Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสม Cleanser สูตรเสริม MVE technology จากแบรนด์ CeraVe

สวัสดีค่ะ

เมื่อวันก่อนมี่ได้มาเล่าให้ฟังถึง Moisturizer ของแบรนด์ CeraVe ไปแล้วนะคะ วันนี้เลยขอหยิบเอากลุ่มของ Cleanser ของทางแบรนด์มารีวิวให้ได้ชมกันต่อเลยค่ะ

มี่จะชอบพูดอยู่เสมอว่า หัวใจของการมีผิวสุขภาพดีคือการล้างหน้าให้สะอาด

ซึ่งการล้างหน้าให้สะอาด แม้จะเป็นคำสั้นๆที่ดูง่าย แต่ความจริงมีหลายสิ่งซ่อนเร้นอยู่นะคะ

ในผลิตภัณฑ์ล้างหน้า พระเอกก็คือ Surfactant ซึ่งเป็นกลุ่มของสารที่มีคุณสมบัติพิเศษ ละลายได้ทั้งในน้ำและน้ำมัน พวกนางเป็นตัวที่สำคัญในการทำความสะอาดนั่นเอง โดยนางสามารถดึงเอาสิ่งสกปรกทั้งชนิดที่ละลายน้ำและน้ำมันออกมาได้ในคราวเดียว

แต่ข้อเสียของพวกนางก็คือ นางแยกไม่ได้หรอก อันไหนเป็นน้ำมันสกปรก อันไหนเป็นไขมันที่มีประโยชน์ของผิวเรา นางจะเอาออกมาหมดทั้งของดี ของไม่ดี อาจจะทำให้เกิดปัญหาผิวแห้ง ผิวบอบบางแพ้ง่ายตามมาได้

แม้เราจะใช้ Surfactant ที่อ่อนโยน นางก็ยังดึงไขมันที่มีประโยชน์ออกจากผิวเราได้อยู่ดี

ดังนั้นคงดีไม่น้อยถ้ามีเทคโนโลยีอะไรซักอย่างที่มาเติม หรือคืนไขมันให้กับผิวในระหว่างล้างหน้า ซึ่งตรงนี้ CeraVe ตอบโจทย์ด้วยการทำ MVE technology หรือ Multivesicular emulsion ซึ่งเป็นลักษณะเป็นทรงกลมเป็นชั้นๆ ค่อยๆแตกตัวและปลดปล่อยสารบำรุงออกมาให้ผิวช้าๆ นานๆ แม้จะไม่มีข้อมูลที่เป็นกลางมาสนับสนุนว่า การใส่เทคโนโลยีนี้ลงไปจะช่วยปกป้องผิวแห้งจากการล้างหน้าได้ และ MVE จะสามารถเกาะติดผิวได้จริงระหว่างล้างหน้า แต่การมีพวกนี้อยู่ก็น่าจะให้ประโยชน์กับผิวได้ดี

ว่าแล้วก็มาเข้าเรื่องรีวิวของเราดีกว่านะคะ

Cleanser ของ CeraVe ที่เข้าไทยมาตอนนี้มีด้วยกัน 2 สูตรค่ะ

เป็น Hydrating cleanser สำหรับผิวธรรมดา-ผิวแห้ง ขวดสีเขียวมะนาว และ Foaming cleanser สำหรับผิวธรรมดา-ผิวมัน ขวดสีเขียวมินท์

ซึ่งมีด้วยกัน 3 ขนาด คือ 88 ml, 236 ml และ 473 ml

ที่มี่ใช้อยู่จะเป็นขวดใหญ่ 473 ml มีหน้าตาเป็นแบบนี้ค่ะ

ce 1

 

สูตรสีเขียวมะนาว คือตัว Hydrating cleanser ซึ่งเหมาะกับผิวธรรมดาและผิวแห้ง

ce 3

 

ส่วนสูตรสีเขียวมินท์ คือ Foaming cleanser ที่เหมาะกับผิวธรรมดาและผิวมัน

ce 2

 

ในด้านของเนื้อ Cleanser ตัว Hydrating cleanser จะมีเนื้อคล้ายครีม ส่วน Foaming cleanser จะเป็นเนื้อเจลใส ค่ะ

ce 4

 

ตัว Hydrating cleanser มีฟองค่อนข้างน้อย อารมณ์คล้ายๆ Cleansing cream แต่บางเบากว่า ให้ความรู้สึกนุ่มนวล สบายผิว หลังล้างจะมีความชุ่มชื้นเหลือติดผิวอยู่ ไม่แห้งตึง

ce 5

ค่า pH หลังละลายน้ำอยู่ที่ราวๆ 5 – 6 ซึ่งถือว่าใกล้เคียงกับผิวดีค่ะ

ce 6

ตัว Foaming cleanser ในด้านของปริมาณฟอง ความคงทนของฟอง และคุณภาพฟอง ถือว่าทำมาได้ดี สำหรับ Cleanser ที่ไม่มี SLES/SLS (ซึ่งเป็นสารก่อฟองที่ค่อนข้างรุนแรง อาจทำให้ผิวแห้ง/ระคายเคืองได้) มีฟองปานกลาง ให้ความรู้สึกสะอาด ล้างออกง่าย หลังล้างจะแห้งกว่าสูตร Hydrating แต่ไม่ถึงกับแห้งตึงมาก

ce 7

ค่า pH หลังละลายน้ำอยู่ที่ราวๆ 5 – 6 เช่นกันค่ะ

ce 8

มาดูส่วนผสมกันบ้างนะคะ

เริ่มจากตัว Hydrating cleanser ค่ะ

สผส hydrating

ในภาพรวมคือเป็น Cleanser ที่มาในเบสแบบอิมัลชั่น คือ เป็นเบสแบบน้ำนม คล้ายครีม อาศัยสารในกลุ่ม PEG-40 stearate ร่วมกับ Polysorbate 20 เป็นตัวทำความสะอาด ร่วมกับกลุ่มของ Fatty alcohol อย่าง Cetearyl alcohol, Stearyl alcohol, Cetyl alcohol ซึ่งกลุ่มของสารพวกนี้จะไม่รุนแรงมากเกินไป พร้อมมีคุณสมบัติเพิ่มความชุ่มชื้น (Emollient effect)

ส่วนของสารสีม่วง Behentrimonium methosulfate ตัวนี้เป็นสารประจุบวก ซึ่งสามารถเคลือบผิวให้สัมผัสที่ดีนุ่มนวลค่ะ

ในด้านของสารบำรุง คือมีการใช้ Ceramide 3 ชนิด ในรูปแบบของ MVE ที่ค่อยๆปลดปล่อยสารออกมา พร้อมเสริมด้วย Phytosphingosine ที่เป็นสารตั้งต้นในการสังเคราะห์ Ceramide ของผิว และ Hyaluron ที่มีประโยชน์ในการเพิ่มความชุ่มชื้น

จากส่วนผสมถือว่าทำมาได้อย่างลงตัว สำหรับคนผิวแห้ง รวมถึงผิวธรรมดา

 

ส่วนผสมของสูตร Foaming cleanser เป็นดังนี้ค่ะ

สผส foaming

จากส่วนผสมจะเห็นว่าตัวสารทำความสะอาดจะเปลี่ยนไปจากสูตร Hydrating โดยมี Coco-betaine เป็นสารทำความสะอาดหลัก สารนี้ค่อนข้างอ่อนโยนกับผิว เสริมมาด้วยสารทำความสะอาดรองอีกหลายชนิด ได้แก่ Sodium cocoyl glycinate ที่ดัดแปลงโครงสร้างจากกรดอะมิโน Glycine และกรดไขมันจากน้ำมันมะพร้าว กับ PEG-120 methyl glucose dioleate ทุกตัวทำมาได้อ่อนโยนกับผิว

ในด้านของสารบำรุง คือ ใช้เทคโนโลยี MVE ที่เก็บกักไขมันที่เป็นองค์ประกอบของ Barrier ผิวเอาไว้เช่นเดียวกับในสูตร Hydrating และ สูตร Skincare

แถมมาด้วย Niacinamide ซึ่งเป็นรูปแบบหนึ่งของวิตามินบี 3 ที่มีประโยชน์กับผิวมากมายหลายประการ

ในด้านของส่วนผสมถือว่าทำมาได้ค่อนข้างดีเลยค่ะ แม้จะบอกว่าสำหรับผิวธรรมดา-ผิวมัน แต่ส่วนตัวคิดว่าด้วยชนิดของ Surfactant เหล่านี้ คนผิวแห้งก็สามารถใช้ได้ค่ะ

 

ให้คะแนนกันดีกว่านะคะ

วันนี้เนื่องจากเป็น Cleanser เลยขอแบ่งคะแนนเป็น 3 หัวข้อนะคะ คือ สารทำความสะอาด ส่วนผสมอื่นๆ และการใช้งานค่ะ

และขอให้คะแนนสูตรที่ชอบที่สุด คือ สูตร Foaming เป็นตัวแทนในวันนี้ค่ะ

 

  1. สารทำความสะอาด ในกรณีของสูตร Foaming ถือว่าเลือกส่วนผสมของสารทำความสะอาดมาได้อย่างลงตัว ให้ฟองพอเหมาะ ทำความสะอาดได้กำลังดีโดยไม่ทำให้ผิวแห้งตึง ให้ไป 5 ฟลาสก์
  2. ส่วนผสมอื่นๆ นอกจากสารบำรุงที่มาในเทคโนโลยี MVE แล้ว ส่วนผสมอื่นๆทำมาได้ดีอย่างลงตัว ไม่มีส่วนผสมของสารที่ไม่เป็นมิตรกับผิว ให้ไป 5 ฟลาสก์
  3. การใช้งาน ต้องออกตัวเลยว่า แม้มี่จะมีผิวแห้ง แต่มี่เป็นคนบ้าฟอง ดังนั้นมี่จะขอเทใจไปให้สูตร Foaming ตัวเจลทำมาได้ค่อนข้างดี ตีฟองขึ้นง่าย ฟองคงทนนาน ไม่ยุบตัวเร็ว สัมผัสระหว่างล้างก็ถือว่าทำมาได้ดี สัมผัสหลังล้างก็ไม่ได้แห้งตึงจนมากเกินไป ถ้าจะติก็คงอยากได้น้ำหอมเบาๆ สวยๆ แต่เข้าใจว่านี่เป็นเวชสำอางสำหรับผิวบอบบางแพ้ง่าย ดังนั้นน้ำหอมก็ไม่ควรมี จัดไป 5 ฟลาสก์ค่ะ

 

คะแนน cera

สุดท้ายนี้ต้องขอขอบคุณทางแบรนด์ CeraVe ด้วยนะคะที่ส่งผลิตภัณฑ์ดีๆมาให้มี่ได้ทดลองใช้ และขอบคุณทุกท่านด้วยค่ะที่ติดตามรับชมมาจนจบ

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ทางแบรนด์ CeraVe ได้โดยตรงเลยนะคะ

https://www.facebook.com/CeraveThailandOfficial/

 

พบกันใหม่โอกาสถัดไป สวัสดีค่ะ

Disclaimer/conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับมาจากทางแบรนด์ CeraVe การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสมตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล และผู้เขียนไม่ได้มีผลประโยชน์ใดๆในการขายสินค้า โปรดใช้วิจารณญาณ

Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสม Cleansing water สูตรสำหรับผิวบอบบาง Nu Formula Mineral cleansing water สูตร Mineral micellar

สวัสดีค่ะ

มี่มักจะพูดเสมอว่า ขั้นตอนการทำความสะอาดใบหน้าหน้าสำคัญที่สุดของการดูแลผิวเพื่อให้ผิวมีสุขภาพดีค่ะ ถ้าเราทำความสะอาดเพียงพอ ผิวเราก็จะทำงานได้โดยไม่มีอะไรไปรบกวน ทำให้สุขภาพผิวค่อยๆฟื้นฟูขึ้นด้วยตนเองตามธรรมชาติ

ทีนี้การทำความสะอาดผิว สำหรับคนที่แต่งหน้า หรือ ใช้ผลิตภัณฑ์ป้องกันแสงแดดที่กันน้ำกันเหงื่อแน่นๆ ก็ควรจะทำความสะอาดแบบ 2 ขั้นตอน คือ ทำความสะอาดแบบแห้ง โดยการเช็ดด้วย Cleansing water หรือ oil หรือ milk ตามชอบก่อน แล้วค่อยไปทำความสะอาดแบบเปียก คือ ไปล้างด้วยโฟม หรือเจลล้างหน้ากับน้ำอีกครั้งหนึ่ง

ในพวกผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดเหล่านี้จะมีสิ่งที่เรียกว่า Surfactant อยู่ เป็นตัวการในการดึงเอาสิ่งสกปรกออกมาจากผิว แต่ในทางปฏิบัติ สารเหล่านี้แยกไม่ออกหรอก ว่าอะไรคือสิ่งสกปรก อะไรคือไขมันดีๆในผิว มันดึงออกมาหมด การล้างหน้าจึงเป็นเหมือนการดึงเอาสิ่งดีๆในผิวออกมาทีละนิดทีละหน่อย เราเลยต้องรีบทดแทนโดยการเติมสารบำรุงทดแทนคืนให้ผิว เพื่อไม่ให้ผิวเสียสมดุลค่ะ

เกริ่นมาซะยืดยาว วันนี้มี่อยากหยิบเอา Cleansing water ยี่ห้อหนึ่ง ที่เราเห็นกันมาพักใหญ่ๆแล้ว แต่บางคนอาจจะมองข้ามมันไป ซึ่งจริงๆของเขาก็ทำมาดีนะ ราคาก็ไม่ได้แรงมาก ถือว่าเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจเลยทีเดียว

เป็นผลิตภัณฑ์ Cleansing water จากแบรนด์ NU formula นั่นเองค่ะ

ซึ่งแบรนด์ Nu formula ก็คือ NU + FORMULA = นวัตกรรมใหม่ในการบำรุงผิว ที่ออกแบบมาเพื่อผิวคุณ

ทางแบรนด์ Claim ว่า Nu Formula ถูกวิจัยและพัฒนาโดย Skin Laboratory Academy นานกว่า 3 ปี จนได้เป็นผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดผิวหน้า ที่ช่วยล้างเครื่องสำอาง และกำจัดสิ่งสกปรกได้หมดจด และอ่อนโยนต่อทุกสภาพผิวแม้ผิวแพ้ง่าย

คลีนซิ่งตัวนี้มีชื่อเต็มๆว่า Nu formula Mineral cleansing water

nu 1.JPG

มาในขวดแบบมีจุกเปิดปิด เวลาใช้ก็ให้เท(หยด)ใส่สำลีให้พอชุ่ม แล้วเช็ดเบาๆบนหน้าค่ะ

เอาจริงๆนะ Cleansing นี้ มาในขวดแบบเทเองนี่ฟินสุดแล้วหละ กะได้ง่ายดีตามใจฉัน อยากเทเท่าไหร่ก็เท

 

เนื้อ Cleansing water เป็นแบบน้ำใส ไม่มีสี ไม่มีกลิ่นเพราะไม่มีส่วนผสมของน้ำหอม

เช็ดแล้วให้สัมผัสที่ค่อนข้างสดชื่น บางเบา ไม่เหนียวเหนอะหนะและหนักผิว

ในด้านของการทำความสะอาด ลองกับแขนก่อน ทดลองลบ คอนซีลเลอร์ รองพื้น อายไลน์เนอร์กันน้ำ ลิปสติกเนื้อแมทท์ และมาสคาร่ากันน้ำ

clean 2

ลากผ่านคอนซีลเลอร์และรองพื้น ออกหมดตั้งแต่ครั้งแรก ซึ่งถ้าลองดูจะเห็นว่าตัว Cleansing water ละลายเอาเบสเมคอัพติดออกมากับสำลีได้ค่อนข้างหมด ซึ่งถือว่าดูดีกว่า Cleansing ในกลุ่มที่พัฒนามาสำหรับผิวแพ้ง่ายค่ะ

clean 3

เอาสำลีชุบ NU formula แล้วโปะไว้ประมาณ 10 วิ ก่อนลากออก ตัวลิปแมทท์ และมาสคาร่าจะออกบางส่วน แต่อายไลน์เนอร์ยังจะติดอยู่ ต้องเช็ดอีกรอบค่ะ

clean 4

ตอนใช้จริง ก็ถือว่าค่อนข้างสะอาดปลื้มปริ่มอยู่ ใช้ครั้งเดียวจบ สำหรับคนแต่งหน้าไม่เยอะ ถือว่าทำมาได้ดีค่ะ สำหรับสูตร Oil-free และส่วนตัวมี่ใช้เช็ดอายแชโดว์ มาสคาร่าได้ ไม่รู้สึกแสบค่ะ เรียกได้ว่า 3 แผ่น เก็บได้เรียบสะอาดหมดจด ไม่ต้องคิดมาก

clean 5.jpg

ทางแบรนด์ยังมีการเคลมเรื่องของเทคโนโลยี “Mineral micellar plus+” ซึ่งเป็นเทคโนโลยีระดับนาโนที่ช่วยละลายเมคอัพให้อ่อนตัวหลุดออกง่าย ก่อนจะดึงคราบออกมาโดยไม่ต้องใช้สารทำความสะอาดที่รุนแรง

ซึ่งการละลายเมคอัพตรงนี้ ก็ถือเป็นการช่วยสลายคราบสกปรกที่ติดแน่นกับผิว เมื่อเอาออกได้ ก็ถือเป็นการช่วยลดการอุดตันให้ผิวได้ทางหนึ่ง

 

มาทั้งทีไม่วิเคราะห์ส่วนผสมคงไม่ได้เนอะ

ส่วนผสมเป็นดังนี้ค่ะ

สผส nu formula

จากส่วนผสมวันนี้ มี่ทำแถบสีไว้ 3 สีค่ะ

  • สีฟ้า เป็นสารทำความสะอาด ในที่นี้คือ PEG-6 caprylic/capric triglycerides ซึ่งเป็นสารทำความสะอาดชนิดที่ไม่มีประจุ non-ionic มีความอ่อนโยน บางที่เรียกว่า เป็น Hydrophilic emollient หมายถึง emollient ที่ชอบน้ำ ช่วยเสริมไขมันดีคืนให้ผิว ช่วยให้ผิวนุ่มชุ่มชื้น

จุดเด่นอีกอย่างคือสารนี้ให้สัมผัสที่ค่อนข้างดี บางเบา ไม่เหนอะหนะและหนักผิวค่ะ สารนี้ปกติจะมีราคาค่อนข้างสูงค่ะ

 

  • สีเขียว คือ น้ำแร่ ซึ่งประกอบด้วยแร่ธาตุหลายชนิดที่ช่วยบำรุงผิว และช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่ผิว แร่ธาตุแต่ละชนิดก็จะบำรุงผิวได้แตกต่างกันไป ตรงนี้ขออนุญาตไม่ลงรายละเอียดนะคะ
  • สีม่วง เป็นบรรดาสารบำรุงต่างๆ แบ่งเป็นกลุ่มๆ ได้แก่
    • กลุ่มของสารสกัดจากพืชและวิตามินที่มีคุณสมบัติลดการระคายเคืองและให้ความรู้สึกสบายผิว ได้แก่ Panthenol คือ โปรวิตามินบี 5 น้ำกุหลาบ (Rose water) และสารสกัดจากคาโมมายล์
    • สารสกัดเพื่อความเป็น Whitening ได้แก่ สารสกัดจาก Garden cress (Lepidium sativum extract) ข้อมูลจากผู้ผลิตวัตถุดิบบอกว่า มีประโยชน์ในการเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิว ต่อต้านอนุมูลอิสระ และลดเลือนริ้วรอยได้ สามารถยับยั้งการทำงานของฮอร์โมน Melanocyte stimulating hormone (MSH) ที่ทำหน้าที่กระตุ้นให้เซลล์เมลาโนไซต์ที่มีหน้าที่สร้างเมลานินทำงานได้ดีขึ้น เมื่อไปยับยั้ง MSH ก็จะทำให้เซลล์เมลาโนไซต์ทำงานได้ลดลง ผิวจึงขาวขึ้น
    • Antioxidant ได้แก่ สารสกัดจาก Bilberry มีคุณสมบัติในการต่อต้านอนุมูลอิสระ ช่วยชะลอวัยและเป็น Whitening ได้อีกทาง โดยไปขัดขวางอนุมูลอิสระ ไม่ให้ไปกระตุ้นให้เกิดการสร้างเม็ดสีผิว
    • Natural AHA จาก Sugar maple (Acer saccharum extract) ที่ค่า pH นี้จะมีประโยชน์ในการเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิว

สรุป นอกจากจะเช็ดเพื่อทำความสะอาดแล้ว ผิวเราก็ยังจะได้รับการบำรุงจากน้ำแร่ และสารบำรุงอื่นๆ ซึ่งมีประโยชน์ในการเพิ่มความชุ่มชื้น ให้ความรู้สึกสบายผิว ลดการระคายเคือง และ Whitening

จากประสบการณ์ที่เคยใช้ Cleansing water มา ถ้าลองเทียบประสิทธิภาพในการทำความสะอาด และ Feeling กับ Cleansing water ชิ้นอื่นๆที่ใช้ PEG-6 caprylic/capric triglycerides เป็นสารทำความสะอาดหลักเหมือนกัน อย่างเช่น ยี่ห้อ P และ B ถือว่าตัวนี้ทำมาได้ดี และค่อนข้างโดดเด่น ในด้านของสารบำรุง ซึ่งครอบคลุมไปถึงด้าน Whitening ในขณะที่บางแบรนด์จะเด่นไปทางเพิ่มความชุ่มชื้น หรือ ลดการอักเสบระคายเคือง มากกว่าค่ะ

จุดเด่นจะอยู่ที่เรื่องของ Feeling หลังใช้ด้วยค่ะ ที่จะค่อนข้างนุ่มนวล ไม่ลื่น ไม่เป็นเมือก ไม่แห้งตึง แบบที่เค้าเคลมบนฉลากเลยว่า Extra fresh and clean

ในส่วนของเบสและสารปรุงแต่ง ทำมาได้ค่อนข้างดี และไม่มีสารที่ไม่เป็นมิตรกับผิว

ให้คะแนนกันดีกว่าค่ะ วันนี้ขอแบ่งเป็น 3 หัวข้อ คือ สารทำความสะอาดและสารบำรุงผิว ส่วนผสมอื่นๆ และการใช้งาน

  1. สารทำความสะอาดและสารบำรุงผิว ใช้ PEG-6 caprylic/capric triglycerides ซึ่งมีความอ่อนโยน และมีคุณสมบัติในการเพิ่มความชุ่มชื้นและให้ผิวนุ่ม เสริมมาด้วยน้ำแร่ วิตามินบี 5 และสารสกัดจากพืชอื่นๆ ซึ่งมีประโยชน์รวมในด้านการเพิ่มความชุ่มชื้น ให้ความรู้สึกสบายผิว และอาจจะได้ประโยชน์ยาวไปถึงด้าน Whitening จุดนี้ขอให้ 5 ฟลาสก์
  2. ส่วนผสมอื่นๆ ไม่มีส่วนผสมของ แอลกอฮอล์ ซิลิโคน และสารอื่นๆที่ไม่เป็นมิตรกับผิว เลยไม่มีที่ให้หักคะแนน รับไป 5 ฟลาสก์
  3. การใช้งาน ในด้านของการทำความสะอาด ตัวนี้สามารถเก็บ Base makeup ได้หมดในการเช็ดครั้งเดียว แต่ส่วนของพวกอายไลน์เนอร์ และมาสคาร่ากันน้ำ อาจจะต้องโปะทิ้งไว้แป๊บนึง แล้วค่อยใช้คอตตอนบัดช่วยเช็ดอีกครั้ง ในด้านของสัมผัส ถือว่าทำมาได้ดี หลังเช็ดผิวนุ่ม ไม่ลื่น ไม่เป็นเมือก ไม่แห้งตึง ส่วนด้านการ Leave-on ส่วนตัวมี่มีวันหนึ่งที่ค่อนข้างรีบลบหน้าเสร็จแล้วต้องรีบเข้านอนเพราะหนาวมาก และอีกวันต้องตื่นเช้าเลยไม่ได้ล้างหน้าซ้ำ ทิ้งไว้ทั้งคืน ก็ไม่ได้รู้สึกผิดปกติในด้านการระคายเคือง แสบผิว หรือหนักผิวอะไรค่ะ ให้ไป 5 ฟลาสก์

 

คะแนน nu

สำหรับวันนี้คงต้องลากันไปเท่านี้ค่ะ และขอขอบคุณทุกท่านด้วยค่ะที่ติดตามรับชมมาจนจบ

 

พบกันใหม่โอกาสถัดไป สวัสดีค่ะ

Disclaimer/conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ซื้อด้วยตนเอง การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสมตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล และผู้เขียนไม่ได้มีผลประโยชน์ใดๆในการขายสินค้า โปรดใช้วิจารณญาณ

รีวิววิเคราะห์ส่วนผสม Sherdy white 3 in 1 facial cleansing water คลีนซิ่งดีๆฝีมือคนไทย

รีวิววิเคราะห์ส่วนผสม Sherdy white 3 in 1 facial cleansing water คลีนซิ่งดีๆฝีมือคนไทย

สวัสดีค่ะ วันนี้มี่เอารีวิว Cleansing water ที่น่าสนใจมาฝากกัน ที่ว่าน่าสนใจนั่นก็เพราะว่า นางไม่ใช่ Cleansing water ธรรมดา แต่เป็น Cleansing water ที่เป็นแบบ 3 in 1 เลยทีเดียวค่ะ

 

Cleansing ที่ว่า มาจากแบรนด์ Sherdy กับเจ้า Sherdy white 3 in 1 facial cleansing water นั่นเองค่ะ

sherdy 1

 

ตัวนี้จะมาแบบน้ำใสๆ เหลวๆ เวลาจะใช้ก็ให้เอาน้ำมาพรมใส่หน้าให้พอชุ่ม ก่อนเอา Cleansing water ลงไปนวด แล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาดค่ะ หรือจะนวดในขณะหน้าแห้ง แล้วค่อยไปล้างน้ำก็ได้ค่ะ

sherdy 2

เวลาล้างน้ำจะไม่ค่อยมีฟองนะคะ สัมผัสระหว่างล้างจะค่อนข้างนุ่ม มีกลิ่นหอมจางๆ และหลังล้างออกผิวไม่แห้งตึงค่ะ จะชุ่มๆ นุ่มๆ ไม่เหมือนล้างโฟมบางยี่ห้อ

sherdy 3

วัด pH ของฟองค่ะ

sherdy 4

ฟองมีค่า pH อยู่ที่ 6 นะคะ ถือว่าเป็นกรดอ่อนๆ คล้ายกับสภาพผิวของเรา ไม่เหมือน Cleansing ที่มีองค์ประกอบของสารกลุ่ม Soap (แปลว่าสบู่ แต่ไม่ได้หมายถึงสบู่แบบสบู่ก้อน หมายถึงสารทำความสะอาดที่ได้จากไขมันกับด่างมาทำปฏิกิริยากันค่ะ) ซึ่งจะค่อนข้างเป็นด่าง ส่งผลเสียต่อโปรตีนบนผิวเรา เพราะจะทำให้โปรตีนบนผิวเราพองและบวมตัว เสื่อมสภาพชั่วคราวค่ะ

 

 

มาลองล้างเมคอัพกันดูนะคะ

 

เริ่มจากการปาดเมคอัพต่างๆลงไป ตามด้วยการเท Sherdy ลงไป นวดวนเบาๆ แล้วไปล้างด้วยน้ำสะอาดค่ะ

 

This slideshow requires JavaScript.

 

ในส่วนของแป้งผสมรองพื้น มาสคาร่า และลิปสติกนั้นหมดเกลี้ยงเลยค่ะ สัมผัสที่ได้ค่อนข้างนุ่ม ไม่แห้งตึง แต่อายไลน์เนอร์นั้นยังคงเหลืออยู่นะคะ แต่ส่วนตัวมี่คิดว่า ถ้าจะล้างรอบดวงตา แนะนำให้ใช้พวก oil ดีกว่าค่ะ

 

มาทั้งทีไม่วิเคราะห์ส่วนผสมคงไม่ได้

 

Sherdy มีส่วนผสมดังนี้นะคะ

 

สผส sherdy

 

มี่ได้ทำสีส่วนผสมไว้ให้แล้วนะคะ สีม่วงเป็นส่วนของสารทำความสะอาด และสีฟ้าเป็นสารบำรุงผิวค่ะ

 

เริ่มกันที่สารทำความสะอาด ตัวหลักจะเป็น Sodium coco-sulfate ซึ่งได้จากการดัดแปลงน้ำมันมะพร้าว ทำให้มีความธรรมชาติ ตามมาด้วยตัวเสริมอย่าง PEG-6 caprylic/capric triglyceride ซึ่งทำความสะอาดเมคอัพและสิ่งสกปรกบนผิวได้ดี ให้สัมผัสที่นุ่มนวล Cocamidopropyl betaine ที่มีความอ่อนโยน และ Lauryl glucoside ที่มีความอ่อนโยนเช่นกัน ส่วน PEG-40 hydrogenated castor oil ลำดับมาท้ายหน่อย น่าจะช่วยให้เกิดความใสเฉยๆ

 

สารบำรุงผิวก็จะมี

  • Maris aqua คือ น้ำทะเล มีผลลดการอักเสบในผิว เสริมฤทธิ์กับ Panthenol ได้ดี
  • Alpha-glucan oligosaccharides สารเป็นโมเลกุลของน้ำตาลขนาดเล็ก เป็นอาหารของจุลินทรีย์ที่ดี (เรียกว่า Normal flora) บนผิวหนัง ผู้ผลิตวัตถุดิบ Claim ว่า สารนี้มีผลช่วยให้ผิวหนังมีภูมิคุ้มกันที่แข็งแรง ป้องกันการเจริญของเชื้อก่อโรคสิว และโรคผิวหนังต่างๆ พร้อมกับคุณสมบัติของสารกลุ่มน้ำตาลจะช่วยดูดน้ำเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิวได้ไปในตัว
  • Witch hazel ให้ผลควบคุมความมัน กระชับรูขุมขน และเป็น Antioxidant ได้เล็กน้อย
  • Allantoin ลดอักเสบ ลดการระคายเคือง ป้องกันการแพ้
  • Panthenol ลดการอักเสบ และเพิ่มความชุ่มชื้น
  • Thymus serpillum extract สารสกัดจากสมุนไพร Thyme ชนิดหนึ่ง มีรายงานเกี่ยวกับคุณสมบัติในการเป็น Antioxidant ที่ดี มีชื่อทางการค้าว่า CinderellaCare ของบริษัท Ichimaru pharcos ที่ญี่ปุ่น กล่าวว่าสารสกัดนี้ ให้ผลยับยั้งโปรตีน Kinesin ที่เกี่ยวข้องกับขั้นตอนการส่งผ่านเมลานินที่สร้างเสร็จแล้วไม่ให้ออกมาข้างนอก ผิวจึงค่อยขาวขึ้นอย่างมีประสิทธิภาพ ทางบริษัทค้นพบว่าระหว่างเรานอนจะมีช่วงหนึ่งที่ผิวฟื้นฟูตัวเอง ช่วงนี้ Kinesin จะไม่ทำงาน เรียกว่า Cinderella time บริษัทจึงเอามาตั้งชื่อสารสกัดว่า CinderllaCare เพราะออกฤทธิ์ยับยั้ง Kinesin ได้เหมือนตอนเรานอนหลับ นั่นเอง

 

พวกนี้ถึงแม้จะเป็น Cleansing ที่สัมผัสผิวไม่ค่อยนาน แต่ถ้าเรานวดวนไปบนใบหน้าซักครู่ ก็จะช่วยให้สารบำรุงพวกนี้ดูดซึมเข้าผิวได้เหมือนกัน และการที่ Cleansing มีสารบำรุง ก็ย่อมดีกว่าไม่มีอะไรเลย จริงไหมคะ

 

สารอื่นๆที่ใช้ไม่ได้มีตัวไหนที่ไม่เป็นมิตร หรือพิษมีภัยอะไร

 

ให้คะแนนกันค่ะ

  1. สารทำความสะอาด สารทำความสะอาดหลักเป็นชนิดดัดแปลงจากน้ำมันมะพร้าว เสริมมาด้วยสารอื่นที่มีความอ่อนโยน ไม่ทำให้ผิวแห้งตึง และมีความสามารถในการทำความสะอาดเมคอัพ มีทั้งสารกลุ่มประจุลบ ไม่มีประจุ และชนิดสองประจุ ปราศจากสารกลุ่ม Soap (เกลือระหว่างน้ำมัน/ไขมัน กับด่าง) ซึ่งมีความเป็นด่างสูงอาจจะระคายเคืองผิวได้ในบางคน โดยรวมถือว่าทำมาได้ค่อนข้างดี ให้ไป 5 ฟลาสก์ค่ะ
  2. สารบำรุง ในส่วนของสารบำรุงให้ผลด้านความชุ่มชื้น เสริมภูมิคุ้มกันให้ผิว ลดการอักเสบ ลดการระคายเคือง และให้ผลด้าน Whitening แก่ผิว ถือว่าทำมาได้ดีสำหรับ Cleansing ตัวหนึ่ง แต่ส่วนตัวมี่คิดว่า ถ้ามีพวก Antioxidant เสริมมาอีกนิดนึง น่าจะโอเคกว่า เลยขอให้ 4 ฟลาสก์
  3. สารองค์ประกอบอื่นๆ สารอื่นๆที่ใช้มีอยู่เท่าที่จำเป็น ไม่มีส่วนผสมของ Silicone, น้ำมันที่สุ่มเสี่ยงอุดตัน และไม่มี Paraben จึงไม่มีอะไรให้หักคะแนน เอาไป 5 ฟลาสก์
  4. การใช้งาน ตัวผลิตภัณฑ์มาแบบใหม่ ฉีกแนวเดิม คือเป็น Cleansing water ที่ใช้นวดทำความสะอาด ตอนหน้าแห้ง และล้างกับน้ำได้เลยในขวดเดียว ไม่ต้องใช้หลายขวดเยอะแยะซ้ำซ้อน อย่างเวลาเดินทาง เอาไปขวดเดียวคือจบเลย ไม่ต้องมาคลีนซิ่งขวด โฟมล้างหน้าอีกหลอด แต่ส่วนตัวมี่คิดว่าฟองน้อยไปนิด ถึงแม้ว่าฟองจะไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับความสามารถทำความสะอาดและความอ่อนโยน แต่มี่เองก็เป็นคนติดฟอง บ้าฟองเยอะๆ ส่วนเรื่องความสะอาดและความอ่อนโยนก็ถือว่าดีค่ะ ถ้าเราแต่งหน้าไม่จัดมาก ขวดนี้ขวดเดียวอยู่ค่ะ ขอให้ไป 4 ฟลาสก์

 

คะแนน-2

 

สุดท้ายนี้ขอขอบคุณทางแบรนด์ Sherdy ด้วยนะคะที่ส่งผลิตภัณฑ์ดีๆมาให้มี่ได้ทดลองใช้ และขอบคุณทุกๆท่านด้วยค่ะที่ติดตามรับชมมาจนจบ

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ทางแบรนด์ Sherdy ที่

https://www.facebook.com/sherdybeauty/

ได้เลยค่ะ

Disclaimer: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากทางแบรนด์ การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสมตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล และผู้เขียนไม่ได้มีผลประโยชน์ใดๆในการขายสินค้า โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน

รีวิววิเคราะห์ส่วนผสม ครีมเจลและเจลล้างหน้าในกลุ่ม Acniover แบรนด์เวชสำอาง Martiderm จากสเปน

รีวิววิเคราะห์ส่วนผสม ครีมเจลและเจลล้างหน้าในกลุ่ม Acniover แบรนด์เวชสำอาง Martiderm จากสเปน

วันนี้มี่จะมารีวิววิเคราะห์ส่วนผสมเจลครีม Creamigel ใน Line ดูแลสิวที่มีชื่อว่า Acniover จาก Martiderm เวชสำอางจากสเปนให้ชมกันค่ะ

ในไลน์ Acniover นี้ มีผลิตภัณฑ์อยู่ 2 อย่างเป็นตัวล้างหน้า และ Creamigel ค่ะ

มาเริ่มกันที่ผลิตภัณฑ์ล้างหน้าก่อนดีกว่านะคะ มีชื่อว่า Gel purificante ค่ะ

หน้าตาเป็นแบบนี้ค่ะ

wash 1

ตัวนี้เป็นเจลใสสีเขียว กลิ่นแอปเปิ้ล ที่ค่อนข้างอ่อนโยนกับผิวค่ะ

ถูกับน้ำแล้วจะมีฟองอยู่ค่อนข้างน้อยแต่ฟองละเอียดเหมือนครีม มีความลื่นอยู่ในระดับหนึ่ง ทำให้เราละเลงบนหน้าได้ง่ายดี และล้างออกง่ายหมดจด ไม่ทิ้งความมัน หรือความเมือกไว้บนผิวเลยค่ะ

น่าจะเหมาะกับผิวมัน เพราะประสิทธิภาพในการทำความสะอาดค่อนข้างดีเลยทีเดียว

มาดูส่วนผสมกันบ้างนะคะ

ส่วนผสม wash

จากส่วนผสมจะมีพวกสารทำความสะอาดอยู่หลายตัวหลายกลุ่มค่ะ

โดยสิ่งที่โดดเด่นออกมา คือ สารทำความสะอาดจากธรรมชาติ ที่ใช้เป็นสารสกัดจาก Acacia concinna Fruit Extract, Balanites aegyptiaca Fruit Extract และ Gypsophila paniculata Root Extract ซึ่งไปตรงกับวัตถุดิบที่ชื่อ Phytofoam® ของบริษัท Croda สารนี้เป็นสารทำความสะอาดกลุ่ม Saponin ที่มีความอ่อนโยน และทำให้ฟองละเอียดคล้ายครีม

สารทำความสะอาดหลักได้แก่ Glycereth-26, PEG-120 Methyl Glucose Trioleate, Sodium Lauroyl Sarcosinate และ Caprylyl/Capryl Glucoside ซึ่งทุกตัวมีความอ่อนโยนสูง

สารคู่ผสมอย่าง Polyglyceryl-4 Caprylate/Caprate, Polyglyceryl-4 Laurate/Sabacate ตัวนี้ก็อ่อนโยน มาจากบริษัท Croda เช่นกัน มีชื่อทางการค้าว่า NatraGem™ S150 NP มีคุณสมบัติช่วยละลายสาร ทำให้ได้ผลิตภัณฑ์ใส มีคุณสมบัติทำความสะอาดที่ดี สามารถล้างเมคอัพและสิ่งสกปรกที่ติดค้างบนผิวได้ดี

ส่วนสารออกฤทธิ์ก็จะมีตัวชาเขียว ที่เป็น Antioxidant และ สารสกัดจาก Witch hazel ที่ช่วยควบคุมความมัน กระชับรูขุมขน ร่วมกับน้ำตาล Lactitol และ Xylitol ที่ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้น ซึ่งไปตรงกับวัตถุดิบที่ชื่อ Hairspa ของบริษัท Sederma ที่มี claim เกี่ยวกับการเพิ่มความแข็งแรงของเชื้อจุลชีพเจ้าบ้านบนผิว (Skin normal flora) ที่เมื่อมีความแข็งแรงก็จะช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันให้แก่ผิวได้ และป้องกันการเจริญของเชื้อโรคต่างๆ (วัตถุดิบนี้จริงๆทำมาเกี่ยวกับเส้นผม แต่สามารถประยุกต์ใช้กับผิวได้)

สารอื่นๆก็ไม่ได้มีพิษมีภัยอะไรกับผิว

เดี๋ยวค่อยให้คะแนนทีเดียวตอนท้ายนะคะ

ส่วนอีกตัวเป็นตัว Cremigel ค่ะ

มาดูหน้าตาผลิตภัณฑ์ซักหน่อยนะคะ

acni 1

เนื้อเป็นเจลขุ่นๆ สมกับชื่อ Cremigel ไม่มีสี ไม่มีกลิ่น เกลี่ยค่อนข้างง่าย ไม่เหนอะหนะ ก่อฟิล์มบางๆเคลือบผิวไว้ ให้ผลควบคุมความมันและอำพรางรูขุมขนไปในตัว

 

มาดูส่วนผสมกันบ้างนะคะ

ส่วนผสม

สผส

ในส่วนผสมค่อนข้างเรียบง่าย ซึ่งจุดเด่นอยู่ที่

สูตรผสมของ Salicylic Acid, Polydextrose, Dextrin, Amylopectin และ Niacinamide

ไปตรงกับวัตถุดิบที่ชื่อ Biogenic Sallic-210 ซึ่งเป็นนวัตกรรมใหม่ทางเครื่องสำอางจากบริษัท Biogenics ในการเก็บกักเอา Salicylic acid ไว้ในเปลือกแคปซูลของพวก Polysaccharide อย่าง Polydextrose, Dextrin, Amylopectin มีผลเพิ่มการละลายน้ำ เพิ่มการดูดซึมเข้าสู่ผิว ลดการระคายเคือง และเพิ่มประสิทธิภาพในการออกฤทธิ์

ดังรูปค่ะ

technology

(Image from Biogenics Inc.)

ข้อมูลจากผู้ผลิตวัตถุดิบกล่าวว่า สารนี้ให้ผลที่ดีในการฆ่าเชื้อก่อสิว และเชิ้อแบคทีเรียอื่นๆ ลดการเกิดสิว และความรุนแรงของสิวในอาสาสมัคร ให้ผิวขาว และช่วยผลัดเซลล์ผิว
นอกจากนี้แล้ว ทางแบรนด์ยังเติม Niacinamide เพิ่มเข้ามาอีก โดยรวมแล้วในผลิตภัณฑ์มี Niacinamide อยู่ถึง 5% ซึ่งมีงานวิจัยทดสอบแล้วพบว่าให้ผลดีในการดูแลสิวได้เทียบเท่ากับตัวยา Clindamycin (Int J Dermatol. 2013;52(8):999-1004.) หมายเหตุ: ในงานวิจัย ใช้ 4%

สารออกฤทธิ์อีกตัวคือ Syringa vulgaris extract หรือ สารสกัดจาก Lilac ที่ประกอบด้วยพฤกษเคมีที่ชื่อ Verbacoside ที่มีประสิทธิภาพในการลดการอักเสบ ลดการระคายเคือง ฆ่าเชื้อสิว ควบคุมความมัน และช่วยให้ผิวขาว จึงมีผลลดรอยดำจากสิวได้อีก

ส่วนอีกสองตัวที่มีมาคือ Milk protein ที่ช่วยเรื่องความชุ่มชื้น และ Saccharide isomerate ที่เพิ่มความชุ่มชื้นเช่นกัน โดยสารนี้ออกฤทธิ์ได้อย่างยาวนานเพราะจับกับโปรตีน Keratin บนผิวหนัง จึงไม่ถูกชะล้างออกไปง่ายๆ

โดยรวมถือว่าทำมาได้ค่อนข้างตรงจุดกับสิวเลยโดยตรง

ส่วนของเนื้อหลักผลิตภัณฑ์เป็นเนื้อแบบ Emulgel คือ มีทั้งส่วนของน้ำ น้ำมัน และซิลิโคน
สารที่ใช้ไม่ได้มีอะไรอุดตันรูขุมขน และไม่ได้มี Alcohol เป็นส่วนประกอบ

สารอื่นๆที่อยู่ในผลิตภัณฑ์ก็ไม่ได้มีพิษมีภัยอะไร ส่วนที่มีประโยชน์ก็จะเป็นตัว Silica ที่ช่วยควบคุมมันได้อีกทางหนึ่ง

ถึงเวลาให้คะแนน

เริ่มจากตัวล้างหน้า
1. Actives จากที่ได้เล่าให้ฟังไปในด้านบน ถือว่าส่วนผสมนั้นทำมาได้ค่อนข้างดี เพราะนอกจากจะมีสารสกัดที่ช่วยเรื่องควบคุมความมันแล้ว ยังมีสารกลุ่มน้ำตาลที่ช่วยสนับสนุนการเจริญของเชื้อจุลินทรีย์เจ้าบ้าน มีผลช่วยให้ผิวแข็งแรงได้อีก จุดนี้ขอให้ 5 ฟลาสก์
2. Base กลุ่มของสารทำความสะอาดที่ใช้ทุกตัวมีความอ่อนโยนมาก และเป็นชนิดที่ได้จากธรรมชาติ หรือ ดัดแปลงจากธรรมชาติ จุดนี้ขอให้ 5 ฟลาสก์
3. Additives สารองค์ประกอบอื่นๆ มีอยู่เท่าที่จำเป็น ไม่มีตัวไหนมีพิษมีภัยอะไรเลยไม่รู้จะหักคะแนนอะไร จึงเป็น 5 ฟลาสก์
4. การใช้งาน ส่วนของเนื้อสัมผัสนั้นค่อนข้างนุ่มนวล ลื่น เกลี่ยง่าย ล้างได้สะอาดหมดจด เนื่องจากส่วนตัวมี่นั้นผิวค่อนข้างแห้ง เลยรู้สึกแห้งไปเล็กน้อย และเรื่องของปริมาณฟองที่ค่อนข้างน้อย มี่เป็นคนติดฟอง ถึงแม้จะรู้ว่าฟองไม่ได้เกี่ยวกับความสะอาด และความอ่อนโยน ก็ยังติดฟองอยู่ จุดนี้ขอให้ 4 ฟลาสก์

คะแนน wash

ส่วนตัวครีมเจล
1. Actives จากที่ได้เล่าให้ฟังในด้านบน ถือว่าส่วนผสมนั้นทำมาได้ค่อนข้างดี มีสารที่ให้ประโยชน์เรื่องสิวได้อย่างครบถ้วน และยังมีตัวเพิ่มความชุ่มชื้นเสริมมาอีก แต่ถ้าเป็นไปได้ น่าจะมี Antioxidant เสริมมาซักหน่อย เพื่อปกป้องน้ำมันไม่ให้ถูก Oxidize จากอนุมูลอิสระและความเครียด ก่อเป็นปัญหาผิวต่างๆตามมาภายหลัง จุดนี้จึงขอให้ 4 ฟลาสก์
2. Base เนื้อหลักผลิตภัณฑ์เป็นเนื้อแบบ Emulgel คือ มีทั้งส่วนของน้ำ น้ำมัน และซิลิโคนมีสารดูดน้ำเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิว มีน้ำมันเคลือบผิวเก็บกักน้ำให้ผิว และมีน้ำมันจากธรรมชาติที่ดูดซึมได้อยู่ในรูปแบบของ Triglyceride สารที่ใช้ไม่ได้มีอะไรอุดตันรูขุมขน และไม่ได้มี Alcohol เป็นส่วนประกอบ จึงขอให้ 5 ฟลาสก์
3. Additives สารที่ใช้ไม่ได้มีพิษมีภัยอะไร จึงไม่มีจุดให้หักคะแนน ขอให้ 5 ฟลาสก์
4. การใช้งาน ตัวผลิตภัณฑ์ให้ผลควบคุมความมันได้ค่อนข้างดี สามารถใช้ลงแทน Primer ก่อนแต่งหน้าได้ด้วย ส่วนตัวมี่เอามาลงเป็น Primer บริเวณ T-zone ก็ให้ผลคุมมันได้จนเย็นอยู่ แต่ถ้าเอาลงที่แก้มจะแห้งเกินไปนิดนึง ส่วนเรื่องสิว เมื่อแต้มสิวลงไป ก็ช่วยให้สิวหายไวขึ้น และไม่ทิ้งร่องรอยอารยธรรมไว้มากมาย จุดนี้ขอให้ 5 ฟลาสก์

คะแนน

สุดท้ายนี้อีกครั้งอยากขอบคุณทางบริษัท Advance Aesthetic Company ที่ส่งสินค้าดีๆเพียบพร้อมด้วยเทคโนโลยีมาให้ได้ทดลองใช้ค่ะ

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถติดต่อสอบถามได้ที่

เฟสบุคของบริษัท http://www.facebook.com/advanceaestheticthailand ได้เลยค่ะ

ขอบคุณที่ติดตามรับชมมาจนจบค่ะ

Disclaimer/Conflict of interest: ผลิตภัณฑ์ได้รับการสนับสนุนจากทางแบรนด์ Martiderm

 

Review: Rezme’ All in one face cleanser

Review: Rezme’ All in one face cleanser

วันนี้มี่แวะเอา Cleanser ที่น่าสนใจมารีวิวให้ชมกันค่ะ

เป็น All in one face cleanser จากแบรนด์ Rezme’ ค่ะ ทำไมถึงน่าสนใจเดี๋ยวมาดูในช่วงวิเคราะห์ส่วนผสมนะคะ

ที่ว่า All in one น่าจะหมายถึง ทั้งทำความสะอาดผิว และทำความสะอาดเมคอัพไปพร้อมๆกันกับการบำรุงผิวค่ะ

อันนี้เป็นรูปร่างหน้าตาของผลิตภัณฑ์ค่ะ

IMG_0007-re

เนื้อข้างในเป็นเจลโปร่งแสง สีขาวครีม กลิ่นหอมอ่อนๆค่ะ

IMG_0008-re

ซึ่งตัวนี้เป็นสูตรไม่มีฟองค่ะ คือบ้านเราติดฟองกันมาก และมักคิดกันไปเองว่าถ้าไม่มีฟองจะไม่สะอาด แต่ความจริงแล้วประสิทธิภาพในการทำความสะอาดไม่ขึ้นกับฟองนะคะ

IMG_0009-re

มาดูประสิทธิภาพในการทำความสะอาดกันค่ะ

มี่ทดสอบกับ 4 อย่างนี้นะคะ

1.Eyeliner กันน้ำสีดำ

2.Mascara กันน้ำ

3.Eyeliner กันน้ำสีส้ม

4.Lip matte สีแดง

IMG_0121-re

บีบ Cleanser ลงไปค่ะ

IMG_0122-re

นวดวนเบาๆซัก 2 นาที มาสคาร่ากับลิปสติกเริ่มหลุดหมดแล้วค่ะ เหลือแต่ Eyeliner

IMG_0123-re

ไปล้างน้ำค่ะ

IMG_0124-re

Eyeliner ทั้งสองยังคงอยู่นะคะ พลิกดูข้างหลังฉลาก ทางแบรนด์แนะนำว่าให้ล้างสองรอบนะคะ เอาสิ ลองทำดูบ้างตามที่เขาแนะนำ

สะอาดแล้วทีนี้ ไม่แห้งด้วยหละ

IMG_0125-re

มีคำแนะนำเพิ่มเติมนะคะเกี่ยวกับการล้างเครื่องสำอางกันน้ำ เลือกเอาวิธีไหนก็ได้ค่ะ

1.ใช้เจลปริมาณเยอะขึ้น

2.นวดให้นานขึ้น

3.ผสมน้ำลงไปหน่อยระหว่างนวด

4.ล้างสองรอบ

มาวัดค่า pH ของผลิตภัณฑ์เมื่อเปียกน้ำแล้วอยู่ที่ราวๆ 6 นะคะ ซึ่งก็ถือว่าใกล้เคียงกับผิวดีค่ะ

IMG_0010-re

สำหรับส่วนผสมเป็นดังนี้ค่ะ

สผส

จากส่วนผสมนี่จะเห็นว่าตัวทำความสะอาดของเขามีอยู่ 3 ตัวหลักๆนะคะ ที่มี่ทำสีเขียวไว้ให้ ได้แก่

PEG-7 Glyceryl cocoate, Decyl glucoside และ Olive oil PEG-7 esters ทั้ง 3 ตัวนี้เป็นสารทำความสะอาดชนิดไม่มีประจุ (Nonionic surfactant) ที่มีความอ่อนโยน และสามารถช่วยเรื่องความชุ่มชื้นได้ ปกติสารกลุ่ม Nonionic นี้จะไม่มีฟองค่ะ เลยไม่แปลกใจที่มันไม่มีฟอง

นอกจากสารทำความสะอาด ในส่วนผสมยังมีสารบำรุงผิวด้วยนะคะ ถึงแม้ว่าพวก Cleanser จะสัมผัสผิวเราแค่ไม่นาน หวังอะไรมากไม่ได้ แต่การมีสารบำรุงก็ดีกว่าไม่มีอะไรเลยนอกจากตัวทำความสะอาด

สารบำรุงพวกนี้ได้แก่ตัวที่มี่ทำสีฟ้าไว้ให้นะคะ

-Panthenol มีคุณสมบัติเพิ่มความชุ่มชื้น ลดการอักเสบ

-Allantoin ลดการอักเสบ ลดการระคายเคือง

-Picea albies extract คือ สารสกัดจากพืชตระกูลสน มีรายงานเกี่ยวกับคุณสมบัติในการเป็น Antioxidant (Phytochem anal 2012;23(1):1-11) และมีรายงานว่าประกอบด้วยสารกลุ่ม Galactogluoomanan ที่มีคุณสมบัติเป็น prebiotic (J Agric Food Chem 2012;60(44): 11037–11043) เป็นอาหารของจุลินทรีย์ชนิดดีที่เรียกว่า Probiotic พวกนี้ถ้าแข็งแรงจะช่วยปกป้องร่างกายจากจุลินทรีย์ก่อโรคต่างๆ ข้อมูลจากผู้ผลิตวัตถุดิบระบุว่าสารนี้ให้สมบัติเป็น Astringent ช่วยกระชับรูขุมขน

-Hamamelis virginiana leaf water หรือ น้ำใบ Witch hazel ช่วยกระชับรูขุมขน

-10-hydroxydecanoic acid เป็นกรดไขมันชนิดพิเศษที่พบได้ใน Royal jelly หรือนมผึ้งนอกจากบำรุงผิวได้ ยังมีฤทธิ์ฆ่าเชื้ออ่อนๆ

-Phellinus linteus extract เป็นสารสกัดจากเห็ดชนิดหนึ่ง มีคุณสมบัติเป็น Antioxidant และมีผลลดการอักเสบในผิว

-Schizophyllan เป็นสารกลุ่ม Beta-glucan ที่ได้จากเห็ดชนิดหนึ่งที่ชื่อ Schizophyllum commune มีคุณสมบัติเป็นสารเพิ่มความหนืด และมีฤทธิ์ต้านมะเร็ง (Bioactives Carb Diet Fiber 2013;1(1):53-71) ข้อมูลจากผู้ผลิตวัตถุดิบระบุว่าให้ผลเพิ่มความชุ่มชื้นและมีผลลดริ้วรอย

โดยรวมในวันนี้ขอให้คะแนนดังนี้นะคะ

1.ความสะอาด จากที่เห็นคือถ้าเป็นเบสเมคอัพและพวกลิปสติก คือออกหมดเกลี้ยง ไม่ทิ้งคราบใดๆไว้ แต่ถ้าล้างแค่รอบเดียวยังเอาพวกกันน้ำแน่นๆแบบ Eyeliner ไม่ออกนะคะต้องล้างรอบที่สองค่ะ จุดนี้จึงขอให้ 4 ฟลาสก์

2.Feeling หลังล้าง หลังล้างเสร็จผิวไม่แห้งตึง ผิวนุ่มชุ่มชื้น อุ้มน้ำได้ดี ถือว่าค่อนข้างชอบเลยค่ะ จุดนี้ขอให้ 5 ฟลาสก์

3.สารทำความสะอาด เป็นสารชนิดที่ไม่มีประจุ ค่อนข้างอ่อนโยนกับผิว และมีผลเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิวได้อีก จุดนี้จอให้ 5 ฟลาสก์

4.สารองค์ประกอบอื่นๆ สารที่ใส่มาไม่ได้มีพิษมีภัยอะไรกับผิว แถมยังมีประโยชน์พิเศษเสริมให้แก่ผิวอีก ไม่มีพาราเบน ไม่มีซิลิโคน จุดนี้จึงขอให้ 5 ฟลาสก์

คะแนน

สุดท้ายนี้อยากขอบคุณทางแบรนด์ Rezme’ ด้วยค่ะที่ส่งผลิตภัณฑ์ดีๆมาให้มี่ได้ทดลองใช้ และขอขอบคุณทุกๆท่านด้วยค่ะที่ติดตามมาจนจบ

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ทางเฟสบุคของแบรนด์

https://www.facebook.com/RezmeOfficial

ได้เลยค่ะ

Disclaimer/Conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากแบรนด์ Rezme’

Review ยีสต์โฟมตัวดังจากเกาหลี Skindom yeast whip foam

Review ยีสต์โฟมตัวดังจากเกาหลี Skindom yeast whip foam

วันนี้มี่แวะเอา Whip Foam Cleanser จากเกาหลีมารีวิวให้ชมกันค่ะ

Whip foam วันนี้เป็น Yeast ultra deep cleansing whip foam จากแบรนด์ Skindom ค่ะ

ขอเรียกสั้นๆ ว่า “Yeast whip foam” นะคะ

ผลิตภัณฑ์จากแบรนด์ Skindom ที่มี่รีวิวไปในกระทู้ก่อนๆก็จะมีตัว Ampoule mask กับตัว Ampoule serum ทั้งสองอัน ติดตามได้ตามลิงค์นี้เลยค่ะ

ลิงค์สำหรับอ่านรีวิว Ampoule mask

ลิงค์สำหรับอ่านรีวิว Ampoule serum

วันนี้มาดูวิปโฟมดีกว่าค่ะ ถ้าพูดถึงวิปโฟม ปกติจะคิดถึงทางฝั่งค่ายญี่ปุ่นเป็นส่วนใหญ่ ไม่ค่อยเจอกับทางฝั่งประเทศอื่น แต่ตอนนี้เรามีของเกาหลีแล้วนะคะ แล้วก็กำลังอินเทรนด์เลยด้วย ยอมรับว่ามี่ยังไม่เคยใช้วิปโฟมตัวดังตัวนั้นนะคะ พึ่งจะใช้ตัวนี้เป็นตัวแรกค่ะ

ควรใช้คู่กับตาข่ายตีฟองจะยิ่งได้ฟองที่เลอค่าขึ้นไปอีกค่ะ

IMG_0444-re

ผลิตภัณฑ์มาในหลอดบีบนุ่มๆสีขาวสะอาด มีตรา Ecocert ด้วยนะคะ

Ecocert

(แอบเอารูปมาจาก Google นะคะ)

Ecocert คืออะไร?

Ecocert เป็นหน่วยงานของประเทศฝรั่งเศสที่ให้การรับรองสินค้า Organic ต่างๆค่ะ ไม่ว่าจะเป็น อาหาร เครื่องสำอาง รวมไปถึงพวกผลิตภัณฑ์สำหรับใช้ในครัวเรือนต่างๆ

นอกจาก Ecocert ผลิตภัณฑ์ยังได้ตรา KFDA (องค์การอาหารและยาเกาหลี) และ USFDA ของอเมริกาด้วยค่ะ

โฟมตัวนี้พอบีบออกมาก็ไม่ได้แตกต่างอะไรจากโฟมล้างหน้าทั่วไปค่ะ จะเป็นเนื้อวาวๆเหลือบมุกสวยงาม มีกลิ่นหอมอ่อนๆ

faom

แต่พอตีฟองกับตาข่ายตีฟองเท่านั้นแหละค่ะคุณขา ฟองพรึ่บ นุ่มและละเอียดมากเหมือนวิปครีมจริงๆค่ะ

IMG_0448-re

สาวบ้าฟอง ฟินกับฟองเลยค่ะทีนี้

ฟองที่ได้มีความคงตัวสูงด้วยค่ะ ไม่ยุบตัวเร็ว ไม่แตกและหายไปไหน พอเอามาล้างหน้าก็จะนุ่มๆ รู้สึกดีค่ะ

ให้ดูความหนาของฟองชัดๆอีกซักรูป คงตัวมากนะจ๊ะ เอาช้อนตักออกมายังไม่หกเลอะเทอะเลย

foam 4-re

ทางแบรนด์ Claim วิธีใช้ไว้ 2 แบบนะคะ

1.แบบหนืด-ยืด-หยุ่น ให้บีบโฟมประมาณ 1 – 2 ซม. แล้วใช้มือแห้งๆตีโฟมให้หนืดๆแล้วค่อยเอามาล้างหน้าที่เปียกค่ะ

2.แบบฟอง-เนียน-นุ่ม ให้บีบโฟมประมาณ 1 ซม. แล้วใช้ตาข่ายตีฟองค่ะ

ของมี่ใช้แบบ 2 นะคะ >w<

ถ้าเทียบกับโฟมล้างหน้าที่มี่ใช้ทุกวันนี่จะเห็นได้ชัดเลยค่ะ

vs foam ใหม่

ตอนล้างเสร็จหน้าก็จะนุ่ม ไม่แห้งตึงค่ะ

มาดูส่วนผสมกันบ้างดีกว่าค่ะ

จุดเด่นของโฟมตัวนี้ได้แก่

1.เทคโนโลยีชีวภาพการหมักของยีสต์ ถั่วหมัก และแลคโตบาซิลลัสซึ่งเป็นจุลินทรีย์ชนิดดี หรือ Probiotic ค่ะ ค่ะ ข้อดีของยีสต์ วิปโฟม ตัวนี้คือเป็น Saccharomyces ทำให้หน้าใสเนียนนุ่มขึ้น ลดเลือนริ้วรอย และช่วยกำจัดแบคทีเรียบนใบหน้า ในขณะที่วิปโฟมทั่วไปจะทำความสะอาดเพียงอย่างเดียว นวัตกรรมการหมักนี้เป็นภูมิปัญญาของชาวเอเชียเรา ในระหว่างการหมัก จะเกิดปฏิกิริยาที่เรียกว่า “Bio-conversion” เป็นการที่ยีสต์ไปเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของสารอาหารให้มีขนาดเล็กลง ออกฤทธิ์ได้ดีขึ้น ดูดซึมได้ง่ายขึ้น และตอนนี้ทางฝั่งยุโรปและอเมริกากำลังให้ความสนใจมากถึงขนาดดาราหลายคนไม่ยอมใช้สกินแคร์ที่ไม่มียีสต์หมักกันเลย

2.สารสกัดจากพืช 7 ชนิดจากเทือกเขาแอลป์ ซึ่งเป็นสูตรผสมของวัตถุดิบที่มีชื่อทางการค้าว่า Giga White ที่ให้ผลเรื่องความขาว ดูแลผิวที่หมองคล้ำและเป็นฝ้าได้ ที่สำคัญคือทางแบรนด์เค้ารับรองถิ่นกำเนิดของส่วนผสมด้วยค่ะ

3.น้ำแร่ธารหิมะ (Glaciar) จากเทือกเขาแอลป์

Full ingredient list ค่ะ

yeast สผส

ขอแบ่งเป็นกลุ่มๆนะคะ

1.สารทำความสะอาด ตัวหลักน่าจะเป็นชนิด Soap (แปลว่าสบู่ หมายถึงสารที่เกิดจากปฎิกิริยาระหว่างกรดไขมันกับด่างค่ะ) คือ สารที่ได้จากปฎิกิริยาของ Stearic acid, Myristic acid, Lauric acid กับ Potassium hydroxide ค่ะ เสริมมาด้วย Cocamidopropyl betaine ที่เป็นชนิดสองประจุ มีความอ่อนโยน สามารถปรับสภาพผิวได้ ส่วนตัว Lauramide DEA เป็นตัวเพิ่มฟองค่ะ พวกนี้ไม่ได้มีปัญหาอะไรกับผิวและมีความอ่อนโยนมากกว่ากลุ่ม SLS/SLES ค่ะ

2.สารเติมน้ำ ได้แก่ Glycerin, Panthenol, Sodium hyaluronate, Mannitol พวกนี้เติมน้ำให้ผิวได้ดีและดูมีคุณค่ามากกว่าการใช้แค่ Glycerin กับ Propylene glycol เฉยๆ

3.สารออกฤทธิ์อื่นๆ จะเห็นว่ามีกลุ่มของสารที่ได้จากกระบวนการเทคโนโลยีการหมัก (Fermentation) พวกนี้ก็ให้ผลดีๆกับผิวหลายๆอย่าง ทั้งเรื่องชุ่มชื้น ลดการอักเสบในผิว และริ้วรอย ยังมีสารสกัดจากพืชอีกหลายชนิดตามสูตรผสมของ Giga white ที่ให้ผลเรื่องความขาว มีเอนไซม์ผลัดผิว 2 ตัว อย่าง Bromelain กับ Papain ช่วยย่อยสลายขี้ไคลอย่างอ่อนโยน ถึงแม้ว่ากลุ่ม Cleansing จะสัมผัสผิวแค่ไม่นานก็ต้องล้างออก แต่การมีสารออกฤทธิ์ย่อมต้องดีกว่าไม่มีแน่นอน

4.สารองค์ประกอบอื่นๆ ไม่มีตัวไหนมีพิษมีภัยอะไรกับผิวค่ะ

มาให้คะแนนดีกว่าค่ะ วันนี้มี 3 เกณฑ์นะคะ

1.สารทำความสะอาด เป็นกลุ่ม Soap ถึงแม้จะไม่ได้อ่อนโยนมาก แต่ก็ยังไม่ได้แรงเท่าสารทำความสะอาดที่ใช้กันเกลื่อนกลาดอย่าง Sodium lauryl ether sulfate หรือ SLES มีการเสริมด้วยสารกลุ่ม Betaine ช่วยลดระคายเคืองได้อีกต่อ จุดนี้ขอให้ 4 ฟลาสก์

2.สารออกฤทธิ์ หรือ Active ingredients นับรวมเอาสารเติมน้ำเข้ามาด้วย จากที่บรรยายไปเมื่อครู่จะเห็นว่ามาครบถ้วนทุกสิ่งอย่าง และก็อย่างที่บอก ถึงแม้ว่ากลุ่ม Cleansing จะสัมผัสผิวแค่ไม่นานก็ต้องล้างออก แต่การมีสารออกฤทธิ์ย่อมต้องดีกว่าไม่มีแน่นอน จุดนี้ขอให้ 5 ฟลาสก์

3.การใช้งาน โฟมมีกลิ่นหอมอ่อนๆ เป็นกลิ่นที่มี่ชอบพอดี แนวแป้งๆ หวานๆ อารมณ์ประมาณ Dairy + Honey กับมีกลิ่นดอกไม้จางๆ ให้ความรู้สึกผ่อนคลาย วิปโฟมละเอียดนุ่ม ให้สัมผัสที่ดี ล้างออกได้หมดจด ไม่ทำให้หน้าแห้งตึง อย่างไรก็ดี ล้างหน้าเสร็จอย่าลืมเติมน้ำคืนผิวภายใน 20 นาทีนะคะ จุดนี้ขอให้ 5 ฟลาสก์

คะแนน

สุดท้ายนี้ขอขอบคุณทางแบรนด์ Skindom ด้วยนะคะที่ส่งผลิตภัณฑ์ดีๆมาให้มี่ได้ทดลองใช้

รายละเอียดเพิ่มเติมติดต่อสอบถามได้ที่

Facebook : http://www.facebook.com/SkindomThailand

Instagram : https://instagram.com/SkindomThailand

Website : http://www.skindomthailand.com

Disclaimer/Conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากทางแบรนด์ SKindom Thailand ค่ะ

Beauty Talks: ผิวสวยใส สุขภาพดี เริ่มต้นง่ายๆแค่ล้างหน้าให้สะอาด

Beauty Talks: ผิวสวยใส สุขภาพดี เริ่มต้นง่ายๆแค่ล้างหน้าให้สะอาด

10001393_1059006007452675_4947955951536013963_n

เชื่อว่าหลายๆปัญหาผิวของหลายๆคน กวนใจมานานมากกกก ไม่ว่าจะใช้ครีมอะไร ดีแค่ไหน แพงแค่ไหนก็ไม่หาย ก็จะพาลไปโทษนั่นโทษนี่ แต่จริงๆแล้วมันเกิดขึ้นเพราะว่าล้างหน้าไม่สะอาด

มี่จะพูดอยู่เสมอนะคะ ว่า หัวใจที่สำคัญของการมีผิวสุขภาพดี คือ การล้างหน้าให้สะอาด

สะอาดในที่นี้ ไม่ได้แปลว่า ล้างมากมาย ล้างเว่อร์วัง ล้างจนแบบว่าสูญเสียของดีๆในผิวไปจนหมด

เพราะในการทำความสะอาดผิว จะอาศัยสารเคมีกลุ่มหนึ่งที่มีชื่อว่า “Surfactant” หรือ สารลดแรงตึงผิว ซึ่งสารเหล่านี้มีคุณสมบัติพิเศษคือละลายได้ทั้งในน้ำและในน้ำมัน ซึ่งสิ่งสกปรกบนหน้าเรา ก็มีทั้งน้ำและน้ำมันเหมือนกัน การล้างหน้าด้วยน้ำเปล่า ก็จะเอาสิ่งสกปรกที่ละลายน้ำมันออกไม่ได้ เช่นเดียวกันกับตอนจะเอาเบบี้ออยล์มาล้าง ก็จะเอาสิ่งสกปรกที่ละลายน้ำออกไม่ได้ค่ะ

ดังนั้น Surfactant เหล่านี้แหละ ก็จะทำหน้าที่ดึงเอาสิ่งสกปรกออกมา (วันนี้ขออนุญาตยังไม่ลงรายละเอียดลึกในจุดนี้นะคะ)

แต่ !!!

สิ่งที่เราต้องรำลึกเสมอ คือ Surfactant ไม่ใช่ AI มันไม่ได้ฉลาดนะคะ เพราะฉะนั้นมันจะดึงออกหมดทั้งไขมันดี และไขมันสกปรก มันเลือกเอาออกแต่สิ่งสกปรกไม่ได้

นั่นคือการล้าง หรือปาด makeup remover 1 ครั้ง คือ ของดีๆในผิวก็จะหลุดออกไปด้วย

ยิ่งล้างบ่อย ล้างถี่ เช็ดสำลีอยู่ตรงนั้นแหละ ไขมันของเราก็จะยิ่งหายไป กลายเป็นผิวบอบบางแพ้ง่าย ระคายเคือง สิวบุกบ่อยไปอีก

อันที่จริง ถ้าล้างหน้าให้สะอาดแล้ว ผิวก็ค่อยๆสุขภาพดีและสวยใสมากขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งเป็นผิววัยรุ่นแล้ว แค่ล้างหน้าให้สะอาด สกินคงสกินแคร์นี่เรียกได้ว่าไม่จำเป็นเลยค่ะ แต่ถ้าเราเริ่มมีอายุซักหน่อย ล้างเค้าออกไป ก็ทาครีม ทาบำรุง คืนให้เค้านิดนึงเนาะ

 

ทีนี้วันนี้จะมาแชร์เทคนิคการล้างหน้าค่ะ

เชื่อว่าหลายๆคนอาจจะเคยได้ยิน Double cleansing technique ที่มาจากทางฝั่งเกาหลี/ญี่ปุ่นแล้วเนาะ

เขาจะเป็นการล้างหน้าสองครั้ง คือ นวดหน้าด้วยน้ำมันก่อน ไปล้างด้วยโฟม/เจลล้างหน้ากับน้ำอีกรอบหนึ่ง

แต่ทีนี้บ้านเรา คงไม่มีอารมณ์มานวดออยล์เนาะ ร้อนก็ร้อน เราก็ปรับเอาค่ะ ใช้พวก Cleansing water หรือ Cream แทน

แต่ถ้าใครชอบ จะใช้ออยล์ ใช้บาล์ม ก็ไม่ว่ากันจ้า

Concept อยู่ที่ว่าไม่ว่าจะแต่งหน้าหรือไม่แต่งหน้า สิ่งแรกที่ควรทำ คือ การล้างแบบแห้ง หรือที่เรียกว่า “Pre-cleansing” เป็นขั้นตอนการชำระล้างเอาสิ่งสกปรกต่างๆ หรือพวกเมคอัพ ออกไปจากหน้าก่อนค่ะ โดยใช้พวก Cleansing water, milk, lotion, gel, cream หรือ oil ที่เขาดีไซน์มาให้ใช้ตอนหน้าแห้งค่ะ

ผลิตภัณฑ์กลุ่มนี้จะค่อนข้างอ่อนโยน มักใช้สารทำความสะอาดชนิดไม่มีประจุ (Nonionic surfactant) พวกนี้ไม่มีฟอง และมักจะไม่มีพิษภัยอะไรถ้าติดผิวนานๆไม่ได้ล้างออก (จึงเห็นได้ในหลายๆผลิตภัณฑ์ที่บอกว่าเช็ดแล้วไม่จำเป็นต้องไปล้าง แต่ส่วนตัวก็แนะนำให้ไปล้างออกอยู่ดีค่ะ)

ขั้นตอนที่สองเป็นขั้นตอนการล้างแบบเปียก หรือ “Cleansing”

การล้างหน้าด้วยเจล หรือโฟม ที่เขาทำมาสำหรับใช้กับน้ำ ก็จะช่วยขจัดเอาเศษซากของสิ่งสกปรกที่ยังเหลืออยู่ออกไปจากผิวค่ะ

ในการล้างเปียก ถ้าใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีฟอง ต้องตีฟองบนมือให้เกิดฟองเต็มที่ก่อนนะคะ เพราะว่า
1. Surfactant ที่มีฟอง มักจะเป็น Anionic surfactant (ประจุลบ) พวกนี้จะละลายในน้ำได้ยาก ถ้าเราเอาไปใส่บนหน้าเลย มันจะมีความเข้มข้นที่สูง เกาะอยู่บนหน้าเป็นจุดๆ แล้วก็อาจจะทำให้เกิดการตกค้าง หรือเกิดการระคายเคืองผิวได้ นอกจากนี้มันก็อาจจะ ทำร้ายไขมันดีๆที่เป็น Barrier ผิว ผิวก็จะแพ้ง่าย สิวบุก รอยแดง รอยดำ หมองคล้ำก็มาหา
2. การถู Foam หรือ Gel บนหน้าจะใช้แรงพอสมควร ทำให้เซลล์ผิวเกิดการเสียดสี อาจเกิดความเสียหายได้ค่ะ Surfactant ส่วนมากค่า pH อยู่ที่ 8 ทำให้โปรตีนบนผิวบวม เมื่อไปถูๆแรงๆ ก็จะเกิดความเสียหาย แต่ถ้าเราตีฟองเต็มที่แล้ว แรงเสียดทานจะน้อยมาก

วิธีการล้างเปียกที่ถูกต้องคือ หลังจากตีฟองเสร็จ เอาลงบนหน้า แล้วนวดวนๆเบาๆ ให้ทั่วหน้า ตามด้วยนวดย้ำตรงไรผม ปีกจมูก ร่องจมูก คาง ขอบริมฝีปาก และกกหูด้วยนะคะ ก่อนไปล้างออก เพราะบริเวณนี้จะเป็นบริเวณที่หมักหมมสิ่งสกปรกไว้ และมักจะเกิดสิวได้ค่ะ

อุณหภูมิน้ำก็สำคัญ !!!

ล้างหน้า ควรล้างด้วยน้ำอุ่นค่ะ ถ้ามีเครื่องทำน้ำอุ่นแบบปรับอุณหภูมิได้ ส่วนตัวเคยอ่านเจอจากทางฝั่งญี่ปุ่นว่า น้ำอุ่นราวๆ 35 – 37 องศา คือจะเหมาะกับการล้างหน้า โดยมีความเชื่อว่าน้ำอุ่นทำให้รูขุมขนเปิด  Surfactant จะได้ไหลลงไปชะเอาสิ่งสกปรกและคราบเมคอัพ ออกมาได้ง่ายขึ้น

ถ้ามีเวลาว่าง หลังล้างโฟมออกหมด เอาน้ำเย็นตบอีกรอบ เพื่อกระชับรูขุมขนให้ปิดอีกรอบนะคะ

หลังล้างหน้าเสร็จต้องเติมน้ำ เติมไขมัน คืนให้ผิวด้วยนะคะ

เอาหละ

สรุป
1. Pre-cleansing
2. Cleansing น้ำอุ่น 35 – 37 องศา
3. ตบน้ำเย็น
4. เติมน้ำ เติมไขมัน

[Thank You]~Alovivi Thailand for the New year gifts

[Thank You]~Alovivi Thailand for the New year gifts

ขอใช้พื้นที่เพื่อแสดงความขอบคุณ Alovivi Thailand ที่ส่งของขวัญปีใหม่มาให้ค่ะ ปลื้มปริ่มเปรมปรีดิ์มากๆค่ะ

เป็น Purevivi Cleansing water 4 ขวด

purevivi

จริงๆขวดนึงสำหรับคนที่แต่งหน้าไม่หนักก็ใช้ได้เกือบ 4-5 เดือนแล้วนะคะ

ขวดที่สองกำลังจะหมดพอดีค่ะ 😉 ไม่เปลี่ยนใจแน่นอน

สำลีแค่แผ่นเดียวก็เช็ดรองพื้นได้เกือบหมดแล้วค่ะ

purevivi 2

สำหรับ Review ผลิตภัณฑ์นี้ สามารถติดตามได้ช่องทางต่างๆต่อไปนี้ค่ะ 🙂

Jeban: Review purevivi
http://www.jeban.com/viewtopic.php?t=189187

Blog Cosme-Knowledge:
https://cosmeknowledge.wordpress.com/2014/08/18/cosme-diagnosis-purevivi-cleansing-water-vs-cleansing-water-%E0%B8%88%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B9%81%E0%B8%9A%E0%B8%A3%E0%B8%99%E0%B8%94%E0%B9%8C-b/

ลูกรักประจำปี 2014
http://www.jeban.com/viewtopic.php?t=194742

โอกาสหน้าพบกันใหม่ค่ะ ขอตัวไปล้างเมคอัพก่อนนอนแล้วค่ะ