Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสม เซรั่มพลังดอกไม้ทั้ง 4 กับ Capture Totale C.E.L.L. Energy จาก Dior

หากพูดถึง Dior หลายๆ ท่านอาจจะนึกถึงสินค้าแฟชั่น หลายๆ ท่านอาจจะนึกถึงน้ำหอมสุดหรูหรา แต่ Dior ยังมีอีกสิ่งที่น่าสนใจ นั่นก็คือสินค้าในกลุ่มสกินแคร์ค่ะ

ส่วนตัวมี่เอง มีโอกาสได้พบปะกับทีมงานของทาง Dior เมื่อช่วงต้นเดือนตุลาคมก็พึ่งรู้เหมือนกันค่ะ ว่าทาง Dior ที่ฝรั่งเศสนั้นมีศูนย์วิจัยที่ชื่อว่า LVMH Recherche ที่มีทีมวิจัยที่เข้มแข็งมาก จับมือสร้างเครือข่ายกับศูนย์ Center for iPS Cell Research (CiRA) และมหาวิทยาลัยชั้นนำต่างๆ อีก 6 มหาวิทยาลัย

ด้วยความที่มีทีมวิจัยอันแข็งแกร่ง เทคโนโลยีของ Dior จึงค่อนข้าง Advance เลยหละ

เท่าที่ได้ข้อมูลมา ทาง Dior เป็นบริษัทหนึ่งที่เข้มแข็งด้านการวิจัยเรื่อง Cell โดยเฉพาะกลุ่มของ Stem cell หรือ Mother cell ซึ่งเริ่มวิจัยมาราวๆ 30 ปี ได้ค้นพบโปรตีน และ Marker ใหม่ๆในระบบผิวหนังถึง 17 ชนิด มีงานวิจัยตีพิมพ์ร่วมกับมหาวิทยาลัยในวารสารวิชาการชั้นนำ 55 เรื่อง และมีสิทธิบัตรคุ้มครองอยู่ 10 ชิ้น

นอกจาก Dior จะโดดเด่นด้านของทางวิทยาศาสตร์ คือ ศูนย์วิจัย LVMH Recherche กับ CiRA แล้ว นางยังมีความโดดเด่นด้านของสวนพฤกษศาสตร์ Dior garden ที่มีด้วยกันอยู่หลายแห่งทั่วทุกมุมโลก เป็นเหมือนสวนพฤกษศาสตร์ที่ปลูก และดูแลพันธ์พืชต่างๆมากมายหลายชนิด

และอีกประเด็นที่ไม่กล่าวไม่ได้เลย คือเรื่องของความเชี่ยวชาญสาขา Floral science ของทาง Dior นั้น เรียกได้ว่าเป็นแถวหน้าของโลกเลย

จากผลงานวิจัย และ การค้นคว้ามากมาย คัดกรองดอกไม้ในสวน Dior garden หลายๆแห่ง จนในที่สุดทาง Dior ก็เจอส่วนผสมจากดอกไม้ 4 ชนิด ที่มีคุณสมบัติฟื้นฟูและปรับสภาพของผิว คืนพลังงาน คืนความอ่อนเยาว์ให้แก่ผิว จุดนี้ก็เหมือนตัวเราเนาะ พอเรามีพลังงาน เราก็สามารถทำอะไรต่อมิอะไรต่างๆ ได้มากมาย ผิวเราก็เช่นกันค่ะ

ซึ่งในจุดนี้ ทาง Dior ได้ค้นพบว่า ในผิวเรา จะมี Mother cell อยู่ 0.2% ที่รับผิดชอบการเจริญของผิวทั้งหมด ซึ่ง Mother cell นี้จะทำงานได้น้อยลงเมื่อเราแก่ตัวขึ้น แต่ปริมาณของคุณแม่ยังอยู่เท่าเดิมค่ะ ดังนั้น Concept ของ ผลิตภัณฑ์ในกลุ่ม Capture Totale C.E.L.L. Energy ก็คือ เสริมการสร้างพลังงาน และคืนความอ่อนเยาว์ให้แก่ Mother cell เพื่อให้ผิวเรากลับมาสุขภาพดีและดูสวยงามค่ะ

สำหรับวันนี้มี่จะมารีวิวตัวเซรั่ม Super Potent Age-Defying Intense Serum ในกลุ่ม Capture Totale C.E.L.L. Energy ที่มีหน้าตาแบบนี้ค่ะ

สาวน้อยของเรา เธอมาในแพคเกจที่ดูหรูหราสวยงาม

เนื้อเซรั่มเป็นแบบน้ำนม มีกลิ่นหอม กลิ่นแนวนี้ถูกจริตมี่มากเลยค่ะ

เกลี่ยง่าย ให้ความชุ่มชื้น แต่ก็ซึมไว แห้งไว ไม่เหนียวเหนอะหนะ

สำหรับส่วนผสมเป็นดังนี้นะคะ

ในภาพรวมเซรั่มตัวนี้เป็นรูปแบบของน้ำนม ประกอบด้วยน้ำ และ น้ำมัน และมีแอลกอฮอล์ติดมา แต่ส่วนตัวใช้มาร่วมเดือนแล้วก็ไม่ได้มีปัญหาอะไร เพราะน้ำมันที่ใส่มาเคลือบผิวได้ค่อนข้างดี

โดยน้ำมันที่เป็นตัวหลักคือ Squalane ที่เคลือบปกคลุมผิวค่อนข้างดี กับ น้ำมันจากเมล็ดของ Meadowfoam เสริมมาด้วยสารบำรุงหลายชนิด ทั้งกลุ่มของวิตามิน C E B3 สารเติมน้ำ และสารที่เป็นพระเอกของผลิตภัณฑ์กลุ่มนี้ คือ สารสกัดจากดอกไม้ทั้ง 4 ที่ผ่านกระบวนการคัดเลือกมาจากส่วนผสม 1667 ชนิด จากสวน Dior garden

ขอเริ่มเปิดการรีวิวที่พระเอกของกลุ่ม Capture Totale C.E.L.L. Energy คือ สารสกัดจากพืชดอกทั้ง 4 หรือ Flower complex ที่เป็นสูตรเอกลักษณ์ของทาง Dior ซึ่งทาง Dior ได้ทำการศึกษาด้าน Proteomics พบว่า สูตรผสมของพืชดอกทั้ง 4 นี้ มีคุณสมบัติเสริมการทำงานในผิวถึง 35 จุด ที่เกี่ยวข้องกับ Skin aging ซึ่งมีประโยชน์โดยรวมในด้านของ

  1. การปกป้องตัวเองของผิว
  2. การสร้างพลังงานของผิว
  3. การสร้างสารใหม่มาทดแทนส่วนที่หายไป (Regeneration)
  4. การฟื้นฟูตัวเองของผิว
  5. เสริมความแข็งแรงของผิว

จะขอเริ่มรีวิวที่พืชดอกที่เป็นนางเอกสุดของกลุ่มนี้คือ Madagasca longoza หรือ Aframomum angustifolium

  • Aframomum angustifolium seed extract สารสกัดจากเมล็ดของพืชดอก Longoza ซึ่งได้มาจากสวน Dior garden ที่ Madagascar ผ่านกรรมวิธีการเก็บและแปรรูปด้วยมือ

ก่อนจะนำไปสกัดด้วยเทคโนโลยีชั้นสูงต่อไป

สารสกัดจากเมล็ด Longoza นี้มีสิทธิบัตร US 7381436B2 ของทาง LVMH Recherche รองรับอยู่ โดยข้อมูลในสิทธิบัตรระบุว่า สารสกัดจาก Longoza สามารถปกป้อง Collagen VII ที่เป็นส่วนประกอบที่สำคัญของบริเวณรอยต่อระหว่าง Epidermis และ Dermis เรียกว่า Dermal-Epidermal junction หรือ DEJ ซึ่งเวลาเรามีอายุมากขึ้น Collagen VII จะลดลง ทำให้บริเวณ DEJ แบนราบมากขึ้น ผิวก็จะบาง และเหี่ยวลง

อีกกลไกที่น่าสนใจ และส่วนตัวมองว่าค่อนข้าง Unique คือ ที่บริเวณ DEJ จะมีเส้นใย Elastic ที่สำคัญ อยู่ 2 ชนิด คือ Oxylatan และ Elaunin โดย Oxylatan เป็นเส้นใยบางๆ ที่เรียงตัวตั้งฉากกับกลุ่มของเส้นใย Elaunin ที่คอยยึดเอา Dermis ชั้นบน (Papillary dermis) ไว้กับ Dermis ชั้นล่าง (Reticular dermis) ทั้งหมดนี้ทำหน้าที่พยุงโครงร่างของผิวเอาไว้ให้แข็งแรง ยืดหยุ่น กระชับ ไม่มีริ้วรอย (Cotta-Pareira, et al. J Invest Dermatol. 1976; 66(3):143-148, Uitto J. (1986) Elastic Fibers. In: Bereiter-Hahn J., Matoltsy A.G., Richards K.S. (eds) Biology of the Integument. Springer, Berlin, Heidelberg.)

โดยสารสกัดจาก Longoza สามารถปกป้อง Oxylatan และ Elaunin จากรังสี UV พร้อมทั้งเสริมการสังเคราะห์เส้นใยทั้ง 2 เพิ่มขึ้น จึงมีส่วนช่วยในแง่ของการปกป้อง ฟื้นฟู และช่วยให้ชั้นผิวดูแข็งแรงขึ้น

(Image from United States Patent, US 7381436B2)

  • สารสกัดจากรากดอกโบตั๋น Peaonia lactiflora root extract มีรายงานเกี่ยวกับฤทธิ์ต้านการอักเสบ (Front Pharmacol. 2011; 2: 10.) สารสกัดจากส่วนรากประกอบด้วยสารที่มีชื่อว่า Paeoniflorin ที่มีคุณสมบัติในด้าน Whitening ผ่านการยับยั้งการสร้างเม็ดสีผิว (Int J Cosmet Sci. 2016;38(5):444-51.)
  • สารสกัดจากหัวของลิลลี่สีขาว Lilium candidum bulb extract ที่มีส่วนประกอบของสารพฤกษเคมีที่มีประโยชน์หลายกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็น Flavonoid, Saponin และ Phytosterol มีรายงานการวิจัยที่ทดสอบครีมที่มีส่วนผสมของสารสกัด Lily กับพืชอื่นๆ พบว่าให้ผลลดรอยคล้ำใต้ตาในอาสาสมัคร (J Drugs Dermatol. 2013; 12(2):154-7.) ข้อมูลจากสิทธิบัตรระบุว่าใช้เป็นสารช่วยให้ผิวขาว ผ่านการยับยั้งการสร้างเมลานิน และช่วยป้องกันผลเสียจากรังสี UVB ที่ไปเหนี่ยวนำให้เกิดจุดด่างดำ (US 8481093 B2) ข้อมูลจากผู้ผลิตระบุว่าสารสกัดนี้มีฤทธิ์ต้านการอักเสบ
  • สารสกัดจากดอก Chinese jasmine Jasminum officinale Flower Extract นอกจากส่วนของน้ำมันหอมระเหย และสารหอมแล้ว ในดอกมะลิยังมีสารพฤกษเคมีในกลุ่มของพวก Flavonoid อยู่ ซึ่งเป็น antioxidant ที่ดี

สารสกัดจากพืชดอกทั้ง 4 นี้ ทางแบรนด์นำมาผสมผสานเข้ากับเทคโนโลยี Lipopeptide ที่ได้จากกระบวนการ Bio-fermentation เพื่อช่วยนำส่งสาร โดยทางแบรนด์ได้ทดสอบในระดับหลอดทดลองกับผิวหนังเพาะเลี้ยง พบว่าระบบนำส่งนี้สามารถนำส่งสารได้เพิ่มขึ้น 30% เมื่อเทียบกับการทาแบบปกติ

  • สารบำรุงกลุ่มถัดมา จะเป็นกลุ่มของสารบำรุงสีฟ้า ซึ่งเป็นวิตามินทั้ง 3 ตัว ได้แก่ C B3 และ E ที่ให้ประโยชน์กับผิวในหลายๆ ด้าน
  • สีชมพู เป็นกลุ่มของสารเพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่ผิว ซึ่งมีด้วยกันหลายตัว เช่น
    • กลุ่มของ Hyaluronic acid 2 รูปแบบ คือ Hyaluronic acid และ Sodium acetylated hyaluronate มีประโยชน์ในการเติมน้ำเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิว
    • น้ำตาล xylitol และ Trehalose มีประโยชน์ในการเติมน้ำเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิวเช่นกัน
    • Betaine ที่เป็นอนุพันธ์ของกรดอะมิโน Glycine มีคุณสมบัติในการเติมน้ำให้ผิว พร้อมให้สัมผัสที่บางเบา นุ่มนวล
    • Hydrolyzed soy protein มีประโยชน์ในการเติมน้ำเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิวเช่นกัน ตัวนี้คุณสมบัติขึ้นกับขนาด ถ้าเป็นตัวเล็กๆ ก็อาจจะซึมผ่านผิวได้ และมีคุณสมบัติในด้านของการชะลอวัย และลดเลือนริ้วรอย แต่ส่วนมากมักจะเด่นเรื่องของความชุ่มชื้น
    • Alcaligenes Polysaccharides สารที่ได้จากกระบวนการทางเทคโนโลยีชีวภาพ ผ่านการหมักเชื้อจุลินทรีย์ใน Genus Alcaligenes ได้เป็นสารกลุ่ม Polysaccharide ที่มีประโยชน์และคุณสมบัติหลายประการ ตั้งแต่เป็นสารเพิ่มความหนืดให้ตำรับ ไปจนถึงคุณสมบัติในการเคลือบผิว รักษาความชุ่มชื้น
  • สีม่วง เป็นสารบำรุงอื่นๆ เช่น น้ำมันจาก Meadowfoam ให้คุณสมบัติในด้านความชุ่มชื้นคืนไขมันให้กับผิว Adenosine ดูแลเรื่องริ้วรอย และ สารสกัดจากสาหร่ายสีแดง Palmaria palmata ที่เป็น antioxidant และมี oligosaccharide ที่ดูแลเรื่องความชุ่มชื้น กับ Whitening

ในด้านของเบส มาในเบสแบบน้ำนม ที่มีส่วนผสมของ Alcohol เลยเกลี่ยง่าย แห้งไว ไม่เหนอะหนะ ส่วนตัวมี่เองแม้จะมีผิวผสม/แห้ง ก็ใช้ได้ไม่มีปัญหาใดๆ ส่วนผสมอื่นๆ เลือกมาได้ค่อนข้างดี ไม่มีสารที่ไม่เป็นมิตรกับผิว

ให้คะแนน

  1. สารบำรุง เรียกได้ว่าทำมาได้ค่อนข้างดี จัดมาให้ดูแลผิวได้หลายประการตามที่กล่าวไปด้านบน เสริมด้วยเทคโนโลยีต่างๆ ที่โดดเด่นของทางห้องแลป ส่วนตัวมองว่าคุ้มค่ากับราคาที่เราจะต้องจ่ายไป โดยในภาพรวม สารบำรุงทั้งหมด ดูแลผิวได้ค่อนข้างครบจบปัญหาผิวเสื่อมและอ่อนล้าตามวัย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ การชะลอวัย ป้องกันการเกิดริ้วรอย รวมถึงลดเลือนริ้วรอยที่เกิดไปแล้ว เสริมโครงสร้างชั้นผิวให้แข็งแรง ยืดหยุ่น กระชับ และให้ผิวมีสุขภาพดีไปพร้อมๆ กัน จุดนี้ขอให้ 5 ฟลาสก์
  2. ส่วนผสมอื่นๆ ตามที่ได้กล่าวไปในด้านบน แม้ส่วนผสมเกือบทั้งหมดจะเป็นมิตรกับผิว แต่ด้วยความมี Alcohol เลยขอหักออก 1 คะแนน เหลือ 4 ฟลาสก์
  3. การใช้งาน ส่วนตัวชอบเนื้อสัมผัสของเซรั่ม ที่ซึมไว แห้งไว ไม่เหนอะหนะ และเอามาใส่ไว้ในลำดับต้นๆ ของ Skincare regimen เพราะเนื้อมีความบางเบา ไม่เหนอะหนะ แม้จะมาในรูปแบบของน้ำนม ก่อนจะลงทับด้วย moisturizer อื่นๆ ต่อไป ในด้านของประสิทธิภาพ หลังจากทดลองใช้มาราวๆ เดือนกว่า ร่วมกับเซรั่มอีกชิ้นของทาง Dior (ที่จะมารีวิวอีกทีในโอกาสหน้า) และสกินแคร์อื่นๆ ใน Regimen ส่วนตัวรู้สึกว่าผิวหน้ารู้สึกฟู อวบอิ่ม มีความกระชับ ยืดหยุ่น มีสุขภาพดี มี Complexion สีชมพูระเรื่อ ไม่ดูซีดเหมือนก่อนเริ่มใช้  จุดนี้ขอให้ 5 ฟลาสก์

สุดท้ายนี้ต้องขอขอบคุณทาง Sponsor แบรนด์ Dior ประเทศไทย ที่ส่งผลิตภัณฑ์ดีๆ มาให้มี่ได้ทดลองใช้ และขอบคุณทุกๆท่านด้วยค่ะ ที่ติดตามรับชมมาจนจบ

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถสอบถามได้ที่ทาง Dior โดยตรงเลยนะคะ

สำหรับวันนี้คงต้องลากันไปเท่านี้ พบกันใหม่โอกาสถัดไป สวัสดีค่ะ

Disclaimer/conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับมาจากทางแบรนด์ Dior ประเทศไทย การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสม/วัตถุดิบตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล ผู้เขียนไม่ได้มีผลประโยชน์ใดๆในการขายสินค้าและไม่ได้รับค่าตอบแทนในการรีวิว โปรดใช้วิจารณญาณ

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s