Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสม DermArtlogy Ageless cream สูตรปรับปรุงใหม่ กับ ampoule ทั้ง 5 สูตร พร้อมแบบสอบถามวิเคราะห์สภาพผิวตาม Baumann skin typing system

สวัสดีค่ะ

วันนี้มี่เอารีวิวครีม Ageless ตัวดังตัวใหม่ สูตรปรับปรุงจากแบรนด์ DermArtlogy มาฝากทุกคนกันค่ะ

DermArtlogy เป็นแบรนด์เวชสำอางน้องใหม่ในเครือของบริษัท Neopharm ประเทศเกาหลี ที่ผลิตครีมชื่อดังอย่าง Atopalm นั่นเองค่ะ

โดยตัว Ageless cream นี้ ก็มีการใช้เทคโนโลยี MLE (Multi-lamella emulsion) แบบแบรนด์ Atopalm ชื่อดังค่ะ

ในสูตรใหม่นี้ ทางแบรนด์เคลมว่า มีการเพิ่มส่วนผสมที่เสริมกระบวนการ Autophagy ของผิว เป็น 2 เท่ากันเลยค่ะ

หน้าตาของ Ageless cream สูตรใหม่เป็นแบบนี้ค่ะ

derm 1

ตัวแพคเกจจะดูหรูหรามากขึ้นกว่าสูตรเก่า เปลี่ยนจากขวดพลาสติก มาเป็นแบบพลาสติกอคริลิก ชนิด airless pump ที่มีความสวยงาม สีม่วงลาเวนเดอร์

ด้านตัวกล่องก็ปรับใหม่ค่ะ มาในความเรียบหรูและสวยงามมากขึ้น

derm 7

ที่ด้านหลังจะมีคำเคลมพร้อมกับส่วนผสมอยู่ค่ะ

derm 9

ก็จะพูดถึงเรื่องของ Aquatide กับ Technology MLE ซึ่งเดี๋ยวมี่มาเล่าให้ฟังอีกทีตอนถึงช่วงวิเคราะห์ส่วนผสมนะคะ

อีกจุดหนึ่งที่น่าสนใจ และทำให้ครีม Ageless เป็นอีกทางเลือกหนึ่งของสาว(และหนุ่ม)ผิวแพ้ง่ายก็คือเรื่องของการพัฒนาสูตรมาเป็นแบบ 10 non-added formula

derm 10

ซึ่งสารเหล่านี้ก็จะไม่ค่อยเป็นมิตรกับผิวเท่าไหร่ค่ะ

ล่าสุด Phenoxyethanol ที่เขาว่า safeๆ กัน ก็เริ่มเจอว่าทำให้เกิดอาการไม่พึงประสงค์บ้างแล้วหล่ะ เรียกได้ว่าทางแบรนด์ก็เกาะกระแสตัดออกไปเป็นรายแรกๆเลย

มาดูตัวครีมกันบ้างนะคะ

เนื้อครีมจะคล้ายๆกับสูตรเดิมค่ะ

derm 2

เกลี่ยง่าย ลื่นๆหน่อย แห้งไว ไม่เหนอะหนะและหนักผิว

derm 3

ค่า pH อยู่ที่ประมาณ 5 – 6 ค่ะ ถือว่าใกล้เคียงกับผิวดี

derm 4

ในด้านของส่วนผสม เป็นดังนี้ค่ะ

สผส ageless ใหม่

ว่าแต่อะไรคือ Autophagy?

Autophagy เป็นศัพท์เทคนิคทางชีววิทยา หมายถึง ปฏิกิริยาที่เซลล์ในร่างกายทำลายเซลล์อีกเซลล์หนึ่ง แล้วนำเอาองค์ประกอบภายในเซลล์ที่โดนทำลายไป ไป Recycle สร้างเซลล์ใหม่ออกมาทดแทน เพื่อให้ร่างกายทำหน้าที่ได้อย่างปกติ

ที่ผิวหนังพบว่าการ Autophagy ของเซลล์ผิวหนังจะทำให้เซลล์ผิวทำงานได้ดีขึ้น มี Barrier ที่แข็งแรงขึ้น จึงสามารถลดการระเหยของน้ำออกจากผิวได้ดี ผิวชุ่มชื้นมากขึ้น (ค่า TEWL ลดลง)

โดยทางแบรนด์เคลมว่าส่วนผสมที่เสริมการเกิด Autophagy นี้ก็คือเจ้า Aquatide กับ Caprylamide MEA ค่ะ

 

ถ้าเราลองดูส่วนผสมจะมีส่วนของสารไขมันทดแทนผิว ร่วมกับ Pseudoceramides เปปไทด์ 1 ชนิด และ hyaluron ค่ะ

โดยสีม่วง จะเป็นกลุ่มของไขมันทดแทนผิวนะคะ

สีเขียว คือ Pseudoceramides ที่เป็นนวัตกรรมสิทธิบัตรของเครือ Neopharm เขา

  • Myristoyl/palmitoyl oxostearamide/arachamide MEA ตัวนี้มีชื่อย่อว่า PC-9S เป็นสิทธิบัตรของทาง Neopharm อิงตามสิทธิบัตรอเมริกา US patent US6221371B1 ของปี 2001 Claim ว่าให้ประโยชน์ในการเหนี่ยวนำให้ผิวสร้างไขมันใหม่ออกมาฟื้นฟู Barrier ผิวที่เสียหาย มีรายงานการวิจัยทดสอบประสิทธิภาพของสารนี้ในหนูทดลอง พบว่า ตัวนี้เมื่อใช้ร่วมกับไขมันชนิดที่มีในผิว (Physiological lipids) สามารถกระตุ้นให้ผิวเรามีการสร้างตัวรับที่มีชื่อว่า PPAR-α ออกมา ซึ่งมีประโยชน์ในการลดการอักเสบของผิว และสามารถต้านผลเสียของสเตียรอยด์ที่ไปทำให้ผิวบาง Barrier ผิวเสื่อม น้ำระเหยออกจากผิวได้มาก การใช้ PC-9S จะช่วยเร่งการฟื้นฟู Barrier ผิวได้ดีขึ้น (Arch Dermatol Res. 2015 Nov;307(9):781-92.)
  • ส่วนผสม Caprylamide MEA กับ Hexacarboxymethyl dipeptide-12 คู่นี้ทางแบรนด์ Claim ว่าเป็นคู่ที่ช่วยส่งเสริมการเกิดกลไก Autophagy ของผิว ซึ่ง Autophagy เป็นกลไกในการซ่อมแซมตนเองของร่างกาย โดยกำจัดชิ้นส่วนที่มีความเสื่อมออกไป เอาชิ้นส่วนไป recycle เพื่อให้เกิดการฟื้นฟูและสร้างชิ้นส่วนหรือองค์ประกอบใหม่ๆขึ้นมาทดแทนส่วนเก่าที่เสื่อมสภาพไป ช่วยให้ผิวกลับคืนสู่สมดุล ลดความเครียด และลดความเสื่อมสภาพของผิว

 

สีฟ้า: Hexacarboxymethyl dipeptide-12 มีชื่อทางการค้าว่า Aquatide ของบริษัท incospharm ประเทศเกาหลีเช่นกัน สารตัวนี้ผู้ผลิตวัตถุดิบเรียกเป็น “Skin vaccine” เป็นวัคซีนผิวที่ทาลงไปแล้วให้ผิวแข็งแรง โดยสารมีคุณสมบัติเพิ่มการทำงานของ Barrier ผิว ลดการระเหยของน้ำออกจากผิว ต่อต้านอนุมูลอิสระ และมลภาวะ ลดการอักเสบ และปรับสมดุลให้แก่ผิว

มีรายงานการวิจัยกล่าวว่า ระบบนำส่งสารรูปแบบ MLE นี้สามารถเพิ่มการนำส่งสารเข้าสู่ผิว และสามารถลดและป้องกันผลเสียของสเตียรอยด์ในการทำให้เกิดอาการผิวบางได้ (Ann Dermatol. 2013 Feb;25(1):5-11.) ผลตรงนี้จึงน่าจะเอามาประมาณการณ์ได้คร่าวๆว่า ผลิตภัณฑ์แบบ MLE น่าจะมีประโยชน์ในการฟื้นฟูผิวที่ผ่านสเตียรอยด์มา

 

Ageless cream นี้ทางแบรนด์ก็จะเอามาใช้ร่วมกับ Ampoule อีก 5 สูตร ซึ่งมี่เคยรีวิวไว้แค่ 4 สูตร วันนี้เลยขอเอามารวบใหม่อีกรอบเลยนะคะ

derm 6

จะเห็นว่า Ampoule มี 5 สูตร  เราจะเลือกใช้อย่างไร ก็ต้องวัดกันจาก Baumann skin typing system ค่ะ

derm 5

อะไรคือ Baumann skin typing system??

Baumann skin typing system

การแบ่งสภาพผิวแบบนี้มีแนวคิดมาจาก คุณหมอ Leslie Baumann แพทย์ผิวหนัง และนักวิจัยระดับโลกที่มีผลงานตีพิมพ์ในวารสารทาง Dermatology มากมาย รวมถึงหนังสือตำราอีกหลายเล่ม

นางคิดว่า สภาพผิวคน แค่ 4 อย่าง คือ Normal, Dry, Oily, Combination เนี่ย ไม่พอหรอก นางเลยจัดสรรการแบ่งสภาพผิวใหม่ โดยแบ่งผิวออกเป็น 16 ชนิด ตามปัจจัย 4 ด้าน

คือ

  1. การสร้างน้ำมันของผิว ถ้าผิวสร้างน้ำมันไม่เพียงพอ จะทำให้ผิวแห้ง จะจัดเป็นสภาพผิว D คือ Dry แต่ถ้าผิวไม่แห้ง จะเป็น O คือ Oily
  2. ความทนทานของผิว คือ ผิวบอบบาง คือ S หรือ Sensitive skin และ ผิวแข็งแรง คือ R หรือ Resistant
    • ผิวบอบบางไม่ได้มีแค่การแพ้อย่างเดียว แต่ผิวบอบบางมีด้วยกันถึง 4 ประเภทค่ะ ได้แก่ ผิวที่เป็นสิวได้ง่าย ผิวที่มีความแดง ผิวที่ระคายเคือง และ ผิวที่เกิดการแพ้ค่ะ (ถ้าสนใจอ่านเรื่อง sensitive skin เพิ่ม สามารถตามไปได้ที่ลิงค์นี้นะคะ >>Click เพื่ออ่านเรื่อง sensitive skin<<)
  3. สีผิว สีผิวสม่ำเสมอ คือ N หรือ Non-pigmented ถ้ามีสีผิวไม่สม่ำเสมอ จะเป็น P หรือ Pigmented
  4. ริ้วรอย ถ้ามีริ้วรอย หรือ มีพฤติกรรมการใช้ชีวิตที่เสี่ยงต่อการเกิดริ้วรอย เช่น ทำงานกลางแดด สูบบุหรี่ ชอบอาบแดด จะจัดเป็น W หรือ Wrinkle แต่ถ้าไม่มี หรือ อายุน้อย จะจัดเป็น T คือ Tight

เอาสภาพผิวพวกนี้มาทำเป็นตาราง 4 * 4 ก็จะได้สภาพผิว 16 ชนิดนั่นเองค่ะ

baumann

ทีนี้จะรู้ได้อย่างไรว่าเราจะเป็นผิวแบบไหน ทางแบรนด์เค้าก็มีแบบสอบถามสำหรับตรวจสภาพผิวมาให้ค่ะ มี่เลยขอแปลเป็นไทยให้ทุกท่านทำไปด้วยกันนะคะ ^^

เราจะทำไปด้วยกันทีละข้อเลยนะคะ และเอามาเรียงกันเพื่อเลือก ampoule ตามสภาพผิวค่ะ

q 1q 2q 3q 4

(All questionnaires were translated and adapted from dermArtlogy)

อย่างของมี่ จะเป็นแบบ DSNT นะคะ

  • Step1: D/O – D or O ถ้าผิวแห้งเลือก Ampoule Hydrating ถ้าผิวมันเลือก Ampoule Oil control
  • Step2: S/R – ผิวแดง ระคายเคืองง่ายหรือไม่ ถ้าใช่พิจารณาเพิ่ม Ampoule Calming
  • Step3: P/N – มีปัญหาผิวจุดด่างดา ผิวหมองคล้ำหรือไม่ ถ้าใช่พิจารณาเพิ่ม Whitening Ampoule
  • Step4: W/T – มีปัญหาริ้วรอยหรือผิวหย่อยคล้อยหรือไม่ ถ้าใช่พิจารณาเพิ่ม Revitalizing Ampoule (ถ้าอยากชะลอวัยก็สามารถใช้ Revitalizing ampoule เสริมได้นะคะ)

พอเราได้ Ampoule ตามที่เหมาะกับสภาพผิวที่เราต้องการแล้วก็ให้นำเอา Ampoule มาผสมกับ Ageless cream ในอัตราส่วน 1:1 แล้วทาทั่วใบหน้า เช้า/เย็น โดยใช้แค่อย่างเดียวขั้นตอนเดียวก็พอ เพื่อเป็นการประหยัดเวลา (แต่กลางวันก็อย่าลืมทากันแดดนะคะ)

ลองดูส่วนผสมของ ampoule แต่ละสูตรกันอีกซักรอบนะคะ

สีน้ำเงิน: Hydrating

สผส hydra

ตัวนี้อาศัย Hya เป็นตัวชูโรงหลัก โดยทำหน้าที่ดูดน้ำเพิ่มความชุ่มชื้นให่ผิว

 

สีเขียวแก่: oil-control

สผส oil

มีส่วนผสมของ Enantia chlorantha bark extract กับ Oleanolic acid สองตัวนี้คือวัตถุดิบ Evermat ของประเทศฝรั่งเศส มีคุณสมบัติควบคุมความมัน กระชับรูขุมขน และให้ผลดีเรื่องสิว โดยไปมีผลยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ 5alpha-reductase ซึ่งเป็นตัวสร้างฮอร์โมนเพศชายชนิด Dihydrotestosterone ที่มีฤทธิ์แรงขึ้น เป็นสาเหตุของสิว ผิวมัน และผมร่วง

นอกจากคู่นี้ก็ยังมี Zinc PCA ที่มีผลควบคุมความมัน และมี Hyaluron กับ กรดอะมิโน arginine ที่ช่วยเติมน้ำให้ผิว

สีเขียวอ่อน: Calming

สผส calm

ตัวนี้อาศัย Madecassoside ที่เป็นสารพฤกษเคมีที่พบในใบบัวบก เป็นตัวชูโรง สารนี้มีคุณสมบัติลดอักเสบ เป็น Anti-oxidant มีผลชะลอวัย กระตุ้น Fibroblast ให้สังเคราะห์ Collagen ได้ดีขึ้น และส่งเสริมกระบวนการสมานผิว ร่วมกับ Zinc gluconate ที่นอกจากจะเป็นสารฆ่าเชื้อ ลดการเกิดสิวแล้วมีประโยชน์หลายๆอย่างกับผิว เช่น ควบคุมความมัน กระชับรูขุมขน และส่งเสริมการสมานผิว

ตัวอื่นๆที่เสริมมาจะเป็น hyaluron และกรดอะมิโน Arginine ที่ช่วยเติมน้ำให้ผิว

สีม่วง: Revitalizing

สผส revi

เป็นสูตรที่อัดแน่นมาด้วย Peptide และสารที่มีประโยชน์ด้านริ้วรอย เช่น

  • sh-oligopeptide-1 เป็น Growth factor ชนิดหนึ่ง ที่มีชื่อว่า EGF มีคุณสมบัติเด่นในการลดริ้วรอย โดยมีรายงานการวิจัยรองรับว่ามีประโยชน์ลดริ้วรอย กระชับรูขุมขนและช่วยปรับ Texture ของผิวให้เรียบเนียนขึ้น (J Drugs Dermatol. 2012;11(5):613-20.)
  • Palmitoyl pentapeptide-4 มีชื่อทางการค้าว่า Matrixyl ออกฤทธิ์กระตุ้นการสังเคราะห์คอลลาเจน อิลาสติน และ Glycosaminoglycan ในผิว ตัวนี้มีงานวิจัยตีพิมพ์ในวารสารทางวิชาการรองรับถึงประสิทธิภาพ (Int J Cosmet Sci. 2005;27(3):155-60)
  • Adenosine ก็เด่นเรื่องริ้วรอยเช่นกัน
  • Biotinoyl hexapeptide-2 amide เปปไทด์เชิงซ้อนของเกาหลี มีชื่อทางการค้าว่า Biotide ซึ่งเป็น peptide เชิงซ้อนที่จับกับวิตามิน Biotin ผู้ผลิตวัตถุดิบ Claim ว่าช่วยเพิ่มการสังเคราะห์คอลลาเจน ช่วยให้ผิวนุ่มฟูโดยมีผลเพิ่มการสะสมไขมันเฉพาะที่ และลดการอักเสบในผิว

นอกจากสารกลุ่ม peptide เหล่านี้แล้วก็เสริมมาด้วย hyaluron และ กรดอะมิโน arginine ที่ช่วยเติมน้ำให้ผิว มีวิตามินอีเป็น Antioxidant และปิดท้ายด้วย Beta-glucan ที่ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้น และปรับสมดุลผิวให้แข็งแรง

และสูตรสีน้ำตาล

สผส white

ส่วนผสมจะค่อนข้างเรียบง่าย แต่จัดมาหนัก ในด้าน Whitening นั้น นางอาศัยผลจาก Ascorbic acid หรือ วิตามินซี ร่วมกับ Arbutin เป็นหลัก เสริมมาด้วยกลุ่มของ Antioxidant อย่าง Ferulic acid ที่ได้จากธรรมชาติ และ วิตามินอี

ดูไปก็แอบคลับคล้ายคลับคลาว่า ส่วนผสมของ Ascorbic acid + Ferulic acid + Vitamin E นี่มันก็แอบเสริมฤทธิ์กันอยู่นะคะ

นอกจากนั้นยังเสริมเอา Allantoin กับ Panthenol เข้ามาเพื่อให้คุณสมบัติด้านการลดการอักเสบระคายเคือง และให้ความรู้สึกสบายผิว และมี Arginine เป็นกรดอะมิโนช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิว

เบสมาในเบสน้ำ ไม่มีแอลกอฮอล์ และไม่มีส่วนผสมที่ไม่เป็นมิตรกับผิวค่ะ

 

ว่าแล้วก็มาให้คะแนนกันดีกว่าค่ะ

  1. สารบำรุง: เป็นการเลือกใช้ Ageless cream เป็นตัวเบสหลัก แล้วให้เสริม Ampoule สูตรตามปัญหาผิวที่ต้องการ ในตัวของ Ageless cream ถือว่าทำมาได้ค่อนข้างดี ใช้สวนผสมที่มีนวัตกรรม และสิทธิบัตร รวมถึงมีงานวิจัยรองรับ เน้นไปที่การฟื้นฟู Barrier ผิวให้แข็งแรง ทีนี้พอ Barrier เราแข็งแรง ปัญหาผิวต่างๆก็จะค่อยๆหายไปเอง และการเลือกใช้คู่กับ ampoule จะตอบปัญหาผิวได้ค่อนข้างหลากหลาย การใช้ร่วมกันก็ประหยัดเวลาในการดูแลผิวได้เยอะเลย ตอบโจทย์วิถีชีวิตอันเร่งรีบของคนปัจจุบันค่ะ และด้วยความน่าสนใจ และแปลกใหม่ของเทคโนโลยี Autophagy ที่ได้รับรางวัลโนเบลด้วย จุดนี้คงต้องขอให้ไป 5 ฟลาสก์
  2. ส่วนผสมอื่นๆ ไม่มีสารที่ไม่เป็นมิตรกับผิว ให้ไป 5 ฟลาสก์
  3. การใช้งาน จากช่วงก่อนส่วนตัวมี่จะชอบผสม Ageless cream คู่กับแอมพูลสีม่วง Revitalizing แต่ตอนนี้เราพัฒนาขึ้นค่ะ เราผสม Ageless cream สูตรใหม่กับ แอมพูลสีม่วง และสีน้ำเงินไปพร้อมๆกัน เนื้อสัมผัสของสูตรใหม่ไม่ค่อยต่างกับสูตรเดิมเท่าไหร่ค่ะ สูตรชุดนี้มี่จะเน้นเสริม Hyaluron เข้ามาช่วยเติมน้ำให้ผิวอีกทาง จะเติมแต่น้ำมันก็คงไม่เหมาะ เลยต้องเติมน้ำเข้ามาเสริมด้วย หลังจากใช้สูตรผสมชุดนี้เกือบเดือน สิ่งที่พบเลยก็คือ ผิวจะไม่ลอกเป็นขุย แม้ตอนนี้เชียงรายจะเริ่มหนาวมาก ปากแตกไปแล้ว แต่หน้ายังอยู่ หน้านุ่ม ชุ่มชื้น ฟู และเวลาเราตบๆมันจะมีความเด้งค่ะ เหมือนตบลูกโป่งน้ำ (ตบเบาๆนะคะ เดี๋ยวเจ็บ 55) โดยรวมมี่ก็ยังค่อนข้างชอบนะคะ ป่านนี้นางคงรอขึ้นแท่นลูกรักปีนี้ไปละ เลยขอให้ไป 5 ฟลาสก์

คะแนน

สุดท้ายนี้ขอขอบคุณทางเพจ Dermskinstore และทางแบรนด์ DermArtlogy ด้วยนะคะ ที่ส่งสินค้าดีๆมาให้มี่ได้ทดลองใช้ และขอบคุณทุกๆท่านด้วยค่ะที่ติดตามรับชมมาจนจบค่ะ

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติม สามารถติดต่อสอบถามได้ที่ทางแบรนด์ DermArtlogy โดยตรงเลยนะคะ

https://www.facebook.com/DermArtlogyThailand/

 

Disclaimer/conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากทางแบรนด์ DermArtlogy การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสมตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล ผู้เขียนไม่ได้มีผลประโยชน์ใดๆในการขายสินค้าและไม่ได้รับค่าตอบแทนในการรีวิว โปรดใช้วิจารณญาณ

Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสม มาสค์หน้าข้ามคืนเพื่อผิวกระจ่างใสและความชุ่มชื้นแบบครบวงจร กับ DNAh Perfect SNOWWHITE mask

สวัสดีค่ะ

ค่ำคืนอันแสนเหงาเปล่าเปลี่ยวหัวใจแบบนี้ เรามาอ่านรีวิวสกินแคร์ด้วยกันดีกว่าค่ะ

สกินแคร์ที่มี่หยิบมารีวิวในวันนี้เป็น Sleeping mask หรือ มาสค์หน้าแบบ Leave on ที่ทาไว้ก่อนเข้านอนนั้นเอง ว่ากันว่า วิถีชีวิตของเราชาวเมืองนั้นค่อนข้างเร่งรีบเนอะ จะมานั่งทาครีม 18 Step แบบบ้านมียอนทุกๆวันทุกๆคืนนี่ก็คงจะไม่มีเวลา Sleeping pack หรือ Overnight mask ก็เลยเป็นผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ชีวิตชาวเราได้ดีเลยทีเดียวเชียว

วันนี้มี่เลยเอามาสค์หน้าของแบรนด์ DNAh แบรนด์เจ้าเก่าที่เคยรีวิว Sunscreen สเตมเซลล์ดอกบัว เอาไว้ (ลิงค์: https://cosmeknowledge.wordpress.com/2016/12/07/dnahsuncare/)

มาสค์หน้าตัวนี้มีชื่อว่า DNAh Perfect SNOWWHITE mask ค่ะ

dna 1

นางมีให้ลองสองขนาดนะคะ ขนาดปกติ 30 กรัม กับ ขนาดมินิ 10 กรัม พกพาสะดวกสำหรับเดินทางโดยเฉพาะ หน้าตาจะเป็นแบบนี้ค่ะ

dna 2

ตัวมาสค์ size ใหญ่จะเป็นแพคเกจแบบอคริลิกชนิดปั๊มนะคะ แบบนี้ก็มีข้อดีคือป้องกันการปนเปื้อนดีกว่าแบบกระปุก เวลาเราเอานิ้วลงไปควักครีมในกระปุกก็จะเสี่ยงปนเปื้อนเชื้อจากมือไปได้เหมือนกันค่ะ

เนื้อครีมมาในสีขาว กลิ่นหอมไปในโทนดอกไม้อ่อนๆ

dna 3

เกลี่ยได้ค่อนข้างง่าย ซึมไวแห้งไว ให้ความรู้สึกชุ่มชื้น ไม่เหนอะหนะและหนักผิว

dna 4

ค่า pH อยู่ที่ประมาณ 5 – 6 นะคะ ถือว่าใกล้เคียงกับผิวดีค่ะ

dna pH

มาทั้งทีไม่วิเคราะห์ส่วนผสมคงไม่ได้

ส่วนผสมเป็นดังนี้ค่ะ

สผส dnah

จากส่วนผสมวันนี้ มี่ใช้สีของสารบำรุงไว้เป็นสีม่วงนะคะ และมีสีฟ้าไว้ตรงกรดไขมันที่จำเป็น 2 ชนิด คือ Linolenic acid และ Linoleic acid ค่ะ

ส่วนของสารบำรุงทางแบรนด์เลือกใส่มาหลายชนิดเหมือนกัน มี่จะยกมาเป็นกลุ่มๆนะคะ

  1. สารสกัดจากเซลล์เพาะเลี้ยงของ Tulip (Tulipa gesneriana callus culture extract) ที่เราเรียกกันติดปากว่า สเตมเซลล์ เป็นวัตถุดิบจากญี่ปุ่น ได้จากการสกัดเซลล์เพาะเลี้ยงของ Phytoplacenta ในดอกของทิวลิป เลยอาจจะเรียกว่า Tulip phytoplacenta หรือ รกทิวลิป ข้อมูลจากผู้ผลิตวัตถุดิบระบุว่า คุณสมบัติเด่นเรื่อง Whitening และมีประโยชน์เป็น Antioxidant ลดการอักเสบ ส่งเสริมกระบวนการสมานแผล (Wound healing) และเพิ่มความชุ่มชื้นโดยมีส่วนช่วยเสริมการทำงานของ Aquaporin 3
  2. กลุ่มวิตามิน มีด้วยกันหลายตัว ได้แก่
  • วิตามินบี 3 (Niacinamide) ซึ่งมีคุณสมบัติที่ดีกับผิวหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นด้าน Whitening ช่วยปรับสภาพสีผิวให้สม่ำเสมอ โดยไปรบกวนการส่งผ่านของเมลานินที่สร้างเสร็จแล้ว ลดการอักเสบในผิว เพิ่มการไหลเวียนเลือด ช่วยเพิ่มความแข็งแรงให้ผิวโดยไปกระตุ้นการสร้าง Ceramides กรดไขมัน และไขมันชนิดต่างๆในหนังกำพร้า และยังเป็น Antioxidant ได้อีก (Int J Cosmet Sci 2005; 27:255–261)
  • วิตามินอี ทางแบรนด์ใช้ในรูปแบบ Tocopheryl acetate มีประโยชน์เป็น Antioxidant
  • วิตามินซี ทางแบรนด์ใช้ในรูปแบบ Ascorbyl palmitate ซึ่งมีความเป็นกรดน้อยลง ละลายในไขมันได้ดีขึ้น จึงคาดว่าดูดซึมเข้าผิวได้ดีขึ้น วิตามินซีมีประโยชน์กับผิวมากมาย ไม่ว่าจะเป็นด้าน Whitening โดยไปยับยั้งการสร้างเม็ดสี ด้านริ้วรอย โดยเป็นตัว Antioxidant ช่วยชะลอวัย และเป็นส่วนหนึ่งในการสังเคราะห์คอลลาเจนของผิว และมีคุณสมบัติลดการอักเสบ
  • วิตามินบี 6 หรือ Pyridoxine มีประโยชน์ในการควบคุมความมันของผิวหนัง
  • วิตามินบี 5 หรือ Panthenol มีคุณสมบัติในการเพิ่มความชุ่มชื้นและลดการอักเสบและระคายเคืองของผิว
  • Biotin นางเป็นหนึ่งในวิตามินกลุ่มวิตามินบี ทำหน้าที่เกี่ยวกับกระบวนการสร้างและสลายไขมัน รวมทั้งไขมันในเซลล์ผิว การได้รับ Biotin จึงมีส่วนช่วยให้ผิวหนังมีการสร้างไขมันที่เป็นองค์ประกอบของ Barrier ในผิวให้เป็นไปอย่างปกติ รักษาความชุ่มชื้น ป้องกันผิวแห้ง ลดริ้วรอย มีรายงานจากผู้ผลิตวัตถุดิบว่า ถ้าใช้ร่วมกับวิตามินซี และบี3 จะช่วยเพิ่มคุณสมบัติการเป็น Whitening และลดเลือนริ้วรอยได้ดีขึ้น
  1. สารบำรุงอื่นๆ
  • สารสกัดจากเห็ด Fomes officinalis มีคุณสมบัติช่วยกระชับรูขุมขน
  • Astaxanthin สารในกลุ่ม Carotenoid ที่เป็นรงควัตถุชนิดหนึ่ง มีสีแดงเข้ม พบในพืชหลายๆชนิด มีประโยชน์เป็น Antioxidant ที่ดี
  • Arbutin เป็นสารที่มีคุณสมบัติในการยับยั้งการสร้างเม็ดสีผิวผ่านการยับยั้งเอนไซม์ Tyrosinase
  • Dipotassium glycyrrhizate เป็นสารที่ได้จากชะเอม มีคุณสมบัติลดการอักเสบและระคายเคืองของผิว
  • Glutathione เป็น Antioxidant และมีคุณสมบัติเป็น Whitening
  • Hydrolyzed yeast extract มีประโยชน์ด้านความชุ่มชื้น
  • Allantoin ช่วยลดการอักเสบและระคายเคือง
  • Threonine เป็นกรดอะมิโนชนิดหนึ่ง มีบทบาทเกี่ยวข้องกับระบบสมดุลโปรตีนในร่างกาย สามารถเปลี่ยนสภาพเป็น Glycine กับ Serine ซึ่งจำเป็นต่อการสังเคราะห์คอลลาเจนได้ ข้อมูลจากผู้ผลิตบอกว่า Threonine ช่วยส่งเสริมการทำงานของเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน คอลลาเจน อิลาสติน ให้แข็งแรงยืดหยุ่น และช่วยส่งเสริมการสมานแผล
  • กรดไขมันจำเป็น Linoleic acid และ Linolenic acid ช่วยทดแทนไขมันให้กับผิวหนัง

โดยรวมจึงเห็นว่าสารบำรุงในมาสค์นี้มากันครบถ้วนเลยทีเดียวค่ะ

ถ้าพิจารณาด้าน Whitening อย่างเดียว ถือว่า มีส่วนเสริมฤทธิ์กันครบทั้ง 3 Step คือ

  • ก่อนการสร้างเม็ดสี อาศัยพวก Antioxidant และสารลดการอักเสบ
  • ยับยั้ง Tyrosinase ไม่ให้สร้างเม็ดสี ด้วยสารบำรุงหลายๆตัว
  • ลดการส่งผ่านของเม็ดสีที่สร้างเสร็จแล้วด้วย B3

ในด้านเบส ดูเหมือนจะเป็นแบบประเภทอิมัลชั่นแบบเนื้อครีม ประกอบด้วยส่วนของน้ำ น้ำมัน และซิลิโคน มีส่วนผสมของ Alcohol มาในลำดับท้ายๆ และมีการใช้สารกันเสียในกลุ่มของ Paraben อยู่ 1 ตัว

ให้คะแนน

  1. Actives หรือ สารบำรุง เรียกได้ว่าจัดมาค่อนข้างอุ่นหนาฝาคั่ง สารบำรุงที่ทางแบรนด์เลือกมามีประโยชน์ด้านการเพิ่มความชุ่มชื้น มีส่วนช่วยเรื่อง Whitening และเสริมด้วยคุณสมบัติ Antioxidant ช่วยชะลอวัย ลดริ้วรอย ลดการอักเสบและระคายเคืองผิว ควบคุมความมัน มากันขนาดนี้ก็คงต้องให้ไป 5 ฟลาสก์
  2. ส่วนผสมอื่นๆ เนื้อเบสมาในรูปแบบของเนื้อครีม มีทั้งส่วนของน้ำ น้ำมัน และซิลิโคน ไม่มีน้ำมันที่เสี่ยงอุดตันผิว แต่มีส่วนผสมของ Alcohol อยู่ในลำดับท้ายๆ เข้าใจว่าติดมากับพวกสารสกัด และมีการใช้สารกันเสียในกลุ่ม paraben แต่ส่วนตัวมี่ก็ใช้มาร่วม 2 อาทิตย์ก็ไม่มีปัญหาอะไร แต่มีก็ต้องหักคะแนนเพื่อความยุติธรรม รับไป 3 ฟลาสก์
  3. การใช้งาน ส่วนตัวมี่ผิวผสม/T-zone มันแก้มแห้งค่ะ เลยเอามาสค์นี้มาใช้ทั้งเช้าเย็น เนื้อมันก็ไม่ได้หนักมากถึงขั้นต้องใช้แค่ก่อนนอน เรื่อง Feeling ของมาสค์ถือว่าทำมาได้ค่อนข้างดี มีสัมผัสเบา ไม่เหนอะหนะหนักผิว และก็ไมได้แห้งจนเกินไป ถ้ามองด้านความชุ่มชื้นถือว่าทำมาได้ดีเลยทีเดียวค่ะ ส่วนด้านของ Whitening ก็ถือว่าทำมาได้ค่อนข้างดี นางจะค่อยๆปรับผิวให้มีสีสม่ำเสมอมากขึ้น แต่ก็ไม่ได้ถึงกับแบบว่าขาวใสชั่วข้ามคืน ส่วนตัวถือว่าค่อนข้างชอบและค่อนข้างพอใจนะคะ ให้ไป 5 ฟลาสก์

คะแนน dna

สุดท้ายนี้ขอขอบคุณทางแบรนด์ DNAh ด้วยนะคะที่ส่งผลิตภัณฑ์ดีๆมาให้มี่ได้ทดลองใช้ และขอบคุณทุกท่านด้วยค่ะที่ติดตามรับชมมาจนจบ

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติม สามารถติดต่อสอบถามได้ที่ทางเฟสบุคของแบรนด์ DNAh ได้โดยตรงเลยนะคะ

https://www.facebook.com/deenahthailand

สำหรับวันนี้ก็ขอลากันไปแค่นี้ พบกันใหม่โอกาสถัดไป สวัสดีค่ะ

Disclaimer/conflict of interest: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากทางแบรนด์ DNAh การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสมตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล และผู้เขียนไม่ได้มีผลประโยชน์ใดๆในการขายสินค้า โปรดใช้วิจารณญาณ

Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสม เซรั่มที่บำรุงผิว 3 ด้านไปพร้อมๆกัน กับ Clara de Lin intensive hydrating & Rejuvenating serum

สวัสดีค่ะ

วันนี้มี่เอาเซรั่มที่น่าสนใจ ซึ่งมีคอนเซปท์หลัก 3 ด้าน คือเป็น Whitening, Antiaging และเป็น Moisturizer ไปพร้อมๆกัน มารีวิวให้ชมกันค่ะ

นางเป็นเซรั่มแบรนด์ไทย อย่าง Clara de Lin คลาร่า เดอ ลิน ที่ไปออกบูธมากมายหลายงานเลยทีเดียว อย่างล่าสุดก็ Thailand Industry Expo 2017 เมื่อปลายเดือน กค. ที่เมืองทองฯค่ะ

booth

received_10155092374209952.jpeg

ขอเกริ่นที่มาของแบรนด์นิดหน่อยนะคะ Clara De Lin คลาร่า เดอ ลิน ชื่อนี้ได้รับแรงบันดาลใจมาจากชื่อของหญิงสาวนาม “Clara-คลาร่า” ซึ่งมีความหมายว่า กระจ่าง สว่างใส เป็นที่เลื่องลือไกล

โดย ผลิตภัณฑ์ของ Clara De Lin นั้น แรกเริ่ม มาจากการผลิตครีมเพื่อผิวหน้า โดยการคิดค้นสูตรผลิตภัณฑ์โดยเภสัชกรซึ่งเป็นผู้ริเริ่ม เพื่อใช้เฉพาะสำหรับกลุ่มเล็กๆในหมู่เพื่อนและครอบครัว ต่อมาพบว่าผลิตภัณฑ์ที่ใช้มีประสิทธิภาพดี จึงได้มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้มีคุณภาพมาตรฐานเป็นที่ยอมรับในระดับสากลค่ะ

วันนี้มี่นำเซรั่มของเขามารีวิวนะคะ ชื่อเต็มๆของนางก็คือ Clara de Lin intensive hydrating & rejuvenating serum

หน้าตาเป็นแบบนี้นะคะ

clara 5

มาในกล่องสไตล์วินเทจสีชมพู

ด้านในเป็นขวดอคริลิกทรงสี่เหลี่ยม

clara 6

เนื้อเซรั่มจะออกเป็นในเชิงน้ำนม อารมณ์สัมผัสจะคล้ายๆครีมเจล นางไม่มีน้ำหอม เลยจะมีกลิ่นจางๆของวัตถุดิบอยู่ค่ะ

clara 1

เกลี่ยง่าย ชุ่มชื้นผิวดี แต่ก็ไม่ถึงกับเหนอะหนะค่ะ

clara 2

พอผ่านไป 5 นาทีก็จะซึมจนหมด

clara 3

ค่า pH จะอยู่ที่ราวๆ 5 ค่ะ ใกล้เคียงกับผิวดี

clara 4

มาทั้งทีไม่วิเคราะห์ส่วนผสมคงไม่ได้

สำหรับส่วนผสมเป็นดังนี้นะคะ

สผส clara

มี่ทำสีสารบำรุงไว้ 2 สีหลักๆ คือ สีม่วง จะเป็นสารบำรุง กับ สีฟ้า จะเป็นกลุ่มสารไขมันนะคะ

จากส่วนผสม จะเห็นว่ามีสารบำรุงอยู่หลายชนิดเหมือนกัน

เรามาดูตัวที่น่าสนใจดีกว่าค่ะ

  • Methylsilanol mannuronate ตัวนี้เป็นสารอนุพันธ์อินทรีย์ของธาตุ Silicon ได้จากการดัดแปลงมาจากสาหร่ายสีน้ำตาล มีชื่อทางการค้าว่า Algisium C ทางผู้ผลิตวัตถุดิบ Claim ว่า สารประกอบนี้จะเข้าไปทดแทนส่วนประกอบของธาตุ Silica ในชั้นเนื้อเยื่อเกี่ยวพันของผิว ซึ่งมีจำนวนลดลงตามอายุที่เพิ่มขึ้นทำให้เกิดความแก่ชราของผิว สารนี้มีประโยชน์ช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระ เสริมการฟื้นฟูผิว ลดการอักเสบ
  • สารสกัดจากถั่วเหลือง สารสกัดจากถั่วเหลืองประกอบด้วยสารพฤกษเคมีในกลุ่ม Polyphenol หลายชนิด เช่น flavonoids, isoflavone รวมไปถึงพวก Tannin และ proanthocyanidin มีคุณสมบัติเป็น Antioxidant ที่ดี ลดการอักเสบ กระตุ้นการสังเคราะห์คอลลาเจนของผิว ปกป้องผิวจากรังสี UV และ เป็น Whitening โดยไปรบกวนการส่งผ่านเมลานินที่สร้างเสร็จแล้วไม่ให้ออกไปภายนอก (Acta Pol Pharm. 2015;72(1):3-11.)
  • ส่วนผสมของ Imperata Cylindrica Root Extract, Glycerin, PEG-8 และ Carbomer เป็นวัตถุดิบนำเข้าจากฝรั่งเศส ชื่อ Moist 24 ของบริษัท Sederma ผู้ผลิตวัตถุดิบ Claim ว่าประกอบด้วยสารที่ชื่อ 3-Dimethylsulfopropionate ช่วยควบคุมความดันออสโมติกของผิว ช่วยเก็บกักและอุ้มน้ำให้ผิวได้ถึง 24 ชม. เลยเอามาตั้งชื่อว่า Moist 24
  • สารเพิ่มความชุ่มชื้นอีกหลายชนิด ได้แก่ Glucose, Sodium carboxymethyl betaglucan และ Sodium hyaluronate ช่วยดูดน้ำเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิว
  • Niacinamide เป็นรูปแบบหนึ่งของวิตามินบี 3 มีประโยชน์ต่อผิวหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นด้าน Whitening ลดการอักเสบระคายเคือง เป็น Antioxidant ดูแลเรื่องสิว และช่วยส่งเสริมการสังเคราะห์ไขมันที่เป็น Barrier ผิว

 

ในส่วนของเนื้อหลัก มาในเบสน้ำนมที่มีส่วนผสมของ น้ำ ซิลิโคน และน้ำมัน ไม่มีส่วนผสมของสารที่ไม่เป็นมิตรกับผิว

 

มาให้คะแนนกันดีกว่าค่ะ

  1. สารบำรุง โดยรวมคือ เน้นไปที่ 3 ด้าน คือ ด้านชุ่มชื้น พร้อมๆกับการชะลอวัย และเป็น Whitening โดยในด้านชุ่มชื้น อาศัยกลไกการดักจับน้ำให้ผิว และส่งเสริมให้ผิวเก็บกักน้ำได้ดีขึ้น ในด้าน Whitening อาศัยกลไกที่ไปยับยั้งการส่งผ่านของเมลานินที่สร้างเสร็จแล้วไม่ให้ออกไปภายนอก และด้านการชะลอวัย จะอาศัยสารที่เป็น Antioxidant จากถั่วเหลือง กับ วิตามินอี และ บี 3 ซึ่งมีประโยชน์กับผิวหลายอย่าง ตามที่ได้เล่าให้ฟังในด้านบน จุดนี้ส่วนตัวมี่ขอให้ 4 ฟลาสก์ นะคะ
  2. ส่วนผสมอื่นๆ ในด้านเบส มีซิลิโคนอยู่ประปราย ร่วมกับ น้ำมันจากทานตะวัน และ Shea butter หลายๆคนจะแอบกลัวซิลิโคน แต่ความจริงคือ โดยธรรมชาติแล้วซิลิโคนไม่ได้กระตุ้นให้เกิดการอุดตันรูขุมขน เพียงแต่ถ้าเราล้างไม่สะอาดมันก็อาจจะไปเคลือบฟิล์มและขัดขวางการขับน้ำมันออกจากรูขุมขนตามธรรมชาติจึงเกิดสิวขึ้นมา แถมซิลิโคนที่ใช้ก็เป็นชนิดพื้นฐาน ไม่ได้กันน้ำ กันน้ำมันอะไรมากเหมือนกันแดด/รองพื้นสูตรกันน้ำกันเหงื่อ จึงไม่น่าห่วง และไม่มีส่วนผสมที่ไม่เป็นมิตรกับผิว เลยขอให้ 5 ฟลาสก์
  3. การใช้งาน เป็นเซรั่มที่มีเนื้อบางเบา สัมผัสนุ่มนวล ไม่เหนอะหนะและหนักผิว ส่วนตัวมี่ช่วงนี้มีผิวผสม/แห้ง จะมันแค่ตรงจมูก เซรั่มตัวนี้ช่วยเติมน้ำให้ผิวได้ดี ผิวจะนุ่มฟูและมีน้ำมีนวล แต่ถ้าดูด้านการเคลือบผิวอาจจะยังน้อยไปหน่อย คือ บ่ายๆมาผิวแก้มจะแห้งได้ แต่ตรงจมูกก็กำลังดี ถ้าใครผิวแห้งมากอาจจะต้องหา Moisturizer ที่เคลือบผิวได้ดีมาใช้อีกชั้นหนึ่งเพื่อป้องกันผิวแห้งได้ ส่วนด้าน Whitening นางก็จะมาแบบค่อยเป็นค่อยไป ไม่ได้หวือหวามาก จุดนี้ถือว่าค่อนข้างชอบค่ะ ให้ไป 5 ฟลาสก์

คะแนน calra

สุดท้ายนี้ขอขอบคุณทางแบรนด์ Clara de Lin ด้วยนะคะ ที่ส่งผลิตภัณฑ์ดีๆมาให้มี่ได้ทดลองใช้ และขอบคุณทุกท่านด้วยค่ะที่ติดตามรับชมมาจนจบ

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ทางแบรนด์โดยตรงเลยนะคะ

https://www.facebook.com/claradelinskincare/

 

Disclaimer/conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากทางแบรนด์ Clara de Lin การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสมตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล และผู้เขียนไม่ได้มีผลประโยชน์ใดๆในการขายสินค้า โปรดใช้วิจารณญาณ

Image

[รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสม] เจลล้างหน้าสุดไฮเทค สูตรอ่อนโยน เพื่อผิวคนเป็นสิวโดยเฉพาะ Acnelix time released acne cleansing gel

สวัสดีค่ะ

มี่เชื่อว่าการล้างหน้า เป็นขั้นตอนหนึ่งที่คนที่มีปัญหาสิวมักมีปัญหา ไม่ว่าจะเป็นความเข้าใจผิดเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ล้างหน้าเพื่อคนเป็นสิว หรือ การที่ผลิตภัณฑ์ล้างหน้ามักถูกมองข้ามไป มี่อยากจะบอกว่าจริงๆการล้างหน้าเป็นอีก 1 ส่วนที่สำคัญของระบบในการดูแลปัญหาสิวเลยก็ว่าได้ หัวใจของการมีผิวที่ดีก็คือการล้างหน้าให้สะอาด แต่อย่างไหนเรียกว่าสะอาด สะอาดคือแค่ไหน หลายๆคนก็จะรับรู้ตรงนี้ไม่เท่ากัน

 

วันนี้จริงๆมี่มีผลิตภัณฑ์ล้างหน้าเพื่อคนเป็นสิวตัวนึงที่มี่ว่าเค้าทำมาได้ดี และเหมาะกับคนเป็นสิวจริงๆ แต่ไหนๆก็พูดถึงเรื่องการล้างหน้าในคนเป็นสิวแล้ว ก็อยากเล่าความรู้ให้ลูกเพจได้ฟัง จะได้เอาไปเลือกด้วยว่า สรุปแล้วคนเป็นสิวต้องการเจลล้างหน้าแบบไหนกันแน่

 

ต้องเกริ่นก่อนว่าจริงๆแล้วมันเป็นสิ่งที่ถูกต้องเลยที่ผลิตภัณฑ์ล้างหน้าก็ควรจะล้างหน้าได้สะอาด แต่ข้อเสียของผลิตภัณฑ์ล้างหน้าก็คือ มันมักสร้างความระคายเคืองให้ผิวโดยไม่รู้ตัว คือ ในผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดนี่มันจะมีสารลดแรงตึงผิว หรือ Surfactant เป็นพระเอกค่ะ เจ้า Surfactant นี่แหละที่เป็นตัวทำความสะอาดผิวของเรา โดยนางจะไปดึงเอาไขมันที่ต่อมไขมันสร้างออกมา หรือ Sebum กับสิ่งสกปรกต่างๆที่เจ้า Sebum มันจับไว้ออกมา นี่แหละเรียกว่าสะอาด แต่ข้อเสียก็คือ Surfactant นางแยกไม่ออกหรอก ว่าอันไหนคือ Sebum อันไหนคือไขมันดีๆที่เป็น Barrier หรือ เกราะป้องกันของผิว มันดึงออกมาหมดค่ะ ดังนั้นยิ่ง Surfactant ที่มีความรุนแรง นางก็จะขจัดเอาไขมันออกมา เอา Barrier ผิวออกมา ทำให้ผิวเราบอบบางโดยไม่รู้ตัว พอ Barrier ผิวเราเสีย สารดีๆในผิว รวมทั้งความชุ่มชื้นก็จะหลุดออกมาได้ง่ายขึ้น ทำให้ผิวแห้งแดงลอก และยังทำให้สารก่อการระคายเคือง ก่อการแพ้ รวมถึงพวกจุลินทรีย์เข้าผิวได้ง่ายขึ้นอีก  อย่างกรณีของผิวของคนที่เป็นสิวจะมีอาการอักเสบในตัวอยู่แล้ว และยังต้องมาสัมผัสกับยาสิวอีก ซึ่งยาทาสิวส่วนใหญ่ก็มีความระคายเคืองในตัวของมันเอง จะมาใช้ตัวล้างหน้าที่ใส่ Surfactant แรงๆหน้าก็จะยิ่งระคายเคือง พอรวมกับยาสิว หน้าก็ยิ่งไวต่อการระคายเคืองเข้าไปใหญ่

 

อีกสิ่งหนึ่งที่คนมักเข้าใจผิดคือยิ่งฟองเยอะยิ่งสะอาด อันนี้ไม่จริงเลยค่ะ อาจจะต้องเข้าใจใหม่ว่า ฟองกับความสะอาดไม่ได้ไปด้วยกัน ผลิตภัณฑ์อ่อนโยนหลายๆตัวมักมีฟองน้อย แต่ไม่ได้หมายความว่าเค้าไม่สะอาดนะคะ แต่คนไทยติดฟองค่ะ มี่เองก็ติดฟอง เอาจริงคือฟองนี่ต้องสร้างมาจากสาร Surfactant ที่บางตัวอาจจะเหนี่ยวนำให้เกิดความระคายเคืองได้

ถ้าเวลาเรามีสิวอักเสบนี่ เราควรจะเลี่ยงพวกสครับเด็ดขาดเลย บางคนเข้าใจว่ามันจะไปช่วยขุดสิวเสี้ยนสิวอุดตันออกมาซึ่งมันไม่เป็นความจริงเลย นางจะไปกระตุ้นให้เกิดการอักเสบมากขึ้นด้วย

 

ว่าแล้วก็เข้าเรื่องกันเลย วันนี้ก็เลยอยากเอาเจลล้างหน้าสําหรับผิวที่เป็นสิว ตัวที่มี่คิดว่าค่อนข้างครบ แล้วเป็นตัวที่น่าสนใจตัวหนึ่งสำหรับคนเป็นสิว

 

เป็นเจลล้างหน้าจากแบรนด์ Acnelix จริงๆแบรนด์ acnelix เค้าเป็นแบรนด์ที่แตกออกมาจากแบรนด์แม่คือ KENE  แบรนด์ที่มี่เคยรีวิวเซรั่มวิตามินซี Brigthage C ของเขาไปเมื่อหลายวันก่อนค่ะ ว่าแล้วก็ขอแปะลิงค์ค่ะ เผื่อใครยังไม่ทันได้ไปโฉบดู (>>ลิงค์<<)

ซึ่งตัว Acnelix ก็เป็นแบรนด์ที่ทำขึ้นมาเพื่อตอบสนองคนเป็นสิวโดยเฉพาะ โดยนางเคลมว่าเน้นดูแลปัญหาสิวแบบถูกต้อง และมีประสิทธิภาพ เดี๋ยวมาดูกันอีกทีนะคะ

สำหรับผลิตภัณฑ์ตัวนี้มีชื่อว่า Acnelix Time-Released Acne Cleansing Gel นะคะ

ac 8.jpg

ที่บนหลอดเราจะเห็นคําว่า Time released Acne cleansing gel กับ Encapsulation technology อยู่ค่ะ อันนี้เป็นเทคโนโลยีที่นําเข้าจากอเมริกาเลยทีเดียว เดี๋ยวมี่นํามาเล่าให้ฟังอีกทีในช่วงวิเคราะห์ส่วนผสมนะคะ

ac 3

โดยทางแบรนด์เคลมว่าได้รวมคุณสมบัติที่คนเป็นสิวต้องการ 3 ข้อคือ สะอาด อ่อนโยน และช่วยจัดการและดูแลปัญหาสิวด้วยไปพร้อมๆกัน เรียกได้ว่ามากันครบถ้วนครบจบสิ่งที่คนเป็นสิวต้องการจริงๆ

เรื่องสะอาดคือเท่าที่มี่ลองใช้มันก็สะอาดจริงๆ สำหรับการใช้ในชีวิตประจำวัน ล้างกันแดด แต่คนที่แต่งหน้า ก็ใช้ พวก Cleansing water หรือ oil ตามปกติก่อนมาล้างน้ำซ้ำด้วยตัวนี้ค่ะ

ทีนี้แบบไหนเรียกอ่อนโยน อ่อนโยนเรียกแบบไหน ลองสังเกตจากส่วนผสมและคำ Claim นะคะ

  1. ควรเป็นสูตรแบบ soap-free สารทำความสะอาดกลุ่ม Soap นี่เกิดขึ้นจากปฏิกิริยาระหว่างกรดไขมัน กับด่าง ได้เป็นเกลือของกรดไขมัน เกลือนี่แหล่ะเรียกว่า Soap ด้วยความที่นางมีค่า pH ที่ค่อนข้างสูงนางจะทำให้โปรตีน Keratin บนผิวพองและเกิดผิวแห้งระคายเคืองได้ง่าย รวมถึงนางอาจจะไปขจัดเอา Barrier ผิวออกมาด้วย
  2. ไม่ควรมี SLS หรือ sodium lauryl sulfate สารตัวนี้เป็นสารที่ระคายเคืองมาก ไม่ควรมีเลย แม้จะเป็นอาบน้ำ ใช้กับเรือนร่าง ก็ไม่ควรเจอ ในทางผิวหนังเราใช้เป็นตัวแทนของสารที่ระคายเคืองผิวในงานวิจัยเลยด้วยซ้ำ ส่วนกรณี SLES หรือ sodium laureth sulfate นางอ่อนโยนกว่า SLS แหล่ะ แต่ถ้าถามว่ามีตัวที่อ่อนโยนกว่าไหม ก็มีค่ะ แต่ด้วยความที่นางให้ฟองเยอะ นางก็เลยได้ใจเราไปเต็มๆ
  3. ค่า pH ควรใกล้เคียงกับผิว สังเกตจากคำว่า pH-balance หลายๆตัวชอบใช้คำนี้มา Claim ค่ะ เวลาเราใช้อะไรที่มีการปรับค่า pH ให้ใกล้เคียงผิว มันก็จะรบกวนผิวได้น้อยค่ะ จริงอยู่ที่ผิวเรามีระบบ Buffer ตามธรรมชาติในการปรับค่า pH ให้สู่สมดุล แต่กรณีในคนที่เป็นโรคผิวหนังบางชนิด ระบบ Buffer ของผิวทำงานไม่ค่อยดี ทำให้เกิดความระคายเคืองได้ง่ายนั่นเอง
  4. น้ำหอม อันนี้นานาจิตตังนะคะ น้ำหอมเป็นสาเหตุต้นๆในการแพ้เครื่องสำอาง ถ้าใครแพ้ง่ายมากๆ หันมามองพวก Fragrance-free ก็จะดี

 

สำหรับเรื่องความอ่อนโยน สูตรของ Acnelix เป็นสูตรที่มี่ถือว่าทำได้ครบด้านความอ่อนโยนคือไม่มีสบู่ ไม่มี SLS, SLES มีค่า pH สมดุลกับผิว ไม่มีน้ำหอม แล้วก็ไม่มีสารกันเสียกลุ่ม Imidazolidinyl urea ที่บางคนอาจจะแพ้แล้วเกิดผิวหนังอักเสบได้ สำหรับความอ่อนโยน มี่เลยถือว่าสอบผ่านค่ะ

เรื่องสุดท้ายคือเรื่องจัดการสิว หลายๆคนคงเคยเห็นว่าผลิตภัณฑ์ล้างหน้าเพื่อคนเป็นสิวส่วนมาก ก็เคลมกันว่าช่วยจัดการแบคทีเรีย ช่วยจัดการสิว แต่ในความเป็นจริงคือ เจลล้างหน้าที่อยู่บนหน้าไม่ถึง 2 นาที มันจะออกฤทธิ์ได้นานแค่ไหนกันเชียว ซึ่งมันก็เป็นความจริงค่ะ ปกติมี่จะไม่หวังอะไรจากเจลล้างหน้านอกจากการทำความสะอาด เพราะส่วนผสมที่สัมผัสหน้าไม่ถึงนาทีสองนาที มันจะไปช่วยอะไรได้ถูกไหมค่ะ ดังนั้นปกติถึงจะใส่อะไรมามี่ก็ไม่ค่อยคาดหวังอะไรเท่าไหร่ แต่มีก็ดีกว่าไม่มีนะคะ

แต่ตัวนี้นางจะแอบเด่นเรื่องของ Time-released คือใช้เทคโนโลยีเก็บกักเอา Salicylic acid ไว้ในเปลือกแคปซูล ที่เรียกว่า การทำ Encapsulation จึงมีผลทำให้ salicylic acid มันยังทำงานได้อยู่ แคปซูลพวกนี้พอลงผิวมันก็จะค่อยๆปลดปล่อย Salicylic acid ออกมา เลยเรียกว่า Time-released แม้เราจะล้างตัวเจลอออกไปแล้ว ตัวนี้มันเป็นข้อดีเพราะ ทำให้ทุกการล้างหน้าของเรามันได้อะไรมากกว่าการทำความสะอาด แต่เหมือนลดอุดตัน ลดอักเสบไปในตัว แน่นอนว่ามันคงไม่เท่าการทาบำรุง แต่ก็ดีกว่าการล้างทิ้งออกไป

เดี๋ยวพูดถึงประโยชน์ของ Salicylic acid อีกรอบในช่วงวิเคราะห์ส่วนผสมนะคะ

ที่ด้านหลังของหลอดจะมีคำอธิบายอยู่ด้วยค่ะ

ac 2

เนื้อเจลเป็นแบบใสค่ะ ไม่มีกลิ่น เพราะทางแบรนด์ไม่ได้ใส่น้ำหอมค่ะ

ac 4

เป็นเจลแบบไม่มีฟองนะคะ

ac 7

เกลี่ยได้ง่าย ลื่น ล้างแล้วรู้สึกนุ่มสบายไม่แห้งตึง

ค่า pH ของเจลเปล่าๆอยู่ที่ราวๆ 5 นะคะ

ac 6

ละลายน้ำแล้ว ค่า pH ขึ้นมานิดนึงอยู่ที่ 6

ac 5

ก็ยังใกล้เคียงกับผิวอยู่ค่ะ

 

 

สำหรับส่วนผสมเรียกได้ว่าค่อนข้างมาเต็มนะคะ ถึงจะเป็น Cleansing แต่ก็ดีงามและมากันอย่างแน่นหนาไม่แพ้สกินแคร์เลยทีเดียว

ส่วนผสมค่ะ

สผส acnelix

ส่วนผสมวันนี้มี่ทำไว้ 3 เฉดสีนะคะ คือ สีม่วง เป็นสารทำความสะอาด สีเขียว เป็นสารบำรุง และ สีฟ้า คือ วัตถุดิบพระเอกของเรา เจ้า Salicylic acid ที่เก็บกักในแคปซูล อย่าง Salsphere นั่นเองค่ะ

วันนี้เรามารีวิวกันแบบละเอียด แจงจัดหนักทุกส่วนผสมเลยนะคะ

ถ้าเราพิจารณากันจะพบว่าผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางแทบทุกชนิดจะประกอบด้วยส่วนหลักๆ 3 ส่วน คือ

  1. Actives คือ สารบำรุง เป็นส่วนที่ทำให้เครื่องสำอางมีคุณสมบัติที่ดี รวมไปถึงมีประโยชน์ทางชีวภาพ
  2. Base คือ เนื้อหลักของผลิตภัณฑ์ บางทีอาจเรียกว่า Vehicle มี่จะจัดเอาสารทำความสะอาดเข้ามาอยู่ใน Base นะคะ
  3. Additive คือ สารที่ช่วยเสริมให้ผลิตภัณฑ์มีคุณสมบัติที่ดี มีความน่าใช้ และมีความปลอดภัย

 

  1. สารบำรุง มีอยู่ด้วยกันค่อนข้างมากค่ะ ได้แก่
  • สีฟ้า ส่วนผสมของ Cocamidopropyl Dimethylamine (and) Salicylic Acid (and) Aqua (and) Polysorbate 80 (and) Phenoxyethanol (and) Ethylhexylglycerin (and) Carthamus Tinctorius (Safflower) Seed Oil (and) Olea Europaea (Olive) Fruit Oil คือวัตถุดิบ SalsphereTM salicylic acid ที่นำเข้าจากบริษัท Salvona Technologies Inc. อเมริกา เป็นวัตถุดิบที่เก็บกักเอา Salicylic acid ที่เป็น BHA ไว้ในเปลือกแคปซูลที่มีชื่อว่า Salsphere ค่ะ ทางแบรนด์จัดมาเต็มที่ความเข้มข้น 3.3% ให้ Salicylic acid เนื้อแท้ในความเข้มข้นที่อยู่ในช่วงที่มีประโยชน์ในการดูแลสิวค่ะ

คส sal.jpg

(ที่มา: Salvona Technologies Inc.)

 

เจ้าลูกแคปซูลนี้พอลงผิวเข้าไป นางก็จะค่อยๆปลดปล่อยเอา Salicylic acid ออกมา ให้ผลลดการอุดตัน ลดการอักเสบ จึงช่วยให้อาการของสิวดีขึ้นค่ะ

sal 2.jpg

(ที่มา: Salvona Technologies Inc.)

 

นวัตกรรม Salsphere นี้นอกจากจะช่วยเพิ่มการนำส่งสาร Salicylic acid เข้าไปที่บริเวณสิวแล้ว ยังช่วยลดความระคายเคืองที่เกิดขึ้นได้ดีกว่า การใช้ Salicylic acid แบบตัวดั้งเดิม

sal vs pH

(ที่มา: Salvona Technologies Inc.)

 

จากรูปจะเห็นว่าถ้าทา Salicylic acid ตัวดั้งเดิมลงไปบนผิว จะทำให้ค่า pH ของผิวตกลงไปชั่วคราว ซึ่งเขาบอกว่า จุดที่ค่า pH ของผิวตกลงไปต่ำกว่า 4.5 จะทำให้เกิดการระคายเคือง แต่ถ้าทา Salsphere ค่า pH ของผิวจะไม่ตกลงไปต่ำจนเกิดความรู้สึกระคายเคือง

 

ถึงแม้จะเป็นแค่ Cleansing ทางบริษัทผู้ผลิต Salsphere ก็ได้ทำการทดสอบแล้วพบว่า สามารถเพิ่มการสะสมตัวของ Salicylic acid บนผิวหนังได้ดีกว่าการใช้ salicylic acid รูปแบบดั้งเดิม

sal accu

(ที่มา: Salvona Technologies Inc.)

 

จากกราฟ เป็นข้อมูลที่บริษัทได้ตรวจสอบปริมาณของ Salicylic acid ที่สะสมตัวบนผิวหนังจากผลิตภัณฑ์ประเภท Cleansing พบว่ากรณีที่ใช้ Salsphere จะมีการสะสมตัวของ Salicylic acid ได้ดีกว่าแบบปกติ

 

  • สีเขียว เป็นสารบำรุงอื่นๆ
    • กลุ่มของสารสกัดจากพืช ได้แก่
      • น้ำคั้นจากว่านหางจระเข้ ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้น ลดการระคายเคือง
      • สารสกัดจากชาเขียว เป็น Antioxidant และมีคุณสมบัติกระชับรูขุมขน ควบคุมความมัน เพราะมีสารกลุ่ม Tannin ที่มีรสฝาดเป็นองค์ประกอบ
      • สารสกัดจากดอกคาโมมายล์ ประกอบด้วยสารพฤกษเคมีที่ชื่อ Bisabolol มีคุณสมบัติลดการอักเสบ ระคายเคือง และให้ความรู้สึกสบายผิว
      • สารสกัดจากแอปเปิ้ล ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้น ประกอบด้วยสารในกลุ่ม AHA ที่ชื่อ Malic acid ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้น และผลัดผิวอย่างอ่อนโยน
      • Propolis wax เป็นส่วนของพังกาวที่ได้จากรังผึ้ง มีคุณสมบัติฆ่าเชื้ออย่างอ่อนๆ มีประโยชน์ต่อด้านสิว
    • Niacinamide เป็นรูปแบบหนึ่งของวิตามินบี 3 มีรายงานว่า สารตัวนี้สามารถเป็น Whitening ช่วยปรับสภาพสีผิวให้สม่ำเสมอ โดยไปรบกวนการส่งผ่านของเมลานินที่สร้างเสร็จแล้ว ลดการอักเสบในผิว เพิ่มการไหลเวียนเลือด ช่วยเพิ่มความแข็งแรงให้ผิวโดยไปกระตุ้นการสร้าง Ceramides กรดไขมัน และไขมันชนิดต่างๆในหนังกำพร้า และยังเป็น Antioxidant ด้วย (Int J Cosmet Sci 2005; 27:255–261) มีการทดสอบเชิงคลินิกพบว่า Niacinamide ที่ความเข้มข้น 4% มีประสิทธิภาพเทียบเท่า Clindamycin ในการรักษาสิว (Int J Dermatol. 2013;52(8):999-1004.)
    • Sodium PCA จัดเป็นสารที่เรียกว่า Natural moisturizing factor หรือ NMF ที่มีอยู่ในผิวตามธรรมชาติ ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นของผิว
    • Zinc PCA เป็นสารลูกผสมของแร่ธาตุ Zinc กับ PCA ที่เป็น NMF ปกติ Zinc เป็นแร่ธาตุที่มีคุณสมบัติควบคุมความมัน และเป็นองค์ประกอบของเอนไซม์บางชนิดในผิว ช่วยให้ผิวทำงานได้อย่างสมดุล สำหรับ Zinc PCA มีรายงานการวิจัยกล่าวว่า Zinc PCA ช่วยปกป้องผิวหนังจากรังสี UVA ได้ โดยไปกดการสร้างเอนไซม์ MMP-1 ที่ เป็นเอนไซม์ที่ทำลายคอลลาเจนในผิวทำให้เกิดความหย่อนยานและริ้วรอย (Int J Cosmet Sci. 2012; 34(1):23-8.)
    • Tocopherol คือ วิตามินอี เป็น Antioxidant

 

2. Base หรือส่วนของเนื้อผลิตภัณฑ์ ขอเอาสารทำความสะอาดมาใส่ไว้ในนี้นะคะ

  • สารทำความสะอาดที่ใช้ ได้แก่ Decyl glucoside เป็นสารทำความสะอาดหลัก สารตัวนี้เป็นสารทำความสะอาดชนิดที่ไม่มีประจุ มีความสามารถในการทำความสะอาดที่ดี และมีความอ่อนโยนต่อผิวดี ร่วมกับสารทำความสะอาดอื่นๆ คือ Cocamidopropyl betaine, PEG-40 hydrogenated castor oil, Laureth-9, Trideceth-7 ซึ่งมีความอ่อนโยนกันหมด

– เสริมมาด้วย Polyquaternium-7 ที่จะช่วยเคลือบผิว ให้สัมผัสที่นุ่มนวล ไม่แห้งตึง

  • ส่วนผสม Base อื่น เป็นส่วนของสารกลุ่มน้ำ และสารอื่นที่ละลายได้ในน้ำ

 

3. Additives เป็นพวกสารปรุงแต่งให้ผลิตภัณฑ์มีลักษณะที่ดี เช่น

  • สารเพิ่มความหนืด คือ Acrylates/C10-30 alkyl acrylate crosspolymer กับ Hydroxyethylcellulose
  • สารกันเสีย และสารเสริมประสิทธิภาพสารกันเสีย ได้แก่ Sodium benzoate, Ethylhexylglycerin, Caprylyl glycol, p-Anisic acid, Potassium sorbate และ สารจับอิออนโลหะ Disodium EDTA

 

โดยรวมคือไม่มีส่วนผสมของสารที่ไม่เป็นมิตรกับผิว

 

แวะสรุปอีกสักครั้งก่อนไปให้คะแนนนะคะ

เจลล้างหน้า Acnelix เป็นเจลล้างหน้าเบสน้ำ ที่ใช้สารทำความสะอาดที่ทำความสะอาดได้ล้ำลึก แต่ก็ยังมีความอ่อนโยนต่อผิว ไม่ระคายเคืองผิวที่เป็นสิว ส่วนนี้เป็นสิ่งที่เจลล้างหน้าที่ดีควรมีเลยค่ะ คือคุณจะมีสารบำรุงอะไรยังไงก็ช่าง แต่คุณต้องสะอาดและอ่อนโยนก่อน ซึ่งจุดนี้ Acnelix ถือว่าทำได้ จุดที่แตกต่างอีกจุดของ Acnelix ก็คือการใช้นวัตกรรม encapsulated salicylic acid ที่ช่วยปลดปล่อย Salicylic acid ออกมาทีละน้อยๆ แม้จะเป็นแค่ Cleansing แต่ก็ให้ประโยชน์กับผิวได้เหมือนทา Skincare มันทำให้เจลล้างหน้าสูตรอ่อนโยนนี้มัน เหมาะกับคนเป็นสิวจริงๆ ช่วยลดสิว ป้องกันสิวได้ด้วยไม่ได้ทำความสะอาดอย่างเดียว แล้วปกติพวก time-released salicylic acid มันมักอยู่ในเซรั่มที่ราคาค่อนข้างสูง ปริมาณกรุบกริบนิดหน่อย ก็ราคาเป็นพัน แต่ตัวนี้เอามาทำเป็นผลิตภัณฑ์ล้างหน้าในราคา 300 กว่าบาท ก็ถือว่าเป็นราคาที่จับต้องได้ไม่เว่อร์วังน่าถอยมาลองใช้ซักหลอด

ถ้าถามว่าวิเคราะห์มาดีงามขนาดนี้ เอามาแทนยาสิวเลยดีไหม มี่ตอบได้เลยว่าไม่ได้เนอะ เครื่องสำอางก็คือเครื่องสำอาง แค่ช่วยส่งเสริมและดูแลผิวและปัญหาสิวค่ะ ยาเยอที่หมอให้มาก็ยังต้องใช้เหมือนเดิมค่ะ

การรักษาสิวยังใช้การทายาเป็นขั้นตอนหลักอยู่ เพียงแต่ตัวนี้จะเหมือนช่วยทำให้ขั้นตอนการล้างหน้ามันดีขึ้น ช่วย

ยิ่งสำหรับคนที่ไม่ได้มีสิวเห่อมาก หรือนานๆขึ้นทีแบบอิชั้น ตัวนี้เป็นอีกตัวที่มี่รู้สึกว่าใช้แล้วหวังผลเรื่องป้องกันสิวใหม่ได้ดีค่ะ

 

เจลล้างหน้านี้เหมาะกับใคร

  • แน่นอนว่าเหมาะกับคนที่เป็นสิวแน่นอน
  • และนอกจากนั้น คนที่มีผิวปกติที่มีแนวโน้มอุดตันง่ายก็สามารถใช้ได้ค่ะ
  • หรือ สำหรับคนที่ต้องการป้องกันการเกิดสิว หรือลดการอุดตันของรูขุมขน แต่ผิวระคายเคืองง่าย ใช้ BHA Toner ธรรมดาๆไม่ไหว

 

มาให้คะแนนกันดีกว่าค่ะ

  1. ส่วนผสมของสารบำรุง นอกจากพระเอกของนางอย่าง Encapsulated salicylic acid แล้วก็ยังเสริมสารบำรุงออกมาอีกหลายชนิด มีประโยชน์เสริมมาอีกหลายด้าน ทั้งการเพิ่มความชุ่มชื้น ลดการระคายเคือง ให้ความรู้สึกสบายผิว รวมถึงมีวิตามินบี 3 ที่ให้ประโยชน์กับผิวอีกหลายด้าน จุดนี้ขอให้ 5 ฟลาสก์ค่ะ
  2. ส่วนผสมอื่นๆ สารทำความสะอาดที่ใช้มีความอ่อนโยนสูงไม่ระคายเคือง และไม่มีส่วนผสมที่ไม่เป็นมิตรกับผิว เลยขอให้ไป 5 ฟลาสก์
  3. การใช้งาน ตัวเจลล้างหน้ามาในรูปแบบของไม่มีฟอง เกลี่ยใช้ได้ง่าย หลังล้างไม่แห้งตึง แต่ก็ไม่ได้ถึงกับลื่นเป็นเมือก ส่วนตัวมี่ค่อนข้างชอบความรู้สึกหลังล้างนะคะ แต่ส่วนตัวมี่ก็ยังคงติดฟองอยู่เลยขอให้ 4 ฟลาสก์นะคะในจุดนี้

คะแนน ac

สุดท้ายนี้ต้องขอขอบคุณทางแบรนด์ Kene ด้วยนะคะ ที่ส่งผลิตภัณฑ์ดีๆมาให้มี่ได้ทดลองใช้ และขอบคุณทุกๆท่านด้วยค่ะที่ติดตามรับชมมาจนจบ

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ทางแบรนด์ Kene ได้โดยตรงเลยนะคะ

https://www.facebook.com/KeneThailand/

https://kene.co.th/

 

ส่วนช่องทางจำหน่ายรู้สึกตอนนี้จะมีจำหน่ายที่ Eve&boy, konvy.com และทางช่องทางออนไลน์ของแบรนด์

 

พบกันใหม่โอกาสถัดไป สำหรับวันนี้สวัสดีค่ะ

 

Disclaimer/conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากทางแบรนด์ Kene การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสมตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล และผู้เขียนไม่ได้มีผลประโยชน์ใดๆในการขายสินค้า โปรดใช้วิจารณญาณ

Image

[รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสม] มูสมาสค์เทคโนโลยี LBS 2 in 1 พอกหน้าก็ได้ ล้างหน้าก็ดี ต้านมลภาวะ จาก Klairé anti-pollution mousse pack

สวัสดีค่ะ

วันนี้มี่มีรีวิวมาสค์เนื้อมูสที่ใช้เป็น Cleansing ได้ในขวดเดียวกัน จากแบรนด์ Klairé มาฝากกันนะคะ

แบรนด์ Klairé เป็นแบรนด์เครื่องสำอางไทยแบรนด์หนึ่ง ที่เปิดตัวมาด้วยผลิตภัณฑ์น้ำตบและเซรั่มต่อต้านมลภาวะ ตั้งแต่พึ่งจะเริ่มมีเทรนด์ Anti-pollution เข้ามา ขอยกลิงค์รีวิวของ Klairé  anti-pollution essence มาอีกรอบนะคะ

https://cosmeknowledge.wordpress.com/2015/11/24/klaire-essence/

 

ตอนนี้ทางแบรนด์ได้ออกผลิตภัณฑ์ใหม่ เป็น Mousse pack ค่ะ มีโฉมหน้าเป็นแบบนี้นะคะ

 

klaire 1

นางจะเป็นกระบอกทำจากโลหะ บรรจุมาในพลาสติกใส แอบมีลายดอกฝ้ายนิดหน่อย ดูหรูหราดีค่ะ

 

พอเราแกะพลาสติกที่หุ้มออก ก็จะเจอกระปุก mousse ของเราค่ะ

klaire 2

มาในคอนเซปท์โทนสีฟ้าเช่นเดิม

 

ตัว Mousse ตัวนี้ Made in Korea นะคะ เข้าทางสายเกาแบบอิชั้นเลย

 

เนื้อมูสตอนกดออกมาใหม่ๆจะมีสีเทาๆ

klaire 3

เนื้อมูสที่กดออกมาจะค่อนข้างแน่นค่ะ

 

 

พอเริ่มเกลีย เราจะรู้สึกว่ามูสเริ่มฟูตัวขึ้นมาอีก

klaire 4

ยิ่งนวดยิ่งสนุก #นวดวนไป

 

klaire 5

ยิ่งนวดฟองก็จะยิ่งเยอะ ยิ่งนุ่มละมุน

 

 

ซึ่งสาเหตุที่ทำให้ผลิตภัณฑ์มีฟองที่ดูนุ่มละมุนและแน่นแบบนี้ มาจากการที่ทางแบรนด์ได้ใช้เทคโนโลยีที่เรียกว่า LBS หรือ Low boiling point liquid stabilizing system เป็นเทคโนโลยีใหม่ของทางเกาหลีค่ะ

LBS tech

(Image from Kolmar Korea)

เทคโนโลยีนี้เป็นเทคโนโลยีที่ทำให้ฟองคงตัวโดยอาศัยส่วนประกอบของของเหลวที่มีจุดเดือดต่ำ (Low boiling point liquid) มาควบคุมแรงตึงผิวของสารลดแรงตึงผิว หรือ Surfactant ในสูตร เมื่อสัมผัสผิว เจ้าของเหลวพวกนี้นางจะระเหยออกไป ทำให้ฟองนั้นถูกเหนี่ยวนำให้ปะทุตลอดเวลา เหมือนเราตีฟองอยู่นั่นเองค่ะ

มีความนวัตกรรมจริงๆ

 

หลังล้างก็จะรู้สึกสะอาด กระชับ แต่ก็ไม่ถึงกับว่าจะแห้งตึง

klaire 6

มูสนี้เราจะใช้ได้ 2 แบบค่ะ

แบบแรก เป็นมาสค์ Detox เราจะใช้มูสนี้นวดๆ บนผิวที่ทำล้างหน้าทำความสะอาดเรียบร้อยแล้ว ซับหน้าให้ห้าง แล้วพอกทิ้งไว้ประมาณ 3 นาที แล้วล้างออก ใช้ตอนช่วงเย็นซักอาทิตย์ละ 1 – 2 ครั้งค่ะ

 

แบบสอง ใช้เป็นโฟมมูสล้างหน้า เราจะใช้มูสนี้นวดลงไปบนหน้าที่เปียก นวดวนไป แล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาดค่ะ ใช้ล้างวันละ 1 ครั้งช่วงเย็น เพื่อดูดซับและกำจัดเอามลพิษที่สะสมมาทั้งวันออกไป

 

 

มาดูส่วนผสมกันบ้างนะคะ

สผส klaire

ในส่วนผสมวันนี้มี่ทำสีไว้ 4 สีนะคะ

  • สีเขียว เป็นสารทำความสะอาด มีอยู่ 3 ตัวหลักๆ คือ Sodium lareth-4 carboxylate เป็นสารทำความสะอาดชนิดประจุลบ ซึ่งมีความสามารถในการทำความสะอาดได้ดี ร่วมกับ PEG-7 glyceryl cocoate เป็นสารทำความสะอาดชนิดไม่มีประจุ และ สารที่เกิดจากการทำปฏิกิริยาระหว่าง Triethanolamine กับ Stearic acid ได้เป็น Triethanolamine stearate ซึ่งจัดเป็นสารทำความสะอาดกลุ่ม Soap ค่ะ
  • สีม่วง เป็นกลุ่มของ Clay ที่เสริมเข้ามาเพื่อเป็นตัวหลักในการช่วยดูดซับสิ่งสกปรกออกจากผิว ในที่นี้ก็จะมี ผง Charcoal กับ Moroccan lava clay ค่ะ
    • ผง charcoal จะมีรูพรุนในตัว ช่วยดูดซับสิ่งสกปรกและความมันจากผิว รวมถึงพวกมลภาวะที่เราสะสมมาทั้งวัน
    • Moroccan lava clay ที่เกิดขึ้นมาจากลาวาที่เย็นตัวลงบนภูเขา ว่ากันว่าเป็นโคลนที่มีความบริสุทธิ์สูง และมีแร่ธาตุจำนวนมากมายหลายชนิด ที่มากกว่าสารในกลุ่ม Clay ชนิดอื่นๆ
  • สีน้ำตาล เจ้า Fructooligosaccharide กับ Beta-glucan ป็นสารที่เรียกว่าเป็น Prebiotic ซึ่งเป็นอาหารของจุลินทรีย์ดีๆบนผิว เมื่อจุลินทรีย์ดีๆบนผิวแข็งแรง ก็จะช่วยปกป้องผิวช่วยให้ผิวแข็งแรง
  • สีฟ้า เป็นสารบำรุงต่างๆ มีด้วยกันหลายตัว มี่ขอยกมาบางตัวนะคะ เช่น
    • Betaine ตัวนี้เป็นอนุพันธ์ของกรดอะมิโน Glycine มีคุณสมบัติเพิ่มความชุ่มชื้น ลดการระคายเคือง
    • Saccharomyces ferment filtrate เป็นสารที่ได้จากการหมักยีสต์ มีคุณสมบัติเด่นเกี่ยวกับการเพิ่มความชุ่มชื้น ควบคุมความมัน กระชับรูขุมขน และช่วยให้ผิวแข็งแรง
    • สารสกัดจากใบบัวบก มีประโยชน์ในเชิงการชะลอวัย และลดริ้วรอย
    • สารสกัดจากลูก Fig มีรายงานวิจัยกล่าวว่าอาสาสมัครที่ใช้ครีมที่มีส่วนผสมของสารสกัดจากลูก Fig เป็นเวลา 8 สัปดาห์มีผิวที่ชุ่มชื้นมากขึ้น สีผิวกระจ่างใสขึ้นเพราะมีปริมาณของเม็ดสีผิวลดลง ผิวแข็งแรงขึ้นเพราะมีการระเหยของน้ำออกจากผิวลดลง และ ความมันบนผิวหนังลดลง (Indian J Pharm Sci. 2014; 76(6): 560–)
    • Hydrolyzed hyaluronic acid คือ ไฮยาลูรอนที่ผ่านการย่อยแล้ว มีขนาดที่เล็กลง ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิว
    • Ceramide NP เป็นอีกชื่อหนึ่งของ Ceramide 3 เป็นองค์ประกอบของ Barrier ผิว

 

ในด้านส่วนผสมที่เหลือก็ไม่ได้มีสารที่ไม่เป็นมิตรกับผิว จึงถือว่าทำมาได้ค่อนข้างดี

มาให้คะแนนกันดีกว่า

  1. สารทำความสะอาด: Sodium lareth-4 carboxylate เป็นสารทำความสะอาดชนิดประจุลบ ซึ่งมีความสามารถในการทำความสะอาดได้ดี ร่วมกับ PEG-7 glyceryl cocoate ซึ่งดูมีความอ่อนโยน เสริมด้วยสารทำความสะอาดกลุ่ม Soap ถ้าใช้ Soap เดี่ยวๆอาจจะทำให้ผิวแห้งได้เล็กน้อยในบางราย แต่ถ้าเอามาใช้ร่วมกันคิดว่าน่าจะ Balance กันพอดี จุดนี้ขอให้คะแนนสารทำความสะอาดที่ 5 ฟลาสก์นะคะ ดูดีกว่าโฟมล้างหน้าทั่วไปอยู่ และส่วนตัวมี่ช่วงนี้ผิวผสม/แห้ง ใช้ได้ไม่มีปัญหาอะไร
  2. สารบำรุง: ถึงจะเป็นเพียงผลิตภัณฑ์ล้างทำความสะอาดหน้า ที่สัมผัสผิวแค่ไม่นาน แต่การมีสารบำรุงอยู่ก็ย่อมดีกว่าไม่มีเลย และสารบำรุงที่ใช้มีอยู่ค่อนข้างหลายชนิด สารสกัดพืชบางอย่างก็ยังมีงานวิจัยรองรับ และยังไม่ลืมเสริมไขมันทดแทนให้ผิวโดยการเติม Ceramide เข้ามาด้วย เลยขอให้ไป 5 ฟลาสก์เช่นกัน
  3. ส่วนผสมอื่นๆ ไม่มีสารที่ไม่เป็นมิตรกับผิวเลยขอให้ 5 ฟลาสก์
  4. การใช้งาน ส่วนตัวมี่คิดว่าตัวผลิตภัณฑ์แอบมีลูกเล่น ยิ่งนวดฟองยิ่งหนานุ่มยิ่งแน่นยิ่งสนุก ก็นวดกันวนไป หลังล้างก็ไม่ได้รู้สึกแห้งตึงอะไร และก็ไม่ได้เยิ้มลื่นจนเป็นเมือกๆ โดยรวมมี่ค่อนข้างชอบค่ะ ให้ไป 5 ฟลาสก์

 

คะแนน klaie

สุดท้ายนี้ขอขอบคุณทางแบรนด์ Klairé ด้วยค่ะที่ส่งผลิตภัณฑ์ดีๆมาให้มี่ได้ทดลองใช้ และขอบคุณทุกๆท่านด้วยค่ะที่ติดตามรับชมมาจนจบ

 

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมสามารถติดต่อสอบถามได้กับทางแบรนด์ Klairé ได้โดยตรงเลยค่ะ

Facebook: https://www.facebook.com/KlaireOfficial

Instagram: Klaireofficial

www.beforeandaftercorp.com

 

Disclaimer/conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากทางแบรนด์ Klairé การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสมตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล และผู้เขียนไม่ได้มีผลประโยชน์ใดๆในการขายสินค้า โปรดใช้วิจารณญาณ

Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสม เซรั่มกันแดดสูตรน้ำ จาก Fairique UV watery serum SPF50 PA+++ เซรั่มกันแดดที่อัดแน่นด้วยสารบำรุงมากมาย

สวัสดีค่ะ

วันนี้มี่มีรีวิวเซรั่มกันแดดสูตรน้ำแบรนด์ไทยที่น่าสนใจมาฝากกันนะคะ

เป็นผลิตภัณฑ์ของแบรนด์ Fairique ค่ะ มีชื่อเต็มๆว่า Fairique UV watery serum มีค่า SPF50 และ PA+++ ค่ะ

หน้าตามาในกล่องสีขาว ตัดด้วยลายสีน้ำสีชมพูพาสเทลดูสวยงาม

Fa 1

บนหน้ากล่องจะมี Claim 5 ประการหลักค่ะ คือ

Oil free, Fragrance free, Alcohol free, Parabens free และ Non-comedogenic

คือ ปราศจากน้ำมัน น้ำหอม แอลกอฮอล์ สารในกลุ่มพาราเบน และไม่อุดตันรูขุมขนค่ะ

 

ตรงส่วนนี้จะเป็น Claiming ด้านหลังกล่องนะคะ

Fa 2

ตัวแพคเกจเป็นแบบหลอดบีบค่ะ

Fa 3

ดูสวยใสสะอาดตาดีค่ะ

เนื้อกันแดดเป็นแบบน้ำนม ไม่หนืดและไม่เหลวจนเกินไป

Fa 4

เกลี่ยได้ง่าย ซึมไว ไม่เหนียวเหนอะหนะ

Fa 5

มาดูส่วนผสมกันบ้างนะคะ

ส่วนผสม

สผส Fa

ส่วนผสมวันนี้มี่ทำสีไว้ 4 สีนะคะ

ประเดิมกันที่สารกันแดด เป็นสีฟ้า และ สีเขียวค่ะ

  • สีเขียว คือ สารกันแดดกายภาพ มีทั้ง Titanium dioxide และ Zinc oxide ซึ่งอาศัยหลักการสะท้อนแสง UV ออกไป พวกนี้จะติดผิวนาน และมีความคงตัวสูง ถ้าเหงื่อไม่ออกไม่ไปล้างไปเช็ดมันก็จะอยู่อย่างนั้น
  • สีฟ้า คือ สารกันแดดแบบเคมี
    • Ethylhexyl methoxycinnamate เป็นตัวกรองดูดซับรังสี UVB
    • Methylene bis-benzotriazolyl tetramethylbutylphenol ชื่อยาวๆนี่ มีชื่อทางการค้าว่า Tinosorb M ดูดซับรังสี UV ได้ในช่วงกว้าง มีลักษณะกลไกเป็นแบบผสมทั้งแบบเคมีและกายภาพ มีความคงทนต่อแสง และสามารถเพิ่มความคงตัวของสารกันแดดแบบเคมีตัวอื่นๆที่ใส่มาได้
  • สีม่วงเป็นบรรดาสารบำรุงผิวชนิดต่างๆ มากันอย่างอุ่นหนาฝาคั่ง
    • กลุ่ม Biosaccharide gum เห็นมี 2 ตัว เป็นวัตถุดิบนำเข้าจากฝรั่งเศส ตัวแรก gum-1 มีประโยชน์เพิ่มความชุ่มชื้น ลดการอักเสบ และ gum-2 ช่วยลดการอักเสบ (ข้อมูลจากผู้ผลิตวัตถุดิบ)
    • Polygonum aviculare extract เป็นวัตถุดิบของฝรั่งเศสเหมือนกัน ช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระ และยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ MMP ที่ไปย่อยสลายคอลลาเจน จึงช่วยลดผลเสียของรังสี Infrared ต่อผิว (ข้อมูลจากผู้ผลิตวัตถุดิบ)
    • สารสกัดจาก Dragon’s blood มีรายงานการวิจัยสนับสนุนถึงฤทธิ์ในการต้านอนุมูลอิสระ เป็น Antioxidant (J Ethnopharmacol. 2004;95(2-3):437-45.) ต้านการอักเสบและช่วยสมานแผล (J Altern Complement Med. 2003;9(6):877-96.)
    • วิตามิน 3 ชนิด คือ
      • วิตามินซี รูปแบบ Caprylyl-2 glyceryl ascorbate ตัวนี้นำเข้าจากญี่ปุ่น ปกติวิตซีก็เป็น Antioxidant มีส่วนช่วยลดการสร้างเม็ดสี และเป็นส่วนหนึ่งในขั้นตอนการสังเคราะห์คอลลาเจนแล้ว สารนี้ผู้ผลิตวัตถุดิบยังเคลมว่ามีส่วนช่วยเสริมการสร้าง Ceramide ในผิวได้
      • Panthenol คือ โปรวิตามินบี 5 ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้น ลดการอักเสบของผิว
      • Tocopheryl acetate คือ วิตามินอี เป็น Antioxidant
    • Hydrolyzed Sesame Protein PG – propyl methylsilanediol เป็นสารที่ได้จากการดัดแปลงโครงสร้างของโปรตีนที่แยกจากเมล็ดงา ผู้ผลิตวัตถุดิบเคลมว่า เมื่อทาสารนี้ลงไปบนผิว จะให้ความรู้สึกเรียบตึง ช่วยคลายริ้วรอย และเพิ่มความชุ่มชื้น

 

ด้านของเบส เป็นที่มาในเบสน้ำ ไม่มีน้ำมัน ไม่มีแอลกอฮอล์ และไม่มีสารที่ไม่เป็นมิตรกับผิว

มาให้คะแนนกันดีกว่านะคะ

  1. สารกันแดดและสารบำรุง ตัวกันแดดเป็นกันแดดแบบกายภาพผสมเคมีกันแดดได้ครบถ้วนสมบูรณ์ดีค่ะ ในส่วนของสารบำรุงถือว่าอัดมาแน่นครบทั้ง Antioxidant และกลุ่มของสารที่ช่วยลดการระคายเคืองของผิว จึงถือว่ามีตัวหักล้างผลเสียจาก UV ที่เล็ดรอดเข้าไปในผิวได้ ยังเสริมสารสกัดที่ช่วยป้องกันผิวจากรังสี Infrared เข้ามา อีก เลยขอให้ไป 5 ฟลาสก์
  2. ส่วนผสมอื่นๆ ตัวเบสเป็นเบสน้ำ ไม่มีน้ำมัน ไม่มีแอลกอฮอล์ และไม่มีสารที่ไม่เป็นมิตรกับผิว เลยไม่มีที่ให้หักคะแนน ให้ไป 5 ฟลาสก์
  3. การใช้งาน สำหรับมี่คิดว่ากันแดดตัวนี้เป็นกันแดดที่ค่อนข้างโอเลยหละ ด้วยเบสที่บางเบาไม่เหนียวเหนอะหนะ เกลี่ยได้ง่าย ไม่เป็นปื้น แต่ส่วนตัวมี่มีผิวผสมค่อนข้างแห้ง คิดว่าอาจจะยังไม่พอค่ะ ถ้าเราเตรียมผิวไม่ดี อาจจะมีผิวแห้งระหว่างวันได้ แต่คิดว่าคนที่มีผิวมันน่าจะชอบสัมผัสของกันแดดตัวนี้นะคะ จุดนี้ขอให้ 4 ฟลาสก์ค่ะ

 

คะแนน fa

สำหรับวันนี้มีแค่นี้ค่ะ ต้องขอขอบคุณทางแบรนด์ Fairique ด้วยนะคะที่ส่งสินค้าดีๆมาให้มี่ได้ทดลองใช้ และขอบคุณทุกท่านด้วยค่ะที่ติดตามรับชมมาจนจบ

 

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ทางแบรนด์โดยตรงเลยนะคะ

https://www.facebook.com/Fairique/

 

Disclaimer/conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากทางแบรนด์ Fairique การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสมตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล และผู้เขียนไม่ได้มีผลประโยชน์ใดๆในการขายสินค้า โปรดใช้วิจารณญาณ

Image

[รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสม] ยอมใจ KENE BrightageC เซรั่มวิตามินซีที่ไม่ได้มีดีแค่ Vitamin C

สวัสดีค่ะ วันนี้มีรีวิวผลิตภัณฑ์ที่น่าสนใจมาฝากกันอีกแล้วค่ะ

ถ้าพูดถึงเซรั่มแล้ว หนึ่งในหลายๆตัวที่น่าสนใจคงหนีไม่พ้นเซรั่ม BrightageC จากแบรนด์ Kene ที่เป็นที่กล่าวขวัญถึงของชาวเน็ตอยู่มาซักระยะแล้วค่ะ

ส่วนตัวมี่เองก็พึ่งมีโอกาสได้ลองใช้เซรั่มดังกล่าว ก็ถือว่า เลอค่าสมคำร่ำลือจริงๆค่ะ

แบรนด์ Kene เป็นแบรนด์เวชสําอางประสิทธิภาพสูง ที่เน้นผลลัพธ์ที่ชัดเจนโดยเลือกใช้ส่วนผสมที่อิงตามพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ เพื่อสุขภาพผิวที่ดีนั่นเองค่ะ โดยมีสโลแกนหลักคือ “Innovative skin solution” ที่ทางแบรนด์น่าจะต้องการสื่อว่า ไม่ใช่แค่ดูแลผิวพื้นๆ แต่ต้องการจัดการปัญหาผิวพรรณอย่างจริงจัง โดยอิงตามพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ที่พิสูจน์ได้ และใช้นวัตกรรมด้านผิวหนังสมัยใหม่นั่นเองค่ะ

ว่าแล้วก็ขออวดโฉมหน้าของเซรั่ม BrightageC ก่อนนะคะ

kene 1

โดยชื่อผลิตภัณฑ์คือ BrightageC ก็มาจากคำว่า Bright + Age + C ซึ่งก็คือการเข้าไปทำให้ผิวสว่างใส พร้อมๆกับจัดการปัญหาผิวแห่งวัย โดยมีส่วนผสมหลักเป็น Vitamin C  ค่ะ

โดยที่ทางแบรนด์เลือกใช้ตัว VitaminC ก็เพราะตัว VitaminC มันมีหลักฐานว่าช่วยทั้งการลดความหมองคล้ำผ่านการยับยั้งเอนไซม์ tyrosinase และช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนผ่านหลายๆกลไก เพราะผิวที่อายุมากขึ้นคอลลาเจนจะลดลง ทำให้เกิดปัญหาต่างๆตามมาเช่น ผิวไม่เรียบเนียน ริ้วรอย และการเสียความยืดหยุ่น

 

ปกติแล้วสารที่จะมากระตุ้นการสร้าง collagen ที่ได้รับความนิยมในวงการผิวหนังตัวหนึ่งก็คือ Vitamin A หรือกลุ่มของ Retinol แต่สารนี้มีปัญหาด้านความระคายเคือง ยิ่งถ้าใช้มากก็จะยิ่งระคายเคืองมาก นอกจากนี้ยังมีปัญหาในด้านความคงตัวและการขึ้นสูตร

Vitamin C ก็เลยจึงนับเป็นอีกส่วนผสมที่น่าสนใจหากต้องการต่อสู้กับปัญหาของคอลลาเจนที่ลดลงและความหมองคล้ำค่ะ ขอเอาคำพูดของเจ๊ Draelos ที่เป็นแพทย์ผิวหนังท่านหนึ่งที่มีผลงานตำราหลายๆเล่มมาแชร์ค่ะ มี่ก็จำได้ไม่ค่อยแน่นอน แต่นางบอกประมาณว่า “Vitamin C remains our important armamentatrium for anti-aging purpose” แปลง่ายๆว่า วิตซีนี่ก็คืออาวุธ/คลังแสงสำคัญในการต่อต้านความชราของเรา

 

ไหนๆก็พูดถึงผลิตภัณฑ์ลดริ้วรอยแล้ว มี่ขอพูดถึงกลไกความแก่ของผิวกันนิดนึงค่ะ

ปกติแล้วสาเหตุหลักของความแก่ หรือ Aging ของร่างกาย รวมทั้งผิวของนี่มี 2 สาเหตุหลักค่ะ

  1. สาเหตุอันแรก เรียกว่า intrinsic factor คือปัจจัยภายใน เป็นธรรมชาติของร่างกายทุกคนหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่ทำให้ผิวบางลง คอลลาเจนลดลง ไขมันในบางจุดลดลง เช่น พันธุกรรม สาเหตุกลุ่มนี้เราไปเปลี่ยนอะไรมันไม่ได้ แต่เราชะลอได้ด้วยการทานอาหารที่มีประโยชน์ หรือการใช้เครื่องสำอาง
  2. สาเหตุที่สอง เรียกว่า extrinsic factor คือปัจจัยภายนอก เช่น แสงแดด และการสูบบุหรี่ สาเหตุกลุ่มนี้เราสามารถป้องกันได้ โดยการหลีกเลี่ยงแสงแดด การทาผลิตภัณฑ์กันแดด งดการสูบบุหรี่ เป็นต้น

ลองสังเกตกันง่ายๆนะคะ เวลาดูผิวผู้สูงอายุ หรือคนที่ทำงานกลางแดดนานๆ บริเวณที่ได้รับแสงแดด ผิวจะเหี่ยวและมีจุดด่างดำ มากกว่าบริเวณที่ไม่โดนแสงเช่นบริเวณลำตัว ผลจากแสงแดดที่ทำให้ผิวแก่เราก็จะเรียกมันว่า photoaging ค่ะ

 

 

เกริ่นอะไรไปก็ไม่รู้ยืดยาว กลับเข้ามาเรื่อง BrightageC กันต่อค่ะ ที่พูดมานี่มีหนึ่งเรื่องที่อยากจะบอกคือ มันมีการศึกษาว่าถึงแม้จะทากันแดดได้ดี ปริมาณเหมาะสมแต่เราก็สามารถป้องกันอนุมูลอิสระจาก UV ได้เพียง บางส่วนเท่านั้น แสดงว่าถึงแม้จะทากันแดดดีแต่ก็มีอนุมูลอิสระบางส่วนที่เข้าไปทำร้ายผิวให้เกิดความเสียหายได้อยู่ดี เราถึงต้องเสริม antioxidant ให้ผิวเพื่อหักล้างผลเสียของรังสี UA ที่เล็ดรอดเข้าไปในผิว

 

BrightageC เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของผลิตภัณฑ์ที่มี antioxidant ที่ดีคือมี vitamin C เข้มข้นผสานกับ antioxidant อีกหลายๆตัวที่จะทั้งป้องกัน photoaging และแก้ไขปัญหาคอลลาเจนที่ลดลงผ่านการทำงานร่วมกับ signal peptide อีกหลายตัวในการส่งสัญญาณกระตุ้นให้เกิดการสร้างคอลลาเจนใหม่ๆขึ้นมาทดแทนคอลลาเจนที่เสียไป

ตัวนี้อาศัย Vitamin C 2 รูปแบบ (Ester + Ether) และ เปปไทด์ที่กระตุ้นการสร้างคอลลาเจนของผิว เป็นพระเอก และ นางเอกชูโรงค่ะ

แอบยืมภาพจากข้างกล่องมาใช้ซักหน่อย

kene 3

ที่ด้านข้างกล่องก็จะมี Claiming เกี่ยวกับผลลัพธ์ที่จะได้อยู่ด้วยค่ะ

kene 2

ดูกล่องเยอะและ มาดูข้างในบ้างดีกว่าค่ะ

kene 4

ตัวเซรั่มเป็นหลอดสีขาวด้าน หัวหลอดกว้าง วางในแนวตั้งได้สะดวก

เนื้อเซรั่มเป็นสีขาว ไม่มีกลิ่น ทางแบรนด์ไม่ได้ใส่น้ำหอมค่ะ

kene 5

เกลี่ยง่าย ซึมไว ไม่เหนอะหนะ ใช้ได้ทั้งเช้าทั้งเย็น ตอนเช้าทาเสร็จก็ลงเมคอัพได้เลย และถ้าดูจากเนื้อ คิดว่าน่าจะได้ทุกสภาพผิวค่ะ ส่วนผิวแห้งมากๆอาจจะไม่พอให้เสริม moisturizer ทับอีกชั้น ก่อนลงกันแดดนะคะ

kene 6

วัดค่า pH ซักหน่อยนะคะ

kene 7

 

pH อยู่ที่ประมาณ 6 ซึ่งใกล้เคียงกับผิวดีค่ะ มาถึงตรงนี้หลายๆคนอาจจะคิดว่า Vitamin C ต้องอยู่ในสภาวะที่เป็นกรดถึงจะคงตัวและดูดซึมได้ แต่ความจริงแล้ววิตามินซีในรูป Ascorbic acid ที่จำเป็นต้องเป็นอยู่ในตำรับที่มีค่า pH เป็นกรด เพื่อให้ตัววิตามินอยู่ในรูปแบบที่ไม่แตกตัวถึงจะมีการดูดซึมเข้าผิวได้ดี ส่วนในรูปอนุพันธ์นั้น ด้วยความที่มีสายไขมันเป็นตัวนำส่งเข้าผิวอยู่แล้ว จึงไม่จำเป็นต้องปรับสูตรให้เป็นกรด ซึ่งน่าจะช่วยลดการระคายเคืองผิวไปด้วยในตัว

 

มาดูส่วนผสมกันบ้างนะคะ

สผส kene

ตรงข้างกล่อง ทางแบรนด์ก็จะมี Claiming ของปริมาณที่ใช้อยู่ด้วยค่ะ

สผส claim

วันนี้เรามารีวิวกันแบบละเอียด แจงจัดหนักทุกส่วนผสมเลยนะคะ

ถ้าเราพิจารณากันจะพบว่าผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางแทบทุกชนิดจะประกอบด้วยส่วนหลักๆ 3 ส่วน คือ

  1. Actives คือ สารบำรุง เป็นส่วนที่ทำให้เครื่องสำอางมีคุณสมบัติที่ดี รวมไปถึงมีประโยชน์ทางชีวภาพ
  2. Base คือ เนื้อหลักของผลิตภัณฑ์ บางทีอาจเรียกว่า Vehicle
  3. Additive คือ สารที่ช่วยเสริมให้ผลิตภัณฑ์มีคุณสมบัติที่ดี มีความน่าใช้ และมีความปลอดภัย

 

มี่ได้ทำสีส่วนผสมสารบำรุงไว้หลายๆสีนะคะ เดี๋ยวจะบอกอีกทีว่าแต่ละสีมีประโยชน์อะไรบ้าง

 

มาดูรายละเอียดส่วนผสมแต่ละตัวกันเลยนะคะ

  1. กลุ่มสารบำรุง (Active ingredients)
  • สีม่วง คือ พระเอกของเราในวันนี้ค่ะ เป็นกลุ่มของวิตามินซี ซึ่งทางแบรนด์ใส่มา 3 รูป หรือ Form คือ Ascorbyl tetraisopalmitate, 3-O-Ethyl ascorbic acid และ Ascorbic acid ตัวดั้งเดิม โดย ตัวแรก Ascorbyl tetraisopalmitate เป็นรูปที่ละลายในไขมัน โดยตัวของสร้างของเขาคือ เป็นสารประกอบเชิงซ้อนที่มีสายไขมันจับอยู่กับโมเลกุลของวิตามินซี 4 สาย จึงมีความเป็นกรดต่ำ และดูดซึมเข้าผิวได้ดี โดยอาศัยโครงสร้างของสายไขมันเป็นตัวพาเอาเข้าไปในผิว และพอเข้าผิว ผิวเราจะค่อยๆตัดสายไขมันออก ได้เป็นวิตามินซีรูปแบบดั้งเดิมในผิว

VC MOA

(ที่มา: Nikko Chemicals Co., Ltd.)

ส่วนเจ้า 3-O-Ethyl ascorbic acid ว่ากันว่าเป็นรูปที่มีขนาดโมเลกุลเล็กกว่า Ascorbic acid ธรรมชาติ มีเคลมว่าจะดูดซึมได้ง่ายกว่า

 

ประโยชน์ของวิตามินซีที่มีกับผิว คือ มีคุณสมบัติเป็น Antioxidant ช่วยชะลอวัย เป็นส่วนหนึ่งของการสังเคราะห์คอลลาเจนของผิว และมีผลยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ Tyrosinase ที่เป็นตัวสร้างเม็ดสีของผิว และมีหลายๆแหล่งข้อมูลบอกว่า วิตามินซี สามรารถยับยั้งกระบวนการอักเสบในผิว และปกป้องผิวจากรังสี UV ได้ด้วย จึงให้ประโยชน์ในด้าน ริ้วรอย ชะลอวัย ลดการอักเสบ และผิวขาวกระจ่างใสไปพร้อมๆกัน

 

ทางแบรนด์จัดเต็มเรื่องของความเข้มข้นที่ใส่มาด้วยนะคะ

Ascorbyl tetraisopalmitate 10%

3-O Ethyl ascorbic acid 2%

 

  • สีน้ำเงิน เป็นกลุ่มของสารเพิ่มความชุ่มชื้น โดยดูดน้ำให้กับผิว
    • Sorbitol เป็นน้ำตาลชนิดหนึ่ง
    • Sodium lactate เป็นสารที่จัดเป็น Natural moisturizing factor หรือ NMF ที่มีอยู่ในผิวตามธรรมชาติ ทำหน้าที่ดูดน้ำและเก็บกักน้ำให้ผิว ว่ากันว่ามีประสิทธิภาพสูงมากเมื่อเทียบกับสารดูดน้ำอื่นๆ
    • Panthenol หรือโปรวิตามินบี 5 นอกจากคุณสมบัติในการเพิ่มความชุ่มชื้นแล้ว นางยังมีประโยชน์ด้านการลดการอักเสบและระคายเคืองในผิว รวมไปถึงมีคุณสมบัติในการสมานผิวได้ด้วย
    • Sodium PCA เป็นสาร NMF เช่นเดียวกัน
    • Beta-glucan เป็นสารในกลุ่มคาร์โบไฮเดรต ที่มีคุณสมบัติเพิ่มความชุ่มชื้นได้เช่นกัน นอกจากนี้ยังมีประโยชน์ที่ดีกับผิว โดยมีข้อมูลกล่าวถึงคุณสมบัติ antioxidant ลดริ้วรอย เพิ่มความชุ่มชื้น สมานผิว และปกป้องผิวจากรังสี UV (Phytother Res. 2014 Feb;28(2):159-66.)
    • Sodium hyaluronate มีบทบาทเกี่ยวกับความชุ่มชื้นของผิว จุดนี้ทางแบรนด์เคลมว่าใช้ในรูปแบบที่มีอนุภาคขนาดเล็ก หรือ แบบ nano ที่ดูดซึมเข้าไปในผิวเพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นและความยืดหยุ่นจากภายใน
  • สีเขียว เป็นกลุ่มของสารไขมันทดแทน Barrier ผิว เพื่อให้ผิวแข็งแรงได้แก่
    • น้ำมันจากพืช อย่าง Jojoba และ เมล็ดองุ่น ซึ่งมีกรดไขมันจำเป็นอยู่
    • Squalane เป็นไขมันที่ดัดแปลงมาจากธรรมชาติ เลียนแบบไขมันที่ต่อมไขมันเราสร้างขึ้นมา ทำหน้าที่เคลือบผิวรักษาความชุ่มชื้น
    • Ceramide 3 และ Ceramide 6II เป็นไขมันที่เป็นส่วนประกอบสำคัญของ Barrier ผิว ช่วยให้ผิวแข็งแรง ป้องกันอันตรายจากภายนอก และป้องกันไม่ให้น้ำและสารภายในหลุดรอดออกไปจากผิว
    • Cholesterol เป็นไขมันอีกชนิดที่เป็นองค์ประกอบของ Barrier มีรายงานว่าการทา Cholesterol สามารถปกป้องผลเสียที่เกิดจากรังสี UV ต่อผิวได้ โดยไปลดการสร้างเอนไซม์ MMP-1 ที่ไปย่อยคอลลาเจน และ ลดการสร้างสารก่ออักเสบ ในกลุ่ม Interleukin ได้ (J Dermatol Sci. 2012;65(2):110-7.)
    • Phytosphingosine เป็นเบสที่เป็นสารตั้งต้นในการสังเคราะห์เซราไมด์ของผิว
    • Lecithin เป็น Phospholipid ชนิดหนึ่งที่พบได้ในผิว ในทางเครื่องสำอางอาจจะนำมาเป็นส่วนนึงของระบบนำส่งสารเข้าผิว
  • สีฟ้า กลุ่มชะลอวัย และลดริ้วรอย ได้แก่
    • Decarboxy carnosine HCl มีชื่อทางการค้าว่า Alistin เป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่มีฤทธิ์แรง ผู้ผลิตวัตถุดิบ Claim ว่า มีคุณสมบัติเพิ่มความยืดหยุ่นของผิว เพิ่มการสังเคราะห์คอลลาเจน ลดการอักเสบ ลดริ้วรอย และที่สำคัญคือ สารนี้มีประโยชน์ช่วยปกป้องเซลล์ผิวจากกระบวนการ Glycation (การที่น้ำตาลเข้ามาจับกับโปรตีนในผิว แล้วมีผลต่อการทำงานของผิว เช่น ถ้าจับกับคอลลาเจน จะทำให้ความยืดหยุ่นของผิวลดลง ปฏิกิริยานี้มักจะพบมากขึ้นเมื่อเรามีอายุเพิ่มขึ้น เป็นสาเหตุหนึ่งของความแก่ ผิวไม่ยืดหยุ่นและริ้วรอย)

alistin

(ที่มา: Exsymol S.A.M.)

  • Tetrapeptide-21 เป็นสารกลุ่ม Peptide มีชื่อทางการค้าว่า TEGO Pep 4-17 นำเข้าจากเยอรมัน ผู้ผลิตวัตถุดิบ Claim ว่า เปปไทด์นี้ที่มีส่วนช่วยกระตุ้นการสร้าง องค์ประกอบที่เป็น Extracellular matrix (ECM) ในผิว ได้แก่ Collagen, Hyaluronic acid และ Fibronection ซึ่งเป็น ไกลโคโปรตีนที่ช่วยยึดจับ ECM ต่างๆไว้เพื่อให้ผิวยืดหยุ่นและกระชับ ที่สำคัญคือมีงานวิจัยรองรับถึงประสิทธิภาพของสารในการเพิ่มการสังเคราะห์ ECM และประสิทธิภาพในการลดริ้วรอยช่วยปรับสภาพผิวให้เรียบเนียนในอาสาสมัคร (Experimental Dermatology, 2011;20:602-604)
  • สูตรผสมของ Palmitoyl tetrapeptide-7 กับ Palmitoyl tripeptide-1 มีชื่อทางการค้าว่า Matrixyl 3000 นำเข้าจากประเทศฝรั่งเศส เป็นเปปไทด์สายสั้นๆที่จับกับกรดไขมัน Palmitic เพื่อใช้เป็นตัวนำส่งให้ดูดซึมเข้าผิวดีขึ้น จัดเป็นสารที่เรียกว่า Matrikine ทำหน้าที่เสมือนเป็นคนส่งสาร หรือ Messenger ที่ช่วยให้ผิวมีการฟื้นฟูและซ่อมแซมตนเอง โดยไปช่วยส่งเสริมการสร้าง ECM ในผิว และลดเลือนริ้วรอย
  • Resveratrol เป็นสาร Antioxidant ประสิทธิภาพสูงที่พบในไวน์แดง มีคุณสมบัติต่อต้านอนุมูลอิสระ และชะลอวัย มีรายงานกล่าวว่าสารนี้สามารถมีส่วนช่วยให้ผิวขาว ผ่านกลไกการยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ alpha-MSH ยับยั้งไทโรซิเนส และช่วยปกป้องผิวไม่ให้ดำคล้ำจากรังสี UVB ได้ (Biomol Ther (Seoul). 2014; 22(1):35-40.)
  • Carnitine เป็นกรดอะมิโนชนิดหนึ่งที่มีบทบาทในการ Metabolism ของไขมันงานวิจัยกล่าวว่าการทา L-carnitine จะมีผลไปกระตุ้นให้เกิดกระบวนการ metabolism ของไขมันในเซลล์ Sebocyte ที่ต่อมไขมันทำให้ไขมันลดลง ให้ผลควบคุมความมันของผิวหนัง (J Cosmet Dermatol. 2012; 11(1):30-6.)
  • Ubiquinone หรือ Co-enzyme Q10 เป็นสาร Antioxidant ที่มีประสิทธิภาพสูงเช่นกัน มีงานวิจัยกล่าวว่าการทา Coenzyme Q10 จะช่วยลดปริมาณอนุมูลอิสระ และเพิ่มความสามารถในการเป็น Antioxidant ของผิว ( 2015;41(6):383-90.)
  • กลุ่มสุดท้ายสีส้ม เป็นสารบำรุงอื่นๆ ได้แก่
    • Rubus villosus leaf extract สารสกัดจาก Blackberry ส่วนของใบมีรายงานว่าเป็น Antiaging ที่ดี โดยมีคุณสมบัติต่อต้านการทำงานของเอนไซม์ MMP ที่ไปย่อยสลายคอลลาเจนในผิว ลดการอักเสบ และเป็น Antioxidant ((Int J Cosmet Sci. 2007;29(5):411)
    • Camellia sinensis leaf extract คือ สารสกัดจากชาเขียว มีรายงานวิจัยอยู่ค่อนข้างมาก เช่น เป็น antioxidant เป็น Moisturizer ลดริ้วรอย เพิ่มความยืดหยุ่นให้แก่ผิว (Dermatol Ther. 2013;26(3):267-71.) และ สารประกอบกลุ่ม Polysaccharide ที่พบในชาช่วยปกป้องผิวจากรังสี UV ได้ และสารประกอบกลุ่ม Polyphenol ยังช่วยยับยั้งการสร้างเม็ดสีได้ (J Agric Food Chem. 2009;57(17):7757-62.)
    • Rumex occidentalis extract มีชื่อทางการค้าว่า Tyrostat สกัดได้จากพืชที่ขึ้นในแถบอเมริกาเหนือ มี Claim ว่าสารนี้ยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ Tyrosinase ได้แรงกว่า Arbutin และ Hydroquinone และให้ผลลดรอยแดงได้ด้วย ตัวนี้ทางแบรนด์จัดเต็มมา 1.5%
    • Tocopheryl acetate เป็นรูปแบบหนึ่งของวิตามินอี ที่เป็น Antioxidant เช่นกัน นอกจากนี้วิตามินอีสามารถช่วย Recycle วิตามินซีที่เสื่อมสภาพให้กลับมาใช้งานได้อีกครั้ง

 

โดยรวมจึงเห็นได้ว่าสารบำรุงที่ใส่มา นอกจากมีประโยชน์ด้าน Whitening และ Antiaging ลดริ้วรอยแล้ว ยังมีส่วนช่วยลดการอักเสบ เพิ่มความชุ่มชื้น ฟื้นฟู Barrier ผิว ช่วยให้ผิวแข็งแรง และที่สำคัญคือ ต่อต้านการเกิด Glycation ที่เป็นเทรนด์ใหม่ของวงการได้ด้วย

 

  1. ส่วนของเนื้อหลัก หรือ Base ประกอบด้วยน้ำ และน้ำมัน ไม่มีซิลิโคน และแอลกอฮอล์ ดังนี้
    • ส่วนของน้ำ ได้แก่ น้ำ และสารดูดน้ำเพิ่มความชุ่มชื้น อย่าง Glycerin, Butylene glycol และ Propylene glycol
    • ส่วนของน้ำมัน ได้แก่ Isohexadecane เป็นน้ำมันสังเคราะห์ที่ระเหยได้ ให้สัมผัสบางเบา กับ Synthetic wax ที่ช่วยเพิ่มเนื้อให้ครีม

 

  1. ส่วนผสมอื่นๆ ได้แก่
    • สารเชื่อมประสานน้ำกับน้ำมัน และ ตัวเพิ่มความหนืด จะเป็นกลุ่มของ Polysorbate, Sodium acrylate/sodium acryloyldimethyltaurate copolymer, Carbomer และ xanthan gum
    • สารเสริมประสิทธิภาพกันเสีย คือ Ethylhexylglycerin ซึ่งเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิวได้ด้วย
    • สารกันเสีย คือ Phenoxyethanol
    • สารประจุบวก
      • Hydroxyethyl behenamidopropyl dimonium chloride เป็นสารประจุบวกที่มีชื่อทางการค้าว่า Incroquat™ Behenyl HE ใน Skincare จะเกาะติดผิว ช่วยให้ผิวนุ่ม และให้สัมผัสที่แห้งและบางเบา ผู้ผลิตวัตถุดิบ Claim ว่ามีความอ่อนโยน
      • Polyquaternium-67 เป็น Polymer ของสารประจุบวกที่เมื่อใช้ร่วมกับ Hyaluronic acid จะช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิวได้อย่างยาวนาน

 

แวะสรุปอีกซักครั้งก่อนไปให้คะแนนนะคะ

โดยสรุป BrightageC Line&Radiance corrector ตัวนี้ถือเป็นอีกหนึ่งเซรั่มวิตซี ในท้องตลาดที่น่าสนใจมากค่ะ โดยความแตกต่างหลักๆที่น่าสนใจคือ การใช้อนุพันธ์วิตามินซีแบบใหม่ที่มีความเข้มข้นสูง คาดหวังในประสิทธิภาพได้ และที่แตกต่างจากเซรั่มวิตซีอีกหลายๆตัวทั่วไป ก็คือการที่มันไม่ได้มีแค่วิตซี แต่มีส่วนผสมของ signal peptide 2 ชนิด หรือที่ทางแบรนด์เรียกว่า collagen boosting peptideที่เข้ามาช่วยในเรื่องการกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใหม่มาทดแทนคอลลาเจนเดิมในผิว และมีส่วนผสมช่วยฟื้นฟูบำรุงผิวหลายๆชนิด เช่น กลุ่ม antioxidant, antiglycation, whitening, ส่วนผสมที่ช่วยฟื้นฟู Barrier ผิวเพื่อผิวที่แข็งแรง และส่วนผสม อื่นๆ อย่างที่มี่ได้กล่าวไปแล้วในข้างต้น  จุดนี้ก็อาจจะเป็นข้อดีที่แตกต่างจาก วิตซีตัวอื่นๆในท้องตลาด

 

ใครบ้างที่เหมาะกับการใช้? คำถามนี้คิดว่าเดี๋ยวคงมีคนแอบมาถาม หนูใช้ดีไหมคะ เหมาะกับหนูไหมคะ

จริงๆน่าจะต้องแบ่งเป็นสองกลุ่มนะคะ คือกลุ่มที่มีริ้วรอยจุดด่างดำแล้ว ผลิตภัณฑ์ตัวนี้จะเข้าไปช่วยจัดการปัญหาที่มีอยู่ และป้องกันไม่ให้ปัญหาเพิ่มมากขึ้น

 

ส่วนคนที่ยังไม่มีปัญหา มองว่าเป็นเรื่องที่ดีเลยค่ะกับการใช้ผลิตภัณฑ์กลุ่ม antioxidant เพราะมันจะลดความเสียหายที่เราสะสมจากแสงแดด ปัจจัยความเสียหายจากภายนอก เหมือนที่ได้ยกตัวอย่างเช่นผิวในร่มผ้าให้ฟังกันไป ดังนั้นยิ่งเริ่มใช้ผลิตภัณฑ์กลุ่มนี้เร็วยิ่งดีค่ะ อีกหนึ่งประโยชน์ที่ผิวที่ยังไม่มีริ้วรอยจะได้จากผลิตภัณฑ์ตัวนี้คือ เมื่อมีการสร้างคอลลาเจนมากขึ้นผิวจะดูเรียบเนียน รูขุมขนก็จะดูเล็กลงได้ค่ะ

 

มี่จะค่อนข้าง Concern เรื่องกันแดดนะคะ ดังนั้นการทากันแดดถือเป็นสิ่งสำคัญที่สุดนะคะ หากต้องการมีผิวที่อ่อนเยาว์เสมอค่ะ

 

ถึงเวลาของการให้คะแนนค่ะ

  1. สารบำรุง ตามที่ได้เล่าให้ฟังในด้านบนว่า นอกจากพระนาง Vitamin C และ Collagen boosting peptides แล้ว ยังมีเหล่านักแสดงสมทบอีกมากมายก่ายกอง ที่มีประโยชน์ในด้าน Whitening และ Antiaging ตามเคลมของผลิตภัณธ์แล้ว ยังมีส่วนช่วยลดการอักเสบ เพิ่มความชุ่มชื้น ฟื้นฟู Barrier ผิว ช่วยให้ผิวแข็งแรง และที่สำคัญคือ ต่อต้านการเกิด Glycation ที่เป็นเทรนด์ใหม่ของวงการได้ด้วย วัตถุดิบสารบำรุงส่วนใหญ่ นำเข้ามาจากต่างประเทศ จึงขอให้ไป 5 ฟลาสก์
  2. ส่วนผสมอื่นๆ ไม่ได้มีส่วนผสมของสารที่ไม่เป็นมิตรกับผิว เลยไม่มีที่ให้หักคะแนน รับไป 5 ฟลาสก์
  3. การใช้งาน ช่วงนี้ผิวมี่จะเป็นแนวผิวผสมค่อนแห้ง เซรั่มตัวนี้ลงแล้วจะค่อนข้างสบายผิว แต่กับบริเวณที่แห้งอย่างแก้มจะยังไม่พอ ต้องเสริมมอยส์เจอร์ทับอีกชั้นก่อนลงกันแดด ส่วนตัวมี่ได้ทดลองใช้ประมาณ 3 อาทิตย์ ก็สามารถสัมผัสได้ถึงตาม Claim หลักของแบรนด์ คือ เรื่องของผิวเรียบเนียนขึ้น และความสม่ำเสมอของสีผิวจะดีขึ้น แต่ก็ไม่ได้ถึงกับว่าทาปุ๊บจะขาวปั๊บขาวแบบหวือหวามาก นางจะค่อยๆเป็นค่อยๆไป พอใช้มาราวๆ 3 อาทิตย์ก็จะเริ่มมีคนทักว่าดูผิวมีสุขภาพดีขึ้น พวกจุดด่างดำต่างๆก็ดูจางลงโดยเฉพาะรอยดำจากสิวจะมีความสม่ำเสมอมากขึ้น นอกจากนี้ก็รู้สึกว่าผิวนุ่มฟูขึ้น อารมณ์เหมือนได้เรื่องผิวฟูเรียบเนียนไปพร้อมๆกับความสว่างใสขึ้น ส่วนหนึ่งพอผิวมันดูเรียบเนียนขึ้นเหมือนกับหน้ามันก็ดูเนียนๆใสๆขึ้นไปด้วย โดยรวมถือว่าค่อนข้างชอบค่ะ ให้ ไป 5 ฟลาสก์ โดยรวมถือว่าค่อนข้างชอบค่ะ ให้ไป 5 ฟลาสก์

คะแนน

สุดท้ายนี้ต้องขอขอบคุณทางแบรนด์ Kene ด้วยนะคะ ที่ส่งผลิตภัณฑ์ดีๆมาให้มี่ได้ทดลองใช้ และขอบคุณทุกๆท่านด้วยค่ะที่ติดตามรับชมมาจนจบ

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ทางแบรนด์ Kene ได้โดยตรงเลยนะคะ

https://www.facebook.com/KeneThailand/

https://kene.co.th/

 

พบกันใหม่โอกาสถัดไป สำหรับวันนี้สวัสดีค่ะ

Disclaimer/conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากทางแบรนด์ Kene การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสมตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล และผู้เขียนไม่ได้มีผลประโยชน์ใดๆในการขายสินค้า โปรดใช้วิจารณญาณ

Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสมครีมเสริม Barrier ผิวจากเกาหลี Real barrier intense moisture cream

1st edition: September 7, 2017

Revised edition: November 8, 2020

วันนี้มี่เอารีวิวครีมเสริม Barrier ผิวให้แข็งแรงของเกาหลี จากแบรนด์ Atopalm มาฝากกันค่ะ

สูตรที่มี่เอามาเป็นสูตรสีฟ้าเป็นรุ่น Real barrier intense moisture cream ค่ะ

ที่มี่ยังไม่เคยเห็นในบ้านเรานะคะ มี่สั่งออนไลน์มาจากเว็บ Gmarket ค่ะ

มาดูหน้าตากันก่อนเลยค่ะ

rb-1

แพคเกจด้านนอกเป็นกล่องกระดาษเงาๆสีขาวสลับฟ้าค่ะ

ด้านในเป็นกระปุก มาพร้อมไม้พายเล็กๆ 1 อัน

rb-3

Revised:

Package ปัจจุบันจะแยกตัวออกมาเป็นแบรนด์ Real barrier ของตัวเอง ไม่ได้ใช้ชื่อภายใต้ Atopalm แล้วนะคะ ส่วนนี้จะเป็นหน้าตาของกระปุกแบบใหม่ค่ะ

RB intense

เนื้อครีมเป็นสีขาว มีกลิ่นหอมแนวๆอโรม่า โทนดินๆ เย็นๆ อาจจะด้วยกลิ่นของ Vetiver หรือ หญ้าแฝก ออกจะค่อนข้างแรงค่ะ

ato 5

เกลี่ยง่าย ซึมผิวได้ปานกลาง ให้ความชุ่มชื้นสูง มีออยล์อยู่พอตัวเลย แต่ไม่ถึงกับเหนอะหนะมาก แต่จะรู้สึกลื่นๆนิดหน่อย

ส่วนตัวมี่มีผิวผสม/แห้ง กลางคืนมี่ก็จะละเลงทั้งหน้า แต่กลางวันจะลงแค่แก้มกับมุมปาก ที่ชอบแห้งและลอก และก็คอค่ะ

ato 6

สำหรับจุดเด่นของ Atopalm real barrier ตัวนี้คือเทคโนโลยี MLE นะคะ

โดยมี่เคยได้กล่าวถึงตัวเทคโนโลยีของ MLE ไว้แล้วในรีวิว Atopalm body lotion ค่ะ ถ้าท่านใดสนใจสามารถไปตามที่ลิงค์ด้านข้างนี้ได้ค่ะ >>Click<<

ซึ่งงาน MLE และ ครีมนี้มีสิทธิบัตรรองรับถึง 3 รายการนะคะ

rb-2
  1. สิทธิบัตรเกาหลี เลขที่ 10-0527346
  2. สิทธิบัตรอเมริกา เลขที่ US6221371B1
  3. สิทธิบัตรญี่ปุ่น เลขที่ JP3887182B

ส่วนผสมเป็นดังนี้ค่ะ

สผส ato

เริ่มที่ตัว Real barrier ซึ่งผลิตโดยใช้ MLE technology ให้มีลักษณะเป็น Liquid crystal เหมือนไขมันในผิวเราจริงๆ

เซราไมด์สังเคราะห์ หรือ Pseudoceramides ตัว Myristoyl/palmitoyl oxostearamide/arachamide MEA หรือ Ceramide-9S ตัวนี้เป็นสารสิทธิบัตร US patent US6221371B1 ของปี 2001 จากบริษัท Aekyung เกาหลี ซึ่งมีประโยชน์ในการเหนี่ยวนำให้ผิวสร้างไขมันใหม่ออกมาฟื้นฟู Barrier ผิวที่เสียหายสารไขมันอีกตัวที่โดดเด่นไม่แพ้กัน คือ Dihydroxyisopropyl Capryloylcaprylamide หรือ Ceramide-5SP ที่เคลมว่าจะเข้าไปสอดแทรกในจุดที่ Barrier ผิวแหว่งไปแล้วทำหน้าที่แทน Barrier ผิวเรา

C1FA321225184FE5A0404E9B4EB38CC7

(Image from Neopharm Korea)

สารไขมันที่เหลือที่ช่วยเรื่องความชุ่มชื้นมี่แทนด้วยสีม่วงในส่วนผสมค่ะPhytosterol ที่ใส่มายังมีประโยชน์ด้านลดการอักเสบในผิวได้ด้วย

อีกจุดที่แบรนด์ claim คือ ส่วนของ Three-Calming complex  จาก Panthenol, madecassoside และ Allantoin

real_calming

(Image from Neopharm Korea)

มาดูรายละเอียดแต่ละตัวซักหน่อยเนอะ

  • Panthenol เป็นรูปแบบหนึ่งของวิตามินบี 5 มีคุณสมบัติเพิ่มความชุ่มชื้นเป็นหลัก และยังช่วยเรื่องลดการอักเสบในผิวได้
  • Madecassoside เป็นสารที่แยกได้จากใบบัวบก ดูแล้วน่าจะมีคุณค่าราคาค่างวดอยู่ มีฤทธิ์ต้านการอักเสบ เป็น Anti-oxidant และสามารถเพิ่มการสังเคราะห์ Collagen ในผิว
  • Allantoin ช่วยลดการอักเสบและให้ความรู้สึกสบายผิวเช่นกัน

มาให้คะแนนกันดีกว่าค่ะ

  1. Actives กลุ่มของสารบำรุงผิว เน้นไปที่การฟื้นฟู Barrier ผิวด้วยส่วนผสมไขมันจากธรรมชาติ และสารไขมันสังเคราะห์อย่าง Ceramide-9S และ Ceramide-5SP ซึ่งเป็นนวัตกรรมสิทธิบัตร ทางแบรนด์ Claim ว่าช่วยฟื้นฟูและทดแทน Barrier ผิว เสริมมาด้วยสารอื่นๆที่ให้ผลด้านชุ่มชื้น ลดการอักเสบ ระคายเคือง และให้ความรู้สึกสบายผิว (Soothing effect) ส่วนของวิตามินอีที่ใส่มาน่าจะช่วยเรื่องปกป้องน้ำมันในกระปุกครีมไม่ให้เสื่อมสภาพเพราะอากาศมากกว่าจะเหลือรอดมาถึงผิว จุดนี้ขอให้ 5 ฟลาสก์
  2. Base กลุ่มของเนื้อหลัก มาในรุปแบบครีม ที่ดูมีส่วนผสมของน้ำมันค่อนข้างเยอะ มีทั้งสารดูดน้ำให้ผิว สารไขมันทดแทนผิว และสารเคลือบปกป้องผิว ไม่มีที่ให้หักคะแนน เอาไป 5 ฟลาสก์
  3. Additives ไม่มีส่วนผสมของสารที่ไม่เป็นมิตรกับผิว แต่ ส่วนผสมของ Orange oil อาจจะทำให้เกิดการแพ้แดดได้ง่ายขึ้น ถ้าใช้กลางวันควรทากันแดด และหลีกเลี่ยงการสัมผัสแสงแดดจัดๆเป็นเวลานานๆ ขอให้ 4 ฟลาสก์
  4. การใช้งาน อย่างที่เล่าให้ฟัง คือ มี่ค่อนข้างชอบครีมตัวนี้มาก ด้วยสัมผัสที่ดี เกลี่ยง่าย ลดการแสบผิวจากยาทาสิวที่ใช้อยู่ และลดการแห้งแตกลอกของผิวมี่ได้ เลยขอให้ 5 ฟลาสก์
คะแนน ato

สุดท้ายนี้ขอขอบคุณทุกๆท่านด้วยค่ะที่ติดตามรับชมมาจนจบ พบกันใหม่โอกาสถัดไป สวัสดีค่ะ

Disclaimer: ผลิตภัณฑ์นี้ซื้อด้วยตนเอง การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสมตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล และผู้เขียนไม่ได้มีผลประโยชน์ใดๆในการขายสินค้า โปรดใช้วิจารณญาณ

Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสมครีมนวดผมผสม 18-MEA ช่วยชะลอความแก่จากเส้นผม ของ Lolane nature code

สวัสดีค่ะ วันนี้มาอัพเดทเรื่องผมๆ กับครีมนวดผมดีๆฝีมือคนไทยกันดีกว่าค่ะ

ยังอยู่กันกับ Lolane nature code นะคะ

วันก่อนมี่ได้รีวิวแชมพูไปแล้ว (>>อ่านรีวิวแชมพู Click<<) วันนี้ขอมาต่อกันกับครีมนวดค่ะ

หน้าตาของครีมนวดในกลุ่ม Lolane nature code เป็นแบบนี้เลยค่า

cond 2.jpg

นางจะมาในหลอดสีน้ำตาลอมเขียวค่ะ

ครีมนวดก็มีมา 3 สูตรเช่นเดียวกับแชมพูนะคะ คือ สูตรสำหรับผมแห้งเสีย ขอเรียกว่าสูตรผมแห้ง สูตรสำหรับผมมีรังแคและคัน ขอเรียกว่าสูตรรังแค และสูตรสำหรับผมและหนังศีรษะมัน ขอเรียกว่าสูตรผมมัน นะคะ

เนื้อครีมนวดจะเป็นเนื้อครีมข้นๆค่ะ

cond 6.jpg

กลิ่นจะเป็นโทนเดียวกับแชมพู คือ

สูตรผมแห้ง จะมีกลิ่นหอมหวานคล้ายข้าวโพด

สูตรผมมัน จะมีกลิ่นออกส้มๆผสมสมุนไพร

สูตรรังแค จะมีกลิ่นออกแนวสมุนไพร

 

วัดค่า pH ซักหน่อยนะคะ

cond 1

ค่า pH จะอยู่ที่ประมาณ 5 ค่ะ ถือว่าเหมาะกับการเป็นครีมนวด เพราะจะทำหน้าที่ปรับ pH เส้นผมที่ผ่านแชมพูที่มักจะมีค่าสูงๆมา

ครีมนวดผมทั้ง 3 สูตรมีส่วนของสารบำรุงและเบสคล้ายๆกันค่ะ เลยขอยกส่วนผสมของสูตรผมแห้งมาเป็นนางเอกในวันนี้นะคะ

สผส ครีมนวด

มี่ทำสีของส่วนผสมไว้ให้นะคะ ส่วนสีม่วง คือ สารบำรุง และส่วนสีเขียว คือ สารประจุบวกที่ช่วยปรับสภาพผมให้ผมนุ่ม และสีแดงคือพวก parabens ที่ไม่ค่อยเป็นมิตรเท่าไหร่ค่ะ

สารบำรุงจะคล้ายกับตัวแชมพูเลยค่ะ ก็เลยขอยกของเก่ามาอีกรอบ

  • Propanediol เป็นวัตถุดิบเพิ่มความชุ่มชื้นที่ผลิตได้จากการหมัก Corn sugar ตัวนี้มีความอ่อนโยนสูงค่ะ ช่วยให้เส้นผมอ่อนนุ่ม ชุ่มชื้น
  • C10-40 Isoalkylamidopropylethyldimonium ethosulfate ตัวนี้คือน้ำมัน 18-MEA ที่นำมาทำให้อยู่ในรูปแบบของประจุบวกค่ะ ตัวนี้เรื่องมันยาวค่ะ ต้องมาลงรายละเอียดกันซักหน่อย

18-MEA เป็นน้ำมันตามธรรมชาติชนิดหนึ่งที่อยู่บนเส้นผมของคนเราค่ะ ช่วยให้ผมเงางาม ว่ากันว่า เวลาเราอายุเพิ่มขึ้น น้ำมันนี้จะลดลง ผมคนที่มีอายุเพิ่มขึ้นเลยไม่เงางามไม่สุขภาพดีเหมือนผมเด็กๆ ทางแบรนด์จึงเคลมว่า 18-MEA นี่เป็นเสมือนดัชนีชี้ความอ่อนเยาว์ของเส้นผม

ทีนี้ทำไมต้องประจุบวก ??

จริงอยู่ที่มีหลายๆแบรนด์ใส่ 18-MEA มาในสูตร แต่หลายๆแบรนด์ ไม่ได้ใช้ในรูปแบบประจุบวก เหมือนของแบรนด์นี้ สาเหตุที่ต้องเป็นประจุบวกเพราะว่า ผมเสียของเราจะมีประจุลบ พอเจอสารประจุบวก ก็จะจับกันได้แน่น ไม่หลุดออกไปได้ง่ายๆ ดังนั้น 18-MEA ที่เป็นประจุบวกก็จะเกาะติดบนเส้นผมได้นาน แม้จะล้างออกไปแล้ว

ตามภาพเลยค่ะ

pantene

(ที่มา: http://www.myfatpocket.com/beauty-news/pantene-launches-colour-perm-lasting-care-range.html)

 

  • สารสกัดจากข้าวหอมนิล (ตามที่เคลมไว้ข้างขวด) ข้าวหอมนิลอุดมด้วยสารสีที่เป็น Antioxidant ที่ดี จึงสามารถปกป้อง 18-MEA ตามธรรมชาติบนเส้นผมไม่ให้ถูกทำลายโดยอนุมูลอิสระ
  • ส่วนผสมของ Apigenin, Oleanolic acid และ Biotinoyl tripeptide-1 คือ วัตถุดิบ Procarpil ของประเทศฝรั่งเศส ให้ผลเสริมฤทธิ์กันอย่างลงตัว โดยช่วยเพิ่มการไหลเวียนของเลือดมาเลี้ยงเส้นผม ต่อต้านการทำงานของเอนไซม์ 5α-reductase ที่เป็นเอนไซม์เปลี่ยนฮอร์โมนเพศชายให้มีฤทธิ์แรงขึ้น มีผลทำให้รากผมมีขนาดเล็กลง และฝ่อไปในที่สุด สารนี้จึงมีคุณสมบัติช่วยให้รากผมของเรามีความแข็งแรง ไม่หลุดร่วงง่าย

hair 6

(ที่มา: Sederma)

  • สารสกัดจาก Celery ตัวนี้น่าจะหมายถึงวัตถุดิบ Apiscalp ที่นำเข้าจากฝรั่งเศส ผู้ผลิตวัตถุดิบ Claim ว่า คืนความชุ่มชื้น ปรับสมดุลการผลิตน้ำมันของหนังศีรษะให้เหมาะสม ฟื้นฟูความเสียหายและความเสื่อมที่หนังศีรษะ และให้ความรู้สึกสบายหนังศีรษะ (Soothing effect)

 

  • และก็เหมือนแชมพู คือ สูตรผมมันจะเพิ่มสารสกัดจาก Citrus ซึ่งทางแบรนด์ Claim ว่าเป็น Balance care technology และ Tea tree oil ที่เก็บกักในแคปซูลขนาดเล็ก และสูตรรังแค จะเพิ่ม Zinc pyrithione ที่ให้ผลดีต่อรังแค น้ำมันสกัดจากไพล และสารสกัดจากไม้สนที่นำเข้าจากฝรั่งเศส เข้ามา

 

มีอีกตัวหนึ่งที่น่าสนใจ เราจะเห็นสารชื่อยาวๆ Bis-dipropanolamino-PG-Propyl dimethicone/Bis-isobutyl PEG-14 copolymer ตัวนี้จะเป็นซิลิโคนสายยาวๆ (ที่เรียกว่า Polymer) ที่ช่วยเคลือบผมให้นุ่มสลวย เงางาม ช่วยให้หวีง่าย และช่วยให้ผมมีวอลุ่ม มีความยืดหยุ่น มีสปริงตัวเหมือนผมสุขภาพดีค่ะ

ส่วนสารสีแดงอย่าง paraben ก็จะไม่ค่อยเป็นมิตรเท่าไหร่ แต่ครีมนวดสัมผัสผมแค่ชั่วคราวแล้วก็ล้างออก จึงไม่น่าจะมีปัญหาอะไร

ให้คะแนนกันค่ะ วันนี้มี 2 หัวข้อนะคะ คือ ส่วนผสม และ การใช้งาน

  1. ส่วนผสม เป็นครีมนวดผมที่เสริมสารบำรุงเข้ามาหลายตัว โดยสารบำรุงหลักจะคล้ายกับตัวแชมพู โดยรวมให้คุณสมบัติหลายด้าน ตั้งแต่เรื่องลดการเกิดผมร่วง เพิ่มความชุ่มชื้น ความเงางาม หวีง่าย ลื่น มีวอลุ่ม และช่วยให้ผมสปริงตัว สารบำรุงอย่าง 18-MEA ยังช่วยเรื่อง Hair aging โดยไปคืนความอ่อนเยาว์ให้เส้นผม สารอื่นๆก็ทำมาได้ดี จะมีที่ติก็แค่ parabens แค่นั้นจุดนี้ขอให้ 4 ฟลาสก์
  2. การใช้งาน ตอนใช้แชมพูมี่คิดว่าแชมพูสูตรผมแห้งกับผมมันแห้งไปหน่อย แต่ส่วนตัวมี่กลับชอบครีมนวดสูตรผมมัน เพราะช่วยให้ผมมีวอลุ่มกำลังสวยพอดี ไม่หนัก ไม่เป็นเมือก ไม่ลีบแบน สระทุกวันใช้ทุกวันก็ไม่ลีบแบน มี่รู้สึกว่าสูตรผมแห้งจะหนักผมไปนิดหน่อย แต่น่าจะเหมาะกับคนที่ผมเสียมากๆ และสูตรรังแคจะคล้ายกับสูตรผมมันค่ะ ติอยู่ย่างเดียว คือ อยากให้มีแพคเกจแบบปั๊ม แบบหลอดๆใช้ไม่ค่อยสนุกเลยค่ะ ขอให้ไป 5 ฟลาสก์นะคะ

คะแนน cond

สุดท้ายนี้ขอขอบคุณทางแบรนด์ Lolane ด้วยนะคะ ที่ส่งผลิตภัณฑ์ดีๆมาให้มี่ได้ทดลองใช้ และขอบคุณทุกท่านด้วยค่ะที่ติดตามมาจนจบ พบกันใหม่โอกาสถัดไป สวัสดีค่ะ

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถติดต่อสอบถามได้กับทางแบรนด์โดยตรงเลยนะคะ

https://www.facebook.com/LolaneThailand

Disclaimer/conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากทางแบรนด์ Lolane การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสมตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล และผู้เขียนไม่ได้มีผลประโยชน์ใดๆในการขายสินค้า โปรดใช้วิจารณญาณ

Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสมรองพื้นคูชั่นแนวใหม่จากเกาหลี กับ Immiroir UHD perfect cushion foundation

สวัสดีค่ะ เรียกได้ว่ากระแสของคูชั่นยังแรงไม่ตกเลยนะคะ และก็มีหลายแบรนด์ที่พัฒนารูปแบบ อาจมีนวัตกรรม หรือให้เด่นกว่าแบรนด์ของคนอื่น เพื่อสร้างจุดเด่นให้แก่สินค้าของตนเองค่ะ

วันนี้มี่มีรีวิวรองพื้นแบบคูชั่นของเกาหลี ซึ่งเป็นเบสที่ค่อนข้างเบา แต่อัดแน่นด้วย Solid content คือ พวก เม็ดสี pigment รวมถึงสารที่เป็นของแข็ง จึงได้เนื้อที่ค่อนข้าง Matte แห้งสนิท เหมาะกับสาวไทย รวมถึงคนที่ชอบแบบ Matte นะคะ

เป็นรองพื้นจากแบรนด์ Immiroir กับ UHD perfect cushion foundation นั่นเองค่ะ และแน่นอนว่าไม่ใช่คูชั่นรองพื้นธรรมดา แต่อัดแน่นมาด้วยสารบำรุงอีกหลายชนิด และมีสารกันแดดในตัวเลยหล่ะ เรียกได้ว่าถ้าในวันเร่งรีบ ไม่ต้องลง Skincare ตบอันนี้อันเดียวก็ออกบ้านได้เลย

มาเข้าเรื่องของเรากันดีกว่านะคะ ตัวคูชั่นจะมีหน้าตาเป็นแบบนี้ค่ะ

im 1.jpg

นางจะมาในกล่องสีแนวเมทัลลิคสีม่วง ดูหรูหรา

ตลับคูชั่นเป็นสีดำเงา ดูหรูหราเช่นกัน

im 2

เปิดตลับมาเราจะเจอตัว air puff สีดำ พิมพ์ด้วยคำว่า Immiroir

im 3

พัฟค่อนข้างนุ่มและละเอียดมากค่ะ ชอบๆ

im 4

ตอนแรกงง ว่าจะใช้ยังไง นึกว่าเหมือน Metal cushion เกาหลีทั่วไปที่ต้องกดตรง pan

ไม่จ้ะ นางมีปุ่มกด นี่ไม่เห็นเอง กดๆ แล้วเนื้อรองพื้นจะออกมาตามรูที่เขาปรุไว้ค่ะ

im 5

ตลับแบบนี้มันมีข้อดีเหนือกว่าคูชั่นแบบฟองน้ำก็ตรงที่ นางจะปกป้องไม่ให้แผ่นพัฟไปสัมผัสกับฟองน้ำโดยตรง ซึ่งจะทำให้เกิดการสะสมตัวของเชื้อจุลินทรีย์ได้

 

เนื้อรองพื้น ค่อนข้างบางเบา ให้ความ Matte ค่ะ

im 6

การปกปิดอยู่ในเกณฑ์ปานกลางนะคะ ให้อารมณ์ผิวสุขภาพดีมากกว่าที่จะดูแน่นและหนา

im 7

ถ้าลงหน้าจริง มี่จะลงประมาณ 1 – 2 ชั้น ขึ้นกับความต้องการค่ะ จะได้ลุคแมทท์ที่สวยงาม กลบรอยแดงได้เกือบหมด กลบรอยน้ำตาลได้ในระดับกลางๆ หรือเรียกแบบสวยๆว่า Medium coverage ค่ะ ถ้าจะเอาแน่นกว่านี้ ตบ 3 ชั้นจะได้แบบ Full coverage ค่ะ

im 8

ถือว่าค่อนข้างโอเคเลย ภาพนี้ถ่ายวันเดียวกันต่างเวลากัน 5 นาที ไม่ได้คุมแสง ไม่ได้ผ่านแอพค่ะ

การคุมมันสำหรับผิวมี่ ที่เป็นผิวแห้ง/ผสม มี่ว่าค่อนข้างดีค่ะ โปะเช้าได้ถึงช่วงบ่ายแก่ๆ ตรงจมูกและหน้าผากถึงจะเริ่มมัน

มาทั้งทีไม่วิเคราะห์ส่วนผสมคงไม่ได้ มาดูส่วนผสมกันดีกว่านะคะ

สผส immiroir

มี่ทำสีส่วนผสมไว้ 4 สี นะคะ

เริ่มที่

  • สีฟ้า เป็นกลุ่มของสารกันแดดค่ะ ซึ่งเป็นชนิดกายภาพผสมเคมี กันได้ครบถ้วนสมบูรณ์ดีค่ะ ปกติถ้ามีกันแดดกายภาพ มันจะฉาบอยู่บนผิวอย่างนั้น ถ้าเหงื่อไม่ออก หรือไม่ไปล้างไปเช็ดมันก็ไม่หายไปไหนค่ะ ที่กล่องเขียนว่า มีค่า SPF50+/PA+++
  • สีส้ม หรือ Silica กับ Magnesium aluminium silicate เป็นสารที่ทำหน้าที่ควบคุมความมัน ดูดซับความมันส่วนเกินของผิวหนัง
  • สีม่วง สูตรผสมของ Xylitylglucoside, Anhydroxylitol, Xylitol พวกนี้เป็นน้ำตาลและอนุพันธ์ของน้ำตาล เป็นวัตถุดิบของฝรั่งเศส ที่มีชื่อว่า Aquaxyl ตัวนี้ผู้ผลิตวัตถุดิบ Claim ไว้ว่าเป็นวัตถุดิบที่เพิ่มความชุ่มชื้นแบบ 3 มิติ (3D hydration concept) โดยสามารถเพิ่มการเก็บกักน้ำให้ผิว เพิ่มการสร้าง Hyaluron และไขมันที่เป็น Barrier ตามธรรมชาติของผิว
  • สีเขียว เป็นสารบำรุงที่เหลือค่ะ
    • สูตรผสมของสารสกัดพืช 7 ชนิด ได้แก่ บัวบก คาโมมายล์ ชะเอม ชาเขียว Japanese Knotweed โรสแมรี่ และ Skullcap มีชื่อว่า MultiEX BSASM เป็นวัตถุดิบของเกาหลี ผู้ผลิตวัตถุดิบ Claim ว่าให้ผลลดการอักเสบ ระคายเคือง และให้ความรู้สึกสบายผิว มีเคสที่ผู้ผลิตทดสอบผลในอาสาสมัครที่เป็นโรคผิวหนังอักเสบแบบ Atopic อยู่ด้วย
    • Arbutin ตัวนี้ทางแบรนด์จัดเต็มมาถึง 2% ให้ผลลดการสร้างเม็ดสีผิวโดยไปยับยั้งเอนไซม์ Tyrosinase ที่ใช้สร้างเม็ดสิว
    • Adenosine มีประโยชน์ในการลดริ้วรอย มีรายงานการวิจัยว่าให้ผลดีในการลดริ้วรอยตีนกา และรอยย่นบนหน้าผาก (Int J Cosmet Sci. 2006;28(6):447-51.)
    • สูตรผสมของ สารสกัดพืช 4 ชนิดนี้
      • Limonia acidissima Extract (ทานาคา)
      • Bambusa vulgaris Leaf Extract (ใบไผ่)
      • Oldenlandia diffusa Extract (Snake needle grass)
      • Lonicera caprifolium (Honeysuckle) Extract (ดอกสายน้ำผึ้ง)

พืชทั้ง 4 นี้ เจอด้วยกันในผลิตภัณฑ์กระชับรูขุมขนควบคุมความมันหลายๆยี่ห้อของทางเกาหลี เลยคาดเดาว่าให้ผลกระชับรูขุมขน ถ้าพิจารณาแยกกันเป็นตัวๆ ทานาคาจะให้ผลด้าน Whitening, ใบไผ่ให้ความรู้สึกสบายผิว, Snake needle grass เป็น Antioxidant ช่วยชะลอวัย และ ดอกสายน้ำผึ้งให้ผลฆ่าเชื้อแบคทีเรียบางชนิดได้

 

  • ส่วนผสมของสารสกัดชุดสุดท้าย คือ ลาเวนเดอร์ Thyme, oregano, Rosemary น่าจะใช้เป็นตัวเสริมประสิทธิภาพของสารกันเสีย (สารกันบูด) เพราะมีฤทธิ์ฆ่าเชื้อ และคล้ายกับวัตถุดิบที่เป็นสารกันเสียยี่ห้อหนึ่ง เพียงแต่มีส่วนผสมน้อยกว่า จากที่ดูคือไม่มีสารกันเสียอื่นอีกแล้ว นอกจาก Ethylhexylglycerin ซึ่งเป็นสารเสริมสารกันเสียเช่นเดียวกัน

 

ในส่วนของเบส เป็นเนื้อเบสอิมัลชั่น ชนิด ซิลิโคนในน้ำ มีส่วนผสมของน้ำมันอยู่น้อยมาก จึงเหมาะกับทุกสภาพผิว และซิลิโคนที่เลือกใช้เป็นซิลิโคนชนิดพื้นฐานที่ล้างออกได้ง่ายด้วย Cleanser จึงไม่น่ากังวลเรื่องอุดตันค่ะ และส่วนตัวมี่เองใช้มาร่วม 3 อาทิตย์ ก็ยังไม่เจอว่ามีสิวขึ้นมา

 

มาให้คะแนนกันดีกว่าค่ะ

  1. สารบำรุง ถึงแม้ตัว Product จะมาในรูปแบบของรองพื้น แต่ก็อัดแน่นมาด้วยทั้งสารกันแดด เหมือนผลิตภัณฑ์กันแดดจริงๆ กันได้ครบถ้วนสมบูรณ์ดี และยังมีสารบำรุงอีกหลายชนิด มีประโยชน์โดยรวมมากมาย ไม่ว่าจะเป็น เพิ่มความชุ่มชื้น ช่วยให้ผิวแข็งแรง ลดการอักเสบ ชะลอวัย ลดริ้วรอย ควบคุมความมัน รวมไปถึง Whitening จุดนี้ขอให้ 5 ฟลาสก์
  2. ส่วนผสมอื่นๆ ไม่มีสารที่ไม่เป็นมิตรกับผิว เลยขอให้ 5 ฟลาสก์
  3. การใช้งาน ส่วนตัวมี่ค่อนข้างชอบเนื้อของรองพื้น ที่บางเบา เกลี่ยง่าย ไม่หนักผิว ไม่เยิ้มระหว่างวัน แต่ก็ไม่แห้งจนเกินไป การปกปิดมี่ว่าถ้าตบ 1 – 2 ชั้นจะได้ในระดับ Medium แต่ถ้าตบที่ 3 ชั้นจะได้แบบ Full coverage ขอให้คะแนนตามความชอบไปที่ 5 ฟลาสก์ค่ะ

 

คะแนน im

สุดท้ายนี้ขอขอบคุณทางแบรนด์ Immiroir ด้วยนะคะ ที่ส่งผลิตภัณฑ์ดีๆมาให้มี่ได้ทดลองใช้ และขอบคุณทุกๆท่านด้วยค่ะที่ติดตามรับชมมาจนจบ

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถติดต่อสอบถามที่ทางแบรนด์ Immiroir ได้โดยตรงเลยนะคะ

https://www.facebook.com/immiroircosmetic/

 

พบกันใหม่โอกาสถัดไป สำหรับวันนี้สวัสดีค่ะ

Disclaimer/conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากทางแบรนด์ Immiroir การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสมตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล และผู้เขียนไม่ได้มีผลประโยชน์ใดๆในการขายสินค้า โปรดใช้วิจารณญาณ