[MiYeon Favorites] part 1-Innisfree Soybean Firming Skin

[MiYeon Favorites] part 1-Innisfree Soybean Firming Skin

มีหลายๆท่านมากเลยแนะนำเข้ามาว่า อยากเห็น Routine skincare ของมี่

แต่มี่ใช้ไปเรื่อยตามอารมณ์ ไม่เหมือนกันซักวัน เลยกะว่าจะค่อยๆรีวิวผลิตภัณฑ์ที่ชอบไปทีละตัวๆ วันนี้ก็เลยจะรีวิวเอสเซนส์ถั่วเหลืองหมัก พึ่งหมดขวดแรกไปเมื่อคืนนี้เองค่ะ ถึงแม้ว่าขวดจะดูเหมือนไม่ใหญ่มาก แต่ใช้ทนจริงๆค่ะ เปิดใช้ตอนปลายๆเดือน 6 พึ่งมาหมดเมื่อคืนนี้ เกือบปีเชียว

ตอนนั้นไปสอยมาจากเกาหลีเมื่อตอนเดือนมิย.ปีที่แล้วค่ะ ราคารู้สึกจะ 28000 วอน (840 บาท)

ลงรูปร้านด้วย เดี๋ยวจะหาว่าไม่ได้ไปจริงๆ

11121330_10204242340998889_1186810959_n

ถ้าได้แบกเป้ไปเองนะคะ แนะนำให้ไปย่าน มยองดง ตอน 10โมงค่ะ จะร้างมากกกกกกกกกก เดินสนุก ชอปสนั่น ไม่มีคนเยอะแยะมากวนประสาท

แถมอีกรูปค่ะ

(รูปเก่าเล่าใหม่)

ไม่มีคนเลยค่าาาาาาาาาาาาาาาา

11117395_10204242342758933_811500543_n

เข้าเรื่องดีกว่าค่ะ

Innisfree เป็นแบรนด์นึงที่มี่แอบส่องของเค้ามาเกือบสองปี และก็ได้ไปเลือกกับตัวเองเมื่อ มิย. ปีที่แล้ว ตอนนั้นซื้ออะไรมาบ้าง ดูได้ที่ลิงค์เมื่อกี๊นะคะ

แล้ว เมษายน ก็ไปเกาหลีอีก คราวนี้ไปเกาะเจจู ไปกับทัวร์ ทัวร์เค้าเอาเราไปปล่อยที่ไร่ชา O’Sulloc แล้วอิชั้นก็วิ่งขึ้นไป Innisfree Jeju house ค่ะ

คุ้มค่าเหนื่อยเลยยยยยยยย

ตัวที่รักเลยก็คือ

IMG_3625-re

ตัวนี้เนเจอร์ของเค้าจะค่อนข้างมัน ดังนั้นจะเหมาะกับคนที่ผิวแห้งหน่อยนะคะ

เนื้อจะเป็นน้ำนมเหลวๆ กลิ่นหอมสมุนไพร ค่อนข้างชุ่ม มันนิดๆค่ะ

IMG_3626

แต่เอาเข้าจริง พอทิ้งไว้แปบ มันก็ซึมหมดค่ะ ไม่มัน ไม่เหนอะหนะอะไรมาก และหน้าจะนุ่มชุ่มชื้นไปนานโขอยู่

กระดาษวัด pH เหลือ มาวัด pH เล่นๆดีกว่าเนาะ

IMG_3629-re

pH อยู่ที่ 5 ค่ะ ดังนั้น AHA ในนี้ก็จะแตกตัวเป็นรูปเกลือ ซึ่งมีฤทธิ์ผลัดผิวต่ำ จึงไม่ต้องกลัวเรื่องผิวบาง และแพ้แดด

มาดูส่วนผสมกันดีกว่าค่ะ

ดูจากภาพถ่ายกล่องดีกว่าเนาะ ^^ มันแอบยาว = =

1415027625-innisfree-o

วิเคราะห์ส่วนผสมนิดนึงพอกรุบกริบ

ปกติเครื่องสำอางจะประกอบด้วยส่วนสำคัญ 3 ส่วน คือ

1. Active ingredients หรือย่อๆว่า Active เป็นสิ่งที่ทำให้เครื่องสำอางมีฤทธิ์ทางชีวภาพ เช่น ลดริ้วรอย ผิวขาว ดูแลสิว ฯลฯ
2. Base เป็นส่วนหลักของผลิตภัณฑ์ ทำหน้าที่พยุงเอา Actives ไว้ และเป็นตัวนำพาเอา Actives ไปออกฤทธิ์ที่ผิวหนังค่ะ ถ้าเป็น ครีม Base ก็จะเป็นส่วนของน้ำกับน้ำมันค่ะ
3. Additives เป็นส่วนของสารที่ช่วยเพิ่มลักษณะที่ดีให้แก่เครื่องสำอาง เพิ่มความคงตัว ความน่าใช้ ความปลอดภัย เช่น พวก Emulsifier ที่ประสานน้ำให้เข้ากับน้ำมันเกิดเป็นครีม Preservatives ที่ช่วยรักษาผลิตภัณฑ์ให้คงเดิม ฯลฯ

ตัวนี้ถ้าแยกส่วนแบบสรุปๆ ก็จะเป็นดังนี้ค่ะ

1. Actives ตัวที่นำมาเลยน่าจะเป็น Squalane, Arbutin กับถั่วเหลืองหมัก Bacillus ซึ่งถั่วเหลืองมันจะมีสารจำพวก Isoflavone ที่ปกติมันจะจับกับน้ำตาลอยู่ทำให้โมเลกุลใหญ่ การออกฤทธฺ์และการดูดซึมจะน้อย แต่พอหมักด้วยจุลินทรีย์เสร็จ มันก็จะตัวเล็กลง ออกฤทธิ์ได้ง่ายขึ้น และซึมผิวได้ดีขึ้น สารกลุ่มพวกนี้ยังมีคุณสมบัติเป็น Phytoestrogen ช่วยให้ผิวนุ่มนวลด้วย ส่วนสารสกัดพืชอื่นๆ ที่พอจะมีข้อมูลรองรับก็จะเป็นชาสองสายพันธ์ ซึ่งให้ผลเป็น Antioxidant ที่ค่อนข้างดี Orchid ที่เป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ โดยรวมแล้วให้ผลเรื่องริ้วรอย ความชุ่มชื้น ไวท์เทนนิ่ง ถือว่าโอเคอยู่ค่ะ ส่วนของ Citric acid กับ Lactic acid เมื่อมาอยู่ในสภาวะที่มีค่า pH ราวๆ 5 ก็จะกลายร่างเป็นรูปเกลือ คือ Citrate กับ Lactate ซึ่งผลผลัดผิวจะลดลง เหลือแต่ผลเติมน้ำให้ผิว จึงขอให้ 5 ฟลาสก์

2. Base มาในรูปแบบ Emulsion เพราะมีน้ำมันด้วย ส่วนของน้ำ มีสารดึงน้ำให้ผิวอยู่ก็จริง แต่ไม่ได้เลิศเลอประเสริฐศรี ส่วนของน้ำมันก็มีไขมันที่ดีๆต่อผิวอยู่ด้วย ที่เหลือก็เป็นสารพื้นๆทั่วไป แม้ว่าจะไม่ได้ดีมาก แต่ก็ถือว่ามีครบถ้วนสำหรับการเป็น Emulsion ที่ดีชิ้นนึง ที่สำคัญคือไม่มี Alcohol ค่ะขอให้ 5 ฟลาสก์

3. Additives ไม่มีพาราเบน แต่มีน้ำหอม ไม่แน่ใจว่าน้ำหอมนี่เป็นน้ำหอมสังเคราะห์ หรือว่าเป็นน้ำมันหอมระเหยจากพืชตระกูล Citrus เพราะกลิ่นก็แอบเหมือนอยู่ ถ้าเป็นพวก Citrus ก็ไม่เหมาะใช้กลางวันเพราะจะแพ้แสงได้ แต่ก็ไม่เคยหักคะแนนน้ำหอมในผลิตภัณฑ์อื่นๆที่ไม่ใช่แบบทารอบดวงตามาก่อน สารอื่นๆก็ไม่ได้เป็นพิษเป็นภัยอะไร จึงขอให้ 5 ฟลาสก์

4. การใช้งาน คงไม่ต้องบรรยายแล้วค่ะ หมดไปแล้วขวดหนึ่ง กำลังจะแกะขวดที่สอง ก็จัดไป 5 ฟลาสก์ สวยๆค่ะ

สำหรับวันนี้มีแค่นี้ค่ะ แล้วพบกันใหม่กระทู้ถัดไป สวัสดีค่ะ

ปล. Innisfree เมืองไทยเปิดแล้วนะคะ แอบอิจฉาสาวๆกรุงเทพ ได้ไปเดินเล่นแล้ว ส่วนตัวมี่นั้นอยู่ต่างจังหวัด โชคดีอาทิตย์หน้าจะได้ลงไปทำงานที่กทม ถ้ามีเวลาจะแอบไปส่องดูค่ะ ^^

Love you
xoxo
MiYeon’s Shopping in Jeju, April 2015

MiYeon’s Shopping in Jeju, April 2015

Hi guys, this is my first English topic, please feel free to have comments or chats or etc.

On last April, I went to Jeju, South Korea with Thai tour company with very low cost (around 12900 THB for plane, hotels and some foods)

I am Korean Cosmetics-addicted, and always find the way to purchase them into Thailand.

I like to try everything that is Korean, so my daily routine is almost done bt Korean cosmetics.

Well, its time to see my shopping bags!!!

But before shopping bags, before going to Korea I have to check the price and products that will include in my wishlists, and here is my wishlists.

shopping list

Then, we have arrived !!, at Jeju airport

jeju

Tah dah!! here is my shoppings

IMG_2543-re

Wah Quite a lot, right??

In Jeju, the most frequent shop I found is Nature republic, which can be found in almost every place that tour guide to.

IMG_2361-re

Lucky!!, they are on sale !!!!

And these are my purchased.

IMG_2532-re

All of Nature Republic’s products are great and skin friendly.

I love the cactus gel and bamboo mist very much (which will be further reviewed in the next occasion).

The next brand is It’s Skin, It’s Skin is one of my fav’ and the product that I do love most is GF effector. This time I purchased four bottles, for one year.

IMG_2528-re

Woohoo!! See you again next year, Korea.

And the next brand is Innisfree, lucky I have some times and went to Innisfree Jeju House, which is the perfect place that I enjoyed most.

11173325_10204071639651462_5295637980083187181_n IMG_1853-re

These are my purchased,

IMG_2535-re

Sparkling mineral is the new line that launched in April, I think.

But I did not tried it yet, so when I tried it I will make a review.

For Etude House, I purchased Magic any cushion, which is my fav’ and some mask sheets for trying

IMG_2530-re

About magic any cushion, I used peach color.

And the next brand is Beyond. Beyond is one of my interesting since I went to Korea on June, 2014.

Their products are quite great, however there are few line that used alcohol, which may not suits some individuals, and this are my purchased.

IMG_2531-re

On that time I went, their mask sheet is on promotion, 10+10 (Buy 10 get 10 free).

And the next brand is Tony Moly, I used their Galactomyces water before. This time I went for their Goat milk toner, which is newly launched.

IMG_2537-re

Their mascara is also great!!!!!

The next brand is Hanyul, this time I go for their rice skin softener

IMG_2538-re

And the next brand is Mamonde, I love their concepts, I love flower, esp. roses.

This is my purchased,

IMG_2539-re

And the last one is the saem, another eco-friendly brand.

IMG_2540-re

their wrapping tints are great, look like natural lips.

Well That’s all

See you again in my next blog post

love you

xoxo

[Review] Ascorbie Intensive Lightening serum

[Review] Ascorbie Intensive Lightening serum

วันนี้มี่เอาซีรัมซีรัมไวท์เทนนิ่งจากแบรนด์ไทย ที่ดีงามไม่แพ้ของนอกมารีวิวให้ชมกันค่ะ

ผลิตภัณฑ์วันนี้มีชื่อว่า Ascorbie Intensive lightening serum ค่ะIMG_3516-re

ตัวผลิตภัณฑ์มาในภาชนะบรรจุแบบ Air-less (คือไม่มีอากาศข้างใน) สีน้ำเงินทึบ ซึ่งมีจุดเด่นอยู่ 2 ด้านคือ การไม่มีอากาศ ก็จะช่วยยืดอายุของพวก Antioxidant ให้ยาวนานขึ้น และสีทึบแสง ที่ช่วยปกป้องเนื้อผลิตภัณฑ์จากแสงแดดได้ ทำให้อายุของสารในผลิตภัณฑ์ยาวนานมากขึ้น

ที่กล่อง มี Keyword อยู่ 3 คำค่ะ คือ ” Protecting, Soothing, Hydrating” 3 คำนี้สำคัญอย่างไร มาดูกันดีกว่านะคะ

Protecting : การปกป้อง ในที่นี้หมายถึง ปกป้องความเสียหายจากรังสี UV ค่ะ

เราอาจจะสงสัย ทากันแดดแล้ว ยังจะมาปกป้องอะไรอีก จริงๆแล้วคือ ในโลกนี้ไม่มีอะไรกันรังสี UV ได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ค่ะ ในผลิตภัณฑ์กันแดดจึงควรมี Antioxidant เพื่อช่วยหักล้างผลเสียจากรังสี UV ที่หลุดรอดเข้ามาในผิวหนัง แต่ถ้าไม่มีก็เติมให้ผิวจาก Skincare แทนค่ะ

Soothing : คำนี้แปลค่อนข้างยาก ถ้าแปลตรงตัวจะไม่รู้เรื่องเลย ความหมายของมันจะสื่อว่า ให้รู้สึกสบายผิว และลดการระคายเคือง

Hydrating : เพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่ผิว

ปริมาณน้ำในผิวจำเป็นต่อกระบวนการทำงานหลายๆอย่างของผิวหนัง แค่มีน้ำ ทุกอย่างของผิวก็จะกลับมาดีและสวยงามอีกครั้งค่ะ

ลองมาดูคำ Claim ของผลิตภัณฑ์ดีกว่านะคะ

AB01

เดี๋ยวในช่วงวิเคราะห์ส่วนผสมเราค่อยตัดสินใจกันว่าจะได้ตาม Claim หรือเปล่า

มาดูเนื้อสัมผัสดีกว่าค่ะ ตัวนี้จะเป็นเนื้อซีรัม สีเหลืองอ่อนๆ เหมือนจะขุ่นนิดๆ แต่ดูไปดูมาเหมือนจะเป็นลักษณะโปร่งแสงมากกว่า (คือแสงผ่านได้ แต่ไม่ได้ใส) ภาษาอังกฤษเรียกสวยๆว่า Translucent ค่ะ

IMG_3519-re

เกลี่ยค่อนข้างง่าย ดูดซึมค่อนข้างไวค่ะ

ถึงแม้ผลิตภัณฑ์จะมีสีเหลืองอ่อนๆ แต่จะเห็นว่าข้างที่ทากับไม่ทาแทบจะไม่แตกต่างกันเลย

IMG_3521-re

มาดูค่า pH กันดีกว่าค่ะ

IMG_3523-re

ค่า pH อยู่ที่ประมาณ 6 ก็ถือว่าโอเคค่ะ ผิวเราก็มี pH อยู่ในช่วง 5-6 เช่นกัน

ก่อนไปดูส่วนผสมเรามาดูที่ข้างกล่องกันดีกว่าค่ะว่ามีอะไรน่าสนใจบ้าง

IMG_3517-re

เดี๋ยวเรามาดูรายละเอียดและวิเคราะห์สารแต่ละตัวกันดีกว่าค่ะ

ส่วนผสม

สผส ascorbie

จากลำดับส่วนผสมจะเห็นว่า Niacinamide หรือวิตามินบี 3 มาเป็นลำดับที่ 3 แล้วตามติดมาด้วย Acetyl glucosamine, Tranexamic acid, Grapeseed oil และ Sodium PCA ซึ่งสารพวกนี้มีคุณสมบัติบำรุงผิวที่ค่อนข้างดี

สารบางตัวดูมีคุณค่า มีราคา และดูแพง อย่าง Tetrahydrodiferuloylmethane ที่แยกได้จากขมิ้นชัน Epigallocatechin gallate (EGCG) แยกได้จากชาเขียว และ Genistein แยกได้จากถั่วเหลือง

พวกนี้ถ้าแยกออกมาจากสารสกัดพืชจะทำได้ยากและผ่านกรรมวิธีหลายขั้นตอนทำให้ดูแพง

ปกติเราจะแบ่งสารส่วนผสมในเครื่องสำอางเป็น 3 กลุ่ม ตามหน้าที่ของมัน

1. Actives หรือ สารออกฤทธิ์ เป็นสารที่ทำให้เครื่องสำอางมีคุณสมบัติพิเศษต่างๆ
2. Base หรือ ส่วนเนื้อของผลิตภัณฑ์ เป็นตัวอุ้มและเก็บสารออกฤทธิ์ไว้
3. Additives หรือ ส่วนของสารเติมแต่ง เป็นตัวเติมแต่งให้ผลิตภัณฑ์มีความน่าใช้ มีความปลอดภัย เช่น พวกสารกันเสีย พวกน้ำหอม พวกซิลิโคน ตัวเพิ่มความหนืด ฯลฯ

ลองมาไล่ไปทีละตัวเลยดีกว่า

คุณสมบัติสารแต่ละตัวแยกตามหน้าที่
1.Actives ได้แก่
-Niacinamide รูปแบบหนึ่งขอวิตามินบี 3 มีรายงานว่า สารตัวนี้สามารถเป็น Whitening ช่วยปรับสภาพสีผิวให้สม่ำเสมอ โดยไปรบกวนการส่งผ่านของเมลานินที่สร้างเสร็จแล้ว ลดการอักเสบในผิว เพิ่มการไหลเวียนเลือด ช่วยเพิ่มความแข็งแรงให้ผิวโดยไปกระตุ้นการสร้าง Ceramides กรดไขมัน และไขมันชนิดต่างๆในหนังกำพร้า (Int J Cosmet Sci 2005; 27:255–261)
-Acetyl glucosamine อนุพันธ์ของน้ำตาล เป็นองค์ประกอบของ Hyaluronic acid มีขนาดที่เล็กสามารถดูดซึมได้ เพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่ผิวหนังโดยดูดน้ำเข้าหาตัว มีรายงานการวิจัยกล่าวว่าสามารถควบคุมการผลัดเซลล์ผิว เพิ่มความชุ่มชื้น (Int J Cosmet Sci. 2010;32(3):234.) กระตุ้นการสังเคราะห์ Collagen และ Hyaluronic acid ในผิว ช่วยชะลอการแก่ตัวของเซลล์ Fibroblast (Int J Cosmet Sci. 2013;35(5):472-6.) เมื่อใช้ร่วมกับ Niacinamide จะให้ผลลดจุดด่างดำได้ดีขึ้น (Br J Dermatol. 2010;162(2):435-41.)
-Tranexamic acid ออกฤทธิ์ยับยั้งเอนไซม์ไทโรซิเนส มีผลลดการสร้างเมลานิน ช่วยให้สีผิวขาวขึ้น ในทางยาใช้เป็นยาห้ามเลือด มีรายงานการวิจัยศึกษาผลของ Tranexamic acid เข้มข้น 3 % ในสูตรครีมเพื่อรักษาฝ้าในอาสาสมัคร พบว่าให้ผลดีเทียบเท่าสูตรผสมของ Hydroquinone กับ Dexamethasone แต่ผลข้างเคียงต่ำกว่ามาก (J Res Med Sci. 2014;19(8):753-7.) มีรายงานว่า Tranexamic acid สามารถยับยั้ง Plasmin ปกติ Plasmin เป็นตัวตั้งต้นก่อนจะไปกระตุ้นฮอร์โมน alpha-MSH (Melanocyte stimulating hormone) ซึ่งเป็นฮอร์โมนตัวแม่ ที่ไปกระตุ้นให้เซลล์เมลาโนไซท์ ทำงานได้ดีมากขึ้น (Active มากขึ้น) ก็สร้างเมลานินออกมาได้มากขึ้น (J Am Acad Dermatol 2011;October:699-714.)
-Grapeseed oil น้ำมันจากเมล็ดองุ่น ประกอบด้วยกรดไขมันอยู่หลายชนิด มี Linoleic acid อยู่ในปริมาณที่สูงมาก ให้ผลเป็นสารตั้งต้นในการสร้างไขมันดีๆของผิว
-Sodium PCA สารเพิมความชุ่มชื้นชนิด Natural moisturizing factor (NMF) ที่มีอยู่ในผิว มีหน้าที่ดูดน้ำเข้าหาผิว เพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่ผิว
-Tetrahydrodiferuroylmethane สารอนุพันธ์ในกลุ่มของ Curcuminoids ที่แยกได้จากขมิ้นชัน ผ่านกรรมวิธีการ Hydrogenation ให้มีความคงตัวสูงขึ้น มีประโยชน์เป็น Antioxidant มีผลลดการอักเสบและเป็น Whitening ที่ดี
-Allantoin สารที่พบในรากคอมเฟรย์ มีประโยชน์ช่วยลดการแพ้ ลดการระคายเคือง และช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่ผิวหนัง มีรายงานการวิจัยสนับสนุนเรื่องคุณสมบัติในการช่วยสมานแผล (Acta Cir Bras. 2010;25(5):460-6.)
-Squalane อนุพันธ์ของไขมัน Squalene ในผิวหนัง ซึ่ง Squalene เป็นสารที่ไม่อิ่มตัวถูกทำลายได้ด้วยกระบวนการ Oxidation จากอากาศ แต่ Squalane เป็นสารอนุพันธ์ที่อิ่มตัวจึงทนต่อการ Oxidation สารนี้ได้จากปลาฉลามและน้ำมันมะกอกซึ่งการแยกจากน้ำมันมะกอกมีราคาทุนที่สูงกว่า ทำให้ผู้ผลิตส่วนมากหันไปเอาจากปลาฉลาม จึงเสี่ยงให้ปลาฉลามสูญพันธุ์ หลายๆแบรนด์จึงเลี่ยงการใช้ ประโยชน์ของสารนี้คือช่วยเสริมสร้างไขผิวหนังให้สมบูรณ์ กันน้ำระเหยออกจากผิว
-Epigallocatechin gallate เรียกย่อๆว่า EGCG เป็นสารสำคัญในชาเขียว มีคุณสมบัติเป็น Antioxidant ที่ดี
-Sodium hyaluronate มีบทบาทเกี่ยวกับความชุ่มชื้นของผิว
-Genistein สารกลุ่ม Isoflavone ที่พบในถั่วเหลือง เป็น Antioxidant ที่ดี และยังมีผลเป็น Phytoestrogen ช่วยให้ผิวพรรณนุ่มนวล หนาตัวขึ้น และแข็งแรงขึ้น

2.Base น่าจะมาในรูปแบบของ Hydrogel แม้จะมีส่วนของน้ำมันอยู่ด้วย แต่ลักษณะของเนื้อไม่ได้ขุ่นเหมือนพวกครีมและโลชั่น ประกอบด้วย น้ำ และ Propylene glycol ที่เป็นสารดูดน้ำให้กับผิว

3.Additives ได้แก่
3.1Emulsifier/Surfactant ได้แก่ PPG-26-Buteth-26 ตัวนี้มีคุณสมบติเป็น Solubilizer ช่วยละลายน้ำหอม น้ำมันหอมระเหย หรือน้ำมันให้เข้ากับน้ำได้ มีคุณสมบัติปรับสภาพผิวเพิ่มความชุ่มชื้นได้ด้วย
3.2สารเพิ่มความหนืด ได้แก่ Xanthan gum, Hydroxyethyl acrylate/Sodium acryloyldimethyltaurate copolymer, Glyceryl acrylate/acrylic acid copolymer และ PVM/MA copolymer บางตัวเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิวได้ และสารบางต่อก่อฟิล์มบนผิวให้สัมผัสที่ดีกับผิว
3.3สารปรับ pH มี Citric acid เป็นตัวปรับ pH ให้ลดลง และยังอาจจะให้ผลเป็น AHA ช่วยเติมน้ำให้ผิวได้ (เนื่องจาก pH = 6 Citric acid จะอยู่ในรูปของ Sodium citrate ทำให้คุณสมบัติการผลัดผิวต่ำ จะได้เรื่องการเติมน้ำให้ผิว)
3.4Preservatives ได้แก่ Chlorphenesin, Phenoxyethanol, Methylisothiazolinone ร่วมกับสารจับโลหะ EDTA

ถึงเวลาให้คะแนน

1.Actives นอกจากเรื่อง Whitening ดีๆอย่าง Niacinamide, tranexamic acid, Acetyl glucosamine แล้ว ยังเสริมสารอีกหลายๆตัวที่มีคุณสมบัติดีๆ มีสารดูดน้ำให้ผิว และมีสารเติมไขมันให้ผิวเข้ามาด้วย สารพฤกษเคมีอย่าง Tetrahydrodiferuroylmethane, EGCG และ Genistein ก็เป็นสารที่ดูแพง เพราะในการผลิตทำได้ค่อนข้างยาก และมีขั้นตอนที่ซับซ้อน คุณสมบัติโดยรวมคือ Whitening, Antioxidant, ลดการอักเสบ เพิ่มความชุ่มชื้น โดยรวมถือว่าทำมาได้ค่อนข้างดี จึงขอให้ 5 ฟลาสก์

2.Base เนื่องจากเป็น Hydrogel จึงพิจารณาแค่ส่วนของน้ำกับสารอื่นที่ละลายน้ำ ในส่วนผสมมีน้ำกับ Propylene glycol ที่เป็นสารดูดน้ำให้กับผิวแค่สองตัว จึงถือว่าอาจจะยังไม่พีคมากนัก แต่ข้อดีคือ ไม่มี Alcohol จึงสามารถใช้ได้ทุกสภาพผิว แต่เนื่องจากมีแค่ Propylene glycol เสริมเข้ามาเพียงตัวเดียว จุดนี้จึงขอให้ 3 ฟลาสก์

3.Additives ในส่วนของสารอื่นๆ ไม่มีตัวไหนที่เป็นพิษเป็นภัยกับผิว ไม่มีซิลิโคน ไม่มีพาราเบน ไม่มีน้ำหอม สารบางชนิดยังเติมน้ำให้ผิวได้ และยังช่วยสร้างฟิล์มบางๆเคลือบผิวช่วยปกป้องผิวไว้ พร้อมกับให้สัมผัสที่ดีไปในตัว จุดนี้ขอให้ 5 ฟลาสก์

4.การใช้งาน ผลิตภัณฑ์เกลี่ยง่าย ดูดซึมค่อนข้างไว ไม่เหนอะหนะ และไม่ทำให้ผิวแห้งตึง ไม่มีน้ำหอม กลิ่นก็เลยอาจจะแปลกๆนิดหน่อย แต่ก็ไม่ถึงกับว่าจะรับไม่ได้อะไร หลังใช้มา เกือบๆ 2 อาทิตย์ มีคนทักว่าหน้าอิ่มเอิบขึ้น แต่ตัวเองก็ไม่ได้รู้สึกอะไร อาจจะเป็นเพราะว่านั่งส่องกระจกมองหน้าอยู่ทุกวันวันละ 4 เวลา เลยไม่ทันสังเกตเห็น หรือจะเป็นเพราะอ้วนขึ้นหน้าเลยบวม ??? จุดนี้จึงขอให้ 5 ฟลาสก์

คะแนน ascorbie

สุดท้ายนี้ต้องขอขอบคุณทางแบรนด์ Ascorbie ด้วยค่ะที่ส่งผลิตภัณฑ์ดีๆมาให้ทดลองใช้

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถสอบถามได้ที่ทางเวบไซต์ของผลิตภัณฑ์ และแฟนเพจบนเฟสบุคเลยค่ะ

Official website: http://www.ascorbie.com/

Fanpage facebook: https://www.facebook.com/ASCORBIE

ขอบคุณค่ะที่ติดตามอ่านมาจนจบ แล้วพบกันใหม่โอกาสถัดไป สวัสดีค่ะ

[Cosme-Diagnosis] รีวิวจัดเต็ม ไวท์เทนนิ่งไทยๆ Skin secret ดีงามไม่แพ้ของนอก

[Cosme-Diagnosis] รีวิวจัดเต็ม ไวท์เทนนิ่งไทยๆ Skin secret ดีงามไม่แพ้ของนอก

วันนี้มี่แวะมารีวิวไวท์เทนนิ่งของคนไทย ที่ส่วนผสมหรูหราไม่แพ้ของนอกให้ชมกันค่ะ

ผลิตภัณฑ์ที่จะรีวิววันนี้มีชื่อว่า Skin Secret Brightening serum ค่ะ

ผลิตภัณฑ์ตัวนี้ออกแบบมาสำหรับทุกสภาพผิว ไม่มีส่วนผสมของน้ำหอม และสารกันเสียกลุ่ม Parabens ซึ่ง สารกันเสียกลุ่มนี้หลายๆประเทศ Ban เพราะเคยมีรายงานว่าสารพวกนี้ไปเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งบางประเภทได้

มาดูกันดีกว่าค่ะ

ss 1

ตัวผลิตภัณฑ์บรรจุในกล่องกระดาษ เรียบง่าย ดูหรูหรา สะอาดตา มีคำโปรยบนกล่องว่า “Correcting the uneven skin tone, dark spots, and acne clear. Restores skin health and scar from photodamage” แปลเป็นไทยว่า ช่วยปรับสีผิวให้สม่ำเสมอ ลดจุดด่างดำ ลดสิว ช่วยฟื้นฟูสุขภาพผิวและริ้วรอยที่เกิดจากแสงแดด

ขวดเป็นขวดทรงกระบอกสี่เหลี่ยม น่าจะเป็นอคริลิกใสคล้ายคริสตัล ข้างในมีกระบอกสีเงินอุ้มผลิตภัณฑ์ข้างในไว้อีกชั้นหนึ่ง

ss 2

ลักษณะเนื้อผลิตภัณฑ์จะเป็นซีรัมใสๆ มีกลิ่นหอมอ่อนๆ เกลี่ยง่าย ดูดซึมไวค่ะ

ss 6

พอดูดซึมหมด ก็จะไม่ทิ้งร่องรอยอะไรไว้บนผิว

ss 3

ค่า pH ก็กำลังดีกับผิวพอดี อยู่ที่ประมาณ 5

ss 4

ลองมาดูส่วนผสมกันดีกว่านะคะ

ss 5

จากลำดับส่วนผสมจะเห็นว่า Niacinamide หรือวิตามินบี 3 มาเป็นลำดับที่ 3 ก่อน Propanediol กับ Glycerin ที่เป็นสารดูดน้ำเสียอีก สารอื่นๆก็ให้ผลเรื่องของการเป็นไวท์เทนนิ่งได้ดี

ปกติเราจะแบ่งสารส่วนผสมในเครื่องสำอางเป็น 3 กลุ่ม ค่ะ

1. Actives หรือ สารออกฤทธิ์ เป็นสารที่ทำให้เครื่องสำอางมีคุณสมบัติพิเศษต่างๆ

2. Base หรือ ส่วนเนื้อของผลิตภัณฑ์ เป็นตัวอุ้มและเก็บสารออกฤทธิ์ไว้

3. Additives หรือ ส่วนของสารเติมแต่ง เป็นตัวเติมแต่งให้ผลิตภัณฑ์มีความน่าใช้ มีความปลอดภัย เช่น พวกสารกันเสีย พวกน้ำหอม พวกซิลิโคน ตัวเพิ่มความหนืด ฯลฯ

ลองมาไล่ไปทีละตัวเลยดีกว่า

คุณสมบัติสารแต่ละตัวแยกตามหน้าที่

1.Actives ได้แก่
– Niacinamide เป็นรูปแบบหนึ่งของวิตามินบี 3 มีรายงานว่า สารตัวนี้สามารถเป็น Whitening ช่วยปรับสภาพสีผิวให้สม่ำเสมอ โดยไปรบกวนการส่งผ่านของเมลานินที่สร้างเสร็จแล้ว ลดการอักเสบในผิว เพิ่มการไหลเวียนเลือด ช่วยเพิ่มความแข็งแรงให้ผิวโดยไปกระตุ้นการสร้าง Ceramides กรดไขมัน และไขมันชนิดต่างๆในหนังกำพร้า (Int J Cosmet Sci 2005; 27:255–261
– Undecylenoyl phenylalanine มีชื่อทางการค้าว่า Sepiwhite MSH ของบริษัท Seppic มีประโยชน์เป็น Whitening โดยไปยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ alpha-MSH ซึ่งปกติมีหน้าที่กระตุ้นให้ไทโรซิเนสทำงาน ให้มีการสร้างเมลานินมากขึ้น และไปกระตุ้นกระบวนการ Melanosome transfer ซึ่งเป็นกระบวนการสุดท้ายที่เอาเมลานินที่สร้างเสร็จเข้าสู่เซลล์ผิวและเห็นเป็นสีผิว ตัวนี้มีเทคโนโลยี Vectorized amino acid ที่เอากรดอะมิโนมาจับกับโครงสร้างอื่นที่เป็นสายยาวๆ เพื่อให้โมเลกุลละลายในไขมันได้มากขึ้น เพิ่มความคงตัวและการดูดซึมเข้าผิว ข้อมูลจากบริษัท ชี้ว่า มีประสิทธิภาพสูงมากในการยับยั้งกระบวนการสร้างเมลานินแบบครบวงจรเมื่อยืนยันกับข้อมูลจากงานวิจัยสองฉบับ คือ J Cosmet Dermatol. 2009;8(4):260-6. ทดสอบประสิทธิภาพในอาสาสมัคร เป็นเวลา 8 สัปดาห์ พบว่าประสิทธิภาพในการช่วยให้ผิวขาวจะดีขึ้นเมื่อใช้ร่วมกับ Niacinamide กับอีกงานวิจัยที่ทดสอบกับอาสาสมัคร เป็นเวลา 12 สัปดาห์ พบว่ามีประสิทธิภาพทำให้จุดด่างดำต่างๆจางลง (Clin Exp Dermatol. 2010;35(5):473-6)
– Mandelic acid เป็นสารในกลุ่ม AHA ชนิดหนึ่ง ให้ผลเร่งการผลัดเซลล์ผิว บางแหล่งข้อมูลบอกว่าให้ผลลดการอักเสบ และมีคุณสมบัติระงับเชื้อได้ด้วย มีการทดสอบเชิงคลินิกกับอาสาสมัครที่เป็นสิว พบว่าถ้าใช้ Mandelic acid ร่วมกับ Salicylic acid จะให้ผลลดสิว และรอยจากสิวได้เป็นอย่างดี (Dermatol Surg. 2009;35(1):59-65.)
– Aminobutyric acid ปกติสารนี้ในรูปแบบของ Gamma-aminobutyric acid (GABA) เป็นสารสื่อประสาทที่สร้างในสมอง ทำหน้าที่เป็นตัวระงับการทำงานที่มากเกินไป การใช้รูปแบบทาภายนอกมีรายงานกล่าวว่า สามารถฟื้นฟู Barrier ผิวที่เสียหายไปได้ (J Invest Dermatol. 2002;119(5):1041-7.) ลดการอักเสบ และช่วยเร่งการสมานแผล (J Microbiol Biotechnol. 2007;17(10):1661-9.) ผู้ผลิตวัตถุดิบ Claim ว่าการใช้ GABA ในเครื่องสำอางสำหรับทาภายนอก จะช่วยคลายกล้ามเนื้อ ให้ผลคล้าย Botox ได้ แต่ยังไม่มีรายงานการวิจัยรองรับ
– Lactic acid สารในกลุ่ม AHA ที่ได้จากการหมักนมด้วยจุลินทรีย์บางชนิด การออกฤทธิ์ขึ้นกับค่า pH โดยอาจจะให้ผลเป็นตัวเพิ่มความชุ่มชื้น หรือ ผลัดเซลล์ผิว สำหรับตัว Lactic ใน pH ประมาณ 4 จะให้ผลกระตุ้นการสังเคราะห์ Ceramide ในผิวได้ ซึ่ง Ceramide ทำหน้าที่เป็น Barrier function รักษาความชุ่มชื้นให้แก่ผิว
– Epilobium angustifolium extract สารสกัดจาก Willow herb มีรายงายเกี่ยวกับฤทธิ์ต้านเชื้อจุลชีพ (Curr Drug Targets. 2013; 14(9):986-91.) ฤทธิ์ในการปกป้องคอลลาเจนและอิลาสตินในผิวไม่ให้ถูกทำลายจากรังสี UV และช่วยให้เซลล์ Fibroblast ที่สร้างคอลลาเจนมีชีวิตยืนยาวขึ้น (ปกติคนที่อายุเพิ่มขึ้นเซลล์พวกนี้จะค่อยๆหายไป) (Gen Physiol Biophys. 2013; 32(3):347-59.) สารประกอบ Oenothein B ที่พบในพืชนี้มีประโยชน์เป็น Anti-oxidant และ Anti-inflammatory ที่ดี (Phytomedicine. 2011; 18(7):557-60.) และยังมีฟลาโวนอยด์อื่นๆที่เคยมีรายงานว่าสามารถยับยั้งเอนไซม์ไทโรซิเนสได้
– Nonapeptide-1 มีชื่อทางการค้าว่า Melanostatin 5 เป็นเปปไทด์ที่ออกฤทธิ์ต่อต้านฮอร์โมน MSH (Melanocyte stimulating hormone) ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่ไปกระตุ้นเซลล์ที่ชื่อ Melanocyte ให้เกิดการสร้างเมลานินออกมา
– Rumex occidentalis extract สารสกัดจากพืชชนิดหนึ่งในอเมริกาเหนือ มีรายงานการทดสอบประสิทธิภาพในการเป็น Whitening เมื่อใช้คู่กับ 1,18-octadecen-9-dioic acid (18-ODA) พบว่าอาสาสมัครที่ใช้มีผิวที่ขาวขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ (Int J Cosmet Sci. 2012;34(6):575-81.) ข้อมูลจากผู้ผลิตวัตถุดิบระบุว่า สารนี้ยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ Tyrosinase ได้แรงกว่า Arbutin และ Hydroquinone และให้ผลลดรอยแดงได้ด้วย (ข้อมูลจาก Tyrostat ของ Lucas Meyer Cosmetics)
– Betaglucan มีประโยชน์เรื่องการเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิว ลดการอักเสบ ปรับสมดุลภูมิคุ้มกัน และช่วยลดริ้วรอย
– Tocopherol คือ วิตามินอี มีประโยชน์เป็น Antioxidant แต่ส่วนมากมักจะให้ผลปกป้องสารในผลิตภัณฑ์ไม่ให้เสื่อมเพราะออกซิเจนในอากาศ
– Phenylethyl resorcinol อนุพันธ์ของ Resorcinol มีชื่อทางการค้าว่า Symwhite 377 มีคุณสมบัติช่วยให้ผิวขาวผ่านการยับยั้งเอนไซม์ Tyrosinase ที่เป็นตัวสร้างเมลานิน และเป็น Antioxidant ข้อมูลจากผู้ผลิตวัตถุดิบระบุว่า สารนี้ให้ผลเป็น Whitening ได้ดีกว่า Beta-arbutin 100 เท่า (แต่ปกติ Beta-arbutin ก็มีฤทธิ์น้อยอยู่แล้ว) การศึกษาในอาสาสมัคร เมื่อใช้ครีมที่มีส่วนผสมของสารนี้กับสาร Whitening อื่นๆ เป็นเวลา 12 สัปดาห์ พบว่าผิวขาวขึ้น (J Cosmet Dermatol. 2013;12(1):12-7.) ช่วยลดรอยฝ้าในอาสาสมัครได้ (J Cosmet Dermatol. 2011;10(3):189-96.)
– Arctostaphylos uva ursi extract สารสกัดจาก Bearberry ส่วนของใบมีรายงานว่ามีฤทธิ์ฆ่าเชื้อแบคทีเรียบางชนิด มีรายงานว่าส่วนของเปลือกและใบพบสาร Arbutin ที่มีฤทธิ์ยับยั้งการสร้างเม็ดสีผิวผ่านการยับยั้งเอนไซม์ Tyrosinase (Phytochem Anal. 2009;20(5):416-20.)
– Prunus serotina bark extract สารสกัดจากเปลือกต้นเชอร์รี่ ข้อมูลจากผู้ผลิตระบุว่าให้ผลเป็น Astringent (กระชับรูขุมขน) และให้ความรู้สึกสบายผิว
– Lonicera japonica กับ Lonicera caprifolium extract สารสกัดจากดอกสายน้ำผึ้ง ให้ผลเป็น Preservatives (สารกันเสีย)

2.Base ถ้าดูจากส่วนผสมก็มีทั้งน้ำและน้ำมัน แต่พอดูจากเนื้อผลิตภัณฑ์เป็นรูปแบบเจลใส (Hydrogel) ประกอบด้วยน้ำ และสารอื่นที่ละลายได้ในน้ำ ได้แก่ Propanediol และ Glycerin ให้ผลดูดน้ำให้กับผิว
– สารไขมันอย่างน้ำมันถั่วเหลืองกับ Capric/caprylic triglycerides ให้ผลเพิ่มความชุ่มชื้นแก่ผิว

3.Additives ได้แก่
3.1 Emulsifier/Surfactant ได้แก่ Polyglyceryl-4 caprate ให้ผลเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิวได้ด้วย และ Phosphatidyl choline เป็นอีกชื่อหนึ่งของ lecithin ตัวนี้นอกจากผลผสานน้ำมันให้อยู่กับน้ำได้ อาจจะช่วยเรื่องการเก็บกักสารไว้ในระบบนำส่งได้ด้วย
3.2 สารเพิ่มความหนืด ได้แก่ Dextran กับ Xanthan gum
3.3 Preservatives ได้แก่ สารสกัดจากดอกสายน้ำผึ้งสองตัว กับ Benzyl alcohol
3.4 สารปรับ pH ได้แก่ Sodium hydroxide
3.5 น้ำมันหอมระเหยจากพืช ได้แก่ Lavender, Sandalwood, กระดังงา เป็นน้ำมันหอมระเหยที่ค่อนข้างโอเค ไม่ได้สุ่มเสี่ยงเหมือนพวก Citrus
* ในตำรา Aromatherapy จะระบุคุณสมบัติของ Lavender oil ในเรื่องของคุณสมบัติในการฆ่าเชื้อต่างๆ ลดการอักเสบ และช่วยสมานแผล ทำให้น่าจะมีผลช่วยเรื่องสิวได้ด้วยค่ะ

ถึงเวลาให้คะแนน

1.Actives เรียกได้ว่ามาเต็ม และมากันหลายกลไกเลยทีเดียวในการเป็น Whitening ทำให้น่าจะได้ผลที่ดีเพราะสารออกฤทธิ์กันคนละจุด ช่วยเสริมฤทธิ์กันในการช่วยให้ผิวขาวขึ้น แต่ในส่วนผสมมี AHA อยู่ด้วย อาจจะทำให้ผิวบางได้ ถ้าใช้บ่อยๆ แต่ถ้าดูจากค่า pH ก็ถือว่าไม่ได้รุนแรงมากเกินไป อาจจะใช้แค่ก่อนนอน หรือ วันเว้นวัน ก็น่าจะให้ผลดีอยู่ จุดนี้ขอให้ 4 ฟลาสก์

2.Base ถ้าดูจากเนื้อสัมผัส น่าจะจัดอยู่ในกลุ่ม Hydrogel ในส่วนผสมประกอบด้วย Propanediol กับ Glycerin เป็นสารดึงน้ำให้ผิวอยู่ ตอนนี้ตัว Propanediol เรียกได้ว่ากำลังอยู่ในกระแสของตลาดเลยทีเดียว เพราะนางออกมาเพื่อต้าน Propylene glycol ด้วยคุณสมบัติที่คล้ายกัน แต่ตัวนางเหนือกว่าในด้านความปลอดภัย และในด้านของแหล่งกำเนิด เพราะ Propanediol สามารถได้จากการหมักข้าวโพด ซึ่งถือว่าเป็นธรรมชาติ ที่สำคัญคือไม่มีแอลกอฮอล์ จุดนี้ขอให้ 5 ฟลาสก์

3.Additives ตัวนี้ปราศจากสารกันเสียประเภท Parabens ไม่มีซิลิโคน และไม่มีน้ำหอม (โดยใช้น้ำมันหอมระเหยจากพืชมาแต่งกลิ่นแทน) อีกอย่างคือเรียกได้ว่าไม่มีสารกันเสีย เพราะใช้สารสกัดจากดอกสายน้ำผึ้งกับสารหอมอย่าง Benzyl alcohol แทน สารอื่นๆก็ไม่มีพิษไม่มีภัยอะไรกับผิว บางตัวยังมีประโยชน์พิเศษให้กับผิว จึงขอให้ 5 ฟลาสก์

4.คะแนนการใช้งาน ผลิตภัณฑ์เกลี่ยง่าย ดูดซึมค่อนข้างไว มีกลิ่นหอมอ่อนๆ แต่เนื้อสัมผัสจะเหลวไปนิดนึง หลังจากใช้มาได้ประมาณ 2 สัปดาห์ รู้สึกว่าจุดด่างดำจางลงไปบ้าง ขอให้ 4 ฟลาสก์

คะแนน

สุดท้ายนี้ต้องขอบคุณทางแบรนด์ Skin Secret ด้วยค่ะที่ส่งผลิตภัณฑ์ดีๆมาให้มี่ทดลองใช้

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถติดต่อสอบถามได้ที่เฟสบุคแฟนเพจของผลิตภัณฑ์เลยค่ะ 🙂

https://www.facebook.com/skinsecret.skincare

ขอบคุณที่ติดตามอ่านมาจนจบค่ะ แล้วพบกันใหม่โอกาสหน้า สวัสดีค่ะ

Review Holika Holika Aloe 99% soothing gel

Review Holika Holika Aloe 99% soothing gel

วันนี้มี่เอา Aloe gel 99% ตัวหนึ่งมารีวิวให้ชมกันค่ะ

Aloe ตัวนี้มี่ไปเจอที่เกาหลี ตอนไปเที่ยวเมื่อเดือนมิถุนายน ปีที่แล้วพอดีเลยค่ะ ก็ไม่ได้อะไรมาก เห็นขวดมันสวยดีเลยซื้อมาค่ะ

ราคาที่เกาหลีอยู่ที่ 5900 วอน/250 ml ประมาณสองร้อยบาท ตก ml ละไม่ถึงบาท คุ้มมากๆ

หลังจากนั้นก็พรีออร์เดอร์มาใช้เรื่อยๆ จนตอนนี้ย่างเข้าหลอดที่สามแล้วค่ะ

นางมีชื่อว่า Aloe 99% Soothing gel ของ Holika Holika

มี่เรียกย่อๆเอง ว่า Aloe 99

เคยจัดอันดับตัวนี้เป็น Miyeon’s favorites 2014 ด้วยค่ะ ( Link: The best of 2014)

มาดูแพคเกจก่อนดีกว่าค่ะ

aloe 1-re

แพคเกจเป็นรูปใบว่านหางจรเข้ น่ารัก ฟรุ้งฟริ้ง มุ้งมิ้ง

สังเกตคำว่า “Holika Holika” ด้วยนะคะ

เมื่อประมาณปลายปี ไปเดินเล่นที่ร้านเครื่องสำอางสีชมพู ที่ห้างหนึ่งเชียงใหม่ ไปสะดุดกับขวดแบบนี้เข้า เกือบสอยละนะคะ ดีนะ ที่อ่านทัน แม่เจ้า นางเป็น Helika ค่ะ เกือบไปแล้ว

แต่แอบพลิกดูส่วนผสมนาง ก็ดูโอเคนะคะ เพียงแต่ ไม่รู้สินะ จะได้เฮ หรือเปล่า

ดูชื่อกันดีๆนะคะสาวๆ

ลองมาดูเนื้อสัมผัสดีกว่าค่ะ นางจะเป็นเจลยืดๆ เหมือนเมือกๆ ใสๆ กลิ่นคล้ายๆแตงกวา ทราบมาทีหลังว่าเป็นสารแต่งกลิ่น ก็แอบเสียใจนิดนึง แต่ก็ไม่เป็นไร ก็ให้ความรู้สึกดีไปอีกแบบ

aloe 5-re

มันจะลื่น เกลี่ยค่อนข้างง่าย แต่แห้งช้านิดนึง แล้วจะรู้สึกหนึบๆ บนผิวอยู่บ้างค่ะ

จะพยายามถ่ายความชุ่มของมันให้เห็น แต่มันไม่ติด เลยสาดแฟลชใส่ ทีนี้ชัดเลยค่ะ แฉะเชียว

aloe 3-re-horz

ซักประมาณ 3-5 นาทีก็จะแห้งสนิทค่ะ

ถ้าอยากฟินกว่านั้น บีบใส่ถ้วยเล็กๆ แล้วแช่ตู้เย็นไว้ แล้วเอามาโปะบนหน้า แล้วเอาผ้าก๊อซ หรือสำลี หรือแผ่นมาสค์ชีทเปล่าๆ แปะทับกลายเป็นมาสค์อโล จะฟินมากค่ะ

เวลาทำงานมาเหนื่อยๆ แปะเสร็จแล้วไปนอน เปิดเพลงเบาๆ หายเป็นปลิดทิ้งเชียวค่ะ

ดูกันมาเยอะ มาดูคำโปรยของผลิตภัณฑ์ดีกว่านะคะ

ตัวนี้ที่ Official Canada website ของ Holika Holika บอกว่า

“99 % fermented aloe vera leaf juice is contained.

  • Fermented contents maximize the effect of activating components like aloesin. So it helps your skin to be clear & healthy”

เค้าบอกว่าเค้าเอา Aloe ไปหมัก ทำให้สารออกฤทธิ์ดีขึ้น

อันนี้จริงไหม จริงค่ะ การหมัก จุลินทรีย์จะไปทำให้เกิดกระบวนการ Bio-conversion เปลี่ยนแปลงสารต่างๆของพืช ส่วนใหญ่ก็จะมีฤทธิ์เพิ่มขึ้นค่ะ

คุณสมบัติของ Aloe ที่มีรายงานการวิจัยสนับสนุนแล้วก็ได้แก่ Whitening, ลดการอักเสบ ลดการระคายเคือง และเพิ่มความชุ่มชื้นค่ะ

ลองมาดูส่วนผสมดีกว่าค่ะ

ตัวนี้ส่วนผสมเป็นภาษาเกาหลีทั้งหมดเลย

ตัวมี่กำลังหัดสะกดฮันกึล (อักษรภาษาเกาหลี) ได้ซักพักแล้วค่ะ เลยลองแกะดู ก็พอจะได้ข้อมูลดังรูปนี้ค่ะ

aloe สผส

ปกติเราจะแบ่งสารส่วนผสมในเครื่องสำอางเป็น 3 กลุ่ม ค่ะ
1. Actives หรือ สารออกฤทธิ์ เป็นสารที่ทำให้เครื่องสำอางมีคุณสมบัติพิเศษต่างๆ
2. Base หรือ ส่วนเนื้อของผลิตภัณฑ์ เป็นตัวอุ้มและเก็บสารออกฤทธิ์ไว้
3. Additives หรือ ส่วนของสารเติมแต่ง เป็นตัวเติมแต่งให้ผลิตภัณฑ์มีความน่าใช้ มีความปลอดภัย เช่น พวกสารกันเสีย พวกน้ำหอม พวกซิลิโคน ตัวเพิ่มความหนืด ฯลฯ

ลองมาไล่ไปทีละตัวเลยดีกว่า

คุณสมบัติสารแต่ละตัวแยกตามหน้าที่
1.Actives ได้แก่
– สารสกัดจากว่านหางจรเข้ (Aloe vera extract) ช่วยเรื่องความชุ่มชื้น การลดการระคายเคือง ช่วยให้ความรู้สึกสบายผิว
– สารสกัดจากดอกบัว ช่วยเรื่องริ้วรอย
– สารสกัดจากบัวบก ช่วยเรื่องริ้วรอย การสมานแผล ลดการเกิดแผลเป็น
– สารสกัดจากไผ่ ช่วยเรื่องความชุ่มชื้น
– สารสกัดจากแตงกวา ใบข้าวโพด ใบกะหล่ำปลี แตงโม ช่วยเรื่องความชุ่มชื้นเช่นกัน

2.Base ไม่มีอะไรเลย นอกจากน้ำอโล

3.Additives มีอยู่ไม่กี่อย่าง ได้แก่
3.1 emulsifier PEG-60 Hydrogenated castor oil ช่วยเรื่องช่วยให้ผลิตภัณฑ์ใส
3.2 สารเพิ่มความหนืด ได้แก่ Sodium polyacrylate กับ Carbomer
3.3 สารปรับ pH ได้แก่ Triethanolamine
3.4 preservative ได้แก่ Phenoxyethanol
3.5 สารแต่งกลิ่น

แล้วก็เกิดคำถาม เมื่อใช้ Aloe ไป 99% แล้วที่เหลือนี่ มันอัดกันเข้ามาได้ขนาดนี้เลยหรือ Carbomer กว่าจะหนืดได้ก็ 0.2-0.3% เข้าไปละ Phenoxyethanol ก็ควรใส่อย่างน้อย 0.5% ที่เหลือคงเป็นสารสกัด อย่างละนิดอย่างละหน่อย แต่ก็ดีกว่าไม่มีอะเนาะ

คะแนน
1. Actives มีอยู่หลายตัว ให้ผลประโยชน์กับผิวรอบด้าน โดยเน้นหนักไปที่ผลการให้ความชุ่มชื้น และการลดการระคายเคืองของผิว ขอให้ 5 ฟลาสก์
2. Base ไม่มี เลยไม่ขอให้คะแนน
3. Additives มีอยู่หลายชนิดเหมือนกัน แต่ก็ไม่ได้มีพิษมีภัยอะไร และก็ไม่ได้มีประโยชน์อะไร และก็ไม่เคยหักคะแนนน้ำหอมในผลิตภัณฑ์อื่นๆที่ไม่ใช่พวกครีมทาใต้ตามาก่อน ก็เลยให้ไป 5 ฟลาสก์
4. การใช้งาน ตามที่ได้บรรยายสรรพคุณไปแล้วในหลายๆกระทู้ จึงขอให้ 5 ฟลาสก์ค่ะ

คะแนน aloe

สำหรับวันนี้ก็มีแค่นี้ค่ะ แล้วพบกันใหม่โอกาสหน้า ขอบคุณที่ติดตามอ่านมาจนจบนะคะ

เอาไปใช้ทาผิวไหม้แดดหลังสงกรานต์ได้เลยแหละ

See you again~

รีวิววิเคราะห์เจาะลึกส่วนผสม BHA Music toner จากแบรนด์ Skin Talk เวชสำอางของเกาหลี

รีวิววิเคราะห์เจาะลึกส่วนผสม BHA Music toner จากแบรนด์ Skin Talk เวชสำอางของเกาหลี

วันนี้จะมารีวิว BHA music toner ของ Skin Talk ให้ชมกันค่ะ

 

แบรนด์ Skin Talk นั้นเป็นแบรนด์เวชสำอางจากประเทศเกาหลี ปัจจุบันมีผู้นำเข้ามาจำหน่ายในไทยแบบถูกต้องตามกฎหมายแล้วนะคะ 🙂

bha 1

ปกติมี่จะเป็นคนเก็บกล่องและขวดผลิตภัณฑ์ไว้นะคะ บางอันก็น่ารักควรค่าแก่การสะสมจริงๆค่ะ

ความประทับใจแรกของมี่กับผลิตภัณฑ์ ก็คือเรื่อง Tamper-proof แปลเป็นไทยง่ายๆว่า ภาชนะบรรจุที่มีลักษณะพิเศษที่สามารถถูกทำลายไปได้เมื่อเปิดใช้

 

bha 2

 

จะเห็นว่าดูแล้วมีความปลอดภัย และรู้สึกถึงความเชื่อมันในตัวสินค้าได้เลยค่ะ

เนื้อสัมผัสจะเป็นของเหลวใส มีกลิ่นหอมอ่อนๆเบาๆ แห้งค่อนข้างไว หลังแห้งจะรู้สึกหนึบๆนิดนึงค่ะ ไม่ได้แห้งแล้วกรอบไปเลยเหมือนโทนเนอร์บางอย่าง

 

bha 3

 

ตอนแห้งแล้วค่ะ

bha 4

ลองมาดูกล่องดีกว่านะคะ

เป็นกล่องสีน้ำเงิน คาดด้วยสีส้ม/ดำ ดูเรียบง่าย แต่ก็หรูหราค่ะ

bha 5

ค่า pH ของผลิตภัณฑ์อยู่ที่ราวๆ 4-5 ก็ไม่ได้โหดร้ายอะไรกับผิวจนเกินไปค่ะ

bha 6

ลองมาดูส่วนผสมกันดีกว่านะคะ

bha 7

จากลำดับส่วนผสมจะเห็นว่าสิ่งที่มาอันแรกคือ Camellia sinensis หรือเรียกสั้นๆว่า “น้ำชา”

ทำไมต้องน้ำชา???

เพราะในใบชาประกอบด้วยสารสำคัญหลายๆอย่าง ในตระกูล Polyphenols เช่น Flavonoids, Catechins รวมไปถึงสารที่ชื่อว่า Tannin เจ้า Tannin นี้มีคุณสมบัติดีๆหลายอย่างค่ะ ไม่ว่าจะเป็นคุณสมบัติในการชะลอวัย เป็น Antioxidant และเป็น Astringent (คำนี้เป็นภาษาทางเภสัชกรรม แปลว่าฝาดสมาน แปลไปแล้วก็ไม่ได้รู้เรื่องอะไรเพิ่มขึ้น ผลนี้ช่วยเรื่องการกระชับรูขุมขน และควบคุมความมันค่ะ)

ถึงดูส่วนผสมเหมือนจะธรรมดา แต่ความยากอยู่ที่ การนำเอาน้ำชามาใส่แล้วผลิตภัณฑ์มีความคงตัวค่ะ ซึ่งทำได้ค่อนข้างยากเลยทีเดียว การที่ทำได้โดยไม่ได้ใช้สารกันเสียที่รุนแรง ถือว่าค่อนข้างเก่งเลยค่ะ

อ้อ ครั้งแรกที่ใช้จะรู้สึกยุบยิบๆนิดหน่อยนะคะ แต่ครั้งถัดๆมาก็ไม่รู้สึกอะไร เหมือนเช็ดโทนเนอร์ทั่วไปค่ะ

เรามาดูรายละเอียดและคุณสมบัติของส่วนผสมไปด้วยกันเลยดีกว่าค่ะ

ปกติเราจะแบ่งสารส่วนผสมในเครื่องสำอางเป็น 3 กลุ่ม ค่ะ
1. Actives หรือ สารออกฤทธิ์ เป็นสารที่ทำให้เครื่องสำอางมีคุณสมบัติพิเศษต่างๆ
2. Base หรือ ส่วนเนื้อของผลิตภัณฑ์ เป็นตัวอุ้มและเก็บสารออกฤทธิ์ไว้
3. Additives หรือ ส่วนของสารเติมแต่ง เป็นตัวเติมแต่งให้ผลิตภัณฑ์มีความน่าใช้ มีความปลอดภัย เช่น พวกสารกันเสีย พวกน้ำหอม พวกซิลิโคน ตัวเพิ่มความหนืด ฯลฯ

ลองมาไล่ไปทีละตัวเลยดีกว่า

คุณสมบัติสารแต่ละตัวแยกตามหน้าที่

1.Actives ได้แก่

-Camellia sinensis leaf water คือ น้ำชา ที่กล่าวไปเมื่อครู่

-Lactobacillus/Kelp ferment filtrate มีอีกชื่อว่า Sea kelp bioferment ไม่มีข้อมูลงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง แต่ปกติในระหว่างการหมักด้วย Lactobacillus มักจะได้ผลิตภัณฑ์เป็น Lactic acid ออกมาด้วยเสมอ และสารที่มีอยู่ในพืชที่เอามาหมักด้วยจะเกิดการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างให้มีขนาดเล็กลง ทำให้ดูดซึมเข้าผิวได้มากขึ้น เรียกว่ากระบวนการ Bioconversion

ตัว Kelp เป็นสาหร่ายสีน้ำตาลชนิดหนึ่ง มีแร่ธาตุอยู่หลายชนิด ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่ผิว และช่วยเรื่องปรับสภาพผิว

-Chlorella ferment คือ สารที่ได้จากการหมักสาหร่ายสีเขียวสายพันธ์ Chlorella สาหร่ายนี้มีรายงานการวิจัยกล่าวถึงผลในการ Anti-aging โดยมีผลต่อการทำงานของ Antioxidant enzyme ในเซลล์ Fibroblast (BMC Complement Altern Med. 2013; 13:210.)

-Portulaca oleracea extract สารสกัดจากคุณนายตื่นสาย มีรายงานเกี่ยวกับฤทธิ์กระตุ้นการสมานแผล (Wound healing) (J Ethnopharmacol. 2003; 88(2-3):131-6.) ลดการอักเสบ (J Ethnopharmacol. 2000; 73(3):445-51.) และมีคุณสมบัติเป็น Antioxidant (J Med Plants Res. 2011; 5(9):1589-1593)

-Hydrolyzed collagen Collagen เป็นเส้นใยที่ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นให้แก่ผิวหนัง Hydrolyzed collagen เป็นคอลลาเจนที่ผ่านกระบวนการทางเคมีเพื่อให้มีขนาดที่เล็กลง อาจจะดูดซึมเข้าผิวได้บ้าง ขึ้นกับขนาดของมัน ถ้าตัวเล็กๆก็จะดูดซึมได้ ให้ผลช่วยเรื่องความชุ่มชื้นและริ้วรอย แต่ถ้าตัวใหญ่หน่อย ก็จะเคลือบอยู่ภายนอกผิว ให้ผลเพิ่มความชุ่มชื้นกับผิว

-Allantoin สารที่พบในรากคอมเฟรย์ มีประโยชน์ช่วยลดการแพ้ ลดการระคายเคือง และช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่ผิวหนัง มีรายงานการวิจัยสนับสนุนเรื่องคุณสมบัติในการช่วยสมานแผล (Acta Cir Bras. 2010;25(5):460-6.)

-Rosmarinus officinalis extract คือ สารสกัดจากโรสแมรี่ มีรายงานเกี่ยวกับฤทธิ์ต้านการอักเสบ (J Agric Food Chem. 2011; 59(8):3674-85.) Antioxidant (Nat Prod Res. 2008; 22(1):76-90.) และมีผลฆ่าเชื้อแบคทีเรีย/ราบางชนิดได้

-Oryza sativa seed water คือ น้ำที่ได้จากข้าว ปกติถ้าเป็นข้าวสายพันธ์ที่มีสี เช่น ข้าวแดง ข้าวดำ ก็จะให้ผลเป็น Antioxidant ที่ดี แต่ถ้าเป็นข้าวขาว ก็จะช่วยเรื่องความชุ่มชื้น การลดการคายเคือง และช่วยให้ความรู้สึกสบายผิว

-Betaine อนุพันธ์ของกรดอะมิโน Glycine มีชื่อทางเคมีว่า Trimethylglycine พบในหัวบีท มีคุณสมบัติเพิ่มความชุ่มชื้น ลดการระคายเคือง และช่วยให้สัมผัสที่ดีเวลาทา

-Camellia sinensis powder คือ ผงของชา คาดว่าน่าจะใช้ตอนเตรียมน้ำชา

-Salicylic acid เป็นสารในกลุ่ม BHA สารกลุ่มนี้ละลายได้ดีในไขมัน มีผลช่วยลดไขมันอุดตัน ลดการเกิดสิว ลดการอักเสบ และช่วยเรื่องการผลัดผิว ข้างกล่องบอกว่าใส่มา 0.2%

-Citric acid เป็นสารในกลุ่ม AHA สารกลุ่มนี้ละลายได้ดีในน้ำ มีผลช่วยผลัดผิว และเพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่ผิว ข้างกล่องบอกว่าใส่มา 0.5%

2.Base หลักๆคือน้ำชา ร่วมกับสารดึงน้ำอย่าง Glycerin และ 1,2-Hexanediol สารตัวนี้สามารถระงับการเจริญของเชื้อได้ด้วย

3.Additives มีค่อนข้างน้อยชนิด ได้แก่

3.1สารปรับ pH คือ Sodium hydroxide ตัวนี้เราเห็นว่าเค้าใส่ เราอย่าไปคิดว่ามันจะอันตรายอย่างนั้นอย่างนี้ สรรพสิ่งทุกอย่างในโลกนี้ล้วนมีอันตราย ถ้าใช้ในความเข้มข้นสูงๆ อันนี้ใส่มาแค่ปรับ pH ใส่มาน้อยนิด จนแทบจะไม่ได้มีผลอะไรกับผิว ลองดูจากค่า pH ก็ได้ แค่ราวๆ 4-5 เอง เพราะฉะนั้นไม่ต้องวิตกกับ Sodium hydroxide หรือพวก Potassium hydroxide ในสูตรเครื่องสำอาง

3.2Emulsifier มี PEG-40 Hydrogenated castor oil ใช้เป็นตัวทำให้สารละลายใส มีผลเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิวได้ด้วย

3.3Preservative นับ 1,2-Hexanediol ที่เป็นสารดูดน้ำไว้ด้วย ร่วมกับสารจับโลหะ EDTA

ถึงเวลาให้คะแนน

1.Actives ตัวผลิตภัณฑ์มีชื่อว่า BHA Music toner แต่ไม่ได้มีแค่ BHA มีเสริมมาด้วย AHA สารสกัดจากพืชต่างๆ น้ำชาที่มีประโยชน์เรื่อง Antioxidant และ Tannin และสารสกัดจาก Portulaca ที่ช่วยลดการอักเสบ และช่วยสมานแผล โดยรวมจึงถือว่าเหมาะมากกับการดูแลสิว แต่ถึงไม่มีสิวก็ใช้ได้ เพราะส่วนผสมชุดนี้ช่วยเรื่องการผลัดผิวแบบอ่อนโยน ด้วยส่วนผสมของ AHA 0.5% กับ BHA 0.2% ทำให้เราสามารถใช้ได้ทุกวันเพื่อขจัดสิ่งสกปรกที่อุดตันในรูขุมขน แต่ถ้าเป็นไปได้ ก็ยังอยากได้ Antioxidant เสริมเข้ามาอีกซักตัว น่าจะสมบูรณ์แบบเลย จุดนี้จึงขอให้ 4 ฟลาสก์

2.Base หลักๆเป็นน้ำ และไม่ใช่น้ำธรรมดา แต่เป็นน้ำชา ไม่มีน้ำมัน ไม่มีซิลิโคน ไม่มีแอลกอฮอล์ ซึ่งส่วนมากผลิตภัณฑ์ที่ออกแบบมาสำหรับดูแลเรื่องสิว หรือผิวอุดตัน มักจะมี Alcohol เพื่อช่วยละลายไขมัน แต่สูตรนี้ไม่มี ทำให้คนผิวแห้งที่ผิวไม่เรียบ สามารถเอามาใช้ได้ด้วย จุดนี้ขอให้ 5 ฟลาสก์

3.Additives เรียกได้ว่ามีค่อนข้างน้อยชนิด ไม่มีน้ำหอม ไม่มีพาราเบน ไม่มีซิลิโคน ไม่มี Surfactant รุนแรง จึงนับว่าค่อนข้างเป็นมิตรกับผิว แล้วก็ไม่รู้จะไปหักคะแนนอะไร ก็เลยขอให้ 5 ฟลาสก์

4.การใช้งาน ตัวโทนเนอร์ทำความสะอาดผิวได้หมดจด ขนาดว่าล้างหน้า 3 ขั้นตอน คือ Cleansing water, oil และ Foam ใช้โทนเนอร์นี้เช็ดยังสามารถเอาอะไรบางอย่างออกมาจากผิวได้อีก ซึ่งโทนเนอร์ตัวเก่าไม่ได้เป็นแบบนี้ หลังจากใช้มาได้เกือบๆสองอาทิตย์ พบว่าผิวเรียบเนียนขึ้น ผิวที่แตกลอกเป็นขุยลดลง สิวหินบนหน้าผาก ก็หายไป แล้วก็ช่วยให้แต่งหน้าได้เรียบเนียนขึ้น จุดนี้ขอให้ 5 ฟลาสก์เช่นกันค่ะ

 

bha 8

 

ยังไม่จบค่ะ ขอเอาภาพที่ไม่น่าชมเท่าไหร่มาให้ชมค่ะ เป็นสำลีที่เช็ดหลังจากล้างหน้าจนสะอาดแล้ว

ปกติมี่จะเป็นคนล้างหน้า 3 step ค่ะ เริ่มจาก Cleansing water, Cleansing oil และก็ Foam ล้างหน้าค่ะ

สมัยก่อนพอเช็ดโทนเนอร์ก็ไม่ได้มีอะไรติดมากับสำลี จนกระทั่งได้มาใช้โทนเนอร์ตัวนี้

 

bha 9

 

จะเห็นว่ายังมีสีน้ำตาลอ่อนๆ หลุดออกมาด้วยค่ะ

อีกรูปขอเปรียบเทียบผิวจริงให้ดูค่ะ ก่อนใช้ กับหลังใช้ 2 อาทิตย์ อาจจะน่ากลัวนิดนึง กล้องไอโฟนเก็บรายละเอียดได้ชัดกว่าที่ตาเห็นอีกค่ะ ตัวเองยังกลัวเลย (ฮาาา)

 

ก่อนใช้ vs หลังใช้-edit

 

 

ก่อนใช้ ผิวแห้งและลอกเยอะมาก มีสิวหินเม็ดเล็กๆ อยู่สองเม็ด พอใช้ไปเรื่อยๆ ผิวก็หายลอก แต่งหน้าได้ดีขึ้น จนเกือบครบสองอาทิตย์ สิวหินเม็ดนั้นก็หายไป และรอยแดงบนใบหน้าก็น้อยลง

ปล. แสงตอนที่ถ่ายอาจจะไม่เท่ากันค่ะ จริงๆไม่ได้ขาวขึ้นนะคะ

นี่ก็เลยเป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่รักมาก เพราะช่วยเอาสิวหินที่ดักดานอยู่บนหน้ามาเกือบครึ่งปีออกไปได้

สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เวบไซต์ Derm Skin Store เลยนะคะ

ลิงค์ …. http://www.dermskinstore.com/
ขอบคุณค่ะที่ติดตามมาจนจบ แล้วพบกันใหม่โอกาสหน้า สวัสดีค่ะ

 

[Review] Tarte Amazonian clay full coverage foundation

[Review] Tarte Amazonian clay full coverage foundation

วันนี้แวะเอารองพื้นของ Tarte มารีวิวให้ชมกันค่ะ

Tarte เป็นแบรนด์ที่มี่สนใจตั้งแต่ตอนเริ่มหัดแต่งหน้าใหม่ๆ ใน Youtube channel ของคุณ Maya mia นางจะใช้ผลิตภัณฑ์ของ Tarte เยอะมาก ตอนแรกๆก็ยังไม่มีในไทย แต่หลังๆมานี่ Sephora เอาเข้ามาขาย ก็เลยไปจัดมาค่ะ

โฉมหน้าของถุงชอปเดือนมีนาคม 2558 ที่ผ่านมา

IMG_1473-re

ค่อยๆทะยอยๆรีวิวกันไปทีละอย่างนะคะ

ตอนไปเดินที่ร้าน Sephora พนักงานค่อนข้างน่ารักค่ะ หลังจากมี่ไปด้อมๆมองๆแถวเชลฟ์ของ Tarte นางก็มาถามว่า “มีอะไรให้ช่วยไหมคะคุณผู้หญิง” ก็เลยขอให้นางเลือกสีรองพื้นให้

หลังจากสวอทช์กันไปซักพักหนึ่ง ก็เลยได้สีนี้มาค่ะ Light-Medium Sand เลือกเป็น Undertone ของผิวมาเฉดนึง

โฉมหน้าของแพคเกจค่ะ

tarte-re

เป็นหลอดพลาสติค ฝาเป็นไม้ มีลายหรูหราทรงคุณค่า

ราคา 1590 บาทค่ะ

เนื้อข้างในจะไม่ถือว่าข้นมากจนเกินไป เม็ดสีค่อนข้างแน่นกว่าที่คิดไว้

IMG_1513-re

เกลี่ยค่อนข้างง่าย แต่ตอนลงกับหน้าจริงๆต้องใช้วิธีกดๆเหมือนลง Concealer ค่ะ ลากๆแบบรองพื้นทั่วไปไม่ได้ มันจะเป็นคราบ

สวอชให้ดูที่แสงปกติค่ะ

IMG_1514-re

แสงแฟลช

IMG_1515-re

แสงนีออน

IMG_1516-re

การปกปิด

tarte 1-re2-horz

ก็ถือว่าปกปิดได้ค่อนข้างดีนะคะ กลบสีน้ำตาลได้หมด เหลือแต่สีดำไว้นิดๆ

สำหรับวันนี้มีแค่นี้ค่ะพบกันใหม่คราวหน้า สวัสดีค่ะ

[Cosme-Diagnosis] Rx for Brown skin step 2 treat & repair

[Cosme-Diagnosis] Rx for Brown skin step 2 treat & repair

สวัสดีค่ะ วันนี้มี่แวะมารีวิวเวชสำอางยี่ห้อหนึ่งของทางอเมริกา ซึ่งเป็นแบรนด์ที่ดังมาก และมีจุดเด่นจำเพาะ คือ เค้าวิจัยและพัฒนามาสำหรับคนผิวสีโดยเฉพาะเลยค่ะ

ผิวสีที่ว่านี่ไม่ใช่หมายถึงผิวดำนะคะ ผิวเหลืองแบบสาวๆบ้านเราก็ถือเป็นผิวสีค่ะ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นผิวขาว ก็ใช้ได้ด้วยค่ะ เพราะส่วนผสมไม่ได้เป็นตัวที่จะต้องจำเพาะเจาะจงกับคนผิวสีมากนัก เพียงแต่คนผิวขาว (แบบฝรั่ง หรือ Caucasians) เค้าจะไม่อยากได้ไวท์เทนนิ่งค่ะ เค้าจะอยากได้ไปทางชะลอวัย หรือ Anti-aging แทน

แบรนด์ที่ว่าก็คือ Rx for Brown Skin ที่วิจัยและพัฒนาโดย Dr.Susan C. Taylor แพทย์ผิวหนังชื่อดังท่านหนึ่ง

ตัวที่มี่ได้มามีสองตัวค่ะ ใช้คู่กับ Vit C ของ Dr.Jessica Wu ที่เคยรีวิวไปในกระทู้ก่อนนะคะ

 

IMG_0741-re

สองตัวที่ว่าก็คือ Intensive exfoliating texture repair (ขวดเล็ก) กับ Rapid dark spot & tone corrector (ขวดใหญ่กว่า) ส่วนอีกตัวก็เป็นวิตซีลูกรักที่รีวิวไปคราวก่อนค่ะ

ลองมาดูกันทีละตัวดีกว่านะคะ


ตัวแรก Intensive exfoliating texture repair

ตัวนี้เป็นตัวผลัดผิว หรือเรียกง่ายๆสั้นๆว่า AHA ค่ะ แต่ AHA ของเค้าไม่ได้ธรรมดาเลยนะคะ เพราะว่าเป็น AHA จาก
พืช ผสมกับ AHA สองตัวอย่าง Lactic และ Glycolic acid พร้อมทั้งสารสกัดพืชและสารบำรุงต่างๆอีกหลายตัวค่ะ

ลักษณะเนื้อสัมผัสจะเป็นเจลใสๆ เกลี่ยง่าย ไม่มัน ไม่เหนอะหนะ

brown 1-re

พอเกลี่ยเสร็จก็จะแห้งสนิทไปเลย

brown 2-re

ตัวนี้ข้างกล่องแนะนำว่า สำหรับคนที่ไม่เคยใช้ AHA มาก่อน ให้ใช้อาทิตย์ละ 2 – 3 ครั้ง แล้วค่อยๆเพิ่มความถี่ในการใช้ขึ้น แต่ส่วนตัวมี่คิดว่า เราใช้วันเว้นวัน หรืออาทิตย์ละ 3 ครั้งก็น่าจะกำลังดีค่ะ ส่วนตัวมี่จะใช้ จันทร์ พุธ ศุกร์ค่ะ แล้วใช้แค่กลางคืนก็น่าจะโอเคกว่า

ค่า pH ก็ไม่ได้ต่ำมากจนเกินไปค่ะ ไม่ 4 ไม่ 5 ก้ำกึ่งๆพอดี

IMG_0762-re

ลองมาดูส่วนผสมกันดีกว่านะคะ พอดีถ่ายแล้วไม่ชัดขอพิมพ์ให้แทนนะคะ

Water (Aqua), Vaccinium MyrtillusFruit/Leaf Extract, Butylene Glycol, Saccharum Officinarum (Sugar Cane)Extract, Glycerin, Sodium Hyaluronate, Acer Saccharum (Sugar Maple) Extract, Citrus Medica Limonum (Lemon) Extract, Citrus Aurantium Dulcis (Orange) Fruit Extract, Glycine Soja (Soy) Bean Extract, Punica Granatum (Pomegranate) Fruit Extract, Aloe Barbadensis (Aloe) Leaf Extract, Camellia Oleifera (Green Tea) Leaf Extract, Glycyrrhiza Glabra (Licorice) Root Extract, Pyrus Malus (Apple) Fruit Extract, Cucumis Sativus (Cucumber) Fruit Extract, Lactic Acid, Glycolic Acid, Hydroxyethylcellulose, Ethylhexylglycerin, Phenoxyethanol

ลองดูรายละเอียดและหน้าที่ของสารแต่ละตัวเลยดีกว่านะคะ

ปกติเครื่องสำอางจะประกอบด้วยส่วนสำคัญๆ อยู่ 3 ส่วนหลักๆ คือ

1.Actives หรือ สารออกฤทธิ์ เป็นสารที่ทำให้เครื่องสำอางมีคุณสมบัติพิเศษต่างๆ

2.Base หรือ ส่วนเนื้อของผลิตภัณฑ์ เป็นตัวอุ้มและเก็บสารออกฤทธิ์ไว้

3.Additives หรือ ส่วนของสารเติมแต่ง เป็นตัวเติมแต่งให้ผลิตภัณฑ์มีความน่าใช้ มีความปลอดภัย เช่น พวกสารกันเสีย พวกน้ำหอม พวกซิลิโคน ตัวเพิ่มความหนืด ฯลฯ

 

1.Actives ได้แก่

-Vaccinium myrtillus fruit/leaf extract สารสกัดจาก Bilberry ในฐานข้อมูลมีรายงานเกี่ยวกับคุณสมบัติในการปกป้องเซลล์ผิวหนังจากอันตรายของรังสี UV (J Photochem Photobiol B. 2014; 132:27-35.) สารประกอบ Anthocyanin ที่พบใน Bilberry ยังสามารถลดอาการคัน โดยไปลดการหลั่งสารภูมิแพ้จาก Mast cell (J Food Sci. 2012; 77(12):H262-7)

-Saccharum officinarum extract สารสกัดจากอ้อย มีรายงานการวิจัยระบุว่า สารสกัดจากอ้อยที่ผ่านการแยกเอาน้ำตาลออกไปจะมีคุณสมบัติเป็น Antioxidant และสามารถใช้เป็น Whitening โดยมีผลยับยั้งเอนไซม์ Tyrosinase ด้วย (J Agric Food Chem. 2011; 59(17):9219-25.) ซึ่งถ้าผลิตภัณฑ์ใช้แบบที่ยังมีน้ำตาลอยู่ ก็จะให้ผลเพิ่มความชุ่มชื้นแก่ผิวเพราะน้ำตาลสามารถดูดน้ำเข้าหาตัวเอง เวลาทาลงไปในผิวก็จะดูดน้ำให้ผิว

-Sodium hyaluronate มีบทบาทเกี่ยวกับความชุ่มชื้นและความยืดหยุ่นของผิว

-Acer saccharum extract สารสกัดจาก Sugar maple ในฐานข้อมูลงานวิจัยมีแต่รายงานของสายพันธุ์อื่น ส่วนข้อมูลจากผู้ผลิตวัตถุดิบบอกว่าสารสกัดนี้ออกฤทธิ์ผลัดเซลล์ผิว (Keratolytic)

-Citrus medica limonum extract สารสกัดจาก Lemon การออกฤทธิ์ขึ้นอยู่กับส่วนของพืช ถ้าเป็นส่วนของเนื้อผลจะได้กรด AHA ซึ่งมีบทบาทในการผลัดเซลล์ผิว ควบคุมความมัน และมีฟลาโวนอยด์อยู่บ้าง ในเปลือกมี Flavonoid ที่มีฤทธิ์ทางชีวภาพหลายๆอย่าง รวมทั้งฤทธิ์กระตุ้นการสมานแผล กระตุ้นการสร้างคอลลาเจน และส่งเสริมการเจริญเติบโตของเนื้อเยื่อใหม่ (Pak J Biol Sci. 2013; 16(20):1086-94.)

-Citrus aurantium dulcis fruit extract สารสกัดจากส้ม ส่วนของเนื้อผลจะมี AHA เป็นองค์ประกอบ และมีน้ำตาลช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่ผิว ผู้ผลิตวัตถุดิบยัง Claim ไปถึงวิตามินและสารอาหารในผลส้ม

-Glycine soja extract สารสกัดจากถั่วเหลือง คุณสมบัติขึ้นกับขึ้นกับกรรมวิธีที่ใช้สกัด มี 3 แบบ คือแบบแรกสกัดด้วย Organic solvent ซึ่งจะมีสาร Isoflavone 2 ตัว คือ Genistein และ Daidzein ซึ่งสองตัวนี้นอกจากที่มีฤทธิ์เป็น Anti-oxidant ที่ดีแล้ว ยังมีคุณสมบัติเป็นไฟโตเอสโตรเจนด้วย จึงช่วยให้ผิวหนาตัวขึ้น ชุ่มขึ้น และลดเลือนริ้วรอยได้ แบบที่สองคือสกัดด้วยน้ำ จะได้โปรตีน ที่ให้ความชุ่มชื้น กับซ่อมแซมโครงสร้างที่หนังกำพร้า และถ้าสกัดด้วย oil ก็จะได้กรดไขมันไม่อิ่มตัวกับ Phytosterol ที่มีประโยชน์กับผิว

-Punica granatum extract สารสกัดจากทับทิม อุดมด้วยสารในกลุ่ม Polyphenol มีคุณสมบัติเป็น Anti-oxidant ที่ค่อนข้างดี และช่วยควบคุมความมัน กระชับรูขุมขนได้ด้วย

-Tetrapeptide-30 Peptide ที่ประกอบด้วยกรดอะมิโน 4 ตัว ออกฤทธิ์ลดการอักเสบในผิว ลดการสร้างเม็ดสีผิว ข้อมูลจากผู้ผลิตวัตถุดิบระบุว่าสารนี้สามารถปรับโทนสีผิวให้สม่ำเสมอ และมีความสวยงามมากขึ้น

-Avena sativa extract สารสกัดจากข้าวโอ๊ต มีรายงานเกี่ยวกับคุณสมบัติในการต้านการอักเสบ (Anti-inflammatory) ของเซลล์ผิวหนัง (Int J Tissue React. 2003; 25(2):41-6.) และช่วยป้องกันความระคายเคืองจากสารเคมีในผิว (การทดสอบใช้ SLS เป็นสารที่ทำให้ผิวหนังเกิดการระคายเคือง) (Skin Pharmacol Appl Skin Physiol. 2002; 15(2):120-4.) นอกจากนี้เนื่องจากใน Oat มีทั้งคาร์โบไฮเดรตและโปรตีนจึงให้ผลเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิวได้ด้วย

-Aloe barbadensis leaf extract สารสกัดจากว่านหางจรเข้ มีรายงานการวิจัยกล่าวว่าสามารถออกฤทธิ์เป็นสารช่วยให้ผิวขาวได้โดยไปกระตุ้นให้เกิดกระบวนการ Melanin aggregation ทำให้สีผิวจางลง โดยตัวที่เป็นตัวออกฤทธิ์คือ Aloin ที่พบในใบ (Planta Med. 2012; 78(8):767-71.) การทดสอบผลของไลโปโซมที่บรรจุว่านหางจรเข้ต่อผิวหนังพบว่า มีฤทธิ์กระตุ้นการแบ่งเซลล์ผิวหนัง (Keratinocyte proliferation) และกระตุ้นการสังเคราะห์คอลลาเจน (J Oleo Sci. 2009;58(12):643-50.)

-Camellia oleifera leaf extract สารสกัดจากชา ส่วนของใบมีประโยชน์เป็น Antioxidant Anti-inflammatory และ Astringent (กระชับรูขุมขน) มีรายงานการวิจัยกล่าวว่า สารสกัดจากใบประกอบด้วยสารกลุ่ม Polyphenol ที่เป็น Antioxidant ที่ดี (Int J Biol Macromol. 2014; 68:7-12.)

-Glycyrrhiza glabra extract สารสกัดจากชะเอมเทศ มีรายงานเกี่ยวกับคุณสมบัติในการยับยั้งเอนไซม์ Tyrosinase ลดการสร้างเมลานินช่วยให้สีผิวจางลง มีฤทธิ์เป็น Antioxidant และช่วยปกป้องเซลล์ผิวจากอันตรายจากเปอร์ออกไซด์ในร่างกาย (Molecules. 2014; 19(7):9101-13.) มีคุณสมบัติเป็น Anti-inflammatory เมื่อใช้ในโรคผิวอักเสบแบบ Atopic จะช่วยลดอาการคัน บวม และแดงได้ (J Dermatolog Treat. 2003; 14(3):153-7.)

-Pyrus malus fruit extract สารสกัดจาก Apple สายพันธุ์หนึ่ง ไม่เจอรายงานการใช้ในผิวหนัง แต่ปกติผลไม้มีน้ำตาลกับวิตามิน และ AHA ที่ชื่อ Malic acid อยู่ จึงให้ผลเพิ่มความชุ่มชื้นและปรับสภาพผิวหนัง

-Cucumis sativus extract สารสกัดจากแตงกวา ซึ่งมีฟลาโวนอยด์และแทนนิน ซึ่งมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ (J Young Pharm. 2010;2(4):365-8) และยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ Hyaluronidase และเอนไซม์ Elastase จึงป้องกันและชะลอการเกิดริ้วรอยได้ (Arch Dermatol Res. 2011;303(4):247-52)

-Lactic acid สารในกลุ่ม AHA ที่ได้จากการหมักนมด้วยจุลินทรีย์บางชนิด การออกฤทธิ์ขึ้นกับค่า pH โดยอาจจะให้ผลเป็นตัวเพิ่มความชุ่มชื้น หรือ ผลัดเซลล์ผิว สำหรับตัว Lactic ใน pH ประมาณ 4 จะให้ผลกระตุ้นการสังเคราะห์ Ceramide ในผิวได้ ซึ่ง Ceramide ทำหน้าที่เป็น Barrier function รักษาความชุ่มชื้นให้แก่ผิว

-Glycolic acid สารในกลุ่ม AHA ที่มีขนาดเล็กที่สุด พบได้ในอ้อยและพืชอื่นๆ มีการ Claim ว่าซึมเข้าไปในผิวหนังได้ดี ให้ผลผลัดเซลล์ผิว เพิ่มความชุ่มชื้น และให้ผิวดูเรียบเนียนขึ้น

2.Base หลักๆมีแค่น้ำและส่วนของน้ำ ได้แก่ น้ำ, Butylene glycol, Glycerin, Ethylhexylglycerin ตัวนี้มีฤทธิ์ยับยั้งเชื้อได้ด้วย

3.Additives มีกันอยู่แค่สารเพิ่มความหนืด กับ สารกันเสีย ดังนี้

3.1สารเพิ่มความหนืด มี Hydroxyethylcellulose เป็นตัวเพิ่มความหนืด

3.2สารกันเสีย ได้แก่ Ethylhexylglycerin ตัวนี้เพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิวได้ด้วย และ Phenoxyethanol

สรุปจุดเด่น:

-สูตรผสมระหว่าง AHA และสารผลัดผิวจากธรรมชาติ

-ค่า pH ไม่ต่ำมากจนเกินไป

-ไม่มีน้ำหอม ไม่มีพาราเบน ไม่มีซิลิโคน
ถึงเวลาให้คะแนน

1.Actives มีสารสกัดพืชหลายๆชนิด ให้ผลทั้งช่วยลดการอักเสบ ผลัดเซลล์ผิว ไวท์เทนนิ่ง เป็น Antioxidant ที่ดี เสริมมาด้วย Peptide ที่ช่วยเรื่องการสร้างเม็ดสีผิว มีสารสกัดจากว่านหางจรเข้และชะเอม ที่จะคอยช่วยลดความระคายเคืองที่อาจจะเกิดขึ้นจาก AHA จึงนับว่าทำมาได้ค่อนข้างสมบูรณ์ จึงขอให้ 5 ฟลาสก์

2.Base หลักๆเป็นน้ำและสารละลายอื่นๆที่ละลายน้ำได้ ก็จะมี Glycerin, Butylene glycol และก็ Ethylhexylglycerin สามารถดูดน้ำให้ผิวได้ค่อนข้างดี ไม่มีแอลกอฮอล์ จึงขอให้ 5 ฟลาสก์

3.Additives มีแค่ 3 ตัว ไม่มีน้ำหอม ไม่มีซิลิโคน ไม่มีพาราเบน ซึ่งตามหลักการทาง Dermatology บอกว่า เวลามีสารน้อยๆชนิดก็จะเสี่ยงแพ้ได้น้อยกว่า จุดนี้ก็ไม่รู้จะไปหักคะแนนอะไรที่ไหน เพราะตัวที่ใส่มาก็ไม่ได้มีพิษมีภัยอะไรกับผิว จึงขอให้ 5 ฟลาสก์

4.คะแนนการใช้งาน ตัวเจลเป็นเจลใสๆ หนืดเล็กน้อย เกลี่ยง่าย ใช้ผลิตภัณฑ์แค่นิดเดียวประมาณเม็ดถั่วเขียวก็เกลี่ยได้ทั่วหน้า แห้งไว ไม่แสบ ไม่ร้อน ไม่แดง ไม่มีกลิ่น ซึ่งก็ดูโอเค จึงขอให้ 5 ฟลาสก์

 

คะแนน brown exfo

 

ทีนี้อีกตัวหนึ่งก็คือ Rapid dark spot & tone corrector เป็นตัวช่วยปรับสภาพ ปรับสีผิวให้สม่ำเสมอ และดูขาวขึ้นค่ะ

ตัวนี้จะมาในรูปแบบของ Emulsion คือ ประกอบด้วยน้ำมันและน้ำ

เนื้อเป็นเนื้อครีมสีออกครีมๆ

brown 3-re

เกลี่ยง่าย ไม่มัน ไม่เหนอะหนะ แห้งไวค่ะ

brown 4-re

ค่า pH ก็กำลังดีเลยค่ะ อยู่ที่ 5-6 ใกล้เคียงกับผิวพอดีค่ะ

IMG_0763-re

ส่วนผสมค่อนข้างเยอะนิดหนึ่งค่ะ บางตัวจะคล้ายๆกับตัว AHA เมื่อกี๊ก็ขอกล่าวรายละเอียดเฉพาะตัวที่ยังไม่ได้พูดถึงนะคะ

 

IMG_0781-re

มาดูไปกันทีละส่วนเลยดีกว่าค่ะ ตัวที่ซ้ำกับเมื่อกี๊ขอไม่ลงรายละเอียดนะคะ

1.Actives ได้แก่

-Oligopeptide-68 เป็นเปปไทด์ที่มีฤทธิ์คล้ายสาร TGF-β ออกฤทธิ์ลดและควบคุมการสร้างเม็ดสีผิว

-Tetrapeptide-30 ตัวนี้เป็นเปปไทด์ที่ช่วยเรื่อง Whitening เหมือนกัน

-Phyllanthus emblica fruit extract คือ สารสกัดจากมะขามป้อม มีประโยชน์ในเรื่อง Whitening เป็น Antioxidant ที่ดี แล้วมีผลช่วยเรื่องกระชับรูขุมขนได้

-Sodium hyaluronate มีบทบาทเกี่ยวกับความชุ่มชื้นและยืดหยุ่นของผิว

-Tetrahydrocucurminoids เป็นอนุพันธ์ของ Cucurminoids ที่พบในขมิ้นชัน เป็น Antioxidant ที่มีฤทธิ์ดี และมีผลป็น Whitening ที่ดี

-Ferulic acid สารบริสุทธิ์ที่พบในข้าว เป็น Anti-oxidant ที่มีฤทธิ์แรงและยังมีฤทธิ์ลดการอักเสบในผิว

-Dipotassium glycyrrhizinate สารที่พบในชะเอม ให้ผลลดการอักเสบ ลดการระคายเคืองในผิว

-สารสกัดจากชา 2 สายพันธ์คือ Camellia sinensis กับ Camellia oleifera ให้ผลเป็น Antioxidant ที่ดี

-Chondrus crispus extract สารสกัดจาก Carrageenan ให้ผลเพิ่มความชุ่มชื้นกับผิว

-Hydrolyzed chondrus crispus extract คือ Carrageenan ที่ผ่านกรรมวิธีการย่อยให้มีขนาดเล็กลง ให้ผลเพิ่มความชุ่มชื้น ลดการอักเสบและการระคายเคืองภายในผิว

-วิตามิน ซี 2 รูปแบบ คือ Sodium ascorbyl glucoside กับ Ascorbyl palmitate ตัวหนึ่งละลายน้ำมันอีกตัวละลายน้ำ วิตามินซีสองตัวนี้มีความเป็นกรดต่ำ ให้ผลเกี่ยวกับเรื่องชะลอวัย เพราะเป็น Antioxidant เป็นองค์ประกอบในการสังเคราะห์คอลลาเจน และให้ผลเป็น Whitening

-Hippophae rhamnoides extract สารสกัดจาก Seabuckthorn ประกอบด้วย Flavonoid หลายๆชนิด (Int J Food Sci Nutr. 2012;63(6):730-8.) ซึ่งพวกนี้ให้ผลเป็น Antioxidant ที่ดี

-Portulaca oleraceae extract สารสกัดจากคุณนายตื่นสาย มีรายงานเกี่ยวกับฤทธิ์กระตุ้นการสมานแผล (Wound healing) (J Ethnopharmacol. 2003; 88(2-3):131-6.) ลดการอักเสบ (J Ethnopharmacol. 2000; 73(3):445-51.) และมีคุณสมบัติเป็น Antioxidant (J Med Plants Res. 2011; 5(9):1589-1593)

-Vibrio alginolyticus ferment filtrate สารที่ได้จากการหมักจุลินทรีย์สายพันธ์หนึ่ง ผู้ผลิตวัตถุดิบ Claim ว่า ได้จากจุลินทรีย์แถบ French Polynesia ประกอบด้วย Polysaccharide ที่เสริมการผลัดเซลล์ผิว การแบ่งตัวและเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของเซลล์ผิว และช่วยเพิ่มความแข็งแรงของเซลล์ผิว โดยมีผลต่อการทำง่านของเอนไซม์ Transglutaminase ที่ทำหน้าที่เกี่ยวกับการเชื่อมต่อกันของโปรตีนระหว่างเซลล์

-Phospholipids ไขมันชนิดพิเศษที่เป็นองค์ประกอบของเยื่อหุ้มเซลล์ ให้ผลเพิ่มความชุ่มชื้น และเป็นสารตั้งต้นในการสังเคราะห์ไขมันอื่นๆในผิว

-Retinyl palmitate อนุพันธ์ของวิตามินเอ สามารถดูดซึมได้มากขึ้น ให้ผลปรับสมดุลการผลัดเซลล์ผิว ลดริ้วรอย และควบคุมการเกิดสิวได้

-Tocopheryl acetate อนุพันธ์ของวิตามินอี มีประโยชน์เป็น Antioxidant แต่ส่วนมากจะให้ผลปกป้องสารในผลิตภัณฑ์ไม่ให้เสื่อมสภาพเพราะออกซิเจนในอากาศ

-Leuconostoc/Radish root ferment filtrate สารสารที่ได้จากกระบวนการหมัก Radish root ด้วยจุลินทรีย์ Leuconostoc ซึ่งเป็นจุลินทรีย์กลุ่ม Lactic acid bacteria มีคุณสมบัติระงับเชื้อจุลินทรีย์ต่างๆ มี peptide ช่วยปรับสภาพผิว และเพิ่มความชุ่มชื้น ระหว่างการหมักน่าจะได้ Lactic acid ออกมาด้วย

-Glycine soja extract สารสกัดจากถั่วเหลือง เหมือนตัว Exfoliate

-Punica granatum fruit extract สารสกัดจากทับทิม เหมือนตัว Exfoliate

-Aloe barbadensis leaf extract สารสกัดจากว่านหางจรเข้ เหมือนตัว Exfoliate

-Citrus aurantium dulcis extract สารสกัดจากส้ม เหมือนตัว Exfoliate

-Glycyrrhiza glabra extract สารสกัดจากชะเอม เหมือนตัว Exfoliate

2.Base เป็นรูปแบบของ Emulsion เพราะประกอบด้วยน้ำและน้ำมัน ดังนี้

2.1ส่วนของน้ำ ได้แก่ น้ำ, Glycerin และ Butylene glycol

2.2ส่วนของน้ำมัน ได้แก่ C12-15 alkyl benzoate ตัวนี้ทำหน้าที่เป็นตัวละลายสารต่างๆ, Stearyl alcohol, Glyceryl stearate, Diisopropyl dimer dilinoleate, Cetearyl alcohol และ Stearic acid

2.3Silicone ได้แก่ Cyclopentasiloxane, Cyclohexasiloxane สองตัวนี้เป็นซิลิโคนที่ระเหยได้ ร่วมกับ Dimethicone ที่ระเหยไม่ได้ ทำหน้าที่เคลือบคลุมผิวกันน้ำระเหย

3.Additives มีแต่ตัวประสานน้ำให้เข้ากับน้ำมัน (Emulsifier) แค่สามตัว

3.1Emulsifier ได้แก่ Hydrogenated lecithin ตัวนี้ช่วยบำรุงผิวเพิ่มความชุ่มชื้นได้ ร่วมกับ Sodium oleate, และ Sodium lauroyl glutamate

จุดเด่น:

-มีสาร Whitening หลายๆตัวที่เสริมฤทธิ์กันหลายๆกลไก ทำให้น่าจะเสริมกันได้อย่างดี

-สารออกฤทธิ์ส่วนใหญ่เป็นสารสกัดพืช และมีสารพฤกษเคมีที่แยกจากพืช ซึ่งดูมีราคาและมีคุณค่า อย่าง Tetrahydrocucurminoid กับ Glycyrrhizinate

-ไม่มีสารที่ทำให้ผิวบาง

ถึงเวลาให้คะแนน

1.Actives ประกอบด้วยสารสกัดจากพืชหลายๆตัว เสริมด้วย Peptide ที่มีผลปรับสีผิว มี Moisturizer และมีตัวช่วยเรื่องริ้วรอย จุดนี้ถือว่าทำมาได้ค่อนข้างโอเคเลย จึงขอให้ 5 ฟลาสก์

2.Base มาในรูปแบบ Emulsion ซึ่งควรจะประกอบด้วยสารดึงน้ำ สารไขมันที่ดูดซึมได้ และสารไขมันเคลือบผิว ถ้าย้อนกลับไปดูข้อสอง จะเห็นว่า มีสารดึงน้ำแล้ว ส่วนของไขมันที่ดูดซึมได้ ก็จะมี Diisopropyl dimer dilinoleate ซึ่งเวลาเข้าผิวไปจะให้ Linoleic acid ออกมา ให้ผลเป็นตัวตั้งต้นในการสร้างไขมันในผิว ช่วยเสริมเรื่อง Barrier ผิวได้ สำหรับส่วนของไขมันเคลือบผิวก็พอจะมีไขมันบางตัว และอาศัย Dimethicone เข้ามาช่วย ที่สำคัญคือไม่มีแอลกอฮอล์ จึงขอให้ 5 ฟลาสก์

3.Additives เช่นเดียวกัน ตัวนี้ก็ไม่มีอะไรมาก มีแค่ตัวประสานน้ำให้เข้ากับน้ำมัน (Emulsifier) ซึ่งเป็นชนิดที่อ่อนโยนและมีประโยชน์พิเศษเสริมให้ผิวได้ สำหรับสารกันเสียก็ใช้เป็นสารจากธรรมชาติอย่าง Leuconostoc/radish root fermented ซึ่งก็ถือว่าทำได้ดี และก็ยัง ไม่มีน้ำหอม ไม่มีพาราเบน จุดนี้จึงขอให้ 5 ฟลาสก์

4.การใช้งาน ผลิตภัณฑ์มาในรูปแบบครีม เกลี่ยง่าย ดูดซึมไว ไม่มีกลิ่น ไม่เหนอะหนะ ใช้ทาได้ทั้งกลางวันและกลางคืน จึงขอให้ 5 ฟลาสก์

คะแนน brown tone

 

สุดท้ายนี้ขอขอบคุณบริษัท DermaMD ที่ช่วยเปิดหูเปิดตาให้รู้จักกับเวชสำอางดีๆหลายแบรนด์ และที่ส่งผลิตภัณฑ์ดีๆมาให้มี่ได้ทดลองใช้ค่ะ

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติม สามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ทางเวบไซต์ http://www.dermskinstore.com/

และแฟนเพจของ Rx for Brown Skin Thailand

https://www.facebook.com/rxforbrownskinthailand

 

เลยนะคะ

สุดท้ายนี้ (จริงๆละ) ขอขอบคุณทุกท่านที่ติดตามอ่านมาจนจบค่ะ

 

[Cosme-Diagnosis] Discromia control serum from Cosmatici magistrali

[Cosme-Diagnosis] Discromia control serum from Cosmatici magistrali

วันนี้มีแวะเอาซีรัมเพื่อผิวขาว แบรนด์ของเวชสำอางจากอิตาลี เจ้าเก่าที่เคยรีวิวไพรม์เมอร์คุมมันไปเมื่อคราวก่อนมารีวิวให้ชมกันค่ะ

ผลิตภัณฑ์มีชื่อว่า Discromia control serum จาก จาก Cosmetici magistrali เวชสำอางจากประเทศอิตาลีค่ะ

dischormia 1-re

มาในหลอดสีขาว ดีไซน์เรียบๆแต่หรูหรา

ลองมาดูเนื้อสัมผัสกันดีกว่านะคะ

dischormia 2-re

เปนเจลใสสีน้ำตาลแดง ไม่มีกลิ่น ไม่เหนอะหนะ เกลี่ยง่ายค่ะ พอเกลี่ยเสร็จแล้วจะรู้สึกเหมือนแดงขึ้นนิดนึง นิดนึงจริงๆค่ะ แต่ถ้าเราแต่งหน้าทับก็ไม่เห็นแล้วค่ะ

dischormia 3-re

เนื่องจากตัวเจลมีสี เลยไม่สามารถวัด pH ให้ดูได้นะคะ

ลองมาดูส่วนผสมกันดีกว่าค่ะ

dischromia 4-re

มาดูคุณสมบัติของสารแต่ละอย่างกันดีกว่านะคะ

ปกติเครื่องสำอางจะประกอบด้วยส่วนสำคัญๆ อยู่ 3 ส่วนหลักๆ คือ

  1. Actives หรือ สารออกฤทธิ์ เป็นสารที่ทำให้เครื่องสำอางมีคุณสมบัติพิเศษต่างๆ
  2. Base หรือ ส่วนเนื้อของผลิตภัณฑ์ เป็นตัวอุ้มและเก็บสารออกฤทธิ์ไว้
  3. Additives หรือ ส่วนของสารเติมแต่ง เป็นตัวเติมแต่งให้ผลิตภัณฑ์มีความน่าใช้ มีความปลอดภัย เช่น พวกสารกันเสีย พวกน้ำหอม พวกซิลิโคน ตัวเพิ่มความหนืด ฯลฯ

ลองมาไล่ไปทีละตัวเลยดีกว่า

คุณสมบัติสารแต่ละตัวแยกตามหน้าที่

  1. Actives ได้แก่
  • Niacinamide รูปแบบหนึ่งขอวิตามินบี 3 มีรายงานว่า สารตัวนี้สามารถเป็น Whitening ช่วยปรับสภาพสีผิวให้สม่ำเสมอ โดยไปรบกวนการส่งผ่านของเมลานินที่สร้างเสร็จแล้ว ลดการอักเสบในผิว เพิ่มการไหลเวียนเลือด ช่วยเพิ่มความแข็งแรงให้ผิวโดยไปกระตุ้นการสร้าง Ceramides กรดไขมัน และไขมันชนิดต่างๆในหนังกำพร้า (Int J Cosmet Sci 2005; 27:255–261)
  • Glucosamine บางรายงานบอกว่าเป็นหน่วยย่อยของ Hyaluronic acid เพราะมีโมเลกุลเล็กจึงสามารถดูดซึมได้ เพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่ผิวหนังโดยดูดน้ำเข้าหาตัว บางแหล่งบอกว่าเป็น Exfoliator ช่วยในกระบวนการผลัดเปลี่ยนเซลล์ผิว การใช้ร่วมกับวิตามินบี 3 จะให้ผลเป็น Whitening ที่ดีได้
  • Kojic acid สารที่เชื้อราบางชนิดสร้างขึ้นระหว่างการหมัก มีหลายๆรายงานการวิจัยรองรับถึงคุณสมบัติในการยับยั้งเอนไซม์ Tyrosinase ซึ่งเป็นเอนไซม์ที่สร้างเม็ดสีผิว มีคุณสมบัติเป็น Antioxidant และสามารถเป็นตัวจับโลหะเพื่อเพิ่มความคงตัวให้สารอื่นๆในผลิตภัณฑ์ได้
  • Hydroxypinacolone retinoate เป็นสารอนุพันธ์รูปแบบใหม่ของวิตามินเอ ที่มีความระคายเคืองต่ำมาก มีคุณสมบัติช่วยเรื่องการลดริ้วรอย การปรับสภาพผิวให้เรียบเนียน ซึ่งสารตัวนี้เวลาเข้าผิวแล้วสามารถออกฤทธิ์ได้เลย ไม่ต้องไปแปรสภาพให้กลายเป็นรูปแบบ Acid อีก (ปกติวิตามินเอ หรือ Retinol เวลาทาเข้าไปจะยังไม่มีฤทธิ์ ต้องถูกเอนไซม์ในผิวเปลี่ยนโครงสร้าง 2 ขั้นตอน กว่าจะได้รูปแบบ Acid ที่มีฤทธิ์)
  • Retinol glycosphere ตัวนี้ที่ข้างกล่องระบุว่าเป็นสูตรผสมของ Phenoxyethanol + Butylene glycol + Hydrogenated lecithin + Palmitoyl hydroxypropyltrimonium amylopectin/Glycerin crosspolymer + Retinol + Propyl paraben + Methyl paraben + Butyl paraben + Ethyl paraben + BHT + BHA แปลง่ายก็คือ การเก็บกักเอาวิตามินเอ หรือ Retinol ไว้ในอนุภาคทรงกลม (กลมจริงหรือเปล่าไม่รู้นะคะ) ขนาดเล็กของ Amylopectin polymer ซึ่งเมื่อเก็บกักแล้วก็จะให้ผลเพิ่มความคงตัว เพิ่มการนำส่งวิตามินเอเข้าไปในผิว และช่วยเรื่องของการควบคุมการปลอดปล่อย ให้ค่อยๆปล่อยวิตามินเอออกมาทีละนิดๆ สม่ำเสมอ
  • Portulaca oleraceae extract สารสกัดจากคุณนายตื่นสาย มีรายงานเกี่ยวกับฤทธิ์กระตุ้นการสมานแผล (Wound healing) (J Ethnopharmacol. 2003; 88(2-3):131-6.) ลดการอักเสบ (J Ethnopharmacol. 2000; 73(3):445-51.) และมีคุณสมบัติเป็น Antioxidant (J Med Plants Res. 2011; 5(9):1589-1593)
  • Hydrolyzed caesalpinia spinosa gum ปกติสารกลุ่ม Gum จะเป็นคาร์โบเดรตเชิงซ้อน เมื่อผ่านการย่อยก็จะได้สายสั้นๆของคาร์โบไฮเดรต ที่เรียกว่า Oligosaccharide พวกนี้มีคุณสมบัติเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิวได้ดี
  • Glycosaminoglycans เป็นสารที่เป็นองค์ประกอบในผิวหนัง ทำหน้าที่รักษาความชุ่มชื้นในผิว และเพิ่มความยืดหยุ่นให้แก่ผิวหนัง แต่แต่เนื่องจากมีขนาดโมเลกุลที่ใหญ่ เมื่อใช้ในทางเครื่องสำอางจึงให้ผลในระดับผิวหนังชั้นนอก
  • Acetyl hexapeptide-37 เป็น Peptide ที่มีคุณสมบัติเพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่ผิว โดยมีผลกระตุ้นการสร้าง Aquaporin-3 ในผิวหนัง เป็นตัวที่คอยปล่อยน้ำจากผิวหนังชั้นล่างมาเคลือบและครอบคลุมผิวหนังชั้นข้างบน นอกจากนี้ยังมีผลกระตุ้นการสังเคราะห์คอลลาเจน และกระตุ้นการแบ่งเซลล์ผิวหนังได้ด้วย มีชื่อทางการค้าว่า Diffuporine
  • กรดอะมิโนต่างๆและอนุพันธ์ ได้แก่ Glutamic acid, Alanine, Betaine, Decarboxycarnosine, Methylsilanol hydroxyproline aspartate, Aspartic acid

* Betaine เป็นอนุพันธ์ของกรดอะมิโน Glycine มีชื่อทางเคมีว่า Trimethylglycine พบในหัวบีท มีคุณสมบัติเพิ่มความชุ่มชื้น ลดการระคายเคือง และช่วยให้สัมผัสที่ดีเวลาทา

* Decarboxy carnosine เป็นเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่มีฤทธิ์แรง ทั้งยังช่วยปกป้องเซลล์ผิวจากกระบวนการ Glycation (การที่น้ำตาลเข้ามาจับกับเซลล์ ที่มักจะพบมากขึ้นเมื่อวัยเพิ่มขึ้น) และยังเพิ่ม Metabolism ของเซลล์ วัตถุดิบนี้มีชื่อทางการค้าว่า Alistin จากข้อมูลของวัตถุดิบพบว่า ช่วย Detox ปกป้องเซลล์จากกระบวนการ Glycation และช่วยกดการสร้างสารก่อการอักเสบ กับ กระตุ้นการสังเคราะห์คอลลาเจน (J Dermatolog Treat. 2012; 23(5):345-84.)

* Methylsilanol hydroxyproline aspartate เป็นสารกึ่งสังเคราะห์จากซิลิโคนกับกรดอะมิโน จากการทดสอบของผู้ผลิตวัตถุดิบพบว่า สารนี้สามารถกระตุ้นการสร้างเนื้อเยื่อใหม่หลังจากเกิดแผล กระตุ้นการสร้างเซลล์ผิวชนิดต่างๆ (Cytostimulation) รวมทั้ง Fibroblast ที่ทำหน้าที่สร้างคอลลาเจนและอิลาสติน (ข้อมูลจากผู้จำหน่ายวัตถุดิบ, Hydroxyprolisilane C)

  • สารกลุ่มน้ำตาล และอนุพันธ์ของน้ำตาลชนิดต่างๆ ได้แก่ Fructose, Trehalose, Sorbitol, Glucose, Sucrose

* Trehalose เป็นน้ำตาลโมเลกุลคู่ชนิดหนึ่งที่ยีสต์และสิ่งมีชีวิตเล็กๆอื่นๆสร้างขึ้นมาเพื่อป้องกันตัวเองไม่ให้ขาดน้ำตาย เมื่อนำมาใช้ในเครื่องสำอางก็จะช่วยปกป้องสารสำคัญต่างๆในผลิตภัณฑ์และช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิวหนังได้ค่อนข้างดี และปกป้องเซลล์ผิวได้ ปัจจุบันสามารถสังเคราะห์ได้ โดยบริษัทที่ญี่ปุ่นเป็นผู้ริเริ่มการสังเคราะห์ตัวนี้ขึ้นมา มีประโยชน์ในการเพิ่มความชุ่มชื้น ปกป้องเซลล์ผิวหนังไม่ให้น้ำระเหยออกจากเซลล์ (ข้อมูลจากผู้จำหน่ายวัตถุดิบ) ยังมีรายงานกล่าวว่า Trehalose สามารถปกป้องไม่ให้ Fatty acid ถูกย่อยสลายโดยกระบวนการ Hydrolysis (ซึ่งจะได้กรดสายสั้นๆที่มีกลิ่นเหม็น เหมือนน้ำมันเหม็นหืน) และช่วยปกป้องไขมันไม่ให้เกิดการ Autoxidation อันจะทำให้เกิดอนุมูลอิสระต่างๆตามมา (Pure Appl. Chem. 2002;74(7), 1263–1269)

  • Aminoethylphosphonic acid สารกลุ่ม Phosphonate ที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ มีประโยชน์เป็นสารจับโลหะ และมีความสามารถในการยับยั้งเอนไซม์ไทโรซิเนสที่เป็นเอนไซม์ที่ใช้สร้างเมลานินในผิว มีชื่อเรียกอีกชื่อว่า Albatin
  • Dextrin สารกลุ่ม Polysaccharide มีคุณสมบัติเพิ่มความหนืด ก่อฟิล์ม และช่วยรักษาความชุ่มชื้นให้ผิวหนัง
  • Hexyl nicotinate อนุพันธ์ของวิตามินบี 3 สามารถดูดซึมเข้าสู่ผิวหนังได้มากขึ้น มีรายงานกล่าวว่า ผลิตภัณฑ์รูปแบบทาของสารนี้สามารถเพิ่มการไหลเวียนของเลือดมาที่ผิวหนังมากขึ้น (Br J Dermatol. 1988;119(6):771-6.) ซึ่งเวลามีเลือดไหลเวียนดีขึ้น ก็จะทำให้หน้ามีสีอมชมพู มีเลือดฝาด และยังช่วยเรื่องการ Detox เอาของเสียในผิวไปทิ้งทื่อื่น
  1. Baseอันนี้เดาไม่ออกว่าเป็นรูปแบบของHydrogelปกติ หรือว่า เป็นEmulgelที่มีซิลิโคนผสมกับน้ำ จึงขอแบ่งเอาทั้งหมดมาไว้ด้วยกัน ดังนี้
    • ส่วนของน้ำ ได้แก่ น้ำ, Glycerin, Pentylene glycol, Caprylyl glycol, Hexylene glycol สองตัวสุดท้ายนอกจากดึงน้ำให้ผิวเพิ่มความชุ่มชื้นแล้วยังให้ผลระงับเชื้อได้ด้วย
    • ส่วนของน้ำมัน ได้แก่ Glyceryl caprylate
    • ส่วนของซิลิโคน ได้แก่ Cyclopentasiloxane เป็นซิลิโคนที่ระเหยได้ ให้สัมผัสบางเบา เรียบเนียนไม่เหนอะหนะ กับ Polysilicone-11 ซึ่งเป็น Silicone ชนิดพิเศษที่สามารถก่อฟิล์มบนผิวได้
  2. Additivesได้แก่
    • Emulsifier ได้แก่ Polysorbate 20 ที่เป็นสารพื้นฐานทั่วไป กับ Methyl gluceth-20 ที่มีความอ่อนโยน และ Lecithin ที่มีคุณสมบัติบำรุงผิว และเพิ่มความชุ่มชื้นได้
    • สารเพิ่มความหนืด ได้แก่ Ammonium acryloyldimethyltaurate/VP copolymer, Styrene/acrylates copolymer และ Xanthan gum
    • Preservatives ได้แก่ Benzyl alcohol, Dehydroacetic acid, Potassium sorbate, Sodium sorbate รวมไปถึงสารเพิ่มความชุ่มชื้นอย่าง Glyceryl caprylate, Caprylyl glycol และ Hexylene glycol พวกนี้มีฤทธิ์ระงับเชื้อได้ด้วย และสารจับโลหะ EDTA กับ Trisodium ethylenediamine disuccinate
    • สารเพิ่มการดูดซึมผ่านผิว (Penetration enhancer) มี Dimethyl isosorbide เป็นตัวทำละลายที่มีคุณสมบัติช่วยเพิ่มการดูดซึมของสารต่างๆผ่านผิวหนัง

ถึงเวลาให้คะแนน

  1. Actives ถ้าดูจากลำดับส่วนผสม สิ่งแรกเลยที่เห็นถัดจากน้ำคือ Niacinamide ซึ่งถือว่าเป็นอะไรที่ค่อนข้างปลื้มปริ่มมาก สารอื่นๆที่เป็นไวท์เทนนิ่งได้ดี ก็จะมี Kojic acid มีสารเสริมที่เป็น Moisturizer ดีๆหลายตัว รวมถึงตัวที่ช่วยเรื่องริ้วรอย อย่างวิตเอ มีสารที่ช่วยชะลอการเกิดริ้วรอยตามวัยเสริมเข้ามาอีก ที่สำคัญคือ ไม่มีสารกลุ่ม AHA ที่อาจจะทำให้ผิวบางได้ จึงไม่เสี่ยงผิวบาง เพราะกลไกในการผลัดผิวของวิตเอ จะเหมือนเป็นการปรับสมดุลของวงจรการแบ่งตัวของเซลล์ (ที่เรียกว่า Cell cycle) ให้อยู่ในช่วงที่สมดุล ถ้านับไปถึงเทคโนโลยี Glycosphere ด้วยแล้ว จุดนี้จึงขอให้ 5 ฟลาสก์
  2. Base เป็นรูปแบบของ Hydrogel ที่มีการเติมสารดูดน้ำดีๆไว้ในส่วนผสม และมี Silicone ที่ช่วยเรื่องสัมผัส และช่วยเคลือบผิวกันน้ำระเหย รักษาความชุ่มชื้นให้ผิวอีกหนึ่งสเต็ป ที่สำคัญคือ ไม่มีแอลกอฮอล์ และไม่มีน้ำมัน จุดนี้ขอให้ 5 ฟลาสก์
  3. Additives แม้ว่าดูเหมือนจะไม่มีอะไร และแทบทุกตัวจะเป็นมิตรกับผิว แต่ก็มีบางอย่างอยู่ อย่างแรกคือ สารช่วยเพิ่มการดูดซึม (ที่เรียกว่า Penetration enhancer) เพื่อให้สารต่างๆซึมไปในผิวได้ดียิ่งขึ้น เพราะว่าการออกฤทธิ์เพื่อความขาวของผิว สารต้องลงไปถึงชั้นล่างสุด ที่มีเซลล์ที่สร้างเม็ดสีผิวเมลานินอยู่ ถ้าลงไปไม่ถึงก็คงไม่มีประโยชน์ และอีกประเด็นคือ ไม่มีน้ำหอม แต่ มีสารกันเสียกลุ่ม Paraben ที่แอบแฝงตัวมากับสูตรผสม Retinol Glycosphere นอกนั้นก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร จุดนี้ขอให้ 4 ฟลาสก์ ขอหักคะแนน paraben ไปนิดนึง
  4. การใช้งาน ผลิตภัณฑ์เป็นเจลใสๆ ความหนืดไม่มาก ไม่มีกลิ่น เกลี่ยค่อนข้างง่าย แม้ว่าจะมีสี แต่สีก็ติดผิวไม่มาก และถ้าเราทาครีมหรือแต่งหน้าไป ก็มองไม่เห็นแล้ว จุดนี้ขอให้ 5 ฟลาสก์

คะแนน dischromia

สุดท้ายนี้ขอขอบคุณทางบริษัทไอเมดิกาด้วยนะคะ ที่ส่งผลิตภัณฑ์ดีๆมาให้มี่ได้ทดลองใช้

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติม สามารถสอบถามที่ทางเพจ เลยนะคะ ขอบคุณที่ติดตามมาจนจบค่ะ

http://www.imedicaskincare.com/

รีวิววิเคราะห์ส่วนผสมน้ำแร่พลังงาน (Harmonized water) Osmosis Clear plus+ activating hydration mist

รีวิววิเคราะห์ส่วนผสมน้ำแร่พลังงาน (Harmonized water) Osmosis Clear plus+ activating hydration mist

สวัสดีค่ะพี่ๆน้องๆเพื่อนๆชาวจีบันทุกๆท่าน

วันนี้มี่จะมารีวิวมิสท์ตัวหนึ่งที่เป็นเวชสำอางจากทางฝั่งอเมริกาให้รับชมกันค่ะ

ผลิตภัณฑ์นี้มีคอนเซปท์สวยๆว่า “Beautiful skin starts within”

แปลว่า ผิวสวยต้องเริ่มจากภายใน แปลแบบสวยๆละเอียดๆก็คือ ต้องบำรุงผิวจากภายใน ถึงจะสวย

อีกคอนเซปท์ก็คือ “Doctor developed + Clinically proven + Natural solutions”

คือเป็นเครื่องสำอางที่พัฒนามาโดยแพทย์ผิวหนัง ผ่านการทดสอบประสิทธิภาพเชิงคลินิก และเน้นไปที่วัตถุดิบจากธรรมชาติ ซึ่งก็ถือว่าค่อนข้างเด่นและแปลกใหม่ดี

ก่อนจะไปดูรีวิว มีหลายคนถามเข้ามาเยอะเลยค่ะว่า Mist เนี่ย จำเป็นไหม และควรใช้บ่อยมากน้อยแค่ไหน วันนี้จะมาตอบให้นะคะ

Mist เดี๋ยวนี้มีหลายรูปแบบค่ะ ทั้งการเล่น Packaging เป็นขวดสเปรย์แบบละอองฝอย การเล่นรูปแบบ เป็นเจลลี่มิสท์ เป็นสปาร์คกลิงมิสท์ เมคอัพมิสท์ แต่มิสท์ส่วนใหญ่จะมาในรูปแบบของสารละลายใสๆ ให้ผลเพิ่มความชุ่มชื้น ผ่อนคลายความเหนื่อยล้า คืนความสดชื่นให้กับผิวค่ะ

ทั้งนี้ทั้งนั้น Mist หลายๆแบรนด์ก็มี Alcohol เพื่อให้เวลาฉีดแล้วแห้งระเหยไว ไม่เยิ้มไม่ไหล แต่ก็จะไม่เหมาะใช้บ่อยๆค่ะ เพราะผิวอาจจะแห้งได้

สำหรับความจำเป็น ส่วนตัวมี่ มี่จัดอันดับ Mist ไว้เป็น 1 ใน 3 สิ่งที่ควรพกติดกระเป๋าเลยค่ะ 3 สิ่งนั้นก็ได้แก่ Hand cream, Lip balm และก็ Mist นี่แหล่ะ

เราเข้าเรื่องของเรากันดีกว่าค่ะ ผลิตภัณฑ์ที่จะรีวิววันนี้ก็คือ Osmosis mD Clear plus+ activating hydration mist ค่ะ

รูปร่างหน้าตาค่ะ

IMG_1176-re

บรรจุมาในภาชนะพลาสติกที่หนามาก หนาจนคิดว่าเป็นแก้ว ฝาดูมั่นคงแข็งแรง ใส่ในกระเป๋าสะพาย วิ่งไปวิ่งมาทั้งวันก็ไม่หกไม่เยิ้มค่ะ แนะนำให้เช็ดปากขวดให้สะอาดหลังฉีดเสร็จนะคะ

ลักษณะของขวดสเปรย์อันนี้เวลากดจะออกมาแบบรุนแรงนิดนึง ไม่ได้มาเป็นไอน้ำ วิธีการฉีดก็คือ ฉีดในแนวเฉียง 45 องศา ให้เป็นละอองในอากาศ แล้วเอาหน้าไปรับค่ะ หรือจะฉีดใส่หน้าตรงๆเลยก็ได้

ฉีดครั้งละ 3-5 กดนะคะ หลังจากนั้นก็กดเบาๆ จนซึมหมด

ทีนี้ตอนกลางวันเราก็ฉีดได้อีกค่ะ ฉีดแล้วก็เอากระดาษทิชชู่มากดๆเบาๆ หลังจากหน่ามันเยิ้มและโทรม มาทั้งวัน ก็จะทำให้เมคอัพนั้นฉ่ำเหมือนพึ่งแต่งมาเมื่อกี๊นี้ค่ะ

ลักษณะเนื้อของสารละลายข้างในเป็นน้ำใสๆ เหมือนจะไม่มีสี มีกลิ่นเป็นแนวๆ Citrus ดูดซึมได้ค่อนข้างเร็วค่ะ แล้วพอซึมหมดจะรู้สึกหนึบๆนิดนึง แต่ก็ไม่ได้มากอะไร และแค่ประมาณห้านาทีความรู้สึกนี้ก็จะหายไปค่ะ

IMG_1178-re-horz-re

ลองดูค่า pH กันก่อนนะคะ
IMG_1181-re
จะเห็นว่าค่า pH อยู่ราวๆ 5-6 ซึ่งก็ถือว่าโอเคค่ะ เป็นมิตรกับผิวดี

ปล. ถ้วยข้างหลังนั่น เอามาฉีดมิสท์ไว้ แล้วค่อยเอากระดาษไปจุ่มค่ะ จะได้ไม่ปนเปื้อน pH จากมือ จะสเปรย์ใส่กระดาษเลยก็เสียดาย

มาดูส่วนผสมดีกว่าค่ะ

IMG_1177-re

ส่วนผสมจากรูปไม่ค่อยชัดเลยพิมพ์ให้นะคะ

Aqua (Harmonized water), Leuconostoc/Radish root ferment filtrate, Plankton extract, Sodium hyaluronate, Potassium hydrolyzed polygamma-glutamate, Acetyl tetrapeptide-5, Saccharide isomerate, Glycerin, Camellia sinensis leaf extract, Sodium carboxymethyl betaglucan, Panthenol, Citrus bergamia oil, Oleth-10, Potassium sorbate, Citric acid

ปกติเราแบ่งส่วนประกอบในผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางเป็น 3 หมวดหลักๆ คือ

1.Actives หรือ สารออกฤทธิ์ เป็นสารที่ทำให้เครื่องสำอางมีคุณสมบัติพิเศษต่างๆ

2.Base หรือ ส่วนเนื้อของผลิตภัณฑ์ เป็นตัวอุ้มและเก็บสารออกฤทธิ์ไว้

3.Additives หรือ ส่วนของสารเติมแต่ง เป็นตัวเติมแต่งให้ผลิตภัณฑ์มีความน่าใช้ มีความปลอดภัย เช่น พวกสารกันเสีย พวกน้ำหอม พวกซิลิโคน ตัวเพิ่มความหนืด ฯลฯ

เรามาดูไปทีละส่วนกันเลยนะคะ

1.Actives ได้แก่

-Leuconostoc/Radish root ferment filtrate สารที่ได้จากกระบวนการหมัก Radish root ด้วยจุลินทรีย์ Leuconostoc ซึ่งเป็นจุลินทรีย์กลุ่ม Lactic acid bacteria เช่นกัน Radish เป็นพืชใน Genus Raphanus ซึ่งมีงานวิจัยกล่าวถึงคุณสมบัติในการเป็น Antioxidant (Nat Prod Res. 2012;26(6):557-63.) การหมักด้วยจุลินทรีย์ทำให้เกิดกระบวนการ Bioconversion เปลี่ยนแปลงสารพฤกษเคมีในพืชให้มีโครงสร้างเล็กลง ออกฤทธิ์ง่ายขึ้น สำหรับข้อมูลจากผู้ผลิตชี้ว่า สารนี้มีคุณสมบัติระงับเชื้อจุลินทรีย์ต่างๆ มี peptide ช่วยปรับสภาพผิว และเพิ่มความชุ่มชื้น (Leucidal liquid)

-Plankton extract สารสกัดจากแพลงค์ตอน มีหลายสายพันธุ์ แต่ละสายพันธ์ก็แตกต่างกันไป คุณสมบัติรวมๆของสารสกัดแพลงค์ตอน คือเพิ่มความชุ่มชื้นและให้คุณสมบัติสบายผิว (Soothing)

-Sodium hyaluronate มีบทบาทเกี่ยวกับการเพิ่มความชุ่มชื้น ช่วยอุ้มน้ำ ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นให้แก่ผิว

-Potassium hydrolyzed polygamma-glutamate สารที่ได้จากการย่อย Polygamma-glutamic acid ซึ่งปกติ Polyglutamic acid เป็นสารที่ช่วยเรื่องการจับน้ำให้ผิว และช่วยเรื่องของการเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกัน เมื่อผ่านกรรมวิธีการย่อย ก็จะมีขนาดที่เล็กลง ทำให้การดูดซึมเข้าสู่ผิวดีขึ้น สารนี้ผู้ผลิตวัตถุดิบ Claim ว่า สามารถเพิ่มปริมาณของ Hyaluronic acid และสาร NMF ซึ่งเป็นตัวดึงน้ำให้ผิวตามธรรมชาติ เมื่อทดสอบในเซลล์ผิวที่เพาะเลี้ยงในหลอดทดลอง และสามารถยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ Hyaluronidase ที่เป็นตัวไปย่อยทำลาย Hyaluronic acid ในผิว ช่วยอุ้มน้ำและให้ความรู้สึกสบายผิว

-Acetyl tetrapeptide-5 เป็นเปปไทด์ที่มีฤทธิ์ลดการบวมน้ำ เพิ่มความยืดหยุ่น ความนุ่มเนียน และความชุ่มชื้นให้แก่ผิว

-Saccharide isomerate สารประเภทคาร์โบไฮเดรต มีชื่อทางการค้าว่า Pentavitin ผู้ผลิต Claim ว่าสามารถไปจับกับกรดอะมิโน Lysine ของ Keratin ในผิว แล้วให้คุณสมบัติเป็นสารดูดน้ำ อุ้มน้ำ รักษาความชุ่มชื้นไว้ได้ยาวนาน ไม่ถูกล้างออกไปได้ง่ายๆเหมือน moisturizer อื่นๆ

-Camellia sinensis extract คือ สารสกัดจากชาเขียว มีประโยชน์เป็น Anti-oxidant และในชาเขียวยังมีสารประกอบกลุ่ม Cathechin อีกหลายชนิดที่มีฤทธิ์ทางชีวภาพหลายๆประการ

-Panthenol โปรวิตามินบี 5 มีคุณสมบัติเป็นสารเพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่ผิว โดยตัวมันเองสามารถซึมเข้าสู่ผิวและดูดน้ำเข้ามาเก็บไว้กับตัวเอง นอกจากนี้ยังมีคุณสมบัติอื่นๆ เช่น ลดการอักเสบ เพิ่มการแบ่งตัวของเซลล์ผิว ช่วยเรื่องการสมานแผล และลดริ้วรอย ซึ่งคุณสมบัติในการเป็น Moisturizer ของ Panthenol มีรายงานตีพิมพ์รองรับ คือ สามารถช่วยเพิ่มความสมบูรณ์ของผิวหนัง ช่วยลดการระเหยของน้ำออกจากผิว รักษาความชุ่มชื้นให้ผิวได้ (J Cosmet Sci. 2011; 62(4):361-70.)

2.Base หลักๆเป็นส่วนของน้ำ และสารอื่นๆที่ละลายในน้ำ ได้แก่ น้ำที่เป็น Harmonized water ซึ่งก็คือ น้ำที่มีการปรับจูนความที่ให้มันสอดคล้องและไปเกิดการ Resonance กับโครงสร้างในผิว ซึ่งแบรนด์ Claim ว่า ความถี่นี้จะให้ผลเป็น Growth factor สำหรับ Epidermis และ Keratinocyte ซึ่งเป็นเซลล์หลักๆในผิวหนัง และมีคุณสมบัติเป็นตัวยับยั้งเชื้อแบคทีเรีย รา และไวรัสค่ะ ใส่มาร่วมกับ Glycerin ซึ่งเป็นสารจับน้ำให้ผิว

3.Additives ได้แก่

3.1สารเพิ่มความหนืด ได้แก่ Sodium carboxymethyl betaglucan ซึ่งมีคุณสมบัติเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิวได้ รวมถึงช่วยเสริมภูมิคุ้มกันให้ผิวได้ด้วย

3.2Emulsifier มี Oleth-10 เป็นตัวผสานให้สารที่ละลายน้ำมันอยู่ในน้ำได้

3.3Preservatives ได้แก่ Potassium sorbate

3.4สารปรับ pH ได้แก่ Citric acid ที่สามารถเป็นตัวจับโลหะได้ด้วย

3.5สารแต่งกลิ่น ใช้ Citrus bergamia oil คือ Bergamot oil หรือ มะกรูดฝรั่ง ปกติถ้ามองตามหลัก Aromatherapy พวกน้ำมันหอมระเหยจะมีคุณสมบัติพิเศษให้ผิวด้วย โดยน้ำมันมะกรูดสามารถช่วยเรื่องควบคุมความมันได้ ปกติน้ำมันจาก Citrus จะมีความเสี่ยงเรื่องการแพ้แดด ตัวนี้ก็เช่นกัน จึงควรระวังการใช้ในตอนกลางวัน แล้วไม่ทากันแดดก่อน

ถึงเวลาให้คะแนน

1.Actives หลักๆเน้นไปที่ผลเพิ่มความชุ่มชื้น และให้ความรู้สึกสบายผิว จากสารหลายๆตัว มีเสริมด้วย Antioxidant จากชาเขียว มีการใช้ Peptide ซึ่งเป็นสารที่ค่อนข้างดูมีราคาค่างวดอยู่ สารอื่นๆบางตัวก็เป็นชนิดพิเศษที่ไม่ค่อยได้พบเห็นทั่วไป ซึ่งก็ถือว่าเป็นจุดเด่นจุดหนึ่ง จุดนี้จึงขอให้ 5 ฟลาสก์

2.Base มีส่วนผสมของน้ำที่ปรับความถี่ให้เหมาะสมกับผิว ถ้าถามเรื่องความถี่ของน้ำกับความถี่ของผิว หลายๆคนอาจจะคิดว่าเป็นสิ่งที่พิสูจน์ได้ยาก แต่ทางญี่ปุ่นเขาทำวิจัยเกี่ยวกับน้ำค่อนข้างเยอะ สุดท้ายเขาพบว่าโครงสร้างของผลึกของน้ำในแต่ละแหล่งน้ำแตกต่างกัน น้ำในเมืองมีโครงสร้างผลึกที่วุ่นวายยุ่งเหยิง ส่วนน้ำในธารน้ำตามธรรมชาติในหุบเขามีผลึกที่สวยงาม รวมถึงการเปิดเพลงคลาสสิคและเพลงรอค ให้น้ำฟัง ก็ทำให้น้ำมีผลึกที่แตกต่างออกไป โดยเพลงรอคทำให้ผลึกน้ำเสียหาย ส่วนเพลงคลาสสิคทำให้น้ำเรียงตัวเป็นผลึกที่สวยงาม เขาคาดว่าน้ำที่มีโครงร่างผลึกสวย จะให้ผลที่ดีกับผิว ช่วงก่อนบ้านเราก็แอบดังนะ น้ำพลังงาน MRET ก็เห็นขายกันพักนึง แต่ก็เงียบไปค่ะ ส่วน Glycerin ที่ใสมาเป็นตัวดูดน้ำให้แก่ผิว ไม่มีส่วนผสมของ Alcohol น้ำมัน และซิลิโคน จุดนี้ขอให้ 4 ฟลาสก์ เพราะยังมีสารดูดน้ำแค่ตัวเดียวอยู่ น่าจะมีมาเสริมอีกนิดนึง

3.Additives มีเท่าที่จำเป็น เหมือนตามคอนเซปท์ของเวชสำอางทั่วไป ที่จะไม่ใส่สารมาเยอะแยะ เพราะยิ่งมีสารเยอะ ก็ยิ่งเสี่ยงแพ้ได้ จุดนี้ไม่มี Parabens ไม่มีซิลิโคน ไม่มีน้ำหอม แต่มีน้ำมันจากมะกรูด ปกติไม่ค่อยแพ้ แต่ต้องระวังว่าถ้าใช้แล้วไม่ได้ทากันแดด อาจจะแพ้แดดได้ จุดนี้ขอให้ 4 ฟลาสก์

4.ความพึงพอใจในการใช้งาน หลังจากลองใช้มาได้เดือนกว่าๆ ก็กลายเป็นสมบัติติดกระเป๋าตังไปเลยทีเดียว เพราะสามารถฉีดทับเมคอัพได้โดยที่เมคอัพไม่เลอะ ช่วงก่อนหน้าหนาว ผิวลอก ก็ได้อันนี้แหล่ะ มาคอยฉีดๆ ลดอาการหน้าตึงไปได้เยอะเลย ติดตรงกลิ่นนิดนึง แต่ก็ไม่ถึงกับว่าจะอะไรมากมาย จุดนี้จึงขอให้ 5 ฟลาสก์

คะแนน osmosis

สุดท้ายนี้ขอขอบคุณบริษัท DermaMD ที่ช่วยเปิดหูเปิดตาให้รู้จักกับเวชสำอางดีๆหลายแบรนด์ และที่ส่งผลิตภัณฑ์ดีๆมาให้มี่ได้ทดลองใช้ค่ะ

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติม สามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ทางเวบไซต์ http://www.dermskinstore.com/ เลยนะคะ

ขอบคุณที่รับชมมาจนจบค่ะ