Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสมครีมมอยส์เจอไรเซอร์วิตามินซี Super Glow จาก Biobalance

Blog นี้ขอหยิบเอาครีมนอกกระแสมารีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสมซักหน่อย

เป็นครีมที่น่าสนใจมากเลยนะคะ

น้องเป็นครีมวิตามินซีของบ้าน Biobalance แบรนด์สกินแคร์สายธรรมชาติจากตุรกี มีชื่อเต็มๆ ว่า Super glow gel cream moisturizer สูตรนี้เคลม 89% Natural origin ingredients

มาในหน้าตาแบบนี้นะคะ

biobalance super glow cream

ส่วนนี้เป็นภาพกล่องค่ะ

biobalance super glow cream

เนื้อครีมมาในครีมแบบข้น ดูคล้าย butter

แต่เกลี่ยง่ายให้ฟีลลื่น สบายผิว ไม่เหนอะหนะ ให้ความชุ่มชื้นยาวนาน ใช้เป็นมอยส์ในขั้นตอนสุดท้ายตอนก่อนนอน หรือทาก่อนทากันแดดที่มาในเนื้อเหลวๆ ได้อยู่ ฟินิชจะออกโกลว์ สำหรับคนอยากได้ลุคแนวนี้แต่ไม่เยิ้มไม่หนักผิว

ส่วนผสมเป็นดังนี้ค่ะ

จากภาพรวมส่วนผสมทำมาในเบสแบบครีม มีน้ำมันที่ดัดแปลงจากธรรมชาติ ร่วมกับสารกลุ่มน้ำ ไม่มีซิลิโคน เป็นสูตรที่ทำมาได้เรียบๆ ไม่หวือหวามาก แต่ก็เน้นวิตามินซี และ ferulic acid ได้อย่างลงตัว

ในส่วนของสารบำรุง ก็คือจะประกอบด้วยไฮไลท์ 3 อย่าง

  • 3-O-Ethyl ascorbic acid เคลมว่าใส่มาที่ 5% ซึ่งฟอร์มนี้ค่อนข้างเด่นเรื่อง whitening ผ่านการยับยั้งเอนไซม์ tyrosinase ที่ใช้ในการสร้างเม็ดสี และกระบวนการ melanin monomer polymerization มีงานวิจัยกล่าวว่าอนุพันธ์นี้ยับยั้งการทำงานของ MSH ที่เป็นฮอร์โมนตัวแม่ที่จะไปกระตุ้น Tyrosinase อีกทอดหนึ่ง และ ยังไปทำให้เกิดการทำลายตัวเอง (Autophagy) ของถุงเก็บเม็ดสี หรือ Melanosome (Chen et al., Free Radic Biol Med. 2021;173:151-169)
  • Ferulic acid ใส่มาที่ 1% เป็น antioxidant ที่มีประสิทธิภาพดี มีรายงานเกี่ยวกับคุณสมบัติในการลดการอักเสบและช่วยปกป้องผิวจากรังสี UVB (Food Chem Toxicol. 2015;82:72-8.) ข้อมูลจาก Systematic review (ซึ่งเป็นการรวบรวมงานวิจัยที่มีมาก่อนหน้ามาวิเคราะห์) ล่าสุดเมื่อเดือน พ.ค. 2025 กล่าวว่า Ferulic acid มีศักยภาพที่ดีในการนำมาใช้ในทางเครื่องสำอาง มีฤทธิ์ลดการอักเสบระคายเคือง เพื่อดูแลปัญหารอยแดง สีผิวไม่สม่ำเสมอ ยับยั้งเอนไซม์ MMP ที่ไปย่อยคอลลาเจน พร้อมๆ กับสนับสนุนการสร้างคอลลาเจนใหม่ จึงให้ประโยชน์ในการดูแลริ้วรอย (Roux et al. J Clin Aesthet Dermatol. 2025;18(5):38-42.)
  • Tocopherol หรือ วิตามินอี เป็น antioxidant ที่ละลายได้ในน้ำมัน

เอาจริงๆ แค่ได้เติม Ethyl ascorbic acid 5% + ferulic acid 1% ให้ผิวก็คุ้มแล้วล่ะ

ทางไปช้อปปิ้ง

https://s.shopee.co.th/2g4esjB0Lu

Disclaimer: received as gift, self-opinion

Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสมเซรั่มแดง Red Smoothie serum 8 จากแบรนด์ Arencia

Blog นี้มารีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสมของเซรั่มแดงจากบ้าน Arencia กัน

น้องมีชื่อเต็มๆ ว่า Red Smoothie serum 8

ที่มีเคลมเรื่อง Niacinamide 8% + Collagen & peptide ส่วนผสมเป็นอย่างไรเดี๋ยวเราไปดูกัน

ตัวน้องมาในหน้าตาแบบนี้นะคะ

เนื้อเซรั่มเป็นสีแดง ซึ่งจากส่วนผสมเขาไม่ได้ใส่สี นี่น่าจะเป็นสีของสารสกัดค่ะ

เกลี่ยได้ค่อนข้างง่าย ซึมไว แห้งไว ไม่เหนอะหนะ

ส่วนผสมเป็นดังนี้

ในภาพรวมจะเป็นเซรั่มเบสน้ำนม ที่มีส่วนของ Isononyl isononanoate ที่เป็นออยล์สังเคราะห์กลุ่ม fatty ester ซึ่งมีเนื้อบางเบา ให้ผิวนุ่ม

ส่วนผสมหลักจะเป็น Niacinamide หรือวิตามินบี 3 ตามเคลม 8%

ซึ่งวิตามินบี 3 มีประโยชน์ที่ดีหลายอย่าง

  • เรื่องของ whitening ผ่านการยับยั้งการส่งผ่านเมลานินที่สร้างเสร็จแล้วไม่ให้ออกไปด้านนอก
  • ควบคุมความมัน ดูแลสิว ดูแลปัญหาการระคายเคือง
  • เสริมการสังเคราะห์ไขมันที่เป็น Barrier ผิว
  • เป็นสารตั้งต้นให้ NAD และ NADP ที่เป็นส่วนสำคัญในการทำงานหลายๆ อย่างของผิว จึงมีประโยชน์ในเชิง anti-aging

ในภาพรวมเซรั่มนี้ค่อนข้างเด่นเรื่อง whitening คือ เก็บกลไกการสร้าง-ส่งผ่านเม็ดสีได้ค่อนข้างครบ

  • Hexapeptide-2 ยับยั้งที่ก่อนจะเกิดการสร้างเมลานิน ผู้ผลิตสารเคลมว่าโครงสร้างบางส่วนคล้ายกับฮอร์โมน alpha-MSH เลยไปจับกับตัวรับของ alpha-MSH บนเซลล์สร้างเม็ดสีแทน ทำให้เซลล์สร้างเม็ดสีไม่โดนกระตุ้น นอกจากนี้ยังกล่าวถึงประสิทธิภาพในการดูแลริ้วรอยเพิ่มเติม
  • Arbutin ยับยั้งเอนไซม์สร้างเม็ดสี tyrosinase
  • Ferulic acid เป็น antioxidant ที่ดี

มีวิตามินและสารสกัดจากพืชอีกหลายๆ ชนิด สารพัดพืชผักสมุนไพรผลไม้สมชื่อ Smoothie ของนาง เอาจริงๆ พวกนี้ดูแลผิวได้อย่างครอบคลุม แม้ว่าพอดูจากลำดับแล้วก็อาจจะไม่ได้แบบว่าเป็นตัวหลัก แต่ก็น่าจะให้ประโยชน์ที่ดีอยู่ ส่วนตัวมองว่าได้ B3 + Hexapeptide-2 ก็คือคุ้มฉ่ำแล้ว

ในส่วนของคอลลาเจนที่เขาเคลม อันนี้เราไม่ทราบขนาดว่าใหญ่มากน้อยแค่ไหน เขาเคลมว่า “นาโนคอลลาเจน” เลยตีรวมเป็นเรื่องชุ่มชื้นไปก่อน

ให้คะแนน

  1. สารบำรุง เซรั่มมีส่วนผสมที่เด่นด้าน whitening โดยไปดูแลการสร้างเม็ดสีได้หลากหลายกลไกพร้อมกัน ซึ่ง Hexapeptide-2 มีกลไกการออกฤทธิ์ที่น่าสนใจอยู่ รวมกับสารสกัดจากพืช และวิตามินอีกหลายๆ ชนิด ให้ประโยชน์ในการดูแลผิวได้หลายอย่าง แม้ว่าจากลำดับดูเหมือนจะได้มาไม่เยอะ แต่ก็ขอให้ไป 5 ฟลาสก์
  2. ส่วนผสมอื่นๆ ไม่มีสารที่ไม่เป็นมิตรกับผิว ให้ไป 5 ฟลาสก์
  3. ความชอบ ในเรื่องเนื้อสัมผัส ตัวเซรั่มทำมาบางเบา มีส่วนผสมของน้ำมันอยู่นิดหน่อยเลยไม่แห้งจนเกินไป แต่ก็ไม่ได้เหนอะหนะ เลเยอร์ลงรูทีนง่าย ใช้งานง่าย ด้วยความที่เราไม่ได้มีปัญหาจุดด่างดำในช่วงนี้เลยไม่แน่ใจเรื่องของประสิทธิภาพ whitening แต่รู้สึกว่า นางช่วย maintain สุขภาพผิวให้คงเดิมได้ดี ขอให้ไป 5 ฟลาสก์

ทางไปช้อปปิ้ง

https://s.shopee.co.th/9zqjgGt0qk

Disclaimer/conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ซื้อด้วยตนเอง การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสม/วัตถุดิบตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล และผู้เขียนไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับบริษัทเครื่องสำอางใดๆ โปรดใช้วิจารณญาณ

Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสม Cleanser สูตรผสม artemisia จากแบรนด์ Bad skin รุ่น Artemisa paste form cleanser

วันนี้พามาอัพเดทโฟมล้างหน้าใหม่บ้านหญิงมี่กับ Artemisa paste form cleanser จากแบรนด์ Bad skin ประเทศเกาหลี

ในภาพรวม น้องเป็นโฟมล้างหน้าที่ทำมาได้น่าสนใจ มาในหน้าตาแบบนี้

bad skin artemisia cleanser

เนื้อโฟมเป็นลักษณะสีน้ำตาล ในส่วนผสมไม่มีสารแต่งสี จึงน่าจะมาจาก ผง artemisia และสารสกัดอื่นๆ ที่ใส่ลงมา

เวลาใช้งานจะมีความเป็นเม็ดสครับอยู่ด้วย ตัวฟองค่อนข้างละเอียด นุ่มผิว

ส่วนผสมค่อนข้างเยอะเลยทีเดียว เป็นดังภาพ

ในส่วนของสารทำความสะอาดจะเป็นดังนี้

  • กลุ่มของ soap ที่เกิดจากการรวมตัวกันของ Myristic acid, Lauric acid, Palmitic acid, Stearic acid และ Potassium hydroxide ได้เป็นเกลือของกรดไขมัน มีความสามารถในการทำความสะอาดที่ดี
  • เสริมความอ่อนโยนด้วย coco-betaine, Disodium cocoamphoacetate ซึ่ง 2 ตัวนี้เป็นสารทำความสะอาดชนิดสองประจุ (amphoteric) ร่วมกับ Coco glucoside ที่ไม่มีประจุ และ
  • ส่วนผสมที่น่าสนใจอย่าง Inulin lauryl carbamate น่าจะเด่นในแง่ของการผสานเนื้อครีมให้คงตัว น้องดัดแปลงโครงสร้างมาจาก Inulin

ตัวเม็ดสครับที่เห็นน่าจะมาจาก Artemisia princeps leaf powder ซึ่งเป็นพืชในกลุ่มเดียวกับจิงจูฉ่าย โดยอาจจะมี Bentonite ซึ่งเป็นผงในกลุ่ม Clay เข้ามาร่วมด้วยอีกแรง

ในด้านของสารบำรุงที่ใส่มาเรียกได้ว่าเป็นกลุ่มของสารสกัดพืชหลากหลายชนิด

ถึงแม้ว่า Cleanser สัมผัสผิวแค่ชั่วคราว เราอาจจะไม่ได้รับประโยชน์จากสารบำรุงมากนัก แต่มีก็ดีกว่าไม่มี

ให้คะแนน

  1. สารทำความสะอาด เป็นกลุ่ม soap ที่ทำความสะอาดได้ดี เสริมความอ่อนโยนด้วยสารทำความสะอาดกลุ่ม amphoteric และ nonionic ให้ไป 5 ฟลาสก์
  2. ส่วนผสมอื่นๆ มีสารบำรุงอยู่หลากหลายชนิด ไม่มีส่วนผสมของสารที่ไม่เป็นมิตรกับผิว เลยไม่มีที่ให้หักคะแนน ให้ไป 5 ฟลาสก์
  3. ความชอบ ส่วนตัวชอบโฟมล้างหน้าสูตรนี้ตรงที่ใช้กลิ่นจากสมุนไพรจริงๆ ไม่มีส่วนผสมของน้ำหอมอื่นในสูตร ให้กลิ่นในโทนสมุนไพรจีน กลิ่นของ artemisia ที่คล้ายๆ จิงจูฉ่ายค่อนข้างชัด ฟองนุ่ม ฟองละเอียดคล้ายครีม ละเลงบนหน้าง่าย ไม่ต้องออกแรงเยอะ ล้างออกง่าย ไม่ถึงกับเอี๊ยด ล้างเสร็จเช็ดโทนเนอร์ แล้วทาบำรุงต่อเลยก็คือได้เลย ให้ไป 5 ฟลาสก์

สุดท้ายนี้ต้องขอขอบคุณทุกท่านที่ติดตามรับชมมาจนจบ และขอขอบคุณทางแบรนด์ Bad Skin ประเทศเกาหลีด้วยนะคะ ที่ส่งผลิตภัณฑ์ที่น่าสนใจมาให้

สำหรับท่านที่สนใจสามารถสอบถามทางแบรนด์ได้โดยตรง

แนบลิงค์ช้อปปิ้ง

https://s.shopee.co.th/7V9V4NhmA2

Disclaimer/conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับเป็นของขวัญจากทางแบรนด์ การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสม/วัตถุดิบตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล ผู้เขียนไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับบริษัทเครื่องสำอางใดๆ โปรดใช้วิจารณญาณ

Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสม Bioderma Sensibio H2O Micellar water คลีนซิ่งที่มาพร้อมเทคโนโลยี biomimetic

มันจะมี Cleansing water อยู่ตัวหนึ่ง ที่สุดท้ายเราก็กลับมาหาน้องเสมอ

น้องคือ  Sensibio H2O Micellar Water จาก Bioderma หรือ ไมเซลล่า ฝาชมพูในตำนาน ที่พัฒนาสูตรมาโดยอาศัยหลักการทาง “Ecobiology” เพื่อปรับสมดุลไมโครไบโอม ที่เป็นเสมือนชุมชนของเจ้าตัวจิ๋วบนผิว ช่วยให้ผิวแข็งแรง

ส่วนตัวจะชอบแพคเกจที่เป็นฝาปิดแบบนี้

หัวใจที่สะอาดของการมีผิวสุขภาพดี คือ การทำความสะอาดอย่างพอเหมาะ

พอเหมาะในที่นี้คือ ไม่มากไป ไม่น้อยไป คหสต. คิดว่า ใช้คู่กับสำลี เพื่อเช็ดเบสเมคอัพจากหน้าแค่ 1 – 2 แผ่นก็พอ แล้วไปล้างต่อด้วยโฟม-เจลที่เราชอบ

Micellar water ก็เช่นกัน ก่อนล้างโฟม-เจล ใช้น้ำลูบหน้า จะได้น้ำนมออกมา ให้ล้างหน้าด้วยน้ำเปล่าก่อนจนหมดน้ำนม แล้วค่อยใช้โฟม-เจลที่ชอบ

โดยข้อดีของ Micellar water คือ มาในเบสแบบน้ำ ใช้งานง่าย เนื้อสัมผัสดี เหมาะกับอากาศประเทศไทย เกิดอาการไม่พึงประสงค์ได้น้อยกว่า

โดย Sensibio H2O Micellar Water จาก Bioderma นั้น มีจุดเด่นที่น่าสนใจ ได้แก่

  • เป็นผู้นำด้านเทคโนโลยี Cleansing water มาอย่างเนิ่นนาน
  • พัฒนาสูตรมาอย่างอ่อนโยน
  • มีผลทดสอบในอาสาสมัครว่าทำความสะอาดทั้ง เมคอัพ มลภาวะ และ ละอองเกสร ได้ถึง -99% ซึ่งการสะสมตัวของ มลภาวะ และละอองเกสร นำไปสู่ผิวระคายเคืองแพ้ง่าย

ในวันปกติแม้ไม่ได้แต่งหน้า ก็อาจมีการสะสมของพวกฝุ่นละอองบนผิว ล้างด้วย Micellar water 1 แผ่น ก่อนไปล้างโฟม-เจล ก็ดีนะ

สำหรับประสิทธิภาพในการทำความสะอาดก็คือ ด้วยความที่เราแต่งหน้าไม่หนามาก ใช้รองพื้นเบาๆ แบบ sheer finish ไม่ปกปิดเยอะ ใช้สำลีแค่ 1 – 2 แผ่น ก็เช็ดได้ทั่วหน้า

และถ้าวันไหนแต่งตาด้วยก็จะเท Micellar water ลงบนสำลีให้ชุ่ม วางบนเปลือกตาประมาณ 30 วินาที แล้วลากออกเบาๆ ไปทางหางตา ก่อนจะใช้คอตตอนบัดส์ ชุบ Micellar water มาคลีนมาสคาร่าที่ตกค้างจากโคนขนตาออก ส่วนตัวใช้แล้วไม่แสบตา

ส่วนผสมเป็นดังนี้

ในภาพรวม Sensibio H2O Micellar Water จาก Bioderma พัฒนาสูตรมาได้เป็นอย่างดี ตอบโจทย์ทุกสภาพผิว โดยเฉพาะผิวบอบบางแพ้ง่าย

จุดเด่นของสูตรส่วนผสมชุดนี้คือ

  1. เลือกใช้สารทำความสะอาดที่อ่อนโยนกับผิว คือ PEG-6 caprylic/capric glycerides ซึ่งนอกจากความสามารถในการทำความสะอาดที่ดี บางตำราจัดสารตัวนี้เป็น “Hydrophilic emollient” ที่ช่วยให้ผิวนุ่ม แต่ละลายน้ำได้ (ไม่เหมือน emollient ปกติซึ่งละลายในน้ำมัน)
  2. เทคโนโลยี Micellar ที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากไขมันบนผิวหนัง พัฒนามาในรูปแบบ 100% biomimetic พร้อมผลทดสอบว่า ไม่ทำร้ายสมดุลระบบนิเวศน์ผิว ซึ่งเป็นหัวใจหลักของแบรนด์ Bioderma และบริษัทแม่ NAOS นอกจากนี้ยังมีผลเทสต์ว่า สามารถถูกกำจัดในผิวได้ภายใน 10 นาที ซึ่งลดโอกาสในการสะสมและก่อให้เกิดการระคายเคือง
  3. นวัตกรรมสิทธิบัตร D.A.F.™ (Dermatological Advanced Formulation) ที่เบลนด์เอา น้ำตาลที่เลียนแบบธรรมชาติ 3 ชนิด ซึ่งแบรนด์เคลมว่าสามารถเพิ่มความแข็งแรงให้แก่ชั้นผิว + soothing ให้ความรู้สึกสบายผิว เพิ่มความทนทานของผิวแพ้ง่าย ให้แข็งแกร่งต่อสิ่งแวดล้อมและสิ่งกระตุ้นจากภายนอกมากขึ้น

เสริมสารบำรุงอื่นๆ เช่น Fructooligosaccharides เป็น prebiotics ที่ช่วยเสริมการเจริญของจุลินทรีย์ดีๆ บนผิว ที่เรียกว่า probiotics และ สารสกัดจากแตงกวา (Cucurmis sativus extract) ที่มีประโยชน์ในด้านความชุ่มชื้น

ให้คะแนน

  1. สารทำความสะอาด เลือกใช้ PEG-6 caprylic/capric glycerides เป็นสารทำความสะอาด ซึ่งสารนี้มีความสามารถในการทำความสะอาดที่ดี และมีความอ่อนโยน ให้ไป 5 ฟลาสก์
  2. ส่วนผสมอื่นๆ เบลนด์เอานวัตกรรมสิทธิบัตร DAF ที่เพิ่มความชุ่มชื้น เสริมความแข็งแรงชั้นผิว ให้ผิวทนทานต่อสิ่งกระตุ้นจากสิ่งแวดล้อม มี prebiotic (fructooligosaccharide) และเสริมสารสกัดจากแตงกวามาเสริมความชุ่มชื้น ส่วนผสมอื่นๆ มีอยู่เท่าที่จำเป็น ไม่มีสารที่ไม่เป็นมิตรกับผิว เลยให้ไป 5 ฟลาสก์
  3. การใช้งาน ส่วนตัวค่อนข้างชอบฟีลลิ่งขณะใช้ ฟีลลิ่งหลังใช้ เรียกได้ว่า นอกใจน้องไป เดี๋ยวก็ต้องกลับมาหาน้องอยู่ดี ในด้านทำความสะอาด ทำมาได้ดี ด้วยความที่เราแต่งหน้าไม่เยอะ น้องเอามาสคาร่าที่ไม่ได้กันน้ำมากนักออกได้หมดอยู่ ถ้าแปะบนสำลี แล้วเช็ดลากบริเวณดวงตา ส่วนตัวไม่แสบตา ให้ไป 5 ฟลาสก์

สุดท้ายนี้ขอบคุณทุกท่านที่ติดตามรับชมมาจนจบ และสำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ทางแบรนด์เลยนะคะ https://bit.ly/BiodermaBA

พิกัดสินค้า Boots, EVEANDBOY, Watsons online, Konvy

หรือช้อปปิ้งออนไลน์ได้บน Shopee, Lazada

Shopee https://s.shopee.co.th/805XKE5xTR

Lazada https://s.lazada.co.th/s.Z0IVvA?cc

Disclaimer/conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากทางแบรนด์ การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสม/วัตถุดิบตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล และผู้เขียนไม่ได้ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับบริษัทเครื่องสำอางใดๆ โปรดใช้วิจารณญาณ

Image

[Update Dec 2025] รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสม CeraVe Moisturising Cream

สำหรับ Blog นี้เป็นการอัพเดทรีวิว และวิเคราะห์ส่วนผสมครีมมอยส์กระปุก CeraVe Moisturizing cream เวอร์ชั่นตรวจสอบส่วนผสมล่าสุดเทียบกับ Lot ผลิต เดือน มิ.ย. 2025 นะคะ

แบรนด์ CeraVe นี่เป็นแบรนด์เวชสำอางบำรุงผิวที่พัฒนาร่วมกับแพทย์ผิวหนังชั้นน้ำของอเมริกา มีราคาที่จับต้องได้ หาซื้อได้ง่าย และเป็นที่นิยมทั่วโลกเลยทีเดียว

โดยทางแบรนด์พึ่งจะจัดงานฉลองครบรอบ 20 ปีไม่นานมานี้เองค่ะ

Cerave products
20th anniversary cerave

สำหรับตัวครีมนี้จะค่อนข้างเหมาะกับผู้ที่มีผิวแห้ง – แห้งมาก มาในเนื้อสัมผัสแบบครีมข้นค่ะ

ตัวกระปุกจะมาในขนาด 16 oz หรือ 454 กรัม

cera 3

ในส่วนของตัวครีมเนื้อจะข้น แต่ก็ไม่ได้เหนอะหนะ ระหว่างวันก็ไม่ได้เยิ้มหรือลื่นเป็นเมือกๆ เมื่อเหงื่อออก

cera 4

cera 8

ถึงจะดูข้น แต่ก็เกลี่ยง่าย และไม่เหนอะหนะ หนักผิว

cera 9

ส่วนผสมก็จะค่อนข้างคล้ายกัน ต่างกันที่สารขึ้นเนื้อครีมที่ใช้ค่ะ

ก่อนไปดูวิเคราะห์ส่วนผสม เรามาดูองค์ประกอบของ Barrier ผิวเรา และเทคโนโลยี MVE ที่ทางแบรนด์ใช้ซักหน่อยนะคะ

ในผิวชั้นนอกของเรา จะมีส่วนประกอบที่สำคัญอยู่ 3 อย่าง ที่ทำหน้าที่เป็นตัวปกป้องรักษาความชุ่มชื้นให้คงอยู่ในผิว และป้องกันไม่ให้สารอันตรายต่างๆเข้ามาในผิว ที่เราเรียกกันว่า Barrier ผิวค่ะ

สิ่งเหล่านี้ได้แก่

  1. ไขมันที่เรียงตัวเป็นชั้นๆ หรือ Lipid lamellar
  2. สารชอบน้ำ ที่เรียกว่า Natural moisturizing factor เช่น พวกกรดอะมิโน น้ำตาล ยูเรีย และอิออนบางชนิด
  3. โปรตีนเคราติน และการเรียงตัวแบบสลับซับซ้อนของเซลล์ผิวที่ตายแล้วในชั้นนอก ที่ชื่อ Corneocyte มาพร้อมเปลือกหุ้มทำจากโปรตีน เรียก cornified envelope

ว่ากันว่า ไขมันนั้นสำคัญที่สุดในการเป็น Barrier ของผิว ซึ่งจะประกอบด้วย Ceramide เป็นหลัก (ประมาณ 45 – 50% โดยน้ำหนัก) เรียงตัวผสานกับ Cholesterol และ กรดไขมัน

โดย Ceramides นั้นมีหลายชนิด และมีความสำคัญต่อความแข็งแรงในการเป็น Barrier ผิว รวมถึงควบคุมการจัดเรียงโครงสร้างของเซลล์ขี้ไคล หรือ corneocyte

การเรียกชื่อ Ceramide จะมีโค้ดเรียกเป็น CER ตามด้วยอักษร FB โดย F แทนถึงกรดไขมันที่มาจับ และ B แทนถึงหัวเบสของเซราไมด์

ในยุคโบราณการเรียกชื่อจะใช้ตัวเลข เรียงๆ ไป เช่น Ceramide 1, 3, 6 ประมาณนี้

จุดเด่นอย่างหนึ่งของ CeraVe ก็คือ ใช้ Ceramide 3 ชนิด คือ Ceramide 1, Ceramide 3 และ Ceramide 6-II ในสัดส่วนที่เหมาะสมเพื่อเสริมการฟื้นฟู Barrier ผิวของเราได้อย่างลงตัว

ส่วนเทคโนโลยี MVE นั้น เป็นเทคโนโลยีที่ทางแบรนด์เลือกใช้ในการนำส่งสารบำรุงเข้าสู่ผิวค่ะ

MVE นั้นย่อมาจาก Multivesicular emulsion ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่มีทั้งสิทธิบัตร และงานวิจัยรองรับรับ โดยเป็นระบบนำส่งที่มีรูปร่างเป็นทรงกลมที่มีหลายๆชั้น คล้ายหัวหอม เวลาลงผิว ก็จะค่อยๆปลดปล่อยออกมาทีละชั้น ทำให้สารเพิ่มความชุ่มชื้นต่างๆอยู่ในผิวได้นานขึ้น (J Clin Aesthet Dermatol. 2016; 9(12): 26–32.)

หน้าตาก็จะประมาณนี้ค่ะ

MVE

(Image source: Draelos ZD in Cosmetic Dermatology: Products and Procedures)

มาดูส่วนผสมกันดีกว่านะคะ

(update เทียบกับล็อตผลิต มิ.ย. 2568)

ส่วนผสมในภาพรวมเป็นผลิตภัณฑ์รูปแบบครีม มีส่วนผสมของน้ำมันเคลือบผิว น้ำมันบำรุง มีสารเติมน้ำอย่าง hya อยู่ด้วย

ในส่วนของสารบำรุงสีม่วงจะเป็นส่วนของสารไขมันที่เป็นองค์ประกอบของ Barrier ผิว ซึ่งได้แก่

  • Ceramides ทั้ง 3 ชนิด คือ Ceramide NP, AP และ EOP ซึ่งถือว่าเป็นการเลือกเซราไมด์หลากหลายชนิดเข้ามาเพื่อดูแล Barrier ผิวให้แข็งแรงได้อย่างลงตัว
  • Cholesterol เป็นอีก 1 องค์ประกอบที่สำคัญของ Barrier ผิว
  • Caprylic/capric glycerides เป็นไขมันชนิด Triglycerides ซึ่งผิวเราสามารถย่อยสลายแปรสภาพได้เป็นกรดไขมัน กับ Glycerin

สารบำรุงอื่นๆ ได้แก่

  • Sodium hyaluronate ซึ่งมีประโยชน์ในการเพิ่มความชุ่มชื้น
  • Tocopherol หรือวิตามินอี เป็น antioxidant ส่วนหนึ่งมีประโยชน์ในการปกป้องสารไขมันในสูตรไม่ให้เสื่อมสภาพ

ใช้ Petrolatum และ Dimethicone เป็นสารเคลือบผิวกันน้ำระเหยออกจากผิว

ทีนี้หลายคนเห็น Dimethicone อาจจะเริ่มคิดว่าอีเจ้านี่เป็น Silicone จะได้หรือ ปลอดภัยไหม โอเคไหมนะ

จริงๆ Dimethicone เป็น Silicone ตัวพื้นฐานที่ค่อนข้างมีประโยชน์ และมีข้อมูลความปลอดภัยที่ค่อนข้างดี ในท้องตลาด dimethicone มีหลายเกรด ตัวที่ปกป้องผิวกันน้ำระเหยได้ดีจะมีขนาดที่ใหญ่ ไม่ซึมลงไปในผิว แค่เคลือบปกป้องอยู่ด้านบน จึงมีความเสี่ยงต่ำในการเกิดอาการไม่พึงประสงค์ น

ใน USA จัดให้ dimethicone เป็น OTC (over-the-counter) หมายถึง ผลิตภัณฑ์ที่จำหน่ายในร้านยา แต่สามารถซื้อได้เลยโดยไม่ต้องใช้ใบสั่งแพทย์ ซึ่ง dimethicone จัดอยู่ในกลุ่ม skin protective คือ ปกป้องผิว

ดังนั้นจึงจะเห็นได้ว่า การมีทั้งออยล์บำรุงในสูตร (ไขมันจากธรรมชาติ) และออยล์เคลือบ รวมทั้งสารเติมน้ำอย่าง hya + glycerol จึงทำให้ CeraVe เป็นมอยส์ที่ดีในการเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิว

แนบทางไปช้อปปิ้ง

ช้อปปี้ https://s.shopee.co.th/5fi9dDCAje

ลาซาด้า https://s.lazada.co.th/s.ZbkPRw?cc

Disclaimer/conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับมาจากทางแบรนด์ CeraVe การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสมตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล และผู้เขียนไม่ได้มีผลประโยชน์ใดๆในการขายสินค้า โปรดใช้วิจารณญาณ

Image

[Mini review] รีวิวยาสีฟันผสม Hydroxyapatite จาก Unlabel Lab ประเทศญี่ปุ่น

ระหว่างการเดินเล่น ช้อปปิ้งเครื่องสำอาง สกินแคร์ตาม Drug store ของญี่ปุ่น ดิฉันก็ไปเจอเข้ากับยาสีฟันที่มีส่วนผสมของ Hydroxyapatite ย่อว่า HAp ซึ่งเป็นสารที่น่าสนใจมากๆ เลยอยากนำมาอัพเดทกัน

น้องเป็นผลิตภัณฑ์จากแบรนด์ Unlabel Lab ที่มีสินค้าสกินแคร์หลายๆ ชิ้น ที่น่าสนใจและมีแนวคิดทันสมัยไม่น้อยเลย

ตัวยาสีฟันมาในหน้าตาแบบนี้ค่ะ

Hydroxyapatite หรือ ย่อ HAp

เป็นแร่ธาตุหลักที่ประกอบขึ้นเป็นเคลือบฟัน (97%) และเนื้อฟัน (70%) จะเรียกว่าเป็นองค์ประกอบหลักของฟันเรา ก็ไม่เกินจริง

เมื่อนำมาใส่ในยาสีฟัน โดยเฉพาะในรูปแบบ Nano-Hydroxyapatite จะช่วยซ่อมแซมและบำรุงฟันได้อย่างมีประสิทธิภาพมาก

💎 ประโยชน์สุดปังของ Hydroxyapatite

1. ฟื้นฟูเคลือบฟันที่สึกหรอ
– ว่ากันว่าอนุภาคนาโนจะเข้าไปเติมเต็มรอยแตกร้าวเล็กๆ บนผิวเคลือบฟัน
– ช่วยซ่อมแซมฟันผุเบื้องต้นและรอยจุดขาวบนฟันได้
– งานวิจัยพบว่ายาสีฟันที่มี Hydroxyapatite 10% ให้ผลดีเทียบเท่ายาสีฟันฟลูออไรด์เลยทีเดียว

2. ดูแลปัญหาเสียวฟัน โดย HAp ไปปิดกั้นช่องว่างเล็กๆ (Dentinal Tubules) ที่ทำให้เสียวฟันเมื่อทานของเย็น-ร้อน

3. ข้อมูลความปลอดภัยดี (ณ วันนี้ พย 2568) ว่ากันว่าอาจดีกว่าฟลูออไรด์ด้วย

4. ลดการเกาะติดของเชื้อแบคทีเรียที่ก่อฟันผุ (Streptococcus mutans)

5. มีบางแหล่งเคลมว่า ทำให้ฟันเรียบเนียน สวยงาม
– ช่วยเคลือบผิวฟันให้เรียบขึ้น
– ทำให้ฟันดูมีความเงางามมากขึ้น

คำแนะนำในการเลือกใช้

หากสนใจลองใช้ยาสีฟันที่มี Hydroxyapatite แนะนำให้เลือกผลิตภัณฑ์ที่มีปริมาณ 5%+ โดยความเข้มข้น 10% จะเป็นที่นิยมและมีงานวิจัยรองรับ

สำหรับสูตรนี้นั้นมี HAp ผสมอยู่ 5% ค่ะ

Disclaimer: self purchased, self opinion

Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสม มอยส์เจอไรเซอร์บำรุงผิวกาย Atoderm Crème Ultra สูตร Ultra-nourishing moisturizing cream ที่ออกแบบมาอย่างลงตัวเพื่อเอาใจคนที่มีปัญหาผิวแห้ง และผิวบอบบาง

Blog นี้ขอหยิบเอา Moisturizer ที่น่าสนใจมารีวิวและวิเคราะห์ส่วนผสมกันค่ะ

เป็นมอยส์จาก BIODERMA ในไลน์ Atoderm ที่มีชื่อว่า Atoderm Crème Ultra เป็นสูตร Ultra-nourishing moisturizing cream ที่ออกแบบมาให้ใช้ทาได้ทั้งผิวหน้าและผิวตัว

มาในหน้าตาแบบนี้นะคะ

เนื้อค่อนข้างข้นเป็นเนื้อครีม ไม่มีส่วนผสมของน้ำหอม

เกลี่ยได้ง่าย ซึมไวแห้งไว ให้ความรู้สึกเย็นสบายผิว ให้ความชุ่มชื้นนาน ไม่เมือกไม่เหนอะหนะ

ก่อนไปดูส่วนผสม มารีแคปเรื่องผิวแห้งกับความสำคัญของมอยส์กันซักหน่อยนะคะ

เมื่อความชุ่มชื้นของผิวดรอปลงจนถึงค่าๆ หนึ่ง บางข้อมูลก็ว่า น้ำในผิวน้อยกว่าระดับ 30 AU วัดจากค่าของเครื่อง corneometer บาง ref ก็บอกว่า น้อยกว่า 10 – 15% บาง ref ก็เมนชั่นถึงค่าการระเหยของน้ำจากผิว (Trans-epidermal water loss; TEWL) สูงกว่า 15 – 25 g/m2/h มันจะส่งสัญญาณไปกระตุ้นให้เกิดการปลดปล่อยสาร Cytokines พวกที่อาจก่อให้เกิดกระบวนการอักเสบ เช่น IL-1 ซึ่งถ้ามีน้อยๆ มันเป็นเรื่องดี มันจะไปกระตุ้นให้ผิวเราฟื้นตัว เสริมการสร้าง Barrier ปรับสมดุลกระบวนการสร้าง-เจริญของหนังกำพร้า แต่ถ้ามีมากไป หรือมีออกมาไม่หยุด มันจะทำให้เกิดการอักเสบ ที่ส่งผลต่อให้มีอนุมูลอิสระ มีการกระตุ้นเอนไซม์ MMP มาย่อยคอลลาเจน แล้วก็วนไปวนมาแบบนี้ค่ะ ทำให้กลายเป็นวงจรแบบว่ายิ่งแห้งยิ่งแย่ และทำให้ระบบสมดุลไมโครไบโอมเสียไป มีผู้เสนอคอนเซปท์เรื่อง Dry skin cycle ไว้อยู่ด้วยค่ะ

แต่ทุกอย่างจะจบได้ ถ้าเราคืนน้ำให้ผิวเกินค่าวิกฤตินั้นไปได้ การทามอยส์จะเติมน้ำให้ผิวได้ไวมาก

มอยส์ที่ฟื้นฟูเติมน้ำคืนให้ผิวได้ไวจะมีทั้ง Humectant ดูดน้ำมา Occlusive เคลือบเก็บน้ำที่ดูดมาไว้ และ emollient เป็นไขมันทดแทนให้ผิว

Barrier ก็จะฟื้นฟูตัวเองได้

สุดท้ายนี้ขอฝากข้อคิดไว้

  • ผิวแห้งเป็นมากกว่าปัญหาเชิงความงาม เป็นตัวบ่งชี้การทำงานผิดปกติของ skin barrier ที่เชื่อมโยงกับการอักเสบเรื้อรัง การเปลี่ยนแปลงของ microbiome และการเร่งกระบวนการ aging
  • การดูแลที่มุ่งเน้นการฟื้นฟู barrier function ด้วย moisturizer ที่ดี มี emollient, humectants และ occlusives จึงมีความสำคัญต่อสุขภาพผิวระยะยาว

ผลิตภัณฑ์ BIODERMA Atoderm Crème Ultra ได้ผ่านการทดสอบประสิทธิภาพในอาสาสมัครว่าเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิวได้ 24 ชั่วโมง และลดการระเหยของน้ำออกจากผิว (ลดค่า TEWL) ได้ 23%

มาค่ะ ส่วนผสมเป็นดังนี้

ถ้าดูจากส่วนผสม BIODERMA Atoderm Crème Ultra เป็นผลิตภัณฑ์มอยส์เจอไรเซอร์ที่ทำมาได้ค่อนข้างสมบูรณ์มีครบทั้ง Humectant สารจับน้ำ จับเสร็จก็เคลือบปิดด้วย mineral oil เป็น occlusive หรือ ออยล์เคลือบ และมีไขมันจากธรรมชาติจาก Rapeseed, Sunflower ทดแทนคืนให้ผิว เป็น emollient หรือ ออยล์บำรุง

มาดูรายละเอียด Key technology ของผลิตภัณฑ์กันค่ะ

  • เทคโนโลยี Skin Protect Complex ที่เป็นคอมบิเนชั่นของ Niacinamide + Xylitylglucoside 2 ตัวนี้ทำงานได้เสริมกันแบบลงตัวมาก Niacinamide ช่วยเสริมกระบวนการสร้างไขมันที่เป็น Barrier ผิว ดูแลการอักเสบระคายเคือง จับคู่กับ Xylitylglucoside ที่มาดูแลฝั่งน้ำ เสริมการสร้าง Glycosaminoglycans (GAGs) ที่เป็นสารจับน้ำตามธรรมชาติในผิว โดยหนึ่งใน GAGs ที่สำคัญก็คือ hyaluronic acid ช่วยอุ้มน้ำ และ Barrier ที่แข็งแรงก็ล็อคการระเหยของน้ำออก
  • Omega 3, 6, 9 จากน้ำมันธรรมชาติ Rapeseed และ Sunflower ที่เป็นส่วนประกอบในการสังเคราะห์ ceramides และมีส่วนผสมของ phytosterol ที่ดูแลการระคายเคืองผิว Synergistic Combination Benefits การผสมผสานทั้งสองน้ำมันสร้าง Fatty acid ที่เหมาะสม และสอดคล้องกับไขมันของ barrier ผิวที่มีสุขภาพดี

มันจะมีการพูดถึง PPAR receptor อยู่

โดย PPAR receptor นั้นจะโดนกระตุ้นได้ด้วยพวกกรดไขมัน เมื่อกระตุ้นแล้วทำให้ลดการสร้างสารที่เกี่ยวข้องกับการอักเสบ เพิ่มการสังเคราะห์ไขมันต่างๆ ของผิว และเพิ่มการเจริญเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของเซลล์ในชั้นหนังกำพร้า (Keratinocyte differentiation) ให้มีความแข็งแรงมากขึ้น

  • คอมบิเนชั่นของน้ำตาลต่างๆ Xylitol, Mannitol, Rhamnose, Glucose เป็นสารเพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่ผิว
  • คอมบิเนชั่นจับน้ำของ Xylityl glucoside + Anhydroxylitol + Xylitol ที่ช่วยให้ผิวชุ่มชื้น พร้อมทั้งมีคุณสมบัติเสริมความสามารถในการเก็บน้ำของผิว ผ่าน Aquaporin ที่เป็นประตูเก็บน้ำ และกลุ่ม Tight junction ที่ให้ผิวแข็งแรงอีก 1 เสต็ป
  • Fructooligosaccharides เป็น prebiotics ที่ซัพพอร์ตการเจริญของจุลินทรีย์ probiotics ที่มีประโยชน์บนผิว
  • สารสกัดจากสาหร่าย Laminaria ochroleuca extract กับ Caprylic/capric triglyceride ไปตรงกับวัตถุดิบที่ชื่อ ANTILEUKINE 6™ มีเคลมเรื่อง Daily soothing shield ดูแลเรื่องปัญหาการระคายเคือง ให้ผิวแข็งแรง และปกป้องผิวจากสิ่งแวดล้อม

ในภาพรวมก็คือเป็นมอยส์ที่ครบ และมาด้วยนวัตกรรม และความใส่ใจคำนึงถึงในทุกรายละเอียด แม้กระทั่งการเลือกใช้น้ำมัน Rapeseed + Sunflower ก็ยังน่าสนใจ

มาให้คะแนนกันนะคะ

  1. สารบำรุง ในด้านของการเลือกไขมัน Omega 3, 6, 9 มาเปิดระบบ PPARs พอเปิดแล้วจะดูแลเรื่องการระคายเคือง เสริมการสังเคราะห์ไขมันที่เป็น Barrier ผิว ลดการสร้างสารที่เกี่ยวข้องกับการอักเสบ เพิ่มการสังเคราะห์ไขมันต่างๆ ของผิว และเพิ่มการเจริญเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของเซลล์ในชั้นหนังกำพร้า (Keratinocyte differentiation) ให้มีความแข็งแรงมากขึ้น มาพร้อมสารจับน้ำ และดูแลการระคายเคือง พร้อมเสริมผิวแข็งแรงในหลายๆ มิติ แต่ยังอยากให้มี ceramides ซักนิด ขออนุญาตให้ 4 ฟลาสก์
  2. ส่วนผสมอื่นๆ ทำมาได้ดีและลงตัวมาก ให้ไป 5 ฟลาสก์
  3. ความชอบ ส่วนตัวมีผิวแห้งค่อนข้างชอบเนื้อครีมประมาณนี้ ไม่หนักไป ไม่เบาไป ทาแล้วให้ความรู้สึกว่ากำลังพอดี mix & match กับผลิตภัณฑ์อื่นในไลน์เดียวกันได้ง่าย ตามความต้องการผิวในแต่ละวัน ในด้านความชุ่มชื้น คิดว่าทำมาได้ตามเคลมจริง ทาเช้า ผิวนุ่มอยู่จนถึงดึก ทาก่อนนอน เช้าตื่นมาก็นุ่มอยู่ ส่วนด้านความสบายผิว ก็ถือว่าตอบโจทย์ เอามาทาหน้าเป็นครีมปิดผิวขั้นตอนสุดท้ายก่อนนอนก็ดี ให้ไป 5 ฟลาสก์

ผลิตภัณฑ์อื่นๆ ที่น่าสนใจในไลน์ Atoderm ที่เอามา mix & match แล้วดีงามไม่เบาเลย

BIODERMA Atoderm Gel Douche

เป็น Cleansing gel สูตรอ่อนโยนใช้ได้ทั้งกับหน้า ตัว มือ เหมาะกับผิวแห้ง ผิวบอบบางแพ้ง่าย รวมถึงทุกสภาพผิว

ภาพรวมส่วนผสม

สารทำความสะอาดหลักจะมี SLES ให้ฟองแน่นละเอียด อาบแล้วฟีลฟิน เพิ่มความอ่อนโยนด้วย

  1. coco-betaine ตัวนี้เป็นสารทำความสะอาดแบบสองประจุ มีความอ่อนโยนค่อนข้างดี ได้จากการดัดแปลงไขมันจากมะพร้าว
  2. Sodium lauroyl sarcosinate ที่เป็นอนุพันธ์ของกรดอะมิโน มีความอ่อนโยนสูง
  3. Coco-glucoside เป็นแบบไม่มีประจุ ได้จากการดัดแปลงมะพร้าวเข้ากับสายของคาร์โบไฮเดรต ให้ความอ่อนโยนเช่นกัน

สารบำรุง

  • เทคโนโลยี Skin Protect Complex (สูตรผสมของ Niacinamide + Xylitylglucoside) เสริมความชุ่มชื้นให้ผิวอย่างยาวนาน
  • มีคอมบิเนชั่นจับน้ำของ Xylityl glucoside + Anhydroxylitol + Xylitol ที่ช่วยให้ผิวชุ่มชื้น พร้อมทั้งมีคุณสมบัติเสริมความสามารถในการเก็บน้ำของผิว ผ่าน Aquaporin ที่เป็นประตูเก็บน้ำ และกลุ่ม Tight junction ที่ให้ผิวแข็งแรง
  • Fructoligosaccharides เป็น prebiotics ช่วยซัพพอร์ตการเจริญของจุลินทรีย์ดีๆ (probiotics) บนผิว ให้ผิวแข็งแรง และชุ่มชื้น
  • น้ำตาล 3 ชนิด (Xylitol + Mannitol + Rhamnose) มีข้อมูลว่ามีประโยชน์ในการเพิ่มความชุ่มชื้น และช่วยให้ผิวแข็งแรง ทนทานต่อสิ่งแวดล้อมและสิ่งกระตุ้นจากภายนอกมากขึ้น
  • Capryloyl glycine อนุพันธ์ลูกผสมของกรดอะมิโน Glycine + กรดไขมัน Caprylic acid ที่พบได้ในธรรมชาติ เช่น มะพร้าว มีประโยชน์หลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นด้านเรื่องของความชุ่มชื้น ควบคุมความมัน ดูแลการระคายเคือง
  • สีฟ้ามาจาก Copper sulfate

ตัวนี้ฟองเริ่ด ฟองฉ่ำมาก แล้วฟีลตอนใช้คือดี ให้ความรู้สึก rich-luxury feel สัมผัสได้ตั้งแต่ตอนตีฟอง กลิ่นหอมนวลๆ ให้ความรู้สึกผ่อนคลาย

ถ้าวันไหนผิวแห้งมาก ก็จะขยับมาใช้รุ่น Cleansing oil ชื่อเต็มๆ BIODERMA Atoderm Huilede douche มีคุณสมบัติเด่นเป็น Soothing lipid-replenishing cleansing oil, anti-irritation

ความน่าสนใจอยู่ที่ ถึงชื่อจะเป็น Cleansing oil แต่น้องก็มาในเบสแบบน้ำ มีส่วนผสมของน้ำอยู่สูง

สารทำความสะอาดตัวหลักเป็น Sodium cocoamphoacetate ซึ่งเป็นชนิด 2 ประจุ มีความอ่อนโยนสูง ร่วมกับ PEG-7 glyceryl cocoate + Lauryl glucoside + Coco-glucoside ตบๆ มาด้วย Laureth-2

มี Patent Skin barrier therapyTM ช่วยลดการเกาะติดของเชื้อจุลินทรีย์บางชนิด เช่น Staphylococcus aureus ที่อาจทำให้เกิดผิวอักเสบกำเริบในกลุ่มคนผิวแห้งมาก และลดการสร้างไบโอฟิล์ม ที่เป็นเหมือนเมือกเหนียวๆ ที่เชื้อสร้างมาป้องกันตัวเองจากสิ่งแวดล้อม

พร้อมผลเทสต์ว่า สามารถเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิวได้ 24 ชั่วโมง คืนไขมันให้ผิว ในระยะยาวพบว่าผิวชุ่มชื้นขึ้น 39% และมีความรู้สึกสบายผิวมากขึ้น

สารบำรุงหลักเป็นชุดเดียวกับ Cleansing gel

ตัวนี้จะให้ฟองละเอียดมาก ฟีลเหมือนโลชั่น เป็นคล้ายๆน้ำนม ความรู้สึกค่อนข้าง rich + velvet เหมือนลูบลงบนผ้ากำมะหยี่ กลิ่นหอมนวลๆ ให้ความรู้สึกผ่อนคลาย สูตรนี้แบรนด์ออกแบบมาให้ผิวที่เป็น eczema ชนิด Atopic สามารถใช้ดูแลผิว เสริมกับการรักษาจากคุณหมอได้

ปิดท้ายด้วย BIODERMA Atoderm intensive baume น้องเป็นครีมที่ให้ความรู้สึกของความชุ่มชื้นสูงจากกลุ่ม emollient หรือ ออยล์บำรุง ส่วนผสมครบในการเป็น moisturizer ที่ดี

  • ออยล์เคลือบ ใช้ mineral oil ซึ่งหลายคนอาจจะแบบฟัง marketing มาเยอะว่านางไม่ดี แต่จริงๆ ในทางเครื่องสำอาง นางปลอดภัยอยู่ เคลือบปกป้องผิวกันน้ำระเหยออก
  • ออยล์บำรุง ใช้ sunflower + canola ที่มีกรดไขมันจำเป็นต่างๆ

เสริม Ceramides มาพร้อมไขมันอื่นๆ ที่เป็นองค์ประกอบของ Barrier ผิว แถม Beta-sitosterol ที่เด่นเรื่องการดูแลการระคายเคืองของผิว

มีน้ำตาล 3 ตัว (Xylitol + Mannitol + Rhamnose) ที่เป็นตัวเพิ่มความชุ่มชื้น และช่วยให้ผิวแข็งแรง สูตรนี้ไม่มีน้ำหอม เป็น moisturizer ที่ดี ที่น่าสนใจ และใช้ดูแลผิว เสริมกับการรักษากลุ่มอาการ Atopic eczema จากคุณหมอได้

ตอนทา แวบแรกเหนอะหนะ แต่พอผ่านไปซักประมาณ 5 นาที ฟีลลิ่งดีขึ้น

สุดท้ายปิดด้วย ความประทับใจที่แพคเกจ: น้องมีตัวล็อคการันตีว่า แพคเกจนี้ไม่เคยโดนแกะมาก่อน จนจะถึงมือเรา ซึ่งส่วนตัวให้ความสำคัญกับตรงนี้ ในแง่ความปลอดภัยของสินค้า

อีกจุดที่น่าสนใจ คือ กลุ่มผลิตภัณฑ์นี้ออกแบบมาได้อย่างลงตัว อ่อนโยน เพื่อให้ใช้ได้ทุกวัย ตั้งแต่แรกเกิด จนถึงในผู้สูงอายุที่มีปัญหาผิวแห้ง ระคายเคือง หรือใช้เสริมกับการดูแลสภาวะผิดปกติทางผิวหนังจากคุณหมอก็ทำดูเหมาะดีเช่นกัน

สุดท้ายนี้ต้องขอขอบคุณทางแบรนด์ Bioderma ประเทศไทย ที่ส่งผลิตภัณฑ์ดีๆ มาให้ได้เปิดหูเปิดตาและทดลองใช้ และขอบคุณทุกท่านที่ติดตามรับชมมาจนจบ

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ทางแบรนด์เลยนะคะ

ออโตเดิร์ม ครีม อัลตรา ราคาปกติ 500 ml 1,250 สามารถสอบถามโปรโมชั่นได้ที่แบรนด์โดยตรง ผ่านลิงค์นี้ https://bit.ly/BiodermaBA

พิกัดสินค้า Boots, EVEANDBOY, Watsons online, Konvy

หรือช้อปปิ้งออนไลน์ได้บน Shopee, Lazada

Shopee https://s.shopee.co.th/8Kh980mYDN

Lazada https://s.lazada.co.th/s.ZaEvoV?cc

Disclaimer/conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากทางแบรนด์ การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสม/วัตถุดิบตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล และผู้เขียนไม่ได้ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับบริษัทเครื่องสำอางใดๆ โปรดใช้วิจารณญาณ

#biodermathailand #Atodermcremeultra #ล็อกผิวชุ่มชื้นลื่นเนียนแข็งแรง #ผิวแพ้ง่ายใช้ได้

Image

ไม่ใช่แค่ 1 แต่มาเป็นคู่ รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสมเซรั่มคู่หูดูแลปัญหาริ้วรอย Matrix serum PE และ Retinol serum จากแบรนด์ Kisocare ประเทศญี่ปุ่น

เมื่อช่วงปลายเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา มีโอกาสได้รู้จักกับแบรนด์ Kisocare เป็นแบรนด์จากญี่ปุ่น มาในสายสกินแคร์เรียบง่ายแต่พัฒนาสูตรมาด้วยความเอาใจใส่ ทุกอย่างอิงตามหลักการทางวิทยาศาสตร์ และมีการเลือกใช้ส่วนผสมใหม่ๆ ที่น่าสนใจ

โดยส่วนตัวเองก็มีโอกาสได้ลองสินค้าของทางแบรนด์หลายๆ ชิ้น ใน Blog นี้จะเป็นการหยิบเอา 2 ชิ้นที่คิดว่า ใช้คู่กันแล้วเสริมกันแบบลงตัวมาก มารีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสมกัน

โดยเป็นคู่ของ Matrix serum PE + Retinol serum ที่เหมือนเกิดมาเพื่อกันและกัน

ซึ่งเราจะเริ่มกันที่ตัว Matrix serum ซึ่งเป็น peptides เบลนด์ ใช้ได้ทั้งเช้าและเย็น

มาในหน้าตาแบบนี้นะคะ

เซรั่มเป็นเบสแบบน้ำใส ไม่มีส่วนผสมของน้ำหอม

เกลี่ยง่าย ซึมไวแห้งไว ไม่เหนอะหนะ ให้สัมผัสที่ชุ่มชื้น และเย็นสบายผิว

ในด้านส่วนผสมเป็นดังนี้ค่ะ

ในภาพรวมเป็นเซรั่มเปปไทด์ที่เสริม antioxidant จากวิตามินซี มาในเบสแบบน้ำ

ส่วนผสมของสารบำรุงขอเริ่มที่หมวดเปปไทด์ก่อน

  • คอมบิเนชั่นของ Palmitoyl tetrapeptide-7 + Palmitoyl tripeptide-1 รู้จักกันในนาม Matrixyl 3000 ซึ่งมีข้อมูลเด่นๆ ในด้านของการเสริมการสังเคราะห์คอลลาเจนหลายๆ ชนิดในผิว เช่น Collagen I ที่เป็นตัวหลักในด้านกระชับ เฟิร์ม แข็งแรง ร่วมกับ Collagen IV + VII และ Nidogen I ที่ฟอร์มคอมเพล็กส์ร่วมกัน อุ้มเอารอยต่อชั้นหนังกำพร้า-หนังแท้ (DEJ) เอาไว้ เพื่อลดความเสี่ยงในการเกิดริ้วรอยลึก และช่วยซัพพอร์ตการจัดเรียงตัวของเส้นใย matrix ให้ผิวกระชับแน่น (Ref: TDS Matrixyl 3000)
  • Acetyl hexapeptide-8 เป็น neuropeptide ที่ช่วยคลายริ้วรอยให้ผิวดูเรียบเนียนขึ้น มีวิจัยรองรับอยู่ (Am J Clin Dermatol 2013;14:147–153.)
  • Pentapeptide-18 ตัวนี้เป็น neuropeptide อีกตัว ที่เสริมกันกับ Acetyl hexapeptide-8 ในการดูแลริ้วรอยต่างๆ และพวกริ้วรอยจากการแสดงสีหน้า (expression line) ได้อย่างลงตัว พร้อมทั้งได้ประโยชน์ในด้านผิวชุ่มชื้น ตัวนี้มีวิจัยรองรับอยู่ถึงประสิทธิภาพในการดูแลปัญหาริ้วรอย (Cosmetics. 2014;1(2): 75-81.)

คอมบิเนชั่นของ Acetyl hexapeptide-8 + Pentapeptide-18 มีชื่อเรียกในวงการว่า Argirelox

ถัดมาเป็น Sodium ascorbyl phosphate ที่เป็นอนุพันธ์ของวิตามินซีที่ละลายน้ำได้ เป็น antioxidant ที่ดี มีประโยชน์ในเชิง whitening และมีประโยชน์เสริมในการดูแลปัญหาสิว

เสริม Hya ที่ช่วยดูแลเรื่องความชุ่มชื้นผิว

ตัวถัดมาเป็นเซรั่มเรตินอล ซึ่งทำมาได้ดีไม่แพ้กันค่ะ

น้องมาในหน้าตาแบบนี้

รุ่นนี้มีเคลมว่าใช้เรตินอล 0.1% มาในสูตรอ่อนโยน แต่ด้วยความเป็นเรตินอล เราจะใช้แค่ตอนกลางคืน

เนื้อเซรั่มมาในเบสแบบน้ำ สีเหลืองตามธรรมชาติของเรตินอล ไม่มีส่วนผสมของน้ำหอม

เกลี่ยได้ง่าย ซึมไวแห้งไวไม่เหนอะหนะ เนื้อค่อนข้างเบาสบายผิว

ส่วนผสมเป็นดังนี้

ในภาพรวมน้องมาในเบสแบบน้ำ มีส่วนผสมของน้ำมันบำรุงผิวอยู่นิดหน่อย

ในกลุ่มของวิตามินเอ มีด้วยกัน 6 อนุพันธ์ บางตัวเป็นฟอร์มที่หาพบในสกินแคร์ได้ยาก และมีราคาสูง

  • Retinol ฟอร์มธรรมชาติ มีประโยชน์ในการดูแลผิวหลายประการ ตั้งแต่เรื่องปรับสมดุลการสร้าง-ผลัดออก ให้ผิวแข็งแรง กระชับ ดูแลปัญหาผิว ริ้วรอย ชะลอวัย แต่ตอนจะออกฤทธิ์ต้องแปรสภาพในผิวก่อน
  • Hydroxypinacolone retinoate หรือ HPR ตัวนี้มีข้อมูลจากผู้ผลิตว่าอ่อนโยนกว่า Retinol ให้ประโยชน์เหมือนกัน บางแหล่งข้อมูลกล่าวว่าสามารถออกฤทธ์ได้เลยโดยไม่ต้องผ่านการแปรสภาพ
  • Retinyl palmitate เป็นเอสเทอร์ของเรตินอล ต้องถูกแปรสภาพเป็น Retinol ก่อน แต่ข้อดีคือ เป็นเหมือนสต็อคให้เรตินอล ผิวจะค่อยๆ เปลี่ยนมา และมีโอกาสระคายเคืองน้อยกว่า Retinol
  • Hydrogenated retinol เป็นเรตินอลที่ดัดแปลงโครงสร้างให้เป็นสารอิ่มตัว มีข้อมูลว่า มีความคงตัวมากขึ้น การระคายเคืองผิวน้อยลง มีสิทธิบัตรญี่ปุ่นพูดถึง Hydrogenated retinol ว่าสามารถเสริมการสร้าง Hyaluronic acid ตามธรรมชาติในผิว ให้ผิวชุ่มชื้น นุ่มนวล และดูแลปัญหาริ้วรอย (Ref: JP2006193427A)
  • Tocopheryl retinoate เป็นลูกผสมระหว่างวิตามินเอ-อี มีคุณสมบัติเป็น antioxidant เสริมการสังเคราะห์คอลลาเจน และมีการระคายเคืองน้อยลง
  • Sodium retinoyl hyaluronate เป็นลูกผสมของวิตามินเอ-ไฮยา มีเคลมว่าดูดซึมได้ดีขึ้น ลดการระคายเคือง และช่วยให้ผิวชุ่มชื้น

เสริมไฮยาเข้ามาหลายฟอร์มเพื่อดูแลเรื่องความชุ่มชื้นให้แก่ผิว ตัวที่น่าสนใจคือ Sodium hyaluronate crosspolymer-2 ซึ่งเป็นไฮยาตัวใหญ่มาก สร้างตัวเป็นฟิล์มที่แข็งแรงบนผิว ให้ผิวนุ่มนวล และชุ่มชื้น ช่วยเก็บน้ำให้ผิว (moisture retention)

ในส่วนของ antioxidant มีการเสริมวิตามินอี ร่วมกับสารสกัดจากชาเขียว โรสแมรี่ และดูแลการระคายเคืองด้วยสารสกัดจาก cica, scutellaria, polygonum และชะเอม

มาให้คะแนนกัน

Blog นี้ขอให้คะแนนของ Retinol serum นะคะ

  1. สารบำรุง มีวิตามินเอและอนุพันธ์ รวมๆ กัน 6 ฟอร์ม ซึ่งบางฟอร์มหาได้ยากและมีราคาสูง ถือเป็นโอกาสอันดีที่ได้ลองวิตามินเอฟอร์มใหม่ๆ เสริมไฮยาหลากหลายชนิด ที่ดูแลเรื่องความชุ่มชื้น พร้อมไฮยาที่ก่อฟิล์มช่วยให้ผิวกักเก็บน้ำได้มากขึ้น มี Antioxidant และมีสารที่ดูแลการระคายเคือง โดยจะเน้นเป็นพวกสารสกัดจากพืช ซึ่งมีวิจัยซัพพอร์ตอยู่ ถ้านับแค่ความเป็น Retinol serum ก็คือสมบูรณ์แบบ ให้ไป 5 ฟลาสก์
  2. ส่วนผสมอื่นๆ ไม่มีสารที่ไม่เป็นมิตรกับผิว และมาในเบสแบบน้ำ ให้ไป 5 ฟลาสก์
  3. ความชอบ ส่วนตัวค่อนข้างชอบความเป็นเบสน้ำของผลิตภัณฑ์ ใช้งานง่าย เลเยอร์ลงสกินแคร์รูทีนได้ง่าย จะเสริมน้ำตบเซราไมด์ของแบรนด์ก็คือจอยอยู่นะฟินไม่แพ้กัน หรือเอามาทำ retinol sandwich คู่กับมอยส์ที่มีอยู่ก็จอยไม่แพ้กัน ให้ไป 5 ฟลาสก์

สุดท้ายนี้ต้องขอขอบคุณทางแบรนด์ Kisocare สาขาประเทศไทย ที่ส่งผลิตภัณฑ์ดีๆ มาให้ได้เปิดหูเปิดตา ได้ลองวิตามินเอฟอร์มที่หาตัวจับยาก และขอบคุณทุกท่านที่ติดตามรับชมมาจนจบค่ะ

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ทางแบรนด์โดยตรงเลยนะคะ

Facebook: https://www.facebook.com/kisocare.thailand

IG: https://www.instagram.com/kisocare.thailand/

แนบลิงค์ช้อปปิ้ง

Matrix serum PE

Shopee https://s.shopee.co.th/40YA0Fiu9F

Lazada https://s.lazada.co.th/s.ZaExmP?cc

Retinol serum

Shopee https://s.shopee.co.th/7KobyIuImD

Lazada https://s.lazada.co.th/s.ZaEx9U?cc

Disclaimer/conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากทางแบรนด์ Kisocare การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสม/วัตถุดิบตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล และผู้เขียนไม่ได้ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับบริษัทเครื่องสำอางใดๆ โปรดใช้วิจารณญาณ

Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสมน้องใหม่จากบ้าน t’else สูตร Black bean ceramide เคลมเรื่อง Firming & aging care แบบเจาะลึกทั้งเซรั่มและครีม

Blog นี้จะมาวิเคราะห์ส่วนผสมและรีวิว 2 ผลิตภัณฑ์ในไลน์ Black bean ceramide ของ t’else ซึ่งมาในคอนเซปท์ Firming & Aging care ค่ะ

ในไลน์นี้จะเป็นการเบลนด์กันอย่างลงตัวระหว่างสารสกัดจาก black bean และ ceramides เพื่อให้ประโยชน์ทั้งในเชิงผิวแข็งแรง และเสริมสารบำรุงที่ดูแลปัญหาริ้วรอยเข้ามาอีก เดี๋ยวดูกันอีกทีในช่วงวิเคราะห์ส่วนผสมนะคะ

เริ่มกันที่ Serum ก่อน

มาในหน้าตาแบบนี้

เนื้อสัมผัสเป็นแบบโลชั่นน้ำนม ค่อนข้างข้น ไม่มีส่วนผสมของน้ำหอม

เกลี่ยได้ค่อนข้างง่าย ให้ฟีลเย็น ชุ่มชื้น โกลว์ แต่ไม่เหนอะหนะ ไม่ลื่นไม่เมือก

สำหรับตัวผลิตภัณฑ์นี้มีผลทดสอบประสิทธิภาพในอาสาสมัครในหลายๆ ด้าน ทั้งในด้านของปัญหา aging แบบ multi-function ด้านริ้วรอย และผิวแข็งแรง-ชุ่มชื้น

ในส่วนของผลทดสอบประสิทธิภาพในอาสาสมัคร เมื่อใช้ผลิตภัณฑ์เป็นเวลา 4 สัปดาห์ พบว่า

  • ผิวภายนอกดูยืดหยุ่นขึ้น 17.22%
  • ผิวยืดหยุ่นขึ้น 11.03%
  • ผิวกระชับขึ้น 15.01%

และภายหลังใช้ พบว่ารูขุมขนกระชับขึ้น 19.91% รู้สึกทันทีหลังใช้

ในส่วนของประสิทธิภาพด้านริ้วรอย ผ่านการทดสอบว่ามีประสิทธิภาพในการดูแลริ้วรอย 5 จุดสำคัญ

หน้าผาก, ระหว่างคิ้ว, รอบดวงตา, มุมปาก, ร่องแก้ม ทดสอบโดย PNK Skin Clinical Research Center ช่วง 24 ก.ค. – 22 ส.ค. 2024 (n = 23)

ในด้านความชุ่มชื้น พบว่า เมื่อใช้ผลิตภัณฑ์ moisture density วัดจากชั้นผิวที่ 5 เพิ่มขึ้นถึง 386.56% และ ความชุ่มชื้นผิวโดยรวมเพิ่มขึ้น 84.20% ภายหลังทา

และภายใน 4 สัปดาห์ ผลทดสอบพบว่าอาสาสมัครมีผิวชุ่มชื้นเพิ่มขึ้น Barrier แข็งแรงขึ้น (วัดจาก TEWL ลดลง)

ก็คือผลการทดสอบประสิทธิภาพในอาสาสมัครค่อนข้างน่าสนใจเลยทีเดียว

ส่วนผสมของ Serum เป็นดังนี้

สำหรับสารสกัดตัวหลักของเซรั่มนี้ คือ สารสกัดจากถั่วดำ (Phaseolus vulgaris seed extract) ซึ่งทางแบรนด์ได้ทำการวิจัยถั่ว 4 ชนิด แล้วพบว่า ถั่วดำมีสารประกอบ polyphenol และฤทธิ์ในการเป็น antioxidant สูงที่สุด นำมาสกัดด้วยเทคโนโลยีลิขสิทธิ์ Air-brewing 100TM technology ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

จับคู่กับ Ceramide NP, Cholesterol และ กลุ่มของ Pseudoceramide ที่มาในรูปของ Carboxylic acid amide ที่มีสิทธิบัตรเกาหลี (KR 101827469B1) รองรับอยู่ ในตัวสิทธิบัตรกล่าวถึงประสิทธิภาพในการฟื้นฟู Barrier ผิว ทำให้ Barrier ผิวแข็งแรงขึ้น และดูแลปัญหาการอักเสบระคายเคืองของผิว

มี MLE ที่ใช้ Ceramide PC-9S หรือ Myristoyl/palmitoyl oxostearamide/arachamide MEA เป็นตัวหลัก จับคู่กับ cholesterol และ stearic acid ในตำรับจะเรียงตัวในรูปของ liquid crystal คล้ายกับ Barrier ผิวที่มีสุขภาพดี

ทางแบรนด์เคลมถึงการใช้ long chain ceramides เพื่อช่วยให้ barrier ผิวแข็งแรงขึ้นโดยไปลดช่องห่าง หรือ “GAP” ระหว่างชั้น bilayer ของ barrier ผิว ทำให้ผิวแข็งแรงมากขึ้น

นอกจากนี้ยังเสริมไขมันจากพืชธรรมชาติหลากหลายชนิด อย่าง bitter almond, macadamia, palm, baobab และ avocado ที่มีกรดไขมันจำเป็นให้ผิวชุ่มชื้น

เพิ่มความแข็งแรงให้แก่ผิวด้วย Aquatide (Heptasodium hexacarboxymethyl dipeptide-12) ที่มีประโยชน์ต่อผิว 3 ด้านหลักๆ ได้แก่

  1. Anti-aging โดย Aquatide จะไปกระตุ้น SIRT1 นำไปสู่กระบวนการ Autophagy ที่จะเป็นเหมือนการกินตัวเอง แล้วรีไซเคิลเอาองค์ประกอบมาใช้งานใหม่ อาจจะได้ประโยชน์ในเชิงกำจัดพวกเซลล์ซอมบี้ หรือ senescent cells ได้อยู่ และและลดปริมาณโปรตีน Carbonylated ในชั้น Stratum Corneum ซึ่งบ่งชี้ถึงภาวะออกซิเดชัน (Oxidative Stress) ของผิว
  2. Skin barrier และ Moisturizer โดย Aquatide จะไปมีส่วนช่วยในการสังเคราะห์เอนไซม์ที่เกี่ยวข้องกับการสร้างเซราไมด์ ช่วยลดการระเหยของน้ำออกจากผิว (Trans-Epidermal Water Loss; TEWL) ที่เป็น marker อ้อมๆ บอกว่าผิวแข็งแรงขึ้น
  3. Anti-inflammation โดย Aquatide ไปลด Pro-inflammatory Cytokines เช่น IL-8, TNF-α จึงอาจจะมีประโยชน์ในการดูแลกระบวนการแพ้ ระคายเคือง และรอยแดง

เสริม peptide ตัวดัง อย่าง Acetyl hexapeptide-8 ที่คลายริ้วรอยให้แลดูจางลง (ชั่วคราว) ดูแลริ้วรอยเพิ่มเติมด้วย adenosine

ปกป้องผิวจากมลภาวะ และเพิ่มความชุ่มชื้นด้วย polyquaternium-51

เสริม antioxidant จากสารสกัดชาเขียว

ก็คือทำมาได้ดีมากเลย แต่ส่วนตัวคิดว่าจะเด่นกว่าในเรื่องฟื้นฟู Barrier ผิว และพอ Barrier ผิวดี อาการของ aging ก็จะดีขึ้น

ถัดมาก็จะเป็นตัวครีม ที่มาในหน้าตาแบบนี้

ครีมนี้มีเนื้อสัมผัสคล้ายเต้าหู้ (คหสต) มีความข้นเกือบจะคล้าย butter ไม่มีส่วนผสมของน้ำหอม

ในการเกลี่ยแนะนำให้วอร์มบนฝ่ามือก่อน ค่อยลูบไล้ลงบนใบหน้า จะเกลี่ยได้ง่ายขึ้น ให้ฟีลเย็นสบายผิว มีความ glow สูง glow นาน แต่ฟีลจะหนักนิดหน่อย ส่วนตัวผิวแห้งเลยชอบฟีลนี้ ถ้าเลเยอร์ทับสกินแคร์อื่นๆ ที่เบากว่าเป็นครีมตัวปิดผิวก็คือจอยเลย

สำหรับส่วนผสมของครีมจะคล้ายๆ กับ Serum แต่มีการปรับลำดับ และเพิ่มสารบางตัวขึ้นมาเพื่อให้เกิดเนื้อครีม

คอมบิเนชั่นของสารบำรุงยังครบเหมือนเดิม โดยจะมีการเอา Polyquaternium-51 ออก แล้วเพิ่ม Allantoin + panthenol เข้ามา จึงมีประโยชน์ด้านการดูแลการระคายเคืองผิวเพิ่ม

ที่น่าสนใจคือ Dipentaerythrityl Hexahydroxystearate/Hexastearate/Hexarosinate ตัวนี้เป็นสารสังเคราะห์เลียนแบบ lanolin หรือ wool fat ที่มีประโยชน์ในการเคลือบปกป้องผิวช่วยเก็บน้ำให้ผิว ให้ความนุ่มนวล และให้ความโกลว์สวย

แต่ในส่วนผสมจะมี Ethylhexyl palmitate คนที่มีผิวมัน หรืออุดตันง่าย หรือเคยมีประวัติอุดตันกับสารตัวนี้อาจลอง test ในบริเวณหน้าผากก่อนซักเดือน ก่อน ถ้าไม่พบสิวอุดตันบุกก็สามารถทาได้ทั่วหน้า

แต่คนผิวแห้งก็คือสบายมาก ไม่ต้องกังวล

มาให้คะแนนกัน ซึ่งเราจะให้คะแนนของตัว Serum ดังนี้

  1. สารบำรุง ทำมาได้ค่อนข้างดี มีสารสิทธิบัตรของ Neopharm ที่ฉีกออกไปจากไลน์เดิมๆ ที่เราเคยใช้ๆ กัน ในผลิตภัณฑ์ซีรี่ส์ก่อนหน้า เสริมมาด้วย Aquatide เพื่อผิวแข็งแรง และ Argireline ที่ดูแลเรื่องริ้วรอย โดยรวมถือว่าครบตามเคลมการดูแลริ้วรอยของผลิตภัณฑ์ โดยที่เป็น Retinoids-free มาพร้อมผลเทสต์ต่างๆ และซีรี่ส์นี้เด่นมากๆ เรื่องของผิวแข็งแรง ชุ่มชื้น ให้ไป 5 ฟลาสก์
  2. ส่วนผสมอื่นๆ ไม่มีสารที่ไม่เป็นมิตรกับผิว ให้ไป 5 ฟลาสก์
  3. ความชอบ ตัวเซรั่มมีความชุ่มชื้นสูง ให้ผิวโกลว์สวย แบบไม่มันเยิ้ม ใช้เป็นตัวจบก่อนลงกันแดดได้ในเวลากลางวัน และถ้าเป็นกลางคืน ทาเสร็จก็หาครีมมาทับอีกชั้น ให้ไป 5 ฟลาสก์

สุดท้ายนี้ต้องขอขอบคุณทางแบรนด์ T’else สาขาประเทศไทยด้วยนะคะ ที่ส่งผลิตภัณฑ์ดีๆ มาให้ตั้งแต่วันเปิดตัว และขอบคุณทุกท่านที่ติดตามรับชมมาจนจบค่ะ

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ทางแบรนด์ T’else โดยตรงเลยนะคะ

https://web.facebook.com/TelseThailand

ทางไปช้อปปิ้ง

เซรั่ม

Shopee https://s.shopee.co.th/4Ar7J4d4rt

Lazada https://s.lazada.co.th/s.ZaWIK6?cc

ครีม

Shopee https://s.shopee.co.th/2g2JWSEPVA

Lazada https://s.lazada.co.th/s.ZaWIJN?cc

Disclaimer/Conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากทางแบรนด์ T’else สาขาประเทศไทย การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสม/วัตถุดิบตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล และผู้เขียนไม่ได้มีผลประโยชน์ใดๆในการขายสินค้า โปรดใช้วิจารณญาณ