Image

[My Fav] ลูกรักบ้านมียอนปี 2563 และ ครึ่งปีแรกของ 2564

Blog นี้จะเป็นการรวมเอาผลิตภัณฑ์ที่ชอบเป็นการส่วนตัวมารวมเอาไว้นะคะ

ช่วงปี 63 กับครึ่งปีแรกของปี 64 เรียกได้ว่า เป็นช่วงแห่งวิกฤติเลยก็ว่าได้ เพราะเจ้าโรคระบาด กับการ Lock-down เลยทำให้โพลล์ของ product ต่างๆ ไม่ค่อยเปลี่ยนไปจากปีก่อนนัก เรียกได้ว่าอะไรที่ใช้มาแล้วชอบก็ยังคงใช้ต่อไป

ผลิตภัณฑ์ที่ชอบในช่วงปีครึ่งนี้ก็รวมไว้ในรูปด้านล่างนี้เลยค่ะ

กลุ่มโทนเนอร์/น้ำตบที่เลือกมา เป็น 2 ตัวนี้

Rose water ของ Mamonde

ตัวนี้เป็นโทนเนอร์ที่ค่อนข้างชุ่มผิว และด้วยกลิ่นหอมของกุหลาบ ช่วยให้ผ่อนคลายเป็นอย่างดีเลยหละ

T’else Jeju Artemisia ture essence

Essence จาก Artemisia (พืชใน Genus เดียวกับจิงจูฉ่าย) ของแบรนด์ T’else ส่วนตัวใช้เป็นน้ำตบ หลังเช็ดโทนเนอร์ค่ะ

ตัวนี้เคยรีวิวไว้คู่กับ Essence Kombucha จากแบรนด์เดียวกันค่ะ >>Link review

ส่วนสารพัด Skincare ที่เลือกมาในชุดนี้ ไม่ได้ใช้พร้อมกันทั้งหมดใน Routine เดียวกันนะคะ บางตัวก็ใช้พร้อมกัน บางตัวก็แยกใช้ในบางช่วงที่อีกตัวขาด ประมาณนั้น

Eye cream all about eye rich จากแบรนด์ Clinique

ส่วนตัวผิวค่อนข้างแห้ง เนื้อของ AAE rich เลยตอบโจทย์ความแห้งของใต้ตาได้เป็นอย่างดีเลยหละ

Vita A cream สูตร PhD จากแบรนด์ Dr.Different

ตัวนี้เอาจริงๆ ได้เริ่มใช้มาตั้งแต่ตัวเบาสุด มาตัว Forte มายันตัว PhD ยอมรับว่าหลายคนทักว่าผิวดีขึ้น รักน้องมากๆ

Link review >>Click

Serum จาก Dermartlogy ที่คว้ามาจะเป็น 2 สูตรใหม่ คนพี่ที่ออกมาก่อนจะเป็นตัว Ageless Barrier rejuvenating serum เนื้อจะออกเป็นเซรั่มสีโปร่งแสง นัวๆ ไม่ขุ่นไม่ใส ส่วนตัวชอบสูตรของคนพี่มากกว่ารุ่นคนน้องนะคะ

ส่วนคนน้องที่พึ่งออกมาทีหลัง มีชื่อว่า Ageless potent rejuvenating serum ขวดทางซ้ายมือในภาพ เป็นเนื้อน้ำนมบางเบา ส่วนผสมจัดเต็มมาเช่นเคยค่ะ

Review >>Click

ส่วน 2 ชิ้นด้านขวาสุดเป็น Skincare มาจากทางฝั่งญี่ปุ่น อย่าง d Program ส่วนตัวชอบสูตร Urban damage care concentrate กับ Emulsion สูตรสีม่วง

d Program นี้ล่าสุดเห็นนางพึ่ง repackage แล้วพูดถึง Microbiome เลยไม่แน่ใจว่าส่วนผสมเปลี่ยนด้วยไหม ถ้ามีโอกาสซื้อใหม่จะตั้งใจทำรีวิวแล้วค่ะ

สำหรับครีมบำรุงขอยกมาอยู่ในอีกภาพนะคะ ยังคงเป็น Real Barrier เจ้าเก่า ช่วงปี 62 ชอบสูตร Intense แต่ช่วงหลังนี้ชอบสูตร Extreme มากกว่าค่ะ

เคยรีวิวไว้แต่สูตร Intense นะคะ

Review >>Click

ส่วนกันแดด จะแยกน้องไปอยู่โดดเดี่ยวเดียวดายในอีกภาพก็สงสารน้อง เลยเอามาวางคู่กับครีมบำรุง

เป็น Everyday aqua sun cream จากแบรนด์ Mamonde เจ้าเดิมค่ะ

กลุ่ม Base makeup จะเป็นแป้งของ Cezanne กับ รองพื้น Synchro skin self-refreshing ของ Shiseido ค่ะ

ปิดท้ายด้วยกลุ่ม Body ทั้งคู่มาจาก แบรนด์ Derma:B แบรนด์ในเครือของ Neopharm ที่ใช้เทคโนโลยี MLE ในการดูแลผิวเช่นกัน จะเป็นครีมทามือ ที่เหมาะมากตอนมือแห้งเพราะล้างมือบ่อย และ Body lotion ที่แม้จะใช้หน้าร้อนก็ไม่เหนอะหนะหรือเหนียวจนเกินไป

สำหรับในช่วงปีครึ่งนี้ ผลิตภัณฑ์ที่ชอบก็จะมีประมาณนี้ค่ะ ส่วนใครชอบตัวไหนไม่ชอบตัวไหนมาคุยแลกเปลี่ยนกันได้นะคะ 🙂

Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสมน้องใหม่คนสุดท้องจากบ้าน DermArtlogy กับ Gel Moisturizer ที่ทุกคนเฝ้ารอคอย

สวัสดีค่ะทุกท่าน เชื่อว่าหลายๆ ท่านน่าจะเห็นผ่านตาว่าทางแบรนด์ DermArtlogy เจ้าของ Ageless series ออกผลิตภัณฑ์ใหม่ในรูปแบบของ Gel moisturizer มาสักพักแล้ว

วันนี้ได้โอกาส มี่เลยขอหยิบเอาผลิตภัณฑ์ใหม่ของทางแบรนด์มารีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสมให้ได้ชมกันนะคะ

โดยสูตร Gel moisturizer นี้เป็นผลิตภัณฑ์ตัวใหม่ล่าสุดที่ทางแบรนด์พึ่ง Launch ออกมา โดยมีคอนเซปท์ว่า Instant soothing refreshing

ให้อารมณ์ประมาณว่า ทาแล้วสดชื่นสบายผิวอย่างรวดเร็วนั่นเอง

หน้าตาเป็นประมาณนี้นะคะ

Gel ตัวนี้มาในรูปแบบหลอดบีบค่ะ โดยยังคงคุมโทนรูปแบบของ Package และ Design ไว้ได้เหมือนเดิมเลย

เนื้อเจลมาในรูปแบบของ Emulsion gel สีเหมือนครีม แต่จะหยุ่นๆ และให้ความรู้สึกเย็นสดชื่นกว่าเมื่อเกลี่ย

เกลี่ยได้ค่อนข้างง่าย ให้ความรู้สึกเบาสบาย ไม่เหนอะหนะหนักผิว แต่ยังคงมีความชุ่มชื้นอยู่ เนื้อเบาและซึมค่อนข้างไวค่ะ น่าจะเหมาะมากกับคนที่มีผิวมัน

วันนี้ไม่ได้วัดค่า pH ให้นะคะ

สำหรับส่วนผสมเป็นดังนี้ค่ะ

วันนี้มี่ทำสีในส่วนผสมไว้หลากหลายสี เรามาไล่ดูกันไปทีละสีนะคะ

  • สีม่วง เป็นกลุ่มของไขมัน น้ำมันจากธรรมชาติ และ Pseudoceramide ที่มีประโยชน์ในการฟื้นฟู และเสริม Barrier ผิวให้มีความแข็งแรง ในรูปแบบเทคโนโลยี MLE โดยอย่างตัวที่เรารู้จักกันในนามว่า Ceramide PC-9S คือ Myristoyl/palmitoyl oxostearamide/arachamide MEA ซึ่งเป็นสิทธิบัตรของทาง Neopharm อิงตามสิทธิบัตรอเมริกา US patent US6221371B1 ของปี 2001 Claim ว่าให้ประโยชน์ในการเหนี่ยวนำให้ผิวสร้างไขมันใหม่ออกมาฟื้นฟู Barrier ผิวที่เสียหาย มีรายงานการวิจัยทดสอบประสิทธิภาพของสารนี้ในหนูทดลอง พบว่า ตัวนี้เมื่อใช้ร่วมกับไขมันชนิดที่มีในผิว (Physiological lipids) สามารถกระตุ้นให้ผิวเรามีการสร้างตัวรับที่มีชื่อว่า PPAR-α ออกมา ซึ่งมีประโยชน์ในการลดการอักเสบของผิว และสามารถต้านผลเสียของสเตียรอยด์ที่ไปทำให้ผิวบาง Barrier ผิวเสื่อม น้ำระเหยออกจากผิวได้มาก การใช้ PC-9S จะช่วยเร่งการฟื้นฟู Barrier ผิวได้ดีขึ้น (Arch Dermatol Res. 2015 Nov;307(9):781-92.)
  • สีเขียวขี้ม้า เป็นกลุ่มของสารเพิ่มความชุ่มชื้น อย่าง Beta-glucan ที่นอกจากเพิ่มความชุ่มชื้น ยังให้ความรู้สึกสบายผิว ให้ผิวแข็งแรงไปพร้อมๆ กัน ร่วมกับ Hyaluronic acid และ ตัวที่เป็น Key technology อีกชิ้นอย่าง Tetradecyl Aminobutyroylvalylaminobutyric Urea Trifluoroacetate ที่มีชื่อทางการค้าว่า Syn-Hycan® ตัวนี้ทางผู้ผลิตเคลมว่ามีกลไกการออกฤทธิ์อยู่ 2 อย่างหลักๆ คือ Fuller กับ Firmer
    • Fuller คือ มีคุณสมบัติในการเสริมการสังเคราะห์ Glycosaminoglycan และ Hyaluronic acid ในผิว
    • Firmer คือ เพิ่มการสังเคราะห์ Proteoglycan ที่ชื่อ Decorin และ Lumican ซึ่งเป็นตัวที่เกาะกับสายคอลลาเจนที่พันกันเป็นเกลียว (Helix) ระหว่างเกลียวนี้ก็จะมีพวก Hyaluronic acid และ GAGs ต่างๆแทรกอยู่ ทำให้เกลียวของคอลลาเจนแข็งแรงขึ้น และสารกลุ่ม GAGs ก็อุ้มน้ำให้ผิวดูอวบอิ่มขึ้นไปพร้อมๆ กัน
    • ตัวนี้มีเป็นส่วนประกอบใน Zeroid Intensive hydrating ampoule ด้วย นะคะ ส่วนตัวลงรายละเอียดของสารนี้ไว้ในรีวิว Zeroid ค่อนข้างเยอะ สามารถตามไปอ่านเพิ่มได้ที่ลิงค์นี้เลยค่ะ https://miyeonthereviewer.com/2020/09/26/zeroid-ampoule/
  • สีเขียว มีอยู่ 2 ชิ้น ได้แก่ Aquatide ลูกรัก กับ Acetyl Dipeptide-1 Cetyl Ester ตัวนี้จะเป็นเปปไทด์ตัวเดียวกับตัวที่มีชื่อทางการค้าว่า Calmosensine
    • Aquatide นี่ มี่กล่าวถึงไว้ค่อนข้างละเอียดในหลายๆรีวิวก่อนหน้านะคะ โดยรวมมีประโยชน์ทั้งในด้านของความชุ่มชื้น การชะลอวัย ลดการอักเสบระคายเคือง และ เสริม Barrier ผิวให้มีความแข็งแรงมากขึ้น จุดเด่นของเจลนี้คือ ทางแบรนด์ได้ Claim ว่า น้องมี Aquatide ที่ความเข้มข้นสูงสุดในบรรดาผลิตภัณฑ์ทั้งหมดของ DermArtlogy
    • Acetyl Dipeptide-1 Cetyl Ester เป็นเปปไทด์ที่เด่นในแง่ของการลดการอักเสบระคายเคือง ซึ่งประสิทธิภาพในจุดนี้มีการศึกษารองรับในอาสาสมัคร โดยให้อาสาสมัครทา Capsaicin เพื่อเกิดการระคายเคือง แล้วทาผลิตภัณฑ์ที่มีสารตัวนี้ลงไป พบว่า สารนี้สามารถลดการระคายเคือง และแสบร้อนจาก Capsaicin ได้ (J Eur Acad Dermatol Venereol. 2016;30 Suppl 1:18-20.) ข้อมูลจากทางผู้ผลิตวัตถุดิบระบุว่า สารนี้นอกจากให้คุณสมบัติด้านการลดการระคายเคือง ให้ความรู้สึกสบายผิวแล้ว ยังมีประโยชน์ในด้านของการคลายริ้วรอยต่างๆ ให้แลดูจางลง
  • สีฟ้า ประกอบด้วยวิตามินบี 3 วิตามินบี 5 ซึ่งสองตัวนี้คงไม่ต้องกล่าวขวัญถึงคุณงามความดีของเขาแล้วเนาะ ร่วมกับ Dipotassium glycyrrhizate ที่มีคุณสมบัติในด้านการลดการระคายเคือง ให้ความรู้สึกสบายผิว และ Methylbenzyl Methylbenzimidazole Piperidinylmethanone สารชื่อยาวๆ นี้ รู้จักในชื่อ ADefence-P ซึ่งส่วนตัวเคยกล่าวถึงในรีวิวของ Zeroid pimprove โดยสรุปคือ น้องมีคุณสมบัติตัวนี้เป็น Protease inhibitor ซึ่งมีผลไปยับยั้ง PAR-2 receptor (Protease activated receptor) ทำให้ผิวปรับสมดุลการแบ่งตัวเพิ่มจำนวน และลดการสร้างและขับ Sebum ออกมา จึงมีประโยชน์ในแง่ของการลดโอกาสในการเกิดสิว และอาจจะมีส่วนในแง่ของการลดการส่งผ่านเม็ดสีเมลานินที่สร้างเสร็จแล้วไม่ให้ออกไปภายนอก ซึ่งอาจจะมีประโยชน์ในด้านของ Whitening ด้วย
  • ปิดท้ายด้วยสีชมพู ซึ่งเป็นกลุ่มของพวก Antioxidant ชั้นดีอย่าง Resveratrol, Glutathione และเอนไซม์ที่เป็นที่รู้จักกันอย่าง Superoxide dismutase หรือ SOD ซึ่งการเสริม Antioxidant ให้แก่ผิวเองก็มีประโยชน์หลายประการ ไม่ว่าจะเป็นในด้านของการชะลอวัย แต่ยังรวมไปถึงลดโอกาสในการเกิดการอักเสบ และ สีผิวที่ไม่สม่ำเสมอในอนาคต

สำหรับตัวเบส มาในรูปแบบของ Emulsion gel หรือ เจลน้ำนม ที่ใช้ส่วนผสมของน้ำมันที่บางเบาผิว ซึ่งไม่มีรายงานถึงการอุดตันผิว ไม่มีส่วนผสมของ Alcohol และ Silicone แต่ยังให้ความบางเบาแม้จะมีส่วนผสมของน้ำมันจากพืชธรรมชาติอีกหลายชนิด ส่วนนี้อาจจะด้วยการใช้เทคนิค MLE จึงทำให้เนื้อบางเบากว่าที่คิดไว้

และที่สำคัญคือ ไม่มีส่วนผสมอื่นๆ ที่ไม่เป็นมิตรกับผิว

มาให้คะแนนกันดีกว่านะคะ

  1. สารบำรุง เรียกได้ว่า น้องเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมอันหรูหราไฮเทค มากด้วยเทคโนโลยีอยู่หลายชนิด ให้ประโยชน์ในการบำรุงผิวได้ครบจบทุกปัญหาผิว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของผิวบอบบางไม่แข็งแรง สีผิวไม่สม่ำเสมอ การอักเสบระคายเคือง ให้ความรู้สึกสบายผิว ดูแลปัญหาริ้วรอย ชะลอวัย ดูแลปัญหาสิว ขอให้ไป 5 ฟลาสก์
  2. ส่วนผสมอื่นๆ ไม่มีสารที่ไม่เป็นมิตรกับผิว ขอให้ไป 5 ฟลาสก์
  3. การใช้งาน ด้วยความที่ส่วนตัวมีผิวผสม/แห้ง ประกอบกับช่วงที่ได้ทดลองใช้เป็นช่วงปลายๆ ธันวาคม 2563/ต้นๆ มกราคม 2564 อากาศค่อนข้างหนาวเย็น ตอนที่ได้ทดลองใช้ก็จะรู้สึกว่าแห้งตึงไปนิดหน่อย ต้องเสริม Moisturizer มาทับสักชั้นจะสวยงาม สำหรับเรื่องของประสิทธิภาพอื่นๆ ส่วนตัวยอมรับจริง ว่าเขาเลอค่า สำหรับเนื้อแบบนี้ส่วนตัวคิดว่าน่าจะเหมาะกับผิวมัน เลยเอาไปให้คนที่มีผิวมันทดลองทาดู ก็เป็นไปตามคิดจริงๆ ว่าเหมาะกับผิวมัน/ผิวผสม-มัน มากกว่า จุดนี้ส่วนตัวขอให้ 4 ฟลาสก์ค่ะ

สุดท้ายนี้ขอขอบคุณทางแบรนด์ DermArtlogy ด้วยนะคะ ที่ส่งสินค้าดีๆมาให้มี่ได้ทดลองใช้ และขอบคุณทุกๆท่านด้วยค่ะที่ติดตามรับชมมาจนจบค่ะ

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติม สามารถติดต่อสอบถามได้ที่ทางแบรนด์ DermArtlogy โดยตรงเลยนะคะ

https://www.facebook.com/DermArtlogyThailand/

Disclaimer/conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากทางแบรนด์ DermArtlogy การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสมตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล ผู้เขียนไม่ได้มีผลประโยชน์ใดๆในการขายสินค้า โปรดใช้วิจารณญาณ

Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสมเซรั่มน้องใหม่คนสุดท้องจาก DermArtlogy Ageless potent rejuvenating serum เซรั่มที่อัดแน่นด้วยส่วนผสมอันอลังการ เลอค่าสมการรอคอย

สวัสดีค่ะทุกท่าน วันนี้มี่มีรีวิวผลิตภัณฑ์ใหม่ที่น่าสนใจจากทางแบรนด์ DermArtlogy มาฝากกันนะคะ

เป็นเซรั่มน้องใหม่ล่าสุดที่ทางแบรนด์พึ่ง Launch ออกมาสู่ตลาด ใหม่มากๆ ชนิดที่ว่าบนเว็บไซต์ของเกาหลี ยังไม่ได้เอาผลิตภัณฑ์นี้ขึ้นเลยค่ะ

เรียกได้ว่าบ้านเรา Exclusive สุดๆ เลย ที่มีโอกาสได้ทดลองผลิตภัณฑ์ตัวนี้ก่อนใคร

ผลิตภัณฑ์วันนี้มีชื่อว่า Ageless potent rejuvenating serum หน้าตาเป็นแบบนี้นะคะ

ตัวของแพคเกจจะออกมาคล้ายกับตัว Ageless สูตรแรกนะคะ

ด้านในเป็นขวดแบบมีหลอดหยด ที่ต้องหมุนก่อนแล้วปุ่มกดเพื่อดูดเนื้อเซรั่ม คล้ายๆ กับ Ageless สูตรแรก

สำหรับสูตรนี้และสูตรแรกจะแตกต่างกันที่เนื้อของเซรั่ม และส่วนผสมค่ะ

ถ้าท่านใดสนใจตามไปอ่าน รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสมของ Ageless Barrier Rejuvenating serum สามารถตามไปอ่านได้ที่ลิงค์นี้นะคะ

https://cosmeknowledge.wordpress.com/2020/03/03/dermartlogy-serum/

โดยในสูตรใหม่เนื้อเซรั่มเป็นเนื้อแบบน้ำนม ความหนืดเล็กน้อย ด้วยความที่ไม่มีน้ำหอม เลยจะได้กลิ่นจางๆ ของวัตถุดิบอยู่ค่ะ

เกลี่ยได้ง่าย ซึมไว แห้งไว ไม่เหนอะหนะ ไม่เหนียว ไม่เยิ้ม ไม่เป็นเมือก

ค่า pH อยู่ที่ราวๆ 5 – 6 นะคะ

ส่วนตัวมี่มีโอกาสได้ใช้เซรั่มดังกล่าวมาราวๆ 1 เดือน รู้สึกว่าสุขภาพผิวดีขึ้น ผิวนุ่ม และเนียนละเอียดขึ้น รู้สึกว่าผิว Firm และแน่นกระชับขึ้น

สำหรับด้านริ้วรอย กับ Whitening ส่วนตัวมี่ยังไม่มีปัญหาในจุดนี้ เลยยังตอบชัดแบบฟันธงไม่ได้ค่ะ ลองประเมินด้วยภาพถ่าย จะเป็นประมาณนี้นะคะ

ถ่ายโดยใช้แสง Flash เพื่อลดผลกระทบจากสภาวะแสงที่ไม่เท่ากัน หลังจากตื่นนอน ก่อนล้างหน้า

ผลจากรูป ก่อนใช้ Undertone ของผิวจะออกติดสีแดง/ชมพู ซึ่งไม่แน่ใจว่าเป็นอาการอักเสบ หรือ ระคายเคืองในผิวหรือไม่ พอเป็นของ week 2 และ week 4 แดงดูเหมือนจะจางลง แต่สำหรับ week 4 ดูเหมือนจะออกสี undertone ติดชมพูเล็กน้อย คล้าย Before แต่จางกว่า

ในจุดนี้เลยค่อนข้างสงสัยว่า ตัวเซรั่มนี้ให้ประโยชน์ด้านรอยแดง Whitening และเสริมความแข็งแรงได้ หรือเป็น Effect จากการวางกล้อง แสงตกกระทบ ซึ่งการใช้ Flash น่าจะช่วยลดทอนเรื่องของแสงได้บางส่วน

ถ้าเป็นด้านความรู้สึกก็ตามที่ได้เล่าให้ฟังในด้านบนค่ะ สำหรับส่วนผสมเป็นดังนี้ค่ะ

ในภาพรวมเซรั่มตัวนี้ทำมาในเบสแบบน้ำนม มีส่วนผสมของน้ำ และ น้ำมัน ไม่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ และซิลิโคน

ส่วนผสมจะออกมาคล้ายๆกับ ตัว Barrier rejuvenating serum แต่แตกต่างกันเล็กน้อยค่ะ

จุดที่น่าสนใจมากๆ คือการเลือกใช้ส่วนผสมของ Bakuchiol เข้ามาเพื่อให้ประโยชน์ในด้านริ้วรอยค่ะ

Ingredient ที่เป็นตัวหลักมี่แทนด้วยสีชมพูนะคะ

  • Bakuchiol สารตัวนี้จัดเป็นสารในกลุ่มของ Meroterpene ที่ได้จากพืชชนิดหนึ่งที่มีชื่อว่า Psoralea corylifolia พืชนี้เป็นพืชเก่าแก่ มีใช้ทั้งในตำรับยาจีน และตำรับอายุรเวท นอกจากนี้ยังสามารถพบได้ในพืชอีกหลายชนิด มีการศึกษาหนึ่งเมื่อปี 2014 ศึกษาผลของ Bakuchiol เทียบกับ Retinol เทียบกับผิวหนังสังเคราะห์ที่เพาะเลี้ยงขึ้นมา สรุปความได้ว่า Bakuchiol ออกฤทธิ์คล้ายกับ Retinol ทั้งในแง่ของการเสริมการสังเคราะห์คอลลาเจน เสริมการสังเคราะห์โปรตีนและยีนอีกหลายชนิดที่เกี่ยวกับความ Firm ของผิว และยังเสริมการสังเคราะห์ Aquaporin-3 ที่มีประโยชน์ในการกักเก็บน้ำของผิว ต่อมา ทางทีมวิจัยเอาไปทดลองในอาสาสมัคร โดยให้ทาที่บริเวณตีนกาวันละ 2 ครั้ง เป็นเวลา 12 อาทิตย์ พบว่า เครื่องสำอางที่มีส่วนผสมของ Bakuchiol มีประโยชน์ในการลดริ้วรอย เพิ่มความกระชับและความยืดหยุ่น รวมถึงปรับสภาพสีผิวให้สม่ำเสมอมากขึ้น (Chaudhuri and Bojanowski. Int J Cosmet Sci. 2014;36(3):221-30.) ต่อมามีการทดสอบในอาสาสมัครอีกครั้งในปี 2018 เทียบกับ Retinol พบว่าให้ผลในด้านของการลดเลือนริ้วรอย และปรับสภาพสีผิวให้สม่ำเสมอ เช่นเดียวกัน แต่อาสาสมัครกลุ่มที่ใช้ Bakuchiol มีอาการข้างเคียงน้อยกว่า (Dhaliwal, et al. Br J Dermatol. 2019;180(2):289-296.) ในภาพรวมส่วนตัวมองว่า Bakuchiol มีประโยชน์ในเชิงของริ้วรอย ความกระชับ ความยืดหยุ่นของผิว รวมไปถึงความชุ่มชื้น และการปรับสีผิวให้สม่ำเสมอมากขึ้น
  • Hexacarboxymethyl dipeptide-12 ตัวนี้มีชื่อทางการค้าว่า AquatideTM ซึ่งเป็นเปปไทด์ตัวดังที่มาจากทางเกาหลี เปปไทด์ตัวนี้มีคุณสมบัติหลายประการเลยค่ะ โดยทางผู้ผลิตเคลมว่าเป็น Skincare vaccine ช่วยให้ผิวเราแข็งแรง โดยสารมีคุณสมบัติเพิ่มการทำงานของ Barrier ผิว ลดการระเหยของน้ำออกจากผิว ต่อต้านอนุมูลอิสระ และมลภาวะ ลดการอักเสบ และปรับสมดุลให้แก่ผิว นอกจากนี้ยังเสริมกระบวนการ Autophagy ตามธรรมชาติของผิว ซึ่งเป็นเสมือนการ Recycle องค์ประกอบของเซลล์ผิวที่แก่และทำงานได้น้อยลง มาสร้างเป็นเซลล์ใหม่ที่แข็งแรงอีกครั้ง จึงมีประโยชน์ในด้านของการชะลอวัย โดยรายละเอียดเรื่อง Autophagy มี่เคยกล่าวไว้แล้วในรีวิวเดิมของสูตร Barrier นะคะ

และท่านที่สนใจเรื่อง Aquatide สามารถตามไปอ่าน Aquatide แบบละเอียดได้ที่ลิงค์นี้นะคะ

(https://cosmeknowledge.wordpress.com/2019/06/11/spotlight-aquatide/)

  • Methyl caprooyl tyrosinate ตัวนี้มีชื่อทางการค้าว่า Defensamide ออกฤทธิ์โดยไปเพิ่มการสังเคราะห์ Antimicrobial peptides (AMP) ตามธรรมชาติของผิว จึงส่งเสริมและปกป้องผิวจากเชื้อจุลินทรีย์ นอกจากนี้ผู้ผลิตวัตถุดิบยังกล่าวว่า มีคุณสมบัติเพิ่มความชุ่มชื้น ลดการอักเสบระคายเคือง และลดการระเหยของน้ำออกจากผิว ไปพร้อมๆกัน

ส่วนที่เหลือจะคล้ายๆกับสูตรเดิมนะคะ มี่จะขอกล่าวอีกรอบในนี้เลยค่ะ

สีลาเวนเดอร์ เป็นกลุ่มของไขมันและน้ำมันต่างๆ มี่ขอหยิบเฉพาะตัวที่น่าสนใจมาเล่าให้ฟังนะคะ

  • Myristoyl/palmitoyl oxostearamide/arachamide MEA ตัวนี้มีชื่อย่อว่า PC-9S เป็นสิทธิบัตรของทาง Neopharm อิงตามสิทธิบัตรอเมริกา US patent US6221371B1 ของปี 2001 Claim ว่าให้ประโยชน์ในการเหนี่ยวนำให้ผิวสร้างไขมันใหม่ออกมาฟื้นฟู Barrier ผิวที่เสียหาย มีรายงานการวิจัยทดสอบประสิทธิภาพของสารนี้ในหนูทดลอง พบว่า ตัวนี้เมื่อใช้ร่วมกับไขมันชนิดที่มีในผิว (Physiological lipids) สามารถกระตุ้นให้ผิวเรามีการสร้างตัวรับที่มีชื่อว่า PPAR-α ออกมา ซึ่งมีประโยชน์ในการลดการอักเสบของผิว และสามารถต้านผลเสียของสเตียรอยด์ที่ไปทำให้ผิวบาง Barrier ผิวเสื่อม น้ำระเหยออกจากผิวได้มาก การใช้ PC-9S จะช่วยเร่งการฟื้นฟู Barrier ผิวได้ดีขึ้น (Arch Dermatol Res. 2015 Nov;307(9):781-92.)
  • Caprylamide MEA ตัวนี้มีชื่อทางการค้าว่า Dualgaurd-7 ซึ่งเป็นส่วนผสมที่ทำงานเสริมกับ Aquatide โดยช่วยให้ Aquatide ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น เสริมกระบวนการ Autophagy การสังเคราะห์ collagen และลดการสร้างสารก่อการอักเสบอย่าง Interleukin (IL) IL-6 และ IL-7

ว่าแต่ทำไมต้องมี Autophagy นั่นก็เพราะว่าจากข้อมูล นักวิทยาศาสตร์พบว่า การสังเคราะห์โปรตีนต่างๆของร่างกาย มักจะมีการเรียงตัวผิดๆ (Misfolded) อยู่ราวๆ 30% พอมันเรียงตัวผิด การทำงานต่างๆ ก็ทำได้ไม่ดี หรือทำงานไม่ได้เลย กลายเป็นขยะชิ้นหนึ่ง ร่างกายเรามีวิธีการกำจัดพวกขยะโปรตีนนี้หลายวิธี 1 ในนั้นคือการ Autophagy ที่จะไปทำลายโปรตีนที่เรียงตัวผิดๆ และเอาส่วนประกอบมา Recycle ใหม่

Autophagy สามารถเกิดได้จากหลายๆกลไก โดยกลไกหนึ่งที่สำคัญคือ เกิดผ่านเส้นทาง (Pathway) p62 เมื่อมี p62 เยอะๆ การเกิด autophagy จะน้อยลง (Liu, W.J., Ye, L., Huang, W.F. et al. Cell Mol Biol Lett 21, 29 (2016). https://doi.org/10.1186/s11658-016-0031-z)

สำหรับในด้านของการเกิด Autophagy นั้น ข้อมูลการทดสอบในระดับหลอดทดลองของทาง Neopharm กล่าวว่า Caprylamide MEA ไปมีผลเสริมการเกิด Autophagy โดยไปลดการสังเคราะห์ p62 ซึ่งเป็นโปรตีนที่ทำหน้าที่สำคัญๆ หลายอย่าง รวมทั้งเป็น Autophagy adaptor ที่ช่วยควบคุมกระบวนการ Autophagy ให้เกิดขึ้นได้อย่างสมดุล

ถ้าเป็นที่ผิว ก็จะช่วยให้ผิวเราแข็งแรง และชะลอความแก่ให้ผิว

  • Phytosterols และ Sterols จาก Rapeseed (Brassica campestris sterols) มีคุณสมบัติในการลดการอักเสบระคายเคือง
  • Cholesterol เป็นส่วนหนึ่งของ Barrier ผิว จึงช่วยทดแทนไขมันที่เป็น Barrier ให้กับผิว
  • น้ำมันแมคคาเดเมีย ประกอบด้วยกรดไขมันที่เป็นส่วนหนึ่งของ Barrier ผิว จึงช่วยทดแทนไขมันที่เป็น Barrier ให้กับผิว

สีฟ้า เป็นกลุ่มของสารเติมน้ำให้กับผิว มี่ขอหยิบเฉพาะตัวที่น่าสนใจมาเล่าให้ฟังนะคะ

  • Panthenol หรือ โปรวิตามินบี 5 นอกจากประโยชน์ในการเพิ่มความชุ่มชื้นแล้ว นางยังมีคุณสมบัติในการลดการอักเสบและระคายเคืองของผิวด้วย
  • Hyaluronic acid 2 รูปแบบ มีประโยชน์ในการเติมน้ำให้ผิวเช่นกัน

สีเขียวแก่ เป็นสารสกัดจากบัวบก และสารบริสุทธิ์ที่พบได้ในบัวบก

  • Centella asiatica extract คือ สารสกัดจากบัวบก ซึ่งมีประโยชน์ต่อผิวในหลายประการ ตัวนี้ทางแบรนด์เคลมว่าเป็นสารสกัดจากบัวบกในรูปแบบ Medical grade ที่มีความบริสุทธิ์สูง
    ซึ่งถ้าดูตามลำดับส่วนผสมจะเห็นว่ามีการใช้สารสกัดจากบัวบกในลำดับแรก โดยข้อมูลที่ได้จากทางแบรนด์คือ ใส่มาในความเข้มข้นสูงถึง 50% และยังเสริมสารบริสุทธิ์ที่เป็นสารสำคัญหลัก (Active phytochemicals) ในบัวบก อย่าง Madecassoside, Asiaticoside, Madecassic acid, และ Asiatic acid เข้ามาทั้งครอบครัว ซึ่งสารเหล่านี้มีประโยชน์ในด้านการลดการอักเสบ เสริมการสมานแผล ชะลอวัยลดเลือนริ้วรอย เป็น Antioxidant และอื่นๆอีกหลายด้าน

ขอกล่าวถึง Madecassoside เล็กน้อยนะคะ เพราะเป็นสารที่มีการศึกษารองรับว่า มีคุณสมบัติที่ดี มีมีคุณสมบัติในการต่อต้านการอักเสบ เป็น Anti-oxidant ชะลอวัย รวมไปถึงความสามารถในการเสริมการทำงานของ Fibroblast ให้สังเคราะห์ Collagen ได้ดีขึ้น (Burns. 2012; 38(5):677-84.) ซึ่งน่าจะให้ประโยชน์ไปในเชิงด้านของการลดเลือนริ้วรอย

ส่วนสารบำรุงที่เหลือก็เรียกได้ว่า เลือกมาได้น่าสนใจไม่แพ้กันนะคะ ไม่ว่าจะเป็น Niacinamide ที่มีประโยชน์ที่ดีกับผิวหลายอย่าง รวมไปถึง Zinc gluconate และ สารยอดฮิตอย่าง Allantoin และ Dipotassium glycyrrhizate ที่ให้ประโยชน์ในเชิงของการลดการอักเสบระคายเคืองของผิว และให้ความรู้สึกสบายผิว

และอีกจุดที่สำคัญคือ ในส่วนผสมไม่มีสารที่ไม่เป็นมิตรกับผิวอยู่เลยค่ะ

มาให้คะแนนกันดีกว่าค่ะ

  1. สารบำรุง เซรั่มตัวนี้เป็นเซรั่มที่อัดแน่นมาด้วยสารบำรุงที่ให้ประโยชน์พร้อมกัน ทั้งด้านของการลดเลือนริ้วรอย จุดด่างดำ ปรับสภาพสีผิวให้สม่ำเสมอ พร้อมๆกับ การเสริมสร้างและฟื้นฟู Barrier ผิวที่อาจจะเสื่อมลงตามวัย ในภาพรวมก็จะช่วยให้ผิวสุขภาพดี มีความทนทานต่อมลภาวะต่างๆมากขึ้น จุดนี้ถือว่าทำมาได้ค่อนข้างดีและลงตัวมาก ให้ไป 5 ฟลาสก์
  2. ส่วนผสมอื่นๆ ไม่มีส่วนผสมของสารที่ไม่เป็นมิตรกับผิว เลยไม่มีจุดให้หักคะแนน รับไป 5 ฟลาสก์
  3. การใช้งาน ในส่วนของการใช้งาน จากที่ได้เล่าให้ฟังในด้านบน ส่วนตัวมองว่าค่อนข้างตอบโจทย์ ในด้านของความกระชับผิว เรื่องของรูขุมขน ทำให้ผิวดูมีสุขภาพดีขึ้น ความมันระหว่างวันลดลง แต่งหน้าได้ติดทนมากขึ้น มีความชุ่มชื้น และเรียบเนียนมากขึ้น สำหรับเรื่องจุดด่างดำ และ ริ้วรอย ส่วนตัวมี่ยังไม่ได้มีปัญหาด้านนี้นะคะ ผลเลยอาจจะยังออกมาไม่ชัดเจนค่ะ แต่สิ่งที่ได้หลังจากได้ทดลองใช้มาร่วมๆ เดือนครึ่ง ให้ไป 5 ฟลาสก์

สุดท้ายนี้ขอขอบคุณทางแบรนด์ DermArtlogy ด้วยนะคะ ที่ส่งสินค้าดีๆมาให้มี่ได้ทดลองใช้ และขอบคุณทุกๆท่านด้วยค่ะที่ติดตามรับชมมาจนจบค่ะ

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติม สามารถติดต่อสอบถามได้ที่ทางแบรนด์ DermArtlogy โดยตรงเลยนะคะ

https://www.facebook.com/DermArtlogyThailand/

Disclaimer/conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากทางแบรนด์ DermArtlogy การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสมตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล ผู้เขียนไม่ได้มีผลประโยชน์ใดๆในการขายสินค้า โปรดใช้วิจารณญาณ

Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสมเซรั่มน้องใหม่คนสุดท้องจาก DermArtlogy กับ Ageless barrier rejuvenating serum

สวัสดีค่ะ

เชื่อว่าหลายๆท่านน่าจะจำ Skincare ของแบรนด์ Dermartlogy จากเกาหลีกันได้อยู่นะคะ นางมีสินค้าตัวดังเป็น Ageless cream ที่เอามาเบลนด์คู่กับ Ampoule ต่างๆ ตามสภาพผิว หรือความต้องการของเรา ซึ่งมี่ก็ได้รีวิวไว้แล้วนะคะ สามารถติดตามได้ที่ลิงค์นี้เลยค่ะ >>Click<<

ตอนนี้ทางแบรนด์ได้ Launched ผลิตภัณฑ์ใหม่ออกมาค่ะ เป็นตัวเซรั่มที่มีชื่อว่า Ageless barrier rejuvenating serum ส่วนผสมก็อัพเกรดมาจากตัว Ageless cream อีกขั้นหนึ่ง แต่เนื้อเบามากเรียกได้ว่าเหมาะกับสภาพอากาศบ้านเรามากๆ

หลังจากได้ลองใช้มาราวๆเดือนกว่า ก็เลยขอหยิบเอามารีวิวสักหน่อย

นางมาในหน้าตาประมาณนี้ค่ะ

derm 4

ตัวแพคเกจเป็นขวดพลาสติกเนื้อหนา แบบมีหลอดหยดอยู่ด้านใน

derm 5

เนื้อเซรั่มเป็นแบบโปร่งแสง (Translucent) คือไม่ใสไม่ขุ่น ไม่มีน้ำหอม เลยไม่มีกลิ่นนะคะ อาจจะได้กลิ่นจางๆของวัตถุดิบอยู่นิดหน่อย

derm 1

เนื้อเกลี่ยง่าย ให้ความรู้สึกเย็น ค่อนข้างชุ่มชื้น ให้สัมผัสที่ค่อนข้างนุ่มและเรียบเนียนค่ะ

derm 2

ค่า pH อยู่ที่ราวๆ 5 นะคะ

derm 3

สำหรับส่วนผสมเป็นดังนี้ค่ะ

ส่วนผสม ageless

วันนี้ส่วนผสมมีหลายสีหน่อยนะคะ

โดยขอเริ่มที่พระเอกของเรา สีบานเย็น ก่อนเลยค่ะ

Hexacarboxymethyl dipeptide-12 ตัวนี้มีชื่อทางการค้าว่า AquatideTM ซึ่งเป็นเปปไทด์ตัวดังที่มาจากทางเกาหลี เปปไทด์ตัวนี้มีคุณสมบัติหลายประการเลยค่ะ โดยทางผู้ผลิตเคลมว่าเป็น Skincare vaccine ช่วยให้ผิวเราแข็งแรง โดยสารมีคุณสมบัติเพิ่มการทำงานของ Barrier ผิว ลดการระเหยของน้ำออกจากผิว ต่อต้านอนุมูลอิสระ และมลภาวะ ลดการอักเสบ และปรับสมดุลให้แก่ผิว นอกจากนี้ยังเสริมกระบวนการ Autophagy ตามธรรมชาติของผิวค่ะ

Autophagy เป็นศัพท์เทคนิคทางชีววิทยา ตีความง่ายๆประมาณว่า เป็นปฏิกิริยาที่เซลล์ในร่างกายทำลายเซลล์ตัวเอง แล้วนำเอาองค์ประกอบภายในเซลล์ที่โดนทำลายไป ไป Recycle สร้างเซลล์ใหม่ออกมาทดแทน เพื่อให้ร่างกายทำหน้าที่ได้อย่างปกติ

autophagy

(Image from Incospharm Corporation)

สำหรับที่ผิวหนังพบว่าการ Autophagy ของเซลล์ผิวหนังจะทำให้ผิวทำงานได้ดีขึ้น มี Barrier ที่แข็งแรงขึ้น จึงสามารถลดการระเหยของน้ำออกจากผิวได้ดี ผิวชุ่มชื้นมากขึ้น

ทางผู้ผลิตวัตถุดิบมีการทดสอบในอาสาสมัคร และ Claim ว่า ช่วยลดความรุนแรงของสิวในอาสาสมัครลง

aqua acne

(Image from Incospharm Corporation)

 

มีงานวิจัยที่ทดสอบประสิทธิภาพของ Aquatide ทั้งในระดับหลอดทดลองและในอาสาสมัคร พบว่า เปปไทด์ตัวนี้มีคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระ ปกป้องเซลล์ผิวหนังจากความเครียด สำหรับผลในอาสาสมัครที่ใช้ตำรับ Aquatide เป็นเวลา 8 สัปดาห์ มีความยืดหยุ่นของผิวเพิ่มขึ้น และ โปรตีนที่ถูกออกซิไดส์จากอนุมูลอิสระ โดยวัด Carbonylated protein พบว่ากลุ่มที่ใช้ Aquatide มีโปรตีนเหล่านี้น้อยกว่า ซึ่งหมายถึง Aquatide สามารถปกป้องโปรตีนในผิวไม่ให้ถูกทำลายเพราะอนุมูลอิสระจนเกิดเป็นความเหี่ยวขึ้นมา (J Cosmet Dermatol. 2019 Feb;18(1):197-203.)

 

Methyl caprooyl tyrosinate ตัวนี้มีชื่อทางการค้าว่า Defensamide ออกฤทธิ์โดยไปเพิ่มการสังเคราะห์ Antimicrobial peptides (AMP) ตามธรรมชาติของผิว จึงส่งเสริมและปกป้องผิวจากเชื้อจุลินทรีย์ นอกจากนี้ผู้ผลิตวัตถุดิบยังกล่าวว่า มีคุณสมบัติเพิ่มความชุ่มชื้น ลดการอักเสบระคายเคือง และลดการระเหยของน้ำออกจากผิว ได้ด้วย

 

สีลาเวนเดอร์ เป็นกลุ่มของไขมันและน้ำมันต่างๆ มี่ขอหยิบเฉพาะตัวที่น่าสนใจมาเล่าให้ฟังนะคะ

  • Myristoyl/palmitoyl oxostearamide/arachamide MEA ตัวนี้มีชื่อย่อว่า PC-9S เป็นสิทธิบัตรของทาง Neopharm อิงตามสิทธิบัตรอเมริกา US patent US6221371B1 ของปี 2001 Claim ว่าให้ประโยชน์ในการเหนี่ยวนำให้ผิวสร้างไขมันใหม่ออกมาฟื้นฟู Barrier ผิวที่เสียหาย มีรายงานการวิจัยทดสอบประสิทธิภาพของสารนี้ในหนูทดลอง พบว่า ตัวนี้เมื่อใช้ร่วมกับไขมันชนิดที่มีในผิว (Physiological lipids) สามารถกระตุ้นให้ผิวเรามีการสร้างตัวรับที่มีชื่อว่า PPAR-α ออกมา ซึ่งมีประโยชน์ในการลดการอักเสบของผิว และสามารถต้านผลเสียของสเตียรอยด์ที่ไปทำให้ผิวบาง Barrier ผิวเสื่อม น้ำระเหยออกจากผิวได้มาก การใช้ PC-9S จะช่วยเร่งการฟื้นฟู Barrier ผิวได้ดีขึ้น (Arch Dermatol Res. 2015 Nov;307(9):781-92.)
  • Phytosterols และ Sterols จาก Rapeseed (Brassica campestris sterols) มีคุณสมบัติในการลดการอักเสบระคายเคือง
  • Cholesterol เป็นส่วนหนึ่งของ Barrier ผิว จึงช่วยทดแทนไขมันที่เป็น Barrier ให้กับผิว
  • น้ำมันแมคคาเดเมีย ประกอบด้วยกรดไขมันที่เป็นส่วนหนึ่งของ Barrier ผิว จึงช่วยทดแทนไขมันที่เป็น Barrier ให้กับผิว

สีฟ้า เป็นกลุ่มของสารเติมน้ำให้กับผิว มี่ขอหยิบเฉพาะตัวที่น่าสนใจมาเล่าให้ฟังนะคะ

  • Panthenol หรือ โปรวิตามินบี 5 นอกจากประโยชน์ในการเพิ่มความชุ่มชื้นแล้ว นางยังมีคุณสมบัติในการลดการอักเสบและระคายเคืองของผิวด้วย
  • Hyaluronic acid 2 รูปแบบ มีประโยชน์ในการเติมน้ำให้ผิวเช่นกัน

สีเขียวแก่ เป็นครอบครัวจากบัวบกค่ะ

Centella asiatica extract คือ สารสกัดจากบัวบก ซึ่งมีปะโยชน์ต่อผิวในหลายประการ ซึ่งถ้าดูตามลำดับส่วนผสมจะเห็นว่ามีการใช้สารสกัดจากบัวบกในลำดับแรก และยังเสริมสารบริสุทธิ์ที่เป็น Active phytochemical ในบัวบก อย่าง Madecassoside, Asiaticoside, Madecassic acid, และ Asiatic acid เข้ามาทั้งครอบครัว ซึ่งสารเหล่านี้มีประโยชน์ในด้านการลดการอักเสบ เสริมการสมานแผล ชะลอวัยลดเลือนริ้วรอย เป็น Antioxidant และอื่นๆอีกหลายชนิด

Chemical-structures-of-asiaticoside-madecassoside-asiatic-acid-and-madecassic-acid

(Image from https://www.researchgate.net/figure/Chemical-structures-of-asiaticoside-madecassoside-asiatic-acid-and-madecassic-acid_fig1_235368762)

 

ส่วนสารบำรุงที่เหลือก็เรียกได้ว่า เลือกมาได้น่าสนใจไม่แพ้กันนะคะ ไม่ว่าจะเป็น Niacinamide ที่มีประโยชน์ที่ดีกับผิวหลายอย่าง รวมไปถึง Zinc gluconate และ สารยอดฮิตอย่าง Allantoin และ Dipotassium glycyrrhizate ที่ให้ประโยชน์ในเชิงของการลดการอักเสบระคายเคืองของผิว และให้ความรู้สึกสบายผิว

ตัวเบสเป็นเบสแบบกึ่งๆอิมัลชั่นเจล มีลักษณะโปร่งแสง

 

มาให้คะแนนกันดีกว่าค่ะ

  1. สารบำรุง เซรั่มตัวนี้เป็นเซรั่มที่อัดแน่นมาด้วยสารบำรุงที่ให้ประโยชน์ในการเสริมสร้างผิวให้แข็งแรง เพิ่มความชุ่มชื้น พร้อมทั้งชะลอวัย ลดเลือนริ้วรอยไปพร้อมๆกัน เพื่อให้มีผิวสุขภาพดี มีความทนทานต่อมลภาวะต่างๆมากขึ้น จุดนี้ถือว่าทำมาได้ค่อนข้างดี ให้ไป 5 ฟลาสก์
  2. ส่วนผสมอื่นๆ ไม่มีส่วนผสมของสารที่ไม่เป็นมิตรกับผิว ให้ไป 5 ฟลาสก์
  3. การใช้งาน ส่วนตัวมี่ได้รับผลิตภัณฑ์ตัวนี้มาตั้งแต่ช่วงก่อนปีใหม่ และก็ใช้มาตลอดจนตอนนี้ก็ราวๆ 2 เดือน สิ่งที่ประทับใจคือ เราสัมผัสได้เลยว่าผิวเรามีความแข็งแรงขึ้น นุ่มและกระชับขึ้น และดูมีสุขภาพดีขึ้น แต่ว่าส่วนตัวคือมีผิวผสม/แห้ง คิดว่าเซรั่มตัวนี้อันเดียวยังให้ความชุ่มชื้นไม่พอ ต้องทาครีมทับอีกชั้นหนึ่ง ถึงจะเพียงพอ อาจจะด้วยช่วงนี้ยังอยู่ในช่วงฤดูหนาว (2 ม.ค. – 15 ก.พ.) ซึ่งอากาศแห้ง เลยทำให้ผิวแห้งง่ายกว่าเดิมก็ได้ ถ้าอย่างไรตอนหน้าร้อน อาจจะมาอัพเดทอีกทีค่ะ จุดนี้ขอให้ 4 ฟลาสก์ไว้ก่อนนะคะ

คะแนน derm

สุดท้ายนี้ขอขอบคุณทางเพจ Dermskinstore และทางแบรนด์ DermArtlogy ด้วยนะคะ ที่ส่งสินค้าดีๆมาให้มี่ได้ทดลองใช้ และขอบคุณทุกๆท่านด้วยค่ะที่ติดตามรับชมมาจนจบค่ะ

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติม สามารถติดต่อสอบถามได้ที่ทางแบรนด์ DermArtlogy โดยตรงเลยนะคะ

https://www.facebook.com/DermArtlogyThailand/

 

Disclaimer/conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากทางแบรนด์ DermArtlogy การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสมตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล ผู้เขียนไม่ได้มีผลประโยชน์ใดๆในการขายสินค้าและไม่ได้รับค่าตอบแทนในการรีวิว โปรดใช้วิจารณญาณ

Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสม DermArtlogy Ageless cream สูตรปรับปรุงใหม่ กับ ampoule ทั้ง 5 สูตร พร้อมแบบสอบถามวิเคราะห์สภาพผิวตาม Baumann skin typing system

สวัสดีค่ะ

วันนี้มี่เอารีวิวครีม Ageless ตัวดังตัวใหม่ สูตรปรับปรุงจากแบรนด์ DermArtlogy มาฝากทุกคนกันค่ะ

DermArtlogy เป็นแบรนด์เวชสำอางน้องใหม่ในเครือของบริษัท Neopharm ประเทศเกาหลี ที่ผลิตครีมชื่อดังอย่าง Atopalm นั่นเองค่ะ

โดยตัว Ageless cream นี้ ก็มีการใช้เทคโนโลยี MLE (Multi-lamella emulsion) แบบแบรนด์ Atopalm ชื่อดังค่ะ

ในสูตรใหม่นี้ ทางแบรนด์เคลมว่า มีการเพิ่มส่วนผสมที่เสริมกระบวนการ Autophagy ของผิว เป็น 2 เท่ากันเลยค่ะ

หน้าตาของ Ageless cream สูตรใหม่เป็นแบบนี้ค่ะ

derm 1

ตัวแพคเกจจะดูหรูหรามากขึ้นกว่าสูตรเก่า เปลี่ยนจากขวดพลาสติก มาเป็นแบบพลาสติกอคริลิก ชนิด airless pump ที่มีความสวยงาม สีม่วงลาเวนเดอร์

ด้านตัวกล่องก็ปรับใหม่ค่ะ มาในความเรียบหรูและสวยงามมากขึ้น

derm 7

ที่ด้านหลังจะมีคำเคลมพร้อมกับส่วนผสมอยู่ค่ะ

derm 9

ก็จะพูดถึงเรื่องของ Aquatide กับ Technology MLE ซึ่งเดี๋ยวมี่มาเล่าให้ฟังอีกทีตอนถึงช่วงวิเคราะห์ส่วนผสมนะคะ

อีกจุดหนึ่งที่น่าสนใจ และทำให้ครีม Ageless เป็นอีกทางเลือกหนึ่งของสาว(และหนุ่ม)ผิวแพ้ง่ายก็คือเรื่องของการพัฒนาสูตรมาเป็นแบบ 10 non-added formula

derm 10

ซึ่งสารเหล่านี้ก็จะไม่ค่อยเป็นมิตรกับผิวเท่าไหร่ค่ะ

ล่าสุด Phenoxyethanol ที่เขาว่า safeๆ กัน ก็เริ่มเจอว่าทำให้เกิดอาการไม่พึงประสงค์บ้างแล้วหล่ะ เรียกได้ว่าทางแบรนด์ก็เกาะกระแสตัดออกไปเป็นรายแรกๆเลย

มาดูตัวครีมกันบ้างนะคะ

เนื้อครีมจะคล้ายๆกับสูตรเดิมค่ะ

derm 2

เกลี่ยง่าย ลื่นๆหน่อย แห้งไว ไม่เหนอะหนะและหนักผิว

derm 3

ค่า pH อยู่ที่ประมาณ 5 – 6 ค่ะ ถือว่าใกล้เคียงกับผิวดี

derm 4

ในด้านของส่วนผสม เป็นดังนี้ค่ะ

สผส ageless ใหม่

ว่าแต่อะไรคือ Autophagy?

Autophagy เป็นศัพท์เทคนิคทางชีววิทยา หมายถึง ปฏิกิริยาที่เซลล์ในร่างกายทำลายเซลล์อีกเซลล์หนึ่ง แล้วนำเอาองค์ประกอบภายในเซลล์ที่โดนทำลายไป ไป Recycle สร้างเซลล์ใหม่ออกมาทดแทน เพื่อให้ร่างกายทำหน้าที่ได้อย่างปกติ

ที่ผิวหนังพบว่าการ Autophagy ของเซลล์ผิวหนังจะทำให้เซลล์ผิวทำงานได้ดีขึ้น มี Barrier ที่แข็งแรงขึ้น จึงสามารถลดการระเหยของน้ำออกจากผิวได้ดี ผิวชุ่มชื้นมากขึ้น (ค่า TEWL ลดลง)

โดยทางแบรนด์เคลมว่าส่วนผสมที่เสริมการเกิด Autophagy นี้ก็คือเจ้า Aquatide กับ Caprylamide MEA ค่ะ

 

ถ้าเราลองดูส่วนผสมจะมีส่วนของสารไขมันทดแทนผิว ร่วมกับ Pseudoceramides เปปไทด์ 1 ชนิด และ hyaluron ค่ะ

โดยสีม่วง จะเป็นกลุ่มของไขมันทดแทนผิวนะคะ

สีเขียว คือ Pseudoceramides ที่เป็นนวัตกรรมสิทธิบัตรของเครือ Neopharm เขา

  • Myristoyl/palmitoyl oxostearamide/arachamide MEA ตัวนี้มีชื่อย่อว่า PC-9S เป็นสิทธิบัตรของทาง Neopharm อิงตามสิทธิบัตรอเมริกา US patent US6221371B1 ของปี 2001 Claim ว่าให้ประโยชน์ในการเหนี่ยวนำให้ผิวสร้างไขมันใหม่ออกมาฟื้นฟู Barrier ผิวที่เสียหาย มีรายงานการวิจัยทดสอบประสิทธิภาพของสารนี้ในหนูทดลอง พบว่า ตัวนี้เมื่อใช้ร่วมกับไขมันชนิดที่มีในผิว (Physiological lipids) สามารถกระตุ้นให้ผิวเรามีการสร้างตัวรับที่มีชื่อว่า PPAR-α ออกมา ซึ่งมีประโยชน์ในการลดการอักเสบของผิว และสามารถต้านผลเสียของสเตียรอยด์ที่ไปทำให้ผิวบาง Barrier ผิวเสื่อม น้ำระเหยออกจากผิวได้มาก การใช้ PC-9S จะช่วยเร่งการฟื้นฟู Barrier ผิวได้ดีขึ้น (Arch Dermatol Res. 2015 Nov;307(9):781-92.)
  • ส่วนผสม Caprylamide MEA กับ Hexacarboxymethyl dipeptide-12 คู่นี้ทางแบรนด์ Claim ว่าเป็นคู่ที่ช่วยส่งเสริมการเกิดกลไก Autophagy ของผิว ซึ่ง Autophagy เป็นกลไกในการซ่อมแซมตนเองของร่างกาย โดยกำจัดชิ้นส่วนที่มีความเสื่อมออกไป เอาชิ้นส่วนไป recycle เพื่อให้เกิดการฟื้นฟูและสร้างชิ้นส่วนหรือองค์ประกอบใหม่ๆขึ้นมาทดแทนส่วนเก่าที่เสื่อมสภาพไป ช่วยให้ผิวกลับคืนสู่สมดุล ลดความเครียด และลดความเสื่อมสภาพของผิว

 

สีฟ้า: Hexacarboxymethyl dipeptide-12 มีชื่อทางการค้าว่า Aquatide ของบริษัท incospharm ประเทศเกาหลีเช่นกัน สารตัวนี้ผู้ผลิตวัตถุดิบเรียกเป็น “Skin vaccine” เป็นวัคซีนผิวที่ทาลงไปแล้วให้ผิวแข็งแรง โดยสารมีคุณสมบัติเพิ่มการทำงานของ Barrier ผิว ลดการระเหยของน้ำออกจากผิว ต่อต้านอนุมูลอิสระ และมลภาวะ ลดการอักเสบ และปรับสมดุลให้แก่ผิว

มีรายงานการวิจัยกล่าวว่า ระบบนำส่งสารรูปแบบ MLE นี้สามารถเพิ่มการนำส่งสารเข้าสู่ผิว และสามารถลดและป้องกันผลเสียของสเตียรอยด์ในการทำให้เกิดอาการผิวบางได้ (Ann Dermatol. 2013 Feb;25(1):5-11.) ผลตรงนี้จึงน่าจะเอามาประมาณการณ์ได้คร่าวๆว่า ผลิตภัณฑ์แบบ MLE น่าจะมีประโยชน์ในการฟื้นฟูผิวที่ผ่านสเตียรอยด์มา

 

Ageless cream นี้ทางแบรนด์ก็จะเอามาใช้ร่วมกับ Ampoule อีก 5 สูตร ซึ่งมี่เคยรีวิวไว้แค่ 4 สูตร วันนี้เลยขอเอามารวบใหม่อีกรอบเลยนะคะ

derm 6

จะเห็นว่า Ampoule มี 5 สูตร  เราจะเลือกใช้อย่างไร ก็ต้องวัดกันจาก Baumann skin typing system ค่ะ

derm 5

อะไรคือ Baumann skin typing system??

Baumann skin typing system

การแบ่งสภาพผิวแบบนี้มีแนวคิดมาจาก คุณหมอ Leslie Baumann แพทย์ผิวหนัง และนักวิจัยระดับโลกที่มีผลงานตีพิมพ์ในวารสารทาง Dermatology มากมาย รวมถึงหนังสือตำราอีกหลายเล่ม

นางคิดว่า สภาพผิวคน แค่ 4 อย่าง คือ Normal, Dry, Oily, Combination เนี่ย ไม่พอหรอก นางเลยจัดสรรการแบ่งสภาพผิวใหม่ โดยแบ่งผิวออกเป็น 16 ชนิด ตามปัจจัย 4 ด้าน

คือ

  1. การสร้างน้ำมันของผิว ถ้าผิวสร้างน้ำมันไม่เพียงพอ จะทำให้ผิวแห้ง จะจัดเป็นสภาพผิว D คือ Dry แต่ถ้าผิวไม่แห้ง จะเป็น O คือ Oily
  2. ความทนทานของผิว คือ ผิวบอบบาง คือ S หรือ Sensitive skin และ ผิวแข็งแรง คือ R หรือ Resistant
    • ผิวบอบบางไม่ได้มีแค่การแพ้อย่างเดียว แต่ผิวบอบบางมีด้วยกันถึง 4 ประเภทค่ะ ได้แก่ ผิวที่เป็นสิวได้ง่าย ผิวที่มีความแดง ผิวที่ระคายเคือง และ ผิวที่เกิดการแพ้ค่ะ (ถ้าสนใจอ่านเรื่อง sensitive skin เพิ่ม สามารถตามไปได้ที่ลิงค์นี้นะคะ >>Click เพื่ออ่านเรื่อง sensitive skin<<)
  3. สีผิว สีผิวสม่ำเสมอ คือ N หรือ Non-pigmented ถ้ามีสีผิวไม่สม่ำเสมอ จะเป็น P หรือ Pigmented
  4. ริ้วรอย ถ้ามีริ้วรอย หรือ มีพฤติกรรมการใช้ชีวิตที่เสี่ยงต่อการเกิดริ้วรอย เช่น ทำงานกลางแดด สูบบุหรี่ ชอบอาบแดด จะจัดเป็น W หรือ Wrinkle แต่ถ้าไม่มี หรือ อายุน้อย จะจัดเป็น T คือ Tight

เอาสภาพผิวพวกนี้มาทำเป็นตาราง 4 * 4 ก็จะได้สภาพผิว 16 ชนิดนั่นเองค่ะ

baumann

ทีนี้จะรู้ได้อย่างไรว่าเราจะเป็นผิวแบบไหน ทางแบรนด์เค้าก็มีแบบสอบถามสำหรับตรวจสภาพผิวมาให้ค่ะ มี่เลยขอแปลเป็นไทยให้ทุกท่านทำไปด้วยกันนะคะ ^^

เราจะทำไปด้วยกันทีละข้อเลยนะคะ และเอามาเรียงกันเพื่อเลือก ampoule ตามสภาพผิวค่ะ

q 1q 2q 3q 4

(All questionnaires were translated and adapted from dermArtlogy)

อย่างของมี่ จะเป็นแบบ DSNT นะคะ

  • Step1: D/O – D or O ถ้าผิวแห้งเลือก Ampoule Hydrating ถ้าผิวมันเลือก Ampoule Oil control
  • Step2: S/R – ผิวแดง ระคายเคืองง่ายหรือไม่ ถ้าใช่พิจารณาเพิ่ม Ampoule Calming
  • Step3: P/N – มีปัญหาผิวจุดด่างดา ผิวหมองคล้ำหรือไม่ ถ้าใช่พิจารณาเพิ่ม Whitening Ampoule
  • Step4: W/T – มีปัญหาริ้วรอยหรือผิวหย่อยคล้อยหรือไม่ ถ้าใช่พิจารณาเพิ่ม Revitalizing Ampoule (ถ้าอยากชะลอวัยก็สามารถใช้ Revitalizing ampoule เสริมได้นะคะ)

พอเราได้ Ampoule ตามที่เหมาะกับสภาพผิวที่เราต้องการแล้วก็ให้นำเอา Ampoule มาผสมกับ Ageless cream ในอัตราส่วน 1:1 แล้วทาทั่วใบหน้า เช้า/เย็น โดยใช้แค่อย่างเดียวขั้นตอนเดียวก็พอ เพื่อเป็นการประหยัดเวลา (แต่กลางวันก็อย่าลืมทากันแดดนะคะ)

ลองดูส่วนผสมของ ampoule แต่ละสูตรกันอีกซักรอบนะคะ

สีน้ำเงิน: Hydrating

สผส hydra

ตัวนี้อาศัย Hya เป็นตัวชูโรงหลัก โดยทำหน้าที่ดูดน้ำเพิ่มความชุ่มชื้นให่ผิว

 

สีเขียวแก่: oil-control

สผส oil

มีส่วนผสมของ Enantia chlorantha bark extract กับ Oleanolic acid สองตัวนี้คือวัตถุดิบ Evermat ของประเทศฝรั่งเศส มีคุณสมบัติควบคุมความมัน กระชับรูขุมขน และให้ผลดีเรื่องสิว โดยไปมีผลยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ 5alpha-reductase ซึ่งเป็นตัวสร้างฮอร์โมนเพศชายชนิด Dihydrotestosterone ที่มีฤทธิ์แรงขึ้น เป็นสาเหตุของสิว ผิวมัน และผมร่วง

นอกจากคู่นี้ก็ยังมี Zinc PCA ที่มีผลควบคุมความมัน และมี Hyaluron กับ กรดอะมิโน arginine ที่ช่วยเติมน้ำให้ผิว

สีเขียวอ่อน: Calming

สผส calm

ตัวนี้อาศัย Madecassoside ที่เป็นสารพฤกษเคมีที่พบในใบบัวบก เป็นตัวชูโรง สารนี้มีคุณสมบัติลดอักเสบ เป็น Anti-oxidant มีผลชะลอวัย กระตุ้น Fibroblast ให้สังเคราะห์ Collagen ได้ดีขึ้น และส่งเสริมกระบวนการสมานผิว ร่วมกับ Zinc gluconate ที่นอกจากจะเป็นสารฆ่าเชื้อ ลดการเกิดสิวแล้วมีประโยชน์หลายๆอย่างกับผิว เช่น ควบคุมความมัน กระชับรูขุมขน และส่งเสริมการสมานผิว

ตัวอื่นๆที่เสริมมาจะเป็น hyaluron และกรดอะมิโน Arginine ที่ช่วยเติมน้ำให้ผิว

สีม่วง: Revitalizing

สผส revi

เป็นสูตรที่อัดแน่นมาด้วย Peptide และสารที่มีประโยชน์ด้านริ้วรอย เช่น

  • sh-oligopeptide-1 เป็น Growth factor ชนิดหนึ่ง ที่มีชื่อว่า EGF มีคุณสมบัติเด่นในการลดริ้วรอย โดยมีรายงานการวิจัยรองรับว่ามีประโยชน์ลดริ้วรอย กระชับรูขุมขนและช่วยปรับ Texture ของผิวให้เรียบเนียนขึ้น (J Drugs Dermatol. 2012;11(5):613-20.)
  • Palmitoyl pentapeptide-4 มีชื่อทางการค้าว่า Matrixyl ออกฤทธิ์กระตุ้นการสังเคราะห์คอลลาเจน อิลาสติน และ Glycosaminoglycan ในผิว ตัวนี้มีงานวิจัยตีพิมพ์ในวารสารทางวิชาการรองรับถึงประสิทธิภาพ (Int J Cosmet Sci. 2005;27(3):155-60)
  • Adenosine ก็เด่นเรื่องริ้วรอยเช่นกัน
  • Biotinoyl hexapeptide-2 amide เปปไทด์เชิงซ้อนของเกาหลี มีชื่อทางการค้าว่า Biotide ซึ่งเป็น peptide เชิงซ้อนที่จับกับวิตามิน Biotin ผู้ผลิตวัตถุดิบ Claim ว่าช่วยเพิ่มการสังเคราะห์คอลลาเจน ช่วยให้ผิวนุ่มฟูโดยมีผลเพิ่มการสะสมไขมันเฉพาะที่ และลดการอักเสบในผิว

นอกจากสารกลุ่ม peptide เหล่านี้แล้วก็เสริมมาด้วย hyaluron และ กรดอะมิโน arginine ที่ช่วยเติมน้ำให้ผิว มีวิตามินอีเป็น Antioxidant และปิดท้ายด้วย Beta-glucan ที่ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้น และปรับสมดุลผิวให้แข็งแรง

และสูตรสีน้ำตาล

สผส white

ส่วนผสมจะค่อนข้างเรียบง่าย แต่จัดมาหนัก ในด้าน Whitening นั้น นางอาศัยผลจาก Ascorbic acid หรือ วิตามินซี ร่วมกับ Arbutin เป็นหลัก เสริมมาด้วยกลุ่มของ Antioxidant อย่าง Ferulic acid ที่ได้จากธรรมชาติ และ วิตามินอี

ดูไปก็แอบคลับคล้ายคลับคลาว่า ส่วนผสมของ Ascorbic acid + Ferulic acid + Vitamin E นี่มันก็แอบเสริมฤทธิ์กันอยู่นะคะ

นอกจากนั้นยังเสริมเอา Allantoin กับ Panthenol เข้ามาเพื่อให้คุณสมบัติด้านการลดการอักเสบระคายเคือง และให้ความรู้สึกสบายผิว และมี Arginine เป็นกรดอะมิโนช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิว

เบสมาในเบสน้ำ ไม่มีแอลกอฮอล์ และไม่มีส่วนผสมที่ไม่เป็นมิตรกับผิวค่ะ

 

ว่าแล้วก็มาให้คะแนนกันดีกว่าค่ะ

  1. สารบำรุง: เป็นการเลือกใช้ Ageless cream เป็นตัวเบสหลัก แล้วให้เสริม Ampoule สูตรตามปัญหาผิวที่ต้องการ ในตัวของ Ageless cream ถือว่าทำมาได้ค่อนข้างดี ใช้สวนผสมที่มีนวัตกรรม และสิทธิบัตร รวมถึงมีงานวิจัยรองรับ เน้นไปที่การฟื้นฟู Barrier ผิวให้แข็งแรง ทีนี้พอ Barrier เราแข็งแรง ปัญหาผิวต่างๆก็จะค่อยๆหายไปเอง และการเลือกใช้คู่กับ ampoule จะตอบปัญหาผิวได้ค่อนข้างหลากหลาย การใช้ร่วมกันก็ประหยัดเวลาในการดูแลผิวได้เยอะเลย ตอบโจทย์วิถีชีวิตอันเร่งรีบของคนปัจจุบันค่ะ และด้วยความน่าสนใจ และแปลกใหม่ของเทคโนโลยี Autophagy ที่ได้รับรางวัลโนเบลด้วย จุดนี้คงต้องขอให้ไป 5 ฟลาสก์
  2. ส่วนผสมอื่นๆ ไม่มีสารที่ไม่เป็นมิตรกับผิว ให้ไป 5 ฟลาสก์
  3. การใช้งาน จากช่วงก่อนส่วนตัวมี่จะชอบผสม Ageless cream คู่กับแอมพูลสีม่วง Revitalizing แต่ตอนนี้เราพัฒนาขึ้นค่ะ เราผสม Ageless cream สูตรใหม่กับ แอมพูลสีม่วง และสีน้ำเงินไปพร้อมๆกัน เนื้อสัมผัสของสูตรใหม่ไม่ค่อยต่างกับสูตรเดิมเท่าไหร่ค่ะ สูตรชุดนี้มี่จะเน้นเสริม Hyaluron เข้ามาช่วยเติมน้ำให้ผิวอีกทาง จะเติมแต่น้ำมันก็คงไม่เหมาะ เลยต้องเติมน้ำเข้ามาเสริมด้วย หลังจากใช้สูตรผสมชุดนี้เกือบเดือน สิ่งที่พบเลยก็คือ ผิวจะไม่ลอกเป็นขุย แม้ตอนนี้เชียงรายจะเริ่มหนาวมาก ปากแตกไปแล้ว แต่หน้ายังอยู่ หน้านุ่ม ชุ่มชื้น ฟู และเวลาเราตบๆมันจะมีความเด้งค่ะ เหมือนตบลูกโป่งน้ำ (ตบเบาๆนะคะ เดี๋ยวเจ็บ 55) โดยรวมมี่ก็ยังค่อนข้างชอบนะคะ ป่านนี้นางคงรอขึ้นแท่นลูกรักปีนี้ไปละ เลยขอให้ไป 5 ฟลาสก์

คะแนน

สุดท้ายนี้ขอขอบคุณทางเพจ Dermskinstore และทางแบรนด์ DermArtlogy ด้วยนะคะ ที่ส่งสินค้าดีๆมาให้มี่ได้ทดลองใช้ และขอบคุณทุกๆท่านด้วยค่ะที่ติดตามรับชมมาจนจบค่ะ

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติม สามารถติดต่อสอบถามได้ที่ทางแบรนด์ DermArtlogy โดยตรงเลยนะคะ

https://www.facebook.com/DermArtlogyThailand/

 

Disclaimer/conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากทางแบรนด์ DermArtlogy การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสมตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล ผู้เขียนไม่ได้มีผลประโยชน์ใดๆในการขายสินค้าและไม่ได้รับค่าตอบแทนในการรีวิว โปรดใช้วิจารณญาณ