Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสมออยล์บำรุงผิวกาย Derma:B Intensive barrier multi-oil

เปิด Blog ด้วยคำโปรยสวยๆ “คงจะดี ถ้ามี Body oil ดีๆ สักชิ้น ที่ไม่ใช่แค่ทาแล้วเคลือบ (Occlusive) ผิวเฉยๆ แต่ให้คุณสมบัติในการทดแทนไขมันธรรมชาติคืนให้แก่ผิว และดูแลปัญหาเรื่องความแห้งกร้าน หยาบกระด้างไปพร้อมๆ กัน”

ถ้าเราแบ่งประเภทของสาร Moisturizer ในเครื่องสำอางเฉพาะกลุ่มของน้ำมัน เราจะแบ่งได้เป็น 2 กลุ่ม คือ Occlusive กับ Emollient

2 ตัวนี้ต่างกันตรงนี้ สารกลุ่ม Occlusive จะไปเคลือบปกป้องผิว ลดการระเหยของน้ำออกจากผิว (Trans-epidermal water loss; TEWL) ในขณะที่สารกลุ่ม Emollient มักจะซึมลงไปในผิว และไม่ค่อยมีผลลดค่า TEWL (แต่ Emollient บางตัวก็ลดค่า TEWL ได้นะ ก็จะเรียกเป็น Semi-occlusive)

Emollient ส่วนมากจะเป็นไขมันที่พบได้ในร่างกายเรา บ้างก็เรียกเป็น Physiological lipids ซึ่งจะมีประโยชน์ในการทดแทนไขมันในผิวหนัง ยามที่ผิวเราขาด

ตัวอย่าง Emollient เช่น น้ำมันจากพืชธรรมชาติ รวมไปถึงพวก Physiological lipids อย่าง Ceramide, Cholesterol, fatty acids

วันนี้ขอหยิบเอา Body oil จากแบรนด์ Derma:B ที่เคยเกริ่นไปใน Blog ก่อน ตามลิงค์นี้ค่ะ

https://miyeonthereviewer.com/2022/03/20/brand-update-dermab/

แบรนด์ Derma:B เป็นแบรนด์ในเครือของบริษัท Neopharm ที่เน้นไปที่ผลิตภัณฑ์กลุ่มดูแลผิวกายโดยเฉพาะ

Body oil ที่หยิบมารีวิวใน Blog นี้มีชื่อว่า Intensive barrier multi-oil

สำหรับเนื้อสัมผัส ตัวน้องจะเป็นน้ำมันที่เหลวหน่อย มีกลิ่นหอมที่เป็นเอกลักษณ์เป็นโทนดอกไม้หวานๆ ซึ่งทางแบรนด์ได้เบลนด์กลิ่นนี้ขึ้นมาโดยเฉพาะ

เกลี่ยได้ค่อนข้างง่าย จะมีความเงาวาวเหมือนเราใช้น้ำมันทาผิว เพียงแต่จะไม่เหนียวหนึบ ไม่เหนอะหนะและหนักผิว

ส่วนนี้จะเป็น Profile กลิ่นของน้ำมันสูตรนี้ซึ่งเบลนด์มาในโทน Sweet/Citrus/Floral นะคะ

(Image from Derma:B)

สำหรับส่วนผสมเป็นดังนี้ค่ะ

ขอแบ่งกลุ่มส่วนผสมของผลิตภัณฑ์ชิ้นนี้เป็น 5 สี ซึ่งจะกล่าวถึงทีละสีนะคะ

  • สีชมพู เป็นกลุ่มของน้ำมันจากธรรมชาติ ซึ่งถ้านับรวมน้ำมันพื้นฐานแล้ว ก็มีด้วยกัน 15 ชนิด ซึ่งทางแบรนด์จะเคลมน้ำมันที่หายาก ซึ่งมีมูลค่าสูง ประกอบด้วยสารพฤกษเคมีที่มีประโยชน์มากมาย อย่างน้ำมันจากเมล็ดบรอกโคลี แครอท Black currant เมล็ดมะเขือเทศ เมล็ดชาเขียว (คนละชนิดกับเมล็ดของชาน้ำมัน Camellia oleifera ที่พบเจอกันทั่วไปนะคะ) ซึ่งข้อมูลจากผู้ผลิตวัตถุดิบกล่าวว่าน้ำมันจาก C. sinensis มีประโยชน์ที่ดีหลายด้านทั้งในด้านของ Antioxidant, การลดการอักเสบระคายเคืองและให้ความรู้สึกสบายผิว

ภาพของฝักและเมล็ดชาเขียว (Image from Derma:B Official Website)

ส่วนตัวขออนุญาตกล่าวถึงในภาพรวม ปกติกลุ่มของน้ำมันจากธรรมชาติก็จะประกอบด้วยกรดไขมันจำเป็น และสารที่มีประโยชน์ในกลุ่มที่เรียกว่า Unsaponifiables ที่หมายถึง สารอื่นในน้ำมันที่ไม่สามารถทำปฏิกิริยา Saponification กับด่างได้ ตัวอย่างเช่น พวก Tocopherol, Carotenoids, Phytosterols เป็นต้น พวกนี้มีประโยชน์ต่างๆ มากมายต่อผิว เช่น เป็น Antioxidant และลดอาการอักเสบระคายเคือง

  • สีม่วงบานเย็น เป็นกลุ่มของ Pseudoceramide อย่าง Myristoyl/palmitoyl oxostearamide/arachamide MEA ร่วมกับ Ceramide NP และ Phytosterols ที่เสริมเข้ามา
    • สำหรับ Myristoyl/palmitoyl oxostearamide/arachamide MEA มีชื่อเล่นว่า PC9S ซึ่งเป็นวัตถุดิบที่เป็นเป็นสิทธิบัตรของทาง Neopharm อิงตามสิทธิบัตรอเมริกา US patent US6221371B1 ของปี 2001 Claim ว่าให้ประโยชน์ในการเหนี่ยวนำให้ผิวสร้างไขมันใหม่ออกมาฟื้นฟู Barrier ผิวที่เสียหาย มีรายงานการวิจัยทดสอบประสิทธิภาพของสารนี้ในหนูทดลอง พบว่า ตัวนี้เมื่อใช้ร่วมกับไขมันชนิดที่มีในผิว (Physiological lipids) สามารถกระตุ้นให้ผิวเรามีการสร้าง Receptor ในกลุ่ม PPAR-α ซึ่งมีประโยชน์ในการลดการอักเสบของผิว และเสริมกระบวนการสังเคราะห์ไขมันที่เป็น Barrier ผิวตามธรรมชาติ (Arch Dermatol Res. 2015 Nov;307(9):781-92.)
    • PC9S ร่วมกับสารอื่นๆ ในสัดส่วนที่เหมาะสมจะเรียงตัวอยู่ในรูปแบบของ MLE ซึ่งมีประโยชน์ในการเสริมความแข็งแรงให้แก่ Barrier ของผิว (สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถติดตามอ่านต่อได้ที่ https://miyeonthereviewer.com/2022/03/03/dermartlogy-atg/)
  • สีเขียว Acetyl glutamine เป็นอนุพันธ์ของกรดอะมิโน Glutamine ที่มีความคงตัวดีขึ้น ข้อมูลจากทางผู้ผลิตวัตถุดิบระบุว่า Glutamine เป็นกรดอะมิโนที่เรามีอยู่แล้วเพื่อใช้ตอบสนองต่อความเครียด โดยเมื่อเกิดสภาวะเครียดขึ้น จะมีการเหนี่ยวนำให้ Glutamine เข้าไปในเซลล์ แล้วส่งผลให้เกิดการปรับสมดุลตัวเองเพื่อเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน
(Image from DAMY CHEMICAL CO., LTD.)

โดยทางบริษัทได้ศึกษาพบว่าเมื่อมีระดับของ Glutamine เพิ่มขึ้น ก็จะมีปริมาณของ ATP เพิ่มขึ้น ซึ่งส่งผลให้การทำงานต่างๆ ของผิวเกิดได้ตามปกติ นอกจากนี้ทางบริษัทยังมีการศึกษาในอาสาสมัคร พบว่า Acetyl glutamine มีประสิทธิภาพที่ดีหลายประการ เช่น

  1. เสริมความชุ่มชื้น
  2. เสริมสร้าง Barrier ผิวให้แข็งแรงขึ้น
  3. ปรับ Texture ผิวให้เรียบเนียน
  • สีน้ำเงินเข้ม กลุ่มของพวก Peptide และ Folic acid ซึ่งเป็น Combination ที่โดดเด่นและมีประโยชน์ต่อผิวในหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นด้านของการเสริมกระบวนการทำงานตามธรรมชาติของผิว ดูแลเรื่องของการชะลอวัย ลดเลือนริ้วรอย ปัญหาของสีผิวไม่สม่ำเสมอ รวมไปถึงด้านการอักเสบระคายเคืองผิว และต่อต้านอนุมูลอิสระ
    • Combination นี้ทางแบรนด์เรียกว่าเป็น Bio-placentaTM ซึ่งชุดของส่วนผสมก็จะคล้ายๆ กับวัตถุดิบ Bio-placenta ที่มีผ่านการทดสอบประสิทธิภาพในอาสาสมัครแล้วเช่นกัน (ข้อมูลจาก DAMY CHEMICAL CO., LTD.)
  • สีฟ้า เป็นสารเติมน้ำอย่าง Sodium hyaluronate และ Panthenol ที่นอกจากเพิ่มความชุ่มชื้นแล้วยังมีประโยชน์ในเชิงด้านการดูแลปัญหาการอักเสบระคายเคืองของผิว

ในภาพรวมคือน้องเป็น Body oil ที่ไม่ใช่แค่ Oil ที่มาทาเคลือบผิว หรือเรียกเป็น Occlusive ธรรมดา แต่น้องเป็นน้ำมันที่เสริมสารบำรุงมาหลายชนิด ให้ประโยชน์ในการดูแลปัญหาผิวรูปแบบต่างๆ โดยไม่ว่าจะเป็นเรื่องของความแข็งแรงของผิว ดูแลเรื่อง Barrier ผิว เพราะมีส่วนประกอบของทั้ง MLE, Ceramide และสารไขมันทดแทนจากน้ำมันพืชพรรณต่างๆ ให้ความรู้สึกสบายผิว และยังได้ประโยชน์ไปในถึงด้านการชะลอวัย ปรับสภาพผิวให้เรียบเนียนน่าสัมผัส

มาให้คะแนนกันดีกว่าค่ะ

  1. สารบำรุง ตามที่ได้กล่าวไปด้านบน นอกจากน้องจะมีส่วนประกอบของน้ำมันจากธรรมชาติแล้ว ยังเสริมมาด้วยส่วนผสมของสารบำรุงผิวต่างๆ ที่ให้ประโยชน์ได้หลายด้าน ทั้งในด้านของการชะลอวัย ดูแลเรื่องปัญหาริ้วรอย ความรู้สึกไม่สบายผิว ความแข็งแรงของ Barrier ผิว ปรับสมดุลของผิวและปกป้องผิวจากปัญหาที่เกิดจากความเครียดภายนอก เช่น พวกมลภาวะต่างๆ รวมถึงอาจจะได้ในด้านความสม่ำเสมอของสีผิว หรือเชิง Whitening ไปอีก ขอให้คะแนน 5 ฟลาสก์
  2. ส่วนผสมอื่นๆ ไม่มีสารที่ไม่เป็นมิตรกับผิว เลยไม่มีที่ให้หักคะแนน รับไป 5 ฟลาสก์
  3. การใช้งาน เริ่มที่เนื้อสัมผัสก่อน ส่วนตัวค่อนข้างชอบความบางเบา ไม่เหนอะหนะ ไม่เหนียวในระหว่างวัน ตามมาด้วยกลิ่นที่เป็นเอกลักษณ์ให้ความรู้สึกสบายและผ่อนคลาย ถึงแม้จะเป็นช่วงที่อากาศร้อนชื้นยังรู้สึกว่าไม่ได้เหนอะหนะจนรู้สึกรำคาญตัว เผลอๆ เบากว่า Body lotion บางชิ้นเสียอีก อีกจุดที่น่าสนใจคือไม่เลอะเทอะเปรอะเปื้อนเสื้อผ้า ให้ไป 5 ฟลาสก์

สุดท้ายนี้ต้องขอขอบคุณทางแบรนด์ Derma:B สาขาประเทศไทยด้วยนะคะที่ส่งสินค้าดีๆ มาให้ได้ทดลองใช้ และขอขอบคุณทุกท่านที่ติดตามรับชมมาจนจบ

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ทางแบรนด์โดยตรงเลยนะคะ

https://www.facebook.com/DermaBThailand

หรือ สามารถตามไปส่องร้านค้า Official ของทางแบรนด์ได้เลยนะคะ

Lazada: https://invol.co/claix7f

Shopee: https://invol.co/claix96

Disclaimer/conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากทางแบรนด์ Derma:B สาขาประเทศไทย การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสม/วัตถุดิบตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล และผู้เขียนไม่ได้มีผลประโยชน์ใดๆในการขายสินค้า โปรดใช้วิจารณญาณ

Image

[Beauty Update] Introduction to Derma:B และ Derma:B มีตัวแทนจำหน่ายในไทยแล้วนะ

แบรนด์ Derma:B เป็นแบรนด์เวชสำอางบำรุงผิวกายในเครือ Neopharm แบรนด์หนึ่ง ที่น่าสนใจค่ะ

ส่วนตัวมีโอกาสได้รู้จักกับสินค้าในแบรนด์ Derma:B มาพักใหญ่ๆ ตั้งแต่ปี 2019 ตอนนั้นไปเกาหลีพอดี เป็นช่วงเดือนเมษายน

ยังผิวแห้งแตกลอกมาก จำเป็นต้องไปหาซื้อ Body lotion ในร้าน Olive young มาใช้ประทังชีวิต

คิดถึง Olive Young จัง ป่านนี้จะเป็นอย่างไรบ้างนะ

แล้วก็สะดุดเข้ากับ Body lotion ของแบรนด์ Derma:B ส่วนหนึ่งก็เพราะช่วงนั้นเราใช้ของของเครือ Neopharm อยู่หลายชิ้น เลยค่อนข้างไว้ใจแบรนด์ในเครือค่ะ

Derma:B ขวดแรกในชีวิต สอยมาจาก Olive Young ที่ปูซาน

กลับมาที่แบรนด์ Derma:B นอกจากประเด็นเรื่องการใช้ส่วนผสมของ MLE ที่เป็นเทคโนโลยีสิทธิบัตรของทาง Neopharm แล้ว ผลิตภัณฑ์แต่ละตัวยังมีการเสริมเอาสารบำรุงอื่นๆ เข้ามาเพื่อช่วยดูแล ฟื้นฟู และปกป้องผิวให้แข็งแรง โดยทาง Derma:B มีหลักการ ที่มีชื่อว่า “Simple & Perfect” ด้วยการดูแลผิว 3 ขั้นตอน

เทคโนโลยี MLE ย่อมาจาก Multi-lamellar emulsion ซึ่งเป็นระบบนำส่งรูปแบบหนึ่งที่พัฒนามาให้มีโครงสร้างของสารไขมันเรียงตัวกันเป็นผนัง 2 ชั้น ซ้อนกันหลายๆ ชุด

โดยในโครงสร้างของสารไขมันนี้จะประกอบด้วยส่วนที่ชอบน้ำ และ ส่วนที่ชอบน้ำมัน ในส่วนที่ชอบน้ำก็จะสามารถเก็บเอาสารที่ชอบน้ำเอาไว้ได้ อย่างของ Derma:B ก็เก็บเอา Panthenol เอาไว้ ส่วนของฝั่งที่ชอบไขมันก็จะเก็บเอาพวกสารที่ละลายน้ำมันเอาไว้ได้ เช่นพวกน้ำมันจากธรรมชาติต่างๆ

ซึ่งการเรียงตัวแบบนี้จะคล้ายกับโครงสร้างของไขมันที่เป็น Barrier ผิวเราตามธรรมชาติ ทำให้สามารถแทรกซึมและปกป้องผิวให้ความชุ่มชื้นได้ยาวนาน จุดนี้ผ่านการทดสอบว่าช่วยผิวเก็บกักน้ำได้ถึง 48 ชั่วโมง

สำหรับ Body Lotion ของแบรนด์ ติดอันดับสินค้าขายดีของร้าน Olive young มา 4 ปีซ้อนด้วยนะคะ

(Image from Derma:B Korea Official Website)

Image

[My Fav] ลูกรักบ้านมียอนปี 2563 และ ครึ่งปีแรกของ 2564

Blog นี้จะเป็นการรวมเอาผลิตภัณฑ์ที่ชอบเป็นการส่วนตัวมารวมเอาไว้นะคะ

ช่วงปี 63 กับครึ่งปีแรกของปี 64 เรียกได้ว่า เป็นช่วงแห่งวิกฤติเลยก็ว่าได้ เพราะเจ้าโรคระบาด กับการ Lock-down เลยทำให้โพลล์ของ product ต่างๆ ไม่ค่อยเปลี่ยนไปจากปีก่อนนัก เรียกได้ว่าอะไรที่ใช้มาแล้วชอบก็ยังคงใช้ต่อไป

ผลิตภัณฑ์ที่ชอบในช่วงปีครึ่งนี้ก็รวมไว้ในรูปด้านล่างนี้เลยค่ะ

กลุ่มโทนเนอร์/น้ำตบที่เลือกมา เป็น 2 ตัวนี้

Rose water ของ Mamonde

ตัวนี้เป็นโทนเนอร์ที่ค่อนข้างชุ่มผิว และด้วยกลิ่นหอมของกุหลาบ ช่วยให้ผ่อนคลายเป็นอย่างดีเลยหละ

T’else Jeju Artemisia ture essence

Essence จาก Artemisia (พืชใน Genus เดียวกับจิงจูฉ่าย) ของแบรนด์ T’else ส่วนตัวใช้เป็นน้ำตบ หลังเช็ดโทนเนอร์ค่ะ

ตัวนี้เคยรีวิวไว้คู่กับ Essence Kombucha จากแบรนด์เดียวกันค่ะ >>Link review

ส่วนสารพัด Skincare ที่เลือกมาในชุดนี้ ไม่ได้ใช้พร้อมกันทั้งหมดใน Routine เดียวกันนะคะ บางตัวก็ใช้พร้อมกัน บางตัวก็แยกใช้ในบางช่วงที่อีกตัวขาด ประมาณนั้น

Eye cream all about eye rich จากแบรนด์ Clinique

ส่วนตัวผิวค่อนข้างแห้ง เนื้อของ AAE rich เลยตอบโจทย์ความแห้งของใต้ตาได้เป็นอย่างดีเลยหละ

Vita A cream สูตร PhD จากแบรนด์ Dr.Different

ตัวนี้เอาจริงๆ ได้เริ่มใช้มาตั้งแต่ตัวเบาสุด มาตัว Forte มายันตัว PhD ยอมรับว่าหลายคนทักว่าผิวดีขึ้น รักน้องมากๆ

Link review >>Click

Serum จาก Dermartlogy ที่คว้ามาจะเป็น 2 สูตรใหม่ คนพี่ที่ออกมาก่อนจะเป็นตัว Ageless Barrier rejuvenating serum เนื้อจะออกเป็นเซรั่มสีโปร่งแสง นัวๆ ไม่ขุ่นไม่ใส ส่วนตัวชอบสูตรของคนพี่มากกว่ารุ่นคนน้องนะคะ

ส่วนคนน้องที่พึ่งออกมาทีหลัง มีชื่อว่า Ageless potent rejuvenating serum ขวดทางซ้ายมือในภาพ เป็นเนื้อน้ำนมบางเบา ส่วนผสมจัดเต็มมาเช่นเคยค่ะ

Review >>Click

ส่วน 2 ชิ้นด้านขวาสุดเป็น Skincare มาจากทางฝั่งญี่ปุ่น อย่าง d Program ส่วนตัวชอบสูตร Urban damage care concentrate กับ Emulsion สูตรสีม่วง

d Program นี้ล่าสุดเห็นนางพึ่ง repackage แล้วพูดถึง Microbiome เลยไม่แน่ใจว่าส่วนผสมเปลี่ยนด้วยไหม ถ้ามีโอกาสซื้อใหม่จะตั้งใจทำรีวิวแล้วค่ะ

สำหรับครีมบำรุงขอยกมาอยู่ในอีกภาพนะคะ ยังคงเป็น Real Barrier เจ้าเก่า ช่วงปี 62 ชอบสูตร Intense แต่ช่วงหลังนี้ชอบสูตร Extreme มากกว่าค่ะ

เคยรีวิวไว้แต่สูตร Intense นะคะ

Review >>Click

ส่วนกันแดด จะแยกน้องไปอยู่โดดเดี่ยวเดียวดายในอีกภาพก็สงสารน้อง เลยเอามาวางคู่กับครีมบำรุง

เป็น Everyday aqua sun cream จากแบรนด์ Mamonde เจ้าเดิมค่ะ

กลุ่ม Base makeup จะเป็นแป้งของ Cezanne กับ รองพื้น Synchro skin self-refreshing ของ Shiseido ค่ะ

ปิดท้ายด้วยกลุ่ม Body ทั้งคู่มาจาก แบรนด์ Derma:B แบรนด์ในเครือของ Neopharm ที่ใช้เทคโนโลยี MLE ในการดูแลผิวเช่นกัน จะเป็นครีมทามือ ที่เหมาะมากตอนมือแห้งเพราะล้างมือบ่อย และ Body lotion ที่แม้จะใช้หน้าร้อนก็ไม่เหนอะหนะหรือเหนียวจนเกินไป

สำหรับในช่วงปีครึ่งนี้ ผลิตภัณฑ์ที่ชอบก็จะมีประมาณนี้ค่ะ ส่วนใครชอบตัวไหนไม่ชอบตัวไหนมาคุยแลกเปลี่ยนกันได้นะคะ 🙂