Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสม น้ำมันสาระพัดประโยชน์ Or’agan Organic bath body & massage oil

สวัสดีค่ะ วันนี้มี่เอาผลิตภัณฑ์ดีๆจาก Or’agan มาฝากกันอีกแล้วค่ะ

 

คราวก่อนมี่เอาสบู่ดำมารีวิวให้ชม และทิ้งท้ายว่า หลังจากทำ Hammam เสร็จ ให้ชโลมผิวด้วยน้ำมันนวดตัวเพื่อความฟิน และครบสูตร Home spa ฉบับ Morocco

 

วันนี้เลยจะมารีวิว Body oil ของทางแบรนด์ Or’agan มาให้ชมกันต่อนะคะ ขอทบทวนเกี่ยวกับทางแบรนด์ Or’agan อีกนิดนึงค่ะ แบรนด์ Or’agan เป็นแบรนด์เครื่องสำอางธรรมชาติและออร์แกนิกแบรนด์ดังที่เป็นแบรนด์ในเครือจากบริษัท Dumoroc มีพันธกิจเกี่ยวกับการส่งออกนำเข้าสินค้าอันทรงคุณค่าจากโมรอคโค มาสู่ไทย ซึ่งสินค้าของแบรนด์หลายๆตัวเป็นตำรับโบราณจากชาวโมรอคโคค่ะ

 

กลับมาที่ตัว Body oil ที่จะมารีวิวในวันนี้นะคะ นางมีมีชื่อเต็มๆว่า Or’agan Organic bath body & massage oil ค่ะ

 

bb 1-ฟุ้ว

 

ตัวขวดเป็นฝาแบบปั๊มค่ะ สามารถกดเอาน้ำมันออกมาได้ในปริมาณพอดี ไม่กระฉอก และไม่พุ่งออกมาแรงจนเกินไป

 

bb ขวด

 

ตัวน้ำมันไม่เหลวไม่หนืดจนเกินไปค่ะ เกลี่ยได้ค่อนข้างง่ายบนผิว ถ้าแบ่งน้ำมันตามตำรา Aromatherapy เป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ Light เป็นน้ำมันที่บางเบา Medium เป็นน้ำมันที่กลางๆ และ Thick เป็นน้ำมันที่หนัก สัมผัสน้ำมันนี้น่าจะอยู่กลางๆ เป็น Medium oil ค่ะ

 

 

ตัวกลิ่น ทางแบรนด์ผสมมาได้อย่างดีค่ะ จะเริ่มเปิดออกมาด้วยกลิ่นโทนดอกไม้ (Flowery) ตามมาด้วยกลิ่นสดชื่นของสมุนไพร (Herb) และปิดท้ายด้วยกลิ่นแนวหอมๆเย็นๆ สไตล์ Oriental คล้ายๆกำยาน ซึ่งจะติดทนอยู่กับผิวหลายชั่วโมงเหมือนกัน ให้ความรู้สึกสงบ ผ่อนคลาย เหมาะแก่การใช้เป็น Home spa หลังอาบน้ำ หรือ หลังทำ Hammam ด้วยสบู่ดำค่ะ

 

รูปฉลากภาษาไทยแสดงวิธีใช้ และส่วนผสม เผื่อใครสนใจค่ะ

 

bb 2

 

Oil ตัวนี้ใช้ได้ 3 รูปแบบนะคะ

 

ใช้เป็น Body oil เพิ่มความชุ่มชื้น: ง่ายๆ แค่ทาลงบนผิวหลังอาบน้ำเสร็จ

 

ใช้เป็นน้ำมันนวด หรือ Massage oil: นวดลงบนบริเวณที่ต้องการ

 

ใช้ผสมน้ำอาบ เป็น Floating bath oil: เทใส่ในอ่างอาบน้ำอุ่น แล้วลงไปแช่ซัก 20 – 30 นาที เพื่อความผ่อนคลายสบายใจ

 

ตัวนี้เนื่องจากเป็นน้ำมัน ไม่มีส่วนผสมของสาร Emulsifier เวลาเทลงอ่างจะกลายเป็นน้ำมันลอย หรือ Floating bath oil พอเราลงไปแช่ น้ำมันก็จะไปเคลือบตามผิวค่ะ เหมาะมากกับคนผิวแห้ง (แต่ก็จะล้างอ่างยากนิดนึง)  เวลาเทลงไปในอ่างน้ำอุ่น จะได้กลิ่นหอมละมุนของน้ำมันหอมระเหย ผ่อนคลาย หายเหนื่อยเลยค่ะ

 

This slideshow requires JavaScript.

 

มาดูส่วนผสมกันบ้างนะคะ

 

สผส bb

 

จากส่วนผสมจะแยกเป็นกลุ่มน้ำมันพื้น หรือ Base oil กับ น้ำมันหอมระเหย ซึ่งเอาไว้แต่งกลิ่นและให้คุณสมบัติทาง Aromatherapy ค่ะ

 

กลุ่ม Base oil ก็จะมี Argan oil ซึ่งมาในลำดับแรกสุด ตามมาด้วยน้ำมันมะกอก และน้ำมันจากเมล็ดแอลมอนด์ ซึ่งน้ำมันพืชเหล่านี้ มีคุณประโยชน์ในการบำรุงผิว ทดแทนไขมันให้แก่ผิว และประกอบด้วยสารในกลุ่ม Phytosterol ที่มีผลลดการอักเสบในผิว กับวิตามินอี ที่เป็น Antioxidant ได้

 

กลุ่มน้ำมันหอมระเหย ได้แก่

  • Lavender oil มีคุณสมบัติให้ความรู้สึกผ่อนคลาย
  • Geranium oil มีคุณสมบัติให้ความรู้สึกผ่อนคลาย และให้ความสดชื่น
  • Benzoin เป็นส่วนยางของต้น Styrax benzoin ในทาง Aromatherapy ใช้ Benzoin ให้ประโยชน์เกี่ยวกับด้านผิวหนัง ในการดูแลการแพ้ การอักเสบ และผิวหนังอักเสบติดเชื้อบางชนิด และ Benzoin ให้คุณสมบัติเป็น Fixative ช่วยให้กลิ่นหอมติดทนนานขึ้น
  • Cedarwood oil เป็นน้ำมันหอมระเหยจากพืชตระกูลสนชนิดหนึ่ง มีคุณสมบัติให้ความผ่อนคลาย ในทาง Aromatherapy ใช้ cedarwood oil เพื่อควบคุมความมัน กระชับรูขุมขน ลดการอักเสบ และฆ่าเชื้อบางชนิดที่ผิวหนัง
  • Sandalwood oil น้ำมันหอมระเหยจากไม้จันทน์ ซึ่งมีราคาแพง ให้ความผ่อนคลายเช่นเดียวกัน

 

 

 

มาให้คะแนนกันซักหน่อยนะคะ

 

  1. ส่วนผสม: เป็นส่วนผสมของน้ำมันจากธรรมชาติทั้งหมด ปราศจาก Mineral oil, Silicone และสารในกลุ่ม Fatty ester ที่มักพบในน้ำมันนวดตัวหลายๆแบรนด์ จึงให้ผลในการบำรุงผิวและทดแทนไขมันให้แก่ผิว เสริมมาด้วยน้ำมันหอมระเหยที่ให้คุณสมบัติผ่อนคลายเป็นหลัก จึงเหมาะกับการใช้เป็น Home spa เพื่อความผ่อนคลายในวันหยุด แต่ส่วนที่น่าสนใจคือ การไม่ได้ใช้วิตามินอี หรือสาร Antioxidant ตัวอื่นเป็นองค์ประกอบ และใช้ภาชนะพลาสติกซึ่งอากาศผ่านเข้าออกได้อย่างอิสระ ส่วนตัวมี่คิดว่าน่าจะไม่ค่อยเหมาะกับอากาศบ้านเรานักค่ะ จุดนี้เลยขอให้ 4 ฟลาสก์ค่ะ
  2. การใช้งาน: ส่วนตัวมี่ได้ลองใช้ทั้ง 3 รูปแบบ คือ ทาผิวเป็น Body oil หลังอาบน้ำเสร็จ ใช้นวดหลังขัดผิวด้วยสบู่ดำกับถุงมือกีซ และใช้แช่อ่าง มี่ค่อนข้างชอบนะคะ เพราะตัวออยล์ มีความนุ่มเกลี่ยได้ง่าย มีกลิ่นหอมช่วยให้หายเหนื่อย จุดนี้ขอให้ 5 ฟลาสก์ค่ะ

 

คะแนน oragan

 

สุดท้ายนี้ขอบคุณทางแบรนด์ Or’agan ด้วยนะคะที่ส่งสินค้าดีๆมาให้มี่ได้ทดลองใช้ และขอบคุณทุกๆท่านด้วยค่ะที่ติดตามมาจนจบ

 

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถสอบถามได้ที่ทางเฟสบุคของแบรนด์ Or’agan เลยนะคะ

https://www.facebook.com/theoraganth

 

Disclaimer: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับเป็นของขวัญจากแบรนด์ Or’agan การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสมตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและสุคนธบำบัด (Aromatherapy) และอาศัยความเห็นส่วนบุคคล ผู้เขียนไม่ได้มีผลประโยชน์ใดๆในการขายสินค้า โปรดใช้วิจารณญาณ

Image

[Beauty talks] All about mask ภาค 1: มาสค์หน้าไปทำไม บ่อยแค่ไหนดี และเลือกแบบไหนดี

สวัสดีค่ะ

 

วันนี้มาแชร์สาระเรื่อง Mask ค่ะ ตอนแรกนี้จะว่าด้วยประโยชน์ของ Mask และ Mask ประเภทแรก คือ Mask sheet ก่อนนะคะ

mask 1
ถ้าพูดถึงมาสค์ในท้องตลาดมีด้วยกันหลายรูปแบบ เช่น มาสค์โคลน มาสค์แบบล้างออก มาสค์แบบลอกออก มาสค์ชีท และมาสค์แบบที่ทาทิ้งไว้ข้ามคืน หรือ Overnight mask หรือ Sleeping mask ค่ะ

เดี๋ยวจะค่อยๆคุยกันทีละแบบนะคะ วันนี้ขอเริ่มด้วยมาสค์ชีทก่อนค่ะ

การ Mask หน้าด้วย Mask sheet เป็นการสร้างสิ่งที่เรียกว่า Occlusive effect ให้กับผิว คำนี้ไม่อยากแปลเป็นไทยเท่าไหร่ค่ะ แปลแล้วไม่ได้สื่อความหมายอะไรเท่าไหร่

ในการเอาแผ่นมาสค์มาแปะลงบนผิว ผลของ Occlusive effect จะทำให้ระบบและกลไกในผิวหนังเปลี่ยนไป อย่างแรกเลยคือ ความชื้นในผิวหนังจะเพิ่มขึ้น เพราะน้ำจากแผ่นมาสค์เข้ามาในผิว และน้ำในผิวไม่สามารถระเหยออกไปข้างนอกได้ เมื่อความชื่้นเพิ่มขึ้น ผิวจะมีการทำงานบางอย่างดีขึ้น เช่น การสมานแผลต่างๆในผิวดีขึ้น การสร้างโปรตีนและไขมันในผิวบางชนิดทำได้มากขึ้น และการผลัดเซลล์ผิวเกิดได้สมบูรณ์ขึ้น

 

ถึงแม้การแปะแผ่นมาสค์จะไม่ได้สร้างภาวะ Occlusive ที่สมบูรณ์เหมือนการทับด้วย Silicone sheet หรือ Plastic แต่ก็สามารถทำให้เกิดภาวะกึ่งๆ Occlusive ได้อยู่ค่ะ มี่เองก็ไม่แน่ใจข้อมูลเหมือนกันนะคะ ว่าแผ่นมาสค์จะทำให้เกิดภาวะ Occlusive ได้แค่ไหน และที่แน่ๆ วัสดุที่ใช้ทำแผ่นมาสค์ มีผลกับความสามารถในการ Occlusive แน่นอนค่ะ คหสต. มี่คิดว่า Mask sheet แบบที่เป็นแผ่นเจล หรือ Hydrogel patch น่าจะให้ผลในการ Occlusive ที่สูงกว่า และมีผลช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นได้ดีกว่าค่ะ


ความชื้นที่เพิ่มขึ้นในผิวยังมีผลต่อการดูดซึมสารบางชนิดเข้าสู่ผิวด้วย เพราะสารบางอย่างสามารถดูดซึมเข้าสู่ผิวได้มากขึ้นค่ะ

มาดูงานวิจัยที่เกี่ยวข้องบ้างนะคะ

Maibach และ Zhai ได้สรุปไว้ว่าผลของการ Occlusive ที่ผิวหนัง เป็นปรากฏการณ์ที่ส่งผลต่างๆต่อผิวหนังมากมาย และบางอย่างก็สลับซับซ้อน โดยรวมๆสรุปได้ว่า ภาวะ Occlusive มีผลต่อความชุ่มชื้นในผิว มีผลต่อการซึมผ่านของสารต่างๆเข้าสู่ผิว การฟื้นฟูและสังเคราะห์ไขมัน DNA การสมานแผลต่างๆในผิว รวมไปถึงมีผลต่อเชื้อจุลินทรีย์ดีๆ ที่เป็นเชื้อเจ้าบ้านด้วยค่ะ (Maibach and Zhai, Skin Pharmacol Appl Skin Physiol 2001;14:1-10)

การ Occlusive ทำได้หลายแบบไม่ว่าจะเป็นการทาผลิตภัณฑ์ที่มีไขมัน แล้วไขมันนั้นดูดซึมไม่ได้ กลายเป็นฟิล์มบางๆเคลือบผิวไว้กันน้ำระเหยออกไป หรือการใช้ Mask sheet นั่นเองค่ะ

ผิวหนังชั้นนอกปกติจะมีความชื้นอยู่ราวๆ 10 – 20% แต่เมื่อ Occlusive ไป 30 นาที พบว่าระดับความชื้นในผิวเพิ่มขึ้นจนถึงเกือบๆ 50% เลยทีเดียว ระดับความชื้นขนาดนี้ทำให้เซลล์ผิวบวม และโครงสร้างของไขมันใน Barrier ผิวก็มีการเปลี่ยนแปลงไป ทำให้สารบางชนิดซึมผ่านเข้าสู่ผิวได้มากขึ้น

สารที่จะซึมเข้าผิวได้ดีมากในช่วงที่เรา Mask มักจะเป็นพวกสารไขมันค่ะ

ในเอกสาร Review article ของ Maibach และ Zhai ยังกล่าวอีกว่า เมื่อเกิดการ Occlusive สาร Ethanol (Alcohol) สามารถซึมเข้าสู่ผิวได้มากขึ้นเช่นกัน ดังนั้นแผ่นมาสค์ที่มีแอลกอฮอล์ ก็อาจจะไม่ค่อยเหมาะกับคนที่มีผิวแห้ง

สรุปก็คือ ข้อดีของ การ Mask หน้า เราก็จะได้เรื่องความชุ่มชื้น แล้วสารวิตามินต่างๆในแผ่นมาสค์ก็จะเข้าสู่ผิวได้ง่ายขึ้น แต่!!!! เมื่อสารต่างๆซึมเข้าผิวได้มากขึ้น ก็ไม่ได้แปลว่า จะดีเสียหมด เพราะสารที่ไม่เป็นมิตรก็อาจจะซึมเข้าสู่ผิวได้มากขึ้นด้วย ทำให้เกิดการแพ้ และการระคายเคืองได้ง่ายกว่าปกติ จึงไม่ควรทิ้งมาสค์ไว้นานๆ ซัก 15-20 นาทีก็พอค่ะ แล้วอาทิตย์หนึ่งควรใช้ซัก 1 – 2 ครั้งพอ

ถ้าพูดถึง Mask sheet ในตลาด

Mask sheet ก็คือ แผ่นมาสค์ที่แช่อยู่ใน Vehicle (ขอเรียกว่า น้ำยา แม้ว่าจะดูแปลกๆไปหน่อย เพราะจะเรียกว่า Solution ก็คงไม่ถูก เพราะมาสค์บางอย่างเป็นน้ำนม หรือ Emulsion)

Mask sheet มีกี่แบบ???

เท่าที่ดูๆมา มี่ขอแบ่งแผ่นมาสค์ในท้องตลาด เป็น 2 แบบหลักๆ คือ แบบที่เป็น Vehicle น้ำ กับ แบบที่เป็น Vehicle น้ำนม

1. แบบน้ำ ผลิตภัณฑ์กลุ่มนี้มากกว่า 90% มักจะใส่แอลกอฮอล์ลงมา เพื่อให้แห้งไว ไม่เหนอะหนะ แต่ก็อาจจะไม่ค่อยเหมาะกับคนผิวแห้ง มาสค์น้ำบางแบบจะเหนียวๆ ยืดๆ เป็นเมือกๆ เพราะสารก่อเจล เวลาเอาออกเสร็จควรไปล้าง แต่ถ้าเป็นมาสค์ที่ไม่เหนียว ไม่ยืด ไม่จำเป็นต้องล้างออก หรือจะล้างก็ไม่เป็นไร เพราะวิตามินบางส่วนก็ซึมเข้าผิวไปแล้ว

2. แบบน้ำนม ก็มีทั้งแบบน้ำนมเหลวๆ และแบบน้ำนมหนักๆ สังเกตได้จากสารน้ำมัน ตัวที่พบบ่อยที่สุดจะเป็น Capric/caprylic triglycerides กับพวก Fatty ester ต่างๆ (สังเกตจากชื่อสาร มี 2 วรรค วรรคแรกลงท้ายด้วย –yl วรรคสองลงท้ายด้วย –ate เช่น Ethyl hexylpalmitate, Cetyl ethylhexanoate ฯลฯ หรือไม่ก็ไม่วรรค แล้วลงท้ายด้วย –ate ไปเลย)

การเลือกมาสค์ให้เหมาะกับสภาพผิว
***คนผิวมัน ควรเลือกมาสค์น้ำที่มี Alcohol หรือเป็นมาสค์น้ำธรรมดาที่ไม่มี Alcohol

การใช้มาสค์ที่มี Alcohol ในคนที่มีผิวมัน Alcohol จะช่วยละลายไขมันบางส่วนบนผิวได้ด้วย น่าจะให้ผลดีเกี่ยวกับการคุมมันและเรื่องสิวด้วย (คหสต.)

***คนผิวผสม ควรเลือกมาสค์น้ำที่ไม่มี Alcohol

***คนผิวแห้ง ควรเลือกมาสค์น้ำนม

 

 

1432390518-o

 

ส่วนตัวมี่ลองมาสค์ชีทมาหลายแบรนด์ ซึ่งส่วนมากจะเป็นของเกาหลีค่ะ

 

1432390466-maskre-o

 

ถ้าสนใจลองตามไปอ่านกระทู้บนพันทิปได้เพิ่มเติมนะคะ 🙂

 

http://pantip.com/topic/33692147

 

พบกันใหม่ใน Part 2 กับ Mask เนื้อครีม/เนื้อเจล ค่ะ

Image

รีวิววิเคราะห์ส่วนผสมสบู่ดำจาก Morocco กับ Or’agan black soap with eucalyptus

สวัสดีค่ะ วันนี้มี่แวะเอารีวิวสบู่ดำ หรือ Black soap ของขึ้นชื่อต้นตำรับจาก Morocco มาฝากกันค่ะ

 

Black soap ตัวที่มี่ได้มาเป็นของแบรนด์ Or’agan แบรนด์เครื่องสำอางธรรมชาติและออร์แกนิกแบรนด์ดังที่เป็นแบรนด์ในเครือจากบริษัท Dumoroc มีพันธกิจเกี่ยวกับการส่งออกนำเข้าสินค้าอันทรงคุณค่าจากโมรอคโค มาสู่ไทย ซึ่งสินค้าของแบรนด์หลายๆตัวเป็นตำรับโบราณจากชาวโมรอคโค ด้วยค่ะ #สบู่ตัวนี้ก็เช่นกัน

 

แบรนด์นี้มีวางจำหน่ายตามสปาชื่อดังอยู่หลายที่เหมือนกันค่ะ และกำลังจะเริ่มเปิดตลาดค้าปลีกในบ้านเรา

 

ว่ากันว่า แบรนด์ Or’agan เป็นเจ้าแรกเลยค่ะ ที่นำเอาสบู่ดำเข้ามาจำหน่ายในไทย

 

มาดูหน้าตากันหน่อยนะคะ

 

bs new-ฟุ้ง.jpg

 

สบู่ดำตัวนี้ มีเนื้อแบบขี้ผึ้ง หรือ Ointment ค่อนข้างคล้าย Petrolatum หรือ Vaseline อยู่เหมือนกันค่ะ

 

bs 3

 

เอาช้อนตักขึ้นมาให้ดูเนื้อค่ะ จริงๆถ้าใช้คนเดียว จะเอามือควักและเอามาอาบเลยก็ไม่ว่ากันค่ะ

 

bs 4

 

bs 5

พอเปียกน้ำแล้วก็จะมีฟองอยู่เล็กน้อยค่ะ มีสัมผัสลื่นๆ และมีกลิ่นหอมเย็นสดชื่นของยูคาลิปตัส เวลาอาบจะได้ความรู้สึกเย็นๆด้วยค่ะ

 

bs 6

 

วิธีใช้ที่ถูกต้องคือ ฟอกสบู่ดำทิ้งไว้ประมาณ 5 นาที ก่อนขัดผิวด้วยถุงมือกีซ (หรือ Kessa glove) ค่ะ

 

 

ว่ากันว่า สบู่ดำนี้ เป็นขั้นตอนแรกของการทำ Hammam (ฮัมมัม) คือ การอาบน้ำสไตล์อาหรับค่ะ ว่ากันว่าในสมัยโบราณ Hammam นี้เป็นส่วนหนึ่งของศาสนา และความเชื่อในการทำความสะอาดร่างกายให้บริสุทธิ์ และถูกสงวนเฉพาะสำหรับผู้ชายเท่านั้นค่ะ ต่อมาจึงได้อนุญาตให้ผู้หญิงเข้าไปทำได้

 

ในไทยเองก็มีบริการ Hammam นะคะ ทีโรงแรมวิลล่ามาร็อก รีสอร์ท ปราณบุรี, Amatara spa และ โรงแรมมาราเกซที่หัวหิน โดยเป็นทรีทเมนท์ที่มีขั้นตอนขัดผิวด้วยสบู่ดำ และถุงมือกีซ (Kessa glove)

 

ถ้าใครไม่อยากไปถึงสปาต่างๆ ทางแบรนด์ Or’agan เองก็ได้จัดชุดสบู่ดำกับถุงมือกีซให้ใช้กันที่บ้าน เป็น Home spa เพื่อผ่อนคลายความเหนื่อยล้าจากการทำงานหนักได้ค่ะ

 

ถุงมือกีซ ที่มี่ได้มามี 2 อันนะคะ อันหนึ่งสีขาว อันหนึ่งสีส้ม แตกต่างกันที่สีสัน ตามความชอบเลยค่ะ

 

bs 9

 

เวลาจะใช้ เราก็เอามือใส่เข้าไปในช่องด้านล่าง แล้วเอามาขัดผิวที่ถูสบู่ดำไว้แล้วค่ะ

 

bs 10

 

อาบเสร็จขัดผิวเสร็จก็ตบท้ายด้วยน้ำมันบำรุงผิวค่ะ ครบสูตร Home spa สวยๆผ่อนคลายในวันว่าง

 

bs 8

 

เดี๋ยวไว้มารีวิวตัว Oil อีกทีนะคะ

 

จะว่าไป สบู่ดำนี้เองก็มีรายงานการวิจัยกล่าวถึงคุณสมบัติของสบู่ดำ ว่าสามารถกำจัดเชื้อแบคทีเรียบางชนิดบนผิวได้ค่ะ (Ikpoh et al, J Microbial Biotech Res 2012;2(4):533-537)

 

มาทั้งทีไม่วิเคราะห์ส่วนผสมคงไม่ได้ มาดูส่วนผสมกันดีกว่านะคะ

 

สผส black soap

ตัวนี้เป็นสบู่ที่เกิดด้วยวิธี Saponification (ปฏิกิริยาระหว่างน้ำมันและด่าง) ค่ะ ได้สารทำความสะอาดในกลุ่ม Soap ซึ่งมีคุณสมบัติในการทำความสะอาดที่ค่อนข้างดี

 

น้ำมันหลักเป็นน้ำมันจากมะกอก ซึ่งมีส่วนประกอบที่ไม่ทำปฏิกิริยา Saponification อยู่หลายตัว เช่น

  • วิตามินอี ที่เป็น Antioxidant
  • Squalane ที่เพิ่มความชุ่มชื้น
  • สารในกลุ่ม Phytosterol ที่มีผลลดการอักเสบ
  • สารกลุ่ม Phenolic ที่ชื่อ Tyrosol และ Hydroxytyrosol ซึ่งเป็น Antioxidant ที่ดีเช่นกันค่ะ

 

ใช้น้ำมันหอมระเหยจาก Eucalyptus และ Limonene ซึ่งเป็นสารหอม เป็นตัวแต่งกลิ่น

 

สำหรับประโยชน์จากน้ำมันหอมระเหยของ Eucalyptus นั้น ในทางสุคนธบำบัด หรือ Aromatherapy กล่าวว่า น้ำมันหอมระเหยของ Eucalyptus มีคุณสมบัติฆ่าเชื้อ (Anti-septic) ระงับกลิ่นกาย ช่วยขยายหลอดลม ทำให้หายใจสะดวกขึ้น โล่งขึ้น ให้ผลยกระดับจิตใจ (Stimulant effect) ช่วยผ่อนคลายความเหนื่อยล้า ทำให้รู้สึกสดชื่น (Refreshing) มีผลขยายหลอดเลือด เพิ่มการไหลเวียนของเลือด ให้ผลลดอาการปวดกล้ามเนื้อ

 

เนื่องจากเป็นสบู่แบบ Saponification และ มีส่วนผสมของ Eucalyptus จึงไม่เหมาะใช้กับผิวหน้านะคะ ใช้สำหรับผิวกายค่ะ

 

มาให้คะแนนกันซักหน่อย เนื่องจากส่วนผสมน้อย เลยขอรวบคะแนนเป็น ส่วนผสม และ การใช้งาน  นะคะ

 

  1. ส่วนผสม ใช้น้ำมันจากมะกอก ซึ่งดูมีราคา และมีส่วนประกอบของสารบำรุงผิวอยู่หลายชนิด ตามที่ได้เล่าให้ฟังในด้านบน และแต่งกลิ่นด้วย Eucalyptus กับ Limonene ซึ่งเป็นสารหอมเลียนแบบธรรมชาติ ส่วนผสมนั้นค่อนข้างเรียบง่าย แต่ยังขาดสารบำรุงอยู่พอสมควร เลยขอให้ไป 3 ฟลาสก์
  2. การใช้งาน ตัวสบู่เนื้อค่อนข้างนุ่ม ละลายน้ำยากเล็กน้อย แต่มีสัมผัสที่ลื่น มีกลิ่นหอมสดชื่น หลังอาบผิวไม่แห้งตึง แต่ปริมาณฟองค่อนข้างน้อยไปนิด ถึงแม้ปริมาณฟองจะไม่เกี่ยวกับความสามารถในการทำความสะอาด แต่ส่วนตัวมี่เองก็เป็นคนติดฟองค่ะ เลยขอให้ 4 ฟลาสก์

 

คะแนน

 

สุดท้ายนี้ขอบคุณทางแบรนด์ Or’agan ด้วยนะคะที่ส่งสินค้าดีๆมาให้มี่ได้ทดลองใช้ และขอบคุณทุกๆท่านด้วยค่ะที่ติดตามมาจนจบ

 

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถสอบถามได้ที่ทางเฟสบุคของแบรนด์ Or’agan เลยนะคะ

https://www.facebook.com/theoraganth

 

Disclaimer: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับเป็นของขวัญจากแบรนด์ Or’agan การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสมตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและสุคนธบำบัด (Aromatherapy) และอาศัยความเห็นส่วนบุคคล ผู้เขียนไม่ได้มีผลประโยชน์ใดๆในการขายสินค้า โปรดใช้วิจารณญาณ

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสม Facial Whitening cream ครีมเพื่อผิวขาวกระจ่างใส จาก Bio balance แบรนด์ดังฝั่งยุโรป

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสม Facial Whitening cream ครีมเพื่อผิวขาวกระจ่างใส จาก Bio balance แบรนด์ดังฝั่งยุโรป

สวัสดีค่ะ วันนี้มี่นำเอาครีมบำรุงเพื่อผิวขาวจากแบรนด์ Bio Balance มาฝากค่ะ แบรนด์ Bio Balance เป็นเครื่องสำอางชื่อดังจากฝั่งยุโรปค่ะ ซึ่งทางแบรนด์ Claim เรื่องส่วนผสมจากธรรมชาติ และส่วนผสมออร์แกนิก ที่ผ่านการเลือกสรรมาเป็นอย่างดี มี่ลองเข้าไปดูเวบไซต์ของแบรนด์ (http://www.biobalance.com.tr/) เห็นว่ามีผลิตภัณฑ์อยู่หลายกลุ่มเหมือนกันค่ะ

 

มาเข้าเรื่องดีกว่าค่ะ ตัวที่มี่ได้มามี 2 ตัว เป็นกลุ่ม Whitening ทั้งคู่ เป็นทาตัวหลอดนึง และทาหน้าอีกหลอดนึง วันนี้เอาครีมสำหรับผิวหน้า มารีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสมให้ชมกันบ้างค่ะ มาดูหน้าตากันก่อนเลยเนอะ

bio 1

 

ตัวครีมจะมาในหลอดปิดสนิท หลอดค่อนข้างใหญ่เหมือนกันค่ะ 60 ml เนื้อครีมเป็นครีมสีขาว มีกลิ่นหอม

bio 2

ตัวครีมจะดูเหมือนมี Pigment เคลือบผิวอยู่ด้วยค่ะ ทาแล้วช่วยปรับสีผิวให้ขาวขึ้นมาอีก 1 Step อารมณ์คล้ายๆ Tone Up cream ที่กำลังอินเทรนด์จากฝั่งเกาหลีเลยค่ะ เนื้อเกลี่ยค่อนข้างง่าย จะออกหนึบๆนิดหน่อย ถ้าทิ้งไว้ซักพัก ความรู้สึกหนึบๆก็จะหายไป ชุ่มชื้นดีค่ะ

bio 3

 

มาดูส่วนผสมกันบ้างนะคะ

 

สผส facial

 

จากส่วนผสมมี่ได้ทำแถบสีไว้ให้แล้วนะคะ ส่วนของสารบำรุง แบ่งเป็น 3 กลุ่มหลักๆค่ะ

 

สีม่วง: กลุ่ม Whitening ได้แก่

  • Niaciamide คือ รูปแบบหนึ่งของวิตามินบี 3 ถ้าเป็นด้านไวท์เทนนิ่ง สารนี้ให้ผลยับยั้งการส่งผ่านเมลานินที่สร้างเสร็จแล้วไม่ให้ออกมาข้างนอกมองเห็นเป็นสีผิว ยังมีประโยชน์ในด้านของการเพิ่มการสร้างไขมันที่เป็น Barrier ผิว และลดการอักเสบ (Int J Cosmet Sci 2005; 27:255–261)
  • Glycyrrhiza glabra extract คือ สารสกัดจากชะเอม มีรายงานเกี่ยวกับคุณสมบัติในการยับยั้งเอนไซม์ Tyrosinase ลดการสร้างเมลานินช่วยให้สีผิวจางลง มีฤทธิ์เป็น Antioxidant ( 2014; 19(7):9101-13.) และมีคุณสมบัติลดการอักเสบ (J Dermatolog Treat. 2003; 14(3):153-7.)
  • Sodium ascorbyl phosphate เป็นรูปแบบหนึ่งของวิตามินซี ที่มีการละลายน้ำดี มีความคงตัวเพิ่มขึ้น วิตามินซีมีประโยชน์เป็น Antioxidant, ช่วยยับยั้งการสร้างเม็ดสีผิว และ เป็นส่วนหนึ่งในขั้นตอนการสังเคราะห์คอลลาเจนในผิว

 

สีฟ้า: กลุ่มสารกันแดด

ถึงแม้ผลิตภัณฑ์จะไม่ได้ Claim เรื่อง SPF กล่าวแค่ว่า UVA UVB protection พอเรามาดูส่วนผสมก็จะเห็นมีส่วนผสมของสารกันแดดอยู่ค่ะ แต่ไม่แน่ใจเรื่องความเข้มข้นที่ใส่มา ว่าจะกันแดดได้แค่ไหนนะคะ กันแดดที่เขาใส่มา มีทั้งกลุ่มเคมี และกลุ่มกายภาพ คือ

  • Ethylhexyl methoxycinnamate เป็นกันแดดเคมี ช่วยกรองรังสี UVB เป็นหลัก
  • Ethylhexyl salicylate เป็นกันแดดเคมีเช่นกัน ช่วยกรองรังสี UVB
  • Titanium dioxide เป็นกันแดดกายภาพ สะท้อนรังสี UV ออกไป
  • Butyl Methoxydibenzoylmethane เป็นชื่อทางเคมีของ Avobenzone ที่กรองรังสี UVA แต่สารนี้โดยลำพังจะสลายตัวง่ายเมื่อโดนแสง ดูแล้วในส่วนผสมยังไม่มีสารที่ช่วยเพิ่มความคงตัว แต่อย่างไรก็ดีผลิตภัณฑ์นี้ไม่ได้เคลมเรื่องกันแดดนะคะ เลยไม่ขอกล่าวถึงประเด็นนี้นะคะ

 

สีเขียว: กลุ่มสารบำรุงอื่นๆ จะคล้ายกับตัว Body cream มีต่างกันเล็กน้อยค่ะ

  • Allantoin มีคุณสมบัติที่ดีเกี่ยวกับเรื่องลดการอักเสบในผิว
  • Centella asiatica extract คือ สารสกัดจากบัวบก ให้ผลดีด้านริ้วรอย
  • Rosmarinus officinalis extract คือ สารสกัดจากโรสแมรี่ เป็น Antioxidant และ มีรายงานเกี่ยวกับคุณสมบัติในการลดการอักเสบ (J Agric Food Chem. 2011; 59(8):3674-85.)
  • ใช้วิตามินอีร่วมกัน 2 ชนิด คือ Tocopherol และ Tocopheryl acetate อาศัย BHT มาช่วยเพิ่มความคงตัว คิดว่าผิวน่าจะยังได้รับวิตามินอีที่มีประโยชน์ด้วย
  • Panthenol คือ โปรวิตามินบี 5 มีคุณสมบัติเป็นสารเพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่ผิว โดยตัวมันเองสามารถซึมเข้าสู่ผิวและดูดน้ำเข้ามาเก็บไว้กับตัวเอง นอกจากนี้ยังมีคุณสมบัติอื่นๆ เช่น ลดการอักเสบ เพิ่มการแบ่งตัวของเซลล์ผิว ช่วยเรื่องการสมานแผล และลดริ้วรอย ซึ่งคุณสมบัติในการเป็น Moisturizer ของ Panthenol มีรายงานตีพิมพ์รองรับ คือ สามารถช่วยเพิ่มความสมบูรณ์ของผิวหนัง ช่วยลดการระเหยของน้ำออกจากผิว รักษาความชุ่มชื้นให้ผิวได้ (J Cosmet Sci. 2011; 62(4):361-70.)

 

โดยรวมจะเห็นว่ากลุ่มของสารออกฤทธิ์ที่เป็น Whitening จะออกฤทธิ์ที่สองขั้นตอน คือ ขั้นตอนการสร้างเม็ดสี และ ขั้นตอนการส่งผ่านเม็ดสีที่สร้างเสร็จแล้ว เสริมมาด้วยสารกันแดด Antioxidant และสารที่ให้ผลด้านริ้วรอย/ชะลอวัย

 

มาให้คะแนนกันดีกว่าค่ะ

  1. สารบำรุง อย่างที่เล่าไว้ด้านบน คือ มีคุณสมบัติด้าน Whitening อยู่ 2 ขั้นตอน เสริมมาด้วยสารกันแดด Antioxidant และสารที่ให้ผลด้านริ้วรอย มีส่วนของสารเพิ่มความชุ่มชื้นและลดการอักเสบเพิ่มเข้ามาจากตัว Body cream ในส่วนนี้มี่มองว่า ในส่วนของ Whitening นั้นยังเหมือนไม่ค่อยสุด ยังขอให้ 4 ฟลาสก์ เช่นเดียวกับตัว Body cream
  2. เนื้อหลัก หรือ ส่วน Base มาในรูปแบบครีม ประกอบด้วยสารดูดน้ำให้ผิว สารไขมันทดแทน และสารเคลือบผิว อยู่อย่างครบถ้วน ไม่มีส่วนผสมของ Alcohol เลยขอให้ไป 5 ฟลาสก์
  3. สารปรุงแต่ง หรือ Additives ไม่ได้มีสารไหนมีพิษมีภัยอะไรกับผิว เลยไม่มีที่ให้หักคะแนน รับไป 5 ฟลาสก์
  4. การใช้งาน ตัวเนื้อครีมค่อนข้างชุ่มชื้น ไม่เหนอะหนะหนักผิวมากจนเกินไป เนื่องจากมีส่วนผสมของสารกรองรังสี UV และเม็ดสี หรือ Pigment ที่ช่วยอำพรางสีผิว ส่วนตัวมี่คิดว่าเอามาใช้กลางวัน ใช้เป็น Makeup base ก่อนลงรองพื้นตอนเช้าๆ น่าจะเหมาะกว่าการใช้กลางคืน เพราะสารกรองรังสีพวกนี้ดูไม่ค่อยจำเป็นเท่าไหร่ตอนเรานอนหลับ ส่วนผลการใช้งาน ตัวนี้มี่คิดว่าช่วยเรื่องรอยแดงและรอยดำจากสิว รวมถึงหน้าไหม้แดดได้ด้วยค่ะ ในจุดนี้ขอให้คะแนน 4 ฟลาสก์ค่ะ

 

คะแนน facial

 

สุดท้ายนี้ขอขอบคุณทางแบรนด์ Bio Balance ด้วยนะคะที่ส่งผลิตภัณฑ์ดีๆมาให้มี่ได้ทดลองใช้ และขอบคุณทุกๆท่านด้วยค่ะ ที่ติดตามรับชมมาจนจบ

 

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถสอบถามได้ที่ทางเฟสบุคของแบรนด์ได้เลยนะคะ

https://www.facebook.com/BiobalanceThailand/

 

Disclaimer: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากทางแบรนด์ Bio Balance การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสมตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล และผู้เขียนไม่ได้มีผลประโยชน์ใดๆในการขายสินค้า โปรดใช้วิจารณญาณ

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสม Body Whitening cream ครีมทาเพื่อเรือนร่างขาว จาก Bio balance แบรนด์ดังฝั่งยุโรป

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสม Body Whitening cream ครีมทาเพื่อเรือนร่างขาว จาก Bio balance แบรนด์ดังฝั่งยุโรป

สวัสดีค่ะ วันนี้มี่นำเอาครีมบำรุงเพื่อผิวขาวจากแบรนด์ Bio Balance มาฝากค่ะ แบรนด์ Bio Balance เป็นเครื่องสำอางชื่อดังจากฝั่งยุโรปค่ะ ซึ่งทางแบรนด์ Claim เรื่องส่วนผสมจากธรรมชาติ และส่วนผสมออร์แกนิก ที่ผ่านการเลือกสรรมาเป็นอย่างดี มี่ลองเข้าไปดูเวบไซต์ของแบรนด์ (http://www.biobalance.com.tr/) เห็นว่ามีผลิตภัณฑ์อยู่หลายกลุ่มเหมือนกันค่ะ

โดยตัวที่มี่ได้มามี 2 ตัว เป็นกลุ่ม Whitening ทั้งคู่ เป็นทาตัวหลอดนึง และทาหน้าอีกหลอดนึง วันนี้เอาทาตัวมารีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสมให้ชมค่ะ

bio 1.jpg

ที่ด้านหลังกล่องมีคำ Claim อยู่ค่ะ

bio 2

 

เคลมว่า สามารถใช้ทาข้อศอก ข้อเข่า ข้อเท้า ขาหนีบ รักแร้ กระ รอยสิว ฝ้า รอยแผลเป็นสีเข้ม รวมไปถึงความผิดปกติของสีผิวอื่นๆได้ด้วยค่ะ

 

มาดูเนื้อครีมกันบ้าง ครีมตัวนี้จะมีกลิ่นหอมอมเปรี้ยว แนว Fruity จางๆค่ะ เนื้อครีมเป็นสีขาวอารมณ์คล้ายๆกันแดดนะคะ

 

bio 3

 

เกลี่ยได้ค่อนข้างง่าย ครีมจะหนึบๆนิดนึง ช่วยอำพรางและปรับสีผิวให้สว่างขึ้นได้ในทันที แต่ไม่ปื้นไม่วอกค่ะ และค่อนข้างชุ่มชื้น

 

bio 4

 

ตัวครีมมี Pigment มี่เลยไม่ได้วัดค่า pH ให้นะคะ

 

มาทั้งทีไม่วิเคราะห์ส่วนผสมคงไม่ได้ มาดูส่วนผสมกันซักหน่อยนะคะ

 

สผส body

 

จากส่วนผสมมี่ได้ทำแถบสีไว้ให้แล้วนะคะ ส่วนของสารบำรุง แบ่งเป็น 3 กลุ่มหลักๆค่ะ

 

สีม่วง: กลุ่ม Whitening ได้แก่

  • Niaciamide คือ รูปแบบหนึ่งของวิตามินบี 3 ถ้าเป็นด้านไวท์เทนนิ่ง สารนี้ให้ผลยับยั้งการส่งผ่านเมลานินที่สร้างเสร็จแล้วไม่ให้ออกมาข้างนอกมองเห็นเป็นสีผิว ยังมีประโยชน์ในด้านของการเพิ่มการสร้างไขมันที่เป็น Barrier ผิว และลดการอักเสบ (Int J Cosmet Sci 2005; 27:255–261)
  • Glycyrrhiza glabra extract คือ สารสกัดจากชะเอม มีรายงานเกี่ยวกับคุณสมบัติในการยับยั้งเอนไซม์ Tyrosinase ลดการสร้างเมลานินช่วยให้สีผิวจางลง มีฤทธิ์เป็น Antioxidant ( 2014; 19(7):9101-13.) และมีคุณสมบัติลดการอักเสบ (J Dermatolog Treat. 2003; 14(3):153-7.)
  • Sodium ascorbyl phosphate เป็นรูปแบบหนึ่งของวิตามินซี ที่มีการละลายน้ำดี มีความคงตัวเพิ่มขึ้น วิตามินซีมีประโยชน์เป็น Antioxidant, ช่วยยับยั้งการสร้างเม็ดสีผิว และ เป็นส่วนหนึ่งในขั้นตอนการสังเคราะห์คอลลาเจนในผิว

 

สีฟ้า: กลุ่มสารกันแดด

ถึงแม้ผลิตภัณฑ์จะไม่ได้ Claim เรื่อง SPF กล่าวแค่ว่า UVA UVB protection พอเรามาดูส่วนผสมก็จะเห็นมีส่วนผสมของสารกันแดดอยู่ค่ะ แต่ไม่แน่ใจเรื่องความเข้มข้นที่ใส่มา ว่าจะกันแดดได้แค่ไหนนะคะ กันแดดที่เขาใส่มา มีทั้งกลุ่มเคมี และกลุ่มกายภาพ คือ

  • Ethylhexyl methoxycinnamate เป็นกันแดดเคมี ช่วยกรองรังสี UVB เป็นหลัก
  • Ethylhexyl salicylate เป็นกันแดดเคมีเช่นกัน ช่วยกรองรังสี UVB
  • Benzophenone-3 เป็นกันแดดเคมีอีกตัว ที่ให้ผลด้าน UVB เช่นกัน
  • Titanium dioxide เป็นกันแดดกายภาพ สะท้อนรังสี UV ออกไป

 

สีเขียว: กลุ่มสารบำรุงอื่นๆ

  • Allantoin มีคุณสมบัติที่ดีเกี่ยวกับเรื่องลดการอักเสบในผิว
  • Centella asiatica extract คือ สารสกัดจากบัวบก ให้ผลดีด้านริ้วรอย
  • Rosmarinus officinalis extract คือ สารสกัดจากโรสแมรี่ เป็น Antioxidant และ มีรายงานเกี่ยวกับคุณสมบัติในการลดการอักเสบ (J Agric Food Chem. 2011; 59(8):3674-85.)
  • Tocopheryl acetate คือ รูปแบบหนึ่งของวิตามินอี มีคุณสมบัติเป็น Antioxidant

 

โดยรวมจะเห็นว่ากลุ่มของสารออกฤทธิ์ที่เป็น Whitening จะออกฤทธิ์ที่สองขั้นตอน คือ ขั้นตอนการสร้างเม็ดสี และ ขั้นตอนการส่งผ่านเม็ดสีที่สร้างเสร็จแล้ว เสริมมาด้วยสารกันแดด Antioxidant และสารที่ให้ผลด้านริ้วรอย/ชะลอวัย

 

มาให้คะแนนกันดีกว่าค่ะ

  1. สารบำรุง อย่างที่เล่าไว้ด้านบน คือ มีคุณสมบัติด้าน Whitening อยู่ 2 ขั้นตอน เสริมมาด้วยสารกันแดด Antioxidant และสารที่ให้ผลด้านริ้วรอย ในส่วนนี้มี่มองว่า ในส่วนของ Whitening นั้นยังเหมือนไม่ค่อยสุด และยังขาดสารที่ให้ผลด้านชุ่มชื้นอยู่ เลยขอให้ 4 ฟลาสก์
  2. เนื้อหลัก หรือ ส่วน Base มาในรูปแบบครีม ประกอบด้วยสารดูดน้ำให้ผิว สารไขมันทดแทน และสารเคลือบผิว อยู่อย่างครบถ้วน ไม่มีส่วนผสมของ Alcohol เลยขอให้ไป 5 ฟลาสก์
  3. สารปรุงแต่ง หรือ Additives ไม่ได้มีสารไหนมีพิษมีภัยอะไรกับผิว เลยไม่มีที่ให้หักคะแนน รับไป 5 ฟลาสก์
  4. การใช้งาน ตัวเนื้อครีมค่อนข้างชุ่มชื้น ไม่เหนอะหนะหนักผิวมาก ที่ข้างกล่องบอกว่าเหมาะสำหรับรักแร้ ขาหนีบ ข้อศอก และข้อเข่า ซึ่งส่วนตัวมี่เองก็ได้ลองใช้กับข้อศอกกับข้อเข่ามาอยู่เกือบเดือน ก็เห็นว่าตรงข้อศอกนั้นดูดีขึ้นนะคะ ส่วนเข่านั้นยังไม่ค่อยชัดเท่าไหร่ค่ะ แต่โดยรวมก็คือถือว่าชอบค่ะ ติตรงกลิ่นนิดเดียวที่ไม่ค่อยตรงสเปคมี่เท่าไหร่ แต่ก็ขอให้ไป 5 ฟลาสก์ค่ะ

 

คะแนน

สุดท้ายนี้ขอขอบคุณทางแบรนด์ Bio Balance ด้วยนะคะที่ส่งผลิตภัณฑ์ดีๆมาให้มี่ได้ทดลองใช้ และขอบคุณทุกๆท่านด้วยค่ะ ที่ติดตามรับชมมาจนจบ

 

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถสอบถามได้ที่ทางเฟสบุคของแบรนด์ได้เลยนะคะ

https://www.facebook.com/BiobalanceThailand/

และตัวผลิตภัณฑ์มีวางจำหน่ายที่ร้าน  Boots  สาขา EmQuartier ค่ะ ไปลองเลือกลองเล่นดูได้นะคะ 🙂

Disclaimer: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากทางแบรนด์ Bio Balance การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสมตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล และผู้เขียนไม่ได้มีผลประโยชน์ใดๆในการขายสินค้า โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสม พร้อมสูตร DIY Argan oil บริสุทธิ์ ของ Physicians formula

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสม พร้อมสูตร DIY Argan oil บริสุทธิ์ ของ Physicians formula

วันนี้มี่เอาน้ำมันบำรุงผิวมารีวิว และแชร์สูตร DIY ค่ะ

เป็น Argan oil บริสุทธิ์ จากแบรนด์ Physicians Formula นั่นเองค่ะ Oil ตัวนี้ Made in Morocco นะคะ มาจากแหล่งกำเนิดของ Argan oil กันเลยทีเดียว

มาดูหน้าตากันซักนิดนึงนะคะ

ao 1

ตัวแพคเกจ เป็นขวดแก้ว มีหลอดหยด Design มาในรูปแบบที่ดู Exotic ดูหรูหรา มีความเป็นศิลปะอยู่ อารมณ์มี่คิดว่ามันเป็นแนวอาหรับ ได้อยู่ ลองไป Google ดู เกี่ยวกับ Morocco ก็เห็นศิลปะของเขามาในแนวนี้เช่นกัน

ที่ด้านหลังกล่องก็จะมีการ Claim เรื่อง Multi-tasking, 100% pure argan oil, Hypoallergenic, Fragrance Free, Gluten Free, Paraben Free และ Dermatologist Tested

pf claim

เอารูปมาให้ดูซักหน่อย

ao 2

เนื้อออยล์เป็นออยล์ค่อนข้างเหลว สัมผัสบางเบา เกลี่ยง่าย มีกลิ่นออยล์จางๆค่ะ

ao 3

ao tex.jpg

การซึมของออยล์นั้นอยู่ในระดับกลางๆค่ะ ไม่ได้ไวมาก แต่ก็ไม่ได้ช้ามากเกินไป

สำหรับส่วนผสมนั้น ประกอบด้วย Argan oil 100% ค่ะ

กล่าวถึงซักนิดนึงเนอะ

Argan oil เป็นน้ำมันที่ได้จาก Argan ที่พบมากในแถบ Morocco ค่ะ ในน้ำมันประกอบด้วยกรดไขมันชนิดไม่อิ่มตัวเป็นหลัก มีกรดไขมัน Linoleic acid อยู่ ราวๆ 30% และมีสารในกลุ่ม Phytosterol ที่มีผลลดการอักเสบในผิวได้ และมีวิตามินอีอยู่ค่อนข้างสูงค่ะ

การทดสอบในกลุ่มสตรีวัยทองที่ทา Argan oil พบว่า มีผลช่วยเพิ่มความชุ่มชื้น (Prz Menopauzalny. 2014;13(5):280-8.) และความยืดหยุ่นของผิวหนังได้ด้วยค่ะ (Clin Interv Aging. 2015;10:339-49.)

 

ออยล์นี้ทางแบรนด์ Claim เรื่อง Multi-tasking นะคะ เรียกเป็นภาษาไทยๆสวยๆว่า สารพัดประโยชน์

นางทำอะไรได้บ้าง ต้องพิสูจน์ค่ะ มาลองดูกันดีกว่าค่ะ

1. ทาผิวโดยตรง เป็น Skincare oil ให้ผลทดแทนไขมันให้แก่ผิวค่ะ

 

2. ผสมกับ Moisturizerรูปแบบโลชั่น หรือครีมที่ชอบ ก่อนทาลงผิว เพื่อทดแทนไขมันให้แก่ผิว

 

สามารถผสมกันได้ตามชอบนะคะ ตั้งแต่ Oil 1 ส่วน Lotion 1 ส่วน ไปเรื่อยๆส่วนตัวมี่ชอบที่สัดส่วน Oil 1ต่อ Lotion 3 ส่วนค่ะ

 

จะผสมกันบนหลังมือ ก่อนเอานิ้วป้ายไปละเลงบนหน้าหรือจะผสมที่ฝ่ามือ แล้ว warm ก่อนกดลงบนหน้าก็ได้ค่ะ

ao mix.jpg

3. ผสมกับรองพื้นในอัตราส่วน Oil 1 ส่วนต่อ รองพื้น 2 ส่วน ปรับได้ตามชอบนะคะ 

ส่วนตัวมี่แนะนำรองพื้นที่เป็นเนื้อครีม หรือเนื้อไม่เหลวมากเกินไปจะกำลังดีเลยค่ะ

ao foundation

ผสมเสร็จแล้วละเลงบนหน้าได้เลยค่ะจะได้ความฉ่ำวาวและชุ่มชื้นเพิ่มขึ้น

ao found look

4. ทำ DIY สนุกๆ 

ส่วนตัวมี่ชอบทำสครับค่ะโดยสิ่งที่เราต้องเตรียมก็จะมี

  • ชามสำหรับผสม และช้อน/ส้อม
  • น้ำตาล
  • Argan oil ของ Physiciansformula
  • ผงสมุนไพรตามชอบของมี่เลือกใช้ผงว่านนางคำค่ะ ซื้อจากร้านสมุนไพร ไม่แน่ใจว่ากรุงเทพซื้อไหนร้านเจ้ากรมเป๋อ จะมีไหมนะคะ แต่ถ้าเป็นเชียงใหม่ ร้าน E.A.R. สมุนไพรที่กาดหลวงมีค่ะ
  • โลชั่นที่ใช้ทุกวัน

 

ao 13

น้ำตาลถ้าขัดแล้วรู้สึกว่ามันหยาบมากไป จะเอาไปปั่นก่อน หรือใช้น้ำตาลไอซิ่งแทนนะคะ เหมาะกับการขัดหน้าค่ะ ถ้าอยากขัดตัวใช้เกลือก็ได้ค่ะ แต่เกลือไม่น่าเอามาขัดหน้าเท่าไหร่ค่ะ

  1. ใส่น้ำตาลลงไปในชามก่อนค่ะ
  2. ตามด้วย ใส่ผงสมุนไพรที่ชอบลงไป นิดหน่อยพอประมาณ
    ถ้าจะขัดตัว ใส่ผงพริกไทยลงไป จะได้ความรู้สึกอุ่นๆ ใช้เป็น Home spa สำหรับกระชับสัดส่วน ลดเซลลูไลท์ได้ด้วยหล่ะ
  3. เอาส้อมคลุกๆให้สมุนไพรกระจายตัวในน้ำตาล
  4. ใส่น้ำมัน Argan ลงไป 1 – 2 หลอดหยด
  5. ใส่น้ำผึ้งลงไป 1 ช้อน
  6. คลุกผสมให้เข้ากันค่ะ
  7. จากนั้นเทโลชั่นที่ชอบลงไปพอประมาณนะคะ กะเอา ให้ได้เนื้อขลุกขลิกพอดี
  8. คนผสมกันเป็นอันเสร็จพิธี

 

This slideshow requires JavaScript.

 

ขัดวนไปค่ะ

This slideshow requires JavaScript.

สาเหตุที่มี่ใช้โลชั่นผสมด้วยก็เพราะว่า มันจะทำให้เราล้างออกได้ง่ายขึ้นค่ะ

 

ลองสครับกันดูนะคะ อย่าสครับบ่อย ซักอาทิตย์ละครั้งก็พอค่ะ

พบกันใหม่โอกาสถัดไป สำหรับวันนี้ สวัสดีค่ะ

Disclaimer: ผลิตภัณฑ์นี้ซื้อด้วยตัวเอง

รีวิววิเคราะห์ส่วนผสม Sherdy white 3 in 1 facial cleansing water คลีนซิ่งดีๆฝีมือคนไทย

รีวิววิเคราะห์ส่วนผสม Sherdy white 3 in 1 facial cleansing water คลีนซิ่งดีๆฝีมือคนไทย

สวัสดีค่ะ วันนี้มี่เอารีวิว Cleansing water ที่น่าสนใจมาฝากกัน ที่ว่าน่าสนใจนั่นก็เพราะว่า นางไม่ใช่ Cleansing water ธรรมดา แต่เป็น Cleansing water ที่เป็นแบบ 3 in 1 เลยทีเดียวค่ะ

 

Cleansing ที่ว่า มาจากแบรนด์ Sherdy กับเจ้า Sherdy white 3 in 1 facial cleansing water นั่นเองค่ะ

sherdy 1

 

ตัวนี้จะมาแบบน้ำใสๆ เหลวๆ เวลาจะใช้ก็ให้เอาน้ำมาพรมใส่หน้าให้พอชุ่ม ก่อนเอา Cleansing water ลงไปนวด แล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาดค่ะ หรือจะนวดในขณะหน้าแห้ง แล้วค่อยไปล้างน้ำก็ได้ค่ะ

sherdy 2

เวลาล้างน้ำจะไม่ค่อยมีฟองนะคะ สัมผัสระหว่างล้างจะค่อนข้างนุ่ม มีกลิ่นหอมจางๆ และหลังล้างออกผิวไม่แห้งตึงค่ะ จะชุ่มๆ นุ่มๆ ไม่เหมือนล้างโฟมบางยี่ห้อ

sherdy 3

วัด pH ของฟองค่ะ

sherdy 4

ฟองมีค่า pH อยู่ที่ 6 นะคะ ถือว่าเป็นกรดอ่อนๆ คล้ายกับสภาพผิวของเรา ไม่เหมือน Cleansing ที่มีองค์ประกอบของสารกลุ่ม Soap (แปลว่าสบู่ แต่ไม่ได้หมายถึงสบู่แบบสบู่ก้อน หมายถึงสารทำความสะอาดที่ได้จากไขมันกับด่างมาทำปฏิกิริยากันค่ะ) ซึ่งจะค่อนข้างเป็นด่าง ส่งผลเสียต่อโปรตีนบนผิวเรา เพราะจะทำให้โปรตีนบนผิวเราพองและบวมตัว เสื่อมสภาพชั่วคราวค่ะ

 

 

มาลองล้างเมคอัพกันดูนะคะ

 

เริ่มจากการปาดเมคอัพต่างๆลงไป ตามด้วยการเท Sherdy ลงไป นวดวนเบาๆ แล้วไปล้างด้วยน้ำสะอาดค่ะ

 

This slideshow requires JavaScript.

 

ในส่วนของแป้งผสมรองพื้น มาสคาร่า และลิปสติกนั้นหมดเกลี้ยงเลยค่ะ สัมผัสที่ได้ค่อนข้างนุ่ม ไม่แห้งตึง แต่อายไลน์เนอร์นั้นยังคงเหลืออยู่นะคะ แต่ส่วนตัวมี่คิดว่า ถ้าจะล้างรอบดวงตา แนะนำให้ใช้พวก oil ดีกว่าค่ะ

 

มาทั้งทีไม่วิเคราะห์ส่วนผสมคงไม่ได้

 

Sherdy มีส่วนผสมดังนี้นะคะ

 

สผส sherdy

 

มี่ได้ทำสีส่วนผสมไว้ให้แล้วนะคะ สีม่วงเป็นส่วนของสารทำความสะอาด และสีฟ้าเป็นสารบำรุงผิวค่ะ

 

เริ่มกันที่สารทำความสะอาด ตัวหลักจะเป็น Sodium coco-sulfate ซึ่งได้จากการดัดแปลงน้ำมันมะพร้าว ทำให้มีความธรรมชาติ ตามมาด้วยตัวเสริมอย่าง PEG-6 caprylic/capric triglyceride ซึ่งทำความสะอาดเมคอัพและสิ่งสกปรกบนผิวได้ดี ให้สัมผัสที่นุ่มนวล Cocamidopropyl betaine ที่มีความอ่อนโยน และ Lauryl glucoside ที่มีความอ่อนโยนเช่นกัน ส่วน PEG-40 hydrogenated castor oil ลำดับมาท้ายหน่อย น่าจะช่วยให้เกิดความใสเฉยๆ

 

สารบำรุงผิวก็จะมี

  • Maris aqua คือ น้ำทะเล มีผลลดการอักเสบในผิว เสริมฤทธิ์กับ Panthenol ได้ดี
  • Alpha-glucan oligosaccharides สารเป็นโมเลกุลของน้ำตาลขนาดเล็ก เป็นอาหารของจุลินทรีย์ที่ดี (เรียกว่า Normal flora) บนผิวหนัง ผู้ผลิตวัตถุดิบ Claim ว่า สารนี้มีผลช่วยให้ผิวหนังมีภูมิคุ้มกันที่แข็งแรง ป้องกันการเจริญของเชื้อก่อโรคสิว และโรคผิวหนังต่างๆ พร้อมกับคุณสมบัติของสารกลุ่มน้ำตาลจะช่วยดูดน้ำเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิวได้ไปในตัว
  • Witch hazel ให้ผลควบคุมความมัน กระชับรูขุมขน และเป็น Antioxidant ได้เล็กน้อย
  • Allantoin ลดอักเสบ ลดการระคายเคือง ป้องกันการแพ้
  • Panthenol ลดการอักเสบ และเพิ่มความชุ่มชื้น
  • Thymus serpillum extract สารสกัดจากสมุนไพร Thyme ชนิดหนึ่ง มีรายงานเกี่ยวกับคุณสมบัติในการเป็น Antioxidant ที่ดี มีชื่อทางการค้าว่า CinderellaCare ของบริษัท Ichimaru pharcos ที่ญี่ปุ่น กล่าวว่าสารสกัดนี้ ให้ผลยับยั้งโปรตีน Kinesin ที่เกี่ยวข้องกับขั้นตอนการส่งผ่านเมลานินที่สร้างเสร็จแล้วไม่ให้ออกมาข้างนอก ผิวจึงค่อยขาวขึ้นอย่างมีประสิทธิภาพ ทางบริษัทค้นพบว่าระหว่างเรานอนจะมีช่วงหนึ่งที่ผิวฟื้นฟูตัวเอง ช่วงนี้ Kinesin จะไม่ทำงาน เรียกว่า Cinderella time บริษัทจึงเอามาตั้งชื่อสารสกัดว่า CinderllaCare เพราะออกฤทธิ์ยับยั้ง Kinesin ได้เหมือนตอนเรานอนหลับ นั่นเอง

 

พวกนี้ถึงแม้จะเป็น Cleansing ที่สัมผัสผิวไม่ค่อยนาน แต่ถ้าเรานวดวนไปบนใบหน้าซักครู่ ก็จะช่วยให้สารบำรุงพวกนี้ดูดซึมเข้าผิวได้เหมือนกัน และการที่ Cleansing มีสารบำรุง ก็ย่อมดีกว่าไม่มีอะไรเลย จริงไหมคะ

 

สารอื่นๆที่ใช้ไม่ได้มีตัวไหนที่ไม่เป็นมิตร หรือพิษมีภัยอะไร

 

ให้คะแนนกันค่ะ

  1. สารทำความสะอาด สารทำความสะอาดหลักเป็นชนิดดัดแปลงจากน้ำมันมะพร้าว เสริมมาด้วยสารอื่นที่มีความอ่อนโยน ไม่ทำให้ผิวแห้งตึง และมีความสามารถในการทำความสะอาดเมคอัพ มีทั้งสารกลุ่มประจุลบ ไม่มีประจุ และชนิดสองประจุ ปราศจากสารกลุ่ม Soap (เกลือระหว่างน้ำมัน/ไขมัน กับด่าง) ซึ่งมีความเป็นด่างสูงอาจจะระคายเคืองผิวได้ในบางคน โดยรวมถือว่าทำมาได้ค่อนข้างดี ให้ไป 5 ฟลาสก์ค่ะ
  2. สารบำรุง ในส่วนของสารบำรุงให้ผลด้านความชุ่มชื้น เสริมภูมิคุ้มกันให้ผิว ลดการอักเสบ ลดการระคายเคือง และให้ผลด้าน Whitening แก่ผิว ถือว่าทำมาได้ดีสำหรับ Cleansing ตัวหนึ่ง แต่ส่วนตัวมี่คิดว่า ถ้ามีพวก Antioxidant เสริมมาอีกนิดนึง น่าจะโอเคกว่า เลยขอให้ 4 ฟลาสก์
  3. สารองค์ประกอบอื่นๆ สารอื่นๆที่ใช้มีอยู่เท่าที่จำเป็น ไม่มีส่วนผสมของ Silicone, น้ำมันที่สุ่มเสี่ยงอุดตัน และไม่มี Paraben จึงไม่มีอะไรให้หักคะแนน เอาไป 5 ฟลาสก์
  4. การใช้งาน ตัวผลิตภัณฑ์มาแบบใหม่ ฉีกแนวเดิม คือเป็น Cleansing water ที่ใช้นวดทำความสะอาด ตอนหน้าแห้ง และล้างกับน้ำได้เลยในขวดเดียว ไม่ต้องใช้หลายขวดเยอะแยะซ้ำซ้อน อย่างเวลาเดินทาง เอาไปขวดเดียวคือจบเลย ไม่ต้องมาคลีนซิ่งขวด โฟมล้างหน้าอีกหลอด แต่ส่วนตัวมี่คิดว่าฟองน้อยไปนิด ถึงแม้ว่าฟองจะไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับความสามารถทำความสะอาดและความอ่อนโยน แต่มี่เองก็เป็นคนติดฟอง บ้าฟองเยอะๆ ส่วนเรื่องความสะอาดและความอ่อนโยนก็ถือว่าดีค่ะ ถ้าเราแต่งหน้าไม่จัดมาก ขวดนี้ขวดเดียวอยู่ค่ะ ขอให้ไป 4 ฟลาสก์

 

คะแนน-2

 

สุดท้ายนี้ขอขอบคุณทางแบรนด์ Sherdy ด้วยนะคะที่ส่งผลิตภัณฑ์ดีๆมาให้มี่ได้ทดลองใช้ และขอบคุณทุกๆท่านด้วยค่ะที่ติดตามรับชมมาจนจบ

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ทางแบรนด์ Sherdy ที่

https://www.facebook.com/sherdybeauty/

ได้เลยค่ะ

Disclaimer: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากทางแบรนด์ การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสมตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล และผู้เขียนไม่ได้มีผลประโยชน์ใดๆในการขายสินค้า โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน

รีวิววิเคราะห์ส่วนผสม Cleansing oil และ Moisturizer แบบ Natural และ Organic จากแบรนด์ Deep & True

รีวิววิเคราะห์ส่วนผสม Cleansing oil และ Moisturizer แบบ Natural และ Organic จากแบรนด์ Deep & True

สวัสดีค่ะ พี่ๆน้องๆเพื่อนๆห้องแป้งที่น่ารักทุกๆท่าน

วันนี้มี่นำเอาผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางธรรมชาติจากแบรนด์ไทยๆที่ได้มาตรฐานระดับนานาชาติจากแบรนด์ Deep & True มารีวิวให้ชมกันค่ะ

แบรนด์นี้เป็นแบรนด์เครื่องสำอางธรรมชาติและออร์แกนิกของไทย ที่โด่งดังและส่งออกไปหลายๆประเทศนะคะ แต่พึ่งมาทำการตลาดที่ไทย คอนเซปท์ของแบรนด์ก็คือการเลือกใช้สารจากธรรมชาติ เพื่อคืนความธรรมชาติและช่วยบำบัดวิถีชีวิตของคนในสังคมเมืองที่ต้องสัมผัสกับมลภาวะและความเครียดเยอะแยะ

ที่มี่ได้มาจะเป็น Moisturizer กับ Cleansing oil ค่ะ

dt

เราจะมาดูรายละเอียดแบบเรียงกันตั้งแต่ตัวทำความสะอาดเลยนะคะ

สำหรับตัวทำความสะอาดของแบรนด์เป็น Cleansing oil ที่มีชื่อว่า Deep & true the perfect organic cleansing oil ค่ะ

dto 1.jpg

มาในขวดหรูหราดูสะอาดตา คุ้มค่าสมราคา ซึ่งตัวนี้เป็น Cleansing oil ที่มีส่วนผสมออยล์ Organic สำหรับนวดเพื่อทำความสะอาดเครื่องสำอางค่ะ

จุดเด่นอยู่ที่ จุดเด่นอยู่ที่ความเป็น Organic ของวัตถุดิบ ที่ได้รับการรับรองจากองค์กร Bio-agricert ซึ่งตรา Organic cosmetic นี้ไม่ได้ได้มาง่ายๆนะคะ

dto 6.jpg

ข้อมูลจากองค์กร Bio-agricert กล่าวว่า ผลิตภัณฑ์ที่จะได้รับตรา Bio-organic นี้ได้จะต้องมีปริมาณสารจากธรรมชาติที่มีการรับรองว่าผลิตแบบ Organic เป็นองค์ประกอบอยู่ > 95%

สารที่ใช้มีการควบคุมอย่างเคร่งครัดค่ะ ควบคุมกันตั้งแต่การผลิตเลย มีการกำหนดวิธีการผลิตไว้แน่ชัด มีการกำหนดสารต้องห้ามไว้หลายชนิด ยกตัวอย่างเช่น Propylene glycol ซึ่งเป็นสารดูดน้ำให้ผิว ก็ไม่สามารถใช้ได้ตามมาตรฐานของ Bio-agricert นะคะ เพราะในระหว่างกระบวนการผลิต Propylene glycol อาจจะมีการปนเปื้อนของสารก่อมะเร็งได้ค่ะ

ทำไมต้อง Organic ด้วยคะ ??

เพราะในบางครั้งวัตถุดิบที่ได้จากพืช อาจจะมีสารฆ่าแมลง หรือ สารพิษ หรือพวก โลหะหนัก ปนเปื้อนตกค้างติดมาด้วย ถ้าปลูกแบบ Organic ก็จะมั่นใจได้ว่าสิ่งตกค้างพวกนี้ไม่มี ผิวเราก็จะได้รับการบำรุงได้อย่างเต็มที่ค่ะ
ตัวออยล์เป็นออยล์สีเหลือง ความหนืดน้อย สัมผัสบางเบา นวดได้ง่ายสบาย กลิ่นจะเป็นแนวส้ม (Citrus) เด่น เจือด้วยกลิ่นหวานๆ และสมุนไพรบางๆค่ะ สามารถล้างน้ำเปล่าออกง่ายค่ะ สัมผัสหลังล้างจะค่อนข้างนุ่มผิว ไม่แห้งตึงค่ะ

ลองมาดูความสามารถในการล้างเมคอัพกันนะคะ

เริ่มจากละเลงเมคอัพลงไป จากนั้นก็ปั๊มออยล์ใส่ลงไป และก็นวดวนเบาๆ เวลาเราใช้ Cleansing oil นี้ เราไม่จำเป็นต้องไปนวดอะไรแรงมากมาย แค่ถูวนเบาๆ เพื่อช่วยให้การทำความสะอาดดีขึ้นค่ะ ในขณะที่เรานวดนี่ ก็จะช่วยการไหลเวียนของเลือดใต้ผิวหนัง ทำให้ผิวเรามีสุขภาพดีขึ้นได้ด้วย สุดท้ายก็ไปล้างด้วยน้ำเปล่าค่ะ

 

 

ตัวนี้จะล้างน้ำออกได้ค่อนข้างง่ายนะคะ ในขณะล้าง ตัวน้ำมันจะไม่ได้กลายเป็นน้ำนม เหมือนพวก Milky cleansing oil นะคะ แต่จะละลายและไหลออกไปกับน้ำเลย และน่าจะมีน้ำมันบางส่วนช่วยบำรุงผิวไว้ด้วย เพราะผิวจะยังนุ่มอยู่ ไม่แห้งตึงค่ะ

มาดูส่วนผสมกันซักเล็กน้อย

สผส dtm

ส่วนผสมตรงนี้มี่ได้ทำสีไว้ให้นะคะ ส่วนสีม่วงคือน้ำมันจากพืช ตัวที่มี * ก็จะเป็นสารที่เป็น Organic ตามที่แบรนด์ Claim ค่ะ สีเขียวอ่อน คือ สารทำความสะอาด และสีฟ้าเป็นวิตามินอีค่ะ

ขอพูดถึงสารทำความสะอาดก่อนนะคะ เพราะเป็นหัวใจหลักของผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด

ตัว Polyglyceryl-2 oleate นี้จัดอยู่ในกลุ่ม Polyglycerol ester ที่มีความอ่อนโยนสูง ไม่ระคายเคือง ไม่ทำปฏิกิริยากับโปรตีนบนผิว และเป็นชนิดที่สังเคราะห์ขึ้นจากธรรมชาติ โดยใช้ Glycerine และกรดไขมันค่ะ จึงมีความปลอดภัยค่อนข้างสูง และยังมีสัมผัสหรือ feeling ที่ค่อนข้างดี นอกจากทำความสะอาดยังเป็น moisturizer ได้ในตัว

ส่วนสีม่วง เป็นส่วนของน้ำมันจากพืช ซึ่งมีอยู่ด้วยกันหลายชนิดเลย ตั้งแต่ Avocado, งา, เมล็ดฟักทอง, มะพร้าว, Rose hips, Jojoba และ Evening primrose ทุกชนิดเป็นน้ำมัน Organic หมดค่ะ

ปกติแล้วน้ำมันจากพืชก็จะมีส่วนของกรดไขมัน ที่ช่วยทดแทนกรดไขมันให้แก่ผิว ฟื้นฟูและเป็นองค์ประกอบในการสร้าง Barrier ของผิว และยังมีพวกวิตามิน กับสารกลุ่ม Phytosterol ที่ช่วยลดการอักเสบของผิวได้ดีอีกด้วย

น้ำมันที่มีคุณค่าและน่ากล่าวถึง น่าจะเป็นน้ำมันจากเมล็ดฟักทอง เพราะสามารถยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ 5alpha-reductase ซึ่งทำหน้าที่เปลี่ยนฮอร์โมนเพศชาย Testosterone ไปเป็น Dihydrotestosterone ซึ่งมีฤทธิ์แรง ทำให้เกิดสิว ผิวมัน พอไปยับยั้งก็จะช่วยบรรเทาอาการตรงนี้ได้ด้วย

ส่วนของสารแต่งกลิ่นเป็นน้ำมันหอมระเหยจาก Bergamot กับ ส้ม และ Lavender

เดี๋ยวค่อยให้คะแนนโดยรวมทีเดียวนะคะ

อีกตัวเป็นมอยส์เจอไรเซอร์ค่ะ มีชื่อว่า Deep & true absolute organic facial moisturizer ค่ะ

dtm 1

ตัวนี้ก็ได้รับตราจาก Bio-agricert เช่นกัน แต่เป็นตรา Natural with organic cosmetics ค่ะ ซึ่งจะต่างกับตรา Organic cosmetics ตรงที่ปริมาณของสาร Organic ไม่ถึง 95% เหมือนตัว Organic cosmetics ซึ่งทางแบรนด์ใช้มาถึง 77.9% ค่ะ

คหสต.ของมี่คิดว่า เนื่องจากเบสเป็นเนื้อครีม การใช้แต่สาร Organic อย่างเดียวไม่เพียงพอที่จะขึ้นเนื้อครีมได้นะคะ

dtm 5

ในส่วนของเนื้อครีม จะมีสีเหลืองอ่อน อมเขียว น่าจะมาจากสีของวัตถุดิบ Vegetable oil ที่ใช้ค่ะ

dtm 2

เนื้อจะดูหนักนิดๆนะคะ เพราะวัตถุดิบธรรมชาติ มันจะไม่ได้มีเนื้อสวยเหมือนพวก Polymer สังเคราะห์และ Silicones หรอกค่ะ เกลี่ยง่าย ให้ความชุ่มชื้นค่อนข้างดีค่ะ กลิ่นหอมแนวสมุนไพรเย็นๆค่ะ

dtm 3

สำหรับส่วนผสมเป็นดังนี้นะคะ

สผส dtm.jpg

ส่วนผสมมี่ได้ทำแทบสีไว้ให้เช่นกันค่ะ โดยสีม่วงก็เป็นตัวน้ำมันจากพืช และสีฟ้าคือสารบำรุงที่เสริมเข้ามา

ขอกล่าวถึง Ferulic acid ซักหน่อย สารตัวนี้เป็นสารพฤกษเคมีบริสุทธิ์ที่พบในพืชหลายชนิด มีคุณค่า มีราคา มีรายงานเกี่ยวกับคุณสมบัติในการลดการอักเสบและช่วยปกป้องผิวจากรังสี UVB (Food Chem Toxicol. 2015;82:72-8.) ส่วนวิตามินอี ก็เป็น Antioxidant แต่น่าจะให้ผลปกป้องสารในผลิตภัณฑ์ไม่ให้เสื่อมสภาพ

ส่วนน้ำมันจากพืชที่ใช้ก็จะมี Jojoba, Argan, Avocado, Rosehips, Shea butter, Evening primrose, Olive, Sunflower, มะเขือเทศ และ Cranberry

ตัวที่ดูมีคุณค่ามีราคาสูง จะเป็นน้ำมันจากเมล็ดมะเขือเทศ และ Cranberry ค่ะ ซึ่งถือเป็น Rare plant oils ที่หายาก ได้มาอย่างยากลำบาก ขอกล่าวถึงซักเล็กน้อยค่ะ

– น้ำมันเมล็ด Cranberry มีส่วนประกอบของกรดไขมัน Linoleic ในปริมาณสูงถึง 50 – 60% ประกอบด้วยวิตามินอีชนิด tocopherols และ tocotrienols ในปริมาณสูง และมีสารในกลุ่ม phytosterols ในปริมาณสูงเช่นกัน ให้ผลเป็น Antioxidant ที่ดี และมีคุณสมบัติลดการอักเสบในผิว มีรายงานเกี่ยวกับคุณสมบัติในการสมานแผลในหนูทดลอง (Phytother Res. 2011;25(8):1201-8.)
– น้ำมันเมล็ดมะเขือเทศ มีส่วนประกอบของสารในกลุ่ม Carotenoids ชนิด Lutein, Lycopene และ Zeaxanthin และ Phytosterol ให้ผลเป็น Antioxidant ที่ดี และช่วยลดการอักเสบในผิว

อีกจุดที่อย่างกล่าวถึงคือ ความใส่ใจของแบรนด์ในการเลือกใช้สารทำครีม (Emusifier) ของผลิตภัณฑ์ เลือกใช้ชนิดที่ดัดแปลงมาจากน้ำมันมะกอก คือ Cetearyl olivate และ Sorbitan olivate จึงดูเป็นมิตร และดู Eco-friendly มากๆ

มาให้คะแนนกันในภาพรวม เนื่องจากส่วนผสมไม่ได้เยอะมาก เลยขอแบ่งเป็นคะแนนด้านส่วนผสมกับด้านการใช้งานนะคะ

1. ส่วนผสมของผลิตภัณฑ์ ทั้งสองตัวมีความเป็น Natural และ Organic อยู่ค่อนข้างมาก แต่ก็ไม่ได้มาแต่แบบว่าธรรมชาติและจะไม่มีอะไรเลย มันมีอะไรบางอย่างซ่อนเร้นอยู่ เช่น การเลือกใช้สารทำความสะอาดชนิดที่อ่อนโยน และเป็น Moisturizer ได้ในตัวอย่าง Polyglyceryl-2 oleate ส่วนของตัวครีมก็ยังมีการเลือกลูกเล่นโดยใช้ Ferulic acid ที่มีคุณค่ามีราคา ร่วมกับน้ำมันพืชหายากอย่าง น้ำมัน Cranberry และมะเขือเทศ สารอื่นๆที่ใช้ก็เป็นธรรมชาติเกือบทั้งหมด ไม่มีส่วนผสมของพวก Glycol, Silicones, Alcohol รวมไปถึง Parabens และสารที่อาจจะส่งผลเสียต่อผิวหนังและร่างกาย ก็เลยขอให้คะแนนด้านส่วนผสมไปเต็มๆที่ 5 ฟลาสก์
2. คะแนนด้านการใช้งาน ตัว Cleansing oil นั้นทำมาได้ค่อนข้างดี สามารถทำความสะอาดเมคอัพได้อย่างหมดจด ไม่เหนอะหนะหนักผิวจนเกินไป สามารถนวดล้าง Base makeup บนหน้าได้ และด้วยความที่เป็นออยล์จึงสามารถใช้เช็ดเครื่องสำอางรอบดวงตาได้ด้วย ส่วนของ Moisturizer แม้เนื้อจะดูไม่ค่อยสวยมากนัก แต่ด้วยความที่เป็นธรรมชาติ ไม่มีพวก Silicone หรือ Polymer อะไรที่จะมาปรับเนื้อปรับ Feel ให้มันสวยงามเหมือนพวกสังเคราะห์ ก็เลยขอให้ 5 ฟลาสก์เช่นกันค่ะ

คะแนน dt

สุดท้ายนี้ต้องขอขอบคุณทางแบรนด์ Deep & true ด้วยค่ะที่ส่งผลิตภัณฑ์ดีๆมาให้มี่ได้ทดลองใช้ และขอบคุณทุกๆท่านด้วยค่ะที่ติดตามรับชมมาจนจบ
สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ทางแบรนด์ Deep & True ได้เลยค่ะ
https://www.facebook.com/deepandtrue และ
http://www.deepandtrue.com/index.php

Disclaimer/Conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากทางแบรนด์

รีวิววิเคราะห์ส่วนผสมครีมไวท์เทนนิ่งชื่อดังจากเกาะอังกฤษ Yllume ultimate illuminating complex cream

รีวิววิเคราะห์ส่วนผสมครีมไวท์เทนนิ่งชื่อดังจากเกาะอังกฤษ Yllume ultimate illuminating complex cream

วันนี้มี่เอารีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสมของครีมผิวขาวกระจ่างใสตัวดังจากอังกฤษมาฝากกันค่ะ

เป็นครีมจากแบรนด์ Yllume นั่นเอง ซึ่งแบรนด์นี้ก็มีผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่ทานแล้วได้ประโยชน์เรื่องความกระจ่างใสด้วยค่ะ

ครีมตัวนี้มีชื่อเต็มๆว่า Yllume ultimate illuminating complex cream มาดูหน้าตาของเขากันซักหน่อยนะคะ

y 1

เขาจะมาในแพคเกจทรงกระบอกที่เป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ค่ะ ข้างในก็จะมีตัว Cream อยู่ ถึงจะขึ้นชื่อว่า Cream แต่ก็มาในขวดแบบปั๊มนะคะ ช่วยลดการปนเปื้อนจากจุลินทรีย์ได้เพราะเป็นภาชนะระบบปิดค่ะ

ในด้านเนื้อครีม จะเป็นครีมสีครีม มีความวาวในตัว กลิ่นหอมอ่อนๆแนวดอกไม้ตัดกับสมุนไพรจางๆค่ะ

y 2

ครีมจะเกลี่ยได้ค่อนข้างง่ายค่ะ และมี Pigment ที่ให้ความกระจ่างใส ช่วยให้ผิวดูมีชีวิตชีวาขึ้นมาทันที แต่ไม่ได้ขาววอกเหมือนครีมกันแดดค่ะ จะเน้นความวาว

y 3

วัดค่า pH ซักหน่อยพอเป็นพิธีนะคะ

y 4

ค่า pH จะอยู่ที่ประมาณ 6 ใกล้เคียงกับผิวดี ไม่ได้อยู่ในช่วงที่เป็นกรดมาก จึงเหมาะกับทุกสภาพผิว และผิวที่ระคายเคืองง่าย หรือไวต่อ AHA ค่ะ

สำหรับส่วนผสมเป็นดังนี้ค่ะ

สผส

จากส่วนผสมมี่ได้ทำสีไว้ให้นะคะ สีเขียว สื่อถึงกลุ่ม Whitening สีน้ำเงิน คือสารบำรุงอื่นๆ สีม่วง เป็นน้ำมันจากพืชที่ทดแทนไขมันให้ผิวหนัง และสีฟ้า เป็นพวก Pigment ที่ให้ความวาวค่ะ
มาดูที่กลุ่มสาร Whitening ก่อนค่ะ
– Ascorbyl glucoside เป็นอนุพันธ์ของวิตซี ตัวนี้มีความอ่อนโยนสูง เป็นกรดน้อย ให้ผลด้านผิวขาว Antioxidant และริ้วรอยค่ะ
– สารสกัดจากมะเขือเทศ ซึ่งทางแบรนด์ Claim ว่าใช้มะเขือเทศสีขาวสายพันธ์พิเศษ (Solanum lycopersicum extract) ประกอบด้วย Colorless carotenoids คือ สารกลุ่ม Carotenoid ที่ไม่มีสี ที่สำคัญคือ phytoene กับ phytofluene ทางแบรนด์ บอกว่าในผิวของเรามีสารกลุ่มนี้อยู่ในชั้นผิวหนังชั้นนอกถึง 38% และพบว่าคนที่ขาดสารกลุ่ม Colorless carotenoids นี้จะมีสีผิวที่เข้มกว่าคนที่มีเยอะ รวมถึงอาจจะมีปัญหาผิวแพ้ง่าย ผิวแห้ง และเรื่องสิวได้มากกว่าด้วย นอกจากนี้ก็ยังมีตัว Lycopene ที่เป็น Antioxidant ที่ดี ซึ่งมีรายงานว่า Lycopene ในสารสกัดมะเขือเทศ สามารถปกป้องผิวหนังจากอันตรายจากรังสี UV ได้ (Br J Dermatol. 2011; 164(1):154-62.) ส่วนของเปลือกผลมีสาร Resveratrol ซึ่งให้ฤทธิ์แรงในการต้านอนุมูลอิสระ (J Agric Food Chem. 2006; 54(19):7175-9.)
– Stem cell จาก Sea fennel (Crithmum maritimum callus culture extract) เป็นสารสกัดของเนื้อเยื่อเพาะเลี้ยงจาก Sea fennel ข้อมูลจากผู้ผลิตวัตถุดิบระบุว่า สารสกัดนี้ให้ผลเพิ่มการสร้างเซลล์ผิว ลดริ้วรอย และช่วยปรับสมดุลการสร้างสีผิวให้สม่ำเสมอมากขึ้น รวมทั้งช่วยปกป้องฟื้นฟูความเสียหายจากรังสี UV
– Tetrahydrodiferuloylmethane สารที่ได้จากการดัดแปลงสาระสำคัญในขมิ้นชันให้ไม่มีสีเหลืองจนน่าเกลียด มีคุณสมบัติเป็น Whitening และ Antioxidant ที่ดี
– Hexylresorcinol ข้อมูลจากผู้ผลิตระบุว่า สารกลุ่มนี้พบในข้าว Rye และ Wheat ให้ผลยับยั้งการสร้างเม็ดสีผิว เมลานิน และช่วยกระตุ้นการสร้าง Glutathione ในผิว จึงให้ผลเสริมกันในการเป็น whitening
– Hydrolyzed prunus domestica extract สารนวัตกรรมจากญี่ปุ่น ที่ Claim เรื่อง “Melanin diet” ออกฤทธิ์ขัดขวางการส่งผ่านเมลานินที่สร้างเสร็จแล้วไม่ให้ออกไปด้านนอก
– สารสกัดจากดอก Daisy ในสิทธิบัตรยุโรประบุว่าสารสกัดจาก Daisy สามารถใช้เป็น Whitening ได้โดยไปยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ Tyrosinase ซึ่งเป็นเอนไซม์ที่ใช้สร้างเมลานิน (EP1737538 B1) ข้อมูลจากผู้ผลิตวัตถุดิบระบุว่า สารสกัดออกฤทธิ์ครบถ้วนตั้งแต่ก่อนการสร้างเม็ดสี ยับยั้งการสร้างเม็ดสี และป้องกันไม่ให้เม็ดสีออกไปข้างนอก

ส่วนของสารบำรุงอื่นๆ เน้นไปที่ด้าน Antioxidant, เพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่ผิว ลดการอักเสบ กระชับรูขุมขน และมีน้ำมันจาก Rosehips, เมล็ดทับทิม ซึ่งมีคุณค่าและราคาแพง กับ Jojoba oil
ถึงเวลาให้คะแนน
1. กลุ่มของสารบำรุง ถ้าพูดถึงด้าน Whitening จะเห็นว่าสารเพื่อผิวขาวที่ใช้ออกฤทธิ์ได้ครบถ้วนทั้ง 3 ขั้นตอนของการสร้างเม็ดสีผิว ตั้งแต่ก่อนสร้าง ขณะสร้าง และหลังสร้างเสร็จ ยังเสริมมาด้วย Antioxidant สารเพิ่มความชุ่มชื้น ลดการอักเสบ กระชับรูขุมขน และทดแทนไขมันให้แก่ผิว โดยรวมถือว่าทำมาได้ค่อนข้างครบ ให้ไป 5 ฟลาสก์
2. กลุ่มเนื้อผลิตภัณฑ์ มาในรูปแบบของครีม ที่ประกอบด้วยน้ำกับน้ำมัน ไม่มีส่วนผสมของ Alcohol น้ำมันที่ใช้ไม่ได้สุ่มเสี่ยงอุดตันอะไร มีสารที่ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นโดยการดูดน้ำให้ผิว สารไขมันทดแทน และใช้ Dimethicone ที่เป็นซิลิโคนมาเคลือบปกป้องผิวกันน้ำระเหยออก จึงถือว่าทำมาได้ค่อนข้างสมบูรณ์ ให้ไป 5 ฟลาสก์
3. กลุ่มสารปรุงแต่งอื่นๆ ได้แก่พวกสารทำเนื้อครีม สารเพิ่มความหนืด สารกันเสีย มี Buffer ที่ช่วยควบคุมค่า pH ให้คงที่ตลอดเวลา ไม่มีส่วนผสมของสารที่อาจจะก่อระคายเคือง และ Parabens จึงไม่มีที่ให้หักคะแนน รับไป 5 ฟลาสก์
4. การใช้งาน ส่วนตัวมี่ใช้ครีมตัวนี้มาเดือนกว่า ก่อนจะมาเริ่มเขียนรีวิว มี่มองว่าครีมตัวนี้ค่อนข้างโอเคกับการลดการสร้างเม็ดสีผิว ช่วยปรับสีผิวให้สม่ำเสมอ ลดรอยดำจากสิวได้ดีแต่ต้องใช้เวลาราวๆ 2 – 3 อาทิตย์ จะเริ่มเห็นผล ไม่ได้ขาวใน 3 วัน 7 วัน จนดูน่ากลัวเกินจริง รู้สึกว่าผิวนุ่มขึ้นด้วย โดยรวมค่อนข้างชอบค่ะ มีต่อขวดสองแน่นอน รับไปเลย 5 ฟลาสก์

คะแนน

สุดท้ายนี้อยากขอบคุณทางร้าน SkInmART ด้วยนะคะที่ส่งผลิตภัณฑ์ดีๆส่งตรงจากเมืองผู้ดีแดนอังกฤษ ให้ได้ทดลองใช้ และขอบคุณทุกๆท่านด้วยค่ะที่ติดตามรับชมมาจนจบ
สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถติดต่อสอบถามที่ทางเพจ SkInmART
https://www.facebook.com/skinmartmd/ หรือ เวปไซท์ http://www.skinmart.in.th ได้เลยนะคะ

Disclaimer/Conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากร้าน SkInmART

รีวิววิเคราะห์ส่วนผสมมอยส์เจอไรเซอร์น้ำมัน Argan ในรูปแบบน้ำนม จาก Amira pure argan milk

รีวิววิเคราะห์ส่วนผสมมอยส์เจอไรเซอร์น้ำมัน Argan ในรูปแบบน้ำนม จาก Amira pure argan milk

 

วันนี้มี่เอา Argan milk จากแบรนด์ Amira มารีวิวให้ชมกันค่ะ

คราวก่อนมี่ได้รีวิว Argan oil ของแบรนด์ ซึ่งเป็นสูตรผสมวิตามินซีไว้ ท่านที่สนใจลองกลับไปอ่านได้นะคะ

(http://pantip.com/topic/34327947)

ทางแบรนด์ได้พัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ คือ Argan milk ซึ่งยังมีส่วนผสมของ Argan oil อยู่ และเสริมด้วยไขมันและน้ำมันจากพืชอีกหลายชนิด และมีสัมผัสที่บางเบามาก ใช้ง่าย เอามาผสมกับ Oil ก่อนวอร์มและทาก็ดีค่ะ

มาดูหน้าตาซักหน่อยนะคะ

amira 1

กล่องเป็นแบบเลื่อน ดูเก๋ไก๋ดีค่ะ

amira 2

ตัว Milk เป็นเนื้อน้ำนม สีขาว กลิ่นหอมจางๆ

amira 3

amira 4

เกลี่ยได้ค่อนข้างง่าย ซึมผิวได้ไว ให้ความชุ่มชื้นได้ดีและยาวนานค่ะ

amira 5

มาวัด pH กันซักหน่อยนะคะ

amira 7

เป็นกลางอยู่ที่ 7 ค่ะ

มาดูส่วนผสมกันบ้างนะคะ

สผส

มี่ได้ทำแถบสีไว้ให้นะคะ สีน้ำตาลคือ น้ำมันและไขมันจากพืช สีเขียวคือสารเติมน้ำ และสีน้ำเงินคือสารบำรุงอื่นๆ

จากส่วนผสมตรงนี้ เน้นไปที่เรื่องของการเป็น moisturizer ที่ช่วยเติมน้ำและไขมันให้ผิวได้ในเวลาเดียวกัน
ส่วนผสมที่ประกอบด้วย Phytosterol ในน้ำมันจากพืช จะช่วยลดการอักเสบในผิว ช่วยให้ผิวแข็งแรง เสริมสร้าง Barrier ผิวไว้ต้านมลภาวะได้อีกต่อค่ะ

โดยตัวเติมน้ำจะเป็นสารกลุ่ม Glycol 2 ตัว คือ Butylene glycol และ Propylene glycol กับ Panthenol หรือ โปรวิตามินบี 5 ซึ่งตัวนี้ต้องขยายค่ะ

โปรวิตามินบี 5 นั้น มีคุณสมบัติเป็นสารเพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่ผิว โดยตัวมันเองสามารถซึมเข้าสู่ผิวและเปลี่ยนเป็นวิตามินบี 5 ทำหน้าที่ดูดน้ำเข้ามาเก็บไว้กับตัวเอง และยังมีคุณสมบัติอื่นๆ เช่น ลดการอักเสบ เพิ่มการแบ่งตัวของเซลล์ผิว ช่วยเรื่องการสมานแผล และลดริ้วรอย ซึ่งคุณสมบัติในการเป็น Moisturizer ของ Panthenol มีรายงานตีพิมพ์รองรับ คือ สามารถช่วยเพิ่มความสมบูรณ์ของผิวหนัง ช่วยลดการระเหยของน้ำออกจากผิว รักษาความชุ่มชื้นให้ผิวได้ (J Cosmet Sci. 2011; 62(4):361-70.) ทางแบรนด์เลือกใช้ชนิด D-panthenol ซึ่งมีคุณสมบัติลดการอักเสบในผิวได้ดี (Acta Pol Pharm. 2004;61(6):433-7.)

ส่วนของการเติมไขมันให้ผิว จะเป็นกลุ่มของน้ำมันจากพืช ได้แก่
– Argan oil (Argan spinosa kernel oil) เป็นน้ำมันที่ได้จากเมล็ดของต้น Argan ในทาง Aromatherapy ระบุว่าน้ำมันนวดตัวที่ใช้ หรือมีส่วนผสมของ Argan oil มีคุณสมบัติในการลดริ้วรอย เพิ่มความชุ่มชื้น ความยืดหยุ่น ลดรอยแตกลาย มีงานวิจัยอยู่หลายฉบับที่ทดสอบประสิทธิภาพของ Argan oil ยกตัวอย่างเช่น การทดสอบประสิทธิภาพของ Argan oil แบบทา ในสตรีวัยทองจำนวน 60 คน เป็นเวลา 60 วัน พบว่าค่า TEWL (การระเหยของน้ำออกจากผิว) ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ค่านี้สื่อว่า Barrier ผิวมีความแข็งแรงมากขึ้น และพบว่าระดับน้ำในผิวชั้นนอก หรือ Epidermis มีค่าสูงขึ้น (Prz Menopauzalny. 2014;13(5):280-8.) อีกชิ้นหนึ่งทดสอบในสตรีวัยทอง จำนวน 30 คน เป็นเวลา 60 วัน พบว่าผิวหนังมีความยืดหยุ่นเพิ่มขึ้น (Clin Interv Aging. 2015;10:339-49.)
– Cocoa butter (Theobroma cacao seed butter) เป็นไขมันที่ได้จากเนื้อของผลโกโก้ มีจุดหลอมเหลวใกล้เคียงกับผิว จึงหลอมละลายบนผิวและดูดซึมเข้าผิวง่าย
– Sweet almond oil (Prunus amygdalus dulcis oil) น้ำมันจากเมล็ดแอลมอนด์ และ Avocado oil (Persea gratissima oil) น้ำมันจากผลอโวคาโด อุดมด้วยกรดไขมันไม่อิ่มตัว ให้ผลทดแทนไขมันในผิวหนัง
– Grape seed oil (Vitis vinifera seed oil) น้ำมันสกัดจากเมล็ดองุ่น อุดมด้วยกรดไขมัน Linoleic acid ที่ให้ผลลดการอักเสบในผิว ลดการอุดตัน และเป็นองค์ประกอบที่สำคัญของ ceramide 1 ในผิว
– Shea butter เป็นไขมันที่มีองค์ประกอบของ Phytosterol ที่ให้ผลลดการอักเสบในผิวหนังได้ดี และมีไขมันที่เคลือบผิวปกป้องกันน้ำระเหยออกจากผิว

ยังมีส่วนผสมของสารบำรุงอีก 2 ตัว คือ
– Aloe barbadensis leaf extract คือ สารสกัดจากว่านหางจรเข้ ให้ผลเพิ่มความชุ่มชื้น ลดการอักเสบ และให้ผลด้านผิวขาวได้ด้วย
– Allantoin ลดการอักเสบในผิว และช่วยป้องกันการแพ้

ทางแบรนด์ Claim ว่า ในส่วนของ Perfume นั้นใช้ น้ำมันหอมระเหยของดอกคาโมมายล์ (Chamomile oil) เป็นตัวแต่งกลิ่นนะคะ

มาให้คะแนนกัน

เนื่องจากวันนี้ส่วนผสมค่อนข้างน้อย เลยขอแบ่งคะแนนเป็น 2 ข้อ คือ คะแนนส่วนผสม กับ คะแนนการใช้งาน

1. ส่วนผสม เป็น Moisturizer ที่มีส่วนผสมของน้ำมันธรรมชาติและไขมันจากพืชหลายชนิด ให้ผลทดแทนไขมันธรรมชาติในผิว มีส่วนประกอบของกรดไขมัน Linoleic acid ที่เป็นองค์ประกอบของ Ceramide 1 ทำให้ Barrier ผิวแข็งแรง และมีส่วนของสารเติมน้ำให้ผิว และสารลดการอักเสบในผิวอยู่ด้วย ส่วนผสมอื่นๆไม่ได้มีตัวไหนที่มีพิษมีภัยอะไรกับผิว เลยขอให้ 5 ฟลาสก์
2. การใช้งาน ตัว Milk ค่อนข้างบางเบา ดูดซึมไว ไม่เหนอะหนะ มีกลิ่นหอมจางๆ สามารถเอามาผสมกับน้ำมัน Argan oil Amira วอร์มบนมือ และทาลงบนใบหน้าได้ง่าย ให้ผลเพิ่มความชุ่มชื้นได้ดี ขอให้ 5 ฟลาสก์ เช่นกัน
คะแนน

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถติดต่อสอบถามได้ที่เฟสบุคของทางแบรนด์ Amira Skincare (https://www.facebook.com/amiraarganoil) ได้เลยนะคะ

 

สุดท้ายนี้ขอขอบคุณทางแบรนด์ Amira ด้วยค่ะที่ส่งผลิตภัณฑ์ดีๆมาให้มี่ได้ทดลองใช้

 

ขอบคุณที่ติดตามมาจนจบค่ะ

Disclaimer/Conflict of interest: ผลิตภัณฑ์ได้รับการสนับสนุนจากแบรนด์ Amira