Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสมเซรั่มอันเลอค่า Dior Prestige la Micro-Huile de Rose Advance serum สูตรปรับปรุงใหม่ เสริมสารสกัดจาก Rose sap

สวัสดีค่ะ วันนี้มี่มารีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสมเซรั่มสุด Premium ของแบรนด์ Dior ที่มีชื่อว่า Dior Prestige la Micro-Huile de Rose Advance serum สูตรใหม่ ที่พัฒนาต่อมาจากสูตรเดิมในปี 2017 ให้ดีขึ้นกว่าเดิม

ก่อนจะเริ่มการรีวิว มาดูหน้าตาของน้องก่อนดีกว่าค่ะ น้องมีหน้าตาเป็นอย่างนี้นะคะ

จากที่มองผ่านบรรจุภัณฑ์จะเห็นว่ามีเม็ด capsule กลมๆ เล็กๆ อยู่ ซึ่งทางแบรนด์เรียกว่า Micropearl

ผลิตภัณฑ์ la micro-huile de rose รุ่นปี 2020 นี้พัฒนามาจากการศึกษาค้นคว้าของศูนย์วิจัย LVMH Recherche ของ Dior ที่ประเทศฝรั่งเศส ซึ่งเป็นศูนย์วิจัยที่มีทีมวิจัยที่เข้มแข็งมาก มีการสร้างความร่วมมือ สร้างเครือข่ายกับศูนย์ Center for iPS Cell Research (CiRA) และมหาวิทยาลัยชั้นนำต่างๆ อีก 6 มหาวิทยาลัย

การศึกษานี้เป็นการศึกษาสภาพผิวของกลุ่มตัวอย่างของอาสาสมัครผู้หญิงจำนวน 60 คน มาแบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มแรกเป็นผู้หญิงที่มีอาการเหนื่อยล้า (Fatigue) ไม่ว่าจะเป็นจากการทำงาน นอนพักผ่อนไม่เพียงพอ หรือปัจจัยอื่นๆ จำนวน 30 คน และอีกกลุ่มเป็นผู้หญิงที่ไม่มีอาการ Fatigue

ผลการทดสอบพบว่าผิวของผู้หญิงที่มีอาการ Fatigue ขาดสารอาหารในกลุ่ม Micronutrient ชนิดต่างๆ รวมถึงไขมันดีๆ ในผิว อย่างพวก Ceramide และ Fatty acids บางชนิด

นอกจากนี้การขาด Micronutrients ยังส่งผลให้ความสามารถในการฟื้นฟูตัวเองของผิวลดลงไปด้วย

(Image from Dior)

ส่วนอีกการศึกษาหนึ่งพบว่าผู้หญิงที่อดนอนมาเป็นเวลา 2 คืน มีปริมาณของโปรตีนบางชนิดที่นำส่งอาหารให้ผิวลดลง เกิดอาการ Fatigue ผิวมีความไม่ยืดหยุ่นและมีโอกาสเกิดริ้วรอยได้ง่ายขึ้นกว่าคนที่พักผ่อนเต็มที่

จุดเด่นของผลิตภัณฑ์ la micro-huile de rose นี้พัฒนามาโดยใช้สารสกัดจากน้ำเลี้ยงในก้านกุหลาบ (Rose sap) ของกุหลาบสายพันธุ์พิเศษอย่าง Rose de Granville ซึ่งประกอบด้วยสารสำคัญในกลุ่ม Micronutrient 22 ชนิด และ พฤกษเคมีที่ออกฤทธิ์ผ่านกระบวนการต่างๆ ของผิวที่ 30 Target มีปริมาณสารประกอบในกลุ่ม Flavanols สูงกว่าปกติ 32 เท่า และมีปริมาณ Catechin สูงกว่าปกติถึง 225 เท่า

ให้ประโยชน์ทดแทนสารอาหารและสารต้านอนุมูลอิสระให้แก่ผิว เพื่อลดอาการ Fatigue และมีประโยชน์บำรุงให้ผิวแข็งแรง

นอกจากสารสกัดจาก Rose sap แล้ว ในเซรั่มนี้ยังมีองค์ประกอบของ Micro-pearl นับ 10,000 เม็ดที่ค่อยๆ บรรจงผลิตขึ้นมาทีละเม็ดด้วยเทคนิค Encapsulation ภายในบรรจุสารกลุ่มน้ำมันเอาไว้ เวลาทาผิวแคปซูลเหล่านี้ก็จะแตกออกและปลดปล่อยสารออกมา โดยไม่มีความรู้สึกเหนอะหนะ

(Image from Dior)

จุดเด่นของทาง Dior คือ ด้านการ Formulation และ Textureตามที่เคยได้กล่าวไปในรีวิวก่อนหน้านี้

สำหรับเซรั่ม Prestige ตำรับนี้ แม้ดูว่าจะมีส่วนผสมของน้ำมันอยู่หลายชนิด ที่มองดูแล้วควรจะมาในรูปแบบของน้ำนม แต่กลับมาในรูปแบบของผลิตภัณฑ์เจลใส และไม่มีความเหนอะหนะอยู่เลย (ส่วนตัวผิวผสม/แห้ง)

ผลิตภัณฑ์นี้มีสิทธิบัติคุ้มครองถึง 6 ฉบับ ประกอบด้วยส่วนผสมจากธรรมชาติถึง 92% และผ่านการทดสอบกับสภาพผิวของคนเอเชีย

เนื้อของผลิตภัณฑ์เป็นประมาณนี้นะคะ กดออกมาจะคล้ายๆ เซรั่มเนื้อเจล มีกลิ่นหอมผ่อนคลายจากกุหลาบ

เกลี่ยได้ง่าย มีกลิ่นหอม เวลาใช้งาน หลังจาก warm บนมือ แล้วเอามือมาอังที่ใบหน้าเพื่อสูดดมกลิ่นหอมของน้ำมันกุหลาบ ให้ความรู้สึกผ่อนคลาย และสำหรับคนที่ชอบกุหลาบแบบดิฉันคือได้กลิ่นแล้วมีความสุขมากๆ สมกับคอนเซปท์ของทาง Dior ที่ผู้หญิงจะต้องสวยไปพร้อมๆ กับมีความสุข

วันนี้ไม่ได้วัดค่า pH นะคะ

สำหรับส่วนผสมเป็นดังนี้ค่ะ

สำหรับส่วนผสมวันนี้มี่ทำไว้อยู่ 5 สีนะคะ

ขอเน้นหนักจัดเต็มที่นางเอกของเรา คือ Rose extract เป็นการผสมผสานระหว่าง Rose oil และ สารสกัดจากน้ำเลี้ยงในก้านกุหลาบ หรือ Rose sap จากดอกกุหลาบสายพันธุ์พิเศษ Rose de Granville ที่ได้จากการเพาะเลี้ยงและผสมข้ามสายพันธุ์อยู่ร่วม 40000 สายพันธุ์ จนได้กุหลาบ Rose de Granville ที่ดีที่สุด ปลูกใน Dior garden

กระบวนการเตรียมสารสกัดมีสิทธิบัตรรองรับ ผ่านเทคนิค Double extraction ที่เป็นการสกัด 2 ครั้ง เพื่อให้ได้สารสำคัญจากกุหลาบทั้งดอก ทั้งส่วนที่ละลายในน้ำ และน้ำมัน สำหรับการสกัดเอา Rose sap ออกมา เป็นวิธีการสกัดแบบ Green extraction ที่มีสิทธิบัตรรองรับเช่นกัน โดยประโยชน์ของ Rose sap ดังที่ได้กล่าวไปในด้านบน คือ ทดแทนและเติมสารอาหารในกลุ่ม Micronutrient ให้แก่ผิว มีประโยชน์ในการเสริมการทำงานตามธรรมชาติของผิว

(Image from Dior)

ทาง Dior ก็ได้มีการทดสอบประสิทธิภาพของตำรับดังกล่าวทั้งในระดับหลอดทดลอง และ ในอาสาสมัคร พบว่ามีประโยชน์อยู่หลายประการ ได้แก่ ทดแทน Micronutrient คืนให้แก่ผิว เพื่อเสริมฟื้นฟูและปรับสภาพผิวให้เรียบเนียน นุ่มนวล ลดเลือนริ้วรอย แลดูยกกระชับ

(Image from Dior)

สารสกัดจากกุหลาบทำงานร่วมกับสารบำรุงอื่นๆ หลายชนิด ได้แก่

  • กลุ่มน้ำมันและไขมันจากธรรมชาติ แทนด้วยสีม่วง
  • วิตามินซี และ วิตามินอี แทนด้วยสีเขียว
  • Gum จากเมล็ดมะขาม แทนด้วยสีส้ม ตัวนี้อาจจะมีประโยชน์ในแง่ของการเพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่ผิว หรือ อาจจะมีประโยชน์ในการเพิ่มความหนืดและปรับ Feeling ให้แก่ตำรับ
  • สีฟ้า มีสองตัว ได้แก่ สารสกัดจาก Mallow และ Adenosine ที่มีประโยชน์ดูแลผิวในเชิงการชะลอวัย และดูแลปัญหาริ้วรอย

มาให้คะแนนกันดีกว่านะคะ วันนี้ขอแบ่งคะแนนเป็น 2 หัวข้อนะคะ

  1. ส่วนผสม ถ้าดูเพียงที่รายการสารในส่วนผสม เราอาจจะแบบว่า เอ๊ะ .. แต่พอได้ทราบถึงเทคโนโลยีที่ใช้ในการตั้งตำรับ การทดสอบทั้งในระดับหลอดทดลอง และในอาสาสมัคร ถึงกับต้องอุทานว่า เริ่ดอ่ะ ในด้านของส่วนผสม นอกจากชูโรงด้วยส่วนผสมของ Rose sap และ Rose extract ที่เตรียมจาก Rose de Granville สายพันธุ์พิเศษ ยังเสริมมาด้วยวิตามินซี และ อี และสารสกัดจากพืช ส่วนผสมอื่นๆ ไม่ได้มีตัวไหนที่ไม่เป็นมิตรกับผิว จุดนี้ขอให้คะแนนที่เทคโนโลยีนะคะ รับไป 5 ฟลาสก์
  2. การใช้งาน ตอนแรกที่เห็นส่วนผสม ส่วนตัวคิดดูว่า มีส่วนผสมของสารไขมันจากธรรมชาติอยู่หลายชนิด แต่พอเอามาทาผิวแล้วไม่เหนอะหนะ อาจจะด้วยเพราะ Capsule ที่ใช้มาปรับ Feeling ให้รู้สึกดีไม่เหนอะหนะเลย และด้วยความที่ส่วนตัวเป็นคนชอบกุหลาบ เลยขอให้ไป 5 ฟลาสก์

สุดท้ายนี้ต้องขอขอบคุณทาง Sponsor แบรนด์ Dior ประเทศไทย ที่ส่งผลิตภัณฑ์ดีๆ มาให้มี่ได้ทดลองใช้ และขอบคุณทุกๆท่านด้วยค่ะ ที่ติดตามรับชมมาจนจบ

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถสอบถามได้ที่ทาง Dior โดยตรงเลยนะคะ

สำหรับวันนี้คงต้องลากันไปเท่านี้ พบกันใหม่โอกาสถัดไป สวัสดีค่ะ

Disclaimer/conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับมาจากทางแบรนด์ Dior ประเทศไทย การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสม/วัตถุดิบตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล ผู้เขียนไม่ได้มีผลประโยชน์ใดๆในการขายสินค้าและไม่ได้รับค่าตอบแทนในการรีวิว โปรดใช้วิจารณญาณ

Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสม เซรั่มพลังดอกไม้ทั้ง 4 กับ Capture Totale C.E.L.L. Energy จาก Dior

หากพูดถึง Dior หลายๆ ท่านอาจจะนึกถึงสินค้าแฟชั่น หลายๆ ท่านอาจจะนึกถึงน้ำหอมสุดหรูหรา แต่ Dior ยังมีอีกสิ่งที่น่าสนใจ นั่นก็คือสินค้าในกลุ่มสกินแคร์ค่ะ

ส่วนตัวมี่เอง มีโอกาสได้พบปะกับทีมงานของทาง Dior เมื่อช่วงต้นเดือนตุลาคมก็พึ่งรู้เหมือนกันค่ะ ว่าทาง Dior ที่ฝรั่งเศสนั้นมีศูนย์วิจัยที่ชื่อว่า LVMH Recherche ที่มีทีมวิจัยที่เข้มแข็งมาก จับมือสร้างเครือข่ายกับศูนย์ Center for iPS Cell Research (CiRA) และมหาวิทยาลัยชั้นนำต่างๆ อีก 6 มหาวิทยาลัย

ด้วยความที่มีทีมวิจัยอันแข็งแกร่ง เทคโนโลยีของ Dior จึงค่อนข้าง Advance เลยหละ

เท่าที่ได้ข้อมูลมา ทาง Dior เป็นบริษัทหนึ่งที่เข้มแข็งด้านการวิจัยเรื่อง Cell โดยเฉพาะกลุ่มของ Stem cell หรือ Mother cell ซึ่งเริ่มวิจัยมาราวๆ 30 ปี ได้ค้นพบโปรตีน และ Marker ใหม่ๆในระบบผิวหนังถึง 17 ชนิด มีงานวิจัยตีพิมพ์ร่วมกับมหาวิทยาลัยในวารสารวิชาการชั้นนำ 55 เรื่อง และมีสิทธิบัตรคุ้มครองอยู่ 10 ชิ้น

นอกจาก Dior จะโดดเด่นด้านของทางวิทยาศาสตร์ คือ ศูนย์วิจัย LVMH Recherche กับ CiRA แล้ว นางยังมีความโดดเด่นด้านของสวนพฤกษศาสตร์ Dior garden ที่มีด้วยกันอยู่หลายแห่งทั่วทุกมุมโลก เป็นเหมือนสวนพฤกษศาสตร์ที่ปลูก และดูแลพันธ์พืชต่างๆมากมายหลายชนิด

และอีกประเด็นที่ไม่กล่าวไม่ได้เลย คือเรื่องของความเชี่ยวชาญสาขา Floral science ของทาง Dior นั้น เรียกได้ว่าเป็นแถวหน้าของโลกเลย

จากผลงานวิจัย และ การค้นคว้ามากมาย คัดกรองดอกไม้ในสวน Dior garden หลายๆแห่ง จนในที่สุดทาง Dior ก็เจอส่วนผสมจากดอกไม้ 4 ชนิด ที่มีคุณสมบัติฟื้นฟูและปรับสภาพของผิว คืนพลังงาน คืนความอ่อนเยาว์ให้แก่ผิว จุดนี้ก็เหมือนตัวเราเนาะ พอเรามีพลังงาน เราก็สามารถทำอะไรต่อมิอะไรต่างๆ ได้มากมาย ผิวเราก็เช่นกันค่ะ

ซึ่งในจุดนี้ ทาง Dior ได้ค้นพบว่า ในผิวเรา จะมี Mother cell อยู่ 0.2% ที่รับผิดชอบการเจริญของผิวทั้งหมด ซึ่ง Mother cell นี้จะทำงานได้น้อยลงเมื่อเราแก่ตัวขึ้น แต่ปริมาณของคุณแม่ยังอยู่เท่าเดิมค่ะ ดังนั้น Concept ของ ผลิตภัณฑ์ในกลุ่ม Capture Totale C.E.L.L. Energy ก็คือ เสริมการสร้างพลังงาน และคืนความอ่อนเยาว์ให้แก่ Mother cell เพื่อให้ผิวเรากลับมาสุขภาพดีและดูสวยงามค่ะ

สำหรับวันนี้มี่จะมารีวิวตัวเซรั่ม Super Potent Age-Defying Intense Serum ในกลุ่ม Capture Totale C.E.L.L. Energy ที่มีหน้าตาแบบนี้ค่ะ

สาวน้อยของเรา เธอมาในแพคเกจที่ดูหรูหราสวยงาม

เนื้อเซรั่มเป็นแบบน้ำนม มีกลิ่นหอม กลิ่นแนวนี้ถูกจริตมี่มากเลยค่ะ

เกลี่ยง่าย ให้ความชุ่มชื้น แต่ก็ซึมไว แห้งไว ไม่เหนียวเหนอะหนะ

สำหรับส่วนผสมเป็นดังนี้นะคะ

ในภาพรวมเซรั่มตัวนี้เป็นรูปแบบของน้ำนม ประกอบด้วยน้ำ และ น้ำมัน และมีแอลกอฮอล์ติดมา แต่ส่วนตัวใช้มาร่วมเดือนแล้วก็ไม่ได้มีปัญหาอะไร เพราะน้ำมันที่ใส่มาเคลือบผิวได้ค่อนข้างดี

โดยน้ำมันที่เป็นตัวหลักคือ Squalane ที่เคลือบปกคลุมผิวค่อนข้างดี กับ น้ำมันจากเมล็ดของ Meadowfoam เสริมมาด้วยสารบำรุงหลายชนิด ทั้งกลุ่มของวิตามิน C E B3 สารเติมน้ำ และสารที่เป็นพระเอกของผลิตภัณฑ์กลุ่มนี้ คือ สารสกัดจากดอกไม้ทั้ง 4 ที่ผ่านกระบวนการคัดเลือกมาจากส่วนผสม 1667 ชนิด จากสวน Dior garden

ขอเริ่มเปิดการรีวิวที่พระเอกของกลุ่ม Capture Totale C.E.L.L. Energy คือ สารสกัดจากพืชดอกทั้ง 4 หรือ Flower complex ที่เป็นสูตรเอกลักษณ์ของทาง Dior ซึ่งทาง Dior ได้ทำการศึกษาด้าน Proteomics พบว่า สูตรผสมของพืชดอกทั้ง 4 นี้ มีคุณสมบัติเสริมการทำงานในผิวถึง 35 จุด ที่เกี่ยวข้องกับ Skin aging ซึ่งมีประโยชน์โดยรวมในด้านของ

  1. การปกป้องตัวเองของผิว
  2. การสร้างพลังงานของผิว
  3. การสร้างสารใหม่มาทดแทนส่วนที่หายไป (Regeneration)
  4. การฟื้นฟูตัวเองของผิว
  5. เสริมความแข็งแรงของผิว

จะขอเริ่มรีวิวที่พืชดอกที่เป็นนางเอกสุดของกลุ่มนี้คือ Madagasca longoza หรือ Aframomum angustifolium

  • Aframomum angustifolium seed extract สารสกัดจากเมล็ดของพืชดอก Longoza ซึ่งได้มาจากสวน Dior garden ที่ Madagascar ผ่านกรรมวิธีการเก็บและแปรรูปด้วยมือ

ก่อนจะนำไปสกัดด้วยเทคโนโลยีชั้นสูงต่อไป

สารสกัดจากเมล็ด Longoza นี้มีสิทธิบัตร US 7381436B2 ของทาง LVMH Recherche รองรับอยู่ โดยข้อมูลในสิทธิบัตรระบุว่า สารสกัดจาก Longoza สามารถปกป้อง Collagen VII ที่เป็นส่วนประกอบที่สำคัญของบริเวณรอยต่อระหว่าง Epidermis และ Dermis เรียกว่า Dermal-Epidermal junction หรือ DEJ ซึ่งเวลาเรามีอายุมากขึ้น Collagen VII จะลดลง ทำให้บริเวณ DEJ แบนราบมากขึ้น ผิวก็จะบาง และเหี่ยวลง

อีกกลไกที่น่าสนใจ และส่วนตัวมองว่าค่อนข้าง Unique คือ ที่บริเวณ DEJ จะมีเส้นใย Elastic ที่สำคัญ อยู่ 2 ชนิด คือ Oxylatan และ Elaunin โดย Oxylatan เป็นเส้นใยบางๆ ที่เรียงตัวตั้งฉากกับกลุ่มของเส้นใย Elaunin ที่คอยยึดเอา Dermis ชั้นบน (Papillary dermis) ไว้กับ Dermis ชั้นล่าง (Reticular dermis) ทั้งหมดนี้ทำหน้าที่พยุงโครงร่างของผิวเอาไว้ให้แข็งแรง ยืดหยุ่น กระชับ ไม่มีริ้วรอย (Cotta-Pareira, et al. J Invest Dermatol. 1976; 66(3):143-148, Uitto J. (1986) Elastic Fibers. In: Bereiter-Hahn J., Matoltsy A.G., Richards K.S. (eds) Biology of the Integument. Springer, Berlin, Heidelberg.)

โดยสารสกัดจาก Longoza สามารถปกป้อง Oxylatan และ Elaunin จากรังสี UV พร้อมทั้งเสริมการสังเคราะห์เส้นใยทั้ง 2 เพิ่มขึ้น จึงมีส่วนช่วยในแง่ของการปกป้อง ฟื้นฟู และช่วยให้ชั้นผิวดูแข็งแรงขึ้น

(Image from United States Patent, US 7381436B2)

  • สารสกัดจากรากดอกโบตั๋น Peaonia lactiflora root extract มีรายงานเกี่ยวกับฤทธิ์ต้านการอักเสบ (Front Pharmacol. 2011; 2: 10.) สารสกัดจากส่วนรากประกอบด้วยสารที่มีชื่อว่า Paeoniflorin ที่มีคุณสมบัติในด้าน Whitening ผ่านการยับยั้งการสร้างเม็ดสีผิว (Int J Cosmet Sci. 2016;38(5):444-51.)
  • สารสกัดจากหัวของลิลลี่สีขาว Lilium candidum bulb extract ที่มีส่วนประกอบของสารพฤกษเคมีที่มีประโยชน์หลายกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็น Flavonoid, Saponin และ Phytosterol มีรายงานการวิจัยที่ทดสอบครีมที่มีส่วนผสมของสารสกัด Lily กับพืชอื่นๆ พบว่าให้ผลลดรอยคล้ำใต้ตาในอาสาสมัคร (J Drugs Dermatol. 2013; 12(2):154-7.) ข้อมูลจากสิทธิบัตรระบุว่าใช้เป็นสารช่วยให้ผิวขาว ผ่านการยับยั้งการสร้างเมลานิน และช่วยป้องกันผลเสียจากรังสี UVB ที่ไปเหนี่ยวนำให้เกิดจุดด่างดำ (US 8481093 B2) ข้อมูลจากผู้ผลิตระบุว่าสารสกัดนี้มีฤทธิ์ต้านการอักเสบ
  • สารสกัดจากดอก Chinese jasmine Jasminum officinale Flower Extract นอกจากส่วนของน้ำมันหอมระเหย และสารหอมแล้ว ในดอกมะลิยังมีสารพฤกษเคมีในกลุ่มของพวก Flavonoid อยู่ ซึ่งเป็น antioxidant ที่ดี

สารสกัดจากพืชดอกทั้ง 4 นี้ ทางแบรนด์นำมาผสมผสานเข้ากับเทคโนโลยี Lipopeptide ที่ได้จากกระบวนการ Bio-fermentation เพื่อช่วยนำส่งสาร โดยทางแบรนด์ได้ทดสอบในระดับหลอดทดลองกับผิวหนังเพาะเลี้ยง พบว่าระบบนำส่งนี้สามารถนำส่งสารได้เพิ่มขึ้น 30% เมื่อเทียบกับการทาแบบปกติ

  • สารบำรุงกลุ่มถัดมา จะเป็นกลุ่มของสารบำรุงสีฟ้า ซึ่งเป็นวิตามินทั้ง 3 ตัว ได้แก่ C B3 และ E ที่ให้ประโยชน์กับผิวในหลายๆ ด้าน
  • สีชมพู เป็นกลุ่มของสารเพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่ผิว ซึ่งมีด้วยกันหลายตัว เช่น
    • กลุ่มของ Hyaluronic acid 2 รูปแบบ คือ Hyaluronic acid และ Sodium acetylated hyaluronate มีประโยชน์ในการเติมน้ำเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิว
    • น้ำตาล xylitol และ Trehalose มีประโยชน์ในการเติมน้ำเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิวเช่นกัน
    • Betaine ที่เป็นอนุพันธ์ของกรดอะมิโน Glycine มีคุณสมบัติในการเติมน้ำให้ผิว พร้อมให้สัมผัสที่บางเบา นุ่มนวล
    • Hydrolyzed soy protein มีประโยชน์ในการเติมน้ำเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิวเช่นกัน ตัวนี้คุณสมบัติขึ้นกับขนาด ถ้าเป็นตัวเล็กๆ ก็อาจจะซึมผ่านผิวได้ และมีคุณสมบัติในด้านของการชะลอวัย และลดเลือนริ้วรอย แต่ส่วนมากมักจะเด่นเรื่องของความชุ่มชื้น
    • Alcaligenes Polysaccharides สารที่ได้จากกระบวนการทางเทคโนโลยีชีวภาพ ผ่านการหมักเชื้อจุลินทรีย์ใน Genus Alcaligenes ได้เป็นสารกลุ่ม Polysaccharide ที่มีประโยชน์และคุณสมบัติหลายประการ ตั้งแต่เป็นสารเพิ่มความหนืดให้ตำรับ ไปจนถึงคุณสมบัติในการเคลือบผิว รักษาความชุ่มชื้น
  • สีม่วง เป็นสารบำรุงอื่นๆ เช่น น้ำมันจาก Meadowfoam ให้คุณสมบัติในด้านความชุ่มชื้นคืนไขมันให้กับผิว Adenosine ดูแลเรื่องริ้วรอย และ สารสกัดจากสาหร่ายสีแดง Palmaria palmata ที่เป็น antioxidant และมี oligosaccharide ที่ดูแลเรื่องความชุ่มชื้น กับ Whitening

ในด้านของเบส มาในเบสแบบน้ำนม ที่มีส่วนผสมของ Alcohol เลยเกลี่ยง่าย แห้งไว ไม่เหนอะหนะ ส่วนตัวมี่เองแม้จะมีผิวผสม/แห้ง ก็ใช้ได้ไม่มีปัญหาใดๆ ส่วนผสมอื่นๆ เลือกมาได้ค่อนข้างดี ไม่มีสารที่ไม่เป็นมิตรกับผิว

ให้คะแนน

  1. สารบำรุง เรียกได้ว่าทำมาได้ค่อนข้างดี จัดมาให้ดูแลผิวได้หลายประการตามที่กล่าวไปด้านบน เสริมด้วยเทคโนโลยีต่างๆ ที่โดดเด่นของทางห้องแลป ส่วนตัวมองว่าคุ้มค่ากับราคาที่เราจะต้องจ่ายไป โดยในภาพรวม สารบำรุงทั้งหมด ดูแลผิวได้ค่อนข้างครบจบปัญหาผิวเสื่อมและอ่อนล้าตามวัย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ การชะลอวัย ป้องกันการเกิดริ้วรอย รวมถึงลดเลือนริ้วรอยที่เกิดไปแล้ว เสริมโครงสร้างชั้นผิวให้แข็งแรง ยืดหยุ่น กระชับ และให้ผิวมีสุขภาพดีไปพร้อมๆ กัน จุดนี้ขอให้ 5 ฟลาสก์
  2. ส่วนผสมอื่นๆ ตามที่ได้กล่าวไปในด้านบน แม้ส่วนผสมเกือบทั้งหมดจะเป็นมิตรกับผิว แต่ด้วยความมี Alcohol เลยขอหักออก 1 คะแนน เหลือ 4 ฟลาสก์
  3. การใช้งาน ส่วนตัวชอบเนื้อสัมผัสของเซรั่ม ที่ซึมไว แห้งไว ไม่เหนอะหนะ และเอามาใส่ไว้ในลำดับต้นๆ ของ Skincare regimen เพราะเนื้อมีความบางเบา ไม่เหนอะหนะ แม้จะมาในรูปแบบของน้ำนม ก่อนจะลงทับด้วย moisturizer อื่นๆ ต่อไป ในด้านของประสิทธิภาพ หลังจากทดลองใช้มาราวๆ เดือนกว่า ร่วมกับเซรั่มอีกชิ้นของทาง Dior (ที่จะมารีวิวอีกทีในโอกาสหน้า) และสกินแคร์อื่นๆ ใน Regimen ส่วนตัวรู้สึกว่าผิวหน้ารู้สึกฟู อวบอิ่ม มีความกระชับ ยืดหยุ่น มีสุขภาพดี มี Complexion สีชมพูระเรื่อ ไม่ดูซีดเหมือนก่อนเริ่มใช้  จุดนี้ขอให้ 5 ฟลาสก์

สุดท้ายนี้ต้องขอขอบคุณทาง Sponsor แบรนด์ Dior ประเทศไทย ที่ส่งผลิตภัณฑ์ดีๆ มาให้มี่ได้ทดลองใช้ และขอบคุณทุกๆท่านด้วยค่ะ ที่ติดตามรับชมมาจนจบ

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถสอบถามได้ที่ทาง Dior โดยตรงเลยนะคะ

สำหรับวันนี้คงต้องลากันไปเท่านี้ พบกันใหม่โอกาสถัดไป สวัสดีค่ะ

Disclaimer/conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับมาจากทางแบรนด์ Dior ประเทศไทย การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสม/วัตถุดิบตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล ผู้เขียนไม่ได้มีผลประโยชน์ใดๆในการขายสินค้าและไม่ได้รับค่าตอบแทนในการรีวิว โปรดใช้วิจารณญาณ

Image

[Mini Review] สกินแคร์คลีนๆจากฝรั่งเศส SO’BiO étic กลุ่มชะลอวัยลดเลือนริ้วรอย Préciux Argan

ช่วงนี้กระแส Natural และ Organic มาแรงมากๆ ส่วนตัวมองว่ามันก็น่าสนใจดีนะคะ

อย่างวันนี้มี่บังเอิญไปได้ผลิตภัณฑ์ใหม่จากแบรนด์ So’Bio êtic จากประเทศฝรั่งเศสค่ะ

ผลิตภัณฑ์กลุ่มที่มี่ได้มาจะเป็นไลน์ Préciux Argan ที่ใช้น้ำมันอาร์แกนที่ปลูกแบบออร์แกนิกจากประเทศโมร็อคโคค่ะ

ซึ่งมีเคลมหลักเกี่ยวกับ Anti-aging ชะลอวัย ลดเลือนริ้วรอยค่ะ

มี Day cream กับ Eye and lip countour ค่ะ

bio 1

ซึ่งในส่วนผสมทำมาได้ค่อนข้างดีเลยนะคะ ทั้งสองชิ้นใช้สารที่มาจากธรรมชาติ 99% เลยทีเดียวค่ะ

และจุดเด่นที่น่าสนใจคือ ได้รับตรา Bio organic cosmetique กับ Ecocert ยืนยันความคลีน ความกรีน และความเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมค่ะ

 

ตัว Day cream ก็แลดูดีงามใช่ย่อยนะคะ นางได้รับรางวัลมาจากการประกวด Beauté test ประจำปี 2017 ด้วยค่ะ

bio 3

ส่วนตัวมี่ชอบ Eye and lip contour มากๆค่ะด้วยความเนื้อบางเบา กลิ่นหอมละมุนผ่อนคลายทาแล้วผิวนุ่มขึ้นจริงๆแบบเว่อร์วัง

bio 2

สุดท้ายนี้ต้องขอขอบคุณทางแบรนด์ So’Bio êtic มากๆเลยนะคะ ที่ส่งผลิตภัณฑ์ดีๆมาให้มี่ได้ทดลองใช้

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ทางแบรนด์โดยตรงเลยค่ะ

https://www.facebook.com/SOBiO-%C3%A9tic-488635794887445/

Facebook.com/beautygirlclub

หาซื้อได้ที่ looks ทุกสาขา/allaboutyou/watsons ค่า

 

Disclaimer/conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับมาจากทางแบรนด์ So’Bio êtic ผู้เขียนไม่ได้มีผลประโยชน์ใดๆในการขายสินค้าและไม่ได้รับค่าตอบแทนในการรีวิว

Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสม เซรั่มไฮยาจากฝรั่งเศส Booster serum with hyaluronic acid จากแบรนด์ Novexpert

สวัสดีค่ะ

เมื่อวันก่อนมี่ได้เอาเซรั่มวิตามินซีของแบรนด์ Novexpert มารีวิวแล้วนะคะ วันนี้เลยขอเอาเซรั่มไฮยา เป็น Booster serum with hyaluronic acid มารีวิวให้ได้ชมกันค่ะ

 

เริ่มจากขอแนะนำแบรนด์ Novexpert อีกซักรอบนะคะ

ชื่อแบรนด์ Novexpert มาจาก New + Expert ทางแบรนด์ก่อตั้งขึ้นมาจากผู้เชี่ยวชาญในวงการสมุนไพร ชีววิทยา แพทย์ผิวหนัง และนักเคมีที่มีชื่อเสียงหลายคน

ผู้เชี่ยวชาญเหล่านี้ก็ได้คิดค้นวัตถุดิบ และสูตรส่วนผสมสกินแคร์ของแบรนด์ มาเป็นผลิตภัณฑ์บำรุงผิวหลายๆสูตรค่ะ

 

ตัวที่มี่ได้มาเป็นผลิตภัณฑ์กลุ่มของ Hyaluronic acid กับ Vitamin C ที่คิดค้นสูตรโดย Dr. Daniel Colletta อาจารย์มหาวิทยาลัย นักเคมีอินทรีย์ที่มีชื่อเสียงค่ะ

ตรงนี้จะเป็นลิงค์รีวิวของ Vitamin C ที่เคยรีวิวไว้นะคะ

(>>Click<<)

 

หน้าตาของเซรั่มไฮยา หรือ ชื่อเต็ม Booster serum with hyaluronic acid นี้เป็นแบบนี้ค่ะ

นางจะมาในกล่องสีดำ คาดแดง มีข้อความว่า 100% Natural origin และ 480 mg ultra-concentrate อยู่บนกล่องค่ะ

P1010193.JPG

เปิดฝากล่องมาจะเจอ Dr.Colletta ผู้วิจัยสูตรนี้อยู่ค่ะ

no 2

ด้านในเป็นขวดแก้วแบบมีหลอดหยด ขวดสีดำ คาดแดง

no 3

เนื้อเซรั่มค่อนข้างข้น มีกลิ่นหอมหวานๆ ให้ความรู้สึกผ่อนคลาย

no 4

เกลี่ยได้ค่อนข้างง่าย ลื่นผิว แต่ไม่ถึงกับเหนอะหนะ

no 5

ตอนช่วงแรกมี่ใช้หลังเซรั่มตัวหนึ่ง มันจะเหลวๆเมือกๆหน่อย เลยเอามาใช้เป็นสเตปแรกหลังเช็ดโทนเนอร์ จะดีกว่าค่ะ ไม่มีเหลวๆเมือกๆเกิดขึ้น เลยคิดว่าลงเป็นตัวแรกก่อนลงสกินแคร์อื่นๆน่าจะดีกว่า

บนข้างกล่องบอกว่า เราจะใช้เดี่ยวๆ หรือ ให้ผสมกับครีมที่ใช้เป็นประจำก็ได้ค่ะ

ใช้วันละ 2 ครั้ง เช้า กับ กลางคืน

ค่า pH อยู่ที่ราวๆ 6 – 7 ค่ะ

ph

ที่ข้างกล่องจะเคลมเรื่องส่วนผสมไว้บางส่วนนะคะ

  • ใช้ส่วนผสมจากธรรมชาติ 100%
  • ไม่มีสารกันเสีย
  • ไม่มี PEG
  • ไม่มี Mineral oil
  • ไม่มีส่วนผสมที่ได้จากสัตว์

 

เรื่องไม่มีสารกันเสียนี้เดี๋ยวเราไปดูความใส่ใจของทางแบรนด์กันในช่วงวิเคราะห์ส่วนผสมนะคะ

มาดูส่วนผสมกันบ้างนะคะ

สผส

มาวิเคราะห์ส่วนผสมกันดีกว่านะคะ วันนี้ขอมาแบบจัดเต็มเลยค่ะ

ถ้าเราพิจารณากันจะพบว่าผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางแทบทุกชนิดจะประกอบด้วยส่วนหลักๆ 3 ส่วน คือ

  1. Actives คือ สารบำรุง เป็นส่วนที่ทำให้เครื่องสำอางมีคุณสมบัติที่ดี รวมไปถึงมีประโยชน์ทางชีวภาพ
  2. Base คือ เนื้อหลักของผลิตภัณฑ์ บางทีอาจเรียกว่า Vehicle
  3. Additive คือ สารที่ช่วยเสริมให้ผลิตภัณฑ์มีคุณสมบัติที่ดี มีความน่าใช้ และมีความปลอดภัย

 

จากส่วนผสมที่มี่ทำสีไว้จะเป็นกลุ่มของสารบำรุงนะคะ สังเกตว่าส่วนใหญ่จะเป็นสารบำรุงทั้งนั้นเลย

ขอเล่าให้ฟังทีละสีเลยนะคะ

 

  1. กลุ่มสารบำรุง วันนี้มี่ขอแบ่งเป็น 4 สีนะคะ
  • สีฟ้า เป็นกลุ่มของสารเติมน้ำให้ผิว แน่นอนว่า พระเอกของเรา Hyaluronic acid ก็อยู่ในกลุ่มนี้ด้วยค่ะ สูตรนี้มีสารเติมน้ำอยู่ด้วยกันหลายตัว จริงๆสารสีเขียวก็เป็นสารเติมน้ำด้วย แต่นางมีคุณสมบัติพิเศษเลยแยกออกไป
  • Sodium hyaluronate เรียกได้ว่าเป็นสาร Top hit นางเป็นสารในกลุ่มคาร์โบไฮเดรตที่มีในผิวเราค่ะ ในผิวเรามี Hya เป็นส่วนประกอบทั้งในชั้นหนังกำพร้าและหนังแท้ ทำหน้าที่หลายๆอย่าง แต่หลักๆคือช่วยดูดซับความชุ่มชื้นให้ผิวเรานุ่มชุ่มชื้น ฟู และเด้งค่ะ ปกติ Hyaluron ที่มีขนาดใหญ่จะซึมลงไปไม่ได้ เราต้องพึ่งคุณหมอให้ฉีด Hya ลงไปเพื่อความยืดหยุ่นของผิว แต่ใครกลัวเข็มกลัวเจ็บ ตอนนี้วงการเครื่องสำอางก็พัฒนา Hya ออกมาหลายๆขนาดให้มีขนาดเล็กลง และซึมผิวได้ดีขึ้น

 

  • ในจุดนี้ทางแบรนด์เคลมมาว่าใช้ Hya ถึง 4 ขนาดเลยทีเดียว เพื่อเติมน้ำให้ผิวหลายๆระดับความลึกของชั้นผิว

hya

(Image from Novexpert)

hya 2

(Image from Novexpert)

 

  • กลุ่มของสารที่เป็น Natural moisturizing factor หรือ NMF ทำหน้าที่ช่วยในการดูดจับน้ำ รักษาความชุ่มชื้นของชั้นผิว ได้แก่ Sodium PCA, Sodium Lactate, และ กรดอะมิโน Arginine

 

  • สีเขียว สูตรผสมของ Xylitylglucoside, Anhydroxylitol และ Xylitol มีชื่อทางการค้าว่า Aquaxyl ของฝรั่งเศสเช่นกัน วัตถุดิบนี้ผู้ผลิตวัตถุดิบเคลมว่ามีประโยชน์ในการเสริมกลไกการเก็บกักน้ำของผิวตามธรรมชาติ และช่วยรักษาสมดุลของน้ำในผิว โดยออกฤทธิ์เสริมการสังเคราะห์โปรตีน Aquaporin ซึ่งเป็นช่องทางที่ปล่อยให้น้ำและกลีเซอรีนเข้าสู่ผิว เพื่อเก็บรักษาเอาน้ำและกลีเซอรีนไม่ให้หลุดรอดออกไปข้างนอก เสริมการสังเคราะห์โปรตีนในกลุ่ม Tight junction เพื่อช่วยปกป้องไม่ให้น้ำและสารโมเลกุลเล็กๆที่มีประโยชน์หลุดรอดไปด้านนอกผิว เสริมการสังเคราะห์ Hyaluronic acid ตามธรรมชาติของผิว และเสริมการสังเคราะห์ไขมัน Cholesterol และ Ceramides ซึ่งเป็นองค์ประกอบของ Barrier ผิวด้วย

 

การทดสอบในอาสาสมัครของผู้ผลิต โดยให้อาสาสมัครเอาไปทาขาเป็นเวลา 28 วัน พบว่าผิวอาสาสมัครมีความแข็งแรงขึ้น สังเกตจากค่าการระเหยของน้ำ (TEWL) ที่ลดลง (Barrier ผิวแข็งแรง สามารถลดการระเหยของน้ำออกจากผิวได้มากกว่า)

aquaxyl

(Image from Seppic, Inc.)

 

  • สีชมพู น้ำจากว่านหางจระเข้ มีประโยชน์ในการเพิ่มความชุ่มชื้น และลดการอักเสบระคายเคืองของผิว
  • สีน้ำเงิน เป็นกลุ่มของกรดอินทรีย์ที่เสริมการผลัดเซลล์ผิว ได้แก่
    • Lactobacillus ferment การหมักด้วยจุลินทรีย์ Lactobacillus จะได้กรดอินทรีย์ต่างๆ และ Lactic acid ซึ่งออกฤทธิ์เป็น AHA หรือ สารเพิ่มความชุ่มชื้น (แล้วแต่ความเข้มข้น) บางที่บอกว่า Lactobacillus เป็น Probiotic จะช่วยปรับสมดุลภูมิคุ้มกันของผิว ถึงแม้เชื้อจะตายแล้ว ก็ยังมีประโยชน์กับผิวอยู่ มีการทดสอบประสิทธิภาพของตำรับโลชั่นที่มี Lactobacillus ที่ผ่านการฆ่าด้วยความร้อน (Heat-killed) ในอาสาสมัครที่เป็นโรคผิวหนังอักเสบ Atopic dermatitis พบว่าให้ผลลดจำนวนเชื้อจุลินทรีย์ Staphylococcus aureus บนผิวได้ และมีอาการอักเสบของผิวที่ลดลง (Clin Cosmet Investig Dermatol. 2017 Jul 3;10:249-257.) ซึ่งตรงนี้ก็ไม่แน่ใจว่าจะเหมือนกันไหม เพราะผู้ผลิตวัตถุดิบค่อนข้างเก็บข้อมูลเกี่ยวกับการสกัดไว้เป็นความลับ
    • Phytic acid ตัวนี้เป็นกรดอินทรีย์ชนิดหนึ่ง พบได้ในพืชหลายชนิด ข้อมูลจากผู้ผลิตวัตถุดิบระบุว่าสกัดออกมาจากข้าว ให้คุณสมบัติเป็นสารผลัดเซลล์ผิวอย่างอ่อนโยน ตัวผู้ผลิตทดสอบแล้วกล่าวว่าให้ผลในการผลัดผิวได้เทียบเท่า Glycolic acid แต่อ่อนโยนกว่า และระคายเคืองผิวน้อย
  • phytic 1

(Image from Biosil Technologies Inc.)

  • Galactaric acid กรดอินทรีย์ มีอีกชื่อว่า Mucic acid พบในพืชหลายชนิด ข้อมูลจากผู้ผลิตวัตถุดิบระบุว่ามีประโยชน์เป็นสารผลัดเซลล์ผิว เพิ่มความชุ่มชื้น และยังมีคุณสมบัติเป็นสารกันเสีย และสารจับโลหะในสูตรเครื่องสำอางได้
  1. Base หรือ เนื้อหลัก มาในเบสแบบน้ำ ประกอบด้วยน้ำ และสารเพิ่มความชุ่มชื้นในกลุ่มที่เรียกว่า Humectant อย่าง Glycerin และ Propanediol ซึ่งได้จากธรรมชาติทั้งคู่
  • ไม่มีส่วนผสมของน้ำมัน และ แอลกอฮอล์
  1. Additives หรือ สารปรุงแต่งอื่นๆ มีอยู่เท่าที่จำเป็นจริงๆ
    • PCA ethyl cocoyl arginate ตัวนี้จริงๆเป็นสารลดแรงตึงผิวกลุ่มประจุบวก (Cationic surfactant) ที่ได้จากธรรมชาติ มีข้อมูลความปลอดภัยค่อนข้างดี มีความอ่อนโยนกับผิว ไม่เป็นพิษกับสิ่งแวดล้อมและมีฤทธิ์ฆ่าเชื้อจุลินทรีย์บางชนิด อาจใช้เป็นสารกันเสียในสูตรได้
    • น้ำหอม ทางแบรนด์เคลมว่าใช้กลิ่นหอมจากธรรมชาติ และไม่ใช่สารหอมในสูตรผสม Fragrance Mix 1 และ 2 ที่คนมักจะแพ้กันบ่อย จะเห็นว่ามีความใส่ใจแม้กระทั่งในรายละเอียดเล็กๆน้อยๆ

 

สรุป เป็นเซรั่มที่มาในเบสน้ำ โดดเด่นด้วยส่วนผสมของไฮยา 4 ชนิด ร่วมกับสารบำรุงที่มีประโยชน์เสริมกันในการเติมน้ำ และผลัดผิว จึงมีประโยชน์ในการช่วยให้ผิวนุ่มนวล เรียบเนียน น่าสัมผัส ในตัวของส่วนผสมเลือกมาได้แบบดิบดี ใส่ใจกับทั้งผิวคนและสิ่งแวดล้อม

 

ให้คะแนนกันดีกว่าค่ะ วันนี้ส่วนผสมไม่ค่อยเยอะ เลยขอให้คะแนนเป็น 2 หัวข้อนะคะ

  1. ส่วนผสม ในด้านของสารบำรุง ทางแบรนด์เลือกใช้ส่วนผสมของไฮยา 4 ชนิด เพื่อเน้นเติมน้ำให้ผิวที่หลายระดับ ร่วมกับสารที่เสริมความชุ่มชื้น เติมน้ำ ช่วยการเก็บกักน้ำของผิว และเสริมการผลัดผิว ซึ่งจะมีประโยชน์ช่วยดูแลผิวให้นุ่มนวล เรียบเนียน และฟู รวมไปถึงอาจจะได้ผลเรื่องการกระชับ และริ้วรอยตื้นๆด้วย และไม่มีส่วนผสมของสารที่ไม่เป็นมิตรกับผิว ให้ไป 5 ฟลาสก์
  2. การใช้งาน ตัวเซรั่มจะออกลื่นๆผิวนิดหน่อย ส่วนตัวมี่เคยลงหลังจากเซรั่มอีกตัว แล้วกลายเป็นว่านางเยิ้มไหลเหลวๆ เลยลองสลับดู ลงอันนี้ก่อน นับ 1 – 10 แล้วลงตัวอื่นได้เลย ไม่เป็นเยิ้มๆแล้ว ในด้านของความชุ่มชื้น และนุ่มฟูถือว่าทำมาได้ดีประทับใจเลยทีเดียว เรียกได้ว่าเก็บไฮยาตัวเก่าเข้ากรุแล้วหันมาใช้ตัวนี้เลย ส่วนตัวคิดว่าคนผิวแห้งแบบมี่น่าจะชอบค่ะ แต่ผิวมันอาจจะรู้สึกว่ามันฉ่ำไปนิดหน่อย คงต้องลองค่ะ ถ้าชอบแบบฉ่ำๆ ก็จัดเลย ให้ไป 5 ฟลาสก์

 

คะแนน hya

สุดท้ายนี้ต้องขอขอบคุณทางแบรนด์ Novexpert ด้วยนะคะที่ส่งผลิตภัณฑ์ดีๆมาให้มี่ได้ทดลองใช้ และขอบคุณทุกท่านด้วยค่ะที่ติดตามรับชมมาจนจบ

 

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถติดต่อสอบถามได้ที่

Facebook: Novexpert Thailand (https://www.facebook.com/NovexpertThailand/)

line@ : @novexpertthailand

instagram: novexpertofficialthailand

 

 

Disclaimer/conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากทางแบรนด์ Novexpert การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสมตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล และผู้เขียนไม่ได้มีผลประโยชน์ใดๆในการขายสินค้า โปรดใช้วิจารณญาณ

Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสม เซรั่มวิตามินซีจากฝรั่งเศส กับ Novexpert Booster with Vitamin C เซรั่มที่โดดเด่นด้วยนวัตกรรมวิตามินซี Hybrid และสารสกัดสิทธิบัตร

สวัสดีค่ะ

หลายวันก่อนมี่เล่าให้ฟังว่าไปได้สกินแคร์ของใหม่มาจากแบรนด์ Novexpert ของฝรั่งเศส

ซึ่งชื่อแบรนด์ Novexpert มาจาก New + Expert ทางแบรนด์ก่อตั้งขึ้นมาจากผู้เชี่ยวชาญในวงการสมุนไพร ชีววิทยา แพทย์ผิวหนัง และนักเคมีที่มีชื่อเสียงหลายคน

NOVEXPERT.jpg

ผู้เชี่ยวชาญเหล่านี้ก็ได้คิดค้นวัตถุดิบ และสูตรส่วนผสมสกินแคร์ของแบรนด์ มาเป็นผลิตภัณฑ์บำรุงผิวหลายๆสูตรค่ะ

 

ตัวที่มี่ได้มาเป็นผลิตภัณฑ์กลุ่มของ Hyaluronic acid กับ Vitamin C ที่คิดค้นสูตรโดย Dr. Daniel Colletta อาจารย์มหาวิทยาลัย นักเคมีอินทรีย์ที่มีชื่อเสียงค่ะ

 

วันนี้จะขอเอาเซรั่มวิตามินซี หรือ ตัว Booster with Vitamin C มารีวิวให้ได้ชมกันค่ะ

หน้าตาเป็นประมาณนี้ค่ะ

VC 1.JPG

เปิดกล่องมาก็จะเจอหน้าของ Dr.Colletta ผู้วิจัยสูตรนี้อยู่ค่ะ

VC 2

ตัววิตซีนี้มาในขวดแก้วสองชั้นสีส้ม ด้านในฉาบทึบแสง เป็นขวดแบบปั๊มค่ะ

VC 3

ขนาดบรรจุ 30 ml ค่ะ

เนื้อเซรั่มเป็นสีส้ม กลิ่นหอมคล้ายส้ม แต่จะออกหวานๆกว่า

vc 4

เกลี่ยได้ค่อนข้างง่าย ซึมไว แห้งไว ไม่เหนอะหนะ

vc 5

ลองวัดค่า pH ดูจะอยู่ที่ราวๆ 3 – 4 ค่ะ เพื่อรักษาเสถียรภาพให้แก่วิตามินซี

vc 6

ตรงนี้ไม่แน่ใจว่าสีของผลิตภัณฑ์จะรบกวนการอ่านค่าสีกระดาษ pH ของเราหรือเปล่านะคะ ทางแบรนด์เคลมว่า pH อยู่ที่ประมาณ 4 – 5 ค่ะ

 

ทางแบรนด์เคลมว่า เหมาะกับทุกสภาพผิวและสภาพอากาศค่ะ เราไม่ค่อยจะเห็นแบรนด์เครื่องสำอางที่ใส่ใจในสภาพอากาศของพื้นที่ที่ลูกค้าอาศัยอยู่นะคะ

tableau climat GB

(Image from Novexpert)

 

กลุ่มที่กา * ในรูปทางแบรนด์แนะนำให้เสริมด้วยครีมสำหรับชะลอวัย หรือ มอยส์เจอร์ไรเซอร์อื่นๆด้วยอีกชั้น หรือจะผสมกันไปเลยก่อนทาลงผิวก็ได้ค่ะ

 

 

สำหรับส่วนผสมเป็นดังนี้ค่ะ

สผส vc

ในด้านส่วนผสมนั้น นางเปิดตัวมาด้วยความอลังมากเว่อร์ตามสไตล์ของแบรนด์

วันนี้ก็ขอมาวิเคราะห์แบบจัดเต็มอีกสักครั้ง

ถ้าเราพิจารณากันจะพบว่าผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางแทบทุกชนิดจะประกอบด้วยส่วนหลักๆ 3 ส่วน คือ

  1. Actives คือ สารบำรุง เป็นส่วนที่ทำให้เครื่องสำอางมีคุณสมบัติที่ดี รวมไปถึงมีประโยชน์ทางชีวภาพ
  2. Base คือ เนื้อหลักของผลิตภัณฑ์ บางทีอาจเรียกว่า Vehicle
  3. Additives คือ สารที่ช่วยเสริมให้ผลิตภัณฑ์มีคุณสมบัติที่ดี มีความน่าใช้ และมีความปลอดภัย

 

วันนี้มีสารบำรุงอยู่หลายสี เดี๋ยวค่อยว่ากันไปตามหมวดสีนะคะ

  1. สารบำรุง หรือ Actives
  • เปิดด้วยสีส้ม พระเอกของเรา เป็นกลุ่มของวิตามินซีค่ะ ทางแบรนด์เลือกใช้มา 2 รูปแบบ
  • Ascorbyl methylsilanol pectinate ตัวนี้เป็นวิตามินซีตัวที่ได้จากการทำปฏิกิริยาระหว่าง วิตามินซี กับ Silicon และ Pectin มีชื่อทางการค้าว่า Ascorbosilane C มีการเคลมว่า สามารถละลายน้ำได้ดี มีความคงตัวที่สูง และเสริมแร่ธาตุ Silica และ Vitamin C ให้ผิวพร้อมๆกัน เพื่อเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ เสริมการสังเคราะห์คอลลาเจน

ปกติวิตามินซี มีประโยชน์เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ เป็น Whitening โดยผ่านการยับยั้งการสร้างเม็ดสีผิว และเป็นส่วนประกอบของกระบวนการสังเคราะห์คอลลาเจน จึงอาจจะมีประโยชน์ในเรื่องการลดริ้วรอย

ข้อมูลผลการทดสอบในระดับหลอดทดลองจากผู้ผลิตวัตถุดิบพบว่า

  1. สามารถปกป้องเซลล์ Fibroblast ซึ่งเป็นเซลล์ในชั้นหนังแท้ ทำหน้าที่สร้างคอลลาเจน ไม่ให้ถูกทำลายจากอนุมูลอิสระ

assi 1

(Image from Exsymol S.A.M.)

2. เสริมความคงตัวของเยื่อหุ้มเซลล์ ให้มีความแข็งแรงและทนทานต่ออนุมูลอิสระมากขึ้น

assi 2

(Image from Exsymol S.A.M.)

จากรูป เมื่อใช้ VC รูปแบบนี้ในความเข้มข้นที่สูงขึ้น จะทำให้เยื่อหุ้มเซลล์ของเซลล์ Fibroblast เรียงเป็นระเบียบมากขึ้น จะมีความทนทานต่ออนุมูลอิสระมากกว่า

  • 3-O-Ethyl ascorbic acid เป็นวิตามินซีรูปแบบอีเธอร์ของทางญี่ปุ่น ที่เคลมว่ามีขนาดเล็กกว่าวิตซีปกติ มีความคงตัวที่ดี

 

ซึ่ง Booster serum สูตรนี้ใส่ วิตามินซี 2 รูปแบบนี้รวมกันในความเข้มข้น 25% เลยทีเดียวหละ ซึ่งทางแบรนด์เองก็เคลมว่า มีประโยชน์ในการลดการสร้างเม็ดสีผิว และ เสริมการสังเคราะห์คอลลาเจนได้ดีกว่าวิตซี และสารอื่นในรูปแบบดั้งเดิม

nov 1

(Image from Novexpert Thailand)

nov 2

(Image from Novexpert Thailand)

  • สีม่วง สารสกัดจากสาหร่ายสีน้ำตาล (Laminaria ochroleuca extract) ตรงนี้เข้าใจว่าหมายถึง สารสกัดสิทธิบัตร สิทธิบัตร Novaxyline ที่เป็นสารเชิงซ้อนของสาหร่ายสีน้ำตาลกับ Polysaccharide (สารในกลุ่มของคาร์โบไฮเดรต) ทำให้ได้วัตถุดิบที่ออกฤทธิ์ผ่านกลไก Sirtuin ซึ่งเป็นโปรตีนหนึ่งในผิว ทำหน้าที่ควบคุมการทำงานหลายๆอย่างในผิว หลักๆจะเกี่ยวข้องกับการชะลอวัยของผิว โดยมีคำกล่าวว่า “Sirtuin คือ Longevity protein ของร่างกาย” พอเราแก่ตัวลง Surtuin ก็จะลดลง ทำให้ผิวทำงานได้น้อยลง รวมถึงเกิดโรคผิวหนังบางชนิดขึ้นมาได้ด้วย

 

เจ้า Novaxyline นี้ สามารถไปเพิ่มการสังเคราะห์ Surtuin ในผิวให้ทำงานได้มากขึ้น เป็นการชะลอวัยด้วยกลไกใหม่ที่น่าสนใจมากเลยทีเดียว

การทดสอบในระดับหลอดทดลองของทางแบรนด์พบว่า Novaxyline มีประโยชน์ในการปกป้องเซลล์ผิวไม่ให้เสื่อมสภาพเพราะอนุมูลอิสระ

nov 3

(Image from Novexpert)

 

และช่วยคืนความอ่อนเยาว์ให้แก่ผิว โดยการทดสอบในหลอดทดลอง เมื่อย้อมด้วยสีพิเศษ เซลล์ที่แก่ตัวจะมีสีน้ำเงิน พอเสริม Novaxyline ลงไป เซลล์แก่ๆ ก็จะลดลง

nov 4

(Image from Novexpert)

  • สีชมพู เป็นกลุ่มของสารเพิ่มความชุ่มชื้น โดยการเติมน้ำให้ผิว ได้แก่
    • Sodium PCA และ Sodium Lactate จัดเป็นสารเพิ่มความชุ่มชื้นในกลุ่มที่เรียกได้ว่า Natural moisturizing factor หรือ NMF พวกนี้ผิวเราก็มี ทำหน้าที่ช่วยอุ้มน้ำให้กับผิว
    • Sodium hyaluronate เพิ่มความชุ่มชื้น
    • Saccharide isomerate ตัวนี้เป็นสารเพิ่มความชุ่มชื้นที่ค่อนข้างมีประสิทธิภาพสูง ทางผู้ผลิตวัตถุดิบเคลมว่า โครงสร้างของสารไปจับกับกรดอะมิโน Lysine ของ Keratin ในผิว แล้วให้คุณสมบัติเป็นสารดูดน้ำ อุ้มน้ำ รักษาความชุ่มชื้นไว้ได้ยาวนาน ไม่ถูกล้างออกไปได้ง่ายๆเหมือน moisturizer อื่นๆ
  • สีฟ้า เป็นกลุ่มของ Pigment ที่ช่วยให้ความสว่างแก่ผิว อำพรางและปกปิด รวมถึงคุณสมบัติ Blur แสงจาก Silica ทำให้ผิวดูสวยงาม ได้แก่ Silica, Mica, Titanium dioxide (CI 77891)
  • สีเขียว เป็นสารบำรุงอื่นๆ ได้แก่
    • Glucosyl hesperidin ตัวนี้อาจเรียกว่าเป็น Citrus bioflavonoids มีคุณสมบัติเป็น Antioxidant ที่ดี รวมถึงผู้ผลิตวัตถุดิบยังเคลมว่า ช่วยเสริมการไหลเวียนเลือด ทำให้ผิวดูกระจ่างใส อมชมพู มีสุขภาพดี
    • Anogeissus leinocarpus bark extract สารสกัดจาก African birch ผู้ผลิตวัตถุดิบระบุว่าสารสกัดนี้เพิ่มการดูดซึมวิตามินซีเข้าไปใน Fibroblast ซึ่งมีประโยชน์ในการเสริมการสังเคราะห์คอลลาเจนของผิว และยังเป็น Antioxidant, ยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ MMP ที่เป็นตัวทำลายคอลลาเจนในผิวในระดับหลอดทดลอง ตัวผู้ผลิตวัตถุดิบทดสอบประสิทธิภาพสารสกัดนี้ในระดับหลอดทดลอง แล้วพบว่ามีคุณสมบัติในการลดริ้วรอย
    • ella
    • (Image from Givaudan Active Beauty)

 

  • Tocopherol คือ วิตามินอี เป็น Antioxidant
  • Beta-carotene เป็นสารตั้งต้นของวิตามินเอ ในร่างกายเรา เมื่อซึมลงไปในผิว ก็จะถูกผิวแปรสภาพเป็นวิตามินเอ ที่ให้ประโยชน์กับผิวมากมาย ปกติ Beta-carotene สามารถสะสมตัวในชั้นผิวได้ ทำหน้าที่ปกป้องผิวจากรังสี UV
  • Bisabolol สารประกอบที่พบในพืชหลายชนิด เช่น คาโมมายล์ มีคุณสมบัติในการลดการอักเสบระคายเคือง
  • Adenosine มีประโยชน์ในการลดริ้วรอย และเสริมการทำงานของผิว
  • Biosaccharide gum-2 คาร์โบไฮเดรตที่ได้จากการหมักจุลินทรีย์ มีส่วนประกอบของน้ำตาล Rhamnose กับน้ำตาลอื่นๆ ข้อมูลจากผู้ผลิตวัตถุดิบเคลมว่า มีคุณสมบัติในการลดการอักเสบและระคายเคืองของผิว
  • Phytic acid ตัวนี้เป็นกรดอินทรีย์ชนิดหนึ่ง พบได้ในพืชหลายชนิด ข้อมูลจากผู้ผลิตวัตถุดิบระบุว่าสกัดออกมาจากข้าว ให้คุณสมบัติเป็นสารผลัดเซลล์ผิวอย่างอ่อนโยน ตัวผู้ผลิตทดสอบแล้วกล่าวว่าให้ผลในการผลัดผิวได้เทียบเท่า Glycolic acid แต่อ่อนโยนกว่า และระคายเคืองผิวน้อย

phytic 1

(Image from Biosil Technologies Inc.)

 

2. เนื้อของผลิตภัณฑ์ ประกอบด้วย น้ำและสารอื่นที่ละลายได้ในน้ำ ร่วมกับ น้ำมันจากธรรมชาติ ไม่มีแอลกอฮอล์ และซิลิโคน

  • ส่วนของน้ำ ได้แก่ น้ำ กับสารอื่นที่ละลายได้ในน้ำ คือ Glycerin, Methylpropanediol, Propanediol ความน่าสนใจอยู่ตรงที่ ไม่ได้ใช้พวก Glycol เลย เนื่องจากบางแหล่งเคลมว่า การสังเคราะห์พวก Glycol อาจปนเปื้อนสารก่อมะเร็ง
  • น้ำมันจากธรรมชาติ Caprylic/capric triglyceride อันนี้อยู่ในลำดับท้ายๆ อาจจะเป็นส่วนประกอบที่ติดมากับสารสกัดในสูตร

3. สารปรุงแต่งอื่นๆ ได้แก่

  • สารกลุ่ม Emulsifier และ Surfactant ที่ช่วยเพิ่มความคงตัว ได้แก่ Polyglyceryl-2 dipolyhydroxystearate และ Lauryl glucoside
  • Buffer ที่ช่วยควบคุมค่า pH ให้คงที่ ได้แก่ Citric acid และ Sodium citrate
  • สารเพิ่มความหนืด ได้แก่ Xanthan gum และ Sclerotium gum
  • น้ำหอม ทางแบรนด์เคลมว่าใช้กลิ่นหอมจากธรรมชาติ และไม่ใช่สารหอมในสูตรผสม Fragrance Mix 1 และ 2 ที่คนมักจะแพ้กันบ่อย จะเห็นว่ามีความใส่ใจแม้กระทั่งในรายละเอียดเล็กๆน้อยๆ
  • สารที่ทำได้หลายหน้าที่
    • Glyceryl caprylate เป็นได้ทั้งสารเพิ่มความชุ่มชื้น มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อ อาจใช้เป็น Preservative เป็น Emulsifier
    • แป้งข้าวโพด (Zea mays starch) มีได้หลายหน้าที่ ทั้งให้สัมผัสแห้ง เบา บายผิว ช่วยดูดซับความมัน รวมไปถึงเพิ่มความหนืด

 

โดยสรุป ถือว่าเป็นเซรั่มวิตามินซี ที่มาด้วยความเข้มข้น 25% แต่เหนือกว่าเซรั่มวิตามินซีธรรมดา ด้วย ส่วนผสมของ Ascorbosilane นวัตกรรมที่เอาวิตซีไปจับคู่กับ Silicon และ Pectin เพื่อเสริมความคงตัว และการดูดซึม ร่วมกับ 3-O-Ethyl ascorbic acid ที่มีข้อมูลด้านความคงตัวพอควร

นอกจากวิตซีแล้วยังเสริมสารบำรุงอื่นๆเข้ามากมากมาย เช่น Novaxyline ที่เป็นสิทธิบัตรของแบรนด์ ให้ประโยชน์ในด้านการชะลอความแก่ รวมไปถึงริ้วรอย ร่วมกับสารบำรุงอื่นๆที่เสริมประโยชน์ให้วิตามินซีได้อย่างลงตัว พร้อมลดการระคายเคืองที่อาจเกิดขึ้น

 

ตัวเบสเรียกได้ว่าทำมาได้ด้วยความใส่ใจ ไม่มีแอลกอฮอล์ ซิลิโคน และ ไม่มีแม้กระทั่ง Glycol ซึ่งหลายๆแหล่งบอกว่าในการสังเคราะห์อาจปนเปื้อนด้วยสารก่อมะเร็ง

สารปรุงแต่งอื่นๆก็เลือกมาได้ดิบดี ไม่มีสารที่อาจรบกวนผิวเลย

 

ให้คะแนนดีกว่าค่ะ วันนี้ขอแบ่งเป็น 3 หมวดนะคะ

  1. สารบำรุง ในด้านของตัวหลักอย่างวิตามินซีนั้น เรียกได้ว่าผสานเอานวัตกรรมของญี่ปุ่นเข้าร่วมกับฝรั่งเศสได้อย่างลงตัว เลือกใช้วิตามินซีที่มีข้อมูลความคงตัวค่อนข้างดี ร่วมกับสารบำรุงอีกมากมายหลายชนิด ที่เอามาเสริมกับวิตามินซี พร้อมตัดลดป้องกันการระคายเคืองที่อาจเกิดขึ้น โดยรวมคือ เป็นวิตซีที่เหนือกว่าการเอาวิตซีมาละลายน้ำละยัดลงขวด ถ้าให้เกิน 5 ได้ คงให้ไป 200 แต่นี่คะแนนเต็ม 5 ก็คงให้ไปที่ 5 ฟลาสก์
  2. ส่วนผสมอื่นๆ ทำมาได้อย่างลงตัว คำนึงต่อทั้งผิวของผู้ใช้ และสิ่งแวดล้อม ไม่มีสารที่อาจจะรบกวนผิวอยู่เลย ให้ไป 5 ฟลาสก์
  3. การใช้งาน ในด้านของการใช้งาน ต้องยอมรับว่า วันแรกๆที่ใช้ จะแอบรู้สึกแสบๆผิวหน่อยๆ ตอนแรกก็กะจะถอดใจละ แต่ใช้ไปใช้มา ซักประมาณ 1 สัปดาห์นี่อาการระคายเคือง อาการแสบยุบยิบก็จะหายไป พอใช้ครบสองสัปดาห์ก็สบายผิว ในด้านของจุดด่างดำ กับ ด้านของริ้วรอย ต้องยอมรับว่า ผิวมี่ในช่วงนี้ไม่ได้มีจุดด่างดำหรือริ้วรอยอยู่ แต่ในด้านของความรู้สึกกระชับ นุ่ม แน่น เวลาตบๆแล้วเด้งๆนี่ต้องยกให้ค่ะ เอาเครื่อง BIA มาคอนเฟิร์มที่ด้านล่างละกันเนอะ ให้ไป 5 ฟลาสก์

 

คะแนน nov

เสริมนิดหน่อย เรื่องเครื่อง BIA

BIA นี่ย่อมาจาก Bioelectric impedance analysis เป็นการวัดแรงต้านทางทางไฟฟ้าขององค์ประกอบต่างๆในผิว ซึ่งจะมีทั้งน้ำ ที่นำไฟฟ้าได้ และไขมัน ที่ไม่นำไฟฟ้าค่ะ ซึ่งเราก็ไม่ถนัดฟิสิสก์เท่าไหร่ ประเด็นนี้เลยไม่ค่อยแน่ใจนะคะ

ถ้าถามว่าเครื่อง BIA นี้น่าเชื่อถือแค่ไหน ส่วนตัวมี่คิดว่าน่าเชื่อถือได้ในระดับหนึ่ง เพราะลองวัดผิวหลายๆบริเวณ ค่าที่ได้ก็ไม่เท่ากัน อย่างวัดต้นขา ซึ่งจะแห้งมากเว่อร์ ค่าความชื้นกับความมันก็จะติดลบ พอเอามาวัดหน้า ค่าความชื้นกับค่าความมันก็จะเพิ่มขึ้นอยู่ในช่วง + ค่ะ ถ้าเราลองวัดผิวที่เดียวกันซ้ำๆ ค่าที่ได้ก็จะออกมาใกล้เคียงกันค่ะ แต่ก็ได้ในระดับ Home use นะคะ คงยังไม่ถูกต้องมากถึงขนาดหยิบเอาไปวัดผิวอะไรในงานวิจัยได้

 

ก่อนเริ่ม Novexpert

ค่า Moist กับ ค่า Rough อยู่ในช่อง 0 พอดี คือ ผิวชุ่มชื้นแบบกลางๆ ความหยาบอยู่ในเกณฑ์กลาง

พอเริ่ม Novexpert ทั้ง 2 ตัว ประมาณ 4 สัปดาห์

ค่า Moist เพิ่มเป็น +2 ค่า Rough เพิ่มเป็น +2 คือ ผิวชุ่มชื้นเพิ่มมากขึ้น และมีความหยาบลดลง

อันนี้วัดผิวหลังอาบน้ำในตอนเช้า ก่อนลงสกินแคร์ค่ะ

ผลวัดผิว

ถือว่าค่อนข้างพอใจนะคะกับผลที่ได้

สุดท้ายนี้ต้องขอขอบคุณทางแบรนด์ Novexpert ด้วยนะคะที่ส่งผลิตภัณฑ์ดีๆมาให้มี่ได้ทดลองใช้ และขอบคุณทุกท่านด้วยค่ะที่ติดตามรับชมมาจนจบ

 

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถติดต่อสอบถามได้ที่

Facebook: Novexpert Thailand (https://www.facebook.com/NovexpertThailand/)

line@ : @novexpertthailand

Instagram: novexpertofficialthailand

 

 

Disclaimer/conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากทางแบรนด์ Novexpert การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสมตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล และผู้เขียนไม่ได้มีผลประโยชน์ใดๆในการขายสินค้า โปรดใช้วิจารณญาณ