Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสม เซรั่มไวท์เทนนิ่ง White Aurora 5D Dark Spot Brightening & Barrier Recovery AOX จาก LaLaaCram

บ้าน LaLaaCram เรียกได้ว่าออกสกินแคร์มาทีพี่อึ้งเหมือนกันนะ ล่าสุดตัว whitening ของทางแบรนด์ที่เดบิวท์ไซซ์ทดลอง 7 ml มาเมื่อช่วงต้นเดือน พ.ค. ตอนนี้นางได้เปิดตัวไซซ์จริง 30 ml แล้วค่ะ

น้องมีชื่อว่า White Aurora 5D Dark Spot Brightening & Barrier Recovery AOX

มาในหน้าตาแบบนี้นะคะ

ส่วนนี้เป็นแพคเกจค่ะ

เนื้อสัมผัสเป็นเซรั่มเนื้อน้ำนม ที่ไม่มีส่วนผสมของน้ำหอม

เกลี่ยได้ง่าย ซึมไว แห้งไว ไม่เหนอะหนะ แต่ยังคงความชุ่มชื้นอยู่

ก่อนไปดูส่วนผสม

อยากเล่าคอนเซปท์ของผลิตภัณฑ์ชิ้นนี้กันก่อน

  • ดูแลปัญหาจุดด่างดำพร้อมกันถึง 5 กลไก สมชื่อ 5D
  • ใช้ระบบนำส่งชั้นนำ เพื่อเสริมการดูดซึมสาร
  • ผ่านการทดสอบทั้งประสิทธิภาพในห้องแลปมาตรฐานจากภาครัฐ และ ผ่านการทดสอบการระคายเคืองในอาสาสมัครโดยแพทย์ผิวหนัง

เรามาดูผลเทสต์ของเซรั่มชิ้นนี้กัน

อย่างที่เราเคยคุยกันว่า หลายๆ ครั้ง การทดสอบประสิทธิภาพของผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง เรามักจะเจอการอ้างอิงผลเทสต์จากวัตถุดิบ มีไม่มากที่เอาตัวผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปไปทดสอบ

ทำไมการทดสอบกับ product จริงถึงสำคัญ

เพราะว่าเวลาเราเอา active หลายๆ ชนิดมาเบลนด์ผสมกันในเบส มันอาจเกิดการเปลี่ยนแปลงอะไรบางอย่างที่เรามองไม่เห็น ได้ทั้งในเชิงการเสริมฤทธิ์กันทำให้ผลิตภัณฑ์เก่งขึ้น และในเชิงทำให้ฤทธิ์ลดลง ทีนี้ทางที่เราจะรู้ได้ก็คือการทำการทดลองกับสินค้าจริง

และใช่ค่ะ LaLaaCram เอาผลิตภัณฑ์ที่เป็นสินค้าจริงไปทดสอบประสิทธิภาพเหมือนที่ดิฉันได้เล่าให้ฟังในเคสของน้องมอยส์ Youth-Full บน Blog ก่อนนะคะ

(เผื่อใครพลาดแล้วอยากตาม https://miyeonthereviewer.com/2026/05/21/lalaacram-youthfull2026/)

ทีนี้กับน้อง White Aurora ทางแบรนด์ก็ได้ทดสอบกับหน่วยงานรัฐชั้นนำที่มีมาตรฐาน

เป็นผลการทดสอบประสิทธิภาพในระดับเซลล์ ถึง 2 ด้านด้วยกัน โดยทำการทดสอบในเซลล์ melanoma ที่เป็นเซลล์มาตรฐานที่ได้รับการยอมรับในงานวิจัยนะคะ

พบว่า ผลิตภัณฑ์สามารถยับยั้งการสร้างเม็ดสีเมลานินได้ถึง 27.84% และ ยับยั้งการสร้าง melanosome ซึ่งเป็นถุงเก็บเมลานิน ที่จะนำส่งออกไปยังผิวชั้นบน เกิดเป็นสีผิวได้ถึง 27.73% เลยทีเดียว

(หมายเหตุ ภาพดังกล่าวจัดทำขึ้นเพื่อการสื่อสารโดยง่าย ตำแหน่งของเซลล์ไม่ได้จัดเรียงอย่างถูกต้องตามหลักการทางวิทยาศาสตร์)

นอกจากนี้ทางแบรนด์ยังเอาผลิตภัณฑ์ไปทดสอบการแพ้และระคายเคืองโดยแพทย์ผิวหนัง โดยมีค่า MCII = 0.38 ซึ่งหมายถึงอาจจะระคายเคืองได้เล็กน้อย แต่ก็ไม่น่าแปลกใจ เพราะว่าในสูตรมี PHA ที่ช่วยผลัดผิวให้มีประสิทธิภาพในการดูแลปัญหาสีผิวไม่สม่ำเสมอได้ดีขึ้น

ส่วนตัวได้ลองตั้งแต่ช่วงเดบิวท์ไซซ์ 7 ml จนมาได้ไซซ์ใหม่ 30 ml ก็ไม่เจอว่าระคาย หรือไม่สบายผิวนะ โอเคเลยล่ะ

ส่วนผสมเป็นดังนี้ค่ะ

จากส่วนผสมเรียกได้ว่าค่อนข้างแน่นเลยทีเดียวนะคะ

เราจะมาดูกันเป็นกลุ่มๆ เริ่มจาก กลุ่ม whitening ในภาพจะใช้สีม่วงค่ะ

  • Acetyl glycyl beta-alanine หรือ Genowhite ข้อมูลจากทางผู้ผลิตวัตถุดิบระบุว่าสารนี้มีคุณสมบัติในด้าน Whitening ผ่านหลายกลไก เช่น
    • ลดการสร้างเม็ดสีผิวผ่านการยับยั้งตัวตั้งต้น MITF ที่จะไปกระตุ้นให้มีการสังเคราะห์เอนไซม์ Tyrosinaseลดการสร้าง Endothelin-1 ที่สร้างออกมาจากผนังหลอดเลือด ซึ่งจะไปกระตุ้นให้เซลล์สร้างเม็ดสี สร้างเมลานินออกมา
    • ลดการส่งผ่านเมลานินที่สร้างเสร็จแล้วไม่ให้ออกไปข้างนอก (Melanosome transfer) ผ่านการลดการสังเคราะห์โปรตีน Melanophillin ที่เป็นตัวสำคัญในขั้นตอนนี้
  • Undecylenoyl phenylalanine ภายใต้เทรด Sephiwhite MSH ที่ไปยับยั้งการทำงานของฮอร์โมน MSH ที่เป็นตัวต้นกำเนิดก่อนเซลล์สร้างเม็ดสีจะเริ่มทำงาน
  • Alpha-arbutin ยับยั้งการสร้างเม็ดสีผ่านการยับยั้งเอนไซม์ tyrosinase ที่ encap มาคู่กับ resveratrol ได้อย่างสวยงาม
  • Tranexamic acid หรือ TXA ที่มีกลไกหลากหลาย โดย มีรายงานว่า TXA สามารถยับยั้ง Plasmin ปกติ Plasmin เป็นตัวตั้งต้นก่อนจะไปกระตุ้นฮอร์โมน α-MSH (Melanocyte stimulating hormone) ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่ไปกระตุ้นให้ Melanocyte ทำงานเพิ่มขึ้น (J Am Acad Dermatol 2011;October:699-714.) การทดสอบในเซลล์เพาะเลี้ยงพบว่า TXA ไปลดการสร้าง tyrosinase enzyme และโปรตีนอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการสร้างเม็ดสี และเสริมกระบวนการ Autophagy ของถุงเก็บเม็ดสี Melanosome ทำให้สีผิวจางลง (J Dermatol Sci. 2017;88(1):96-102.) ตัวนี้ทางแบรนด์ใช้แบบ encap เพื่อเสริมการนำส่ง

ทำงานร่วมกับ Antioxidant (AOX) ในกลุ่มสารสีบานเย็น

  • Glutathione เป็น AOX ที่นอกจากจะช่วยกำจัดอนุมูลอิสระแล้ว ยังยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ tyrosinase และซัพพอร์ตการสร้างเมลานินชนิด pheomelanin ที่มีสีอ่อนกว่าเมลานินปกติ คือ Eumelanin
  • Resveratrol เป็น AOX ในกลุ่ม polyphenol ธรรมชาติที่มีประโยชน์หลายอย่าง การทดสอบในหนูทดลองพบว่า Resveratrol สามารถลดการสร้างโปรตีนที่เกี่ยวกับการสร้างเม็ดสี Melanin ได้หลายชนิด รวมทั้งยับยั้งการสังเคราะห์ Tyrosinase ได้ด้วย และยังให้ผลลดการสร้างสีผิวหลังจากถูกกระตุ้นด้วยรังสี UVB ได้ (Biomol Ther (Seoul). 2014; 22(1):35-40.) รวมถึงให้ประโยชน์ในการดูแลการระคายเคือง
  • Tocopheryl acetate อนุพันธ์ของวิตามินอี ที่เป็น AOX ชนิดละลายได้ในไขมัน

เสริม Niacinamide แบรนด์เคลมที่ 3% มีประโยชน์ในการดูแลผิวหลายอย่าง ถ้าเป็นในเชิง whitening นางจะมีผลในการลดการส่งผ่าน melanin ที่สร้างเสร็จแล้วไม่ให้ออกมาด้านนอก รวมถึงให้ประโยชน์ในการซัพพอร์ตการสร้างไขมันที่เป็น Barrier ผิว

จับมือมากับกลุ่ม Soothing ที่มีทั้ง cica และ allantoin พวกนี้จะดูแลในเชิง whitening แบบอ้อมๆ แต่ก็สำคัญ เพราะว่า ถ้ามันเกิดกระบวนการอักเสบขึ้นภายใน มันจะไปเหนี่ยวนำให้เกิดการสร้างสีผิวต่อไปในภายหลัง

Peeling เบาๆ เผยผิวใสด้วย Gluconolactone ซึ่งเป็น PHA

Ectoin เติมน้ำและปกป้องผิวจากสิ่งแวดล้อม รวมถึงมีประโยชน์หลากหลาย กลไกหลัก คือ มันจะดึงน้ำมารวมตัวกับมันกลายเป็น hydrocomplex ที่ปกป้องผิวให้มีปริมาณน้ำเหมาะสม และทำงานได้ตามปกติ เสริมการทำงานของ lipid barrier รวมถึงมีข้อมูลว่า Ectoine ให้ประโยชน์เป็น Whitening ได้อีก โดยไป block ผลจาก MSH ไม่ให้กระตุ้นให้เกิดการสร้าง Melanin ออกมาเมื่อเจอรังสี UV (Antioxidants (Basel). 2020;9(1):63.)

เติมน้ำเพิ่มความชุ่มชื้นด้วย Hyaluronate หลากหลายอนุพันธ์ ร่วมกับ Polyglutamic acid ที่จะสลายตัวปลดปล่อย glutamic acid ที่เป็น natural moisturizing factor (NMF) ช่วยผิวจับน้ำ มาพร้อม urea และ glucose ที่เป็น NMF เช่นกัน

จากส่วนผสมนี้ ทางแบรนด์ได้สรุปมาเป็น 5 เทคนิค หรือ 5D ในการดูแลปัญหาสีผิวไม่สม่ำเสมอตามภาพค่ะ

(หมายเหตุ ภาพดังกล่าวจัดทำขึ้นเพื่อการสื่อสารโดยง่าย โดยในความเป็นจริง melanocyte จะอยู่ที่ฐานล่างสุดของชั้นหนังกำพร้า ที่เรียก stratum basale)

ซึ่งเซรั่มนี้ไม่ใช่แค่ Whitening ธรรมดา แต่ออกแบบมาให้ฟื้นฟู Barrier ผิวไปด้วยเพื่อให้ผิวแข็งแรง และดูกระจ่างใสไปพร้อมๆ กัน ภายใต้ชื่อ “5D Barrier-Care Brightening + AOX”

มาให้คะแนนกันค่ะ

  1. สารบำรุง เรียกได้ว่าออกแบบมาให้เสริมฤทธิ์กันได้อย่างลงตัว ตั้งแต่ต้นน้ำ ตอนเมลานินยังไม่เกิด ไปจนถึงปลายน้ำ คือ เมลานินสร้างเสร็จแล้ว ไม่ให้ออกไปด้านนอก และช่วยผลัดผิวเอาผิวหมองคล้ำเก่าๆ ที่กองค้างไว้ออกไป เสริมสารเติมน้ำเพิ่มความชุ่มชื้น และกลุ่มไขมันที่ดูแล Barrier ผิวให้แข็งแรง ครบมาก ครบจริง เอาไป 5 ฟลาสก์
  2. ส่วนผสมอื่นๆ จะมี Ethylhexyl palmitate ติดมาในลำดับกลางๆ แต่อยู่หลัง Polysorbate 80 ที่เป็นตัวผสานเนื้อครีม ที่เราใส่กันน้อย สารตัวนี้มีแนวโน้มอุดตันได้ แต่คิดว่าไม่น่าเสี่ยงมาก เพราะว่าความเข้มข้นในสูตรน้อย และยังมี PHA จะช่วย peeling ได้อีกทาง ขอให้ 4 ฟลาสก์
  3. ความชอบ ส่วนตัวชอบลูกเล่นในการ Formulate ด้วยเทคนิค 5D ที่เลือกสารที่ให้ประโยชน์ในการดูแลปัญหาสีผิวไม่สม่ำเสมอได้อย่างลงตัว มาจับมือร่วมกับความเป็น moisturizer เติมน้ำ พร้อมกับฟื้นฟู Barrier ผิว และยังมีการทดสอบประสิทธิภาพกับ product จริง ซึ่งจะสอดคล้องกับการใช้งานจริงๆ มากกว่า ให้ไป 5 ฟลาสก์

สุดท้ายนี้ต้องขอขอบคุณทางแบรนด์ LaLaaCream ที่ส่งผลิตภัณฑ์ดีๆ มาให้ได้เปิดหูเปิดตา และขอบคุณทุกท่านที่ติดตามรับชมมาจนจบ

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ทางแบรนด์โดยตรงเลยนะคะ

https://www.facebook.com/lalaacramthailand

ทางไปช้อปปิ้ง

Shopee https://s.shopee.co.th/6fey1N6bt4

Lazada https://s.lazada.co.th/s.ZS3N0r?c=u&t=p-iHfQPIC-s2ExFqIa

Disclaimer/conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากทางแบรนด์ การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสม/วัตถุดิบตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล และผู้เขียนไม่ได้ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับบริษัทเครื่องสำอางใดๆ โปรดใช้วิจารณญาณ

#LaLaaCram #ลาลาแครม #whiteaurora5D

Image

รีวิว/อัพเดทผลเทสต์สุดปังของน้อง LaLaaCram Youth-Full Advanced Skin Renewal Serum + Moisturizer รับปี 2026

💚เรามีมอยส์ตัวหนึ่งที่ทำออกมาได้ดีมาก และก็เป็นลูกรักของใครหลายคน

อยู่มาวันหนึ่ง ทางแบรนด์เกิดอยากจะปรับสูตร แต่ลูกค้ารักสูตรนี้แล้ว ทางแบรนด์เลยทุ่มเทงบวิจัยค้นคว้าเพิ่มขึ้นว่า ครีมสูตรนี้มีประโยชน์อะไรที่พอจะเพิ่มเติมให้ลูกค้าได้บ้าง และวันนี้เราจะมาดูผลเทสต์แบบใหม่แบบสับของน้องมอยส์คนนี้กัน

น้องคนนี้ก็คือ Youth-Full Advanced Skin Renewal Serum + Moisturizer นั่นเองค่ะ ปรับแพคเกจเดิมจาก กระปุกมาเป็นขวดแบบนี้นะคะ

ส่วนนี้จะเป็นกล่องโฉมใหม่นะคะ

เนื้อครีมเหมือนเดิม คือ เป็นกึ่งเซรั่มเจล กึ่งครีม เนื้อค่อนข้างชุ่มผิว และเนื่องจากไม่มีส่วนผสมของน้ำหอม เราจะได้กลิ่นวัตถุดิบอยู่จางๆ

เกลี่ยได้ค่อนข้างง่าย ให้ความรู้สึกเย็น สบาย มีความรู้สึกว่าชุ่มชื้นดี แต่ไม่ถึงกับเหนอะหนะ เมื่อทิ้งไว้ซักพักจะเหลือสัมผัสนุ่มอยู่

💚 เรามาดูผลเทสต์เรื่อง Anti-aging 4 กลไกกัน ซึ่งการทดสอบนี้คือการทดสอบกับผลิตภัณฑ์จริงเลย ไม่ใช่แค่เอาวัตถุดิบมาทดสอบ และผ่านการทดสอบโดยหน่วยงานรัฐชั้นนำที่มีมาตรฐาน

🤍 กลไกที่ 1 และ กลไกที่ 2 การเสริมสร้างคอลลาเจน และอิลาสติน

คอลลาเจนนั้นเป็นเส้นใยสำคัญ ที่ให้ประโยชน์ในด้านความกระชับและความแข็งแรงของชั้นผิว (Firm and

strength)

ส่วนอิลาสตินเป็นเส้นใยที่ให้ประโยชน์ในเชิงความยืดหยุ่น

โดยทำการทดสอบแบบ in vitro กับเซลล์ไฟโบรบลาสต์มนุษย์

พบว่า Youth-Full Advanced Skin Renewal Serum + Moisturizer สามารถเพิ่มการสังเคราะห์คอลลาเจน

และอิลาสติน ได้ตามความเข้มข้นที่ทดสอบ (dose related)

🤍 กลไกที่ 3 ประสิทธิภาพในการต่อต้าน senescent cells

เท้าความก่อนค่ะ Fibroblast คือเซลล์สำคัญในชั้น Dermis ทำหน้าที่สร้างคอลลาเจน อิลาสติน และซ่อมแซมผิวเมื่อเกิดความเสียหาย แต่เมื่อ fibroblast เจอความเครียดสะสมไม่ว่าจะจาก UV มลภาวะ หรือแค่เวลาที่ผ่านไป DNA ภายในเซลล์เริ่มเสียหายสะสมจนถึงจุดที่ซ่อมไม่ได้ เซลล์จึงหยุดแบ่งตัว แต่มันไม่ยอมตาย กลายร่างเป็นsenescent cells ที่เราเปรียบเปรยว่าเป็นเซลล์ซอมบี้

พวกนี้นอกจากจะไม่ทำงานสร้างคอลลาเจนแบบเดิมแล้ว แต่ก็ไม่ตายออกไปให้เซลล์ใหม่มาแทนที่ แถมพวกนางยังไม่ได้อยู่เฉยๆ ปลดปล่อยสารกลุ่ม SASP หรือ Senescence-Associated Secretory Phenotype สารเหล่านี้เช่นพวกที่เกี่ยวกับการอักเสบ และเอนไซม์ MMP ที่ไปย่อยทำลายเส้นใยข้างเคียง แถมนำส่งสัญญาณให้เพื่อนๆ

ข้างเคียงกลายเป็นซอมบี้ไปด้วย

เหมือนเวลาซอมบี้แพร่พิษใส่คนปกติให้กลายเป็นซอมบี้แบบมันแหละ

ทีนี้ผลทดสอบ พบว่า Youth-Full Advanced Skin Renewal Serum + Moisturizer สามารถลดปริมาณเซลล์ซอมบี้ลงได้ (มีคุณสมบัติต้านเซลล์แก่ หรือ anti-senescence)

🤍 กลไกที่ 4 Skin proliferation and regeneration

พบว่าเซรั่ม Youth-Full Advanced Skin Renewal Serum + Moisturizer สามารถเสริมการแบ่งตัวของ

Fibroblast ซึ่งจะให้ประโยชน์สืบเนื่องไปสู่การฟื้นฟูผิว เนื่องจาก Fibroblast เป็นเสมือนช่างก่อสร้างของผิว 

💚 จะเห็นได้ว่าจากผลเทสต์ทั้งหมดนี้แล้ว Youth-Full Advanced Skin Renewal Serum + Moisturizer คนเดิมของเรานั้นมีความสามารถหลากหลายในการดูแลปัญหาผิว

และยังผ่านการทดสอบทางคลินิกโดยสถาบัน DermScan Asia ว่าไม่ก่อให้เกิดการระคายเคืองในอาสาสมัคร (ค่า Mean irritation index = 0.01 แปลว่าไม่ระคายเคือง)

ทีนี้กลับมาที่ส่วนผสม ซึ่งเป็นคอมบิเนชั่นที่ทางแบรนด์คัดเลือกมาอย่างลงตัว

💚 ในภาพรวม คือ ถ้ามองในแง่ของมอยส์เจอไรเซอร์ที่เสริม Barrier ผิว น้องทำมาได้ค่อนข้างครบถ้วนเลย คือมีทั้งกลุ่มของไขมันที่เป็น Barrier อย่างพวก Ceramide, Cholesterol และกรดไขมันจากธรรมชาติ ร่วมกับสารจับน้ำตามธรรมชาติ หรือ Natural moisturizing factor (NMF) ที่เป็นกรดอะมิโน น้ำตาล กรดอินทรีย์ มีสารกลุ่ม Hyaluron หลากหลายชนิดที่มีประโยชน์ในการเติมและอุ้มน้ำให้ผิว และเสริมมาด้วยกลุ่มสารที่ดูแลปัญหาเรื่องการระคายเคืองผิวเพราะ Barrier ที่ไม่แข็งแรง และสำหรับคนที่กลัวว่ามอยส์เจอร์นี้จะมันเยิ้มเกินไป ทางแบรนด์ใช้สารสกัดจากเห็ด Fomes ตัดเข้ามาให้ประโยชน์ในด้านการควบคุมความมันกระชับรูขุมขน คือเรียกได้ว่าทำมาพร้อมและคำนึงถึง user ทุกกลุ่มมาก

สารบำรุงเปิดมาด้วย Niacinamide ที่ให้ประโยชน์โดดเด่นหลายประการ ทั้งในเชิงการเสริมการฟื้นฟู Barrier ผิว ควบคุมความมัน ในเชิง whitening ผ่านการยับยั้งการส่งผ่านเมลานินที่สร้างเสร็จแล้วไม่ให้ออกไปภายนอก และในเชิงของการดูแลการระคายผิว แบรนด์จัดมาเลยแบบสวยๆ 5%

สารบำรุงกลุ่ม Soothing ก็ไม่น้อยหน้า ด้วยส่วนผสมของสารสกัดจาก Oatmeal ที่โดดเด่นในด้านนี้และมีคุณสมบัติพิเศษในการเสริมความแข็งแรงให้กับผิว จูงมือมากับ Cica, Allantoin, Dipotassium glycyrrhizate ว่านหางจระเข้

มี Bifida ferment lysate เป็น postbiotic ที่เด่นในเชิงการเสริมกระบวนการฟื้นฟูผิว พร้อมทั้ง soothing และเสริมความแข็งแรงให้แก่ผิว

สำหรับท่านที่สนใจสามารถดูส่วนผสมทั้งหมดตามภาพ

สุดท้ายนี้ต้องขอขอบคุณทางแบรนด์ LaLaaCram ที่ส่งผลิตภัณฑ์ดีๆ มาให้ได้เปิดหูเปิดตา และขอบคุณทุกท่านที่ติดตามรับชมมาจนจบ

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ทางแบรนด์โดยตรงเลยนะคะ

https://www.facebook.com/lalaacramthailand

Disclaimer/conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากทางแบรนด์ การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสม/วัตถุดิบตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล และผู้เขียนไม่ได้ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับบริษัทเครื่องสำอางใดๆ โปรดใช้วิจารณญาณ

Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสม Eye and Neck treatment ยืนหนึ่งด้านนวัตกรรม the Labatorian Completes Thin Skin ScienceTM

ผลิตภัณฑ์บำรุงลำคอและรอบดวงตาตัวใหม่จากบ้าน the Labatorian จะเป็นอย่างไร Blog นี้มาเล่ากันแบบละเอียด

แต่ก่อนจะไปดูตัวผลิตภัณฑ์ขอเริ่มที่หลักการพื้นฐานกันก่อน

ใบหน้า-ลำคอ-รอบดวงตา

แม้จะผิวเดียวกัน แต่ลักษณะทางกายวิภาคไม่เหมือนกัน และนั่นหมายความว่า ความต้องการสกินแคร์ก็จะแตกต่างกันไป

ถ้าเทียบเฉพาะ 3 โซนนี้

ผิวหน้า คือ ผิวที่แข็งแกร่งที่สุดในสามโซน

ชั้น epidermis หนา 0.1–0.2 มม. ต่อมไขมัน (sebaceous gland) มีจำนวนมาก โดยเฉพาะบริเวณ T-zone ผิวบริเวณนี้จะแข็งแกร่ง ชั้น dermis หนา 1.5 – 4 มม. มีเส้นใยครบสมบูรณ์

รอบดวงตา เป็นโซนที่บอบบางที่สุดบนใบหน้า

ผิวบางเพียง 0.05 มม. คือ บางกว่าผิวหน้าถึง 4 เท่า แทบไม่มีต่อมไขมันเลย ทำให้ขาดชั้นไขมันปกป้อง กล้ามเนื้อ orbicularis oculi อยู่ใต้ผิวโดยตรง คนเรากระพริบตา ~15,000 ครั้งต่อวัน สร้างรอยพับซ้ำๆ ได้ง่ายมาก

หลอดเลือดและน้ำเหลืองหนาแน่น เมื่อระบบเหล่านี้ผิดปกติ ก็จะทำให้เกิดอาการบวม และใต้ตาดำจากเม็ดสีหรือเส้นเลือดที่ส่องผ่านผิวบางได้ง่าย ผิวบริเวณนี้เสื่อมสภาพและแสดงอาการแก่ก่อนส่วนอื่นของใบหน้า

ตัดภาพมาที่ลำคอ เป็นโซนที่ถูกลืมมากที่สุด ทั้งๆ ที่โซนนี้แก่เร็วที่สุด

ต่อมไขมันน้อย ผิวแห้งง่าย การหมุนเวียนเซลล์ช้ากว่าใบหน้า กล้ามเนื้อ platysma อยู่ใต้ผิว เมื่ออายุมากขึ้นจะเห็นเป็นเส้น และยิ่งผิวบางลงก็ยิ่งเห็นชัด ส่วนใหญ่คนทากันแดดไม่ถึง หรือ ไม่ได้เติมในระหว่างวัน เลยทำให้สีผิวไม่สม่ำเสมอ เส้นเลือดฝอยเปราะ และผิวบางลง พบบ่อยมากในผู้หญิงอายุ 40+

ดังนั้นในการพัฒนาตำรับสำหรับผิวรอบดวงตาและลำคอ พร้อมๆ กัน มันจะไม่ใช่แบบว่าขวดเดียว ใช้ได้สองที่ แต่มันคือ สูตรที่เข้มข้นพอสำหรับคอ แต่อ่อนโยนพอสำหรับรอบตาในเวลาเดียวกัน ซึ่ง Completes ของ the Labatorian ทำมาได้ตอบโจทย์มาก

และนี่คือหน้าตาของน้อง

completes the labatorian

ส่วนนี้จะเป็นแพคเกจนะคะ

เนื้อสัมผัส จะเป็นลักษณะคล้ายครีมเจลสีครีมอมเหลืองอ่อน

เกลี่ยได้ค่อนข้างง่าย ให้ความรู้สึก Rich และข้นกว่าน้อง Oceans แต่ซึมไว แห้งไว เซ็ตตัวไว ไม่เหนียวเหนอะหนะ ให้ความรู้สึกสบายผิว เนื้อสัมผัสแบบนี้ทางแบรนด์เรียกว่าเป็น SweetSpotTM Balance ไม่มากไปสำหรับรอบดวงตา และชุ่มชื้นพอสำหรับคอ

ทางแบรนด์แนะนำวิธีการทาดังภาพนะคะ

เรามาดูส่วนผสมกันนะคะ

ในภาพรวมเป็นผลิตภัณฑ์ที่จัดส่วนผสมของสารบำรุงมาได้อย่างหลากหลาย แต่ลงตัว เบลนด์มาในเบสแบบอิมัลชั่นเจลเนื้อบางเบา ไม่เหนอะหนะ ไม่หนักผิว อ่อนโยนสำหรับดวงตา และชุ่มพอสำหรับคอ

สังเกตจากการเลือก Isononyl isononanoate ที่เป็น fatty ester เนื้อเบา ร่วมกับ Dicaprylyl carbonate ที่เบามาก

ทีนี้ในหมวดของสารบำรุงจะอิงตามเทคโนโลยีเอกสิทธิ์ของทางแบรนด์ไปเลย แล้วค่อยมาดูตัวที่แยกออกมานะคะ

และด้วยความเป็นครีมรอบดวงตา ดิฉันขอเริ่มที่ CircuFlowTM technology ที่เสริมกระบวนการไหลเวียนของของเหลว ให้ประโยชน์เด่นในการดูแลรอบดวงตาเป็นพิเศษ

  • คอมบิเนชั่นของ Caffeine + Escin และ สารสกัดจาก Ruscus aculeatus (หรือ Butcher’s broom) ที่เด่นเรื่องการดูแลการไหลเวียนของของเหลว และเสริมความแข็งแรงของระบบหลอดเลือด รวมถึงสารสกัดของ Butcher’s broom ยังมีประโยชน์ในการดูแลเรื่องปัญหาการระคายเคืองเสริมเข้ามา

ถัดมาจะเป็นเรื่องของกลุ่ม Antiaging ทั้งหมด ทางแบรนด์เบลนด์มาใน PeptoSpringTM technology เป็นคอมบิเนชั่นของเปปไทด์หลากหลาย ร่วมกับ Hydroxypropyl tetrahydropyrantriol ตัวนี้เดิมทีคือสิทธิบัตร Pro-Xylane ของเครือ L’oreal แต่หลุด patent แล้ว ซึ่งขึ้นชื่อในการดูแลริ้วรอยอยู่พอตัว มีคุณสมบัติในการเสริมการสังเคราะห์ glycosaminoglycan (GAG) ในผิว ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการทำให้ผิวอุ้มและเก็บกักน้ำได้ดี มีความยืดหยุ่น ฟู กระชับ รวมทั้งเสริมกระบวนการฟื้นฟูโครงสร้างตามธรรมชาติของผิว

ขอดึงเปปไทด์บางตัวที่แปลกใหม่ กับพวกที่หาตัวจับยากมาพูดถึง

  • Tripeptide-32 เปปไทด์ที่เกี่ยวข้องระบบนาฬิกาชีวภาพของผิว ช่วยเสริมกระบวนการฟื้นฟูผิวตามธรรมชาติ
  • คู่ผสมที่เบลนด์ Palmitoyl tripeptide-1 เข้ากับ Palmitoyl tetrapeptide-7 ทำให้ได้ประโยชน์ในการกระตุ้นการสังเคราะห์คอลลาเจนใหม่ และ ปกป้องคอลลาเจนเก่า โดยไปดูแลการระคายเคืองของผิว ผ่านการยับยั้ง interleukins-6 (IL-6) ที่จะนำไปสู่การย่อยสลายคอลลาเจน
  • Hexapeptide-9 เป็นตัวที่มีประโยชน์ในการคลายริ้วรอยบริเวณหน้าผาก และตีนกาโดยเฉพาะ และคืนความยืดหยุ่นให้ผิว เมื่อจับคู่กับ Acetyl hexapeptide-8 ก็จะเสริมกันผ่านกลไกนี้ได้อย่างลงตัว
  • Acetyl tetrapeptide-5 เด่นดูแลการบวมน้ำรอบดวงตา
  • Copper tripeptide-1 นำพาเอา copper ไปส่งให้ผิวทำงานได้ดีตามปกติ

ในภาพรวมจึงค่อนข้างโดดเด่นทั้งในส่วนของการซัพพอร์ตผิวให้ทำงานได้ดี พร้อมทั้งเสริมการสังเคราะห์คอลลาเจนและเส้นใยใหม่ ปกป้องเส้นใยเก่า คลายริ้วรอยนิดๆ แบบกรุบกริบ เพื่อให้เกิด WOW effect หลังทา และเสริมกับส่วนผสมในชุด CircuFlowTM technology ให้ดูแลรอบดวงตาได้อย่างสมบูรณ์แบบ

Barrier ผิวต้องแข็งแรง ด้วยการเบลนด์กันของ Ceramides และสารบำรุงกลุ่มไขมันที่พบได้ในผิวซึ่งจะซัพพอร์ตการทำงานของ Barrier ผิว มาพร้อมการเติมน้ำแบบเก่งๆ หลากหลายกลไก

มาพร้อม Ectoine ที่เป็นกรดอะมิโนชนิดพิเศษที่มีโครงสร้างเป็นวงกลม ที่มีข้อมูลซัพพอร์ตว่าสามารถดึงเอาน้ำมาเกาะไว้กับตัวเองแล้วกลายเป็นชั้นโครงสร้างที่ช่วยปกป้องโปรตีนองค์ประกอบต่างๆ ที่สำคัญของเซลล์เอาไว้ เรียกว่าเป็น Ectoine hydrocomplex (Clin Dermatol. 2008;26(4):326–633.) เจ้า Hydrocomplex ดังกล่าวส่งผลดีถึงองค์ประกอบทั้งเซลล์ คือปกป้องเซลล์นั้นให้มีปริมาณน้ำเหมาะสม และทำงานได้ตามปกติ แต่เมื่อปริมาณน้ำต่ำลง จะไปมีผลต่อระบบของการอักเสบทำให้เกิดอาการต่างๆ ตามมา ในกรณีของผิวหนัง การมี Ectoine จะช่วยให้ Lipid barrier ของผิวทำงานได้ตามปกติและมีความแข็งแรง ผิวจึงแข็งแรง และเก็บกักน้ำได้ดี (มีการระเหยของน้ำออกจากผิว/Transepidermal water loss; TEWL น้อย) (Biophys Chem. 2010;150(1–3):37–46.) ให้ประโยชน์ในการปกป้องผิวให้แข็งแรง ลดการระเหยของน้ำออกจากผิว ลดการอักเสบระคายเคือง รวมทั้งดูแลปัญหาผิวอักเสบและระคายเคืองต่างๆ (Skin Pharmacol Physiol. 2004; 17(5):232-7.) ยังมีการทดสอบพบว่า Ectoine ให้ประโยชน์เป็น Whitening ได้อีก โดยไป block ผลจาก MSH ไม่ให้กระตุ้นให้เกิดการสร้าง Melanin ออกมาเมื่อเจอรังสี UV (Antioxidants (Basel). 2020;9(1):63.)

Soothing ด้วยส่วนผสมหลากหลาย ดูแลปัญหาการระคายเคือง ที่จะนำไปสู่ความเสื่อมของผิวผ่าน Inflammaging

ใช้ส่วนผสมชุด TECA (Titrated extract of Centella asiatica) ซึ่งเป็นคอมบิเนชั่นเอกสิทธิ์ที่มีวิจัยรองรับ ให้ประโยชน์กับผิวหลากหลาย ทั้ง Soothing และให้ประโยชน์ในเชิง antiaging

เสริม AOX จาก Superoxide dismutase, Astaxanthin และวิตามินอี (tocopheryl acetate)

ได้เรื่อง whitening ด้วยคู่หูคู่ขวัญ Niacinamide (B3) + N-acetyl-D-glucosamine (NAG) เมื่อใช้ร่วมกัน มีการศึกษาที่น่าสนใจโดย Kimball และคณะเมื่อปี 2010 ให้อาสาสมัครทาครีมที่มีส่วนผสมของ Niacinamide 4% + NAG 2% ในอาสาสมัครจำนวน 101 คน เป็นเวลา 10 สัปดาห์ เทียบกับครีมเปล่าที่ไม่มี B3+NAG พบว่ากลุ่มที่ได้รับครีม B3+NAG มีสีผิวที่สม่ำเสมอขึ้น จุดด่างดำต่างๆ แลดูจางลง (Br J Dermatol. 2010;162(2):435-41.) ลำพัง B3 เดี่ยวๆ และ NAG เดี่ยวๆ ก็ดูแลผิวได้หลายอย่างอยู่

ทั้งหมดทั้งมวลนี้มาในเทคโนโลยี LLCxTM ที่เป็นการสร้างเนื้อให้ออกมาในรูปแบบที่คล้ายคลึงกับการจัดเรียงตัวของไขมันในผิวที่มีสุขภาพดี

ในภาพรวมก็คือ เป็นผลิตภัณฑ์ที่มาครบ Completes สมชื่อของนางเลย

มาให้คะแนนกัน

  1. สารบำรุง จัดเต็มเพื่อให้ได้ประโยชน์ในการดูแลผิวตามความต้องการของบริเวณรอบดวงตาและลำคอ ทั้งในส่วนของปัญหารอบดวงตา และการดูแลปัญหาริ้วรอย ด้วยคอมบิเนชั่นที่ผ่านการคัดเลือกมาเป็นอย่างดี ให้ไป 5 ฟลาสก์
  2. ส่วนผสมอื่นๆ มาในเบสเนื้อบางเบา ด้วยการเลือกใช้ LLCxTM technology และไม่มีสารที่ไม่เป็นมิตรกับผิว ให้ไป 5 ฟลาสก์
  3. ความชอบ เทคโนโลยีการดูแลผิวบาง Thin Skin Science ซึ่งเน้นดูแล 2 บริเวณที่ทำให้เราดูอายุเยอะกว่าความจริง คือ รอบดวงตา และลำคอ แท้จริงแล้ว 2 บริเวณนี้มีความต้องการที่แตกต่างกัน แต่ Completes สามารถดูแลได้เป็นอย่างดี ทำให้มีความน่าสนใจ ทีนี้ในด้านประสิทธิภาพหลังจากได้ทดลองใช้มาเกือบ 1 สัปดาห์ คือ รู้สึกเรื่องความชุ่มชื้น และนุ่มนวลผิวมากขึ้น ในส่วนของริ้วรอยและรอยคล้ำอาจจะต้องใช้เวลาสักระยะถึงจะตอบได้ แต่โดยรวมก็คือชอบคอนเซปท์มาก ให้ไป 5 ฟลาสก์

สุดท้ายนี้ขอขอบคุณทางแบรนด์ the Labatorian ด้วยนะคะที่ส่งผลิตภัณฑ์ดีๆ เพียบพร้อมด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาให้ได้เปิดหูเปิดตา และขอบคุณทุกท่านด้วยค่ะที่ติดตามรับชมมาจนจบ

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ทางแบรนด์โดยตรงเลยนะคะ

IG : the_labatorian

Line official : @labatorian

Facebook : Labatorian

ทางไปช้อปปิ้ง

TikTok Shop

Shopee https://s.shopee.co.th/20rGCRHxf6

Disclaimer/conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากทางแบรนด์ the Labatorian การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสม/วัตถุดิบตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล และผู้เขียนไม่มีส่วนเกี่ยวข้องเกี่ยวกับบริษัทเครื่องสำอางใดๆ โปรดใช้วิจารณญาณ

Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสมเซรั่มดูแลปัญหาริ้วรอย Ultimate Anti-Wrinkle and Brightening Booster Serum สูตรไม่มี retinol ที่มาพร้อมเทคโนโลยี Baobab callus culture lysate

ทางเพจเคยนำเสนอรีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสมมอยส์เจอไรเซอร์ Youth-Full จากแบรนด์ LaLaaCram ไปเมื่อช่วงก่อน ตามลิงค์นี้นะคะ

>>Click<<

วันนี้ขอหยิบเอาผลิตภัณฑ์น้องใหม่ของแบรนด์ ที่ได้ไปซุ่มเงียบทดลองใช้มาเดือนเศษๆ น้องเป็นเซรั่มที่ออกแบบมาเพื่อดูแลริ้วรอยและชะลอวัย โดยเลือกใช้ส่วนผสมได้อย่างลงตัว

น้องมีชื่อว่า Ultimate Anti-Wrinkle and Brightening Booster Serum 

มาในหน้าตาแบบนี้นะคะ

ผลิตภัณฑ์ชิ้นนี้มีความน่าสนใจในการเลือกใช้ส่วนผสม และทางแบรนด์ก็ได้นำเอาไปทดสอบประสิทธิภาพในอาสาสมัครมาด้วย โดยทำการทดสอบในอาสาสมัครอายุ 40 – 60 ปี จำนวน 33 คน โดยสถาบัน DermScan ASIA ซึ่งเป็นสถาบันชั้นนำ

ผลพบว่า

  • 88% ของผู้ใช้รู้สึกว่าผิวดูกระจ่างใสขึ้นใน 7 วัน
  • 96% ของผู้ใช้รู้สึกว่าริ้วรอยแลดูจางลงใน 14 วัน
  • การประเมินด้วยเครื่องมือ Primos พบว่า 100% ของอาสาสมัครมีริ้วรอยร่องลึกจางลงอย่างเห็นได้ชัดเจนใน 28 วัน

ก็คือ ถือว่าน่าสนใจมาก

เนื้อเซรั่มเป็นเนื้อน้ำนม ไม่มีส่วนผสมของน้ำหอม

เกลี่ยง่าย บางเบา แค่ยังชุ่มชื้นผิวอยู่ ให้ความรู้สึกเย็นและสบายผิว

ส่วนผสมเป็นดังนี้

ในภาพรวมคือเป็นเซรั่มชะลอวัยตัวตึงที่อัดส่วนผสมมาเยอะมาก เพื่อดูแลปัญหาที่เกิดจากอายุ มีการเลือกใช้กรดอะมิโนหลากหลายชนิด ซึ่งทำหน้าที่เป็น NMF (Natural moisturizing factor) จับน้ำให้ผิว โดยเวลาเราอายุเพิ่มขึ้น สัดส่วนของ NMF ก็จะเปลี่ยนแปลงไป ถ้ามีการเติม NMF ลงไป ก็น่าจะได้ประโยชน์เรื่องผิวชุ่มชื้นและแข็งแรงได้อีกทาง นอกจากนี้ผิวอาจหยิบเอากรดอะมิโนไปใช้ได้ตามความต้องการ

ในส่วนของการเติมน้ำ นอกจาก NMF แล้ว ยังเสริมมาด้วย Hyaluronic acid และอนุพันธ์หลากหลายฟอร์ม มากันทั้งตัวเล็กตัวใหญ่ ตัวเคลือบ ตัวเกาะ เพื่อเสริมกระบวนการเก็บน้ำให้ผิว

แล้วช่วยฟื้นฟู Barrier ด้วย Ceramides complex ที่เบลนด์ Ceramides หลากหลายชนิดเข้ารวมกับ Cholesterol + Phytosphingosine

พร้อม Soothing แบบฉ่ำๆ ด้วย Cica + Bisabolol + Panthenol + Dipotassium glycyrrhizate

มาถึงกลุ่มของสารที่ดูแลปัญหา Aging

มาถึงกลุ่มของสารที่ดูแลปัญหา Aging

  • Adansonia digitata callus culture lysate (2%) ตัวนี้น่าสนใจมาก มาในชื่อ BaoliftTM จาก Vyrtus biotech ที่กลไกการออกฤทธิ์ที่น่าสนใจ ภายใต้คอนเซปท์ Fit-Skin concept โดยไปออกฤทธิ์ผ่าน Exerkines เหมือนเราไปออกกำลังมา แล้วผิวดี กวาดรางวัลมามากมายจากหลากหลายงานแฟร์ทางด้านเครื่องสำอาง

โดยนวัตกรรมนี้พูดถึงเรื่อง “Skin-Fascia-Muscle axis” ซึ่งปกติเวลาเราออกกำลังจะมีพวกสาร Exerkines ที่ให้ประโยชน์กับผิวหลายๆ ทาง โดยเฉพาะเรื่องความกระชับของผิว

     ทางผู้ผลิตวัตถุดิบมีการพูดถึง extracellular ATP หรือ eATP ที่เวลาออกกำลังกาย นางจะออกมาแล้วไปมีผลต่อหลายๆ กลไก ทั้งการปลดปล่อยสารสื่อประสาท ฮอร์โมน รวมไปถึงการสื่อสารระหว่างชั้นหนังกำพร้ากับ Fibroblast และมีประโยชน์ในการกระตุ้นเส้นใย extracellular matrix ให้กระชับ

     นอกจากนี้เวลาออกกำลังกายจะมีการปลดปล่อย mitochondria derived peptides หรือ MOTS-C ที่กระตุ้นให้กล้ามเนื้อแข็งแรง ในขณะเดียวกันจะมีประโยชน์กับผิวโดยไปเพิ่มคอลลาเจนให้ผิวแน่นขึ้น

     ผลเทสต์ในอาสาสมัครพบว่า ผิวมีความกระชับขึ้น และมีริ้วรอยลดเลือนลง

  • Bakuchiol ที่ความเข้มข้น 1% สารนี้จัดเป็นสารในกลุ่ม meroterpene พบได้ในพืช เช่น Psoralea corylifolia มีรายงานถึงความสามารถในการออกฤทธิ์คล้ายวิตามินเอ (Int J Cosmet Sci. 2014 Jun;36(3):221-30.) มีการทดสอบชิ้นหนึ่งที่น่าสนใจ ทดสอบในกลุ่มอาสาสมัครที่มีผิวบอบบางแพ้ง่าย โดยให้ทา Bakuchiol 1% วันละ 2 ครั้ง เป็นเวลา 4 สัปดาห์ พบว่าให้ประโยชน์ในการดูแลปัญหาด้าน aging ได้ดี โดยไม่พบอาการระคายเคือง (J Drugs Dermatol. 2020;19(12):1181-1183.) มีอีกชิ้นที่น่าสนใจ อยากเล่า เป็นงานตีพิมพ์เมื่อปี 2019 เปรียบเทียบประสิทธิภาพของ Bakuchiol 0.5% ทาวันละ 2 ครั้ง และ Retinol 0.5% ทาวันละครั้ง เป็นเวลา 12 สัปดาห์ พบว่า ให้ประสิทธิภาพไม่ต่างกัน แต่พบว่ากลุ่มที่ทา Retinol มีความรู้สึกว่าผิวแห้ง และพบการระคายเคืองได้มากกว่า (Br J Dermatol. 2019;180(2):289-296.)
  • Double peptide complex ที่เบลนด์ Acetyl hexapeptide-8 ที่ให้ผลคลายริ้วรอยชั่วคราว ร่วมกับ Palmitoyl pentapeptide-4 ที่เสริมสร้างการผลิตคอลลาเจนและเส้นใยใน dermis ให้ผิวกระชับ ยืดหยุ่น ไม่หย่อนคล้อย เมื่อใช้ร่วมกัน ในทางทฤษฎีก็จะช่วยคลายริ้วรอยชั่วคราวในระยะสั้น และค่อยๆ ซัพพอร์ตการสร้างเส้นใยออกมาในระยะยาว
  • เสริม Niacinamide อีก 5% ซึ่งเป็นสารตั้งต้นของ NADH, NADPH ที่ใช้ทำหน้าที่หลายอย่าง จึงให้ประโยชน์ในเชิงการชะลอวัย ดูแลปัญหาริ้วรอย พร้อมๆ ไปกับการดูแลเรื่องสีผิวไม่สม่ำเสมอ ความแข็งแรงของชั้นผิว ดูแลและลดการระคายเคือง

พัฒนามาในเบสที่เป็นมิตรกับผิว

มาให้คะแนนเซรั่มกัน

  1. สารบำรุง เซรั่มตัวนี้มาในส่วนผสมนวัตกรรมอย่าง Baolift ซึ่งเป็นนวัตกรรมที่ออกฤทธิ์ผ่าน Skin-Fascia-Muscle axis ที่คิดว่าค่อนข้างใหม่ คือ ทำให้ผิวกระชับ ให้ประโยชน์คล้ายกับการออกกำลังกาย เสริมมาด้วย Bakuchiol เปปไทด์ เพื่อดูแลปัญหาริ้วรอยได้อย่างลงตัว มาพร้อมสารบำรุงอื่นๆ ที่ให้ประโยชน์ได้หลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของสีผิวไม่สม่ำเสมอ การระคายเคือง ความชุ่มชื้นของผิว และผิวแข็งแรง ครบทุกปัญหาที่เรามักพบเมื่ออายุเพิ่มขึ้น ให้ไป 5 ฟลาสก์
  2. ส่วนผสมอื่นๆ ไม่มีสารที่ไม่เป็นมิตรกับผิว ให้ไป 5 ฟลาสก์
  3. ความชอบ ตัวเซรั่มมาในเนื้อที่บางเบาไม่หนักมาก เลเยอร์ลงรูทีนง่าย ในด้านของความชุ่มชื้น สำหรับคนผิวผสม-แห้ง อาจจะต้องมีครีมมาทับอีกชั้น ในด้านของการใช้งานส่วนตัวมองว่าเซรั่มนี้ทำมาได้ค่อนข้างดี ผิวนุ่มเนียนขึ้น และเป็นทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับการใช้เซรั่มที่ไม่มีเรตินอยด์ ให้ไป 5 ฟลาสก์

และอยากบอกว่า ถ้าใช้เซรั่มกับครีมคู่กัน จะยิ่งเริ่ดขึ้นไปอีกนะคะ

ทาเซรั่มก่อน แล้วทาครีมทับเพื่อเพิ่มความชุ่มชื้น

สุดท้ายนี้ต้องขอขอบคุณทางแบรนด์ LaLaaCram ที่ส่งผลิตภัณฑ์ดีๆ มาให้ได้เปิดหูเปิดตา และขอบคุณทุกท่านที่ติดตามรับชมมาจนจบ

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ทางแบรนด์โดยตรงเลยนะคะ

https://www.facebook.com/lalaacramthailand

ทางไปช้อปปิ้งเซรั่ม

Shopee https://s.shopee.co.th/4q6ei5FVof

Lazada https://s.lazada.co.th/s.ABOBo?cc

Disclaimer/conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากทางแบรนด์ การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสม/วัตถุดิบตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล และผู้เขียนไม่ได้ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับบริษัทเครื่องสำอางใดๆ โปรดใช้วิจารณญาณ