Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสมออยล์บำรุงผิวกาย Derma:B Intensive barrier multi-oil

เปิด Blog ด้วยคำโปรยสวยๆ “คงจะดี ถ้ามี Body oil ดีๆ สักชิ้น ที่ไม่ใช่แค่ทาแล้วเคลือบ (Occlusive) ผิวเฉยๆ แต่ให้คุณสมบัติในการทดแทนไขมันธรรมชาติคืนให้แก่ผิว และดูแลปัญหาเรื่องความแห้งกร้าน หยาบกระด้างไปพร้อมๆ กัน”

ถ้าเราแบ่งประเภทของสาร Moisturizer ในเครื่องสำอางเฉพาะกลุ่มของน้ำมัน เราจะแบ่งได้เป็น 2 กลุ่ม คือ Occlusive กับ Emollient

2 ตัวนี้ต่างกันตรงนี้ สารกลุ่ม Occlusive จะไปเคลือบปกป้องผิว ลดการระเหยของน้ำออกจากผิว (Trans-epidermal water loss; TEWL) ในขณะที่สารกลุ่ม Emollient มักจะซึมลงไปในผิว และไม่ค่อยมีผลลดค่า TEWL (แต่ Emollient บางตัวก็ลดค่า TEWL ได้นะ ก็จะเรียกเป็น Semi-occlusive)

Emollient ส่วนมากจะเป็นไขมันที่พบได้ในร่างกายเรา บ้างก็เรียกเป็น Physiological lipids ซึ่งจะมีประโยชน์ในการทดแทนไขมันในผิวหนัง ยามที่ผิวเราขาด

ตัวอย่าง Emollient เช่น น้ำมันจากพืชธรรมชาติ รวมไปถึงพวก Physiological lipids อย่าง Ceramide, Cholesterol, fatty acids

วันนี้ขอหยิบเอา Body oil จากแบรนด์ Derma:B ที่เคยเกริ่นไปใน Blog ก่อน ตามลิงค์นี้ค่ะ

https://miyeonthereviewer.com/2022/03/20/brand-update-dermab/

แบรนด์ Derma:B เป็นแบรนด์ในเครือของบริษัท Neopharm ที่เน้นไปที่ผลิตภัณฑ์กลุ่มดูแลผิวกายโดยเฉพาะ

Body oil ที่หยิบมารีวิวใน Blog นี้มีชื่อว่า Intensive barrier multi-oil

สำหรับเนื้อสัมผัส ตัวน้องจะเป็นน้ำมันที่เหลวหน่อย มีกลิ่นหอมที่เป็นเอกลักษณ์เป็นโทนดอกไม้หวานๆ ซึ่งทางแบรนด์ได้เบลนด์กลิ่นนี้ขึ้นมาโดยเฉพาะ

เกลี่ยได้ค่อนข้างง่าย จะมีความเงาวาวเหมือนเราใช้น้ำมันทาผิว เพียงแต่จะไม่เหนียวหนึบ ไม่เหนอะหนะและหนักผิว

ส่วนนี้จะเป็น Profile กลิ่นของน้ำมันสูตรนี้ซึ่งเบลนด์มาในโทน Sweet/Citrus/Floral นะคะ

(Image from Derma:B)

สำหรับส่วนผสมเป็นดังนี้ค่ะ

ขอแบ่งกลุ่มส่วนผสมของผลิตภัณฑ์ชิ้นนี้เป็น 5 สี ซึ่งจะกล่าวถึงทีละสีนะคะ

  • สีชมพู เป็นกลุ่มของน้ำมันจากธรรมชาติ ซึ่งถ้านับรวมน้ำมันพื้นฐานแล้ว ก็มีด้วยกัน 15 ชนิด ซึ่งทางแบรนด์จะเคลมน้ำมันที่หายาก ซึ่งมีมูลค่าสูง ประกอบด้วยสารพฤกษเคมีที่มีประโยชน์มากมาย อย่างน้ำมันจากเมล็ดบรอกโคลี แครอท Black currant เมล็ดมะเขือเทศ เมล็ดชาเขียว (คนละชนิดกับเมล็ดของชาน้ำมัน Camellia oleifera ที่พบเจอกันทั่วไปนะคะ) ซึ่งข้อมูลจากผู้ผลิตวัตถุดิบกล่าวว่าน้ำมันจาก C. sinensis มีประโยชน์ที่ดีหลายด้านทั้งในด้านของ Antioxidant, การลดการอักเสบระคายเคืองและให้ความรู้สึกสบายผิว

ภาพของฝักและเมล็ดชาเขียว (Image from Derma:B Official Website)

ส่วนตัวขออนุญาตกล่าวถึงในภาพรวม ปกติกลุ่มของน้ำมันจากธรรมชาติก็จะประกอบด้วยกรดไขมันจำเป็น และสารที่มีประโยชน์ในกลุ่มที่เรียกว่า Unsaponifiables ที่หมายถึง สารอื่นในน้ำมันที่ไม่สามารถทำปฏิกิริยา Saponification กับด่างได้ ตัวอย่างเช่น พวก Tocopherol, Carotenoids, Phytosterols เป็นต้น พวกนี้มีประโยชน์ต่างๆ มากมายต่อผิว เช่น เป็น Antioxidant และลดอาการอักเสบระคายเคือง

  • สีม่วงบานเย็น เป็นกลุ่มของ Pseudoceramide อย่าง Myristoyl/palmitoyl oxostearamide/arachamide MEA ร่วมกับ Ceramide NP และ Phytosterols ที่เสริมเข้ามา
    • สำหรับ Myristoyl/palmitoyl oxostearamide/arachamide MEA มีชื่อเล่นว่า PC9S ซึ่งเป็นวัตถุดิบที่เป็นเป็นสิทธิบัตรของทาง Neopharm อิงตามสิทธิบัตรอเมริกา US patent US6221371B1 ของปี 2001 Claim ว่าให้ประโยชน์ในการเหนี่ยวนำให้ผิวสร้างไขมันใหม่ออกมาฟื้นฟู Barrier ผิวที่เสียหาย มีรายงานการวิจัยทดสอบประสิทธิภาพของสารนี้ในหนูทดลอง พบว่า ตัวนี้เมื่อใช้ร่วมกับไขมันชนิดที่มีในผิว (Physiological lipids) สามารถกระตุ้นให้ผิวเรามีการสร้าง Receptor ในกลุ่ม PPAR-α ซึ่งมีประโยชน์ในการลดการอักเสบของผิว และเสริมกระบวนการสังเคราะห์ไขมันที่เป็น Barrier ผิวตามธรรมชาติ (Arch Dermatol Res. 2015 Nov;307(9):781-92.)
    • PC9S ร่วมกับสารอื่นๆ ในสัดส่วนที่เหมาะสมจะเรียงตัวอยู่ในรูปแบบของ MLE ซึ่งมีประโยชน์ในการเสริมความแข็งแรงให้แก่ Barrier ของผิว (สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถติดตามอ่านต่อได้ที่ https://miyeonthereviewer.com/2022/03/03/dermartlogy-atg/)
  • สีเขียว Acetyl glutamine เป็นอนุพันธ์ของกรดอะมิโน Glutamine ที่มีความคงตัวดีขึ้น ข้อมูลจากทางผู้ผลิตวัตถุดิบระบุว่า Glutamine เป็นกรดอะมิโนที่เรามีอยู่แล้วเพื่อใช้ตอบสนองต่อความเครียด โดยเมื่อเกิดสภาวะเครียดขึ้น จะมีการเหนี่ยวนำให้ Glutamine เข้าไปในเซลล์ แล้วส่งผลให้เกิดการปรับสมดุลตัวเองเพื่อเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน
(Image from DAMY CHEMICAL CO., LTD.)

โดยทางบริษัทได้ศึกษาพบว่าเมื่อมีระดับของ Glutamine เพิ่มขึ้น ก็จะมีปริมาณของ ATP เพิ่มขึ้น ซึ่งส่งผลให้การทำงานต่างๆ ของผิวเกิดได้ตามปกติ นอกจากนี้ทางบริษัทยังมีการศึกษาในอาสาสมัคร พบว่า Acetyl glutamine มีประสิทธิภาพที่ดีหลายประการ เช่น

  1. เสริมความชุ่มชื้น
  2. เสริมสร้าง Barrier ผิวให้แข็งแรงขึ้น
  3. ปรับ Texture ผิวให้เรียบเนียน
  • สีน้ำเงินเข้ม กลุ่มของพวก Peptide และ Folic acid ซึ่งเป็น Combination ที่โดดเด่นและมีประโยชน์ต่อผิวในหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นด้านของการเสริมกระบวนการทำงานตามธรรมชาติของผิว ดูแลเรื่องของการชะลอวัย ลดเลือนริ้วรอย ปัญหาของสีผิวไม่สม่ำเสมอ รวมไปถึงด้านการอักเสบระคายเคืองผิว และต่อต้านอนุมูลอิสระ
    • Combination นี้ทางแบรนด์เรียกว่าเป็น Bio-placentaTM ซึ่งชุดของส่วนผสมก็จะคล้ายๆ กับวัตถุดิบ Bio-placenta ที่มีผ่านการทดสอบประสิทธิภาพในอาสาสมัครแล้วเช่นกัน (ข้อมูลจาก DAMY CHEMICAL CO., LTD.)
  • สีฟ้า เป็นสารเติมน้ำอย่าง Sodium hyaluronate และ Panthenol ที่นอกจากเพิ่มความชุ่มชื้นแล้วยังมีประโยชน์ในเชิงด้านการดูแลปัญหาการอักเสบระคายเคืองของผิว

ในภาพรวมคือน้องเป็น Body oil ที่ไม่ใช่แค่ Oil ที่มาทาเคลือบผิว หรือเรียกเป็น Occlusive ธรรมดา แต่น้องเป็นน้ำมันที่เสริมสารบำรุงมาหลายชนิด ให้ประโยชน์ในการดูแลปัญหาผิวรูปแบบต่างๆ โดยไม่ว่าจะเป็นเรื่องของความแข็งแรงของผิว ดูแลเรื่อง Barrier ผิว เพราะมีส่วนประกอบของทั้ง MLE, Ceramide และสารไขมันทดแทนจากน้ำมันพืชพรรณต่างๆ ให้ความรู้สึกสบายผิว และยังได้ประโยชน์ไปในถึงด้านการชะลอวัย ปรับสภาพผิวให้เรียบเนียนน่าสัมผัส

มาให้คะแนนกันดีกว่าค่ะ

  1. สารบำรุง ตามที่ได้กล่าวไปด้านบน นอกจากน้องจะมีส่วนประกอบของน้ำมันจากธรรมชาติแล้ว ยังเสริมมาด้วยส่วนผสมของสารบำรุงผิวต่างๆ ที่ให้ประโยชน์ได้หลายด้าน ทั้งในด้านของการชะลอวัย ดูแลเรื่องปัญหาริ้วรอย ความรู้สึกไม่สบายผิว ความแข็งแรงของ Barrier ผิว ปรับสมดุลของผิวและปกป้องผิวจากปัญหาที่เกิดจากความเครียดภายนอก เช่น พวกมลภาวะต่างๆ รวมถึงอาจจะได้ในด้านความสม่ำเสมอของสีผิว หรือเชิง Whitening ไปอีก ขอให้คะแนน 5 ฟลาสก์
  2. ส่วนผสมอื่นๆ ไม่มีสารที่ไม่เป็นมิตรกับผิว เลยไม่มีที่ให้หักคะแนน รับไป 5 ฟลาสก์
  3. การใช้งาน เริ่มที่เนื้อสัมผัสก่อน ส่วนตัวค่อนข้างชอบความบางเบา ไม่เหนอะหนะ ไม่เหนียวในระหว่างวัน ตามมาด้วยกลิ่นที่เป็นเอกลักษณ์ให้ความรู้สึกสบายและผ่อนคลาย ถึงแม้จะเป็นช่วงที่อากาศร้อนชื้นยังรู้สึกว่าไม่ได้เหนอะหนะจนรู้สึกรำคาญตัว เผลอๆ เบากว่า Body lotion บางชิ้นเสียอีก อีกจุดที่น่าสนใจคือไม่เลอะเทอะเปรอะเปื้อนเสื้อผ้า ให้ไป 5 ฟลาสก์

สุดท้ายนี้ต้องขอขอบคุณทางแบรนด์ Derma:B สาขาประเทศไทยด้วยนะคะที่ส่งสินค้าดีๆ มาให้ได้ทดลองใช้ และขอขอบคุณทุกท่านที่ติดตามรับชมมาจนจบ

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ทางแบรนด์โดยตรงเลยนะคะ

https://www.facebook.com/DermaBThailand

หรือ สามารถตามไปส่องร้านค้า Official ของทางแบรนด์ได้เลยนะคะ

Lazada: https://invol.co/claix7f

Shopee: https://invol.co/claix96

Disclaimer/conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากทางแบรนด์ Derma:B สาขาประเทศไทย การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสม/วัตถุดิบตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล และผู้เขียนไม่ได้มีผลประโยชน์ใดๆในการขายสินค้า โปรดใช้วิจารณญาณ

Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสมเซรั่มบำรุงที่พัฒนาไปอีกขั้น ATG rejuvenating serum จากแบรนด์ dermArtlogy

สวัสดีค่ะ วันนี้ขอมาอัพเดท รีวิว และวิเคราะห์ส่วนผสมเซรั่มในไลน์ใหม่ของทางแบรนด์ dermArtlogy ของบริษัท Neopharm ประเทศเกาหลีกันนะคะ

เรียกได้ว่าเซรั่มของแบรนด์ dermArtlogy นั้น มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องเพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์ที่ดีที่สุดและทันสมัย

ล่าสุดทางแบรนด์ก็ได้พัฒนาสูตรใหม่ ATG rejuvenating serum ออกมาสำเร็จ จนกลายเป็นเซรั่มตัว Top สุด และได้วางจำหน่ายในบ้านเราเมื่อปลายปี 2564 ที่ผ่านมา

สำหรับท่านที่สนใจรายละเอียดของแบรนด์และเซรั่มสูตร Ageless potent rejuvenating serum สูตรก่อนหน้า และสูตร Gel สามารถติดตามได้ที่ Link ด้านล่างนี้ค่ะ

ช่องทางตามไปอ่าน Ageless potent rejuvenating serum https://miyeonthereviewer.com/2020/10/09/dermatlogy-agelesspotent/

ช่องทางตามไปอ่าน Link Gel moisturizerhttps://miyeonthereviewer.com/2021/01/25/dermartlogy-gelmoist/

สำหรับสูตร Top สุด ณ ขณะนี้ คือตัว ATG ที่จะมาเล่าให้ฟังในวันนี้มีหน้าตาประมาณนี้ค่ะ

น้องมาในดีไซน์ที่เป็น Signature ของทางแบรนด์ โดยรุ่นนี้จะเป็นขวดปั๊มแบบสุญญากาศ Airless pump ค่ะ

เนื้อเซรั่มเป็นประมาณนี้นะคะ มาในรูปแบบ Translucent กึ่งใสกึ่งขุ่น แสงยังผ่านได้

เช่นเคย เนื่องจากไม่มีส่วนผสมของน้ำหอม เราเลยจะยังได้กลิ่นของวัตถุดิบอยู่จางๆ เนื้อรุ่นนี้เกลี่ยได้ง่าย ให้ความรู้สึกชุ่มชื้น เบา สบายผิว ไม่เหนอะหนะ และไม่แห้งจนเกินไป

ตัวนี้ส่วนตัวมี่โอกาสได้ทดลองใช้ตั้งแต่ผลิตภัณฑ์ยังไม่ออกสู่ท้องตลาดจนปัจจุบันก็ปาเข้าไปน่าจะครึ่งปีได้

ช่วง 2 เดือนแรก จะทาเฉพาะบริเวณใบหน้าด้านซ้ายที่ไม่ได้ใช้พวก retinoid ในด้านของความสบายผิว ความชุ่มชื้น ความแดงที่เป็น undertone บริเวณแก้มดูเหมือนจะลดลง รูขุมขนดูละเอียดขึ้น

หลังจากนั้นก็ทาทั้งสองฝั่งแบบจริงจังจนถึงปัจจุบันน่าจะเกิน 3 เดือนไปแล้ว ที่รู้สึกชอบมากคงหนีไม่พ้นเรื่องของความแข็งแรงของผิว และความรู้สึกดีหลังใช้งาน อารมณ์แบบรักผิวตอนนี้มาก แม้จะมีปัญหากับการใส่ Mask บ้างก็ตาม

ค่า pH อยู่ที่ราวๆ 4 – 5 นะคะ

สำหรับส่วนผสมเป็นดังนี้ค่ะ

ในภาพรวมแม้ส่วนผสมจะดูเหมือนค่อนข้างเยอะชนิด แต่ส่วนใหญ่เป็นสารบำรุงที่มีประโยชน์ต่อผิวในด้านต่างๆ เรียกได้ว่าดูแลปัญหาผิวได้อย่างครอบคลุมเลยทีเดียว

วันนี้แบ่งส่วนผสมไว้เป็นสีๆ ตามกลุ่มของการออกฤทธิ์นะคะ

โดยขอเริ่มที่กลุ่มสีชมพู กลุ่มของไขมัน และสารที่ใช้ทำ MLETM (Multi-lamellar emulsion) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีสิทธิบัตรของทาง Neopharm ประเทศเกาหลี

  • MLETM ปกติแล้วในผิวเราจะมีไขมันที่ทำหน้าที่เป็น Barrier ผิว ซึ่งมีอยู่ด้วยกัน 3 กลุ่ม คือ Ceramide + Cholesterol และ Fatty acid ไขมันเหล่านี้มันจะเรียงตัวกันอย่างเป็นระเบียบซึ่งมีด้วยกันหลายรูปผลึก ส่วนหนึ่งเป็นรูปแบบ Liquid crystal
  • เจ้า MLETM นี่เป็นสูตรผสมของ Pseudoceramide (Myristoyl/palmitoyl oxostearamide/arachamide MEA หรือ PC-9S) ร่วมกับ Cholesterol, Phytosterol, rapeseed sterols และกรดไขมัน Stearic acid กับกรดไขมันใน น้ำมันจากแมคคาเดเมีย และ Caprylic/capric triglycerides ซึ่งเรียงตัวในรูปแบบที่คล้ายกับ Liquid crystral ของผิว เลยสามารถทำหน้าที่ปกป้องผิวทดแทน Barrier ของผิว อีกตัวที่เป็นส่วนประกอบของ MLE คือ Dihydroxyisopropyl capryloylcaprilamide หรือ PC-5SP ซึ่งพอเอามารวมกับ PC-9S และสารอื่นๆ ในสัดส่วนที่เหมาะสมจะเกิดเป็นโครงสร้างรูปแบบ Liquid crystal ที่เวลาดูภายใต้กล้องจุลทรรศน์ Polarized microscope จะเห็นเป็นลักษณะพิเศษที่เรียกว่า Maltese cross ซึ่งเหมือนกับการเรียงตัวของ Barrier ผิว ตามภาพ
(Image from Neopharm)
  • Phytosterols และ Rapeseed sterols ที่เสริมเข้ามายังมีประโยชน์เพิ่มเติมในด้านการดูแลปัญหาการอักเสบและระคายเคืองของผิว

ถัดมาจะเป็นกลุ่มของ Peptide ต่างๆ ที่เป็นอักษรสีส้มนะคะ

Heptasodium hexacarboxymethyl dipeptide-12 ตัวนี้คือ Aquatide ที่เป็นตัวหลักตัวหนึ่ง โดยมีประโยชน์ในการเสริมกระบวนการ Autophagy ที่เกิดขึ้นภายในผิว ซึ่งเป็นเสมือนกระบวนการที่ผิวเรารีไซเคิลเอาองค์ประกอบที่มันเสื่อมสภาพมาสร้างและฟื้นฟูเป็นองค์ประกอบใหม่ ให้ผิวเราทำงานได้ดีเหมือนเดิม ขอใช้รูปเก่ามาประกอบค่ะ

สำหรับท่านที่สนใจเรื่อง Aquatide สามารถตามไปอ่านเรื่องของ Aquatide แบบละเอียดได้ที่ลิงค์นี้นะคะ (https://cosmeknowledge.wordpress.com/2019/06/11/spotlight-aquatide/)

Tetracarboxymethyl hexanoyl dipeptide-12 ตัวนี้มีชื่อทางการค้าว่า AdiposolTM ซึ่งข้อมูลจากผู้ผลิตวัตถุดิบกล่าวว่าน้องไปมีผลกระตุ้น Adiponectin ซึ่งเป็น Peptide hormone ชนิดหนึ่งที่สร้างจากเซลล์ไขมัน (Adipocyte) ปกติ Adiponectin จะมีบทบาทในระดับร่างกาย แต่ก็มีการพบว่า Adiponectin นั้นมีประโยชน์กับผิวหลายประการ ไม่ว่าจะเป็น การเสริมสร้างการสังเคราะห์ไขมันที่เป็น Barrier ผิว การแบ่งตัวเพิ่มจำนวนของเซลล์ผิว เสริมการสังเคราะห์คอลลาเจนและ Hyaluron ในธรรมชาติของผิว และลดการอักเสบระคายเคือง (Oh, et al., Biomol Ther (Seoul). 2021; Sep 28. doi: 10.4062/biomolther.2021.089.)

ทีนี้ปัญหาอยู่ที่ว่ารังสี UV และปัจจัยจากสิ่งแวดล้อม อย่างมลภาวะ ไปกดการสร้าง Adiponectin เลยทำให้กระบวนการต่างๆ เหล่านี้หายไป นอกจากนี้รังสี UV ยังไปทำให้เอนไซม์ MMP มาย่อยสลายคอลลาเจนเกิดความเหี่ยวขึ้นมาอีกต่อหนึ่ง

ในจุดนี้ข้อมูลจากผู้ผลิตวัตถุดิบ AdiopSOL กล่าวว่า สารนี้ยังเสริมกระบวนการ Autophagy ลดการสร้างเอนไซม์ MMP และลดการอักเสบในระดับหลอดทดลอง และลดรอยแดงของผิวในอาสาสมัคร

(Image from Incospharm และ AH&NS)

Pentasodium tetracarboxymethyl palmitoyl dipeptide-12 ตัวนี้มีชื่อย่อว่า PTPD เป็นเปปไทด์ที่พัฒนามาเพื่อเสริมกระบวนการ Autophagy ซึ่งมีการทดสอบประสิทธิภาพในอาสาสมัครที่เป็นโรคผิวหนังชนิด Atopic dermatitis เป็นเวลา 4 สัปดาห์ พบว่าอาสาสมัครมีอาการระคายเคือง คัน ลดลง และมีความชุ่มชื้นของผิวเพิ่มขึ้น (Kwon, et al. J Dermatolog Treat. 2019;30(6):558-564.) นอกจากนี้ข้อมูลจากผู้ผลิตวัตถุดิบกล่าวว่า PTPD ยังมีคุณสมบัติลดปริมาณของเม็ดสีผิว ผ่านการเสริมการเกิด Autophagy ของแหล่งสร้างเม็ดสีผิวอย่าง Melanocyte

(Image from dermArtlogy)

Acetyl dipeptide-1 cetyl ester ตัวนี้เป็น Peptide ตัวหนึ่งที่เราเจอกันค่อนข้างบ่อย น้องเด่นในแง่ของการลดความรู้สึกระคายเคือง ซึ่งมีการศึกษารองรับในอาสาสมัคร โดยให้อาสาสมัครทา Capsaicin เพื่อเกิดการระคายเคือง แล้วทาผลิตภัณฑ์ที่มีสารตัวนี้ลงไป พบว่า สารนี้สามารถลดการระคายเคืองและความรู้สึกแสบร้อนที่เกิดขึ้น (J Eur Acad Dermatol Venereol. 2016;30 Suppl 1:18-20.) สำหรับกลไกในการออกฤทธิ์จะเกิดผ่านระบบของ Opioid โดยไปลดการนำส่งสัญญาณกระแสประสาทที่ให้เกิดความรู้สึกแสบร้อน

กล่าวถึงระบบของ Opioid ในผิวหนังเรานั้น เป็นระบบที่ควบคุมการสื่อสารทางระบบประสาทภายในผิว (Skin neuroendocrine system) จะมีสารที่ชื่อว่า met-Enkephalin สร้างออกมาจากเซลล์เมล็ดเลือดขาว monocyte ทำหน้าที่หลักในการรักษาสมดุลของผิวผ่านการควบคุมกระบวนการอักเสบของผิวและการแบ่งตัวเพิ่มจำนวน/เปลี่ยนแปลงโครงสร้างของเซลล์ในชั้นหนังกำพร้า รวมไปถึงเสริมการฟื้นฟูตัวเองเมื่อเกิดความเสียหายขึ้น (Bigliardi, et al. Exp Dermatol. 2016;25:586-591.)

ซึ่ง Acetyl dipeptide-1 cetyl ester จะไปเหนี่ยวนำให้เกิด met-Enkephalin ที่ไปจับกับตัวรับของ Opioid ซึ่งมีผลลดการระคายเคือง เสริมการฟื้นฟูผิว และทำให้ผิวแข็งแรงในระยะต่อมา

กลุ่มของสารเพิ่มความชุ่มชื้นแทนด้วยสีบานเย็น จะเป็นตัว Hyaluronic acid รูปแบบดั้งเดิม และ Hydrolyzed hyaluronic acid ที่ผ่านการย่อยให้มีขนาดเล็กลง กรดอะมิโน Arginine และวัตถุดิบอีกชิ้นที่เรียกว่าเป็น Exclusive ingredient ของทางแบรนด์ คือ Dihydroxyisopropyl capryloylcaprilamide

  • Dihydroxyisopropyl capryloylcaprilamide มีชื่อย่อว่า K6-PC5 มีคุณสมบัติในการเสริมความแข็งแรงของผิวแบบอ้อมๆ ผ่านการเสริมการสร้างสาร Sphingosine ที่เป็นองค์ประกอบสำคัญใน Ceramide และ Sphingosine ยังควบคุมกระบวนการทำงานต่างๆ ของผิว โดยรวมจะช่วยให้ผิวเราเก็บกักและอุ้มน้ำไว้ได้ดีขึ้น

ถัดมาเป็นกลุ่มของสารที่ลดการอักเสบและระคายเคืองผิว รวมถึงสารบำรุงอื่นๆ ซึ่งมีด้วยกันหลายชนิด อย่างวิตามินบี 3 บี 5 Betaine, Dipotassium glycyrrhizate, Allantoin และอีกตัวที่น่าสนใจ

  • Caprylamide MEA หรือ Dualguard-7TM สารนี้มีคุณสมบัติดูแลเรื่องการอักเสบระคายเคืองโดยไปลดการสร้างสารเหนี่ยวนำการอักเสบในกลุ่มของ Interleukin-17 (IL-17) เสริมกระบวนการ Autophagy ผ่านการยับยั้งโปรตีน p62 ซึ่งเป็นตัวต่อต้านการเกิด Autophagy และเสริมการสังเคราะห์คอลลาเจน

ปิดท้ายด้วยสีเขียวเป็นกลุ่มของบัวบกและคณะ เป็นสารสกัดจากบัวบก ที่มีประโยชน์ต่อผิวในหลายประการ ตัวนี้ทางแบรนด์เคลมว่าเป็นสารสกัดจากบัวบกในรูปแบบ Medical grade ในความเข้มข้นสูงถึง 50% และยังเสริมสารบริสุทธิ์ที่เป็นสารพฤกษเคมีหลัก (Active phytochemicals) ในบัวบก อย่าง Madecassoside, Asiaticoside, Madecassic acid, และ Asiatic acid เข้ามา ซึ่งสารเหล่านี้มีประโยชน์ในด้านการลดการอักเสบ เสริมการสมานแผล ชะลอวัยลดเลือนริ้วรอย เป็น Antioxidant และอื่นๆอีกหลายด้าน

สารเพิ่มความชุ่มชื้นผิวมากขนาดนี้ผิวจะมันไหม?

ในจุดนี้ทางแบรนด์วางแผนการตั้งตำรับมาอย่างรอบคอบโดยการเสริมเอา Zinc PCA เข้ามา ซึ่งเจ้า Zinc PCA เป็นสารลูกผสมของ Zinc กับ Pyrollidone carboxylic acid (PCA) มีรายงานการวิจัยกล่าวว่านอกจากคุณสมบัติในการกระชับรูขุมขนควบคุมความมัน (Astringent) แล้ว Zinc PCA ยังมีรายงานว่ามีประโยชน์ในการปกป้องผิวหนังจากรังสี UVA และลดผลเสียจากรังสี โดยไปลดการสร้าง Activator protein 1 ที่จะไปเหนี่ยวนำให้เกิดการอักเสบต่อ และ MMP-1 ที่เป็นเอนไซม์ที่ทำลายคอลลาเจนในผิว (Int J Cosmet Sci. 2012; 34(1):23-8.)

สำหรับส่วนผสมอื่นๆ นั้นถือว่าเป็นมิตรกับผิวทั้งหมด

ให้คะแนนกันดีกว่าค่ะ

  1. สารบำรุง ในภาพรวมนอกจากความโดดเด่นในแง่ของด้าน Autophagy ที่มีประโยชน์ทั้งการชะลอวัย เสริมความแข็งแรงให้กับผิวแล้ว ยังเสริมมาด้วยสารบำรุงอีกหลายชนิดที่ดูแลผิวได้อย่างครอบคลุมจบทุกปัญหา และช่วยให้ผิวมีสุขภาพดี ให้ไป 5 ฟลาสก์
  2. ส่วนผสมอื่นๆ เลือกมาได้ค่อนข้างดี ไม่มีสารที่ไม่เป็นมิตรกับผิวเลยขอให้ไป 5 ฟลาสก์
  3. การใช้งาน ถ้าเทียบกับในไลน์ของ Autophagy ที่ออกมาทั้ง 4 สูตร รวมตัวนี้ ส่วนตัวชอบตัวนี้มากที่สุด ทั้งในแง่ของความรู้สึกเบาสบายผิว เรื่องของอาการแดงและคันระคายเคืองผิว สำหรับกลางวันคือ perfect มาก แต่ถ้าเป็นตอนกลางคืนส่วนตัวจะรู้สึกว่าความชุ่มชื้นตัวเนื้อเซรั่มอาจจะยังน้อยไปนิดหน่อยสำหรับบริเวณที่มีปัญหาผิวแห้งจริงๆ อย่างบริเวณแก้ม แต่เอาครีมมอยส์เจอร์อื่นมาทับไว้อีกชั้นหนึ่งคือสมบูรณ์แบบมาก จากที่ได้ทดลองใช้มาตั้งแต่ก่อนผลิตภัณฑ์ออกสู่ตลาด จนถึงตอนนี้ก็ประมาณ 3 เดือน สิ่งที่ดีงามคือ สุขภาพผิวโดยรวมดีขึ้นมาก ตามที่ได้กล่าวไปในด้านบน ขอให้ไป 5 ฟลาสก์

สุดท้ายนี้ขอขอบคุณทางแบรนด์ DermArtlogy ด้วยนะคะ ที่ส่งสินค้าดีๆมาให้มี่ได้ทดลองใช้ และขอบคุณทุกๆท่านด้วยค่ะที่ติดตามรับชมมาจนจบค่ะ

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติม สามารถติดต่อสอบถามได้ที่ทางแบรนด์ DermArtlogy โดยตรงเลยนะคะ

https://www.facebook.com/DermArtlogyThailand/

📲 𝐋𝐢𝐧𝐞 𝐎𝐟𝐟𝐢𝐜𝐢𝐚𝐥 : @dermskintech หรือคลิก https://bit.ly/2ZWhJB1
📲 𝐋𝐚𝐳𝐚𝐝𝐚 : https://bit.ly/3pVBtOO
📲 𝐒𝐡𝐨𝐩𝐞𝐞 : https://shp.ee/34de5z5

Disclaimer/conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากทางแบรนด์ DermArtlogy การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสมตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล ผู้เขียนไม่ได้มีผลประโยชน์ใดๆในการขายสินค้า โปรดใช้วิจารณญาณ

Image

Mini-review + วิเคราะห์ส่วนผสม Zeroid pimprove toner

สวัสดีค่ะ วันนี้ขอหยิบเอาโทนเนอร์ลูกรักของแบรนด์ Zeroid สูตร Pimprove มาวิเคราะห์ส่วนผสมให้ได้ชมกันนะคะ

น้องมีหน้าตาประมาณนี้ค่ะ

น้องยังคงคุมโทนอยู่ในเฉดสีชมพูโอรสเหมือนเดิมค่ะ

ตัวแพคเกจมาในขวดพลาสติกขนาด 200 ml

ตัวเนื้อสัมผัสของโทนเนอร์เป็นเนื้อแบบน้ำใส ส่วนตัวเอามาลองใช้ทั้งในรูปแบบน้ำตบ และ หยดใส่สำลีก่อนเช็ดลงบนหน้า

สำหรับส่วนผสม ส่วนตัวมองว่าคัดเลือกมาค่อนข้างดีนะคะ

ในภาพรวม Toner นี้ใช้ส่วนผสมของ LHA (Lipohydroxy acid) ร่วมกับ AHA 3 ตัว (ซึ่งอาจจะเอามาปรับ pH หรือแอบหวังผลในการออกฤทธิ์ด้วยตรงนี้ไม่แน่ใจ) ลดการระคายเคืองด้วย Panthenol กับ Betaine เติมน้ำด้วย Hya กับดูแลปัญหาสิวเพิ่มเติม ควบคุมความมัน ด้วย Zinc PCA และใช้เทคโนโลยี MLE จาก ceramide PC-9S ของทาง Neopharm

ลองมาดูรายละเอียดของส่วนผสมกันนะคะ ขอละ Hya ไว้ในฐานที่นางเป็นสารที่ Popular มากนะคะ

พระเอกของโทนเนอร์นี้คงเป็นเทคโนโลยี MLE ที่เกิดจาก Ceramide PC-9S (Myristoyl/palmitoyl oxosteramide/arachamide MEA) ว่ากันว่า สารนี้เวลาอยู่ในตำรับนางจะเรียงตัวในรูปแบบของ Multi-lamellar emulsion ซึ่งคล้ายกับการเรียงตัวของไขมันที่เป็น Barrier ของผิว สารนี้มีสิทธิบัตรรองรับอยู่หลายชิ้น อย่าง สิทธิบัตรอเมริกา US patent US6221371B1 กับสิทธิบัตรเกาหลี KR20120041294A

ในสิทธิบัตรของอเมริกายังกล่าวว่าตัว PC-9S ยังสามารถเสริมการสร้าง Ceramide ตามธรรมชาติของผิวได้อีก

ส่วนตรงนี้จะเป็นภาพการเรียงตัวของ PC-9S ในรูปแบบ MLE จากสิทธิบัตร KR20120041294A นะคะ

(Image from Korean patent KR20120041294A)

มีพระเอกแล้วก็ต้องมีพระรอง คือ Capryloyl salicylic acid ตัวนี้จัดเป็น Lipohydroxy acid หรือ LHA ซึ่งเป็นอนุพันธ์ที่เกิดจาก Salicylic acid ที่จัดเป็น BHA โดยว่ากันว่า LHA จะลงผิวได้น้อยเลยให้คุณสมบัติผลัดผิวได้ดี

มีการทดสอบหนึ่งที่ศึกษาตั้งแต่ปี 2008 โดยเทียบประสิทธิภาพในการผลัดผิวของ 5-10% LHA กับ 20-50% AHA ในคลินิกเป็นเวลา 12 อาทิตย์ พบว่า LHA ให้ประสิทธิภาพไม่ต่างกันกับ AHA ทั้งในด้านของริ้วรอยตื้นๆ และความสม่ำเสมอของสีผิว (J Cosmet Dermatol. 2008; 7(4):259-62.) แต่การศึกษานี้ใช้ความเข้มข้นค่อนข้างสูง และทำในคลินิกนะคะ

คุณสมบัติในภาพรวมของ LHA คือ มีประโยชน์ในด้านของการดูแลปัญหาริ้วรอยตื้นๆ ปัญหาสิว และสีผิวไม่สม่ำเสมอ

AHA 3 ชนิด คือ Glycolic acid, Lactic acid และ Citric acid คู่กับ Sodium citrate ซึ่งตรงนี้ไม่แน่ใจว่าหวังผลผลัดผิวด้วยหรือไม่ หลักๆ ก็จะเด่นเรื่องเติมน้ำ ให้ความชุ่มชื้นผิว

Panthenol หรือ โปรวิตามินบี 5 ซึ่งเด่นในด้านของการลดการอักเสบระคายเคือง ให้ความรู้สึกสบายผิว และเพิ่มความชุ่มชื้น

Betaine เป็นอนุพันธ์ของกรดอะมิโน Glycine มีคุณสมบัติในด้านของการดูแลปัญหาเรื่องการระคายเคืองของผิวเช่นเดียวกัน

Zinc PCA เป็นสารผสมของ PCA กับ Zinc ซึ่งข้อมูลของผู้ผลิตวัตถุดิบกล่าวว่า นางมีประโยชน์ในการเพิ่มความชุ่มชื้นผ่านการเติมน้ำให้ผิว พร้อมกับควบคุมความมัน และ ดูแลปัญหาเรื่องริ้วรอยและชะลอวัยไปพร้อมๆ กัน

ส่วนผสมอื่นๆ ก็ถือว่าเลือกมาได้ค่อนข้างดีนะคะ เพราะมีอยู่เท่าที่จำเป็น และไม่มีสารที่ไม่เป็นมิตรกับผิว

Disclaimer: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับมาจากทางแบรนด์ในรูปแบบของของขวัญ การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสม/วัตถุดิบตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล ผู้เขียนไม่ได้มีผลประโยชน์ใดๆในการขายสินค้าและไม่ได้รับค่าตอบแทนในการรีวิว โปรดใช้วิจารณญาณ

Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสมโทนเนอร์คาโมมายล์ Chamomile calming tea toner จากแบรนด์ T’else

สวัสดีค่ะ วันนี้มีรีวิวและวิเคราะห์ส่วนผสมผลิตภัณฑ์ใหม่จากแบรนด์ T’else มาฝากกันนะคะ

สำหรับแบรนด์ T’else เป็นแบรนด์ที่น่าสนใจแบรนด์หนึ่งในเครือ Neopharm ของทางเกาหลีค่ะ ซึ่งส่วนตัวมี่เคยรีวิวสินค้าของแบรนด์นี้ไว้อยู่หลายชิ้นด้วยกันนะคะ

อย่างตัวที่ชอบมากๆ ก็จะเป็นตัว Essence ของ Kombucha กับ Artemisia ค่ะ

(สามารถตามไปอ่านได้ที่ลิงค์นี้นะคะ >>>Click<<<)

หลังจากที่ได้ลองได้เข้าไปดูเว็บไซต์ Official ของ brand ก็พบว่าตอนนี้ทางแบรนด์ได้ Rebrand ใหม่ให้มีความเป็นมิตรกับธรรมชาติมากขึ้น มีความ Clean และ เป็นเครื่องสำอางที่ไม่มีส่วนผสมจากสัตว์ คือเป็น Vegan นั่นเอง

(Image from T’else)

วันนี้มีโอกาสได้ลองใช้ซีรี่ส์ใหม่ที่พึ่งเข้ามาในไทย เป็นซีรี่ส์ของคาโมมายล์ที่โดดเด่นในด้านของคุณสมบัติให้ความรู้สึกสบายผิว (Soothing effect) โดยในซีรี่ส์นี้มีด้วยกัน 3 ผลิตภัณฑ์ คือ Ampoule, Cream และ Toner ค่ะ

วันนี้ขอหยิบโทนเนอร์มาเป็นตัวแทนในการรีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสมนะคะ

ตัวโทนเนอร์มีหน้าตาเป็นแบบนี้ค่ะ

ตัวโทนเนอร์มาในรูปแบบของขวดแก้วใส ที่ติดด้วยสติกเกอร์ใส ซึ่งตรงนี้ส่วนตัวค่อนข้างชอบการดีไซน์ของแบรนด์ คือ เมื่อเราต้องการจะเอาไปรีไซเคิล เราก็แค่แกะสติกเกอร์นี้ออก แล้วทางแหล่งรับรีไซเคิลก็เอาไปรีไซเคิลได้เลยค่ะ

ตัวโทนเนอร์เป็นเนื้อใส สีเหลืองอ่อนๆ ภายในมีกลีบดอกบรรจุอยู่ อยากโฟกัสเข้าไปที่กลีบดอกนะคะ ส่วนตัวมองว่ามันดูโดดเด่นดีค่ะ

ด้วยความที่เป็นโทนเนอร์ในรูปแบบตำรับน้ำใส (Solution) ปกติเราก็จะใช้โทนเนอร์กับสำลี

ส่วนตัวลองใช้ทั้งหยดลงบนมือ แล้ววอร์ม ก่อนนำไปลูบไล้บนหน้า กับ หยดใส่สำลีค่ะ

ถ้าใช้กับมือก็จะเกลี่ยง่าย ซึมไวแห้งไวไม่เหนอะหนะ

ส่วนถ้าใช้กับสำลี ส่วนตัวรู้สึกว่าชุ่มชื้น ชุ่มฉ่ำและนุ่มฟูกว่าใช้กับมือ

เนื้อของโทนเนอร์เป็นประมาณนี้ค่ะ

เกลี่ยได้ง่าย ซึมไว แห้งไว ไม่เหนอะหนะ มีกลิ่นหอมอ่อนๆ เย็นๆ ดมไปดมมาก็แอบคล้ายน้ำเก็กฮวย

ส่วนของค่า pH จะอยู่ที่ประมาณ 5 ค่ะ

ก่อนไปดูส่วนผสมอยากยกผลการทดสอบของทางแบรนด์ในอาสาสมัครมาเล่าให้ฟังสักหน่อย

ช่วงนี้ก็เป็นช่วงที่เราจำเป็นต้องใส่ Mask ซึ่งหลายคน รวมทั้งตัวเองด้วย หลังใส่ Mask นานๆ ก็จะรู้สึกระคายเคือง และบางครั้งบริเวณก็จะระคายเคืองมากจนแก้มเป็นรอยแดง ทางแบรนด์ทำการทดสอบประสิทธิภาพในการลดรอยแดงจากการใส่ Mask พบว่า รอยแดงลดลง 31% ในเวลา 3 วัน

อีกการทดสอบเป็นการทดสอบประสิทธิภาพในด้านของการ Soothing พบว่าใน 1 สัปดาห์สามารถลดรอยแดงได้ 32.5%

สำหรับส่วนผสมเป็นดังนี้นะคะ

สำหรับส่วนผสมวันนี้ทำไว้ 4 สีค่ะ

เริ่มที่กลุ่มแรก สีน้ำเงิน จะเป็นกลุ่มของสารบำรุงที่โดดเด่นในด้านของการให้ความรู้สึกสบายผิว หรือ Soothing effect รวมไปถึงคุณสมบัติในด้านของการลดการอักเสบระคายเคือง ดูแลปัญหาเรื่องรอยแดงค่ะ

  • น้ำสกัด Chamomile และสารสกัดจาก Chamomile เข้าใจว่าเป็นชนิด Roman Chamomile  มีรายงานการวิจัยสนับสนุนถึงเสริมการไหลเวียนของเลือด (Clin Exp Hypertens. 2013; 35(3):200-6.) ซึ่งผิวที่มีการไหลเวียนของเลือดที่สมดุล จะมีสุขภาพดีค่ะ นอกจากนี้ยังพบว่ามีส่วนผสมของสารประกอบ Octulosonic acid ที่มีประโยชน์ในเชิงการดูแลปัญหาอักเสบและระคายเคือง (J Nat Prod. 2014 Jan 28.) รวมไปถึงพวก Bisabolol และ Azulene ที่โดดเด่นในด้านของการดูแลปัญหาอักเสบและระคายเคือง สำหรับข้อมูลจากผู้ผลิตวัตถุดิบแห่งหนึ่งกล่าวว่า สารสกัดดังกล่าวมีประโยชน์ในเชิง Soothing รวมไปถึงเพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่ผิว
  • Azulene เป็นสารพฤกษเคมีที่แยกได้จากพืชหลายชนิด ในที่นี้เข้าใจว่า มาจาก Chamomile ที่โดดเด่นในด้านของการดูแลปัญหาอักเสบและระคายเคืองเช่นกัน
  • น้ำสกัดจาก Marigold ที่เป็นพืชในสกุลเดียวกับดาวเรือง (Calendula officinalis extract) ตัวนี้เองก็โดดเด่นในด้านของการดูแลปัญหาการอักเสบและระคายเคือง รวมถึงมีงานวิจัยทดสอบรองรับ (Cosmetics 2021, 8, 31.) และมีการทดสอบคุณสมบัติในการฟื้นฟูผิวหลังจากผิวไหม้แดดในอาสาสมัคร พบว่าครีมที่มีส่วนผสมของสารสกัดจาก Marigold ให้คุณสมบัติที่ดีในการฟื้นฟูผิว (IOP Conf. Series: Materials Science and Engineering. 2019;571:012082)

ส่วนถัดมา คือ สีชมพู ได้แก่ Coptis japonica root extract สำหรับพืชตัวนี้เป็นพืชในตำรับยาแผนโบราณในแถบเอเชีย ที่เกาหลีเรียกพืชนี้ว่า Hwangryun ซึ่งทางผู้ผลิตวัตถุดิบเจ้าหนึ่ง Claim ว่า มีคุณสมบัติในเชิงการปกป้องผิว Soothing และ เป็น Antioxidant

ส่วนของสีเขียว เป็นกลุ่มของสารเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิว ซึ่งได้แก่ Hyaluron 3 รูปแบบ และ Hydroxyethyl urea

ปิดท้ายด้วยกลุ่มของสารสีส้ม ซึ่งเป็นกลุ่มของสารพฤกษเคมีที่พบได้ในบัวบก มีรายงานมากมาย สารเหล่านี้มีประโยชน์ค่อนข้างกว้างในการดูแลผิว ไม่ว่าจะเป็น ดูแลเรื่องของการชะลอวัย การฟื้นฟู การสมานผิว การดูแลเรื่องของการสร้างคอลลาเจน เป็น Antioxidant ฯลฯ

ในภาพรวมจะเห็นว่าสารที่ใส่มาในผลิตภัณฑ์ส่วนใหญ่เป็นสารที่ได้จากธรรมชาติ และมีประโยชน์กับผิว ในส่วนของเบสหลักเป็นเบสน้ำชาที่ชง/สกัดจากคาโมมายล์ ซึ่งในจุดนี้แบรนด์เคลมว่าใส่มาถึง 80% เลยทีเดียว

และไม่มีส่วนผสมของน้ำมัน และซิลิโคน

มาให้คะแนนกันดีกว่านะคะ

  1. สารบำรุง เรียกได้ว่าน้องจัดมาเต็มมากในด้านของการดูแลปัญหาด้านของการระคายเคือง การอักเสบ ให้ความสบายผิว (Soothing effect) ฟื้นฟูผิว รวมถึงด้านของการชุ่มชื้น และอาจจะให้ประโยชน์ครอบคลุมไปถึงด้านของการชะลอวัยและดูแลปัญหาริ้วรอยไปพร้อมๆ กัน รับไป 5 ฟลาสก์
  2. ส่วนผสมอื่นๆ นอกจากสารบำรุงแล้ว ก็ไม่ได้มีสารอื่นที่ไม่จำเป็น และไม่ได้มีสารที่ไม่เป็นมิตรกับผิว รับไป 5 ฟลาสก์
  3. การใช้งาน หลังเช็ดทันที จะรู้สึกว่าสบายผิว และชุ่มชื้น นุ่มฟู และสำหรับการใช้งายในระยะยาว ก่อนอื่นต้องยอมรับเลยว่า ส่วนตัวเคยมีปัญหาเรื่องผิวแดง ระคายเคืองง่ายที่บริเวณแก้ม หลังจากใช้โทนเนอร์นี้ เสริมเข้ามาใน Regimen ร่วมกับ Skincare ตัวอื่นที่ใช้เป็นประจำ เป็นเวลาเดือนกว่าๆ ก็รู้สึกเลยว่า การเกิดรอยแดงของผิวลดลง รู้สึกว่าผิวแข็งแรงขึ้น ส่วนตัวค่อนข้างชอบ จะติก็นิดหน่อย ตอนใกล้หมดขวด กลีบดอกมันจะชอบมาใกล้ๆที่หยด แต่ก็ไม่มีปัญหาอะไร เพราะแค่แกว่งขวดตัวโทนเนอร์ก็ยังหยดออกมาได้ตามปกติ เอาไปเลย 5 ฟลาสก์

สุดท้ายนี้ต้องขอขอบคุณทางแบรนด์ T’else สาขาประเทศไทยด้วยนะคะ ที่ส่งสินค้าใหม่ล่าสุดมาให้มี่ได้ทดลองใช้ และขอบคุณทุกท่านด้วยค่ะที่ติดตามรับชมมาจนจบ สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถสอบถามได้ที่ทางแบรนด์ T’else หรือ เพจ DermArtlogy Thailand ได้โดยตรงเลยนะคะ

Facebook: dermArtlogyThailand

Disclaimer/conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากทางแบรนด์ T’else การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสมตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล และผู้เขียนไม่ได้มีผลประโยชน์ใดๆในการขายสินค้า โปรดใช้วิจารณญาณ

Image

[My Fav] ลูกรักบ้านมียอนปี 2563 และ ครึ่งปีแรกของ 2564

Blog นี้จะเป็นการรวมเอาผลิตภัณฑ์ที่ชอบเป็นการส่วนตัวมารวมเอาไว้นะคะ

ช่วงปี 63 กับครึ่งปีแรกของปี 64 เรียกได้ว่า เป็นช่วงแห่งวิกฤติเลยก็ว่าได้ เพราะเจ้าโรคระบาด กับการ Lock-down เลยทำให้โพลล์ของ product ต่างๆ ไม่ค่อยเปลี่ยนไปจากปีก่อนนัก เรียกได้ว่าอะไรที่ใช้มาแล้วชอบก็ยังคงใช้ต่อไป

ผลิตภัณฑ์ที่ชอบในช่วงปีครึ่งนี้ก็รวมไว้ในรูปด้านล่างนี้เลยค่ะ

กลุ่มโทนเนอร์/น้ำตบที่เลือกมา เป็น 2 ตัวนี้

Rose water ของ Mamonde

ตัวนี้เป็นโทนเนอร์ที่ค่อนข้างชุ่มผิว และด้วยกลิ่นหอมของกุหลาบ ช่วยให้ผ่อนคลายเป็นอย่างดีเลยหละ

T’else Jeju Artemisia ture essence

Essence จาก Artemisia (พืชใน Genus เดียวกับจิงจูฉ่าย) ของแบรนด์ T’else ส่วนตัวใช้เป็นน้ำตบ หลังเช็ดโทนเนอร์ค่ะ

ตัวนี้เคยรีวิวไว้คู่กับ Essence Kombucha จากแบรนด์เดียวกันค่ะ >>Link review

ส่วนสารพัด Skincare ที่เลือกมาในชุดนี้ ไม่ได้ใช้พร้อมกันทั้งหมดใน Routine เดียวกันนะคะ บางตัวก็ใช้พร้อมกัน บางตัวก็แยกใช้ในบางช่วงที่อีกตัวขาด ประมาณนั้น

Eye cream all about eye rich จากแบรนด์ Clinique

ส่วนตัวผิวค่อนข้างแห้ง เนื้อของ AAE rich เลยตอบโจทย์ความแห้งของใต้ตาได้เป็นอย่างดีเลยหละ

Vita A cream สูตร PhD จากแบรนด์ Dr.Different

ตัวนี้เอาจริงๆ ได้เริ่มใช้มาตั้งแต่ตัวเบาสุด มาตัว Forte มายันตัว PhD ยอมรับว่าหลายคนทักว่าผิวดีขึ้น รักน้องมากๆ

Link review >>Click

Serum จาก Dermartlogy ที่คว้ามาจะเป็น 2 สูตรใหม่ คนพี่ที่ออกมาก่อนจะเป็นตัว Ageless Barrier rejuvenating serum เนื้อจะออกเป็นเซรั่มสีโปร่งแสง นัวๆ ไม่ขุ่นไม่ใส ส่วนตัวชอบสูตรของคนพี่มากกว่ารุ่นคนน้องนะคะ

ส่วนคนน้องที่พึ่งออกมาทีหลัง มีชื่อว่า Ageless potent rejuvenating serum ขวดทางซ้ายมือในภาพ เป็นเนื้อน้ำนมบางเบา ส่วนผสมจัดเต็มมาเช่นเคยค่ะ

Review >>Click

ส่วน 2 ชิ้นด้านขวาสุดเป็น Skincare มาจากทางฝั่งญี่ปุ่น อย่าง d Program ส่วนตัวชอบสูตร Urban damage care concentrate กับ Emulsion สูตรสีม่วง

d Program นี้ล่าสุดเห็นนางพึ่ง repackage แล้วพูดถึง Microbiome เลยไม่แน่ใจว่าส่วนผสมเปลี่ยนด้วยไหม ถ้ามีโอกาสซื้อใหม่จะตั้งใจทำรีวิวแล้วค่ะ

สำหรับครีมบำรุงขอยกมาอยู่ในอีกภาพนะคะ ยังคงเป็น Real Barrier เจ้าเก่า ช่วงปี 62 ชอบสูตร Intense แต่ช่วงหลังนี้ชอบสูตร Extreme มากกว่าค่ะ

เคยรีวิวไว้แต่สูตร Intense นะคะ

Review >>Click

ส่วนกันแดด จะแยกน้องไปอยู่โดดเดี่ยวเดียวดายในอีกภาพก็สงสารน้อง เลยเอามาวางคู่กับครีมบำรุง

เป็น Everyday aqua sun cream จากแบรนด์ Mamonde เจ้าเดิมค่ะ

กลุ่ม Base makeup จะเป็นแป้งของ Cezanne กับ รองพื้น Synchro skin self-refreshing ของ Shiseido ค่ะ

ปิดท้ายด้วยกลุ่ม Body ทั้งคู่มาจาก แบรนด์ Derma:B แบรนด์ในเครือของ Neopharm ที่ใช้เทคโนโลยี MLE ในการดูแลผิวเช่นกัน จะเป็นครีมทามือ ที่เหมาะมากตอนมือแห้งเพราะล้างมือบ่อย และ Body lotion ที่แม้จะใช้หน้าร้อนก็ไม่เหนอะหนะหรือเหนียวจนเกินไป

สำหรับในช่วงปีครึ่งนี้ ผลิตภัณฑ์ที่ชอบก็จะมีประมาณนี้ค่ะ ส่วนใครชอบตัวไหนไม่ชอบตัวไหนมาคุยแลกเปลี่ยนกันได้นะคะ 🙂

Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสมน้องใหม่คนสุดท้องจากบ้าน DermArtlogy กับ Gel Moisturizer ที่ทุกคนเฝ้ารอคอย

สวัสดีค่ะทุกท่าน เชื่อว่าหลายๆ ท่านน่าจะเห็นผ่านตาว่าทางแบรนด์ DermArtlogy เจ้าของ Ageless series ออกผลิตภัณฑ์ใหม่ในรูปแบบของ Gel moisturizer มาสักพักแล้ว

วันนี้ได้โอกาส มี่เลยขอหยิบเอาผลิตภัณฑ์ใหม่ของทางแบรนด์มารีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสมให้ได้ชมกันนะคะ

โดยสูตร Gel moisturizer นี้เป็นผลิตภัณฑ์ตัวใหม่ล่าสุดที่ทางแบรนด์พึ่ง Launch ออกมา โดยมีคอนเซปท์ว่า Instant soothing refreshing

ให้อารมณ์ประมาณว่า ทาแล้วสดชื่นสบายผิวอย่างรวดเร็วนั่นเอง

หน้าตาเป็นประมาณนี้นะคะ

Gel ตัวนี้มาในรูปแบบหลอดบีบค่ะ โดยยังคงคุมโทนรูปแบบของ Package และ Design ไว้ได้เหมือนเดิมเลย

เนื้อเจลมาในรูปแบบของ Emulsion gel สีเหมือนครีม แต่จะหยุ่นๆ และให้ความรู้สึกเย็นสดชื่นกว่าเมื่อเกลี่ย

เกลี่ยได้ค่อนข้างง่าย ให้ความรู้สึกเบาสบาย ไม่เหนอะหนะหนักผิว แต่ยังคงมีความชุ่มชื้นอยู่ เนื้อเบาและซึมค่อนข้างไวค่ะ น่าจะเหมาะมากกับคนที่มีผิวมัน

วันนี้ไม่ได้วัดค่า pH ให้นะคะ

สำหรับส่วนผสมเป็นดังนี้ค่ะ

วันนี้มี่ทำสีในส่วนผสมไว้หลากหลายสี เรามาไล่ดูกันไปทีละสีนะคะ

  • สีม่วง เป็นกลุ่มของไขมัน น้ำมันจากธรรมชาติ และ Pseudoceramide ที่มีประโยชน์ในการฟื้นฟู และเสริม Barrier ผิวให้มีความแข็งแรง ในรูปแบบเทคโนโลยี MLE โดยอย่างตัวที่เรารู้จักกันในนามว่า Ceramide PC-9S คือ Myristoyl/palmitoyl oxostearamide/arachamide MEA ซึ่งเป็นสิทธิบัตรของทาง Neopharm อิงตามสิทธิบัตรอเมริกา US patent US6221371B1 ของปี 2001 Claim ว่าให้ประโยชน์ในการเหนี่ยวนำให้ผิวสร้างไขมันใหม่ออกมาฟื้นฟู Barrier ผิวที่เสียหาย มีรายงานการวิจัยทดสอบประสิทธิภาพของสารนี้ในหนูทดลอง พบว่า ตัวนี้เมื่อใช้ร่วมกับไขมันชนิดที่มีในผิว (Physiological lipids) สามารถกระตุ้นให้ผิวเรามีการสร้างตัวรับที่มีชื่อว่า PPAR-α ออกมา ซึ่งมีประโยชน์ในการลดการอักเสบของผิว และสามารถต้านผลเสียของสเตียรอยด์ที่ไปทำให้ผิวบาง Barrier ผิวเสื่อม น้ำระเหยออกจากผิวได้มาก การใช้ PC-9S จะช่วยเร่งการฟื้นฟู Barrier ผิวได้ดีขึ้น (Arch Dermatol Res. 2015 Nov;307(9):781-92.)
  • สีเขียวขี้ม้า เป็นกลุ่มของสารเพิ่มความชุ่มชื้น อย่าง Beta-glucan ที่นอกจากเพิ่มความชุ่มชื้น ยังให้ความรู้สึกสบายผิว ให้ผิวแข็งแรงไปพร้อมๆ กัน ร่วมกับ Hyaluronic acid และ ตัวที่เป็น Key technology อีกชิ้นอย่าง Tetradecyl Aminobutyroylvalylaminobutyric Urea Trifluoroacetate ที่มีชื่อทางการค้าว่า Syn-Hycan® ตัวนี้ทางผู้ผลิตเคลมว่ามีกลไกการออกฤทธิ์อยู่ 2 อย่างหลักๆ คือ Fuller กับ Firmer
    • Fuller คือ มีคุณสมบัติในการเสริมการสังเคราะห์ Glycosaminoglycan และ Hyaluronic acid ในผิว
    • Firmer คือ เพิ่มการสังเคราะห์ Proteoglycan ที่ชื่อ Decorin และ Lumican ซึ่งเป็นตัวที่เกาะกับสายคอลลาเจนที่พันกันเป็นเกลียว (Helix) ระหว่างเกลียวนี้ก็จะมีพวก Hyaluronic acid และ GAGs ต่างๆแทรกอยู่ ทำให้เกลียวของคอลลาเจนแข็งแรงขึ้น และสารกลุ่ม GAGs ก็อุ้มน้ำให้ผิวดูอวบอิ่มขึ้นไปพร้อมๆ กัน
    • ตัวนี้มีเป็นส่วนประกอบใน Zeroid Intensive hydrating ampoule ด้วย นะคะ ส่วนตัวลงรายละเอียดของสารนี้ไว้ในรีวิว Zeroid ค่อนข้างเยอะ สามารถตามไปอ่านเพิ่มได้ที่ลิงค์นี้เลยค่ะ https://miyeonthereviewer.com/2020/09/26/zeroid-ampoule/
  • สีเขียว มีอยู่ 2 ชิ้น ได้แก่ Aquatide ลูกรัก กับ Acetyl Dipeptide-1 Cetyl Ester ตัวนี้จะเป็นเปปไทด์ตัวเดียวกับตัวที่มีชื่อทางการค้าว่า Calmosensine
    • Aquatide นี่ มี่กล่าวถึงไว้ค่อนข้างละเอียดในหลายๆรีวิวก่อนหน้านะคะ โดยรวมมีประโยชน์ทั้งในด้านของความชุ่มชื้น การชะลอวัย ลดการอักเสบระคายเคือง และ เสริม Barrier ผิวให้มีความแข็งแรงมากขึ้น จุดเด่นของเจลนี้คือ ทางแบรนด์ได้ Claim ว่า น้องมี Aquatide ที่ความเข้มข้นสูงสุดในบรรดาผลิตภัณฑ์ทั้งหมดของ DermArtlogy
    • Acetyl Dipeptide-1 Cetyl Ester เป็นเปปไทด์ที่เด่นในแง่ของการลดการอักเสบระคายเคือง ซึ่งประสิทธิภาพในจุดนี้มีการศึกษารองรับในอาสาสมัคร โดยให้อาสาสมัครทา Capsaicin เพื่อเกิดการระคายเคือง แล้วทาผลิตภัณฑ์ที่มีสารตัวนี้ลงไป พบว่า สารนี้สามารถลดการระคายเคือง และแสบร้อนจาก Capsaicin ได้ (J Eur Acad Dermatol Venereol. 2016;30 Suppl 1:18-20.) ข้อมูลจากทางผู้ผลิตวัตถุดิบระบุว่า สารนี้นอกจากให้คุณสมบัติด้านการลดการระคายเคือง ให้ความรู้สึกสบายผิวแล้ว ยังมีประโยชน์ในด้านของการคลายริ้วรอยต่างๆ ให้แลดูจางลง
  • สีฟ้า ประกอบด้วยวิตามินบี 3 วิตามินบี 5 ซึ่งสองตัวนี้คงไม่ต้องกล่าวขวัญถึงคุณงามความดีของเขาแล้วเนาะ ร่วมกับ Dipotassium glycyrrhizate ที่มีคุณสมบัติในด้านการลดการระคายเคือง ให้ความรู้สึกสบายผิว และ Methylbenzyl Methylbenzimidazole Piperidinylmethanone สารชื่อยาวๆ นี้ รู้จักในชื่อ ADefence-P ซึ่งส่วนตัวเคยกล่าวถึงในรีวิวของ Zeroid pimprove โดยสรุปคือ น้องมีคุณสมบัติตัวนี้เป็น Protease inhibitor ซึ่งมีผลไปยับยั้ง PAR-2 receptor (Protease activated receptor) ทำให้ผิวปรับสมดุลการแบ่งตัวเพิ่มจำนวน และลดการสร้างและขับ Sebum ออกมา จึงมีประโยชน์ในแง่ของการลดโอกาสในการเกิดสิว และอาจจะมีส่วนในแง่ของการลดการส่งผ่านเม็ดสีเมลานินที่สร้างเสร็จแล้วไม่ให้ออกไปภายนอก ซึ่งอาจจะมีประโยชน์ในด้านของ Whitening ด้วย
  • ปิดท้ายด้วยสีชมพู ซึ่งเป็นกลุ่มของพวก Antioxidant ชั้นดีอย่าง Resveratrol, Glutathione และเอนไซม์ที่เป็นที่รู้จักกันอย่าง Superoxide dismutase หรือ SOD ซึ่งการเสริม Antioxidant ให้แก่ผิวเองก็มีประโยชน์หลายประการ ไม่ว่าจะเป็นในด้านของการชะลอวัย แต่ยังรวมไปถึงลดโอกาสในการเกิดการอักเสบ และ สีผิวที่ไม่สม่ำเสมอในอนาคต

สำหรับตัวเบส มาในรูปแบบของ Emulsion gel หรือ เจลน้ำนม ที่ใช้ส่วนผสมของน้ำมันที่บางเบาผิว ซึ่งไม่มีรายงานถึงการอุดตันผิว ไม่มีส่วนผสมของ Alcohol และ Silicone แต่ยังให้ความบางเบาแม้จะมีส่วนผสมของน้ำมันจากพืชธรรมชาติอีกหลายชนิด ส่วนนี้อาจจะด้วยการใช้เทคนิค MLE จึงทำให้เนื้อบางเบากว่าที่คิดไว้

และที่สำคัญคือ ไม่มีส่วนผสมอื่นๆ ที่ไม่เป็นมิตรกับผิว

มาให้คะแนนกันดีกว่านะคะ

  1. สารบำรุง เรียกได้ว่า น้องเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมอันหรูหราไฮเทค มากด้วยเทคโนโลยีอยู่หลายชนิด ให้ประโยชน์ในการบำรุงผิวได้ครบจบทุกปัญหาผิว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของผิวบอบบางไม่แข็งแรง สีผิวไม่สม่ำเสมอ การอักเสบระคายเคือง ให้ความรู้สึกสบายผิว ดูแลปัญหาริ้วรอย ชะลอวัย ดูแลปัญหาสิว ขอให้ไป 5 ฟลาสก์
  2. ส่วนผสมอื่นๆ ไม่มีสารที่ไม่เป็นมิตรกับผิว ขอให้ไป 5 ฟลาสก์
  3. การใช้งาน ด้วยความที่ส่วนตัวมีผิวผสม/แห้ง ประกอบกับช่วงที่ได้ทดลองใช้เป็นช่วงปลายๆ ธันวาคม 2563/ต้นๆ มกราคม 2564 อากาศค่อนข้างหนาวเย็น ตอนที่ได้ทดลองใช้ก็จะรู้สึกว่าแห้งตึงไปนิดหน่อย ต้องเสริม Moisturizer มาทับสักชั้นจะสวยงาม สำหรับเรื่องของประสิทธิภาพอื่นๆ ส่วนตัวยอมรับจริง ว่าเขาเลอค่า สำหรับเนื้อแบบนี้ส่วนตัวคิดว่าน่าจะเหมาะกับผิวมัน เลยเอาไปให้คนที่มีผิวมันทดลองทาดู ก็เป็นไปตามคิดจริงๆ ว่าเหมาะกับผิวมัน/ผิวผสม-มัน มากกว่า จุดนี้ส่วนตัวขอให้ 4 ฟลาสก์ค่ะ

สุดท้ายนี้ขอขอบคุณทางแบรนด์ DermArtlogy ด้วยนะคะ ที่ส่งสินค้าดีๆมาให้มี่ได้ทดลองใช้ และขอบคุณทุกๆท่านด้วยค่ะที่ติดตามรับชมมาจนจบค่ะ

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติม สามารถติดต่อสอบถามได้ที่ทางแบรนด์ DermArtlogy โดยตรงเลยนะคะ

https://www.facebook.com/DermArtlogyThailand/

Disclaimer/conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากทางแบรนด์ DermArtlogy การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสมตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล ผู้เขียนไม่ได้มีผลประโยชน์ใดๆในการขายสินค้า โปรดใช้วิจารณญาณ

Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสมเซรั่มน้องใหม่คนสุดท้องจาก DermArtlogy Ageless potent rejuvenating serum เซรั่มที่อัดแน่นด้วยส่วนผสมอันอลังการ เลอค่าสมการรอคอย

สวัสดีค่ะทุกท่าน วันนี้มี่มีรีวิวผลิตภัณฑ์ใหม่ที่น่าสนใจจากทางแบรนด์ DermArtlogy มาฝากกันนะคะ

เป็นเซรั่มน้องใหม่ล่าสุดที่ทางแบรนด์พึ่ง Launch ออกมาสู่ตลาด ใหม่มากๆ ชนิดที่ว่าบนเว็บไซต์ของเกาหลี ยังไม่ได้เอาผลิตภัณฑ์นี้ขึ้นเลยค่ะ

เรียกได้ว่าบ้านเรา Exclusive สุดๆ เลย ที่มีโอกาสได้ทดลองผลิตภัณฑ์ตัวนี้ก่อนใคร

ผลิตภัณฑ์วันนี้มีชื่อว่า Ageless potent rejuvenating serum หน้าตาเป็นแบบนี้นะคะ

ตัวของแพคเกจจะออกมาคล้ายกับตัว Ageless สูตรแรกนะคะ

ด้านในเป็นขวดแบบมีหลอดหยด ที่ต้องหมุนก่อนแล้วปุ่มกดเพื่อดูดเนื้อเซรั่ม คล้ายๆ กับ Ageless สูตรแรก

สำหรับสูตรนี้และสูตรแรกจะแตกต่างกันที่เนื้อของเซรั่ม และส่วนผสมค่ะ

ถ้าท่านใดสนใจตามไปอ่าน รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสมของ Ageless Barrier Rejuvenating serum สามารถตามไปอ่านได้ที่ลิงค์นี้นะคะ

https://cosmeknowledge.wordpress.com/2020/03/03/dermartlogy-serum/

โดยในสูตรใหม่เนื้อเซรั่มเป็นเนื้อแบบน้ำนม ความหนืดเล็กน้อย ด้วยความที่ไม่มีน้ำหอม เลยจะได้กลิ่นจางๆ ของวัตถุดิบอยู่ค่ะ

เกลี่ยได้ง่าย ซึมไว แห้งไว ไม่เหนอะหนะ ไม่เหนียว ไม่เยิ้ม ไม่เป็นเมือก

ค่า pH อยู่ที่ราวๆ 5 – 6 นะคะ

ส่วนตัวมี่มีโอกาสได้ใช้เซรั่มดังกล่าวมาราวๆ 1 เดือน รู้สึกว่าสุขภาพผิวดีขึ้น ผิวนุ่ม และเนียนละเอียดขึ้น รู้สึกว่าผิว Firm และแน่นกระชับขึ้น

สำหรับด้านริ้วรอย กับ Whitening ส่วนตัวมี่ยังไม่มีปัญหาในจุดนี้ เลยยังตอบชัดแบบฟันธงไม่ได้ค่ะ ลองประเมินด้วยภาพถ่าย จะเป็นประมาณนี้นะคะ

ถ่ายโดยใช้แสง Flash เพื่อลดผลกระทบจากสภาวะแสงที่ไม่เท่ากัน หลังจากตื่นนอน ก่อนล้างหน้า

ผลจากรูป ก่อนใช้ Undertone ของผิวจะออกติดสีแดง/ชมพู ซึ่งไม่แน่ใจว่าเป็นอาการอักเสบ หรือ ระคายเคืองในผิวหรือไม่ พอเป็นของ week 2 และ week 4 แดงดูเหมือนจะจางลง แต่สำหรับ week 4 ดูเหมือนจะออกสี undertone ติดชมพูเล็กน้อย คล้าย Before แต่จางกว่า

ในจุดนี้เลยค่อนข้างสงสัยว่า ตัวเซรั่มนี้ให้ประโยชน์ด้านรอยแดง Whitening และเสริมความแข็งแรงได้ หรือเป็น Effect จากการวางกล้อง แสงตกกระทบ ซึ่งการใช้ Flash น่าจะช่วยลดทอนเรื่องของแสงได้บางส่วน

ถ้าเป็นด้านความรู้สึกก็ตามที่ได้เล่าให้ฟังในด้านบนค่ะ สำหรับส่วนผสมเป็นดังนี้ค่ะ

ในภาพรวมเซรั่มตัวนี้ทำมาในเบสแบบน้ำนม มีส่วนผสมของน้ำ และ น้ำมัน ไม่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ และซิลิโคน

ส่วนผสมจะออกมาคล้ายๆกับ ตัว Barrier rejuvenating serum แต่แตกต่างกันเล็กน้อยค่ะ

จุดที่น่าสนใจมากๆ คือการเลือกใช้ส่วนผสมของ Bakuchiol เข้ามาเพื่อให้ประโยชน์ในด้านริ้วรอยค่ะ

Ingredient ที่เป็นตัวหลักมี่แทนด้วยสีชมพูนะคะ

  • Bakuchiol สารตัวนี้จัดเป็นสารในกลุ่มของ Meroterpene ที่ได้จากพืชชนิดหนึ่งที่มีชื่อว่า Psoralea corylifolia พืชนี้เป็นพืชเก่าแก่ มีใช้ทั้งในตำรับยาจีน และตำรับอายุรเวท นอกจากนี้ยังสามารถพบได้ในพืชอีกหลายชนิด มีการศึกษาหนึ่งเมื่อปี 2014 ศึกษาผลของ Bakuchiol เทียบกับ Retinol เทียบกับผิวหนังสังเคราะห์ที่เพาะเลี้ยงขึ้นมา สรุปความได้ว่า Bakuchiol ออกฤทธิ์คล้ายกับ Retinol ทั้งในแง่ของการเสริมการสังเคราะห์คอลลาเจน เสริมการสังเคราะห์โปรตีนและยีนอีกหลายชนิดที่เกี่ยวกับความ Firm ของผิว และยังเสริมการสังเคราะห์ Aquaporin-3 ที่มีประโยชน์ในการกักเก็บน้ำของผิว ต่อมา ทางทีมวิจัยเอาไปทดลองในอาสาสมัคร โดยให้ทาที่บริเวณตีนกาวันละ 2 ครั้ง เป็นเวลา 12 อาทิตย์ พบว่า เครื่องสำอางที่มีส่วนผสมของ Bakuchiol มีประโยชน์ในการลดริ้วรอย เพิ่มความกระชับและความยืดหยุ่น รวมถึงปรับสภาพสีผิวให้สม่ำเสมอมากขึ้น (Chaudhuri and Bojanowski. Int J Cosmet Sci. 2014;36(3):221-30.) ต่อมามีการทดสอบในอาสาสมัครอีกครั้งในปี 2018 เทียบกับ Retinol พบว่าให้ผลในด้านของการลดเลือนริ้วรอย และปรับสภาพสีผิวให้สม่ำเสมอ เช่นเดียวกัน แต่อาสาสมัครกลุ่มที่ใช้ Bakuchiol มีอาการข้างเคียงน้อยกว่า (Dhaliwal, et al. Br J Dermatol. 2019;180(2):289-296.) ในภาพรวมส่วนตัวมองว่า Bakuchiol มีประโยชน์ในเชิงของริ้วรอย ความกระชับ ความยืดหยุ่นของผิว รวมไปถึงความชุ่มชื้น และการปรับสีผิวให้สม่ำเสมอมากขึ้น
  • Hexacarboxymethyl dipeptide-12 ตัวนี้มีชื่อทางการค้าว่า AquatideTM ซึ่งเป็นเปปไทด์ตัวดังที่มาจากทางเกาหลี เปปไทด์ตัวนี้มีคุณสมบัติหลายประการเลยค่ะ โดยทางผู้ผลิตเคลมว่าเป็น Skincare vaccine ช่วยให้ผิวเราแข็งแรง โดยสารมีคุณสมบัติเพิ่มการทำงานของ Barrier ผิว ลดการระเหยของน้ำออกจากผิว ต่อต้านอนุมูลอิสระ และมลภาวะ ลดการอักเสบ และปรับสมดุลให้แก่ผิว นอกจากนี้ยังเสริมกระบวนการ Autophagy ตามธรรมชาติของผิว ซึ่งเป็นเสมือนการ Recycle องค์ประกอบของเซลล์ผิวที่แก่และทำงานได้น้อยลง มาสร้างเป็นเซลล์ใหม่ที่แข็งแรงอีกครั้ง จึงมีประโยชน์ในด้านของการชะลอวัย โดยรายละเอียดเรื่อง Autophagy มี่เคยกล่าวไว้แล้วในรีวิวเดิมของสูตร Barrier นะคะ

และท่านที่สนใจเรื่อง Aquatide สามารถตามไปอ่าน Aquatide แบบละเอียดได้ที่ลิงค์นี้นะคะ

(https://cosmeknowledge.wordpress.com/2019/06/11/spotlight-aquatide/)

  • Methyl caprooyl tyrosinate ตัวนี้มีชื่อทางการค้าว่า Defensamide ออกฤทธิ์โดยไปเพิ่มการสังเคราะห์ Antimicrobial peptides (AMP) ตามธรรมชาติของผิว จึงส่งเสริมและปกป้องผิวจากเชื้อจุลินทรีย์ นอกจากนี้ผู้ผลิตวัตถุดิบยังกล่าวว่า มีคุณสมบัติเพิ่มความชุ่มชื้น ลดการอักเสบระคายเคือง และลดการระเหยของน้ำออกจากผิว ไปพร้อมๆกัน

ส่วนที่เหลือจะคล้ายๆกับสูตรเดิมนะคะ มี่จะขอกล่าวอีกรอบในนี้เลยค่ะ

สีลาเวนเดอร์ เป็นกลุ่มของไขมันและน้ำมันต่างๆ มี่ขอหยิบเฉพาะตัวที่น่าสนใจมาเล่าให้ฟังนะคะ

  • Myristoyl/palmitoyl oxostearamide/arachamide MEA ตัวนี้มีชื่อย่อว่า PC-9S เป็นสิทธิบัตรของทาง Neopharm อิงตามสิทธิบัตรอเมริกา US patent US6221371B1 ของปี 2001 Claim ว่าให้ประโยชน์ในการเหนี่ยวนำให้ผิวสร้างไขมันใหม่ออกมาฟื้นฟู Barrier ผิวที่เสียหาย มีรายงานการวิจัยทดสอบประสิทธิภาพของสารนี้ในหนูทดลอง พบว่า ตัวนี้เมื่อใช้ร่วมกับไขมันชนิดที่มีในผิว (Physiological lipids) สามารถกระตุ้นให้ผิวเรามีการสร้างตัวรับที่มีชื่อว่า PPAR-α ออกมา ซึ่งมีประโยชน์ในการลดการอักเสบของผิว และสามารถต้านผลเสียของสเตียรอยด์ที่ไปทำให้ผิวบาง Barrier ผิวเสื่อม น้ำระเหยออกจากผิวได้มาก การใช้ PC-9S จะช่วยเร่งการฟื้นฟู Barrier ผิวได้ดีขึ้น (Arch Dermatol Res. 2015 Nov;307(9):781-92.)
  • Caprylamide MEA ตัวนี้มีชื่อทางการค้าว่า Dualgaurd-7 ซึ่งเป็นส่วนผสมที่ทำงานเสริมกับ Aquatide โดยช่วยให้ Aquatide ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น เสริมกระบวนการ Autophagy การสังเคราะห์ collagen และลดการสร้างสารก่อการอักเสบอย่าง Interleukin (IL) IL-6 และ IL-7

ว่าแต่ทำไมต้องมี Autophagy นั่นก็เพราะว่าจากข้อมูล นักวิทยาศาสตร์พบว่า การสังเคราะห์โปรตีนต่างๆของร่างกาย มักจะมีการเรียงตัวผิดๆ (Misfolded) อยู่ราวๆ 30% พอมันเรียงตัวผิด การทำงานต่างๆ ก็ทำได้ไม่ดี หรือทำงานไม่ได้เลย กลายเป็นขยะชิ้นหนึ่ง ร่างกายเรามีวิธีการกำจัดพวกขยะโปรตีนนี้หลายวิธี 1 ในนั้นคือการ Autophagy ที่จะไปทำลายโปรตีนที่เรียงตัวผิดๆ และเอาส่วนประกอบมา Recycle ใหม่

Autophagy สามารถเกิดได้จากหลายๆกลไก โดยกลไกหนึ่งที่สำคัญคือ เกิดผ่านเส้นทาง (Pathway) p62 เมื่อมี p62 เยอะๆ การเกิด autophagy จะน้อยลง (Liu, W.J., Ye, L., Huang, W.F. et al. Cell Mol Biol Lett 21, 29 (2016). https://doi.org/10.1186/s11658-016-0031-z)

สำหรับในด้านของการเกิด Autophagy นั้น ข้อมูลการทดสอบในระดับหลอดทดลองของทาง Neopharm กล่าวว่า Caprylamide MEA ไปมีผลเสริมการเกิด Autophagy โดยไปลดการสังเคราะห์ p62 ซึ่งเป็นโปรตีนที่ทำหน้าที่สำคัญๆ หลายอย่าง รวมทั้งเป็น Autophagy adaptor ที่ช่วยควบคุมกระบวนการ Autophagy ให้เกิดขึ้นได้อย่างสมดุล

ถ้าเป็นที่ผิว ก็จะช่วยให้ผิวเราแข็งแรง และชะลอความแก่ให้ผิว

  • Phytosterols และ Sterols จาก Rapeseed (Brassica campestris sterols) มีคุณสมบัติในการลดการอักเสบระคายเคือง
  • Cholesterol เป็นส่วนหนึ่งของ Barrier ผิว จึงช่วยทดแทนไขมันที่เป็น Barrier ให้กับผิว
  • น้ำมันแมคคาเดเมีย ประกอบด้วยกรดไขมันที่เป็นส่วนหนึ่งของ Barrier ผิว จึงช่วยทดแทนไขมันที่เป็น Barrier ให้กับผิว

สีฟ้า เป็นกลุ่มของสารเติมน้ำให้กับผิว มี่ขอหยิบเฉพาะตัวที่น่าสนใจมาเล่าให้ฟังนะคะ

  • Panthenol หรือ โปรวิตามินบี 5 นอกจากประโยชน์ในการเพิ่มความชุ่มชื้นแล้ว นางยังมีคุณสมบัติในการลดการอักเสบและระคายเคืองของผิวด้วย
  • Hyaluronic acid 2 รูปแบบ มีประโยชน์ในการเติมน้ำให้ผิวเช่นกัน

สีเขียวแก่ เป็นสารสกัดจากบัวบก และสารบริสุทธิ์ที่พบได้ในบัวบก

  • Centella asiatica extract คือ สารสกัดจากบัวบก ซึ่งมีประโยชน์ต่อผิวในหลายประการ ตัวนี้ทางแบรนด์เคลมว่าเป็นสารสกัดจากบัวบกในรูปแบบ Medical grade ที่มีความบริสุทธิ์สูง
    ซึ่งถ้าดูตามลำดับส่วนผสมจะเห็นว่ามีการใช้สารสกัดจากบัวบกในลำดับแรก โดยข้อมูลที่ได้จากทางแบรนด์คือ ใส่มาในความเข้มข้นสูงถึง 50% และยังเสริมสารบริสุทธิ์ที่เป็นสารสำคัญหลัก (Active phytochemicals) ในบัวบก อย่าง Madecassoside, Asiaticoside, Madecassic acid, และ Asiatic acid เข้ามาทั้งครอบครัว ซึ่งสารเหล่านี้มีประโยชน์ในด้านการลดการอักเสบ เสริมการสมานแผล ชะลอวัยลดเลือนริ้วรอย เป็น Antioxidant และอื่นๆอีกหลายด้าน

ขอกล่าวถึง Madecassoside เล็กน้อยนะคะ เพราะเป็นสารที่มีการศึกษารองรับว่า มีคุณสมบัติที่ดี มีมีคุณสมบัติในการต่อต้านการอักเสบ เป็น Anti-oxidant ชะลอวัย รวมไปถึงความสามารถในการเสริมการทำงานของ Fibroblast ให้สังเคราะห์ Collagen ได้ดีขึ้น (Burns. 2012; 38(5):677-84.) ซึ่งน่าจะให้ประโยชน์ไปในเชิงด้านของการลดเลือนริ้วรอย

ส่วนสารบำรุงที่เหลือก็เรียกได้ว่า เลือกมาได้น่าสนใจไม่แพ้กันนะคะ ไม่ว่าจะเป็น Niacinamide ที่มีประโยชน์ที่ดีกับผิวหลายอย่าง รวมไปถึง Zinc gluconate และ สารยอดฮิตอย่าง Allantoin และ Dipotassium glycyrrhizate ที่ให้ประโยชน์ในเชิงของการลดการอักเสบระคายเคืองของผิว และให้ความรู้สึกสบายผิว

และอีกจุดที่สำคัญคือ ในส่วนผสมไม่มีสารที่ไม่เป็นมิตรกับผิวอยู่เลยค่ะ

มาให้คะแนนกันดีกว่าค่ะ

  1. สารบำรุง เซรั่มตัวนี้เป็นเซรั่มที่อัดแน่นมาด้วยสารบำรุงที่ให้ประโยชน์พร้อมกัน ทั้งด้านของการลดเลือนริ้วรอย จุดด่างดำ ปรับสภาพสีผิวให้สม่ำเสมอ พร้อมๆกับ การเสริมสร้างและฟื้นฟู Barrier ผิวที่อาจจะเสื่อมลงตามวัย ในภาพรวมก็จะช่วยให้ผิวสุขภาพดี มีความทนทานต่อมลภาวะต่างๆมากขึ้น จุดนี้ถือว่าทำมาได้ค่อนข้างดีและลงตัวมาก ให้ไป 5 ฟลาสก์
  2. ส่วนผสมอื่นๆ ไม่มีส่วนผสมของสารที่ไม่เป็นมิตรกับผิว เลยไม่มีจุดให้หักคะแนน รับไป 5 ฟลาสก์
  3. การใช้งาน ในส่วนของการใช้งาน จากที่ได้เล่าให้ฟังในด้านบน ส่วนตัวมองว่าค่อนข้างตอบโจทย์ ในด้านของความกระชับผิว เรื่องของรูขุมขน ทำให้ผิวดูมีสุขภาพดีขึ้น ความมันระหว่างวันลดลง แต่งหน้าได้ติดทนมากขึ้น มีความชุ่มชื้น และเรียบเนียนมากขึ้น สำหรับเรื่องจุดด่างดำ และ ริ้วรอย ส่วนตัวมี่ยังไม่ได้มีปัญหาด้านนี้นะคะ ผลเลยอาจจะยังออกมาไม่ชัดเจนค่ะ แต่สิ่งที่ได้หลังจากได้ทดลองใช้มาร่วมๆ เดือนครึ่ง ให้ไป 5 ฟลาสก์

สุดท้ายนี้ขอขอบคุณทางแบรนด์ DermArtlogy ด้วยนะคะ ที่ส่งสินค้าดีๆมาให้มี่ได้ทดลองใช้ และขอบคุณทุกๆท่านด้วยค่ะที่ติดตามรับชมมาจนจบค่ะ

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติม สามารถติดต่อสอบถามได้ที่ทางแบรนด์ DermArtlogy โดยตรงเลยนะคะ

https://www.facebook.com/DermArtlogyThailand/

Disclaimer/conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากทางแบรนด์ DermArtlogy การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสมตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล ผู้เขียนไม่ได้มีผลประโยชน์ใดๆในการขายสินค้า โปรดใช้วิจารณญาณ

Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสม มาสก์หน้าไฮโดรเจลชาลาเวนเดอร์ และ มาสก์หน้า Kombucha จากแบรนด์ T’else น้องใหม่สายคลีนจาก Neopharm

สวัสดีค่ะ พี่ๆ น้องๆ เพื่อนๆ ที่น่ารักทุกๆ ท่าน

จากคราวก่อนมี่ได้รีวิว Essence ของแบรนด์ T’else ซึ่งเป็นแบรนด์น้องใหม่ในเครือ Neopharm ของเกาหลี ที่มุ่งเน้นการใช้สารสกัดจากธรรมชาติในการบำรุงผิวนะคะ

ถ้าหากท่านใดพลาดไปสามารถไปติดตามรับชมได้ที่ลิงค์นี้ค่ะ >>Click<<

สำหรับวันนี้มี่ได้หยิบยกเอามาสก์ 2 สูตร มารีวิวกันต่อนะคะ

T’else ทำมาสก์ออกมา 2 สูตร คือ สูตร Kombucha teatox essence mask และ สูตร Lavender relief hydrogel mask

มี่ขอเริ่มรีวิวจากตัว Kombucha teatox essence mask ค่ะ นางจะมาในหน้าตาแบบคลีนๆค่ะ ในรูปแบบกล่อง 1 กล่อง จะมีอยู่ 5 ชิ้น

ดีไซน์ซองมาสก์ด้านในจะคล้ายกับตัวกล่อง

ตัวแผ่นมาสก์ค่อนข้างแนบสนิทกับผิว โดยจุดที่น่าสนใจที่ทางแบรนด์เคลมไว้คือ แผ่นมาสก์นี้ได้รับการรับรองว่าเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Eco-friendly) และไม่ระคายเคืองผิว จากองค์กร OEKO-TEX ซึ่งเป็นองค์กรที่มีสำนักงานใหญ่อยู่ที่สวิตเซอร์แลนด์ ทำหน้าที่รับรองมาตรฐานรูปแบบต่างๆของอุตสาหกรรมสิ่งทอ (Textile) ค่ะ

ซึ่งมีเกณฑ์ในการรับรองคุณภาพอยู่หลายแบบ หลายด้านนะคะ เช่น การตรวจสอบสารปนเปื้อนในเส้นใย ความเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ความรับผิดชอบต่อสังคม ตลอดจนไปถึงวัตถุดิบต่างๆ ต้องมีแหล่งที่มาระบุไว้อย่างชัดเจนค่ะ

และนอกจากนี้ ตัววัสดุที่ใช้ในการผลิตกล่อง ยังได้รับการรับรองจาก FSC ว่าเป็นกระดาษที่ได้จากไม้ปลูก ไม่ทำลายป่า

แผ่นมาสก์ของสูตร Teatox นี้แนบสนิทและกระชับไปกับผิวดีค่ะ

น้ำมาสก์เป็นลักษณะแบบน้ำใส หนืดเล็กน้อย สีน้ำตาลอ่อน คล้ายกับตัว Kombucha teatox essence ที่ได้รีวิวไปค่ะ

อีกจุดหนึ่งที่ทางแบรนด์เคลมคือเรื่องของ Low-pH formula

แต่มี่ลองวัดค่า pH ได้ราวๆ 5 นะคะ ซึ่งกระดาษวัด pH แบบนี้จริงๆ ก็คงแม่นยำสู้เครื่องวัด pH ไม่ได้ และสีของผลิตภัณฑ์เองก็อาจรบกวนการอ่านค่า pH อีก

สำหรับส่วนผสมเป็นดังนี้ค่ะ

สำหรับส่วนผสมจะออกมาคล้ายๆกับตัวเอสเซนส์ที่เคยได้รีวิวไว้ก่อนหน้านี้นะคะ

ในภาพรวมเป็นมาสก์รูปแบบเบสน้ำ ไม่มีส่วนผสมของ Alcohol และ Silicone แต่งกลิ่นด้วยน้ำมันหอมระเหยจากธรรมชาติค่ะ

โดยสูตรมาสก์กับเอสเซนส์จะมีส่วนผสมที่แตกต่างกันเล็กน้อยค่ะ มาดูไปทีละสีเลยนะคะ

  • สีเขียว คู่ผสมของ Camellia sinensis leaf extract (14.25%), Saccharomyces ferment filtrate (14.25%) ชุดนี้จะเป็นการหมักชาดำด้วยยีสต์ เพื่อให้ได้ Kombucha โดยตามที่มี่ได้เกริ่นในครั้งก่อนว่า การหมัก Kombucha ของทางแบรนด์จะทำโดยวิธีดั้งเดิม ก่อนจะสกัดด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ค่ะ
(Image from T’else Korea Official Website)

ทีนี้เราลองมาดูงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับ Kombucha โดยสรุปกันอีกรอบนะคะ

  • สำหรับทางเครื่องสำอาง ความงามและผิวพรรณ งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการใช้ Kombucha ตรงๆ ยังมีอยู่จำกัดค่ะ โดยหลักๆ จะเป็นการใช้เพื่อสมานแผล (Wound healing) เช่น การศึกษาประสิทธิภาพของสารสกัด Kombucha ด้วยตัวทำละลาย Ethyl acetate ในการสมานแผลในหนูทดลอง โดยวิธีการฉีดเข้าชั้นหนังแท้ (Intradermal) พบว่า การสมานแผลเกิดได้ไวขึ้นค่ะ (Pakravan et al. J Cosmet Dermatol. 2018;17(6):1216-1224.)
    • ส่วนงานวิจัยในด้านของการใช้ Kombucha เพื่อสุขภาพนั้นมีค่อนข้างเยอะค่ะ ส่วนที่นำมาประยุกต์ได้สำหรับผิวพรรณ คือ คุณสมบัติในการต่อต้านอนุมูลอิสระ และการลดการอักเสบระคายเคือง (Villarreal-Soto, et al. J Food Sci. 2018;83(3):580-588.)
  • สีชมพู เป็นกลุ่มของ Hyaluron 3 ชนิด ได้แก่ Sodium hyaluronate แบบปกติ Hydrolyzed hyaluronic acid แบบที่ย่อยให้มีขนาดเล็กลง และ Sodium acetylated hyaluronate ที่เด่นด้านการเคลือบปกป้องผิว
  • สีฟ้า เป็นสารบำรุงต่างๆ เช่น
    • วิตามินบี 3 และ บี 5
    • สารสกัดจากคาโมมายล์ ชะเอม สาร Allantoin และ Dipotassium glycyrrhizate ที่มีประโยชน์ในเชิงด้านของการลดการระคายเคือง ให้ความรู้สึกสบายผิว
    • สารสกัดจากชาเขียว และ เปลือกส้ม เป็น Antioxidant
    • สารสกัดจากโกโก้ ข้อมูลจากผู้ผลิตวัตถุดิบ บริษัท Dermalab Korea ระบุว่า สารสกัดจากโกโก้นี้มีประโยชน์ในเชิงด้านของการเพิ่มความชุ่มชื้น และมีคุณสมบัติในการฟื้นฟูเสริมสร้างผิว (Regenerating agent)

แต่จุดที่น่าเสียดายคือ การใช้น้ำมันหอมระเหยจากผิวของพืชตระกูลส้ม ซึ่งอาจมีโอกาสทำให้ผิวไวต่อแสงได้มากขึ้น แต่ส่วนมากเราใช้มาสก์กันตอนกลางคืน เลยไม่น่าจะห่วงอะไรค่ะ

ต่อมาอีกสูตรจะเป็นสูตรแผ่นมาสก์ Hydrogel สูตร Lavender นะคะ

มีเชื่อเรียกเต็มๆว่า Lavender relief hydrogel mask น้องจะมาในแนวคลีนๆ เช่นกัน แต่สูตรนี้จะคาดสีม่วงค่ะ

ตัวซองด้านในก็ดีไซน์มาคล้ายๆกัน

สำหรับสูตรนี้ความโดดเด่นคงหนีไม่พ้นแผ่นมาสก์อีกแล้วค่ะ แผ่นมาสก์เป็นรูปแบบของ Hydrogel ที่มีความพิเศษตรงผลิตมาให้มี 3 ชั้น และมีการกระจายเองผงดอกลาเวนเดอร์ลงไปในแผ่นเจลด้วยค่ะ

(Image from T’esle Korea Official Website)

ชั้นนอกสุดจะเป็นชั้นของไฮโดรเจล ส่วนชั้นกลางจะเป็นตาข่ายหกเหลี่ยมที่ทางแบรนด์เรียกว่า Mesh net ทำหน้าที่ช่วยพยุงแผ่นไฮโดรเจลเอาไว้ให้คงรูป และชั้นในสุดก็จะเป็นไฮโดรเจลอีกชั้นค่ะ

สิ่งที่ Touch ความรู้สึกมี่มากตอนใช้งานคือความแนบสนิท และความดูดผิว คือ พอเราวางมาสก์บนหน้าปุ๊บ มันจะเกาะผิวปั๊บ ดังนั้นตอนวางคือต้องกะดีๆ ถ้าวางไปแล้วมันจะเลื่อนค่อนข้างยากค่ะ พูดตรงๆ แบบไม่อวย ขอยกให้มาสก์นี้เป็นมาสก์ที่ชอบที่สุดตั้งแต่ได้มาสก์หน้ามาในปี 2020 เลยค่ะ

ในซองจะแยกเป็น 2 ชิ้นมานะคะ คือชิ้นบน สำหรับช่วงหน้าผาก-จมูก และชิ้นล่าง สำหรับช่วงเหนือริมฝีปากลงมาค่ะ ตรงส่วนนี้เป็นภาพหลังใช้เสร็จแล้วเลยอาจจะดูแห้งๆหน่อยนะคะ

ตรงส่วนของจุดๆ สีน้ำตาล นั้นคือ ดอกลาเวนเดอร์จริงๆที่เขาใส่ไปด้วยตอนขึ้นรูปแผ่นไฮโดรเจล ถือเป็นกิมมิคหนึ่งที่มีความน่ารักดีค่ะ      ลองซูมให้ดูกันชัดๆนะคะ

ส่วนของน้ำมาสก์ เป็นรูปแบบน้ำใส สีม่วงอมแดง มีกลิ่นหอมในแนวธรรมชาติ

ถ้าดูจากส่วนผสม สีที่เกิดน่าจะเป็นสีธรรมชาติจากผงดอกลาเวนเดอร์ที่เขาใส่ค่ะ เพราะไม่มีส่วนผสมของสีสังเคราะห์

ค่า pH อยู่ที่ราวๆ 5 – 6 นะคะ

มาดูส่วนผสมกันดีกว่านะคะ

ในภาพรวมมาสก์ตัวนี้มาในรูปแบบน้ำใส ไม่มีส่วนผสมของน้ำมัน แอลกอฮอล์ และซิลิโคนค่ะ

มาดูสารสำคัญในมาสก์นี้กันนะคะ

  • สีน้ำตาลเป็นกลุ่มของสารก่อเจลที่ใช้ในการขึ้นรูปมาสก์
  • สีฟ้า เป็นกลุ่มของสารที่มีประโยชน์ในการเพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่ผิว ได้แก่ Hyaluronate, Hydrolyzed collagen และ Panthenol (หรือโปรวิตามินบี 5) โดยตัว Panthenol เองก็มีคุณสมบัติลดการอักเสบระคายเคืองได้ด้วยค่ะ
  • สีน้ำเงิน คือ ผงจากดอกลาเวนเดอร์ ที่ใส่ลงไปตอนขึ้นรูปไฮโดรเจล
  • สีชมพู เป็นกลุ่มของสารบำรุงอื่นๆ สารสกัดจากผัก ผลไม้ สมุนไพร 11 ชนิด ได้แก่ คาโมมายล์ ตะไคร้ โรสแมรี่ โรสฮิบ บลูเบอร์รี่ Wild thyme, Acai berry, Bilberry, Cranberry, Raspberry และ ผลของดอกที่มีชื่อภาษาจีนว่า Zhi zi (ผลของ Gardenia florida หรือ Cape jasmine)
(Image from T’else Official Website)

จุดนี้ขอเลือกกล่าวเฉพาะตัวที่น่าสนใจนะคะ สารสกัดจากเบอร์รี่รวม 7 ชนิด คือ Acai berry, Blackberry, Black Currant, Blueberry, Cranberry, Raspberry, Strawberry ซึ่งมีคุณสมบัติเด่นในเชิง Antioxidant

  • สารสกัดจากผล Gardinia florida หรือ Zhi zi ตัวนี้มีรายงานถึงคุณสมบัติในการต่อต้านอนุมูลอิสระ และการลดการอักเสบระคายเคือง ข้อมูลจากผู้ผลิตวัตถุดิบ บริษัท MoreChem ได้เคลมว่าสารสกัดนี้มีประโยชน์เป็น Antioxidant, ลดการอักเสบระคายเคือง ลดบวม และต่อต้านแบคทีเรียบางชนิด
  • สารสกัดจาก Wild thyme ตัวนี้ไม่แน่ใจว่าใช่วัตถุดิบ Cinderella care หรือเปล่า โดยตัวสารนี้ทางผู้ผลิตวัตถุดิบเคลมว่า สารสกัดนี้มีฤทธิ์เป็น Whitening โดยไปยับยั้งโปรตีน Kinesin ที่เกี่ยวข้องกับขั้นตอนการส่งผ่าน Melanosome ที่สร้างเสร็จแล้วไม่ให้ออกมายังผิวชั้นนอก มีข้อมูลทดสอบประสิทธิภาพในอาสาสมัครโดยผู้ผลิตเป็นเวลา 2 สัปดาห์ พบว่า อาสาสมัครที่ได้รับครีมผสมสารสกัดจากไทม์ป่ามีจุดด่างดำที่จางลง

โดยสรุป ในด้านของสารบำรุงในมาสก์สูตรนี้ประกอบด้วยส่วนผสมที่ให้ประโยชน์ต่อผิวหลายด้านไม่ว่าจะเป็นด้านการเป็น Antioxidant คุณสมบัติในการลดการอักเสบระคายเคือง ให้ความรู้สึกสบายผิว ต่อต้านอนุมูลอิสระ และเพิ่มความชุ่มชื้น อาจจะได้ประโยชน์ด้าน Whitening เสริมเข้ามา

มาให้คะแนนกันดีกว่านะคะ

สำหรับตัวแทนในการให้คะแนนในส่วนของมาสก์นี้ มี่ขอเลือกสูตรมาสก์ Lavender มาเป็นตัวแทนนะคะ

  1. สารบำรุง ประกอบด้วยสารบำรุงหลายชนิด เน้นไปที่ ด้านการเป็น Antioxidant ชะลอวัย ป้องกันริ้วรอย คุณสมบัติในการลดการอักเสบระคายเคือง ให้ความรู้สึกสบายผิว ต่อต้านอนุมูลอิสระ และเพิ่มความชุ่มชื้น รองๆ จะเป็นกลุ่มของพวก Whitening จาก B3 และไทม์ป่า แต่ว่าพูดถึงชื่อมาสก์ คือ Relief เลยคิดว่าด้านของการลดการอักเสบระคายเคือง กับการให้ความรู้สึกผ่อนคลาย และสบายผิว น่าจะเด่นกว่านี้อีกนิดหน่อย จุดนี้ขอให้ 4 ฟลาสก์
  2. ส่วนผสมอื่นๆ ไม่มีสารที่ไม่เป็นมิตรกับผิว เลยไม่มีที่ให้หักคะแนน รับไป 5 ฟลาสก์
  3. การใช้งาน เริ่มจากน้ำมาสก์ แม้จะมาในรูปแบบน้ำใส แต่มีความหนืดพอเหมาะ ไม่ไหลเยิ้มเฉอะแฉะ แปะแล้วยั่งมานั่งดูละครชิลล์ๆ ได้ แผ่นมาสก์มีความแนบสนิท และดูดผิวดี ให้ความรู้สึกเย็นและสบายผิว หลังลอกออกผิวยังคงนุ่ม รู้สึกได้ถึงสัมผัสที่ยืดหยุ่นและกระชับ จุดนี้ให้ไป 5 ฟลาสก์

สุดท้ายนี้ต้องขอขอบคุณทางแบรนด์ T’else สาขาประเทศไทยด้วยนะคะ ที่ส่งสินค้าใหม่ล่าสุดมาให้มี่ได้ทดลองใช้ และขอบคุณทุกท่านด้วยค่ะที่ติดตามรับชมมาจนจบ สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถสอบถามได้ที่ทางแบรนด์ T’else หรือ เพจ DermArtlogy Thailand ได้โดยตรงเลยนะคะ

https://www.facebook.com/dermArtlogyThailand

สำหรับวันนี้คงต้องลากันไปก่อน พบกันใหม่โอกาสถัดไป สวัสดีค่ะ

Disclaimer/conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากทางแบรนด์ T’else การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสมตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล และผู้เขียนไม่ได้มีผลประโยชน์ใดๆในการขายสินค้า โปรดใช้วิจารณญาณ

Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสม Skincare สำหรับผิวบอบบางจากแบรนด์ Zeroid แบรนด์คุณภาพภายใต้เครือ Neopharm

สวัสดีค่ะ วันนี้มี่มีรีวิวผลิตภัณฑ์ที่น่าสนใจมาฝากกันนะคะ

เชื่อว่าหลายๆท่าน น่าจะเคยผ่านตากับแบรนด์ Zeroid มาบ้างแล้ว แบรนด์นี้เป็นแบรนด์ลูกอีกแบรนด์ในเครือ Neopharm เจ้าเก่า ผู้ครองสิทธิบัตรเรื่อง MLE technology ค่ะ

สำหรับคอนเซปท์ของชื่อแบรนด์ Zeroid นั้นมาจาก Zero steroid ค่ะ ซึ่งเท่าที่เข้าใจคือ สินค้าในแบรนด์นี้ ทำออกมาเพื่อดูแลปัญหาผิวต่างๆ ซึ่งปกติมักจะต้องใช้ยาทาสเตียรอยด์มาแก้ไข แต่ผลิตภัณฑ์นี้เน้นการเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน และ Barrier ผิวให้แข็งแรง จึงไม่จำเป็นต้องใช้ Steroid นั่นเองค่ะ

(Image from Zeroid Korea official website)

ตัวที่มี่ได้มาจะเป็นกลุ่มของ Intensive ampoule ที่ดูแลปัญหาเฉพาะจุด ซึ่งมีด้วยกัน 3 สูตรนะคะ

  1. สูตร Dermarenewal revitalizing ampoule ที่เน้นในการดูแลพวกริ้วรอยต่างๆ รวมถึงช่วยคืนความมีชีวิตชีวาให้ผิวที่เริ่มมีอายุ
  2. สูตร Pimprove Calming ampoule ที่เน้นดูแลเรื่องของปัญหาสิว การอักเสบระคายเคืองจากสิว และปรับสมดุลภูมิคุ้มกันด้วยสารที่เสริมการทำงานของ Antimicrobial peptide (AMP) ตามธรรมชาติในผิว
  3. สูตร Intensive hydrating ampoule ที่เน้นฟื้นฟู Barrier ผิว ให้ผิวชุ่มชื้น และเสริมการสังเคราะห์ Hyaluronic acid ตามธรรมชาติของผิว

ตัวแพคเกจเขาทำออกมาคล้ายหนังสือ ที่เปิดออกมาก็จะเจอหลอดของ Zeroid วางอยู่ค่ะ

สำหรับความรู้สึกเรา จะแอบขัดใจนิดหน่อย เพราะคำว่า Ampoule ทำให้เราจินตนาการถึงขวดแบบมีหลอดหยด แต่ตัวนี้มาในรูปแบบของหลอดค่ะ

แต่คิดไปคิดมา เอาจริงๆ แพคเกจแบบหลอด ก็มีข้อดีในแง่ของการที่แพคเกจแบบหลอดนั้นเป็นระบบปิด ซึ่งมีประโยชน์ในการลดการปนเปื้อนจากสิ่งแวดล้อมได้ดีกว่าเนาะ ถึงแม้น้องจะมีอยู่ 3 สูตรแต่วันนี้จะเลือกหยิบสูตรที่ชอบที่สุด 2 สูตรมารีวิวค่ะ

สูตรแรกที่จะเริ่มรีวิวเป็นสูตรสำหรับเติมน้ำ ซึ่งเหมาะกับทั้งผิวแห้ง และผิวมันที่ขาดน้ำ รวมถึงผู้ที่สนใจอยากเสริมความชุ่มชื้นให้กับผิว คือ สูตร Intensive hydration หลอดสีเขียวค่ะ

สำหรับสูตรนี้จุดเด่นจะอยู่ที่เรื่องของการใช้วัตถุดิบ Hyaluronic acid ที่มีความบริสุทธิ์สูง และ ใช้ส่วนผสมของสารบำรุงที่มีชื่อทางการค้าว่า Syn®-Hycan (INCI name: Tetradecyl Aminobutyroylvalylaminobutyric Urea Trifluoroacetate, Glycerin, Magnesium Chloride)

พัฒนามาในคอนเซปท์ The less is more คือใช้ส่วนผสมน้อยชนิดเท่าที่จำเป็นเพื่อไม่ให้รบกวนผิวที่บอบบางมากนัก

เนื้อจะมาในรูปแบบของเซรั่มใส ไม่มีกลิ่น เพราะไม่มีส่วนผสมของน้ำหอม

ความหนืดไม่มาก เกลี่ยง่าย รู้สึกได้ถึงความชุ่มชื้นที่เคลือบผิวเอาไว้

ค่า pH อยู่ที่ราวๆ 5 นะคะ

ด้วยคอนเซปท์ Less is more ส่วนผสมเลยมีอยู่ไม่มาก เน้นแค่สิ่งที่จำเป็นจริงๆ มี Hya + Syn®-Hycan คือเรียกได้ว่า ตรงจุด ตรงเป้า ตรงปัญหาเลยหละ

ส่วนสีม่วงก็คือ Hya ร่วมกับสีฟ้าทั้งหมด คือ วัตถุดิบ Syn®-Hycan ค่ะ

สำหรับตัว Syn®-Hycan พระเอกก็คือเปปไทด์ที่มีชื่อว่า Tetradecyl Aminobutyroylvalylaminobutyric Urea Trifluoroacetate ค่ะ เนื่องจากชื่อยาว เลยขอเรียกด้วยชื่อทางการค้านะคะ

Syn®-Hycan เป็นวัตถุดิบที่ทางผู้ผลิตเคลมว่ามีกลไกการออกฤทธิ์อยู่ 2 อย่างหลักๆ คือ Fuller กับ Firmer

  • มีคุณสมบัติในการเสริมการสังเคราะห์ Glycosaminoglycan และ Hyaluronic acid ในผิว
  • เพิ่มการสังเคราะห์ Proteoglycan ที่ชื่อ Decorin และ Lumican ซึ่งเป็นตัวที่เกาะกับสายคอลลาเจนที่พันกันเป็นเกลียว (Helix) ระหว่างเกลียวนี้ก็จะมีพวก Hyaluronic acid และ GAGs ต่างๆแทรกอยู่ ทำให้เกลียวของคอลลาเจนแข็งแรงขึ้น และสารกลุ่ม GAGs ก็อุ้มน้ำให้ผิวดูอวบอิ่มขึ้นไปพร้อมๆ กัน

ในชั้น Dermis หรือชั้นหนังแท้ จะประกอบด้วยสารหลายๆ กลุ่ม เรียงตัวอัดกันแน่น อย่างซับซ้อน เราเรียกสารเหล่านี้ว่า Extracellular matrix (ECM) อย่างในภาพ เส้นใยคอลลาเจน คือที่เป็นตาข่าย และ Hyaluronic acid คือส่วนสีน้ำตาล

(Image from Pentapharm and DSM)

คอลลาเจนจะสานเป็นเกลียวเรียงตัวกันคล้ายๆ กับเชือก ซึ่งระหว่างเชือก จะมี Decorin และ Versican ซึ่งเป็นตัวที่เกาะอยู่ เพื่อให้เกลียวเชือกมาความคงตัว และเพิ่มช่องว่างให้ Hyaluronic acid เข้ามาแทรกได้ เราเรียกหน้าที่ของ Decorin และ Lumican นี้ว่าเป็น Spacer ในภาพด้านล่าง Decorin คือ สีน้ำเงิน และ Lumican คือ สีเขียว

(Image from Pentapharm and DSM)

การทดสอบจากผู้ผลิตวัตถุดิบกล่าวว่า อาสาสมัครที่ใช้ครีมที่มีส่วนผสมของ เริ่มรู้สึกว่าผิวอวบอิ่มและกระชับขึ้นใน 3 สัปดาห์ และ ผลดังกล่าวเห็นชัดเจนที่ 12 สัปดาห์ (Schleehauf, 2018)[1]

[1] Schleehauf, 2018. From (https://www.cosmeticsandtoiletries.com/formulating/category/antiaging/DSMs-Hyaluronic-Acid-Booster-Skips-the-Injections-497599271.html)

(Image from Pentapharm and DSM)

สำหรับอีกสูตรหนึ่งที่มี่หยิบมารีวิวคือสูตร Pimprove นะคะ

น้องจะมาในหลอดที่เป็นอักษรสีชมพูค่ะ

เนื้อเซรั่มมาในรูปแบบใส ไม่มีกลิ่น เพราะไม่มีส่วนผสมของน้ำหอม

ตัวนี้ความหนืดจะเยอะกว่าสูตร Intensive hydration เล็กน้อย เกลี่ยง่ายพอๆ กัน แต่ตัวนี้จะซึมไวแห้งไว ให้สัมผัสสบายผิวกว่าค่ะ

ค่า pH อยู่ที่ราวๆ 5 – 6 นะคะ

สำหรับตัวนี้จุดเด่นอยู่ที่การเลือกใช้ส่วนผสมที่จัดเต็มในด้านของการปกป้องผิว เสริมภูมิคุ้มกัน และลดการอักเสบระคายเคือง สำหรับตัวเด่นของสูตรนี้จะเป็นสูตรผสมของ Active ชั้นนำ และ Active สิทธิบัตรหลายตัว ซึ่งจะกล่าวละเอียดในช่วงวิเคราะห์ส่วนผสมนะคะ

วันนี้มี่ทำสีส่วนผสมไว้ 4 สีนะคะ

เริ่มที่สีฟ้า ซึ่งเป็นเหล่าบรรดาตัวเอกของผลิตภัณฑ์ค่ะ มีด้วยกัน 3 ตัว ได้แก่

  • Dualguard-9 (INCI name: Ethylhexanamide serinol) ตัวนี้เสริมคุณสมบัติในการผลัดเปลี่ยนของผิวให้สมดุลมากขึ้น จึงมีส่วนช่วยลดการอุดตัน และให้ผิวแลดูกระจ่างใส ดูมีชีวิตชีวา
  • Restomide (INCI name: Oleamide MEA) ลดการอักเสบและระคายเคือง ผ่าน Cannabinoid receptor Type 1 ที่เป็น Receptor เดียวกับที่ สารในกลุ่ม CBD จากกัญชง/กัญชามาจับ มีผล 3 อย่าง ดังนี้
  1. ลดการอักเสบระคายเคือง สำหรับสารตัวนี้เมื่อจับกับ CB1 receptor แล้ว จะไปมีผลทำให้เส้นประสาทรับความรู้สึกระคายเคืองใต้ผิวทำงานน้อยลง ความรู้สึกระคายเคืองที่เกิดขึ้นบนผิวก็เลยลดลง
  2. ลดการแบ่งตัวเพิ่มจำนวนที่ผิดปกติของผิว จึงมีผลลดการอุดตัน
  3. ลดการอักเสบระคายเคือง ผ่านการยับยั้งเซลล์ในระบบภูมิคุ้มกันที่ทำงานมากเกินไปในกลุ่มของผู้ที่มีอาการระคายเคือง แสบ คัน และแพ้ง่าย

(Image from Zeroid Korea official website)

  • ADefence-P (INCI name: Methylbenzyl Methylbenzimidazole Piperidinylmethanone) ตัวนี้เป็น Protease inhibitor ซึ่งมีผลไปยับยั้ง PAR-2 receptor (Protease activated receptor) ทำให้ผิวปรับสมดุลการแบ่งตัวเพิ่มจำนวน และลดการสร้างและขับน้ำมัน หรือ Sebum ออกมา จึงมีผลทำให้การเกิดสิวลดลง
    การทดสอบของทางบริษัท โดยให้อาสาสมัครใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของสารนี้ เป็นเวลา 4 อาทิตย์ พบว่ามีปริมาณของน้ำมัน ปริมาณสิวอุดตัน และปริมาณสิวอักเสบหัวแดงลดลง

(Image from Zeroid Korea official website)

นอกจากนี้ PAR-2 receptor ยังพบในรอยต่อระหว่างเซลล์สร้างเม็ดสีผิว Melanocyte กับ เซลล์ผิวหนัง Keratinocyte ทำหน้าที่ส่งผ่าน Melanin ที่สร้างเสร็จแล้วออกมาด้านนอก เกิดเป็นสีผิวขึ้นมา เมื่อ Block PAR-2 receptor ที่ตรงนี้ได้ ก็จะยับยั้งการส่งผ่านของ Melanin ออกมาภายนอก ผิวหนังจึงเกิดจุดด่างดำ หรือสีผิวไม่สม่ำเสมอได้น้อยลง

สีเขียวแก่ เป็นกลุ่มของสารเพิ่มความชุ่มชื้น อย่าง Hya เจ้าประจำของเรา และอีกตัวหนึ่ง คือ Polyphosphorylcholine Glycol Acrylate ตัวนี้มีชื่อทางการค้าว่า Hydroquat PM50HDKC เป็นสารที่ดัดแปลงจาก Phospholipid ชนิด lecithin ให้มีโครงสร้างคล้ายกับเยื่อหุ้มเซลล์ของผิว เกาะติดผิวได้ดี มีประโยชน์ในการเสริม และฟื้นฟู Barrier ผิวให้แข็งแรง รวมถึงเพิ่มความชุ่มชื้นได้ยาวนาน

สีชมพู เป็นกลุ่มของสารที่ลดการระคายเคืองตัวอื่นๆ เช่น Dipotassium glycyrrhizate ที่ได้จากชะเอม Madecassoside ที่ได้จากบัวบก Allantoin เจ้าประจำ

สำหรับสาร Madecassoside ที่เป็นสารในกลุ่มของ Triterpenoids ที่พบในใบบัวบกนั้น มีรายงานถึงฤทธิ์ในการต้านการอักเสบ Anti-oxidant Anti-aging กระตุ้น Fibroblast ให้สังเคราะห์ Collagen ได้ดีขึ้น และ ช่วยส่งเสริมกระบวนการสมานผิวตามธรรมชาติ (Burns. 2012; 38(5):677-84.) นอกจากนี้ยังมีรายงานการวิจัยว่าสารนี้ยังยับยั้งการสร้างเมลานิน โดยไปขัดขวางขั้นตอนของการเหนี่ยวนำให้เกิดกระบวนการอักเสบจากรังสี UVB (Molecules. 2013; 18(12):15724-36.)

สำหรับ Arginine ตัวนี้เป็นกรดอะมิโน ที่เป็น Natural moisturizing factor ที่เสริมกระบวนการกักเก็บน้ำของผิว

โดยรวมคือเรียกได้ว่าส่วนผสมจัดเต็มมาก และไม่มีองค์ประกอบที่ไม่เป็นมิตรกับผิว มาให้คะแนนกันดีกว่านะคะ สำหรับการให้คะแนนวันนี้ ขอเลือกตัว Pimprove calming ampoule มาให้คะแนนนะคะ

  1. สารบำรุง เป็นการผสมผสานกันระหว่างวัตถุดิบชั้นนำ และวัตถุดิบสิทธิบัตรหลายชนิด ที่มีประโยชน์เสริมกันในการดูแลปัญหาสิว การอุดตัน และการอักเสบระคายเคืองได้อย่างลงตัว พร้อมทั้งเสริม Barrier ผิวให้แข็งแรง รับไป 5 ฟลาสก์
  2. ส่วนผสมอื่นๆ ไม่มีส่วนผสมของสารที่ไม่เป็นมิตรกับผิว รับไป 5 ฟลาสก์
  3. การใช้งาน ส่วนตัวมี่ไม่ค่อยมีปัญหาสิวนะคะ แต่ว่าจะมีอาการระคายเคืองและรอยแดงอยู่บ้าง โดยเฉพาะช่วงที่เราต้องใส่ Mask เป็นเวลานานๆ ใช้ตัวนี้เช้าเย็น ประมาณสัก 5 วัน เริ่มรู้สึกว่าผิวดี ไม่ค่อยแดง ไม่ค่อยระคายเคือง เมื่อถอด Mask ออก ผิวก็ยังดูดี ไม่เยินเหมือนก่อนใช้ พอใช้ต่อเนื่องได้เกือบ 2 เดือน ส่วนตัวคิดว่า ผิวตัวเองมีสุขภาพดีขึ้นมาก และมีความแข็งแรงขึ้นเยอะ จุดนี้มอบมง #ลูกรักบ้านมียอนปี2020 ไปเลยล่วงหน้า รับไป 5 ฟลาสก์

สุดท้ายนี้ขอขอบคุณทางแบรนด์ Zeroid และ ทางเพจ Dermartlogy Thailand ด้วยนะคะ ที่ส่งสินค้าดีๆมาให้มี่ได้ทดลองใช้ และขอบคุณทุกๆท่านด้วยค่ะที่ติดตามรับชมมาจนจบค่ะ

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติม สามารถติดต่อสอบถามได้ที่ทางเพจของ Dermartlogy Thailand โดยตรงเลยนะคะ

https://www.facebook.com/DermArtlogyThailand/

Disclaimer/conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากทางแบรนด์ Zeroid และบริษัท DermaMD เจ้าของเพจ Dermartlogy Thailand การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสมตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล ผู้เขียนไม่ได้มีผลประโยชน์ใดๆในการขายสินค้า โปรดใช้วิจารณญาณ

Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสมน้ำตบ Artemisia และ น้ำตบจากชาหมัก Kombucha จากแบรนด์ T’else แบรนด์น้องใหม่ในเครือ Neopharm เกาหลี

สวัสดีค่ะ

วันนี้มี่จะมารีวิวผลิตภัณฑ์จากแบรนด์น้องใหม่ในเครือของ Neopharm ให้ได้ชมกันค่ะ

ถ้าพูดถึง Neopharm ตัวเทคโนโลยีหลักที่โด่งดังของเขาคือ เทคนิค MLE ที่ใช้สารในกลุ่ม Pseudoceramide มาเป็นตัวหลักในการสร้างเนื้อครีมแบบพิเศษ ที่มีลักษณะคล้ายกับไขมันที่เป็นส่วนประกอบของ Barrier ผิวเรานะคะ

(ถ้าสนใจสามารถตามไปอ่านเพิ่มได้ที่ลิงค์นี้ค่ะ https://cosmeknowledge.wordpress.com/2017/02/03/atopalm-body)

 

คราวนี้ทาง Neopharm ได้ปล่อยผลิตภัณฑ์แบรนด์น้องใหม่ ที่เริ่มโด่งดังในเกาหลี อย่างแบรนด์ T’else ซึ่งมาจากคำว่า Tea + else โดยมีคอนเซปท์ของความเป็นธรรมชาติ ความ Minimal ซึ่งมีสินค้าออกมาหลายชิ้นนะคะ มี่จะทะยอยๆ มารีวิว โดยวันนี้จะขอเริ่มจากกลุ่ม Essence ก่อนค่ะ

สำหรับ Essence นี้มีด้วยกัน 2 สูตรนะคะ คือ สูตร Artemisia True essence ที่โดดเด่นด้วยการใช้น้ำหมักจาก Artemisia จากเกาะเจจูในความเข้มข้น 98% ร่วมกับโปรวิตามินบี 5 กับสารเพิ่มความหนืด ให้เราตบกันสนุกๆ และ อีกสูตรเป็นสูตร Kombucha Teatox essence ตัวนี้ใช้สารสกัดจากชาดำหมักที่เรารู้จักกันในนาม Kombucha ในความเข้มข้น 74% ร่วมกับสารบำรุงอื่นๆ พัฒนามาในสูตร Low-pH และแต่งกลิ่นด้วยน้ำมันหอมระเหยได้อย่างลงตัวค่ะ

telse 1

 

เราจะขอเริ่มรีวิวที่สูตร Artemisia True essence กันก่อนเลยนะคะ

arte 4

มาในขวดพลาสติกหนา เนื้อข้างในเป็นสีเขียวมะกอก/สีเขียวขี้ม้า

arte 5

น้องจะมีเนื้อเป็นแบบน้ำใส มีกลิ่นคล้ายๆสมุนไพร ดมไปดมมาก็คล้ายๆจิงจูฉ่าย อาจจะเพราะเป็นพืชใน Genus เดียวกันค่ะ

arte 2

เกลี่ยได้ค่อนข้างง่าย ซึมไว แห้งไว ไม่เหนอะหนะ

arte 3

สำหรับค่า pH จะอยู่ที่ราวๆ 4 – 5 นะคะ

arte 1

ส่วนผสมเป็นดังนี้ค่ะ

สผส artemisia

โดยตัว Artemisia scoparia extract จะเป็นคนละ species กับ Mugwort (Artemisia annua extract) ในน้ำตบ Artemisia ของแบรนด์ก่อนที่มี่เคยรีวิวไปก่อนหน้านะคะ

arte 6

(Image from T’else official website)

Artemisia เป็น Genus ของสมุนไพร ที่มีหลาย species กระจายกันไปทั่วโลก โดยนักพฤกษศาสตร์ในปัจจุบันพบเจอว่ามีมากกว่า 400 Species เลยทีเดียวค่ะ

ตัวนี้ Story ของเขาน่ารักนะคะ ส่วนตัวจะค่อนข้างอินและปลื้มกับอะไรแบบนี้ค่ะ มี่เล่าแบบสรุปเป็นข้อๆนะคะ

  • A. scoparia เป็น Species ที่พบได้บนเกาะเจจู และพื้นที่แถบ Eurasia แต่ว่าทางแบรนด์เคลมว่า A. scoparia ที่โตบนเกาะเจจู ได้รับอากาศบริสุทธิ์และสารอาหารพิเศษจากดินภูเขาไฟของเกาะเจจู เลยมีประโยชน์และคุณสมบัติที่ดีหลายอย่าง
  • A. scoparia มีชื่อสามัญว่า redstem wormwood ซึ่งสามารถใช้ทดแทนในสูตรยาจีน yin-chen ได้ค่ะ (ข้อมูลจาก Wikipedia)
  • ทางแบรนด์เคลมว่า เก็บเกี่ยวในช่วงเดือน พ.ค. – มิ.ย. ซึ่งจะเป็นฤดูที่ Artemisia นี้กำลังมีประโยชน์
  • มีสิทธิบัตรเกาหลี (เลขที่ KR10-0768085) รองรับว่า มีประโยชน์เด่นในด้านลดการอักเสบระคายเคือง เด่นกว่าอีกพันธุ์คือ A. capillaris (ตัวนี้เป็น Artemisia ที่ใช้ในตำรับยาจีน มีชื่อสามัญว่า yin-chen wormwood) นอกจากนี้ก็ยังมีประโยชน์ในด้านการเป็น Antioxidant ต่อต้านอนุมูลอิสระ ชะลอวัย
  • การทดสอบทางพฤกษเคมีพบว่าใน A. scoparia มีสาร Phytosterol ชนิด β-Sitosterol ซึ่งมีประโยชน์ในเชิงการลดการอักเสบระคายเคือง
  • สารอีกตัวที่ค่อนข้างเด่นและพบได้ใน A. scoparia คือ สารในกลุ่ม Coumarin ที่ชื่อ Scoparone ซึ่งมีรายงานว่ามีประโยชน์ในการกดภูมิคุ้มกัน (ตรงนี้จะเหมาะกับกลุ่มของสภาพผิวที่ภูมิคุ้มกันไวเกิน จนก่อให้เกิดการแพ้หรือระคายเคือง แต่ก็อาจจะมีข้อเสียได้ในคนปกติ คหสต.) และมีคุณสมบัติในการขยายหลอดเลือด ช่วยให้เลือดไหลเวียนดีขึ้น (European Journal of Pharmacology. 1992;218 (1):123–8.)ซึ่งตรงจุดนี้ก็จะมีประโยชน์ในการช่วยให้ผิวมีสุขภาพดีขึ้น

ส่วนผสมอีกตัวที่ทางแบรนด์เติมเข้ามาคือ Panthenol หรือโปรวิตามินบี 5 ที่มีประโยชน์ในการเพิ่มความชุ่มชื้น และลดการอักเสบระคายเคือง ให้ความรู้สึกสบายผิว

 

ส่วนอีกสูตรจะเป็น สูตร Kombucha Teatox Essence ค่ะ

สูตรนี้ก็มี Story น่ารักๆนะคะ

เริ่มจากการหมักชาอัสสัมด้วยยีสต์ Saccharomyces ในโอ่งดินจนได้วุ้น Kombucha ก่อนเอาวุ้นมาสกัดเป็นวัตถุดิบใช้ในเครื่องสำอางค่ะ

kombucha ferment

(Image from T’else)

     ในหลายๆฐานข้อมูลมีการกล่าวถึง Kobucha ไว้ค่อนข้างมากนะคะ ซึ่งในภาพรวม Kombucha จะเป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการหมัก และภายในนั้นจะมีจุลินทรีย์หลายชนิด ทั้งแบคทีเรีย และ ยีสต์ ซึ่งหลายตัวเป็น Probiotic และมีประโยชน์ทางด้านสุขภาพค่ะ โดยสำหรับส่วนวุ้นที่เกิดขึ้นจะเป็นสารในกลุ่มของ Biocellulose ที่เชื้อในกลุ่มของ Acetobacter spp. เป็นตัวสร้างขึ้นมาค่ะ ซึ่งในด้านของประโยชน์ของ Kombucha นั้นมีค่อนข้างกว้างค่ะ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ Antioxidant, การลดการอักเสบระคายเคือง ส่วนที่เหลือจะเป็นฤทธิ์ในการเสริมสร้างสุขภาพเมื่อใช้รับประทานเป็นเครื่องดื่มค่ะ (Villarreal-Soto, et al. J Food Sci. 2018;83(3):580-588.)

มีนักวิทยาศาสตร์หลายๆกลุ่มได้ตรวจสอบสารอาหาร และพฤกษเคมีใน Kombucha ที่หมักด้วยรูปแบบต่างๆ พบว่าประกอบด้วยสารหลายๆอย่างซึ่งให้ประโยชน์กับผิวนะคะ เช่น กลุ่มของวิตามิน กลุ่มของกรดอินทรีย์ (organic acid) หลายชนิด โดยตัวที่มีประโยชน์กับผิวได้แก่ Glucuronic acid, Gluconic acid, Lactic acid (Villarreal-Soto, et al. J Food Sci. 2018;83(3):580-588.) โดยพวกนี้เป็นกรดอินทรีย์ในกลุ่ม PHA และ AHA ที่มีความสามารถในการเติมน้ำ และผลัดผิว (ขึ้นกับค่า pH ของตำรับ) สำหรับ Glucuronic acid มีรายงานว่ามีคุณสมบัติในการระงับเชื้อแบคทีเรียบางชนิดได้ และมีประโยชน์สำหรับผิวที่เป็นสิว

และนอกจากนี้ปริมาณของ Tea polyphenols ในกลุ่มของพวก Catechin อย่างพวก EGCG และอื่นๆ ก็ยังมีอยู่ในปริมาณที่ค่อนข้างสูง โดยมีหลายๆชิ้นงานสนับสนุนว่า การหมักชา จะทำให้พวกจุลินทรีย์ต่างๆไปเปลี่ยนสารเหล่านี้ให้มีขนาดเล็กลง มีฤทธิ์ที่ดีขึ้น ซึ่งเราเรียกว่า Bio-conversion

และเมื่อสารเหล่านี้มีขนาดเล็กลง น่าจะมีประโยชน์ในการซึมผ่านผิวได้ดีขึ้นด้วย (แต่ยังขึ้นกับปัจจัยอื่นๆอีก)

สำหรับทางเครื่องสำอาง ความงามและผิวพรรณ งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการใช้ Kombucha ตรงๆ ยังมีอยู่จำกัดค่ะ โดยหลักๆ จะเป็นการใช้เพื่อสมานแผล (Wound healing) เช่น การศึกษาประสิทธิภาพของสารสกัด Kombucha ด้วยตัวทำละลาย Ethyl acetate ในการสมานแผลในหนูทดลอง โดยวิธีการฉีดเข้าชั้นหนังแท้ (Intradermal) พบว่า การสมานแผลเกิดได้ไวขึ้นค่ะ (Pakravan et al. J Cosmet Dermatol. 2018;17(6):1216-1224.)

ตัว Kombucha Teatox Essence จะมาในกล่องแถบคาดเหลืองนะคะ

kombu 4

มาในเนื้อสีเหลืองอ่อน

kombu 5

ข้นกว่าสูตร Artemisia เล็กน้อย มีกลิ่นหอมจางๆ

kombu 1

เกลี่ยได้ง่าย ซึมไว ให้ความรู้สึกบางเบา เย็นสบายผิว และไม่เหนอะหนะ

kombu 2

ค่า pH อยู่ที่ราวๆ 4 – 5 นะคะ

kombu 3

ตัว Kombucha essence นี้เป็นที่โปรดปรานของสาวเกาหลีนะคะ มีรางวัลมาการันตีอยู่หลายรางวัลด้วยค่ะ

kombu 6

สำหรับส่วนผสมเป็นดังนี้ค่ะ

สผส kombucha

วันนี้มี่ทำส่วนผสมไว้หลายสีหน่อยนะคะ

  • สีเขียว กับ สีฟ้า เป็นคู่พระนางของเรา คือ สารสกัดจากวุ้น (Scoby) ของ Kombucha ที่หมักด้วย Yeast saccharomyces ในโอ่งดินค่ะ ซึ่งสารสกัดจากชาดำหมักนี้มีประโยชน์ในเชิงของ Antioxidant นะคะ สองตัวนี้รวมกันอยู่ที่ความเข้มข้น 70.4% ในสูตรค่ะ
  • สีชมพู เป็นกลุ่มของ Hyaluron 4 ชนิด ได้แก่ Sodium hyaluronate แบบปกติ Hydrolyzed hyaluronic acid แบบที่ย่อยให้มีขนาดเล็กลง Hydroxypropyltrimonium hyaluronate แบบที่มีประจุบวก เกาะติดกับผิวได้ดี และ Sodium acetylated hyaluronate ที่เด่นด้านการเคลือบปกป้องผิวเช่นกัน
  • สีน้ำตาล กลุ่มของ Bifida ferment filtrate และ Lactobacillus ferment lysate จัดเป็นสารในกลุ่ม Postbiotic ที่ได้จากการสกัดเอาน้ำเลี้ยงจุลินทรีย์ Probiotic ออกมา มีประโยชน์ในด้านของความชุ่มชื้น การชะลอวัย เพิ่มความแข็งแรงให้แก่ผิว
  • สีม่วงเป็นสารบำรุงอื่นๆ ได้แก่ สารสกัดจาก Calendula กรดอะมิโน Arginine และสาร Adenosine ค่ะ

 

ทางแบรนด์มีการทดสอบประสิทธิภาพในอาสาสมัคร พบว่าอาสาสมัครมีรูขุมขนที่กระชับขึ้นหลังใช้โดยมพื้นที่ของรูขุมขนลดลง 4.3% และเมื่อใช้ต่อเนื่อง 2 อาทิตย์พบว่าอาสาสมัครมีรูขุมขนที่กระชับขึ้นหลังใช้โดยมพื้นที่ของรูขุมขนลดลง 7.2%

telse eff

(Image from T’else official website)

 

จุดหนึ่งที่มี่ค่อนข้าง Concern คือ เรื่องของภาวะไวต่อแสงที่อาจจะเกิดขึ้นได้จากสารกลุ่ม Furocoumarin ที่พบได้ในน้ำมันหอมระเหยจากเปลือกพืชตระกูลส้ม ซึ่งในนี้มีด้วยกัน 2 ชนิด คือ Citrus aurantium dulcis และ Citrus recutita

จากการสอบถามไปทางแบรนด์ ทำให้มี่ได้ความรู้ใหม่มาว่า กฏการควบคุมเครื่องสำอางของเกาหลี (Korean cosmetic regulation) ได้มีการควบคุมปริมาณของสารในกลุ่ม Courmarin ไม่ให้เกิน 1 ml/kg (หรือ 0.0001%) ค่ะ ซึ่งเกณฑ์นี้จริงๆแล้ว ใช้ควบคุมกับผลิตภัณฑ์ที่ใช้แล้วต้องสัมผัสแสงแดด อย่างผลิตภัณฑ์กันแดด หรือ พวก Suntan product ค่ะ

โดยเกณฑ์นี้สามารถประยุกต์มาใช้กับผลิตภัณฑ์ skincare ทั่วไปซึ่งไม่ได้มีจุดประสงค์ให้สัมผัสแสงแดดหลังใช้งานได้อยู่ค่ะ ถ้าค่าไม่เกินนี้ก็ถือว่ามีความปลอดภัยค่ะ

โดยทางแบรนด์ได้ทำการวิเคราะห์ปริมาณของ Furocoumarin ในผลิตภัณฑ์นี้แล้ว พบว่า ในผลิตภัณฑ์มีสารในกลุ่มนี้อยู่เพียง 0.00000009942% ซึ่งน้อยกว่าที่กฎหมายเกาหลีกำหนด เลยอาจจะกล่าวได้ว่า ผลิตภัณฑ์นี้ไม่ได้เสี่ยงต่อการเกิดภาวะไว้ต่อแสงค่ะ

 

มาให้คะแนนดีกว่านะคะ

สำหรับตัวที่มี่หยิบมาให้คะแนนจะเป็นตัว Kombucha Teatox Essence นะคะ เพราะตัว Artemisia มีส่วนผสมแค่ 3 อย่าง

  1. สารบำรุง ในด้านของสารบำรุงตัวหลักคือ Kombucha ซึ่งเป็นสารสกัดจากชาดำที่หมักด้วยยีสต์ Sacchromyces มีประโยชน์ในเชิงของการเป็น Antioxidant ชะลอวัย ป้องกันการเกิดริ้วรอย เสริมมาด้วย Hyaluron 4 ชนิด ที่มีประโยชน์ในการเติมน้ำให้ผิวที่หลายระดับชั้น เสริมกับพวก Postbiotic และสารบำรุงอื่นๆ มีประโยชน์โดยรวมในเชิงของการเติมน้ำ และชะลอวัย โดยทางแบรนด์มีเคลมเกี่ยวกับการ Calm sensitive skin และช่วยให้ผิว Glow ซึ่งจุดนี้มี่ว่าอาจจะยังไม่คลิ้กมาก เลยขอให้ไป 4 ฟลาสก์
  2. ส่วนผสมอื่นๆ จากที่ได้กล่าวไปว่า แม้จะมีส่วนผสมของน้ำมันหอมระเหยจากพืชในตระกูล Citrus ที่อาจมีความเสี่ยงทำให้เกิดภาวะไวต่อแสง แต่ทางแบรนด์ได้มีการวิเคราะห์ปริมาณสารในกลุ่ม Furocoumarin ที่เป็นตัวการแล้ว พบว่ามีอยู่น้อยกว่าเกณฑ์ที่กฎหมายของทางเกาหลีกำหนด จึงถือว่ามีความเสี่ยงต่อการแพ้แสงต่ำมาก และส่วนผสมอื่นๆ ไม่ได้มีพิษมีภัยอะไรกับผิว เลยขอให้ไป 5 ฟลาสก์
  3. การใช้งาน ส่วนตัวค่อนข้างชอบ Feeling และสัมผัสหลังใช้ของ Essence ตัวนี้นะคะ มันเป็นน้ำตบ ที่มีส่วนผสมของ Hya ตัวหนึ่งที่รู้สึกว่า ใช้แล้วผิวเรานุ่มนวลค่อนข้างนาน โดยไม่เหนียวเหนอะหนะและหนักผิว ให้ไป 5 ฟลาสก์

 

คะแนน kom-edit

สุดท้ายนี้ต้องขอขอบคุณทางแบรนด์ T’else สาขาประเทศไทยด้วยนะคะ ที่ส่งสินค้าใหม่ล่าสุดมาให้มี่ได้ทดลองใช้ และขอบคุณทุกท่านด้วยค่ะที่ติดตามรับชมมาจนจบ

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถสอบถามได้ที่ทางแบรนด์ T’else หรือ เพจ Dermskin store ได้โดยตรงเลยนะคะ

https://www.facebook.com/dermskinstore

 

วันนี้คงต้องลากันไปก่อน พบกันใหม่โอกาสถัดไป สวัสดีค่ะ

Disclaimer/conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากทางแบรนด์ T’else การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสมตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล และผู้เขียนไม่ได้มีผลประโยชน์ใดๆในการขายสินค้า โปรดใช้วิจารณญาณ