
Beauty Talks- Skincare และการดูแลผิวสำหรับฤดูหนาว


สวัสดีค่ะ
หลังจากที่มี่ได้ใช้สบู่ Graccy grace ที่เพื่อนให้มาได้ซักพัก ก็เลยติดใจ เลยลองหาผลิตภัณฑ์ของเขามาลองเล่นต่ออีก
ตัวที่มี่จัดมาลองเป็น Body mask และ Body skin detox ค่ะ

เรามาเริ่มกันที่ตัวมาสค์เลยนะคะ
นางมาในกระปุกพลาสติกสีชมพูค่ะ

มาสค์เป็นเนื้อครีมแบบพุดดิ้ง คืนรูปได้ ดูตื่นตาตื่นใจดีค่ะ
ตัวมาสค์มีกลิ่นหอมละมุน เนื้อบางเบา ตอนตักออกมาถ้าใช้ช้อนตักจะตักง่ายกว่าค่ะ

เกลี่ยได้ง่าย ให้ความชุ่มชื้นดี ไม่เหนอะหนะค่ะ

วัดค่า pH ซักหน่อยนะคะ

pH อยู่ที่ประมาณ 4 ซึ่งเป็นค่า pH ที่เหมาะสมในการออกฤทธิ์ของ AHA ค่ะ
มาดูส่วนผสมบ้างนะคะ

จากส่วนผสมจะเห็นว่าในเบสหลักจะเป็นเบสชนิดน้ำ (Water-based) จึงให้สัมผัสที่บางเบา ไม่เหนอะหนะ เหมาะกับทุกสภาพผิวกาย
ในส่วนของสารบำรุง ตัวที่เด่นมากเลยน่าจะเป็น Potassium azeloyl diglycinate ซึ่งเป็นสิทธิบัตรของบริษัท Sinerga ประเทศอิตาลี่ สารนี้เป็นนวัตกรรมลูกผสมของ Azelaic acid กับ กรดอะมิโน Glycine ทำให้ความระคายเคืองลดลง ละลายน้ำได้ดีขึ้น มีคุณสมบัติเป็น Multi-functional ingredients ให้ผลได้หลายด้าน ไม่ว่าจะเป็น Whitening ควบคุมความมัน เพิ่มความชุ่มชื้น เพิ่มความยืดหยุ่นให้แก่ผิว (J Appl Cosmetol. 2003;21:177-188)
สารบำรุงตัวอื่นๆที่น่าสนใจได้แก่
อีกตัวเป็นตัวโทนเนอร์สำหรับร่างกายค่ะ
มีชื่อว่า Graccy grace aura white skin detox

ตัวนี้อารมณ์จะเป็นโทนเนอร์เช็ดทำความสะอาดปรับสภาพผิวก่อนมาสค์นะคะ
ตัวโทนเนอร์เป็นเบสน้ำค่ะ

เช็ดแล้วก็จะสามารถทำความสะอาดผิวได้ส่วนหนึ่งด้วยค่ะ

ในส่วนของค่า pH นั้น

อยู่ที่ประมาณ 4 เช่นกันค่ะ ซึ่งเป็น pH ที่ AHA ออกฤทธิ์ในการผลัดผิวได้ดีค่ะ
มาดูส่วนผสมกันบ้างนะคะ

ส่วนผสมของตัว Body detox นั้นค่อนข้างแน่นนะคะ
ตัวที่เด่นมากของ Body detox ก็คือ Hexanoyl dipeptide-3 norleucine acetate สารตัวนี้เป็นเปปไทด์ที่เกิดจากกรดอะมิโน 2 ตัว มีชื่อทางการค้าว่า PerfectionPeptide P3 ผู้ผลิตวัตถุดิบ Claim ว่าสารนี้มีคุณสมบัติช่วยส่งเสริมการผลัดเซลล์ผิวอย่างเป็นธรรมชาติ ปรับสภาพผิวให้เรียบเนียน เพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิวและลดเลือนริ้วรอย (PerfectionPeptide P3, Mibelle biochemistry)
มีเอนไซม์ Papain จากมะละกอ ให้ผลผลัดเซลล์ผิว ทำงานร่วมกับ Lactic acid ที่เป็น AHA ให้ผลผลัดเซลล์ผิว และเติมน้ำให้ผิว และ Bacillus ferment ซึ่งให้ผลการผลัดเซลล์ผิวเช่นกัน
เสริมมาด้วยสารที่ได้จากการหมักเปลือกมะนาว (Lactobacillus/lemon peel ferment) ซึ่งอุดมด้วยสารในกลุ่ม Bioflavonoids ที่เป็น Antioxidant ที่ดี สารสกัดจากกะหล่ำดอก (Brassica oleracea botrytis extract) ที่อุดมด้วย Antioxidant เช่นกัน
มีสารเติมน้ำให้ผิวหลายตัว อย่าง Trehalose, Sodium hyaluronate, urea, serine
โดยรวมจึงถือว่าทำมาได้ค่อนข้างดี เพียงแต่มีส่วนผสมของสารกันเสียในกลุ่ม parabens อยู่หลายชนิด
การมีอยู่ของ Hydrogen peroxide ถึงแม้จะให้ผลดีในด้านการระงับเชื้อจุลินทรีย์บนผิว แต่ด้วยความที่ว่าสารนี้สลายตัวปลอดปล่อย Oxygen ออกมา อาจจะไป Oxidize สารดีๆในผลิตภัณฑ์ให้เสื่อมสภาพไปได้
มาให้คะแนนกันดีกว่า

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถเข้าไปดูได้ที่เพจ Graccy grace นะคะ
https://www.facebook.com/graccygracebygraccy/
Discliamer/conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับเป็นของขวัญจากเพื่อน การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสมตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล และผู้เขียนไม่ได้มีผลประโยชน์ใดๆในการขายสินค้า โปรดใช้วิจารณญาณ
สวัสดีค่ะ
วันนี้มาต่อกันกับผลิตภัณฑ์ดีๆจากแบรนด์ Giniv ค่ะ
วันก่อนมี่ได้รีวิวตัวมาสค์ไปเรียบร้อยแล้วนะคะ
ลิงค์ค่ะ: https://cosmeknowledge.wordpress.com/2016/09/24/ginivmasque/
แบรนด์คอนเซปท์เป็นดังนี้ค่ะ
“แบรนด์ Giniv เป็นบรนด์ที่มีคอนเซ็ปต์เกี่ยวกับการผนวกพลังแห่งพฤกษาสกัดธรรมชาติผสานเข้ากับเทคโนโลยีแห่งอนาคตที่สอดประสานกันอย่างลงตัว และด้วยความเชื่อในศิลปะแห่งการบำบัดจึงรังสรรค์เนื้อผลิตภัณฑ์และกลิ่นบำบัดอย่างประณีต เพื่อมอบประสบการณ์แห่งการปรนนิบัติผิวอย่างล้ำลึกและเห็นผล”
วันนี้มาดูตัวเซรัมกันบ้างค่ะ
เซรัมตัวนี้มีชื่อเต็มๆว่า Blanginiv Le Sérum Multi-action brightening serum นั่นเองค่ะ
นางมาในกล่องสีขาวขาดแดงดูหรูหราเช่นเดียวกับตัวมาสค์ค่ะ

ด้านในเป็นภาชนะแบบ airless ที่ทางแบรนด์เรียกว่า Zero-air lock ค่ะ

เนื้อสัมผัสของเซรัมค่อนข้างบางเบา มีกลิ่นหอมละมุน เกลี่ยง่าย ดูดซึมได้ไว ไม่ทิ้งคราบเหนอะหนะไว้เลยค่ะ
สำหรับเซรัมตัวนี้มีค่า pH อยู่ที่ราวๆ 5 – 6 นะคะ

ถือว่าใกล้เคียงกับผิวดีค่ะ
มาดูส่วนผสมกันบ้างนะคะ

จากส่วนผสมจะค่อนข้างจัดมาเต็มเช่นกันค่ะ อัดแน่นไปด้วยส่วนผสมที่ให้ผลด้าน Whitening, moisturizing และ anti-aging แบบ 3 in 1 เลยทีเดียวค่ะ
โดยทางแบรนด์เน้น Claim ที่ 3 ส่วนผสมหลักค่ะ คือ สารสกัดจากยอดอ่อน Swiss garden cress (Lepidum sativum sprout extract) ตัว Beta-white และ Wild thymes ค่ะ
ซึ่งถ้านอกเหนือจาก 3 ตัวนี้แล้ว ส่วนผสมอื่นๆก็ดูหรูหราไม่แพ้กันเลยค่ะ ลองมาดูกันดีกว่า
ในด้าน Whitening นั้น มี่แทนด้วยสีฟ้านะคะ
จะเห็นว่ามี Whitening หลายตัวเลย และให้ผลครอบคลุมทุกขั้นตอนในการสร้างและส่งผ่านเม็ดสี Melanin จึงให้ผลเสริมกันในการเป็น whitening ที่ดี
ตัวที่น่าสนใจเช่น
โดยรวมคือ สารในกลุ่ม Whitening ที่ใส่มาคือขัดขวางการสร้างเม็ดสีผิวแทบจะทุก Step เลยทีเดียวค่ะ
ต่อมา คือ สารกลุ่มสีน้ำตาล เป็นสารบำรุงอื่นๆ มีทั้งตัวที่มีส่วนช่วย ให้ความรู้สึกสบายผิว ลดการระคายเคือง เพิ่มความชุ่มชื้น Antioxidant และลดริ้วรอย
อีกจุดที่น่าสนใจคือ การใช้ Ethoxydiglycol เป็นสารที่ช่วยเพิ่มการดูดซึมสารอื่นเข้าสู่ผิวได้ดีขึ้นด้วยค่ะ
สารอื่นๆก็ไม่ได้มีพิษมีภัยอะไร แต่มีส่วนของ Alcohol ติดมา ซึ่งก็ไม่ได้อยู่ลำดับต้นๆ อาจจะติดมากับพวกวัตถุดิบสารสกัดก็ได้ค่ะ ส่วนตัวมี่ใช้แล้วก็ไม่ได้รู้สึกระคายเคืองหรืออะไรนะคะ
มาให้คะแนนกันดีกว่าค่ะ

สุดท้ายนี้ต้องขอขอบคุณทางแบรนด์ Giniv ด้วยค่ะ ที่ส่งผลิตภัณฑ์ดีๆมาให้มี่ได้ทดลองใช้ และขอบคุณทุกท่านด้วยค่ะที่ติดตามรับชมมาจนจบ
สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถสอบถามได้ที่ทางแบรนด์โดยตรงเลยนะคะ
FB : @ginivofficial
IG : ginivofficial
Discliamer/conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากทางแบรนด์ Giniv การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสมตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล ผผู้เขียนไม่ได้รับค่าตอบแทนใดๆในการเขียนรีวิว และไม่ได้มีผลประโยชน์ใดๆในการขายสินค้า โปรดใช้วิจารณญาณ
สวัสดีค่ะ
วันนี้มาแชร์สาระเรื่อง Mask ค่ะ ตอนแรกนี้จะว่าด้วยประโยชน์ของ Mask และ Mask ประเภทแรก คือ Mask sheet ก่อนนะคะ

ถ้าพูดถึงมาสค์ในท้องตลาดมีด้วยกันหลายรูปแบบ เช่น มาสค์โคลน มาสค์แบบล้างออก มาสค์แบบลอกออก มาสค์ชีท และมาสค์แบบที่ทาทิ้งไว้ข้ามคืน หรือ Overnight mask หรือ Sleeping mask ค่ะ
เดี๋ยวจะค่อยๆคุยกันทีละแบบนะคะ วันนี้ขอเริ่มด้วยมาสค์ชีทก่อนค่ะ
การ Mask หน้าด้วย Mask sheet เป็นการสร้างสิ่งที่เรียกว่า Occlusive effect ให้กับผิว คำนี้ไม่อยากแปลเป็นไทยเท่าไหร่ค่ะ แปลแล้วไม่ได้สื่อความหมายอะไรเท่าไหร่
ในการเอาแผ่นมาสค์มาแปะลงบนผิว ผลของ Occlusive effect จะทำให้ระบบและกลไกในผิวหนังเปลี่ยนไป อย่างแรกเลยคือ ความชื้นในผิวหนังจะเพิ่มขึ้น เพราะน้ำจากแผ่นมาสค์เข้ามาในผิว และน้ำในผิวไม่สามารถระเหยออกไปข้างนอกได้ เมื่อความชื่้นเพิ่มขึ้น ผิวจะมีการทำงานบางอย่างดีขึ้น เช่น การสมานแผลต่างๆในผิวดีขึ้น การสร้างโปรตีนและไขมันในผิวบางชนิดทำได้มากขึ้น และการผลัดเซลล์ผิวเกิดได้สมบูรณ์ขึ้น
ถึงแม้การแปะแผ่นมาสค์จะไม่ได้สร้างภาวะ Occlusive ที่สมบูรณ์เหมือนการทับด้วย Silicone sheet หรือ Plastic แต่ก็สามารถทำให้เกิดภาวะกึ่งๆ Occlusive ได้อยู่ค่ะ มี่เองก็ไม่แน่ใจข้อมูลเหมือนกันนะคะ ว่าแผ่นมาสค์จะทำให้เกิดภาวะ Occlusive ได้แค่ไหน และที่แน่ๆ วัสดุที่ใช้ทำแผ่นมาสค์ มีผลกับความสามารถในการ Occlusive แน่นอนค่ะ คหสต. มี่คิดว่า Mask sheet แบบที่เป็นแผ่นเจล หรือ Hydrogel patch น่าจะให้ผลในการ Occlusive ที่สูงกว่า และมีผลช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นได้ดีกว่าค่ะ
ความชื้นที่เพิ่มขึ้นในผิวยังมีผลต่อการดูดซึมสารบางชนิดเข้าสู่ผิวด้วย เพราะสารบางอย่างสามารถดูดซึมเข้าสู่ผิวได้มากขึ้นค่ะ
มาดูงานวิจัยที่เกี่ยวข้องบ้างนะคะ
Maibach และ Zhai ได้สรุปไว้ว่าผลของการ Occlusive ที่ผิวหนัง เป็นปรากฏการณ์ที่ส่งผลต่างๆต่อผิวหนังมากมาย และบางอย่างก็สลับซับซ้อน โดยรวมๆสรุปได้ว่า ภาวะ Occlusive มีผลต่อความชุ่มชื้นในผิว มีผลต่อการซึมผ่านของสารต่างๆเข้าสู่ผิว การฟื้นฟูและสังเคราะห์ไขมัน DNA การสมานแผลต่างๆในผิว รวมไปถึงมีผลต่อเชื้อจุลินทรีย์ดีๆ ที่เป็นเชื้อเจ้าบ้านด้วยค่ะ (Maibach and Zhai, Skin Pharmacol Appl Skin Physiol 2001;14:1-10)
การ Occlusive ทำได้หลายแบบไม่ว่าจะเป็นการทาผลิตภัณฑ์ที่มีไขมัน แล้วไขมันนั้นดูดซึมไม่ได้ กลายเป็นฟิล์มบางๆเคลือบผิวไว้กันน้ำระเหยออกไป หรือการใช้ Mask sheet นั่นเองค่ะ
ผิวหนังชั้นนอกปกติจะมีความชื้นอยู่ราวๆ 10 – 20% แต่เมื่อ Occlusive ไป 30 นาที พบว่าระดับความชื้นในผิวเพิ่มขึ้นจนถึงเกือบๆ 50% เลยทีเดียว ระดับความชื้นขนาดนี้ทำให้เซลล์ผิวบวม และโครงสร้างของไขมันใน Barrier ผิวก็มีการเปลี่ยนแปลงไป ทำให้สารบางชนิดซึมผ่านเข้าสู่ผิวได้มากขึ้น
สารที่จะซึมเข้าผิวได้ดีมากในช่วงที่เรา Mask มักจะเป็นพวกสารไขมันค่ะ
ในเอกสาร Review article ของ Maibach และ Zhai ยังกล่าวอีกว่า เมื่อเกิดการ Occlusive สาร Ethanol (Alcohol) สามารถซึมเข้าสู่ผิวได้มากขึ้นเช่นกัน ดังนั้นแผ่นมาสค์ที่มีแอลกอฮอล์ ก็อาจจะไม่ค่อยเหมาะกับคนที่มีผิวแห้ง
สรุปก็คือ ข้อดีของ การ Mask หน้า เราก็จะได้เรื่องความชุ่มชื้น แล้วสารวิตามินต่างๆในแผ่นมาสค์ก็จะเข้าสู่ผิวได้ง่ายขึ้น แต่!!!! เมื่อสารต่างๆซึมเข้าผิวได้มากขึ้น ก็ไม่ได้แปลว่า จะดีเสียหมด เพราะสารที่ไม่เป็นมิตรก็อาจจะซึมเข้าสู่ผิวได้มากขึ้นด้วย ทำให้เกิดการแพ้ และการระคายเคืองได้ง่ายกว่าปกติ จึงไม่ควรทิ้งมาสค์ไว้นานๆ ซัก 15-20 นาทีก็พอค่ะ แล้วอาทิตย์หนึ่งควรใช้ซัก 1 – 2 ครั้งพอ
ถ้าพูดถึง Mask sheet ในตลาด
Mask sheet ก็คือ แผ่นมาสค์ที่แช่อยู่ใน Vehicle (ขอเรียกว่า น้ำยา แม้ว่าจะดูแปลกๆไปหน่อย เพราะจะเรียกว่า Solution ก็คงไม่ถูก เพราะมาสค์บางอย่างเป็นน้ำนม หรือ Emulsion)
Mask sheet มีกี่แบบ???
เท่าที่ดูๆมา มี่ขอแบ่งแผ่นมาสค์ในท้องตลาด เป็น 2 แบบหลักๆ คือ แบบที่เป็น Vehicle น้ำ กับ แบบที่เป็น Vehicle น้ำนม
1. แบบน้ำ ผลิตภัณฑ์กลุ่มนี้มากกว่า 90% มักจะใส่แอลกอฮอล์ลงมา เพื่อให้แห้งไว ไม่เหนอะหนะ แต่ก็อาจจะไม่ค่อยเหมาะกับคนผิวแห้ง มาสค์น้ำบางแบบจะเหนียวๆ ยืดๆ เป็นเมือกๆ เพราะสารก่อเจล เวลาเอาออกเสร็จควรไปล้าง แต่ถ้าเป็นมาสค์ที่ไม่เหนียว ไม่ยืด ไม่จำเป็นต้องล้างออก หรือจะล้างก็ไม่เป็นไร เพราะวิตามินบางส่วนก็ซึมเข้าผิวไปแล้ว
2. แบบน้ำนม ก็มีทั้งแบบน้ำนมเหลวๆ และแบบน้ำนมหนักๆ สังเกตได้จากสารน้ำมัน ตัวที่พบบ่อยที่สุดจะเป็น Capric/caprylic triglycerides กับพวก Fatty ester ต่างๆ (สังเกตจากชื่อสาร มี 2 วรรค วรรคแรกลงท้ายด้วย –yl วรรคสองลงท้ายด้วย –ate เช่น Ethyl hexylpalmitate, Cetyl ethylhexanoate ฯลฯ หรือไม่ก็ไม่วรรค แล้วลงท้ายด้วย –ate ไปเลย)
การเลือกมาสค์ให้เหมาะกับสภาพผิว
***คนผิวมัน ควรเลือกมาสค์น้ำที่มี Alcohol หรือเป็นมาสค์น้ำธรรมดาที่ไม่มี Alcohol
การใช้มาสค์ที่มี Alcohol ในคนที่มีผิวมัน Alcohol จะช่วยละลายไขมันบางส่วนบนผิวได้ด้วย น่าจะให้ผลดีเกี่ยวกับการคุมมันและเรื่องสิวด้วย (คหสต.)
***คนผิวผสม ควรเลือกมาสค์น้ำที่ไม่มี Alcohol
***คนผิวแห้ง ควรเลือกมาสค์น้ำนม

ส่วนตัวมี่ลองมาสค์ชีทมาหลายแบรนด์ ซึ่งส่วนมากจะเป็นของเกาหลีค่ะ

ถ้าสนใจลองตามไปอ่านกระทู้บนพันทิปได้เพิ่มเติมนะคะ 🙂
http://pantip.com/topic/33692147
พบกันใหม่ใน Part 2 กับ Mask เนื้อครีม/เนื้อเจล ค่ะ
วันนี้เอาสาระดีๆเรื่อง Collagen แบบรับประทานมาฝากกันค่ะ ส่วนตัวมี่เคยเข้าใจว่าเวลาเรากินคอลลาเจนนั้นร่างกายก็จะย่อยแล้วดูดซึมในรูปกรดอะมิโน ก็ไม่ต่างอะไรกับการกินเนื้อสัตว์หรือนมหรือโปรตีนอื่นๆ แต่จริงๆหลังจากค้นคว้าข้อมูลดูแล้วก็ได้พบว่า คือ การกินคอลลาเจนนั้นมีผลดีต่อผิวหนังอยู่หลายด้านเลยค่ะ ไม่ว่าจะเป็นด้านความชุ่มชื้นของผิว Barrier ผิว ความยืดหยุ่นของผิว และยังมีเกี่ยวกับเรื่องช่วยลดเซลลูไลท์ ได้อีกค่ะ
มาเกริ่นกันซักเล็กน้อยนะคะ
Collagen เป็นเนื้อเยื่อเกี่ยวพันชนิดหนึ่ง โครงสร้างประกอบด้วยสายโปรตีนสายหลัก และมีน้ำตาลมาเกาะอยู่บนสายหลัก ในคอลลาเจนมีกรดอะมิโนที่เป็นเอกลักษณ์ อยู่ 2 ชนิด คือ Hydroxyproline กับ Hydroxylysine ซึ่ง ร่างกายสร้างได้ จากกรดอะมิโน Proline และ Lysine โดยอาศัยวิตามินซีเป็นตัวช่วย
Collagen ในสัตว์ได้จากหลายแหล่งค่ะ และในตลาดมีจำหน่ายในหลายรูปแบบ ทั้งแบบผงชง แบบเม็ด แบบดื่มเป็น Shot รวมถึงเอาไปผสมในนม อาหาร ขนม อีกหลายอย่าง
ลองดูงานวิจัยที่ศึกษาเกี่ยวกับการรับประทานคอลลาเจนดูนะคะ
ซึ่งในฐานข้อมูลก็งานวิจัยที่ศึกษาไว้ค่อนข้างมากเลยค่ะ ยกตัวอย่างเช่น
ถ้ากิน Collagen ร่วมกับสารสกัดพืชที่เป็น Antioxidant ยังให้ผลดีกับผิวเพิ่มเติมด้วยค่ะ เช่น งานวิจัยของ De Luca และคณะ ที่ตีพิมพ์ปีนี้ (2016) ศึกษาผลของ marine collagen peptides กับ coenzyme Q10 + grape-skin extract + luteolin + selenium ซึ่งเป็นกลุ่ม Antioxidant peptide ในอาสาสมัคร พบว่า อาสาสมัครที่กินเป็นเวลา 2 เดือน มีความยืดหยุ่นของผิวเพิ่มขึ้น มีความชุ่มชื้นเพิ่มขึ้น และมีความหนาแน่นของชั้น Dermis เพิ่มขึ้น (Oxid Med Cell Longev. 2016;2016:4389410.)
นอกจากนี้ยังมีอีกเยอะมากที่กล่าวถึงคุณสมบัติในการเพิ่มความหนาแน่นของเนื้อเยื่อเกี่ยวพันหรือ Fiber ในชั้นหนังแท้ รวมไปถึงความสามารถในการปกป้องผิวจากรังสี UV แต่ส่วนใหญ่คอลลาเจนที่เอามาใช้ในงานวิจัยแต่ละฉบับนั้นจะเป็นคนละชนิดกัน บางอันก็เขียนเป็น Specific peptide, specific fragment, tripeptide, hydrolysate ซึ่งแต่ละรูปแบบก็จะมีโครงสร้างที่แตกต่างกันไป บางยี่ห้อเขาอาจจะบอกแบรนด์ของ Collgen ที่ใช้มาเลย แต่บางยี่ห้ออาจจะไม่ได้บอกอะไรให้เราก็ได้ และที่สำคัญคือ งานวิจัยส่วนใหญ่ ทดสอบที่ 2 เดือนขึ้นไปค่ะ ถ้าจะเริ่มทานจริง คงต้องทานกันยาวหน่อย
ถ้าจะทานคอลลาเจน ควรเลือกชนิดที่เป็น Hydrolyzed หรือ เป็นแบบ Peptides หรือ Tripeptide น่าจะได้ประโยชน์ที่ดีกว่าค่ะ และควรเลือกผู้ผลิตที่น่าเชื่อถือนะคะ เพราะคอลลาเจนส่วนใหญ่ถ้าเอามาจากปลา อาจจะปนเปื้อนโลหะหนักได้ ความเห็นส่วนตัวมี่คิดว่าผู้ที่มีประวัติแพ้อาหารทะเล ไม่น่าจะทานคอลลาเจนที่ได้จากทะเลนะคะ และคอลลาเจนบางแหล่งที่มีราคาถูกอาจจะได้จากวัสดุเหลือใช้ในอุตสาหกรรมอาหาร หรือในบางครั้ง จากหางหนู หูหมู หงอนไก่ กระดูกอ่อนไก่ ฯลฯ ซึ่งอาจจะดูไม่ดีเท่าไหร่ในสายตาเรา
ส่วนตัวมี่แนะนำว่า อาจจะทานคอลลาเจนร่วมกับสารที่เป็น Antioxidant นะคะ เช่น Vitamin C, E, Coenzyme Q10 หรือสารสกัดจากชาเขียว หรือ เมล็ดองุ่น หรือ เปลือกสน เพื่อประโยชน์ในการบำรุงผิวค่ะ และงานวิจัยส่วนใหญ่ทดสอบที่ระยะเวลา 2 เดือนขึ้นไป ควรใจเย็น และมีทุนทรัพย์เพียงพอก่อนค่ะ
ส่วนตอนนี้นั้น ขอตัวไปทานคอลลาเจนก่อนนะคะ เอ้า ชนแก้ว !!

(รูปประกอบทำให้ดูเหมือนชงคอลลาเจนค่ะ)
สงวนลิขสิทธิ์ ห้ามนำบทความไปใช้ในเชิงพาณิชย์
Reference:
http://www.ncbi.nlm.nih.gov/pubmed/26362110
http://www.ncbi.nlm.nih.gov/pubmed/26561784
http://www.ncbi.nlm.nih.gov/pubmed/24401291
วันนี้มี่จะมาเปิดกรุแป้งพัฟเกาหลี รีวิว วิเคราะห์ส่วนผสม แป้งอัดแข็งแบบผสมรองพื้นจากเกาหลีทั้งหมดที่มีในครอบครองให้ชมกันนะคะ
มีอะไรบ้างมาดูกันดีกว่า

เริ่มกันที่ตัวแรก Skinfood Royal Honey density pact แป้งน้ำผึ้งชื่อดังนั่นเองค่ะ

มี่ใช้สีเบอร์ 2 ค่ะ ตัวแป้งมีกลิ่นหอมคล้ายน้ำผึ้ง อัดมาได้ค่อนข้างแน่นค่ะเวลาใช้ ทั้งแปรง ทั้งพัฟกด จะไม่ลุ่ย ไม่ร่วน ไม่หลุดล่อนออกมาเยอะค่ะ ในทางกลับกันก็จะจิกแป้งออกมาใช้ได้ยากนิดนึง
เนื้อเป็นประมาณนี้นะคะ

ตัวนี้จะค่อนข้าง Matte ค่ะ
ส่วนของ Feeling นั้น จะรู้สึกหยาบๆอยู่เล็กน้อย และก็ตกร่องได้เล็กน้อยค่ะ ตรงริ้วรอยตื้นๆ หรือตรงหลุมสิวเสี้ยนที่จมูก และรูขุมขน จะเห็นชัดเลย
เรื่องการคุมมัน มี่ให้ระดับ 3 ค่ะ ยังเอา T-zone ไม่อยู่
สำหรับส่วนผสมมี่คิดว่าเขาให้มาไม่ครบนะคะ
ถ้าลอกฉลากที่ก้นตลับออกมา จะเห็นว่า มีแค่ น้ำผึ้ง, Royal jelly, Titanium dioxide, Ethylhexyl methoxycinnamate, Methylparaben และ Propylparaben มีเพียงแค่นี้ไม่มีทางขึ้นรูปเป็นแป้งพัฟได้แน่นอน ส่วนตัวมี่เองก็พยายามไปตามหาตามเวบ ก็ไม่เจอส่วนผสมแบบเต็มเหมือนกันค่ะ
แต่มีแค่นี้ก็หักคะแนน Paraben ได้แล้วค่ะ ซึ่งเจ้า paraben นี่เป็นสารกันเสียที่อาจจะทำให้เกิดการแพ้ และอาจจะมีผลรบกวนระบบฮอร์โมนในร่างกายจนเพิ่มความเสี่ยงมะเร็งบางชนิดได้ คนปกติที่ไม่แพ้ ไม่มีประวัติมะเร็ง ก็ใช้ได้ไม่มีปัญหาอะไร แต่คนที่เสี่ยง ก็เลี่ยงไปจะดีกว่า

ตัวที่สองเป็นแป้ง แจยอน แป้งไวท์เทนนิ่ง แป้งรักษ์โลกที่ได้รับตรา Ecocert คือเป็นตรารับรองว่าผลิตภัณฑ์นั้นมีส่วนผสมของสารธรรมชาติ/สารออร์แกนิกที่ออกโดยสถาบัน ECOCERT ประเทศฝรั่งเศส เทียบเท่ากับ USDA ของ อเมริกาค่ะ

มี่ใช้สีเบอร์ 2 เช่นกันค่ะโดยเนื้อแป้งในตลับจะมีสีเข้มเล็กน้อย แต่ปัดออกมา จะไม่ได้ออกสีเข้มขนาดนั้น ตัวแป้งมีกลิ่นหอมแนวดอกไม้ ผสมกับขนมๆ ตัวนี้จิกแป้งออกมาได้ง่าย เกลี่ยง่าย เซ็ตตัวไว ใช้เซ็ตรองพื้นได้ค่ะ
ในส่วนของเนื้อนั้นเป็นประมาณนี้ค่ะ

จะค่อนข้างโปร่งแสงอยู่เหมือนกัน แป้งตัวนี้จะมีสัมผัสที่บางเบา คล้ายผ้าไหมค่ะ (แอบโชว์ภาษาอังกฤษสวยๆนิดนึง ว่า เป็นแบบ Silky Feel) มีความเนียนและกลืนกินไปกับผิว ไม่ตกร่อง ฉาบปิด โบกทับหมดทุกร่องรอยอารยธรรม
เรื่องการคุมมัน มี่ให้ที่ระดับ 5 ค่ะ คุมได้กริบมาก คุม T-zone ได้นานเกิน 6 ชม.
ในส่วนของส่วนผสมนั้น

จากส่วนผสมจะเห็นว่ามีส่วนผสมของสารบำรุงผิวด้วย คือ
1. Squalane เป็นไขมันที่คล้ายกับไขมันในผิว นอกจากผลเพิ่มความชุ่มชื้นแล้ว ผิวเราเอามาใช้ประโยชน์ไปสร้าง Cholesterol ที่เป็น Barrier ผิวได้
2. Leontopodium alpinum extract เป็นสารสกัดจากดอก Edelweiss จากสวิตเซอร์แลนด์ รู้จักกันในชื่อทางการค้าว่า Alpaflor® Edelweiss มีคุณสมบัติเป็น Antioxidant และมีคุณสมบัติปกป้องผิวจากรังสี UV ช่วยให้ผิวแข็งแรงขึ้นโดยไปมีส่วนช่วยการทำงานของเอนไซม์ Transglutaminase ที่เป็นตัวเชื่อมผิวให้แข็งแรง และยังให้ผลเรื่อง Whitening ได้ด้วย
3. Collagen ช่วยเรื่องความชุ่มชื้น
4. Hydrolyzed adansonia digitata extract มีชื่อทางการค้าว่า Dansonyl เป็นสารที่ได้จากการย่อยสลายสารสกัด Baobab พืชชื่อดังจากแอฟริกา ประกอบด้วยสารกลุ่ม Mucilage ที่มีความสามารถในการก่อฟิล์มบนผิวหนัง ช่วยดูดน้ำเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิว ปกป้องกันน้ำระเหยออกจากผิว ให้ผิวนุ่มและเงางาม เมื่อฟิล์ม Set ตัวได้ จะให้ความรู้สึกตึง (Tightening effect)
ในส่วนผสมยังมีส่วนผสมของสารไขมันที่ช่วยเคลือบปกป้องผิวได้ด้วย แต่มี paraben
โดยรวมคือ แป้งนี้ให้ผลได้ทั้งด้านชุ่มชื้น เคลือบปกป้องผิว และเป็น Whitening
ตัวที่ 3 เป็นแป้งที่มีตลับมุ้งมิ้ง จาก Bisous Bisous Brightening foundation powder

มี่ใช้เบอร์ 2 นะคะ ตัวแป้งจะมีกลิ่นหอมจางๆ มี่บรรยายไม่ถูกอะ ว่ากลิ่นอะไร แต่หอมอยู่ค่ะ จางๆ
อัดมาได้ค่อนข้างแน่น สัมผัสจะค่อนข้างลื่นและเบา คล้ายผ้ากำมะหยี่ (ภาษาอังกฤษมาค่ะ Velvety feel)
เนื้อเป็นประมาณนี้นะคะ

ตัวนี้จะดูหนักนิดนึง แต่ไม่มากถึงขั้นหนาเตอะ และก็อาจจะมีตกร่องได้ตามรูสิวเสี้ยนบนจมูก ต้องอาศัยเอาพัฟสะอาดมากดไล่อีกครั้งหนึ่ง
เนื้อแป้งจะค่อนข้างขาวค่ะ
เรื่องการคุมมัน มี่ให้ที่ระดับ 4 ค่ะ คุม T-zone ได้ประมาณ 4 ชม
ในส่วนของส่วนผสมนั้น

จะมีส่วนของสารบำรุงอยู่ 3 ตัว คือ วิตามินอี วิตามินซี และ Hydrolzyed collagen ค่ะ
แต่ก็มี paraben เช่นกัน
ส่วนของสารอื่นๆนั้น ยังไม่ได้เด่นมากค่ะ ไม่มีอะไรมีพิษมีภัยอะไรกับผิว
ตัวถัดมาเป็นของ The face shop กับตัว TheFaceShop Jelly pact

ตัวแป้งจะเป็นแป้งดินน้ำมันนะคะ แต่ค่อนข้างแข็งนิดนึง ตัวแป้งไม่ได้นุ่มนิ่มแบบดินน้ำมันที่เราเห็นกันบ่อยๆ
ลากมาแล้วจะมีความ Glow จะมี Shimmer นิดๆ ไม่ได้ matte สนิทค่ะ กลิ่นหอมค่ะ

ตัวพัฟดูเหมือนจะเอาแป้งออกมาได้ยาก เพราะตัวแป้งมันมาในรูปแบบกึ่งๆครีมกึ่งๆขี้ผึ้งและค่อนข้างโปร่งแสง เลยทำให้เราดูยากว่า ตอนนี้ แป้งบนพัฟเพียงพอกับการกดบนหน้าหรือยัง
เรื่องการคุมมันมี่ให้อยู่ที่ระดับ 3 นะคะ ตัวแป้งจะเน้นความโกลว เป็นหลัก
ในส่วนของส่วนผสมนั้น เป็นดังนี้นะคะ

ตัวแป้งจะมีส่วนประกอบของน้ำมันจากพืชอยู่หลายตัว ตั้งแต่ Caprylic/capric triglyceride ที่เป็นน้ำมันที่มีสายไม่ยาวมาก บางเบา ไม่เหนอะหนะ ซึมไว และน้ำมันจาก Argan oil, Avocado oil และ Olive oil ซึ่งช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นได้ ถึงจะดีแต่น้ำมันจากพืชบางคนก็อาจจะอุดตันได้ค่ะ
สำหรับส่ารออกฤทธิ์ มีอยู่ 2 ตัว คือ
1. สารสกัดจากชะเอม ให้ผลเรื่องผิวขาว และลดการอักเสบ ระคายเคือง
2. สารสกัดจาก Lily (Lilium candidum bulb extract) ให้ผลเป็น Whitening
แป้งนี้จึงให้ผลเรื่อง Whitening ได้อยู่
ตัวนี้ไม่มี paraben นะคะ
สุดท้ายแป้งกุหลาบจาก Mille ค่ะ

ตัวนี้เนื้อแป้งจะมีสีค่อนข้างเข้มนะคะ ให้ลุคที่ไปในทาง Matte ค่ะ
แป้งมีกลิ่นหอม อัดมาได้ค่อนข้างแน่นเช่นกัน ส่วนของสัมผัสนั้น นุ่มอยู่ค่ะ แต่ยังไม่ถึงขั้น Silky หรือ Velvety มีตกร่องได้เล็กน้อยค่ะ

ด้านการคุมมันมี่ให้ระดับ 5 ค่ะ คุม T-zone ได้นานเกิน 6 ชม.
ในส่วนของส่วนผสม

จะไม่ได้มีอะไรมากนะคะ มี น้ำมันจากพืช คือ น้ำมันรำข้าว น้ำมันเมล็ดมะรุม ซึ่งช่วยเรื่องทดแทนไขมันจำเป็นให้กับผิว ให้ผิวเอาไปสร้าง Barrier ให้ผลเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิวได้ และ น้ำกุหลาบมอญ ที่ช่วยเรื่องการเพิ่มความชุ่มชื้น และให้ความรู้สึกสบายผิว (ภาษาอังกฤษ มาอีกค่ะ Soothing effect)
และตัวนี้ไม่มี Paraben นะคะ
เทียบกันนะคะ
ที่แสงธรรมดา และแสงแฟลช

ตัวที่เนียนเข้ากับผิวที่สุดจะเป็นตัว Jayoun กับ TheFaceShop นะคะ โดยตัว Jayoun จะให้ความ Matte และ ตัว TheFaceShop จะให้ความ Glow เบาๆ ใครชอบแบบไหนก็จัดแบบนั้นค่ะ
งานการปกปิดต้องมาค่ะ ซึ่งมี่ทดสอบกับ สี 3 สี คือ ดำ น้ำตาล และ ชมพู เพื่อใช้ประเมินการกลบรอยดำ เม็ดสี และ รอยแดงนะคะ

ตัวที่ปกปิดได้ดีสุดจะเป็นตัว Jayoun กับ Mille นะคะ ส่วน Skinfood กับ Bisous จะอยู่ในเกณฑ์กลางๆค่ะ
ถึงเวลาของคะแนนแล้วค่ะ

สุดท้ายนี้ขอบคุณทุกท่านด้วยนะคะ ที่ติดตามรับชมมาจนจบ พบกันใหม่โอกาสถัดไป สวัสดีค่ะ
ใจจริงก็อยากสวมรอยเป็นนักข่าว เขียน Beauty News มานานแล้วเหมือนกัน
ไหนๆก็ว่างๆ ขอจัดซักหน่อยค่ะ
Beauty News วันนี้ว่าด้วยเรื่องเครื่องสำอางผักค่ะ
กระแสของการใช้ผักในเครื่องสำอางนี่เค้ามาแรงมากกกกกกกกกก นะคะ แต่บ้านเรายังไม่ค่อยสนใจเท่าไหร่
น่าจะเปิดตัวด้วย Nature republic ที่ทำ Product ผักออกมาหลายๆตัวอยู่
ตอนนี้มาถึงคอนเซปท์ผักจาก Innisfree บ้างแล้วค่ะ

(Image source: http://www.innisfree.co.kr/)
มีคอนเซปท์สวยๆว่า “Super food from Jeju”
แน่นอนว่าพอได้ยินคำว่า Jeju ปุ๊บ มี่ก็ไม่คิดอะไรละค่ะ ใจเอนเอียงไปมากกว่า 90%
ในไลน์นี้เลือกผัก/ผลไม้/ธัญพืชมาอยู่หลายตัวค่ะ ได้แก่
แต่ละ Super foods ก็จะมี Product ต่างๆค่ะ มาดูไปทีละอาหารเลยนะคะ
ตัวแรก Blueberry นางใช้คอนเซปท์ว่า Rebalancing ค่ะ
เดาว่า เหมือนเป็นการปรับสภาพผิวให้คืนสู่สภาวะสมดุลนะคะ
จริงๆ Blueberry เองนี่เค้าก็จะมีพวก Anthocyanin ที่เป็น Antioxidant ดีมาก แต่เราไม่รู้ว่ามาอยู่ในขวดแล้วจะคงตัวอยู่ไหม เพราะสารกลุ่มนี้ความคงตัวค่อนข้างต่ำค่ะ แต่ที่ได้แน่นอนคือวิตามิน และน้ำตาล
ในไลน์นี้ ทำ Skin (เครื่องสำอางเกาหลี เทียบเท่า Essence, lotion น้ำญี่ปุ่น) และ Cream ค่ะ
(Image source: http://www.innisfree.co.kr/)
ตัวที่สองเป็นคะน้าค่ะ
คะน้าใช้คอนเซปท์เรื่อง Anti-oxidant
ซึ่งคะน้าเองเค้าก็จะมีพวก Antioxidant อยู่จริงค่ะ
ในไลน์นี้ทำออกมา 3 ผลิตภัณฑ์ค่ะ คือ Skin, Lotion และ Cream
(Image source: http://www.innisfree.co.kr/)
ตัวที่สามเป็น Broccoli ค่ะ
นางใช้คอนเซปท์เรื่อง Clearing เดาว่าเป็นตัวทำความสะอาดนะคะ เพราะผลิตภัณฑ์ที่นางทำออกมาก็คือกลุ่มทำความสะอาดค่ะ
แต่จริงๆแล้ว Broccoli เองก็เด่นเรื่อง Antioxidant เช่นกันค่ะ
ในไลน์นี้มี Toner กับ Lotion ค่ะ
(Image source: http://www.innisfree.co.kr/)
ไลน์ที่ 4 เป็นข้าวโอ้ตนะคะ
มาด้วยคอนเซปท์ Mild moisture เดาๆว่าน่าจะเป็นแบบเพิ่มความชุ่มชื้น อ่อนโยน สำหรับคนเซ้นสิจนน่าถีบ เอ้ย Sensitive
จริงๆแล้ว Oat นี่งานวิจัยเกี่ยวกับการลดการแพ้ การระคายเคือง ลดการอักเสบในผิวเยอะมากกกกกกกกกกกกก และยังเป็น Antioxidant ด้วยค่ะ
โดยรวมคือมี่ว่า Oat ดีงามสุด ดูแพง ดู Organic ดูเลอค่า
ในส่วนของไลน์ Oat ทำออกมาเป็น Skin, Lotion และ Cream
(Image source: http://www.innisfree.co.kr/)
ไลน์สุดท้ายมาจาก Red beet ค่ะ หรือบีทรูทนั่นเอง
มาด้วยคอนเซปท์ White-toning ค่ะ
ในบีทรูทนี่ก็คงไม่ต้องพูดถึง เพราะนางโดนยกให้เป็นอาหารสุขภาพลำดับต้นๆไปซะแล้วค่ะ นางมีพวก Anthocyanin เยอะมาก เป็น Antioxidant ที่ดี และช่วยเรื่องผิวขาวได้ด้วยค่ะ แต่ปัญหาคงเป็นเรื่องความคงตัวเช่นกันค่ะ
ในไลน์นี้ทำออกมาเป็น Lotion กับ Skin ค่ะ
(Image source: http://www.innisfree.co.kr/)
คือยังไม่ทราบส่วนผสมนะคะเลยยังวิเคราะห์ละเอียดไม่ได้
ถ้าเอาอารมณ์คนผิวแห้งแบบมี่ตั้ง มี่ว่า Oat กับ คะน้า น่าสนใจนะคะ
ถ้าอยากได้ขาว ก็หันไปทาง Blueberry กับ Red beet
ส่วนผิวมันก็ Broccoli ค่ะ
ใครไปเกาหลีอย่าลืมถ่ายรูปส่วนผสมมาฝากน๊าาา พบกันใหม่โอกาสหน้าค่ะ สวัสดีค่ะ
เชื่อว่าหลายๆปัญหาผิวของหลายๆคน กวนใจมานานมากกกก ไม่ว่าจะใช้ครีมอะไร ดีแค่ไหน แพงแค่ไหนก็ไม่หาย ก็จะพาลไปโทษนั่นโทษนี่ แต่จริงๆแล้วมันเกิดขึ้นเพราะว่าล้างหน้าไม่สะอาด
มี่จะพูดอยู่เสมอนะคะ ว่า หัวใจที่สำคัญของการมีผิวสุขภาพดี คือ การล้างหน้าให้สะอาด
สะอาดในที่นี้ ไม่ได้แปลว่า ล้างมากมาย ล้างเว่อร์วัง ล้างจนแบบว่าสูญเสียของดีๆในผิวไปจนหมด
เพราะในการทำความสะอาดผิว จะอาศัยสารเคมีกลุ่มหนึ่งที่มีชื่อว่า “Surfactant” หรือ สารลดแรงตึงผิว ซึ่งสารเหล่านี้มีคุณสมบัติพิเศษคือละลายได้ทั้งในน้ำและในน้ำมัน ซึ่งสิ่งสกปรกบนหน้าเรา ก็มีทั้งน้ำและน้ำมันเหมือนกัน การล้างหน้าด้วยน้ำเปล่า ก็จะเอาสิ่งสกปรกที่ละลายน้ำมันออกไม่ได้ เช่นเดียวกันกับตอนจะเอาเบบี้ออยล์มาล้าง ก็จะเอาสิ่งสกปรกที่ละลายน้ำออกไม่ได้ค่ะ
ดังนั้น Surfactant เหล่านี้แหละ ก็จะทำหน้าที่ดึงเอาสิ่งสกปรกออกมา (วันนี้ขออนุญาตยังไม่ลงรายละเอียดลึกในจุดนี้นะคะ)
แต่ !!!
สิ่งที่เราต้องรำลึกเสมอ คือ Surfactant ไม่ใช่ AI มันไม่ได้ฉลาดนะคะ เพราะฉะนั้นมันจะดึงออกหมดทั้งไขมันดี และไขมันสกปรก มันเลือกเอาออกแต่สิ่งสกปรกไม่ได้
นั่นคือการล้าง หรือปาด makeup remover 1 ครั้ง คือ ของดีๆในผิวก็จะหลุดออกไปด้วย
ยิ่งล้างบ่อย ล้างถี่ เช็ดสำลีอยู่ตรงนั้นแหละ ไขมันของเราก็จะยิ่งหายไป กลายเป็นผิวบอบบางแพ้ง่าย ระคายเคือง สิวบุกบ่อยไปอีก
อันที่จริง ถ้าล้างหน้าให้สะอาดแล้ว ผิวก็ค่อยๆสุขภาพดีและสวยใสมากขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งเป็นผิววัยรุ่นแล้ว แค่ล้างหน้าให้สะอาด สกินคงสกินแคร์นี่เรียกได้ว่าไม่จำเป็นเลยค่ะ แต่ถ้าเราเริ่มมีอายุซักหน่อย ล้างเค้าออกไป ก็ทาครีม ทาบำรุง คืนให้เค้านิดนึงเนาะ
ทีนี้วันนี้จะมาแชร์เทคนิคการล้างหน้าค่ะ
เชื่อว่าหลายๆคนอาจจะเคยได้ยิน Double cleansing technique ที่มาจากทางฝั่งเกาหลี/ญี่ปุ่นแล้วเนาะ
เขาจะเป็นการล้างหน้าสองครั้ง คือ นวดหน้าด้วยน้ำมันก่อน ไปล้างด้วยโฟม/เจลล้างหน้ากับน้ำอีกรอบหนึ่ง
แต่ทีนี้บ้านเรา คงไม่มีอารมณ์มานวดออยล์เนาะ ร้อนก็ร้อน เราก็ปรับเอาค่ะ ใช้พวก Cleansing water หรือ Cream แทน
แต่ถ้าใครชอบ จะใช้ออยล์ ใช้บาล์ม ก็ไม่ว่ากันจ้า
Concept อยู่ที่ว่าไม่ว่าจะแต่งหน้าหรือไม่แต่งหน้า สิ่งแรกที่ควรทำ คือ การล้างแบบแห้ง หรือที่เรียกว่า “Pre-cleansing” เป็นขั้นตอนการชำระล้างเอาสิ่งสกปรกต่างๆ หรือพวกเมคอัพ ออกไปจากหน้าก่อนค่ะ โดยใช้พวก Cleansing water, milk, lotion, gel, cream หรือ oil ที่เขาดีไซน์มาให้ใช้ตอนหน้าแห้งค่ะ
ผลิตภัณฑ์กลุ่มนี้จะค่อนข้างอ่อนโยน มักใช้สารทำความสะอาดชนิดไม่มีประจุ (Nonionic surfactant) พวกนี้ไม่มีฟอง และมักจะไม่มีพิษภัยอะไรถ้าติดผิวนานๆไม่ได้ล้างออก (จึงเห็นได้ในหลายๆผลิตภัณฑ์ที่บอกว่าเช็ดแล้วไม่จำเป็นต้องไปล้าง แต่ส่วนตัวก็แนะนำให้ไปล้างออกอยู่ดีค่ะ)
ขั้นตอนที่สองเป็นขั้นตอนการล้างแบบเปียก หรือ “Cleansing”
การล้างหน้าด้วยเจล หรือโฟม ที่เขาทำมาสำหรับใช้กับน้ำ ก็จะช่วยขจัดเอาเศษซากของสิ่งสกปรกที่ยังเหลืออยู่ออกไปจากผิวค่ะ
ในการล้างเปียก ถ้าใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีฟอง ต้องตีฟองบนมือให้เกิดฟองเต็มที่ก่อนนะคะ เพราะว่า
1. Surfactant ที่มีฟอง มักจะเป็น Anionic surfactant (ประจุลบ) พวกนี้จะละลายในน้ำได้ยาก ถ้าเราเอาไปใส่บนหน้าเลย มันจะมีความเข้มข้นที่สูง เกาะอยู่บนหน้าเป็นจุดๆ แล้วก็อาจจะทำให้เกิดการตกค้าง หรือเกิดการระคายเคืองผิวได้ นอกจากนี้มันก็อาจจะ ทำร้ายไขมันดีๆที่เป็น Barrier ผิว ผิวก็จะแพ้ง่าย สิวบุก รอยแดง รอยดำ หมองคล้ำก็มาหา
2. การถู Foam หรือ Gel บนหน้าจะใช้แรงพอสมควร ทำให้เซลล์ผิวเกิดการเสียดสี อาจเกิดความเสียหายได้ค่ะ Surfactant ส่วนมากค่า pH อยู่ที่ 8 ทำให้โปรตีนบนผิวบวม เมื่อไปถูๆแรงๆ ก็จะเกิดความเสียหาย แต่ถ้าเราตีฟองเต็มที่แล้ว แรงเสียดทานจะน้อยมาก
วิธีการล้างเปียกที่ถูกต้องคือ หลังจากตีฟองเสร็จ เอาลงบนหน้า แล้วนวดวนๆเบาๆ ให้ทั่วหน้า ตามด้วยนวดย้ำตรงไรผม ปีกจมูก ร่องจมูก คาง ขอบริมฝีปาก และกกหูด้วยนะคะ ก่อนไปล้างออก เพราะบริเวณนี้จะเป็นบริเวณที่หมักหมมสิ่งสกปรกไว้ และมักจะเกิดสิวได้ค่ะ
อุณหภูมิน้ำก็สำคัญ !!!
ล้างหน้า ควรล้างด้วยน้ำอุ่นค่ะ ถ้ามีเครื่องทำน้ำอุ่นแบบปรับอุณหภูมิได้ ส่วนตัวเคยอ่านเจอจากทางฝั่งญี่ปุ่นว่า น้ำอุ่นราวๆ 35 – 37 องศา คือจะเหมาะกับการล้างหน้า โดยมีความเชื่อว่าน้ำอุ่นทำให้รูขุมขนเปิด Surfactant จะได้ไหลลงไปชะเอาสิ่งสกปรกและคราบเมคอัพ ออกมาได้ง่ายขึ้น
ถ้ามีเวลาว่าง หลังล้างโฟมออกหมด เอาน้ำเย็นตบอีกรอบ เพื่อกระชับรูขุมขนให้ปิดอีกรอบนะคะ
หลังล้างหน้าเสร็จต้องเติมน้ำ เติมไขมัน คืนให้ผิวด้วยนะคะ
เอาหละ
สรุป
1. Pre-cleansing
2. Cleansing น้ำอุ่น 35 – 37 องศา
3. ตบน้ำเย็น
4. เติมน้ำ เติมไขมัน