Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสมเจลบำรุงปรับสภาพผิว DrGL Restore gel mask

สวัสดีค่ะ

วันนี้มี่มีรีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสมของ Gel Mask ชื่อดังจากเกาหลีของแบรนด์ Dr.GL มาฝากกันค่ะ

แบรนด์ Dr.GL นี้เป็นแบรนด์ที่พัฒนามาจากประสบการณ์ทางด้านความงาม และการรับฟัง Feedback จากคนไข้ต่างๆ ของคุณหมอท่านหนึ่งที่เกาหลี และเลือกใช้ส่วนผสมที่มีประสิทธิภาพในปริมาณที่เหมาะสม และไม่ใช้ส่วนผสมมากชนิดเกินไปค่ะ อย่างปกติที่เราเห็นสกินแคร์ของเกาหลี คือพี่ท่านมักจะอัดเต็ม ใส่ส่วนผสมสารพัดลงไป แต่แบรนด์นี้จะมาแบบเรียบ แต่จบครบ ตามคอนเซปท์ของผลิตภัณฑ์แต่ละชิ้นค่ะ

คอนเซปท์ของแบรนด์คือ “maximum efficacy minimum fuzz”

จะกล่าวง่ายๆ ว่า เป็นแบรนด์เวชสำอางสายคลีนก็ว่าได้

(Image from DrGL official Korea Website)

อย่างวันนี้ตัวที่หยิบมารีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสมจะเป็นผลิตภัณฑ์ Restore gel mask ค่ะ

มีหน้าตาแบบนี้นะคะ

สำหรับเนื้อของผลิตภัณฑ์ก็จะมาในรูปแบบของ Gel สีฟ้าอมน้ำเงิน ซึ่งสีฟ้าอมน้ำเงินตัวนี้ไม่ได้เป็นสีสังเคราะห์แต่อย่างใด แต่เกิดจากสารธรรมชาติที่มีชื่อว่า Guaizulene ที่ปกติเราเจอในน้ำมันหอมระเหยของคาโมมายล์ แต่ว่าทางแบรนด์เลือกเป็น Guaizulene ที่ได้มาจากเห็ดสีน้ำเงิน ที่มีชื่อว่า Lactarius indigo ค่ะ

เกลี่ยง่าย ให้ความรู้สึกสบายผิว มีกลิ่นหอมแนวธรรมชาติ (แต่เป็น Fragrance นะคะ) ซึมไหว หนึบๆ นิดหน่อย แต่พอทิ้งไว้สักพักก็จะซึมลงไปจนหมด

เจลตัวนี้มีวิธีใช้ได้หลายแบบนะคะ

  • เอามาผสมกับ Product อื่นๆ ในแบรนด์ Dr.GL เพื่อเพิ่มคุณสมบัติพิเศษ เช่น เอาเจลนี้ 2 ปั๊ม มาผสมกับ Essence Anti-aging ก็จะได้คุณสมบัติด้าน Anti-aging เข้ามาค่ะ
  • ใช้เป็น Moisturizer ทั่วไป ก็ปั๊มออกมาราวๆ 1 ปั๊ม วอร์ม แล้วเกลี่ยลงบนหน้า จบค่ะ
  • ใช้เป็น Intensive mask ก็ปั๊มออกมาสักราวๆ 3 – 4 ปั๊ม พอกไปบนหน้า ทิ้งไว้สัก 20 นาทีก่อนเช็ดเจลส่วนเกินออก ทางแบรนด์บอกว่าเช็ดออก แต่ส่วนตัวไม่ได้เช็ดออกนะคะ ผ่านไปแป๊บเดียวผิวดิฉันก็กระหายกินมันไปจนหมด

สำหรับส่วนผสมเป็นดังนี้ค่ะ

ส่วนผสมวันนี้มี่ทำสีไว้ 5 สีค่ะ

สีชมพู ส่วนตัวมองว่าเป็นตัวเอกของผลิตภัณฑ์ค่ะ

  • Sodium guaiazulene sulfonate ตัวนี้เป็นสารพฤกษเคมีที่ปกติพบในน้ำมันหอมระเหยของคาโมมายล์ แต่ตามที่แบรนด์เคลมคือสกัดมาจากเห็ดสีฟ้า มีคุณสมบัติเด่นในแง่การลดการอักเสบระคายเคือง และให้ความรู้สึกสบายผิว
  • Rutin เป็นสารในกลุ่ม Flavonoid ที่มีประโยชน์หลายอย่างไม่ว่าจะเป็นด้าน Antioxidant รวมไปถึงด้านการลดการอักเสบระคายเคือง

สีม่วง เป็นกลุ่มของสารที่เด่นในด้านของการลดการอักเสบระคายเคือง และให้ความรู้สึกสบายผิว ก็จะเป็นขาประจำ กับตัวที่มีความ Rare หน่อย ดังนี้ค่ะ

  • ขาประจำอย่าง สารสกัดจากชะเอม คาโมมายล์ และ Beta-glucan
  • สารสกัดจากผล Gardenia multiflora ตัวนี้ทางผู้ผลิตเคลมว่าประกอบด้วยสารในกลุ่มของ Flavonoid และ Ferulic acid ที่เป็น Antioxidant และมีประโยชน์ในด้านของการลดการอักเสบระคายเคือง และให้ความรู้สึกสบายผิว รวมถึงลดการบวม ซึ่งส่วนตัวมองว่า เหมาะเอามาใช้เป็น Soothing หลังออกแดด หรือหลังทำทรีทเมนท์ค่ะ (แต่ทางนี้ไม่เคยทำนะคะ เลยไม่รู้ว่าจะ work ไหม แต่ทาหลังออกแดดนานๆ คือ ปลื้มปริ่มอยู่ โดยเฉพาะถ้ายิ่งเอาไปแช่เย็น)
  • Menadione เป็นรูปแบบหนึ่งของวิตามินเค ซึ่งมีประโยชน์ในการดูแลผู้ที่มีปัญหาเรื่องเส้นเลือดฝอย อย่างภาวะ Couperosis หรือ ภาวะ Rosacea (Lautenschläger, H. Kosmetik International. 2005; 7:89)

สีฟ้า Lactobacillus ferment อันนี้เคลมไปในเชิงของ Probiotic/Postbiotic ที่เสริมภูมิคุ้มกันของผิวหนัง ช่วยให้ผิวแข็งแรง

สีส้ม เป็นกลุ่มของสารที่มีประโยชน์ในเชิงการป้องกันริ้วรอย

สีเขียวแก่ เป็นกลุ่มของสารพฤกษเคมีที่พบได้ในบัวบก อย่าง Asiaticoside, Asiatic acid, Madecassic acid ซึ่งโดดเด่นหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นด้านของ Antioxidant ลดการอักเสบระคายเคืองให้ความรู้สึกสบายผิว และเสริมการสังเคราะห์คอลลาเจน การสมานแผล

เจลมาในเบสแบบน้ำ ไม่มีส่วนผสมของน้ำมัน แอลกอฮอล์ และซิลิโคน รวมถึงสารที่ไม่เป็นมิตรกับผิวอื่นๆ

มาให้คะแนนกันดีกว่าค่ะ

  1. สารบำรุง ตัวนี้โดดเด่นในแง่ของการลดการระคายเคือง ให้ความรู้สึกสบายผิว เน้น Soothing effect สมกับชื่อ Restore ของผลิตภัณฑ์ รวมไปถึงพวก Antioxidant ชะลอวัย และช่วยให้ผิวแข็งแรง ถ้ามองแค่ความเป็น Soothing/Anti-irritant ถือว่าน้องทำมาได้ดีมาก จัดไป 5 ฟลาสก์
  2. ส่วนผสมอื่นๆ นางไม่มีส่วนผสมของสารที่ไม่เป็นมิตรกับผิว ไม่มีจุดให้หักคะแนน รับไป 5 ฟลาสก์
  3. การใช้งาน ส่วนตัวค่อนข้างชอบ Feeling ของเจลนะคะ ด้วยความบางเบา แต่ถ้าเอามาใช้อย่างเดียวเพื่อเป็น Sleeping mask ด้วยความที่มี่มีผิวผสม/แห้ง รู้สึกได้เลยว่าไม่พอ ยังต้องทาครีมทับอีกชั้นหนึ่ง ขอให้ไป 4 ฟลาสก์

Disclaimer/conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับมาจากเพื่อน การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสม/วัตถุดิบตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล ผู้เขียนไม่ได้มีผลประโยชน์ใดๆในการขายสินค้า โปรดใช้วิจารณญาณ

Image

[Miyeon on Event] ได้รับการดูแลประดุจดั่งเป็นเจ้าหญิงในนิทาน – Being treated like a princess

เชื่อว่าผู้หญิงหลายๆ คน มีความฝันอยากได้รับการดูแลปรนนิบัติแบบเจ้าหญิง อย่างน้อยก็สักครั้ง ส่วนตัวมี่เองก็มีความฝันแบบนั้นนะคะ

ไปกรุงเทพครั้งนี้มี่มีโอกาสได้พบกับ คุณอั๋น Dior Makeup trainer และ คุณบี Color stylist มาช่วยเติมแต่งความสวย ทั้งแต่งหน้า ทำผม ทาเล็บ ด้วยผลิตภัณฑ์คุณภาพจาก Dior เรียกได้ว่าเพียบพร้อมพร้อมและสวยงามมาก

ทาง Dior มีอะไรที่เป็นเอกลักษณ์ให้เราได้ประทับใจเสมอเลยค่ะ อย่างเรื่องการทาเล็บ Color stylist ก็จะนวดมือให้ก่อนด้วย เพื่อความผ่อนคลาย

ระหว่างแต่งหน้าก็ได้แลกเปลี่ยนพูดคุยกับคุณอั๋นถึงเทคนิคการแต่งหน้าแบบต่างๆ ซึ่งเอาจริงๆ เราก็รู้แค่ทฤษฎี แต่สกิลด้านการปฏิบัตินั้นเรียกได้ว่า แทบไม่มีเลยค่ะ

โจทย์ที่คุณอั๋นถามคือ อยากได้ลุคประมาณไหน เราก็แบบ อยากให้มันเป็นการเบลนด์กันของ K-beauty และ Eu-beautyเป็นการผสมกันอย่างลงตัวระหว่าง K-beauty และ งานสายฝอ คุณอั๋นก็เนรมิตออกมาให้ได้อย่างสวยงาม เข้ากันกับชุด และทรงผมที่คุณบีทำให้อย่างเหมาะเจาะ

โดยผลิตภัณฑ์ที่เป็นหัวใจหลักของการแต่งหน้าครั้งนี้คือ DIOR PRESTIGE Cushion foundation – le cushion teint de rose

นางเป็นคุชชั่นที่โดดเด่นด้วยนวัตกรรม Rose color blend complex ที่ให้ Complexion ผิวที่สวยแบบดอกกุหลาบ และเทคโนโลยี Rose light pigment ที่มีคุณสมบัติกระจายแสงให้ทั่วใบหน้า ให้ผิวแลดูสดชื่น เปล่งปลั่ง อมชมพู อย่างเป็นธรรมชาติ และมีชีวิตชีวา นอกจากนี้นางยังมีคุณสมบัติปกป้องแสงแดดในตัวด้วยค่า SPF50 PA+++

รุ่นใหม่นี้เป็น Cushion รุ่น Slim ที่ค่อนข้างบางกว่าตลับแบบเดิม พกง่าย ไม่กินเนื้อที่ในกระเป๋า ในการแต่งหน้าครั้งนี้ มี่ใช้เบอร์ 030 ค่ะ ราคาตลับจริงอยู่ที่ 3,800 บาท Refill 2,050 บาท Sponge 2 ชิ้น 350 บาท

ส่วนตัวมี่เองผิวค่อนข้างแห้ง ทางคุณอั๋นจึงแนะนำเทคนิคให้เอาเซรั่ม Dior prestige La micro-huile de rose มาวอร์มผสมกับเนื้อ Cushion ก่อนลงผิวจะได้ความชุ่มฉ่ำเพิ่มขึ้น และติดทนผิวมากขึ้น เป็นงานผิวที่ดูแบบสดใสและเป็นธรรมชาติมากๆ

Finished look เป็นประมาณนี้ค่ะ

สำหรับลุคนี้ ระหว่างวันผิวไม่แห้ง ไม่เหี่ยว ไม่ตึง ไม่ลอก และก็ไม่เยิ้ม คือ ปลื้มปริ่มมากจริงๆแต่งตั้งแต่ตอนราวๆ 9 โมง เสร็จงานราวๆ 4 โมงเย็น ออกไปเที่ยวต่อถึง 4 ทุ่มกว่า กลับห้องยังสวยเหมือนเดิม เรียกได้ว่าแทบไม่อยากจะลบเมคอัพเลยทีเดียวหละ

สวยฉ่ำยาวยัน 4 ทุ่ม

Disclaimer: การร่วมแต่งหน้าในครั้งนี้ได้รับการสนับสนุนจากทางแบรนด์ Dior

Image

#BeautyTalk: การอ่านฉลากไม่ได้เป็นการการันตีว่าเราจะไม่แพ้ ไม่ระคายเคือง และไม่อุดตัน

#BeautyTalk ต้อนรับลอยกระทงและฮาโลวีน

เรื่องมีอยู่ว่า มีสกินแคร์ชิ้นหนึ่ง ที่เรารักมากกกกกกกกกก ไม่ว่าจะเป็นกลิ่น เนื้อสัมผัส ประสิทธิภาพ

แต่ใช้ไปใช้มา อยู่มาวันหนึ่ง พอโบกเข้าไปแล้วรู้สึกแสบมากๆ ตรงบริเวณแก้ม กับรอบจมูก
พยายามดูส่วนผสม ก็ยังคงเดาไม่ออกแหละ ว่าเกิดจากสารตัวไหน

ไม่บอกชื่อละกันเนาะ ว่าน้องเป็นใคร มาจากไหน ลด Bias

ดังนั้นวันนี้จะมาเล่า (บ่น) ให้ฟังว่า “การอ่านส่วนผสมเครื่องสำอางก่อนเริ่มใช้ บางทีก็ป้องกันอาการไม่พึงประสงค์ได้ไม่ร้อยเปอร์เซ็นต์หรอกนะ”

อ้าว ทำไมหละ?

ถามเองตอบเอง

เพราะ

1. อาการไม่พึงประสงค์หลายชนิด ขึ้นกับความเข้มข้นของสารในผลิตภัณฑ์ตัวอย่าง
🍀การระคายเคือง แสบ แดง คัน ร้อน บวม พวกนี้จะขึ้นกับความเข้มข้นโดยตรงเลยค่ะ
อย่างเช่น อันนี้เคยมีคนถามเข้ามาจริงๆ นะ
“Sodium hydroxide” ในส่วนผสมเครื่องสำอาง คุณมี่ขา Sodium hydroxide คือ โซดาไฟไม่ใช่หรอคะ มันจะไม่กัดผิวหรอการระคายเคืองขึ้นกับความเข้มข้นของเนื้อสาร ถ้าในพวกครีม เรียกได้ว่าแทบจะเป็นวิญญาณเลย เพราะเขาใส่มาปรับค่า pH ให้เหมาะสมเฉยๆค่ะ ใช้น้อยมาก แทบจะไม่รู้สึกอะไร


🍀การอุดตันรูขุมขน การเกิดสิว พวกนี้ก็ขึ้นกับความเข้มข้นของสารเหมือนกันค่ะ
เคยมีงานวิจัยชิ้นหนึ่งนานมากแล้ว (จำไม่ได้แล้วด้วยว่าไปอ่านมาจากที่ไหน แต่จำได้ติดหัวเลย) กล่าวว่าน้ำมันจากพืช (ซึ่งสามารถอุดตันรูขุมขนได้ในคนที่ Sensitive) ในความเข้มข้น 5 – 10% นั้นแทบไม่ทำให้เกิดการอุดตันเลย
แต่อย่างว่าค่ะ ความไวแต่ละคนไม่เท่ากันเนอะ บางคนเจอนิดเดียว สักพักสิวก็บุกแล้วค่ะ
2. ถ้าเป็นการแพ้*** อันนี้ไม่ขึ้นกับความเข้มข้นสารนะคะ การแพ้เกิดจากการตอบสนองของภูมิคุ้มกันของร่างกายเรา
ถ้าบทมันจะแพ้ ภูมิเราจะไว ใส่ในผลิตภัณฑ์เป็นวิญญาณ ผื่นแพ้ก็บุกได้จ้า
3. การตอบสนองแต่ละคนไม่เหมือนกัน
ประเด็นนี้สำคัญมากๆ ค่ะ เพื่อนแพ้ ไม่ได้แปลว่าเราจะแพ้ เพื่อนใช้แล้วสวย ไม่ได้แปลว่าเราจะสวยเหมือนเพื่อน
และ ถ้าเป็นสารหรือผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ที่ไม่เคยใช้มาก่อน หรือ มีสารใหม่ๆ ที่ไม่เคยสัมผัสมาก่อน อันนี้ตอบไม่ได้เลย ฟันธงไม่ขาด ว่าจะแพ้ไหม อุดตันไหม ระคายเคืองไหม

ความไวของแต่ละคนก็ไม่เท่ากัน

ดังนั้นจะบอกว่า อันนี้มีสารนั้น แบนค่ะ ห้ามใช้ อันนี้บ่ได้เด้ออออ (เสียงในฟิล์ม) สงสารน้องเครื่องสำอาง

4. การดูดซึมสารผ่านผิวในแต่ละคนไม่เหมือนกัน

การที่จะแพ้เครื่องสำอางนั้น สารจะต้องซึมไปลึกในระดับหนึ่งเพื่อไปทำปฏิกิริยากับระบบภูมิคุ้มกันของผิวหนัง ถ้าผิวหนังแข็งแรงมากๆ สารซึมลงไปไม่ได้ ก็ไม่แพ้จ้า
ทีนี้อีกปัญหาที่เจอได้คือ บางทีเราใช้ผลิตภัณฑ์ตัวหนึ่งไปเรื่อยๆ หลายปี ไม่เคยเป็นไรเลย
อยู่มาวันหนึ่งเกิดแพ้ขึ้นมา ทำไมกันนะ ?

อาจจะเป็นเพราะว่า สภาพอากาศ มลภาวะ อายุที่เพิ่มขึ้น หรือปัจจัยบางอย่างทำให้ Barrier ผิวเราบอบบาง เลยทำให้สารซึมลงไปกระตุ้นภูมิคุ้มกันได้ เลยแพ้ขึ้นมา ทั้งๆ ที่เมื่อก่อนใช้มาตั้งนานไม่เห็นเป็นอะไรเลย

5. คนที่มีประวัติแพ้ มักจะแพ้สารชนิดเดิมเสมอ

เช่น เคยแพ้น้ำหอมกลิ่นดอกไม้หวานๆ นัวๆ ก็จะแพ้น้ำหอมกลิ่นนี้ตลอด เพราะว่า การแพ้มันเกิดผ่านระบบภูมิคุ้มกัน

ภูมิคุ้มกันของร่างกายเรานี่เก่งมาก นางจำได้หมดค่ะ ว่าอันไหนคือศัตรูของนาง พอเราเจอมันไม่ว่าจะกี่ครั้งก็ตาม ภูมิคุ้มกันจะจัดการเรียบตลอด ไม่เว้นหน้าเลยหละ

อีกอย่างที่พบได้คือ การแพ้ข้าม หรือ “Cross-reactivity” คือ การแพ้สารเคมีที่มีโครงสร้างคล้ายๆ กัน

มีเคสบ่อยมากๆ ที่บางคนที่เคยแพ้สารเพิ่มความชุ่มชื้นพวก Fatty ester ตัวหนึ่งอาจจะไปแพ้ Fatty ester ตัวอื่น อีกหลายๆ ตัว ที่มีหน้าตาคล้ายกันด้วย

6. โรคผิวหนัง และ สภาพผิว

คนที่มีปัญหาเรื่องโรคผิวหนังบางประเภท หรือ ผิวหนังบอบบาง ผิวแห้ง คนกลุ่มนี้มีแนวโน้มเกิดอาการไม่พึงประสงค์ได้ง่ายกว่าคนที่มีผิวแข็งแรงสมบูรณ์ค่ะ

วันนี้ก็ขอเมาท์มอยกันแต่พองามแค่นี้ พบกันใหม่โอกาสต่อไปค่า
✌

Enjoy ลอยกระทง และ ฮาโลวีนในช่วงสุดสัปดาห์นี้นะคะ

Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสม เซรั่มพลังดอกไม้ทั้ง 4 กับ Capture Totale C.E.L.L. Energy จาก Dior

หากพูดถึง Dior หลายๆ ท่านอาจจะนึกถึงสินค้าแฟชั่น หลายๆ ท่านอาจจะนึกถึงน้ำหอมสุดหรูหรา แต่ Dior ยังมีอีกสิ่งที่น่าสนใจ นั่นก็คือสินค้าในกลุ่มสกินแคร์ค่ะ

ส่วนตัวมี่เอง มีโอกาสได้พบปะกับทีมงานของทาง Dior เมื่อช่วงต้นเดือนตุลาคมก็พึ่งรู้เหมือนกันค่ะ ว่าทาง Dior ที่ฝรั่งเศสนั้นมีศูนย์วิจัยที่ชื่อว่า LVMH Recherche ที่มีทีมวิจัยที่เข้มแข็งมาก จับมือสร้างเครือข่ายกับศูนย์ Center for iPS Cell Research (CiRA) และมหาวิทยาลัยชั้นนำต่างๆ อีก 6 มหาวิทยาลัย

ด้วยความที่มีทีมวิจัยอันแข็งแกร่ง เทคโนโลยีของ Dior จึงค่อนข้าง Advance เลยหละ

เท่าที่ได้ข้อมูลมา ทาง Dior เป็นบริษัทหนึ่งที่เข้มแข็งด้านการวิจัยเรื่อง Cell โดยเฉพาะกลุ่มของ Stem cell หรือ Mother cell ซึ่งเริ่มวิจัยมาราวๆ 30 ปี ได้ค้นพบโปรตีน และ Marker ใหม่ๆในระบบผิวหนังถึง 17 ชนิด มีงานวิจัยตีพิมพ์ร่วมกับมหาวิทยาลัยในวารสารวิชาการชั้นนำ 55 เรื่อง และมีสิทธิบัตรคุ้มครองอยู่ 10 ชิ้น

นอกจาก Dior จะโดดเด่นด้านของทางวิทยาศาสตร์ คือ ศูนย์วิจัย LVMH Recherche กับ CiRA แล้ว นางยังมีความโดดเด่นด้านของสวนพฤกษศาสตร์ Dior garden ที่มีด้วยกันอยู่หลายแห่งทั่วทุกมุมโลก เป็นเหมือนสวนพฤกษศาสตร์ที่ปลูก และดูแลพันธ์พืชต่างๆมากมายหลายชนิด

และอีกประเด็นที่ไม่กล่าวไม่ได้เลย คือเรื่องของความเชี่ยวชาญสาขา Floral science ของทาง Dior นั้น เรียกได้ว่าเป็นแถวหน้าของโลกเลย

จากผลงานวิจัย และ การค้นคว้ามากมาย คัดกรองดอกไม้ในสวน Dior garden หลายๆแห่ง จนในที่สุดทาง Dior ก็เจอส่วนผสมจากดอกไม้ 4 ชนิด ที่มีคุณสมบัติฟื้นฟูและปรับสภาพของผิว คืนพลังงาน คืนความอ่อนเยาว์ให้แก่ผิว จุดนี้ก็เหมือนตัวเราเนาะ พอเรามีพลังงาน เราก็สามารถทำอะไรต่อมิอะไรต่างๆ ได้มากมาย ผิวเราก็เช่นกันค่ะ

ซึ่งในจุดนี้ ทาง Dior ได้ค้นพบว่า ในผิวเรา จะมี Mother cell อยู่ 0.2% ที่รับผิดชอบการเจริญของผิวทั้งหมด ซึ่ง Mother cell นี้จะทำงานได้น้อยลงเมื่อเราแก่ตัวขึ้น แต่ปริมาณของคุณแม่ยังอยู่เท่าเดิมค่ะ ดังนั้น Concept ของ ผลิตภัณฑ์ในกลุ่ม Capture Totale C.E.L.L. Energy ก็คือ เสริมการสร้างพลังงาน และคืนความอ่อนเยาว์ให้แก่ Mother cell เพื่อให้ผิวเรากลับมาสุขภาพดีและดูสวยงามค่ะ

สำหรับวันนี้มี่จะมารีวิวตัวเซรั่ม Super Potent Age-Defying Intense Serum ในกลุ่ม Capture Totale C.E.L.L. Energy ที่มีหน้าตาแบบนี้ค่ะ

สาวน้อยของเรา เธอมาในแพคเกจที่ดูหรูหราสวยงาม

เนื้อเซรั่มเป็นแบบน้ำนม มีกลิ่นหอม กลิ่นแนวนี้ถูกจริตมี่มากเลยค่ะ

เกลี่ยง่าย ให้ความชุ่มชื้น แต่ก็ซึมไว แห้งไว ไม่เหนียวเหนอะหนะ

สำหรับส่วนผสมเป็นดังนี้นะคะ

ในภาพรวมเซรั่มตัวนี้เป็นรูปแบบของน้ำนม ประกอบด้วยน้ำ และ น้ำมัน และมีแอลกอฮอล์ติดมา แต่ส่วนตัวใช้มาร่วมเดือนแล้วก็ไม่ได้มีปัญหาอะไร เพราะน้ำมันที่ใส่มาเคลือบผิวได้ค่อนข้างดี

โดยน้ำมันที่เป็นตัวหลักคือ Squalane ที่เคลือบปกคลุมผิวค่อนข้างดี กับ น้ำมันจากเมล็ดของ Meadowfoam เสริมมาด้วยสารบำรุงหลายชนิด ทั้งกลุ่มของวิตามิน C E B3 สารเติมน้ำ และสารที่เป็นพระเอกของผลิตภัณฑ์กลุ่มนี้ คือ สารสกัดจากดอกไม้ทั้ง 4 ที่ผ่านกระบวนการคัดเลือกมาจากส่วนผสม 1667 ชนิด จากสวน Dior garden

ขอเริ่มเปิดการรีวิวที่พระเอกของกลุ่ม Capture Totale C.E.L.L. Energy คือ สารสกัดจากพืชดอกทั้ง 4 หรือ Flower complex ที่เป็นสูตรเอกลักษณ์ของทาง Dior ซึ่งทาง Dior ได้ทำการศึกษาด้าน Proteomics พบว่า สูตรผสมของพืชดอกทั้ง 4 นี้ มีคุณสมบัติเสริมการทำงานในผิวถึง 35 จุด ที่เกี่ยวข้องกับ Skin aging ซึ่งมีประโยชน์โดยรวมในด้านของ

  1. การปกป้องตัวเองของผิว
  2. การสร้างพลังงานของผิว
  3. การสร้างสารใหม่มาทดแทนส่วนที่หายไป (Regeneration)
  4. การฟื้นฟูตัวเองของผิว
  5. เสริมความแข็งแรงของผิว

จะขอเริ่มรีวิวที่พืชดอกที่เป็นนางเอกสุดของกลุ่มนี้คือ Madagasca longoza หรือ Aframomum angustifolium

  • Aframomum angustifolium seed extract สารสกัดจากเมล็ดของพืชดอก Longoza ซึ่งได้มาจากสวน Dior garden ที่ Madagascar ผ่านกรรมวิธีการเก็บและแปรรูปด้วยมือ

ก่อนจะนำไปสกัดด้วยเทคโนโลยีชั้นสูงต่อไป

สารสกัดจากเมล็ด Longoza นี้มีสิทธิบัตร US 7381436B2 ของทาง LVMH Recherche รองรับอยู่ โดยข้อมูลในสิทธิบัตรระบุว่า สารสกัดจาก Longoza สามารถปกป้อง Collagen VII ที่เป็นส่วนประกอบที่สำคัญของบริเวณรอยต่อระหว่าง Epidermis และ Dermis เรียกว่า Dermal-Epidermal junction หรือ DEJ ซึ่งเวลาเรามีอายุมากขึ้น Collagen VII จะลดลง ทำให้บริเวณ DEJ แบนราบมากขึ้น ผิวก็จะบาง และเหี่ยวลง

อีกกลไกที่น่าสนใจ และส่วนตัวมองว่าค่อนข้าง Unique คือ ที่บริเวณ DEJ จะมีเส้นใย Elastic ที่สำคัญ อยู่ 2 ชนิด คือ Oxylatan และ Elaunin โดย Oxylatan เป็นเส้นใยบางๆ ที่เรียงตัวตั้งฉากกับกลุ่มของเส้นใย Elaunin ที่คอยยึดเอา Dermis ชั้นบน (Papillary dermis) ไว้กับ Dermis ชั้นล่าง (Reticular dermis) ทั้งหมดนี้ทำหน้าที่พยุงโครงร่างของผิวเอาไว้ให้แข็งแรง ยืดหยุ่น กระชับ ไม่มีริ้วรอย (Cotta-Pareira, et al. J Invest Dermatol. 1976; 66(3):143-148, Uitto J. (1986) Elastic Fibers. In: Bereiter-Hahn J., Matoltsy A.G., Richards K.S. (eds) Biology of the Integument. Springer, Berlin, Heidelberg.)

โดยสารสกัดจาก Longoza สามารถปกป้อง Oxylatan และ Elaunin จากรังสี UV พร้อมทั้งเสริมการสังเคราะห์เส้นใยทั้ง 2 เพิ่มขึ้น จึงมีส่วนช่วยในแง่ของการปกป้อง ฟื้นฟู และช่วยให้ชั้นผิวดูแข็งแรงขึ้น

(Image from United States Patent, US 7381436B2)

  • สารสกัดจากรากดอกโบตั๋น Peaonia lactiflora root extract มีรายงานเกี่ยวกับฤทธิ์ต้านการอักเสบ (Front Pharmacol. 2011; 2: 10.) สารสกัดจากส่วนรากประกอบด้วยสารที่มีชื่อว่า Paeoniflorin ที่มีคุณสมบัติในด้าน Whitening ผ่านการยับยั้งการสร้างเม็ดสีผิว (Int J Cosmet Sci. 2016;38(5):444-51.)
  • สารสกัดจากหัวของลิลลี่สีขาว Lilium candidum bulb extract ที่มีส่วนประกอบของสารพฤกษเคมีที่มีประโยชน์หลายกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็น Flavonoid, Saponin และ Phytosterol มีรายงานการวิจัยที่ทดสอบครีมที่มีส่วนผสมของสารสกัด Lily กับพืชอื่นๆ พบว่าให้ผลลดรอยคล้ำใต้ตาในอาสาสมัคร (J Drugs Dermatol. 2013; 12(2):154-7.) ข้อมูลจากสิทธิบัตรระบุว่าใช้เป็นสารช่วยให้ผิวขาว ผ่านการยับยั้งการสร้างเมลานิน และช่วยป้องกันผลเสียจากรังสี UVB ที่ไปเหนี่ยวนำให้เกิดจุดด่างดำ (US 8481093 B2) ข้อมูลจากผู้ผลิตระบุว่าสารสกัดนี้มีฤทธิ์ต้านการอักเสบ
  • สารสกัดจากดอก Chinese jasmine Jasminum officinale Flower Extract นอกจากส่วนของน้ำมันหอมระเหย และสารหอมแล้ว ในดอกมะลิยังมีสารพฤกษเคมีในกลุ่มของพวก Flavonoid อยู่ ซึ่งเป็น antioxidant ที่ดี

สารสกัดจากพืชดอกทั้ง 4 นี้ ทางแบรนด์นำมาผสมผสานเข้ากับเทคโนโลยี Lipopeptide ที่ได้จากกระบวนการ Bio-fermentation เพื่อช่วยนำส่งสาร โดยทางแบรนด์ได้ทดสอบในระดับหลอดทดลองกับผิวหนังเพาะเลี้ยง พบว่าระบบนำส่งนี้สามารถนำส่งสารได้เพิ่มขึ้น 30% เมื่อเทียบกับการทาแบบปกติ

  • สารบำรุงกลุ่มถัดมา จะเป็นกลุ่มของสารบำรุงสีฟ้า ซึ่งเป็นวิตามินทั้ง 3 ตัว ได้แก่ C B3 และ E ที่ให้ประโยชน์กับผิวในหลายๆ ด้าน
  • สีชมพู เป็นกลุ่มของสารเพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่ผิว ซึ่งมีด้วยกันหลายตัว เช่น
    • กลุ่มของ Hyaluronic acid 2 รูปแบบ คือ Hyaluronic acid และ Sodium acetylated hyaluronate มีประโยชน์ในการเติมน้ำเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิว
    • น้ำตาล xylitol และ Trehalose มีประโยชน์ในการเติมน้ำเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิวเช่นกัน
    • Betaine ที่เป็นอนุพันธ์ของกรดอะมิโน Glycine มีคุณสมบัติในการเติมน้ำให้ผิว พร้อมให้สัมผัสที่บางเบา นุ่มนวล
    • Hydrolyzed soy protein มีประโยชน์ในการเติมน้ำเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิวเช่นกัน ตัวนี้คุณสมบัติขึ้นกับขนาด ถ้าเป็นตัวเล็กๆ ก็อาจจะซึมผ่านผิวได้ และมีคุณสมบัติในด้านของการชะลอวัย และลดเลือนริ้วรอย แต่ส่วนมากมักจะเด่นเรื่องของความชุ่มชื้น
    • Alcaligenes Polysaccharides สารที่ได้จากกระบวนการทางเทคโนโลยีชีวภาพ ผ่านการหมักเชื้อจุลินทรีย์ใน Genus Alcaligenes ได้เป็นสารกลุ่ม Polysaccharide ที่มีประโยชน์และคุณสมบัติหลายประการ ตั้งแต่เป็นสารเพิ่มความหนืดให้ตำรับ ไปจนถึงคุณสมบัติในการเคลือบผิว รักษาความชุ่มชื้น
  • สีม่วง เป็นสารบำรุงอื่นๆ เช่น น้ำมันจาก Meadowfoam ให้คุณสมบัติในด้านความชุ่มชื้นคืนไขมันให้กับผิว Adenosine ดูแลเรื่องริ้วรอย และ สารสกัดจากสาหร่ายสีแดง Palmaria palmata ที่เป็น antioxidant และมี oligosaccharide ที่ดูแลเรื่องความชุ่มชื้น กับ Whitening

ในด้านของเบส มาในเบสแบบน้ำนม ที่มีส่วนผสมของ Alcohol เลยเกลี่ยง่าย แห้งไว ไม่เหนอะหนะ ส่วนตัวมี่เองแม้จะมีผิวผสม/แห้ง ก็ใช้ได้ไม่มีปัญหาใดๆ ส่วนผสมอื่นๆ เลือกมาได้ค่อนข้างดี ไม่มีสารที่ไม่เป็นมิตรกับผิว

ให้คะแนน

  1. สารบำรุง เรียกได้ว่าทำมาได้ค่อนข้างดี จัดมาให้ดูแลผิวได้หลายประการตามที่กล่าวไปด้านบน เสริมด้วยเทคโนโลยีต่างๆ ที่โดดเด่นของทางห้องแลป ส่วนตัวมองว่าคุ้มค่ากับราคาที่เราจะต้องจ่ายไป โดยในภาพรวม สารบำรุงทั้งหมด ดูแลผิวได้ค่อนข้างครบจบปัญหาผิวเสื่อมและอ่อนล้าตามวัย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ การชะลอวัย ป้องกันการเกิดริ้วรอย รวมถึงลดเลือนริ้วรอยที่เกิดไปแล้ว เสริมโครงสร้างชั้นผิวให้แข็งแรง ยืดหยุ่น กระชับ และให้ผิวมีสุขภาพดีไปพร้อมๆ กัน จุดนี้ขอให้ 5 ฟลาสก์
  2. ส่วนผสมอื่นๆ ตามที่ได้กล่าวไปในด้านบน แม้ส่วนผสมเกือบทั้งหมดจะเป็นมิตรกับผิว แต่ด้วยความมี Alcohol เลยขอหักออก 1 คะแนน เหลือ 4 ฟลาสก์
  3. การใช้งาน ส่วนตัวชอบเนื้อสัมผัสของเซรั่ม ที่ซึมไว แห้งไว ไม่เหนอะหนะ และเอามาใส่ไว้ในลำดับต้นๆ ของ Skincare regimen เพราะเนื้อมีความบางเบา ไม่เหนอะหนะ แม้จะมาในรูปแบบของน้ำนม ก่อนจะลงทับด้วย moisturizer อื่นๆ ต่อไป ในด้านของประสิทธิภาพ หลังจากทดลองใช้มาราวๆ เดือนกว่า ร่วมกับเซรั่มอีกชิ้นของทาง Dior (ที่จะมารีวิวอีกทีในโอกาสหน้า) และสกินแคร์อื่นๆ ใน Regimen ส่วนตัวรู้สึกว่าผิวหน้ารู้สึกฟู อวบอิ่ม มีความกระชับ ยืดหยุ่น มีสุขภาพดี มี Complexion สีชมพูระเรื่อ ไม่ดูซีดเหมือนก่อนเริ่มใช้  จุดนี้ขอให้ 5 ฟลาสก์

สุดท้ายนี้ต้องขอขอบคุณทาง Sponsor แบรนด์ Dior ประเทศไทย ที่ส่งผลิตภัณฑ์ดีๆ มาให้มี่ได้ทดลองใช้ และขอบคุณทุกๆท่านด้วยค่ะ ที่ติดตามรับชมมาจนจบ

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถสอบถามได้ที่ทาง Dior โดยตรงเลยนะคะ

สำหรับวันนี้คงต้องลากันไปเท่านี้ พบกันใหม่โอกาสถัดไป สวัสดีค่ะ

Disclaimer/conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับมาจากทางแบรนด์ Dior ประเทศไทย การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสม/วัตถุดิบตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล ผู้เขียนไม่ได้มีผลประโยชน์ใดๆในการขายสินค้าและไม่ได้รับค่าตอบแทนในการรีวิว โปรดใช้วิจารณญาณ

Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสมเวชสำอางสายคลีนแบรนด์ดัง Kamedis กลุ่ม AC-clear Breakouts control kit ครบเซ็ต

สวัสดีค่ะ

วันนี้มี่มีรีวิวผลิตภัณฑ์สำหรับดูแลปัญหาสิวตัวเด่นตัวดังตัวหนึ่งมาฝากกันนะคะ

เป็นเซ็ตผลิตภัณฑ์ดูแลสิวจากแบรนด์ Kamedis ซึ่งส่วนตัวเข้าใจว่าหลายๆ ท่านน่าจะเคยได้ยินชื่อแบรนด์ แบรนด์นี้มาบ้าง แบรนด์นี้มีต้นกำเนิดมาจากประเทศอิสราเอลค่ะ

โดยที่มาของแบรนด์ก็น่าสนใจนะคะ เริ่มมาจากคุณ Roni Kramer เธอมีปัญหาผิว เธอเลยเสาะแสวงหาวิธีการแก้ปัญหาผิวไปเรื่อยๆ จนมีโอกาสได้เรียนการแพทย์แผนจีน และเอาความรู้ที่ได้มาบูรณาการเข้ากับวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ เลยกลายเป็นผลิตภัณฑ์ของ Kamedis ขึ้นมาค่ะ

ภายใต้คอนเซปท์ East meets West, tradition and innovation, safety and effectiveness

และสโลแกน “Balance, Nature, Science” ค่ะ

(Image from Kamedis Official Website)

สำหรับผลิตภัณฑ์ที่มี่มารีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสมวันนี้เป็นเซ็ตดูแลปัญหาสิว AC-Clear Breakouts control kit นั่นเองค่ะ

ในเซ็ตๆ นี้ประกอบด้วยผลิตภัณฑ์จำนวน 3 ชิ้น ได้แก่ Cleanser, Spot treatment และ Face cream ค่ะ มีหน้าตาประมาณนี้

สำหรับเซ็ตนี้ประกอบด้วยผลิตภัณฑ์ 3 ชิ้น ได้แก่ Cleanser, Cream และ Spot treatment

จากคอนเซปท์ Balance, Nature, Science ทางแบรนด์ได้ทดสอบประสิทธิภาพในอาสาสมัคร พบว่าผิวดูสะอาดขึ้น และปัญหาสิวดีขึ้นภายใน 12 ชั่วโมงหลังใช้งานค่ะ

สำหรับสมุนไพรหลักของกลุ่มนี้ จะเป็นสมุนไพรสูตรผสมที่มีสิทธิบัตรรองรับ ตัวหลักจะเป็นตัว Purslane (Portulaca oleracea) ร่วมกับสมุนไพรอื่นอีก 6 ชนิด ได้แก่ Amur Cork Tree (Phellodendron Amurense), Great Burnet (Sanguisorba Officinalis), Chinese Rhubarb (Rheum Palmatum), Baikal Skullcap (Scutellaria Baicalensis), and Chrysanthemum (Chrysanthemum Indicum)

เริ่มกันที่ตัว Cleanser เลยนะคะ

Cleanser ของเขามาในรูปหลอดประมาณนี้ค่ะ

เนื้อเป็นเนื้อแบบโฟม ปริมาณของฟองจะไม่เยอะมากนัก หลังล้างยังคงสบายผิว ไม่แห้งตึง และไม่ระคายเคือง

ค่า pH หลังละลายน้ำอยู่ที่ราวๆ 5 – 6 นะคะ ถือว่ากำลังเหมาะเลย

สำหรับส่วนผสมของโฟมล้างหน้าจะเป็นตามนี้ค่ะ

ในภาพรวมสูตรของ Cleanser มาด้วยความอ่อนโยน มีสารไขมันที่คอยป้องกันไม่ให้ผิวแห้งจนเกินไปหลังล้าง และเสริมสารบำรุงที่เป็นพระเอกอย่างสารสกัดของ Purslane และ Salicylic acid ที่เป็น BHA

ส่วนผสมของ Cleanser มี่ทำสีไว้ 5 สีนะคะ

  • ส่วนของสีม่วงจะเป็นกลุ่มของสารทำความสะอาด ซึ่งทุกตัวมีความอ่อนโยนกับผิวเป็นอย่างดี
  • สีชมพู เป็นสารสกัดจาก Purslane พระเอกของผลิตภัณฑ์กลุ่ม AC-control ค่ะ ซึ่งตรงนี้เดี๋ยวจะกล่าวอีกรอบตอนรีวิวเซรั่มนะคะ
  • สีฟ้า สารสกัดจากพืชในกลุ่มของ Soapberry ประกอบด้วยสารกลุ่ม Saponin มีคุณสมบัติในการทำความสะอาดเช่นกัน
  • สีน้ำตาล คือ Salicylic acid ตัวนี้เป็น BHA ที่ละลายได้ไขมัน มีคุณสมบัติละลายสิ่งอุดตันภายในรูขุมขน และลดการระคายเคือง
  • สีเขียว เป็นไขมันที่เติมเข้ามา ในทางเครื่องสำอางนิยมเรียก Super fat เพื่อป้องกันผิวแห้งตึงหลังล้างออก และตัวที่น่าสนใจคือ Lauroyl lysine ซึ่งเป็นสารลูกผสมระหว่างกรดอะมิโน Lysine กับกรดไขมัน เป็นสารปรับ Feeling ให้ความรู้สึกนุ่มนวล และอาจเกาะติดผิว ให้คุณสมบัติเพิ่มความชุ่มชื้น

ต่อมาจะเป็นตัว Spot treatment หน้าตาเป็นประมาณนี้ค่ะ

เนื้อจะออกสีส้ม อมน้ำตาล ซึ่งทางแบรนด์เคลมว่าเป็นสีของสารสกัดจากพืชที่ใส่ลงไป มีกลิ่นแนวสมุนไพรตามธรรมชาติ

ลองดูที่ส่วนผสมก็คือเขาไม่ได้แต่งสี ส่วนตัวก็เลยคิดว่าเป็นสีจากพวกสารสกัดเหมือนกันค่ะ

สำหรับตัวนี้มี่ไม่ได้วัดค่า pH ให้นะคะ

ส่วนผสมเป็นดังนี้ค่ะ

ในภาพรวม Spot treatment นี้มาในรูปแบบของเจลเบสน้ำ ไม่มีส่วนผสมของน้ำมัน และซิลิโคน ใช้สารบำรุงหลายชนิด คือ กลุ่มของสาร Signature combination ของกลุ่มนี้ รวมถึง BHA และสารสกัดที่มีสิทธิบัตรรองรับ อย่างชุดสีชมพู

แต่ว่ามีแอลกอฮอล์ ซึ่งติดมากับวัตถุดิบด้วยส่วนหนึ่ง สำหรับแอลกอฮอล์ตรงนี้ส่วนตัวมองว่าน่าจะมีประโยชน์ในการชะ และทำความสะอาดรูขุมขน เหมาะกับสภาพผิวมัน เพราะคนที่เป็นสิวส่วนใหญ่มักจะมีผิวมัน ลองมาดูรายละเอียดกันนะคะ

  • สีชมพู สูตรผสมของ Capryloyl Glycine & Hexylene Glycol & Sarcosine & Cinnamomum zeylanicum Bark Extract ตัวนี้มีชื่อว่า SepicontrolTM A5 ของบริษัท Seppic ประเทศฝรั่งเศส ทางผู้ผลิตวัตถุดิบมีการทดสอบทั้งในระดับหลอดทดลอง และในอาสาสมัคร พบว่าส่วนผสมชุดนี้มีประโยชน์ในด้านของ การยับยั้งการเพิ่มจำนวนของเชื้อแบคทีเรีย เสริมภูมิคุ้มกันให้ผิว การลดการอักเสบระคายเคือง ควบคุมการสร้างน้ำมันจากต่อมไขมัน ปรับสมดุลการแบ่งตัวเพิ่มจำนวนของผิวในรูขุมขน ซึ่งมีประโยชน์ในด้านของลดการอุดตัน และยับยั้งเอนไซม์ Lipase ที่แบคทีเรียสร้างออกมา เมื่อมี Lipase นางจะไปย่อยสลายไขมันจากต่อมไขมัน ทำให้เกิดอาการการอักเสบต่างๆ ตามมาคู่กับอาการของสิว วัตถุดิบชุดนี้มีสิทธิบัตรรองรับ (US20040228822A1)
  • สีเขียวอ่อน สูตรผสมของ Propanediol (and) Picea abies Extract และ Alcohol เป็นสารสกัดของ เนื้อไม้ Norway Spruce มีคุณสมบัติเป็น Antioxidant ที่ดี และมีความเสถียรสูง
  • สีน้ำตาล คือ BHA ตามที่ได้กล่าวไปด้านบน
  • สีฟ้า เป็นสูตรผสมของสารสกัดที่เป็น Signature ของผลิตภัณฑ์กลุ่มนี้ค่ะ ได้แก่
    • สารสกัดจาก Portulaca oleracea หรือ Purslane มีรายงานเกี่ยวกับฤทธิ์กระตุ้นการสมานแผล (Wound healing) (J Ethnopharmacol. 2003; 88(2-3):131-6.) ลดการอักเสบ (J Ethnopharmacol. 2000; 73(3):445-51.) และมีคุณสมบัติเป็น Antioxidant (J Med Plants Res. 2011; 5(9):1589-1593) นอกจากนี้ ทางผู้ผลิตวัตถุดิบหลายๆ เจ้า ก็กล่าวว่ามีประโยชน์ในด้านของการควบคุมความมัน และกระชับรูขุมขน
    • สารสกัดจาก Sapindus mukorossi หรือ Soapberry มีรายงานว่าเป็น Antioxidant มีประโยชน์ในด้านของการลดการอักเสบระคายเคือง ให้ความรู้สึกสบายผิว ในส่วนของเมล็ดมีรายงานว่ายับยั้งการทำงานของเอนไซม์ Tyrosinase ที่เป็นเอนไซม์สำหรับสร้างเม็ดสี Melanin (Rev Inst Med Trop Sao Paulo. 2012; 54(5):273-80.) ตรงนี้ส่วนตัวมองว่าน่าจะมีประโยชน์ในด้านของการดูแลปัญหารอยดำจากสิว
    • สารสกัดจาก Phellodendron amurense หรือ Amur cork tree ตัวนี้เป็นพืชในยาจีนชนิดหนึ่ง มีรายงานเกี่ยวกับประโยชน์ในด้านของการลดการอักเสบระคายเคือง (Int Immunopharmacol. 2014; 19(2):214-20.)
    • สารสกัดจาก Sanguisorba officinalis หรือ Great burnet มีรายงานว่าประกอบด้วยสารกลุ่ม Flavonoid ที่เป็น Antioxidant ที่ดี มีรายงานว่ามีคุณสมบัติต้านเชื้อจุลชีพได้หลายชนิด (Pharm Chem J. 2016; 50(4): 244–249.)
    • Rheum palmatum สารสกัดจาก Rhubarb ผู้ผลิตวัตถุดิบกล่าวว่าประกอบด้วยสารในกลุ่ม Phenolic หลายชนิด มีประโยชน์เป็น Antioxidant และมีคุณสมบัติในการต่อต้านเชื้อจุลชีพบางประเภท
    • Scutellaria baicalensis extract สารสกัดจาก Skullcap ประกอบด้วยสารฟลาโวนอยด์ที่ชื่อ Baicalin กับ wogonin ที่ให้ผลลดการอักเสบในผิว ปกป้องไม่ให้รังสี UV ทำลายคอลลาเจนในผิว โดยไปมีผลยับยั้งไม่ให้เอนไซม์ MMP เพิ่มจำนวนขึ้น (Eur J Pharmacol. 2011; 661(1-3):124-32.)
    • Chrysanthemum indicum extract สารสกัดจากดอกไม้ในวงศ์เดียวกับดาวเรือง ข้อมูลจากผู้ผลิตวัตถุดิบกล่าวว่า ประกอบด้วยสารในกลุ่ม Phenolic หลายชนิด และ Saponin ที่มีประโยชน์ในเรื่องการต้านอนุมูลอิสระ ลดการอักเสบ ลดการบวมน้ำ ปกป้องผิวหนังจากรังสี UV

ดังนั้นโดยสรุปคือ Spot treatment ตัวนี้จัดมาเต็มมาก แน่นมาก เรียกได้ว่าดูแลครบจบทุกปัญหาสิวเลยในหลอดเดียว

สุดท้ายขอปิดรีวิวด้วยตัวครีมบำรุงนะคะ

หน้าตาเป็นประมาณนี้

เนื้อครีมมีสีออกส้มอมน้ำตาล มีกลิ่นไปในแนวสมุนไพรเฉพาะตัว

เนื้อครีมค่อนข้างให้สัมผัสเย็น เกลี่ยง่าย เบาสบายผิว ไม่เหนอะหนะ

ส่วนผสมของตัว Face cream เป็นดังนี้ค่ะ

สำหรับตัวของครีม ในภาพรวมจะเป็นรูปแบบครีม หรือ เจลครีม ที่มีส่วนผสมของน้ำ กับน้ำมันที่มีเนื้อบางเบา สารบำรุงคล้ายกับตัวเซรั่ม เพียงแต่มีการเสริมเอา Plankton extract กับวิตามินซี เข้ามา และปรับสารสกัดในตำรับนิดหน่อย จึงขอกล่าวถึงตัวที่เพิ่มมานะคะ

  • สีม่วง สูตรผสมของ Plankton Extract & Phenethyl Alcohol ตัวนี้คาดว่าจะมีชื่อทางการค้าว่า EPS SEAFILL PA ของบริษัท CODIF Technologie Naturelle ประเทศฝรั่งเศส ส่วนผสมชุดนี้ทางผู้ผลิต Claim ไปในเชิงของด้านการชะลอวัย ลดริ้วรอย และปรับสภาพผิวให้ดูเรียบเนียน

ซึ่งส่วนตัวมองว่า การเอาวัตถุดิบกลุ่มลดเลือนริ้วรอยมาใส่ในผลิตภัณฑ์ดูแลสิว น่าจะมีประโยชน์ในแง่ของการลดเลือนรอยแผลเป็นจากสิว

สำหรับวันนี้ในการให้คะแนนขอหยิบยกเอา Spot treatment มาให้คะแนนนะคะ

  1. สารบำรุง ตามที่ได้กล่าวไปในด้านบน ตัวสารบำรุงที่ทางแบรนด์เลือกใส่มา ไม่ว่าจะเป็นสูตรผสมสิทธิบัตร และ สารควบคุมความมัน ลดการอักเสบระคายเคือง รวมไปถึงพวก Antioxidant พวกที่ต่อต้านจุลชีพ และ พวก Whitening ต่างๆ ถือว่าทำมาได้ตอบโจทย์เลยหละ ทั้งปัญหาตัวสิวเอง การอุดตัน ความมัน รอยแดง และรอยดำ ถือว่าทำมาได้ค่อนข้างดี รับไป 5 ฟลาสก์
  2. ส่วนผสมอื่นๆ ด้วยความที่มีการใช้ Alcohol ซึ่งตรงนี้ส่วนตัวเข้าใจว่าติดมากับวัตถุดิบบางตัว และ อาจใส่เสริมเพื่อปรับสภาพครีมให้แห้ง ไม่มันเยิ้ม ให้ความรู้สึกสดชื่น ซึ่งค่อนข้างเหมาะกับคนผิวมัน ซึ่งมักพบปัญหาสิวอยู่บ่อยๆ แต่มีก็คือมี เลยขอหักไป 1 ฟลาสก์ ตัววัตถุดิบที่เหลือ เลือกใช้ได้อย่างดี ลงตัว และไม่มีสารที่ไม่เป็นมิตรกับผิวอยู่เลย รับไป 4 ฟลาสก์
  3. การใช้งาน ส่วนตัวนานๆ ทีจะมีปัญหาเกี่ยวกับสิว เลยเอาตัว Spot treatment ไปให้หลานลองใช้ ถือว่าตอบโจทย์ หลาน Happy กับเรื่องการดูแลสิว แต่แค่เวลาราวๆ 2 อาทิตย์ อาจจะยังเห็นผลไม่ชัดเจนเนาะ ตัวหลานเองก็บอกว่าไม่ได้แสบหรือยุบยิบอะไรแต่อย่างใด ส่วนตัวครีม มี่เอามาใช้เองเป็นตัวบำรุงในช่วงกลางวัน ทาเฉพาะตรง T-zone ช่วงบ่ายๆ เย็นๆ นี่คือ ช่วยทำให้เมคอัพดูสดเหมือนพึ่งแต่ง ให้ความรู้สึก Matte แต่ไม่แห้งตึง จุดนี้ถ้าเอาความรู้สึกของมี่มาเป็นเกณฑ์ขอให้ไปที่ 4 ฟลาสก์ค่ะ แต่คนผิวแห้งอาจจะไม่ไหวนะคะ ตัวนี้ค่อนข้าง Matte เลยแหละ ส่วนคนผิวมันน่าจะชอบค่ะ

สุดท้ายนี้ต้องขอขอบคุณทางตัวแทนจำหน่ายของแบรนด์ Kamedis ด้วยนะคะ ที่ส่งผลิตภัณฑ์ดีๆ มาให้มี่ได้ทดลองใช้ และขอบคุณทุกท่านด้วยค่ะที่ติดตามรับชมมาจนจบ

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ทางเพจ Inskin Lab ซึ่งเป็น Official Distributor ของ Kamedis ในไทยได้เลยนะคะ

https://www.facebook.com/inskinlab.th

พบกันใหม่โอกาสถัดไป สวัสดีค่ะ

Disclaimer/conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากทางแบรนด์ Kamedis การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสมตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล และผู้เขียนไม่ได้มีผลประโยชน์ใดๆในการขายสินค้า โปรดใช้วิจารณญาณ

Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสมเซรั่มน้องใหม่คนสุดท้องจาก DermArtlogy Ageless potent rejuvenating serum เซรั่มที่อัดแน่นด้วยส่วนผสมอันอลังการ เลอค่าสมการรอคอย

สวัสดีค่ะทุกท่าน วันนี้มี่มีรีวิวผลิตภัณฑ์ใหม่ที่น่าสนใจจากทางแบรนด์ DermArtlogy มาฝากกันนะคะ

เป็นเซรั่มน้องใหม่ล่าสุดที่ทางแบรนด์พึ่ง Launch ออกมาสู่ตลาด ใหม่มากๆ ชนิดที่ว่าบนเว็บไซต์ของเกาหลี ยังไม่ได้เอาผลิตภัณฑ์นี้ขึ้นเลยค่ะ

เรียกได้ว่าบ้านเรา Exclusive สุดๆ เลย ที่มีโอกาสได้ทดลองผลิตภัณฑ์ตัวนี้ก่อนใคร

ผลิตภัณฑ์วันนี้มีชื่อว่า Ageless potent rejuvenating serum หน้าตาเป็นแบบนี้นะคะ

ตัวของแพคเกจจะออกมาคล้ายกับตัว Ageless สูตรแรกนะคะ

ด้านในเป็นขวดแบบมีหลอดหยด ที่ต้องหมุนก่อนแล้วปุ่มกดเพื่อดูดเนื้อเซรั่ม คล้ายๆ กับ Ageless สูตรแรก

สำหรับสูตรนี้และสูตรแรกจะแตกต่างกันที่เนื้อของเซรั่ม และส่วนผสมค่ะ

ถ้าท่านใดสนใจตามไปอ่าน รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสมของ Ageless Barrier Rejuvenating serum สามารถตามไปอ่านได้ที่ลิงค์นี้นะคะ

https://cosmeknowledge.wordpress.com/2020/03/03/dermartlogy-serum/

โดยในสูตรใหม่เนื้อเซรั่มเป็นเนื้อแบบน้ำนม ความหนืดเล็กน้อย ด้วยความที่ไม่มีน้ำหอม เลยจะได้กลิ่นจางๆ ของวัตถุดิบอยู่ค่ะ

เกลี่ยได้ง่าย ซึมไว แห้งไว ไม่เหนอะหนะ ไม่เหนียว ไม่เยิ้ม ไม่เป็นเมือก

ค่า pH อยู่ที่ราวๆ 5 – 6 นะคะ

ส่วนตัวมี่มีโอกาสได้ใช้เซรั่มดังกล่าวมาราวๆ 1 เดือน รู้สึกว่าสุขภาพผิวดีขึ้น ผิวนุ่ม และเนียนละเอียดขึ้น รู้สึกว่าผิว Firm และแน่นกระชับขึ้น

สำหรับด้านริ้วรอย กับ Whitening ส่วนตัวมี่ยังไม่มีปัญหาในจุดนี้ เลยยังตอบชัดแบบฟันธงไม่ได้ค่ะ ลองประเมินด้วยภาพถ่าย จะเป็นประมาณนี้นะคะ

ถ่ายโดยใช้แสง Flash เพื่อลดผลกระทบจากสภาวะแสงที่ไม่เท่ากัน หลังจากตื่นนอน ก่อนล้างหน้า

ผลจากรูป ก่อนใช้ Undertone ของผิวจะออกติดสีแดง/ชมพู ซึ่งไม่แน่ใจว่าเป็นอาการอักเสบ หรือ ระคายเคืองในผิวหรือไม่ พอเป็นของ week 2 และ week 4 แดงดูเหมือนจะจางลง แต่สำหรับ week 4 ดูเหมือนจะออกสี undertone ติดชมพูเล็กน้อย คล้าย Before แต่จางกว่า

ในจุดนี้เลยค่อนข้างสงสัยว่า ตัวเซรั่มนี้ให้ประโยชน์ด้านรอยแดง Whitening และเสริมความแข็งแรงได้ หรือเป็น Effect จากการวางกล้อง แสงตกกระทบ ซึ่งการใช้ Flash น่าจะช่วยลดทอนเรื่องของแสงได้บางส่วน

ถ้าเป็นด้านความรู้สึกก็ตามที่ได้เล่าให้ฟังในด้านบนค่ะ สำหรับส่วนผสมเป็นดังนี้ค่ะ

ในภาพรวมเซรั่มตัวนี้ทำมาในเบสแบบน้ำนม มีส่วนผสมของน้ำ และ น้ำมัน ไม่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ และซิลิโคน

ส่วนผสมจะออกมาคล้ายๆกับ ตัว Barrier rejuvenating serum แต่แตกต่างกันเล็กน้อยค่ะ

จุดที่น่าสนใจมากๆ คือการเลือกใช้ส่วนผสมของ Bakuchiol เข้ามาเพื่อให้ประโยชน์ในด้านริ้วรอยค่ะ

Ingredient ที่เป็นตัวหลักมี่แทนด้วยสีชมพูนะคะ

  • Bakuchiol สารตัวนี้จัดเป็นสารในกลุ่มของ Meroterpene ที่ได้จากพืชชนิดหนึ่งที่มีชื่อว่า Psoralea corylifolia พืชนี้เป็นพืชเก่าแก่ มีใช้ทั้งในตำรับยาจีน และตำรับอายุรเวท นอกจากนี้ยังสามารถพบได้ในพืชอีกหลายชนิด มีการศึกษาหนึ่งเมื่อปี 2014 ศึกษาผลของ Bakuchiol เทียบกับ Retinol เทียบกับผิวหนังสังเคราะห์ที่เพาะเลี้ยงขึ้นมา สรุปความได้ว่า Bakuchiol ออกฤทธิ์คล้ายกับ Retinol ทั้งในแง่ของการเสริมการสังเคราะห์คอลลาเจน เสริมการสังเคราะห์โปรตีนและยีนอีกหลายชนิดที่เกี่ยวกับความ Firm ของผิว และยังเสริมการสังเคราะห์ Aquaporin-3 ที่มีประโยชน์ในการกักเก็บน้ำของผิว ต่อมา ทางทีมวิจัยเอาไปทดลองในอาสาสมัคร โดยให้ทาที่บริเวณตีนกาวันละ 2 ครั้ง เป็นเวลา 12 อาทิตย์ พบว่า เครื่องสำอางที่มีส่วนผสมของ Bakuchiol มีประโยชน์ในการลดริ้วรอย เพิ่มความกระชับและความยืดหยุ่น รวมถึงปรับสภาพสีผิวให้สม่ำเสมอมากขึ้น (Chaudhuri and Bojanowski. Int J Cosmet Sci. 2014;36(3):221-30.) ต่อมามีการทดสอบในอาสาสมัครอีกครั้งในปี 2018 เทียบกับ Retinol พบว่าให้ผลในด้านของการลดเลือนริ้วรอย และปรับสภาพสีผิวให้สม่ำเสมอ เช่นเดียวกัน แต่อาสาสมัครกลุ่มที่ใช้ Bakuchiol มีอาการข้างเคียงน้อยกว่า (Dhaliwal, et al. Br J Dermatol. 2019;180(2):289-296.) ในภาพรวมส่วนตัวมองว่า Bakuchiol มีประโยชน์ในเชิงของริ้วรอย ความกระชับ ความยืดหยุ่นของผิว รวมไปถึงความชุ่มชื้น และการปรับสีผิวให้สม่ำเสมอมากขึ้น
  • Hexacarboxymethyl dipeptide-12 ตัวนี้มีชื่อทางการค้าว่า AquatideTM ซึ่งเป็นเปปไทด์ตัวดังที่มาจากทางเกาหลี เปปไทด์ตัวนี้มีคุณสมบัติหลายประการเลยค่ะ โดยทางผู้ผลิตเคลมว่าเป็น Skincare vaccine ช่วยให้ผิวเราแข็งแรง โดยสารมีคุณสมบัติเพิ่มการทำงานของ Barrier ผิว ลดการระเหยของน้ำออกจากผิว ต่อต้านอนุมูลอิสระ และมลภาวะ ลดการอักเสบ และปรับสมดุลให้แก่ผิว นอกจากนี้ยังเสริมกระบวนการ Autophagy ตามธรรมชาติของผิว ซึ่งเป็นเสมือนการ Recycle องค์ประกอบของเซลล์ผิวที่แก่และทำงานได้น้อยลง มาสร้างเป็นเซลล์ใหม่ที่แข็งแรงอีกครั้ง จึงมีประโยชน์ในด้านของการชะลอวัย โดยรายละเอียดเรื่อง Autophagy มี่เคยกล่าวไว้แล้วในรีวิวเดิมของสูตร Barrier นะคะ

และท่านที่สนใจเรื่อง Aquatide สามารถตามไปอ่าน Aquatide แบบละเอียดได้ที่ลิงค์นี้นะคะ

(https://cosmeknowledge.wordpress.com/2019/06/11/spotlight-aquatide/)

  • Methyl caprooyl tyrosinate ตัวนี้มีชื่อทางการค้าว่า Defensamide ออกฤทธิ์โดยไปเพิ่มการสังเคราะห์ Antimicrobial peptides (AMP) ตามธรรมชาติของผิว จึงส่งเสริมและปกป้องผิวจากเชื้อจุลินทรีย์ นอกจากนี้ผู้ผลิตวัตถุดิบยังกล่าวว่า มีคุณสมบัติเพิ่มความชุ่มชื้น ลดการอักเสบระคายเคือง และลดการระเหยของน้ำออกจากผิว ไปพร้อมๆกัน

ส่วนที่เหลือจะคล้ายๆกับสูตรเดิมนะคะ มี่จะขอกล่าวอีกรอบในนี้เลยค่ะ

สีลาเวนเดอร์ เป็นกลุ่มของไขมันและน้ำมันต่างๆ มี่ขอหยิบเฉพาะตัวที่น่าสนใจมาเล่าให้ฟังนะคะ

  • Myristoyl/palmitoyl oxostearamide/arachamide MEA ตัวนี้มีชื่อย่อว่า PC-9S เป็นสิทธิบัตรของทาง Neopharm อิงตามสิทธิบัตรอเมริกา US patent US6221371B1 ของปี 2001 Claim ว่าให้ประโยชน์ในการเหนี่ยวนำให้ผิวสร้างไขมันใหม่ออกมาฟื้นฟู Barrier ผิวที่เสียหาย มีรายงานการวิจัยทดสอบประสิทธิภาพของสารนี้ในหนูทดลอง พบว่า ตัวนี้เมื่อใช้ร่วมกับไขมันชนิดที่มีในผิว (Physiological lipids) สามารถกระตุ้นให้ผิวเรามีการสร้างตัวรับที่มีชื่อว่า PPAR-α ออกมา ซึ่งมีประโยชน์ในการลดการอักเสบของผิว และสามารถต้านผลเสียของสเตียรอยด์ที่ไปทำให้ผิวบาง Barrier ผิวเสื่อม น้ำระเหยออกจากผิวได้มาก การใช้ PC-9S จะช่วยเร่งการฟื้นฟู Barrier ผิวได้ดีขึ้น (Arch Dermatol Res. 2015 Nov;307(9):781-92.)
  • Caprylamide MEA ตัวนี้มีชื่อทางการค้าว่า Dualgaurd-7 ซึ่งเป็นส่วนผสมที่ทำงานเสริมกับ Aquatide โดยช่วยให้ Aquatide ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น เสริมกระบวนการ Autophagy การสังเคราะห์ collagen และลดการสร้างสารก่อการอักเสบอย่าง Interleukin (IL) IL-6 และ IL-7

ว่าแต่ทำไมต้องมี Autophagy นั่นก็เพราะว่าจากข้อมูล นักวิทยาศาสตร์พบว่า การสังเคราะห์โปรตีนต่างๆของร่างกาย มักจะมีการเรียงตัวผิดๆ (Misfolded) อยู่ราวๆ 30% พอมันเรียงตัวผิด การทำงานต่างๆ ก็ทำได้ไม่ดี หรือทำงานไม่ได้เลย กลายเป็นขยะชิ้นหนึ่ง ร่างกายเรามีวิธีการกำจัดพวกขยะโปรตีนนี้หลายวิธี 1 ในนั้นคือการ Autophagy ที่จะไปทำลายโปรตีนที่เรียงตัวผิดๆ และเอาส่วนประกอบมา Recycle ใหม่

Autophagy สามารถเกิดได้จากหลายๆกลไก โดยกลไกหนึ่งที่สำคัญคือ เกิดผ่านเส้นทาง (Pathway) p62 เมื่อมี p62 เยอะๆ การเกิด autophagy จะน้อยลง (Liu, W.J., Ye, L., Huang, W.F. et al. Cell Mol Biol Lett 21, 29 (2016). https://doi.org/10.1186/s11658-016-0031-z)

สำหรับในด้านของการเกิด Autophagy นั้น ข้อมูลการทดสอบในระดับหลอดทดลองของทาง Neopharm กล่าวว่า Caprylamide MEA ไปมีผลเสริมการเกิด Autophagy โดยไปลดการสังเคราะห์ p62 ซึ่งเป็นโปรตีนที่ทำหน้าที่สำคัญๆ หลายอย่าง รวมทั้งเป็น Autophagy adaptor ที่ช่วยควบคุมกระบวนการ Autophagy ให้เกิดขึ้นได้อย่างสมดุล

ถ้าเป็นที่ผิว ก็จะช่วยให้ผิวเราแข็งแรง และชะลอความแก่ให้ผิว

  • Phytosterols และ Sterols จาก Rapeseed (Brassica campestris sterols) มีคุณสมบัติในการลดการอักเสบระคายเคือง
  • Cholesterol เป็นส่วนหนึ่งของ Barrier ผิว จึงช่วยทดแทนไขมันที่เป็น Barrier ให้กับผิว
  • น้ำมันแมคคาเดเมีย ประกอบด้วยกรดไขมันที่เป็นส่วนหนึ่งของ Barrier ผิว จึงช่วยทดแทนไขมันที่เป็น Barrier ให้กับผิว

สีฟ้า เป็นกลุ่มของสารเติมน้ำให้กับผิว มี่ขอหยิบเฉพาะตัวที่น่าสนใจมาเล่าให้ฟังนะคะ

  • Panthenol หรือ โปรวิตามินบี 5 นอกจากประโยชน์ในการเพิ่มความชุ่มชื้นแล้ว นางยังมีคุณสมบัติในการลดการอักเสบและระคายเคืองของผิวด้วย
  • Hyaluronic acid 2 รูปแบบ มีประโยชน์ในการเติมน้ำให้ผิวเช่นกัน

สีเขียวแก่ เป็นสารสกัดจากบัวบก และสารบริสุทธิ์ที่พบได้ในบัวบก

  • Centella asiatica extract คือ สารสกัดจากบัวบก ซึ่งมีประโยชน์ต่อผิวในหลายประการ ตัวนี้ทางแบรนด์เคลมว่าเป็นสารสกัดจากบัวบกในรูปแบบ Medical grade ที่มีความบริสุทธิ์สูง
    ซึ่งถ้าดูตามลำดับส่วนผสมจะเห็นว่ามีการใช้สารสกัดจากบัวบกในลำดับแรก โดยข้อมูลที่ได้จากทางแบรนด์คือ ใส่มาในความเข้มข้นสูงถึง 50% และยังเสริมสารบริสุทธิ์ที่เป็นสารสำคัญหลัก (Active phytochemicals) ในบัวบก อย่าง Madecassoside, Asiaticoside, Madecassic acid, และ Asiatic acid เข้ามาทั้งครอบครัว ซึ่งสารเหล่านี้มีประโยชน์ในด้านการลดการอักเสบ เสริมการสมานแผล ชะลอวัยลดเลือนริ้วรอย เป็น Antioxidant และอื่นๆอีกหลายด้าน

ขอกล่าวถึง Madecassoside เล็กน้อยนะคะ เพราะเป็นสารที่มีการศึกษารองรับว่า มีคุณสมบัติที่ดี มีมีคุณสมบัติในการต่อต้านการอักเสบ เป็น Anti-oxidant ชะลอวัย รวมไปถึงความสามารถในการเสริมการทำงานของ Fibroblast ให้สังเคราะห์ Collagen ได้ดีขึ้น (Burns. 2012; 38(5):677-84.) ซึ่งน่าจะให้ประโยชน์ไปในเชิงด้านของการลดเลือนริ้วรอย

ส่วนสารบำรุงที่เหลือก็เรียกได้ว่า เลือกมาได้น่าสนใจไม่แพ้กันนะคะ ไม่ว่าจะเป็น Niacinamide ที่มีประโยชน์ที่ดีกับผิวหลายอย่าง รวมไปถึง Zinc gluconate และ สารยอดฮิตอย่าง Allantoin และ Dipotassium glycyrrhizate ที่ให้ประโยชน์ในเชิงของการลดการอักเสบระคายเคืองของผิว และให้ความรู้สึกสบายผิว

และอีกจุดที่สำคัญคือ ในส่วนผสมไม่มีสารที่ไม่เป็นมิตรกับผิวอยู่เลยค่ะ

มาให้คะแนนกันดีกว่าค่ะ

  1. สารบำรุง เซรั่มตัวนี้เป็นเซรั่มที่อัดแน่นมาด้วยสารบำรุงที่ให้ประโยชน์พร้อมกัน ทั้งด้านของการลดเลือนริ้วรอย จุดด่างดำ ปรับสภาพสีผิวให้สม่ำเสมอ พร้อมๆกับ การเสริมสร้างและฟื้นฟู Barrier ผิวที่อาจจะเสื่อมลงตามวัย ในภาพรวมก็จะช่วยให้ผิวสุขภาพดี มีความทนทานต่อมลภาวะต่างๆมากขึ้น จุดนี้ถือว่าทำมาได้ค่อนข้างดีและลงตัวมาก ให้ไป 5 ฟลาสก์
  2. ส่วนผสมอื่นๆ ไม่มีส่วนผสมของสารที่ไม่เป็นมิตรกับผิว เลยไม่มีจุดให้หักคะแนน รับไป 5 ฟลาสก์
  3. การใช้งาน ในส่วนของการใช้งาน จากที่ได้เล่าให้ฟังในด้านบน ส่วนตัวมองว่าค่อนข้างตอบโจทย์ ในด้านของความกระชับผิว เรื่องของรูขุมขน ทำให้ผิวดูมีสุขภาพดีขึ้น ความมันระหว่างวันลดลง แต่งหน้าได้ติดทนมากขึ้น มีความชุ่มชื้น และเรียบเนียนมากขึ้น สำหรับเรื่องจุดด่างดำ และ ริ้วรอย ส่วนตัวมี่ยังไม่ได้มีปัญหาด้านนี้นะคะ ผลเลยอาจจะยังออกมาไม่ชัดเจนค่ะ แต่สิ่งที่ได้หลังจากได้ทดลองใช้มาร่วมๆ เดือนครึ่ง ให้ไป 5 ฟลาสก์

สุดท้ายนี้ขอขอบคุณทางแบรนด์ DermArtlogy ด้วยนะคะ ที่ส่งสินค้าดีๆมาให้มี่ได้ทดลองใช้ และขอบคุณทุกๆท่านด้วยค่ะที่ติดตามรับชมมาจนจบค่ะ

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติม สามารถติดต่อสอบถามได้ที่ทางแบรนด์ DermArtlogy โดยตรงเลยนะคะ

https://www.facebook.com/DermArtlogyThailand/

Disclaimer/conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากทางแบรนด์ DermArtlogy การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสมตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล ผู้เขียนไม่ได้มีผลประโยชน์ใดๆในการขายสินค้า โปรดใช้วิจารณญาณ

Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสม มาสก์หน้าไฮโดรเจลชาลาเวนเดอร์ และ มาสก์หน้า Kombucha จากแบรนด์ T’else น้องใหม่สายคลีนจาก Neopharm

สวัสดีค่ะ พี่ๆ น้องๆ เพื่อนๆ ที่น่ารักทุกๆ ท่าน

จากคราวก่อนมี่ได้รีวิว Essence ของแบรนด์ T’else ซึ่งเป็นแบรนด์น้องใหม่ในเครือ Neopharm ของเกาหลี ที่มุ่งเน้นการใช้สารสกัดจากธรรมชาติในการบำรุงผิวนะคะ

ถ้าหากท่านใดพลาดไปสามารถไปติดตามรับชมได้ที่ลิงค์นี้ค่ะ >>Click<<

สำหรับวันนี้มี่ได้หยิบยกเอามาสก์ 2 สูตร มารีวิวกันต่อนะคะ

T’else ทำมาสก์ออกมา 2 สูตร คือ สูตร Kombucha teatox essence mask และ สูตร Lavender relief hydrogel mask

มี่ขอเริ่มรีวิวจากตัว Kombucha teatox essence mask ค่ะ นางจะมาในหน้าตาแบบคลีนๆค่ะ ในรูปแบบกล่อง 1 กล่อง จะมีอยู่ 5 ชิ้น

ดีไซน์ซองมาสก์ด้านในจะคล้ายกับตัวกล่อง

ตัวแผ่นมาสก์ค่อนข้างแนบสนิทกับผิว โดยจุดที่น่าสนใจที่ทางแบรนด์เคลมไว้คือ แผ่นมาสก์นี้ได้รับการรับรองว่าเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Eco-friendly) และไม่ระคายเคืองผิว จากองค์กร OEKO-TEX ซึ่งเป็นองค์กรที่มีสำนักงานใหญ่อยู่ที่สวิตเซอร์แลนด์ ทำหน้าที่รับรองมาตรฐานรูปแบบต่างๆของอุตสาหกรรมสิ่งทอ (Textile) ค่ะ

ซึ่งมีเกณฑ์ในการรับรองคุณภาพอยู่หลายแบบ หลายด้านนะคะ เช่น การตรวจสอบสารปนเปื้อนในเส้นใย ความเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ความรับผิดชอบต่อสังคม ตลอดจนไปถึงวัตถุดิบต่างๆ ต้องมีแหล่งที่มาระบุไว้อย่างชัดเจนค่ะ

และนอกจากนี้ ตัววัสดุที่ใช้ในการผลิตกล่อง ยังได้รับการรับรองจาก FSC ว่าเป็นกระดาษที่ได้จากไม้ปลูก ไม่ทำลายป่า

แผ่นมาสก์ของสูตร Teatox นี้แนบสนิทและกระชับไปกับผิวดีค่ะ

น้ำมาสก์เป็นลักษณะแบบน้ำใส หนืดเล็กน้อย สีน้ำตาลอ่อน คล้ายกับตัว Kombucha teatox essence ที่ได้รีวิวไปค่ะ

อีกจุดหนึ่งที่ทางแบรนด์เคลมคือเรื่องของ Low-pH formula

แต่มี่ลองวัดค่า pH ได้ราวๆ 5 นะคะ ซึ่งกระดาษวัด pH แบบนี้จริงๆ ก็คงแม่นยำสู้เครื่องวัด pH ไม่ได้ และสีของผลิตภัณฑ์เองก็อาจรบกวนการอ่านค่า pH อีก

สำหรับส่วนผสมเป็นดังนี้ค่ะ

สำหรับส่วนผสมจะออกมาคล้ายๆกับตัวเอสเซนส์ที่เคยได้รีวิวไว้ก่อนหน้านี้นะคะ

ในภาพรวมเป็นมาสก์รูปแบบเบสน้ำ ไม่มีส่วนผสมของ Alcohol และ Silicone แต่งกลิ่นด้วยน้ำมันหอมระเหยจากธรรมชาติค่ะ

โดยสูตรมาสก์กับเอสเซนส์จะมีส่วนผสมที่แตกต่างกันเล็กน้อยค่ะ มาดูไปทีละสีเลยนะคะ

  • สีเขียว คู่ผสมของ Camellia sinensis leaf extract (14.25%), Saccharomyces ferment filtrate (14.25%) ชุดนี้จะเป็นการหมักชาดำด้วยยีสต์ เพื่อให้ได้ Kombucha โดยตามที่มี่ได้เกริ่นในครั้งก่อนว่า การหมัก Kombucha ของทางแบรนด์จะทำโดยวิธีดั้งเดิม ก่อนจะสกัดด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ค่ะ
(Image from T’else Korea Official Website)

ทีนี้เราลองมาดูงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับ Kombucha โดยสรุปกันอีกรอบนะคะ

  • สำหรับทางเครื่องสำอาง ความงามและผิวพรรณ งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการใช้ Kombucha ตรงๆ ยังมีอยู่จำกัดค่ะ โดยหลักๆ จะเป็นการใช้เพื่อสมานแผล (Wound healing) เช่น การศึกษาประสิทธิภาพของสารสกัด Kombucha ด้วยตัวทำละลาย Ethyl acetate ในการสมานแผลในหนูทดลอง โดยวิธีการฉีดเข้าชั้นหนังแท้ (Intradermal) พบว่า การสมานแผลเกิดได้ไวขึ้นค่ะ (Pakravan et al. J Cosmet Dermatol. 2018;17(6):1216-1224.)
    • ส่วนงานวิจัยในด้านของการใช้ Kombucha เพื่อสุขภาพนั้นมีค่อนข้างเยอะค่ะ ส่วนที่นำมาประยุกต์ได้สำหรับผิวพรรณ คือ คุณสมบัติในการต่อต้านอนุมูลอิสระ และการลดการอักเสบระคายเคือง (Villarreal-Soto, et al. J Food Sci. 2018;83(3):580-588.)
  • สีชมพู เป็นกลุ่มของ Hyaluron 3 ชนิด ได้แก่ Sodium hyaluronate แบบปกติ Hydrolyzed hyaluronic acid แบบที่ย่อยให้มีขนาดเล็กลง และ Sodium acetylated hyaluronate ที่เด่นด้านการเคลือบปกป้องผิว
  • สีฟ้า เป็นสารบำรุงต่างๆ เช่น
    • วิตามินบี 3 และ บี 5
    • สารสกัดจากคาโมมายล์ ชะเอม สาร Allantoin และ Dipotassium glycyrrhizate ที่มีประโยชน์ในเชิงด้านของการลดการระคายเคือง ให้ความรู้สึกสบายผิว
    • สารสกัดจากชาเขียว และ เปลือกส้ม เป็น Antioxidant
    • สารสกัดจากโกโก้ ข้อมูลจากผู้ผลิตวัตถุดิบ บริษัท Dermalab Korea ระบุว่า สารสกัดจากโกโก้นี้มีประโยชน์ในเชิงด้านของการเพิ่มความชุ่มชื้น และมีคุณสมบัติในการฟื้นฟูเสริมสร้างผิว (Regenerating agent)

แต่จุดที่น่าเสียดายคือ การใช้น้ำมันหอมระเหยจากผิวของพืชตระกูลส้ม ซึ่งอาจมีโอกาสทำให้ผิวไวต่อแสงได้มากขึ้น แต่ส่วนมากเราใช้มาสก์กันตอนกลางคืน เลยไม่น่าจะห่วงอะไรค่ะ

ต่อมาอีกสูตรจะเป็นสูตรแผ่นมาสก์ Hydrogel สูตร Lavender นะคะ

มีเชื่อเรียกเต็มๆว่า Lavender relief hydrogel mask น้องจะมาในแนวคลีนๆ เช่นกัน แต่สูตรนี้จะคาดสีม่วงค่ะ

ตัวซองด้านในก็ดีไซน์มาคล้ายๆกัน

สำหรับสูตรนี้ความโดดเด่นคงหนีไม่พ้นแผ่นมาสก์อีกแล้วค่ะ แผ่นมาสก์เป็นรูปแบบของ Hydrogel ที่มีความพิเศษตรงผลิตมาให้มี 3 ชั้น และมีการกระจายเองผงดอกลาเวนเดอร์ลงไปในแผ่นเจลด้วยค่ะ

(Image from T’esle Korea Official Website)

ชั้นนอกสุดจะเป็นชั้นของไฮโดรเจล ส่วนชั้นกลางจะเป็นตาข่ายหกเหลี่ยมที่ทางแบรนด์เรียกว่า Mesh net ทำหน้าที่ช่วยพยุงแผ่นไฮโดรเจลเอาไว้ให้คงรูป และชั้นในสุดก็จะเป็นไฮโดรเจลอีกชั้นค่ะ

สิ่งที่ Touch ความรู้สึกมี่มากตอนใช้งานคือความแนบสนิท และความดูดผิว คือ พอเราวางมาสก์บนหน้าปุ๊บ มันจะเกาะผิวปั๊บ ดังนั้นตอนวางคือต้องกะดีๆ ถ้าวางไปแล้วมันจะเลื่อนค่อนข้างยากค่ะ พูดตรงๆ แบบไม่อวย ขอยกให้มาสก์นี้เป็นมาสก์ที่ชอบที่สุดตั้งแต่ได้มาสก์หน้ามาในปี 2020 เลยค่ะ

ในซองจะแยกเป็น 2 ชิ้นมานะคะ คือชิ้นบน สำหรับช่วงหน้าผาก-จมูก และชิ้นล่าง สำหรับช่วงเหนือริมฝีปากลงมาค่ะ ตรงส่วนนี้เป็นภาพหลังใช้เสร็จแล้วเลยอาจจะดูแห้งๆหน่อยนะคะ

ตรงส่วนของจุดๆ สีน้ำตาล นั้นคือ ดอกลาเวนเดอร์จริงๆที่เขาใส่ไปด้วยตอนขึ้นรูปแผ่นไฮโดรเจล ถือเป็นกิมมิคหนึ่งที่มีความน่ารักดีค่ะ      ลองซูมให้ดูกันชัดๆนะคะ

ส่วนของน้ำมาสก์ เป็นรูปแบบน้ำใส สีม่วงอมแดง มีกลิ่นหอมในแนวธรรมชาติ

ถ้าดูจากส่วนผสม สีที่เกิดน่าจะเป็นสีธรรมชาติจากผงดอกลาเวนเดอร์ที่เขาใส่ค่ะ เพราะไม่มีส่วนผสมของสีสังเคราะห์

ค่า pH อยู่ที่ราวๆ 5 – 6 นะคะ

มาดูส่วนผสมกันดีกว่านะคะ

ในภาพรวมมาสก์ตัวนี้มาในรูปแบบน้ำใส ไม่มีส่วนผสมของน้ำมัน แอลกอฮอล์ และซิลิโคนค่ะ

มาดูสารสำคัญในมาสก์นี้กันนะคะ

  • สีน้ำตาลเป็นกลุ่มของสารก่อเจลที่ใช้ในการขึ้นรูปมาสก์
  • สีฟ้า เป็นกลุ่มของสารที่มีประโยชน์ในการเพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่ผิว ได้แก่ Hyaluronate, Hydrolyzed collagen และ Panthenol (หรือโปรวิตามินบี 5) โดยตัว Panthenol เองก็มีคุณสมบัติลดการอักเสบระคายเคืองได้ด้วยค่ะ
  • สีน้ำเงิน คือ ผงจากดอกลาเวนเดอร์ ที่ใส่ลงไปตอนขึ้นรูปไฮโดรเจล
  • สีชมพู เป็นกลุ่มของสารบำรุงอื่นๆ สารสกัดจากผัก ผลไม้ สมุนไพร 11 ชนิด ได้แก่ คาโมมายล์ ตะไคร้ โรสแมรี่ โรสฮิบ บลูเบอร์รี่ Wild thyme, Acai berry, Bilberry, Cranberry, Raspberry และ ผลของดอกที่มีชื่อภาษาจีนว่า Zhi zi (ผลของ Gardenia florida หรือ Cape jasmine)
(Image from T’else Official Website)

จุดนี้ขอเลือกกล่าวเฉพาะตัวที่น่าสนใจนะคะ สารสกัดจากเบอร์รี่รวม 7 ชนิด คือ Acai berry, Blackberry, Black Currant, Blueberry, Cranberry, Raspberry, Strawberry ซึ่งมีคุณสมบัติเด่นในเชิง Antioxidant

  • สารสกัดจากผล Gardinia florida หรือ Zhi zi ตัวนี้มีรายงานถึงคุณสมบัติในการต่อต้านอนุมูลอิสระ และการลดการอักเสบระคายเคือง ข้อมูลจากผู้ผลิตวัตถุดิบ บริษัท MoreChem ได้เคลมว่าสารสกัดนี้มีประโยชน์เป็น Antioxidant, ลดการอักเสบระคายเคือง ลดบวม และต่อต้านแบคทีเรียบางชนิด
  • สารสกัดจาก Wild thyme ตัวนี้ไม่แน่ใจว่าใช่วัตถุดิบ Cinderella care หรือเปล่า โดยตัวสารนี้ทางผู้ผลิตวัตถุดิบเคลมว่า สารสกัดนี้มีฤทธิ์เป็น Whitening โดยไปยับยั้งโปรตีน Kinesin ที่เกี่ยวข้องกับขั้นตอนการส่งผ่าน Melanosome ที่สร้างเสร็จแล้วไม่ให้ออกมายังผิวชั้นนอก มีข้อมูลทดสอบประสิทธิภาพในอาสาสมัครโดยผู้ผลิตเป็นเวลา 2 สัปดาห์ พบว่า อาสาสมัครที่ได้รับครีมผสมสารสกัดจากไทม์ป่ามีจุดด่างดำที่จางลง

โดยสรุป ในด้านของสารบำรุงในมาสก์สูตรนี้ประกอบด้วยส่วนผสมที่ให้ประโยชน์ต่อผิวหลายด้านไม่ว่าจะเป็นด้านการเป็น Antioxidant คุณสมบัติในการลดการอักเสบระคายเคือง ให้ความรู้สึกสบายผิว ต่อต้านอนุมูลอิสระ และเพิ่มความชุ่มชื้น อาจจะได้ประโยชน์ด้าน Whitening เสริมเข้ามา

มาให้คะแนนกันดีกว่านะคะ

สำหรับตัวแทนในการให้คะแนนในส่วนของมาสก์นี้ มี่ขอเลือกสูตรมาสก์ Lavender มาเป็นตัวแทนนะคะ

  1. สารบำรุง ประกอบด้วยสารบำรุงหลายชนิด เน้นไปที่ ด้านการเป็น Antioxidant ชะลอวัย ป้องกันริ้วรอย คุณสมบัติในการลดการอักเสบระคายเคือง ให้ความรู้สึกสบายผิว ต่อต้านอนุมูลอิสระ และเพิ่มความชุ่มชื้น รองๆ จะเป็นกลุ่มของพวก Whitening จาก B3 และไทม์ป่า แต่ว่าพูดถึงชื่อมาสก์ คือ Relief เลยคิดว่าด้านของการลดการอักเสบระคายเคือง กับการให้ความรู้สึกผ่อนคลาย และสบายผิว น่าจะเด่นกว่านี้อีกนิดหน่อย จุดนี้ขอให้ 4 ฟลาสก์
  2. ส่วนผสมอื่นๆ ไม่มีสารที่ไม่เป็นมิตรกับผิว เลยไม่มีที่ให้หักคะแนน รับไป 5 ฟลาสก์
  3. การใช้งาน เริ่มจากน้ำมาสก์ แม้จะมาในรูปแบบน้ำใส แต่มีความหนืดพอเหมาะ ไม่ไหลเยิ้มเฉอะแฉะ แปะแล้วยั่งมานั่งดูละครชิลล์ๆ ได้ แผ่นมาสก์มีความแนบสนิท และดูดผิวดี ให้ความรู้สึกเย็นและสบายผิว หลังลอกออกผิวยังคงนุ่ม รู้สึกได้ถึงสัมผัสที่ยืดหยุ่นและกระชับ จุดนี้ให้ไป 5 ฟลาสก์

สุดท้ายนี้ต้องขอขอบคุณทางแบรนด์ T’else สาขาประเทศไทยด้วยนะคะ ที่ส่งสินค้าใหม่ล่าสุดมาให้มี่ได้ทดลองใช้ และขอบคุณทุกท่านด้วยค่ะที่ติดตามรับชมมาจนจบ สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถสอบถามได้ที่ทางแบรนด์ T’else หรือ เพจ DermArtlogy Thailand ได้โดยตรงเลยนะคะ

https://www.facebook.com/dermArtlogyThailand

สำหรับวันนี้คงต้องลากันไปก่อน พบกันใหม่โอกาสถัดไป สวัสดีค่ะ

Disclaimer/conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากทางแบรนด์ T’else การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสมตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล และผู้เขียนไม่ได้มีผลประโยชน์ใดๆในการขายสินค้า โปรดใช้วิจารณญาณ

Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสม Skincare สำหรับผิวบอบบางจากแบรนด์ Zeroid แบรนด์คุณภาพภายใต้เครือ Neopharm

สวัสดีค่ะ วันนี้มี่มีรีวิวผลิตภัณฑ์ที่น่าสนใจมาฝากกันนะคะ

เชื่อว่าหลายๆท่าน น่าจะเคยผ่านตากับแบรนด์ Zeroid มาบ้างแล้ว แบรนด์นี้เป็นแบรนด์ลูกอีกแบรนด์ในเครือ Neopharm เจ้าเก่า ผู้ครองสิทธิบัตรเรื่อง MLE technology ค่ะ

สำหรับคอนเซปท์ของชื่อแบรนด์ Zeroid นั้นมาจาก Zero steroid ค่ะ ซึ่งเท่าที่เข้าใจคือ สินค้าในแบรนด์นี้ ทำออกมาเพื่อดูแลปัญหาผิวต่างๆ ซึ่งปกติมักจะต้องใช้ยาทาสเตียรอยด์มาแก้ไข แต่ผลิตภัณฑ์นี้เน้นการเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน และ Barrier ผิวให้แข็งแรง จึงไม่จำเป็นต้องใช้ Steroid นั่นเองค่ะ

(Image from Zeroid Korea official website)

ตัวที่มี่ได้มาจะเป็นกลุ่มของ Intensive ampoule ที่ดูแลปัญหาเฉพาะจุด ซึ่งมีด้วยกัน 3 สูตรนะคะ

  1. สูตร Dermarenewal revitalizing ampoule ที่เน้นในการดูแลพวกริ้วรอยต่างๆ รวมถึงช่วยคืนความมีชีวิตชีวาให้ผิวที่เริ่มมีอายุ
  2. สูตร Pimprove Calming ampoule ที่เน้นดูแลเรื่องของปัญหาสิว การอักเสบระคายเคืองจากสิว และปรับสมดุลภูมิคุ้มกันด้วยสารที่เสริมการทำงานของ Antimicrobial peptide (AMP) ตามธรรมชาติในผิว
  3. สูตร Intensive hydrating ampoule ที่เน้นฟื้นฟู Barrier ผิว ให้ผิวชุ่มชื้น และเสริมการสังเคราะห์ Hyaluronic acid ตามธรรมชาติของผิว

ตัวแพคเกจเขาทำออกมาคล้ายหนังสือ ที่เปิดออกมาก็จะเจอหลอดของ Zeroid วางอยู่ค่ะ

สำหรับความรู้สึกเรา จะแอบขัดใจนิดหน่อย เพราะคำว่า Ampoule ทำให้เราจินตนาการถึงขวดแบบมีหลอดหยด แต่ตัวนี้มาในรูปแบบของหลอดค่ะ

แต่คิดไปคิดมา เอาจริงๆ แพคเกจแบบหลอด ก็มีข้อดีในแง่ของการที่แพคเกจแบบหลอดนั้นเป็นระบบปิด ซึ่งมีประโยชน์ในการลดการปนเปื้อนจากสิ่งแวดล้อมได้ดีกว่าเนาะ ถึงแม้น้องจะมีอยู่ 3 สูตรแต่วันนี้จะเลือกหยิบสูตรที่ชอบที่สุด 2 สูตรมารีวิวค่ะ

สูตรแรกที่จะเริ่มรีวิวเป็นสูตรสำหรับเติมน้ำ ซึ่งเหมาะกับทั้งผิวแห้ง และผิวมันที่ขาดน้ำ รวมถึงผู้ที่สนใจอยากเสริมความชุ่มชื้นให้กับผิว คือ สูตร Intensive hydration หลอดสีเขียวค่ะ

สำหรับสูตรนี้จุดเด่นจะอยู่ที่เรื่องของการใช้วัตถุดิบ Hyaluronic acid ที่มีความบริสุทธิ์สูง และ ใช้ส่วนผสมของสารบำรุงที่มีชื่อทางการค้าว่า Syn®-Hycan (INCI name: Tetradecyl Aminobutyroylvalylaminobutyric Urea Trifluoroacetate, Glycerin, Magnesium Chloride)

พัฒนามาในคอนเซปท์ The less is more คือใช้ส่วนผสมน้อยชนิดเท่าที่จำเป็นเพื่อไม่ให้รบกวนผิวที่บอบบางมากนัก

เนื้อจะมาในรูปแบบของเซรั่มใส ไม่มีกลิ่น เพราะไม่มีส่วนผสมของน้ำหอม

ความหนืดไม่มาก เกลี่ยง่าย รู้สึกได้ถึงความชุ่มชื้นที่เคลือบผิวเอาไว้

ค่า pH อยู่ที่ราวๆ 5 นะคะ

ด้วยคอนเซปท์ Less is more ส่วนผสมเลยมีอยู่ไม่มาก เน้นแค่สิ่งที่จำเป็นจริงๆ มี Hya + Syn®-Hycan คือเรียกได้ว่า ตรงจุด ตรงเป้า ตรงปัญหาเลยหละ

ส่วนสีม่วงก็คือ Hya ร่วมกับสีฟ้าทั้งหมด คือ วัตถุดิบ Syn®-Hycan ค่ะ

สำหรับตัว Syn®-Hycan พระเอกก็คือเปปไทด์ที่มีชื่อว่า Tetradecyl Aminobutyroylvalylaminobutyric Urea Trifluoroacetate ค่ะ เนื่องจากชื่อยาว เลยขอเรียกด้วยชื่อทางการค้านะคะ

Syn®-Hycan เป็นวัตถุดิบที่ทางผู้ผลิตเคลมว่ามีกลไกการออกฤทธิ์อยู่ 2 อย่างหลักๆ คือ Fuller กับ Firmer

  • มีคุณสมบัติในการเสริมการสังเคราะห์ Glycosaminoglycan และ Hyaluronic acid ในผิว
  • เพิ่มการสังเคราะห์ Proteoglycan ที่ชื่อ Decorin และ Lumican ซึ่งเป็นตัวที่เกาะกับสายคอลลาเจนที่พันกันเป็นเกลียว (Helix) ระหว่างเกลียวนี้ก็จะมีพวก Hyaluronic acid และ GAGs ต่างๆแทรกอยู่ ทำให้เกลียวของคอลลาเจนแข็งแรงขึ้น และสารกลุ่ม GAGs ก็อุ้มน้ำให้ผิวดูอวบอิ่มขึ้นไปพร้อมๆ กัน

ในชั้น Dermis หรือชั้นหนังแท้ จะประกอบด้วยสารหลายๆ กลุ่ม เรียงตัวอัดกันแน่น อย่างซับซ้อน เราเรียกสารเหล่านี้ว่า Extracellular matrix (ECM) อย่างในภาพ เส้นใยคอลลาเจน คือที่เป็นตาข่าย และ Hyaluronic acid คือส่วนสีน้ำตาล

(Image from Pentapharm and DSM)

คอลลาเจนจะสานเป็นเกลียวเรียงตัวกันคล้ายๆ กับเชือก ซึ่งระหว่างเชือก จะมี Decorin และ Versican ซึ่งเป็นตัวที่เกาะอยู่ เพื่อให้เกลียวเชือกมาความคงตัว และเพิ่มช่องว่างให้ Hyaluronic acid เข้ามาแทรกได้ เราเรียกหน้าที่ของ Decorin และ Lumican นี้ว่าเป็น Spacer ในภาพด้านล่าง Decorin คือ สีน้ำเงิน และ Lumican คือ สีเขียว

(Image from Pentapharm and DSM)

การทดสอบจากผู้ผลิตวัตถุดิบกล่าวว่า อาสาสมัครที่ใช้ครีมที่มีส่วนผสมของ เริ่มรู้สึกว่าผิวอวบอิ่มและกระชับขึ้นใน 3 สัปดาห์ และ ผลดังกล่าวเห็นชัดเจนที่ 12 สัปดาห์ (Schleehauf, 2018)[1]

[1] Schleehauf, 2018. From (https://www.cosmeticsandtoiletries.com/formulating/category/antiaging/DSMs-Hyaluronic-Acid-Booster-Skips-the-Injections-497599271.html)

(Image from Pentapharm and DSM)

สำหรับอีกสูตรหนึ่งที่มี่หยิบมารีวิวคือสูตร Pimprove นะคะ

น้องจะมาในหลอดที่เป็นอักษรสีชมพูค่ะ

เนื้อเซรั่มมาในรูปแบบใส ไม่มีกลิ่น เพราะไม่มีส่วนผสมของน้ำหอม

ตัวนี้ความหนืดจะเยอะกว่าสูตร Intensive hydration เล็กน้อย เกลี่ยง่ายพอๆ กัน แต่ตัวนี้จะซึมไวแห้งไว ให้สัมผัสสบายผิวกว่าค่ะ

ค่า pH อยู่ที่ราวๆ 5 – 6 นะคะ

สำหรับตัวนี้จุดเด่นอยู่ที่การเลือกใช้ส่วนผสมที่จัดเต็มในด้านของการปกป้องผิว เสริมภูมิคุ้มกัน และลดการอักเสบระคายเคือง สำหรับตัวเด่นของสูตรนี้จะเป็นสูตรผสมของ Active ชั้นนำ และ Active สิทธิบัตรหลายตัว ซึ่งจะกล่าวละเอียดในช่วงวิเคราะห์ส่วนผสมนะคะ

วันนี้มี่ทำสีส่วนผสมไว้ 4 สีนะคะ

เริ่มที่สีฟ้า ซึ่งเป็นเหล่าบรรดาตัวเอกของผลิตภัณฑ์ค่ะ มีด้วยกัน 3 ตัว ได้แก่

  • Dualguard-9 (INCI name: Ethylhexanamide serinol) ตัวนี้เสริมคุณสมบัติในการผลัดเปลี่ยนของผิวให้สมดุลมากขึ้น จึงมีส่วนช่วยลดการอุดตัน และให้ผิวแลดูกระจ่างใส ดูมีชีวิตชีวา
  • Restomide (INCI name: Oleamide MEA) ลดการอักเสบและระคายเคือง ผ่าน Cannabinoid receptor Type 1 ที่เป็น Receptor เดียวกับที่ สารในกลุ่ม CBD จากกัญชง/กัญชามาจับ มีผล 3 อย่าง ดังนี้
  1. ลดการอักเสบระคายเคือง สำหรับสารตัวนี้เมื่อจับกับ CB1 receptor แล้ว จะไปมีผลทำให้เส้นประสาทรับความรู้สึกระคายเคืองใต้ผิวทำงานน้อยลง ความรู้สึกระคายเคืองที่เกิดขึ้นบนผิวก็เลยลดลง
  2. ลดการแบ่งตัวเพิ่มจำนวนที่ผิดปกติของผิว จึงมีผลลดการอุดตัน
  3. ลดการอักเสบระคายเคือง ผ่านการยับยั้งเซลล์ในระบบภูมิคุ้มกันที่ทำงานมากเกินไปในกลุ่มของผู้ที่มีอาการระคายเคือง แสบ คัน และแพ้ง่าย

(Image from Zeroid Korea official website)

  • ADefence-P (INCI name: Methylbenzyl Methylbenzimidazole Piperidinylmethanone) ตัวนี้เป็น Protease inhibitor ซึ่งมีผลไปยับยั้ง PAR-2 receptor (Protease activated receptor) ทำให้ผิวปรับสมดุลการแบ่งตัวเพิ่มจำนวน และลดการสร้างและขับน้ำมัน หรือ Sebum ออกมา จึงมีผลทำให้การเกิดสิวลดลง
    การทดสอบของทางบริษัท โดยให้อาสาสมัครใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของสารนี้ เป็นเวลา 4 อาทิตย์ พบว่ามีปริมาณของน้ำมัน ปริมาณสิวอุดตัน และปริมาณสิวอักเสบหัวแดงลดลง

(Image from Zeroid Korea official website)

นอกจากนี้ PAR-2 receptor ยังพบในรอยต่อระหว่างเซลล์สร้างเม็ดสีผิว Melanocyte กับ เซลล์ผิวหนัง Keratinocyte ทำหน้าที่ส่งผ่าน Melanin ที่สร้างเสร็จแล้วออกมาด้านนอก เกิดเป็นสีผิวขึ้นมา เมื่อ Block PAR-2 receptor ที่ตรงนี้ได้ ก็จะยับยั้งการส่งผ่านของ Melanin ออกมาภายนอก ผิวหนังจึงเกิดจุดด่างดำ หรือสีผิวไม่สม่ำเสมอได้น้อยลง

สีเขียวแก่ เป็นกลุ่มของสารเพิ่มความชุ่มชื้น อย่าง Hya เจ้าประจำของเรา และอีกตัวหนึ่ง คือ Polyphosphorylcholine Glycol Acrylate ตัวนี้มีชื่อทางการค้าว่า Hydroquat PM50HDKC เป็นสารที่ดัดแปลงจาก Phospholipid ชนิด lecithin ให้มีโครงสร้างคล้ายกับเยื่อหุ้มเซลล์ของผิว เกาะติดผิวได้ดี มีประโยชน์ในการเสริม และฟื้นฟู Barrier ผิวให้แข็งแรง รวมถึงเพิ่มความชุ่มชื้นได้ยาวนาน

สีชมพู เป็นกลุ่มของสารที่ลดการระคายเคืองตัวอื่นๆ เช่น Dipotassium glycyrrhizate ที่ได้จากชะเอม Madecassoside ที่ได้จากบัวบก Allantoin เจ้าประจำ

สำหรับสาร Madecassoside ที่เป็นสารในกลุ่มของ Triterpenoids ที่พบในใบบัวบกนั้น มีรายงานถึงฤทธิ์ในการต้านการอักเสบ Anti-oxidant Anti-aging กระตุ้น Fibroblast ให้สังเคราะห์ Collagen ได้ดีขึ้น และ ช่วยส่งเสริมกระบวนการสมานผิวตามธรรมชาติ (Burns. 2012; 38(5):677-84.) นอกจากนี้ยังมีรายงานการวิจัยว่าสารนี้ยังยับยั้งการสร้างเมลานิน โดยไปขัดขวางขั้นตอนของการเหนี่ยวนำให้เกิดกระบวนการอักเสบจากรังสี UVB (Molecules. 2013; 18(12):15724-36.)

สำหรับ Arginine ตัวนี้เป็นกรดอะมิโน ที่เป็น Natural moisturizing factor ที่เสริมกระบวนการกักเก็บน้ำของผิว

โดยรวมคือเรียกได้ว่าส่วนผสมจัดเต็มมาก และไม่มีองค์ประกอบที่ไม่เป็นมิตรกับผิว มาให้คะแนนกันดีกว่านะคะ สำหรับการให้คะแนนวันนี้ ขอเลือกตัว Pimprove calming ampoule มาให้คะแนนนะคะ

  1. สารบำรุง เป็นการผสมผสานกันระหว่างวัตถุดิบชั้นนำ และวัตถุดิบสิทธิบัตรหลายชนิด ที่มีประโยชน์เสริมกันในการดูแลปัญหาสิว การอุดตัน และการอักเสบระคายเคืองได้อย่างลงตัว พร้อมทั้งเสริม Barrier ผิวให้แข็งแรง รับไป 5 ฟลาสก์
  2. ส่วนผสมอื่นๆ ไม่มีส่วนผสมของสารที่ไม่เป็นมิตรกับผิว รับไป 5 ฟลาสก์
  3. การใช้งาน ส่วนตัวมี่ไม่ค่อยมีปัญหาสิวนะคะ แต่ว่าจะมีอาการระคายเคืองและรอยแดงอยู่บ้าง โดยเฉพาะช่วงที่เราต้องใส่ Mask เป็นเวลานานๆ ใช้ตัวนี้เช้าเย็น ประมาณสัก 5 วัน เริ่มรู้สึกว่าผิวดี ไม่ค่อยแดง ไม่ค่อยระคายเคือง เมื่อถอด Mask ออก ผิวก็ยังดูดี ไม่เยินเหมือนก่อนใช้ พอใช้ต่อเนื่องได้เกือบ 2 เดือน ส่วนตัวคิดว่า ผิวตัวเองมีสุขภาพดีขึ้นมาก และมีความแข็งแรงขึ้นเยอะ จุดนี้มอบมง #ลูกรักบ้านมียอนปี2020 ไปเลยล่วงหน้า รับไป 5 ฟลาสก์

สุดท้ายนี้ขอขอบคุณทางแบรนด์ Zeroid และ ทางเพจ Dermartlogy Thailand ด้วยนะคะ ที่ส่งสินค้าดีๆมาให้มี่ได้ทดลองใช้ และขอบคุณทุกๆท่านด้วยค่ะที่ติดตามรับชมมาจนจบค่ะ

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติม สามารถติดต่อสอบถามได้ที่ทางเพจของ Dermartlogy Thailand โดยตรงเลยนะคะ

https://www.facebook.com/DermArtlogyThailand/

Disclaimer/conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากทางแบรนด์ Zeroid และบริษัท DermaMD เจ้าของเพจ Dermartlogy Thailand การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสมตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล ผู้เขียนไม่ได้มีผลประโยชน์ใดๆในการขายสินค้า โปรดใช้วิจารณญาณ

Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสม Cleansing water สายคลีนของแบรนด์ Per Se กับ Ultra hydrating micellar cleansing water

สวัสดีค่ะ

วันนี้มี่มีรีวิวสกินแคร์สายคลีนมาฝากกันนะคะ เป็นผลิตภัณฑ์จากแบรนด์ Per Se ซึ่งเป็นแบรนด์จากออสเตรเลีย จดทะเบียนทั้งในไทยและในออสเตรเลียค่ะ

คอนเซปท์ของแบรนด์ คือ Beauty in Simplicity ซึ่งทางแบรนด์มีความเชื่อว่า ส่วนผสมของเครื่องสำอางที่ดี ไม่จำเป็นต้องใช้หลายชนิด ภายใต้กรอบแนวคิด “When less is more”

สำหรับผลิตภัณฑ์ที่มี่ได้รับมาจะเป็น 2 ตัวนะคะ คือ Per Se Ultra hydrating micellar cleansing water กับ Per Se Glow & Protect Broad spectrum sunscreen มีหน้าตาเป็นดังภาพนะคะ

สำหรับวันนี้มี่เลือกตัว Per Se Ultra hydrating micellar cleansing water มารีวิวก่อนค่ะ

น้องจะมาในหน้าตาประมาณนี้ค่ะ

ด้านในเป็นขวดแบบมีรูหยด ใช้ง่าย แค่เทลงสำลี

สำหรับเนื้อของ Cleansing water ตัวนี้จะออกมาในรูปแบบของสารละลายใส ไม่มีกลิ่น เพราะไม่มีส่วนผสมของน้ำหอม ให้สัมผัสค่อนข้างนุ่ม

สำหรับค่า pH จะอยู่ที่ ราวๆ 5 นะคะ ซึ่งแบรนด์เคลมว่าอยู่ในช่วงระหว่าง 4.8 – 5.2 ค่ะ

ประสิทธิภาพในการทำความสะอาดก็เรียกได้ว่าพอใช้ได้เลยหละ ลองทดสอบกับ Eyeliner และ ลิปสติก โดยการหยด Cleansing ใส่สำลี แปะไว้ประมาณ 10 วินาที แล้วลากออกเบาๆ ก็หลุดออกมาเกือบหมดแล้วค่ะ

สำหรับ Cleansing ตัวนี้ ทางแบรนด์เคลมว่า สามารถใช้เป็น One-step cleansing ได้ โดยไม่จำเป็นต้อง Double clean ต่อด้วยโฟมหรือเจลล้างหน้า เพื่อลดการสัมผัสสารทำความสะอาดซึ่งจะไปรบกวนผิวโดยไม่จำเป็น

มาวิเคราะห์ส่วนผสมกันดีกว่าค่ะ

ส่วนผสมเป็นดังนี้นะคะ

สำหรับส่วนผสมวันนี้มี่ทำไว้ 3 สีนะคะ

  1. สีม่วง เป็นกลุ่มของสารทำความสะอาด ในที่นี้ก็คือ PEG-6 capric/caprylic glycerides, Polyglyceryl-4 laurate/sebacate, Polyglyceryl-6 caprylate/caprate ซึ่งเป็นกลุ่มของสารทำความสะอาดที่อ่อนโยน และมีคุณสมบัติในการเคลือบผิว ให้ความชุ่มชื้น ให้สัมผัสที่นุ่มนวล ไม่แห้งตึง
  2. สีฟ้า เป็นกลุ่มของสารเพิ่มความชุ่มชื้นและเติมน้ำให้กับผิว
  3. สีชมพู เป็นสารบำรุงผิว ซึ่งมีตัวหลักอยู่ 2 ตัว คือ
  • สารสกัดจากส้มโอสีชมพู หรือ Citrus paradisi (Pink pomelo) fruit extract สารสกัดจากผลส้มโอนี้ทางผู้ผลิตวัตถุดิบเคลมว่า มีคุณสมบัติผลัดผิวอย่างอ่อนโยน ให้ความกระจ่างใส นอกจากนี้ในส้มโอยังประกอบด้วยสาร Flavonoid อย่าง hesperidin กับ naringin ซึ่งเป็น Antioxidant ที่ดี
  • Niacinamide เป็นรูปแบบหนึ่งของวิตามินบี 3 ซึ่งมีคุณสมบัติที่ดีต่อผิวหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ Whitening การลดการอักเสบระคายเคือง และช่วยให้ผิวแข็งแรง

ตัวผลิตภัณฑ์มาในเนื้อรูปแบบน้ำ ไม่มีส่วนผสมของสารที่ไม่เป็นมิตรกับผิว

มาให้คะแนนกันดีกว่า เนื่องจากส่วนผสมมีไม่มากนักจึงขอให้คะแนนเป็น 2 หัวข้อ คือ ส่วนผสม กับ การใช้งานนะคะ

  1. ส่วนผสม เป็น Cleansing water ที่มีความอ่อนโยน และเสริมสารบำรุงที่มีประโยชน์ในการเติมน้ำให้กับผิว รวมไปถึงประโยชน์ด้าน Whitening ส่วนผสมอื่นๆ เลือกมาได้ค่อนข้างดี และไม่มีส่วนผสมที่ไม่เป็นมิตรกับผิว จุดนี้ขอให้ไป 5 ฟลาสก์
  2. การใช้งาน ส่วนตัวค่อนข้างชอบกับสัมผัสของ Cleansing water ที่ใช้ PEG-6 capric/caprylic glycerides อยู่แล้วนะคะ พอมาเจอกับตัวนี้ของ Per Se รู้สึกว่าเขาทำมาให้มีสัมผัสหลังใช้ หรือ Afterfeel ที่ค่อนข้างนุ่มผิว ไม่ได้รู้สึกแห้งตึง หรือ ระคายเคือง อีกจุดที่มี่ค่อนข้างชอบคือ การที่ทางแบรนด์สื่อสารกับลูกค้าอย่างตรงไปตรงมาด้วยความซื่อสัตย์ ว่า Cleansing water ตัวนี้อาจจะทำให้เกิดการระคายเคืองต่อดวงตาได้ในบางคน เลยแนะนำให้หลีกเลี่ยง แต่จุดนี้ส่วนตัวไม่ได้แต่งตาเยอะมาก มีแค่ Eyeshadow เราก็จะหยด Cleansing ใส่สำลี และแปะไว้บนเปลือกตาเบาๆ ก่อนลากออก และใช้ คอตตอนบัดส์ เก็บรายละเอียด ส่วนตัวใช้ได้นะคะ จุดนี้ขอให้ไป 5 ฟลาสก์

สุดท้ายนี้ต้องขอขอบคุณทางแบรนด์ Per Se ด้วยนะคะ ที่ส่งผลิตภัณฑ์ดีๆ มาให้มี่ได้ทดลองใช้ และขอบคุณทุกท่านด้วยค่ะที่ติดตามรับชมมาจนจบ

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ทางแบรนด์โดยตรงเลยนะคะ

https://www.facebook.com/persethailand

พบกันใหม่โอกาสถัดไป สวัสดีค่ะ

Disclaimer/conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากทางแบรนด์ Per Se การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสมตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล และผู้เขียนไม่ได้มีผลประโยชน์ใดๆในการขายสินค้า โปรดใช้วิจารณญาณ

Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสมน้ำตบ Artemisia และ น้ำตบจากชาหมัก Kombucha จากแบรนด์ T’else แบรนด์น้องใหม่ในเครือ Neopharm เกาหลี

สวัสดีค่ะ

วันนี้มี่จะมารีวิวผลิตภัณฑ์จากแบรนด์น้องใหม่ในเครือของ Neopharm ให้ได้ชมกันค่ะ

ถ้าพูดถึง Neopharm ตัวเทคโนโลยีหลักที่โด่งดังของเขาคือ เทคนิค MLE ที่ใช้สารในกลุ่ม Pseudoceramide มาเป็นตัวหลักในการสร้างเนื้อครีมแบบพิเศษ ที่มีลักษณะคล้ายกับไขมันที่เป็นส่วนประกอบของ Barrier ผิวเรานะคะ

(ถ้าสนใจสามารถตามไปอ่านเพิ่มได้ที่ลิงค์นี้ค่ะ https://cosmeknowledge.wordpress.com/2017/02/03/atopalm-body)

 

คราวนี้ทาง Neopharm ได้ปล่อยผลิตภัณฑ์แบรนด์น้องใหม่ ที่เริ่มโด่งดังในเกาหลี อย่างแบรนด์ T’else ซึ่งมาจากคำว่า Tea + else โดยมีคอนเซปท์ของความเป็นธรรมชาติ ความ Minimal ซึ่งมีสินค้าออกมาหลายชิ้นนะคะ มี่จะทะยอยๆ มารีวิว โดยวันนี้จะขอเริ่มจากกลุ่ม Essence ก่อนค่ะ

สำหรับ Essence นี้มีด้วยกัน 2 สูตรนะคะ คือ สูตร Artemisia True essence ที่โดดเด่นด้วยการใช้น้ำหมักจาก Artemisia จากเกาะเจจูในความเข้มข้น 98% ร่วมกับโปรวิตามินบี 5 กับสารเพิ่มความหนืด ให้เราตบกันสนุกๆ และ อีกสูตรเป็นสูตร Kombucha Teatox essence ตัวนี้ใช้สารสกัดจากชาดำหมักที่เรารู้จักกันในนาม Kombucha ในความเข้มข้น 74% ร่วมกับสารบำรุงอื่นๆ พัฒนามาในสูตร Low-pH และแต่งกลิ่นด้วยน้ำมันหอมระเหยได้อย่างลงตัวค่ะ

telse 1

 

เราจะขอเริ่มรีวิวที่สูตร Artemisia True essence กันก่อนเลยนะคะ

arte 4

มาในขวดพลาสติกหนา เนื้อข้างในเป็นสีเขียวมะกอก/สีเขียวขี้ม้า

arte 5

น้องจะมีเนื้อเป็นแบบน้ำใส มีกลิ่นคล้ายๆสมุนไพร ดมไปดมมาก็คล้ายๆจิงจูฉ่าย อาจจะเพราะเป็นพืชใน Genus เดียวกันค่ะ

arte 2

เกลี่ยได้ค่อนข้างง่าย ซึมไว แห้งไว ไม่เหนอะหนะ

arte 3

สำหรับค่า pH จะอยู่ที่ราวๆ 4 – 5 นะคะ

arte 1

ส่วนผสมเป็นดังนี้ค่ะ

สผส artemisia

โดยตัว Artemisia scoparia extract จะเป็นคนละ species กับ Mugwort (Artemisia annua extract) ในน้ำตบ Artemisia ของแบรนด์ก่อนที่มี่เคยรีวิวไปก่อนหน้านะคะ

arte 6

(Image from T’else official website)

Artemisia เป็น Genus ของสมุนไพร ที่มีหลาย species กระจายกันไปทั่วโลก โดยนักพฤกษศาสตร์ในปัจจุบันพบเจอว่ามีมากกว่า 400 Species เลยทีเดียวค่ะ

ตัวนี้ Story ของเขาน่ารักนะคะ ส่วนตัวจะค่อนข้างอินและปลื้มกับอะไรแบบนี้ค่ะ มี่เล่าแบบสรุปเป็นข้อๆนะคะ

  • A. scoparia เป็น Species ที่พบได้บนเกาะเจจู และพื้นที่แถบ Eurasia แต่ว่าทางแบรนด์เคลมว่า A. scoparia ที่โตบนเกาะเจจู ได้รับอากาศบริสุทธิ์และสารอาหารพิเศษจากดินภูเขาไฟของเกาะเจจู เลยมีประโยชน์และคุณสมบัติที่ดีหลายอย่าง
  • A. scoparia มีชื่อสามัญว่า redstem wormwood ซึ่งสามารถใช้ทดแทนในสูตรยาจีน yin-chen ได้ค่ะ (ข้อมูลจาก Wikipedia)
  • ทางแบรนด์เคลมว่า เก็บเกี่ยวในช่วงเดือน พ.ค. – มิ.ย. ซึ่งจะเป็นฤดูที่ Artemisia นี้กำลังมีประโยชน์
  • มีสิทธิบัตรเกาหลี (เลขที่ KR10-0768085) รองรับว่า มีประโยชน์เด่นในด้านลดการอักเสบระคายเคือง เด่นกว่าอีกพันธุ์คือ A. capillaris (ตัวนี้เป็น Artemisia ที่ใช้ในตำรับยาจีน มีชื่อสามัญว่า yin-chen wormwood) นอกจากนี้ก็ยังมีประโยชน์ในด้านการเป็น Antioxidant ต่อต้านอนุมูลอิสระ ชะลอวัย
  • การทดสอบทางพฤกษเคมีพบว่าใน A. scoparia มีสาร Phytosterol ชนิด β-Sitosterol ซึ่งมีประโยชน์ในเชิงการลดการอักเสบระคายเคือง
  • สารอีกตัวที่ค่อนข้างเด่นและพบได้ใน A. scoparia คือ สารในกลุ่ม Coumarin ที่ชื่อ Scoparone ซึ่งมีรายงานว่ามีประโยชน์ในการกดภูมิคุ้มกัน (ตรงนี้จะเหมาะกับกลุ่มของสภาพผิวที่ภูมิคุ้มกันไวเกิน จนก่อให้เกิดการแพ้หรือระคายเคือง แต่ก็อาจจะมีข้อเสียได้ในคนปกติ คหสต.) และมีคุณสมบัติในการขยายหลอดเลือด ช่วยให้เลือดไหลเวียนดีขึ้น (European Journal of Pharmacology. 1992;218 (1):123–8.)ซึ่งตรงจุดนี้ก็จะมีประโยชน์ในการช่วยให้ผิวมีสุขภาพดีขึ้น

ส่วนผสมอีกตัวที่ทางแบรนด์เติมเข้ามาคือ Panthenol หรือโปรวิตามินบี 5 ที่มีประโยชน์ในการเพิ่มความชุ่มชื้น และลดการอักเสบระคายเคือง ให้ความรู้สึกสบายผิว

 

ส่วนอีกสูตรจะเป็น สูตร Kombucha Teatox Essence ค่ะ

สูตรนี้ก็มี Story น่ารักๆนะคะ

เริ่มจากการหมักชาอัสสัมด้วยยีสต์ Saccharomyces ในโอ่งดินจนได้วุ้น Kombucha ก่อนเอาวุ้นมาสกัดเป็นวัตถุดิบใช้ในเครื่องสำอางค่ะ

kombucha ferment

(Image from T’else)

     ในหลายๆฐานข้อมูลมีการกล่าวถึง Kobucha ไว้ค่อนข้างมากนะคะ ซึ่งในภาพรวม Kombucha จะเป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการหมัก และภายในนั้นจะมีจุลินทรีย์หลายชนิด ทั้งแบคทีเรีย และ ยีสต์ ซึ่งหลายตัวเป็น Probiotic และมีประโยชน์ทางด้านสุขภาพค่ะ โดยสำหรับส่วนวุ้นที่เกิดขึ้นจะเป็นสารในกลุ่มของ Biocellulose ที่เชื้อในกลุ่มของ Acetobacter spp. เป็นตัวสร้างขึ้นมาค่ะ ซึ่งในด้านของประโยชน์ของ Kombucha นั้นมีค่อนข้างกว้างค่ะ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ Antioxidant, การลดการอักเสบระคายเคือง ส่วนที่เหลือจะเป็นฤทธิ์ในการเสริมสร้างสุขภาพเมื่อใช้รับประทานเป็นเครื่องดื่มค่ะ (Villarreal-Soto, et al. J Food Sci. 2018;83(3):580-588.)

มีนักวิทยาศาสตร์หลายๆกลุ่มได้ตรวจสอบสารอาหาร และพฤกษเคมีใน Kombucha ที่หมักด้วยรูปแบบต่างๆ พบว่าประกอบด้วยสารหลายๆอย่างซึ่งให้ประโยชน์กับผิวนะคะ เช่น กลุ่มของวิตามิน กลุ่มของกรดอินทรีย์ (organic acid) หลายชนิด โดยตัวที่มีประโยชน์กับผิวได้แก่ Glucuronic acid, Gluconic acid, Lactic acid (Villarreal-Soto, et al. J Food Sci. 2018;83(3):580-588.) โดยพวกนี้เป็นกรดอินทรีย์ในกลุ่ม PHA และ AHA ที่มีความสามารถในการเติมน้ำ และผลัดผิว (ขึ้นกับค่า pH ของตำรับ) สำหรับ Glucuronic acid มีรายงานว่ามีคุณสมบัติในการระงับเชื้อแบคทีเรียบางชนิดได้ และมีประโยชน์สำหรับผิวที่เป็นสิว

และนอกจากนี้ปริมาณของ Tea polyphenols ในกลุ่มของพวก Catechin อย่างพวก EGCG และอื่นๆ ก็ยังมีอยู่ในปริมาณที่ค่อนข้างสูง โดยมีหลายๆชิ้นงานสนับสนุนว่า การหมักชา จะทำให้พวกจุลินทรีย์ต่างๆไปเปลี่ยนสารเหล่านี้ให้มีขนาดเล็กลง มีฤทธิ์ที่ดีขึ้น ซึ่งเราเรียกว่า Bio-conversion

และเมื่อสารเหล่านี้มีขนาดเล็กลง น่าจะมีประโยชน์ในการซึมผ่านผิวได้ดีขึ้นด้วย (แต่ยังขึ้นกับปัจจัยอื่นๆอีก)

สำหรับทางเครื่องสำอาง ความงามและผิวพรรณ งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการใช้ Kombucha ตรงๆ ยังมีอยู่จำกัดค่ะ โดยหลักๆ จะเป็นการใช้เพื่อสมานแผล (Wound healing) เช่น การศึกษาประสิทธิภาพของสารสกัด Kombucha ด้วยตัวทำละลาย Ethyl acetate ในการสมานแผลในหนูทดลอง โดยวิธีการฉีดเข้าชั้นหนังแท้ (Intradermal) พบว่า การสมานแผลเกิดได้ไวขึ้นค่ะ (Pakravan et al. J Cosmet Dermatol. 2018;17(6):1216-1224.)

ตัว Kombucha Teatox Essence จะมาในกล่องแถบคาดเหลืองนะคะ

kombu 4

มาในเนื้อสีเหลืองอ่อน

kombu 5

ข้นกว่าสูตร Artemisia เล็กน้อย มีกลิ่นหอมจางๆ

kombu 1

เกลี่ยได้ง่าย ซึมไว ให้ความรู้สึกบางเบา เย็นสบายผิว และไม่เหนอะหนะ

kombu 2

ค่า pH อยู่ที่ราวๆ 4 – 5 นะคะ

kombu 3

ตัว Kombucha essence นี้เป็นที่โปรดปรานของสาวเกาหลีนะคะ มีรางวัลมาการันตีอยู่หลายรางวัลด้วยค่ะ

kombu 6

สำหรับส่วนผสมเป็นดังนี้ค่ะ

สผส kombucha

วันนี้มี่ทำส่วนผสมไว้หลายสีหน่อยนะคะ

  • สีเขียว กับ สีฟ้า เป็นคู่พระนางของเรา คือ สารสกัดจากวุ้น (Scoby) ของ Kombucha ที่หมักด้วย Yeast saccharomyces ในโอ่งดินค่ะ ซึ่งสารสกัดจากชาดำหมักนี้มีประโยชน์ในเชิงของ Antioxidant นะคะ สองตัวนี้รวมกันอยู่ที่ความเข้มข้น 70.4% ในสูตรค่ะ
  • สีชมพู เป็นกลุ่มของ Hyaluron 4 ชนิด ได้แก่ Sodium hyaluronate แบบปกติ Hydrolyzed hyaluronic acid แบบที่ย่อยให้มีขนาดเล็กลง Hydroxypropyltrimonium hyaluronate แบบที่มีประจุบวก เกาะติดกับผิวได้ดี และ Sodium acetylated hyaluronate ที่เด่นด้านการเคลือบปกป้องผิวเช่นกัน
  • สีน้ำตาล กลุ่มของ Bifida ferment filtrate และ Lactobacillus ferment lysate จัดเป็นสารในกลุ่ม Postbiotic ที่ได้จากการสกัดเอาน้ำเลี้ยงจุลินทรีย์ Probiotic ออกมา มีประโยชน์ในด้านของความชุ่มชื้น การชะลอวัย เพิ่มความแข็งแรงให้แก่ผิว
  • สีม่วงเป็นสารบำรุงอื่นๆ ได้แก่ สารสกัดจาก Calendula กรดอะมิโน Arginine และสาร Adenosine ค่ะ

 

ทางแบรนด์มีการทดสอบประสิทธิภาพในอาสาสมัคร พบว่าอาสาสมัครมีรูขุมขนที่กระชับขึ้นหลังใช้โดยมพื้นที่ของรูขุมขนลดลง 4.3% และเมื่อใช้ต่อเนื่อง 2 อาทิตย์พบว่าอาสาสมัครมีรูขุมขนที่กระชับขึ้นหลังใช้โดยมพื้นที่ของรูขุมขนลดลง 7.2%

telse eff

(Image from T’else official website)

 

จุดหนึ่งที่มี่ค่อนข้าง Concern คือ เรื่องของภาวะไวต่อแสงที่อาจจะเกิดขึ้นได้จากสารกลุ่ม Furocoumarin ที่พบได้ในน้ำมันหอมระเหยจากเปลือกพืชตระกูลส้ม ซึ่งในนี้มีด้วยกัน 2 ชนิด คือ Citrus aurantium dulcis และ Citrus recutita

จากการสอบถามไปทางแบรนด์ ทำให้มี่ได้ความรู้ใหม่มาว่า กฏการควบคุมเครื่องสำอางของเกาหลี (Korean cosmetic regulation) ได้มีการควบคุมปริมาณของสารในกลุ่ม Courmarin ไม่ให้เกิน 1 ml/kg (หรือ 0.0001%) ค่ะ ซึ่งเกณฑ์นี้จริงๆแล้ว ใช้ควบคุมกับผลิตภัณฑ์ที่ใช้แล้วต้องสัมผัสแสงแดด อย่างผลิตภัณฑ์กันแดด หรือ พวก Suntan product ค่ะ

โดยเกณฑ์นี้สามารถประยุกต์มาใช้กับผลิตภัณฑ์ skincare ทั่วไปซึ่งไม่ได้มีจุดประสงค์ให้สัมผัสแสงแดดหลังใช้งานได้อยู่ค่ะ ถ้าค่าไม่เกินนี้ก็ถือว่ามีความปลอดภัยค่ะ

โดยทางแบรนด์ได้ทำการวิเคราะห์ปริมาณของ Furocoumarin ในผลิตภัณฑ์นี้แล้ว พบว่า ในผลิตภัณฑ์มีสารในกลุ่มนี้อยู่เพียง 0.00000009942% ซึ่งน้อยกว่าที่กฎหมายเกาหลีกำหนด เลยอาจจะกล่าวได้ว่า ผลิตภัณฑ์นี้ไม่ได้เสี่ยงต่อการเกิดภาวะไว้ต่อแสงค่ะ

 

มาให้คะแนนดีกว่านะคะ

สำหรับตัวที่มี่หยิบมาให้คะแนนจะเป็นตัว Kombucha Teatox Essence นะคะ เพราะตัว Artemisia มีส่วนผสมแค่ 3 อย่าง

  1. สารบำรุง ในด้านของสารบำรุงตัวหลักคือ Kombucha ซึ่งเป็นสารสกัดจากชาดำที่หมักด้วยยีสต์ Sacchromyces มีประโยชน์ในเชิงของการเป็น Antioxidant ชะลอวัย ป้องกันการเกิดริ้วรอย เสริมมาด้วย Hyaluron 4 ชนิด ที่มีประโยชน์ในการเติมน้ำให้ผิวที่หลายระดับชั้น เสริมกับพวก Postbiotic และสารบำรุงอื่นๆ มีประโยชน์โดยรวมในเชิงของการเติมน้ำ และชะลอวัย โดยทางแบรนด์มีเคลมเกี่ยวกับการ Calm sensitive skin และช่วยให้ผิว Glow ซึ่งจุดนี้มี่ว่าอาจจะยังไม่คลิ้กมาก เลยขอให้ไป 4 ฟลาสก์
  2. ส่วนผสมอื่นๆ จากที่ได้กล่าวไปว่า แม้จะมีส่วนผสมของน้ำมันหอมระเหยจากพืชในตระกูล Citrus ที่อาจมีความเสี่ยงทำให้เกิดภาวะไวต่อแสง แต่ทางแบรนด์ได้มีการวิเคราะห์ปริมาณสารในกลุ่ม Furocoumarin ที่เป็นตัวการแล้ว พบว่ามีอยู่น้อยกว่าเกณฑ์ที่กฎหมายของทางเกาหลีกำหนด จึงถือว่ามีความเสี่ยงต่อการแพ้แสงต่ำมาก และส่วนผสมอื่นๆ ไม่ได้มีพิษมีภัยอะไรกับผิว เลยขอให้ไป 5 ฟลาสก์
  3. การใช้งาน ส่วนตัวค่อนข้างชอบ Feeling และสัมผัสหลังใช้ของ Essence ตัวนี้นะคะ มันเป็นน้ำตบ ที่มีส่วนผสมของ Hya ตัวหนึ่งที่รู้สึกว่า ใช้แล้วผิวเรานุ่มนวลค่อนข้างนาน โดยไม่เหนียวเหนอะหนะและหนักผิว ให้ไป 5 ฟลาสก์

 

คะแนน kom-edit

สุดท้ายนี้ต้องขอขอบคุณทางแบรนด์ T’else สาขาประเทศไทยด้วยนะคะ ที่ส่งสินค้าใหม่ล่าสุดมาให้มี่ได้ทดลองใช้ และขอบคุณทุกท่านด้วยค่ะที่ติดตามรับชมมาจนจบ

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถสอบถามได้ที่ทางแบรนด์ T’else หรือ เพจ Dermskin store ได้โดยตรงเลยนะคะ

https://www.facebook.com/dermskinstore

 

วันนี้คงต้องลากันไปก่อน พบกันใหม่โอกาสถัดไป สวัสดีค่ะ

Disclaimer/conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากทางแบรนด์ T’else การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสมตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล และผู้เขียนไม่ได้มีผลประโยชน์ใดๆในการขายสินค้า โปรดใช้วิจารณญาณ