Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสม ออยล์บำรุงผิวสุดปัง นำเข้าจากอิตาลี่ กับ Klairé green oil

สวัสดีค่ะ

Oil บำรุงผิว นี่จัดเป็นไอเทมสำคัญของหลายๆคนเลย วันนี้มี่เลยขอมาเล่าประโยชน์ของการใช้ Oil บำรุงผิวให้ฟัง และมารีวิว Oil บำรุงผิวตัวหนึ่งที่น่าสนใจให้ได้ชมกันค่ะ

เราสามารถแบ่งสารกลุ่มน้ำมันและไขมัน (Lipids) ในทางเครื่องสำอางได้เป็น 2 กลุ่มหลักๆ ค่ะ คือ

  1. น้ำมัน/ไขมันที่เหมือนกับที่มีในร่างกายเรา เรียก Physiological lipid เช่น พวก Ceramides, กรดไขมัน คอเลสเตอรอล เป็นต้น
  2. น้ำมัน/ไขมันที่ไม่มีในร่างกายของเรา เรียก Non-physiological lipid เช่น Petrolatum, Mineral oil และพวกไขมันสังเคราะห์ต่างๆ

เวลาเราทาน้ำมัน/ไขมันที่เหมือนกับที่มีในร่างกายของเรา พวกนี้จะถูกดูดซึมลงไปในผิว และผิวเราจะนำเอาไปใช้เป็นสารตั้งต้นในการสังเคราะห์น้ำมันชนิดต่างๆออกมา เพื่อเป็นส่วนประกอบของ Barrier ผิว

และน้ำมันเหล่านี้มักจะมีประโยชน์พิเศษอยู่ เช่น อาจจะเป็น Antioxidant อาจจะมีฤทธิ์ลดการอักเสบ หรือ กรดไขมันบางชนิด เช่น Linoleic acid ก็สามารถลดการเกิดสิวได้ด้วย ซึ่งกลไกในการทำงานของน้ำมันเหล่านี้ก็จะค่อนข้างซับซ้อนค่ะ

 

วันนี้ก็เลยถือเป็นโอกาสอันดีที่จะเอาเซรั่มน้ำมันบำรุงผิวจากแบรนด์ Klairé กับ Klairé green oil มาฝากกันค่ะ

ตัวน้ำมันจะมาในกล่องกระดาษสีครีมที่มีหน้าตาประมาณนี้ค่ะ

kal 1.jpg

 

ด้านในเป็นขวดพลาสติกที่มีฝาเป็นหลอดหยดค่ะ

kal 3

ถ้าเราหมุนเกลียว ปุ่มสำหรับดูดออยล์เข้าหลอดหยดก็จะยื่นออกมาค่ะ

kal 4.jpg

ตัวน้ำมันจะค่อนข้างเหลว ใส แผ่กระจายบนผิวได้ง่าย มีกลิ่นหอมอ่อนๆจากสารหอมธรรมชาติ และน้ำมันหอมระเหยจากกุหลาบมอญ (Damask rose)

kal 5

เกลี่ยง่าย มีสัมผัสนุ่มนวล ไม่เหนอะหนะ และไม่หนักผิว

 

kal 7

ด้านข้างกล่องก็จะมี Claiming อยู่นิดหน่อยค่ะ

kal 2

อีกจุดที่น่าสนใจ คือ น้ำมันตัวนี้ Made in Italy นะคะ ว่าไม่ได้ หรูหราได้ที่เลยทีเดียว

 

วิธีใช้ที่ทางแบรนด์แนะนำคือ ใช้หลังจากทำความสะอาดเสร็จ เป็นขั้นตอนแรกก่อนการบำรุงผิวขั้นอื่นๆต่อไป

มาดูส่วนผสมกันดีกว่านะคะ

ส่วนผสมเป็นดังนี้ค่ะ

สผส kal

จากส่วนผสมจะเป็นเซรั่มที่ใช้น้ำมันจากพืช Blend 3 ชนิด คือ น้ำมันจากแอลมอนด์ มะกอก และอาร์แกน ซึ่งทั้ง 3 ชนิดนี้มี Fatty acid profile ที่คล้ายกัน คือ มี Oleic acid เป็นองค์ประกอบหลัก และมี Linoleic acid เป็นองค์ประกอบรอง

ในน้ำมันจากพืชธรรมชาติเหล่านี้ นอกจากประกอบด้วย Fatty acid หรือ กรดไขมัน ที่ให้ประโยชน์ในการทดแทนไขมันคืนให้ผิวแล้ว จะมีสารพฤกษเคมีที่น่าสนใจอีกกลุ่มใหญ่ๆ คือ Unsponifiables พวกนี้จะเป็นสารที่ทำปฏิกิริยากับด่างแล้วเกิดสบู่ไม่ได้ เช่น Tocopherols (สารในกลุ่มวิตามินอี) Beta-carotene รวมไปถึง Phytosterol ที่มีประโยชน์ด้านลดการอักเสบและระคายเคือง และ Squalane ที่ช่วยเคลือบผิวรักษาความชุ่มชื้น

oil

(ข้อมูลจาก Provitol group และ Guillaume and Charrouf, H&PC Today – Household and Personal Care Today 2013;8(2):28-30)

นอกจากน้ำมันจากพืชแล้วก็จะเสริมวิตามินมา 2 ตัว คือ วิตามินซี กับ อี

  • วิตามินซี ใช้ในรูป Ascorbyl palmitate ที่ละลายในไขมันได้ วิตามินซีมีประโยชน์กับผิวหลายด้านไม่ว่าจะเป็น เป็น antioxidant ต่อต้านอนุมูลอิสระ ชะลอวัย ยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ Tyrosinase ช่วยลดการสร้างเม็ดสี จึงมีประโยชน์เป็น Whitening เป็นส่วนหนึ่งของการสังเคราะห์คอลลาเจน และลดการอักเสบในผิว
  • วิตามินอี ใช้ในรูปแบบดั้งเดิม อย่าง Tocopherol เป็น antioxidant ที่ละลายได้ในไขมัน

น้ำมันหอมระเหยจากกุหลาบมอญ ในทาง Aromatherapy เชื่อว่า มีประโยชน์ในการฆ่าเชื้อ ลดการอักเสบและระคายเคือง และให้ความรู้สึกสบายผิว (Soothing effect)

 

ให้คะแนนกันดีกว่านะคะ วันนี้ส่วนผสมมีไม่มากเลยขอแบ่งให้คะแนน 2 หัวข้อค่ะ

  1. ส่วนผสม Klairé green oil มาในเบสที่เป็น Caprylic/capric triglycerides ซึ่งเป็นไขมันชนิดสายยาวปานกลาง (Medium chain triglycerides) ซึ่งมีคุณสมบัติในการเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิว ทดแทนไขมันคืนให้ผิว เสริมมาด้วยน้ำมันจากพืช 3 ชนิด คือ Almond, Olive และ Argan ซึ่งทั้ง 3 ตัว มีชนิดและรูปแบบของกรดไขมันที่คล้ายๆกัน ประโยชน์ของ น้ำมันจากพืช คือ นอกจากจะทดแทนกรดไขมันให้ผิวแล้ว ยังประกอบด้วยสารกลุ่ม Phytosterols ที่ช่วยลดการอักเสบและระคายเคืองผิว มีน้ำมันหอมระเหยจากดอกกุหลาบมอญ ที่มีราคาแพง และ มีวิตามินอีกับซีเสริมเข้ามา จุดนี้ขอให้ 4 ฟลาสก์
  2. การใช้งาน ส่วนตัวมี่ค่อนข้างชอบพอกับกลิ่นกุหลาบอยู่แล้ว มาเจอกลิ่นของน้ำมันตัวนี้ก็คือจะฟินอยู่หน่อยๆ เนื้อสัมผัสของน้ำมันนี้จะค่อนข้างบางเบา ไม่เหนียว เกลี่ยได้ง่าย ซึมไว ไม่ทิ้งคราบ ไม่มันเยิ้ม เวลาใช้ จะใช้ครั้งละหยด ลงบนหน้าใน นวดวน และตบเบาๆ ซักพักก็จะซึมจนแห้งไป แล้วค่อยละเลงครีมอีกครั้ง โดยรวมถือว่าค่อนข้างชอบค่ะ ให้ไป 5 ฟลาสก์

 

คะแนน kal

สุดท้ายนี้ขอขอบคุณทางแบรนด์ Klairé ด้วยค่ะที่ส่งผลิตภัณฑ์ดีๆมาให้มี่ได้ทดลองใช้ และขอบคุณทุกๆท่านด้วยค่ะที่ติดตามรับชมมาจนจบ

 

 

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมสามารถติดต่อสอบถามได้กับทางแบรนด์ Klairé ได้โดยตรงเลยค่ะ

Facebook: https://www.facebook.com/KlaireOfficial

Instagram: Klaireofficial

www.beforeandaftercorp.com

 

Disclaimer/conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากทางแบรนด์ Klairé การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสมตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล และผู้เขียนไม่ได้มีผลประโยชน์ใดๆในการขายสินค้า โปรดใช้วิจารณญาณ

Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสม น้ำมันบำรุงผิวกายอันดับหนึ่งจากเยอรมัน Frei öl Skincare oil

สวัสดีค่ะ

 

วันนี้มาต่อกันกับออยล์จากแบรนด์ฟราย (Frei öl) ซึ่งเป็นอันดับ 1 ในร้านยาที่เยอรมันกันนะคะ

 

ผลิตภัณฑ์จากแบรนด์ฟราย ที่มี่ได้รับมามี 2 ชิ้นนะคะ เป็น Facial oil กับ Skincare oil ค่ะ

frei-ol

 

วันก่อนมี่รีวิวตัว Facial oil ไปแล้วนะคะ

(ลิงค์: https://cosmeknowledge.wordpress.com/2016/11/16/freiskincareoil/)

 

วันนี้มารีวิว Skincare oil กันบ้างค่ะ

หน้าตาของออยล์สำหรับบำรุงผิวกาย Frei öl Skincare oil ค่ะ

 

frei-body

 

ถ้าเป็นออยล์สำหรับผิวกายจะเป็นรุ่นกล่องสีขาวคาดฟ้าค่ะ

 

ตัวออยล์จะมาในขวดทรงน่ารักดูเป็นเอกลักษณ์ค่ะ ถ้าเราเปิดมาจะเป็นฝามีรูหยด ช่วยให้เราหยดใช้ออกมาได้ง่ายไม่เลอะเทอะ

 

ตัว Skincare oil นี้เนื้อจะคล้ายๆกับ Facial oil เลยค่ะ เพียงแต่มีสัมผัสที่ต่างกัน ตัว Skincare oil จะมีสัมผัสที่ลื่นกว่าตัว Facial oil และ มีกลิ่นหอมแนวๆดอกไม้ปนๆกับสมุนไพรค่ะ

 

body-tex

ในแง่การดูดซึม ตัว Skincare oil จะดูดซึมได้ช้ากว่า Facial oil แต่ก็ไม่ได้ทิ้งคราบมันเยิ้มเหมือนเราทา Baby oil

body-tex-2

 

ทางแบรนด์จะ Claim ไว้ 4 ด้านหลักๆนะคะ

 

body-claim

  • ให้ผิวนุ่มลื่นดุจผ้าไหม
  • ส่งเสริมการผลัดเปลี่ยนเซลล์ผิวด้วยวิตามินเอ
  • ลดเลือนรอยแผลเป็นและรอยแตกลาย
  • ช่วยปรับสีผิวให้สม่ำเสมอ

 

ในการใช้งาน ทางแบรนด์แนะนำไว้ 2 รูปแบบ คือ

 

แบบแรก ใช้เป็น Body oil หลังอาบน้ำเสร็จ

 

dir-1

ซึ่งออยล์ตัวนี้จะเบามาก ไม่เหนอะหนะแบบ Baby oil หรือ Mineral oil ทั่วไปค่ะ

แบบที่สอง สำหรับแผลเป็น

dir-2

 

ให้ทาแล้วนวดเป็นวงกลมจนออยล์ซึมหมดค่ะ แน่นอนว่าต้องใช้เวลา ทางแบรนด์เลยบอกว่าใช้อย่างน้อย 3 เดือน อันนี้ถือว่าแบรนด์ Fair กับเราดีค่ะ ไม่มโน 3 วัน 7 วัน

 

และด้วยความที่มีวิตามินเอ จะเอามานวดเซลลูไลท์ก็น่าจะให้ผลดีนะคะ

 

 

สำหรับส่วนผสมเป็นดังนี้ค่ะ

%e0%b8%aa%e0%b8%9c%e0%b8%aa

 

สารบำรุงหลักที่น่าสนใจคือ Ethyl linoleate ซึ่งเป็นวัตถุดิบสิทธิบัตร เป็นอนุพันธ์ของกรดไขมันจำเป็น Linoleic acid โดยข้อมูลจากผู้ผลิตวัตถุดิบ (Synovea® EL) ระบุว่า สารนี้มีความคงตัวที่ดีกว่า Linoleic acid ให้ผลด้านการลดการอักเสบในผิว ลดการเกิดสิว ลดการหลั่งน้ำมันจากรูขุมขน นี่ถ้าใครมีสิวที่หลัง หรือแผ่นอกนี่น่าจะใช้ได้ดีเลยทีเดียวหล่ะ

 

มีสารบำรุงกลุ่มวิตามินอยู่ 2 ตัว

  • Retinyl palmitate เป็นอนุพันธ์ของวิตามินเอ ซึ่งให้ผลโดยรวมหลายๆด้าน ไม่ว่าจะเป็นด้านริ้วรอย ด้านการปรับสมดุลการสร้างและผลัดเซลล์ผิว อาจจะให้ผลถึงด้านแผลเป็นด้วย
  • วิตามินอี 2 รูปแบบ คือ Tocopherol และ Tocopheryl acetate ให้ผลเป็น Antioxidant

 

สารบำรุงอื่นๆ ได้แก่

  • กลุ่มน้ำมันจากพืช จะมีน้ำมัน Jojoba ทานตะวัน กับ Wheat germ ให้ผลทดแทนไขมันในผิวหนัง
  • Bisabolol ซึ่งพบในคาโมมายล์ ให้ผลเกี่ยวกับการลดการอักเสบและให้ความรู้สึกสบายผิว (Soothing effect)
  • Aloe barbadensis extract สารสกัดจากว่านหางจระเข้ ให้ผลด้านลดการอักเสบระคายเคือง ชุ่มชื้น และ Soothing effect เช่นกัน

 

และเนื่องจากเป็น Oil สำหรับตัว ผลเรื่องการอุดตัน หรือ Comedogenic คงไม่ต้องห่วงมากนะคะ

 

ให้คะแนน เหมือนคราวก่อน คือเนื่องจากส่วนผสมไม่เยอะมากมี่เลยขอแบ่งเกณฑ์เป็น 2 ข้อนะคะ

  1. ส่วนผสม: ตัวที่โดดเด่นที่สุดน่าจะเป็น Ethyl linoleate ซึ่งเป็นวัตถุดิบสิทธิบัตรที่เคลมเกี่ยวกับด้านการลดการอักเสบ และทดแทนกรดไขมัน Linoleic acid ให้แก่ผิว เสริมมาด้วยวิตามินเอ อี และสารที่ให้ผลด้าน Soothing effect กับกรดไขมันจากธรรมชาติ โดยรวมจึงถือว่าตอบโจทย์ตามการ Claim และเพราะเป็น Oil สำหรับตัวเราเลยไม่ต้องห่วงเรื่องการอุดตัน จุดนี้ขอให้ไป 5 ฟลาสก์
  2. การใช้งาน: เป็นออยล์ที่ค่อนข้างบางเบา ลื่น เกลี่ยง่าย ให้ความชุ่มชื้นดี แต่ไม่เหนอะหนะ ทาหลังอาบน้ำแล้วซับๆและแต่งตัวได้เลยไม่เปรอะเปื้อนเสื้อผ้าแบบ Baby oil ส่วนตัวมี่เลยค่อนข้างชอบ และกำลังจะใกล้หน้าหนาวแล้ว น่าจะเป็นมิตรคู่แท้ยามหน้าหนาวสำหรับสาวผิวแห้งได้ดีเลยทีเดียวหล่ะ รับไป 5 ฟลาสก์ค่ะ

 

%e0%b8%84%e0%b8%b0%e0%b9%81%e0%b8%99%e0%b8%99

 

สุดท้ายนี้ขอขอบคุณทางแบรนด์ Frei öl ด้วยนะคะที่ส่งผลิตภัณฑ์ดีๆมาให้มี่ได้ทดลองใช้ และขอบคุณทุกๆท่านด้วยค่ะที่ติดตามมาจนจบ

 

 

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ทางแบรนด์ Frei öl เลยนะคะ

เฟสบุ๊ค Frei Thailand

http://www.facebook.com/Frei-Thailand-468875596641463/

 

Disclaimer: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากทางแบรนด์ Frei öl การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสมตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล และผู้เขียนไม่ได้มีผลประโยชน์ใดๆในการขายสินค้า โปรดใช้วิจารณญาณ

Image

รีวิววิเคราะห์ส่วนผสมออยล์คุณภาพเลิศจากเยอรมัน Frei öl Facial oil

สวัสดีค่ะ

วันนี้มี่มีรีวิวออยล์คุณภาพเลิศจากเยอรมันมาฝากกันค่ะ

กับ Frei öl (อ่านว่าฟราย) Facial oil และ Skincare oil ค่ะ

 

frei-ol

 

ว่ากันว่า แบรนด์ Frei öl นี้เป็นแบรนด์อันดับหนึ่งในร้านขายยาเยอรมันเลยทีเดียวค่ะ

 

มาเริ่มกันที่ Facial oil ค่ะ

 

ตัว Facial oil จะเป็นรุ่นกล่องเล็กแถบสีคาดม่วงนะคะ ข้างในจะเป็นขวดพลาสติกอย่างดีมีหลอดหยดค่ะ

 

frei-face

 

ตัว Oil ค่อนข้างเหลว แผ่กระจายบนผิวได้ง่าย มีกลิ่นหอมจางๆ

 

oil-tex

 

สัมผัสบางเบามาก เรียกได้ว่าตัวนี้เป็น Oil ที่บางเบาที่สุดตั้งแต่มี่เคยใช้ออยล์มาเลยค่ะ

 

oil-tex-2

 

การดูดซึม ถ้าเราทาแล้วตบๆเบาๆ จะทำให้ซึมไวขึ้นค่ะ ถ้าชอบความโกลว ก็สามารถจะใช้กลางวันได้ด้วย เพราะไม่เหนอะหนะเลย

 

ทางแบรนด์แนะนำวิธีใช้ไว้หลายแบบเลยค่ะ

แบบแรก: ใช้ 5 – 8 หยด ลงบนผิวหน้าหลังล้างทำความสะอาดหน้า จะช่วยเก็บกักน้ำให้อยู่ในผิวได้ดี หรือจะใช้เป็น Serum ก็ได้ค่ะ

 

dir-1

แบบสอง: ใช้เป็น Intensive mask โดยใช้ oil 10 – 15 หยด โปะลงไปบริเวณใบหน้า คอ เนินอก ไหล่ นวดเบาๆ ทิ้งไว้ 10 นาที แล้วใช้ผ้านุ่มๆซับออก

 

dir-2

แบบสาม: ผสมกับผลิตภัณฑ์ที่เราใช้อยู่ก่อนทาผิว

 

dir-3

 

ทั้งสามแบบ มี่ชอบแบบที่สองมากที่สุดค่ะ

 

ดูส่วนผสมกันดีกว่านะคะ

 

%e0%b8%aa%e0%b8%9c%e0%b8%aa

ส่วนผสมจะเห็นว่าเบสหลักเป็นเบสน้ำมันกลุ่ม Triglycerids และ Fatty ester ซึ่งสารในกลุ่มนี้จะมีความบางเบาในตัวเองอยู่แล้วนะคะ

 

สารออกฤทธิ์หลักจะเป็นสูตรผสมของ Ethylhexyl Palmitate, Sorbitan Oleate, Sorbitan Laurate และ Myristyl Malate Phosphonic Acid ซึ่งมีชื่อทางการค้าว่า “Revidrate สารนี้ทางผู้ผลิตวัตถุดิบ Claim ว่า สามารถเพิ่มการทำงานของเอนไซม์ Filaggrinase และ Capase-14 ซึ่งเป็นเอนไซม์ที่ทำหน้าที่ตัดโปรตีน Filaggrin ให้กลายเป็นกรดอะมิโนที่เป็นสารดูดจับน้ำตามธรรมชาติของผิว หรือ Natural moisturizing factor หรือ NMF ซึ่งถ้าผิวเรามี NMF มากก็จะดูดจับน้ำไว้ได้ดี

 

สารบำรุงอื่นๆก็มีอยู่หลายตัว เช่น

  • Bisabolol ซึ่งพบในคาโมมายล์ ให้ผลเกี่ยวกับการลดการอักเสบและให้ความรู้สึกสบายผิว (Soothing effect)
  • Aloe barbadensis extract สารสกัดจากว่านหางจระเข้ ให้ผลด้านลดการอักเสบระคายเคือง ชุ่มชื้น และ Soothing effect เช่นกัน
  • น้ำมันจากพืชอย่าง Jojoba และ ข้าวโอ๊ต

โดยว่ากันว่าน้ำมันจากข้าวโอ๊ต มีคุณค่าและราคาค่อนข้างสูง ประกอบด้วยวิตามินอี Phospholipids และ Phytosterol ที่ให้ผลเป็น Antioxidant และ ตัวลดการอักเสบที่ดี และยังมีองค์ประกอบของ Linoleic acid อยู่สูงถึง 30 – 47% (ข้อมูลจาก The Herbarie) ให้ผลในแง่ของการเสริมสร้าง Barrier ผิว

 

โดยรวมจึงเห็นได้ว่า Oil ตัวนี้ไม่ได้เหมือน Oil จากพืชทั่วๆไป เพียงแต่เป็นผลิตภัณฑ์บำรุงผิว เสริมสร้างความแข็งแรงของผิว ที่มาในเบสที่เป็น Oil ก็ถือว่าเป็นนวัตกรรมที่เราไม่ค่อยได้เห็นกันเท่าไหร่

 

ทางแบรนด์ Claim ว่าไม่ใส่ส่วนผสมที่ไม่เป็นมิตรดังต่อไปนี้ค่ะ

claim

ในแง่ของส่วนผสม Ethylhexyl palmitate ที่เป็น Fatty ester ที่ให้สัมผัสบางเบานั้น ทาง Acne.org ได้จัดความเสี่ยงในการอุดตันรูขุมขนไว้ที่ 4 คะแนน แต่ถ้าเราดูจากส่วนผสมแล้ว จะมาในลำดับกลางๆ โดยการอุดตันนั้นขึ้นกับความเข้มข้นที่ใช้ด้วย และขึ้นกับการตอบสนองแต่ละคนด้วยค่ะ ส่วนตัวมี่ใช้แล้วไม่ได้มีปัญหาอะไรนะคะ

 

ให้คะแนนดีกว่าค่ะ เนื่องจากวันนี้ส่วนผสมไม่เยอะมากมี่เลยขอแบ่งเกณฑ์เป็น 2 ข้อนะคะ

  1. ส่วนผสม: ด้านส่วนผสมเราจะเห็นว่าค่อนข้างเน้นไปที่ Soothing effect ลดการระคายเคือง และเพิ่มความแข็งแรงให้ผิวผ่านกลไกในการช่วยให้ผิวสร้าง NMF ออกมามากขึ้น ส่วนผสมที่ใช้มี Ethylhexyl palmitate ที่อาจจะอุดตันรูขุมขนได้ แต่มีอยู่ในลำดับกลางๆ และส่วนตัวมี่ไม่ได้เกิดปัญหาอุดตันอะไรจากเซรัมตัวนี้นะคะ จุดนี้ขอให้ไป 4 ฟลาสก์
  2. การใช้งาน: อย่างที่บอกไปว่าเซรัมตัวนี้ค่อนข้างบางเบามาก อาจจะเรียกได้ว่าเป็นออยล์ที่บางเบาสุดตั้งแต่มี่เคยสัมผัสกับออยล์มาเลยก็ว่าได้ค่ะ ในด้านความชุ่มชื้น สำหรับมี่ที่เป็นคนผิวผสมค่อนข้างแห้ง ตัวนี้ถ้าลงทับ Skincare ตามปกติ ที่บริเวณแก้ม จะรู้สึกว่าผิวนุ่ม และไม่แห้ง ไม่หยาบกร้านค่ะ ที่สำคัญคือกลิ่นจางมาก ไม่ได้รบกวนอะไรกับชีวิตเลย โดยรวมถือว่าค่อนข้างชอบ ให้ไป 5 ฟลาสก์

 

%e0%b8%84%e0%b8%b0%e0%b9%81%e0%b8%99%e0%b8%99

 

สุดท้ายนี้ขอขอบคุณทางแบรนด์ Frei öl ด้วยนะคะที่ส่งผลิตภัณฑ์ดีๆมาให้มี่ได้ทดลองใช้ และขอบคุณทุกๆท่านด้วยค่ะที่ติดตามมาจนจบ

 

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ทางแบรนด์ Frei öl เลยนะคะ

เฟสบุ๊ค Frei Thailand

http://www.facebook.com/Frei-Thailand-468875596641463/

 

Disclaimer: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากทางแบรนด์ Frei öl การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสมตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล และผู้เขียนไม่ได้มีผลประโยชน์ใดๆในการขายสินค้า โปรดใช้วิจารณญาณ

Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสมน้ำมัน Argan ออร์แกนิก Or’agan 100% Organic argan oil moisturizer

สวัสดีค่ะ เรามาต่อกันกับผลิตภัณฑ์ดีๆจากแบรนด์ Or’agan กันนะคะ สำหรับผลิตภัณฑ์จาก Or’agan ที่มีได้มา มีทั้งหมด 4 ชิ้น เริ่มจาก Black soap หรือ สบู่ดำ ตามด้วยน้ำมันสารพัดประโยชน์ Bath body massage oil และ Ghassoul Clay วันนี้มาทิ้งทวนด้วย 100% Organic argan oil moisturizer ค่ะ

 

ว่าแล้วเราก็มาดูหน้าตาของผลิตภัณฑ์กันดีกว่าค่ะ

 

oil 1.jpg

 

ตัวผลิตภัณฑ์จะมาในขวดแก้วที่มีรูปทรงเป็นเอกลักษณ์นะคะ ขวดที่มี่ได้มาเป็น Size 10 ml ที่อยู่ในเซ็ตของขวัญของทางแบรนด์ ตัวฝาจะเป็นฝาแบบสเปรย์ค่ะ

 

ที่ด้านหลังกล่องจะมีคำ Claim ดังภาพค่ะ

 

oil 2

 

เป็นเกี่ยวกับเรื่องวัตถุดิบว่าเป็นการสกัดเย็นจากเมล็ดอาร์แกนออร์แกนิก และเป็นการสกัดครั้งแรก รวมทั้งได้รับตรา Ecocert ซึ่ง ตรานี้ไม่ได้ได้มาง่ายนะคะ มีระบบระเบียนและข้อกำหนด หรือ Requirement ที่เยอะเหมือนกันค่ะ

 

มาดูเนื้อสัมผัสกันบ้างค่ะ

 

oil 3

 

เนื้อ oil มีความหนืดอยู่ค่อนข้างน้อยค่ะ มีกลิ่นเฉพาะตัว คล้ายถั่ว ไหลได้อย่างอิสระ ทำให้เกลี่ยได้ง่าย มีสัมผัสที่ค่อนข้างบางเบา ถ้าวัดตามหลักทาง Aromatherapy ซึ่งแบ่ง oil เป็น 3 แบบ คือ Light oil, Medium oil และ Thick oil ตัวนี้น่าจะอยู่ในเกณฑ์ Light-to-Medium ค่ะ

 

การดูดซึมนั้นใช้เวลาพอสมควรค่ะ

 

oil 4

 

ใครที่ไม่ชอบความเหนอะหนะของ oil มี่แนะนำว่า สามารถเอามาผสมกับโลชั่น ในอัตราส่วน oil 1: lotion 2 วอร์มๆให้เข้ากันก่อนเอาลงผิวได้นะคะ จะทำให้ออยล์มีความมันลดลง และยังช่วยให้ซึมผิวได้ดีขึ้นด้วยค่ะ

 

สำหรับส่วนผสมก็คือ ประกอบด้วยน้ำมันจากเมล็ดอาร์แกนออร์แกนิก 100% เลยค่ะ

 

ดูรายละเอียดกันซักหน่อยนะคะ

 

น้ำมันอาร์แกนนั้นน้ำมันจากเมล็ดของต้น Argan (Argania spinosa) ซึ่งในทาง Aromatherapy ระบุว่าน้ำมันที่มีส่วนผสมของ Argan oil มีคุณสมบัติในการลดริ้วรอย เพิ่มความชุ่มชื้น ความยืดหยุ่น ลดรอยแตกลาย

 

ถ้าพูดถึงการศึกษาที่เกี่ยวข้องกับ Argan oil ก็มีมายาวนานพอสมควรเลยค่ะ

 

มีการศึกษาชิ้นหนึ่งได้กล่าวว่า Argan oil นั้น มีผลต่อการสร้างเม็ดสีผิวในระดับหลอดทดลองด้วยค่ะ ทำให้ได้ผลเรื่อง Whitening ด้วย (Evid Based Complement Alternat Med. 2013; 2013: 340107.)

 

การทดสอบประสิทธิภาพของ Argan oil แบบทา ในสตรีวัยทองจำนวน 60 คน เป็นเวลา 60 วัน พบว่าค่า TEWL (การระเหยของน้ำออกจากผิว) ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ค่านี้สื่อว่า Barrier ผิวมีความแข็งแรงมากขึ้น และพบว่าระดับน้ำในผิวชั้นนอก หรือ Epidermis มีค่าสูงขึ้น (Prz Menopauzalny. 2014;13(5):280-8.) อีกชิ้นหนึ่งทดสอบในสตรีวัยทอง จำนวน 30 คน เป็นเวลา 60 วัน พบว่าผิวหนังมีความยืดหยุ่นเพิ่มขึ้น (Clin Interv Aging. 2015;10:339-49.)

 

นอกจากนี้การศึกษาล่าสุดในช่วงต้นปีนี้ ได้พบว่า Argan oil มีผลช่วยสมานแผลในหนูทดลองที่มีแผลไหม้ได้ด้วย (Ostomy Wound Manage. 2016 Mar;62(3):26-34.)

 

โดยรวมผลจากการศึกษาดังกล่าว ก็จะสามารถสรุปได้ว่า Argan oil นั้นให้ผลด้านความชุ่มชื้น ความแข็งแรงของ Barrier ผิว การสมานแผล และ Whitening ค่ะ

 

วันนี้ไม่รู้จะให้คะแนนอย่างไรดี เพราะส่วนผสมมีแค่ Argan oil ก็เลยขอให้คะแนนในภาพรวมแทนนะคะ

 

จากคะแนนเต็ม 5 สำหรับ Argan oil ตัวนี้ มี่ขอให้ 4 ฟลาสก์ค่ะ เนื่องจากแพคเกจเป็นแบบสเปรย์ ที่ค่อนข้างกดออกยาก และเวลากดมันจะกระจายพอสมควรนะคะ

 

คะแนน argan oil

 

สุดท้ายนี้ขอบคุณทางแบรนด์ Or’agan ด้วยนะคะที่ส่งสินค้าดีๆมาให้มี่ได้ทดลองใช้ และขอบคุณทุกๆท่านด้วยค่ะที่ติดตามมาจนจบ

 

 

 

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถสอบถามได้ที่ทางเฟสบุคของแบรนด์ Or’agan เลยนะคะ

 

https://www.facebook.com/theoraganth

 

 

 

Disclaimer: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับเป็นของขวัญจากแบรนด์ Or’agan การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสมตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและสุคนธบำบัด (Aromatherapy) และอาศัยความเห็นส่วนบุคคล ผู้เขียนไม่ได้มีผลประโยชน์ใดๆในการขายสินค้า โปรดใช้วิจารณญาณ

Full Review: Hand Chemistry Retin-Oil

Full Review: Hand Chemistry Retin-Oil

วันนี้เป็นผลิตภัณฑ์เวชสำอางดีๆจาก Canada ค่ะ

เป็นน้ำมันบำรุงผิวจากแบรนด์ Hand Chemistry ซึ่งเป็นเวชสำอางในเครือ Deciem จากแคนาดาค่ะ

แบรนด์นี้เป็นแบรนด์ที่เน้นเครื่องสำอางสำหรับดูแลผิวกาย แต่ไม่ธรรมดาเลย เพราะว่าส่วนผสมนั้นโดดเด่นและเลอค่ามาก เผลอๆเลอค่ากว่าเครื่องสำอางสำหรับผิวหน้าบางชิ้นอีก

อีกประเด็นที่อยากบอกคือ เค้าเขียนว่า Tested on human คือ สื่อความหมายเป็นนัยๆว่า ไม่ได้ทดสอบในสัตว์ทดลองค่ะ (แต่นี่ จะบอกอะไรให้นะ เดี๋ยวนี้กฎหมายเขาห้ามใช้สัตว์ทดลองมานานมากหลายปีดีดักแล้วค่ะ ที่แชร์ๆกันเรื่องกระต่ายน้อยบาดเจ็บ ลิงน้อยพิกงพิการอะไรนี่ กี่ปี่แล้วคะ ??? จะเสพย์สื่อ จะแชร์อะไร เลือกกันนิดนึงนะคะสาวๆ)

ตัวผลิตภัณฑ์มีชื่อว่า Retin-oil 1% Reinoid complex ค่ะ

IMG_0723-re

ผลิตภัณฑ์ Claim ไว้ดังนี้ค่ะ

แอบเอารูปของแบรนด์มานะคะ เห็นว่าน่ารักดี

claiming

จาก Claiming สวยๆตรงนี้เราสรุปได้ว่า มันจะได้เรื่องปรับเนื้อผิวให้เรียบเนียน สม่ำเสมอ ชุ่มชื้น กระจ่างใส และช่วยเรื่องริ้วรอยค่ะ

มาดูผลิตภัณฑ์กันต่อดีกว่าค่ะ

น้ำมันนี้เป็นน้ำมันสีเหลืองทอง มาในแพคเกจพลาสติกใส เนื้อหนา ฝาเป็นจุกรู หยดออกมาใช้ได้ง่าย มีกลิ่นหอมหวานๆคล้ายผลไม้ ค่อนข้างเหลว เกลี่ยได้ง่าย ซึมไวค่ะ

IMG_0724-re

เมื่อดูดซึมแล้วก็จะไม่ทิ้งคราบอะไรไว้บนผิวเลยค่ะ

IMG_0725-re

เนื่องจากมันเป็นน้ำมันก็เลยไม่ได้วัดค่า pH ให้นะคะ

พอดีมี่รอยแตกที่แขนค่ะ หลังจากใช้มา 4 อาทิตย์ ก็มีคนทักอยู่นะคะว่ารอยแตกจางลง ดูดีขึ้น ไปทำอะไรมา แต่ส่วนตัวมี่คิดว่ามันยังไม่ชัดมาก ที่เห็นชัดเลยคือ ผิวเรียบขึ้น และก็แห้งน้อยลงค่ะ ขอโชว์แขนอวบๆหน่อยนะคะ (เพื่อนบอกว่า นึกว่าขา มีตบค่ะ !!)

efficacy

มาดูส่วนผสมกันบ้างนะคะ

ส่วนผสม

C12-15 alkyl benzoate • ethoxydiglycol • ascorbyl palmitate • hydroxypinacolone retinoate • tocopheryl acetate • oenocarpus bataua fruit oil • euterpe oleracea fruit oil • algae extract • caprylic/capric triglyceride • dimethyl isosorbide • C12-15 alcohols • tocopherol • fragrance (parfum) • alpha-isomethyl ionone • benzyl benzoate • benzyl cinnamate • benzyl salicylate • citral • citronellol • eugenol • geraniol • hydroxycitronellal • limonene

วันนี้รีวิวจัดเต็มเลยค่ะ

ปกติปกติเราแบ่งส่วนประกอบในผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางเป็น 3 หมวดหลักๆ คือ

1.Actives หรือ สารออกฤทธิ์ เป็นสารที่ทำให้เครื่องสำอางมีคุณสมบัติพิเศษต่างๆ

2.Base หรือ ส่วนเนื้อของผลิตภัณฑ์ เป็นตัวอุ้มและเก็บสารออกฤทธิ์ไว้

3.Additives หรือ ส่วนของสารเติมแต่ง เป็นตัวเติมแต่งให้ผลิตภัณฑ์มีความน่าใช้ มีความปลอดภัย เช่น พวกสารกันเสีย พวกน้ำหอม พวกซิลิโคน ตัวเพิ่มความหนืด ฯลฯ

เรามาดูไปทีละส่วนกันเลยนะคะ

1.Actives ได้แก่

-Ascorbyl palmitate เป็นอนุพันธ์ที่ละลายในน้ำมันของวิตามินซี รูปแบบนี้สามารถดูดซึมเข้าผิวได้ดีขึ้น และมีความเป็นกรดลดลง ประโยชน์ของวิตามินซีคือ เป็น Antioxidant ช่วยชะลอวัยและป้องกันการแก่ก่อนวัย ยับยั้งการสร้างเม็ดสีผิวจึงช่วยให้ผิวขาวขึ้น และเป็นองค์ประกอบในการสร้างคอลลาเจน จึงให้ผลเรื่องการลดริ้วรอยได้

-Hydroxypinacolone retinoate สารอนุพันธ์รูปแบบใหม่ของวิตามินเอ เป็นรูปแบบ Ester สังเคราะห์ของ 9-cis retinoic acid มีความระคายเคืองต่ำมาก ข้อมูลจากผู้ผลิตวัตถุดิบระบุว่าสารนี้ให้ผลปรับสภาพผิวให้เรียบเนียน ลดริ้วรอย ลดจุดด่างดำที่เกิดตามอายุ (Age spot) และช่วยเรื่องสิวอุดตันได้ ซึ่งสารตัวนี้เวลาเข้าผิวแล้วสามารถออกฤทธิ์ได้เลย ไม่ต้องไปแปรสภาพให้กลายเป็นรูปแบบ Acid อีก (ปกติวิตามินเอ หรือ Retinol เวลาทาเข้าไปจะยังไม่มีฤทธิ์ ต้องถูกเอนไซม์ในผิวเปลี่ยนโครงสร้าง 2 ขั้นตอน กว่าจะได้รูปแบบ Acid ที่มีฤทธิ์)

-สารกลุ่ม Vitamin E มีด้วยกัน 2 รูปแบบ คือ Tocopheryl acetate กับ Tocopherol ปกติวิตามินอีมีผลในเรื่องของการเป็น Antioxidant โดยถ้าเหลือรอดถึงผิว วิตามินอีธรรมชาติ Tocopherol จะออกฤทธิ์ได้เลยในทันที ส่วนวิตามินอีเอสเทอร์ คือ Tocopheryl acetate จะค่อยๆโดนย่อย และค่อยๆออกฤทธิ์ในทีหลัง ทำให้ผลที่เกิดขึ้นอยู่นานกว่า

-น้ำมันจากพืชหายากอย่าง Oenocarpus bataua ตัวนี้เป็นพืชในสกุลเดียวกับ Palm พบในแถบป่าอเมซอน ประกอบด้วยกรดไขมัน Oleic acid เป็นหลัก (ประมาณ 40%) และมีกรดไขมันสายยาวที่หายาก อย่าง Behenic acid (C22:0 ประมาณ 20%) และ Lignoceric acid (C24:0 ประมาณ 15%) กับ Euterpe oleracea เป็นพืชในสกุลเดียวกับ palm เช่นกัน พบในแถบ Brazil ประกอบด้วย Oleic acid เป็นหลัก (ประมาณ 50%) มี Palmitic acid อีกประมาณ 25% และ Linoleic acid อีกประมาณ 10% น้ำมันพวกนี้ ให้ผลทดแทนไขมันให้กับผิวหนังและเป็น Emollient ช่วยให้ผิวนุ่ม

-Algae extract สารสกัดจากสาหร่าย ซึ่งปัจจุบันมีสาหร่ายมากมายหลายสิบชนิดที่มีฤทธิ์ทางชีวภาพแตกต่างกันไป เช่น สาหร่ายสีน้ำตาลบางสายพันธุ์ ช่วยเรื่องการเผาผลาญไขมัน สาหร่ายสีแดงบางสายพันธุ์เป็น Antiaging จึงไม่สามารถระบุคุณสมบัติของสารสกัดสาหร่ายที่กล่าวมาแบบรวมๆได้ ปัจจุบันทาง CTFA ได้ขอให้ผู้ผลิตระบุสายพันธุ์ของสาหร่ายที่ใช้ เช่น Laminaria extract ฯลฯ

2.Base เป็นชนิดน้ำมัน ประกอบด้วยน้ำมันและสารอื่นๆที่ละลายได้ในน้ำมัน ได้แก่ น้ำมันจากพืชที่กล่าวไปในข้อ 1 ร่วมกับ Capric/caprylic triglyceride ที่เป็น Triglyceride ของไขมันสายยาวปานกลาง ซึมผิวได้ดี เป็นสารตั้งต้นให้ผิวไปสร้างเป็นน้ำมันอื่นๆต่อไป และ C12-15 alkyl benzoate กับ C12-15 alcohols ที่ช่วยเรื่องการละลายสาร และให้สัมผัสที่ดีตอนทา

3.Additives ได้แก่

3.1สารเพิ่มการดูดซึมผ่านผิว มี 2 ตัว ได้แก่

-Dimethyl isosorbide ตัวทำละลายที่ละลายในไขมัน มีหน้าที่เป็น Emollient ช่วยให้ผิวนุ่ม มีผลลดความหนืดของผลิตภัณฑ์ให้เกลี่ยง่ายขึ้น ช่วยเพิ่มความคงตัวให้สารในผลิตภัณฑ์ และมีคุณสมบัติเป็น Percutaneous absorption enhancer ช่วยเพิ่มการดูดซึมของสารผ่านผิว

-Ethoxydiglycol ช่วยเพิ่มการดูดซึมของสารผ่านผิวเช่นเดียวกัน

3.2สารแต่งกลิ่น ได้แก่ Fragrance กับ สารหอมอย่าง alpha-isomethylionone, Benzyl benzoate, Benzyl cinnamate, Benzyl salicylate, Citral, Citronellol, Eugenol, Geraniol, Hydroxycitronellal และ limonene

ถึงเวลาให้คะแนน

1.Actives นอกจากส่วนของน้ำมันจากพืชหายากแล้ว ก็มีวิตามิน A C E ซึ่งรูปแบบของวิตามินเอที่ใช้เป็นชนิดที่ดูดซึมง่ายและออกฤทธิ์ได้เลย จึงให้ผลที่ค่อนข้างดี ตัวผลิตภัณฑ์ Claim เรื่องแผลเป็น รอยแตกลาย ริ้วรอย และเรื่องผิวแห้ง ซึ่งถือว่าส่วนผสมชุดนี้ตอบโจทย์ได้หมด และสารที่ใช้เป็นชนิดใหม่ คือ เหมือนๆจะพื้นๆ แต่ใช้สารที่ค่อนข้างนวัตกรรมเลยทีเดียว จุดนี้ไม่รู้จะติอะไร ถือว่าทำได้ค่อนข้างดีสำหรับ Oil ที่แม้จะเป็นแค่ Body oil แต่ส่วนผสมนี่คือ เลอค่ากว่า Facial oil บางยี่ห้อเสียอีก จุดนี้ขอให้ 5 ฟลาสก์

2.Base ในส่วนของน้ำมันที่ใช้ มีทั้งตัวที่ดูดซึมได้ และตัวที่ช่วยเคลือบปกป้องผิว จึงถือว่าทำมาได้ค่อนข้างดี ไม่มี Mineral oil กับ Silicone ที่หลายๆคนกลัว (ถึงแม้มันจะไม่มีอันตรายอะไรก็เถอะ) จุดนี้ขอให้ 5 ฟลาสก์เช่นกัน

3.Additives ไม่ได้มีอะไรมากนอกจากสารแต่งกลิ่น/น้ำหอม กับ สารเพิ่มการดูดซึมผ่านผิว จุดนี้มีทั้งข้อดีและข้อเสีย เพราะว่า สารเพิ่มการดูดซึมผ่านผิวนี้ อาจจะไปเพิ่มการดูดซึมของสารหอมเข้าผิวด้วย ถ้าใครมีประวัติแพ้สารหอม ก็อาจจะแพ้ได้เช่นกัน แต่ถ้าใครไม่แพ้ก็ไม่เป็นไร ส่วนข้อดีก็คือ ทำให้สารดีๆเข้าผิวไปออกฤทธิ์ได้มากขึ้น แต่เนื่องจากน้ำหอมนี่เราไม่ได้แพ้กันทุกคน เลยขอมองข้ามจุดนี้ไปนะคะ จุดนี้ขอให้ 5 ฟลาสก์ ค่ะ

4.คะแนนการใช้งาน ส่วนตัวมี่มีรอยแตกลายที่ต้นแขน และตรงแถวสะโพก ก็โบกๆออยล์นี่มาเดือนกว่าๆ เรียกได้ว่าเป็นผลิตภัณฑ์ที่ใช้นานมากๆ ตัวหนึ่งเลยทีเดียวหล่ะ สิ่งที่ได้รับก็คือ ผิวเรียบเนียนมากขึ้น ผิวแห้งน้อยลง ส่วนเรื่องรอยแตกยังไม่ชัดมากเท่าไหร่ค่ะ แต่โดยรวมคือ ออยล์มีกลิ่นหอมหวานคล้ายผลไม้เปรี้ยวๆ เกลี่ยง่าย ซึมไว ไม่เหนอะหนะ ไม่เปื้อนเสื้อผ้า ก็คือชอบค่ะ มาถึงตรงนี้ก็ยังใช้อยู่นะคะ ยังไม่เจอข้อติค่ะ ให้ 5 ฟลาสก์

point

สุดท้ายนี้แอบอยากบอก ถึงแม้จะมีหลายๆงานวิจัยบอกว่าการใช้พวก Retinoids แบบทา (ที่ไม่ใช่ Tretinoin) มันจะปลอดภัยในสตรีมีครรภ์ก็ตาม แต่เลี่ยงได้ก็เลี่ยงนะคะ รอคลอดเสร็จค่อยมาทาก็ได้ค่ะ

สุดท้ายนี้อีกครั้งอยากขอบคุณทางบริษัท Advance Aesthetic Company ที่ส่งสินค้าดีๆเพียบพร้อมด้วยเทคโนโลยีอันล้ำค่ามาให้ได้ทดลองใช้ค่ะ

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถติดต่อสอบถามได้ที่

เฟสบุคของบริษัท http://www.facebook.com/advanceaestheticthailand ได้เลยค่ะ

และขอขอบคุณทุกๆท่านด้วยค่ะที่ตามอ่านมาจนจบ พบกันใหม่โอกาสถัดไป สวัสดีค่ะ

Disclaime/Conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากทางแบรนด์

[Full Review] Amira 97% organic argan plus c+

[Full Review] Amira 97% organic argan plus c+

วันนี้มี่แวะเอารีวิวน้ำมัน Argan oil บำรุงผิวมาให้ชมกันค่ะ

เรียกได้ว่าช่วงนี้กระแสการใช้น้ำมันเพื่อบำรุงผิวนี่กำลังมาเลย สังเกตได้จากหลายๆแบรนด์ เริ่มกลับมาใช้น้ำมัน และออกเครื่องสำอางในไลน์ที่เป็นน้ำมันออกมามากขึ้น

เพราะอะไร ทำไมเราถึงต้องใช้น้ำมัน และคนผิวมันใช้น้ำมันอีกจะไม่อุดตัน ไม่มันเยิ้มไปกว่าเดิมอีกหรือ วันนี้มีคำตอบให้ค่ะ

ถ้าพูดถึงน้ำมัน ต้องบอกเลยว่า ผิวเรามีน้ำมันในชั้นผิว กับ น้ำมันที่ต่อมไขมันสร้างออกมา นั้นจะเคลือบอยู่นอกผิว เราเรียกว่า Sebum ค่ะ จะเป็นคนละตัวกัน และองค์ประกอบทางเคมีของไขมันในชั้นผิว กับ Sebum ก็จะต่างกัน

ขอพูดถึงในผิวก่อนนะคะ ปกติในผิวของเรานี่จะมีทั้งส่วนของน้ำและไขมัน ส่วนของไขมันก็จะเรียงตัวกันเป็นโครงสร้างผลึกสองชั้น ทำหน้าที่เป็น Barrier ให้ผิว ช่วยให้ผิวแข็งแรงค่ะ ส่วนประกอบของไขมันในชั้นผิวนี้จะมี Ceramide, Cholesterol และก็กรดไขมันค่ะ โดยกรดไขมันที่สำคัญที่สุดที่จะช่วยให้ Barrier ผิวแข็งแรงก็คือ Linoleic acid ค่ะ

Linoleic acid เป็นกรดไขมันจำเป็นที่ร่างกายสร้างขึ้นไม่ได้ ต้องได้รับจากอาหารเท่านั้น แต่ว่าถ้าเรากิน เพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่จะไปถึงผิว การทาลงไปในผิวโดยตรงเลย จะให้ผลดีและไวกว่าค่ะ

มีน้ำมันพืชหลายๆชนิดที่มี Linoleic acid เป็นองค์ประกอบอยู่เยอะ หนึ่งในนั้นก็คือ Argan oil ค่ะ เจ้าArgan oil นี่เป็นที่กล่าวขวัญกันมาก เพราะต้น Argan นี้ขึ้นในประเทศ Morocco ที่แห้งแล้ง แต่ตัวมันกลับเจริญเติบโตสมบูรณ์ ออกดอกออกผลได้ ชาวบ้านเห็นก็เลยเอามาบำรุงผิวกันมาตั้งแต่สมัยโบราณ แล้วก็เหมือนจะให้ผลดีด้วยหล่ะ พอกระแสเริ่มมา Argan oil จากชาวบ้านใน Morocco ก็ขายดิบขายดีกันเป็นเทน้ำเทท่าใหญ่เลย

Argan oil ที่มี่หยิบมารีวิววันนี้เป็น 97% organic argan plus c+ จากแบรนด์ Amira ที่ใช้วัตถุดิบน้ำมันจากพื้นป่าอาร์แกนที่ขึ้นเองตามธรรมชาติในประเทศ Morocco ที่องค์การยูเนสโกยกให้เป็นพื้นป่ามรดกโลก ไม่ใช้ยาและปุ๋ยเคมี สกัดแบบเย็นค่ะ (สกัดแบบเย็นคือ หรือ Cold-pressed คือการบีบเอาน้ำมันออกมาโดยไม่ใช้ความร้อน ทำให้สารมีประโยชน์ต่างๆไม่สลายตัวไปค่ะ) เดิมทีทางแบรนด์มี 100% pure&organic argan oilอยู่ค่ะ อันนี้เหมือนเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ ที่ ผสมวิตามินซี กับ Cymen-5-ol ลงมาอีกด้วย เพื่อให้คุณสมบัติเรื่อง Antioxidant และ Anti-acne ค่ะ มาดูโฉมหน้าของผลิตภัณฑ์วันนี้กันดีกว่าค่ะ

ตัวน้ำมันมาในขวดแก้วสีชา มีฝาปั๊ม บรรจุ 30 ml ค่ะ

IMG_0899-re

เนื้อเป็นน้ำมันหนืดเล็กน้อย สีอมเหลืองนิดๆ กลิ่นคล้ายๆเมล็ดทานตะวันอบ เกลี่ยค่อนข้างง่ายค่ะ แค่จะพยายามให้มันเป็นหยดสวยๆบนมือ ยังยากเลย

IMG_0900-re

ตอนแรกหลังเกลี่ยก็จะมันหน่อยๆนะคะ แต่พอทิ้งไว้ซัก 10 นาที ก็จะซึมจนหมด และก็หายมันค่ะ

เปิดแฟลชให้ดูความวาวค่ะ

afterfeel

ส่วนตัวมี่เคยใช้น้ำมันมาหลายยี่ห้อนะคะ ตัวนึงที่เป็นลูกรักเลยก็คือของแบรนด์ N (ขออนุญาต เซนเซอร์แบรนด์นะคะ เพราะจะเอามาเทียบกันกับอันนี้ มี่ว่าถ้าใครเคยอ่านกระทู้เก่าๆของมี่ น่าจะเคยเห็นอยู่ค่ะ ว่าคืออันไหน)

ของแบรนด์ Amira นี่เค้าจะเนื้อข้นกว่า แต่ว่าเกลี่ยได้ง่ายกว่า และให้สัมผัสที่ดีกว่าแบรนด์ N ที่มี่เคยใช้ค่ะ

IMG_1882-re

ให้ดูสีสันของน้ำมันค่ะ

IMG_1883-re

สีของแบรนด์ Amira จะออกเหลืองกว่านิดนึงค่ะ

ก่อนไปดูส่วนผสมอยากแชร์วิธีใช้ออยล์แบบฟินๆให้ คือ เอาโลชั่นที่ใช้อยู่ ผสมกันกับออยล์ในอัตราส่วน 2:1 แล้วใช้นิ้วเกลี่ยให้เข้ากัน ก่อนเอาไปลงหน้าค่ะ แนะนำให้ทำบนหลังมือนะคะ (ไม่มีเหตุผลเป็นพิเศษ แต่รู้สึกว่าทำบนหลังมือ แล้วมันเข้ากันได้ดีกว่าค่ะ)

application

ถึงเวลาวิเคราะห์ส่วนผสมแล้วค่ะ

ส่วนผสม:
Organic Argan Oil (97%), Ascorbyl Tetraisopalmitate, o-Cymen-5-ol

ส่วนผสมค่อนข้างเรียบง่ายนะคะ ด้วยความเรียบง่ายนี้ก็เลยทำให้โอกาสเกิดการแพ้/ระคายเคืองน้อยลงไปด้วย

มาดูส่วนผสมทีละตัวดีกว่าค่ะ

1. Argan oil เป็นน้ำมันที่ได้จากเมล็ดของต้น Argan ในทาง Aromatherapy ระบุว่าน้ำมันนวดตัวที่ใช้ หรือมีส่วนผสมของ Argan oil มีคุณสมบัติในการลดริ้วรอย เพิ่มความชุ่มชื้น ความยืดหยุ่น ลดรอยแตกลาย มีงานวิจัยอยู่หลายฉบับที่ทดสอบประสิทธิภาพของ Argan oil ยกตัวอย่างเช่น การทดสอบประสิทธิภาพของ Argan oil แบบทา ในสตรีวัยทองจำนวน 60 คน เป็นเวลา 60 วัน พบว่าค่า TEWL (การระเหยของน้ำออกจากผิว) ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ค่านี้สื่อว่า Barrier ผิวมีความแข็งแรงมากขึ้น และพบว่าระดับน้ำในผิวชั้นนอก หรือ Epidermis มีค่าสูงขึ้น (Prz Menopauzalny. 2014;13(5):280-8.) อีกชิ้นหนึ่งทดสอบในสตรีวัยทอง จำนวน 30 คน เป็นเวลา 60 วัน พบว่าผิวหนังมีความยืดหยุ่นเพิ่มขึ้น (Clin Interv Aging. 2015;10:339-49.)

2. Ascorbyl tetraisopalmitate เป็นอนุพันธ์ของวิตามินซี ที่ละลายได้ในน้ำมัน ปกติวิตามินซีมีบทบาทเรื่อง Antioxidant ช่วยชะลอวัย เป็นองค์ประกอบในการสังเคราะห์คอลลาเจน ช่วยลดริ้วรอย และขัดขวางการสร้างเม็ดสีผิว จึงช่วยให้ผิวขาวขึ้น

3. o-Cymen-5-ol ตัวนี้เป็นสารกลุ่ม Terpenes พบในน้ำมันหอมระเหยจากพืชหลายๆชนิด มีรายงานการวิจัยสนับสนุนถึงคุณสมบัติระงับเชื้อราและแบคทีเรียบางชนิด (Int Dent J. 2011;61 Suppl 3:33-40.)

ถ้าพูดถึงเรื่องสิว หลายๆคนอาจจะคิดว่า เป็นน้ำมัน จะดูแลสิวได้ยังไง เราคุยกันแบบวิทย์ๆเลยค่ะ มีงานวิจัยค้นพบว่าการทา Linoleic acid ทำให้สิวอุดตันมีขนาดเล็กลง (Clin Exp Dermatol. 1998;23(2):56-8.) เมื่อในส่วนผสมมีทั้งตัวฆ่าเชื้อแบคทีเรีย และตัวละลายสิวอุดตัน ดังนั้นก็น่าจะให้ผลครบถ้วนค่ะ

พอเราอิงจากข้อมูลเชิงวิทยาศาสตร์เราจะเห็นได้ว่าน้ำมันขวดนี้ให้ผลเรื่อง ผิวแข็งแรง ผิวชุ่มชิ้น ผิวขาว และเรื่องสิวด้วยค่ะ

สุดท้ายนี้ก็ถึงเวลาให้คะแนนค่ะ

เนื่องจากส่วนผสมมีแค่ 3 ชนิด เลยขอให้คะแนนส่วนผสมในภาพรวม และคะแนนการใช้งานนะคะ

1. ส่วนผสม เป็นน้ำมัน Argan oil ที่มีการเสริมวิตามินซี กับสาร o-Cymen-5-ol เข้ามา ทำให้ได้สรรพคุณเรื่อง ผิวแข็งแรง ผิวชุ่มชิ้น ผิวขาว และเรื่องสิว ที่เพิ่มเติมขึ้นมา ถ้าเทียบกับน้ำมันที่มีแค่น้ำมันก็ต้องเหนือกว่าแน่นอน จุดนี้ขอให้ 5 ฟลาสก์

2. คะแนนการใช้งาน ตัวนี้ไม่มีกลิ่นหอมสังเคราะห์ มีกลิ่นคล้ายๆเมล็ดทานตะวันอบ เกลี่ยค่อนข้างง่าย ใช้แล้วผิวหน้าค่อยๆนุ่มขึ้น และความมันส่วนเกินก็ดูเหมือนจะลดลง แต่ขอตินิดเดียว ตรงที่ปั๊ม เพราะปั๊มแล้วออกมาค่อนข้างแรงไปนิดนึงค่ะ จุดนี้ขอให้ 4 ฟลาสก์

คะแนน

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถติดต่อสอบถามได้ที่เฟสบุคของทางแบรนด์ Amira Skincare (https://www.facebook.com/amiraarganoil) ได้เลยนะคะ

สุดท้ายนี้ขอขอบคุณทางแบรนด์ Amira ด้วยค่ะที่ส่งผลิตภัณฑ์ดีๆมาให้มี่ได้ทดลองใช้

Disclaimer/Conflict of interest: ผลิตภัณฑ์ได้รับการสนับสนุนจากแบรนด์ Amira