Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสม Toner pad สูตร Red orange niacinamide blemish pad จาก T’else ที่โดดเด่นด้วยการออกแบบ vitamin pad

สำหรับ Blog นี้ขอหยิบเอา toner pad ที่น่าสนใจจากบ้าน T’else มาวิเคราะห์ส่วนผสมกันนะคะ

โดยแบรนด์ T’else เป็นแบรนด์ที่มาในเทรนด์ Cleanical beauty คือ Clean + Clinical ส่วนผสมต้องคลีน และมีประสิทธิภาพ

และ T’else มาจากคำว่า Terra สื่อถึงพรรณไม้ และ Else คือ อื่นๆ

โดยผลิตภัณฑ์ใน Line Red orange จะมาในสีส้มสดใส เน้นเคลมหลักไปที่ด้าน Brightening & Vitalizing เพื่อผิวกระจ่างใส มีชีวิตชีวา

Terra คือ Blood orange ส้มสีเลือดเกรดออร์แกนิกจากอิตาลี่ นำมาสกัดด้วยกรรมวิธีพิเศษของทางแบรนด์ ที่เรียกว่า Air-brewing 100TM ที่สกัดด้วยฟองอากาศบางๆ ที่อุณหภูมิ 20 องศาเซลเซียส กว่า 100 ชั่วโมง

Else คือ  Niacinamide วิตามินบี 3 สารพัดประโยชน์ เพื่อดูแลด้านความกระจ่างใสของผิว

สำหรับ Toner pad สูตรนี้มีชื่อว่า Red orange niacinamide blemish pad

มาในหน้าตาแบบนี้ค่ะ

telse red orange pad

ส่วนนี้เป็นกล่องนะคะ

เทคโนโลยีของแผ่น pad ตัวนี้น่าสนใจ คือ

ด้านสีเหลืองเป็น vitamin pad ที่ใช้ส่วนผสมของวิตามินซีถักทอลงไปร่วมกับเส้นใยของ pad เลย จึงจะได้ประโยชน์ในเชิงการดูแลปัญหาจุดด่างดำ สีผิวไม่สม่ำเสมอ

ทางแบรนด์เรียกว่าเป็นเทคนิค Real vitamelting method โดยเอาวิตามินซีบริสุทธิ์ 99% มาผสมผสานจนเกิดเส้นใย ก่อนถักทอเป็น pad

ด้านสีอ่อนกว่าทำจากใยไผ่ เน้นเรื่องชุ่มชื้น ดูแลผิวอ่อนโยน

เวลาใช้งานใช้ด้านสีอ่อนเช็ด ด้านสีเหลืองแปะ

ตัวแผ่นเราสามารถฉีกได้ง่ายด้วยมือ ก็จะได้แผ่นแบบครึ่งวงกลมที่เอามาวางเฉพาะจุดได้ง่ายขึ้น เช่น หน้าผาก รอบดวงตา คาง

ตัวผลิตภัณฑ์ผ่านการทดสอบประสิทธิภาพในอาสาสมัครว่าให้ประสิทธิภาพในการดูแลจุดด่างดำ สีผิวไม่สม่ำเสมอ และช่วยเพิ่มความกระจ่างใสของผิว

ส่วนผสมเป็นดังนี้

ในภาพรวมของส่วนผสม ตัว toner pad นี้ออกแบบมาในเบสน้ำ มีส่วนผสมเติมน้ำเก่งๆ อย่าง Hydroxyethyl urea และใช้ Betaine เป็น soothing + ปรับ feel บนผิว

ด้านสารบำรุงมีวิตามินหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็น B3 (2%), Vitamin C 2 ฟอร์ม คือ Sodium ascorbyl phosphate และ Ascorbic acid รวมถึงกลุ่มวิตามินบีรวม (B1, B6, B2, B12, Biotin, Folic acid) ที่ดูแลผิวได้หลากหลายประการ

ตัวสารสกัดจากส้มทางแบรนด์ได้คัดเลือกส้มสายพันธุ์ Moro ซึ่งมีปริมาณ active phytochemical สูงกว่าส้มสายพันธุ์อื่น ถึง 3.3 เท่า นำมาสกัดด้วยกรรมวิธีพิเศษที่เป็นเอกลักษณ์ของทางแบรนด์ ที่แบรนด์เรียกว่า Air brewing technology สกัดที่อุณหภูมิต่ำ 20 องศา 100 ชั่วโมง เพื่อดึงเอาสารพฤกษเคมีที่สำคัญออกมา ด้วยกรรมวิธีที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

โดยในสารสกัดจากส้ม Blood orange นั้นประกอบด้วยพฤกษเคมีหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็น Vitamin C, Anthocyanin และ Flavonoid ที่เป็น Antioxidant ที่ดีกับผิว ซึ่ง Flavonoid ที่พบในส้มนั้นมีหลายชนิด เช่น quercetin, kaempferol, hesperidin, nobiletin เป็นต้น

ให้คะแนน

  1. สารบำรุง แม้ว่าชื่อจะบอกว่าเป็น Red orange + Niacinamide แต่ส่วนผสมมีสารบำรุงหลายชนิด ให้ประโยชน์ต่อผิวหลายอย่าง มีสารเติมน้ำอย่าง hydroxyethyl urea เข้ามา ในเรื่องของ whitening คิดว่าทำมาได้ครบกลไก คือ ลดการสร้างเม็ดสีจากวิตามินซี-สารสกัดส้ม และลดการส่งผ่านเม็ดสีที่เสร็จแล้วไม่ให้ออกมาข้างนอกด้วย B3 แต่ส่วนตัวแอบอยากได้ความ soothing เพิ่มอีกนิด เลยขอให้ 4 ฟลาสก์
  2. ส่วนผสมอื่นๆ ไม่มีสารที่ไม่เป็นมิตรกับผิว ให้ไป 5 ฟลาสก์
  3. ความชอบ ส่วนตัวชอบเรื่องของเทคโนโลยีการเตรียมแพดที่เป็น vitamin pad เอา vitamin ไปผสานกับตัวเส้นใยก่อนขึ้น-ถักทอเป็น fiber ของแพด และชอบความดีไซน์แบบที่ฉีกครึ่งได้ ในด้านการใช้งาน ส่วนตัวมองว่า ด้านสีเข้มมันจะมีฟีลลื่นๆ ทำให้เกลี่ยได้ง่ายบนผิว แม้บน Official Korean Website จะเคลมว่าให้เอาด้านสีอ่อนเช็ด พี่หญิงมี่ว่าเอาด้านสีเข้มเช็ดก็ลื่นสบายผิวดี ให้ไป 5 ฟลาสก์

สุดท้ายนี้ขอขอบคุณทุกท่านที่ติดตามรับชมมาจนจบ

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ทางแบรนด์โดยตรงเลยนะคะ

ทางไปช้อปปิ้ง

https://s.shopee.co.th/1gIWuQTP4F

Disclaimer: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับมาจากทางแบรนด์ การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสม/วัตถุดิบตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล ผู้เขียนไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับบริษัทเครื่องสำอางใดๆ โปรดใช้วิจารณญาณ

Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสม ISOI brightening serum จัดมาสวยๆ ด้วย 4 กุหลาบ (Rose oil, water, extract, PDRN)

Blog นี้ขอหยิบเอาเซรั่ม brightening ขวัญใจ พส.เกาหลีตัวดัง มาวิเคราะห์ส่วนผสมกันค่ะ

น้องก็คือ ISOI brightening serum นั่นเอง

มาในหน้าตาแบบนี้นะคะ

isoi brightening serum

สำหรับเซรั่มตัวนี้ก็เรียกได้ว่ากวาดรางวัลขวัญใจมหาชนมามากมาย และติดอันดับ 1 ใน Olive Young ถึง 10 ปีซ้อนเลยทีเดียว

เนื้อเป็นเจลใส มีกลิ่นหอมของ rose oil

เกลี่ยง่าย ให้ความชุ่มชื้นดี ไม่เหนอะหนะ

ตัวนี้ที่น่าสนใจคือมีผลทดสอบประสิทธิภาพในอาสาสมัคร ทั้งในส่วนของการดูแลจุดด่างดำ ความชุ่มชื้น และ เรื่องรูขุมขนอยู่ด้วย เรียกได้ว่า มีชิ้นเดียว ได้หลายประโยชน์พร้อมๆ กัน

และยังผ่านการทดสอบในอาสาสมัครผิวบอบบาง และ ทดสอบว่าไม่ก่อให้เกิดการอุดตัน

ส่วนผสมเป็นดังนี้ค่ะ

เป็นเซรั่มที่มีส่วนผสมหลายกลุ่มเหมือนกันนะคะ

เนื่องจากเขาชูเรื่องของ Bulgarian rose เลยอยากดึงกลุ่มกุหลาบออกมาเล่าก่อนค่ะ

ในนี้จะเป็นตัวเบลนด์ของ Rose water, Rose oil, Rose extract และ Rose PDRN ซึ่งหลักๆ กลุ่มพวก rose water และ rose oil จะเด่นเรื่อง soothing ในส่วนของ rose extract อาจมี polyphenol ที่เป็น antioxidant ได้

สำหรับ rose PDRN ขอให้คุณสมบัติเรื่องชุ่มชื้น + soothing ไว้ก่อน

เสริมมาด้วยกลุ่มสาร soothing อื่นๆ เช่น Betaine, Allantoin, Panthenol, ร่วมกับกลุ่มของสารสกัดพืช เช่น สารสกัดจาก cica, พลูคาว, calendula และ Scutellaria baicalensis

ทีนี้ผลิตภัณฑ์นี้คือ brightening serum เนาะ

มาดูสารที่ให้ประโยชน์ในเรื่องการดูแลเม็ดสีกัน

  • Arbutin เป็นสารที่ยับยั้งเอนไซม์ tyrosinase ซึ่งเป็นตัวหลักในการสร้างเม็ดสี
  • Niacinamide มีส่วนช่วยในเชิง brightening โดยไปขัดขวางการส่งผ่านเม็ดสีที่สร้างเสร็จแล้วไม่ให้ออกไปภายนอก
  • 3-O Ethyl ascorbic acid เป็นอนุพันธ์ของวิตามินซีที่ว่ากันว่า มีความคงตัวที่ดีขึ้น นอกจากบทบาทแบบวิตามินซี คือ เป็น antioxidant แล้ว สารตัวนี้ค่อนข้างจะเก่งในเชิง brightening ได้หลากหลายกลไก (Chen et al., Free Radic Biol Med. 2021;173:151-169)
  • Ferulic acid เป็น antioxidant ที่ดีตัวหนึ่ง มีบทบาทในการปกป้องผิวจากรังสี UV ดูแลกระบวนการระคายเคือง และยับยั้งการสร้างเม็ดสี (อ้างอิงจากการกล่าวถึงใน Li et al. Chem Cent J. 2017;11:26.)
  • สารสกัดจากรากโบตั๋นและชะเอม ก็มีประโยชน์ในเชิง brightening เช่นกัน

ไม่มีส่วนผสมที่ไม่เป็นมิตรกับผิว

ให้คะแนน

  1. สารบำรุง เด่นไปในทาง soothing ให้ความรู้สึกสบายผิว ดูแลการระคายเคือง พร้อมๆ กับประโยชน์ในเชิง brightening จากสารบำรุงหลากหลายชนิด ให้ไป 5 ฟลาสก์
  2. ส่วนผสมอื่นๆ ไม่มีสารที่ไม่เป็นมิตรกับผิว ให้ไป 5 ฟลาสก์
  3. ความชอบ ส่วนตัวค่อนข้างชอบที่เนื้อของเซรั่ม ไม่ได้เบาไป ไม่ได้หนักไป เลเยอร์ไว้ฝั่งเบสน้ำ มีกลิ่นที่หอมตามธรรมชาติของ rose oil ให้ความรู้สึกผ่อนคลาย สบายใจ ในด้านของ soothing คิดว่าทำมาได้ค่อนข้างดี ส่วน brightening ส่วนตัวไม่ได้มีปัญหาเรื่องสีผิวไม่สม่ำเสมอ เลยยังตอบไม่ได้ แต่ในภาพรวมก็คือชอบ ให้ไป 5 ฟลาสก์

สุดท้ายนี้ขอบคุณทุกท่านที่ติดตามมาจนจบนะคะ

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถติดต่อสอบถามที่ทางแบรนด์ ISOI Thailand ได้เลยค่ะ

ทางไปช้อปปิ้ง

https://s.shopee.co.th/3qMmYcD3U2

Disclaimer/conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับมาจากทางแบรนด์ การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสม/วัตถุดิบตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล ผู้เขียนไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับบริษัทเครื่องสำอางใดๆ โปรดใช้วิจารณญาณ

Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสมโทนเนอร์แพดสูตรผสม neuromide จากบ้าน Curecode กับ soothing biome ampoule pad

Blog นี้ขอหยิบเอา Toner pad ที่น่าสนใจจากบ้าน Curecode ภายใต้ชื่อ Soothing biome ampoule pad มารีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสมให้ได้ชมกันค่ะ

น้องจะมาในหน้าตาเป็นแบบนี้นะคะ

อันนี้เป็นส่วนของแพคเกจ

ตัวแผ่นแพดทำมาได้ค่อนข้างดี เป็นแผ่นหนา ด้านหนึ่งจะเป็นพิมพ์นูน

อีกด้านจะเป็นแบบเรียบ

ใช้ได้ทั้งเช็ดและแปะเป็น intensive mask เฉพาะจุด

เบสเป็นแบบน้ำใส มีความชุ่มชื้น แต่ไม่ถึงกับเหนียวและหนึบหนับ

สำหรับ pad นี้มีผลเทสต์ในเชิงการดูแลปัญหาริ้วรอยเข้ามาด้วย

ส่วนผสมเป็นดังนี้

ถ้าพูดถึง curecode เราจะนึกถึง Neuromide® หรือ N-palmitoyl serinol (ขอย่อว่า PS) จัดเป็น Postbiotic เพราะว่าเป็นสารที่จุลินทรีย์ Probiotics ที่เป็นเชื้อเจ้าบ้านบนผิวของเราสร้างขึ้นมา (cutaneous microbiome commensal metabolite)

ถ้าพิจารณาทางเคมี PS เป็นสารในกลุ่ม N-acylamide ที่เกิดจากปฏิกิริยาระหว่าง palmitic acid กับ serinol โครงสร้างใกล้เคียงกับ endocannabinoid ภายในร่างกาย ที่ชื่อ N-palmitoyl ethanolamine ซึ่งเป็นสารที่จับกับตัวรับ endocannabinoid system แล้วให้ประโยชน์ที่ดีกับผิวหลายอย่าง 1 ใน นั้น ที่เสริมการทำงานของ Barrier แล้วให้ผิวแข็งแรง คือ ความสามารถในการเสริมการสังเคราะห์ Ceramide

โดยมีงานวิจัยที่น่าสนใจอยู่ 2 ชิ้น

การศึกษาในปี 2021 พบว่าการทา NPS ในโมเดลหนูทดลองที่เป็นโรค Atopic dermatitis โดยให้หนูทาตำรับ 0.5% NPS วันละ 2 ครั้ง เป็นเวลา 1 สัปดาห์ พบว่า NPS เร่งการฟื้นฟู Barrier ผิว และลดการระเหยของน้ำออกจากผิว (Trans-epidermal water loss; TEWL) ได้ (Wen et al., Can J Vet Res. 2021;85(3):201-204.)

การศึกษาอีกชิ้น ทำในผิวหนังเพาะเลี้ยงที่มี PS พบว่าสามารถกระตุ้นการสังเคราะห์ Ceramide ผ่าน Receptor CB-1 ของระบบ endocannabinoid system โดยเฉพาะ Ceramide สายยาว (long-chain fatty acids (FAs) (C22-C24)) ที่มีความสามารถในการเป็น Barrier ที่แข็งแรง (Int J Mol Sci. 2021;22(15):8302.) ที่เซราไมด์สายยาวนี้มีความสำคัญในกลุ่มที่เป็นผิวอักเสบแบบ Atopic เพราะว่าคนเหล่านี้จะมีเซราไมด์สายยาวลดลง แต่เซราไมด์สายสั้นเพิ่มขึ้น ว่ากันว่าเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้คนที่มีผิวอักเสบแบบ Atopic มี barrier ผิวอ่อนแอ

ซึ่งการเติม PS ลงไปในสูตร เนื่องจากกลไกหลักจะเป็นการเสริมการสังเคราะห์และปรับสมดุลชนิดของ Ceramides บนผิว ไม่ได้เติมไปตรงๆ ควรใช้ร่วมกับ pseudoceramide หรือ ceramide NP/AP/EOP ในระบบ ซึ่งในสูตรนี้มี Ceramide NP ทำให้ได้ผลจากเซราไมด์ที่เติมในระยะสั้น และในระยะยาวจาก PS (คหสต. แนวคิดเสริมเชิงกลไก – ไม่มีหลักฐานวิจัยซัพพอร์ต)

เสริมสารบำรุงเข้ามาอีกหลายกลุ่ม ได้แก่

  • B3 + B5 ดูแลผิวในหลายๆ ด้าน รวมทั้งเรื่อง soothing
  • Postbiotics จากการหมักจุลินทรีย์ (Lactobacillus Ferment Lysate, Bifida Ferment Lysate และ Lactococcus ferment lysate) ปรับสมดุลไมโครไบโอมให้ผิวมีสุขภาพดี
  • สารสกัดจากบัวบก (Centella asiatica extract; cica) และ พฤษเคมีจากบัวบก ที่ให้ประโยชน์ในการดูแลผิวได้หลายอย่าง ทั้งเรื่อง soothing ปัญหาการระคายเคือง และด้าน aging
  • Soothing ด้วยส่วนผสมอีกหลายชนิด แทนด้วยอักษรสีชมพูอ่อน เช่น คาโมมายล์, biosaccharide gum-1, dipotassium glycyrrhizate, allantoin
  • ดูแลเรื่องปัญหา aging ด้วย Adenosine
  • วิตามินอี เป็น antioxidant

ในภาพรวมถือว่าเป็น toner pad ที่ทำมาได้ค่อนข้างดี ทำได้ทั้งเช็ดเตรียมผิว และเป็น intensive mask แปะเฉพาะจุดที่ต้องการดูแลเป็นพิเศษ ไม่มีส่วนผสมที่ไม่เป็นมิตรกับผิว

ให้คะแนน

  1. สารบำรุง ใช้ Neuromide มาปรับสมดุลและซัพพอร์ตการสร้างเซราไมด์ให้ผิว คู่กับ Niacinamide และมีการเติม ceramide ลงมา พร้อมกับสารบำรุงอื่นๆ ที่เด่นเรื่อง soothing และปรับสมดุลไมโครไบโอม รองๆ ได้ในเชิง anti-aging และ whitening ให้ไป 5 ฟลาสก์
  2. ส่วนผสมอื่น ไม่มีสารที่ไม่เป็นมิตรกับผิว เลยให้ไป 5 ฟลาสก์
  3. ความชอบ แผ่นแพดหนา ถ้าจะแปะใช้ด้านเรียบ แปะแล้วให้ความรู้สึกสบายผิว ชุ่มชื้นค่อนข้างนาน ฟินิชหลังใช้ผิวนุ่ม เนียน อิ่มน้ำ ถ้าเช็ดใช้ด้านนูนๆ เช็ดเตรียมผิวก่อนลงบำรุงก็โอเคเลย

สุดท้ายนี้ขอบคุณทุกท่านที่ติดตามรับชมมาจนจบ

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ทางแบรนด์ Curecode โดยตรงเลยนะคะ

https://www.facebook.com/curecodeth

ทางไปช้อปปิ้ง

Shopee https://s.shopee.co.th/2gAMZ9iB6J

Lazada https://s.lazada.co.th/s.ZREKnQ?c=s&t=p-i68A85B-sQ5V464

Disclaimer/conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับเป็นของขวัญมาจากทางแบรนด์ การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสม/วัตถุดิบตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล ผู้เขียนไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับบริษัทเครื่องสำอางใดๆ และไม่ได้รับค่าตอบแทนในการรีวิว โปรดใช้วิจารณญาณ

Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสม Cleansing water ถั่วเขียว beplain mung bean cleansing water

วันนี้มารีวิว Cleansing water ถั่วเขียวจากบ้าน beplain กัน

น้องมาในหน้าตาแบบนี้นะคะ

Cleansing water สูตรนี้มาในเนื้อไม่หนักผิว เช็ดกับสำลีง่าย ลื่น ไม่ฝืด

ประสิทธิภาพการทำความสะอาดก็ถือว่าดีเลยล่ะ ทางเราเอาลิปแมทท์สีแดง ที่มีสี stain ติดผิวได้นิดหน่อย กับ mascara primer ที่กันน้ำมาเป็นตัวแทนในการล้าง

เท cleansing water ให้ชุ่มสำลี และโปะสำลีไว้ 10 วินาที ก่อนลากออกเบาๆ ไม่ได้ถู ก็จะเห็นว่าละลายดึงเอาเมคอัพส่วนใหญ่ออกมาเกือบหมด ยกเว้นลิปเสตน ที่สีติดผิวนิดหน่อย

ทำซ้ำอีก 1 ครั้ง ก็จะล้างมาสคาร่าได้หมด เหลือสีเสตนของลิปไว้นิดหน่อย

เวลาใช้งานถ้าเอาเทใส่สำลีให้ชุ่มแล้วแปะบนเปลือกตาก่อนล้างออกก็คือโอเคเลย ไม่ได้รู้สึกแสบตา

สำหรับส่วนผสมค่อนข้างครบนะคะ

ส่วนผสมเป็นดังนี้

จุดนี้ขอไฮไลท์สีที่ sodium chloride ไว้เล็กน้อย เนื่องจากทางแบรนด์มีการเคลมเกี่ยวกับไม่แสบตา อันนี้พอจะโยงเข้ากับเรื่อง tonicity ของตำรับ คือความเข้มข้นของสารละลาย นั้นเท่ากับดวงตา เราสามารถปรับค่าความเข้มนี้ได้อย่างง่ายด้วยการใช้อิเลกโทรไลต์เช่นเกลือ (คหสต.)

ซึ่งพอได้ลองจริงแบบเทใส่สำลีชุ่ม โปะดวงตา เช็ดรอบๆ ด้วยคอตตอนบัดส์ ก็ไม่ได้แสบตา ถ้าไม่ได้เทไปโดนตาตรงๆ

แต่จุดที่แอบตินิดนึง คือการมี Methyl diisopropyl propionamide ตัวนี้เป็นสารให้ความเย็น อาจจะเคืองรอบดวงตาได้ไหม อันนี้ไม่แน่ใจ เพราะตัวเราไม่ได้รู้สึกเย็น

สารทำความสะอาดเป็น Lauryl betaine ตัวนี้เป็นสารทำความสะอาดชนิด 2 ประจุ (amphoteric surfactant) ที่อ่อนโยน ระคายเคืองน้อย ถ้าเทียบกับตัวยอดนิยม cocamidopropyl betaine (CAPB) ตัวนี้แลดูน่าสนใจกว่า เพราะโอกาสเกิดอาการไม่พึงประสงค์น้อยกว่า (คหสต.)

ตัวสารบำรุงที่ใส่มาจะเด่นไปในเชิง soothing มีการใช้สารเสริมไขมันทดแทน barrier ผิว พวก ceramides + natural oil จากเมล็ดองุ่น พร้อมกับมี hya หลายๆ อนุพันธ์เข้ามาด้วย

ให้คะแนน

  1. สารทำความสะอาด การใช้ lauryl betaine เป็นสารทำความสะอาดในสูตร cleansing water มีความน่าสนใจอยู่ แล้วเราไม่ค่อยได้เห็นเท่าไหร่ ตัวนี้มีความอ่อนโยน ให้ไป 5 ฟลาสก์
  2. สารบำรุงและส่วนผสมอื่น เสริมสาร soothing พร้อมกับไขมันทดแทน barrier ผิว และมีไฮยาหลากหลายฟอร์ม ถือว่าทำมาได้ค่อนข้างดี ให้ไป 5 ฟลาสก์
  3. ความชอบ ฟินิชของ cleansing water นี้เด่นไปทางแมทท์ แต่ไม่ถึงกับแห้งตึง ซึ่งแตกต่างกับ cleansing water ที่เตรียมจาก PEG-6 Caprylic/capric glycerides ที่จะไปในทางนุ่มๆ เคลือบๆ ด้านความสามารถในการทำความสะอาดถือว่าทำมาได้ดี แต่จะติตรงฝาขวดแอบซึมหกง่ายนิดนึง ให้ไป 4 ฟลาสก์

สุดท้ายนี้อยากขอบคุณทุกท่านนะคะที่ติดตามรับชมมาจนจบ

ทางไปช้อปปิ้ง

https://s.shopee.co.th/1Vy3COlfs1

Disclaimer/conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ซื้อด้วยตนเอง การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสม/วัตถุดิบตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล และผู้เขียนไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับบริษัทเครื่องสำอางใดๆ โปรดใช้วิจารณญาณ

Image

รีวิว/อัพเดทผลเทสต์สุดปังของน้อง LaLaaCram Youth-Full Advanced Skin Renewal Serum + Moisturizer รับปี 2026

💚เรามีมอยส์ตัวหนึ่งที่ทำออกมาได้ดีมาก และก็เป็นลูกรักของใครหลายคน

อยู่มาวันหนึ่ง ทางแบรนด์เกิดอยากจะปรับสูตร แต่ลูกค้ารักสูตรนี้แล้ว ทางแบรนด์เลยทุ่มเทงบวิจัยค้นคว้าเพิ่มขึ้นว่า ครีมสูตรนี้มีประโยชน์อะไรที่พอจะเพิ่มเติมให้ลูกค้าได้บ้าง และวันนี้เราจะมาดูผลเทสต์แบบใหม่แบบสับของน้องมอยส์คนนี้กัน

น้องคนนี้ก็คือ Youth-Full Advanced Skin Renewal Serum + Moisturizer นั่นเองค่ะ ปรับแพคเกจเดิมจาก กระปุกมาเป็นขวดแบบนี้นะคะ

ส่วนนี้จะเป็นกล่องโฉมใหม่นะคะ

เนื้อครีมเหมือนเดิม คือ เป็นกึ่งเซรั่มเจล กึ่งครีม เนื้อค่อนข้างชุ่มผิว และเนื่องจากไม่มีส่วนผสมของน้ำหอม เราจะได้กลิ่นวัตถุดิบอยู่จางๆ

เกลี่ยได้ค่อนข้างง่าย ให้ความรู้สึกเย็น สบาย มีความรู้สึกว่าชุ่มชื้นดี แต่ไม่ถึงกับเหนอะหนะ เมื่อทิ้งไว้ซักพักจะเหลือสัมผัสนุ่มอยู่

💚 เรามาดูผลเทสต์เรื่อง Anti-aging 4 กลไกกัน ซึ่งการทดสอบนี้คือการทดสอบกับผลิตภัณฑ์จริงเลย ไม่ใช่แค่เอาวัตถุดิบมาทดสอบ และผ่านการทดสอบโดยหน่วยงานรัฐชั้นนำที่มีมาตรฐาน

🤍 กลไกที่ 1 และ กลไกที่ 2 การเสริมสร้างคอลลาเจน และอิลาสติน

คอลลาเจนนั้นเป็นเส้นใยสำคัญ ที่ให้ประโยชน์ในด้านความกระชับและความแข็งแรงของชั้นผิว (Firm and

strength)

ส่วนอิลาสตินเป็นเส้นใยที่ให้ประโยชน์ในเชิงความยืดหยุ่น

โดยทำการทดสอบแบบ in vitro กับเซลล์ไฟโบรบลาสต์มนุษย์

พบว่า Youth-Full Advanced Skin Renewal Serum + Moisturizer สามารถเพิ่มการสังเคราะห์คอลลาเจน

และอิลาสติน ได้ตามความเข้มข้นที่ทดสอบ (dose related)

🤍 กลไกที่ 3 ประสิทธิภาพในการต่อต้าน senescent cells

เท้าความก่อนค่ะ Fibroblast คือเซลล์สำคัญในชั้น Dermis ทำหน้าที่สร้างคอลลาเจน อิลาสติน และซ่อมแซมผิวเมื่อเกิดความเสียหาย แต่เมื่อ fibroblast เจอความเครียดสะสมไม่ว่าจะจาก UV มลภาวะ หรือแค่เวลาที่ผ่านไป DNA ภายในเซลล์เริ่มเสียหายสะสมจนถึงจุดที่ซ่อมไม่ได้ เซลล์จึงหยุดแบ่งตัว แต่มันไม่ยอมตาย กลายร่างเป็นsenescent cells ที่เราเปรียบเปรยว่าเป็นเซลล์ซอมบี้

พวกนี้นอกจากจะไม่ทำงานสร้างคอลลาเจนแบบเดิมแล้ว แต่ก็ไม่ตายออกไปให้เซลล์ใหม่มาแทนที่ แถมพวกนางยังไม่ได้อยู่เฉยๆ ปลดปล่อยสารกลุ่ม SASP หรือ Senescence-Associated Secretory Phenotype สารเหล่านี้เช่นพวกที่เกี่ยวกับการอักเสบ และเอนไซม์ MMP ที่ไปย่อยทำลายเส้นใยข้างเคียง แถมนำส่งสัญญาณให้เพื่อนๆ

ข้างเคียงกลายเป็นซอมบี้ไปด้วย

เหมือนเวลาซอมบี้แพร่พิษใส่คนปกติให้กลายเป็นซอมบี้แบบมันแหละ

ทีนี้ผลทดสอบ พบว่า Youth-Full Advanced Skin Renewal Serum + Moisturizer สามารถลดปริมาณเซลล์ซอมบี้ลงได้ (มีคุณสมบัติต้านเซลล์แก่ หรือ anti-senescence)

🤍 กลไกที่ 4 Skin proliferation and regeneration

พบว่าเซรั่ม Youth-Full Advanced Skin Renewal Serum + Moisturizer สามารถเสริมการแบ่งตัวของ

Fibroblast ซึ่งจะให้ประโยชน์สืบเนื่องไปสู่การฟื้นฟูผิว เนื่องจาก Fibroblast เป็นเสมือนช่างก่อสร้างของผิว 

💚 จะเห็นได้ว่าจากผลเทสต์ทั้งหมดนี้แล้ว Youth-Full Advanced Skin Renewal Serum + Moisturizer คนเดิมของเรานั้นมีความสามารถหลากหลายในการดูแลปัญหาผิว

และยังผ่านการทดสอบทางคลินิกโดยสถาบัน DermScan Asia ว่าไม่ก่อให้เกิดการระคายเคืองในอาสาสมัคร (ค่า Mean irritation index = 0.01 แปลว่าไม่ระคายเคือง)

ทีนี้กลับมาที่ส่วนผสม ซึ่งเป็นคอมบิเนชั่นที่ทางแบรนด์คัดเลือกมาอย่างลงตัว

💚 ในภาพรวม คือ ถ้ามองในแง่ของมอยส์เจอไรเซอร์ที่เสริม Barrier ผิว น้องทำมาได้ค่อนข้างครบถ้วนเลย คือมีทั้งกลุ่มของไขมันที่เป็น Barrier อย่างพวก Ceramide, Cholesterol และกรดไขมันจากธรรมชาติ ร่วมกับสารจับน้ำตามธรรมชาติ หรือ Natural moisturizing factor (NMF) ที่เป็นกรดอะมิโน น้ำตาล กรดอินทรีย์ มีสารกลุ่ม Hyaluron หลากหลายชนิดที่มีประโยชน์ในการเติมและอุ้มน้ำให้ผิว และเสริมมาด้วยกลุ่มสารที่ดูแลปัญหาเรื่องการระคายเคืองผิวเพราะ Barrier ที่ไม่แข็งแรง และสำหรับคนที่กลัวว่ามอยส์เจอร์นี้จะมันเยิ้มเกินไป ทางแบรนด์ใช้สารสกัดจากเห็ด Fomes ตัดเข้ามาให้ประโยชน์ในด้านการควบคุมความมันกระชับรูขุมขน คือเรียกได้ว่าทำมาพร้อมและคำนึงถึง user ทุกกลุ่มมาก

สารบำรุงเปิดมาด้วย Niacinamide ที่ให้ประโยชน์โดดเด่นหลายประการ ทั้งในเชิงการเสริมการฟื้นฟู Barrier ผิว ควบคุมความมัน ในเชิง whitening ผ่านการยับยั้งการส่งผ่านเมลานินที่สร้างเสร็จแล้วไม่ให้ออกไปภายนอก และในเชิงของการดูแลการระคายผิว แบรนด์จัดมาเลยแบบสวยๆ 5%

สารบำรุงกลุ่ม Soothing ก็ไม่น้อยหน้า ด้วยส่วนผสมของสารสกัดจาก Oatmeal ที่โดดเด่นในด้านนี้และมีคุณสมบัติพิเศษในการเสริมความแข็งแรงให้กับผิว จูงมือมากับ Cica, Allantoin, Dipotassium glycyrrhizate ว่านหางจระเข้

มี Bifida ferment lysate เป็น postbiotic ที่เด่นในเชิงการเสริมกระบวนการฟื้นฟูผิว พร้อมทั้ง soothing และเสริมความแข็งแรงให้แก่ผิว

สำหรับท่านที่สนใจสามารถดูส่วนผสมทั้งหมดตามภาพ

สุดท้ายนี้ต้องขอขอบคุณทางแบรนด์ LaLaaCram ที่ส่งผลิตภัณฑ์ดีๆ มาให้ได้เปิดหูเปิดตา และขอบคุณทุกท่านที่ติดตามรับชมมาจนจบ

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ทางแบรนด์โดยตรงเลยนะคะ

https://www.facebook.com/lalaacramthailand

Disclaimer/conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากทางแบรนด์ การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสม/วัตถุดิบตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล และผู้เขียนไม่ได้ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับบริษัทเครื่องสำอางใดๆ โปรดใช้วิจารณญาณ

Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสม Eye and Neck treatment ยืนหนึ่งด้านนวัตกรรม the Labatorian Completes Thin Skin ScienceTM

ผลิตภัณฑ์บำรุงลำคอและรอบดวงตาตัวใหม่จากบ้าน the Labatorian จะเป็นอย่างไร Blog นี้มาเล่ากันแบบละเอียด

แต่ก่อนจะไปดูตัวผลิตภัณฑ์ขอเริ่มที่หลักการพื้นฐานกันก่อน

ใบหน้า-ลำคอ-รอบดวงตา

แม้จะผิวเดียวกัน แต่ลักษณะทางกายวิภาคไม่เหมือนกัน และนั่นหมายความว่า ความต้องการสกินแคร์ก็จะแตกต่างกันไป

ถ้าเทียบเฉพาะ 3 โซนนี้

ผิวหน้า คือ ผิวที่แข็งแกร่งที่สุดในสามโซน

ชั้น epidermis หนา 0.1–0.2 มม. ต่อมไขมัน (sebaceous gland) มีจำนวนมาก โดยเฉพาะบริเวณ T-zone ผิวบริเวณนี้จะแข็งแกร่ง ชั้น dermis หนา 1.5 – 4 มม. มีเส้นใยครบสมบูรณ์

รอบดวงตา เป็นโซนที่บอบบางที่สุดบนใบหน้า

ผิวบางเพียง 0.05 มม. คือ บางกว่าผิวหน้าถึง 4 เท่า แทบไม่มีต่อมไขมันเลย ทำให้ขาดชั้นไขมันปกป้อง กล้ามเนื้อ orbicularis oculi อยู่ใต้ผิวโดยตรง คนเรากระพริบตา ~15,000 ครั้งต่อวัน สร้างรอยพับซ้ำๆ ได้ง่ายมาก

หลอดเลือดและน้ำเหลืองหนาแน่น เมื่อระบบเหล่านี้ผิดปกติ ก็จะทำให้เกิดอาการบวม และใต้ตาดำจากเม็ดสีหรือเส้นเลือดที่ส่องผ่านผิวบางได้ง่าย ผิวบริเวณนี้เสื่อมสภาพและแสดงอาการแก่ก่อนส่วนอื่นของใบหน้า

ตัดภาพมาที่ลำคอ เป็นโซนที่ถูกลืมมากที่สุด ทั้งๆ ที่โซนนี้แก่เร็วที่สุด

ต่อมไขมันน้อย ผิวแห้งง่าย การหมุนเวียนเซลล์ช้ากว่าใบหน้า กล้ามเนื้อ platysma อยู่ใต้ผิว เมื่ออายุมากขึ้นจะเห็นเป็นเส้น และยิ่งผิวบางลงก็ยิ่งเห็นชัด ส่วนใหญ่คนทากันแดดไม่ถึง หรือ ไม่ได้เติมในระหว่างวัน เลยทำให้สีผิวไม่สม่ำเสมอ เส้นเลือดฝอยเปราะ และผิวบางลง พบบ่อยมากในผู้หญิงอายุ 40+

ดังนั้นในการพัฒนาตำรับสำหรับผิวรอบดวงตาและลำคอ พร้อมๆ กัน มันจะไม่ใช่แบบว่าขวดเดียว ใช้ได้สองที่ แต่มันคือ สูตรที่เข้มข้นพอสำหรับคอ แต่อ่อนโยนพอสำหรับรอบตาในเวลาเดียวกัน ซึ่ง Completes ของ the Labatorian ทำมาได้ตอบโจทย์มาก

และนี่คือหน้าตาของน้อง

completes the labatorian

ส่วนนี้จะเป็นแพคเกจนะคะ

เนื้อสัมผัส จะเป็นลักษณะคล้ายครีมเจลสีครีมอมเหลืองอ่อน

เกลี่ยได้ค่อนข้างง่าย ให้ความรู้สึก Rich และข้นกว่าน้อง Oceans แต่ซึมไว แห้งไว เซ็ตตัวไว ไม่เหนียวเหนอะหนะ ให้ความรู้สึกสบายผิว เนื้อสัมผัสแบบนี้ทางแบรนด์เรียกว่าเป็น SweetSpotTM Balance ไม่มากไปสำหรับรอบดวงตา และชุ่มชื้นพอสำหรับคอ

ทางแบรนด์แนะนำวิธีการทาดังภาพนะคะ

เรามาดูส่วนผสมกันนะคะ

ในภาพรวมเป็นผลิตภัณฑ์ที่จัดส่วนผสมของสารบำรุงมาได้อย่างหลากหลาย แต่ลงตัว เบลนด์มาในเบสแบบอิมัลชั่นเจลเนื้อบางเบา ไม่เหนอะหนะ ไม่หนักผิว อ่อนโยนสำหรับดวงตา และชุ่มพอสำหรับคอ

สังเกตจากการเลือก Isononyl isononanoate ที่เป็น fatty ester เนื้อเบา ร่วมกับ Dicaprylyl carbonate ที่เบามาก

ทีนี้ในหมวดของสารบำรุงจะอิงตามเทคโนโลยีเอกสิทธิ์ของทางแบรนด์ไปเลย แล้วค่อยมาดูตัวที่แยกออกมานะคะ

และด้วยความเป็นครีมรอบดวงตา ดิฉันขอเริ่มที่ CircuFlowTM technology ที่เสริมกระบวนการไหลเวียนของของเหลว ให้ประโยชน์เด่นในการดูแลรอบดวงตาเป็นพิเศษ

  • คอมบิเนชั่นของ Caffeine + Escin และ สารสกัดจาก Ruscus aculeatus (หรือ Butcher’s broom) ที่เด่นเรื่องการดูแลการไหลเวียนของของเหลว และเสริมความแข็งแรงของระบบหลอดเลือด รวมถึงสารสกัดของ Butcher’s broom ยังมีประโยชน์ในการดูแลเรื่องปัญหาการระคายเคืองเสริมเข้ามา

ถัดมาจะเป็นเรื่องของกลุ่ม Antiaging ทั้งหมด ทางแบรนด์เบลนด์มาใน PeptoSpringTM technology เป็นคอมบิเนชั่นของเปปไทด์หลากหลาย ร่วมกับ Hydroxypropyl tetrahydropyrantriol ตัวนี้เดิมทีคือสิทธิบัตร Pro-Xylane ของเครือ L’oreal แต่หลุด patent แล้ว ซึ่งขึ้นชื่อในการดูแลริ้วรอยอยู่พอตัว มีคุณสมบัติในการเสริมการสังเคราะห์ glycosaminoglycan (GAG) ในผิว ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการทำให้ผิวอุ้มและเก็บกักน้ำได้ดี มีความยืดหยุ่น ฟู กระชับ รวมทั้งเสริมกระบวนการฟื้นฟูโครงสร้างตามธรรมชาติของผิว

ขอดึงเปปไทด์บางตัวที่แปลกใหม่ กับพวกที่หาตัวจับยากมาพูดถึง

  • Tripeptide-32 เปปไทด์ที่เกี่ยวข้องระบบนาฬิกาชีวภาพของผิว ช่วยเสริมกระบวนการฟื้นฟูผิวตามธรรมชาติ
  • คู่ผสมที่เบลนด์ Palmitoyl tripeptide-1 เข้ากับ Palmitoyl tetrapeptide-7 ทำให้ได้ประโยชน์ในการกระตุ้นการสังเคราะห์คอลลาเจนใหม่ และ ปกป้องคอลลาเจนเก่า โดยไปดูแลการระคายเคืองของผิว ผ่านการยับยั้ง interleukins-6 (IL-6) ที่จะนำไปสู่การย่อยสลายคอลลาเจน
  • Hexapeptide-9 เป็นตัวที่มีประโยชน์ในการคลายริ้วรอยบริเวณหน้าผาก และตีนกาโดยเฉพาะ และคืนความยืดหยุ่นให้ผิว เมื่อจับคู่กับ Acetyl hexapeptide-8 ก็จะเสริมกันผ่านกลไกนี้ได้อย่างลงตัว
  • Acetyl tetrapeptide-5 เด่นดูแลการบวมน้ำรอบดวงตา
  • Copper tripeptide-1 นำพาเอา copper ไปส่งให้ผิวทำงานได้ดีตามปกติ

ในภาพรวมจึงค่อนข้างโดดเด่นทั้งในส่วนของการซัพพอร์ตผิวให้ทำงานได้ดี พร้อมทั้งเสริมการสังเคราะห์คอลลาเจนและเส้นใยใหม่ ปกป้องเส้นใยเก่า คลายริ้วรอยนิดๆ แบบกรุบกริบ เพื่อให้เกิด WOW effect หลังทา และเสริมกับส่วนผสมในชุด CircuFlowTM technology ให้ดูแลรอบดวงตาได้อย่างสมบูรณ์แบบ

Barrier ผิวต้องแข็งแรง ด้วยการเบลนด์กันของ Ceramides และสารบำรุงกลุ่มไขมันที่พบได้ในผิวซึ่งจะซัพพอร์ตการทำงานของ Barrier ผิว มาพร้อมการเติมน้ำแบบเก่งๆ หลากหลายกลไก

มาพร้อม Ectoine ที่เป็นกรดอะมิโนชนิดพิเศษที่มีโครงสร้างเป็นวงกลม ที่มีข้อมูลซัพพอร์ตว่าสามารถดึงเอาน้ำมาเกาะไว้กับตัวเองแล้วกลายเป็นชั้นโครงสร้างที่ช่วยปกป้องโปรตีนองค์ประกอบต่างๆ ที่สำคัญของเซลล์เอาไว้ เรียกว่าเป็น Ectoine hydrocomplex (Clin Dermatol. 2008;26(4):326–633.) เจ้า Hydrocomplex ดังกล่าวส่งผลดีถึงองค์ประกอบทั้งเซลล์ คือปกป้องเซลล์นั้นให้มีปริมาณน้ำเหมาะสม และทำงานได้ตามปกติ แต่เมื่อปริมาณน้ำต่ำลง จะไปมีผลต่อระบบของการอักเสบทำให้เกิดอาการต่างๆ ตามมา ในกรณีของผิวหนัง การมี Ectoine จะช่วยให้ Lipid barrier ของผิวทำงานได้ตามปกติและมีความแข็งแรง ผิวจึงแข็งแรง และเก็บกักน้ำได้ดี (มีการระเหยของน้ำออกจากผิว/Transepidermal water loss; TEWL น้อย) (Biophys Chem. 2010;150(1–3):37–46.) ให้ประโยชน์ในการปกป้องผิวให้แข็งแรง ลดการระเหยของน้ำออกจากผิว ลดการอักเสบระคายเคือง รวมทั้งดูแลปัญหาผิวอักเสบและระคายเคืองต่างๆ (Skin Pharmacol Physiol. 2004; 17(5):232-7.) ยังมีการทดสอบพบว่า Ectoine ให้ประโยชน์เป็น Whitening ได้อีก โดยไป block ผลจาก MSH ไม่ให้กระตุ้นให้เกิดการสร้าง Melanin ออกมาเมื่อเจอรังสี UV (Antioxidants (Basel). 2020;9(1):63.)

Soothing ด้วยส่วนผสมหลากหลาย ดูแลปัญหาการระคายเคือง ที่จะนำไปสู่ความเสื่อมของผิวผ่าน Inflammaging

ใช้ส่วนผสมชุด TECA (Titrated extract of Centella asiatica) ซึ่งเป็นคอมบิเนชั่นเอกสิทธิ์ที่มีวิจัยรองรับ ให้ประโยชน์กับผิวหลากหลาย ทั้ง Soothing และให้ประโยชน์ในเชิง antiaging

เสริม AOX จาก Superoxide dismutase, Astaxanthin และวิตามินอี (tocopheryl acetate)

ได้เรื่อง whitening ด้วยคู่หูคู่ขวัญ Niacinamide (B3) + N-acetyl-D-glucosamine (NAG) เมื่อใช้ร่วมกัน มีการศึกษาที่น่าสนใจโดย Kimball และคณะเมื่อปี 2010 ให้อาสาสมัครทาครีมที่มีส่วนผสมของ Niacinamide 4% + NAG 2% ในอาสาสมัครจำนวน 101 คน เป็นเวลา 10 สัปดาห์ เทียบกับครีมเปล่าที่ไม่มี B3+NAG พบว่ากลุ่มที่ได้รับครีม B3+NAG มีสีผิวที่สม่ำเสมอขึ้น จุดด่างดำต่างๆ แลดูจางลง (Br J Dermatol. 2010;162(2):435-41.) ลำพัง B3 เดี่ยวๆ และ NAG เดี่ยวๆ ก็ดูแลผิวได้หลายอย่างอยู่

ทั้งหมดทั้งมวลนี้มาในเทคโนโลยี LLCxTM ที่เป็นการสร้างเนื้อให้ออกมาในรูปแบบที่คล้ายคลึงกับการจัดเรียงตัวของไขมันในผิวที่มีสุขภาพดี

ในภาพรวมก็คือ เป็นผลิตภัณฑ์ที่มาครบ Completes สมชื่อของนางเลย

มาให้คะแนนกัน

  1. สารบำรุง จัดเต็มเพื่อให้ได้ประโยชน์ในการดูแลผิวตามความต้องการของบริเวณรอบดวงตาและลำคอ ทั้งในส่วนของปัญหารอบดวงตา และการดูแลปัญหาริ้วรอย ด้วยคอมบิเนชั่นที่ผ่านการคัดเลือกมาเป็นอย่างดี ให้ไป 5 ฟลาสก์
  2. ส่วนผสมอื่นๆ มาในเบสเนื้อบางเบา ด้วยการเลือกใช้ LLCxTM technology และไม่มีสารที่ไม่เป็นมิตรกับผิว ให้ไป 5 ฟลาสก์
  3. ความชอบ เทคโนโลยีการดูแลผิวบาง Thin Skin Science ซึ่งเน้นดูแล 2 บริเวณที่ทำให้เราดูอายุเยอะกว่าความจริง คือ รอบดวงตา และลำคอ แท้จริงแล้ว 2 บริเวณนี้มีความต้องการที่แตกต่างกัน แต่ Completes สามารถดูแลได้เป็นอย่างดี ทำให้มีความน่าสนใจ ทีนี้ในด้านประสิทธิภาพหลังจากได้ทดลองใช้มาเกือบ 1 สัปดาห์ คือ รู้สึกเรื่องความชุ่มชื้น และนุ่มนวลผิวมากขึ้น ในส่วนของริ้วรอยและรอยคล้ำอาจจะต้องใช้เวลาสักระยะถึงจะตอบได้ แต่โดยรวมก็คือชอบคอนเซปท์มาก ให้ไป 5 ฟลาสก์

สุดท้ายนี้ขอขอบคุณทางแบรนด์ the Labatorian ด้วยนะคะที่ส่งผลิตภัณฑ์ดีๆ เพียบพร้อมด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาให้ได้เปิดหูเปิดตา และขอบคุณทุกท่านด้วยค่ะที่ติดตามรับชมมาจนจบ

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ทางแบรนด์โดยตรงเลยนะคะ

IG : the_labatorian

Line official : @labatorian

Facebook : Labatorian

ทางไปช้อปปิ้ง

TikTok Shop

Shopee https://s.shopee.co.th/20rGCRHxf6

Disclaimer/conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากทางแบรนด์ the Labatorian การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสม/วัตถุดิบตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล และผู้เขียนไม่มีส่วนเกี่ยวข้องเกี่ยวกับบริษัทเครื่องสำอางใดๆ โปรดใช้วิจารณญาณ

Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสม Tinted sunscreen สูตรใหม่ จากบ้าน Bioderma สูตร Photoderm XDefense Ultra-Fluid Shade 01

Bioderma Photoderm XDefense ออกเฉดสีมาใหม่ คือ Shade 01 ต่างจากเดิมอย่างไร Blog นี้จะวิเคราะห์ส่วนผสมอย่างละเอียดค่ะ

ก่อนไปดูส่วนผสม ใครที่พลาดรีวิวสูตร Invisible ไป สามารถรับชมได้ที่ลิงค์นี้นะคะ

https://miyeonthereviewer.com/2025/03/02/bioderma-xdefense/

ตัวน้องมาในหน้าตาแบบนี้ค่ะ

bioderma photoderm shade 01

ส่วนนี้จะเป็นกล่อง

bioderma photoderm shade 01

เนื้อสัมผัส จะเป็นแบบลิควิด มีสีเบจอ่อนๆ กลืนไปกับผิว ไม่ขาวลอย

เกลี่ยได้ง่าย ให้ความปกปิดเล็กน้อย

ฟินิชใต้แสงแฟลชนะคะ

สำหรับวิธีใช้ เราสามารถเบลนด์ผสมกับเฉด invisible ก็ได้ เพื่อให้ได้เนื้อความปกปิดที่เบาลง

ส่วนตัวพักหลังๆ เริ่ม กังวล กับสีผิวไม่สม่ำเสมอ ยังไม่ถึงขั้นเป็นกระ แต่ก็มีจุดด่างดำบริเวณด้านบนโหนกแก้มซ้าย เลยจะเอา shade 01 มาทาตรงนั้นเพิ่มหลังจากลง invisible เสร็จแล้ว แล้วแต่งหน้าต่อตามปกติ

สูตรนี้มีส่วนผสมเป็นดังนี้ค่ะ

จุดที่คงความแข็งแกร่งไว้แบบสูตร Invisible

  • สารกันแดดที่ทรงประสิทธิภาพ มีความเสถียรสูง พร้อมนวัตกรรมปกป้องได้ครบทุกรังสีจากแสงแดด และสิ่งแวดล้อม คือ UV-Visible light-Infrared และ Pollution
  • ความเป็นกันแดดดีท็อกซ์ตัวแม่ ด้วยศาสตร์ Detox science จากส่วนผสมของ TMBA (Trimethoxybenzyl acetylsinapate) + สารกันแดด ภายใต้สิทธิบัตร เปิดระบบ Nrf2 ซึ่งเป็นระบบแอนตี้ออกซิแดนท์ของผิวตามธรรมชาติ มีผลเทสต์ว่าช่วยเสริมประสิทธิภาพการดีท็อกซ์ภายในผิวมากขึ้น 164%

จุดที่เพิ่มขึ้นมา

  • การผสมผสาน Iron oxides ซึ่งปกติมีด้วยกัน 3 เฉด คือ Iron oxide yellow (CI 77492), Iron oxide red (CI 77491) และ Iron oxide black (CI 77499) เข้าได้อย่างลงตัวเกิดเป็นเฉด 01 ที่ใกล้เคียงกับผิวคนไทย ดีไซน์ออกแบบมาเพื่อปกป้องคนโทนผิวเหลือง (Fitzpatrick’s phototype III-IV)

ซึ่งมีข้อมูลว่า Visible light โดยเฉพาะแสงในช่วงแสงที่มีพลังงานสูง เรียก High energy visible light (HEV light) เช่น สีน้ำเงิน นั้นส่งผลเสียต่อผิวพรรณไม่แตกต่างจากรังสี UV ในแง่ของการเหนี่ยวนำให้เกิดการสร้างอนุมูลอิสระ รอยแดง และกระตุ้นการทำงานของเอนไซม์ MMP ที่จะไปย่อยทำลายเส้นใยในผิว เช่น คอลลาเจน ทำให้ผิวหย่อนคล้อย ไม่กระชับ นอกจากนี้คลื่นแสงสีน้ำเงินยังสามารถจับกับตัวรับ Opsin receptor บน Melanocyte แล้วกระตุ้นให้สร้างเม็ดสีได้โดยตรง กระบวนการนี้เด่นในคนผิวเหลือง และคนผิวเข้ม ซึ่งจะนำไปสู่สีผิวไม่สม่ำเสมอ กระ หรือ ฝ้าได้ต่อไป

ซึ่งมีรายงานว่า Pigment หรือ เม็ดสีในกลุ่มของ Iron oxides นั้น สามารถปกป้องผิวจาก Blue light ได้

Note: ในภาพ D&C red นั้นไม่เกี่ยวข้อง แค่อยากนำสีของ Iron oxides yellow และ red มาแสดง

การเบลนด์ Iron oxides ทั้ง 3 เฉด จะทำให้ได้สีใกล้เคียงกับสีผิวของคนเรา และยังได้ประสิทธิภาพในการปกป้องผิวจาก HEV light ด้วย

สูตรนี้ มี SPF 70.7 PPD 32.5

เรามาสรุปรายละเอียดส่วนผสมที่น่าสนใจกันอีกสักครั้งนะคะ

ในด้านของสารกันแดด น้องก็คือทำมาได้ครบสยบทั้ง UVA-UVB และเสริมสารที่เป็น SPF booster กับตัวที่ช่วยเพิ่มความเสถียรให้ระบบกันแดดในสูตร 

กลุ่มสารกันแดด

  • bis-Ethylhexyloxyphenol methoxyphenyl triazine หรือ Tinosorb S เป็นสารกันแดดที่มีความคงตัวดี กรองรังสีได้ในช่วงกว้างทั้ง UVA-UVB
  • Butyl Methoxydibenzoylmethane เด่นกรองรังสี UVA เป็นหลัก
  • Diethylamino hydroxybenzoyl hexyl benzoate หรือ Uvinul A+ เป็นตัวกรอง UVA ที่เด่นเรื่องการปกป้องการเกิดอนุมูลอิสระจากรังสี UV ในผิว มีความคงตัวดี

จะเห็นว่าเป็นการเลือกใช้สารกรองรังสี UV 3 ชนิด ที่มีความปลอดภัย เบลนด์กันในสัดส่วนที่เหมาะสมเพื่อลดการสัมผัสสารที่ไม่จำเป็น แล้วได้ค่า SPF (กัน UVB) และ PPD (กัน UVA) ที่สูง ครอบคลุม ภายใต้คอนเซปท์ “Balance of filter coverage and stability”

สารที่ใช้เป็นมิตรกับผิว รวมถึงผ่านการทดสอบแล้วว่าเป็นมิตรกับท้องทะเล และเป็นตัวที่ได้รับการยอมรับจาก USFDA

ส่วนตัวเสริมกันแดดจะมี

  • Ethylhexyl methoxycrylene ตัวนี้จะช่วยกำจัดอนุมูลอิสระ (Singlet oxygen quencher) และตัวมันยังดูดซับรังสี UVA ได้ด้วย
  • Methoxyphenylimino dimethylcyclohexenyl ethyl glycinate ตัวนี้เป็นโมเลกุลจากธรรมชาติพบได้ในสาหร่าย ปกป้องผิวได้จากทั้งรังสี UVA, UVB และบูสท์ค่า SPF ให้ตำรับ

ในสูตรเสริม antioxidants ที่ช่วยปกป้องผิวจาก IR, Visible light และ มลภาวะ ซึ่งก็มีข้อมูลอยู่ว่าการใช้สารกรองรังสีเสริม antioxidants จะสามารถปกป้องผิวจากความเสียหายได้มากขึ้นกว่าการใช้สารกรองรังสีเพียงอย่างเดียว โดยตัวที่เป็นนางเอกในหมวดนี้คือ MAA-like (Methoxyphenylimino Dimethylcyclohexenyl Ethyl Glycinate) น้องมีชื่อเล่นในวงการว่า “natural photoprotector” ซึ่งมีข้อมูลว่ามีฤทธิ์ antioxidant สูงกว่าวิตามินอี 10 เท่า และ มีคุณสมบัติในการยับยั้ง MMP-2 ที่จะไปย่อยคอลลาเจน IV ซึ่งเป็นองค์ประกอบที่สำคัญของชั้นเชื่อมต่อระหว่าง epidermis-dermis ที่เรียกว่า Dermal-epidermal junction หรือ DEJ ซึ่งถ้าชั้นนี้แข็งแรง โอกาสเกิดริ้วรอยลึกจะมีน้อย

เสริมการปกป้องมลภาวะด้วยชั้นฟิล์มของ Glycofilm (Biosaccharide gum-4)

การเอาคู่นี้มาอยู่ด้วยกันจึงเป็นเสมือนการปกป้องผิวทั้งจากภายในและภายนอก พร้อมทั้งให้ประโยชน์ในเชิง anti-aging จากการปกป้อง Collagen IV

จากผลการทดสอบพบว่า สามารถปกป้องเซลล์ผิวไม่ให้เสียหายจากแสงแดดได้ Full spectrum (UV+IR+VIS) รวมทั้งมลภาวะ ได้สูงมากถึง 99%

สารอีกตัวที่น่าสนใจในสูตร Ectoin เป็นกรดอะมิโนชนิดพิเศษที่มีโครงสร้างเป็นวงกลม พบได้ในธรรมชาติสร้างโดยแบคทีเรียบางสายพันธ์ที่อาศัยในสิ่งแวดล้อมที่สุดขั้ว (Extremophile) ทำหน้าที่ปกป้องตัวเขาเองจากอันตรายภายนอก โดยตัว Ectoin จะทำหน้าที่ดึงเอาน้ำมาเกาะไว้กับตัวเอง กลายร่างเป็น Ectoin hydrocomplex ที่ช่วยปกป้องโปรตีนองค์ประกอบต่างๆ ของเซลล์เอาไว้ (Clin Dermatol. 2008;26(4):326–633.) และพอจะมีข้อมูลอยู่ว่า Ectoin ปกป้องเซลล์ผิวจากรังสี UV ได้ (Skin Pharmacol Physiol. 2004; 17(5):232-7.) และงานวิจัยล่าสุดปี 2024 พบว่า Ectoin สามารถปกป้องผิวจากความเครียด โดยไปลดผลเสียของ Cortisone ที่จะทำให้ผิวอ่อนแอ และทำให้จำนวนคอลลาเจนลดลง

Cortisone จะเปลี่ยนเป็น Cortisol โดยใช้เอนไซม์ 11beta-HSD ซึ่ง Cortisol จะมีฤทธิ์แรงขึ้น

พบว่าเมื่อคนเราอายุมากขึ้น หรือ สัมผัสรังสี UV จะทำให้เอนไซม์นี้มีมากขึ้น ผิวเลยอ่อนแอ และ เพิ่มความเสี่ยงในการเกิดริ้วรอย เพราะว่าคอลลาเจนจะลดลง

โดย Ectoin จะไปปกป้องผิวจากรังสี UV โดยไม่ทำให้เอนไซม์ 11beta-HSD ทำงานมากขึ้น จนเกิดผลเสีย

นอกจากนี้เวลาสัมผัสรังสี UV จะทำให้ระบบภูมิคุ้มกันผิวถูกกด ส่วนหนึ่งเพราะเซลล์คุณตำรวจ ที่ชื่อ คุณ Langerhan Cells (LC) จะลดลง เซลล์นี้เป็นเหมือนคุณตำรวจคอยสอดส่องผิว ว่ามีสิ่งแปลกปลอมเข้ามาไหม แล้วไปเปิดระบบภูมิคุ้มกันเพื่อปกป้องผิว

เมื่อใช้ Ectoin + Mannitol คอมบิเนชั่นใน Photoderm XDefense คือ เทคโนโลยี Sun active defense สามารถปกป้องคุณตำรวจ LC ให้อยู่รอดได้แม้เจอ UV

นวัตกรรมดีท็อกซ์ด้วย TMBA (Trimethoxybenzyl acetylsinapate) คู่กับสารกันแดด มีผลทดสอบว่าสามารถเสริมการสังเคราะห์ยีน MT1G (Metallothionein 1G) ซึ่งเป็นหนึ่งในยีนที่ใช้สร้างโปรตีนในกลุ่ม Metallothionein (MTs) ซึ่งเป็นโปรตีนขนาดเล็กที่มีปริมาณกรดอะมิโนซีสเทอีน (cysteine) สูง ใน cysteine นี้จะมีโครงสร้างของหมู่ Sulfhydryl (-SH) อยู่ จึงทำให้โมเลกุลของ MTs มี -SH อยู่อย่างหนาแน่น ส่งผลให้ MTs มีความสามารถพิเศษหลายๆ อย่าง ไม่ว่าจะเป็นด้านการเป็น Antioxidant รวมไปถึงการจับอิออนโลหะที่จะนำไปสู่การสร้างอนุมูลอิสระใหม่ๆ ผ่าน Fenton reaction

โดยปกติแล้วการทำงานร่วมกันระหว่างระบบ Nrf2 ซึ่งเป็นระบบ natural antioxidant system จะเหมือนการทำงานแบบต้นน้ำ-ปลายน้ำ

ที่เมื่อระบบ Nrf2 เปิดแล้วมีผลดีหลายอย่างในด้านการดีท็อกซ์ ปกป้องตัวเองของผิว และทำให้มีการสร้าง MTs (รวมถึงโมเลกุลที่มีประโยชน์ต่อผิวต่างๆ) ออกมามาก ทำให้ผิวเราแกร่งขึ้น ปกป้องตัวเองและทำลายอนุมูลอิสระได้มากขึ้น

และนอกจากนี้ยังให้ผลในเชิงด้านของกระบวนการลดการอักเสบผ่านการลดการปลดปล่อยพวกสารก่อการอักเสบบางชนิด เช่น IL-6 และ IL-1 รวมถึงลดการทำลายของคอลลาเจนจากรังสี UV

แต่อย่างไรก็ดีการทำงานของ Nrf2 ยังมีความขัดแย้งกันบ้างในบางจุด แต่ในภาพรวมส่วนตัวมองว่าค่อนข้างเด่นไปในเชิงการป้องกันตัวเอง-หรือการดีท็อกซ์

ซึ่งจากข้อมูลการทดสอบของทางแบรนด์พบว่าคอมบิเนชั่นนี้สามารถเสริมประสิทธิภาพในการดีท็อกซ์ผิวได้สูงถึง 164% เมื่อเทียบกับตัวทำละลาย หรือ control

สำหรับท่านที่สนใจสามารถติดต่อสอบถามทางแบรนด์ได้โดยตรงที่ https://bit.ly/BiodermaBA

ช่องทางจำหน่าย

– Bioderma Photoderm XDefense Shade 01 – 40 มล. 1,190.- มีจำหน่ายที่ร้าน Boots และ Boots Online

ช้อปปิ้ง Shade 01

Lazada https://s.lazada.co.th/s.ZdqH8d?cc&t=p-i694emK-sQARejk

Shopee https://s.shopee.co.th/50UYV1KGJo

– สูตร Invisible มีครบทั้ง Boots, Beautrium, EVEANDBOY, Watsons, Konvy ค่ะ

Lazada https://s.lazada.co.th/s.ZdqHmn?cc&t=p-i694djO-sQAQrsM

Shopee https://s.shopee.co.th/4LErhmQus0

Disclaimer/conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากทางแบรนด์ Bioderma ประเทศไทย การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสม/วัตถุดิบตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล และผู้เขียนไม่ได้ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับบริษัทเครื่องสำอางใดๆ โปรดใช้วิจารณญาณ

#BIODERMAThailand #PhotodermXdefense #กันแดดดีท็อกซ์ #BootsThailand #กันแดดผิวแพ้ง่าย

Image

[รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสม] เซรั่มดูแลปัญหาผมร่วง Vichy Dercos Regen Booster Serum และแชมพู ที่มาด้วย Aminexil

Vichy Dercos ออก product ดูแลปัญหาผมร่วงมาใหม่คือปังมาก มาในชื่อ R.E.G.E.N. Booster serum 

เป็นเซรั่มลดผมร่วง และช่วยบูสท์ผมเกิดใหม่ โดยมีผลทดสอบเชิงคลินิกในอาสาสมัคร พบว่าสามารถเพิ่มผมเกิดใหม่ +14,000 เส้น ภายใน 12 สัปดาห์ เหมาะกับคนที่มีปัญหาผมขาดหลุดร่วงมากๆ และสูตรออกแบบมาเป็นอย่างดีสำหรับคนที่มีปัญหาหนังศีรษะบอบบาง (sensitive scalp)

ตัวเซรั่มมาในหน้าตาแบบนี้ค่ะ

vichy dercos regen booster serum

เนื้อเซรั่มเป็นแบบน้ำใส มีกลิ่นหอม เวลาใช้งานบนหนังศีรษะให้ความรู้สึกสบาย ไม่เหนอะหนะ ผมไม่ลีบ และไม่ร้อนวูบวาบ

ในการใช้งาน เราจะใช้ทีละ 1 dose ต่อ 1 ส่วน คือ ขีดสีดำบนหลอดหยดนี้ แบ่งผมเป็น 4 ส่วน ค่อยๆ หยดแล้วนวดจนทั่วหนังศีรษะ

ตัวผลิตภัณฑ์ผ่านการทดสอบประสิทธิภาพ พบว่า

  • เพิ่มวอลลุ่มให้ผมดูหนาขึ้นถึง 68%
  • เส้นผมแข็งแรงขึ้นเท่าตัว
  • หนังศีรษะได้รับการบำรุงมากขึ้น

(ภาพจาก Vichy Official)

ส่วนผสมเป็นดังนี้

คอนเซปท์ของสารบำรุงในผลิตภัณฑ์นี้คือ Dual action จากภายในและภายนอก hair bulb หรือ กระเปาะรากผม

Inside: ภายใน เสริมการฟื้นฟูตัวเองด้วย Niacinamide 3% และ สารสกัดจากรากขิง ซึ่งมีส่วนช่วยในการเจริญเติบโตของเส้นผม

Outside: ภายนอก โครงสร้างตาข่ายผิวหนังศีรษะแข็งแรง ให้รากผมยึดเกาะแน่นและแข็งแรง ด้วย AminexilTM (Diaminopyrimidine oxide) 

เรามาดูกันที่ Aminexil ซึ่งเป็นโมเลกุลที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจาก Minoxidil ที่เป็นยา แต่ Aminexil จัดเป็นวัตถุดิบทางเครื่องสำอาง โดยนักวิจัยของทาง L’oreal ได้ทำการวิจัย ค้นคว้าและพัฒนาสารมากว่า 150 สาร กว่าจะเจอ Aminexil ที่มีประโยชน์ในการดูแลรากผม และเจอกลไกที่น่าสนใจของนาง

aminexil vs minoxidil

โดยตัว Aminexil นั้นเรียกได้ว่ามีจุดเด่นในเรื่องของการลดการแข็งตัวของคอลลาเจน (Anti-fibrotic effect) ผ่านการยับยั้งเอนไซม์ lysyl oxidase เอนไซม์นี้ปกติทำหน้าที่เชื่อม (cross-link) เส้นใยคอลลาเจน ในโครงสร้างที่ใกล้รากผม หรือ perifollicular sheath ถ้าโดน cross-link เยอะๆ จะแข็งไม่ยืดหยุ่น ทำให้รากผมยึดเกาะได้ไม่แข็งแรง และรบกวนการส่งผ่านของสารอาหารที่มาเลี้ยงรากผม 

นอกจากนี้ยังอาจจะมีประโยชน์ในเรื่องของการเสริมการไหลเวียนของเลือด ทำให้สารอาหารมาเลี้ยงรากผมได้มากขึ้น และ ปรับสมดุลการเจริญของผม โดยไปยืดอายุระยะการเจริญของผม (anagen) กับ ลดระยะพักของเส้นผม (telogen) 

ผลการทดสอบในเซลล์เพาะเลี้ยงจากทาง L’oreal พบว่า Aminexil ยังไปลดการสร้างสารกลุ่ม cytokines ที่มีผลเกี่ยวกับกระบวนการอักเสบ, เอนไซม์ที่ไปย่อยสลายคอลลาเจน และยังเพิ่มโปรตีนที่เกี่ยวข้องกับการสร้าง-เจริญของเซลล์ผิวในชั้นหนังกำพร้า ในภาพรวมก็คือทำให้หนังศีรษะสุขภาพดีขึ้น (Ref: L’oreal, 2022)

อีกจุดที่น่าสนใจคือ ล่าสุดช่วงปลายปี 2025 aminexil เกือบจะได้รับการยอมรับเป็นเอกฉันท์ (near consensus) โดยผู้เชี่ยวชาญ ให้ใช้ในการดูแลปัญหาผมบาง ผมร่วง (J Cutan Med Surg. 2025 Nov-Dec;29(5_suppl):5S-14S.)

จึงถือว่าเป็นสารที่น่าสนใจมากในการดูแลปัญหาผมร่วง

ในส่วนของการใช้ Niacinamide เพื่อดูแลปัญหาผมร่วงนั้นก็มีกลไกการบำรุงหลายอย่างที่น่าสนใจนะคะ 

  • Niacinamide เป็นสารตั้งต้นของ NAD+ ซึ่งจะเอาไปใช้เป็นส่วนหนึ่งในขั้นตอนสร้างสารพลังงานสูง ATP โดยเซลล์รากผมเป็นเซลล์ที่ใช้พลังงานเยอะ เลยต้องการ ATP เยอะ การเสริม Niacinamide ก็น่าจะมีประโยชน์ในส่วนนี้
  • ดูแลหลายๆ ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการอักเสบและการระคายเคือง ทำให้รากผมทำงานได้ดี
  • ทำให้ Barrier ของหนังศีรษะแข็งแรงขึ้น โดยไปเสริมการสร้างไขมันที่เป็น Barrier ของหนังศีรษะ

เสริมมาด้วยสารสกัดจากขิง ที่เป็น antioxidant และ Piroctone Olamine ที่มีคุณสมบัติในการยับยั้งเชื้อยีสต์ Malassezia spp. ซึ่งเกี่ยวข้องกับรังแค ปรับกระบวนการสร้าง-ผลัดทิ้ง (Turnover) ของ Keratinocyte บนหนังศีรษะให้ช้าลง ทำให้การเกิดรังแคลดลง และมีผลการทดสอบประสิทธิภาพในอาสาสมัครว่าการใช้ผลิตภัณฑ์ที่มี Piroctone Olamine เป็นเวลา 8 สัปดาห์ ช่วยให้หนังศีรษะมีสุขภาพดีขึ้น และ ผมร่วงน้อยลงเมื่อเทียบกับสูตรเบส (Int J Cosmet Sci. 2021:43 Suppl 1:S26-S33.)

ในไลน์ Aminexil จะยังมีแชมพูและครีมนวดผมด้วยนะคะ

Blog นี้ขอหยิบเอาแชมพูมาวิเคราะห์ส่วนผสมด้วยเลย

ส่วนนี้จะเป็นหน้าตาของแชมพูนะคะ

vichy dercos stimulating shampoo

ฟองสวยใช้ได้เลย 

ค่า pH ของฟองอยู่ที่ประมาณ 5 – 6 ซึ่งถือว่าเหมาะมากๆ กับหนังศีรษะที่บอบบาง

ผ่านการทดสอบประสิทธิภาพในปอยผมจากห้องปฏิบัติการมาตรฐาน และ Third party (ห้องแลปนอกที่ไม่เกี่ยวข้องกับทีมวิจัย) ว่า

  • ผมดูมีวอลลุ่มขึ้น 19% ตั้งแต่สระครั้งแรก
  • ผมดูสุขภาพดีขึ้น และเส้นผมแข็งแรงขึ้น 47% เมื่อใช้ต่อเนื่อง 5 ครั้ง

ส่วนผสมเป็นดังนี้

ในส่วนของสารทำความสะอาดได้แก่

  • Sodium laureth sulfate ให้ฟองเยอะ ทำความสะอาดได้ดี
  • Sodium cocoamphoacetate และ coco-betaine เป็นสารทำความสะอาดชนิด 2 ประจุ (amphoteric) เพิ่มความอ่อนโยนให้แก่สูตร ดูแลและลดปัญหาการระคายเคืองจากสารทำความสะอาด

ใช้ Polyquaternium-10 เคลือบผมให้ไม่พันกัน 

ในส่วนของสารบำรุง ก็จะมี Aminexil + Niacinamide เสริม Citric acid เป็น AHA และ Salicylic acid เป็น BHA ในการใช้สำหรับหนังศีรษะจะให้ประโยชน์ในการดูแลปัญหารังแค เพื่อหนังศีรษะสุขภาพดี และ มี tocopherol หรือ วิตามินอี เป็น antioxidant 

สุดท้ายนี้ต้องขอขอบคุณทางแบรนด์ Vichy มากเลยนะคะ ที่ส่งผลิตภัณฑ์มาให้ได้เปิดหูเปิดตาและได้ทดลองใช้ และต้องขอขอบคุณทุกท่านด้วยค่ะ ที่ติดตามรับชมมาจนจบ 

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถติดต่อสอบถามที่ทางแบรนด์ได้โดยตรงเลยนะคะ

>> ที่ Facebook @VichyTH

ทางไปช้อปปิ้งเซรั่ม

Shopee https://s.shopee.co.th/7fVBgTrZge

Lazada https://s.lazada.co.th/s.Zd98D8?cc&t=p-i6PNcSo-sRJ1Y6b

แชมพู

Shopee https://s.shopee.co.th/2BAF8TC5BJ

Lazada https://s.lazada.co.th/s.Zd98CC?cc&t=p-i1xWy-s28gW

Disclaimer/conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากทางแบรนด์ Vichy การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสม/วัตถุดิบตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล และผู้เขียนไม่ได้ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับบริษัทเครื่องสำอางใดๆ โปรดใช้วิจารณญาณ

#RegenSerum #เซรั่มปลุกผมที่เห็นผล #VichyDercosปลุกผมใกล้ฉัน #AntiHairloss #VichyTH

Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสม เซรั่ม mucin เจ The Face Shop Vegan Mucin Peptide 8 Serum

The Face Shop นี่เรียกได้ว่าเป็นแบรนด์ผู้นำ K Beauty ยุคแรกๆ เลย ที่เข้ามาในบ้านเรา

ล่าสุดเห็นนางออกผลิตภัณฑ์ในไลน์ Alltimate มา ส่วนตัวมองว่าน่าสนใจ แล้วราคาดีมาก เลยลองซื้อเซรั่มสูตร Vegan Mucin Peptide 8 มาค่ะ

หน้าตาน้องเป็นแบบนี้

น้องได้รับการรับรอง Vegan จาก Korean Vegan Certification Agency (แปลจาก Google)

ส่วนนี้เป็นกล่องค่ะ

น้องเป็นเซรั่มที่มาในเนื้อเจลลื่นๆ เมือกๆ แบบ mucin

เกลี่ยได้ง่าย ให้ฟีลเย็นสบายผิว ชุ่มชื้น เมื่อรอเซ็ตตัวไม่ถือว่าหนึบ

ส่วนผสมเป็นดังนี้

ในภาพรวมน้องเป็นเซรั่มที่ทำมาได้ค่อนข้างดีสำหรับคนอยากเล่น peptide เพราะรวมเอา peptides ตัวดังหลากหลายชนิดเอาไว้ด้วยกันได้อย่างลงตัว นอกจากจะดูแลเรื่องปัญหาริ้วรอย ยังเด่นเรื่องความชุ่มชื้น ให้ความรู้สึกสบายผิว (soothing) และน่าจะได้ประโยชน์เรื่อง Whitening ด้วย ถึงแม้ว่าดูจากส่วนผสมลำดับอาจจะเหมือนไม่ได้มาเยอะ แต่ก็มานะ

สารบำรุงในเซรั่มนี้แบ่งเป็นกลุ่มๆ ดังนี้

ตัวหลักตามชื่อผลิตภัณฑ์ Vegan mucin เป็นสารสกัดจาก wild yam (Dioscorea opposita (wild yam) root extract) มีเคลมถึง Phytomucin คือ mucin ที่ได้จากพืช เป็นส่วนประกอบของ polysaccharide เด่นเรื่องชุ่มชื้น รวมถึง allantoin, dioscorin ที่เด่นเรื่องของ soothing

กลุ่มวิตามิน

  • Niacinamide หรือ วิตามินบี 3 ดูแลผิวได้หลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ soothing เสริมการทำงานของผิวได้หลายๆ กลไก เป็น whitening ควบคุมความมัน และเสริมการสังเคราะห์ Barrier ผิวให้ผิวแข็งแรง
  • Panthenol เด่นเรื่องชุ่มชื้น และ soothing
  • Tocopherol เป็น antioxidant ที่ละลายในไขมัน

กลุ่ม Peptides

  • Glutathione จัดเป็น tripeptide มีคุณสมบัติเป็น antioxidant และมีประโยชน์ในเชิง whitening
  • Arginine/lysine polypeptide ผู้ผลิตวัตถุดิบกล่าวว่า สารตัวนี้เสริมการสังเคราะห์เส้นใยที่เป็น Extracellular matrix เช่น collagen I, III, V รวมไปถึงพวก Glycosaminoglycans และ proteoglycan ในผิว ซึ่งพวกนี้จะซัพพอร์ตให้ผิวเฟิร์ม กระชับ และอุ้มน้ำได้ดี และยังยับยั้งการปลดปล่อย MMP-1 ที่จะไปย่อยสลายคอลลาเจนในผิว
  • Acetyl tetrapeptide-9 ตัวนี้มีข้อมูลจากผู้ผลิตว่า เสริมกระบวนการสร้าง Collagen I และ เส้นใย Lumican ซึ่งเป็นเส้นใยสำคัญที่อยู่บริเวณรอยต่อของชั้นหนังกำพร้ากับหนังแท้ ทำให้ผิวเฟิร์ม
  • Acetyl hexapeptide-8 มีเคลมเรื่องคลายกล้ามเนื้อ ช่วยให้ริ้วรอยดูคลายออก
  • Oligopeptide-107 sh-Oligopeptide-1 หรือ EGF มีประโยชน์ในการเสริมการทำงานของผิวในชั้นหนังกำพร้า
  • Copper tripeptide-1 เป็น peptide ที่มีประโยชน์ค่อนข้างกว้าง ผ่านการนำพาเอา copper ลงไปให้ผิว มีการกล่าวถึงคุณสมบัติในการเสริมการฟื้นฟูผิว กระตุ้นการสังเคราะห์ Collagen และ เส้นใย ECM และป้องกันไม่สารเหล่านี้สลายตัว จึงได้ประโยชน์ในเรื่องของความกระชับของผิว รวมถึง เสริมการทำงานของผิวในชั้นหนังกำพร้า
  • Palmitoyl tripeptide-1, Palmitoyl tetrapeptide-7 คอมบิเนชั่นใน Matrixyl 3000 เสริมการสังเคราะห์คอลลาเจน และให้ริ้วรอยดูเลือนลง

สารบำรุงอื่นๆ

  • Desamido collagen เป็นคอลลาเจนที่ผ่านกระบวนการดัดแปรโครงสร้างทางเคมี (Deamidation) โดยเปลี่ยนหมู่เอไมด์ให้เป็นกรดคาร์บอกซิลิก ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการดูดซึมและความสามารถในการละลายน้ำ มีเคลมถึง Moisturizing + protective คือ นอกจากการเติมน้ำ ยังช่วยปกป้องผิว
  • Adenosine มีประโยชน์ในเชิงชะลอวัย โดยเสริมกระบวนการฟื้นฟูผิวตามธรรมชาติ ปรับสมดุลของกระบวนการอักเสบระคายเคือง เสริมการสังเคราะห์คอลลาเจน
  • Cholesterol เป็นส่วนประกอบของไขมันที่เป็น Barrier ผิว

ความเห็นหญิงมี่

เป็นเซรั่ม Vegan mucin ที่พัฒนาจาก wild yam แทนการใช้ mucin จากสัตว์ เช่น เมือกหอยทาก แต่มาติดตรง Desamido collagen นั้นไม่เจ แต่สินค้าได้รับตรา Vegan อยู่นะ เอาเป็นว่าถ้าเราไม่ได้ซีเรียสอะไรเรื่องเจไม่เจ ส่วนตัวมองว่าเป็นเซรั่มที่ออกแบบมาอย่างดี รวม peptide ตัวดังในวงการไว้ครบ ไม่ว่าจะเป็น copper tripeptide-1, argireline, EGF, matrixyl 3000 ใครอยากลองเล่น peptide เอาตัวนี้ไปเล่นได้ ที่สำคัญมาในราคามิตรภาพ ส่วนตัวกดได้มาในราคา 3xx

ทางไปช้อปปิ้ง

https://s.shopee.co.th/1LarfdmRIh

Disclaimer/conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ซื้อด้วยตนเอง การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสม/วัตถุดิบตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล และผู้เขียนไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับบริษัทเครื่องสำอางใดๆ โปรดใช้วิจารณญาณ

Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสม เซรั่มวิตามินซีฟอร์มใหม่ Bis-Glyceryl ascorbate จากบ้าน Kisocare VC 30 serum

Blog นี้มานำเสนอวิตามินซีฟอร์มที่น่าสนใจ แต่ยังไม่ค่อยมีการพูดถึงในวงการเท่าไหร่ เป็นอนุพันธ์ที่ดัดแปลงโครงสร้างของ Ascorbic acid ด้วย Glycerin 2 ตัว ได้เป็น Bis-glyceryl ascorbate ตัวออริจินอลเป็นสิทธิบัตรของ Seiwa Kasei ชื่อ iVC™ DGA (ชื่อเดิม Amitose DGA)

แล้วในที่สุดเราก็เจอเซรั่ม VC30 Serum จากบ้าน Kisocare นั่นเอง วิตามินซีฟอร์มนี้มันเป็นอย่างไร เดี๋ยวเรามาดูรายละเอียดกันอีกทีค่ะ

แพคเกจก็จะคุมโทนอยู่ค่ะ

ส่วนนี้เป็นกล่อง

เนื้อสัมผัสเป็นเบสน้ำ มีความหนักขึ้นมานิดนึง แต่ไม่มาก ไม่ถึงกับหนึบ

เกลี่ยง่าย ให้ฟีลดี ไม่หนึบ

ค่า pH อยู่ที่ราวๆ 4 นะคะ

ส่วนผสมเป็นดังนี้

เปิดมาด้วย Bis-glyceryl ascorbate ซึ่งก็คือ iVC™ DGA ของ Seiwa Kasei ตัวนี้นางเป็นวิตามินซีชนิดไม่มีประจุ ที่เอา Glycerin 2 ตัวมาจับกับโครงสร้างเมนของ Ascorbic acid ซึ่งเด่นเรื่องความคงตัว สีไม่เปลี่ยน ไม่เหลืองเวลาลงสูตรน้ำใส หรือเจล สำหรับประสิทธิภาพ นอกจากเรื่องของ Antioxidant, เป็นส่วนหนึ่งในการซัพพอร์ตการสร้างคอลลาเจนของผิว เป็น whitening แล้ว นางยังให้ประโยชน์เสริมเรื่องชุ่มชื้นเข้ามาด้วยอีก (เพราะในโมเลกุลมี Glycerin เวลาลงผิว ผิวจะตัดโครงสร้างออกมาได้ Glycerin; proposed mechanism) ซึ่งถือเป็นจุดเด่นของวิตามินซีฟอร์มนี้

ส่วนผลงานตีพิมพ์ในเชิงเครื่องสำอางยังมีน้อย งานที่มีจะเด่นไปในเชิงการลดการเกิด Hand-foot syndrome (กลุ่มอาการมือและเท้าอักเสบ) ในคนไข้มะเร็งที่ได้รับยาเคมีบำบัด  

ส่วนผสมอื่นๆ ที่เสริมเข้ามา ได้แก่

  • กลุ่มสารสกัดที่เด่นเรื่อง soothing เช่น Scutellaria baicalensis, ชะเอม, คาโมมายล์, Cica
  • กลุ่มสารสกัดที่เด่นเรื่อง Antioxidant เช่น ชาเขียว, โรสแมรี่, Polygonum cuspidatum

เสริมการเติมน้ำด้วย Sodium hyaluronate และเสริม antioxidant ด้วยวิตามินอี ฟอร์ม Tocopherol

ในภาพรวมถือว่าเป็น vitamin C ฟอร์มที่น่าสนใจ และค่อนข้างใหม่ ถ้าถามว่าจะเลือกอันไหนดีระหว่าง L-ascorbic acid (LAA) กับ Bis-Glyceryl ascorbate (DGA) ต้องบอกว่า เลือกยากน่าดู เพราะตัวหนึ่งก็เป็นตำนาน อีกตัวก็พัฒนามาแก้เกมและข้อจำกัดของรุ่นพี่ที่เป็นตำนาน แล้วทำได้ดีด้วยสิ

แนบทางไปช้อปปิ้ง

Shopee https://s.shopee.co.th/70Esfcg9AA

Lazada https://s.lazada.co.th/s.Z2J2Vt?cc&t=p-i69WyUX-sQCdXd0

Disclaimer/conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับเป็นของขวัญมาจากทางแบรนด์ การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสม/วัตถุดิบตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล ผู้เขียนไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับบริษัทเครื่องสำอางใดๆ โปรดใช้วิจารณญาณ