Review ยีสต์โฟมตัวดังจากเกาหลี Skindom yeast whip foam

Review ยีสต์โฟมตัวดังจากเกาหลี Skindom yeast whip foam

วันนี้มี่แวะเอา Whip Foam Cleanser จากเกาหลีมารีวิวให้ชมกันค่ะ

Whip foam วันนี้เป็น Yeast ultra deep cleansing whip foam จากแบรนด์ Skindom ค่ะ

ขอเรียกสั้นๆ ว่า “Yeast whip foam” นะคะ

ผลิตภัณฑ์จากแบรนด์ Skindom ที่มี่รีวิวไปในกระทู้ก่อนๆก็จะมีตัว Ampoule mask กับตัว Ampoule serum ทั้งสองอัน ติดตามได้ตามลิงค์นี้เลยค่ะ

ลิงค์สำหรับอ่านรีวิว Ampoule mask

ลิงค์สำหรับอ่านรีวิว Ampoule serum

วันนี้มาดูวิปโฟมดีกว่าค่ะ ถ้าพูดถึงวิปโฟม ปกติจะคิดถึงทางฝั่งค่ายญี่ปุ่นเป็นส่วนใหญ่ ไม่ค่อยเจอกับทางฝั่งประเทศอื่น แต่ตอนนี้เรามีของเกาหลีแล้วนะคะ แล้วก็กำลังอินเทรนด์เลยด้วย ยอมรับว่ามี่ยังไม่เคยใช้วิปโฟมตัวดังตัวนั้นนะคะ พึ่งจะใช้ตัวนี้เป็นตัวแรกค่ะ

ควรใช้คู่กับตาข่ายตีฟองจะยิ่งได้ฟองที่เลอค่าขึ้นไปอีกค่ะ

IMG_0444-re

ผลิตภัณฑ์มาในหลอดบีบนุ่มๆสีขาวสะอาด มีตรา Ecocert ด้วยนะคะ

Ecocert

(แอบเอารูปมาจาก Google นะคะ)

Ecocert คืออะไร?

Ecocert เป็นหน่วยงานของประเทศฝรั่งเศสที่ให้การรับรองสินค้า Organic ต่างๆค่ะ ไม่ว่าจะเป็น อาหาร เครื่องสำอาง รวมไปถึงพวกผลิตภัณฑ์สำหรับใช้ในครัวเรือนต่างๆ

นอกจาก Ecocert ผลิตภัณฑ์ยังได้ตรา KFDA (องค์การอาหารและยาเกาหลี) และ USFDA ของอเมริกาด้วยค่ะ

โฟมตัวนี้พอบีบออกมาก็ไม่ได้แตกต่างอะไรจากโฟมล้างหน้าทั่วไปค่ะ จะเป็นเนื้อวาวๆเหลือบมุกสวยงาม มีกลิ่นหอมอ่อนๆ

faom

แต่พอตีฟองกับตาข่ายตีฟองเท่านั้นแหละค่ะคุณขา ฟองพรึ่บ นุ่มและละเอียดมากเหมือนวิปครีมจริงๆค่ะ

IMG_0448-re

สาวบ้าฟอง ฟินกับฟองเลยค่ะทีนี้

ฟองที่ได้มีความคงตัวสูงด้วยค่ะ ไม่ยุบตัวเร็ว ไม่แตกและหายไปไหน พอเอามาล้างหน้าก็จะนุ่มๆ รู้สึกดีค่ะ

ให้ดูความหนาของฟองชัดๆอีกซักรูป คงตัวมากนะจ๊ะ เอาช้อนตักออกมายังไม่หกเลอะเทอะเลย

foam 4-re

ทางแบรนด์ Claim วิธีใช้ไว้ 2 แบบนะคะ

1.แบบหนืด-ยืด-หยุ่น ให้บีบโฟมประมาณ 1 – 2 ซม. แล้วใช้มือแห้งๆตีโฟมให้หนืดๆแล้วค่อยเอามาล้างหน้าที่เปียกค่ะ

2.แบบฟอง-เนียน-นุ่ม ให้บีบโฟมประมาณ 1 ซม. แล้วใช้ตาข่ายตีฟองค่ะ

ของมี่ใช้แบบ 2 นะคะ >w<

ถ้าเทียบกับโฟมล้างหน้าที่มี่ใช้ทุกวันนี่จะเห็นได้ชัดเลยค่ะ

vs foam ใหม่

ตอนล้างเสร็จหน้าก็จะนุ่ม ไม่แห้งตึงค่ะ

มาดูส่วนผสมกันบ้างดีกว่าค่ะ

จุดเด่นของโฟมตัวนี้ได้แก่

1.เทคโนโลยีชีวภาพการหมักของยีสต์ ถั่วหมัก และแลคโตบาซิลลัสซึ่งเป็นจุลินทรีย์ชนิดดี หรือ Probiotic ค่ะ ค่ะ ข้อดีของยีสต์ วิปโฟม ตัวนี้คือเป็น Saccharomyces ทำให้หน้าใสเนียนนุ่มขึ้น ลดเลือนริ้วรอย และช่วยกำจัดแบคทีเรียบนใบหน้า ในขณะที่วิปโฟมทั่วไปจะทำความสะอาดเพียงอย่างเดียว นวัตกรรมการหมักนี้เป็นภูมิปัญญาของชาวเอเชียเรา ในระหว่างการหมัก จะเกิดปฏิกิริยาที่เรียกว่า “Bio-conversion” เป็นการที่ยีสต์ไปเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของสารอาหารให้มีขนาดเล็กลง ออกฤทธิ์ได้ดีขึ้น ดูดซึมได้ง่ายขึ้น และตอนนี้ทางฝั่งยุโรปและอเมริกากำลังให้ความสนใจมากถึงขนาดดาราหลายคนไม่ยอมใช้สกินแคร์ที่ไม่มียีสต์หมักกันเลย

2.สารสกัดจากพืช 7 ชนิดจากเทือกเขาแอลป์ ซึ่งเป็นสูตรผสมของวัตถุดิบที่มีชื่อทางการค้าว่า Giga White ที่ให้ผลเรื่องความขาว ดูแลผิวที่หมองคล้ำและเป็นฝ้าได้ ที่สำคัญคือทางแบรนด์เค้ารับรองถิ่นกำเนิดของส่วนผสมด้วยค่ะ

3.น้ำแร่ธารหิมะ (Glaciar) จากเทือกเขาแอลป์

Full ingredient list ค่ะ

yeast สผส

ขอแบ่งเป็นกลุ่มๆนะคะ

1.สารทำความสะอาด ตัวหลักน่าจะเป็นชนิด Soap (แปลว่าสบู่ หมายถึงสารที่เกิดจากปฎิกิริยาระหว่างกรดไขมันกับด่างค่ะ) คือ สารที่ได้จากปฎิกิริยาของ Stearic acid, Myristic acid, Lauric acid กับ Potassium hydroxide ค่ะ เสริมมาด้วย Cocamidopropyl betaine ที่เป็นชนิดสองประจุ มีความอ่อนโยน สามารถปรับสภาพผิวได้ ส่วนตัว Lauramide DEA เป็นตัวเพิ่มฟองค่ะ พวกนี้ไม่ได้มีปัญหาอะไรกับผิวและมีความอ่อนโยนมากกว่ากลุ่ม SLS/SLES ค่ะ

2.สารเติมน้ำ ได้แก่ Glycerin, Panthenol, Sodium hyaluronate, Mannitol พวกนี้เติมน้ำให้ผิวได้ดีและดูมีคุณค่ามากกว่าการใช้แค่ Glycerin กับ Propylene glycol เฉยๆ

3.สารออกฤทธิ์อื่นๆ จะเห็นว่ามีกลุ่มของสารที่ได้จากกระบวนการเทคโนโลยีการหมัก (Fermentation) พวกนี้ก็ให้ผลดีๆกับผิวหลายๆอย่าง ทั้งเรื่องชุ่มชื้น ลดการอักเสบในผิว และริ้วรอย ยังมีสารสกัดจากพืชอีกหลายชนิดตามสูตรผสมของ Giga white ที่ให้ผลเรื่องความขาว มีเอนไซม์ผลัดผิว 2 ตัว อย่าง Bromelain กับ Papain ช่วยย่อยสลายขี้ไคลอย่างอ่อนโยน ถึงแม้ว่ากลุ่ม Cleansing จะสัมผัสผิวแค่ไม่นานก็ต้องล้างออก แต่การมีสารออกฤทธิ์ย่อมต้องดีกว่าไม่มีแน่นอน

4.สารองค์ประกอบอื่นๆ ไม่มีตัวไหนมีพิษมีภัยอะไรกับผิวค่ะ

มาให้คะแนนดีกว่าค่ะ วันนี้มี 3 เกณฑ์นะคะ

1.สารทำความสะอาด เป็นกลุ่ม Soap ถึงแม้จะไม่ได้อ่อนโยนมาก แต่ก็ยังไม่ได้แรงเท่าสารทำความสะอาดที่ใช้กันเกลื่อนกลาดอย่าง Sodium lauryl ether sulfate หรือ SLES มีการเสริมด้วยสารกลุ่ม Betaine ช่วยลดระคายเคืองได้อีกต่อ จุดนี้ขอให้ 4 ฟลาสก์

2.สารออกฤทธิ์ หรือ Active ingredients นับรวมเอาสารเติมน้ำเข้ามาด้วย จากที่บรรยายไปเมื่อครู่จะเห็นว่ามาครบถ้วนทุกสิ่งอย่าง และก็อย่างที่บอก ถึงแม้ว่ากลุ่ม Cleansing จะสัมผัสผิวแค่ไม่นานก็ต้องล้างออก แต่การมีสารออกฤทธิ์ย่อมต้องดีกว่าไม่มีแน่นอน จุดนี้ขอให้ 5 ฟลาสก์

3.การใช้งาน โฟมมีกลิ่นหอมอ่อนๆ เป็นกลิ่นที่มี่ชอบพอดี แนวแป้งๆ หวานๆ อารมณ์ประมาณ Dairy + Honey กับมีกลิ่นดอกไม้จางๆ ให้ความรู้สึกผ่อนคลาย วิปโฟมละเอียดนุ่ม ให้สัมผัสที่ดี ล้างออกได้หมดจด ไม่ทำให้หน้าแห้งตึง อย่างไรก็ดี ล้างหน้าเสร็จอย่าลืมเติมน้ำคืนผิวภายใน 20 นาทีนะคะ จุดนี้ขอให้ 5 ฟลาสก์

คะแนน

สุดท้ายนี้ขอขอบคุณทางแบรนด์ Skindom ด้วยนะคะที่ส่งผลิตภัณฑ์ดีๆมาให้มี่ได้ทดลองใช้

รายละเอียดเพิ่มเติมติดต่อสอบถามได้ที่

Facebook : http://www.facebook.com/SkindomThailand

Instagram : https://instagram.com/SkindomThailand

Website : http://www.skindomthailand.com

Disclaimer/Conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากทางแบรนด์ SKindom Thailand ค่ะ

Beauty Talks: ผิวสวยใส สุขภาพดี เริ่มต้นง่ายๆแค่ล้างหน้าให้สะอาด

Beauty Talks: ผิวสวยใส สุขภาพดี เริ่มต้นง่ายๆแค่ล้างหน้าให้สะอาด

10001393_1059006007452675_4947955951536013963_n

เชื่อว่าหลายๆปัญหาผิวของหลายๆคน กวนใจมานานมากกกก ไม่ว่าจะใช้ครีมอะไร ดีแค่ไหน แพงแค่ไหนก็ไม่หาย ก็จะพาลไปโทษนั่นโทษนี่ แต่จริงๆแล้วมันเกิดขึ้นเพราะว่าล้างหน้าไม่สะอาด

มี่จะพูดอยู่เสมอนะคะ ว่า หัวใจที่สำคัญของการมีผิวสุขภาพดี คือ การล้างหน้าให้สะอาด

สะอาดในที่นี้ ไม่ได้แปลว่า ล้างมากมาย ล้างเว่อร์วัง ล้างจนแบบว่าสูญเสียของดีๆในผิวไปจนหมด

เพราะในการทำความสะอาดผิว จะอาศัยสารเคมีกลุ่มหนึ่งที่มีชื่อว่า “Surfactant” หรือ สารลดแรงตึงผิว ซึ่งสารเหล่านี้มีคุณสมบัติพิเศษคือละลายได้ทั้งในน้ำและในน้ำมัน ซึ่งสิ่งสกปรกบนหน้าเรา ก็มีทั้งน้ำและน้ำมันเหมือนกัน การล้างหน้าด้วยน้ำเปล่า ก็จะเอาสิ่งสกปรกที่ละลายน้ำมันออกไม่ได้ เช่นเดียวกันกับตอนจะเอาเบบี้ออยล์มาล้าง ก็จะเอาสิ่งสกปรกที่ละลายน้ำออกไม่ได้ค่ะ

ดังนั้น Surfactant เหล่านี้แหละ ก็จะทำหน้าที่ดึงเอาสิ่งสกปรกออกมา (วันนี้ขออนุญาตยังไม่ลงรายละเอียดลึกในจุดนี้นะคะ)

แต่ !!!

สิ่งที่เราต้องรำลึกเสมอ คือ Surfactant ไม่ใช่ AI มันไม่ได้ฉลาดนะคะ เพราะฉะนั้นมันจะดึงออกหมดทั้งไขมันดี และไขมันสกปรก มันเลือกเอาออกแต่สิ่งสกปรกไม่ได้

นั่นคือการล้าง หรือปาด makeup remover 1 ครั้ง คือ ของดีๆในผิวก็จะหลุดออกไปด้วย

ยิ่งล้างบ่อย ล้างถี่ เช็ดสำลีอยู่ตรงนั้นแหละ ไขมันของเราก็จะยิ่งหายไป กลายเป็นผิวบอบบางแพ้ง่าย ระคายเคือง สิวบุกบ่อยไปอีก

อันที่จริง ถ้าล้างหน้าให้สะอาดแล้ว ผิวก็ค่อยๆสุขภาพดีและสวยใสมากขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งเป็นผิววัยรุ่นแล้ว แค่ล้างหน้าให้สะอาด สกินคงสกินแคร์นี่เรียกได้ว่าไม่จำเป็นเลยค่ะ แต่ถ้าเราเริ่มมีอายุซักหน่อย ล้างเค้าออกไป ก็ทาครีม ทาบำรุง คืนให้เค้านิดนึงเนาะ

 

ทีนี้วันนี้จะมาแชร์เทคนิคการล้างหน้าค่ะ

เชื่อว่าหลายๆคนอาจจะเคยได้ยิน Double cleansing technique ที่มาจากทางฝั่งเกาหลี/ญี่ปุ่นแล้วเนาะ

เขาจะเป็นการล้างหน้าสองครั้ง คือ นวดหน้าด้วยน้ำมันก่อน ไปล้างด้วยโฟม/เจลล้างหน้ากับน้ำอีกรอบหนึ่ง

แต่ทีนี้บ้านเรา คงไม่มีอารมณ์มานวดออยล์เนาะ ร้อนก็ร้อน เราก็ปรับเอาค่ะ ใช้พวก Cleansing water หรือ Cream แทน

แต่ถ้าใครชอบ จะใช้ออยล์ ใช้บาล์ม ก็ไม่ว่ากันจ้า

Concept อยู่ที่ว่าไม่ว่าจะแต่งหน้าหรือไม่แต่งหน้า สิ่งแรกที่ควรทำ คือ การล้างแบบแห้ง หรือที่เรียกว่า “Pre-cleansing” เป็นขั้นตอนการชำระล้างเอาสิ่งสกปรกต่างๆ หรือพวกเมคอัพ ออกไปจากหน้าก่อนค่ะ โดยใช้พวก Cleansing water, milk, lotion, gel, cream หรือ oil ที่เขาดีไซน์มาให้ใช้ตอนหน้าแห้งค่ะ

ผลิตภัณฑ์กลุ่มนี้จะค่อนข้างอ่อนโยน มักใช้สารทำความสะอาดชนิดไม่มีประจุ (Nonionic surfactant) พวกนี้ไม่มีฟอง และมักจะไม่มีพิษภัยอะไรถ้าติดผิวนานๆไม่ได้ล้างออก (จึงเห็นได้ในหลายๆผลิตภัณฑ์ที่บอกว่าเช็ดแล้วไม่จำเป็นต้องไปล้าง แต่ส่วนตัวก็แนะนำให้ไปล้างออกอยู่ดีค่ะ)

ขั้นตอนที่สองเป็นขั้นตอนการล้างแบบเปียก หรือ “Cleansing”

การล้างหน้าด้วยเจล หรือโฟม ที่เขาทำมาสำหรับใช้กับน้ำ ก็จะช่วยขจัดเอาเศษซากของสิ่งสกปรกที่ยังเหลืออยู่ออกไปจากผิวค่ะ

ในการล้างเปียก ถ้าใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีฟอง ต้องตีฟองบนมือให้เกิดฟองเต็มที่ก่อนนะคะ เพราะว่า
1. Surfactant ที่มีฟอง มักจะเป็น Anionic surfactant (ประจุลบ) พวกนี้จะละลายในน้ำได้ยาก ถ้าเราเอาไปใส่บนหน้าเลย มันจะมีความเข้มข้นที่สูง เกาะอยู่บนหน้าเป็นจุดๆ แล้วก็อาจจะทำให้เกิดการตกค้าง หรือเกิดการระคายเคืองผิวได้ นอกจากนี้มันก็อาจจะ ทำร้ายไขมันดีๆที่เป็น Barrier ผิว ผิวก็จะแพ้ง่าย สิวบุก รอยแดง รอยดำ หมองคล้ำก็มาหา
2. การถู Foam หรือ Gel บนหน้าจะใช้แรงพอสมควร ทำให้เซลล์ผิวเกิดการเสียดสี อาจเกิดความเสียหายได้ค่ะ Surfactant ส่วนมากค่า pH อยู่ที่ 8 ทำให้โปรตีนบนผิวบวม เมื่อไปถูๆแรงๆ ก็จะเกิดความเสียหาย แต่ถ้าเราตีฟองเต็มที่แล้ว แรงเสียดทานจะน้อยมาก

วิธีการล้างเปียกที่ถูกต้องคือ หลังจากตีฟองเสร็จ เอาลงบนหน้า แล้วนวดวนๆเบาๆ ให้ทั่วหน้า ตามด้วยนวดย้ำตรงไรผม ปีกจมูก ร่องจมูก คาง ขอบริมฝีปาก และกกหูด้วยนะคะ ก่อนไปล้างออก เพราะบริเวณนี้จะเป็นบริเวณที่หมักหมมสิ่งสกปรกไว้ และมักจะเกิดสิวได้ค่ะ

อุณหภูมิน้ำก็สำคัญ !!!

ล้างหน้า ควรล้างด้วยน้ำอุ่นค่ะ ถ้ามีเครื่องทำน้ำอุ่นแบบปรับอุณหภูมิได้ ส่วนตัวเคยอ่านเจอจากทางฝั่งญี่ปุ่นว่า น้ำอุ่นราวๆ 35 – 37 องศา คือจะเหมาะกับการล้างหน้า โดยมีความเชื่อว่าน้ำอุ่นทำให้รูขุมขนเปิด  Surfactant จะได้ไหลลงไปชะเอาสิ่งสกปรกและคราบเมคอัพ ออกมาได้ง่ายขึ้น

ถ้ามีเวลาว่าง หลังล้างโฟมออกหมด เอาน้ำเย็นตบอีกรอบ เพื่อกระชับรูขุมขนให้ปิดอีกรอบนะคะ

หลังล้างหน้าเสร็จต้องเติมน้ำ เติมไขมัน คืนให้ผิวด้วยนะคะ

เอาหละ

สรุป
1. Pre-cleansing
2. Cleansing น้ำอุ่น 35 – 37 องศา
3. ตบน้ำเย็น
4. เติมน้ำ เติมไขมัน

Review Enchantress Concentrated Niacinamide 4% Solution for all concerns by Matheenan

Review Enchantress Concentrated Niacinamide 4% Solution for all concerns by Matheenan

วันนี้มี่แวะเอาซีรัม niacinamide หรือ วิตามินบี 3 มารีวิวให้ชมกันค่ะ

ผลิตภัณฑ์มีชื่อเต็มๆว่า Enchantress Concentrated Niacinamide 4% Solution for all concerns by Matheenan

บรรจุมาในแพคเกจน่ารักกุ๊กกิ๊กดูมีเสน่ห์ค่ะ

IMG_0039-re

ในส่วนของคำเคลมของแบรนด์เป็นดังนี้ค่ะ

IMG_0040-re1

ฝั่งซ้ายบอกว่าเป็นสูตรอ่อนโยน ไม่มีน้ำหอม ไม่มีแอลกอฮอล์ ไม่มีสี ไม่มี Formaldehydes SLS, SLES ปรอท สเตียรอยด์ พาราเบน ไฮโดรควิโนน DMDM hydantoin

ส่วนฝั่งขวาเป็นส่วนผสมสำคัญที่ใช้ค่ะ

ตัวซีรัมมาในหลอดพลาสติกเนื้อหนา ฝาเป็นสีเงินค่ะ

IMG_0041-re

ตัวเนื้อซีรัมเป็นเนื้อใส ไม่มีสี ไม่มีกลิ่น

tex 2

เกลี่ยค่อนข้างง่าย ซึมไว แห้งไว ไม่ทิ้งคราบเหนอะหนะใดๆไว้บนผิวเลยค่ะ

tex 1-re

วัดค่า pH กันดีกว่าค่ะ

IMG_2213-re

น่าจะอยู่ที่ราวๆ 4-5 นะคะ เป็นค่า pH ที่ทำให้สารออกฤทธิ์ในนี้มีความคงตัวสูงสุด และออกฤทธิ์ได้ดีสุดค่ะ

สำหรับส่วนผสมเป็นดังนี้นะคะ

ส่วนผสม

ปกติเราแบ่งส่วนประกอบในผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางเป็น 3 หมวดหลักๆ คือ

1.Actives หรือ สารออกฤทธิ์ เป็นสารที่ทำให้เครื่องสำอางมีคุณสมบัติพิเศษต่างๆ

2.Base หรือ ส่วนเนื้อของผลิตภัณฑ์ เป็นตัวอุ้มและเก็บสารออกฤทธิ์ไว้

3.Additives หรือ ส่วนของสารเติมแต่ง เป็นตัวเติมแต่งให้ผลิตภัณฑ์มีความน่าใช้ มีความปลอดภัย เช่น พวกสารกันเสีย พวกน้ำหอม พวกซิลิโคน ตัวเพิ่มความหนืด ฯลฯ

ในส่วนของสารออกฤทธิ์ มีอยู่ 5 กลุ่มหลักๆ เพราะสารบางตัวมีคุณสมบัติได้หลายอย่างจึงอาจจะเจอหลายฤทธิ์ ได้แก่

1.สารเพิ่มความชุ่มชื้น ได้แก่ Beta-glucan ตัวนี้ยังช่วยเสริมภูมิคุ้มกันให้ผิวแข็งแรงได้ด้วย, Hyaluronic acid, Niacinamide มีส่วนเพิ่มความชุ่มชื้นโดยไปเพิ่ม Barrier ผิว

2.Whitening ได้แก่ Niacinamide, 3-O Ethyl ascorbyl ether, Glutathione, Alpha-arbutin, Glycyrrhiza glabra root extract, Dipotassim glycyrrhizate

3.ลดการอักเสบ ได้แก่ Niacinamide, Aloe barbadensis leaf extract Glycyrrhiza glabra root extract, Dipotassim glycyrrhizate

4.Antioxidant ได้แก่ สารสกัดจากชาเขียว, 3-O Ethyl ascorbyl ether, Glutathione, Tocopherol กับ Tocopheryl acetate

5.ริ้วรอย ได้แก่ Vigna aconitifolia extract เป็นสารสกัดจากถั่ว Moth bean ที่หายาก ให้ผลช่วยกระตุ้นให้เซลล์ผิวแบ่งตัวเพิ่มจำนวน เพิ่มการผลัดเซลล์ผิว สร้างคอลลาเจน และลดริ้วรอย

สำหรับ Niacinamide คิดว่าควรค่าแก่การกล่าวถึงอีกรอบ เพราะเป็นสารที่ให้คุณสมบัติมากมายหลายอย่าง เจ้า Niacinamide นี้เป็นรูปแบบหนึ่งของวิตามินบี 3 มีรายงานว่า สารตัวนี้สามารถเป็น Whitening ช่วยปรับสภาพสีผิวให้สม่ำเสมอ โดยไปรบกวนการส่งผ่านของเมลานินที่สร้างเสร็จแล้ว ลดการอักเสบในผิว และให้ผลดีกับคนที่เป็นสิว โดยมีหลายๆรายงานบอกว่า Niacinamide 4% ให้ประสิทธิภาพในการรักษาสิวเทียบเท่ายาแผนปัจจุบันเลยทีเดียว นอกจากนี้ยังเพิ่มการไหลเวียนเลือด ช่วยเพิ่มความแข็งแรงให้ผิวโดยไปกระตุ้นการสร้าง Ceramides กรดไขมัน และไขมันชนิดต่างๆในหนังกำพร้า (Int J Cosmet Sci 2005; 27:255–261)

มาให้คะแนนกันดีกว่า

1.Actives จากที่บรรยายไปในข้างบน จากที่บรรยายมาก็จะเห็นได้ว่าซีรัมหลอดนี้สามารถดูแลปัญหาผิวได้รอบด้าน ตั้งแต่เรื่องสีผิวไม่สม่ำเสมอ สิว ริ้วรอย ผิวไม่แข็งแรง และยังช่วยชะลอวัยได้อีก จุดนี้จึงขอให้ 5 ฟลาสก์

2.Base ส่วนเนื้อหลักก็มีน้ำกับสารดูดน้ำให้ผิวอย่าง Glycerin กับ Butylene glycol ที่ไม่ได้มีพิษมีภัยอะไรกับผิว ที่สำคัญคือ ไม่มีน้ำมัน ไม่มีซิลิโคน ไม่มีแอลกอฮอล์ จึงถือว่าค่อนข้างเป็นมิตรกับผิว จึงขอให้ 5 ฟลาสก์

3.Additives สารองค์ประกอบที่เหลือก็มีกันแค่เท่าที่จำเป็น คือ มีกันเสีย กับตัว Buffer คุมค่า pH ให้คงที่ และ Polysorbate 20 ที่น่าจะใส่มาเพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์ใส สารพวกนี้ไม่ได้มีพิษมีภัยอะไร จึงโดยรวมจึงถือว่าวางแผนมาได้ค่อนข้างดี ไม่มีน้ำหอม ไม่มี Surfactant ที่รุนแรง และไม่มีที่ให้หักคะแนน จุดนี้ขอให้ 5 ฟลาสก์

4.การใช้งาน ตัวซีรัมตัวนี้เนื้อค่อนข้างเบา เกลี่ยง่าย ให้สัมผัสที่ดี ซึมไว แห้งไว ไม่เหนอะหนะ ไม่ทิ้งคราบอะไรไว้ตกค้างบนผิว ไม่มีกลิ่น ไม่มีสี ส่วนตัวมี่ใช้มาได้เกือบๆ 2 อาทิตย์ ก็รู้สึกว่าผิวนุ่มขึ้น สีผิวสม่ำเสมอมากขึ้น พวกรอยสิวก็ดูหายไป จุดนี้ถือว่าประทับใจอยู่ค่ะ จึงขอให้ 5 ฟลาสก์

คะแนน

สุดท้ายนี้อยากขอบคุณทางแบรนด์ Enchantress ด้วยค่ะที่ส่งผลิตภัณฑ์ดีๆมาให้ทดลองใช้ และขอบคุณทุกๆท่านค่ะที่ติดตามมาจนจบ

 

สำหรับรายละเอียดเพิ่มตามสามารถติดต่อสอบถามได้ทางเฟสบุคของแบรนด์

http://www.facebook.com/ENCHANTRESS.Thailand

 

และทางเวบไซต์ http://www.enchantressthailand.com

 

Disclaimer/Conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากแบรนด์ Enchantress

Review Kimmist Eye essential a hydrating daily eye treatment

Review Kimmist Eye essential a hydrating daily eye treatment

วันนี้มี่เอาอายเจลมารีวิวให้ชมกันค่ะ มาจากแบรนด์ Kimmist ที่มี่รีวิวไปเมื่อวันก่อน

อายเจลตัวนี้มีชื่อเต็มๆว่า Kimmist Eye essential a hydrating daily eye treatment

มาดูหน้าตาของผลิตภัณฑ์กันก่อนดีกว่านะคะ

ตัวผลิตภัณฑ์มาในหลอดสีขาวตัดด้วยสีชมพู ดูคลาสสิคค่ะ

IMG_2192-re

เนื้อในเป็นกึ่งๆครีมกึ่งๆเจลสีโปร่งแสงค่ะ

IMG_2194-re

เกลี่ยค่อนข้างง่าย ให้ความรู้สึกเย็นสบายผิว ทางแบรนด์ไม่ได้ใส่น้ำหอมเลยมีกลิ่นจางๆของส่วนผสมอยู่นิดหน่อย ซึมค่อนข้างไว และให้สัมผัสเหมือนมีฟิล์มบางๆบำรุงอยู่

IMG_2195-re

วัดค่า pH ซักหน่อยนะคะ

IMG_2213-re

ผลิตภัณฑ์มีค่า pH อยู่ที่ 6 ค่ะ ซึ่งใกล้เคียงกับผิวอยู่

ถึงเวลาวิเคราะห์ส่วนผสมแล้วค่ะ

ส่วนผสม:

ส่วนผสม

ในส่วนของอักษรสีเขียวเป็นกลุ่มของสารออกฤทธิ์นะคะ มาดูตัวที่น่าสนใจกันดีกว่าค่ะ

Croton lechleri resin extract มีชื่อในทางการค้าว่า Dragon’s blood มีสรรพคุณเป็น Antioxidant ลดการอักเสบ และช่วยลดริ้วรอย ถ้าเป็นงานวิจัยก็จะมีรายงานการวิจัยสนับสนุนถึงฤทธิ์ Antioxidant (J Ethnopharmacol. 2004;95(2-3):437-45.) ต้านการอักเสบและช่วยสมานแผล (J Altern Complement Med. 2003;9(6):877-96.)

Glycogen เป็นคาร์โบไฮเดรตที่เป็นแหล่งพลังงานให้เซลล์ พบว่าถ้าเซลล์ผิวมีไกลโคเจนมากๆจะทำงานได้ดี ผิวจะชุ่มชื้น และริ้วรอยจะลดลง

Serine เป็นกรดอะมิโนชนิดหนึ่ง นอกจากผลดูดน้ำให้ผิว เป็นองค์ประกอบในการสร้างโปรตีนแล้วสารนี้ยังเป็นสารตั้งต้นให้ผิวเอาไปสร้างไขมัน Ceramide ได้

Hesperidin methyl chalcone เป็นฟลาโวนอยด์ชนิดหนึ่ง มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ลดอักเสบ เพิ่มความแข็งแรงของเส้นเลือดฝอย มีผลเพิ่มการไหลเวียนของเลือด ลดการซึมผ่านของน้ำออกจากหลอดเลือดฝอย (capillary permeability) จึงมีประโยชน์ช่วยลดรอยคล้ำใต้ตาได้ค่อนข้างดี

-สารสกัดพืชอีกหลายๆชนิดให้ผลในด้านของ Antioxidant เป็นไวท์เทนนิ่งโดยลดการสร้างเม็ดสี ลดการอักเสบ ลดการระคายเคือง

โดยรวมจึงให้สรรพคุณในด้านลดและป้องกันริ้วรอย และเรื่องของรอยคล้ำใต้ตา

มาลองดูคะแนนกันดีกว่าค่ะ

1.Actives หรือ สารออกฤทธิ์ ถ้าไม่นับที่บรรยายไว้ในข้างบนแล้ว ก็ยังมีกลุ่มสารเติมน้ำที่เป็น Sodium PCA กับ กรดอะมิโน Serine เข้ามา โดยรวมจึงถือว่าทำมาได้ค่อนข้างครบ และให้ผลที่ตอบโจทย์เรื่องริ้วรอยกับรอยคล้ำได้อยู่ จุดนี้จึงขอให้ 5 ฟลาสก์

2.Base หลักๆน่าจะเป็นชนิด Hydrogel เพราะไม่มีส่วนของน้ำมัน ส่วนเนื้อประกอบด้วยน้ำ Glycerin, Propanediol, Propylene glycol ซึ่งเป็นสารดูดน้ำ แต่ด้วยความที่มี Alcohol แต่ลำดับอยู่หลังๆ จึงอาจจะติดมากับวัตถุดิบสารสกัดพืช การมี Alcohol อาจจะทำให้บางคนที่ไวไม่สบายผิวได้ แต่ส่วนตัวมี่ไม่เป็นอะไรนะคะ จุดนี้จึงขอให้ 4 ฟลาสก์

3.Additives มีแค่สารเพิ่มความหนืดกับสารกันเสีย ซึ่งชนิดที่ใช้เป็นชนิดที่ไม่ได้มีพิษมีภัยอะไรกับผิว ไม่มีส่วนผสมของซิลิโคน น้ำหอม และ Emulsifier/Surfactant จึงไม่มีอะไรให้หักคะแนน จึงเป็น 5 ฟลาสก์

4.คะแนนการใช้งาน เนื่องจากตัวนี้ใช้ง่าย เกลี่ยง่าย ซึมไว ไม่เหนอะหนะ ไม่เยิ้ม ไม่แฉะ ไม่มีน้ำหอม แล้วก็ชุ่มชื้นดี จึงขอให้ 5 ฟลาสก์

คะแนน

สุดท้ายนี้ขอขอบคุณทางแบรนด์ Kimmist ด้วยค่ะที่ส่งผลิตภัณฑ์ดีๆมาให้มี่ได้ทดลองใช้

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติม สามารถติดต่อสอบถามได้ทางเฟสบุคแฟนเพจของแบรนด์ https://www.facebook.com/beautyberryandme

และทางเวปไซต์ http://www.kimmist.com/ ได้เลยค่ะ

ขอบคุณที่ติดตามมาจนจบค่ะ

Disclaimer/Conflict of interest: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากแบรนด์ Kimmist

Review วิเคราะห์ส่วนผสมซีรัมบำรุงผิวก่อนนอนจาก Kimmist Bedtime therapy

Review วิเคราะห์ส่วนผสมซีรัมบำรุงผิวก่อนนอนจาก Kimmist Bedtime therapy

สวัสดีค่ะพี่ๆน้องๆเพื่อนๆชาวจีบันทุกๆท่าน

วันนี้มี่แวะเอาผลิตภัณฑ์ที่มีชื่อว่า Bedtime therapy จากแบรนด์ Kimmist ซึ่งเป็นซีรัมบำรุงผิวสำหรับทาก่อนนอน อารมณ์คล้ายๆ Sleeping mask แต่เป็นเนื้อซีรัม มารีวิวให้ชมกันค่ะค่ะ ใน line นี้ทางแบรนด์ทำมา 2 สูตรค่ะ คือ สูตรปกติ สำหรับผิวธรรมดาและผิวมัน กับ สูตร rich สำหรับคนผิวแห้งนั่นเอง

มาดูรูปของผลิตภัณฑ์กันก่อนดีกว่าค่ะ

IMG_2190-re

ทั้งสองสูตรนี้ส่วนผสมจะคล้ายๆกันนะคะ จะต่างกันที่ส่วนของเนื้อ (vehicle หรือ base) ค่ะ โดยสูตร Rich จะมีความเข้มข้นและชุ่มชื้นกว่าสูตรปกติค่ะ

มาดูสูตรปกติก่อนนะคะ เป็นสูตรสำหรับผิวธรรมดาและผิวมันค่ะ

IMG_2196-re

ในส่วนของเนื้อจะเป็นซีรัมขุ่นๆคล้าย Emulsion ทั่วไปค่ะ แต่เนื้อจะดูใสกว่า ตัวนี้ไม่ใส่น้ำหอมค่ะ เลยมีกลิ่นบางๆของส่วนผสม ดูเป็นธรรมชาติดี

IMG_2197-re

ตอนเกลี่ย จะเกลี่ยค่อนข้างง่าย ซึมได้ไวปานกลางค่ะ

IMG_2198-re

ถ้าเป็นสูตร Rich เนื้อจะดูหนักกว่า ดูมีเนื้อมีน้ำมีนวลขึ้นมานิดหน่อยค่ะ ไม่ได้ใส่น้ำหอมเช่นกัน ก็จะมีกลิ่นบางๆของส่วนผสมเช่นกับสูตรปกติค่ะ

IMG_2199-re

ตัวนี้จะลื่นกว่า เกลี่ยง่ายกว่าสูตรปกตินะคะ แต่ว่าจะให้อารมณ์ชุ่มกว่า เคลือบมากกว่า และซึมผิวช้ากว่าค่ะ

IMG_2200-re

เทียบให้ดูชัดๆค่ะ

texture

มาวัด pH กันนิดหน่อยค่ะ ทั้งสองตัวจะมีค่า pH อยู่ในช่วงประมาณ 5-6 เท่ากันค่ะ

pH

ในด้านของส่วนผสม ทั้งสองตัวจะค่อนข้างคล้ายกันค่ะ

ingredients

เท่าที่เราดูจากองค์ประกอบจะเห็นว่าในสูตร Rich นั้นมีเพิ่ม Jojoba oil เข้ามาค่ะ แต่เนื่องจากสัมผัสค่อนข้างต่างกัน มี่เลยคิดว่าอาจจะมีการปรับสัดส่วนของสารกลุ่ม Base ให้เข้มข้นขึ้นด้วยค่ะ

ส่วนประกอบของเครื่องสำอางเราแบ่งเป็น 3 กลุ่มหลักๆ ได้แก่ Actives เป็นสารออกฤทธิ์ Vehicle หรือ Base เป็นส่วนเนื้อครีม และ Additives เป็นสารอื่นๆค่ะ

สำหรับสารองค์ประกอบกลุ่ม Actives ที่น่าสนใจได้แก่

-Snail secretion filtrate สารที่ได้จากเมือกหอยทาก ในทางเครื่องสำอางผู้ผลิตได้ Claim ไว้หลายๆด้าน เช่น กระตุ้นการสมานแผล ลดรอยแผลเป็น ลดริ้วรอย เพิ่มความชุ่มชื้น ในส่วนของงานวิจัย มีการทดสอบเชิงคลินิกยืนยันอยู่ 2 ชิ้น เกี่ยวกับเรื่องการลดริ้วรอย และการดูแลผิวที่เป็นริ้วรอยก่อนวัยอันควร (เรียกว่า Photoaging) (Cosmetic Dermatology. 2009; 22(5):250 กับ Journal of drugs in dermatology. 2013; 12(4):456.)

Lagerstroemia speciosa leaf extract คือ สารสกัดจากใบของต้น Banaba ซึ่งเป็นพืชดอกชนิดหนึ่ง ในต่างประเทศมีใช้เป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหารอยู่มากมาย มีรายงานว่ามีคุณสมบัติเป็น Antioxidant (Indian J Exp Biol. 2011;49(2):125-31.) และมีคุณสมบัติลดการอักเสบ (Inflammopharmacology. 2008;16(4):182-7.)

-Collagen ช่วยเรื่องความชุ่มชื้น และเคลือบผิวให้สัมผัสเรียบเนียน

-Squalane เป็นอนุพันธ์ของน้ำมัน Squalene ที่สร้างออกมาจากต่อมไขมัน ให้ผลรักษาความชุ่มชื้น และช่วยให้ผิวนุ่ม

-Nelumbo nucifera callus culture extract สารตัวนี้ Claim ว่าเป็น Lotus stem cell ให้คุณสมบัติฟื้นฟู ปรับสภาพผิว ส่งเสริมการทำงานของผิว ช่วยลดริ้วรอย และช่วยให้ผิวขาว (ข้อมูลจากบริษัท Bio FD&C)

ในส่วนของการให้คะแนน ขอให้รวมกันเลยนะคะ

1.Actives จากที่บรรยายไว้ในข้างต้นจะเห็นว่าผลิตภัณฑ์นอกจากเรื่องความชุ่มชื้นแล้วยังมีผลเป็น Antioxidant ช่วยชะลอวัย และมีผลช่วยลดริ้วรอย รวมถึงช่วยเรื่องผิวขาวได้ด้วย จุดนี้จึงขอให้ 5 ฟลาสก์

2.Base ในส่วนของเนื้อครีม ก็ถือว่าทำมาได้ค่อนข้างดีค่ะ มีทั้งส่วนของสารจับน้ำให้ผิว สารเคลือบผิวปกป้องและรักษาความชุ่มชื้น และพวกซิลิโคนที่ให้สัมผัสที่ดีกับผิว แต่มีข้อติอยู่ 2 จุดนะคะ จุดแรกคือ การใช้ Alcohol อาจจะทำให้บางคนรู้สึกไม่สบายผิวได้ แต่จริงๆคือ Alcohol ก็มีข้อดีของมัน คือจะให้สัมผัสบางเบา ช่วยให้ครีมแห้งไวไม่เหนอะหนะ เนื่องจากลำดับอยู่ค่อนข้างท้าย จึงอาจจะติดมากับสารสกัดก็ได้ ส่วนตัวมี่ใช้อันนี้ก็ไม่ได้รู้สึกไม่สบายผิวเหมือนกับโทนเนอร์ที่มีแอลกอฮอล์บางยี่ห้อนะ และอีกจุดก็จะเป็น Isopropyl myristate ที่อาจจะอุดตันได้ในบางคนค่ะ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นการอุดตันนี่เราคาดเดาไม่ได้ และก็มีหลายๆปัจจัยที่เกี่ยวข้อง คือ เรื่องของความเข้มข้นสารที่ใส่มาด้วย ถ้าใส่มาน้อยๆ โอกาสอุดตันก็มีน้อยกว่า จุดนี้ขอให้ 3 ฟลาสก์ไว้ก่อนนะคะตามภาพรวมของส่วนผสมค่ะ

3.Additives ส่วนผสมชุดนี้ ไม่ได้มีพิษมีภัยอะไร ไม่ได้มีน้ำหอม ไม่ได้มีพวก Emulsifier ที่รุนแรงเกินไปจนไม่เป็นมิตรกับผิว แต่มีข้อติอยู่นิดหน่อยตรงเรื่องการใช้ Paraben ที่อาจจะทำให้บางคนแพ้ และอาจจะมีผลไปรบกวนระบบฮอร์โมนได้ค่ะ จุดนี้จึงขอให้ 4 ฟลาสก์

4.การใช้งาน ส่วนตัวมี่ลองทั้งสองสูตรแล้ว คิดว่า ชุ่มชื้นดี และเคลือบผิวได้ดี ช่วยให้ผิวนุ่มฟูขึ้นด้วยค่ะ แต่ในส่วนของริ้วรอยกับเรื่องผิวขาวนั้นอาจจะยังไม่ค่อยชัด คงเพราะเริ่มใช้ด้วยค่ะ แต่ภาพรวมคือชอบ แม้จะไม่มีน้ำหอม แต่ก็ไม่ได้เหม็นกลิ่นส่วนผสมเหมือนบางแบรนด์ จุดนี้ก็ขอให้ 5 ฟลาสก์

point

สุดท้ายนี้ขอขอบคุณทางแบรนด์ Kimmist ด้วยค่ะที่ส่งผลิตภัณฑ์ดีๆมาให้มี่ได้ทดลองใช้

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติม สามารถติดต่อสอบถามได้ทางเฟสบุคแฟนเพจของแบรนด์ https://www.facebook.com/beautyberryandme

และทางเวปไซต์ http://www.kimmist.com/   ได้เลยค่ะ

ขอบคุณที่ติดตามมาจนจบค่ะ

Disclaimer/Conflict of interest: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากแบรนด์ Kimmist

Review: Cielo double protection sunscreen and moisturizer

Review: Cielo double protection sunscreen and moisturizer

วันนี้นอกจากรีวิวกันแดดสำหรับทาตัวจากแบรนด์ Cielo แล้ว มี่ยังเอาสาระเรื่องกันแดดมาฝากด้วยค่ะ

พูดถึงกันแดดหลายๆคนคงคิดว่าทาแต่หน้าก็เพียงพอ จริงๆผิวตัวเราก็สำคัญนะคะ โดยเฉพาะคนที่ใส่ขาสั้น หรือแขนสั้น ควรทากันแดดเสมอเลย เพื่อลดอันตรายที่อาจเกิดจากรังสี UV ผลมันไม่ได้เห็นทันทีหรอกค่ะ แต่มันเป็นผลระยะยาว

ถ้าพูดถึงอันตรายจากรังสี UV ในรังสี UV เราแบ่งออกเป็น 3 ช่วงค่ะ คือ UVA UVB และ UVC ซึ่ง UVC จะโดนชั้นโอโซนกรองไว้ ก็ไม่แน่ว่ามันจะส่องลงมาถึงพื้นโลกหรือยังนะ เจ้า UVA นี่เกี่ยวข้องกับริ้วรอย ส่วน UVB นี่เกี่ยวข้องกับไหม้แดด และความดำค่ะ และรังสี UVB และ UVA ก็สามารถก่อมะเร็งได้ทั้งคู่ค่ะ

สำหรับ UVB เรามีค่า SPF เป็นตัวบอกประสิทธิภาพในการป้องกัน UVB ค่ะ ส่วน UVA เราใช้ค่า UVAPF หรือ PA ค่ะ (ในประเทศทางยุโรปจะใช้ค่า PPD เข้ามาด้วยอีกตัวค่ะ)

ในการบอกว่าผลิตภัณฑ์มี SPF เท่าไหร่ PA เท่าไหร่ นี่เค้าไม่ได้มโนขึ้นมานะคะ ต้องไปทดสอบก่อนค่ะ โดยอาจจะทดสอบในระดับหลอดทดลอง หรือระดับใช้สิ่งมีชีวิตเลยก็ได้ค่ะ

มาดูเรื่องสารกันแดดกันดีกว่าค่ะ

พูดถึงกันแดดสารกันแดดในเครื่องสำอางเราแบ่งเป็น 2 กลุ่มหลักๆ คือ กันแดดชนิดกายภาพ หรือ Physical กับกันแดดชนิดเคมี หรือ Chemical ค่ะ

1. Physical sunscreen เป็นสารกันแดดที่ออกฤทธิ์โดยไปสะท้อน หรือกระเจิง รังสี UV ที่มาตกกระทบผิว สารประเภทนี้จะสะท้อนรังสี UV ได้ทุกความยาวคลื่น แบบไม่จำเพาะเจาะจง และมีความเฉื่อย มีความคงตัวสูงมาก ถ้าไม่ไปล้างหรือเช็ดออก มันก็จะอยู่อย่างนั้นทั้งวัน

2. Chemical sunscreen เป็นสารกันแดดที่ออกฤทธิ์ผ่านการดูดซับรังสี UV แล้วเกิดการเปลี่ยนแปลงของอิเลกตรอนในโมเลกุล มีการเปลี่ยนแปลงทางเคมีเกิดขึ้น จึงไม่ค่อยคงตัวเท่าไหร่ค่ะ ต่อให้แม้จะ Stable หรือเสถียรแค่ไหน สุดท้ายมันก็จะเสื่อม ต้องมาทาซ้ำๆอีก

แต่ไม่มีอะไรในโลกนี้กันรังสีได้ 100% นะคะ เราจึงต้องมีสารเสริมที่คอยหักล้างผลเสียจาก UV ที่เล็ดรอดเข้ามาในผิวได้ พวกนี้มักจะเป็นพวก Antioxidant หรือ พวกที่ลดการอักเสบได้ค่ะ

ดังนั้นในส่วนตัวของมี่ กันแดดที่มี่โหวตจะเป็นกันแดดที่ใช้ส่วนผสมของกันแดดแบบกายภาพ และ มีพวก Antioxidant ที่คอยต้านรังสี UV ที่เล็ดรอดเข้าไปในผิวได้

เอาหละ จบสาระ มาดูรีวิวผลิตภัณฑ์ดีกว่าค่ะ

กันแดดตัวนี้มาในหลอดสีเขียวอมฟ้า มีค่า SPF 50 PA+++ ค่ะบีบง่าย พกสะดวกค่ะ

IMG_2067-re

ตัวโลชั่นสีขาวเนื้อบางเบา กลิ่นหอมอ่อนๆ เกลี่ยง่าย ซึมไว ไม่วอกให้เห็นชัดเจนค่ะ

IMG_2068-re

IMG_2069-re

มาวัด pH กันซักหน่อยเนาะ

IMG_2130-re

คือเจ้า Titanium dioxide มันเคลือบไว้ซะแหม่อ่านไม่ค่อยชัด แต่เดาว่าน่าจะราวๆ 5-6 ค่ะ

ถึงเวลาของการดูส่วนผสมแล้วค่ะ

ingredients

จากส่วนผสมจะเห็นว่าเนื้อหลักเป็น Emulsion มีทั้งส่วนของน้ำ น้ำมัน และก็ Silicone เป็นองค์ประกอบ สารที่ใช้ส่วนใหญ่ก็ไม่ได้มีปัญหาอะไรให้ผิวนะคะ ในส่วนของ Alcohol ถึงแม้ว่าจะทำให้ผิวแห้งและอาจจะระคายเคืองได้ก็จริง แต่ส่วนมากไม่ค่อยมีปัญหาเท่าไหร่ เพราะใช้กับผิวตัวที่ค่อนข้างจะแข็งแรงกว่าผิวหน้าค่ะ

ในส่วนของสารที่เป็นตัวกันแดดก็จะมี Titanium dioxide กับ Octyl methoxycinnamate โดยตัว Titanium dioxide เป็นกันแดดกายภาพค่ะ และ Octyl methoxycinnamate หรือ OMC เป็นกันแดดเคมี ที่เน้นกรองรังสี UVB แต่เนื่องจากมีกันแดดกายภาพแล้วเราก็ถือว่ามันครอบคลุมและค่อนข้างคงตัวค่ะ ถ้าไม่ไปเช็ดไปล้างมันก็จะอยู่ตรงนั้นของมันไปเรื่อยๆ

ในโลกนี้ไม่มีกันแดดอันไหนที่กันได้ 100% นะคะ ดังนั้นในผลิตภัณฑ์จึงควรมีอะไรซักอย่างที่มาต้านรังสี UV ที่หลุดรอดไปได้ ในที่นี้ก็คือ

-สารสกัดจากบัวบก (Centella asiatica extract) บัวบกเป็นพืชที่มีรายงานไว้ค่อนข้างเยอะมาก หลักๆก็จะเป็นเรื่องของริ้วรอย กับ Antioxidant และมีงานหนึ่งที่น่าสนใจคือ สารสกัดจากบัวบกสามารถปกป้องผิวไม่ให้ถูกทำลายโดยรังสี UV (Int J Mol Med. 2012; 30(5):1194-202.)

-Bacillus/soybean/folic acid ferment extract มีชื่อทางการค้าว่า B9-Vitapol ผู้ผลิตวัตถุดิบ Claim ว่าสารที่ได้จากการหมักเป็นอนุพันธ์ของ Folic acid ที่มีความคงตัวสูง ให้ผลเป็นตัวลดริ้วรอย ปกป้องความเสียหายจากรังสี UV แก้แพ้ ลดอักเสบ และเพิ่มความชุ่มชิ้น (Damy Chemical Co Ltd.)

-สารสกัดจากว่านหางจรเข้ ช่วยลดการอักเสบและระคายเคือง และเพิ่มความชุ่มชื้น

และยังมีสารบำรุงอื่นๆ ได้แก่

-Niacinamide เป็นรูปแบบหนึ่งของวิตามินบี 3 มีรายงานว่า สารตัวนี้สามารถเป็น Whitening ช่วยปรับสภาพสีผิวให้สม่ำเสมอ โดยไปรบกวนการส่งผ่านของเมลานินที่สร้างเสร็จแล้ว ลดการอักเสบในผิว เพิ่มการไหลเวียนเลือด ช่วยเพิ่มความแข็งแรงให้ผิวโดยไปกระตุ้นการสร้าง Ceramides กรดไขมัน และไขมันชนิดต่างๆในหนังกำพร้า (Int J Cosmet Sci 2005; 27:255–261)

-Sodium hyaluronate มีบทบาทเกี่ยวกับความชุ่มชื้นและยืดหยุ่นของผิว

โดยรวมจึงถือว่าเป็นกันแดดที่นอกจากกันแดดแล้วยังให้ผลเรื่องชุ่มชื้น กับริ้วรอยได้อีก

ถึงเวลาให้คะแนน

1.สารกันแดด เนื่องจากเป็นส่วนผสมของกันแดดแบบ Physical กับ Chemical จึงถือว่าปกป้องจากแสงแดดได้โอเคในระดับหนึ่ง อย่าลืมว่าไม่มีอะไรในโลกนี้กันแดดได้ 100% เราจึงต้องการพวก Antioxidant ดีๆมาเสริมอีกเพื่อลดทอนผลเสียจากรังสีที่หลุดรอดเข้าไปในผิว จุดนี้ให้ 5 ฟลาสก์ค่ะ

2.สารบำรุงอื่นๆ จากที่บรรยายไปในข้างบนจะเห็นได้เลยว่านอกจากกันแดดแล้วก็ยังให้ผลเรื่องชุ่มชื้น ลด/ป้องกันระคายเคือง และให้ผลเรื่องริ้วรอยได้ แถมยังมี Antioxidant จากบัวบก จุดนี้ขอให้ 5 ฟลาสก์

3.สารองค์ประกอบอื่นๆ สารที่ใช้ค่อนข้างเป็นมิตร ไม่ได้อุดตัน หรือระคายเคืองอะไร แต่ในส่วนผสมมี Alcohol แต่เนื่องจากเป็นผลิตภัณฑ์สำหรับทาตัวการมี Alcohol ก็ไม่น่าจะมีผลเสียอะไร แต่ในบางคนที่ไวจริงๆก็อาจจะเคืองได้อยู่ จึงต้องทดสอบ จุดนี้ขอให้ 4 ฟลาสก์

4.คะแนนการใช้งาน ตัวนี้เกลี่ยง่ายให้สัมผัสค่อนข้างนุ่มลื่น แห้งไว ซึมไว กลิ่นหอมอ่อนๆ โดยรวมถือว่าโอเคค่ะ ส่วนสำหรับมี่ มี่คิดว่ามันหนักไปนิดหน่อยนะคะถ้าจะลงทั้งตัวเลย แต่ก็แล้วแต่คนชอบเนอะ ถ้าคนผิวแห้งๆ น่าจะชอบอยู่ค่ะจุดนี้เลยขอให้ 4 ฟลาสก์

point

สุดท้ายนี้อยากขอบคุณทางแบรนด์ Cielo ด้วยค่ะ ที่ส่งผลิตภัณฑ์ดีๆมาให้มี่ได้ทดลองใช้

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ทางเฟสบุคของแบรนด์เลยนะคะ

https://facebook.com/CieloBeautyThailand

ขอบคุณที่ติดตามอ่านมาจนจบค่ะ พบกันใหม่โอกาสถัดไป สวัสดีค่ะ

Disclaimer/Conflict of interest: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากแบรนด์ Cielo

[Beauty Talks] อายุของเครื่องสำอาง Shelf-life และ Life span

[Beauty Talks] อายุของเครื่องสำอาง Shelf-life และ Life span

เรียกได้ว่าเป็นคำถามที่หนาหูมากเกี่ยวกับอายุเครื่องสำอาง ว่าควรหมดอายุเมื่อไหร่ วันนี้มีคำตอบมาฝากค่ะ

เป็นเรื่อง Shelf-life และ Life span ของเครื่องสำอาง

สองคำนี้เป็นคำที่บอกอายุของเครื่องสำอางเหมือนกันค่ะ แต่ต่างกันเล็กน้อย ลองดูแผนภาพด้านล่างนี้นะคะ

shelf-life and life span

Shelf-life นี่จะหมายถึง วันที่สินค้ายังอยู่ในสภาพดี สามารถวางจำหน่ายได้ และเมื่อใกล้ถึงวันหมดอายุ สินค้าพวกนี้จะต้องถูกเอาลงจากชั้นทันที ห้ามขายต่อ เพราะใกล้หมดอายุแล้ว ค่า Shelf-life นี้บริษัทจะเป็นผู้กำหนดค่ะ และคนที่ทราบก็จะมีแค่ผู้ผลิตค่ะ ว่าจะเก็บของลงจากชั้นเมื่อไหร่ ในเมืองนอก เขาจะเอาไปทำลายทิ้ง (มั้ง) แต่ในบ้านเรา เขาจะเอาไปทำอะไร มี่คิดว่าทุกๆคนคงรู้ค่ะ

ส่วน Life-span นี่เหมือนอายุขัยของสินค้าค่ะ นับตั้งแต่วันผลิตไปจนถึงวันหมดอายุ โดยทั่วไปก็คือ 2 ปี เว้นแต่ผู้ผลิตจะกำหนดเป็นอย่างอื่น

ทีนี้วันดีคืนดีถ้าเราไปแกะใช้ สินค้าพวกนี้ก็จะมีอายุสั้นลงเรื่อยๆ ถึงแม้ว่าจะแค่แกะมาดมเฉยๆก็ตาม อายุก็จะเริ่มนับถอยหลัง ดูได้จาก สัญลักษณ์รูปกระปุกเปิดฝา (Open jar symbol) เลยค่ะ

open-jar-symbol
ถ้าไม่มีหรือทำกล่องหายไปให้ยึดหลักนี้เนาะ
life span-2Solution แบบน้ำใส และ Emulsion แบบน้ำนมหรือครีม ที่ไม่สัมผัสสิ่งแวดล้อม มีอายุ 12 เดือน นับจากเปิดใช้

*เช่น ขวดปั้ม ขวดกด ฯลฯ

Solution แบบน้ำใส และ Emulsion แบบน้ำนมหรือครีม ที่สัมผัสสิ่งแวดล้อม มีอายุ 6 เดือน นับจากเปิดใช้

*เช่น จุกรู แบบเทฝากว้าง แบบมีหลอดหยด กระปุก ฯลฯ

พวกที่เป็นผง 1 – 3 ปี

แต่งตา ไม่ควรเก็บเกิน 6 เดือน

IMG_0898-re

แซมเปิล ซองๆ ควรใช้ให้หมดใน 1 วัน เว้นแต่มีฝาปิด ได้ประมาณ 1 – 3 เดือน

[Review] Wishu Pitera White booster mask

[Review] Wishu Pitera White booster mask

วันนี้มี่แวะเอา Sleeping mask จากแบรนด์ Wishu มารีวิวให้ชมกันค่ะ

มีชื่อเต็มๆว่า Wishu Pitera White booster mask นะคะ

มาในกล่องสีขาวตัดกับชมพู เรียบง่ายแต่ดูหรูหราสะอาดตา

IMG_2076-re

หลอดข้างในเป็นหลอดสีขาวมุก ฝาสีทองค่ะ

IMG_2077-re

เนื้อผลิตภัณฑ์เป็นครีมสีขาวอมฟ้านิดๆ มองดูคล้าย Silicone emulsion มีกลิ่นหอมอ่อนๆหวานๆเย็นๆ

IMG_2078-re

ตอนเกลี่ยจะเกลี่ยได้ง่าย ให้ความรู้สึกเย็นผิวและผ่อนคลายดีค่ะ

IMG_2079-re

มาลองวัดค่า pH ดูบ้างนะคะ

IMG_2129-re

pH น่าจะอยู่ที่ระหว่าง 5-6 ค่ะ ซึ่งก็ใกล้เคียงกับผิวดีค่ะ

มาดูเรื่องของส่วนผสมและการ Claim ดูบ้างนะคะ

ตัวผลิตภัณฑ์ Claim เรื่อง ผิวขาว ซ่อมแซมฟื้นฟูผิว และก็เรื่องสิวอักเสบค่ะ

สำหรับส่วนผสมสำคัญมีดังนี้ค่ะ

สผส

จากส่วนผสมชุดนี้เราแบ่งเป็น 3 กลุ่มหลักๆนะคะ คือ กลุ่มผิวขาว กลุ่มชุ่มชื้นและผิวแข็งแรง และ ตัว น้ำหมักยีสต์ค่ะ

1.กลุ่มผิวขาว ได้แก่

-Brassica flower extract น่าจะหมายถึง สารสกัดจาก Brassica napus หรือ สารสกัดจาก Rapeseed ในฐานข้อมูลงานวิจัยกล่าวถึงเพียงส่วนประกอบว่าประกอบด้วยโปรตีน และในส่วนเกสรของดอกประกอบด้วย Ceramide และ Cerebroside ส่วนข้อมูลจากผู้จำหน่ายวัตถุดิบระบุว่า ยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ไทโรซิเนส ลดการสร้างเมลานิน ทำให้ผิวขาวขึ้น ช่วยให้สีผิวสม่ำเสมอ

-Dictyopteris membranacea extract สารสกัดจากสาหร่ายสีน้ำตาลชนิดหนึ่ง มีข้อมูลอยู่สองด้านหลักๆ มีรายงานการวิจัยระบุว่าในสาหร่ายมีสารกลุ่ม Polysaccharide ซึ่งมีฤทธิ์ฆ่าเชื้อจุลินทรีย์ได้ (Carbohydr Polym. 2014;113:62-6.) สารกลุ่มนี้ยังช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิวได้ รายงานอีกฉบับกล่าวว่าประกอบด้วยไขมันจำเป็นหลายๆชนิด เช่น Glycolipids, Phospholipids, Betainelipids (Plant Cell Physiol. 1997;38(9): 1046-1052) ส่วนในทางวัตถุดิบเครื่องสำอางมีวัตถุดิบที่สกัดด้วยน้ำมัน ผู้ผลิต Claim ว่าให้ผลกระตุ้นการสังเคราะห์ไขมันในผิว ทำให้ผิวดูอวบอิ่มและนิ่มนวลขึ้น (Dictyopteris oil, Codif Inc.) อีกชนิดสกัดด้วยตัวทำละลายอื่น ผู้ผลิต Claim ว่ามีผลยับยั้งการสร้างเมลานินในผิว จึงให้ผลด้านผิวขาว (3M3 Whiteris, Codif Inc.) จุดนี้เรายังไม่รู้ว่าเค้าใช้สารตัวไหน เลยยังฟันธงให้ไม่ได้

-Alpha-arbutin มีผลลดการสร้างเม็ดสีผิว ช่วยให้ผิวขาว

-Glutathione เป็นสารกลุ่ม Tripeptide เนื่องจากยังมีขนาดเล็กจึงสามารถซึมผ่านผิวได้ ให้ผลเป็น Antioxidant, Detox และลดการสร้างเม็ดสีผิว

-Vitamin C มีบทบาท 3 ด้าน คือ เป็น Antioxidant, เป็นองค์ประกอบในการสร้างคอลลาเจน และลดการสร้างเม็ดสีผิวได้

-Vitamin B3 มีบทบาท 3 ด้านหลักๆ คือ ลดการส่งผ่านเมลานินที่สร้างเสร็จแล้วไม่ให้ออกไปข้างนอก เสริมฤทธิ์กับพวกลดการสร้างเม็ดสี จึงช่วยให้ผิวขาวได้ไวขึ้น ด้านที่สองคือลดการอักเสบ และช่วยเรื่องสิว ส่วนด้านที่สามคือ กระตุ้นการสร้าง Ceramide ในผิวช่วยให้ผิวแข็งแรง

2.กลุ่มชุ่มชื้นและผิวแข็งแรง ได้แก่

-Beta-glucan เป็นสารกลุ่มคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อนที่ช่วยเรื่องผิวชุ่มชื้น และเสริมภูมิคุ้มกันให้กับผิว

-Provitamin B5 คือ Panthenol มีคุณสมบัติเป็นสารเพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่ผิว โดยตัวมันเองสามารถซึมเข้าสู่ผิวและดูดน้ำเข้ามาเก็บไว้กับตัวเอง นอกจากนี้ยังมีคุณสมบัติอื่นๆ เช่น ลดการอักเสบ เพิ่มการแบ่งตัวของเซลล์ผิว ช่วยเรื่องการสมานแผล และลดริ้วรอย ซึ่งคุณสมบัติในการเป็น Moisturizer ของ Panthenol มีรายงานตีพิมพ์รองรับ คือ สามารถช่วยเพิ่มความสมบูรณ์ของผิวหนัง ช่วยลดการระเหยของน้ำออกจากผิว รักษาความชุ่มชื้นให้ผิวได้ (J Cosmet Sci. 2011; 62(4):361-70.)

3.น้ำหมักจากยีสต์ หรือ Saccaromyces ferment filtrate สารที่ได้จากการหมักยีสต์ อุดมด้วยแร่ธาตุ กรดอะมิโน วิตามินและสาร Beta-glucan ซึ่งมีคุณสมบัติเรื่องความชุ่มชื้นและเพิ่มภูมิคุ้มกันให้กับผิว โดยรวมสารนี้ให้ผลเรื่องความชุ่มชื้น และช่วยลดริ้วรอย

จากส่วนผสมนี้จะเห็นได้ว่าโดยรวมคือ ช่วยเรื่องไวท์เทนนิ่ง ชุ่มชื้น ริ้วรอย ซ่อมแซม Barrier ผิวให้แข็งแรง และช่วยเรื่องสิวได้ ถือว่าตรงตาม Claim อยู่ค่ะ

ถึงเวลาให้คะแนน

1.ส่วนผสม จากที่ได้บรรยายไปเมื่อครู่ จะเห็นได้ว่าค่อนข้างครบถ้วน จุดนี้เลยขอให้ 5 ฟลาสก์

2.การใช้งาน เนื้อครีมค่อนข้างสวย เกลี่ยง่าย หอมอ่อนๆ แต่มี่ว่ามันดูเคลือบผิวหนักไปนิดหน่อยนะคะ แต่ถ้าบางคนที่ชอบ Pack เนื้อหนักๆนี่คงฟินอยู่ค่ะ ตอนตื่นเช้ามาหน้าตาดูอวบอิ่ม และชุ่มน้ำขึ้น ใช้มา 1 สัปดาห์ ก็ถือว่าพอใจอยู่ค่ะ จุดนี้เลยขอให้ 4 ฟลาสก์

point

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถสอบถามได้ที่แฟนเพจของแบรนด์บนเฟสบุคได้เลยค่ะ

https://www.facebook.com/wishucosmetics ได้เลยนะคะ

Diclaimer/Conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากแบรนด์ Wishu

ขอบคุณที่ติดตามอ่านมาจนจบค่ะ พบกันใหม่โอกาสถัดไป สวัสดีค่ะ

[Beauty Talks] วิธีใช้ Mist ที่ถูกต้อง

[Beauty Talks] วิธีใช้ Mist ที่ถูกต้อง

วันนี้มาพูดกันเรื่อง Mist ดีกว่าค่ะ

ถ้าแบ่งผลิตภัณฑ์กลุ่ม Mist บำรุงผิวในท้องตลาด สามารถแบ่งได้เป็น 2 แบบง่ายๆ คือ Mist ที่เป็นสเปรย์น้ำแร่เพียวๆ กับ Mist ที่เป็นน้ำผสมสารสกัดพืช หรือน้ำจากพืช ซึ่งสรรพคุณของ Mist แต่ละแบบก็แตกต่างกันไป (ไม่นับ Mist ที่เป็น Makeup fixing mist นะคะ)

เราใช้ Mist เพื่อเติมน้ำให้ผิว คืนความสดชื่น และให้ความรู้สึกผ่อนคลาย

แต่หารู้ไม่ว่า การใช้ Mist แบบผิดวิธีนั้นยิ่งทำให้หน้าแห้งขึ้นไปอีก นั่นเพราะว่า เวลาเราฉีด Mist เข้าไปให้ผิว จะมีของเหลวบางส่วนที่ไม่ได้ซึมเข้าไป เมื่อมันระเหยออกไปมันจะดึงน้ำในผิวออกไปกับตัวมันด้วย ทำให้ผิวแห้งมากกว่าเดิม

ลองดูรูปนี้นะคะ

mist copyright

จะเห็นว่าตอนแรก สมมติว่าในผิวมีน้ำอยู่ 5 หยด พอเราฉีด MIst เข้าไป ปริมาณน้ำในผิวก็เพิ่มขึ้นเป็น 7 หยด แต่พอถึงเวลาที่ Mist ส่วนเกินระเหยออก มันก็จะดึงน้ำในผิวออกไปกับตัวมันด้วย สุดท้ายผิวก็เลยเหลืิอแค่ 3 หยด

ปฏิกิริยานี้จะยิ่งเกิดได้มากและง่ายขึ้นถ้าในส่วนผสมของ Mist นั้นมี Alcohol

Alcohol เป็นสารที่ระเหยง่าย และเวลาระเหยจะดึงน้ำออกไปด้วยเสมอค่ะ

ดังนั้นวิธีใช้ Mist ที่ถูกต้องคือ หลังจากฉีด Mist ให้ทั่วหน้าแล้วก็ให้เอากระดาษเช็ดหน้ามาซับหน้าเบาๆ เพื่อลดการระเหยของน้ำส่วนเกินนั่นเอง

วิธีนี้ยังช่วยให้เมคอัพบนหน้าสดขึ้น และหน้ามันลดลงด้วย ลองเอาไปทำดูนะคะ

[Full Review] Amira 97% organic argan plus c+

[Full Review] Amira 97% organic argan plus c+

วันนี้มี่แวะเอารีวิวน้ำมัน Argan oil บำรุงผิวมาให้ชมกันค่ะ

เรียกได้ว่าช่วงนี้กระแสการใช้น้ำมันเพื่อบำรุงผิวนี่กำลังมาเลย สังเกตได้จากหลายๆแบรนด์ เริ่มกลับมาใช้น้ำมัน และออกเครื่องสำอางในไลน์ที่เป็นน้ำมันออกมามากขึ้น

เพราะอะไร ทำไมเราถึงต้องใช้น้ำมัน และคนผิวมันใช้น้ำมันอีกจะไม่อุดตัน ไม่มันเยิ้มไปกว่าเดิมอีกหรือ วันนี้มีคำตอบให้ค่ะ

ถ้าพูดถึงน้ำมัน ต้องบอกเลยว่า ผิวเรามีน้ำมันในชั้นผิว กับ น้ำมันที่ต่อมไขมันสร้างออกมา นั้นจะเคลือบอยู่นอกผิว เราเรียกว่า Sebum ค่ะ จะเป็นคนละตัวกัน และองค์ประกอบทางเคมีของไขมันในชั้นผิว กับ Sebum ก็จะต่างกัน

ขอพูดถึงในผิวก่อนนะคะ ปกติในผิวของเรานี่จะมีทั้งส่วนของน้ำและไขมัน ส่วนของไขมันก็จะเรียงตัวกันเป็นโครงสร้างผลึกสองชั้น ทำหน้าที่เป็น Barrier ให้ผิว ช่วยให้ผิวแข็งแรงค่ะ ส่วนประกอบของไขมันในชั้นผิวนี้จะมี Ceramide, Cholesterol และก็กรดไขมันค่ะ โดยกรดไขมันที่สำคัญที่สุดที่จะช่วยให้ Barrier ผิวแข็งแรงก็คือ Linoleic acid ค่ะ

Linoleic acid เป็นกรดไขมันจำเป็นที่ร่างกายสร้างขึ้นไม่ได้ ต้องได้รับจากอาหารเท่านั้น แต่ว่าถ้าเรากิน เพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่จะไปถึงผิว การทาลงไปในผิวโดยตรงเลย จะให้ผลดีและไวกว่าค่ะ

มีน้ำมันพืชหลายๆชนิดที่มี Linoleic acid เป็นองค์ประกอบอยู่เยอะ หนึ่งในนั้นก็คือ Argan oil ค่ะ เจ้าArgan oil นี่เป็นที่กล่าวขวัญกันมาก เพราะต้น Argan นี้ขึ้นในประเทศ Morocco ที่แห้งแล้ง แต่ตัวมันกลับเจริญเติบโตสมบูรณ์ ออกดอกออกผลได้ ชาวบ้านเห็นก็เลยเอามาบำรุงผิวกันมาตั้งแต่สมัยโบราณ แล้วก็เหมือนจะให้ผลดีด้วยหล่ะ พอกระแสเริ่มมา Argan oil จากชาวบ้านใน Morocco ก็ขายดิบขายดีกันเป็นเทน้ำเทท่าใหญ่เลย

Argan oil ที่มี่หยิบมารีวิววันนี้เป็น 97% organic argan plus c+ จากแบรนด์ Amira ที่ใช้วัตถุดิบน้ำมันจากพื้นป่าอาร์แกนที่ขึ้นเองตามธรรมชาติในประเทศ Morocco ที่องค์การยูเนสโกยกให้เป็นพื้นป่ามรดกโลก ไม่ใช้ยาและปุ๋ยเคมี สกัดแบบเย็นค่ะ (สกัดแบบเย็นคือ หรือ Cold-pressed คือการบีบเอาน้ำมันออกมาโดยไม่ใช้ความร้อน ทำให้สารมีประโยชน์ต่างๆไม่สลายตัวไปค่ะ) เดิมทีทางแบรนด์มี 100% pure&organic argan oilอยู่ค่ะ อันนี้เหมือนเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ ที่ ผสมวิตามินซี กับ Cymen-5-ol ลงมาอีกด้วย เพื่อให้คุณสมบัติเรื่อง Antioxidant และ Anti-acne ค่ะ มาดูโฉมหน้าของผลิตภัณฑ์วันนี้กันดีกว่าค่ะ

ตัวน้ำมันมาในขวดแก้วสีชา มีฝาปั๊ม บรรจุ 30 ml ค่ะ

IMG_0899-re

เนื้อเป็นน้ำมันหนืดเล็กน้อย สีอมเหลืองนิดๆ กลิ่นคล้ายๆเมล็ดทานตะวันอบ เกลี่ยค่อนข้างง่ายค่ะ แค่จะพยายามให้มันเป็นหยดสวยๆบนมือ ยังยากเลย

IMG_0900-re

ตอนแรกหลังเกลี่ยก็จะมันหน่อยๆนะคะ แต่พอทิ้งไว้ซัก 10 นาที ก็จะซึมจนหมด และก็หายมันค่ะ

เปิดแฟลชให้ดูความวาวค่ะ

afterfeel

ส่วนตัวมี่เคยใช้น้ำมันมาหลายยี่ห้อนะคะ ตัวนึงที่เป็นลูกรักเลยก็คือของแบรนด์ N (ขออนุญาต เซนเซอร์แบรนด์นะคะ เพราะจะเอามาเทียบกันกับอันนี้ มี่ว่าถ้าใครเคยอ่านกระทู้เก่าๆของมี่ น่าจะเคยเห็นอยู่ค่ะ ว่าคืออันไหน)

ของแบรนด์ Amira นี่เค้าจะเนื้อข้นกว่า แต่ว่าเกลี่ยได้ง่ายกว่า และให้สัมผัสที่ดีกว่าแบรนด์ N ที่มี่เคยใช้ค่ะ

IMG_1882-re

ให้ดูสีสันของน้ำมันค่ะ

IMG_1883-re

สีของแบรนด์ Amira จะออกเหลืองกว่านิดนึงค่ะ

ก่อนไปดูส่วนผสมอยากแชร์วิธีใช้ออยล์แบบฟินๆให้ คือ เอาโลชั่นที่ใช้อยู่ ผสมกันกับออยล์ในอัตราส่วน 2:1 แล้วใช้นิ้วเกลี่ยให้เข้ากัน ก่อนเอาไปลงหน้าค่ะ แนะนำให้ทำบนหลังมือนะคะ (ไม่มีเหตุผลเป็นพิเศษ แต่รู้สึกว่าทำบนหลังมือ แล้วมันเข้ากันได้ดีกว่าค่ะ)

application

ถึงเวลาวิเคราะห์ส่วนผสมแล้วค่ะ

ส่วนผสม:
Organic Argan Oil (97%), Ascorbyl Tetraisopalmitate, o-Cymen-5-ol

ส่วนผสมค่อนข้างเรียบง่ายนะคะ ด้วยความเรียบง่ายนี้ก็เลยทำให้โอกาสเกิดการแพ้/ระคายเคืองน้อยลงไปด้วย

มาดูส่วนผสมทีละตัวดีกว่าค่ะ

1. Argan oil เป็นน้ำมันที่ได้จากเมล็ดของต้น Argan ในทาง Aromatherapy ระบุว่าน้ำมันนวดตัวที่ใช้ หรือมีส่วนผสมของ Argan oil มีคุณสมบัติในการลดริ้วรอย เพิ่มความชุ่มชื้น ความยืดหยุ่น ลดรอยแตกลาย มีงานวิจัยอยู่หลายฉบับที่ทดสอบประสิทธิภาพของ Argan oil ยกตัวอย่างเช่น การทดสอบประสิทธิภาพของ Argan oil แบบทา ในสตรีวัยทองจำนวน 60 คน เป็นเวลา 60 วัน พบว่าค่า TEWL (การระเหยของน้ำออกจากผิว) ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ค่านี้สื่อว่า Barrier ผิวมีความแข็งแรงมากขึ้น และพบว่าระดับน้ำในผิวชั้นนอก หรือ Epidermis มีค่าสูงขึ้น (Prz Menopauzalny. 2014;13(5):280-8.) อีกชิ้นหนึ่งทดสอบในสตรีวัยทอง จำนวน 30 คน เป็นเวลา 60 วัน พบว่าผิวหนังมีความยืดหยุ่นเพิ่มขึ้น (Clin Interv Aging. 2015;10:339-49.)

2. Ascorbyl tetraisopalmitate เป็นอนุพันธ์ของวิตามินซี ที่ละลายได้ในน้ำมัน ปกติวิตามินซีมีบทบาทเรื่อง Antioxidant ช่วยชะลอวัย เป็นองค์ประกอบในการสังเคราะห์คอลลาเจน ช่วยลดริ้วรอย และขัดขวางการสร้างเม็ดสีผิว จึงช่วยให้ผิวขาวขึ้น

3. o-Cymen-5-ol ตัวนี้เป็นสารกลุ่ม Terpenes พบในน้ำมันหอมระเหยจากพืชหลายๆชนิด มีรายงานการวิจัยสนับสนุนถึงคุณสมบัติระงับเชื้อราและแบคทีเรียบางชนิด (Int Dent J. 2011;61 Suppl 3:33-40.)

ถ้าพูดถึงเรื่องสิว หลายๆคนอาจจะคิดว่า เป็นน้ำมัน จะดูแลสิวได้ยังไง เราคุยกันแบบวิทย์ๆเลยค่ะ มีงานวิจัยค้นพบว่าการทา Linoleic acid ทำให้สิวอุดตันมีขนาดเล็กลง (Clin Exp Dermatol. 1998;23(2):56-8.) เมื่อในส่วนผสมมีทั้งตัวฆ่าเชื้อแบคทีเรีย และตัวละลายสิวอุดตัน ดังนั้นก็น่าจะให้ผลครบถ้วนค่ะ

พอเราอิงจากข้อมูลเชิงวิทยาศาสตร์เราจะเห็นได้ว่าน้ำมันขวดนี้ให้ผลเรื่อง ผิวแข็งแรง ผิวชุ่มชิ้น ผิวขาว และเรื่องสิวด้วยค่ะ

สุดท้ายนี้ก็ถึงเวลาให้คะแนนค่ะ

เนื่องจากส่วนผสมมีแค่ 3 ชนิด เลยขอให้คะแนนส่วนผสมในภาพรวม และคะแนนการใช้งานนะคะ

1. ส่วนผสม เป็นน้ำมัน Argan oil ที่มีการเสริมวิตามินซี กับสาร o-Cymen-5-ol เข้ามา ทำให้ได้สรรพคุณเรื่อง ผิวแข็งแรง ผิวชุ่มชิ้น ผิวขาว และเรื่องสิว ที่เพิ่มเติมขึ้นมา ถ้าเทียบกับน้ำมันที่มีแค่น้ำมันก็ต้องเหนือกว่าแน่นอน จุดนี้ขอให้ 5 ฟลาสก์

2. คะแนนการใช้งาน ตัวนี้ไม่มีกลิ่นหอมสังเคราะห์ มีกลิ่นคล้ายๆเมล็ดทานตะวันอบ เกลี่ยค่อนข้างง่าย ใช้แล้วผิวหน้าค่อยๆนุ่มขึ้น และความมันส่วนเกินก็ดูเหมือนจะลดลง แต่ขอตินิดเดียว ตรงที่ปั๊ม เพราะปั๊มแล้วออกมาค่อนข้างแรงไปนิดนึงค่ะ จุดนี้ขอให้ 4 ฟลาสก์

คะแนน

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถติดต่อสอบถามได้ที่เฟสบุคของทางแบรนด์ Amira Skincare (https://www.facebook.com/amiraarganoil) ได้เลยนะคะ

สุดท้ายนี้ขอขอบคุณทางแบรนด์ Amira ด้วยค่ะที่ส่งผลิตภัณฑ์ดีๆมาให้มี่ได้ทดลองใช้

Disclaimer/Conflict of interest: ผลิตภัณฑ์ได้รับการสนับสนุนจากแบรนด์ Amira