Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสมน้ำมัน Argan ออร์แกนิก Or’agan 100% Organic argan oil moisturizer

สวัสดีค่ะ เรามาต่อกันกับผลิตภัณฑ์ดีๆจากแบรนด์ Or’agan กันนะคะ สำหรับผลิตภัณฑ์จาก Or’agan ที่มีได้มา มีทั้งหมด 4 ชิ้น เริ่มจาก Black soap หรือ สบู่ดำ ตามด้วยน้ำมันสารพัดประโยชน์ Bath body massage oil และ Ghassoul Clay วันนี้มาทิ้งทวนด้วย 100% Organic argan oil moisturizer ค่ะ

 

ว่าแล้วเราก็มาดูหน้าตาของผลิตภัณฑ์กันดีกว่าค่ะ

 

oil 1.jpg

 

ตัวผลิตภัณฑ์จะมาในขวดแก้วที่มีรูปทรงเป็นเอกลักษณ์นะคะ ขวดที่มี่ได้มาเป็น Size 10 ml ที่อยู่ในเซ็ตของขวัญของทางแบรนด์ ตัวฝาจะเป็นฝาแบบสเปรย์ค่ะ

 

ที่ด้านหลังกล่องจะมีคำ Claim ดังภาพค่ะ

 

oil 2

 

เป็นเกี่ยวกับเรื่องวัตถุดิบว่าเป็นการสกัดเย็นจากเมล็ดอาร์แกนออร์แกนิก และเป็นการสกัดครั้งแรก รวมทั้งได้รับตรา Ecocert ซึ่ง ตรานี้ไม่ได้ได้มาง่ายนะคะ มีระบบระเบียนและข้อกำหนด หรือ Requirement ที่เยอะเหมือนกันค่ะ

 

มาดูเนื้อสัมผัสกันบ้างค่ะ

 

oil 3

 

เนื้อ oil มีความหนืดอยู่ค่อนข้างน้อยค่ะ มีกลิ่นเฉพาะตัว คล้ายถั่ว ไหลได้อย่างอิสระ ทำให้เกลี่ยได้ง่าย มีสัมผัสที่ค่อนข้างบางเบา ถ้าวัดตามหลักทาง Aromatherapy ซึ่งแบ่ง oil เป็น 3 แบบ คือ Light oil, Medium oil และ Thick oil ตัวนี้น่าจะอยู่ในเกณฑ์ Light-to-Medium ค่ะ

 

การดูดซึมนั้นใช้เวลาพอสมควรค่ะ

 

oil 4

 

ใครที่ไม่ชอบความเหนอะหนะของ oil มี่แนะนำว่า สามารถเอามาผสมกับโลชั่น ในอัตราส่วน oil 1: lotion 2 วอร์มๆให้เข้ากันก่อนเอาลงผิวได้นะคะ จะทำให้ออยล์มีความมันลดลง และยังช่วยให้ซึมผิวได้ดีขึ้นด้วยค่ะ

 

สำหรับส่วนผสมก็คือ ประกอบด้วยน้ำมันจากเมล็ดอาร์แกนออร์แกนิก 100% เลยค่ะ

 

ดูรายละเอียดกันซักหน่อยนะคะ

 

น้ำมันอาร์แกนนั้นน้ำมันจากเมล็ดของต้น Argan (Argania spinosa) ซึ่งในทาง Aromatherapy ระบุว่าน้ำมันที่มีส่วนผสมของ Argan oil มีคุณสมบัติในการลดริ้วรอย เพิ่มความชุ่มชื้น ความยืดหยุ่น ลดรอยแตกลาย

 

ถ้าพูดถึงการศึกษาที่เกี่ยวข้องกับ Argan oil ก็มีมายาวนานพอสมควรเลยค่ะ

 

มีการศึกษาชิ้นหนึ่งได้กล่าวว่า Argan oil นั้น มีผลต่อการสร้างเม็ดสีผิวในระดับหลอดทดลองด้วยค่ะ ทำให้ได้ผลเรื่อง Whitening ด้วย (Evid Based Complement Alternat Med. 2013; 2013: 340107.)

 

การทดสอบประสิทธิภาพของ Argan oil แบบทา ในสตรีวัยทองจำนวน 60 คน เป็นเวลา 60 วัน พบว่าค่า TEWL (การระเหยของน้ำออกจากผิว) ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ค่านี้สื่อว่า Barrier ผิวมีความแข็งแรงมากขึ้น และพบว่าระดับน้ำในผิวชั้นนอก หรือ Epidermis มีค่าสูงขึ้น (Prz Menopauzalny. 2014;13(5):280-8.) อีกชิ้นหนึ่งทดสอบในสตรีวัยทอง จำนวน 30 คน เป็นเวลา 60 วัน พบว่าผิวหนังมีความยืดหยุ่นเพิ่มขึ้น (Clin Interv Aging. 2015;10:339-49.)

 

นอกจากนี้การศึกษาล่าสุดในช่วงต้นปีนี้ ได้พบว่า Argan oil มีผลช่วยสมานแผลในหนูทดลองที่มีแผลไหม้ได้ด้วย (Ostomy Wound Manage. 2016 Mar;62(3):26-34.)

 

โดยรวมผลจากการศึกษาดังกล่าว ก็จะสามารถสรุปได้ว่า Argan oil นั้นให้ผลด้านความชุ่มชื้น ความแข็งแรงของ Barrier ผิว การสมานแผล และ Whitening ค่ะ

 

วันนี้ไม่รู้จะให้คะแนนอย่างไรดี เพราะส่วนผสมมีแค่ Argan oil ก็เลยขอให้คะแนนในภาพรวมแทนนะคะ

 

จากคะแนนเต็ม 5 สำหรับ Argan oil ตัวนี้ มี่ขอให้ 4 ฟลาสก์ค่ะ เนื่องจากแพคเกจเป็นแบบสเปรย์ ที่ค่อนข้างกดออกยาก และเวลากดมันจะกระจายพอสมควรนะคะ

 

คะแนน argan oil

 

สุดท้ายนี้ขอบคุณทางแบรนด์ Or’agan ด้วยนะคะที่ส่งสินค้าดีๆมาให้มี่ได้ทดลองใช้ และขอบคุณทุกๆท่านด้วยค่ะที่ติดตามมาจนจบ

 

 

 

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถสอบถามได้ที่ทางเฟสบุคของแบรนด์ Or’agan เลยนะคะ

 

https://www.facebook.com/theoraganth

 

 

 

Disclaimer: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับเป็นของขวัญจากแบรนด์ Or’agan การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสมตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและสุคนธบำบัด (Aromatherapy) และอาศัยความเห็นส่วนบุคคล ผู้เขียนไม่ได้มีผลประโยชน์ใดๆในการขายสินค้า โปรดใช้วิจารณญาณ

Image

Miyeon’s Lab — รีวิว/Screening หา สารกลุ่ม Polyphenol ในสกินแคร์ และ homemade beauty

สวัสดีค่ะพี่ๆน้องๆเพื่อนๆห้องแป้งที่น่ารักทุกๆท่าน

วันนี้มี่มาลองตรวจหา Polyphenol ในสกินแคร์ที่มี่ใช้เป็นประจำทุกวันให้ชมกันค่ะ

Polyphenol คือ อะไร ??

Polyphenol เป็นสารพฤกษเคมีในพืช กลุ่มใหญ่ กลุ่มหนึ่ง ทีประกอบด้วยโครงสร้างที่มีหมู่ฟังก์ชั่น ฟีนอล และ -OH อยู่หลายๆตัว ซึ่งสารกลุ่มนี้มีคุณสมบัติที่ดีในเชิงเครื่องสำอางมากมายค่ะ ไม่ว่าจะเป็น Antioxidant, ลดการอักเสบ, Whitening และกลุ่มสาร Polyphenol ที่น่าสนใจตัวหนึ่ง คือ Tannin ซึ่งมีรสฝาด ให้ผลกระชับรูขุมขน ควบคุมความมัน และ มีผลฆ่าเชื้อจุลินทรีย์ได้บางชนิดค่ะ

การตรวจ Polyphenol ง่ายๆ

จะใช้วิธี Ferric chloride reagent ค่ะ หยดลงไปแล้วสังเกตการเปลี่ยนสี จากสีเหลือง เป็น เขียว น้ำเงิน ม่วง ดำ น้ำตาล หรือ แดง ซึ่งสีที่เกิดขึ้นจะสอดคล้องกับชนิดของ Polyphenol ที่พืชมีค่ะ ถ้าเป็น Tannin มักจะให้สีน้ำเงิน และ เขียว

ซึ่งการตรวจแบบนี้เราเรียกว่า Screening test ซึ่งไม่ได้ถูกต้อง 100% นะคะ แต่ก็มีประโยชน์ในการคัดกรองเบื้องต้นค่ะ

พอดี Ferric chloride ที่ซื้อมา เหลือ เลยลองเอามาตรวจ Skincare เล่นๆค่ะ

ก่อนทำก็ละลาย Ferric chloride ให้ได้ความเข้มข้นที่เหมาะสมก่อนค่ะ

จะได้เป็นสารละลายสีเหลืองน้ำตาลค่ะ

fecl3.jpg
มี่ลองเอา Skincare ที่ใช้เป็นประจำมาตรวจดูค่ะ

fe 1

เยอะเชียว

เราเริ่มกันที่ Madre Labs Rose petal witch hazel toner ค่ะ

fe 2

ตอนแรกคิดว่าจะให้ผลบวกนะคะ เพราะ Witch hazel มี Tannin และ Polyphenol อยู่เยอะ แต่ผลคือ

fe 3

ไม่เกิดปฎิกิริยาค่าาา อาจจะเพราะว่าเจือจางเกินไปก็ได้

ตัวที่สอง Missha near skin black tea toner โทนเนอร์ชาดำของเกาหลีค่ะ

fe 4

ตัวนี้ก็ไม่เกิดปฎิกิริยาค่ะ

fe 5

ตัวที่สาม Skin Talk BHA music toner ลูกรักบ้านมียอนนั่นเองค่ะ

fe 6

ตัวนี้ให้ผลบวกนะคะ ได้เป็นสีม่วงค่ะ

fe 7

ตัวที่สี่ Labstory V10 Revital Whitening Intensive Booster ค่ะ

fe 8

ตัวนี้ดูไม่ค่อยชัด แต่เหมือนจะให้ผลบวกนะคะ ได้เป็นสีน้ำตาลอมเขียว

fe 9

ตัวที่ 5 Hada rizumu น้ำตบ Royal jelly และ Hyaluron ของ Kose cosmeport

fe 10

ตัวนี้คิดไว้แล้วว่าจะไม่เกิดปฏิกิริยา ก็ไม่เกิดจริงค่ะ

fe 11

ตัวที่ 6 Deep sea marine collagen ampoule ของ Mizon ลูกรักเช่นกัน

fe 12

ตัวนี้คิดไว้ว่าคงไม่เกิดปฎิกิริยา ก็ไม่เกิดจริงค่ะ เพราะส่วนผสมนางเป็นพวกคอลลาเจน ซึ่งเป็นโปรตีน

fe 13

ตัวที่ 7 It’s Skin GF effector ลูกรักเช่นกัน

fe 14

ตัวนี้ก็ไม่เกิดปฏิกิริยาค่ะ

fe 15

ลองดูพวก Homemade beauty บ้างนะคะ

สูตรแรก น้ำใบชาจีนต้มค่ะ

fe 16

ไม่เกิดจ้า ทั้งๆที่ควรจะเกิด อาจจะเพราะต้มเจืองจางไป

fe 17

สูตรสอง น้ำใบทับทิมต้มค่ะ

fe 18

ตัวนี้ค่อนข้างชัดค่ะ ว่าเปลี่ยนเป็นสีอมเขียว

fe 19

จบแล้วค่า

ถึงตัวที่ไม่ได้เกิดปฏิกิริยา ก็ไม่ได้แปลว่า จะไม่มีประโยชน์นะคะ เพราะวิธีนี้มันมีข้อจำกัดอยู่เยอะเหมือนกันค่ะ เขาอาจจะมี แต่เจืองจางไปหน่อย เลยไม่ทำปฏิกิริยาก็ได้

ขอบคุณที่รับชมมาจนจบนะคะ

Disclaimer: ผลิตภัณฑ์ทุกชิ้นซื้อด้วยตัวเอง การรีวิวครั้งนี้เป็นเพียงการคัดกรองเบื้องต้นด้วย Ferric chloride reagent ซึ่งมีข้อจำกัดหลายประการ และการอ่านสีอ่านด้วยตาเปล่า การเตรียมตัวอย่างไม่ได้ใช้เครื่องชั่ง อาจจะมีการคาดเคลื่อน จึงเป็นเพียงแนวทางเท่านั้น

 

Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสมโคลนลาวาโมร็อคโค Or’agan Ghaussoul clay with 7 plants extract

สวัสดีค่ะ เรามาต่อกันกับผลิตภัณฑ์ดีๆจากแบรนด์ Or’agan กันนะคะ สำหรับผลิตภัณฑ์จาก Or’agan ที่มีได้มา มีทั้งหมด 4 ชิ้น เริ่มจาก Black soap หรือ สบู่ดำ ตามด้วยน้ำมันสารพัดประโยชน์ Bath body massage oil วันนี้ มี่นำเอา Ghassoul Clay ของแบรนด์ Or’agan มารีวิวให้ชมกันค่ะ ก่อนจะทิ้งท้ายไปด้วย 100% Organic argan oil moisturizer ในสัปดาห์ต่อไปนะคะ

 

Ghassoul clay ถึงจะเขียนเป็นตัว G แต่เวลาอ่านจะเป็นเสียง ตัว R ว่า ราสซูล นะคะ โคลนตัวนี้ว่ากันว่าเป็นโคลนธรรมชาติที่ขุดได้ในแถบแอฟริกาตอนเหนือ บางที่ก็จะ Claim ว่าเป็นโคลนลาวาค่ะ ซึ่งส่วนผสมของโคลนนี้จะประกอบด้วยแร่ธาตุที่มีประโยชน์กับผิวหนังมากมายหลายชนิด ซึ่งชนิดที่พบมากก็คงจะเป็น silica, iron, magnesium, potassium, sodium และ lithium ค่ะ

 

ว่าแล้วเราก็มาดูหน้าตาของผลิตภัณฑ์กันดีกว่าค่ะ

 

GSC 1

 

Clay ของ Or’agan จะมาในกระปุกพลาสติกอย่างหนา บรรจุ 150 กรัมค่ะ

 

 

ข้างในเวลาเราแกะครั้งแรกเขาจะ Seal ไว้ด้วยฟอยล์อลูมิเนียมอีกชั้นค่ะ

 

ตัว Clay จะมาเป็นลักษณะแผ่นๆ มีกลิ่นหอมของสมุนไพรผสมดอกไม้และกลิ่นแนวซิตรัส ที่ให้ความรู้สึกสดชื่นและผ่อนคลาย

 

GSC 2

 

ข้อดีของการทำมาในรูปแบบแห้งก็คือ นอกจากผลิตภัณฑ์จะไม่แห้งแข็งระหว่างการเก็บรักษาเหมือนพวก Clay เปียกทั่วไปที่เราเก็บไว้นานๆน้ำจะระเหยออก Clay จะแข็งควักไม่ออก และก็ยังจะมีส่วนช่วยเรื่องของการปนเปื้อนเชิ้อจุลินทรีย์ได้ค่ะ

 

วิธีใช้คือ เอา Clay มาผสมน้ำ ในอัตราส่วน Clay 1 น้ำ 2 ค่ะ ผสมสด ใช้สดเลยนะคะ อย่าไปผสมเก็บไว้ จากนั้นก็เอาไปพอกค่ะ ตัวนี้พอกหน้าก็ได้ พอกตัวก็ได้ หรือจะทำเป็นโคลนหมักผมก็ได้ (ถ้าจะหมักผม ก็ผสมให้เหลวหน่อยค่ะ)

 

ลองผสมให้ดูค่ะ

 

เริ่มจากเอาแผ่น Clay ใส่ลงไปในถ้วย แล้วเติมน้ำลงไป จากนั้นก็คนๆให้ละลายค่ะ มีความสนุก มีความ DIY หลายๆคนน่าจะชอบค่ะ

 

This slideshow requires JavaScript.

 

เมื่อได้เป็นลักษณะแบบนมข้นหวานเราก็จะเอามาพอกหน้าได้ค่ะ

 

เวลาพอกก็เกลี่ยดีๆ ให้กระจายตัวอย่างสม่ำเสมอ ไม่ถึงขั้นต้องหนามากก็ได้ค่ะ

 

GSC 6

 

พอกไว้ซักประมาณ 5 – 10 นาที ก็ไปล้างออกด้วยน้ำอุ่น และซับให้แห้ง ผิวก็จะนุ่มค่ะ

 

GSC 7

 

ในประเทศ Morocco เขาจะใช้ Clay ตัวนี้ใน Hammam ใช้พอกหน้า หรือ ทำ poultice ที่เอาโคลนโปะๆลงไปพร้อมกับสมุนไพรอื่นๆแล้วห่อผ้าบางไว้ อารมณ์จะคล้ายกับ Clay wrap ในบ้านเราค่ะ

 

 

มาดูส่วนผสมกันบ้างนะคะ

 

สผส GSC

 

จากส่วนผสมจะเห็นได้ว่า มีแค่ส่วนผสมของ Clay และสารสกัดพืช กับ น้ำมันหอมระเหย และสารหอม Linalool เท่านั้นค่ะ

 

ถ้าพูดถึง Clay นอกจากประโยชน์ของพวกแร่ธาตุแล้ว Clay เองยังมีความสามารถในการดูดซับสิ่งสกปรกบนผิว และดูดซับความมันส่วนเกินบนผิวได้ค่ะ จึงค่อนข้างเหมาะกับคนที่มีผิวมัน แต่คนที่มีผิวแห้งก็ไม่ต้องเสียใจ เอามาผสมกับนม หรือ เพิ่มน้ำผึ้งลงไปเล็กน้อยก็ใช้ได้ดี และช่วยให้ผิวนุ่มชุ่มชื้นได้ด้วยค่ะ

 

ด้วยความที่เป็น DIY หลังจากละลาย Clay เสร็จ เราจะเติมอะไรก็ได้ลงไป อยากกระชับรูขุมขนเพิ่ม ก็เติมน้ำชา หรือผงชาลงไปนิดหน่อย อยากได้ความชุ่มชื้น ก็เติมน้ำผึ้งลงไป หรือเติมนมลงไป อยากได้ผิวขาวก็เติมน้ำส้มคั้นลงไปนิดนึง สามารถสรรค์สร้างสูตรเพื่อความงามของตัวเองได้มากมายเลยค่ะ

 

ในส่วนของสารสกัดพืชที่ใส่มา ได้แก่

  • Rosemary (Rosmarinus officinalis) มีผลช่วยเรื่องฆ่าเชื้อจุลินทรีย์ได้
  • Lavender (Lavandula angustifolia) มีผลช่วยให้ความรู้สึกสบายผิว
  • Myrtle (Myrtus communis) มีผลช่วยเรื่องการไหลเวียนเลือด
  • กานพลู (Eugenia caryophyllus) มีผลช่วยเรื่องฆ่าเชื้อจุลินทรีย์ และมีกลิ่นหอม
  • Nettle (Urtica dioica) เป็น Antioxidant และให้ความรู้สึกสบายผิว
  • กุหลาบ (Rosa centrifolia) ให้ความรู้สึกสบายผิว
  • น้ำมันหอมระเหย Spiked lavender ในทาง Aromatherapy มีคุณสมบัติช่วยให้ผ่อนคลาย และ มีส่วนช่วยลดการอักเสบ และฆ่าเชื้อบางชนิด

 

โดยรวมสารสกัดจากสมุนไพรที่ใส่มาจะให้ผลเด่นที่เรื่องของ ความรู้สึกสบายผิว หรือ Soothing effect มีส่วนช่วยฆ่าเชื้อบางชนิด และเป็น Antioxidant

 

เนื่องจากส่วนผสมมีไม่มากเลยขอให้คะแนนใน 2 หัวข้อ คือ ส่วนผสมกับ การใช้งานนะคะ

 

  1. ส่วนผสม ค่อนข้างธรรมชาติ เรียบง่าย ไม่หรูหรา แต่แฝงไว้ด้วยประโยชน์จากสมุนไพรที่ให้ผลเด่นในด้านความรู้สึกสบายผิว หรือ Soothing effect เป็นหลัก โดยรวมก็ถือว่าทำมาได้ดี แต่เนื่องจากส่วนผสมของสารบำรุงนั้นน้อยไปนิด เลยขอให้ 4 ฟลาสก์
  2. การใช้งาน ในการใช้งานจะมีความสนุก และความหลากหลายจากการ DIY มานั่งกวนผสม เติมนั่นนิดนี่หน่อย ปรุงโคลนให้เหมาะกับผิวเรา เนื้อ Clay ที่ละลายน้ำแล้วมีกลิ่นหอมในแนวธรรมชาติ เป็นกลิ่นดอกไม้ผสมสมุนไพร ให้ความรู้สึกผ่อนคลาย สามารถใช้ได้ทุกสภาพผิว ถ้าผิวแห้งอาจจะผสมกับน้ำกุหลาบ หรือ เติมน้ำนม หรือ น้ำผึ้งลงไปเล็กน้อยก่อนพอก ส่วนถ้าผิวมันก็สามารถโบกลงไปได้เลย หรือ อาจจะเน้นพอกแค่บริเวณ T-zone ก็ได้ โดยรวมถือว่ามีความยืดหยุ่นในการใช้ค่อนข้างมาก ให้ไป 5 ฟลาสก์

 

คะแนน GSC

 

สุดท้ายนี้ขอบคุณทางแบรนด์ Or’agan ด้วยนะคะที่ส่งสินค้าดีๆมาให้มี่ได้ทดลองใช้ และขอบคุณทุกๆท่านด้วยค่ะที่ติดตามมาจนจบ

 

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถสอบถามได้ที่ทางเฟสบุคของแบรนด์ Or’agan เลยนะคะ

https://www.facebook.com/theoraganth

 

Disclaimer: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับเป็นของขวัญจากแบรนด์ Or’agan การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสมตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและสุคนธบำบัด (Aromatherapy) และอาศัยความเห็นส่วนบุคคล ผู้เขียนไม่ได้มีผลประโยชน์ใดๆในการขายสินค้า โปรดใช้วิจารณญาณ

Image

[Beauty talks] All about mask ภาค 2: มาสค์เนื้อครีม/เนื้อเจล

วันนี้มาคุยกันเรื่องมาสค์ที่มาในเนื้อครีม กับ เนื้อเจล กันนะคะ

 

BT mask 2.jpg

มาสค์ที่มาเป็นเนื้อครีม กับ เนื้อเจล มีทั้งแบบ ล้างออก ลอกออก และแบบที่ Leave-on ไว้ข้ามคืนค่ะ

 

ขอเอาตัวแรกก่อน เพราะรายละเอียดต่างไปหน่อยคือ มาสค์แบบลอกออก หรือ Peel-off mask ค่ะ

Peel-off mask นี่ก็เหมือนพวกเจลหรือครีมทั่วไปค่ะ เพียงแต่เขาก็จะมีส่วนผสมของสารก่อฟิล์มค่ะ

8-Amazing-Benefits-Of-Peel-Off-Masks.jpg

(Image from: www.stylecraze.com)


ตัวก่อฟิล์มที่ทอปฮิตใน Peel-off mask จะเป็น Polyvinyl alcohol หรือ PVA ค่ะ ถึงแม้จะลงท้ายด้วย Alcohol แต่ตัวมันก็ไม่ได้มีผลทำให้ผิวแห้งหรือจะระคายเคืองได้แบบ Alcohol ชนิดที่เรารู้จักกันว่า Ethanol ค่ะ

สารนี้ละลายได้ยาก และส่วนมากจะลายในแอลกอฮอล์ จึงมักพบว่าในส่วนผสมของมาสค์ลอกออกที่มี Polyvinyl alcohol จะมีแอลกอฮอล์อยู่ด้วย และอาจจะใส่ถึง 10% หรือมากกว่าเลยก็ได้ค่ะ เพื่อละลายเจ้านี้ให้ได้เป็นเจลใส

สรรพคุณของมาสค์ลอกออกแบบปกติ ถ้าไม่มีพวกตัวดูดซับก็แค่ เกิดฟิล์มที่ให้ผล Occlusive ให้ผิวชุ่มชื้น และเติมสารอาหารให้ผิว บางแหล่งระบุว่าตอนแผ่นฟิล์มหดตัวจะดึงเอารูขุมขนให้กระชับขึ้นด้วย แต่ถ้าใส่ตัวดูดซับ เช่นพวก Clay หรือ SIlica มาด้วยก็จะช่วยดูดสิวเสี้ยน หรือสิ่งสกปรกอื่นๆออกมาจากผิวได้ด้วย ถือเป็นการทำความสะอาดผิวรูปแบบหนึ่งค่ะ

ถ้าในส่วนผสมมีแอลกอฮอล์ คนที่มีผิวแห้งก็ควรเลี่ยงนะคะ

ถ้าอยากใช้ก็ใช้ซักอาทิตย์ละ 1-2 ครั้งค่ะ

ขอยกตัวอย่างเป็นมาสค์ตัวนี้ค่ะ 

 

peel-off mask.jpg

 

เป็นหน้าที่ตัดมาจากเวบ Ulta ค่ะ จะเห็นว่าส่วนผสมค่อนข้าง Classic เลยค่ะ เพราะใช้สารก่อเจลเป็น PVA ที่ละลายใน Alcohol และ สารละลายอื่นๆ เสริมมาด้วย Panthenol คือ โปรวิตามินบี 5 กับ Sodium PCA ให้ผลเรื่องชุ่มชื้น  สารสกัดจากว่านหางจระเข้ และ แตงกวา ก็ให้ผลเรื่องชุ่มชื้นเช่นกัน และมีวิตามิน C กับ E อยู่

ราคาเท่านี้ถือว่าค่อนข้างถูกค่ะ

 

ต่อมา แบบที่ 2 เป็นมาสค์แบบล้างออก ก็จะใช้หลักการเดียวกับแผ่นมาสค์ คือส่วนผสมมีคุณสมบัติก่อฟิล์มบนผิวได้ หรือเคลือบผิวให้ภาวะ Occlusive เพื่อเติมน้ำ เติมอาหารให้ผิว และช่วยเรื่องการสมานแผลให้หายไวขึ้นค่ะ แต่ว่า ที่ต้องล้างออกเพราะว่า การ Occlusive จากมาสค์ประเภทนี้อาจจะเกิดมากไปจนเกิดผลเสียได้ จึงกำหนดให้ใช้แค่ช่วงเวลาสั้นๆ

อันนี้สามารถมาสค์ได้บ่อยหน่อย เพราะว่าใช้เวลาสัมผัสผิวไม่นานค่ะ

 

ขอยกตัวอย่างเป็นมาสค์งาดำของ Skinfoods ค่ะ

 

skinfood-black-sesame-seed-hot-mask-1.jpg

มาสค์ตัวนี้ตอนพอกจะรู้สึกอุ่น ช่วยเปิดรูขุมขนได้ดีค่ะ 

ส่วนผสมมี่ไปเอามาจาก Makeupalley นะคะ

“PEG-400, SUCROSE, GLYCERINE, PEG-75, SESAMIUM INDICUM (SESAME) SEED POWDER, PPG-3 BENZYL ETHER MYRISTATE, LANOLIN WAX, SODIUM CHLORIDE, POLYSORBATE 20, DIMETHICONE, METHYL PARABEN, BUTYL PARABEN, PARFUM”

เบสหลักจะเป็น PEG-400 ซึ่งในความเข้มข้นสูงจะให้ความรู้สึกร้อนได้เมื่อสัมผัสผิวค่ะ

สารบำรุงยังไม่มีอะไรมาก มีแค่น้ำตาลที่ช่วยเรื่องชุ่มชื้น และงาดำที่น่าจะเป็น Gimmick ค่ะ 

ส่วนมาสค์หน้าข้ามคืน ก็เป็นการ Occlusive เช่นกันค่ะ เพียงแต่ส่วนผสมในมาสค์หน้าข้ามคืนจะเบาบางกว่า มาสค์แบบล้างออก แนะนำว่า การมาสค์หน้าข้ามคืน ควรบำรุงผิวให้เรียบร้อย และรอสกินแคร์แห้งก่อนจึงโบกมาสค์ลงไปก่อนไปนอนค่ะ จะช่วยผลักสารอาหารจากสกินแคร์เข้าผิวได้มากขึ้นด้วยค่ะ แต่ก็ต้องระวังถ้าใครแพ้ง่าย สารก่อภูมิแพ้ก็จะเข้าผิวได้มากขึ้นด้วยเช่นกัน

การมาสค์หน้าข้ามคืนไม่ควรใช้ทุกวันนะคะ เพราะการสร้างภาวะ Occlusive บ่อยๆมีผลเสียอยู่ค่ะ และการมีบาดแผล หรือแผลติดเชื้อ ไม่ควรทำ Occlusive นานๆค่ะ พักไปก่อนเนาะ

มาสค์หน้าข้ามคืน ทำได้ซักอาทิตย์ละ 1-3 ครั้งค่ะ

และก็ถ้าใครไวต่อแอลกอออล์ก็ควรเลือกชนิดที่ไม่มีแอลกอฮอล์นะคะ

ถ้าอยากอ่านเรื่อง Sleeping pack เพิ่มเติมมี่เคยอัพโหลดพรีวิวส่วนผสมไว้บนพันทิปนะคะ

1420300239-promote-o.jpg


ลิงค์นี้เลยค่ะ 🙂
http://pantip.com/topic/33057224

 

 

Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสม น้ำมันสาระพัดประโยชน์ Or’agan Organic bath body & massage oil

สวัสดีค่ะ วันนี้มี่เอาผลิตภัณฑ์ดีๆจาก Or’agan มาฝากกันอีกแล้วค่ะ

 

คราวก่อนมี่เอาสบู่ดำมารีวิวให้ชม และทิ้งท้ายว่า หลังจากทำ Hammam เสร็จ ให้ชโลมผิวด้วยน้ำมันนวดตัวเพื่อความฟิน และครบสูตร Home spa ฉบับ Morocco

 

วันนี้เลยจะมารีวิว Body oil ของทางแบรนด์ Or’agan มาให้ชมกันต่อนะคะ ขอทบทวนเกี่ยวกับทางแบรนด์ Or’agan อีกนิดนึงค่ะ แบรนด์ Or’agan เป็นแบรนด์เครื่องสำอางธรรมชาติและออร์แกนิกแบรนด์ดังที่เป็นแบรนด์ในเครือจากบริษัท Dumoroc มีพันธกิจเกี่ยวกับการส่งออกนำเข้าสินค้าอันทรงคุณค่าจากโมรอคโค มาสู่ไทย ซึ่งสินค้าของแบรนด์หลายๆตัวเป็นตำรับโบราณจากชาวโมรอคโคค่ะ

 

กลับมาที่ตัว Body oil ที่จะมารีวิวในวันนี้นะคะ นางมีมีชื่อเต็มๆว่า Or’agan Organic bath body & massage oil ค่ะ

 

bb 1-ฟุ้ว

 

ตัวขวดเป็นฝาแบบปั๊มค่ะ สามารถกดเอาน้ำมันออกมาได้ในปริมาณพอดี ไม่กระฉอก และไม่พุ่งออกมาแรงจนเกินไป

 

bb ขวด

 

ตัวน้ำมันไม่เหลวไม่หนืดจนเกินไปค่ะ เกลี่ยได้ค่อนข้างง่ายบนผิว ถ้าแบ่งน้ำมันตามตำรา Aromatherapy เป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ Light เป็นน้ำมันที่บางเบา Medium เป็นน้ำมันที่กลางๆ และ Thick เป็นน้ำมันที่หนัก สัมผัสน้ำมันนี้น่าจะอยู่กลางๆ เป็น Medium oil ค่ะ

 

 

ตัวกลิ่น ทางแบรนด์ผสมมาได้อย่างดีค่ะ จะเริ่มเปิดออกมาด้วยกลิ่นโทนดอกไม้ (Flowery) ตามมาด้วยกลิ่นสดชื่นของสมุนไพร (Herb) และปิดท้ายด้วยกลิ่นแนวหอมๆเย็นๆ สไตล์ Oriental คล้ายๆกำยาน ซึ่งจะติดทนอยู่กับผิวหลายชั่วโมงเหมือนกัน ให้ความรู้สึกสงบ ผ่อนคลาย เหมาะแก่การใช้เป็น Home spa หลังอาบน้ำ หรือ หลังทำ Hammam ด้วยสบู่ดำค่ะ

 

รูปฉลากภาษาไทยแสดงวิธีใช้ และส่วนผสม เผื่อใครสนใจค่ะ

 

bb 2

 

Oil ตัวนี้ใช้ได้ 3 รูปแบบนะคะ

 

ใช้เป็น Body oil เพิ่มความชุ่มชื้น: ง่ายๆ แค่ทาลงบนผิวหลังอาบน้ำเสร็จ

 

ใช้เป็นน้ำมันนวด หรือ Massage oil: นวดลงบนบริเวณที่ต้องการ

 

ใช้ผสมน้ำอาบ เป็น Floating bath oil: เทใส่ในอ่างอาบน้ำอุ่น แล้วลงไปแช่ซัก 20 – 30 นาที เพื่อความผ่อนคลายสบายใจ

 

ตัวนี้เนื่องจากเป็นน้ำมัน ไม่มีส่วนผสมของสาร Emulsifier เวลาเทลงอ่างจะกลายเป็นน้ำมันลอย หรือ Floating bath oil พอเราลงไปแช่ น้ำมันก็จะไปเคลือบตามผิวค่ะ เหมาะมากกับคนผิวแห้ง (แต่ก็จะล้างอ่างยากนิดนึง)  เวลาเทลงไปในอ่างน้ำอุ่น จะได้กลิ่นหอมละมุนของน้ำมันหอมระเหย ผ่อนคลาย หายเหนื่อยเลยค่ะ

 

This slideshow requires JavaScript.

 

มาดูส่วนผสมกันบ้างนะคะ

 

สผส bb

 

จากส่วนผสมจะแยกเป็นกลุ่มน้ำมันพื้น หรือ Base oil กับ น้ำมันหอมระเหย ซึ่งเอาไว้แต่งกลิ่นและให้คุณสมบัติทาง Aromatherapy ค่ะ

 

กลุ่ม Base oil ก็จะมี Argan oil ซึ่งมาในลำดับแรกสุด ตามมาด้วยน้ำมันมะกอก และน้ำมันจากเมล็ดแอลมอนด์ ซึ่งน้ำมันพืชเหล่านี้ มีคุณประโยชน์ในการบำรุงผิว ทดแทนไขมันให้แก่ผิว และประกอบด้วยสารในกลุ่ม Phytosterol ที่มีผลลดการอักเสบในผิว กับวิตามินอี ที่เป็น Antioxidant ได้

 

กลุ่มน้ำมันหอมระเหย ได้แก่

  • Lavender oil มีคุณสมบัติให้ความรู้สึกผ่อนคลาย
  • Geranium oil มีคุณสมบัติให้ความรู้สึกผ่อนคลาย และให้ความสดชื่น
  • Benzoin เป็นส่วนยางของต้น Styrax benzoin ในทาง Aromatherapy ใช้ Benzoin ให้ประโยชน์เกี่ยวกับด้านผิวหนัง ในการดูแลการแพ้ การอักเสบ และผิวหนังอักเสบติดเชื้อบางชนิด และ Benzoin ให้คุณสมบัติเป็น Fixative ช่วยให้กลิ่นหอมติดทนนานขึ้น
  • Cedarwood oil เป็นน้ำมันหอมระเหยจากพืชตระกูลสนชนิดหนึ่ง มีคุณสมบัติให้ความผ่อนคลาย ในทาง Aromatherapy ใช้ cedarwood oil เพื่อควบคุมความมัน กระชับรูขุมขน ลดการอักเสบ และฆ่าเชื้อบางชนิดที่ผิวหนัง
  • Sandalwood oil น้ำมันหอมระเหยจากไม้จันทน์ ซึ่งมีราคาแพง ให้ความผ่อนคลายเช่นเดียวกัน

 

 

 

มาให้คะแนนกันซักหน่อยนะคะ

 

  1. ส่วนผสม: เป็นส่วนผสมของน้ำมันจากธรรมชาติทั้งหมด ปราศจาก Mineral oil, Silicone และสารในกลุ่ม Fatty ester ที่มักพบในน้ำมันนวดตัวหลายๆแบรนด์ จึงให้ผลในการบำรุงผิวและทดแทนไขมันให้แก่ผิว เสริมมาด้วยน้ำมันหอมระเหยที่ให้คุณสมบัติผ่อนคลายเป็นหลัก จึงเหมาะกับการใช้เป็น Home spa เพื่อความผ่อนคลายในวันหยุด แต่ส่วนที่น่าสนใจคือ การไม่ได้ใช้วิตามินอี หรือสาร Antioxidant ตัวอื่นเป็นองค์ประกอบ และใช้ภาชนะพลาสติกซึ่งอากาศผ่านเข้าออกได้อย่างอิสระ ส่วนตัวมี่คิดว่าน่าจะไม่ค่อยเหมาะกับอากาศบ้านเรานักค่ะ จุดนี้เลยขอให้ 4 ฟลาสก์ค่ะ
  2. การใช้งาน: ส่วนตัวมี่ได้ลองใช้ทั้ง 3 รูปแบบ คือ ทาผิวเป็น Body oil หลังอาบน้ำเสร็จ ใช้นวดหลังขัดผิวด้วยสบู่ดำกับถุงมือกีซ และใช้แช่อ่าง มี่ค่อนข้างชอบนะคะ เพราะตัวออยล์ มีความนุ่มเกลี่ยได้ง่าย มีกลิ่นหอมช่วยให้หายเหนื่อย จุดนี้ขอให้ 5 ฟลาสก์ค่ะ

 

คะแนน oragan

 

สุดท้ายนี้ขอบคุณทางแบรนด์ Or’agan ด้วยนะคะที่ส่งสินค้าดีๆมาให้มี่ได้ทดลองใช้ และขอบคุณทุกๆท่านด้วยค่ะที่ติดตามมาจนจบ

 

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถสอบถามได้ที่ทางเฟสบุคของแบรนด์ Or’agan เลยนะคะ

https://www.facebook.com/theoraganth

 

Disclaimer: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับเป็นของขวัญจากแบรนด์ Or’agan การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสมตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและสุคนธบำบัด (Aromatherapy) และอาศัยความเห็นส่วนบุคคล ผู้เขียนไม่ได้มีผลประโยชน์ใดๆในการขายสินค้า โปรดใช้วิจารณญาณ

Image

[Beauty talks] All about mask ภาค 1: มาสค์หน้าไปทำไม บ่อยแค่ไหนดี และเลือกแบบไหนดี

สวัสดีค่ะ

 

วันนี้มาแชร์สาระเรื่อง Mask ค่ะ ตอนแรกนี้จะว่าด้วยประโยชน์ของ Mask และ Mask ประเภทแรก คือ Mask sheet ก่อนนะคะ

mask 1
ถ้าพูดถึงมาสค์ในท้องตลาดมีด้วยกันหลายรูปแบบ เช่น มาสค์โคลน มาสค์แบบล้างออก มาสค์แบบลอกออก มาสค์ชีท และมาสค์แบบที่ทาทิ้งไว้ข้ามคืน หรือ Overnight mask หรือ Sleeping mask ค่ะ

เดี๋ยวจะค่อยๆคุยกันทีละแบบนะคะ วันนี้ขอเริ่มด้วยมาสค์ชีทก่อนค่ะ

การ Mask หน้าด้วย Mask sheet เป็นการสร้างสิ่งที่เรียกว่า Occlusive effect ให้กับผิว คำนี้ไม่อยากแปลเป็นไทยเท่าไหร่ค่ะ แปลแล้วไม่ได้สื่อความหมายอะไรเท่าไหร่

ในการเอาแผ่นมาสค์มาแปะลงบนผิว ผลของ Occlusive effect จะทำให้ระบบและกลไกในผิวหนังเปลี่ยนไป อย่างแรกเลยคือ ความชื้นในผิวหนังจะเพิ่มขึ้น เพราะน้ำจากแผ่นมาสค์เข้ามาในผิว และน้ำในผิวไม่สามารถระเหยออกไปข้างนอกได้ เมื่อความชื่้นเพิ่มขึ้น ผิวจะมีการทำงานบางอย่างดีขึ้น เช่น การสมานแผลต่างๆในผิวดีขึ้น การสร้างโปรตีนและไขมันในผิวบางชนิดทำได้มากขึ้น และการผลัดเซลล์ผิวเกิดได้สมบูรณ์ขึ้น

 

ถึงแม้การแปะแผ่นมาสค์จะไม่ได้สร้างภาวะ Occlusive ที่สมบูรณ์เหมือนการทับด้วย Silicone sheet หรือ Plastic แต่ก็สามารถทำให้เกิดภาวะกึ่งๆ Occlusive ได้อยู่ค่ะ มี่เองก็ไม่แน่ใจข้อมูลเหมือนกันนะคะ ว่าแผ่นมาสค์จะทำให้เกิดภาวะ Occlusive ได้แค่ไหน และที่แน่ๆ วัสดุที่ใช้ทำแผ่นมาสค์ มีผลกับความสามารถในการ Occlusive แน่นอนค่ะ คหสต. มี่คิดว่า Mask sheet แบบที่เป็นแผ่นเจล หรือ Hydrogel patch น่าจะให้ผลในการ Occlusive ที่สูงกว่า และมีผลช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นได้ดีกว่าค่ะ


ความชื้นที่เพิ่มขึ้นในผิวยังมีผลต่อการดูดซึมสารบางชนิดเข้าสู่ผิวด้วย เพราะสารบางอย่างสามารถดูดซึมเข้าสู่ผิวได้มากขึ้นค่ะ

มาดูงานวิจัยที่เกี่ยวข้องบ้างนะคะ

Maibach และ Zhai ได้สรุปไว้ว่าผลของการ Occlusive ที่ผิวหนัง เป็นปรากฏการณ์ที่ส่งผลต่างๆต่อผิวหนังมากมาย และบางอย่างก็สลับซับซ้อน โดยรวมๆสรุปได้ว่า ภาวะ Occlusive มีผลต่อความชุ่มชื้นในผิว มีผลต่อการซึมผ่านของสารต่างๆเข้าสู่ผิว การฟื้นฟูและสังเคราะห์ไขมัน DNA การสมานแผลต่างๆในผิว รวมไปถึงมีผลต่อเชื้อจุลินทรีย์ดีๆ ที่เป็นเชื้อเจ้าบ้านด้วยค่ะ (Maibach and Zhai, Skin Pharmacol Appl Skin Physiol 2001;14:1-10)

การ Occlusive ทำได้หลายแบบไม่ว่าจะเป็นการทาผลิตภัณฑ์ที่มีไขมัน แล้วไขมันนั้นดูดซึมไม่ได้ กลายเป็นฟิล์มบางๆเคลือบผิวไว้กันน้ำระเหยออกไป หรือการใช้ Mask sheet นั่นเองค่ะ

ผิวหนังชั้นนอกปกติจะมีความชื้นอยู่ราวๆ 10 – 20% แต่เมื่อ Occlusive ไป 30 นาที พบว่าระดับความชื้นในผิวเพิ่มขึ้นจนถึงเกือบๆ 50% เลยทีเดียว ระดับความชื้นขนาดนี้ทำให้เซลล์ผิวบวม และโครงสร้างของไขมันใน Barrier ผิวก็มีการเปลี่ยนแปลงไป ทำให้สารบางชนิดซึมผ่านเข้าสู่ผิวได้มากขึ้น

สารที่จะซึมเข้าผิวได้ดีมากในช่วงที่เรา Mask มักจะเป็นพวกสารไขมันค่ะ

ในเอกสาร Review article ของ Maibach และ Zhai ยังกล่าวอีกว่า เมื่อเกิดการ Occlusive สาร Ethanol (Alcohol) สามารถซึมเข้าสู่ผิวได้มากขึ้นเช่นกัน ดังนั้นแผ่นมาสค์ที่มีแอลกอฮอล์ ก็อาจจะไม่ค่อยเหมาะกับคนที่มีผิวแห้ง

สรุปก็คือ ข้อดีของ การ Mask หน้า เราก็จะได้เรื่องความชุ่มชื้น แล้วสารวิตามินต่างๆในแผ่นมาสค์ก็จะเข้าสู่ผิวได้ง่ายขึ้น แต่!!!! เมื่อสารต่างๆซึมเข้าผิวได้มากขึ้น ก็ไม่ได้แปลว่า จะดีเสียหมด เพราะสารที่ไม่เป็นมิตรก็อาจจะซึมเข้าสู่ผิวได้มากขึ้นด้วย ทำให้เกิดการแพ้ และการระคายเคืองได้ง่ายกว่าปกติ จึงไม่ควรทิ้งมาสค์ไว้นานๆ ซัก 15-20 นาทีก็พอค่ะ แล้วอาทิตย์หนึ่งควรใช้ซัก 1 – 2 ครั้งพอ

ถ้าพูดถึง Mask sheet ในตลาด

Mask sheet ก็คือ แผ่นมาสค์ที่แช่อยู่ใน Vehicle (ขอเรียกว่า น้ำยา แม้ว่าจะดูแปลกๆไปหน่อย เพราะจะเรียกว่า Solution ก็คงไม่ถูก เพราะมาสค์บางอย่างเป็นน้ำนม หรือ Emulsion)

Mask sheet มีกี่แบบ???

เท่าที่ดูๆมา มี่ขอแบ่งแผ่นมาสค์ในท้องตลาด เป็น 2 แบบหลักๆ คือ แบบที่เป็น Vehicle น้ำ กับ แบบที่เป็น Vehicle น้ำนม

1. แบบน้ำ ผลิตภัณฑ์กลุ่มนี้มากกว่า 90% มักจะใส่แอลกอฮอล์ลงมา เพื่อให้แห้งไว ไม่เหนอะหนะ แต่ก็อาจจะไม่ค่อยเหมาะกับคนผิวแห้ง มาสค์น้ำบางแบบจะเหนียวๆ ยืดๆ เป็นเมือกๆ เพราะสารก่อเจล เวลาเอาออกเสร็จควรไปล้าง แต่ถ้าเป็นมาสค์ที่ไม่เหนียว ไม่ยืด ไม่จำเป็นต้องล้างออก หรือจะล้างก็ไม่เป็นไร เพราะวิตามินบางส่วนก็ซึมเข้าผิวไปแล้ว

2. แบบน้ำนม ก็มีทั้งแบบน้ำนมเหลวๆ และแบบน้ำนมหนักๆ สังเกตได้จากสารน้ำมัน ตัวที่พบบ่อยที่สุดจะเป็น Capric/caprylic triglycerides กับพวก Fatty ester ต่างๆ (สังเกตจากชื่อสาร มี 2 วรรค วรรคแรกลงท้ายด้วย –yl วรรคสองลงท้ายด้วย –ate เช่น Ethyl hexylpalmitate, Cetyl ethylhexanoate ฯลฯ หรือไม่ก็ไม่วรรค แล้วลงท้ายด้วย –ate ไปเลย)

การเลือกมาสค์ให้เหมาะกับสภาพผิว
***คนผิวมัน ควรเลือกมาสค์น้ำที่มี Alcohol หรือเป็นมาสค์น้ำธรรมดาที่ไม่มี Alcohol

การใช้มาสค์ที่มี Alcohol ในคนที่มีผิวมัน Alcohol จะช่วยละลายไขมันบางส่วนบนผิวได้ด้วย น่าจะให้ผลดีเกี่ยวกับการคุมมันและเรื่องสิวด้วย (คหสต.)

***คนผิวผสม ควรเลือกมาสค์น้ำที่ไม่มี Alcohol

***คนผิวแห้ง ควรเลือกมาสค์น้ำนม

 

 

1432390518-o

 

ส่วนตัวมี่ลองมาสค์ชีทมาหลายแบรนด์ ซึ่งส่วนมากจะเป็นของเกาหลีค่ะ

 

1432390466-maskre-o

 

ถ้าสนใจลองตามไปอ่านกระทู้บนพันทิปได้เพิ่มเติมนะคะ 🙂

 

http://pantip.com/topic/33692147

 

พบกันใหม่ใน Part 2 กับ Mask เนื้อครีม/เนื้อเจล ค่ะ

Image

รีวิววิเคราะห์ส่วนผสมสบู่ดำจาก Morocco กับ Or’agan black soap with eucalyptus

สวัสดีค่ะ วันนี้มี่แวะเอารีวิวสบู่ดำ หรือ Black soap ของขึ้นชื่อต้นตำรับจาก Morocco มาฝากกันค่ะ

 

Black soap ตัวที่มี่ได้มาเป็นของแบรนด์ Or’agan แบรนด์เครื่องสำอางธรรมชาติและออร์แกนิกแบรนด์ดังที่เป็นแบรนด์ในเครือจากบริษัท Dumoroc มีพันธกิจเกี่ยวกับการส่งออกนำเข้าสินค้าอันทรงคุณค่าจากโมรอคโค มาสู่ไทย ซึ่งสินค้าของแบรนด์หลายๆตัวเป็นตำรับโบราณจากชาวโมรอคโค ด้วยค่ะ #สบู่ตัวนี้ก็เช่นกัน

 

แบรนด์นี้มีวางจำหน่ายตามสปาชื่อดังอยู่หลายที่เหมือนกันค่ะ และกำลังจะเริ่มเปิดตลาดค้าปลีกในบ้านเรา

 

ว่ากันว่า แบรนด์ Or’agan เป็นเจ้าแรกเลยค่ะ ที่นำเอาสบู่ดำเข้ามาจำหน่ายในไทย

 

มาดูหน้าตากันหน่อยนะคะ

 

bs new-ฟุ้ง.jpg

 

สบู่ดำตัวนี้ มีเนื้อแบบขี้ผึ้ง หรือ Ointment ค่อนข้างคล้าย Petrolatum หรือ Vaseline อยู่เหมือนกันค่ะ

 

bs 3

 

เอาช้อนตักขึ้นมาให้ดูเนื้อค่ะ จริงๆถ้าใช้คนเดียว จะเอามือควักและเอามาอาบเลยก็ไม่ว่ากันค่ะ

 

bs 4

 

bs 5

พอเปียกน้ำแล้วก็จะมีฟองอยู่เล็กน้อยค่ะ มีสัมผัสลื่นๆ และมีกลิ่นหอมเย็นสดชื่นของยูคาลิปตัส เวลาอาบจะได้ความรู้สึกเย็นๆด้วยค่ะ

 

bs 6

 

วิธีใช้ที่ถูกต้องคือ ฟอกสบู่ดำทิ้งไว้ประมาณ 5 นาที ก่อนขัดผิวด้วยถุงมือกีซ (หรือ Kessa glove) ค่ะ

 

 

ว่ากันว่า สบู่ดำนี้ เป็นขั้นตอนแรกของการทำ Hammam (ฮัมมัม) คือ การอาบน้ำสไตล์อาหรับค่ะ ว่ากันว่าในสมัยโบราณ Hammam นี้เป็นส่วนหนึ่งของศาสนา และความเชื่อในการทำความสะอาดร่างกายให้บริสุทธิ์ และถูกสงวนเฉพาะสำหรับผู้ชายเท่านั้นค่ะ ต่อมาจึงได้อนุญาตให้ผู้หญิงเข้าไปทำได้

 

ในไทยเองก็มีบริการ Hammam นะคะ ทีโรงแรมวิลล่ามาร็อก รีสอร์ท ปราณบุรี, Amatara spa และ โรงแรมมาราเกซที่หัวหิน โดยเป็นทรีทเมนท์ที่มีขั้นตอนขัดผิวด้วยสบู่ดำ และถุงมือกีซ (Kessa glove)

 

ถ้าใครไม่อยากไปถึงสปาต่างๆ ทางแบรนด์ Or’agan เองก็ได้จัดชุดสบู่ดำกับถุงมือกีซให้ใช้กันที่บ้าน เป็น Home spa เพื่อผ่อนคลายความเหนื่อยล้าจากการทำงานหนักได้ค่ะ

 

ถุงมือกีซ ที่มี่ได้มามี 2 อันนะคะ อันหนึ่งสีขาว อันหนึ่งสีส้ม แตกต่างกันที่สีสัน ตามความชอบเลยค่ะ

 

bs 9

 

เวลาจะใช้ เราก็เอามือใส่เข้าไปในช่องด้านล่าง แล้วเอามาขัดผิวที่ถูสบู่ดำไว้แล้วค่ะ

 

bs 10

 

อาบเสร็จขัดผิวเสร็จก็ตบท้ายด้วยน้ำมันบำรุงผิวค่ะ ครบสูตร Home spa สวยๆผ่อนคลายในวันว่าง

 

bs 8

 

เดี๋ยวไว้มารีวิวตัว Oil อีกทีนะคะ

 

จะว่าไป สบู่ดำนี้เองก็มีรายงานการวิจัยกล่าวถึงคุณสมบัติของสบู่ดำ ว่าสามารถกำจัดเชื้อแบคทีเรียบางชนิดบนผิวได้ค่ะ (Ikpoh et al, J Microbial Biotech Res 2012;2(4):533-537)

 

มาทั้งทีไม่วิเคราะห์ส่วนผสมคงไม่ได้ มาดูส่วนผสมกันดีกว่านะคะ

 

สผส black soap

ตัวนี้เป็นสบู่ที่เกิดด้วยวิธี Saponification (ปฏิกิริยาระหว่างน้ำมันและด่าง) ค่ะ ได้สารทำความสะอาดในกลุ่ม Soap ซึ่งมีคุณสมบัติในการทำความสะอาดที่ค่อนข้างดี

 

น้ำมันหลักเป็นน้ำมันจากมะกอก ซึ่งมีส่วนประกอบที่ไม่ทำปฏิกิริยา Saponification อยู่หลายตัว เช่น

  • วิตามินอี ที่เป็น Antioxidant
  • Squalane ที่เพิ่มความชุ่มชื้น
  • สารในกลุ่ม Phytosterol ที่มีผลลดการอักเสบ
  • สารกลุ่ม Phenolic ที่ชื่อ Tyrosol และ Hydroxytyrosol ซึ่งเป็น Antioxidant ที่ดีเช่นกันค่ะ

 

ใช้น้ำมันหอมระเหยจาก Eucalyptus และ Limonene ซึ่งเป็นสารหอม เป็นตัวแต่งกลิ่น

 

สำหรับประโยชน์จากน้ำมันหอมระเหยของ Eucalyptus นั้น ในทางสุคนธบำบัด หรือ Aromatherapy กล่าวว่า น้ำมันหอมระเหยของ Eucalyptus มีคุณสมบัติฆ่าเชื้อ (Anti-septic) ระงับกลิ่นกาย ช่วยขยายหลอดลม ทำให้หายใจสะดวกขึ้น โล่งขึ้น ให้ผลยกระดับจิตใจ (Stimulant effect) ช่วยผ่อนคลายความเหนื่อยล้า ทำให้รู้สึกสดชื่น (Refreshing) มีผลขยายหลอดเลือด เพิ่มการไหลเวียนของเลือด ให้ผลลดอาการปวดกล้ามเนื้อ

 

เนื่องจากเป็นสบู่แบบ Saponification และ มีส่วนผสมของ Eucalyptus จึงไม่เหมาะใช้กับผิวหน้านะคะ ใช้สำหรับผิวกายค่ะ

 

มาให้คะแนนกันซักหน่อย เนื่องจากส่วนผสมน้อย เลยขอรวบคะแนนเป็น ส่วนผสม และ การใช้งาน  นะคะ

 

  1. ส่วนผสม ใช้น้ำมันจากมะกอก ซึ่งดูมีราคา และมีส่วนประกอบของสารบำรุงผิวอยู่หลายชนิด ตามที่ได้เล่าให้ฟังในด้านบน และแต่งกลิ่นด้วย Eucalyptus กับ Limonene ซึ่งเป็นสารหอมเลียนแบบธรรมชาติ ส่วนผสมนั้นค่อนข้างเรียบง่าย แต่ยังขาดสารบำรุงอยู่พอสมควร เลยขอให้ไป 3 ฟลาสก์
  2. การใช้งาน ตัวสบู่เนื้อค่อนข้างนุ่ม ละลายน้ำยากเล็กน้อย แต่มีสัมผัสที่ลื่น มีกลิ่นหอมสดชื่น หลังอาบผิวไม่แห้งตึง แต่ปริมาณฟองค่อนข้างน้อยไปนิด ถึงแม้ปริมาณฟองจะไม่เกี่ยวกับความสามารถในการทำความสะอาด แต่ส่วนตัวมี่เองก็เป็นคนติดฟองค่ะ เลยขอให้ 4 ฟลาสก์

 

คะแนน

 

สุดท้ายนี้ขอบคุณทางแบรนด์ Or’agan ด้วยนะคะที่ส่งสินค้าดีๆมาให้มี่ได้ทดลองใช้ และขอบคุณทุกๆท่านด้วยค่ะที่ติดตามมาจนจบ

 

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถสอบถามได้ที่ทางเฟสบุคของแบรนด์ Or’agan เลยนะคะ

https://www.facebook.com/theoraganth

 

Disclaimer: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับเป็นของขวัญจากแบรนด์ Or’agan การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสมตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและสุคนธบำบัด (Aromatherapy) และอาศัยความเห็นส่วนบุคคล ผู้เขียนไม่ได้มีผลประโยชน์ใดๆในการขายสินค้า โปรดใช้วิจารณญาณ

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสม Facial Whitening cream ครีมเพื่อผิวขาวกระจ่างใส จาก Bio balance แบรนด์ดังฝั่งยุโรป

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสม Facial Whitening cream ครีมเพื่อผิวขาวกระจ่างใส จาก Bio balance แบรนด์ดังฝั่งยุโรป

สวัสดีค่ะ วันนี้มี่นำเอาครีมบำรุงเพื่อผิวขาวจากแบรนด์ Bio Balance มาฝากค่ะ แบรนด์ Bio Balance เป็นเครื่องสำอางชื่อดังจากฝั่งยุโรปค่ะ ซึ่งทางแบรนด์ Claim เรื่องส่วนผสมจากธรรมชาติ และส่วนผสมออร์แกนิก ที่ผ่านการเลือกสรรมาเป็นอย่างดี มี่ลองเข้าไปดูเวบไซต์ของแบรนด์ (http://www.biobalance.com.tr/) เห็นว่ามีผลิตภัณฑ์อยู่หลายกลุ่มเหมือนกันค่ะ

 

มาเข้าเรื่องดีกว่าค่ะ ตัวที่มี่ได้มามี 2 ตัว เป็นกลุ่ม Whitening ทั้งคู่ เป็นทาตัวหลอดนึง และทาหน้าอีกหลอดนึง วันนี้เอาครีมสำหรับผิวหน้า มารีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสมให้ชมกันบ้างค่ะ มาดูหน้าตากันก่อนเลยเนอะ

bio 1

 

ตัวครีมจะมาในหลอดปิดสนิท หลอดค่อนข้างใหญ่เหมือนกันค่ะ 60 ml เนื้อครีมเป็นครีมสีขาว มีกลิ่นหอม

bio 2

ตัวครีมจะดูเหมือนมี Pigment เคลือบผิวอยู่ด้วยค่ะ ทาแล้วช่วยปรับสีผิวให้ขาวขึ้นมาอีก 1 Step อารมณ์คล้ายๆ Tone Up cream ที่กำลังอินเทรนด์จากฝั่งเกาหลีเลยค่ะ เนื้อเกลี่ยค่อนข้างง่าย จะออกหนึบๆนิดหน่อย ถ้าทิ้งไว้ซักพัก ความรู้สึกหนึบๆก็จะหายไป ชุ่มชื้นดีค่ะ

bio 3

 

มาดูส่วนผสมกันบ้างนะคะ

 

สผส facial

 

จากส่วนผสมมี่ได้ทำแถบสีไว้ให้แล้วนะคะ ส่วนของสารบำรุง แบ่งเป็น 3 กลุ่มหลักๆค่ะ

 

สีม่วง: กลุ่ม Whitening ได้แก่

  • Niaciamide คือ รูปแบบหนึ่งของวิตามินบี 3 ถ้าเป็นด้านไวท์เทนนิ่ง สารนี้ให้ผลยับยั้งการส่งผ่านเมลานินที่สร้างเสร็จแล้วไม่ให้ออกมาข้างนอกมองเห็นเป็นสีผิว ยังมีประโยชน์ในด้านของการเพิ่มการสร้างไขมันที่เป็น Barrier ผิว และลดการอักเสบ (Int J Cosmet Sci 2005; 27:255–261)
  • Glycyrrhiza glabra extract คือ สารสกัดจากชะเอม มีรายงานเกี่ยวกับคุณสมบัติในการยับยั้งเอนไซม์ Tyrosinase ลดการสร้างเมลานินช่วยให้สีผิวจางลง มีฤทธิ์เป็น Antioxidant ( 2014; 19(7):9101-13.) และมีคุณสมบัติลดการอักเสบ (J Dermatolog Treat. 2003; 14(3):153-7.)
  • Sodium ascorbyl phosphate เป็นรูปแบบหนึ่งของวิตามินซี ที่มีการละลายน้ำดี มีความคงตัวเพิ่มขึ้น วิตามินซีมีประโยชน์เป็น Antioxidant, ช่วยยับยั้งการสร้างเม็ดสีผิว และ เป็นส่วนหนึ่งในขั้นตอนการสังเคราะห์คอลลาเจนในผิว

 

สีฟ้า: กลุ่มสารกันแดด

ถึงแม้ผลิตภัณฑ์จะไม่ได้ Claim เรื่อง SPF กล่าวแค่ว่า UVA UVB protection พอเรามาดูส่วนผสมก็จะเห็นมีส่วนผสมของสารกันแดดอยู่ค่ะ แต่ไม่แน่ใจเรื่องความเข้มข้นที่ใส่มา ว่าจะกันแดดได้แค่ไหนนะคะ กันแดดที่เขาใส่มา มีทั้งกลุ่มเคมี และกลุ่มกายภาพ คือ

  • Ethylhexyl methoxycinnamate เป็นกันแดดเคมี ช่วยกรองรังสี UVB เป็นหลัก
  • Ethylhexyl salicylate เป็นกันแดดเคมีเช่นกัน ช่วยกรองรังสี UVB
  • Titanium dioxide เป็นกันแดดกายภาพ สะท้อนรังสี UV ออกไป
  • Butyl Methoxydibenzoylmethane เป็นชื่อทางเคมีของ Avobenzone ที่กรองรังสี UVA แต่สารนี้โดยลำพังจะสลายตัวง่ายเมื่อโดนแสง ดูแล้วในส่วนผสมยังไม่มีสารที่ช่วยเพิ่มความคงตัว แต่อย่างไรก็ดีผลิตภัณฑ์นี้ไม่ได้เคลมเรื่องกันแดดนะคะ เลยไม่ขอกล่าวถึงประเด็นนี้นะคะ

 

สีเขียว: กลุ่มสารบำรุงอื่นๆ จะคล้ายกับตัว Body cream มีต่างกันเล็กน้อยค่ะ

  • Allantoin มีคุณสมบัติที่ดีเกี่ยวกับเรื่องลดการอักเสบในผิว
  • Centella asiatica extract คือ สารสกัดจากบัวบก ให้ผลดีด้านริ้วรอย
  • Rosmarinus officinalis extract คือ สารสกัดจากโรสแมรี่ เป็น Antioxidant และ มีรายงานเกี่ยวกับคุณสมบัติในการลดการอักเสบ (J Agric Food Chem. 2011; 59(8):3674-85.)
  • ใช้วิตามินอีร่วมกัน 2 ชนิด คือ Tocopherol และ Tocopheryl acetate อาศัย BHT มาช่วยเพิ่มความคงตัว คิดว่าผิวน่าจะยังได้รับวิตามินอีที่มีประโยชน์ด้วย
  • Panthenol คือ โปรวิตามินบี 5 มีคุณสมบัติเป็นสารเพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่ผิว โดยตัวมันเองสามารถซึมเข้าสู่ผิวและดูดน้ำเข้ามาเก็บไว้กับตัวเอง นอกจากนี้ยังมีคุณสมบัติอื่นๆ เช่น ลดการอักเสบ เพิ่มการแบ่งตัวของเซลล์ผิว ช่วยเรื่องการสมานแผล และลดริ้วรอย ซึ่งคุณสมบัติในการเป็น Moisturizer ของ Panthenol มีรายงานตีพิมพ์รองรับ คือ สามารถช่วยเพิ่มความสมบูรณ์ของผิวหนัง ช่วยลดการระเหยของน้ำออกจากผิว รักษาความชุ่มชื้นให้ผิวได้ (J Cosmet Sci. 2011; 62(4):361-70.)

 

โดยรวมจะเห็นว่ากลุ่มของสารออกฤทธิ์ที่เป็น Whitening จะออกฤทธิ์ที่สองขั้นตอน คือ ขั้นตอนการสร้างเม็ดสี และ ขั้นตอนการส่งผ่านเม็ดสีที่สร้างเสร็จแล้ว เสริมมาด้วยสารกันแดด Antioxidant และสารที่ให้ผลด้านริ้วรอย/ชะลอวัย

 

มาให้คะแนนกันดีกว่าค่ะ

  1. สารบำรุง อย่างที่เล่าไว้ด้านบน คือ มีคุณสมบัติด้าน Whitening อยู่ 2 ขั้นตอน เสริมมาด้วยสารกันแดด Antioxidant และสารที่ให้ผลด้านริ้วรอย มีส่วนของสารเพิ่มความชุ่มชื้นและลดการอักเสบเพิ่มเข้ามาจากตัว Body cream ในส่วนนี้มี่มองว่า ในส่วนของ Whitening นั้นยังเหมือนไม่ค่อยสุด ยังขอให้ 4 ฟลาสก์ เช่นเดียวกับตัว Body cream
  2. เนื้อหลัก หรือ ส่วน Base มาในรูปแบบครีม ประกอบด้วยสารดูดน้ำให้ผิว สารไขมันทดแทน และสารเคลือบผิว อยู่อย่างครบถ้วน ไม่มีส่วนผสมของ Alcohol เลยขอให้ไป 5 ฟลาสก์
  3. สารปรุงแต่ง หรือ Additives ไม่ได้มีสารไหนมีพิษมีภัยอะไรกับผิว เลยไม่มีที่ให้หักคะแนน รับไป 5 ฟลาสก์
  4. การใช้งาน ตัวเนื้อครีมค่อนข้างชุ่มชื้น ไม่เหนอะหนะหนักผิวมากจนเกินไป เนื่องจากมีส่วนผสมของสารกรองรังสี UV และเม็ดสี หรือ Pigment ที่ช่วยอำพรางสีผิว ส่วนตัวมี่คิดว่าเอามาใช้กลางวัน ใช้เป็น Makeup base ก่อนลงรองพื้นตอนเช้าๆ น่าจะเหมาะกว่าการใช้กลางคืน เพราะสารกรองรังสีพวกนี้ดูไม่ค่อยจำเป็นเท่าไหร่ตอนเรานอนหลับ ส่วนผลการใช้งาน ตัวนี้มี่คิดว่าช่วยเรื่องรอยแดงและรอยดำจากสิว รวมถึงหน้าไหม้แดดได้ด้วยค่ะ ในจุดนี้ขอให้คะแนน 4 ฟลาสก์ค่ะ

 

คะแนน facial

 

สุดท้ายนี้ขอขอบคุณทางแบรนด์ Bio Balance ด้วยนะคะที่ส่งผลิตภัณฑ์ดีๆมาให้มี่ได้ทดลองใช้ และขอบคุณทุกๆท่านด้วยค่ะ ที่ติดตามรับชมมาจนจบ

 

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถสอบถามได้ที่ทางเฟสบุคของแบรนด์ได้เลยนะคะ

https://www.facebook.com/BiobalanceThailand/

 

Disclaimer: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากทางแบรนด์ Bio Balance การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสมตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล และผู้เขียนไม่ได้มีผลประโยชน์ใดๆในการขายสินค้า โปรดใช้วิจารณญาณ

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสม Body Whitening cream ครีมทาเพื่อเรือนร่างขาว จาก Bio balance แบรนด์ดังฝั่งยุโรป

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสม Body Whitening cream ครีมทาเพื่อเรือนร่างขาว จาก Bio balance แบรนด์ดังฝั่งยุโรป

สวัสดีค่ะ วันนี้มี่นำเอาครีมบำรุงเพื่อผิวขาวจากแบรนด์ Bio Balance มาฝากค่ะ แบรนด์ Bio Balance เป็นเครื่องสำอางชื่อดังจากฝั่งยุโรปค่ะ ซึ่งทางแบรนด์ Claim เรื่องส่วนผสมจากธรรมชาติ และส่วนผสมออร์แกนิก ที่ผ่านการเลือกสรรมาเป็นอย่างดี มี่ลองเข้าไปดูเวบไซต์ของแบรนด์ (http://www.biobalance.com.tr/) เห็นว่ามีผลิตภัณฑ์อยู่หลายกลุ่มเหมือนกันค่ะ

โดยตัวที่มี่ได้มามี 2 ตัว เป็นกลุ่ม Whitening ทั้งคู่ เป็นทาตัวหลอดนึง และทาหน้าอีกหลอดนึง วันนี้เอาทาตัวมารีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสมให้ชมค่ะ

bio 1.jpg

ที่ด้านหลังกล่องมีคำ Claim อยู่ค่ะ

bio 2

 

เคลมว่า สามารถใช้ทาข้อศอก ข้อเข่า ข้อเท้า ขาหนีบ รักแร้ กระ รอยสิว ฝ้า รอยแผลเป็นสีเข้ม รวมไปถึงความผิดปกติของสีผิวอื่นๆได้ด้วยค่ะ

 

มาดูเนื้อครีมกันบ้าง ครีมตัวนี้จะมีกลิ่นหอมอมเปรี้ยว แนว Fruity จางๆค่ะ เนื้อครีมเป็นสีขาวอารมณ์คล้ายๆกันแดดนะคะ

 

bio 3

 

เกลี่ยได้ค่อนข้างง่าย ครีมจะหนึบๆนิดนึง ช่วยอำพรางและปรับสีผิวให้สว่างขึ้นได้ในทันที แต่ไม่ปื้นไม่วอกค่ะ และค่อนข้างชุ่มชื้น

 

bio 4

 

ตัวครีมมี Pigment มี่เลยไม่ได้วัดค่า pH ให้นะคะ

 

มาทั้งทีไม่วิเคราะห์ส่วนผสมคงไม่ได้ มาดูส่วนผสมกันซักหน่อยนะคะ

 

สผส body

 

จากส่วนผสมมี่ได้ทำแถบสีไว้ให้แล้วนะคะ ส่วนของสารบำรุง แบ่งเป็น 3 กลุ่มหลักๆค่ะ

 

สีม่วง: กลุ่ม Whitening ได้แก่

  • Niaciamide คือ รูปแบบหนึ่งของวิตามินบี 3 ถ้าเป็นด้านไวท์เทนนิ่ง สารนี้ให้ผลยับยั้งการส่งผ่านเมลานินที่สร้างเสร็จแล้วไม่ให้ออกมาข้างนอกมองเห็นเป็นสีผิว ยังมีประโยชน์ในด้านของการเพิ่มการสร้างไขมันที่เป็น Barrier ผิว และลดการอักเสบ (Int J Cosmet Sci 2005; 27:255–261)
  • Glycyrrhiza glabra extract คือ สารสกัดจากชะเอม มีรายงานเกี่ยวกับคุณสมบัติในการยับยั้งเอนไซม์ Tyrosinase ลดการสร้างเมลานินช่วยให้สีผิวจางลง มีฤทธิ์เป็น Antioxidant ( 2014; 19(7):9101-13.) และมีคุณสมบัติลดการอักเสบ (J Dermatolog Treat. 2003; 14(3):153-7.)
  • Sodium ascorbyl phosphate เป็นรูปแบบหนึ่งของวิตามินซี ที่มีการละลายน้ำดี มีความคงตัวเพิ่มขึ้น วิตามินซีมีประโยชน์เป็น Antioxidant, ช่วยยับยั้งการสร้างเม็ดสีผิว และ เป็นส่วนหนึ่งในขั้นตอนการสังเคราะห์คอลลาเจนในผิว

 

สีฟ้า: กลุ่มสารกันแดด

ถึงแม้ผลิตภัณฑ์จะไม่ได้ Claim เรื่อง SPF กล่าวแค่ว่า UVA UVB protection พอเรามาดูส่วนผสมก็จะเห็นมีส่วนผสมของสารกันแดดอยู่ค่ะ แต่ไม่แน่ใจเรื่องความเข้มข้นที่ใส่มา ว่าจะกันแดดได้แค่ไหนนะคะ กันแดดที่เขาใส่มา มีทั้งกลุ่มเคมี และกลุ่มกายภาพ คือ

  • Ethylhexyl methoxycinnamate เป็นกันแดดเคมี ช่วยกรองรังสี UVB เป็นหลัก
  • Ethylhexyl salicylate เป็นกันแดดเคมีเช่นกัน ช่วยกรองรังสี UVB
  • Benzophenone-3 เป็นกันแดดเคมีอีกตัว ที่ให้ผลด้าน UVB เช่นกัน
  • Titanium dioxide เป็นกันแดดกายภาพ สะท้อนรังสี UV ออกไป

 

สีเขียว: กลุ่มสารบำรุงอื่นๆ

  • Allantoin มีคุณสมบัติที่ดีเกี่ยวกับเรื่องลดการอักเสบในผิว
  • Centella asiatica extract คือ สารสกัดจากบัวบก ให้ผลดีด้านริ้วรอย
  • Rosmarinus officinalis extract คือ สารสกัดจากโรสแมรี่ เป็น Antioxidant และ มีรายงานเกี่ยวกับคุณสมบัติในการลดการอักเสบ (J Agric Food Chem. 2011; 59(8):3674-85.)
  • Tocopheryl acetate คือ รูปแบบหนึ่งของวิตามินอี มีคุณสมบัติเป็น Antioxidant

 

โดยรวมจะเห็นว่ากลุ่มของสารออกฤทธิ์ที่เป็น Whitening จะออกฤทธิ์ที่สองขั้นตอน คือ ขั้นตอนการสร้างเม็ดสี และ ขั้นตอนการส่งผ่านเม็ดสีที่สร้างเสร็จแล้ว เสริมมาด้วยสารกันแดด Antioxidant และสารที่ให้ผลด้านริ้วรอย/ชะลอวัย

 

มาให้คะแนนกันดีกว่าค่ะ

  1. สารบำรุง อย่างที่เล่าไว้ด้านบน คือ มีคุณสมบัติด้าน Whitening อยู่ 2 ขั้นตอน เสริมมาด้วยสารกันแดด Antioxidant และสารที่ให้ผลด้านริ้วรอย ในส่วนนี้มี่มองว่า ในส่วนของ Whitening นั้นยังเหมือนไม่ค่อยสุด และยังขาดสารที่ให้ผลด้านชุ่มชื้นอยู่ เลยขอให้ 4 ฟลาสก์
  2. เนื้อหลัก หรือ ส่วน Base มาในรูปแบบครีม ประกอบด้วยสารดูดน้ำให้ผิว สารไขมันทดแทน และสารเคลือบผิว อยู่อย่างครบถ้วน ไม่มีส่วนผสมของ Alcohol เลยขอให้ไป 5 ฟลาสก์
  3. สารปรุงแต่ง หรือ Additives ไม่ได้มีสารไหนมีพิษมีภัยอะไรกับผิว เลยไม่มีที่ให้หักคะแนน รับไป 5 ฟลาสก์
  4. การใช้งาน ตัวเนื้อครีมค่อนข้างชุ่มชื้น ไม่เหนอะหนะหนักผิวมาก ที่ข้างกล่องบอกว่าเหมาะสำหรับรักแร้ ขาหนีบ ข้อศอก และข้อเข่า ซึ่งส่วนตัวมี่เองก็ได้ลองใช้กับข้อศอกกับข้อเข่ามาอยู่เกือบเดือน ก็เห็นว่าตรงข้อศอกนั้นดูดีขึ้นนะคะ ส่วนเข่านั้นยังไม่ค่อยชัดเท่าไหร่ค่ะ แต่โดยรวมก็คือถือว่าชอบค่ะ ติตรงกลิ่นนิดเดียวที่ไม่ค่อยตรงสเปคมี่เท่าไหร่ แต่ก็ขอให้ไป 5 ฟลาสก์ค่ะ

 

คะแนน

สุดท้ายนี้ขอขอบคุณทางแบรนด์ Bio Balance ด้วยนะคะที่ส่งผลิตภัณฑ์ดีๆมาให้มี่ได้ทดลองใช้ และขอบคุณทุกๆท่านด้วยค่ะ ที่ติดตามรับชมมาจนจบ

 

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถสอบถามได้ที่ทางเฟสบุคของแบรนด์ได้เลยนะคะ

https://www.facebook.com/BiobalanceThailand/

และตัวผลิตภัณฑ์มีวางจำหน่ายที่ร้าน  Boots  สาขา EmQuartier ค่ะ ไปลองเลือกลองเล่นดูได้นะคะ 🙂

Disclaimer: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากทางแบรนด์ Bio Balance การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสมตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล และผู้เขียนไม่ได้มีผลประโยชน์ใดๆในการขายสินค้า โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสม พร้อมสูตร DIY Argan oil บริสุทธิ์ ของ Physicians formula

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสม พร้อมสูตร DIY Argan oil บริสุทธิ์ ของ Physicians formula

วันนี้มี่เอาน้ำมันบำรุงผิวมารีวิว และแชร์สูตร DIY ค่ะ

เป็น Argan oil บริสุทธิ์ จากแบรนด์ Physicians Formula นั่นเองค่ะ Oil ตัวนี้ Made in Morocco นะคะ มาจากแหล่งกำเนิดของ Argan oil กันเลยทีเดียว

มาดูหน้าตากันซักนิดนึงนะคะ

ao 1

ตัวแพคเกจ เป็นขวดแก้ว มีหลอดหยด Design มาในรูปแบบที่ดู Exotic ดูหรูหรา มีความเป็นศิลปะอยู่ อารมณ์มี่คิดว่ามันเป็นแนวอาหรับ ได้อยู่ ลองไป Google ดู เกี่ยวกับ Morocco ก็เห็นศิลปะของเขามาในแนวนี้เช่นกัน

ที่ด้านหลังกล่องก็จะมีการ Claim เรื่อง Multi-tasking, 100% pure argan oil, Hypoallergenic, Fragrance Free, Gluten Free, Paraben Free และ Dermatologist Tested

pf claim

เอารูปมาให้ดูซักหน่อย

ao 2

เนื้อออยล์เป็นออยล์ค่อนข้างเหลว สัมผัสบางเบา เกลี่ยง่าย มีกลิ่นออยล์จางๆค่ะ

ao 3

ao tex.jpg

การซึมของออยล์นั้นอยู่ในระดับกลางๆค่ะ ไม่ได้ไวมาก แต่ก็ไม่ได้ช้ามากเกินไป

สำหรับส่วนผสมนั้น ประกอบด้วย Argan oil 100% ค่ะ

กล่าวถึงซักนิดนึงเนอะ

Argan oil เป็นน้ำมันที่ได้จาก Argan ที่พบมากในแถบ Morocco ค่ะ ในน้ำมันประกอบด้วยกรดไขมันชนิดไม่อิ่มตัวเป็นหลัก มีกรดไขมัน Linoleic acid อยู่ ราวๆ 30% และมีสารในกลุ่ม Phytosterol ที่มีผลลดการอักเสบในผิวได้ และมีวิตามินอีอยู่ค่อนข้างสูงค่ะ

การทดสอบในกลุ่มสตรีวัยทองที่ทา Argan oil พบว่า มีผลช่วยเพิ่มความชุ่มชื้น (Prz Menopauzalny. 2014;13(5):280-8.) และความยืดหยุ่นของผิวหนังได้ด้วยค่ะ (Clin Interv Aging. 2015;10:339-49.)

 

ออยล์นี้ทางแบรนด์ Claim เรื่อง Multi-tasking นะคะ เรียกเป็นภาษาไทยๆสวยๆว่า สารพัดประโยชน์

นางทำอะไรได้บ้าง ต้องพิสูจน์ค่ะ มาลองดูกันดีกว่าค่ะ

1. ทาผิวโดยตรง เป็น Skincare oil ให้ผลทดแทนไขมันให้แก่ผิวค่ะ

 

2. ผสมกับ Moisturizerรูปแบบโลชั่น หรือครีมที่ชอบ ก่อนทาลงผิว เพื่อทดแทนไขมันให้แก่ผิว

 

สามารถผสมกันได้ตามชอบนะคะ ตั้งแต่ Oil 1 ส่วน Lotion 1 ส่วน ไปเรื่อยๆส่วนตัวมี่ชอบที่สัดส่วน Oil 1ต่อ Lotion 3 ส่วนค่ะ

 

จะผสมกันบนหลังมือ ก่อนเอานิ้วป้ายไปละเลงบนหน้าหรือจะผสมที่ฝ่ามือ แล้ว warm ก่อนกดลงบนหน้าก็ได้ค่ะ

ao mix.jpg

3. ผสมกับรองพื้นในอัตราส่วน Oil 1 ส่วนต่อ รองพื้น 2 ส่วน ปรับได้ตามชอบนะคะ 

ส่วนตัวมี่แนะนำรองพื้นที่เป็นเนื้อครีม หรือเนื้อไม่เหลวมากเกินไปจะกำลังดีเลยค่ะ

ao foundation

ผสมเสร็จแล้วละเลงบนหน้าได้เลยค่ะจะได้ความฉ่ำวาวและชุ่มชื้นเพิ่มขึ้น

ao found look

4. ทำ DIY สนุกๆ 

ส่วนตัวมี่ชอบทำสครับค่ะโดยสิ่งที่เราต้องเตรียมก็จะมี

  • ชามสำหรับผสม และช้อน/ส้อม
  • น้ำตาล
  • Argan oil ของ Physiciansformula
  • ผงสมุนไพรตามชอบของมี่เลือกใช้ผงว่านนางคำค่ะ ซื้อจากร้านสมุนไพร ไม่แน่ใจว่ากรุงเทพซื้อไหนร้านเจ้ากรมเป๋อ จะมีไหมนะคะ แต่ถ้าเป็นเชียงใหม่ ร้าน E.A.R. สมุนไพรที่กาดหลวงมีค่ะ
  • โลชั่นที่ใช้ทุกวัน

 

ao 13

น้ำตาลถ้าขัดแล้วรู้สึกว่ามันหยาบมากไป จะเอาไปปั่นก่อน หรือใช้น้ำตาลไอซิ่งแทนนะคะ เหมาะกับการขัดหน้าค่ะ ถ้าอยากขัดตัวใช้เกลือก็ได้ค่ะ แต่เกลือไม่น่าเอามาขัดหน้าเท่าไหร่ค่ะ

  1. ใส่น้ำตาลลงไปในชามก่อนค่ะ
  2. ตามด้วย ใส่ผงสมุนไพรที่ชอบลงไป นิดหน่อยพอประมาณ
    ถ้าจะขัดตัว ใส่ผงพริกไทยลงไป จะได้ความรู้สึกอุ่นๆ ใช้เป็น Home spa สำหรับกระชับสัดส่วน ลดเซลลูไลท์ได้ด้วยหล่ะ
  3. เอาส้อมคลุกๆให้สมุนไพรกระจายตัวในน้ำตาล
  4. ใส่น้ำมัน Argan ลงไป 1 – 2 หลอดหยด
  5. ใส่น้ำผึ้งลงไป 1 ช้อน
  6. คลุกผสมให้เข้ากันค่ะ
  7. จากนั้นเทโลชั่นที่ชอบลงไปพอประมาณนะคะ กะเอา ให้ได้เนื้อขลุกขลิกพอดี
  8. คนผสมกันเป็นอันเสร็จพิธี

 

This slideshow requires JavaScript.

 

ขัดวนไปค่ะ

This slideshow requires JavaScript.

สาเหตุที่มี่ใช้โลชั่นผสมด้วยก็เพราะว่า มันจะทำให้เราล้างออกได้ง่ายขึ้นค่ะ

 

ลองสครับกันดูนะคะ อย่าสครับบ่อย ซักอาทิตย์ละครั้งก็พอค่ะ

พบกันใหม่โอกาสถัดไป สำหรับวันนี้ สวัสดีค่ะ

Disclaimer: ผลิตภัณฑ์นี้ซื้อด้วยตัวเอง