lactate, และ กรดอะมิโน Arginine

 

  • สีเขียว สูตรผสมของ Xylitylglucoside, Anhydroxylitol และ Xylitol มีชื่อทางการค้าว่า Aquaxyl ของฝรั่งเศสเช่นกัน วัตถุดิบนี้ผู้ผลิตวัตถุดิบเคลมว่ามีประโยชน์ในการเสริมกลไกการเก็บกักน้ำของผิวตามธรรมชาติ และช่วยรักษาสมดุลของน้ำในผิว โดยออกฤทธิ์เสริมการสังเคราะห์โปรตีน Aquaporin ซึ่งเป็นช่องทางที่ปล่อยให้น้ำและกลีเซอรีนเข้าสู่ผิว เพื่อเก็บรักษาเอาน้ำและกลีเซอรีนไม่ให้หลุดรอดออกไปข้างนอก เสริมการสังเคราะห์โปรตีนในกลุ่ม Tight junction เพื่อช่วยปกป้องไม่ให้น้ำและสารโมเลกุลเล็กๆที่มีประโยชน์หลุดรอดไปด้านนอกผิว เสริมการสังเคราะห์ Hyaluronic acid ตามธรรมชาติของผิว และเสริมการสังเคราะห์ไขมัน Cholesterol และ Ceramides ซึ่งเป็นองค์ประกอบของ Barrier ผิวด้วย

 

การทดสอบในอาสาสมัครของผู้ผลิต โดยให้อาสาสมัครเอาไปทาขาเป็นเวลา 28 วัน พบว่าผิวอาสาสมัครมีความแข็งแรงขึ้น สังเกตจากค่าการระเหยของน้ำ (TEWL) ที่ลดลง (Barrier ผิวแข็งแรง สามารถลดการระเหยของน้ำออกจากผิวได้มากกว่า)

aquaxyl

(Image from Seppic, Inc.)

 

  • สีชมพู น้ำจากว่านหางจระเข้ มีประโยชน์ในการเพิ่มความชุ่มชื้น และลดการอักเสบระคายเคืองของผิว
  • สีน้ำเงิน เป็นกลุ่มของกรดอินทรีย์ที่เสริมการผลัดเซลล์ผิว ได้แก่
    • Lactobacillus ferment การหมักด้วยจุลินทรีย์ Lactobacillus จะได้กรดอินทรีย์ต่างๆ และ Lactic acid ซึ่งออกฤทธิ์เป็น AHA หรือ สารเพิ่มความชุ่มชื้น (แล้วแต่ความเข้มข้น) บางที่บอกว่า Lactobacillus เป็น Probiotic จะช่วยปรับสมดุลภูมิคุ้มกันของผิว ถึงแม้เชื้อจะตายแล้ว ก็ยังมีประโยชน์กับผิวอยู่ มีการทดสอบประสิทธิภาพของตำรับโลชั่นที่มี Lactobacillus ที่ผ่านการฆ่าด้วยความร้อน (Heat-killed) ในอาสาสมัครที่เป็นโรคผิวหนังอักเสบ Atopic dermatitis พบว่าให้ผลลดจำนวนเชื้อจุลินทรีย์ Staphylococcus aureus บนผิวได้ และมีอาการอักเสบของผิวที่ลดลง (Clin Cosmet Investig Dermatol. 2017 Jul 3;10:249-257.) ซึ่งตรงนี้ก็ไม่แน่ใจว่าจะเหมือนกันไหม เพราะผู้ผลิตวัตถุดิบค่อนข้างเก็บข้อมูลเกี่ยวกับการสกัดไว้เป็นความลับ
    • Phytic acid ตัวนี้เป็นกรดอินทรีย์ชนิดหนึ่ง พบได้ในพืชหลายชนิด ข้อมูลจากผู้ผลิตวัตถุดิบระบุว่าสกัดออกมาจากข้าว ให้คุณสมบัติเป็นสารผลัดเซลล์ผิวอย่างอ่อนโยน ตัวผู้ผลิตทดสอบแล้วกล่าวว่าให้ผลในการผลัดผิวได้เทียบเท่า Glycolic acid แต่อ่อนโยนกว่า และระคายเคืองผิวน้อย
  • phytic 1

(Image from Biosil Technologies Inc.)

  • Galactaric acid กรดอินทรีย์ มีอีกชื่อว่า Mucic acid พบในพืชหลายชนิด ข้อมูลจากผู้ผลิตวัตถุดิบระบุว่ามีประโยชน์เป็นสารผลัดเซลล์ผิว เพิ่มความชุ่มชื้น และยังมีคุณสมบัติเป็นสารกันเสีย และสารจับโลหะในสูตรเครื่องสำอางได้
  1. Base หรือ เนื้อหลัก มาในเบสแบบน้ำ ประกอบด้วยน้ำ และสารเพิ่มความชุ่มชื้นในกลุ่มที่เรียกว่า Humectant อย่าง Glycerin และ Propanediol ซึ่งได้จากธรรมชาติทั้งคู่
  • ไม่มีส่วนผสมของน้ำมัน และ แอลกอฮอล์
  1. Additives หรือ สารปรุงแต่งอื่นๆ มีอยู่เท่าที่จำเป็นจริงๆ
    • PCA ethyl cocoyl arginate ตัวนี้จริงๆเป็นสารลดแรงตึงผิวกลุ่มประจุบวก (Cationic surfactant) ที่ได้จากธรรมชาติ มีข้อมูลความปลอดภัยค่อนข้างดี มีความอ่อนโยนกับผิว ไม่เป็นพิษกับสิ่งแวดล้อมและมีฤทธิ์ฆ่าเชื้อจุลินทรีย์บางชนิด อาจใช้เป็นสารกันเสียในสูตรได้
    • น้ำหอม ทางแบรนด์เคลมว่าใช้กลิ่นหอมจากธรรมชาติ และไม่ใช่สารหอมในสูตรผสม Fragrance Mix 1 และ 2 ที่คนมักจะแพ้กันบ่อย จะเห็นว่ามีความใส่ใจแม้กระทั่งในรายละเอียดเล็กๆน้อยๆ

 

สรุป เป็นเซรั่มที่มาในเบสน้ำ โดดเด่นด้วยส่วนผสมของไฮยา 4 ชนิด ร่วมกับสารบำรุงที่มีประโยชน์เสริมกันในการเติมน้ำ และผลัดผิว จึงมีประโยชน์ในการช่วยให้ผิวนุ่มนวล เรียบเนียน น่าสัมผัส ในตัวของส่วนผสมเลือกมาได้แบบดิบดี ใส่ใจกับทั้งผิวคนและสิ่งแวดล้อม

 

ให้คะแนนกันดีกว่าค่ะ วันนี้ส่วนผสมไม่ค่อยเยอะ เลยขอให้คะแนนเป็น 2 หัวข้อนะคะ

  1. ส่วนผสม ในด้านของสารบำรุง ทางแบรนด์เลือกใช้ส่วนผสมของไฮยา 4 ชนิด เพื่อเน้นเติมน้ำให้ผิวที่หลายระดับ ร่วมกับสารที่เสริมความชุ่มชื้น เติมน้ำ ช่วยการเก็บกักน้ำของผิว และเสริมการผลัดผิว ซึ่งจะมีประโยชน์ช่วยดูแลผิวให้นุ่มนวล เรียบเนียน และฟู รวมไปถึงอาจจะได้ผลเรื่องการกระชับ และริ้วรอยตื้นๆด้วย และไม่มีส่วนผสมของสารที่ไม่เป็นมิตรกับผิว ให้ไป 5 ฟลาสก์
  2. การใช้งาน ตัวเซรั่มจะออกลื่นๆผิวนิดหน่อย ส่วนตัวมี่เคยลงหลังจากเซรั่มอีกตัว แล้วกลายเป็นว่านางเยิ้มไหลเหลวๆ เลยลองสลับดู ลงอันนี้ก่อน นับ 1 – 10 แล้วลงตัวอื่นได้เลย ไม่เป็นเยิ้มๆแล้ว ในด้านของความชุ่มชื้น และนุ่มฟูถือว่าทำมาได้ดีประทับใจเลยทีเดียว เรียกได้ว่าเก็บไฮยาตัวเก่าเข้ากรุแล้วหันมาใช้ตัวนี้เลย ส่วนตัวคิดว่าคนผิวแห้งแบบมี่น่าจะชอบค่ะ แต่ผิวมันอาจจะรู้สึกว่ามันฉ่ำไปนิดหน่อย คงต้องลองค่ะ ถ้าชอบแบบฉ่ำๆ ก็จัดเลย ให้ไป 5 ฟลาสก์

 

คะแนน hya

สุดท้ายนี้ต้องขอขอบคุณทางแบรนด์ Novexpert ด้วยนะคะที่ส่งผลิตภัณฑ์ดีๆมาให้มี่ได้ทดลองใช้ และขอบคุณทุกท่านด้วยค่ะที่ติดตามรับชมมาจนจบ

 

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถติดต่อสอบถามได้ที่

Facebook: Novexpert Thailand (https://www.facebook.com/NovexpertThailand/)

line@ : @novexpertthailand

instagram: novexpertofficialthailand

 

 

Disclaimer/conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากทางแบรนด์ Novexpert การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสมตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล และผู้เขียนไม่ได้มีผลประโยชน์ใดๆในการขายสินค้า โปรดใช้วิจารณญาณ

Image

[Beauty News] CeraVe Thailand brand launch event 2018

เมื่อวันก่อนมี่มีโอกาสได้ไปร่วมงานเปิดตัว CeraVe (เซราวี) ในประเทศไทยเป็นแห่งแรกของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

หลายๆท่านน่าจะรู้จักแบรนด์ CeraVe อยู่แล้วนะคะ ส่วนตัวมี่เองก็เลยลองใช้ตัวนี้อยู่ สั่งมาจากเวบ iHerb

ตอนนี้ทางบริษัท L’oreal Thailand ก็ได้นำเอาสินค้าในแบรนด์ CeraVe เข้ามาจำหน่ายในไทยแล้วค่ะ ไม่ต้องสั่งบนเว็บ ไม่ต้องหิ้วให้เหนื่อยต่อไป

แบรนด์ CeraVe นี่เป็นแบรนด์เวชสำอางบำรุงผิวที่พัฒนาร่วมกับแพทย์ผิวหนังชั้นน้ำของอเมริกา มีราคาที่จับต้องได้ หาซื้อได้ง่าย และเป็นที่นิยมทั่วโลกเลยทีเดียวค่ะ

 

บรรยากาศภายในงานตกแต่งด้วยสีขาวสะอาดสว่างตา ตัดด้วยสีฟ้าของแบรนด์ CeraVe ค่ะ

ce 1

 

นี่ไงป้ายของเรา

ce 6

 

เมื่อเข้าไปถึงทางทีมงานก็จะให้วัดสภาพผิวก่อนค่ะ

ce 2

 

ขนาดเราคิดว่าเราก็ดูแลดีแล้วนะ ผลยังออกมาเกินอายุเลย

 

ด้านแรก ด้านความชุ่มชื้น ผิวมี่ผิวแห้ง เครื่องก็บอกว่าแห้งมากกกกกกกก

ce 3

 

ด้านที่สอง ด้านเม็ดสี ริ้วรอย และ รอยเส้นเลือดฝอย

ce 4

เม็ดสีกับริ้วรอย ของมี่เกินอายุไปนิดนึง ส่วนด้านรอยเส้นเลือดฝอยนั้นยังไม่มี ซึ่งตรงนี้อาจจะ error ได้เพราะเราโบกเมคอัพไปค่อนข้างหนาค่ะ

 

สรุปเลยออกมาว่า ผิวเราก็ยังพอได้อยู่

ce 5

 

ต่อมาก็เป็นซุ้มที่โชว์สินค้าค่ะ

 

ซึ่งทางแบรนด์ CeraVe เคลมเรื่องของนวัตกรรม MVE (Multivesicular emulsion technology) ลิขสิทธิ์ของทางแบรนด์ ซึ่งมีรูปแบบคล้ายหอมหัวใหญ่ ค่อยๆปลดปล่อยไขมันให้ผิว ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นได้อย่างยาวนาน

ce 8

 

จุดเด่นอีกจุด คือ การใช้เซราไมด์ 3 ชนิด ได้แก่ เซราไมด์ 1 เซราไมด์ 3 และ เซราไมด์ 6-II ซึ่งเน้นช่วยฟื้นฟูและปรับสภาพ Barrier ผิวให้แข็งแรงค่ะ

ce 7

 

กลุ่มผลิตภัณฑ์ที่มี่ได้มาจะเป็นทั้งหมดตามภาพนี้ค่ะ

 

ce 9.JPG

ไว้เดี๋ยวเรามารีวิวกันอีกทีนะคะ ^^

 

สุดท้ายนี้ต้องขอบคุณทางแบรนด์ CeraVe Thailand ด้วยค่ะที่เชิญมี่ไปร่วมงานเปิดตัวสินค้า และมอบผลิตภัณฑ์ดีๆมาให้ได้ทดลองใช้

 

สำหรับวันนี้คงต้องลากันไปเท่านี้ พบกันใหม่โอกาสถัดไป สวัสดีค่ะ

Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสมเซรั่มมอยส์เจอไรเซอร์แบรนด์ไทยที่มีส่วนผสมของไขมันที่เป็นองค์ประกอบของ Barrier ผิว กับ Provamed Derma soothing cream

สวัสดีค่ะ

วันนี้มี่มีรีวิวส่วนผสมของครีมที่มีประโยชน์ในการเสริมสร้าง Barrier ผิวมาฝากกันค่ะ

 

ถ้าเราพูดถึง Barrier ผิว นางเป็นส่วนสำคัญที่ปกป้องผิวจากอันตรายต่างๆภายนอก และปกป้องไม่ให้สารต่างๆที่มีประโยชน์ในผิวหลุดรอดออกไป

Barrier ผิว ประกอบด้วยองค์ประกอบ 3 อย่างค่ะ คือ

  1. สารโมเลกุลเล็กที่ชอบน้ำ ทำหน้าที่ดุดจับน้ำเอาไว้ เราเรียก Natural moisturizing factor หรือ NMF
  2. ไขมันระหว่างเซลล์ผิวในชั้นนอกสุด หรือ Stratum corneum
  3. การเรียงตัวแบบซับซ้อนของเซลล์ผิวในชั้น Startum corneum

ดาวน์โหลด.jpg

(Image from http://www.blackboxcosmeticsblog.com/blog/2017/2/7/what-is-the-acid-mantle-and-why-you-should-be-using-a-sulphate-free-face-wash-to-protect-it)

 

โดยว่ากันว่าองค์ประกอบที่สำคัญที่สุดในการเป็น Barrier ผิวก็คือไขมันค่ะ

โดยเจ้าไขมันนี้ เราอาจจะเข้าใจผิดว่า มันสร้างมาจากต่อมไขมัน ซึ่งจริงๆไม่ใช่ นางเป็นคนละกลุ่มกันค่ะ ไขมันที่เป็น Barrier ผิวนี่จะถูกสร้างที่ผิวชั้นหนังกำพร้าด้านใน ส่วนไขมัน Sebum ที่ทำให้เราหน้ามันเยิ้มนี่สร้างมาจากต่อมไขมัน

คนผิวมัน คือ มี Sebum เยอะ แต่ไขมันที่เป็นองค์ประกอบของ Barrier ผิวอาจจะน้อยก็ได้ ถ้าไขมันที่เป็น Barrier ผิวน้อย ผิวเราก็จะมีกลไกในการรักษาความชุ่มชื้น และกลไกในการปกป้องตัวเองจากสิ่งต่างๆภายนอกได้ลดลง ผิวก็มีสิทธิขาดน้ำ หรือ มีลักษณะบอบบางแพ้ง่ายได้

ไขมันที่เป็นองค์ประกอบของ Barrier ผิวประกอบขึ้นจากไขมันสำคัญ 3 ชนิด ได้แก่

  1. Ceramide
  2. Cholesterol
  3. Fatty acid

ทางหนึ่งในการฟื้นฟู Barrier ผิว ก็คือการใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของไขมันทั้ง 3 ประเภท ในสัดส่วนเท่ากัน (วัดเป็นความเข้มข้นโดยโมล) แต่ในทางปฏิบัติเรามักจะไม่ทราบว่าเขาใส่มาเท่าไหร่ ก็เลือกโดยดูจากส่วนผสมเอา ถ้ามีครบ 3 ประเภทก็คือจบ โดยบางที Fatty acid หลายๆแบรนด์ เลือกใช้ในรูปแบบของน้ำมันจากพืชค่ะ แต่บางแบรนด์ก็ใช้ในรูปแบบของ Fatty acid อิสระ

 

เกริ่นมาซะยืดยาว มาเข้าเรื่องของเรากันดีกว่าค่ะ

ผลิตภัณฑ์ที่มี่นำมารีวิววันนี้เป็นผลิตภัณฑ์ตัวใหม่จากแบรนด์ Provamed แบรนด์เวชสำอางแบรนด์ดังของไทยแบรนด์หนึ่งนั่นเองค่ะ แบรนด์นี้เราเจอได้ในร้านยาทั่วไปเลยนะคะ คุณเภสัชเองเค้าก็ชอบแนะนำแบรนด์นี้อยู่ค่ะ

ตอนนี้ทางแบรนด์พึ่ง Launch ผลิตภัณฑ์ในในไลน์ใหม่ Derma soothing ออกมาค่ะ

หน้าตาของ Product ใหม่เป็นดังนี้ค่ะ

prov 4

ตัวแพคเกจจริงมาในรูปแบบหลอดค่ะ

prov 7

ที่บนกล่องจะมีเคลมเรื่องของ A.T.O. defense system ซึ่งหมายถึง Active optimized system ที่เป็นการเลือกสรรวัตถุดิบต่างๆมาเพื่อเสริมฤทธิ์กันได้อย่างลงตัว

prov 5prov 6

เนื้อครีมเป็นครีมสีขาว ค่อนข้างบางเบา ถ้าเทียบกับผลิตภัณฑ์อื่นๆในกลุ่มครีมเสริมสร้าง Barrier ผิวด้วยกัน จึงน่าจะเหมาะกับทุกสภาพผิว

 

prov 1

เกลี่ยได้ง่าย ซึมผิวไว ไม่เหนียวเหนอะหนะ

prov 2

ค่า pH อยู่ที่ราวๆ 5 – 6 นะคะ ซึ่งถือว่าใกล้เคียงกับผิวดี

prov 3

สำหรับส่วนผสมเรียกได้เลยว่า มาแบบจัดเต็ม เลือกส่วนผสมที่ออกฤทธิ์เสริมกันได้อย่างลงตัว Target ทุกปัญหาของผิวบอบบางแพ้ง่าย

ส่วนผสมเป็นดังนี้ค่ะ

ส่วนผสม prova

วันนี้ขอรีวิวแบบวิเคราะห์จัดเต็มเลยนะคะ

ถ้าเราพิจารณากันจะพบว่าผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางแทบทุกชนิดจะประกอบด้วยส่วนหลักๆ 3 ส่วน คือ

  1. Actives คือ สารบำรุง เป็นส่วนที่ทำให้เครื่องสำอางมีคุณสมบัติที่ดี รวมไปถึงมีประโยชน์ทางชีวภาพ
  2. Base คือ เนื้อหลักของผลิตภัณฑ์ บางทีอาจเรียกว่า Vehicle
  3. Additive คือ สารที่ช่วยเสริมให้ผลิตภัณฑ์มีคุณสมบัติที่ดี มีความน่าใช้ และมีความปลอดภัย

 

รายละเอียดส่วนผสมแต่ละตัวเป็นดังนี้ค่ะ

  1. Actives หรือ สารบำรุง วันนี้มี่ทำไว้หลายสี ตาม Code ของสารบำรุงที่ทางแบรนด์เลือกใช้มานะคะ
  • เปิดด้วยสีเขียวก่อนนะคะ สูตรผสมของ Octyldodecanol, Ribes Nigrum (Black Currant) Seed Oil, Helianthus Annuus (Sunflower) Seed Oil Unsaponifiables, Cardiospermum Halicacabum Flower/Leaf/Vine Extract, Tocopherol, Helianthus Annuus (Sunflower) Seed Oil, Rosmarinus Officinalis (Rosemary) Leaf Extract เป็นวัตถุดิบที่มีชื่อว่า Defensil-Plus ซึ่งเป็นวัตถุดิบนำเข้ามาจากประเทศสวิตเซอร์แลนด์ วัตถุดิบนี้มีเคลมเกี่ยวกับคุณสมบัติในการลดการอักเสบ เสริมสร้างและฟื้นฟู Barrier ผิวให้แข็งแรง ทางผู้ผลิตวัตถุดิบมีการทดสอบทั้งในระดับหลอดทดลอง และในระดับอาสาสมัคร พบว่ามีประโยชน์ที่ดีในการลดการอักเสบ การแพ้ Soothing (ปลอบประโลมให้ความรู้สึกสบายผิว) ลดรอยแดง ลดการระเหยของน้ำจากผิว (ลด TEWL) รวมถึงมีผลการทดสอบในอาสาสมัครที่เป็นโรคผิวหนังอักเสบ Atopic พบว่าให้ผลดีเช่นกัน

defensil

(Image from Rahn AG)

  • สีฟ้า สูตรผสมของ Ceramide 3; Ceramide 6 II; Ceramide 1; Phytosphingosine; Cholesterol; Sodium Lauroyl Lactylate; Carbomer; Xanthan Gum เป็นวัตถุดิบ Ceramide Mix ที่นำเข้ามาจากเยอรมัน ซึ่งเป็นสูตรผสมของไขมันที่เป็นองค์ประกอบของ Barrier ผิวรวมกัน โดยเน้นไปที่ Ceramides เป็นหลัก เสริมมาด้วย Cholesterol ถ้าเอาไปรวมกับน้ำมันจากพืชอื่นๆที่ใส่เข้ามา ผลิตภัณฑืนี้คือมีส่วนประกอบของ Barrier ผิวครบถ้วนสมบูรณ์ วัตถุดิบนี้มีการศึกษาในผิวหนังที่เอามาเพาะเลี้ยงในหลอดทดลอง พบว่า สามารถเพิ่มการดูดซึม Ceramide ต่างๆลงไปในผิวได้ดีกว่า
  • สีชมพู สูตรผสมของ Glycerin, Aqua, Disodium Adenosine Triphosphate, Carica Papaya Fruit Extract, Phenoxyethanol, Algin, Sodium Hydroxide คือวัตถุดิบ Hydractin นำเข้ามาจากสวิตเซอร์แลนด์เช่นกัน ผู้ผลิตวัตถุดิบเคลมว่า ปรับสมดุลความชุ่มน้ำของผิวหนังชั้นนอก (Epidermis) มีประโยชน์กับผิวหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นการเสริมความชุ่มชื้น ผลัดผิวอย่างอ่อนโยน ลดการเกิดผิวแห้งเป็นขุย มีการทดสอบในอาสาสมัครพบว่าสารนี้สามารถเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิวได้ดี

rahn

(Image from Rahn AG)

  • สีน้ำตาล ได้แก่
    • Squalane ตัวนี้เป็นไขมันที่เลียนแบบไขมัน Squalene ที่เป็นองค์ประกอบของ Sebum นางจะทำหน้าที่เคลือบปกป้องผิวรักษาความชุ่มชื้น ทางแบรนด์เคลมว่า ใช้เป็นวัตถุดิบธรรมชาติที่แยกออกมาจากมะกอก นำเข้ามาจากฝรั่งเศส
    • น้ำมันสกัดจากถั่วดาวอินคาออร์แกนิค (Plukenetia volubilis seed oil) อุดมไปด้วยกรดไขมันจำเป็น Omega 3 และ 6 ช่วยให้ความชุ่มชื้น และเสริมกรดไขมันจำเป็นให้แก่ผิว ทางผู้ผลิตวัตถุดิบมีการทดสอบในระดับหลอดทดลองพบว่า สามารถเสริมการแบ่งตัวเพิ่มจำนวนของเซลล์ผิว และการทดสอบในอาสาสมัครพบว่า มีประโยชน์ทำให้ผิวหนังยืดหยุ่นขึ้น

green 1

(Image from Greentech)

green 2

(Image from Greentech)

  • สีน้ำเงิน เป็นกลุ่มของสารลดการอักเสบและระคายเคือง ใส่มาด้วยกันหลายตัว ดังนี้
    • Panthenol หรือ โปรวิตามินบี 5 ซึ่งคุณสมบัติในการเป็น Moisturizer ของ Panthenol มีรายงานตีพิมพ์รองรับ คือ สามารถช่วยเพิ่มความสมบูรณ์ของผิวหนัง ช่วยลดการระเหยของน้ำออกจากผิว รักษาความชุ่มชื้นให้ผิวได้ (J Cosmet Sci. 2011; 62(4):361-70.) อนุพันธ์ชนิด D-panthenol มีคุณสมบัติลดการอักเสบในผิวได้ดี (Acta Pol Pharm. 2004;61(6):433-7.) การทดสอบเชิงคลินิกพบว่าครีมชนิดน้ำมันที่มีส่วนผสมของ Panthenol ในความเข้มข้น 5% ให้ผลในการลดการอักเสบในเด็กที่เป็นโรคผิวหนังอักเสบ Atopic ได้ดีเทียบเท่า Hydrocortisone 1% ซึ่งเป็นสเตียรอยด์ความแรงอ่อน (J Drugs Dermatol. 2012 Mar;11(3):366-74.) ซึ่งในจุดนี้ทางแบรนด์ใส่มาที่ 5% เทียบเท่าในงานวิจัยนี้เลย
    • Betaine เป็นกรดอะมิโนชนิดพิเศษที่เป็นอนุพันธ์ของ Glycine มีประโยชน์ในการเพิ่มความชุ่มชื้น ให้ความรู้สึกนุ่มเบาสบายผิว และลดความเหนอะหนะของเนื้อครีม
    • Allantoin เป็นสารที่แยกได้จากรากคอมเฟรย์ มีประโยชน์ในการลดการอักเสบและระคายเคือง
    • Bisabolol เป็นสารที่มีคุณสมบัติลดการอักเสบระคายเคือง พบได้ในพืชหลายชนิด เช่น คาโมมายล์ การทดสอบในสัตว์ทดลองพบว่า α-(-)-Bisabolol สามารถกดการสร้างสารก่อการอักเสบได้ (Curr Pharm Biotechnol. 2014;15(2):173-81.) ทางแบรนด์เคลมว่า Bisabolol ที่ใช้ เป็นรูปแบบ α-(-)-Bisabolol ได้จากต้นไม้ในกลุ่ม candeia ประเทศบราซิล ซึ่งให้ฤทธิ์ดีกว่าแบบสังเคราะห์ 25%
  • สารบำรุงอื่นๆ ได้แก่
    • Sodium hyaluronate มีประโยชน์ในการดูดน้ำเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิว
    • Glucose มีประโยชน์ในการดูดน้ำเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิว
  1. ส่วนของเบส มาในเบสชนิดครีมประกอบด้วยส่วนผสมของน้ำ และน้ำมัน ไม่มีส่วนผสมของซิลิโคน และแอลกอฮอล์
    • ส่วนของน้ำ ได้แก่ น้ำ Pentylene glycol, Butylene glycol, Glycerin ซึ่งเป็นสารดูดน้ำเพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่ผิว
    • ส่วนของน้ำมัน ได้แก่ Glyceryl stearate, Cetyl alcohol, Isohexadecane, C12-15 alkyl benzoate, Dicaprylyl carbonate, C14-22 alcohols, และ C12-20 alkyl glycerides
  2. ส่วนผสมอื่นๆ มีอยู่เท่าที่จำเป็น ได้แก่
    • Emulsifier เป็นสารเชื่อมผสานให้น้ำเข้ากับน้ำมันเกิดเป็นเนื้อครีมได้ ได้แก่ PEG-75 stearate, PEG-100 stearate, Ceteth-20, Steareth-20
    • สารจับโลหะ Disodium EDTA มีประโยชน์ในการเพิ่มความคงตัวให้แก่เนื้อครีม และเสริมประสิทธิภาพของสารกันเสีย
    • สารกันเสีย ได้แก่ Phenoxyethanol
    • สารปรับ pH มี Sodium hydroxide บางคนเห็นแล้วอาจจะหวีดร้อง แต่ความจริงคือ ในการปรับ pH จะมีเนื้อสารของ Sodium hydroxide น้อยมาก ไม่มีอันตรายอะไรกับผิว

 

สรุป: ในภาพรวม ส่วนผสมที่ใส่มาทำมาได้ค่อนข้างดีในการเป็นผลิตภัณฑ์เสริมสร้าง Barrier ผิว ช่วยให้ผิวแข็งแรง ด้วยคอนเซปท์ Active optimized ที่อาศัยสารบำรุงทั้ง 3 กลุ่มเข้ามาทำงานร่วมกันอย่างลงตัว ถึงแม้จะเป็นแบรนด์ไทย แต่สารบำรุงส่วนใหญ่นำเข้ามาจากต่างประเทศเลย เรียกได้ว่าเป็น World class quality

ส่วนตัวเบสและส่วนของสารปรุงแต่ง ก็ทำมาได้ดี ไม่มีส่วนผสมของสารที่ไม่เป็นมิตรกับผิวอยู่เลย

 

มาให้คะแนนกันดีกว่าค่ะ

  1. สารบำรุง ในด้านของการเป็นไขมันของ Barrier ผิว ในครีมตัวนี้มีส่วนผสมของ Ceramide, Cholesterol และ Fatty acid อยู่ครบทั้ง 3 ชนิด และเสริมสารบำรุงอื่นๆลงมาเพื่อเสริมฤทธิ์ในการดูแลผิวบอบบางได้เป็นอย่างดี ให้ไป 5 ฟลาสก์
  2. ส่วนผสมอื่นๆ ทำมาได้ค่อนข้างดีทั้งตัวเบส และ สารปรุงแต่ง ไม่มีส่วนผสมของสารที่ไม่เป็นมิตรกับผิว เลยไม่มีที่ให้หักคะแนน ให้ไป 5 ฟลาสก์
  3. การใช้งาน ส่วนตัวมี่มีผิวผสม/แห้ง ตรง T-zone จะค่อนข้างมัน ส่วนตรงแก้มจะแห้ง มี่ลองใช้ครีมตัวนี้ทั้งเช้าเย็นมาได้เกือบๆ 2 สัปดาห์ เรื่องของความเป็นมอยส์เจอไรเซอร์นั้นถือว่าทำมาได้ดีเลย เหมาะกับผิวแห้ง แต่ก็ไม่ได้เหนอะหนะเว่อร์วังจนเกินไป คิดว่าน่าจะเหมาะกับทุกสภาพผิวอยู่ ส่วนเรื่องการอักเสบระคายเคืองนั้น ช่วงนี้มี่ไม่ได้มีอาการนี้ เลยไม่ขอฟันธงให้ค่ะ ถ้าในด้านความประทับใจและความชอบส่วนตัว ขอให้ 5 ฟลาสก์เช่นกันค่ะ

คะแนน prov

สุดท้ายนี้ต้องขอขอบคุณทางแบรนด์ Provamed ด้วยนะคะที่ส่งสินค้าดีๆมาให้ได้ทดลองใช้ และขอบคุณทุกท่านด้วยค่ะที่ติดตามรับชมมาจนจบ

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ทางแบรนด์โดยตรงเลยนะคะ

https://www.facebook.com/Provamedclub/

http://www.provamed.co.th/

 

สำหรับวันนี้คงต้องลากันไปเท่านี้ พบกันใหม่โอกาสถัดไป สวัสดีค่ะ

 

Disclaimer/conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากทางแบรนด์ Provamed การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสมตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล และผู้เขียนไม่ได้มีผลประโยชน์ใดๆในการขายสินค้า โปรดใช้วิจารณญาณ

Image

รีวิววิเคราะห์ส่วนผสมสเปรย์น้ำแร่สูตรเซรั่ม กับ Chou SkinDrink serum

สวัสดีค่ะ วันนี้มี่มีรีวิวสเปรย์น้ำแร่มาฝากกันค่ะ

เชื่อว่าหลายคนคงรู้จักแบรนด์ Chou ที่ทำฟองน้ำรูปไข่ที่โด่งดังค่ะ ตอนนี้เขาทำ Skincare ออกมาหลายตัวเลย

วันนี้มี่จะขอรีวิว SkinDrink serum ซึ่งเป็นสเปรย์น้ำแร่นะคะ

หน้าตาจะมาในกล่องแบบนี้ค่ะ

chu b

พอเราเปิดกล่องมาจะแอบมีกิมมิคเล็กๆ ด้วยคำว่า “Find out your best complexion!”

chu b2

ตัวขวดมาในขวดอลูมิเนียม ซึ่งมีข้อดีคือปกป้องจากอากาศ ทำให้สารบำรุงต่างๆมีความคงตัวดี

chu b3

สเปรย์พ่นออกมาได้ละอองเล็กละเอียด

chu 1

ไม่มีกลิ่น ไม่เหนอะหนะ คืนความชุ่มชื้นให้ผิว และรู้สึกสบายผิวดีค่ะ

chu 2

ดูค่า pH กันซักหน่อยนะคะ

chu 3

อยู่ที่ราวๆ 5 – 6 ซึ่งใกล้เคียงกับผิวดีค่ะ

ในการใช้จริงจะฉีดทับเมคอัพระหว่างวันได้เลยค่ะ ไม่ทำให้เมคอัพเลอะ

พอฉีดเสร็จเอากระดาษซับเบาๆ เมคอัพจะดูสดใหม่เหมือนพึ่งแต่งหน้าเสร็จเลยค่ะ

chu makeup

เมคอัพไม่หลุดติดกระดาษเลยค่ะ

makeup 3

มารีวิวส่วนผสมต่อดีกว่าค่ะ สำหรับส่วนผสมเป็นดังนี้นะคะ

คะแนน chu

จากส่วนผสมก็จะตรงกับ Brand claim ค่ะ โดย Claim ว่าไม่มีส่วนผสมที่ไม่เป็นมิตรกับผิวค่ะ

  • Paraben-free
  • Colorance-free
  • Fragrance-free
  • Alcohol-free
  • Oil-free
  • DEA/TEA/MEA-free
  • Silicone-free
  • Sulfate-free
  • Lead-free
  • Hydroquinone-free
  • Triclosan-free
  • Tretionoin/retinoic acid-free
  • Steroid-free

ส่วนผสมมี่ทำสีของสารบำรุงไว้เป็นสีฟ้านะคะ

จากส่วนผสมจะเห็นว่ามีตัวบำรุงอยู่หลายตัวเหมือนกัน และไม่มีสารที่ไม่เป็นมิตรตาม Brand claim ค่ะ

สารบำรุงที่ใส่มาเน้นไปที่การลดการอักเสบระคายเคืองในผิว และให้ความรู้สึกสบายผิว หรือที่เรียกแบบสวยๆว่า Soothing effect ค่ะ

ว่าแต่สารบำรุงมีอะไรบ้างนะ

  • น้ำทะเล หรือ Sea water extract ที่มีรายงานกล่าวว่าลดการอักเสบในผิวได้
  • สารสกัดจากแตงกวา โดดเด่นเรื่องชุ่มชื้น และให้ความรู้สึกสบายผิว
  • วิตามินบี 3 หรือ Niacinamide ให้ผลเกี่ยวกับ Whitening, ลดการอักเสบ ช่วยผิวสร้าง barrier และ ช่วยดูแลเรื่องสิว
  • ว่านหางจระเข้ ให้ผลเรื่องชุ่มชื้น และให้ความรู้สึกสบายผิวเช่นกัน
  • Boswellia extract เป็นสารสกัดจาก Boswellia ตัวนี้ก็มีงานวิจัยรองรับว่าช่วยลดการอักเสบในผิวได้ดี (Indian J Pharm Sci. 2011;73(3): 255–)
  • สารสกัดจากบัวบก ที่เป็น antioxidant ที่ดีและให้ผลเกี่ยวกับการชะลอวัยด้วยค่ะ
  • Salicylic acid เป็น BHA ช่วยลดการอุดตันและลดการอักเสบค่ะ

มาเต็มสมชื่อ Serum จริงๆค่ะ

มาให้คะแนนกันดีกว่านะคะ

  1. ส่วนผสม จากที่เล่าให้ฟังในด้านบนเราจะเห็นว่าสารบำรุงค่อนข้างมาเต็มเลยทีเดียว หลักๆจะเน้นไปด้านชุ่มชื้นและให้ความรู้สึกสบายผิว และไม่มีสารที่ไม่เป็นมิตรกับผิว เลยให้ไป 5 ฟลาสก์
  2. การใช้งาน เป็นน้ำแร่ที่ใช้ได้ง่าย เติมน้ำระหว่างวัน ขวดเล็กพกพาสะดวกใส่กระเป๋าถือได้ รู้สึกหน้าตึงเมื่อไหร่ก็หยิบมาฉีด ฉีดแล้วกดๆซับๆนิดหน่อย เมคอัพไม่หลุดค่ะ แถมยังช่วยให้เมคอัพดูสดเหมือนพึ่งแต่งหน้ามา ส่วนตัวมี่ค่อนข้างชอบนะคะ ติตรงราคาแอบแรงไปนิด เลยขอให้ไป 4 ฟลาสก์

คะแนน chu

สำหรับราคา จะตกอยู่ที่ขวดละ 950 บาทค่ะ

สุดท้ายนี้ขอขอบคุณทางแบรนด์ Chou ด้วยนะคะที่ส่งผลิตภัณฑ์ดีๆมาให้มี่ได้ทดลองใช้ สำหรับวันนี้มีแค่นี้ พบกันใหม่โอกาสถัดไป สวัสดีค่ะ

Disclaimer: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากทางแบรนด์ Chou การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสมตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล ผู้เขียนไม่ได้รับค่าตอบแทนในการเขียนรีวิวและไม่มีผลประโยชน์ใดๆในการขายสินค้า โปรดใช้วิจารณญาณ

Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสม เซรั่มกุหลาบ 3 สายพันธ์ุ Celesté Blanc miracle intensive brightening serum

สวัสดีค่ะ

 

วันนี้มี่มีรีวิว Whitening & Moisturizer มาฝากกันค่ะ เป็น Serum กุหลาบสามสายพันธุ์จากแบรนด์ Célesté นั่นเองค่ะ

 

แบรนด์ Célesté เป็นแบรนด์ไทยน้องใหม่ ที่มีคอนเซปท์เน้นสารสกัดจากธรรมชาติ สำหรับผู้ที่มีผิวแพ้ง่ายโดยเฉพาะ เห็นว่าพัฒนาและวิจัยโดยทันตแพทย์และเภสัชกรด้วยค่ะ

 

มาดูโฉมหน้าน้องเซรัมกันเลยดีกว่าค่ะ เริ่มกันด้วยแพคเกจ เป็น กล่อง Shiny Rose Gold เรียบหรู ดูดีเชียวค่ะ

 

celes-new

 

ด้านในจะมาในขวดปั๊มที่ดูหรูหราสวยงาม

 

celes-2

 

เซรัมจะมาด้วยเนื้อน้ำนม บางเบา สีชาอ่อน มีกลิ่นหอมจางๆของกุหลาบ

 

celes-3

 

เกลี่ยได้ค่อนข้างง่าย ให้ความรู้สึกชุ่มชื้นผิวดี มีหนึบๆบ้างเล็กน้อย แต่เมื่อทิ้งไว้ซักพักก็จะซึมไปจนหมด

celes-4

 

วัด pH กันซักหน่อยนะคะ

 

celes-5

 

ตัวนี้จะมีค่า pH อยู่ที่ราวๆ 6 – 7 ค่ะ ก็ดูเป็นกลางดี

 

 

 

มาดูส่วนผสมกันบ้างค่ะ

 

%e0%b8%aa%e0%b8%9c%e0%b8%aa-celeste

จากส่วนผสมถือว่าค่อนข้างเรียบง่าย แต่ให้ผลด้าน Whitening ได้ค่อนข้างกว้าง และมีส่วนช่วยเรื่องชุ่มชื้น กับเป็น Antioxidant ได้ด้วย

 

มี่ได้ทำสีไว้ให้ 3 สีค่ะ

 

สีม่วง เป็นกุหลาบทั้ง 3 สายพันธุ์ที่แบรนด์เลือกใช้ค่ะ

  1. Rosa centifolia flower water คือ น้ำที่ได้จากขั้นตอนการกลั่นน้ำมันหอมระเหยของกลีบดอกกุหลาบโพรวองซ์ที่ได้จากฝรั่งเศส มีคุณสมบัติเด่นด้านการเพิ่มความชุ่มชื้น และ Soothing effect (ให้ความรู้สึกสบายผิว) ในทาง Aromatherapy กล่าวว่า Rose water จะมีสรรพคุณเหมือน Rose oil เพียงแต่เจือจางกว่า บางแหล่งกล่าวว่าในกุหลาบโพรวองซ์ยังมี Tannin ที่ให้ผลดีต่อรูขุมขน และ Polyphenol ที่เป็น antioxidant ที่ดี ซึ่งมีผลในการชะลอวัยป้องกันริ้วรอยได้
  2. Rosa damascena flower extract คือ สารสกัดจากดอกกุหลาบมอญ ที่ว่ากันว่าเป็นดอกกุหลาบที่หอมหวลชวนดมที่สุดสายพันธ์หนึ่ง สารสกัดจากกุหลาบมอญให้ผลด้านความชุ่มชื้น และ Soothing effect เช่นกัน
  3. Rhododendron ferrugineum leaf cell culture extract เป็นสารที่ได้จากการสกัดเซลล์เพาะเลี้ยงของกุหลาบ Alps ซึ่งเป็นกุหลาบสายพันธุ์พิเศษที่ขึ้นบนยอดเขาแอลป์ที่ความสูงกว่า 3200 เมตร จึงต้องปรับตัวเองให้มีความทนทานต่อสภาพอากาศที่รุนแรง ทั้งจากความแห้ง ความเย็น และ UV ทางผู้ผลิตวัตถุดิบจากสวิตเซอร์แลนด์เคลมไว้ว่ามีคุณสมบัติในการปกป้องผิวจากรังสี UV เพิ่มการแบ่งตัวเพิ่มจำนวนของเซลล์ผิว และเพิ่ม Barrier function ให้ผิว

 

swiss-alp

ข้อมูลผลการทดสอบจากผู้ผลิตวัตถุดิบระบุว่าสารสกัดให้ผลเพิ่มจำนวนการแบ่งตัวของเซลล์ และช่วยปกป้องเซลล์ผิวจากรังสี UV ได้ (ข้อมูลจากบริษัท Mibelle)

 

ต่อมาในส่วนของสีฟ้า เป็น กลุ่มสารที่มีส่วนช่วยเรื่อง Whitening จะมี 3 ตัว ซึ่งออกฤทธิ์ครบทั้ง 3 Step ของการสร้างเม็ดสีเลยค่ะ

เริ่มจาก

  • Step 1: Undecyloenoyl phenylalanine มีชื่อทางการค้าว่า Sepiwhite MSH ของบริษัท Seppic มีประโยชน์เป็น Whitening โดยไปยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ alpha-MSH ซึ่งเป็นตัวแรกเริ่มก่อนสร้างเอนไซม์ Tyrosinase ให้มีการสร้างเมลานินมากขึ้น มีงานวิจัยที่ทดสอบประสิทธิภาพในอาสาสมัคร เป็นเวลา 8 สัปดาห์ พบว่าประสิทธิภาพในการช่วยให้ผิวขาวจะดีขึ้นเมื่อใช้ร่วมกับ Niacinamide (J Cosmet Dermatol. 2009;8(4):260-6.)
  • Step 2: Ascorbyl glucoside ซึ่งเป็นอนุพันธ์รูปแบบหนึ่งของวิตามินซี มีความเป็นกรดลดลง และมีความคงตัวดีขึ้น ให้ผลยับยั้งเอนไซม์ Tyrosinase ที่เป็นตัวสร้างเม็ดสี และยังเป็น Antioxidant กับเป็นส่วนหนึ่งในขั้นตอนการสังเคราะห์คอลลาเจน
  • Step 3: Niacinamide เป็นรูปแบบหนึ่งของวิตามินบี 3 ให้ผลยับยั้งการส่งผ่านเมลานินที่สร้างเสร็จแล้วไม่ให้ออกมาข้างนอกจนมองเห็นเป็นสีผิว นอกจากนี้ ยังช่วยลดการอักเสบในผิว เพิ่มการไหลเวียนเลือด ช่วยเพิ่มความแข็งแรงให้ผิวโดยไปกระตุ้นการสร้าง Ceramides กรดไขมัน และไขมันชนิดต่างๆในหนังกำพร้า และยังเป็น Antioxidant ด้วย (Int J Cosmet Sci 2005; 27:255–261)

 

 

ส่วนสีเขียว Isomalt ถึงแม้จะติดมากับวัตถุดิบสารสกัดเซลล์เพาะเลี้ยงกุหลาบ แต่ก็ให้ผลเพิ่มความชุ่มชื้นได้ ร่วมกับ Hyaluron ที่ให้ผลด้านความชุ่มชื้นเช่นกัน

 

โดยรวมเซรั่มจึงมีผลดีด้าน Whitening, Antioxidant และชุ่มชื้น รวมไปถึงการให้ความรู้สึกสบายผิว (Soothing effect) ลดการอักเสบ และให้ผลชะลอวัยลดริ้วรอย

 

ส่วนสารองค์ประกอบอื่นๆก็ไม่มีสารตัวไหนเลยที่ไม่เป็นมิตรกับผิว และก็ไม่มีส่วนผสมของ Silicones, Alcohol และ Parabens

 

มาให้คะแนนกันดีกว่าค่ะ เนื่องจากส่วนผสมไม่ได้เยอะมากมี่ขอแบ่งเกณฑ์เป็น 2 ข้อนะคะ

  1. ส่วนผสม: ถือว่าทำมาได้ดีในการเป็น Whitening โดยการเลือกใช้สารที่ออกฤทธิ์ด้านความขาวครบทั้ง 3 Step และเสริมมาด้วยกลุ่มสารที่เป็น Antioxidant กับสารเพิ่มความชุ่มชื้น ไม่มีส่วนผสมของ Silicones, Alcohol และ Parabens จึงขอให้คะแนนเต็ม 5 ฟลาสก์
  2. การใช้งาน: เซรั่มมีเนื้อที่ค่อนข้างบางเบา ถึงแม้จะดูหนึบไปเล็กน้อย แต่ถ้าทิ้งไว้ซักพักก็ซึมเข้าผิวจนหมด ให้ความชุ่มชื้นได้ดี มี่ลองใช้มาเกือบ 2 สัปดาห์ ในช่วง 3 – 5 วันแรกจะรู้สึกว่าผิวเราชุ่มชื้นขึ้น พวกรอยแดงพวกนี้ก็จะลดลง พอครบสัปดาห์ ก็เริ่มลากรองพื้นได้เรียบเนียนขึ้น และพอครบ 2 สัปดาห์พวกจุดด่างดำก็จะดูจางลงค่ะ ส่วนตัวมี่ค่อนข้างชอบเซรั่มตัวนี้อยู่เหมือนกัน แล้วยิ่งเป็นคนชอบกุหลาบอยู่แล้ว ก็เลยชอบเซรัมตัวนี้ด้วย ขอให้ไป 5 ฟลาสก์

 

%e0%b8%84%e0%b8%b0%e0%b9%81%e0%b8%99%e0%b8%99

 

จบแล้วค่า ขอบคุณที่ติดตามรับชมมาจนจบนะคะ

 

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถติดต่อได้ที่

FB : http://www.facebook.com/CelesteCosmetic.th

Website : http://www.celestecosmetic.com

 

Disclaimer: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากทางแบรนด์ Celesté การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสมตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและสุคนธบำบัด (Aromatherapy) การรีวิวอาศัยความเห็นส่วนบุคคล และผู้เขียนไม่ได้มีผลประโยชน์ใดๆในการขายสินค้า โปรดใช้วิจารณญาณ

Image

[Beauty Talks] Nutricosmetics Ceramides เพื่อผิวพรรณ

เรื่องมีอยู่ว่า มี่กำลังเตรียมงานเกี่ยวกับ Moisturizer แล้วไปเจอผลิตภัณฑ์เสริมอาหารยี่ห้อหนึ่ง (ขอเรียกย่อๆว่าอาหารเสริมนะคะ) ที่ Claim เรื่อง Ceramides จากทางเกาหลี ก็เลยสนใจ

ด้วยความที่เราบ้า Ceramide อยู่แล้วเป็นทุนเดิม ก็เลยสนใจ เลยไปลองค้นข้อมูลเพิ่มเติม ก็เจอว่าในเวบ iHerb ก็มีผลิตภัณฑ์เสริมอาหารหลายยี่ห้อเหมือนกันที่ใช้ Ceramide เป็นส่วนประกอบ โดยมากนางก็เคลมเกี่ยวกับเรื่องผิวๆ ทั้งนั้นเลยค่ะ
ไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่า Ceramide ก็กินได้ 
เลยไปลองค้นข้อมูลพวกงานวิจัยเพิ่มเติมในฐานข้อมูล เออ มีจริงด้วย มีการศึกษาที่เอา Ceramide ในรูปแบบ Glucosyl ceramide ที่ได้จากพืชให้หนูกิน แล้วหนูมี Barrier ผิวที่ดีขึ้น
 
อย่างเช่น
  • การศึกษาของ Tsuji และคณะ เมื่อปี 2006 พบว่าการที่ให้หนูกิน Glucosyl ceramide ไป สองอาทิตย์ พบว่าหนูมีอัตราการระเหยของน้ำออกจากผิว หรือ TEWL ลดลง และผิวหนูมีความยืดหยุ่นเพิ่มขึ้น (ถ้าน้ำในผิวมาก ผิวจะยืดหยุ่นขึ้นด้วยค่ะ เหมือนลูกโป่ง ถ้าใส่น้ำจนเป่ง มันก็จะเด้งๆ) นอกจากนี่้หนูที่กิน Ceramide จะมีการฟื้นฟู Barrier ที่เสียไปได้ไวขึ้นด้วย (Tsuji et al., J Dermatol Sci. 2006 Nov;44(2):101-7.)
  • การศึกษาของ Takatori และคณะ เมื่อปี 2013 พบว่า หนูที่กิน Glucosyl ceramide มีการเปลี่ยนแปลงการสังเคราะห์ยีนและเอนไซม์หลายๆชนิดในผิว มีผลดีในการรักษาสมดุลของผิว และฟื้นฟูความเสียหายของผิว (Takatori et al., Biosci Biotechnol Biochem. 2013;77(9):1882-7.)
ส่วนการศึกษาในอาสาสมัครนั้นทำโดยแบรนด์อาหารเสริมค่ะ มี่เลยขอไม่เอามาพูดถึงนะคะ
แต่เท่าที่ดูแล้ว ก็ถือว่ามีความน่าสนใจมากเลยทีเดียว ติดตรง ตัวที่มีการศึกษาในอาสาสมัครนั้นราคาแอบสูงอยู่เหมือนกัน
สำหรับวันนี้ก็มีเท่านี้ค่ะ พบกันใหม่โอกาสถัดไปนะคะ สวัสดีค่ะ
Image

รีวิว ผลิตภัณฑ์สปาบำรุงผิว eavam Skincare ลูกครึ่งไทย/ญี่ปุ่นสุดเก๋ไก๋ part 1

 

เมื่อช่วงที่ผ่านมามี่มีโอกาสได้รู้จักกับ Skincare น่ารักๆแบรนด์หนึ่งเลยลองสั่งซื้อมาใช้ดูค่ะ

แบรนด์ eavam (อีวาม) เป็นแบรนด์ที่น่าสนใจแบรนด์หนึ่งค่ะ มีความ Original มี Signature ที่เป็นเอกลักษณ์ และที่สำคัญคือ สินค้าจะผลิต Handmade แบบพิถีพิถันด้วยความประณีตทุกชิ้นค่ะ

eavam.jpg

ทางแบรนด์ eavam มีเจ้าของเป็นคนญี่ปุ่น ซึ่งขึ้นชื่อว่าคนญี่ปุ่นก็จะมีความพิถีพิถันเป็นของคู่กันอยู่แล้วค่ะ ว่ากันว่าเจ้าของแบรนด์ ได้เดินทางหาวัตถุดิบต่างๆจากนานาประเทศด้วยตัวเองเพื่อนำมาใช้เป็นส่วนประกอบของผลิตภัณฑ์ และนำเอาวัฒนธรรมไทยเข้ามาผสมผสานไว้ได้อย่างลงตัวค่ะ

eavam-2

ว่าแล้วก็ลองสั่งสินค้ามาซักหน่อยค่ะ มี่สั่งจากบนเวบไซต์ของแบรนด์โดยตรงค่ะ และใช้วิธีส่งแบบ EMS เอา

eavam-mix

มีความน่ารักและเอาใจใส่นะคะ มีการ์ดแนบมาด้วยค่ะ

ทางแบรนด์ Claim ไว้ค่อนข้างน่าสนใจทีเดียวค่ะ
1. เดินทางไปเลือกวัตถุดิบเองและติดต่อกับผู้ผลิตโดยตรง (ทุกรายการ ตั้งแต่ เม็ดอาร์แกน ผลมะกอก ขี้ผึ้งที่นำมาผลิตเป็นส่วนผสม)
2. นำเข้าโดยผู้ผลิตโดยตรง
3. มีข้อสัญญากับผู้ผลิตเรื่องรับออเดอร์แล้วจึงจะเริ่มผลิตไม่มีการผลิตเก็บไว้ในสต๊อก
4. การผลิตด้วยการทำมือทีละชิ้น ไม่ใช้เครื่องจักรชิ้นใหญ่
5. ผลิตสบู่ด้วยกระบวนการผลิตแบบเย็น
6. หีบห่อเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ใช้วัตถุดิบที่ย่อยสลายได้
7. ใช้น้ำมันอาร์แกนเป็นส่วนผสมหลักในปริมาณที่มากกว่าแบรนด์อื่น
8.เป็นผลิตภัณฑ์ที่เป็นธรรมชาติล้วนๆไม่เติมแต่งสีกลิ่นลงไปในผลิตภัณฑ์
9. เพิ่มอาชีพและรายได้ให้กับคนในชุมชน

จะเห็นว่าหีบห่อนี่เป็นกระดาษสา หรือ ผ้าดิบ เป็นงานฝีมือ มีความประณีตในการห่อ

ผลิตภัณฑ์ที่มี่สั่งมา มี 5 ชนิด นะคะ

1. กัสโซล midelt 102
2. สบู่อาร์แกน sumimou 102
3. อาร์แกนบาล์ม sumimou 103
4. ลาเวนเดอร์อาร์แกนบาล์ม 0ulmes 03
5. kamakura set B

มี่จัดมาทุกอันเลยค่ะ อย่างละอัน

วันนี้จะขอรีวิวตัว อาร์แกนบาล์มก่อนนะคะ

อาร์แกนบาล์มที่ทางแบรนด์จำหน่ายจะมีรูปแบบที่มาพร้อมภาชนะ Ceramic กับแบบ Refill ค่ะ มี่เลยซื้อแบบกลิ่น Lavender ในภาชนะ Ceramic และซื้อ Refill สูตรธรรมดามาค่ะ

ดูหน้าตากันหน่อยเนอะ เมื่อเราแกะหีบห่อมาจะได้หน้าตาแบบนี้ค่ะ

eavam-balm-1

มีแผ่นคู่มือ 1 แผ่น ชามเซรามิคพร้อมฝาปิด ในอีกด้านที่มีบาล์มอยู่เขาใช้วิธีปิดผนึกด้วยระบบสุญญากาศค่ะ พร้อมกับไม้พายทำมาจากไม้สัก รูปร่างคล้ายๆใบของต้นจามจุรี ไว้ตักบาล์ม และที่วางไม้ทำจากเซรามิก ค่ะ

ดูเก๋ไก๋อะ อีกรูปนะคะ

7.jpg

ว่ากันว่าภาชนะเซรามิกนี้ทำมือนะคะ
เวลาเราใช้เราจะใช้ไม้พายนั้นตักบาล์มออกมาเท่าที่เราต้องการค่ะ จะเอามาทาทั้งหน้าก็ได้ ทาเป็นลิปบาล์มก็ได้ หรือ สำหรับคุณผู้ชายจะใช้ทาหลังโกนหนวดก็ได้ค่ะ

eavam-balm-2

เนื้อบาล์มเมื่อสัมผัสผิว จะหลอมละลายอย่างรวดเร็ว เกลี่ยง่าย และให้สัมผัสที่ดีค่ะ

balm

สำหรับสูตร Oulmes 03 และ 103 ซึ่งมีส่วนผสมของน้ำมันหอมระเหยจากดอก Lavender ก็จะมีกลิ่นหอมละมุนของลาเวนเดอร์ค่ะ

balm-2

ในทาง Aromatherapy ว่ากันว่า Lavender oil นั้นมีคุณสมบัติช่วยให้ผ่อนคลาย และยังมีคุณสมบัติช่วยฆ่าเชื้อจุลินทรีย์ได้ด้วยค่ะ

สำหรับสูตร Refill ก็จะห่อมาในกระดาษสาค่ะ มีความ Handmade อยู่เช่นกัน

refill

ส่วนด้านในก็จะเป็นบาล์มที่บรรจุมาในถุงสุญญากาศ ปิดสนิท พร้อมเอามาใส่ถาดเซรามิกที่มีอยู่ได้ทันทีค่ะ หรือถ้าอยากใส่ภาชนะอื่นก็แค่นวดๆให้อ่อนตัว หรือจะตัดแบ่งก็ได้ค่ะ

refill-2

สำหรับส่วนผสมนั้น ประกอบด้วยส่วนผสมแค่ 2 ชนิด คือ Argan oil และ ขี้ผึ้งดอกลำไยจากจังหวัดเชียงใหม่ค่ะ

ถ้าพูดถึง Argan oil นั้น เป็นน้ำมันที่ได้จากเมล็ดของผล Argan ซึ่งว่ากันว่า น้ำมันอาร์แกนที่ใช้ในผลิตภัณฑ์ของ eavam นั้น ได้มาจากทิศตะวันตกเฉียงใต้ ในแถบชานเมืองเอสเซาอิของประเทศโมรอคโค ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีต้นอาร์แกนเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติมากที่สุด ทางแบรนด์ได้คัดสรรผลอาร์แกนที่มีคุณภาพด้วยวิธีการเก็บเกี่ยวอย่างพิถีพิถันที่ภูมิภาค sumimou ผู้ผลิตที่ร่วมการค้ากับ eavam ที่ซุมิโม (sumimou) ไม่ว่าจะเป็นจากผู้ผลิตในมาร์ราเคช (Marrakech) หรืออากาดีร์ (Agadir) สามารถจัดหาเมล็ดอาร์แกนตามปริมาณและคุณภาพที่สมบูรณ์แบบตามรายการสั่งซื้อที่พวกเขาได้รับ โดยไม่ต้องสกัดน้ำมันกักตุนไว้ในสต๊อก การผลิตน้ำมันของพวกเขานั้นขึ้นอยู่กับปริมาณการสั่งซื้อที่ได้รับแต่ละครั้ง

ในทาง Aromatherapy ระบุว่าน้ำมันที่มีส่วนผสมของ Argan oil มีคุณสมบัติในการลดริ้วรอย เพิ่มความชุ่มชื้น ความยืดหยุ่น ลดรอยแตกลาย

ถ้าพูดถึงการศึกษาที่เกี่ยวข้องกับ Argan oil ก็มีมายาวนานพอสมควรเลยค่ะ

การทดสอบประสิทธิภาพของ Argan oil แบบทา ในสตรีวัยทองจำนวน 60 คน เป็นเวลา 60 วัน พบว่าค่า TEWL (การระเหยของน้ำออกจากผิว) ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ค่านี้สื่อว่า Barrier ผิวมีความแข็งแรงมากขึ้น และพบว่าระดับน้ำในผิวชั้นนอก หรือ Epidermis มีค่าสูงขึ้น (Prz Menopauzalny. 2014;13(5):280-8.) อีกชิ้นหนึ่งทดสอบในสตรีวัยทอง จำนวน 30 คน เป็นเวลา 60 วัน พบว่าผิวหนังมีความยืดหยุ่นเพิ่มขึ้น (Clin Interv Aging. 2015;10:339-49.)

นอกจากนี้การศึกษาล่าสุดในช่วงต้นปีนี้ ได้พบว่า Argan oil มีผลช่วยสมานแผลในหนูทดลองที่มีแผลไหม้ได้ด้วย (Ostomy Wound Manage. 2016 Mar;62(3):26-34.)

โดยรวมผลจากการศึกษาดังกล่าว ก็จะสามารถสรุปได้ว่า Argan oil นั้นให้ผลด้านความชุ่มชื้น ความแข็งแรงของ Barrier ผิว การสมานแผลค่ะ

ส่วนขี้ผึ้งจากดอกลำไยนั้น ว่ากันว่า เป็นขี้ผึ้งที่มีกลิ่นหอมหวานเหมือนดอกลำไยและมีลักษณะพิเศษคือได้เนื้อบาล์มสีอ่อนๆสวยงาม น้ำผึ้งคือผลผลิตมาจากที่ผึ้งไปเก็บรวบรวมเกสรดอกลำไยและขี้ผึ้งคือผลพลอยจากการเลี้ยงผึ้งฟาร์มผึ้งที่เราติดต่อซื้อขายด้วยนั้นเกิดขึ้นจากการรักและใส่ใจในการดูแลผึ้งเป็นอย่างดี รวมทั้งได้รับความร่วมมือจากสวนผลไม้และสิ่งแวดล้อมใกล้ๆฟาร์ม ในการลดปริมาณการใช้สารเคมี (งดการใช้สารเคมีในสวนตั้งแต่ช่วงเริ่มเลี้ยงผึ้งจนถึงช่วงที่ผึ้งทำรังเพราะจะทำให้ผึ้งตายก่อนถึงเวลาที่ลำไยออกดอกและไม่สามารถดูดน้ำหวานจากเกสรได้)

eavam-3

จะเห็นว่าทุกขั้นตอนนี่ทางแบรนด์ใส่ใจรายละเอียดมากจริงๆค่ะ

สำหรับผลิตภัณฑ์ที่เหลือ มี่จะหยิบมารีวิวในครั้งถัดไปนะคะ

สุดท้ายนี้ก็ขอให้คะแนนซักหน่อย วันนี้ไม่รู้จะให้คะแนนอย่างไรดี เพราะส่วนผสมมีแค่ Argan oil กับ ขี้ผึ้งดอกลำใยก็เลยขอให้คะแนนในภาพรวมแทนนะคะ

จากคะแนนเต็ม 5 มี่ขอให้ 5 เต็มเลยค่ะ ด้วยความ Handmade พิถีพิถัน และเอาใจใส่ของทางแบรนด์ และเจ้าของแบรนด์ รวมทั้งแพคเกจ และการใช้งาน

%e0%b8%84%e0%b8%b0%e0%b9%81%e0%b8%99%e0%b8%99-eavam

จบแล้วค่ะ ขอบคุณที่ติดตามรับชมมาจนจบนะคะ พบกันใหม่โอกาสถัดไปค่ะ

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมลองเข้าไปดูได้ที่เวบไซต์ของแบรนด์ เฟสบุค และ IG ของแบรนด์เลยนะคะ

Website:

http://eavam.com /

Original Home

Facebook และ IG : eavamchiangmai

 

Disclaimer: ผลิตภัณฑ์ทุกชิ้นซื้อด้วยตัวเอง การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสมตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและสุคนธบำบัด (Aromatherapy) และอาศัยความเห็นส่วนบุคคล ผู้เขียนไม่ได้มีผลประโยชน์ใดๆในการขายสินค้า โปรดใช้วิจารณญาณ[/center]

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสม Facial Whitening cream ครีมเพื่อผิวขาวกระจ่างใส จาก Bio balance แบรนด์ดังฝั่งยุโรป

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสม Facial Whitening cream ครีมเพื่อผิวขาวกระจ่างใส จาก Bio balance แบรนด์ดังฝั่งยุโรป

สวัสดีค่ะ วันนี้มี่นำเอาครีมบำรุงเพื่อผิวขาวจากแบรนด์ Bio Balance มาฝากค่ะ แบรนด์ Bio Balance เป็นเครื่องสำอางชื่อดังจากฝั่งยุโรปค่ะ ซึ่งทางแบรนด์ Claim เรื่องส่วนผสมจากธรรมชาติ และส่วนผสมออร์แกนิก ที่ผ่านการเลือกสรรมาเป็นอย่างดี มี่ลองเข้าไปดูเวบไซต์ของแบรนด์ (http://www.biobalance.com.tr/) เห็นว่ามีผลิตภัณฑ์อยู่หลายกลุ่มเหมือนกันค่ะ

 

มาเข้าเรื่องดีกว่าค่ะ ตัวที่มี่ได้มามี 2 ตัว เป็นกลุ่ม Whitening ทั้งคู่ เป็นทาตัวหลอดนึง และทาหน้าอีกหลอดนึง วันนี้เอาครีมสำหรับผิวหน้า มารีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสมให้ชมกันบ้างค่ะ มาดูหน้าตากันก่อนเลยเนอะ

bio 1

 

ตัวครีมจะมาในหลอดปิดสนิท หลอดค่อนข้างใหญ่เหมือนกันค่ะ 60 ml เนื้อครีมเป็นครีมสีขาว มีกลิ่นหอม

bio 2

ตัวครีมจะดูเหมือนมี Pigment เคลือบผิวอยู่ด้วยค่ะ ทาแล้วช่วยปรับสีผิวให้ขาวขึ้นมาอีก 1 Step อารมณ์คล้ายๆ Tone Up cream ที่กำลังอินเทรนด์จากฝั่งเกาหลีเลยค่ะ เนื้อเกลี่ยค่อนข้างง่าย จะออกหนึบๆนิดหน่อย ถ้าทิ้งไว้ซักพัก ความรู้สึกหนึบๆก็จะหายไป ชุ่มชื้นดีค่ะ

bio 3

 

มาดูส่วนผสมกันบ้างนะคะ

 

สผส facial

 

จากส่วนผสมมี่ได้ทำแถบสีไว้ให้แล้วนะคะ ส่วนของสารบำรุง แบ่งเป็น 3 กลุ่มหลักๆค่ะ

 

สีม่วง: กลุ่ม Whitening ได้แก่

  • Niaciamide คือ รูปแบบหนึ่งของวิตามินบี 3 ถ้าเป็นด้านไวท์เทนนิ่ง สารนี้ให้ผลยับยั้งการส่งผ่านเมลานินที่สร้างเสร็จแล้วไม่ให้ออกมาข้างนอกมองเห็นเป็นสีผิว ยังมีประโยชน์ในด้านของการเพิ่มการสร้างไขมันที่เป็น Barrier ผิว และลดการอักเสบ (Int J Cosmet Sci 2005; 27:255–261)
  • Glycyrrhiza glabra extract คือ สารสกัดจากชะเอม มีรายงานเกี่ยวกับคุณสมบัติในการยับยั้งเอนไซม์ Tyrosinase ลดการสร้างเมลานินช่วยให้สีผิวจางลง มีฤทธิ์เป็น Antioxidant ( 2014; 19(7):9101-13.) และมีคุณสมบัติลดการอักเสบ (J Dermatolog Treat. 2003; 14(3):153-7.)
  • Sodium ascorbyl phosphate เป็นรูปแบบหนึ่งของวิตามินซี ที่มีการละลายน้ำดี มีความคงตัวเพิ่มขึ้น วิตามินซีมีประโยชน์เป็น Antioxidant, ช่วยยับยั้งการสร้างเม็ดสีผิว และ เป็นส่วนหนึ่งในขั้นตอนการสังเคราะห์คอลลาเจนในผิว

 

สีฟ้า: กลุ่มสารกันแดด

ถึงแม้ผลิตภัณฑ์จะไม่ได้ Claim เรื่อง SPF กล่าวแค่ว่า UVA UVB protection พอเรามาดูส่วนผสมก็จะเห็นมีส่วนผสมของสารกันแดดอยู่ค่ะ แต่ไม่แน่ใจเรื่องความเข้มข้นที่ใส่มา ว่าจะกันแดดได้แค่ไหนนะคะ กันแดดที่เขาใส่มา มีทั้งกลุ่มเคมี และกลุ่มกายภาพ คือ

  • Ethylhexyl methoxycinnamate เป็นกันแดดเคมี ช่วยกรองรังสี UVB เป็นหลัก
  • Ethylhexyl salicylate เป็นกันแดดเคมีเช่นกัน ช่วยกรองรังสี UVB
  • Titanium dioxide เป็นกันแดดกายภาพ สะท้อนรังสี UV ออกไป
  • Butyl Methoxydibenzoylmethane เป็นชื่อทางเคมีของ Avobenzone ที่กรองรังสี UVA แต่สารนี้โดยลำพังจะสลายตัวง่ายเมื่อโดนแสง ดูแล้วในส่วนผสมยังไม่มีสารที่ช่วยเพิ่มความคงตัว แต่อย่างไรก็ดีผลิตภัณฑ์นี้ไม่ได้เคลมเรื่องกันแดดนะคะ เลยไม่ขอกล่าวถึงประเด็นนี้นะคะ

 

สีเขียว: กลุ่มสารบำรุงอื่นๆ จะคล้ายกับตัว Body cream มีต่างกันเล็กน้อยค่ะ

  • Allantoin มีคุณสมบัติที่ดีเกี่ยวกับเรื่องลดการอักเสบในผิว
  • Centella asiatica extract คือ สารสกัดจากบัวบก ให้ผลดีด้านริ้วรอย
  • Rosmarinus officinalis extract คือ สารสกัดจากโรสแมรี่ เป็น Antioxidant และ มีรายงานเกี่ยวกับคุณสมบัติในการลดการอักเสบ (J Agric Food Chem. 2011; 59(8):3674-85.)
  • ใช้วิตามินอีร่วมกัน 2 ชนิด คือ Tocopherol และ Tocopheryl acetate อาศัย BHT มาช่วยเพิ่มความคงตัว คิดว่าผิวน่าจะยังได้รับวิตามินอีที่มีประโยชน์ด้วย
  • Panthenol คือ โปรวิตามินบี 5 มีคุณสมบัติเป็นสารเพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่ผิว โดยตัวมันเองสามารถซึมเข้าสู่ผิวและดูดน้ำเข้ามาเก็บไว้กับตัวเอง นอกจากนี้ยังมีคุณสมบัติอื่นๆ เช่น ลดการอักเสบ เพิ่มการแบ่งตัวของเซลล์ผิว ช่วยเรื่องการสมานแผล และลดริ้วรอย ซึ่งคุณสมบัติในการเป็น Moisturizer ของ Panthenol มีรายงานตีพิมพ์รองรับ คือ สามารถช่วยเพิ่มความสมบูรณ์ของผิวหนัง ช่วยลดการระเหยของน้ำออกจากผิว รักษาความชุ่มชื้นให้ผิวได้ (J Cosmet Sci. 2011; 62(4):361-70.)

 

โดยรวมจะเห็นว่ากลุ่มของสารออกฤทธิ์ที่เป็น Whitening จะออกฤทธิ์ที่สองขั้นตอน คือ ขั้นตอนการสร้างเม็ดสี และ ขั้นตอนการส่งผ่านเม็ดสีที่สร้างเสร็จแล้ว เสริมมาด้วยสารกันแดด Antioxidant และสารที่ให้ผลด้านริ้วรอย/ชะลอวัย

 

มาให้คะแนนกันดีกว่าค่ะ

  1. สารบำรุง อย่างที่เล่าไว้ด้านบน คือ มีคุณสมบัติด้าน Whitening อยู่ 2 ขั้นตอน เสริมมาด้วยสารกันแดด Antioxidant และสารที่ให้ผลด้านริ้วรอย มีส่วนของสารเพิ่มความชุ่มชื้นและลดการอักเสบเพิ่มเข้ามาจากตัว Body cream ในส่วนนี้มี่มองว่า ในส่วนของ Whitening นั้นยังเหมือนไม่ค่อยสุด ยังขอให้ 4 ฟลาสก์ เช่นเดียวกับตัว Body cream
  2. เนื้อหลัก หรือ ส่วน Base มาในรูปแบบครีม ประกอบด้วยสารดูดน้ำให้ผิว สารไขมันทดแทน และสารเคลือบผิว อยู่อย่างครบถ้วน ไม่มีส่วนผสมของ Alcohol เลยขอให้ไป 5 ฟลาสก์
  3. สารปรุงแต่ง หรือ Additives ไม่ได้มีสารไหนมีพิษมีภัยอะไรกับผิว เลยไม่มีที่ให้หักคะแนน รับไป 5 ฟลาสก์
  4. การใช้งาน ตัวเนื้อครีมค่อนข้างชุ่มชื้น ไม่เหนอะหนะหนักผิวมากจนเกินไป เนื่องจากมีส่วนผสมของสารกรองรังสี UV และเม็ดสี หรือ Pigment ที่ช่วยอำพรางสีผิว ส่วนตัวมี่คิดว่าเอามาใช้กลางวัน ใช้เป็น Makeup base ก่อนลงรองพื้นตอนเช้าๆ น่าจะเหมาะกว่าการใช้กลางคืน เพราะสารกรองรังสีพวกนี้ดูไม่ค่อยจำเป็นเท่าไหร่ตอนเรานอนหลับ ส่วนผลการใช้งาน ตัวนี้มี่คิดว่าช่วยเรื่องรอยแดงและรอยดำจากสิว รวมถึงหน้าไหม้แดดได้ด้วยค่ะ ในจุดนี้ขอให้คะแนน 4 ฟลาสก์ค่ะ

 

คะแนน facial

 

สุดท้ายนี้ขอขอบคุณทางแบรนด์ Bio Balance ด้วยนะคะที่ส่งผลิตภัณฑ์ดีๆมาให้มี่ได้ทดลองใช้ และขอบคุณทุกๆท่านด้วยค่ะ ที่ติดตามรับชมมาจนจบ

 

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถสอบถามได้ที่ทางเฟสบุคของแบรนด์ได้เลยนะคะ

 

Disclaimer: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากทางแบรนด์ Bio Balance การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสมตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล และผู้เขียนไม่ได้มีผลประโยชน์ใดๆในการขายสินค้า โปรดใช้วิจารณญาณ