Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสมออยล์บำรุงผิวกาย Derma:B Intensive barrier multi-oil

เปิด Blog ด้วยคำโปรยสวยๆ “คงจะดี ถ้ามี Body oil ดีๆ สักชิ้น ที่ไม่ใช่แค่ทาแล้วเคลือบ (Occlusive) ผิวเฉยๆ แต่ให้คุณสมบัติในการทดแทนไขมันธรรมชาติคืนให้แก่ผิว และดูแลปัญหาเรื่องความแห้งกร้าน หยาบกระด้างไปพร้อมๆ กัน”

ถ้าเราแบ่งประเภทของสาร Moisturizer ในเครื่องสำอางเฉพาะกลุ่มของน้ำมัน เราจะแบ่งได้เป็น 2 กลุ่ม คือ Occlusive กับ Emollient

2 ตัวนี้ต่างกันตรงนี้ สารกลุ่ม Occlusive จะไปเคลือบปกป้องผิว ลดการระเหยของน้ำออกจากผิว (Trans-epidermal water loss; TEWL) ในขณะที่สารกลุ่ม Emollient มักจะซึมลงไปในผิว และไม่ค่อยมีผลลดค่า TEWL (แต่ Emollient บางตัวก็ลดค่า TEWL ได้นะ ก็จะเรียกเป็น Semi-occlusive)

Emollient ส่วนมากจะเป็นไขมันที่พบได้ในร่างกายเรา บ้างก็เรียกเป็น Physiological lipids ซึ่งจะมีประโยชน์ในการทดแทนไขมันในผิวหนัง ยามที่ผิวเราขาด

ตัวอย่าง Emollient เช่น น้ำมันจากพืชธรรมชาติ รวมไปถึงพวก Physiological lipids อย่าง Ceramide, Cholesterol, fatty acids

วันนี้ขอหยิบเอา Body oil จากแบรนด์ Derma:B ที่เคยเกริ่นไปใน Blog ก่อน ตามลิงค์นี้ค่ะ

https://miyeonthereviewer.com/2022/03/20/brand-update-dermab/

แบรนด์ Derma:B เป็นแบรนด์ในเครือของบริษัท Neopharm ที่เน้นไปที่ผลิตภัณฑ์กลุ่มดูแลผิวกายโดยเฉพาะ

Body oil ที่หยิบมารีวิวใน Blog นี้มีชื่อว่า Intensive barrier multi-oil

สำหรับเนื้อสัมผัส ตัวน้องจะเป็นน้ำมันที่เหลวหน่อย มีกลิ่นหอมที่เป็นเอกลักษณ์เป็นโทนดอกไม้หวานๆ ซึ่งทางแบรนด์ได้เบลนด์กลิ่นนี้ขึ้นมาโดยเฉพาะ

เกลี่ยได้ค่อนข้างง่าย จะมีความเงาวาวเหมือนเราใช้น้ำมันทาผิว เพียงแต่จะไม่เหนียวหนึบ ไม่เหนอะหนะและหนักผิว

ส่วนนี้จะเป็น Profile กลิ่นของน้ำมันสูตรนี้ซึ่งเบลนด์มาในโทน Sweet/Citrus/Floral นะคะ

(Image from Derma:B)

สำหรับส่วนผสมเป็นดังนี้ค่ะ

ขอแบ่งกลุ่มส่วนผสมของผลิตภัณฑ์ชิ้นนี้เป็น 5 สี ซึ่งจะกล่าวถึงทีละสีนะคะ

  • สีชมพู เป็นกลุ่มของน้ำมันจากธรรมชาติ ซึ่งถ้านับรวมน้ำมันพื้นฐานแล้ว ก็มีด้วยกัน 15 ชนิด ซึ่งทางแบรนด์จะเคลมน้ำมันที่หายาก ซึ่งมีมูลค่าสูง ประกอบด้วยสารพฤกษเคมีที่มีประโยชน์มากมาย อย่างน้ำมันจากเมล็ดบรอกโคลี แครอท Black currant เมล็ดมะเขือเทศ เมล็ดชาเขียว (คนละชนิดกับเมล็ดของชาน้ำมัน Camellia oleifera ที่พบเจอกันทั่วไปนะคะ) ซึ่งข้อมูลจากผู้ผลิตวัตถุดิบกล่าวว่าน้ำมันจาก C. sinensis มีประโยชน์ที่ดีหลายด้านทั้งในด้านของ Antioxidant, การลดการอักเสบระคายเคืองและให้ความรู้สึกสบายผิว

ภาพของฝักและเมล็ดชาเขียว (Image from Derma:B Official Website)

ส่วนตัวขออนุญาตกล่าวถึงในภาพรวม ปกติกลุ่มของน้ำมันจากธรรมชาติก็จะประกอบด้วยกรดไขมันจำเป็น และสารที่มีประโยชน์ในกลุ่มที่เรียกว่า Unsaponifiables ที่หมายถึง สารอื่นในน้ำมันที่ไม่สามารถทำปฏิกิริยา Saponification กับด่างได้ ตัวอย่างเช่น พวก Tocopherol, Carotenoids, Phytosterols เป็นต้น พวกนี้มีประโยชน์ต่างๆ มากมายต่อผิว เช่น เป็น Antioxidant และลดอาการอักเสบระคายเคือง

  • สีม่วงบานเย็น เป็นกลุ่มของ Pseudoceramide อย่าง Myristoyl/palmitoyl oxostearamide/arachamide MEA ร่วมกับ Ceramide NP และ Phytosterols ที่เสริมเข้ามา
    • สำหรับ Myristoyl/palmitoyl oxostearamide/arachamide MEA มีชื่อเล่นว่า PC9S ซึ่งเป็นวัตถุดิบที่เป็นเป็นสิทธิบัตรของทาง Neopharm อิงตามสิทธิบัตรอเมริกา US patent US6221371B1 ของปี 2001 Claim ว่าให้ประโยชน์ในการเหนี่ยวนำให้ผิวสร้างไขมันใหม่ออกมาฟื้นฟู Barrier ผิวที่เสียหาย มีรายงานการวิจัยทดสอบประสิทธิภาพของสารนี้ในหนูทดลอง พบว่า ตัวนี้เมื่อใช้ร่วมกับไขมันชนิดที่มีในผิว (Physiological lipids) สามารถกระตุ้นให้ผิวเรามีการสร้าง Receptor ในกลุ่ม PPAR-α ซึ่งมีประโยชน์ในการลดการอักเสบของผิว และเสริมกระบวนการสังเคราะห์ไขมันที่เป็น Barrier ผิวตามธรรมชาติ (Arch Dermatol Res. 2015 Nov;307(9):781-92.)
    • PC9S ร่วมกับสารอื่นๆ ในสัดส่วนที่เหมาะสมจะเรียงตัวอยู่ในรูปแบบของ MLE ซึ่งมีประโยชน์ในการเสริมความแข็งแรงให้แก่ Barrier ของผิว (สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถติดตามอ่านต่อได้ที่ https://miyeonthereviewer.com/2022/03/03/dermartlogy-atg/)
  • สีเขียว Acetyl glutamine เป็นอนุพันธ์ของกรดอะมิโน Glutamine ที่มีความคงตัวดีขึ้น ข้อมูลจากทางผู้ผลิตวัตถุดิบระบุว่า Glutamine เป็นกรดอะมิโนที่เรามีอยู่แล้วเพื่อใช้ตอบสนองต่อความเครียด โดยเมื่อเกิดสภาวะเครียดขึ้น จะมีการเหนี่ยวนำให้ Glutamine เข้าไปในเซลล์ แล้วส่งผลให้เกิดการปรับสมดุลตัวเองเพื่อเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน
(Image from DAMY CHEMICAL CO., LTD.)

โดยทางบริษัทได้ศึกษาพบว่าเมื่อมีระดับของ Glutamine เพิ่มขึ้น ก็จะมีปริมาณของ ATP เพิ่มขึ้น ซึ่งส่งผลให้การทำงานต่างๆ ของผิวเกิดได้ตามปกติ นอกจากนี้ทางบริษัทยังมีการศึกษาในอาสาสมัคร พบว่า Acetyl glutamine มีประสิทธิภาพที่ดีหลายประการ เช่น

  1. เสริมความชุ่มชื้น
  2. เสริมสร้าง Barrier ผิวให้แข็งแรงขึ้น
  3. ปรับ Texture ผิวให้เรียบเนียน
  • สีน้ำเงินเข้ม กลุ่มของพวก Peptide และ Folic acid ซึ่งเป็น Combination ที่โดดเด่นและมีประโยชน์ต่อผิวในหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นด้านของการเสริมกระบวนการทำงานตามธรรมชาติของผิว ดูแลเรื่องของการชะลอวัย ลดเลือนริ้วรอย ปัญหาของสีผิวไม่สม่ำเสมอ รวมไปถึงด้านการอักเสบระคายเคืองผิว และต่อต้านอนุมูลอิสระ
    • Combination นี้ทางแบรนด์เรียกว่าเป็น Bio-placentaTM ซึ่งชุดของส่วนผสมก็จะคล้ายๆ กับวัตถุดิบ Bio-placenta ที่มีผ่านการทดสอบประสิทธิภาพในอาสาสมัครแล้วเช่นกัน (ข้อมูลจาก DAMY CHEMICAL CO., LTD.)
  • สีฟ้า เป็นสารเติมน้ำอย่าง Sodium hyaluronate และ Panthenol ที่นอกจากเพิ่มความชุ่มชื้นแล้วยังมีประโยชน์ในเชิงด้านการดูแลปัญหาการอักเสบระคายเคืองของผิว

ในภาพรวมคือน้องเป็น Body oil ที่ไม่ใช่แค่ Oil ที่มาทาเคลือบผิว หรือเรียกเป็น Occlusive ธรรมดา แต่น้องเป็นน้ำมันที่เสริมสารบำรุงมาหลายชนิด ให้ประโยชน์ในการดูแลปัญหาผิวรูปแบบต่างๆ โดยไม่ว่าจะเป็นเรื่องของความแข็งแรงของผิว ดูแลเรื่อง Barrier ผิว เพราะมีส่วนประกอบของทั้ง MLE, Ceramide และสารไขมันทดแทนจากน้ำมันพืชพรรณต่างๆ ให้ความรู้สึกสบายผิว และยังได้ประโยชน์ไปในถึงด้านการชะลอวัย ปรับสภาพผิวให้เรียบเนียนน่าสัมผัส

มาให้คะแนนกันดีกว่าค่ะ

  1. สารบำรุง ตามที่ได้กล่าวไปด้านบน นอกจากน้องจะมีส่วนประกอบของน้ำมันจากธรรมชาติแล้ว ยังเสริมมาด้วยส่วนผสมของสารบำรุงผิวต่างๆ ที่ให้ประโยชน์ได้หลายด้าน ทั้งในด้านของการชะลอวัย ดูแลเรื่องปัญหาริ้วรอย ความรู้สึกไม่สบายผิว ความแข็งแรงของ Barrier ผิว ปรับสมดุลของผิวและปกป้องผิวจากปัญหาที่เกิดจากความเครียดภายนอก เช่น พวกมลภาวะต่างๆ รวมถึงอาจจะได้ในด้านความสม่ำเสมอของสีผิว หรือเชิง Whitening ไปอีก ขอให้คะแนน 5 ฟลาสก์
  2. ส่วนผสมอื่นๆ ไม่มีสารที่ไม่เป็นมิตรกับผิว เลยไม่มีที่ให้หักคะแนน รับไป 5 ฟลาสก์
  3. การใช้งาน เริ่มที่เนื้อสัมผัสก่อน ส่วนตัวค่อนข้างชอบความบางเบา ไม่เหนอะหนะ ไม่เหนียวในระหว่างวัน ตามมาด้วยกลิ่นที่เป็นเอกลักษณ์ให้ความรู้สึกสบายและผ่อนคลาย ถึงแม้จะเป็นช่วงที่อากาศร้อนชื้นยังรู้สึกว่าไม่ได้เหนอะหนะจนรู้สึกรำคาญตัว เผลอๆ เบากว่า Body lotion บางชิ้นเสียอีก อีกจุดที่น่าสนใจคือไม่เลอะเทอะเปรอะเปื้อนเสื้อผ้า ให้ไป 5 ฟลาสก์

สุดท้ายนี้ต้องขอขอบคุณทางแบรนด์ Derma:B สาขาประเทศไทยด้วยนะคะที่ส่งสินค้าดีๆ มาให้ได้ทดลองใช้ และขอขอบคุณทุกท่านที่ติดตามรับชมมาจนจบ

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ทางแบรนด์โดยตรงเลยนะคะ

https://www.facebook.com/DermaBThailand

หรือ สามารถตามไปส่องร้านค้า Official ของทางแบรนด์ได้เลยนะคะ

Lazada: https://invol.co/claix7f

Shopee: https://invol.co/claix96

Disclaimer/conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากทางแบรนด์ Derma:B สาขาประเทศไทย การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสม/วัตถุดิบตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล และผู้เขียนไม่ได้มีผลประโยชน์ใดๆในการขายสินค้า โปรดใช้วิจารณญาณ

Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสม น้ำมันบำรุงผิวกายอันดับหนึ่งจากเยอรมัน Frei öl Skincare oil

สวัสดีค่ะ

 

วันนี้มาต่อกันกับออยล์จากแบรนด์ฟราย (Frei öl) ซึ่งเป็นอันดับ 1 ในร้านยาที่เยอรมันกันนะคะ

 

ผลิตภัณฑ์จากแบรนด์ฟราย ที่มี่ได้รับมามี 2 ชิ้นนะคะ เป็น Facial oil กับ Skincare oil ค่ะ

frei-ol

 

วันก่อนมี่รีวิวตัว Facial oil ไปแล้วนะคะ

(ลิงค์: https://cosmeknowledge.wordpress.com/2016/11/16/freiskincareoil/)

 

วันนี้มารีวิว Skincare oil กันบ้างค่ะ

หน้าตาของออยล์สำหรับบำรุงผิวกาย Frei öl Skincare oil ค่ะ

 

frei-body

 

ถ้าเป็นออยล์สำหรับผิวกายจะเป็นรุ่นกล่องสีขาวคาดฟ้าค่ะ

 

ตัวออยล์จะมาในขวดทรงน่ารักดูเป็นเอกลักษณ์ค่ะ ถ้าเราเปิดมาจะเป็นฝามีรูหยด ช่วยให้เราหยดใช้ออกมาได้ง่ายไม่เลอะเทอะ

 

ตัว Skincare oil นี้เนื้อจะคล้ายๆกับ Facial oil เลยค่ะ เพียงแต่มีสัมผัสที่ต่างกัน ตัว Skincare oil จะมีสัมผัสที่ลื่นกว่าตัว Facial oil และ มีกลิ่นหอมแนวๆดอกไม้ปนๆกับสมุนไพรค่ะ

 

body-tex

ในแง่การดูดซึม ตัว Skincare oil จะดูดซึมได้ช้ากว่า Facial oil แต่ก็ไม่ได้ทิ้งคราบมันเยิ้มเหมือนเราทา Baby oil

body-tex-2

 

ทางแบรนด์จะ Claim ไว้ 4 ด้านหลักๆนะคะ

 

body-claim

  • ให้ผิวนุ่มลื่นดุจผ้าไหม
  • ส่งเสริมการผลัดเปลี่ยนเซลล์ผิวด้วยวิตามินเอ
  • ลดเลือนรอยแผลเป็นและรอยแตกลาย
  • ช่วยปรับสีผิวให้สม่ำเสมอ

 

ในการใช้งาน ทางแบรนด์แนะนำไว้ 2 รูปแบบ คือ

 

แบบแรก ใช้เป็น Body oil หลังอาบน้ำเสร็จ

 

dir-1

ซึ่งออยล์ตัวนี้จะเบามาก ไม่เหนอะหนะแบบ Baby oil หรือ Mineral oil ทั่วไปค่ะ

แบบที่สอง สำหรับแผลเป็น

dir-2

 

ให้ทาแล้วนวดเป็นวงกลมจนออยล์ซึมหมดค่ะ แน่นอนว่าต้องใช้เวลา ทางแบรนด์เลยบอกว่าใช้อย่างน้อย 3 เดือน อันนี้ถือว่าแบรนด์ Fair กับเราดีค่ะ ไม่มโน 3 วัน 7 วัน

 

และด้วยความที่มีวิตามินเอ จะเอามานวดเซลลูไลท์ก็น่าจะให้ผลดีนะคะ

 

 

สำหรับส่วนผสมเป็นดังนี้ค่ะ

%e0%b8%aa%e0%b8%9c%e0%b8%aa

 

สารบำรุงหลักที่น่าสนใจคือ Ethyl linoleate ซึ่งเป็นวัตถุดิบสิทธิบัตร เป็นอนุพันธ์ของกรดไขมันจำเป็น Linoleic acid โดยข้อมูลจากผู้ผลิตวัตถุดิบ (Synovea® EL) ระบุว่า สารนี้มีความคงตัวที่ดีกว่า Linoleic acid ให้ผลด้านการลดการอักเสบในผิว ลดการเกิดสิว ลดการหลั่งน้ำมันจากรูขุมขน นี่ถ้าใครมีสิวที่หลัง หรือแผ่นอกนี่น่าจะใช้ได้ดีเลยทีเดียวหล่ะ

 

มีสารบำรุงกลุ่มวิตามินอยู่ 2 ตัว

  • Retinyl palmitate เป็นอนุพันธ์ของวิตามินเอ ซึ่งให้ผลโดยรวมหลายๆด้าน ไม่ว่าจะเป็นด้านริ้วรอย ด้านการปรับสมดุลการสร้างและผลัดเซลล์ผิว อาจจะให้ผลถึงด้านแผลเป็นด้วย
  • วิตามินอี 2 รูปแบบ คือ Tocopherol และ Tocopheryl acetate ให้ผลเป็น Antioxidant

 

สารบำรุงอื่นๆ ได้แก่

  • กลุ่มน้ำมันจากพืช จะมีน้ำมัน Jojoba ทานตะวัน กับ Wheat germ ให้ผลทดแทนไขมันในผิวหนัง
  • Bisabolol ซึ่งพบในคาโมมายล์ ให้ผลเกี่ยวกับการลดการอักเสบและให้ความรู้สึกสบายผิว (Soothing effect)
  • Aloe barbadensis extract สารสกัดจากว่านหางจระเข้ ให้ผลด้านลดการอักเสบระคายเคือง ชุ่มชื้น และ Soothing effect เช่นกัน

 

และเนื่องจากเป็น Oil สำหรับตัว ผลเรื่องการอุดตัน หรือ Comedogenic คงไม่ต้องห่วงมากนะคะ

 

ให้คะแนน เหมือนคราวก่อน คือเนื่องจากส่วนผสมไม่เยอะมากมี่เลยขอแบ่งเกณฑ์เป็น 2 ข้อนะคะ

  1. ส่วนผสม: ตัวที่โดดเด่นที่สุดน่าจะเป็น Ethyl linoleate ซึ่งเป็นวัตถุดิบสิทธิบัตรที่เคลมเกี่ยวกับด้านการลดการอักเสบ และทดแทนกรดไขมัน Linoleic acid ให้แก่ผิว เสริมมาด้วยวิตามินเอ อี และสารที่ให้ผลด้าน Soothing effect กับกรดไขมันจากธรรมชาติ โดยรวมจึงถือว่าตอบโจทย์ตามการ Claim และเพราะเป็น Oil สำหรับตัวเราเลยไม่ต้องห่วงเรื่องการอุดตัน จุดนี้ขอให้ไป 5 ฟลาสก์
  2. การใช้งาน: เป็นออยล์ที่ค่อนข้างบางเบา ลื่น เกลี่ยง่าย ให้ความชุ่มชื้นดี แต่ไม่เหนอะหนะ ทาหลังอาบน้ำแล้วซับๆและแต่งตัวได้เลยไม่เปรอะเปื้อนเสื้อผ้าแบบ Baby oil ส่วนตัวมี่เลยค่อนข้างชอบ และกำลังจะใกล้หน้าหนาวแล้ว น่าจะเป็นมิตรคู่แท้ยามหน้าหนาวสำหรับสาวผิวแห้งได้ดีเลยทีเดียวหล่ะ รับไป 5 ฟลาสก์ค่ะ

 

%e0%b8%84%e0%b8%b0%e0%b9%81%e0%b8%99%e0%b8%99

 

สุดท้ายนี้ขอขอบคุณทางแบรนด์ Frei öl ด้วยนะคะที่ส่งผลิตภัณฑ์ดีๆมาให้มี่ได้ทดลองใช้ และขอบคุณทุกๆท่านด้วยค่ะที่ติดตามมาจนจบ

 

 

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ทางแบรนด์ Frei öl เลยนะคะ

เฟสบุ๊ค Frei Thailand

http://www.facebook.com/Frei-Thailand-468875596641463/

 

Disclaimer: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากทางแบรนด์ Frei öl การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสมตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล และผู้เขียนไม่ได้มีผลประโยชน์ใดๆในการขายสินค้า โปรดใช้วิจารณญาณ

Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสม น้ำมันสาระพัดประโยชน์ Or’agan Organic bath body & massage oil

สวัสดีค่ะ วันนี้มี่เอาผลิตภัณฑ์ดีๆจาก Or’agan มาฝากกันอีกแล้วค่ะ

 

คราวก่อนมี่เอาสบู่ดำมารีวิวให้ชม และทิ้งท้ายว่า หลังจากทำ Hammam เสร็จ ให้ชโลมผิวด้วยน้ำมันนวดตัวเพื่อความฟิน และครบสูตร Home spa ฉบับ Morocco

 

วันนี้เลยจะมารีวิว Body oil ของทางแบรนด์ Or’agan มาให้ชมกันต่อนะคะ ขอทบทวนเกี่ยวกับทางแบรนด์ Or’agan อีกนิดนึงค่ะ แบรนด์ Or’agan เป็นแบรนด์เครื่องสำอางธรรมชาติและออร์แกนิกแบรนด์ดังที่เป็นแบรนด์ในเครือจากบริษัท Dumoroc มีพันธกิจเกี่ยวกับการส่งออกนำเข้าสินค้าอันทรงคุณค่าจากโมรอคโค มาสู่ไทย ซึ่งสินค้าของแบรนด์หลายๆตัวเป็นตำรับโบราณจากชาวโมรอคโคค่ะ

 

กลับมาที่ตัว Body oil ที่จะมารีวิวในวันนี้นะคะ นางมีมีชื่อเต็มๆว่า Or’agan Organic bath body & massage oil ค่ะ

 

bb 1-ฟุ้ว

 

ตัวขวดเป็นฝาแบบปั๊มค่ะ สามารถกดเอาน้ำมันออกมาได้ในปริมาณพอดี ไม่กระฉอก และไม่พุ่งออกมาแรงจนเกินไป

 

bb ขวด

 

ตัวน้ำมันไม่เหลวไม่หนืดจนเกินไปค่ะ เกลี่ยได้ค่อนข้างง่ายบนผิว ถ้าแบ่งน้ำมันตามตำรา Aromatherapy เป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ Light เป็นน้ำมันที่บางเบา Medium เป็นน้ำมันที่กลางๆ และ Thick เป็นน้ำมันที่หนัก สัมผัสน้ำมันนี้น่าจะอยู่กลางๆ เป็น Medium oil ค่ะ

 

 

ตัวกลิ่น ทางแบรนด์ผสมมาได้อย่างดีค่ะ จะเริ่มเปิดออกมาด้วยกลิ่นโทนดอกไม้ (Flowery) ตามมาด้วยกลิ่นสดชื่นของสมุนไพร (Herb) และปิดท้ายด้วยกลิ่นแนวหอมๆเย็นๆ สไตล์ Oriental คล้ายๆกำยาน ซึ่งจะติดทนอยู่กับผิวหลายชั่วโมงเหมือนกัน ให้ความรู้สึกสงบ ผ่อนคลาย เหมาะแก่การใช้เป็น Home spa หลังอาบน้ำ หรือ หลังทำ Hammam ด้วยสบู่ดำค่ะ

 

รูปฉลากภาษาไทยแสดงวิธีใช้ และส่วนผสม เผื่อใครสนใจค่ะ

 

bb 2

 

Oil ตัวนี้ใช้ได้ 3 รูปแบบนะคะ

 

ใช้เป็น Body oil เพิ่มความชุ่มชื้น: ง่ายๆ แค่ทาลงบนผิวหลังอาบน้ำเสร็จ

 

ใช้เป็นน้ำมันนวด หรือ Massage oil: นวดลงบนบริเวณที่ต้องการ

 

ใช้ผสมน้ำอาบ เป็น Floating bath oil: เทใส่ในอ่างอาบน้ำอุ่น แล้วลงไปแช่ซัก 20 – 30 นาที เพื่อความผ่อนคลายสบายใจ

 

ตัวนี้เนื่องจากเป็นน้ำมัน ไม่มีส่วนผสมของสาร Emulsifier เวลาเทลงอ่างจะกลายเป็นน้ำมันลอย หรือ Floating bath oil พอเราลงไปแช่ น้ำมันก็จะไปเคลือบตามผิวค่ะ เหมาะมากกับคนผิวแห้ง (แต่ก็จะล้างอ่างยากนิดนึง)  เวลาเทลงไปในอ่างน้ำอุ่น จะได้กลิ่นหอมละมุนของน้ำมันหอมระเหย ผ่อนคลาย หายเหนื่อยเลยค่ะ

 

This slideshow requires JavaScript.

 

มาดูส่วนผสมกันบ้างนะคะ

 

สผส bb

 

จากส่วนผสมจะแยกเป็นกลุ่มน้ำมันพื้น หรือ Base oil กับ น้ำมันหอมระเหย ซึ่งเอาไว้แต่งกลิ่นและให้คุณสมบัติทาง Aromatherapy ค่ะ

 

กลุ่ม Base oil ก็จะมี Argan oil ซึ่งมาในลำดับแรกสุด ตามมาด้วยน้ำมันมะกอก และน้ำมันจากเมล็ดแอลมอนด์ ซึ่งน้ำมันพืชเหล่านี้ มีคุณประโยชน์ในการบำรุงผิว ทดแทนไขมันให้แก่ผิว และประกอบด้วยสารในกลุ่ม Phytosterol ที่มีผลลดการอักเสบในผิว กับวิตามินอี ที่เป็น Antioxidant ได้

 

กลุ่มน้ำมันหอมระเหย ได้แก่

  • Lavender oil มีคุณสมบัติให้ความรู้สึกผ่อนคลาย
  • Geranium oil มีคุณสมบัติให้ความรู้สึกผ่อนคลาย และให้ความสดชื่น
  • Benzoin เป็นส่วนยางของต้น Styrax benzoin ในทาง Aromatherapy ใช้ Benzoin ให้ประโยชน์เกี่ยวกับด้านผิวหนัง ในการดูแลการแพ้ การอักเสบ และผิวหนังอักเสบติดเชื้อบางชนิด และ Benzoin ให้คุณสมบัติเป็น Fixative ช่วยให้กลิ่นหอมติดทนนานขึ้น
  • Cedarwood oil เป็นน้ำมันหอมระเหยจากพืชตระกูลสนชนิดหนึ่ง มีคุณสมบัติให้ความผ่อนคลาย ในทาง Aromatherapy ใช้ cedarwood oil เพื่อควบคุมความมัน กระชับรูขุมขน ลดการอักเสบ และฆ่าเชื้อบางชนิดที่ผิวหนัง
  • Sandalwood oil น้ำมันหอมระเหยจากไม้จันทน์ ซึ่งมีราคาแพง ให้ความผ่อนคลายเช่นเดียวกัน

 

 

 

มาให้คะแนนกันซักหน่อยนะคะ

 

  1. ส่วนผสม: เป็นส่วนผสมของน้ำมันจากธรรมชาติทั้งหมด ปราศจาก Mineral oil, Silicone และสารในกลุ่ม Fatty ester ที่มักพบในน้ำมันนวดตัวหลายๆแบรนด์ จึงให้ผลในการบำรุงผิวและทดแทนไขมันให้แก่ผิว เสริมมาด้วยน้ำมันหอมระเหยที่ให้คุณสมบัติผ่อนคลายเป็นหลัก จึงเหมาะกับการใช้เป็น Home spa เพื่อความผ่อนคลายในวันหยุด แต่ส่วนที่น่าสนใจคือ การไม่ได้ใช้วิตามินอี หรือสาร Antioxidant ตัวอื่นเป็นองค์ประกอบ และใช้ภาชนะพลาสติกซึ่งอากาศผ่านเข้าออกได้อย่างอิสระ ส่วนตัวมี่คิดว่าน่าจะไม่ค่อยเหมาะกับอากาศบ้านเรานักค่ะ จุดนี้เลยขอให้ 4 ฟลาสก์ค่ะ
  2. การใช้งาน: ส่วนตัวมี่ได้ลองใช้ทั้ง 3 รูปแบบ คือ ทาผิวเป็น Body oil หลังอาบน้ำเสร็จ ใช้นวดหลังขัดผิวด้วยสบู่ดำกับถุงมือกีซ และใช้แช่อ่าง มี่ค่อนข้างชอบนะคะ เพราะตัวออยล์ มีความนุ่มเกลี่ยได้ง่าย มีกลิ่นหอมช่วยให้หายเหนื่อย จุดนี้ขอให้ 5 ฟลาสก์ค่ะ

 

คะแนน oragan

 

สุดท้ายนี้ขอบคุณทางแบรนด์ Or’agan ด้วยนะคะที่ส่งสินค้าดีๆมาให้มี่ได้ทดลองใช้ และขอบคุณทุกๆท่านด้วยค่ะที่ติดตามมาจนจบ

 

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถสอบถามได้ที่ทางเฟสบุคของแบรนด์ Or’agan เลยนะคะ

https://www.facebook.com/theoraganth

 

Disclaimer: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับเป็นของขวัญจากแบรนด์ Or’agan การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสมตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและสุคนธบำบัด (Aromatherapy) และอาศัยความเห็นส่วนบุคคล ผู้เขียนไม่ได้มีผลประโยชน์ใดๆในการขายสินค้า โปรดใช้วิจารณญาณ

Full Review: Hand Chemistry Retin-Oil

Full Review: Hand Chemistry Retin-Oil

วันนี้เป็นผลิตภัณฑ์เวชสำอางดีๆจาก Canada ค่ะ

เป็นน้ำมันบำรุงผิวจากแบรนด์ Hand Chemistry ซึ่งเป็นเวชสำอางในเครือ Deciem จากแคนาดาค่ะ

แบรนด์นี้เป็นแบรนด์ที่เน้นเครื่องสำอางสำหรับดูแลผิวกาย แต่ไม่ธรรมดาเลย เพราะว่าส่วนผสมนั้นโดดเด่นและเลอค่ามาก เผลอๆเลอค่ากว่าเครื่องสำอางสำหรับผิวหน้าบางชิ้นอีก

อีกประเด็นที่อยากบอกคือ เค้าเขียนว่า Tested on human คือ สื่อความหมายเป็นนัยๆว่า ไม่ได้ทดสอบในสัตว์ทดลองค่ะ (แต่นี่ จะบอกอะไรให้นะ เดี๋ยวนี้กฎหมายเขาห้ามใช้สัตว์ทดลองมานานมากหลายปีดีดักแล้วค่ะ ที่แชร์ๆกันเรื่องกระต่ายน้อยบาดเจ็บ ลิงน้อยพิกงพิการอะไรนี่ กี่ปี่แล้วคะ ??? จะเสพย์สื่อ จะแชร์อะไร เลือกกันนิดนึงนะคะสาวๆ)

ตัวผลิตภัณฑ์มีชื่อว่า Retin-oil 1% Reinoid complex ค่ะ

IMG_0723-re

ผลิตภัณฑ์ Claim ไว้ดังนี้ค่ะ

แอบเอารูปของแบรนด์มานะคะ เห็นว่าน่ารักดี

claiming

จาก Claiming สวยๆตรงนี้เราสรุปได้ว่า มันจะได้เรื่องปรับเนื้อผิวให้เรียบเนียน สม่ำเสมอ ชุ่มชื้น กระจ่างใส และช่วยเรื่องริ้วรอยค่ะ

มาดูผลิตภัณฑ์กันต่อดีกว่าค่ะ

น้ำมันนี้เป็นน้ำมันสีเหลืองทอง มาในแพคเกจพลาสติกใส เนื้อหนา ฝาเป็นจุกรู หยดออกมาใช้ได้ง่าย มีกลิ่นหอมหวานๆคล้ายผลไม้ ค่อนข้างเหลว เกลี่ยได้ง่าย ซึมไวค่ะ

IMG_0724-re

เมื่อดูดซึมแล้วก็จะไม่ทิ้งคราบอะไรไว้บนผิวเลยค่ะ

IMG_0725-re

เนื่องจากมันเป็นน้ำมันก็เลยไม่ได้วัดค่า pH ให้นะคะ

พอดีมี่รอยแตกที่แขนค่ะ หลังจากใช้มา 4 อาทิตย์ ก็มีคนทักอยู่นะคะว่ารอยแตกจางลง ดูดีขึ้น ไปทำอะไรมา แต่ส่วนตัวมี่คิดว่ามันยังไม่ชัดมาก ที่เห็นชัดเลยคือ ผิวเรียบขึ้น และก็แห้งน้อยลงค่ะ ขอโชว์แขนอวบๆหน่อยนะคะ (เพื่อนบอกว่า นึกว่าขา มีตบค่ะ !!)

efficacy

มาดูส่วนผสมกันบ้างนะคะ

ส่วนผสม

C12-15 alkyl benzoate • ethoxydiglycol • ascorbyl palmitate • hydroxypinacolone retinoate • tocopheryl acetate • oenocarpus bataua fruit oil • euterpe oleracea fruit oil • algae extract • caprylic/capric triglyceride • dimethyl isosorbide • C12-15 alcohols • tocopherol • fragrance (parfum) • alpha-isomethyl ionone • benzyl benzoate • benzyl cinnamate • benzyl salicylate • citral • citronellol • eugenol • geraniol • hydroxycitronellal • limonene

วันนี้รีวิวจัดเต็มเลยค่ะ

ปกติปกติเราแบ่งส่วนประกอบในผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางเป็น 3 หมวดหลักๆ คือ

1.Actives หรือ สารออกฤทธิ์ เป็นสารที่ทำให้เครื่องสำอางมีคุณสมบัติพิเศษต่างๆ

2.Base หรือ ส่วนเนื้อของผลิตภัณฑ์ เป็นตัวอุ้มและเก็บสารออกฤทธิ์ไว้

3.Additives หรือ ส่วนของสารเติมแต่ง เป็นตัวเติมแต่งให้ผลิตภัณฑ์มีความน่าใช้ มีความปลอดภัย เช่น พวกสารกันเสีย พวกน้ำหอม พวกซิลิโคน ตัวเพิ่มความหนืด ฯลฯ

เรามาดูไปทีละส่วนกันเลยนะคะ

1.Actives ได้แก่

-Ascorbyl palmitate เป็นอนุพันธ์ที่ละลายในน้ำมันของวิตามินซี รูปแบบนี้สามารถดูดซึมเข้าผิวได้ดีขึ้น และมีความเป็นกรดลดลง ประโยชน์ของวิตามินซีคือ เป็น Antioxidant ช่วยชะลอวัยและป้องกันการแก่ก่อนวัย ยับยั้งการสร้างเม็ดสีผิวจึงช่วยให้ผิวขาวขึ้น และเป็นองค์ประกอบในการสร้างคอลลาเจน จึงให้ผลเรื่องการลดริ้วรอยได้

-Hydroxypinacolone retinoate สารอนุพันธ์รูปแบบใหม่ของวิตามินเอ เป็นรูปแบบ Ester สังเคราะห์ของ 9-cis retinoic acid มีความระคายเคืองต่ำมาก ข้อมูลจากผู้ผลิตวัตถุดิบระบุว่าสารนี้ให้ผลปรับสภาพผิวให้เรียบเนียน ลดริ้วรอย ลดจุดด่างดำที่เกิดตามอายุ (Age spot) และช่วยเรื่องสิวอุดตันได้ ซึ่งสารตัวนี้เวลาเข้าผิวแล้วสามารถออกฤทธิ์ได้เลย ไม่ต้องไปแปรสภาพให้กลายเป็นรูปแบบ Acid อีก (ปกติวิตามินเอ หรือ Retinol เวลาทาเข้าไปจะยังไม่มีฤทธิ์ ต้องถูกเอนไซม์ในผิวเปลี่ยนโครงสร้าง 2 ขั้นตอน กว่าจะได้รูปแบบ Acid ที่มีฤทธิ์)

-สารกลุ่ม Vitamin E มีด้วยกัน 2 รูปแบบ คือ Tocopheryl acetate กับ Tocopherol ปกติวิตามินอีมีผลในเรื่องของการเป็น Antioxidant โดยถ้าเหลือรอดถึงผิว วิตามินอีธรรมชาติ Tocopherol จะออกฤทธิ์ได้เลยในทันที ส่วนวิตามินอีเอสเทอร์ คือ Tocopheryl acetate จะค่อยๆโดนย่อย และค่อยๆออกฤทธิ์ในทีหลัง ทำให้ผลที่เกิดขึ้นอยู่นานกว่า

-น้ำมันจากพืชหายากอย่าง Oenocarpus bataua ตัวนี้เป็นพืชในสกุลเดียวกับ Palm พบในแถบป่าอเมซอน ประกอบด้วยกรดไขมัน Oleic acid เป็นหลัก (ประมาณ 40%) และมีกรดไขมันสายยาวที่หายาก อย่าง Behenic acid (C22:0 ประมาณ 20%) และ Lignoceric acid (C24:0 ประมาณ 15%) กับ Euterpe oleracea เป็นพืชในสกุลเดียวกับ palm เช่นกัน พบในแถบ Brazil ประกอบด้วย Oleic acid เป็นหลัก (ประมาณ 50%) มี Palmitic acid อีกประมาณ 25% และ Linoleic acid อีกประมาณ 10% น้ำมันพวกนี้ ให้ผลทดแทนไขมันให้กับผิวหนังและเป็น Emollient ช่วยให้ผิวนุ่ม

-Algae extract สารสกัดจากสาหร่าย ซึ่งปัจจุบันมีสาหร่ายมากมายหลายสิบชนิดที่มีฤทธิ์ทางชีวภาพแตกต่างกันไป เช่น สาหร่ายสีน้ำตาลบางสายพันธุ์ ช่วยเรื่องการเผาผลาญไขมัน สาหร่ายสีแดงบางสายพันธุ์เป็น Antiaging จึงไม่สามารถระบุคุณสมบัติของสารสกัดสาหร่ายที่กล่าวมาแบบรวมๆได้ ปัจจุบันทาง CTFA ได้ขอให้ผู้ผลิตระบุสายพันธุ์ของสาหร่ายที่ใช้ เช่น Laminaria extract ฯลฯ

2.Base เป็นชนิดน้ำมัน ประกอบด้วยน้ำมันและสารอื่นๆที่ละลายได้ในน้ำมัน ได้แก่ น้ำมันจากพืชที่กล่าวไปในข้อ 1 ร่วมกับ Capric/caprylic triglyceride ที่เป็น Triglyceride ของไขมันสายยาวปานกลาง ซึมผิวได้ดี เป็นสารตั้งต้นให้ผิวไปสร้างเป็นน้ำมันอื่นๆต่อไป และ C12-15 alkyl benzoate กับ C12-15 alcohols ที่ช่วยเรื่องการละลายสาร และให้สัมผัสที่ดีตอนทา

3.Additives ได้แก่

3.1สารเพิ่มการดูดซึมผ่านผิว มี 2 ตัว ได้แก่

-Dimethyl isosorbide ตัวทำละลายที่ละลายในไขมัน มีหน้าที่เป็น Emollient ช่วยให้ผิวนุ่ม มีผลลดความหนืดของผลิตภัณฑ์ให้เกลี่ยง่ายขึ้น ช่วยเพิ่มความคงตัวให้สารในผลิตภัณฑ์ และมีคุณสมบัติเป็น Percutaneous absorption enhancer ช่วยเพิ่มการดูดซึมของสารผ่านผิว

-Ethoxydiglycol ช่วยเพิ่มการดูดซึมของสารผ่านผิวเช่นเดียวกัน

3.2สารแต่งกลิ่น ได้แก่ Fragrance กับ สารหอมอย่าง alpha-isomethylionone, Benzyl benzoate, Benzyl cinnamate, Benzyl salicylate, Citral, Citronellol, Eugenol, Geraniol, Hydroxycitronellal และ limonene

ถึงเวลาให้คะแนน

1.Actives นอกจากส่วนของน้ำมันจากพืชหายากแล้ว ก็มีวิตามิน A C E ซึ่งรูปแบบของวิตามินเอที่ใช้เป็นชนิดที่ดูดซึมง่ายและออกฤทธิ์ได้เลย จึงให้ผลที่ค่อนข้างดี ตัวผลิตภัณฑ์ Claim เรื่องแผลเป็น รอยแตกลาย ริ้วรอย และเรื่องผิวแห้ง ซึ่งถือว่าส่วนผสมชุดนี้ตอบโจทย์ได้หมด และสารที่ใช้เป็นชนิดใหม่ คือ เหมือนๆจะพื้นๆ แต่ใช้สารที่ค่อนข้างนวัตกรรมเลยทีเดียว จุดนี้ไม่รู้จะติอะไร ถือว่าทำได้ค่อนข้างดีสำหรับ Oil ที่แม้จะเป็นแค่ Body oil แต่ส่วนผสมนี่คือ เลอค่ากว่า Facial oil บางยี่ห้อเสียอีก จุดนี้ขอให้ 5 ฟลาสก์

2.Base ในส่วนของน้ำมันที่ใช้ มีทั้งตัวที่ดูดซึมได้ และตัวที่ช่วยเคลือบปกป้องผิว จึงถือว่าทำมาได้ค่อนข้างดี ไม่มี Mineral oil กับ Silicone ที่หลายๆคนกลัว (ถึงแม้มันจะไม่มีอันตรายอะไรก็เถอะ) จุดนี้ขอให้ 5 ฟลาสก์เช่นกัน

3.Additives ไม่ได้มีอะไรมากนอกจากสารแต่งกลิ่น/น้ำหอม กับ สารเพิ่มการดูดซึมผ่านผิว จุดนี้มีทั้งข้อดีและข้อเสีย เพราะว่า สารเพิ่มการดูดซึมผ่านผิวนี้ อาจจะไปเพิ่มการดูดซึมของสารหอมเข้าผิวด้วย ถ้าใครมีประวัติแพ้สารหอม ก็อาจจะแพ้ได้เช่นกัน แต่ถ้าใครไม่แพ้ก็ไม่เป็นไร ส่วนข้อดีก็คือ ทำให้สารดีๆเข้าผิวไปออกฤทธิ์ได้มากขึ้น แต่เนื่องจากน้ำหอมนี่เราไม่ได้แพ้กันทุกคน เลยขอมองข้ามจุดนี้ไปนะคะ จุดนี้ขอให้ 5 ฟลาสก์ ค่ะ

4.คะแนนการใช้งาน ส่วนตัวมี่มีรอยแตกลายที่ต้นแขน และตรงแถวสะโพก ก็โบกๆออยล์นี่มาเดือนกว่าๆ เรียกได้ว่าเป็นผลิตภัณฑ์ที่ใช้นานมากๆ ตัวหนึ่งเลยทีเดียวหล่ะ สิ่งที่ได้รับก็คือ ผิวเรียบเนียนมากขึ้น ผิวแห้งน้อยลง ส่วนเรื่องรอยแตกยังไม่ชัดมากเท่าไหร่ค่ะ แต่โดยรวมคือ ออยล์มีกลิ่นหอมหวานคล้ายผลไม้เปรี้ยวๆ เกลี่ยง่าย ซึมไว ไม่เหนอะหนะ ไม่เปื้อนเสื้อผ้า ก็คือชอบค่ะ มาถึงตรงนี้ก็ยังใช้อยู่นะคะ ยังไม่เจอข้อติค่ะ ให้ 5 ฟลาสก์

point

สุดท้ายนี้แอบอยากบอก ถึงแม้จะมีหลายๆงานวิจัยบอกว่าการใช้พวก Retinoids แบบทา (ที่ไม่ใช่ Tretinoin) มันจะปลอดภัยในสตรีมีครรภ์ก็ตาม แต่เลี่ยงได้ก็เลี่ยงนะคะ รอคลอดเสร็จค่อยมาทาก็ได้ค่ะ

สุดท้ายนี้อีกครั้งอยากขอบคุณทางบริษัท Advance Aesthetic Company ที่ส่งสินค้าดีๆเพียบพร้อมด้วยเทคโนโลยีอันล้ำค่ามาให้ได้ทดลองใช้ค่ะ

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถติดต่อสอบถามได้ที่

เฟสบุคของบริษัท http://www.facebook.com/advanceaestheticthailand ได้เลยค่ะ

และขอขอบคุณทุกๆท่านด้วยค่ะที่ตามอ่านมาจนจบ พบกันใหม่โอกาสถัดไป สวัสดีค่ะ

Disclaime/Conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากทางแบรนด์