[Full Review] Etude House Play therapy Soft clay pack

[Full Review] Etude House Play therapy Soft clay pack

วันนี้แวะเอามาสค์โคลนของ Etude house มารีวิวให้ชมกันค่ะ

ทบทวนเรื่องมาสค์โคลนอีกรอบนะคะ

มาสค์โคลน หรือ Clay mask เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีสารกลุ่ม Clay กระจายและพองตัวอยู่ในเนื้อของผลิตภัณฑ์ ทำให้ดูหนืดข้นเหมือนโคลนจริงๆ

ตัวอย่างสารกลุ่ม Clay เช่น อะไรก็ตามที่มีคำว่า Clay, และสารอื่นๆ เช่น Kaolin, Bentonite, Magnesium Aluminium Silicate

สารกลุ่ม Clay มีคุณสมบัติพิเศษ ด้วยความที่ตัวมันมีรูพรุน ทำให้มันสามารถดูดซับเอาสารต่างๆไว้กับตัวมันได้ เวลาเอา Clay มาพอกหน้าจึงให้ผลดูดซับความมัน สิ่งสกปรกต่างๆออกมาจากผิว รวมไปถึงพวกสารพิษ และมลภาวะต่างๆที่ตกค้างบนผิวได้ด้วย

สารกลุ่ม Clay มีคุณสมบัติดูดซับความมันได้ดีจึงเหมาะกับคนที่มีผิวมันมากกว่าผิวแห้ง

คนที่แต่งหน้าด้วย Shimmer หรือ Glitter เป็นประจำ ควรมาสค์โคลนอย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 ครั้ง เพื่อ Detox และดูดซับเอาผงของพวก Mica ซึ่งมักล้างไม่ออก ออกไปจากใบหน้า

ส่วนมาสค์โคลนลูกรักที่แอดมินใช้ (จริงๆเคยใช้แค่อันเดียว ก็เลยรัก คือแบบว่าใช้นานๆที แล้วใช้แค่ตรงทีโซน เลยไม่ยอมหมดซักที แกะมาเกือบปีแล้วค่ะ) คือเจ้า Etude House Play therapy Soft clay pack ค่ะ

etude 1

อันนี้ไปหิ้วเองมาจากกรุงโซลเมื่อเดือนมิ.ย.ปีที่แล้ว เริ่มแกะใช้ประมาณช่วง ตค.ค่ะ นี่ก็เกือบปีแล้ว ยังไม่ยุบเลย

ตัวนี้ทางแบรนด์เคลมเรื่อง Pore and Sebum care ค่ะ

เป็นมาสค์ที่ค่อนข้างแห้งจริงๆ ถ้าเอาลงตรงแก้มนี่คือพังเลยค่ะ ลงได้แค่ทีโซน

นางเคลมว่านางเอา Clay มาจากป่าอเมซอนในบราซิล (Brazil forest clay) ค่ะ นางเคลมว่า Clay ตรงนี้มีความบริสุทธิ์สูง และมีแร่ธาตุมากมาย

ตรงนี้มี่ไม่มีข้อมูลมารองรับนะคะ ก็ฟังๆกันไปเนาะ

กลิ่นนางเป็นแนวๆเย็นๆ นางว่านางใช้ Eucalyptus ค่ะ แต่อิชั้นว่า ยูคาลิปตัสมันระคายผิวได้นะคะ

มาดูเนื้อสัมผัสก่อนนะคะ จะเป็นเนื้อหนืดๆหนักๆข้นๆสีเขียวอ่อนๆค่ะ

etude 2

(พอดีถ่ายกลางคืนใต้แสงไฟนีออนเลยไม่ค่อยชัดนะคะ)

เกลี่ยง่ายค่ะ กลิ่นก็ไม่เชิงหอมมาก แต่เป็นแนวเย็นๆ

เวลาใช้มาสค์โคลนควรเกลี่ยให้กลบสีผิวเราได้มิดพอดี และรอจนโคลนแห้ง (สังเกตโดยการมองใต้แสง ว่าไม่มีความเงาแล้ว) เพื่อให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุดค่ะ

etude 3

(อันนี้พึ่งลง จะเห็นว่าเงาๆอยู่ค่ะ)

มาดูส่วนผสมกันซักหน่อยเป็นพิธี

etude สผส

ส่วนผสมตัวนี้จะต่างจากมาสค์โคลนทั่วไปในตลาดค่ะ เพราะว่าตัวเนื้อ (หรือ Base) ของนางทำมาจาก Emulsion เพราะมีน้ำมันอยู่ด้วย แต่ไม่ต้องห่วงค่ะ น้ำมันที่นางใช้ไม่ได้อุดตันอะไรรูขุมขน

ส่วนจุดเด่นอีกอย่างคือการใช้ทั้ง Kaolin และ Bentonite มาเสริมกัน

เจ้า Kaolin นี่เป็น Clay สีขาว ที่ประกอบด้วย Magnesium, Aluminium และ Silica เป็นหลัก คิดว่าน่าจะหมายถึงที่โคลนอะเมซอนที่แบรนด์ใช้

เจ้า Bentonite นี่เป็น Clay สีเทา มีคุณสมบัติพองตัวในน้ำ ดูดซับความมันได้ดีเช่นกันค่ะ

และก็จุดเด่นอีกจุดน่าจะเป็นการที่ใส่ Silica มาดูดน้ำมันอีก

และลำดับของสารกลุ่ม Clay นี่มาต้นๆเลย ผิดกับบางแบรนด์ที่ใส่มาแค่กรุบกริบแล้ว Claim ซะอลังการ

นอกจากนั้นยังเสริมมาด้วยสารอย่าง Trehalose ที่เป็นน้ำตาลชนิดพิเศษ ช่วยดูดน้ำและช่วยปกป้องเซลล์ผิวไม่ให้แห้งเกินไปค่ะ

โดยรวมถือว่าทำมาได้ค่อนข้างโอเคเลย เพราะมีการเสริมตัวดูดน้ำให้ผิวด้วย จะได้ไม่แห้งมาก

ส่วนสารอื่นๆก็ไม่มีข้อติ เพราะไม่ได้มีพาราเบน กับซิลิโคน  ส่วนน้ำหอม นางว่านางใช้ Eucalyptus ค่ะ ก็อาจจะระคายเคืองได้ค่ะ ในบางคน ควรทดสอบก่อนใช้นะคะ

ส่วนราคา จำไม่ได้แล้วค่ะ

พบกันใหม่รีวิวต่อไป สวัสดีค่ะ

Disclaimer: ผลิตภัณฑ์นี้ซื้อด้วยตัวเอง (Consumer reviewed)

[Full Review] Skindom Luxury cell collagen peptide ampoule และ Angels Bifida 100% ampoule

[Full Review] Skindom Luxury cell collagen peptide ampoule และ Angels Bifida 100% ampoule

วันนี้มี่แวะเอา Ampole จากแบรนด์ Skindom ของประเทศเกาหลีมารีวิวให้ชมกันค่ะ

ในกลุ่ม Ampoule ที่มี่ได้มา มี 2 ตัว เป็นตัว Skindom Luxury cell collagen peptide ampoule และ Angels Bifida 100% ampoule ค่ะ มาดูรายละเอียดกันไปทีละตัวดีกว่านะคะ

อ้อ แอบกระซิบไว้ว่า สองตัวนี้ใช้คู่กันได้นะคะ แล้วใช้ได้ทั้งเช้าทั้งเย็นค่ะ มี่แนะนำว่าเอา Bifida ลงก่อน ตามด้วย Luxury cell ampoule ค่ะ

IMG_0249-re

ตัวแรกที่จะเจาะส่วนผสมเป็น Skindom Luxury cell collagen peptide ampoule ค่ะ

แค่ชื่อก็แบบว่า Luxury จ้าาา หรูหรา

IMG_0259-re

สรรพคุณที่ แบรนด์ Claim จะเป็น 7 in 1 ampoule ขวดเดียวบำรุงได้ 7 ด้าน คือ ริ้วรอย รูขุมขน ความชุ่มชื้น ชะลอวัย ความยืดหยุ่นผิว คุมมัน และให้ผิวเงาฉ่ำวาวสไตล์เกาหลีค่ะ

ส่วนเนื้อเป็นเนื้อเจลใส มีความหนืดปานกลาง มีกลิ่นหอมอ่อนๆค่ะ

IMG_0260-re IMG_0261-re

เกลี่ยง่าย ให้ความรู้สึกเย็นและสบายผิว ดูดซึมผิวได้ปานกลาง เมื่อเวลาผ่านไปก็จะไม่ทิ้งคราบอะไรไว้บนผิวค่ะ

IMG_0262-re

วัดค่า pH กันซักหน่อยค่ะ

IMG_0264-re

ตัวนี้ค่า pH อยู่ที่ประมาณ 5-6 ค่ะ เท่ากับผิวพอดีเลย

มาดูส่วนผสมกันดีกว่านะคะ

สผส colla

มี่ขอแบ่งวิเคราะห์ส่วนผสมเป็นกลุ่มๆดังนี้นะคะ

***Fermented soybean (ถั่วเหลืองหมัก) ในส่วนผสมมีอยู่ถึง 2 ตัว คือ Bacillus/soybean fermented extract กับ Lactobacillus/soybean fermented extract

ในการหมักด้วยจุลินทรีย์ ปกติจุลินทรีย์จะไปเปลี่ยนสารในพืชให้มีขนาดเล็กลง ทำให้ออกฤทธิ์ได้ดีขึ้น และสามารถซึมผ่านผิวได้มากขึ้น

มีการศึกษาเกี่ยวกับคุณสมบัติของถั่วเหลืองที่หมักด้วยจุลินทรีย์สายพันธ์ Bacillus พบว่า ถั่วเหลืองหมักมีคุณสมบัติ Antioxidant ที่ดีขึ้น และเป็น Whitening ได้ดีขึ้น เพราะถั่วเหลืองหมักออกฤทธิ์ยับยั้งเอนไซม์ Tyrosinase (เอนไซม์ที่สร้างเม็ดสีผิว) ได้มากกว่าเดิม (Toxicol Res. 2011;27(4):205–209.)

ส่วนการหมักด้วย Lactobacillus ก็จะได้ Lactic acid ที่เป็นประโยชน์กับผิว และยังช่วยเปลี่ยน Isoflavone ที่อยู่ในรูปแบบ Glycoside (มีน้ำตาลเกาะอยู่) ให้กลายเป็นรูปแบบ Aglycone (ไม่มีน้ำตาล) (Int J Food Sci Nutr. 2012;63(5):566-79.) ทำให้ออกฤทธิ์ได้ดีขึ้น สารกลุ่มนี้มีคุณสมบัติเป็น Antioxidant ที่ดีและเป็น Phytoestrogen ช่วยให้ผิวนุ่มนวล และริ้วรอยลดลง

***กลุ่มสารที่เป็น Antioxidants มีอยู่ 4 ตัว คือ สารสกัดจากชา (Camellia oleifera extract), สารสกัดจาก Elm (Ulmus davidiana extract), สารสกัดจากทับทิม (Punica granatum extract) และวิตามินอี

ขอกล่าวถึงสารสกัดจาก Elm นิดหน่อยนะคะ เพราะว่าดูโดดเด่นเป็นพิเศษเพราะช่วยชะลอการแก่ได้ระดับเซลล์เลยทีดียว เพราะมีรายงานว่าสารสกัดนี้สามารถชะลอการแก่ (Senescence) ของเซลล์ Fibroblast ในผิว (Planta Med. 2011; 77(5):441-9.) เซลล์ Fibroblast เป็นเซลล์ที่สร้างคอลลาเจนและอิลาสตินในผิว

***กลุ่มสารเพิ่มความชุ่มชื้น มี 3 ตัว คือ Sodium hyaluronate, Panthenol, และ Beta-glucan ช่วยอุ้มน้ำให้ผิว ผิวจะนุ่มและแลดูอวบอิ่ม

***กลุ่มสารลดริ้วรอย ได้แก่ Adenosine, Tripeptide-29, Acetyl hexapeptide-8 และ Copper tripeptide-1 ขอกล่าวถึงตัว peptide 3 ตัวหลังนะคะ

Tripeptide-39 เป็น Peptide ที่เกิดจากกรดอะมิโน 3 ตัว มีโครงสร้างคล้ายกับหน่วยย่อยของ Collagen จึงมีชื่อว่า Collagen tripeptide มีคุณสมบัติเพิ่มความชุ่มชื้น ความยืดหยุ่น และเพิ่มการสังเคราะห์คอลลาเจนในผิว

Acetyl hexapeptide-8 เป็น Neuropeptide ที่รู้จักกันในชื่อทางการค้าว่า Argireline ออกฤทธิ์ผ่านระบบประสาท ทำให้กล้ามเนื้อที่หดตัวเกิดเป็นริ้วรอยคลายตัว คล้ายๆกับ Botulinum toxin (หรือ Botox) เมื่อทาจะทำให้รู้สึกว่าผิวเรียบตึงขึ้นทันที แต่ผลที่เกิดขึ้นอยู่ได้ไม่นาน

Copper tripeptide-1 เป็น peptide ที่เกิดจากกรดอะมิโน 3 ตัว มาจับกับแร่ Copper มีฤทธิ์กระตุ้นการสมานแผล ลดริ้วรอย เพิ่มความยืดหยุ่นให้ผิว มีรายงานการวิจัยทดสอบถึงการซึมผ่านผิว พบว่าสารนี้ซึมผ่านผิวได้ในระดับที่ดีพอที่จะออกฤทธิ์เป็นสารต่อต้านกระบวนการอักเสบได้ (inflamm Res. 2011;60(1):79–86.)

***กลุ่มสารลดการอักเสบ ระคายเคืองและช่วยสมานผิว ได้แก่ Allantoin, Dipotassium glycyrrhizate และ สารสกัดจาก Portulaca oleraceae

โดยรวมจึงเห็นว่ามากันครบถ้วนเลยทีเดียว

วิเคราะห์คะแนนดีกว่าค่ะ

1.Actives ส่วนของสารออกฤทธิ์ตามที่ได้สาธยายและบรรยายไว้ในข้างบนก็ถือว่ามาเต็มและครบถ้วนสมบูรณ์ จึงขอให้ 5 ฟลาสก์

2.Base หลักๆเป็นรูปแบบของ Solution ที่ไม่มีน้ำมันเป็นองค์ประกอบ ไม่มี Alcohol มี Glycerin กับ Butylene glycol เป็นตัวดึงน้ำให้ผิว ก็ไม่รู้จะหักคะแนนอะไร จุดนี้ขอให้ 5 ฟลาสก์

3.Additives สารอื่นๆที่ใช้ไม่ได้มีพิษมีภัยอะไรกับผิว สารบางตัวยังช่วยเคลือบเป็นฟิล์มบางๆบนผิวและรักษาความชุ่มชื้นให้กับผิวได้ ส่วนผสมชุดนี้ ไม่มีพาราเบน และไม่มีซิลิโคน แม้จะมีน้ำหอมแต่ก็ไม่เคยหักคะแนนน้ำหอมในผลิตภัณฑ์ที่ไม่ใช่พวกดูแลรอบดวงตามาก่อน จึงขอให้ 5 ฟลาสก์

4.การใช้งาน มาในรูปแบบเจลใส เกลี่ยง่าย ให้ความรู้สึกเย็นและสบายผิว ดูดซึมผิวได้ปานกลาง แต่เมื่อซึมหมดแล้วไม่ทิ้งคราบอะไรไว้บนผิว ไม่เหนียวเหนอะหนะ แต่แอบหนึบๆเล็กๆ ทำให้ผิวนุ่มลื่นขึ้นมาก เช้าตื่นมาจะเกลี่ยรองพื้นได้ง่าย และแต่งหน้าได้เรียบเนียนแนบสนิทมากขึ้น แต่คหสต.มี่คิดว่ากลิ่นมันฉุนไปนิดสำหรับมี่ จึงขอให้ 4 ฟลาสก์

คะแนน cell

ต่อไปเป็นอีกตัวที่ใช้คู่กัน คือ Skindom Angels Bifida 100% ampoule

IMG_0251-re

เนื้อเป็นของเหลวใส ไม่มีสี ไม่มีกลิ่นค่ะ พยายามจะหยดให้สวยๆบนมือ แต่มันเหลวก็เลยกลิ้งไปกลิ้งมาถ่ายยากมาเลยได้มาแค่นี้ค่ะ

IMG_0252-re

IMG_0255-re

เกลี่ยค่อนข้างง่าย ซึมผิวไวมาก ไม่มีกลิ่น และไม่ทิ้งร่องรอยอะไรไว้เลยค่ะ

IMG_0262-re

วัด pH กันซักนิดนะคะ

IMG_0263-re

pH อยู่ที่ 5 ค่ะ ก็ถือว่าใกล้เคียงกับผิวดีค่ะ

ตัวนี้ส่วนผสมเรียกได้เลยว่าเรียบง่ายมาก คือ ใส่ Bifida ferment filtrate (ขอย่อว่า BFF นะคะ) มา 100% เต็มๆ

สำหรับ Bifida ferment filtrate นี่ได้จากการเลี้ยงจุลินทรีย์ Bifidobacterium ที่เป็นจุลินทรีย์สายพันธ์ดีที่มีประโยชน์ ที่เรียกว่า Probiotic ผู้ผลิตวัตถุดิบรายงานว่าสารที่ Bifidobacterium สร้างให้ผลเพิ่มความชุ่มชื้น ผลัดเซลล์ผิว ช่วยให้ผิวขาวโดยไปยับยั้งเอนไซม์ Tyrosinase และยังช่วยปกป้องและฟื้นฟูผิวที่เสียหายจากรังสี UV และยังช่วยปรับสมดุลภูมิคุ้มกันให้ผิวแข็งแรงขึ้นได้

เนื่องจากส่วนผสมมีแค่ Bifida ferment filtrate เพียงตัวเดียวจึงขอให้คะแนนเฉพาะส่วนของการใช้งาน

คะแนนการใช้งาน ตัวนี้เป็นสารละลายใสๆ ไม่หนืด ไม่มีสี ไม่มีกลิ่น ไม่มีรส (เดี๋ยวๆ) เวลาใช้จะใช้แค่เพียง 2-3 หยด วอร์มๆบนมือแล้วลากบนหน้าได้เลย แต่ถ้ากลัวลากไม่มันส์ก็ผสมกับ Skincare ที่ใช้อยู่เป็นประจำก่อนลงหน้าก็ได้ค่ะ เกลี่ยง่าย ซึมผิวไวไม่เหนอะหนะค่ะ และก็อย่าลืมเก็บไว้ในตู้เย็นนะคะ เพราะบ้านเราอากาศร้อนมากกกกก จุดนี้ขอให้ 5 ฟลาสก์ค่ะ

สุดท้ายนี้ขอขอบคุณทางแบรนด์ Skindom ด้วยนะคะที่ส่งผลิตภัณฑ์ดีๆมาให้มี่ได้ทดลองใช้

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถสอบถามได้ที่ทางเฟสบุคของ Skindom Thailand

https://www.facebook.com/SkindomThailand

และเวบไซต์ http://www.skindom.co.th กับ http://www.skindomthailand.com เลยนะคะ

 

กระซิบกระซาบว่า ผลิตภัณฑ์ของแบรนด์มีวางจำหน่ายที่ Watsons ทั่วประเทศ, EVEANDBOY(สยาม), มีเคาน์เตอร์แบรนด์ อยู่ที่ The Mall งามวงศ์วาน, และในเร็วๆ นี้เห็นทางแบรนด์ว่าจะเข้าเซ็นทรัลอีกหลายๆสาขาด้วยหละ ก็ติดตามกันต่อไปเนาะ
Disclaimer/Conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากทางแบรนด์ SKindom Thailand ค่ะ

ขอบคุณที่ติดตามรับชมมาจนจบค่ะ

พบกันใหม่โอกาสถัดไป

รีวิววิเคราะห์ส่วนผสม Ampoule sheet mask ของแบรนด์ Skindom

รีวิววิเคราะห์ส่วนผสม Ampoule sheet mask ของแบรนด์ Skindom


วันนี้มี่แวะเอา Ampoule sheet mask เกาหลี จากแบรนด์ Skindom มารีวิวให้ชมกันค่ะ

ก่อนอื่นอยากเกริ่นแนะนำแบรนด์ Skindom ซักนิดค่ะ ขนาดมี่เป็นสายเกาหลี ก็ยอมรับเลยว่ายังไม่เคยได้ยินชื่อแบรนด์นี้มาก่อน เลยไปทำการบ้านนิดหน่อย ได้ความว่า แบรนด์นี้เป็นแบรนด์สกินแคร์ที่ใช้กันในคลินิคความงามและสถานเสริมความงามมากมายด้วยประสิทธิภาพที่แพทย์ผิวหนังเกาหลีส่วนใหญ่เชื่อว่าเห็นผลได้ และมีอยู่ในตลาดมาสิบกว่าปีแล้วค่ะ

คอนเซปท์ของแบรนด์คือ การใช้นวัตกรรมแอมเพิล ที่เรียกว่า Super serum ใช้สารโมเลกุลเล็ก ทำงานและดูดซึมได้ลึก ให้ผิวเต็มอิ่มด้วยคุณค่าสารอาหาร เพื่อผิวสวยไร้ที่ติ เปล่งปลั่งฉ่ำวาวสไตล์สาวเกาหลีค่ะ

สำหรับ Ampoule sheet mask ที่มี่ได้มามีทั้งหมด 6 สูตรค่ะ

IMG_0283-re

แผ่นมาสค์เป็นวัสดุที่นุ่มมาก และเนื้อบางเบามาก ตัวเนื้อ Soaking solution (ขอเรียกว่าน้ำยา นะคะ) เป็นแบบเข้มข้นเหมือนกับเจลและซีรัม ที่เรียกว่า แอมเพิล (Ampoule) มีกลิ่นหอมอ่อนๆค่ะ ใจจริงชั้นอยากอ่านว่าแอมพูลนะ แต่ด้วยความอินเทรนด์ตามกระแสบ้านเราต้องเรียกแอมเพิล ค่ะ

แอมเพิลนี้คืออะไร???

แอมเพิลนี้ คือ เซรั่มเข้มข้นพิเศษ (Super Serum) ประกอบด้วยคุณค่าจากสารอาหารผิวและสารสกัดที่มีความเข้มข้นสูงกว่าซีรัมมีส่วนช่วยกระตุ้น (Booster) กระบวนการดูดซึมสารอาหารให้เข้าสู่โมเลกุลของเซลล์ผิวอย่างล้าลึกและตรงจุดยิ่งขึ้นจึงให้ประสิทธิภาพและผลลัพธ์ที่ดีกว่าค่ะ

มาดูมาสค์ดีกว่าค่ะ

ในส่วนของแผ่นมาสค์เป็นแผ่นที่เนื้อนุ่ม ละเอียด และบางเบามากค่ะ

IMG_0290-re

ในซองให้น้ำยามาเยอะมาก ขนาดเอาน้ำยาที่เหลือในซองมาทาแขน ทาขา ยังไม่หมดเลยค่ะ

ส่วนของตัวน้ำยาจะเป็นเนื้อเจลใสๆ มีกลิ่นหอมอ่อนๆ ชุ่มผิวค่อนข้างมากค่ะ

IMG_0291-re

ส่วนตัวมี่มาสค์ตอนกลางคืน ทิ้งไว้ประมาณ 20 นาที หรือรอจนแผ่นมาสค์แห้งก็ไปดึงออก แล้วนอนเลย เช้าตื่นมาหน้านุ่มมาก เกลี่ยรองพื้นได้ดีมาก แต่งหน้าได้เรียบสุดๆ

ถ้าพูดถึงส่วนผสม แต่ละสูตรจะมีส่วนผสมหลักๆที่คล้ายๆกันนะคะ ลองดูจากรูปนี้นะคะ เป็นตัวแทนส่วนผสมจาก 3 สูตร คือ Mulberry, Acerola และ Grapefruit ค่ะ

แอบกระซิบว่าบางสูตรไม่มีน้ำหอมนะคะ

สผส มาสค์

ในส่วนของน้ำยา ถ้าไม่นับน้ำจะมีส่วนประกอบของ Glycerin, Butylene glycol, Propylene glycol, betaine เป็นหลัก พวกนี้ให้ผลดูดน้ำเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิวได้ ไม่มี Alcohol ค่ะ

ในส่วนของสารออกฤทธิ์ แทบทุกสูตรจะมีส่วนผสมของ Biosaccharide gum-1 กับ Cereus grandiflorus extract และ Dipotassium glycyrrhizate เป็นหลักค่ะ และก็เสริมด้วยสารอื่นๆตามสูตรของแต่ละมาสค์ กล่าวรายละเอียดแต่ละตัวซักเล็กน้อยนะคะ

Biosaccharide gum-1 ตัวนี้เป็นคาร์โบไฮเดรตที่ได้จากการหมักจุลินทรีย์ ประกอบด้วยน้ำตาล 3 โมเลกุล คือ Galacturonic acid, L-Fucose และ D-Galactose มีคุณสมบัติเพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่ผิวได้ค่อนข้างนาน ซึ่งผู้ผลิตทดสอบความชุ่มชื้นหลังจากที่ผ่านไป 4 ชั่วโมง ตรงตามที่ Official US website Claim ไว้ สารนี้มีคุณสมบัติก่อฟิล์มให้ความรู้สึกชุ่มชื้นนุ่มนวล ไม่เหนอะหนะ ไม่มัน ถ้าใช้กับผมจะช่วยเคลือบเกล็ดผมที่แตกออก ทำให้ผมเรียบเนียนขึ้น ผมก็จะดูสวยงาม และมีรายงานว่าช่วยลดการอักเสบ ป้องกันการแพ้ได้ (Fucogel, Solabia Inc.)

Cereus grandiflorus flower extract สารสกัดจากดอกกระบองเพชร ไม่มีงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับผิวหนังตีพิมพ์ในฐาน Pubmed ข้อมูลจากผู้ผลิตวัตถุดิบระบุว่าให้ผลเป็น Antioxidant ที่ดี มีคุณสมบัติ Astringent (แปลเป็นไทยว่าฝาดสมาน แปลแล้วก็ไม่รู้เรื่อง สารกลุ่ม Astringent ให้ผลกระชับรูขุมขนและฆ่าเชื้อแบคทีเรียได้บางชนิด) พร้อมให้ผลส่งเสริมการผลัดเปลี่ยนเซลล์ผิวแบบอ่อนๆ

Dipotassium glycyrrhizate เป็นสารที่แยกได้จากรากชะเอม ให้ผลลดการอักเสบ ลดการระคายเคืองได้ดี และให้ความรู้สึกสบายผิว

ทีนี้แต่ละสูตรก็มีส่วนที่เป็น Key ingredient เพิ่มเข้ามา คือ

1. สูตร Acacia collagen มีการเสริม Acacia concinna fruit extract เพิ่มเข้ามา ให้ผลเป็นตัวเพิ่มความชุ่มชื้น และช่วยกระชับผิวค่ะ

2. สูตร Grape fruit มีการเสริมสารสกัดจากผลเกรฟฟรุต (Citrus paradise fruit extract) เพิ่มเข้ามา ปกติสารสกัดจากผลส้มจะมีวิตามิน และมีกรดอินทรีย์ธรรมชาติช่วยเติมน้ำให้ผิว และช่วยให้ผิวขาวขึ้นได้

3. สูตร Hyaluronic acid เสริม Hyaluronic acid เพิ่มเข้ามา ให้ผลเติมน้ำให้ผิวยืดหยุ่นและนุ่มนวล

4. สูตร Mulberry root extract เสริม Morus alba bark extract เข้ามา สารสกัดจาก Mulberry นี้สามารถยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ Tyrosinase ที่เป็นเอนไซม์สร้างเม็ดสีผิว จึงช่วยให้สีผิวค่อยๆอ่อนลง

5. สูตร Snail เสริม Snail secretion filtrate เพิ่มเข้ามา ตัวเมือกหอยทากนี้มีรายงานการวิจัยรองรับว่าสามารถช่วยลดการเกิดริ้วรอยก่อนวัย ช่วยสมานผิว และลดการอักเสบได้

6. สูตร Acerola เสริมสารสกัด Malphigia emarginata fruit extract เข้ามา สารสกัดจากผลอะเซโรล่านี้นอกจากมีวิตามินซีสูงให้ผลเป็น Whitening ได้ดีแล้วยัง มีสารประกอบ Polyphenol หลายชนิด ช่วยลดการสร้างเม็ดสีผิวเมื่อโดนแสงแดด เป็น Antioxidant ที่ดีและลดการอักเสบในผิว ทางแบรนด์ Claim ว่าสามารถกระชับรูขุมขนได้

ให้คะแนนส่วนผสมอยู่ที่ 5/5 และ คะแนนการใช้งานอยู่ที่ 4/5 ค่ะ จริงๆกลิ่นหอมอ่อนๆของมาสค์มันก็ให้ความรู้สึกผ่อนคลายดีนะคะ แต่ส่วนตัวมี่คิดว่ากลิ่นบางสูตรฉุนไปนิดนึงค่ะ

สุดท้ายนี้ขอขอบคุณทางแบรนด์ Skindom ด้วยนะคะที่ส่งผลิตภัณฑ์ดีๆมาให้มี่ได้ทดลองใช้

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถสอบถามได้ที่ทางเฟสบุคของ Skindom Thailand

https://www.facebook.com/SkindomThailand

และเวบไซต์ http://www.skindom.co.th กับ http://www.skindomthailand.com เลยนะคะ

 

กระซิบกระซาบว่า ผลิตภัณฑ์ของแบรนด์มีวางจำหน่ายที่ Watsons ทั่วประเทศ, EVEANDBOY(สยาม), มีเคาน์เตอร์แบรนด์ อยู่ที่ The Mall งามวงศ์วาน, และในเร็วๆ นี้เห็นทางแบรนด์ว่าจะเข้าเซ็นทรัลอีกหลายๆสาขาด้วยหละ ก็ติดตามกันต่อไปเนาะ
Disclaimer/Conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากทางแบรนด์ SKindom Thailand ค่ะ

แล้วพบกันใหม่โอกาสถัดไปค่ะ

Love you,
xoxo

[MiYeon Favorites] It’s skin Power 10 formula GF effector

[MiYeon Favorites] It’s skin Power 10 formula GF effector

หลังจากอัพรวมลูกรักไป 3 ตอนก็หายสาปสูญไปพักใหญ่ๆเลย วันนี้เลยเอาตอนที่ 4 มาฝากค่ะ ผลิตภัณฑ์ลูกรักชิ้นที่ 4 ของมี่ก็คือ Power 10 formula GF effector ของ It’s Skin ค่ะ

ดูจากขวดเปล่าก็คงการันตีได้ว่า รักและลงหลักปักฐานมานานขนาดไหน ทุกวันนี้ขึ้นขวดที่ 6 แล้วค่ะ ขวดนึงใช้ได้ประมาณ 2 เดือนค่ะ

IMG_0272-re

ผลิตภัณฑ์ Line นี้มีหลายๆท่านสอบถามเข้ามาเหมือนกันค่ะ ว่าแล้วต้องเมาท์ซักหน่อย อาจจะเมาท์เรื่องนี้หลายรอบแล้ว อย่าพึ่งเบื่อนะคะ = =

ในสมัยแรกสุดแอดมินนั้นติดของญี่ปุ่นค่ะ แต่แล้วนางก็เลิกจำหน่ายในไทย พอของที่เราตุนไว้ใกล้หมด แอดมินก็เลยลองสอดส่องสินค้าพรีออร์เดอร์เกาหลี และได้มาเจอกับผลิตภัณฑ์ Line นี้ คือ มันถูกมาก สมัยนั้น 9800 วอน ก็ไม่ถึง 300 บาท ก็เลยไปลองหา Spot โฆษณาตามเวบต่างๆ ไปเจอรายการ Beauty ซักอย่างของเกาหลีเขาเอา YE effector มาเทียบกับซีรัมชื่อดังของแบรนด์ L กับ EL แล้วแบบว่า เฮ้ย อี YE นี่มันดีอะ ก็เลยอยากลอง

จากนั้นก็พรีออร์เดอร์มาใช้ค่ะ (สมัยนั้นแบรนด์นี้ยังไม่ดังในไทยค่ะ) พอได้มาก็แบบว่า เอ้อ ดีอะ ใช้แค่ 3 วัน หน้านุ่มขึ้นเยอะมาก ก็ใช้ YE มาตลอด จนมาวันหนึ่ง ขนขึ่้น – -* ก็เลยคิดไปคิดมา เออ ยีสต์มีวิตามินบีเยอะ ทำให้ขนขึ้นได้ ก็เลยตัดสินใจเปลี่ยน ตัวที่เลือกคือ GF effector ค่ะ เพราะว่าส่วนผสมค่อนข้างคล้ายกัน เลยลองใช้ดู หน้าก็นุ่มดีค่ะ แต่ไม่ฟินเหมือน YE แต่ก็ต้องเลือก เพราะ GF ขนไม่ขึ้น

สุดท้ายก็ใช้ GF มายาวๆ ตอนไปเที่ยวเจจูก็ไปเจอมา ตอนนั้นราคา 12000 วอน ตอนแรกก็นึกว่าของบนเกาะเจจูแพงกว่าโซล แต่จริงๆแล้วมันขึ้นราคา ถึงจะขึ้นราคาก็ยังไม่เลิกนะคะ

ก่อนจะไปดูส่วนผสมมาดูเนื้อของซีรัมกันก่อนดีกว่าค่ะ

IMG_0273-re

ของเขาจะเป็นขวดแบบมีหลอดหยด ตัวซีรัมเป็นเนื้อใสๆ มีเม็ดบีดส์สีฟ้าอ่อนๆกระจายอยู่ค่ะ แต่ส่วนมากตอนดูดมาใช้ จะไม่ค่อยได้เม็ดบีดส์มามากนัก

IMG_0274-re

พอเกลี่ย จะเกลี่ยง่ายและแฉะๆ หน่อยนะคะ ซึมผิวปานกลาง เย็นและชุ่มชื้นดี ตอนซึมหมดจะเหมือนมีแผ่นฟิล์มหนึบๆเคลือบผิวไว้ให้อิ่มน้ำค่ะ

IMG_0275-re

มาทั้งทีก็ต้องรีวิวส่วนผสมซักหน่อย

สผส GF

จากส่วนผสมจะเห็นว่าเน้นไปที่การเติมน้ำให้ผิวค่ะ

ตัวหลักๆที่อยากกล่าวถึง คือ Grifola frondosa mycelium ferment filtrate สารตัวนี้เป็นของเหลวที่กรองออกมาจากการหมักเห็ด Maitake ปกติเห็ดตัวนี้มีประโยชน์ปรับภูมิคุ้มกัน มีรายงานวิจัยกล่าวว่าในส่วนของ Mycelium มีสารในกลุ่ม Polysaccharide ที่สามารถกระตุ้นให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายทำงานได้ดีขึ้น (J Agric Food Chem. 2006;54(8):2906-14.) สารตัวนี้ทาง INCI จัดเป็น Antioxidant กับ Humectant (เพิ่มความชุ่มชื้น)

Polyglutamic acid โพลิเมอร์ที่เกิดจากกรดอะมิโน Glutamic acid พบได้ใน Natto ซึ่งเป็นสิ่งที่จุลินทรีย์บางชนิดสร้างระหว่างกระบวนการหมัก ในทางเภสัชกรรมมีประโยชน์ในการเป็นระบบนำส่ง ส่วนในทางเครื่องสำอางผู้ผลิตวัตถุดิบ Claim ว่าสามารถดูดและจับน้ำได้มากถึง 5000 เท่าของน้ำหนักตัวมัน และมีรายงานการวิจัยอีกฉบับกล่าวว่า Polyglutamic acid ที่มีขนาดโมเลกุลใหญ่สามารถกระตุ้นการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันได้ (Chem Biodivers. 2010; 7(6):1555-62.) น่าจะมีส่วนช่วยให้ระบบผิวหนังแข็งแรงขึ้น

และ Sodium PCA กับ Urea เป็นสารดูดน้ำชนิดเดียวกับสารที่เป็น Natural mousturizing factor ในผิว พวกนี้มีขนาดเล็กจะดูดซึมเข้าผิวและช่วยอุ้มน้ำได้

ถ้าให้คะแนนส่วนผสมก็ขอให้ 5/5 ค่ะ เพราะไม่มีตัวไหนที่มีผลเสียกับผิว และ นอกจากผลในการเติมน้ำให้ผิวยังช่วยให้ผิวแข็งแรงได้ด้วย

ตอนนี้ที่เกาหลีขึ้นราคาแล้วนะคะจาก 9800 วอน เป็น 12000 วอน (ประมาณ 360 บาท) แล้วก็มีขนาดใหญ่ 60 ml ออกมาขายแล้วด้วยค่ะ

ไปเกาหลี (เกาะเจจู) ตอน เมษา มี่หอบมา 4 ขวด ตอนนี้เหลือแค่ไม่ถึง 2 ขวดค่ะ = =

Disclaimer/Conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ซื้อด้วยตัวเองค่ะ (Consumer reviewed)

[Full review] My beauty diary mask sheet

[Full review] My beauty diary mask sheet

วันนี้มี่แวะมารีวิวมาสค์จาก My beauty diary ที่ได้มาทั้งหมด 9 สูตรให้ชมกันค่ะ

IMG_3334-re

มาดูจุดเด่นของมาสค์แบรนด์นี้กันก่อนนะคะ

1. มาสค์แบรนด์นี้จะเป็นมาสค์ที่ผลิตมาด้วยเทคโนโลยีแบบ Multi-layer คือ ประกอบด้วยเยื่อบางๆหลายๆชั้น โดยชั้นบน กับชั้นล่างสุดจะเป็นชั้นเส้นใยที่นุ่มๆ และชั้นกลางจะเป็นชั้นที่เก็บเอา Mask solution (ขออนุญาตเรียกเป็นไทยว่า น้ำยา แล้วกันนะคะ)

2. น้ำยาของแผ่นมาสค์ ไม่มีแอลกอฮอล์ และไม่มี Paraben เป็นองค์ประกอบ (ทางแบรนด์ Claim เพิ่มมาอีกสองตัวว่า ไม่มี MIneral oil และสารเรืองแสงค่ะ)

ทำไมต้องไม่มีแอลกอฮอล์ เพราะแอลกอฮอล์อาจจะทำให้บางคนไม่สบายผิวได้

ทำไมต้องไม่มีพาราเบน เพราะพาราเบนบางตัวก่อให้เกิดการแพ้ และถ้าดูดซึมเข้าไปในร่างกายอาจจะไปรบกวนการทำงานของระบบฮอร์โมนได้ค่ะ

3. แผ่นมาสค์มีเอกลักษณ์พิเศษ คือ สามารถฉีกได้ เพื่อให้กระชับเข้ากับรูปหน้าของแต่ละคนค่ะ

เมื่อเราแกะซอง แผ่นมาสค์จะถูกพับมาอย่างเรียบร้อย พร้อมกับแผ่นพลาสติคที่ทำหน้าที่เป็นโครงรักษารูปร่างของแผ่นมาสค์เอาไว้ค่ะ

mask 2

แผ่นมาสค์สามารถฉีกได้ 3 จุด ค่ะ เพื่อให้เข้ากับรูปหน้าของแต่ละคน

mask 3-re

mask 4

สูตรที่มี่ได้มามี 9 สูตร ค่ะ ได้แก่

1. Red wine mask Claim เรื่อง กระชับผิว ลดริ้วรอย และช่วยเรื่องผิวขาว

2. Apple polyphenol mask Claim เรื่อง กระชับรูขุมขน ผิวขาวและกระจ่างใส

3. Arbutin white mask Claim เรื่อง ผิวขาวและนุ่มนวล

4. Collagen firming mask Claim เรื่อง กระชับริ้วรอย ฟื้นฟูและปรับสภาพผิว

5. Caviar mask Claim เรื่องเพิ่มความชุ่มชื้นอย่างล้ำลึก และฟื้นฟูผิว

6. Aloe mask Claim เรื่อง เพิ่มความชุ่มชื้นและให้ความรู้สึกสบายผิว

7. Royal jelly mask Claim เรื่อง ปรับสภาพผิว ลดริ้วรอย เพิ่มความชุ่มชื้น และช่วยให้ผิวขาว

8. Black pearl mask Claim เรื่อง ผิวขาวกระจ่างใสและชุ่มชื้น

9. Bulgarian white rose mask Claim เรื่อง เพิ่มความชุ่มชื้น ให้ผิวนุ่มนวลและกระจ่างใสค่ะ

ไหนๆก็มาทั้งทีก็ต้องวิเคราะห์ส่วนผสมค่ะ

แต่จะให้วิเคราะห์ทั้ง 9 สูตรคงตามอ่านกันเหนื่อยแน่ๆ

อย่างแรกเลย ขอยกส่วนผสมที่คล้ายๆกัน และเจอในมาสค์หลายๆสูตรก่อนนะคะ

ตัวแรก Glycosphingolipids เป็นไขมันชนิดพิเศษ ที่เป็นองค์ประกอบของเยื่อหุ้มเซลล์ผิว และเป็นไขมันที่ผิวสามารถเอาไปเปลี่ยนเป็น Ceramide ในผิวได้ ทำให้ผิวแข็งแรงขึ้นค่ะ

ตัวต่อมา กลุ่มสารเติมน้ำตัวเล็กๆ ที่เราเรียกว่า Natural moisturizing factor (NMF) พวกนี้จะเป็นองค์ประกอบที่พบในผิวค่ะ ที่เจอในสูตร Mask ก็จะมี Sodium lactate กับ Sodium PCA

Tocopheryl acetate เป็นรูปแบบหนึ่งของวิตามินอี ให้ผลเป็น Antioxidant ในส่วนผสมมีน้ำมันไม่กี่ชนิดและบรรจุมาในซองปิดสนิท จึงอาจจะมีวิตามินอีเหลือมาให้ประโยชน์กับผิวได้ด้วย

อีกตัว Polyglutamic acid ตัวนี้เป็นโพลิเมอร์ที่เกิดจากกรดอะมิโน Glutamic acid หลายๆตัวพบได้จากการหมักถั่วหมักญี่ปุ่น หรือ Natto ซึ่งเป็นสิ่งที่จุลินทรีย์บางชนิดสร้างระหว่างกระบวนการหมัก ในทางเภสัชกรรมมีประโยชน์ในการเป็นระบบนำส่งสารเข้าสู่ร่างกาย ส่วนในทางเครื่องสำอางผู้ผลิตวัตถุดิบ Claim ว่าสามารถดูดและจับน้ำได้มากถึง 5000 เท่าของน้ำหนักตัวมัน และมีรายงานการวิจัยอีกฉบับกล่าวว่า Polyglutamic acid ที่มีขนาดโมเลกุลใหญ่สามารถกระตุ้นการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันได้ (Chem Biodivers. 2010; 7(6):1555-62.) น่าจะมีส่วนช่วยให้ระบบผิวหนังแข็งแรงขึ้น

และมี สารสกัดจากพืชหลายๆตัวที่เจอในแทบทุกสูตร

ตัวอย่างเช่น Aloe barbadensis leaf juice หรือ น้ำจากใบว่านหางจรเข้ มีคุณสมบัติเพิ่มความชุ่มชื้น ลดการระคายเคือง และช่วยให้รู้สึกสบายผิว

ลองวิเคราะห์แบบละเอียดซักส่วนผสมนะคะ

ขอเลือกสูตร Arbutin whitening mask ค่ะ (ถ้าอยากให้วิเคราะห์ส่วนผสมสูตรไหนอีกแนะนำเข้ามาได้นะคะ) มาดูส่วนผสมกันก่อนดีกว่าค่ะ

mask 1
ส่วนผสมชุดนี้ประกอบด้วยสารสกัดจากพืชหลายๆชนิดที่ให้ผลเป็น Whitening ได้ และยังมีผลหลายๆด้าน เช่น Moisturizing, Antioxidant, ลดการอักเสบ และการระคายเคือง รวมไปถึงมีสารที่ช่วยผลัดผิวจากธรรมชาติ คือ สารสกัดจากผลเกรฟฟุต สารสกัดจากสับประรด แอปเปิ้ล ส้ม และ Sugar maple พวกนี้มีกรดอินทรีย์และเอนไซม์ที่ช่วยผลัดผิวได้ และจะมีความอ่อนโยนกว่าการใช้ AHA แบบเพียวๆ

โดยรวมถือว่าค่อนข้างมาครบเลยทีเดียวค่ะ

ตัวน้ำยามีกลิ่นค่อนข้างหอม ไม่เหนียวและเหนอะหนะจนเกินไป พอมาสค์เสร็จผิวหน้าก็นุ่มและอิ่มน้ำพอดี โดยรวมถือว่าดีเลยค่ะ

ให้คะแนนส่วนผสม 5/5
การใช้งาน 5/5

สำหรับวันนี้ก็มีแค่นี้ค่ะ พบกันใหม่โอกาสหน้า ขอบคุณที่ติดตามอ่านมาจนจบค่ะ

Love you,
xoxo

Disclaimer/Conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากบริษัท ยูนิ-เพรสซิเดนท์ (ประเทศไทย) ผู้นำเข้ามาสค์ My beauty diary ในไทยค่ะ

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติม สามารถสอบถามได้ที่ทางเวบไซต์ http://www.mybeautydiary.co.th/ เลยนะคะ
[Review] Soft lip care จากแบรนด์ เภสัชกร

[Review] Soft lip care จากแบรนด์ เภสัชกร

วันนี้มี่มารีวิวลิปเนื้อเจล Soft lip care จากแบรนด์เภสัชกร ให้ชมกันค่ะ

แต่ก่อนจะไปอ่านรีวิว มาชมสาระกันก่อนซักเล็กน้อยนะคะ

รู้จักกับริมฝีปากก่อนซักนิด

ริมฝีปากเป็นบริเวณที่มีความเครียด (Stress) สูงมากเป็นอันดับต้นๆของร่างกาย เพราะริมฝีปากเดี๋ยวแห้งเดี๋ยวเปียก ทำให้มีการเปลี่ยนแปลงสิ่งที่เรียกว่า Osmotic pressure อยู่ตลอด ส่งผลให้เซลล์ทำงานหนักมาก แค่นั้นไม่พอ ริมฝีปากยังต้องสัมผัสสิ่งต่างๆจากภายนอก เช่น อาหาร เครื่องดื่ม ยาสีฟัน และ ลิปสี นี่ไม่รวมถึงการใช้ปากทำอย่างอื่นอีกนะ

ผิวหนังบริเวณปากค่อนข้างบาง และเป็นบริเวณที่เชื่อมต่อระหว่างผิวหนังปกติ กับผิวแบบเยื่อเมือกของช่องปาก มีเส้นประสาทมาเลี้ยงเป็นจำนวนมาก ไม่มีต่อมเหงื่อ ทำให้ริมฝีปากค่อนข้างไวต่อสภาพอากาศและสิ่งต่างๆจากภายนอก

ทำไมลิปบาล์มถึงจำเป็น

เพราะว่าริมฝีปากจะต้องทนกับการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา เดี๋ยวแห้งเดี๋ยวชื้น และต้องสัมผัสกับสภาพอากาศ ไขมันที่เป็น Barrier ก็น้อย ริมฝีปากก็จะแห้งแตกลอกได้ตลอดเวลา ยิ่งถ้าคนชอบเลียริมฝีปาก พอน้ำลายเราแห้งน้ำลายก็จะดึงน้ำในริมฝีปากออกไปด้วย สุดท้ายก็คือยิ่งแห้งยิ่งแตกกันไปมากกว่าเดิม

เวลาเราทาลิปบาล์ม ชั้นฟิล์มของไขมันจะเคลือบริมฝีปากไว้ปกป้องไม่ให้น้ำระเหยจากริมฝีปาก และเคลือบไม่ให้ริมฝีปากสัมผัสกับสิ่งต่างๆได้ง่าย

ถ้าพูดถึงลิปบาล์ม อยากได้อะไร

1.รสชาติ คือ ไม่มีรส ไม่งั้นก็ต้องมีรสที่ดี

2.ใช้สารที่ทานได้ ไม่เป็นพิษภัย

3.ทาได้ง่าย เกลี่ยได้สะดวก

4.ไม่หนาและเหนอะหนะหนักริมฝีปาก

5.ให้ฟิล์มเคลือบที่แข็งแรง ยืดหยุ่น ไม่หลุดง่าย

6.ปกป้องริมฝีปากได้ยาวนาน

7.ไม่มันเยิ้มจนดูเหมือนกินไก่มา

มาดูลิปบาล์มที่จะรีวิวดีกว่าค่ะ

ลิปบาล์มวันนี้เป็นลิปบำรุงแบบเจลสูตรใหม่ชื่อว่า Soft lip care จากแบรนด์เภสัชกร เจ้าเก่าที่ผลิต ลิปตลับสีชมพู คิดว่าคงไม่มีใครไม่รู้จักแน่นอนค่ะ แค่เห็นก็คงร้องอ๋อ เพราะความเลอค่าของลิปตลับ ที่มีการกล่าวถึงกันอย่างหนาหู มี่คงไม่ต้องรีวิวลิปตลับตัวนี้แล้วนะคะ

lip 1

มาดูตัวใหม่กันดีกว่าว่าจะเลอค่าเช่นเดียวกับลิปตลับหรือเปล่า

เขามาในหลอดบีบเหมือนลิปกลอสค่ะ ปากเป็นปลายตัดเฉียง มีรูเล็กๆ กำหลอดบีบออกมาประมาณเท่าเม็ดถั่วเขียวแล้วลูบที่ปากได้เลย ทาง่ายไม่ต้องใช้กระจกก็ไม่เลอะค่ะ เพราะปากหลอดมันรับกับริมฝีปากของดิฉันพอดีเลย (ฉันเป็นคนเดียวรึเปล่า)

lip 2

เนื้อลิปเป็นสีชมพูนะคะ แต่ทาแล้วไม่ติดสีบนปากค่ะ แค่เยิ้มๆเบาๆ มีกลิ่นหอมผลไม้ ทางแบรนด์บอกว่าเป็นกลิ่นเชอร์รี่ค่ะ แรกๆใช้ก็แบบ เชอร์รี่หรอ แต่หลังๆเหมือนชินไปเองค่ะ อ้อเชอร์รี่ 555

lip 3

เกลี่ยแล้วจะไม่ได้เยิ้มมากค่ะ

lip 4

ทาบนปากให้ดูค่ะ

lip 5

ไม่มีสีค่ะ กำลังวาวาๆดูสุขภาพดีพอดีเลย

มาทั้งทีไม่วิเคราะห์ส่วนผสมคงไม่ได้ มาดูส่วนผสมของลิปตัวนี้กันดีกว่าค่ะ

ส่วนผสม
Petrolatum, Hydrogenated jojoba oil, Tocopheryl acetate, Flavor, Carthamus tinctorius oil, Aloe barbadensis leaf extract, Chamomilla recutita extract, CI 15850.

เค้าเคลมว่ามีส่วนผสมของสารสกัดจากธรรมชาติ 4 ชนิด คือ ว่านหางจรเข้, คาโมมายล์, Jojoba oil และ วิตอีค่ะ

ตัวนี้ถ้าให้มี่แบ่งเป็นสองกลุ่มหลักๆ มี่จะแบ่งอย่างนี้เนาะ

กลุ่มแรก คือ พวกไขมัน ก็จะมี

-Petrolatum ที่เป็นตัวเคลือบกันน้ำระเหย รักษาความชุ่มชื้น ตัวนี้เคลือบผิวได้ดีมากค่ะ (ในห้องแลปเราใช้เป็นสารมาตรฐาน กำหนดค่าการปกป้องกันน้ำระเหยเป็น 100% ทีเดียวเชียว) สารนี้ไม่แพ้ ไม่ระคายเคือง ไม่ทำให้ปากดำค่ะ

-น้ำมันจากพืช ก็จะมี Hydrogenated jojoba oil กับ Safflower oil ตัวน้ำมันดอกคำฝอยนี้มีส่วนผสมของกรดไขมันจำเป็นอยู่เยอะมาก ดูดซึมได้ ทดแทนไขมันให้กับผิวปาก และมีคุณสมบัติลดอักเสบได้ด้วยค่ะ

กลุ่มสอง คือ พวกสารออกฤทธิ์ ก็จะมี

-Tocopheryl acetate เป็นอนุพันธ์ของวิตามินอี เป็น Antioxidant ค่ะ แต่ส่วนมากให้ผลแค่ปกป้องสารไขมันไม่ให้เสื่อมสภาพ

-สารสกัดจากใบว่านหางจรเข้ (Aloe barbadensis leaf extract) นอกจากเรื่องความชุ่มชื้น กับคุณสมบัติลดการอักเสบและระคายเคืองแล้ว ยังมีรายงานการวิจัยกล่าวว่าสามารถออกฤทธิ์เป็นสารช่วยให้ผิวขาวได้โดยไปกระตุ้นให้เกิดกระบวนการ Melanin aggregation ทำให้สีผิวจางลง โดยตัวที่เป็นตัวออกฤทธิ์คือ Aloin ที่พบในใบ (Planta Med. 2012; 78(8):767-71.) ปากก็มีเมลานินนะคะ ถึงจะน้อยกว่าที่ผิวก็เถอะ

-สารสกัดจากคาโมมายล์ (Chamomilla recutita extract) นอกจากเรื่องความสามารถในการลดการอักเสบ ให้ความรู้สึกสบายผิวแล้ว ยังมีรายงานเกี่ยวกับฤทธิ์กระตุ้นการสมานแผลด้วยนะคะ (Nat Prod Res. 2010; 24(8):697-702.)

จะเห็นได้ว่าส่วนผสมค่อนข้างมาเต็ม และทานได้ทุกอย่าง ขนาดสารแต่งกลิ่นยังมาในรูปของ Flavor เลย (Flavor หมายถึงสารแต่งกลิ่นอาหาร ถ้าเป็น Parfum หรือ Fragrance จะทานไม่ได้)

มาให้คะแนนดีกว่าค่ะ วันนี้มีหัวข้อประเมินแค่สองข้อนะคะ

1.ส่วนผสม ทำมาได้อย่างลงตัวทั้งน้ำมันจากธรรมชาติ ไขมันเคลือบผิว และเสริมด้วยสารสกัดจากพืชที่ให้ผลเรื่องของการลดระคายเคือง ลดการอักเสบ จะช่วยสยบความเครียดของริมฝีปากได้ (ว่าไปนั่น) โดยรวมอยากได้ Antioxidant อีกนิดดดดดดนึง ขอให้ 4 ฟลาสก์นะคะ

2.การใช้งาน ตัวนี้เกลี่ยง่าย แพคเกจคือดีงาม รับกับปากพอดี เคลือบปากได้ค่อนข้างดี ไม่เยิ่มเหมือนกินไก่ กลิ่นหอม ไม่มีรส และไม่มีสีติดปาก ทาครั้งหนึ่งถ้าไม่ได้กินอะไรเลยจะอยู่ได้เกือบๆ 6 ชั่วโมง แต่ถ้ากินเสร็จก็คงต้องเติมใหม่ โดยรวมถือว่าชอบนะคะ ขอให้ 5 ฟลาสก์ค่ะ

คะแนน

สุดท้ายนี้ขอขอบคุณบริษัท King Health Care ด้วยนะคะ ที่ส่งผลิตภัณฑ์ดีๆมาให้มี่ได้ทดลองใช้

Disclaimer/Conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากทางแบรนด์เภสัชกรค่ะ

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถติดต่อสอบถามได้ทางเฟสบุคของแบรนด์ได้เลยนะคะ

https://www.facebook.com/LipscareBhaesajchakorn

พบกันใหม่โอกาสถัดไป สวัสดีค่ะ

Love you,
xoxo
[Treatment Review] ทรีทเมนท์เติมน้ำเข้าสู่เซลล์ผิว Osmolyte โดย Munique by Murad

[Treatment Review] ทรีทเมนท์เติมน้ำเข้าสู่เซลล์ผิว Osmolyte โดย Munique by Murad

เมื่อกลางเดือนที่ผ่านมา มี่มีโอกาสได้ไปทำทรีทเมนท์ที่ชื่อ “Cellular water therapy” กับทางสถาบัน Munique by Murad มาค่ะ ผ่านมาก็เดือนครึ่งแล้วจึงขอมารีวิวให้ชมกันค่ะ

ขอเกริ่นนำนิดหน่อยจากมุมมองของคนนอกก่อนนะคะ สถาบัน Munique นี่เป็นเวอร์ชั่นอัพเกรดจาก Murad skin Institute หรือ สถาบันดูแลสุขภาพผิวมิราด ก่อตั้งมาโดยคุณหมอ Howard Murad ซึ่งเป็นอาจารย์หมอที่มหาวิทยาลัยแพทย์ ที่ UCLA’s Geffen School of Medicine เชี่ยวชาญด้านการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม (Inclusive health) และ ด้านผิวหนัง รวมไปถึงเป็นเจ้าของแบรนด์เครื่องสำอาง/เวชสำอาง ที่ชื่อว่า Murad ค่ะ

คุณหมอ Murad แต่งหนังสือดีๆ อยู่หลายเรื่อง แต่ที่เกี่ยวข้องเรื่องความสวยความงามมีด้วยกัน 4 เรื่อง (เรียงจากใหม่สุดไปหาเก่าสุด) ได้แก่

1.The Water Secret: The Cellular Breakthrough to Look and Feel 10 Years Younger
2.The Cellulite Solution: A Doctor’s Program for Losing Lumps, Bumps, Dimples, and Stretch Marks
3.Wrinkle-Free Forever: The 5-Minute 5-Week Dermatologist’s Program
4.The Murad Method: Wrinkle-Proof, Repair, and Renew Your Skin with the Proven 5-Week Program

ส่วนตัวมี่เองเคยอ่านหนังสือ เรื่อง Cellulite ของแก อยู่ค่ะ แกเขียนได้ค่อนข้างดี ใช้ภาษาที่อ่านง่าย เข้าใจง่าย มีภาพประกอบน่ารัก ล่าสุดตอนไป กทม. เมื่อกลางเดือน ไปเดินร้าน Kinokuniya ไปตามหาหนังสือ Water secret แต่ของดันหมดซะได้ น่าเสียดายเหมือนกันค่ะ

นอกเรื่องไปเยอะ มาดูบรรยากาศของสถาบันฯ มิวนีค ก่อนดีกว่าค่ะ

นางมีสองสาขานะคะ คือ สาขาเกษรพลาซ่า กับ คิวเฮาส์ลุมพินีค่ะ

สาขาที่มี่ไปรับบริการเป็นสาขาที่อาคารไลฟ์เซ็นเตอร์ คิวเฮอาส์ลุมพินี ที่อยู่หน้าปากประตู MRT ลุมพินีเลยค่ะ

munique

บรรยากาศดูหรูหรา สะอาดสะอ้าน เรียบง่าย

พอเดินเข้าไปก็จะมีทีมงานคอยต้อนรับ และนำเครื่องดื่มมาให้ค่ะ มีให้เลือก 3 อย่าง เป็นน้ำส้ม น้ำแอปเปิล และน้ำสับปะรด แนวคิดของดร.มิวราดบอกว่า ารดื่มน้ำจากผลไม้จะทำให้เซลล์ได้รับน้ำได้มากกว่าการดื่มน้ำเปล่าธรรมดา (หลังจากออกมาก็เห่อดื่มน้ำผลไม้ไปพักใหญ่ๆเลยค่ะ มีน้ำส้มยี่ห้อหนึ่งที่เขาไม่ใส่น้ำตาล 1 กล่องมีน้ำตาลแค่ 6 กรัม ดื่มแล้วไม่รู้สึกผิดมากเท่าไหร่ สาวๆลองพลิกข้างกล่องดูด้วยนะคะว่าน้ำตาลมากน้อยแค่ไหน เคยเจอยี่ห้อหนึ่งกล่องเล็กนิดเดียวมีน้ำตาลเกือบ 30 กรัม คุณพระ เอามือทาบอก !!)

IMG_3884-re

เสร็จแล้วก็จะมีผู้เชี่ยวชาญด้านความงาม มาสอบถามสภาพผิว ปัญหาผิว และก็แนะนำคอร์สที่เหมาะสมกับสภาพผิวของแต่ละคนค่ะจะมีแบบสอบถามให้เรากรอก และให้ผู้เชี่ยวชาญสัมภาษณ์ตามฟอร์มนั้นอีกทีค่ะ

โดยคอร์สที่มี่ได้รับคือ คอร์ส Cellular Water Therapy โดยใช้เทคโนโลยี Osmolyte ค่ะ

เป็น Signature treatment ของทางสถาบันค่ะ ช่วยคืนน้ำเข้าสู่ผิวให้ผิวอิ่มน้ำยาวนานกว่า 8 ชั่วโมง และช่วยฟื้นฟูให้เซลล์แข็งแรงด้วยค่ะ

IMG_3885-re

ก่อนเล่าเรื่องต่อขอแนะนำเรื่อง Cellular water therapy ก่อนนะคะ

ทรีทเมนท์นี้เป็นการคืนน้ำเข้าสู่เซลล์ โดยใช้ช่องทางพิเศษบนผิวเซลล์ที่เกิดขึ้นระหว่างการทำทรีทเมนท์ ผลคือน้ำเข้าไปในเซลล์ได้โดยตรง เซลล์จะมีความอิ่มน้ำมากขึ้น และมีความแข็งแรงมากขึ้น ผลลัพธ์ก็คือช่วยให้ผิวแข็งแรงได้ค่ะ

murad water

(Image source: โบว์ชัวร์ The science of cellular water ของ Murad)

จากรูป เวลาเราเป็นเด็กน้อยๆผิวเราจะแข็งแรง น้ำจะไม่รั่วออกไป ผิวเลยเต่งตึงแข็งแรงสดใส แต่พออายุเพิ่มขึ้น หรือเวลาเรามีความเครียด หรือจากมลพิษต่างๆในอากาศ เข้าไปทำลายผนังเซลล์ ทำให้น้ำรั่วออกมา ผิวก็เลยดูเหี่ยวลง หมองคล้ำ แต่ด้วยทรีทเมนท์วิธี Osmolyteทำให้เซลล์สามารถดูดน้ำและกักเก็บน้ำไว้ ผลคือเซลล์จึงเต่งตึงได้เหมือนสมัยเราเป็นเด็กค่ะ

กลับมาที่การทรีทเมนท์กันต่อ

หลังจากทำแบบสอบถามเสร็จผู้เชียวชาญก็จะพาเราไปถ่ายภาพผิวด้วยกล้องชนิดพิเศษซึ่งสามารถเก็บภาพได้ชัด และแม่นยำ พร้อมมีโหมดวัดรอยดำกับรอยแดงด้วยค่ะ

IMG_3889-re

IMG_3890-re

พอถ่ายภาพก็จะสามารถประเมินรอยแดงและรอยดำที่อยู่ใต้ผิวได้ค่ะ

ให้ดูภาพใต้โหมดรอยแดงค่ะ

IMG_3891-re

อันนี้คือทาอายแชโดว์สีส้ม กับปากสีแดงไปนะคะ เลยเด่นซะ

จะเห็นว่าผิวมี่มีเส้นเลือดและก็รอยแดงอยู่ที่บริเวณแก้มทั้งสองข้าง เปลือกตาบน หน้าผากแถวๆคิ้ว และก็บนจมูกค่ะ

จะเห็นว่าส่วนของสีผิวที่หน้าผากค่อนข้างที่จะไม่สม่ำเสมอค่ะ ถึงแม้จะโบกรองพื้นมาซะเต็มอัตรา กล้องก็ยังถ่ายทะลุได้

พอผู้เชี่ยวชาญวิเคราะห์สภาพผิวให้เสร็จก็ถึงเวลาทำ Treatment แล้วค่ะ เขาจะพาไปในห้องเล็กๆ เงียบสงบ มีเสียงเพลงคลาสสิคเคล้าคลอเบาๆ กับกลิ่นน้ำหอมอโรม่าอ่อนๆ

บริเวณด้านข้างก็จะมีอ่างน้ำกับผลิตภัณฑ์ของ Murad ไว้ครบครันค่ะ

IMG_3892-re

IMG_3893

เมื่อเข้าไป Beauty therapist ก็จะให้เรานอนลงบนเตียง แล้วก็จะลบเมคอัพให้อย่างเบามือ จากนั้นก็จะนวดผ่อนคลาย เป็นกลิ่นอโรมาแบบอ่อนๆ แล้วก็จะเริ่มด้วยการผลัดเซลล์ผิวก่อนค่ะ ใช้เวลาประมาณ 15 นาที แล้วก็จะตามด้วยเครื่อง Osmolyte ที่ช่วยเติมน้ำเข้าสู่เซลล์ผิว
พอเสร็จ Beauty therapist จะนวดเพื่อปรับสมดุลภูมิคุ้มกันผิวให้ และก็ตามด้วย Double Mask ที่เป็นการมาสค์สองชั้นค่ะ แผ่นมาสค์ข้างใน และมาสค์ทับด้วยสาหร่ายอีกทีด้านนอก สบายมาก ระหว่างทำก็แอบหลับไปอยู่หลายครั้งเหมือนกันค่ะ

เมื่อเสร็จสิ้น Beauty therapist ก็จะทาครีมบำรุงให้ และให้เราออกไปแต่งหน้าแต่งตาได้ตามอัธยาศัยค่ะ

บูธแต่งหน้าเป็นผลิตภัณฑ์ของ Pupa Milano ค่ะเรียกได้ว่ามาชุดใหญ่เลยทีเดียว เค้าให้แต่งตรงนั้นนะคะ ไม่ได้ให้กลับบ้าน (แหงหละ)

IMG_3894-re
IMG_3895-re
หลังจากเติมแป้งเติมรองพื้นเสร็จก็จะออกมานั่งเพื่อฟังคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญอีกครั้งค่ะ แล้วจะมีน้ำชาขิงอุ่นๆ ให้เราจิบให้ผ่อนคลาย หายเหนื่อย
IMG_3896-re
เสร็จแล้วก็กลับมาวัดผิวกันต่ออีกรอบค่ะ

คราวนี้เขาเทียบ Before after ให้ดูด้วย

รีวิว
จะเห็นได้เลยว่า รอยแดงดูลดลง และก็สีผิวดูสม่ำเสมอมากขึ้น จุดด่างดำดูลดลงค่ะ

สภาพผิวดีขึ้น แม้จะผ่านมาสามอาทิตย์ก็ยังดีอยู่เลยค่ะ

รีวิว 2
พยายามถ่ายเวลาเดียวกันแต่สภาพแสงอาจไม่เท่ากันนะคะ ถ่ายด้วยตัวเองใช้กล้องไอโฟนค่ะ

ส่วนเรื่องการแต่งหน้า แต่งหน้าได้เรียบมากขึ้น ผิวนุ่มมากขึ้น ช่วงอาทิตย์แรกๆมีสิวขึ้นมาอยู่บ้างค่ะ แต่ซักพักก็หายไป และหน้าก็ผ่องเหมือนเดิม

สำหรับวันนี้ก็มีแค่นี้ค่ะ ขอบคุณที่ติดตามอ่านมาจนจบนะคะ

สุดท้ายนี้ขอขอบคุณทางสถาบัน Munique ที่ช่วยเปิดหูเปิดตาให้รู้จักกับเทคโนโลยีใหม่ๆ และแนะนำการดูแลผิวดีๆด้วยค่ะ

Disclaimer/Conflict of interests: ทรีทเมนท์ได้รับการสนับสนุนจากสถาบัน Munique

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ สถาบันดูแลสุขภาพผิวมิวราดได้โดยตรง หรือโทรศัพท์ไปที่ Murad care line ที่เบอร์ 02-129-3900 หรือเวบไซต์www.murad.co.th หรือทางเฟสบุคmurad.th ค่ะ

[Review] Amelie Sun challenge sun nano spray

[Review] Amelie Sun challenge sun nano spray

คืนนี้มี่แวะเอาสเปรย์กันแดด จากแบรนด์ Amelie Sun challenge Sun nano spray มาฝากค่ะ

มาดูโฉมหน้าผลิตภัณฑ์กันก่อนดีกว่านะคะ

IMG_4653-re

สเปรย์ตัวนี้ค่อนข้างละเอียดค่ะ สเปรย์แล้วไม่ทิ้งคราบอะไรไว้บนผิว แต่แอบฟุ้งกระจายนิดนึง

IMG_4655-re

มาดูคำเคลมของผลิตภัณฑ์ ตรงฉลากภาษาไทย ก่อนนะคะ

amile-re

เขาเคลมว่า นวัตกรรมกันแดดชนิดสเปรย์ละอองละเอียด ช่วยปกป้องผิวจากรังสี UV ได้อย่างทั่วถึง

ฉันว่า ละเอียดจริง ในส่วนผสมมีกันแดดกายภาพอยู่ ก็น่าจะปกป้องได้ทั่วถึงจริง

เขาเคลมว่า สารสกัดจากเปลือกมังคุด ความมันแลดูลดลงและชะลอการสะสมของแบคทีเรียซึ่งเป็นสาเหตุของสิว

ฉันว่า สารสกัดจากเปลิอกมังคุดช่วยฆ่าเชื้อแบคทีเรียได้จริง แต่ไม่ได้ช่วยคุมมันนะคะ น่าจะเป็นเจ้า Silica ในส่วนผสมมากกว่าที่คุมมันได้

เขาเคลมว่า ฉีดพ่นทับเครื่องสำอางได้ระหว่างวัน บ่อยครั้งตามต้องการ

ฉันว่า ไม่ทำให้เมคอัพเลือน ฉีดได้อยู่

มาดูส่วนผสมกันดีกว่าค่ะ

สผส

ส่วนผสมชุดนี้ มีพวกซิลิโคนเป็นองค์ประกอบหลักเลย มีสารกลุ่มน้ำมันอยู่ตัวหนึ่ง คือ Isononyl isononanoate ตัวนี้เป็น Fatty ester ที่บางเบาไม่เหนอะหนะ ไม่อุดตันรูขุมขน แต่ส่วนผสมที่เรียกได้ว่าอาจจะเจ็บปวดนิดหน่อยสำหรับสาวผิวแห้งคือเจ้า Alcohol ปกติ เจ้า Alcohol นี่ให้ข้อดีคือให้สัมผัสที่บางเบา ระเหยไว (แห้งไว) ไม่เหนอะหนะ แต่อาจจะระคายเคืองได้ คนที่ไวต่อแอลกอฮอล์มากๆควรทดสอบก่อนนะคะว่าไหวหรือเปล่า

สำหรับความสามารถในการกันแดด ส่วนผสมชุดนี้มีเจ้า Ethylhexyl methoxycinnamate เป็นกันแดดชนิดเคมี ช่วยกรองรังสี UVB กับ Zinc oxide ที่เป็นกันแดดชนิดกายภาพ สะท้อนรังสีได้กว้างทุกความยาวคลื่น

ปกติไม่มีอะไรในโลกนี้ที่จะกันแดดได้ 100% นะคะ ดังนั้นผลิตภัณฑ์กันแดดที่ดีก็ควรจะมีพวก Antioxidant เสริมเข้ามาด้วย โดยตัวที่พอจะเข้าข่ายก็น่าจะเป็นสารสกัดจากเปลือกมังคุด (Garcinia mangostana peel extract) สารสกัดจากเปลือกมังคุดมีรายงานว่าประกอบด้วยสารในกลุ่ม Xanthones ที่มีคุณสมบัติดีๆหลายอย่าง เช่น Antioxidant, Anti-inflammatory และมีคุณสมบัติในการต้านเชื้อแบคทีเรียได้หลายๆชนิด (J Med Assoc Thai. 2014;97 Suppl 2:S196-201.)

ถึงเวลาให้คะแนน

1.สารกันแดด มีส่วนประกอบของ Zinc oxide ที่เป็นกันแดดชนิดกายภาพ กับ Ethylhexyl methoxycinnamate ที่เป็นชนิดเคมี โดยรวมถือว่ากันแดดได้ครอบคลุม และน่าจะเน้นไปที่ UVB จุดนี้ขอให้ 5 ฟลาสก์

2.สารบำรุงอื่นๆ มีแค่ส่วนผสมของสารสกัดจากเปลือกมังคุด ให้ผลเป็น Antioxidant, ลดการอักเสบ และช่วยเรื่องฆ่าเชื้อแบคทีเรียบางชนิด เนื่องจากมีแค่ชนิดเดียว และยังขาดคุณสมบัติอีกหลายด้าน จุดนี้จึงขอให้ 2 ฟลาสก์

3.สารองค์ประกอบอื่นๆ มีส่วนผสมของ Alcohol ที่อาจจะทำให้บางคนระคายเคืองได้ ส่วนนอกนั้นก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร จึงขอให้ 4 ฟลาสก์

4.คะแนนการใช้งาน มาในรูปแบบสเปรย์อัดแก๊ส กระปุกไม่ใหญ่มากไป พกใส่กระเป๋าไปฉีดได้ระหว่างวัน ไม่เหนอะหนะ ไม่มัน ไม่เหนียว ไม่เป็นคราบ ไม่เปื้อนใส่เสื้อผ้า แต่ มันจะซึมเปื้อนมาติดที่คอขวด อาจจะเปื้อนกระเป๋าได้ จุดนี้จึงขอให้ 4 ฟลาสก์

คะแนน

รูปที่ซึมเปื้อนค่ะ

IMG_4654-re

วันนี้หมดแล้วค่ะ พบกันใหม่โอกาสหน้า สวัสดีค่ะ

สุดท้ายนี้ต้องขอขอบคุณทางแบรนด์ Amelie ด้วยนะคะที่ส่งผลิตภัณฑ์ดีๆมาให้มี่ได้ทดลองใช้

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถติดต่อสอบถามได้ที่แฟนเพจ Amelie official

https://www.facebook.com/Amelie.skinproduct

เลยนะคะ
ขอบคุณที่ติดตามอ่านมาจนจบค่ะ

[Full Review] Fairique exclusive whitening cream

[Full Review] Fairique exclusive whitening cream

วันนี้มี่เอารีวิวเครื่องสำอางเพื่อผิวขาวของคนไทย จากแบรนด์ Fairique มาฝากกันค่ะ

มาดูโฉมหน้ากันก่อนนะคะ นางมาในกระปุกแก้วสีขาวขุ่นฝาสีเงินดูหรูหราและคลาสสิคค่ะ

IMG_4661-re

เนื้อข้างในเป็นครีมสีขาว ไม่มีสี ไม่มีกลิ่น เนื้อหนักเล็กน้อย แต่เกลี่ยง่าย ดูดซึมไว และชุ่มผิวดีค่ะ

ให้ดูเนื้อก่อนนะคะ

IMG_4662-re

หลังจากเกลี่ยและทิ้งไว้ 5 นาที ก็จะดูดซึมจนหมดค่ะ

IMG_4663-re

เหมือนเช่นเคย เรามาวัดค่า pH กันดีกว่า

IMG_4664-re

มาดูส่วนผสมกันดีกว่านะคะ

สผส fairique

มารู้จักกับสารบางอย่างที่น่าสนใจกันเถอะ

**Niacinamide เป็นรูปแบบหนึ่งของวิตามินบี 3 มีรายงานว่า สารตัวนี้สามารถเป็น Whitening ช่วยปรับสภาพสีผิวให้สม่ำเสมอ โดยไปรบกวนการส่งผ่านของเมลานินที่สร้างเสร็จแล้ว ลดการอักเสบในผิว เพิ่มการไหลเวียนเลือด ช่วยเพิ่มความแข็งแรงให้ผิวโดยไปกระตุ้นการสร้าง Ceramides กรดไขมัน และไขมันชนิดต่างๆในหนังกำพร้า (Int J Cosmet Sci 2005; 27:255–261)

**Hexylresorcinol อนุพันธ์ของ Resorcinol มีรายงานว่าสามารถยับยั้งเอนไซม์ Tyrosinase ซึ่งเป็นเอนไซม์ที่ใช้สร้างเมลานินได้ (Protein J. 2004;23(2):135-41.) การทดสอบเชิงคลินิกชิ้นหนึ่งใช้สารนี้ผสมกับสาร Whitening ตัวอื่นๆในอาสาสมัคร พบว่าผล Whitening effect ดีกว่าครีม Hydroquinone 4% (J Drugs Dermatol. 2013;12(3):s16-20.) ข้อมูลจากผู้ผลิตระบุว่า สารกลุ่มนี้พบในข้าว Rye และ Wheat ให้ผลยับยั้งการสร้างเมลานิน กระตุ้นการสร้าง Glutathione ในผิว จึงให้ผลเสริมกันในการเป็น whitening

  • **สูตรผสมของ Palmitoyl proline กับ Nymphaea alba flower extract ไปตรงกับวัตถุดิบที่ชื่อ Sepicalm VG ของบริษัท Seppic
  • -Nymphaea alba flower extract คือ สารสกัดจากดอกบัว ส่วนของดอกไม่พบข้อมูลงานวิจัยในฐาน Pubmed ข้อมูลจากผู้ผลิตวัตถุดิบบอกว่าใช้เป็น Whitening
  • -Palmitoyl proline อนุพันธ์ของกรดอะมิโน Proline ที่จับกับกรดไขมัน Palmitic acid เพื่อเพิ่มการดูดซึมเข้าสู่ผิว สารนี้เดี่ยวๆให้ผลเป็นสารปรับสภาพผิว (Skin conditioning agent) สูตรผสมของ Palmitoyl proline กับ Nymphaea alba flower

ส่วนผสมชุดนี้ผู้ผลิต Claim ว่า ให้คุณสมบัติเป็น Whitening ที่ดี โดยออกฤทธิ์กดการสร้างเอนไซม์ Tyrosinase ที่ระดับ DNA และยังมีคุณสมบัติลดการอักเสบและระคายเคืองในผิว รวมไปถึงช่วยเรื่องริ้วรอยได้ดี (Sepicalm VG technical data sheet, Seppic Inc.)

**Ascorbyl glucoside เป็นอนุพันธ์ชนิดหนึ่งของวิตามินซี มีความเป็นกรดน้อย ความคงตัวสูง วิตามินซีมีประโยชน์เป็น Antioxidant เป็น Whitening โดยขัดขวางการทำงานของเอนไซม์ที่สร้างเมลานิน และเป็นองค์ประกอบในขั้นตอนการสร้างคอลลาเจน

**Polymethylsilsesquioxane เป็นซิลิโคนชนิดหนึ่ง ให้คุณสมบัติพิเศษแก่เนื้อครีม ช่วยให้ลื่นผิวเวลาทา ให้คุณสมบัติกันน้ำ ช่วยดูดซับความมัน และช่วยเคลือบให้ริ้วรอยดูจางลง (ชั่วคราวก่อนล้างออก)

ให้คะแนนดีกว่า

1.ส่วนผสมที่เป็นสารออกฤทธิ์ (Active ingredients) เอาที่สารออกฤทธิ์ก่อนส่วนผสมชุดนี้มีการออกฤทธิ์ที่ 3 ขั้นตอน คือ ขัดขวางการสร้างเอนไซม์ Tyrosinase ต่อมาก็ไปขัดขวางการทำงานของเอนไซม์ Tyrosinase ที่หลุดรอดออกมาได้ และยังไม่พอ ยังไปขัดขวางการส่งผ่าน Melanin ที่ถูกสร้างเสร็จแล้วไม่ให้ออกไปข้างนอกอีก และที่สำคัญคือไม่มีพวกกรดอินทรีย์ที่เป็นสารทำให้ผิวบาง โดยรวมถือว่าทำได้สมบูรณ์แบบมาก แต่ถ้ามีพวก Antioxidant กับ Moisturizer เสริมเข้ามาอีกน่าจะถือว่าเลอค่าเลย จุดนี้ขอให้ 4 ฟลาสก์

2.ส่วนผสมที่เป็นส่วนเนื้อ (Base) ในส่วนผสมมีครบทั้งสารดูดน้ำให้ผิว สารไขมันจากธรรมชาติ และสารไขมันเคลือบผิว โดยรวมถือว่ามีครบ แม้ส่วนผสมบางอย่างอาจจะน้อยชนิดไปนิดนึง ที่สำคัญคือส่วนผสมชุดนี้ไม่มีแอลกอฮอล์ จุดนี้ขอให้ 5 ฟลาสก์

3.ส่วนผสมที่เป็นสารเสริมอื่นๆ (Additives) ส่วนผสมชุดนี้ไม่มีน้ำหอม ไม่มีพาราเบน จึงทำให้เสี่ยงแพ้น้อยกว่า แต่อย่าลืมว่าการแพ้เป็นเรื่องที่คาดเดาไม่ได้ แล้วแต่บุคคล สารที่ใช้แม้ไม่ได้มีอันตรายอะไร แต่ก็ไม่ได้มีประโยชน์อะไรเสริมมาให้ผิว แต่ดูเหมือนยังขาดตัวจับโลหะ เช่นพวก EDTA ฯลฯ ไปอยู่ ถ้ามีโลหะปนเปื้อนมาอาจจะมีผลต่อเนื้อสารก็ได้ (แต่จุดนี้เราก็ไม่รู้ว่ามันจะมีตัวอื่นในส่วนผสมที่ช่วยเรื่องนี้ได้รึเปล่านะ) จุดนี้จึงขอให้ 4 ฟลาสก์

4.คะแนนการใช้งาน โดยรวมถือว่าเนื้อครีมค่อนข้างเนียน เกลี่ยง่าย ซึมไว ไม่เหนอะหนะ ไม่มีกลิ่น ไม่มีสี ไม่มีรส (เอ้ย ไม่ใช่ละ) ใช้แล้วรู้สึกชุ่มชื้นดีค่ะ โดยรวมถือว่าพอใจอยู่นะคะ ขอให้ 5 ฟลาสก์

คะแนน
สุดท้ายนี้มี่ขอขอบคุณทางแบรนด์ Fairique ด้วยนะคะที่ส่งผลิตภัณฑ์ดีๆมาให้มี่ได้ทดลองใช้
สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถสอบถามได้ทางแฟนเพจของแบรนด์ Fairique ได้เลยค่ะ
ขอบคุณที่ติดตามรับชมมาจนจบค่ะ
[Full Review] Laychou illuminator emulsion and mist

[Full Review] Laychou illuminator emulsion and mist

วันนี้มี่แวะเอาผลิตภัณฑ์ 2 ตัว จากแบรนด์ Laychou (เรย์ชู) มารีวิวให้ชมกันค่ะ ตัวที่มี่ได้มาจะเป็นตัว Illuminator Mist กับตัว Illuminator emulsion ซึ่งเป็นรูปแบบครีมค่ะ

ให้ดูโฉมหน้ากันก่อนดีกว่าค่ะ

IMG_4348-re-horz

มาดูไปทีละตัวดีกว่านะคะ ตัวแรกเป็น Mist หรือที่เราเรียกกันติดปากว่า “น้ำแร่” ค่ะ

IMG_4352-re

ตัวนี้เป็นน้ำใสๆ มาในขวดพลาสติคสีขุ่นๆ ฝาสีดำดูเรียบง่ายแต่หรูหราดีค่ะ

ฉีดออกมาจะเป็นน้ำ กลิ่นหอมอ่อนๆ มีฟองนิดๆก็เลยดูเหมือนขุ่นๆค่ะ พอเอามือตบเบาๆ ก็จะซึมหมดค่ะ

IMG_4353-re

มาลองวัด pH กันดูดีกว่านะคะ

IMG_4355-re

pH อยู่ที่ประมาณ 5 เป็นกรดอ่อนๆ เหมือนกับผิวของเราพอดีเลยค่ะ

มาดูส่วนผสมกันดีกว่านะคะ

Water, Trehalose, Isopentyldiol, Glycerin, Jania rubens extract, Polyquaternium-51, Sodium hyaluronate, Butylene glycol, Cichorium intybus leaf extract, Brassica oleraceae italica extract, Apium graveolens extract, Allantoin, Polysorbate 20, Benzyl alcohol, Fragrance, Methylchloroisothiazolinone, Methylisothiazolinone

ปกติเราแบ่งส่วนประกอบในผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางเป็น 3 หมวดหลักๆ คือ

1.Actives หรือ สารออกฤทธิ์ เป็นสารที่ทำให้เครื่องสำอางมีคุณสมบัติพิเศษต่างๆ

2.Base หรือ ส่วนเนื้อของผลิตภัณฑ์ เป็นตัวอุ้มและเก็บสารออกฤทธิ์ไว้

3.Additives หรือ ส่วนของสารเติมแต่ง เป็นตัวเติมแต่งให้ผลิตภัณฑ์มีความน่าใช้ มีความปลอดภัย เช่น พวกสารกันเสีย พวกน้ำหอม พวกซิลิโคน ตัวเพิ่มความหนืด ฯลฯ

คุณสมบัติของสารต่างๆแยกตามหน้าที่

1.Actives ได้แก่

-Trehalose สารประกอบน้ำตาลชนิดหนึ่งมีประโยชน์ในการเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิว และช่วยปกป้องผิวจากความแห้งแล้ง

-Jania rubens extract คือ สารสกัดจากสาหร่ายสีแดงชนิดหนึ่ง มีรายงานการวิจัยสนับสนุนถึงคุณสมบัติในการฆ่าเชื้อแบคทีเรียบางชนิด (Phytother Res. 2007;21(2):153-6.) ข้อมูลจากผู้ผลิตวัตถุดิบระบุว่าสารสกัดนี้เมื่อใช้กับผิวร่างกายจะให้ผลกระชับสัดส่วน กระตุ้นการสังเคราะห์คอลลาเจนในผิว และช่วยเรื่องเซลลูไลท์ (Actiporin 8G by Codif) ถ้าเอามาใช้กับหน้าอาจจะช่วยเรื่องปรับรูปหน้าได้

-Sodium hyaluronate มีบทบาทเกี่ยวกับความชุ่มชื้นและยืดหยุ่นของผิว

-Cichorium inhytbus leaf extract คือ สารสกัดจากใบ Chicory มีรายงานเกี่ยวกับคุณสมบัติ Antioxidant (Saudi J Biol Sci. 2015;22(3):322–326.)

-Brassica oleracea italic extract คือ สารสกัดจาก Broccoli มีรายงานว่าเป็น Antioxidant ที่ดี (Food Bioprocess Technol. 2011; 4:1137-1143)

-Apium graveolens extract สารสกัดจาก Celery ไม่มีรายงานการวิจัยที่เกี่ยวข้องกับทางผิวหนัง น่าจะให้ผลเรื่อง Antioxidant เหมือนผักทั่วไป

-Allantoin ลดการแพ้ ลดการอักเสบและระคายเคือง

2.Base มาในรูปแบบของ Solution ประกอบด้วยน้ำและสารต่างๆที่ละลายได้ในน้ำ คือ น้ำ, Isopentyldiol, Glycerin, Butylene glycol 3 ตัวหลังนี้เป็นสารดูดน้ำเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิว

3.Additives ได้แก่

3.1Emulsifier/Surfactant ได้แก่ Polysorbate 20 ใช้เพื่อช่วยให้สารละลายใส กับ Polyquaternium-51 ตัวนี้เป็น Polymer ของสารที่มีโครงสร้างคล้ายๆ Phospholipid บนผิวหนัง จึงเชื่อกันว่าสามารถจับกับผิวหนังทดแทนส่วนที่เสียหายไป ช่วยให้ผิวดูนุ่มเนียนได้

3.2Preservatives ได้แก่ Benzyl alcohol, Methylcholroisothiazolinone กับ Methylisothiazolinone

3.3สารแต่งกลิ่น/Fragrance

ถึงเวลาให้คะแนน

1.Actives ส่วนของสารที่ใส่มาให้ผลเรื่องการเป็น Moisturizer โดยการดูดน้ำให้ผิว อย่าง Trehalose ที่ค่อนข้างดี เสริมกับ Hyaluron อีกตัวหนึ่ง ทำให้ผิวนุ่มชุ่มชื้นขึ้นมา เสริมมาด้วยส่วนผสมของสารสกัดจากพืชผักที่เป็น Antioxidant ซึ่งประเด็นเรื่องความชุ่มชื้นก็ก็ถือว่าตรงตามที่แบรนด์ Claim ไว้ แต่ว่าจากชื่อ Illuminator ยังดูเหมือนขาดตัวที่ช่วยเรื่องความสว่างของผิว กับการคุมมันไปอยู่นิดหน่อย จุดนี้จึงขอให้ 3 ฟลาสก์

2.Base มาในรูปแบบของสารละลาย ไม่มี Alcohol ไม่มีน้ำมัน ไม่มีซิลิโคน ส่วนของ Isopentyldiol, Glycerin และ Butylene glycol สามารถดูดน้ำให้ผิวได้ค่อนข้างโอเค จึงขอให้ 5 ฟลาสก์

3.Additives มีสารอยู่เท่าที่จำเป็น ส่วนของ Polyquaternium-51 ยังจับกับผิวแล้วให้ความรู้สึกนุ่มสบาย นอกจากนั้นยังไม่มีพาราเบน ไม่มีซิลิโคน ถึงแม้ว่าจะมีน้ำหอม แต่ก็ไม่เคยหักคะแนนน้ำหอมในผลิตภัณฑ์อื่นๆที่ไม่ใช่ eye care มาก่อน แต่อีกจุดที่สำคัญคือ ขาดส่วนผสมของสารจับโลหะ (EDTA ) อยู่ ซึ่งโลหะพวกนี้จะทำให้ผลิตภัณฑ์เสื่อมสภาพไวขึ้น จุดนี้จึงขอให้ 4 ฟลาสก์

4.การใช้งาน ตัวมิสท์ ยังฉีดออกมาได้ไม่ละเอียดมาก เวลาสเปรย์ลงบนหน้าโดยตรงจะมีบางจุดที่มีหยดน้ำใหญ่กว่า แล้วดูมีฟองๆ ซึ่งทำให้เมคอัพบางส่วนเกิดจุดด่าง แนะนำว่าควรใช้ก่อนแต่งหน้า หรืออาจจะสเปรย์ลงบนสำลีใช้แทนโทนเนอร์ การที่ดูมีฟองๆเลยดูเหมือนไม่น่าใช้แต่ความจริงก็ไม่มีอะไร แต่ถ้าจะใช้วิธีสเปรย์แบบญี่ปุ่น คือ สเปรย์ไปบนอากาศแล้วเอาหน้าเข้าไปรับไอน้ำ ก็จะไม่ทั่วถึง เมื่อใช้แล้วผิวหน้าก็นุ่มชุ่มชื้นขึ้นกว่าตอนที่ไม่ได้ใช้ จุดนี้ขอให้ 3 ฟลาสก์

คะแนน mist

ต่อมาเป็นตัวครีมค่ะ มีชื่อสวยๆว่า Illuminator emulsion ค่ะ

IMG_4348-re

ครีมของเขาเนื้อจะค่อนข้างแน่น กลิ่นหอมอ่อนๆ ค่อนข้างจะเคลือบผิวได้ดี คิดว่าคนที่ผิวแห้งหน่อยน่าจะชอบค่ะ แต่ถึงผิวมันมากก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไรค่ะ เพราะว่าหลังจากทิ้งไว้ซักระยะก็จะแห้งสนิทและราบเรียบไปไม่เหนอะหนะค่ะ

IMG_4349-re

เกลี่ยแล้วทิ้งไว้ 5 นาที ก็จะซึมไปจนหมดค่ะ

IMG_4350-re

มาลองดูค่า pH กันดีกว่านะคะ

IMG_4351-re

ค่า pH น่าจะอยู่ที่ 5 นะคะ ก็เป็นกรดอ่อนๆ เหมาะกับผิวดีค่ะ

ต่อมา มาดูส่วนผสมกันดีกว่านะคะ พอดีส่วนผสมมันยาวเลยขอถ่ายภาพเอานะคะ

สผส

คุณสมบัติของสารต่างๆแยกตามหน้าที่

1.Actives ได้แก่

-Niacin เป็นรูปแบบธรรมชาติของวิตามินบี 3 รูปแบบนี้มักจะมีความคงตัวต่ำและดูดซึมได้น้อยกว่ารูปแบบ Amide (คือ Niacinamide) ที่เราใช้กันทั่วไป แต่มีข้อดีที่เหนือกว่าคือ สามารถออกฤทธิ์ได้เลยโดยไม่ต้องไปเปลี่ยนเป็น Niacin อีกทีในผิว วิตามินบี 3 มีประโยชน์เรื่องการขัดขวางการส่งผ่านเมลานินที่สร้างเสร็จแล้วไม่ให้ออกไปข้างนอก และมีผลช่วยเรื่อง Barrier ผิว โดยไปกระตุ้นการสร้างไขมันดีๆในผิวได้ รวมไปถึงผลในการลดการอักเสบ

-Jania rubens extract ที่กล่าวไปแล้วในตัว Mist

-Alteromonas ferment extract สารที่ได้จากการหมักจุลินทรีย์ชนิดหนึ่ง ผู้ผลิตวัตถุดิบ Claim ว่าให้ผลกระตุ้นการสร้าง Ceramide กับไขมันชนิดอื่นๆในผิว และเพิ่มการสร้าง Filaggrin ซึ่งเป็นโปรตีนที่สำคัญในผิว โดยจะสลายตัวเป็นกรดอะมิโนที่คอยจับน้ำให้ผิว และ กลายเป็นตัวเพิ่มความแข็งแรงในการยึดเกาะกันของเซลล์ผิว

-Alpha-arbutin กับ Arbutin ขัดขว้างการสร้างเม็ดสีผิว

-Acetyl tyrosine เกี่ยวข้องกับการสร้างเม็ดสีผิว

-Saxifraga sarmentosa extract สารสกัดจาก Saxifrage ไม่มีงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับผิวหนัง ข้อมูลจากผู้ผลิตวัตถุดิบระบุว่าสารสกัดให้ผลเป็นไวท์เทนนิ่ง เพิ่มความชุ่มชื้น และกระชับรูขุมขน

-Paeonia suffriticosa extract สารสกัดจาก Tree peony มีสารประกอบพวก Flavonoid ที่มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ มีรายงานการวิจัยบอกว่าสามารถทำให้เซลล์ผิวหนัง Keratinocyte มีชีวิตยืนยาวขึ้น (Fitoterapia. 2013;84:308-17) มีรายงานถึงฤทธิ์ Anti-inflammatory (Nat Prod Res. 2014;28(5):301-5.) และฤทธิ์ Antioxidant กับฤทธิ์ทำให้ผิวขาว ผ่านกลไกการยับยั้งเอนไซม์ Tyrosinase เอนไซม์ DOPA oxidase และยังลดการสังเคราะห์เอนไซม์ tyrosinase กับโปรตีนอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับการสังเคราะห์เมลานินได้ด้วย (Plant Foods Hum Nutr. 2011;66(3):275-84.)

-วิตามินซี 2 ชนิด ได้แก่ Aminopropyl ascorbyl phosphate กับ Ascorbyl tetraisopalmitate ตัวแรกละลายน้ำ ตัวที่สองละลายน้ำมัน ให้ผลเป็นไวท์เทนนิ่ง Antioxidant และเป็นองค์ประกอบในการสร้างคอลลาเจน

-Scutellaria baicalensis extract สารสกัดจาก Skullcap มีสารฟลาโวนอยด์ Baicalin กับ wogonin ที่เด่นเรื่องฤทธิ์ Anti-inflammatory ปกป้องผิวจากรังสี UV และมีผลต่อการสร้างคอลลาเจนและอิลาสตินใต้ผิว โดยมีผลต่อเอนไซม์ MMP-9 และ VEGF (Eur J Pharmacol. 2011; 661(1-3):124-32.) มีงานวิจัยสนับสนุนถึงฤทธิ์ในการต้านการอักเสบ ระงับอาการแพ้ (J Ethnopharmacol. 2012; 141(1):345-9.) สาร Flavonoid ในรากพืชจะช่วยปกป้องเซลล์ผิวจากกระบวนการอักเสบที่เกิดจากรังสี UVB (J Pharm Pharmacol. 2011; 63(12):1613-23.)

-Sodium hyaluronate มีบทบาทเกี่ยวกับความชุ่มชื้นและยืดหยุ่นของผิว

-Allantoin ช่วยลดการแพ้ ระคายเคือง

-Squalane สารไขมัน ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิวหนัง

-Polyglutamic acid โพลิเมอร์ที่เกิดจากกรดอะมิโน Glutamic acid พบได้ใน Natto ซึ่งเป็นสิ่งที่จุลินทรีย์บางชนิดสร้างระหว่างกระบวนการหมัก ในทางเภสัชกรรมมีประโยชน์ในการเป็นระบบนำส่ง ส่วนในทางเครื่องสำอางผู้ผลิตวัตถุดิบ Claim ว่าสามารถดูดและจับน้ำได้มากถึง 5000 เท่าของน้ำหนักตัวมัน และมีรายงานการวิจัยอีกฉบับกล่าวว่า Polyglutamic acid ที่มีขนาดโมเลกุลใหญ่สามารถกระตุ้นการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันได้ (Chem Biodivers. 2010; 7(6):1555-62.) น่าจะมีส่วนช่วยให้ระบบผิวหนังแข็งแรงขึ้น

-Citric acid เป็นได้ทั้งตัวปรับ pH, AHA และก็ตัวจับโลหะ

2.Base มาในรูปแบบของ Emulsion ทีป่ระกอบด้วย น้ำ ซิลิโคน และก็น้ำมัน ดังนี้

2.1ส่วนของน้ำ ได้แก่ น้ำ, Isopentyldiol, Glycerin, Butylene glycol

2.2ส่วนของน้ำมัน ได้แก่ Hydrogenated polydecene ตัวนี้เคลือบผิวรักษาความชุ่มชื้นได้ดีไม่เหนอะหนะ

2.3ซิลิโคน มี Dimethicone ให้สัมผัสที่ดี ไม่เหนอะหนะ เคลือบปกป้องผิวได้

3.Additives ได้แก่

3.1Emulsifier/surfactant ได้แก่ Polysorbate 80, Octyldodeceth-20 กับ Polyquaternium-51 ตัวนี้กล่าวรายละเอียดไว้แล้วในตัว Mist

3.2สารเพิ่มความหนืด ได้แก่ Hydroxyethylacrylate/sodium acryloyldimethyltaurate copolymer กับ Ammonium acryloyldimethyltaurate/VPP copolymer ร่วมกับ Acacia gum กับ Hydrolyzed rhizobian gum สูตรผสมของ Gum 2 อันนี้ไปตรงกับวัตถุดิบที่ชื่อ Easyliance ที่มีคุณสมบัติพิเศษคือจะเคลือบฟิล์มบนผิวและฉาบปิดริ้วรอยให้ดูเรียบเนียนขึ้นมาทันที

3.3Preservatives ได้แก่ Sodium sulfite ตัวนี้จะสลายตัวปลดปล่อยก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ออกมาซึ่งอาจจะระคายเคืองผิวบางคนที่ไวได้ ร่วมกับสารกันเสียอื่นๆ เช่น Phneoxyethanol, Benzyl alcohol, Methylcholroisothiazolinone กับ Methylisothiazolinone

3.4สารแต่งกลิ่น/Fragrance

ถึงเวลาให้คะแนน

1.Actives ส่วนผสมของสารที่ช่วยเรื่องผิวขาวออกฤทธิ์ที่ 2 กลไก คือ การยับยั้งการสร้าง และการขัดขวางเมลานินที่สร้างเสร็จแล้วไม่ให้ออกไปข้างนอก เสริมมาด้วยพวก Moisturizer กับ Antioxidant จุดนี้ถือว่าดูดี แต่ก็ยังไม่พีค เพราะปัจจุบันมีสารจำนวนมากมายที่สามารถออกฤทธิ์ได้ดี และมีกลไกการออกฤทธิ์ที่ครอบคลุมมากกว่า แต่ด้วยความที่มีสารออกฤทธิ์หลายๆตัวเสริมกัน ก็เลยคิดว่าน่าจะให้ผลดีอยู่ จึงขอให้ 5 ฟลาสก์

2.Base ปกติสูตรครีมที่ดีควรจะประกอบด้วยส่วนสำคัญอยู่ 3 ส่วน คือ สารดูดน้ำ สารไขมันดูดซึมได้ และสารเคลือบผิวกันน้ำระเหย ถ้ายก Squalane มารวมกับส่วนนี้ ในส่วนผสมชุดนี้เรียกได้ว่ามีครบทั้ง 3 องค์ประกอบ จึงขอให้ 5 ฟลาสก์

3.Additives ส่วนผสมชุดนี้ไม่มีพาราเบน สารองค์ประกอบอื่นๆที่ใส่มาก็ถือว่าเลือกได้ดี อย่างวัตถุดิบสูตรผสมของ Easyliance ที่ช่วยโบกปิดริ้วรอยบนผิวได้ในทันที จึงทำให้เรารู้สึกดีตอนใช้ แต่ขอติที่ส่วนผสมของ Sodium sulfite ที่สามารถสลายตัวปลดปล่อยก๊าซซัลเฟอร์ออกมาแล้วทำปฏิกิริยากับน้ำกลายเป็นกรดที่อาจจะทำให้บางคนระคายเคืองผิวได้ จุดนี้ขอให้ 4 ฟลาสก์

4.การใช้งาน อย่างที่บอกว่า เนื้อครีมค่อนข้างหนัก แต่เคลือบปกป้องผิวได้ค่อนข้างดี ดูดซึมค่อนข้างไว และไม่เหนอะหนะ ส่วนเรื่องสีเรื่องกลิ่นเรื่องเนื้อสัมผัสก็ทำมาได้ค่อนข้างดี ขอให้ 4 ฟลาสก์

คะแนน mist

สุดท้ายนี้ต้องขอขอบคุณทางแบรนด์ Laychou ด้วยนะคะที่ส่งผลิตภัณฑ์ดีๆมาให้มี่ได้ทดลองใช้ แล้วพบกันใหม่คราวหน้า สวัสดีค่ะ

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถสอบถามที่ได้ที่เพจ Laychou เลยนะคะ

https://www.facebook.com/laychouthailand ค่ะ

สุดท้ายนี้ขอบคุณทุกท่านด้วยค่ะที่ติดตามอ่านมาจนจบ