Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสมเซรั่มอันเลอค่า Dior Prestige la Micro-Huile de Rose Advance serum สูตรปรับปรุงใหม่ เสริมสารสกัดจาก Rose sap

สวัสดีค่ะ วันนี้มี่มารีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสมเซรั่มสุด Premium ของแบรนด์ Dior ที่มีชื่อว่า Dior Prestige la Micro-Huile de Rose Advance serum สูตรใหม่ ที่พัฒนาต่อมาจากสูตรเดิมในปี 2017 ให้ดีขึ้นกว่าเดิม

ก่อนจะเริ่มการรีวิว มาดูหน้าตาของน้องก่อนดีกว่าค่ะ น้องมีหน้าตาเป็นอย่างนี้นะคะ

จากที่มองผ่านบรรจุภัณฑ์จะเห็นว่ามีเม็ด capsule กลมๆ เล็กๆ อยู่ ซึ่งทางแบรนด์เรียกว่า Micropearl

ผลิตภัณฑ์ la micro-huile de rose รุ่นปี 2020 นี้พัฒนามาจากการศึกษาค้นคว้าของศูนย์วิจัย LVMH Recherche ของ Dior ที่ประเทศฝรั่งเศส ซึ่งเป็นศูนย์วิจัยที่มีทีมวิจัยที่เข้มแข็งมาก มีการสร้างความร่วมมือ สร้างเครือข่ายกับศูนย์ Center for iPS Cell Research (CiRA) และมหาวิทยาลัยชั้นนำต่างๆ อีก 6 มหาวิทยาลัย

การศึกษานี้เป็นการศึกษาสภาพผิวของกลุ่มตัวอย่างของอาสาสมัครผู้หญิงจำนวน 60 คน มาแบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มแรกเป็นผู้หญิงที่มีอาการเหนื่อยล้า (Fatigue) ไม่ว่าจะเป็นจากการทำงาน นอนพักผ่อนไม่เพียงพอ หรือปัจจัยอื่นๆ จำนวน 30 คน และอีกกลุ่มเป็นผู้หญิงที่ไม่มีอาการ Fatigue

ผลการทดสอบพบว่าผิวของผู้หญิงที่มีอาการ Fatigue ขาดสารอาหารในกลุ่ม Micronutrient ชนิดต่างๆ รวมถึงไขมันดีๆ ในผิว อย่างพวก Ceramide และ Fatty acids บางชนิด

นอกจากนี้การขาด Micronutrients ยังส่งผลให้ความสามารถในการฟื้นฟูตัวเองของผิวลดลงไปด้วย

(Image from Dior)

ส่วนอีกการศึกษาหนึ่งพบว่าผู้หญิงที่อดนอนมาเป็นเวลา 2 คืน มีปริมาณของโปรตีนบางชนิดที่นำส่งอาหารให้ผิวลดลง เกิดอาการ Fatigue ผิวมีความไม่ยืดหยุ่นและมีโอกาสเกิดริ้วรอยได้ง่ายขึ้นกว่าคนที่พักผ่อนเต็มที่

จุดเด่นของผลิตภัณฑ์ la micro-huile de rose นี้พัฒนามาโดยใช้สารสกัดจากน้ำเลี้ยงในก้านกุหลาบ (Rose sap) ของกุหลาบสายพันธุ์พิเศษอย่าง Rose de Granville ซึ่งประกอบด้วยสารสำคัญในกลุ่ม Micronutrient 22 ชนิด และ พฤกษเคมีที่ออกฤทธิ์ผ่านกระบวนการต่างๆ ของผิวที่ 30 Target มีปริมาณสารประกอบในกลุ่ม Flavanols สูงกว่าปกติ 32 เท่า และมีปริมาณ Catechin สูงกว่าปกติถึง 225 เท่า

ให้ประโยชน์ทดแทนสารอาหารและสารต้านอนุมูลอิสระให้แก่ผิว เพื่อลดอาการ Fatigue และมีประโยชน์บำรุงให้ผิวแข็งแรง

นอกจากสารสกัดจาก Rose sap แล้ว ในเซรั่มนี้ยังมีองค์ประกอบของ Micro-pearl นับ 10,000 เม็ดที่ค่อยๆ บรรจงผลิตขึ้นมาทีละเม็ดด้วยเทคนิค Encapsulation ภายในบรรจุสารกลุ่มน้ำมันเอาไว้ เวลาทาผิวแคปซูลเหล่านี้ก็จะแตกออกและปลดปล่อยสารออกมา โดยไม่มีความรู้สึกเหนอะหนะ

(Image from Dior)

จุดเด่นของทาง Dior คือ ด้านการ Formulation และ Textureตามที่เคยได้กล่าวไปในรีวิวก่อนหน้านี้

สำหรับเซรั่ม Prestige ตำรับนี้ แม้ดูว่าจะมีส่วนผสมของน้ำมันอยู่หลายชนิด ที่มองดูแล้วควรจะมาในรูปแบบของน้ำนม แต่กลับมาในรูปแบบของผลิตภัณฑ์เจลใส และไม่มีความเหนอะหนะอยู่เลย (ส่วนตัวผิวผสม/แห้ง)

ผลิตภัณฑ์นี้มีสิทธิบัติคุ้มครองถึง 6 ฉบับ ประกอบด้วยส่วนผสมจากธรรมชาติถึง 92% และผ่านการทดสอบกับสภาพผิวของคนเอเชีย

เนื้อของผลิตภัณฑ์เป็นประมาณนี้นะคะ กดออกมาจะคล้ายๆ เซรั่มเนื้อเจล มีกลิ่นหอมผ่อนคลายจากกุหลาบ

เกลี่ยได้ง่าย มีกลิ่นหอม เวลาใช้งาน หลังจาก warm บนมือ แล้วเอามือมาอังที่ใบหน้าเพื่อสูดดมกลิ่นหอมของน้ำมันกุหลาบ ให้ความรู้สึกผ่อนคลาย และสำหรับคนที่ชอบกุหลาบแบบดิฉันคือได้กลิ่นแล้วมีความสุขมากๆ สมกับคอนเซปท์ของทาง Dior ที่ผู้หญิงจะต้องสวยไปพร้อมๆ กับมีความสุข

วันนี้ไม่ได้วัดค่า pH นะคะ

สำหรับส่วนผสมเป็นดังนี้ค่ะ

สำหรับส่วนผสมวันนี้มี่ทำไว้อยู่ 5 สีนะคะ

ขอเน้นหนักจัดเต็มที่นางเอกของเรา คือ Rose extract เป็นการผสมผสานระหว่าง Rose oil และ สารสกัดจากน้ำเลี้ยงในก้านกุหลาบ หรือ Rose sap จากดอกกุหลาบสายพันธุ์พิเศษ Rose de Granville ที่ได้จากการเพาะเลี้ยงและผสมข้ามสายพันธุ์อยู่ร่วม 40000 สายพันธุ์ จนได้กุหลาบ Rose de Granville ที่ดีที่สุด ปลูกใน Dior garden

กระบวนการเตรียมสารสกัดมีสิทธิบัตรรองรับ ผ่านเทคนิค Double extraction ที่เป็นการสกัด 2 ครั้ง เพื่อให้ได้สารสำคัญจากกุหลาบทั้งดอก ทั้งส่วนที่ละลายในน้ำ และน้ำมัน สำหรับการสกัดเอา Rose sap ออกมา เป็นวิธีการสกัดแบบ Green extraction ที่มีสิทธิบัตรรองรับเช่นกัน โดยประโยชน์ของ Rose sap ดังที่ได้กล่าวไปในด้านบน คือ ทดแทนและเติมสารอาหารในกลุ่ม Micronutrient ให้แก่ผิว มีประโยชน์ในการเสริมการทำงานตามธรรมชาติของผิว

(Image from Dior)

ทาง Dior ก็ได้มีการทดสอบประสิทธิภาพของตำรับดังกล่าวทั้งในระดับหลอดทดลอง และ ในอาสาสมัคร พบว่ามีประโยชน์อยู่หลายประการ ได้แก่ ทดแทน Micronutrient คืนให้แก่ผิว เพื่อเสริมฟื้นฟูและปรับสภาพผิวให้เรียบเนียน นุ่มนวล ลดเลือนริ้วรอย แลดูยกกระชับ

(Image from Dior)

สารสกัดจากกุหลาบทำงานร่วมกับสารบำรุงอื่นๆ หลายชนิด ได้แก่

  • กลุ่มน้ำมันและไขมันจากธรรมชาติ แทนด้วยสีม่วง
  • วิตามินซี และ วิตามินอี แทนด้วยสีเขียว
  • Gum จากเมล็ดมะขาม แทนด้วยสีส้ม ตัวนี้อาจจะมีประโยชน์ในแง่ของการเพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่ผิว หรือ อาจจะมีประโยชน์ในการเพิ่มความหนืดและปรับ Feeling ให้แก่ตำรับ
  • สีฟ้า มีสองตัว ได้แก่ สารสกัดจาก Mallow และ Adenosine ที่มีประโยชน์ดูแลผิวในเชิงการชะลอวัย และดูแลปัญหาริ้วรอย

มาให้คะแนนกันดีกว่านะคะ วันนี้ขอแบ่งคะแนนเป็น 2 หัวข้อนะคะ

  1. ส่วนผสม ถ้าดูเพียงที่รายการสารในส่วนผสม เราอาจจะแบบว่า เอ๊ะ .. แต่พอได้ทราบถึงเทคโนโลยีที่ใช้ในการตั้งตำรับ การทดสอบทั้งในระดับหลอดทดลอง และในอาสาสมัคร ถึงกับต้องอุทานว่า เริ่ดอ่ะ ในด้านของส่วนผสม นอกจากชูโรงด้วยส่วนผสมของ Rose sap และ Rose extract ที่เตรียมจาก Rose de Granville สายพันธุ์พิเศษ ยังเสริมมาด้วยวิตามินซี และ อี และสารสกัดจากพืช ส่วนผสมอื่นๆ ไม่ได้มีตัวไหนที่ไม่เป็นมิตรกับผิว จุดนี้ขอให้คะแนนที่เทคโนโลยีนะคะ รับไป 5 ฟลาสก์
  2. การใช้งาน ตอนแรกที่เห็นส่วนผสม ส่วนตัวคิดดูว่า มีส่วนผสมของสารไขมันจากธรรมชาติอยู่หลายชนิด แต่พอเอามาทาผิวแล้วไม่เหนอะหนะ อาจจะด้วยเพราะ Capsule ที่ใช้มาปรับ Feeling ให้รู้สึกดีไม่เหนอะหนะเลย และด้วยความที่ส่วนตัวเป็นคนชอบกุหลาบ เลยขอให้ไป 5 ฟลาสก์

สุดท้ายนี้ต้องขอขอบคุณทาง Sponsor แบรนด์ Dior ประเทศไทย ที่ส่งผลิตภัณฑ์ดีๆ มาให้มี่ได้ทดลองใช้ และขอบคุณทุกๆท่านด้วยค่ะ ที่ติดตามรับชมมาจนจบ

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถสอบถามได้ที่ทาง Dior โดยตรงเลยนะคะ

สำหรับวันนี้คงต้องลากันไปเท่านี้ พบกันใหม่โอกาสถัดไป สวัสดีค่ะ

Disclaimer/conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับมาจากทางแบรนด์ Dior ประเทศไทย การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสม/วัตถุดิบตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล ผู้เขียนไม่ได้มีผลประโยชน์ใดๆในการขายสินค้าและไม่ได้รับค่าตอบแทนในการรีวิว โปรดใช้วิจารณญาณ

Image

รีวิวคุชชั่นสุดเลอค่า DIOR PRESTIGE Cushion foundation – le cushion teint de rose คุชชั่นที่ผสานสารสกัดจากกุหลาบสายพันธุ์พิเศษ Rose de Granville

เมื่อวันก่อนมี่มาเล่าประสบการณ์ที่ทางทีมงานของ Dior มาดูแลประดุจดั่งเป็นเจ้าหญิงไป

ตามลิงค์นี้นะคะ เผื่อท่านใดพลาดไป >>Click<<

ใน Content คราวก่อนได้ทิ้งท้ายไว้ที่ Highlight product คือ DIOR PRESTIGE Cushion foundation – le cushion teint de rose

น้องเป็นคุชชั่นผสมสารสกัดจากกุหลาบสายพันธุ์พิเศษอย่าง Rose de Granville ที่ผ่านการคัดเลือกและผสมข้ามสายพันธุ์กว่า 7 รุ่น จนได้กุหลาบที่มีคุณสมบัติพิเศษในการบำรุงผิว ซึ่งกุหลาบ Rose de Granville ตัวนี้เองก็เป็นนางเอกในกลุ่มสกินแคร์ในไลน์ Dior Prestige หลายๆ ชิ้น ที่เดี๋ยวมี่จะหยิบยกเอาเซรั่ม Rose de Granville มารีวิวให้ได้ชมในโอกาสต่อไปนะคะ

คุชชั่นนี้เป็นคุชชั่นที่เรียกได้ว่าสวยงามหรูหราประดุจดั่งเจ้าหญิงเลย เรียกได้ว่าแค่มีวางประดับบนโต๊ะเครื่องแป้งก็ดูสวยแพงแล้ว

ตัวตลับดีไซน์มาด้วยสีทองดูหรูหราเลอค่า

Puff สำหรับใช้คู่กับคูชั่นก็ยังหรูหราเลยค่ะ

ด้านในมีการ Seal มาอย่างดี

แผ่นฟองน้ำที่ใช้ซับเนื้อของคุชชั่นก็มีการพิมพ์ลาย Dior ของแบรนด์ไว้ด้วย

ตัวคุชชั่นมีด้วยกัน 5 เฉดสีนะคะ ตอนแรกมี่ก็ลังเลอยู่ 2 เฉด ระหว่าง 011 กับ 030 แต่คุณอั๋น (Makeup trainer ของทาง Dior) แนะนำให้ใช้เบอร์ 030 Beige Moyen หรือ Medium beige ค่ะ ซึ่งพอออกมาก็สวยงาม และติดทนนานไม่น้อยเลยทีเดียว

การปกปิดของคุชชั่นตัวนี้จะขึ้นอยู่กับหลายปัจจัยนะคะ

อย่างแรกคือความแรงในการกดพัฟลงบนเนื้อคูชั่น ถ้ากดแรง ก็จะได้เนื้อครีมออกมาเยอะ จะปกปิดดี แต่ถ้าจิ้มเบาๆ ก็จะปิดแบบเบาๆ เน้นงานผิว

อีกอย่างคือการ Layer ถ้าลง 2 ชั้น ระดับการปกปิดก็จะเพิ่มขึ้นกว่าเดิมค่ะ

สำหรับคนผิวแห้ง หรือ คนที่รู้สึกว่ามันแห้งไป เราเอามาผสมกับสกินแคร์ปริมาณน้อยๆบนหลังมือ แล้วค่อยๆ Tap ไปบนหน้าก็เก๋ดีนะคะ

ลองดู Finish look ที่ได้นะคะ

เริ่มจากลงสกินแคร์เรียบร้อย ก่อนทาคุชชั่น

หลังทาคูชั่นอย่างเดียว การปกปิดอยู่ในระดับ Medium-Full coverage ตรงส่วนนี้เป็นการลงแค่ชั้นเดียวนะคะ

หลัง Set ด้วยแป้ง ดิฉันก็รู้สึกว่าแป้งดิฉันเฉดเข้มไป ดิฉันควรไปใช้แป้งฝุ่น Translucent หรือเฉดที่สว่างกว่านี้

ส่วนตัวชอบเลยหละ ระดับการปกปิดประมาณนี้ ยังดูเป็นแนว Makeup-no-Makeup อยู่แบบกรุบๆ

ทาเช้าก่อนออกบ้าน ส่วนตัวรู้สึกได้ชัดเจนเลยว่า 4 ทุ่มเมคอัพยังสวยสดโดยไม่ต้องซับไม่ต้องเติม (ผิวผสม/แห้ง)

องค์ประกอบหลักที่เป็น Key และ Claim หลักของคูชั่นนี้คือ

  • การเรียงตัวเป็น Second skin ขององค์ประกอบในสูตร Cushion ที่สามารถปกป้องผิวเอาไว้ แต่ยังคงรู้สึกเบาสบายผิว ไม่อบอ้าว ไม่เหนียวเหนอะหนะ เพราะ Second skin นี้ยอมให้ความชื้นผ่านเข้าออกได้ตามอิสระ ดังนั้นไม่ว่าจะเหงื่อออก หรือ อากาศชื้น หรือวันไปจอยๆ ริมทะเล ก็ยังสบายผิวอยู่
  • Pigment ชนิดพิเศษของทางแบรนด์ ที่เรียกว่า Rose light pigment ที่ช่วยปรับคุณสมบัติการกระจายแสงจากผิวให้ดู Glow สว่าง และนวลเนียนคล้ายกลีบกุหลาบ
  • ส่วนผสมของสารสกัดจากดอกกุหลาบ Rose de Granville โดยทางแบรนด์กล่าวว่า ใน คุชชั่น 1 ตลับนี้มีกลีบกุหลาบ Rose de Granville ถึง 460 กลีบเลยทีเดียว
  • กลิ่นกุหลาบหอมที่ช่วยผ่อนคลาย ตาม Concept หลักของทาง Dior คือ ผู้หญิงต้องสวยไปพร้อมๆ กับมีความสุข

สำหรับวันนี้คงต้องขอตัวลาจากกันไปเท่านี้ พบกันใหม่โอกาสถัดไป สวัสดีค่ะ

Disclaimer/conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับมาจากทางแบรนด์ Dior การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสม/วัตถุดิบตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล ผู้เขียนไม่ได้มีผลประโยชน์ใดๆในการขายสินค้าและไม่ได้รับค่าตอบแทนในการรีวิว โปรดใช้วิจารณญาณ

Image

[Miyeon on Event] ได้รับการดูแลประดุจดั่งเป็นเจ้าหญิงในนิทาน – Being treated like a princess

เชื่อว่าผู้หญิงหลายๆ คน มีความฝันอยากได้รับการดูแลปรนนิบัติแบบเจ้าหญิง อย่างน้อยก็สักครั้ง ส่วนตัวมี่เองก็มีความฝันแบบนั้นนะคะ

ไปกรุงเทพครั้งนี้มี่มีโอกาสได้พบกับ คุณอั๋น Dior Makeup trainer และ คุณบี Color stylist มาช่วยเติมแต่งความสวย ทั้งแต่งหน้า ทำผม ทาเล็บ ด้วยผลิตภัณฑ์คุณภาพจาก Dior เรียกได้ว่าเพียบพร้อมพร้อมและสวยงามมาก

ทาง Dior มีอะไรที่เป็นเอกลักษณ์ให้เราได้ประทับใจเสมอเลยค่ะ อย่างเรื่องการทาเล็บ Color stylist ก็จะนวดมือให้ก่อนด้วย เพื่อความผ่อนคลาย

ระหว่างแต่งหน้าก็ได้แลกเปลี่ยนพูดคุยกับคุณอั๋นถึงเทคนิคการแต่งหน้าแบบต่างๆ ซึ่งเอาจริงๆ เราก็รู้แค่ทฤษฎี แต่สกิลด้านการปฏิบัตินั้นเรียกได้ว่า แทบไม่มีเลยค่ะ

โจทย์ที่คุณอั๋นถามคือ อยากได้ลุคประมาณไหน เราก็แบบ อยากให้มันเป็นการเบลนด์กันของ K-beauty และ Eu-beautyเป็นการผสมกันอย่างลงตัวระหว่าง K-beauty และ งานสายฝอ คุณอั๋นก็เนรมิตออกมาให้ได้อย่างสวยงาม เข้ากันกับชุด และทรงผมที่คุณบีทำให้อย่างเหมาะเจาะ

โดยผลิตภัณฑ์ที่เป็นหัวใจหลักของการแต่งหน้าครั้งนี้คือ DIOR PRESTIGE Cushion foundation – le cushion teint de rose

นางเป็นคุชชั่นที่โดดเด่นด้วยนวัตกรรม Rose color blend complex ที่ให้ Complexion ผิวที่สวยแบบดอกกุหลาบ และเทคโนโลยี Rose light pigment ที่มีคุณสมบัติกระจายแสงให้ทั่วใบหน้า ให้ผิวแลดูสดชื่น เปล่งปลั่ง อมชมพู อย่างเป็นธรรมชาติ และมีชีวิตชีวา นอกจากนี้นางยังมีคุณสมบัติปกป้องแสงแดดในตัวด้วยค่า SPF50 PA+++

รุ่นใหม่นี้เป็น Cushion รุ่น Slim ที่ค่อนข้างบางกว่าตลับแบบเดิม พกง่าย ไม่กินเนื้อที่ในกระเป๋า ในการแต่งหน้าครั้งนี้ มี่ใช้เบอร์ 030 ค่ะ ราคาตลับจริงอยู่ที่ 3,800 บาท Refill 2,050 บาท Sponge 2 ชิ้น 350 บาท

ส่วนตัวมี่เองผิวค่อนข้างแห้ง ทางคุณอั๋นจึงแนะนำเทคนิคให้เอาเซรั่ม Dior prestige La micro-huile de rose มาวอร์มผสมกับเนื้อ Cushion ก่อนลงผิวจะได้ความชุ่มฉ่ำเพิ่มขึ้น และติดทนผิวมากขึ้น เป็นงานผิวที่ดูแบบสดใสและเป็นธรรมชาติมากๆ

Finished look เป็นประมาณนี้ค่ะ

สำหรับลุคนี้ ระหว่างวันผิวไม่แห้ง ไม่เหี่ยว ไม่ตึง ไม่ลอก และก็ไม่เยิ้ม คือ ปลื้มปริ่มมากจริงๆแต่งตั้งแต่ตอนราวๆ 9 โมง เสร็จงานราวๆ 4 โมงเย็น ออกไปเที่ยวต่อถึง 4 ทุ่มกว่า กลับห้องยังสวยเหมือนเดิม เรียกได้ว่าแทบไม่อยากจะลบเมคอัพเลยทีเดียวหละ

สวยฉ่ำยาวยัน 4 ทุ่ม

Disclaimer: การร่วมแต่งหน้าในครั้งนี้ได้รับการสนับสนุนจากทางแบรนด์ Dior

Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสม เซรั่มพลังดอกไม้ทั้ง 4 กับ Capture Totale C.E.L.L. Energy จาก Dior

หากพูดถึง Dior หลายๆ ท่านอาจจะนึกถึงสินค้าแฟชั่น หลายๆ ท่านอาจจะนึกถึงน้ำหอมสุดหรูหรา แต่ Dior ยังมีอีกสิ่งที่น่าสนใจ นั่นก็คือสินค้าในกลุ่มสกินแคร์ค่ะ

ส่วนตัวมี่เอง มีโอกาสได้พบปะกับทีมงานของทาง Dior เมื่อช่วงต้นเดือนตุลาคมก็พึ่งรู้เหมือนกันค่ะ ว่าทาง Dior ที่ฝรั่งเศสนั้นมีศูนย์วิจัยที่ชื่อว่า LVMH Recherche ที่มีทีมวิจัยที่เข้มแข็งมาก จับมือสร้างเครือข่ายกับศูนย์ Center for iPS Cell Research (CiRA) และมหาวิทยาลัยชั้นนำต่างๆ อีก 6 มหาวิทยาลัย

ด้วยความที่มีทีมวิจัยอันแข็งแกร่ง เทคโนโลยีของ Dior จึงค่อนข้าง Advance เลยหละ

เท่าที่ได้ข้อมูลมา ทาง Dior เป็นบริษัทหนึ่งที่เข้มแข็งด้านการวิจัยเรื่อง Cell โดยเฉพาะกลุ่มของ Stem cell หรือ Mother cell ซึ่งเริ่มวิจัยมาราวๆ 30 ปี ได้ค้นพบโปรตีน และ Marker ใหม่ๆในระบบผิวหนังถึง 17 ชนิด มีงานวิจัยตีพิมพ์ร่วมกับมหาวิทยาลัยในวารสารวิชาการชั้นนำ 55 เรื่อง และมีสิทธิบัตรคุ้มครองอยู่ 10 ชิ้น

นอกจาก Dior จะโดดเด่นด้านของทางวิทยาศาสตร์ คือ ศูนย์วิจัย LVMH Recherche กับ CiRA แล้ว นางยังมีความโดดเด่นด้านของสวนพฤกษศาสตร์ Dior garden ที่มีด้วยกันอยู่หลายแห่งทั่วทุกมุมโลก เป็นเหมือนสวนพฤกษศาสตร์ที่ปลูก และดูแลพันธ์พืชต่างๆมากมายหลายชนิด

และอีกประเด็นที่ไม่กล่าวไม่ได้เลย คือเรื่องของความเชี่ยวชาญสาขา Floral science ของทาง Dior นั้น เรียกได้ว่าเป็นแถวหน้าของโลกเลย

จากผลงานวิจัย และ การค้นคว้ามากมาย คัดกรองดอกไม้ในสวน Dior garden หลายๆแห่ง จนในที่สุดทาง Dior ก็เจอส่วนผสมจากดอกไม้ 4 ชนิด ที่มีคุณสมบัติฟื้นฟูและปรับสภาพของผิว คืนพลังงาน คืนความอ่อนเยาว์ให้แก่ผิว จุดนี้ก็เหมือนตัวเราเนาะ พอเรามีพลังงาน เราก็สามารถทำอะไรต่อมิอะไรต่างๆ ได้มากมาย ผิวเราก็เช่นกันค่ะ

ซึ่งในจุดนี้ ทาง Dior ได้ค้นพบว่า ในผิวเรา จะมี Mother cell อยู่ 0.2% ที่รับผิดชอบการเจริญของผิวทั้งหมด ซึ่ง Mother cell นี้จะทำงานได้น้อยลงเมื่อเราแก่ตัวขึ้น แต่ปริมาณของคุณแม่ยังอยู่เท่าเดิมค่ะ ดังนั้น Concept ของ ผลิตภัณฑ์ในกลุ่ม Capture Totale C.E.L.L. Energy ก็คือ เสริมการสร้างพลังงาน และคืนความอ่อนเยาว์ให้แก่ Mother cell เพื่อให้ผิวเรากลับมาสุขภาพดีและดูสวยงามค่ะ

สำหรับวันนี้มี่จะมารีวิวตัวเซรั่ม Super Potent Age-Defying Intense Serum ในกลุ่ม Capture Totale C.E.L.L. Energy ที่มีหน้าตาแบบนี้ค่ะ

สาวน้อยของเรา เธอมาในแพคเกจที่ดูหรูหราสวยงาม

เนื้อเซรั่มเป็นแบบน้ำนม มีกลิ่นหอม กลิ่นแนวนี้ถูกจริตมี่มากเลยค่ะ

เกลี่ยง่าย ให้ความชุ่มชื้น แต่ก็ซึมไว แห้งไว ไม่เหนียวเหนอะหนะ

สำหรับส่วนผสมเป็นดังนี้นะคะ

ในภาพรวมเซรั่มตัวนี้เป็นรูปแบบของน้ำนม ประกอบด้วยน้ำ และ น้ำมัน และมีแอลกอฮอล์ติดมา แต่ส่วนตัวใช้มาร่วมเดือนแล้วก็ไม่ได้มีปัญหาอะไร เพราะน้ำมันที่ใส่มาเคลือบผิวได้ค่อนข้างดี

โดยน้ำมันที่เป็นตัวหลักคือ Squalane ที่เคลือบปกคลุมผิวค่อนข้างดี กับ น้ำมันจากเมล็ดของ Meadowfoam เสริมมาด้วยสารบำรุงหลายชนิด ทั้งกลุ่มของวิตามิน C E B3 สารเติมน้ำ และสารที่เป็นพระเอกของผลิตภัณฑ์กลุ่มนี้ คือ สารสกัดจากดอกไม้ทั้ง 4 ที่ผ่านกระบวนการคัดเลือกมาจากส่วนผสม 1667 ชนิด จากสวน Dior garden

ขอเริ่มเปิดการรีวิวที่พระเอกของกลุ่ม Capture Totale C.E.L.L. Energy คือ สารสกัดจากพืชดอกทั้ง 4 หรือ Flower complex ที่เป็นสูตรเอกลักษณ์ของทาง Dior ซึ่งทาง Dior ได้ทำการศึกษาด้าน Proteomics พบว่า สูตรผสมของพืชดอกทั้ง 4 นี้ มีคุณสมบัติเสริมการทำงานในผิวถึง 35 จุด ที่เกี่ยวข้องกับ Skin aging ซึ่งมีประโยชน์โดยรวมในด้านของ

  1. การปกป้องตัวเองของผิว
  2. การสร้างพลังงานของผิว
  3. การสร้างสารใหม่มาทดแทนส่วนที่หายไป (Regeneration)
  4. การฟื้นฟูตัวเองของผิว
  5. เสริมความแข็งแรงของผิว

จะขอเริ่มรีวิวที่พืชดอกที่เป็นนางเอกสุดของกลุ่มนี้คือ Madagasca longoza หรือ Aframomum angustifolium

  • Aframomum angustifolium seed extract สารสกัดจากเมล็ดของพืชดอก Longoza ซึ่งได้มาจากสวน Dior garden ที่ Madagascar ผ่านกรรมวิธีการเก็บและแปรรูปด้วยมือ

ก่อนจะนำไปสกัดด้วยเทคโนโลยีชั้นสูงต่อไป

สารสกัดจากเมล็ด Longoza นี้มีสิทธิบัตร US 7381436B2 ของทาง LVMH Recherche รองรับอยู่ โดยข้อมูลในสิทธิบัตรระบุว่า สารสกัดจาก Longoza สามารถปกป้อง Collagen VII ที่เป็นส่วนประกอบที่สำคัญของบริเวณรอยต่อระหว่าง Epidermis และ Dermis เรียกว่า Dermal-Epidermal junction หรือ DEJ ซึ่งเวลาเรามีอายุมากขึ้น Collagen VII จะลดลง ทำให้บริเวณ DEJ แบนราบมากขึ้น ผิวก็จะบาง และเหี่ยวลง

อีกกลไกที่น่าสนใจ และส่วนตัวมองว่าค่อนข้าง Unique คือ ที่บริเวณ DEJ จะมีเส้นใย Elastic ที่สำคัญ อยู่ 2 ชนิด คือ Oxylatan และ Elaunin โดย Oxylatan เป็นเส้นใยบางๆ ที่เรียงตัวตั้งฉากกับกลุ่มของเส้นใย Elaunin ที่คอยยึดเอา Dermis ชั้นบน (Papillary dermis) ไว้กับ Dermis ชั้นล่าง (Reticular dermis) ทั้งหมดนี้ทำหน้าที่พยุงโครงร่างของผิวเอาไว้ให้แข็งแรง ยืดหยุ่น กระชับ ไม่มีริ้วรอย (Cotta-Pareira, et al. J Invest Dermatol. 1976; 66(3):143-148, Uitto J. (1986) Elastic Fibers. In: Bereiter-Hahn J., Matoltsy A.G., Richards K.S. (eds) Biology of the Integument. Springer, Berlin, Heidelberg.)

โดยสารสกัดจาก Longoza สามารถปกป้อง Oxylatan และ Elaunin จากรังสี UV พร้อมทั้งเสริมการสังเคราะห์เส้นใยทั้ง 2 เพิ่มขึ้น จึงมีส่วนช่วยในแง่ของการปกป้อง ฟื้นฟู และช่วยให้ชั้นผิวดูแข็งแรงขึ้น

(Image from United States Patent, US 7381436B2)

  • สารสกัดจากรากดอกโบตั๋น Peaonia lactiflora root extract มีรายงานเกี่ยวกับฤทธิ์ต้านการอักเสบ (Front Pharmacol. 2011; 2: 10.) สารสกัดจากส่วนรากประกอบด้วยสารที่มีชื่อว่า Paeoniflorin ที่มีคุณสมบัติในด้าน Whitening ผ่านการยับยั้งการสร้างเม็ดสีผิว (Int J Cosmet Sci. 2016;38(5):444-51.)
  • สารสกัดจากหัวของลิลลี่สีขาว Lilium candidum bulb extract ที่มีส่วนประกอบของสารพฤกษเคมีที่มีประโยชน์หลายกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็น Flavonoid, Saponin และ Phytosterol มีรายงานการวิจัยที่ทดสอบครีมที่มีส่วนผสมของสารสกัด Lily กับพืชอื่นๆ พบว่าให้ผลลดรอยคล้ำใต้ตาในอาสาสมัคร (J Drugs Dermatol. 2013; 12(2):154-7.) ข้อมูลจากสิทธิบัตรระบุว่าใช้เป็นสารช่วยให้ผิวขาว ผ่านการยับยั้งการสร้างเมลานิน และช่วยป้องกันผลเสียจากรังสี UVB ที่ไปเหนี่ยวนำให้เกิดจุดด่างดำ (US 8481093 B2) ข้อมูลจากผู้ผลิตระบุว่าสารสกัดนี้มีฤทธิ์ต้านการอักเสบ
  • สารสกัดจากดอก Chinese jasmine Jasminum officinale Flower Extract นอกจากส่วนของน้ำมันหอมระเหย และสารหอมแล้ว ในดอกมะลิยังมีสารพฤกษเคมีในกลุ่มของพวก Flavonoid อยู่ ซึ่งเป็น antioxidant ที่ดี

สารสกัดจากพืชดอกทั้ง 4 นี้ ทางแบรนด์นำมาผสมผสานเข้ากับเทคโนโลยี Lipopeptide ที่ได้จากกระบวนการ Bio-fermentation เพื่อช่วยนำส่งสาร โดยทางแบรนด์ได้ทดสอบในระดับหลอดทดลองกับผิวหนังเพาะเลี้ยง พบว่าระบบนำส่งนี้สามารถนำส่งสารได้เพิ่มขึ้น 30% เมื่อเทียบกับการทาแบบปกติ

  • สารบำรุงกลุ่มถัดมา จะเป็นกลุ่มของสารบำรุงสีฟ้า ซึ่งเป็นวิตามินทั้ง 3 ตัว ได้แก่ C B3 และ E ที่ให้ประโยชน์กับผิวในหลายๆ ด้าน
  • สีชมพู เป็นกลุ่มของสารเพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่ผิว ซึ่งมีด้วยกันหลายตัว เช่น
    • กลุ่มของ Hyaluronic acid 2 รูปแบบ คือ Hyaluronic acid และ Sodium acetylated hyaluronate มีประโยชน์ในการเติมน้ำเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิว
    • น้ำตาล xylitol และ Trehalose มีประโยชน์ในการเติมน้ำเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิวเช่นกัน
    • Betaine ที่เป็นอนุพันธ์ของกรดอะมิโน Glycine มีคุณสมบัติในการเติมน้ำให้ผิว พร้อมให้สัมผัสที่บางเบา นุ่มนวล
    • Hydrolyzed soy protein มีประโยชน์ในการเติมน้ำเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิวเช่นกัน ตัวนี้คุณสมบัติขึ้นกับขนาด ถ้าเป็นตัวเล็กๆ ก็อาจจะซึมผ่านผิวได้ และมีคุณสมบัติในด้านของการชะลอวัย และลดเลือนริ้วรอย แต่ส่วนมากมักจะเด่นเรื่องของความชุ่มชื้น
    • Alcaligenes Polysaccharides สารที่ได้จากกระบวนการทางเทคโนโลยีชีวภาพ ผ่านการหมักเชื้อจุลินทรีย์ใน Genus Alcaligenes ได้เป็นสารกลุ่ม Polysaccharide ที่มีประโยชน์และคุณสมบัติหลายประการ ตั้งแต่เป็นสารเพิ่มความหนืดให้ตำรับ ไปจนถึงคุณสมบัติในการเคลือบผิว รักษาความชุ่มชื้น
  • สีม่วง เป็นสารบำรุงอื่นๆ เช่น น้ำมันจาก Meadowfoam ให้คุณสมบัติในด้านความชุ่มชื้นคืนไขมันให้กับผิว Adenosine ดูแลเรื่องริ้วรอย และ สารสกัดจากสาหร่ายสีแดง Palmaria palmata ที่เป็น antioxidant และมี oligosaccharide ที่ดูแลเรื่องความชุ่มชื้น กับ Whitening

ในด้านของเบส มาในเบสแบบน้ำนม ที่มีส่วนผสมของ Alcohol เลยเกลี่ยง่าย แห้งไว ไม่เหนอะหนะ ส่วนตัวมี่เองแม้จะมีผิวผสม/แห้ง ก็ใช้ได้ไม่มีปัญหาใดๆ ส่วนผสมอื่นๆ เลือกมาได้ค่อนข้างดี ไม่มีสารที่ไม่เป็นมิตรกับผิว

ให้คะแนน

  1. สารบำรุง เรียกได้ว่าทำมาได้ค่อนข้างดี จัดมาให้ดูแลผิวได้หลายประการตามที่กล่าวไปด้านบน เสริมด้วยเทคโนโลยีต่างๆ ที่โดดเด่นของทางห้องแลป ส่วนตัวมองว่าคุ้มค่ากับราคาที่เราจะต้องจ่ายไป โดยในภาพรวม สารบำรุงทั้งหมด ดูแลผิวได้ค่อนข้างครบจบปัญหาผิวเสื่อมและอ่อนล้าตามวัย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ การชะลอวัย ป้องกันการเกิดริ้วรอย รวมถึงลดเลือนริ้วรอยที่เกิดไปแล้ว เสริมโครงสร้างชั้นผิวให้แข็งแรง ยืดหยุ่น กระชับ และให้ผิวมีสุขภาพดีไปพร้อมๆ กัน จุดนี้ขอให้ 5 ฟลาสก์
  2. ส่วนผสมอื่นๆ ตามที่ได้กล่าวไปในด้านบน แม้ส่วนผสมเกือบทั้งหมดจะเป็นมิตรกับผิว แต่ด้วยความมี Alcohol เลยขอหักออก 1 คะแนน เหลือ 4 ฟลาสก์
  3. การใช้งาน ส่วนตัวชอบเนื้อสัมผัสของเซรั่ม ที่ซึมไว แห้งไว ไม่เหนอะหนะ และเอามาใส่ไว้ในลำดับต้นๆ ของ Skincare regimen เพราะเนื้อมีความบางเบา ไม่เหนอะหนะ แม้จะมาในรูปแบบของน้ำนม ก่อนจะลงทับด้วย moisturizer อื่นๆ ต่อไป ในด้านของประสิทธิภาพ หลังจากทดลองใช้มาราวๆ เดือนกว่า ร่วมกับเซรั่มอีกชิ้นของทาง Dior (ที่จะมารีวิวอีกทีในโอกาสหน้า) และสกินแคร์อื่นๆ ใน Regimen ส่วนตัวรู้สึกว่าผิวหน้ารู้สึกฟู อวบอิ่ม มีความกระชับ ยืดหยุ่น มีสุขภาพดี มี Complexion สีชมพูระเรื่อ ไม่ดูซีดเหมือนก่อนเริ่มใช้  จุดนี้ขอให้ 5 ฟลาสก์

สุดท้ายนี้ต้องขอขอบคุณทาง Sponsor แบรนด์ Dior ประเทศไทย ที่ส่งผลิตภัณฑ์ดีๆ มาให้มี่ได้ทดลองใช้ และขอบคุณทุกๆท่านด้วยค่ะ ที่ติดตามรับชมมาจนจบ

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถสอบถามได้ที่ทาง Dior โดยตรงเลยนะคะ

สำหรับวันนี้คงต้องลากันไปเท่านี้ พบกันใหม่โอกาสถัดไป สวัสดีค่ะ

Disclaimer/conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับมาจากทางแบรนด์ Dior ประเทศไทย การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสม/วัตถุดิบตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล ผู้เขียนไม่ได้มีผลประโยชน์ใดๆในการขายสินค้าและไม่ได้รับค่าตอบแทนในการรีวิว โปรดใช้วิจารณญาณ