[Cosme-Diagnosis] Rx for Brown skin step 2 treat & repair

[Cosme-Diagnosis] Rx for Brown skin step 2 treat & repair

สวัสดีค่ะ วันนี้มี่แวะมารีวิวเวชสำอางยี่ห้อหนึ่งของทางอเมริกา ซึ่งเป็นแบรนด์ที่ดังมาก และมีจุดเด่นจำเพาะ คือ เค้าวิจัยและพัฒนามาสำหรับคนผิวสีโดยเฉพาะเลยค่ะ

ผิวสีที่ว่านี่ไม่ใช่หมายถึงผิวดำนะคะ ผิวเหลืองแบบสาวๆบ้านเราก็ถือเป็นผิวสีค่ะ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นผิวขาว ก็ใช้ได้ด้วยค่ะ เพราะส่วนผสมไม่ได้เป็นตัวที่จะต้องจำเพาะเจาะจงกับคนผิวสีมากนัก เพียงแต่คนผิวขาว (แบบฝรั่ง หรือ Caucasians) เค้าจะไม่อยากได้ไวท์เทนนิ่งค่ะ เค้าจะอยากได้ไปทางชะลอวัย หรือ Anti-aging แทน

แบรนด์ที่ว่าก็คือ Rx for Brown Skin ที่วิจัยและพัฒนาโดย Dr.Susan C. Taylor แพทย์ผิวหนังชื่อดังท่านหนึ่ง

ตัวที่มี่ได้มามีสองตัวค่ะ ใช้คู่กับ Vit C ของ Dr.Jessica Wu ที่เคยรีวิวไปในกระทู้ก่อนนะคะ

 

IMG_0741-re

สองตัวที่ว่าก็คือ Intensive exfoliating texture repair (ขวดเล็ก) กับ Rapid dark spot & tone corrector (ขวดใหญ่กว่า) ส่วนอีกตัวก็เป็นวิตซีลูกรักที่รีวิวไปคราวก่อนค่ะ

ลองมาดูกันทีละตัวดีกว่านะคะ


ตัวแรก Intensive exfoliating texture repair

ตัวนี้เป็นตัวผลัดผิว หรือเรียกง่ายๆสั้นๆว่า AHA ค่ะ แต่ AHA ของเค้าไม่ได้ธรรมดาเลยนะคะ เพราะว่าเป็น AHA จาก
พืช ผสมกับ AHA สองตัวอย่าง Lactic และ Glycolic acid พร้อมทั้งสารสกัดพืชและสารบำรุงต่างๆอีกหลายตัวค่ะ

ลักษณะเนื้อสัมผัสจะเป็นเจลใสๆ เกลี่ยง่าย ไม่มัน ไม่เหนอะหนะ

brown 1-re

พอเกลี่ยเสร็จก็จะแห้งสนิทไปเลย

brown 2-re

ตัวนี้ข้างกล่องแนะนำว่า สำหรับคนที่ไม่เคยใช้ AHA มาก่อน ให้ใช้อาทิตย์ละ 2 – 3 ครั้ง แล้วค่อยๆเพิ่มความถี่ในการใช้ขึ้น แต่ส่วนตัวมี่คิดว่า เราใช้วันเว้นวัน หรืออาทิตย์ละ 3 ครั้งก็น่าจะกำลังดีค่ะ ส่วนตัวมี่จะใช้ จันทร์ พุธ ศุกร์ค่ะ แล้วใช้แค่กลางคืนก็น่าจะโอเคกว่า

ค่า pH ก็ไม่ได้ต่ำมากจนเกินไปค่ะ ไม่ 4 ไม่ 5 ก้ำกึ่งๆพอดี

IMG_0762-re

ลองมาดูส่วนผสมกันดีกว่านะคะ พอดีถ่ายแล้วไม่ชัดขอพิมพ์ให้แทนนะคะ

Water (Aqua), Vaccinium MyrtillusFruit/Leaf Extract, Butylene Glycol, Saccharum Officinarum (Sugar Cane)Extract, Glycerin, Sodium Hyaluronate, Acer Saccharum (Sugar Maple) Extract, Citrus Medica Limonum (Lemon) Extract, Citrus Aurantium Dulcis (Orange) Fruit Extract, Glycine Soja (Soy) Bean Extract, Punica Granatum (Pomegranate) Fruit Extract, Aloe Barbadensis (Aloe) Leaf Extract, Camellia Oleifera (Green Tea) Leaf Extract, Glycyrrhiza Glabra (Licorice) Root Extract, Pyrus Malus (Apple) Fruit Extract, Cucumis Sativus (Cucumber) Fruit Extract, Lactic Acid, Glycolic Acid, Hydroxyethylcellulose, Ethylhexylglycerin, Phenoxyethanol

ลองดูรายละเอียดและหน้าที่ของสารแต่ละตัวเลยดีกว่านะคะ

ปกติเครื่องสำอางจะประกอบด้วยส่วนสำคัญๆ อยู่ 3 ส่วนหลักๆ คือ

1.Actives หรือ สารออกฤทธิ์ เป็นสารที่ทำให้เครื่องสำอางมีคุณสมบัติพิเศษต่างๆ

2.Base หรือ ส่วนเนื้อของผลิตภัณฑ์ เป็นตัวอุ้มและเก็บสารออกฤทธิ์ไว้

3.Additives หรือ ส่วนของสารเติมแต่ง เป็นตัวเติมแต่งให้ผลิตภัณฑ์มีความน่าใช้ มีความปลอดภัย เช่น พวกสารกันเสีย พวกน้ำหอม พวกซิลิโคน ตัวเพิ่มความหนืด ฯลฯ

 

1.Actives ได้แก่

-Vaccinium myrtillus fruit/leaf extract สารสกัดจาก Bilberry ในฐานข้อมูลมีรายงานเกี่ยวกับคุณสมบัติในการปกป้องเซลล์ผิวหนังจากอันตรายของรังสี UV (J Photochem Photobiol B. 2014; 132:27-35.) สารประกอบ Anthocyanin ที่พบใน Bilberry ยังสามารถลดอาการคัน โดยไปลดการหลั่งสารภูมิแพ้จาก Mast cell (J Food Sci. 2012; 77(12):H262-7)

-Saccharum officinarum extract สารสกัดจากอ้อย มีรายงานการวิจัยระบุว่า สารสกัดจากอ้อยที่ผ่านการแยกเอาน้ำตาลออกไปจะมีคุณสมบัติเป็น Antioxidant และสามารถใช้เป็น Whitening โดยมีผลยับยั้งเอนไซม์ Tyrosinase ด้วย (J Agric Food Chem. 2011; 59(17):9219-25.) ซึ่งถ้าผลิตภัณฑ์ใช้แบบที่ยังมีน้ำตาลอยู่ ก็จะให้ผลเพิ่มความชุ่มชื้นแก่ผิวเพราะน้ำตาลสามารถดูดน้ำเข้าหาตัวเอง เวลาทาลงไปในผิวก็จะดูดน้ำให้ผิว

-Sodium hyaluronate มีบทบาทเกี่ยวกับความชุ่มชื้นและความยืดหยุ่นของผิว

-Acer saccharum extract สารสกัดจาก Sugar maple ในฐานข้อมูลงานวิจัยมีแต่รายงานของสายพันธุ์อื่น ส่วนข้อมูลจากผู้ผลิตวัตถุดิบบอกว่าสารสกัดนี้ออกฤทธิ์ผลัดเซลล์ผิว (Keratolytic)

-Citrus medica limonum extract สารสกัดจาก Lemon การออกฤทธิ์ขึ้นอยู่กับส่วนของพืช ถ้าเป็นส่วนของเนื้อผลจะได้กรด AHA ซึ่งมีบทบาทในการผลัดเซลล์ผิว ควบคุมความมัน และมีฟลาโวนอยด์อยู่บ้าง ในเปลือกมี Flavonoid ที่มีฤทธิ์ทางชีวภาพหลายๆอย่าง รวมทั้งฤทธิ์กระตุ้นการสมานแผล กระตุ้นการสร้างคอลลาเจน และส่งเสริมการเจริญเติบโตของเนื้อเยื่อใหม่ (Pak J Biol Sci. 2013; 16(20):1086-94.)

-Citrus aurantium dulcis fruit extract สารสกัดจากส้ม ส่วนของเนื้อผลจะมี AHA เป็นองค์ประกอบ และมีน้ำตาลช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่ผิว ผู้ผลิตวัตถุดิบยัง Claim ไปถึงวิตามินและสารอาหารในผลส้ม

-Glycine soja extract สารสกัดจากถั่วเหลือง คุณสมบัติขึ้นกับขึ้นกับกรรมวิธีที่ใช้สกัด มี 3 แบบ คือแบบแรกสกัดด้วย Organic solvent ซึ่งจะมีสาร Isoflavone 2 ตัว คือ Genistein และ Daidzein ซึ่งสองตัวนี้นอกจากที่มีฤทธิ์เป็น Anti-oxidant ที่ดีแล้ว ยังมีคุณสมบัติเป็นไฟโตเอสโตรเจนด้วย จึงช่วยให้ผิวหนาตัวขึ้น ชุ่มขึ้น และลดเลือนริ้วรอยได้ แบบที่สองคือสกัดด้วยน้ำ จะได้โปรตีน ที่ให้ความชุ่มชื้น กับซ่อมแซมโครงสร้างที่หนังกำพร้า และถ้าสกัดด้วย oil ก็จะได้กรดไขมันไม่อิ่มตัวกับ Phytosterol ที่มีประโยชน์กับผิว

-Punica granatum extract สารสกัดจากทับทิม อุดมด้วยสารในกลุ่ม Polyphenol มีคุณสมบัติเป็น Anti-oxidant ที่ค่อนข้างดี และช่วยควบคุมความมัน กระชับรูขุมขนได้ด้วย

-Tetrapeptide-30 Peptide ที่ประกอบด้วยกรดอะมิโน 4 ตัว ออกฤทธิ์ลดการอักเสบในผิว ลดการสร้างเม็ดสีผิว ข้อมูลจากผู้ผลิตวัตถุดิบระบุว่าสารนี้สามารถปรับโทนสีผิวให้สม่ำเสมอ และมีความสวยงามมากขึ้น

-Avena sativa extract สารสกัดจากข้าวโอ๊ต มีรายงานเกี่ยวกับคุณสมบัติในการต้านการอักเสบ (Anti-inflammatory) ของเซลล์ผิวหนัง (Int J Tissue React. 2003; 25(2):41-6.) และช่วยป้องกันความระคายเคืองจากสารเคมีในผิว (การทดสอบใช้ SLS เป็นสารที่ทำให้ผิวหนังเกิดการระคายเคือง) (Skin Pharmacol Appl Skin Physiol. 2002; 15(2):120-4.) นอกจากนี้เนื่องจากใน Oat มีทั้งคาร์โบไฮเดรตและโปรตีนจึงให้ผลเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิวได้ด้วย

-Aloe barbadensis leaf extract สารสกัดจากว่านหางจรเข้ มีรายงานการวิจัยกล่าวว่าสามารถออกฤทธิ์เป็นสารช่วยให้ผิวขาวได้โดยไปกระตุ้นให้เกิดกระบวนการ Melanin aggregation ทำให้สีผิวจางลง โดยตัวที่เป็นตัวออกฤทธิ์คือ Aloin ที่พบในใบ (Planta Med. 2012; 78(8):767-71.) การทดสอบผลของไลโปโซมที่บรรจุว่านหางจรเข้ต่อผิวหนังพบว่า มีฤทธิ์กระตุ้นการแบ่งเซลล์ผิวหนัง (Keratinocyte proliferation) และกระตุ้นการสังเคราะห์คอลลาเจน (J Oleo Sci. 2009;58(12):643-50.)

-Camellia oleifera leaf extract สารสกัดจากชา ส่วนของใบมีประโยชน์เป็น Antioxidant Anti-inflammatory และ Astringent (กระชับรูขุมขน) มีรายงานการวิจัยกล่าวว่า สารสกัดจากใบประกอบด้วยสารกลุ่ม Polyphenol ที่เป็น Antioxidant ที่ดี (Int J Biol Macromol. 2014; 68:7-12.)

-Glycyrrhiza glabra extract สารสกัดจากชะเอมเทศ มีรายงานเกี่ยวกับคุณสมบัติในการยับยั้งเอนไซม์ Tyrosinase ลดการสร้างเมลานินช่วยให้สีผิวจางลง มีฤทธิ์เป็น Antioxidant และช่วยปกป้องเซลล์ผิวจากอันตรายจากเปอร์ออกไซด์ในร่างกาย (Molecules. 2014; 19(7):9101-13.) มีคุณสมบัติเป็น Anti-inflammatory เมื่อใช้ในโรคผิวอักเสบแบบ Atopic จะช่วยลดอาการคัน บวม และแดงได้ (J Dermatolog Treat. 2003; 14(3):153-7.)

-Pyrus malus fruit extract สารสกัดจาก Apple สายพันธุ์หนึ่ง ไม่เจอรายงานการใช้ในผิวหนัง แต่ปกติผลไม้มีน้ำตาลกับวิตามิน และ AHA ที่ชื่อ Malic acid อยู่ จึงให้ผลเพิ่มความชุ่มชื้นและปรับสภาพผิวหนัง

-Cucumis sativus extract สารสกัดจากแตงกวา ซึ่งมีฟลาโวนอยด์และแทนนิน ซึ่งมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ (J Young Pharm. 2010;2(4):365-8) และยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ Hyaluronidase และเอนไซม์ Elastase จึงป้องกันและชะลอการเกิดริ้วรอยได้ (Arch Dermatol Res. 2011;303(4):247-52)

-Lactic acid สารในกลุ่ม AHA ที่ได้จากการหมักนมด้วยจุลินทรีย์บางชนิด การออกฤทธิ์ขึ้นกับค่า pH โดยอาจจะให้ผลเป็นตัวเพิ่มความชุ่มชื้น หรือ ผลัดเซลล์ผิว สำหรับตัว Lactic ใน pH ประมาณ 4 จะให้ผลกระตุ้นการสังเคราะห์ Ceramide ในผิวได้ ซึ่ง Ceramide ทำหน้าที่เป็น Barrier function รักษาความชุ่มชื้นให้แก่ผิว

-Glycolic acid สารในกลุ่ม AHA ที่มีขนาดเล็กที่สุด พบได้ในอ้อยและพืชอื่นๆ มีการ Claim ว่าซึมเข้าไปในผิวหนังได้ดี ให้ผลผลัดเซลล์ผิว เพิ่มความชุ่มชื้น และให้ผิวดูเรียบเนียนขึ้น

2.Base หลักๆมีแค่น้ำและส่วนของน้ำ ได้แก่ น้ำ, Butylene glycol, Glycerin, Ethylhexylglycerin ตัวนี้มีฤทธิ์ยับยั้งเชื้อได้ด้วย

3.Additives มีกันอยู่แค่สารเพิ่มความหนืด กับ สารกันเสีย ดังนี้

3.1สารเพิ่มความหนืด มี Hydroxyethylcellulose เป็นตัวเพิ่มความหนืด

3.2สารกันเสีย ได้แก่ Ethylhexylglycerin ตัวนี้เพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิวได้ด้วย และ Phenoxyethanol

สรุปจุดเด่น:

-สูตรผสมระหว่าง AHA และสารผลัดผิวจากธรรมชาติ

-ค่า pH ไม่ต่ำมากจนเกินไป

-ไม่มีน้ำหอม ไม่มีพาราเบน ไม่มีซิลิโคน
ถึงเวลาให้คะแนน

1.Actives มีสารสกัดพืชหลายๆชนิด ให้ผลทั้งช่วยลดการอักเสบ ผลัดเซลล์ผิว ไวท์เทนนิ่ง เป็น Antioxidant ที่ดี เสริมมาด้วย Peptide ที่ช่วยเรื่องการสร้างเม็ดสีผิว มีสารสกัดจากว่านหางจรเข้และชะเอม ที่จะคอยช่วยลดความระคายเคืองที่อาจจะเกิดขึ้นจาก AHA จึงนับว่าทำมาได้ค่อนข้างสมบูรณ์ จึงขอให้ 5 ฟลาสก์

2.Base หลักๆเป็นน้ำและสารละลายอื่นๆที่ละลายน้ำได้ ก็จะมี Glycerin, Butylene glycol และก็ Ethylhexylglycerin สามารถดูดน้ำให้ผิวได้ค่อนข้างดี ไม่มีแอลกอฮอล์ จึงขอให้ 5 ฟลาสก์

3.Additives มีแค่ 3 ตัว ไม่มีน้ำหอม ไม่มีซิลิโคน ไม่มีพาราเบน ซึ่งตามหลักการทาง Dermatology บอกว่า เวลามีสารน้อยๆชนิดก็จะเสี่ยงแพ้ได้น้อยกว่า จุดนี้ก็ไม่รู้จะไปหักคะแนนอะไรที่ไหน เพราะตัวที่ใส่มาก็ไม่ได้มีพิษมีภัยอะไรกับผิว จึงขอให้ 5 ฟลาสก์

4.คะแนนการใช้งาน ตัวเจลเป็นเจลใสๆ หนืดเล็กน้อย เกลี่ยง่าย ใช้ผลิตภัณฑ์แค่นิดเดียวประมาณเม็ดถั่วเขียวก็เกลี่ยได้ทั่วหน้า แห้งไว ไม่แสบ ไม่ร้อน ไม่แดง ไม่มีกลิ่น ซึ่งก็ดูโอเค จึงขอให้ 5 ฟลาสก์

 

คะแนน brown exfo

 

ทีนี้อีกตัวหนึ่งก็คือ Rapid dark spot & tone corrector เป็นตัวช่วยปรับสภาพ ปรับสีผิวให้สม่ำเสมอ และดูขาวขึ้นค่ะ

ตัวนี้จะมาในรูปแบบของ Emulsion คือ ประกอบด้วยน้ำมันและน้ำ

เนื้อเป็นเนื้อครีมสีออกครีมๆ

brown 3-re

เกลี่ยง่าย ไม่มัน ไม่เหนอะหนะ แห้งไวค่ะ

brown 4-re

ค่า pH ก็กำลังดีเลยค่ะ อยู่ที่ 5-6 ใกล้เคียงกับผิวพอดีค่ะ

IMG_0763-re

ส่วนผสมค่อนข้างเยอะนิดหนึ่งค่ะ บางตัวจะคล้ายๆกับตัว AHA เมื่อกี๊ก็ขอกล่าวรายละเอียดเฉพาะตัวที่ยังไม่ได้พูดถึงนะคะ

 

IMG_0781-re

มาดูไปกันทีละส่วนเลยดีกว่าค่ะ ตัวที่ซ้ำกับเมื่อกี๊ขอไม่ลงรายละเอียดนะคะ

1.Actives ได้แก่

-Oligopeptide-68 เป็นเปปไทด์ที่มีฤทธิ์คล้ายสาร TGF-β ออกฤทธิ์ลดและควบคุมการสร้างเม็ดสีผิว

-Tetrapeptide-30 ตัวนี้เป็นเปปไทด์ที่ช่วยเรื่อง Whitening เหมือนกัน

-Phyllanthus emblica fruit extract คือ สารสกัดจากมะขามป้อม มีประโยชน์ในเรื่อง Whitening เป็น Antioxidant ที่ดี แล้วมีผลช่วยเรื่องกระชับรูขุมขนได้

-Sodium hyaluronate มีบทบาทเกี่ยวกับความชุ่มชื้นและยืดหยุ่นของผิว

-Tetrahydrocucurminoids เป็นอนุพันธ์ของ Cucurminoids ที่พบในขมิ้นชัน เป็น Antioxidant ที่มีฤทธิ์ดี และมีผลป็น Whitening ที่ดี

-Ferulic acid สารบริสุทธิ์ที่พบในข้าว เป็น Anti-oxidant ที่มีฤทธิ์แรงและยังมีฤทธิ์ลดการอักเสบในผิว

-Dipotassium glycyrrhizinate สารที่พบในชะเอม ให้ผลลดการอักเสบ ลดการระคายเคืองในผิว

-สารสกัดจากชา 2 สายพันธ์คือ Camellia sinensis กับ Camellia oleifera ให้ผลเป็น Antioxidant ที่ดี

-Chondrus crispus extract สารสกัดจาก Carrageenan ให้ผลเพิ่มความชุ่มชื้นกับผิว

-Hydrolyzed chondrus crispus extract คือ Carrageenan ที่ผ่านกรรมวิธีการย่อยให้มีขนาดเล็กลง ให้ผลเพิ่มความชุ่มชื้น ลดการอักเสบและการระคายเคืองภายในผิว

-วิตามิน ซี 2 รูปแบบ คือ Sodium ascorbyl glucoside กับ Ascorbyl palmitate ตัวหนึ่งละลายน้ำมันอีกตัวละลายน้ำ วิตามินซีสองตัวนี้มีความเป็นกรดต่ำ ให้ผลเกี่ยวกับเรื่องชะลอวัย เพราะเป็น Antioxidant เป็นองค์ประกอบในการสังเคราะห์คอลลาเจน และให้ผลเป็น Whitening

-Hippophae rhamnoides extract สารสกัดจาก Seabuckthorn ประกอบด้วย Flavonoid หลายๆชนิด (Int J Food Sci Nutr. 2012;63(6):730-8.) ซึ่งพวกนี้ให้ผลเป็น Antioxidant ที่ดี

-Portulaca oleraceae extract สารสกัดจากคุณนายตื่นสาย มีรายงานเกี่ยวกับฤทธิ์กระตุ้นการสมานแผล (Wound healing) (J Ethnopharmacol. 2003; 88(2-3):131-6.) ลดการอักเสบ (J Ethnopharmacol. 2000; 73(3):445-51.) และมีคุณสมบัติเป็น Antioxidant (J Med Plants Res. 2011; 5(9):1589-1593)

-Vibrio alginolyticus ferment filtrate สารที่ได้จากการหมักจุลินทรีย์สายพันธ์หนึ่ง ผู้ผลิตวัตถุดิบ Claim ว่า ได้จากจุลินทรีย์แถบ French Polynesia ประกอบด้วย Polysaccharide ที่เสริมการผลัดเซลล์ผิว การแบ่งตัวและเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของเซลล์ผิว และช่วยเพิ่มความแข็งแรงของเซลล์ผิว โดยมีผลต่อการทำง่านของเอนไซม์ Transglutaminase ที่ทำหน้าที่เกี่ยวกับการเชื่อมต่อกันของโปรตีนระหว่างเซลล์

-Phospholipids ไขมันชนิดพิเศษที่เป็นองค์ประกอบของเยื่อหุ้มเซลล์ ให้ผลเพิ่มความชุ่มชื้น และเป็นสารตั้งต้นในการสังเคราะห์ไขมันอื่นๆในผิว

-Retinyl palmitate อนุพันธ์ของวิตามินเอ สามารถดูดซึมได้มากขึ้น ให้ผลปรับสมดุลการผลัดเซลล์ผิว ลดริ้วรอย และควบคุมการเกิดสิวได้

-Tocopheryl acetate อนุพันธ์ของวิตามินอี มีประโยชน์เป็น Antioxidant แต่ส่วนมากจะให้ผลปกป้องสารในผลิตภัณฑ์ไม่ให้เสื่อมสภาพเพราะออกซิเจนในอากาศ

-Leuconostoc/Radish root ferment filtrate สารสารที่ได้จากกระบวนการหมัก Radish root ด้วยจุลินทรีย์ Leuconostoc ซึ่งเป็นจุลินทรีย์กลุ่ม Lactic acid bacteria มีคุณสมบัติระงับเชื้อจุลินทรีย์ต่างๆ มี peptide ช่วยปรับสภาพผิว และเพิ่มความชุ่มชื้น ระหว่างการหมักน่าจะได้ Lactic acid ออกมาด้วย

-Glycine soja extract สารสกัดจากถั่วเหลือง เหมือนตัว Exfoliate

-Punica granatum fruit extract สารสกัดจากทับทิม เหมือนตัว Exfoliate

-Aloe barbadensis leaf extract สารสกัดจากว่านหางจรเข้ เหมือนตัว Exfoliate

-Citrus aurantium dulcis extract สารสกัดจากส้ม เหมือนตัว Exfoliate

-Glycyrrhiza glabra extract สารสกัดจากชะเอม เหมือนตัว Exfoliate

2.Base เป็นรูปแบบของ Emulsion เพราะประกอบด้วยน้ำและน้ำมัน ดังนี้

2.1ส่วนของน้ำ ได้แก่ น้ำ, Glycerin และ Butylene glycol

2.2ส่วนของน้ำมัน ได้แก่ C12-15 alkyl benzoate ตัวนี้ทำหน้าที่เป็นตัวละลายสารต่างๆ, Stearyl alcohol, Glyceryl stearate, Diisopropyl dimer dilinoleate, Cetearyl alcohol และ Stearic acid

2.3Silicone ได้แก่ Cyclopentasiloxane, Cyclohexasiloxane สองตัวนี้เป็นซิลิโคนที่ระเหยได้ ร่วมกับ Dimethicone ที่ระเหยไม่ได้ ทำหน้าที่เคลือบคลุมผิวกันน้ำระเหย

3.Additives มีแต่ตัวประสานน้ำให้เข้ากับน้ำมัน (Emulsifier) แค่สามตัว

3.1Emulsifier ได้แก่ Hydrogenated lecithin ตัวนี้ช่วยบำรุงผิวเพิ่มความชุ่มชื้นได้ ร่วมกับ Sodium oleate, และ Sodium lauroyl glutamate

จุดเด่น:

-มีสาร Whitening หลายๆตัวที่เสริมฤทธิ์กันหลายๆกลไก ทำให้น่าจะเสริมกันได้อย่างดี

-สารออกฤทธิ์ส่วนใหญ่เป็นสารสกัดพืช และมีสารพฤกษเคมีที่แยกจากพืช ซึ่งดูมีราคาและมีคุณค่า อย่าง Tetrahydrocucurminoid กับ Glycyrrhizinate

-ไม่มีสารที่ทำให้ผิวบาง

ถึงเวลาให้คะแนน

1.Actives ประกอบด้วยสารสกัดจากพืชหลายๆตัว เสริมด้วย Peptide ที่มีผลปรับสีผิว มี Moisturizer และมีตัวช่วยเรื่องริ้วรอย จุดนี้ถือว่าทำมาได้ค่อนข้างโอเคเลย จึงขอให้ 5 ฟลาสก์

2.Base มาในรูปแบบ Emulsion ซึ่งควรจะประกอบด้วยสารดึงน้ำ สารไขมันที่ดูดซึมได้ และสารไขมันเคลือบผิว ถ้าย้อนกลับไปดูข้อสอง จะเห็นว่า มีสารดึงน้ำแล้ว ส่วนของไขมันที่ดูดซึมได้ ก็จะมี Diisopropyl dimer dilinoleate ซึ่งเวลาเข้าผิวไปจะให้ Linoleic acid ออกมา ให้ผลเป็นตัวตั้งต้นในการสร้างไขมันในผิว ช่วยเสริมเรื่อง Barrier ผิวได้ สำหรับส่วนของไขมันเคลือบผิวก็พอจะมีไขมันบางตัว และอาศัย Dimethicone เข้ามาช่วย ที่สำคัญคือไม่มีแอลกอฮอล์ จึงขอให้ 5 ฟลาสก์

3.Additives เช่นเดียวกัน ตัวนี้ก็ไม่มีอะไรมาก มีแค่ตัวประสานน้ำให้เข้ากับน้ำมัน (Emulsifier) ซึ่งเป็นชนิดที่อ่อนโยนและมีประโยชน์พิเศษเสริมให้ผิวได้ สำหรับสารกันเสียก็ใช้เป็นสารจากธรรมชาติอย่าง Leuconostoc/radish root fermented ซึ่งก็ถือว่าทำได้ดี และก็ยัง ไม่มีน้ำหอม ไม่มีพาราเบน จุดนี้จึงขอให้ 5 ฟลาสก์

4.การใช้งาน ผลิตภัณฑ์มาในรูปแบบครีม เกลี่ยง่าย ดูดซึมไว ไม่มีกลิ่น ไม่เหนอะหนะ ใช้ทาได้ทั้งกลางวันและกลางคืน จึงขอให้ 5 ฟลาสก์

คะแนน brown tone

 

สุดท้ายนี้ขอขอบคุณบริษัท DermaMD ที่ช่วยเปิดหูเปิดตาให้รู้จักกับเวชสำอางดีๆหลายแบรนด์ และที่ส่งผลิตภัณฑ์ดีๆมาให้มี่ได้ทดลองใช้ค่ะ

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติม สามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ทางเวบไซต์ http://www.dermskinstore.com/

และแฟนเพจของ Rx for Brown Skin Thailand

https://www.facebook.com/rxforbrownskinthailand

 

เลยนะคะ

สุดท้ายนี้ (จริงๆละ) ขอขอบคุณทุกท่านที่ติดตามอ่านมาจนจบค่ะ

 

3 thoughts on “[Cosme-Diagnosis] Rx for Brown skin step 2 treat & repair

  1. พี่มี่คะ หนูมีรอยแดง กับหลุมสิว สิวอุดตันบ้างเล็กน้อย ถ้าให้เลือกระหว่างสองตัวนี้ ควรจะเลือกตัวไหนดีหรอคะ

    1. สองตัวที่ว่านี้หมายถึง สองตัวที่โพสท์รึเปล่าอ่าคะ ถ้าสิวอุดตัน ตัวผลัดผิวน่าจะโอเคกว่านะคะ 🙂

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s