Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสม น้ำตบกาแลกโต สูตรขาวใส Scinic first treatment essence สูตร Glowpick winner 2017

สวัสดีค่ะ

เมื่อกลางเดือนที่แล้ว มี่ได้เล่าให้ฟังว่าเดี๋ยวนี้เครื่องสำอางและ Skincare ของแบรนด์ Scinic จากเกาหลีมีวางจำหน่ายแบบถูกต้องตามกฎหมายในไทยแล้ว และจะทะยอยๆเอาตัวที่น่าสนใจของเค้ามารีวิวให้ได้ชมกัน

วันนี้ขอเปิดประเดิมด้วยน้ำตบกาแลคโตสูตรขาวใสของเค้า หรือ Scinic first treatment essence กันก่อนเลยค่ะ

ตัวนี้นางเป็น Essence ที่ใช้ Galactomyces ferment filtrate ในความเข้มข้นสูงถึง 90% แล้วเสริมมาด้วยสารบำรุงอีกหลายชนิดค่ะ เดี๋ยวไว้ไปวิเคราะห์ส่วนผสมกันอีกรอบนะคะ

น้ำตบจะมีหน้าตาเป็นแบบนี้ค่ะ

ess 1

ด้านในเป็นขวดแก้วนะคะ

ess 2

ซึ่งแก้วจะมีข้อดีเหนือกว่าพลาสติกคือ ยอมให้อากาศผ่านเข้าออกได้ยากกว่า จึงจะช่วยปกป้องสารสำคัญไว้ได้ดีกว่าค่ะ

ตัวน้ำตบมาในเนื้อแบบเหลว ใส อาจจะมีกลิ่นจางๆของวัตถุดิบอยู่ เนื่องจากไม่มีส่วนผสมของน้ำหอม

ess 3

เกลี่ยง่าย ซึมไว แห้งไว ไม่เหนอะหนะ ตบสนุก ตบแล้วลงสกินแคร์อันอื่นทับได้เลย

ess 4

ในส่วนของค่า pH อยู่ที่ราวๆ 5 ซึ่งถือว่าใกล้เคียงกับผิวดีค่ะ

ess 5

ก่อนจะไปดูวิเคราะห์ส่วนผสม อยากบอกว่า น้ำตบตัวนี้ได้รางวัลด้วยนะคะ นางได้รับรางวัลผลิตภัณฑ์ยอดเยี่ยมประเภท essence, ampoule และ serum ต่อกัน 2 ปีซ้อน

และได้รับรางวัล Glowpick 2017

พร้อมทั้งได้ตรา KFDA ด้าน Whitening และ Antiaging ค่ะ

ทางแบรนด์ยังบอกว่า นางเป็น Bestselling product บนเว็บ Naver และ ติดอันดับ 1 ในด้านยอดขายและการซื้อซ้ำในเกาหลีค่ะ

sci naver.jpg

ทางแบรนด์เคลมเรื่องของผลลัพธ์ 10 ประการ ใน 10 วัน ได้แก่

  • ผิวขาวกระจ่างใส เปล่งประกายออร่า
  • ผิวนุ่มชุ่มชื้น แต่งหน้าติดทน
  • ผิวกระชับเต่งตึง มีความยืดหยุ่น
  • ปลอบประโลมผิวที่อักเสบ แดง และยังเป็นเกราะป้องกันผิวจากแสงแดดหรือมลภาวะต่างๆ
  • เพิ่มความฉ่ำวาวให้ผิวสวยสุขภาพดีมีมิติ
  • ลดเลือนริ้วรอยร่องแก้ม หน้าผาก รอบดวงตา
  • ผิวเรียบเนียนดูอ่อนเยาว์
  • ผลัดเซลล์ผิวที่ตายแล้วอย่างอ่อนโยน
  • เติมความชุ่มชื้นให้แก่ผิวที่ขาดน้ำ ต้นเหตุจองผิวแก่กว่าวัย
  • รูขุมขนกระชับ ผิวละเอียดเรียบเนียนดุจกระเบื้องเคลือบ

 

ส่วนผสมเป็นดังนี้ค่ะ

สผส scinic

จากส่วนผสมวันนี้มี่ทำสีสารบำรุงไว้สองสีค่ะ

เริ่มจากสีฟ้า พระเอกของเรา Galactomyces ferment filtrate เป็นสารที่ได้จากการเลี้ยงยีสต์ Galactomyces ค่ะ

มีรายงานการวิจัยระบุว่าสามารถเพิ่มความแข็งแรงของ Barrier ที่ผิวหนังชั้นนอก โดยไปเพิ่มการทำงานของเอนไซม์ Caspase-14 ซึ่งเป็นเอนไซม์ที่ใช้ในการแปรสภาพโปรตีน Filaggrin ให้กลายเป็น กรดอะมิโนที่ทำหน้าที่เป็น Natural moisturizing factor หรือ NMF เพื่อช่วยในการดักจับน้ำรักษาความชุ่มชื้นของผิว (Arch Dermatol Res. 2013; 305(8):683-9.) มีคุณสมบัติลดการสังเคราะห์เม็ดสีผิว Melanin (J Am Acad Dermatol. 2014; 70(5)S1:AB127.)

พูดง่ายๆคือ เป็นตัวช่วยให้ผิวแข็งแรง อุ้มน้ำได้ดีขึ้น และเป็น Whitening ได้

 

ส่วนสีเขียว เป็นสารบำรุงอื่นๆที่เสริมเข้ามา มีอยู่ 6 ตัว ได้แก่

  • Niacinamide เป็นรูปแบบหนึ่งของวิตามินบี 3 อันนี้เราพูดถึงกันบ่อยมาก นางมีประโยชน์มากมายทั้ง เสริมการสังเคราะห์ไขมันทีเป็น Barrier ผิว ทั้งเป็น Whitening ผ่านการขัดขวางการส่งผ่านเมลานินที่สร้างเสร็จแล้วไม่ให้ออกไปข้างนอก และลดการอักเสบและระคายเคืองของผิว รวมไปถึงด้านสิวด้วย
  • Adenosine มีประโยชน์ในการชะลอวัย ลดริ้วรอย
  • สารสกัดจากราสเบอร์รี่ ประกอบด้วยน้ำตาล และวิตามินต่างๆ มีคุณสมบัติเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิว
  • กลุ่มสารบำรุงที่ม่ีประโยชน์ในการลดการอักเสบและระคายเคือง ได้แก่ สารสกัดจากชะเอม Purslane และน้ำทะเล

 

ในภาพรวมคือ สารบำรุงที่จัดมา เน้นไปที่ด้านของการช่วยให้ผิวแข็งแรง ชุ่มชื้น เก็บกักน้ำได้ดีขึ้น ลดการอักเสบและระคายเคือง รวมไปถึงด้าน Whitening และริ้วรอย

ส่วนตัวเบสเป็นแบบน้ำ ไม่มีส่วนผสมของน้ำมัน ซิลิโคน และแอลกอฮอล์

ไม่มีน้ำหอม พาราเบน และสีสังเคราะห์

 

มาให้คะแนนกันดีกว่าค่ะ สำหรับวันนี้ส่วนผสมค่อนข้างน้อย เลยขอให้คะแนนเป็น 2 หัวข้อใหญ่ๆ คือ ส่วนผสม และการใช้งานนะคะ

  1. ส่วนผสม เป็นน้ำตบที่มาในเบส GFF ในความเข้มข้น 90% ซึ่ง GFF มีประโยชน์ในการช่วยให้ผิวแข็งแรง ชุ่มชื้น และ Whitening เสริมมาด้วยสารบำรุงอื่นๆ เน้นไปที่ด้านของการช่วยให้ผิวแข็งแรง ชุ่มชื้น เก็บกักน้ำได้ดีขึ้น ลดการอักเสบและระคายเคือง รวมไปถึงด้าน Whitening และริ้วรอย ในตัวเบสมีส่วนผสมของสารที่ช่วยดักจับน้ำ เพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิว และไม่มีสารที่ไม่เป็นมิตรกับผิว เลยขอให้ไป 5 ฟลาสก์
  2. การใช้งาน ตัวน้ำตบจะค่อนข้างเหลว ถ้าเทใส่มือแล้วตบเลยโดยตรงอาจจะเลอะเทอะได้นิดหน่อย ต้องกะปริมาณดีๆ ในด้านของความชุ่มชื้น ส่วนตัวมี่ผิวแห้งอาจจะต้องหา Moisturizer อื่นๆมาทับอีกชั้นหนึ่ง ถึงจะเพียงพอ ส่วนคุณสมบัติ 10 ประการ ตามที่แบรนด์เคลม หลังจากที่มี่ลองมาเกือบๆ 2 อาทิตย์ ถือว่า ได้ไป 8 จาก 10 ข้อ จะติดก็เรื่องริ้วรอย กับ Whitening จุดด่างดำ ซึ่งช่วงนี้เราไม่ค่อยมีอยู่แล้ว เลยเห็นไม่ค่อยชัด ส่วนด้านชุ่มชื้น นุ่มฟู เต่งตึง นี่ถือว่าปลื้มปริ่มมากค่ะ ขอให้ไป 4 ฟลาสก์

 

คะแนน ess

นางมาในขนาด 150 ml ราคา 1090 บาท ตกเป็น 7.27 บาท/ ml ที่สำคัญช่วงเดือนมีนาคม 2561 นี้ นางจัดโปร ชิ้นที่สองบาทเดียวอยู่ที่ Watsons นะคะ ถ้าซื้อโปรชิ้นที่ 2 บาทเดียว จะตกที่ 3.64 บาท/ml ถือว่าคุ้มค่าเลยทีเดียว

watson

(Image from Watsons Thailand)

 

สุดท้ายนี้ต้องขอขอบคุณทางแบรนด์ Scinic ด้วยนะคะ ที่ส่งผลิตภัณฑ์ดีๆมาให้มี่ได้ทดลองใช้ และขอบคุณทุกๆท่านด้วยค่ะที่ติดตามรับชมมาจนจบ

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ทางแบรนด์ Scinic โดยตรงเลยนะคะ

https://www.facebook.com/SCINICThailand/

 

พบกันใหม่โอกาสถัดไป สำหรับวันนี้ สวัสดีค่ะ

 

Disclaimer/conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากทางแบรนด์ Scinic การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสมตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล และผู้เขียนไม่ได้มีผลประโยชน์ใดๆในการขายสินค้า โปรดใช้วิจารณญาณ

Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสม Cleansing water สูตรสำหรับผิวบอบบาง Nu Formula Mineral cleansing water สูตร Mineral micellar

สวัสดีค่ะ

มี่มักจะพูดเสมอว่า ขั้นตอนการทำความสะอาดใบหน้าหน้าสำคัญที่สุดของการดูแลผิวเพื่อให้ผิวมีสุขภาพดีค่ะ ถ้าเราทำความสะอาดเพียงพอ ผิวเราก็จะทำงานได้โดยไม่มีอะไรไปรบกวน ทำให้สุขภาพผิวค่อยๆฟื้นฟูขึ้นด้วยตนเองตามธรรมชาติ

ทีนี้การทำความสะอาดผิว สำหรับคนที่แต่งหน้า หรือ ใช้ผลิตภัณฑ์ป้องกันแสงแดดที่กันน้ำกันเหงื่อแน่นๆ ก็ควรจะทำความสะอาดแบบ 2 ขั้นตอน คือ ทำความสะอาดแบบแห้ง โดยการเช็ดด้วย Cleansing water หรือ oil หรือ milk ตามชอบก่อน แล้วค่อยไปทำความสะอาดแบบเปียก คือ ไปล้างด้วยโฟม หรือเจลล้างหน้ากับน้ำอีกครั้งหนึ่ง

ในพวกผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดเหล่านี้จะมีสิ่งที่เรียกว่า Surfactant อยู่ เป็นตัวการในการดึงเอาสิ่งสกปรกออกมาจากผิว แต่ในทางปฏิบัติ สารเหล่านี้แยกไม่ออกหรอก ว่าอะไรคือสิ่งสกปรก อะไรคือไขมันดีๆในผิว มันดึงออกมาหมด การล้างหน้าจึงเป็นเหมือนการดึงเอาสิ่งดีๆในผิวออกมาทีละนิดทีละหน่อย เราเลยต้องรีบทดแทนโดยการเติมสารบำรุงทดแทนคืนให้ผิว เพื่อไม่ให้ผิวเสียสมดุลค่ะ

เกริ่นมาซะยืดยาว วันนี้มี่อยากหยิบเอา Cleansing water ยี่ห้อหนึ่ง ที่เราเห็นกันมาพักใหญ่ๆแล้ว แต่บางคนอาจจะมองข้ามมันไป ซึ่งจริงๆของเขาก็ทำมาดีนะ ราคาก็ไม่ได้แรงมาก ถือว่าเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจเลยทีเดียว

เป็นผลิตภัณฑ์ Cleansing water จากแบรนด์ NU formula นั่นเองค่ะ

ซึ่งแบรนด์ Nu formula ก็คือ NU + FORMULA = นวัตกรรมใหม่ในการบำรุงผิว ที่ออกแบบมาเพื่อผิวคุณ

ทางแบรนด์ Claim ว่า Nu Formula ถูกวิจัยและพัฒนาโดย Skin Laboratory Academy นานกว่า 3 ปี จนได้เป็นผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดผิวหน้า ที่ช่วยล้างเครื่องสำอาง และกำจัดสิ่งสกปรกได้หมดจด และอ่อนโยนต่อทุกสภาพผิวแม้ผิวแพ้ง่าย

คลีนซิ่งตัวนี้มีชื่อเต็มๆว่า Nu formula Mineral cleansing water

nu 1.JPG

มาในขวดแบบมีจุกเปิดปิด เวลาใช้ก็ให้เท(หยด)ใส่สำลีให้พอชุ่ม แล้วเช็ดเบาๆบนหน้าค่ะ

เอาจริงๆนะ Cleansing นี้ มาในขวดแบบเทเองนี่ฟินสุดแล้วหละ กะได้ง่ายดีตามใจฉัน อยากเทเท่าไหร่ก็เท

 

เนื้อ Cleansing water เป็นแบบน้ำใส ไม่มีสี ไม่มีกลิ่นเพราะไม่มีส่วนผสมของน้ำหอม

เช็ดแล้วให้สัมผัสที่ค่อนข้างสดชื่น บางเบา ไม่เหนียวเหนอะหนะและหนักผิว

ในด้านของการทำความสะอาด ลองกับแขนก่อน ทดลองลบ คอนซีลเลอร์ รองพื้น อายไลน์เนอร์กันน้ำ ลิปสติกเนื้อแมทท์ และมาสคาร่ากันน้ำ

clean 2

ลากผ่านคอนซีลเลอร์และรองพื้น ออกหมดตั้งแต่ครั้งแรก ซึ่งถ้าลองดูจะเห็นว่าตัว Cleansing water ละลายเอาเบสเมคอัพติดออกมากับสำลีได้ค่อนข้างหมด ซึ่งถือว่าดูดีกว่า Cleansing ในกลุ่มที่พัฒนามาสำหรับผิวแพ้ง่ายค่ะ

clean 3

เอาสำลีชุบ NU formula แล้วโปะไว้ประมาณ 10 วิ ก่อนลากออก ตัวลิปแมทท์ และมาสคาร่าจะออกบางส่วน แต่อายไลน์เนอร์ยังจะติดอยู่ ต้องเช็ดอีกรอบค่ะ

clean 4

ตอนใช้จริง ก็ถือว่าค่อนข้างสะอาดปลื้มปริ่มอยู่ ใช้ครั้งเดียวจบ สำหรับคนแต่งหน้าไม่เยอะ ถือว่าทำมาได้ดีค่ะ สำหรับสูตร Oil-free และส่วนตัวมี่ใช้เช็ดอายแชโดว์ มาสคาร่าได้ ไม่รู้สึกแสบค่ะ เรียกได้ว่า 3 แผ่น เก็บได้เรียบสะอาดหมดจด ไม่ต้องคิดมาก

clean 5.jpg

ทางแบรนด์ยังมีการเคลมเรื่องของเทคโนโลยี “Mineral micellar plus+” ซึ่งเป็นเทคโนโลยีระดับนาโนที่ช่วยละลายเมคอัพให้อ่อนตัวหลุดออกง่าย ก่อนจะดึงคราบออกมาโดยไม่ต้องใช้สารทำความสะอาดที่รุนแรง

ซึ่งการละลายเมคอัพตรงนี้ ก็ถือเป็นการช่วยสลายคราบสกปรกที่ติดแน่นกับผิว เมื่อเอาออกได้ ก็ถือเป็นการช่วยลดการอุดตันให้ผิวได้ทางหนึ่ง

 

มาทั้งทีไม่วิเคราะห์ส่วนผสมคงไม่ได้เนอะ

ส่วนผสมเป็นดังนี้ค่ะ

สผส nu formula

จากส่วนผสมวันนี้ มี่ทำแถบสีไว้ 3 สีค่ะ

  • สีฟ้า เป็นสารทำความสะอาด ในที่นี้คือ PEG-6 caprylic/capric triglycerides ซึ่งเป็นสารทำความสะอาดชนิดที่ไม่มีประจุ non-ionic มีความอ่อนโยน บางที่เรียกว่า เป็น Hydrophilic emollient หมายถึง emollient ที่ชอบน้ำ ช่วยเสริมไขมันดีคืนให้ผิว ช่วยให้ผิวนุ่มชุ่มชื้น

จุดเด่นอีกอย่างคือสารนี้ให้สัมผัสที่ค่อนข้างดี บางเบา ไม่เหนอะหนะและหนักผิวค่ะ สารนี้ปกติจะมีราคาค่อนข้างสูงค่ะ

 

  • สีเขียว คือ น้ำแร่ ซึ่งประกอบด้วยแร่ธาตุหลายชนิดที่ช่วยบำรุงผิว และช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่ผิว แร่ธาตุแต่ละชนิดก็จะบำรุงผิวได้แตกต่างกันไป ตรงนี้ขออนุญาตไม่ลงรายละเอียดนะคะ
  • สีม่วง เป็นบรรดาสารบำรุงต่างๆ แบ่งเป็นกลุ่มๆ ได้แก่
    • กลุ่มของสารสกัดจากพืชและวิตามินที่มีคุณสมบัติลดการระคายเคืองและให้ความรู้สึกสบายผิว ได้แก่ Panthenol คือ โปรวิตามินบี 5 น้ำกุหลาบ (Rose water) และสารสกัดจากคาโมมายล์
    • สารสกัดเพื่อความเป็น Whitening ได้แก่ สารสกัดจาก Garden cress (Lepidium sativum extract) ข้อมูลจากผู้ผลิตวัตถุดิบบอกว่า มีประโยชน์ในการเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิว ต่อต้านอนุมูลอิสระ และลดเลือนริ้วรอยได้ สามารถยับยั้งการทำงานของฮอร์โมน Melanocyte stimulating hormone (MSH) ที่ทำหน้าที่กระตุ้นให้เซลล์เมลาโนไซต์ที่มีหน้าที่สร้างเมลานินทำงานได้ดีขึ้น เมื่อไปยับยั้ง MSH ก็จะทำให้เซลล์เมลาโนไซต์ทำงานได้ลดลง ผิวจึงขาวขึ้น
    • Antioxidant ได้แก่ สารสกัดจาก Bilberry มีคุณสมบัติในการต่อต้านอนุมูลอิสระ ช่วยชะลอวัยและเป็น Whitening ได้อีกทาง โดยไปขัดขวางอนุมูลอิสระ ไม่ให้ไปกระตุ้นให้เกิดการสร้างเม็ดสีผิว
    • Natural AHA จาก Sugar maple (Acer saccharum extract) ที่ค่า pH นี้จะมีประโยชน์ในการเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิว

สรุป นอกจากจะเช็ดเพื่อทำความสะอาดแล้ว ผิวเราก็ยังจะได้รับการบำรุงจากน้ำแร่ และสารบำรุงอื่นๆ ซึ่งมีประโยชน์ในการเพิ่มความชุ่มชื้น ให้ความรู้สึกสบายผิว ลดการระคายเคือง และ Whitening

จากประสบการณ์ที่เคยใช้ Cleansing water มา ถ้าลองเทียบประสิทธิภาพในการทำความสะอาด และ Feeling กับ Cleansing water ชิ้นอื่นๆที่ใช้ PEG-6 caprylic/capric triglycerides เป็นสารทำความสะอาดหลักเหมือนกัน อย่างเช่น ยี่ห้อ P และ B ถือว่าตัวนี้ทำมาได้ดี และค่อนข้างโดดเด่น ในด้านของสารบำรุง ซึ่งครอบคลุมไปถึงด้าน Whitening ในขณะที่บางแบรนด์จะเด่นไปทางเพิ่มความชุ่มชื้น หรือ ลดการอักเสบระคายเคือง มากกว่าค่ะ

จุดเด่นจะอยู่ที่เรื่องของ Feeling หลังใช้ด้วยค่ะ ที่จะค่อนข้างนุ่มนวล ไม่ลื่น ไม่เป็นเมือก ไม่แห้งตึง แบบที่เค้าเคลมบนฉลากเลยว่า Extra fresh and clean

ในส่วนของเบสและสารปรุงแต่ง ทำมาได้ค่อนข้างดี และไม่มีสารที่ไม่เป็นมิตรกับผิว

ให้คะแนนกันดีกว่าค่ะ วันนี้ขอแบ่งเป็น 3 หัวข้อ คือ สารทำความสะอาดและสารบำรุงผิว ส่วนผสมอื่นๆ และการใช้งาน

  1. สารทำความสะอาดและสารบำรุงผิว ใช้ PEG-6 caprylic/capric triglycerides ซึ่งมีความอ่อนโยน และมีคุณสมบัติในการเพิ่มความชุ่มชื้นและให้ผิวนุ่ม เสริมมาด้วยน้ำแร่ วิตามินบี 5 และสารสกัดจากพืชอื่นๆ ซึ่งมีประโยชน์รวมในด้านการเพิ่มความชุ่มชื้น ให้ความรู้สึกสบายผิว และอาจจะได้ประโยชน์ยาวไปถึงด้าน Whitening จุดนี้ขอให้ 5 ฟลาสก์
  2. ส่วนผสมอื่นๆ ไม่มีส่วนผสมของ แอลกอฮอล์ ซิลิโคน และสารอื่นๆที่ไม่เป็นมิตรกับผิว เลยไม่มีที่ให้หักคะแนน รับไป 5 ฟลาสก์
  3. การใช้งาน ในด้านของการทำความสะอาด ตัวนี้สามารถเก็บ Base makeup ได้หมดในการเช็ดครั้งเดียว แต่ส่วนของพวกอายไลน์เนอร์ และมาสคาร่ากันน้ำ อาจจะต้องโปะทิ้งไว้แป๊บนึง แล้วค่อยใช้คอตตอนบัดช่วยเช็ดอีกครั้ง ในด้านของสัมผัส ถือว่าทำมาได้ดี หลังเช็ดผิวนุ่ม ไม่ลื่น ไม่เป็นเมือก ไม่แห้งตึง ส่วนด้านการ Leave-on ส่วนตัวมี่มีวันหนึ่งที่ค่อนข้างรีบลบหน้าเสร็จแล้วต้องรีบเข้านอนเพราะหนาวมาก และอีกวันต้องตื่นเช้าเลยไม่ได้ล้างหน้าซ้ำ ทิ้งไว้ทั้งคืน ก็ไม่ได้รู้สึกผิดปกติในด้านการระคายเคือง แสบผิว หรือหนักผิวอะไรค่ะ ให้ไป 5 ฟลาสก์

 

คะแนน nu

สำหรับวันนี้คงต้องลากันไปเท่านี้ค่ะ และขอขอบคุณทุกท่านด้วยค่ะที่ติดตามรับชมมาจนจบ

 

พบกันใหม่โอกาสถัดไป สวัสดีค่ะ

Disclaimer/conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ซื้อด้วยตนเอง การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสมตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล และผู้เขียนไม่ได้มีผลประโยชน์ใดๆในการขายสินค้า โปรดใช้วิจารณญาณ

Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสม ออยล์บำรุงผิวสุดปัง นำเข้าจากอิตาลี่ กับ Klairé green oil

สวัสดีค่ะ

Oil บำรุงผิว นี่จัดเป็นไอเทมสำคัญของหลายๆคนเลย วันนี้มี่เลยขอมาเล่าประโยชน์ของการใช้ Oil บำรุงผิวให้ฟัง และมารีวิว Oil บำรุงผิวตัวหนึ่งที่น่าสนใจให้ได้ชมกันค่ะ

เราสามารถแบ่งสารกลุ่มน้ำมันและไขมัน (Lipids) ในทางเครื่องสำอางได้เป็น 2 กลุ่มหลักๆ ค่ะ คือ

  1. น้ำมัน/ไขมันที่เหมือนกับที่มีในร่างกายเรา เรียก Physiological lipid เช่น พวก Ceramides, กรดไขมัน คอเลสเตอรอล เป็นต้น
  2. น้ำมัน/ไขมันที่ไม่มีในร่างกายของเรา เรียก Non-physiological lipid เช่น Petrolatum, Mineral oil และพวกไขมันสังเคราะห์ต่างๆ

เวลาเราทาน้ำมัน/ไขมันที่เหมือนกับที่มีในร่างกายของเรา พวกนี้จะถูกดูดซึมลงไปในผิว และผิวเราจะนำเอาไปใช้เป็นสารตั้งต้นในการสังเคราะห์น้ำมันชนิดต่างๆออกมา เพื่อเป็นส่วนประกอบของ Barrier ผิว

และน้ำมันเหล่านี้มักจะมีประโยชน์พิเศษอยู่ เช่น อาจจะเป็น Antioxidant อาจจะมีฤทธิ์ลดการอักเสบ หรือ กรดไขมันบางชนิด เช่น Linoleic acid ก็สามารถลดการเกิดสิวได้ด้วย ซึ่งกลไกในการทำงานของน้ำมันเหล่านี้ก็จะค่อนข้างซับซ้อนค่ะ

 

วันนี้ก็เลยถือเป็นโอกาสอันดีที่จะเอาเซรั่มน้ำมันบำรุงผิวจากแบรนด์ Klairé กับ Klairé green oil มาฝากกันค่ะ

ตัวน้ำมันจะมาในกล่องกระดาษสีครีมที่มีหน้าตาประมาณนี้ค่ะ

kal 1.jpg

 

ด้านในเป็นขวดพลาสติกที่มีฝาเป็นหลอดหยดค่ะ

kal 3

ถ้าเราหมุนเกลียว ปุ่มสำหรับดูดออยล์เข้าหลอดหยดก็จะยื่นออกมาค่ะ

kal 4.jpg

ตัวน้ำมันจะค่อนข้างเหลว ใส แผ่กระจายบนผิวได้ง่าย มีกลิ่นหอมอ่อนๆจากสารหอมธรรมชาติ และน้ำมันหอมระเหยจากกุหลาบมอญ (Damask rose)

kal 5

เกลี่ยง่าย มีสัมผัสนุ่มนวล ไม่เหนอะหนะ และไม่หนักผิว

 

kal 7

ด้านข้างกล่องก็จะมี Claiming อยู่นิดหน่อยค่ะ

kal 2

อีกจุดที่น่าสนใจ คือ น้ำมันตัวนี้ Made in Italy นะคะ ว่าไม่ได้ หรูหราได้ที่เลยทีเดียว

 

วิธีใช้ที่ทางแบรนด์แนะนำคือ ใช้หลังจากทำความสะอาดเสร็จ เป็นขั้นตอนแรกก่อนการบำรุงผิวขั้นอื่นๆต่อไป

มาดูส่วนผสมกันดีกว่านะคะ

ส่วนผสมเป็นดังนี้ค่ะ

สผส kal

จากส่วนผสมจะเป็นเซรั่มที่ใช้น้ำมันจากพืช Blend 3 ชนิด คือ น้ำมันจากแอลมอนด์ มะกอก และอาร์แกน ซึ่งทั้ง 3 ชนิดนี้มี Fatty acid profile ที่คล้ายกัน คือ มี Oleic acid เป็นองค์ประกอบหลัก และมี Linoleic acid เป็นองค์ประกอบรอง

ในน้ำมันจากพืชธรรมชาติเหล่านี้ นอกจากประกอบด้วย Fatty acid หรือ กรดไขมัน ที่ให้ประโยชน์ในการทดแทนไขมันคืนให้ผิวแล้ว จะมีสารพฤกษเคมีที่น่าสนใจอีกกลุ่มใหญ่ๆ คือ Unsponifiables พวกนี้จะเป็นสารที่ทำปฏิกิริยากับด่างแล้วเกิดสบู่ไม่ได้ เช่น Tocopherols (สารในกลุ่มวิตามินอี) Beta-carotene รวมไปถึง Phytosterol ที่มีประโยชน์ด้านลดการอักเสบและระคายเคือง และ Squalane ที่ช่วยเคลือบผิวรักษาความชุ่มชื้น

oil

(ข้อมูลจาก Provitol group และ Guillaume and Charrouf, H&PC Today – Household and Personal Care Today 2013;8(2):28-30)

นอกจากน้ำมันจากพืชแล้วก็จะเสริมวิตามินมา 2 ตัว คือ วิตามินซี กับ อี

  • วิตามินซี ใช้ในรูป Ascorbyl palmitate ที่ละลายในไขมันได้ วิตามินซีมีประโยชน์กับผิวหลายด้านไม่ว่าจะเป็น เป็น antioxidant ต่อต้านอนุมูลอิสระ ชะลอวัย ยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ Tyrosinase ช่วยลดการสร้างเม็ดสี จึงมีประโยชน์เป็น Whitening เป็นส่วนหนึ่งของการสังเคราะห์คอลลาเจน และลดการอักเสบในผิว
  • วิตามินอี ใช้ในรูปแบบดั้งเดิม อย่าง Tocopherol เป็น antioxidant ที่ละลายได้ในไขมัน

น้ำมันหอมระเหยจากกุหลาบมอญ ในทาง Aromatherapy เชื่อว่า มีประโยชน์ในการฆ่าเชื้อ ลดการอักเสบและระคายเคือง และให้ความรู้สึกสบายผิว (Soothing effect)

 

ให้คะแนนกันดีกว่านะคะ วันนี้ส่วนผสมมีไม่มากเลยขอแบ่งให้คะแนน 2 หัวข้อค่ะ

  1. ส่วนผสม Klairé green oil มาในเบสที่เป็น Caprylic/capric triglycerides ซึ่งเป็นไขมันชนิดสายยาวปานกลาง (Medium chain triglycerides) ซึ่งมีคุณสมบัติในการเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิว ทดแทนไขมันคืนให้ผิว เสริมมาด้วยน้ำมันจากพืช 3 ชนิด คือ Almond, Olive และ Argan ซึ่งทั้ง 3 ตัว มีชนิดและรูปแบบของกรดไขมันที่คล้ายๆกัน ประโยชน์ของ น้ำมันจากพืช คือ นอกจากจะทดแทนกรดไขมันให้ผิวแล้ว ยังประกอบด้วยสารกลุ่ม Phytosterols ที่ช่วยลดการอักเสบและระคายเคืองผิว มีน้ำมันหอมระเหยจากดอกกุหลาบมอญ ที่มีราคาแพง และ มีวิตามินอีกับซีเสริมเข้ามา จุดนี้ขอให้ 4 ฟลาสก์
  2. การใช้งาน ส่วนตัวมี่ค่อนข้างชอบพอกับกลิ่นกุหลาบอยู่แล้ว มาเจอกลิ่นของน้ำมันตัวนี้ก็คือจะฟินอยู่หน่อยๆ เนื้อสัมผัสของน้ำมันนี้จะค่อนข้างบางเบา ไม่เหนียว เกลี่ยได้ง่าย ซึมไว ไม่ทิ้งคราบ ไม่มันเยิ้ม เวลาใช้ จะใช้ครั้งละหยด ลงบนหน้าใน นวดวน และตบเบาๆ ซักพักก็จะซึมจนแห้งไป แล้วค่อยละเลงครีมอีกครั้ง โดยรวมถือว่าค่อนข้างชอบค่ะ ให้ไป 5 ฟลาสก์

 

คะแนน kal

สุดท้ายนี้ขอขอบคุณทางแบรนด์ Klairé ด้วยค่ะที่ส่งผลิตภัณฑ์ดีๆมาให้มี่ได้ทดลองใช้ และขอบคุณทุกๆท่านด้วยค่ะที่ติดตามรับชมมาจนจบ

 

 

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมสามารถติดต่อสอบถามได้กับทางแบรนด์ Klairé ได้โดยตรงเลยค่ะ

Facebook: https://www.facebook.com/KlaireOfficial

Instagram: Klaireofficial

www.beforeandaftercorp.com

 

Disclaimer/conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากทางแบรนด์ Klairé การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสมตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล และผู้เขียนไม่ได้มีผลประโยชน์ใดๆในการขายสินค้า โปรดใช้วิจารณญาณ

Image

[รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสม] ศึกแห่งวิตามินซีของบ้านมียอนยังไม่จบ กับน้องใหม่เวชสำอางซีรั่มวิตามินซีเข้มข้น 15% จากแบรนด์ Mederi cosmeceuticals มาในเบส water free อันเลอค่าน่าชื่นชม

สวัสดีค่ะ

เรียกได้ว่าสงครามแห่งวิตามินซีของบ้านมียอนยังไม่จบนะคะ เมื่อมียอนมีวิตซีตัวใหม่ จากแบรนด์ Mederi cosmeceuticals เข้ามาเป็นสมาชิกในบ้าน

ซีรั่มตัวนี้เห็นว่าพัฒนามาโดยนักวิทยาศาสตร์ที่จบสาขาเภสัชเคมีมาโดยตรงค่ะ

มีชื่อเต็มๆว่า Mederi Powerful-strength booster & repair serum

เป็นซีรั่มที่ผสมวิตามินซีเข้มข้น 15% ผ่านการทดสอบความปลอดภัยโดยแพทย์ผิวหนัง (Dermatologically tested) ด้วยค่ะ

หน้าตาเป็นแบบนี้นะคะ

 

mederi.JPG

นางจะมาในกล่องกระดาษสีขาว ดูคลาสสิค มาในสไตล์ minimal ดีค่ะ

ด้านในเป็นขวดปั๊มแบบ air-less

med 2

เนื้อซีรั่มเป็นของเหลวใส ไม่มีกลิ่น เพราะทางแบรนด์ไม่ได้ใส่น้ำหอมค่ะ

med 3

เกลี่ยได้ค่อนข้างง่าย สัมผัสบางเบา ไม่เหนียวเหนอะหนะ แต่อาจจะซึมช้าไปหน่อยต้องทิ้งไว้ซักแป๊บนึง หรือเอามาผสมครีมอื่นๆแล้วลง จะได้ Feeling ที่ดีขึ้นค่ะ

med 4

ตัวนี้จะเอามาใช้เดี่ยวๆเลย หลังเช็ดโทนเนอร์ หรือ จะเอามาผสมกับครีมที่ใช้ประจำก่อนลงหน้าทีเดียวเลยก็ได้ค่ะ

ค่า pH อยู่ที่ราวๆ 4 ซึ่งเป็นกรดหน่อยๆ จะทำให้วิตามินซีรูปแบบ ascorbic acid บางส่วนในตำรับอยู่ในรูปแบบที่ไม่แตกตัว เพื่อเสริมการดูดซึมและเสริมความคงตัวได้ในระดับหนึ่ง

ตรงนี้ทางแบรนด์ Claim ว่ามีค่า pH ที่ 3.5 นะคะ เพื่อให้วิตามินซีอยู่ในรูปแบบไม่แตกตัว ซึ่งทางแบรนด์วัดด้วยเครื่องวัด pH ของมี่วัดด้วยกระดาษ ค่าก็จะไม่ได้แม่นยำมากนักค่ะ

med 5

สำหรับส่วนผสมเป็นดังนี้นะคะ

สผส mederi

จากส่วนผสมจะเห็นว่าเป็นการใช้วิตามินซีในฟอร์ม L-ascorbic acid ซึ่งเป็นรูปแบบดั้งเดิมที่ลงผิวได้แล้วออกฤทธิ์ได้เลยไม่ต้องผ่านการแปรสภาพกลับมาก่อน แต่ปัญหาของเขาคือด้านการดูดซึม ซึ่งทางแบรนด์ได้เสริมตรงนี้โดยการทำให้ตำรับอยู่ในช่วง pH ที่เป็นกรดอ่อนๆ เพื่อให้วิตซีอยู่ในรูปแบบไม่แตกตัว จึงดูดซึมเข้าสู่ผิวได้

และมีการใช้ Etoxydiglycol ซึ่งจัดเป็นสารที่เรียกว่า Penetration enhancer ช่วยเสริมการดูดซึมของสารอื่นเข้าสู่ผิว

ปัญหาอีกด้านคือ ความคงตัว ซึ่งในระบบก็เป็นระบบแบบ Water free คือ ไม่มีน้ำเลย เป็นวิตซีที่ละลายมาในเบสของ Ethoxydiglycol และ Butylene glycol ซึ่งการเบลนด์กันของตัวทำละลายทั้งสองนี้ช่วยปรับ Feeling ให้ดีขึ้นเยอะเลยหละ

วิตามินซี มีประโยชน์มากมายกับผิวนะคะ ไม่ว่าจะเป็น

  • Antioxidant ต่อต้านอนุมูลอิสระ ที่จะทำให้เกิดความเสื่อมต่างๆของผิว มีประโยชน์ในการชะลอวัย ป้องกันริ้วรอย
  • Whitening โดยไปยับยั้งเอนไซม์ Tyrosinase ที่เป็นเอนไซม์ที่ใช้ในการสร้างเม็ดสีผิวเมลานิน
  • ลดการอักเสบ โดยไปมีผลรบกวนการทำงานของ NF-KB ซึ่งเมื่อถูกกระตุ้นจะทำให้ผิวมีการสร้างอนุมูลอิสระ และสารกลุ่ม Cytokine ที่ไปเหนี่ยวนำให้เกิดการอักเสบต่างๆต่อไป
  • เป็นองค์ประกอบหนึ่งในขั้นตอนการสังเคราะห์คอลลาเจนของผิว โดยเป็น Cofactor ของเอนไซม์ Prolyl hydroxylase และ Lysyl hydroxylase ซึ่งเปลี่ยนกรดอะมิโน Proline และ Lysine ให้กลายเป็น Hydroxyproline และ Hydroxylysine ที่เป็นกรดอะมิโนเอกลักษณ์ที่พบในคอลลาเจน

วิตซีนี่ถือเป็นอาวุธสำคัญในการป้องกันและต่อต้านปัญหาผิวเลยหละ

ทางแบรนด์มีผลการวิเคราะห์ความเข้มข้นของวิตามินซีในตำรับด้วยเครื่องมือวิเคราะห์ที่มีชื่อว่า HPLC ค่ะ ว่าใส่มาอัดแน่นที่ 15% จริงจัง

วันนี้ส่วนผสมมีไม่ค่อยเยอะ มี่เลยขอให้คะแนนใน 2 ด้านนะคะ

  1. ส่วนผสม มีความเรียบง่าย ทางแบรนด์ใช้วิตามินซี ในรูปแบบ L-ascorbic acid ซึ่งเป็นรูปแบบดั้งเดิมตามธรรมชาติ ในความเข้มข้น 15% มาในเบสแบบไม่มีน้ำ เสริมมาด้วย Ethoxydiglycol ที่เสริมด้านการดูดซึมเข้าสู่ผิว มีส่วนผสมอยู่เท่าที่จำเป็นจริงๆค่ะ ด้วย factor ด้านความเรียบง่าย การใช้เบสที่ไม่มีน้ำ ค่า pH และการเลือกใช้ Penetration enhancer ในจุดนี้ถือว่าทำมาได้ดีไม่แพ้แบรนด์เคาน์เตอร์เลยทีเดียว ให้ไป 5 ฟลาสก์
  2. การใช้งาน ตัวซีรั่มเนื้อไม่หนักมาก ไม่มีน้ำหอม เลยมีกลิ่นจางๆของวัตถุดิบอยู่ ด้านของ Feeling และ Texture ถือว่าทำมาได้ค่อนข้างดี ค่อนข้างบางเบา แต่ในแง่ของการซึมและการแห้ง อาจจะดูช้าไปหน่อย ต้องเว้นช่วงไปแป๊บนึง ส่วนความรู้สึกแสบร้อน หรือระคายเคือง ส่วนตัวมี่ใช้มาประมาณ 1 อาทิตย์ ก็ไม่ได้รู้สึกว่าร้อน หรือระคายเคือง ไม่สบายผิวอะไรค่ะ แรกๆก็ลงสด แต่หลังๆเริ่มเอามาผสมกับตัว Goat milk toner วอร์มๆบนมือก่อนละเลงบนหน้า ก็จะรู้สึกแฮปปี้ดี เรื่องประสิทธิภาพ ระยะเวลา 1 อาทิตย์ อาจจะยังตอบด้านไวท์เทนนิ่งหรือริ้วรอยไม่ค่อยชัด แต่ด้านของพวกรอยแดง หรือ ผื่นคัน พวกนี้จะเกิดน้อยลงนะคะ ซึ่งส่วนตัวมี่รู้สึกเช่นนี้กับวิตซีทุกตัวที่เคยใช้ ว่าให้ประโยชน์ด้านการป้องกันการแพ้ และการเกิดผื่นของผิวเราได้ดีค่ะ จึงถือว่า วิตซีของ Mederi ทำมาได้ดีไม่แพ้วิตซีอื่นๆที่เคยได้ลองใช้มาเลยหละ แต่ส่วนตัวขอติเรื่องสัมผัสกับ Feeling นิดนึง จุดนี้ขอให้ไป 4 ฟลาสก์

 

คะแนน mederi

สุดท้ายนี้ขอขอบคุณทางแบรนด์ Mederi ด้วยนะคะ ที่ส่งผลิตภัณฑ์ดีๆมาให้มี่ได้ทดลองใช้ และขอบคุณทุกท่านด้วยค่ะที่ติดตามรับชมมาจนจบ

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถติดต่อสอบถามทางแบรนด์ได้โดยตรงเลยนะคะ

https://facebook.com/mederi.cosmeceuticals/

Disclaimer/conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากทางแบรนด์ Mederi cosmeceuticals การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสมตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล และผู้เขียนไม่ได้มีผลประโยชน์ใดๆในการขายสินค้า โปรดใช้วิจารณญาณ

Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสมกันแดดจิ๋วแต่แจ๋ว 100% more confident sunscreen CB cream จากแบรนด์ Colab cosmetics

สวัสดีค่ะ

พูดถึงผลิตภัณฑ์ป้องกันแสงแดด หรือขอเรียกย่อๆว่ากันแดด นะคะ กันแดดเป็นผลิตภัณฑ์ที่ถือว่าจำเป็นมากชิ้นหนึ่ง เพราะมีความสำคัญในการปกป้องผิวหนังจากรังสี UV ที่มาจากดวงอาทิตย์ รังสี UV นี้ก่อให้เกิดผลเสียมากมายกับผิวเรา ตั้งแต่ ผิวไหม้แดด สีผิวคล้ำ ริ้วรอย หรือร้ายแรงที่สุดคือมะเร็งผิวหนัง

การใช้ผลิตภัณฑ์ป้องกันแสงแดดก็ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งที่จะช่วยลดอันตรายที่เกิดขึ้นจากแสงแดด ทำไมถึงใช้คำว่า “ส่วนหนึ่ง” นั่นก็เพราะว่า ไม่มีอะไรในโลกนี้ กันรังสี UV ได้ 100% นั่นเองค่ะ วิธีที่ดีที่สุด คือหลีกเลี่ยง แสงแดด สัมผัสเท่าที่จำเป็น และใช้กันแดดเป็นประจำค่ะ

วันนี้ก็เลยขอหยิบเอากันแดดยี่ห้อหนึ่ง ที่เป็นของคนไทย มารีวิวให้ได้ชมกันค่ะ

เป็นกันแดดที่มีชื่อว่า 100% more confident sunscreen CB cream จากแบรนด์ Colab cosmetics มีค่า SPF อยู่ที่ SPF 50 PA+++ ค่ะ

กันแดดตัวนี้ไม่ใช่เอะอะจะมาก็มานะคะ ทางแบรนด์ได้ทำการสำรวจพฤติกรรม ปัญหาและประสบการณ์การใช้กันแดดของผู้บริโภคหลากหลายอาชีพ ในแต่ละช่วงวัย ทั่วไทย 400 คน ถึงได้มาเป็นกันแดดหลอดนี้นะคะ

ตัวกันแดดของ Colab จะมาในหน้าตาแบบนี้ค่ะ

colab 1.jpg

แพคเกจจะมาในรูปแบบของหลอดบีบค่ะ

colab 2

สามารถพกพาได้สะดวก และส่วนหัวที่กว้างสามารถตั้งวางไว้บนโต๊ะเครื่องแป้งได้พอดี

ตัวเนื้อกันแดดจะเหลวนิดๆ อารมณ์คล้ายกันแดดแบบน้ำนม สีเนื้อ เพราะมี Pigment อยู่ด้วย ไม่มีกลิ่นเนื่องจากทางแบรนด์ไม่ได้ใส่น้ำหอมค่ะ

colab 3

เกลี่ยได้ค่อนข้างง่าย ไม่เป็นปื้น ไม่ขาววอก และไม่ตกร่อง

colab 4

ในด้านของส่วนผสมเป็นดังนี้ค่ะ

สผส colab

ในภาพรวมจะเห็นว่ากันแดดนี้เป็นกันแดดแบบกายภาพผสมเคมี มีส่วนผสมที่กันรังสี UV ได้ครบถ้วนสมบูรณ์ดี มาในเบสชนิดอิมัลชั่นของซิลิโคนในน้ำ มีน้ำเป็นเบสหลัก ที่มีซิลิโคนกระจายตัวอยู่ภายใน มีสารกลุ่มน้ำมันสังเคราะห์อยู่เล็กน้อย จึงได้เนื้อน้ำนมที่บางเบาไม่เหนอะหนะ และเกลี่ยได้ง่าย

ส่วนผสมแต่ละตัวที่น่าสนใจเป็นดังนี้ค่ะ

  • สีฟ้า เป็นกันแดดแบบกายภาพ คือ Titanium dioxide และ Zinc oxide ซึ่งกลไกของพวกนี้คือจะสะท้อนรังสี UV ออกไปจากผิว จึงมีความคงตัวค่อนข้างสูง และถ้าเหงื่อไม่ออก หรือไม่ไปล้างไปเช็ด พวกนี้ก็จะอยู่บนผิวไม่ไปไหน
  • สีม่วง เป็นกันแดดแบบเคมี มีด้วยกัน 3 ตัว ได้แก่
    • Ethylhexyl methoxycinnamate เด่นในการดูดซับรังสี UVB
    • Butyl methoxydibenzoylmethane มีอีกชื่อว่า Avobenzone เด่นในการดูดซับรังสี UVA ตัวนี้ถ้าใช้เดี่ยวๆความคงตัวจะไม่ค่อยดีเท่าไหร่ ต้องหาสารอื่นมาช่วยเสริมความคงตัว
    • Benzophenone-3 เด่นในการดูดซับรังสี UVA
  • สีเขียว เป็นสารบำรุง ได้แก่ Bisabolol ซึ่งพบในดอกคาโมมายล์ มีคุณสมบัติเด่นในการลดการอักเสบและระคายเคือง ซึ่งจะช่วยลดผลเสียที่เกิดจากรังสี UV เล็ดรอดเข้ามาในผิว

 

ในส่วนผสมจะเห็นว่ามีเม็ดสี อย่าง Iron oxides (CI 77491, CI 77492) เข้ามาด้วย ซึ่งพกนี้จะมีสีในเฉดน้ำตาล-เหลือง-แดง จะช่วยเบลนด์สีเข้ากับ Titanium dioxide และ zinc oxide ให้กลายเป็นสีเนื้อ ทาแล้วไม่ขาววอก หรือ เทา

 

ปกติหลายๆแหล่งข้อมูลบอกว่า การใช้ Avobenzone ในตำรับที่มีกันแดดกายภาพ และพวก Pigment จะทำให้ความคงตัวของ Avobenzone ลดลง แต่ ถ้าเป็นการใช้ในตำรับที่ใช้สารกันแดด หรือ Pigment ที่ผ่านการเคลือบพื้นผิวด้วยสารบางอย่าง (เรียกว่าเป็น Surface-treated pigments) จะช่วยป้องกันผลเสียตรงนี้ได้ค่ะ

แต่ข้อเสียอย่างหนึ่งคือ ในทางปฏิบัติจริงเวลาอ่านส่วนผสมข้างกล่องนี่ pigment ที่เขาใช้จะ treated หรือ ไม่ treated มา เราจะเดาได้ค่อนข้างยาก เพราะว่าเขาจะแตกส่วนผสมกระจายไป

 

จากในส่วนผสมที่มี Triethoxysilylethyl polydimethylsiloxyethyl hexyl dimethicone (ชื่อสีส้ม) สารนี้เป็นสารกลุ่ม Silicone ชนิดหนึ่ง ที่ปกติจะให้คุณสมบัติเคลือบผิว ให้สัมผัสนุ่มลื่น และชุ่มชื้น มีหลายๆบริษัทนำเอาสารนี้มา treat พื้นผิวของ Pigment หลายๆชนิด อย่าง Titanium dioxide, Zinc oxide หรือ พวก Iron oxides ให้ Pigment เหล่านี้กระจายตัวในเบสได้ดีขึ้น การเคลือบผิวก็จะช่วยป้องกันไม่ให้เม็ด Pigment เหล่านี้ไปทำร้าย Avobenzone ให้เสื่อมสภาพไปได้ในระดับหนึ่ง

ตรงนี้จะตรงกับข้างกล่องที่แบรนด์เคลมว่า “สารกันแดดจากธรรมชาติ ปกป้องยาวนาน ด้วยเทคโนโลยีห่อหุ้มด้วย Silicone resin” ค่ะ

ส่วนผสมอื่นๆถือว่าทำมาได้ค่อนข้างดี ไม่มีสารที่ไม่เป็นมิตรกับผิว

หลายๆคนจะแอบกลัวการใช้ Silicone อยู่ แต่ความจริงแล้วสารในกลุ่ม silicone ไม่ได้มีพิษมีภัยอะไรกับผิว นางไม่ดูดซึมเข้าผิว จึงค่อนข้างปลอดภัย ถ้าเราใช้ให้ถูกวิธี และดูแลดีๆ

Silicone บางชนิดจะเคลือบผิวได้ดี ถ้าเราล้างไม่สะอาดพอ มันจะไปสะสมตัวและขัดขวางการขับน้ำมันทิ้งตามธรรมชาติของผิว ทำให้เกิดการอุดตันและเป็นสิวขึ้นมา

 

ให้คะแนนกันดีกว่าค่ะ

  1. สารกันแดดและสารบำรุง ในส่วนของสารกันแดดเป็นสูตรผสมระหว่างสารกันแดดกายภาพและเคมีซึ่งกันแดดได้ครบถ้วนและสมบูรณ์ดี เนื่องจากเป็นเบสกันแดดแบบกายภาพ ก็จะคงตัวดี ถ้าเหงื่อไม่ออกไม่ไปล้างไปเช็ด มันก็จะอยู่ของมันอย่างนั้นบนผิว แต่ในด้านของสารบำรุง อาจจะถือว่ายังมีน้อยไปหน่อย เพราะมีแค่ตัว Bisabolol ที่เด่นเรื่องคุณสมบัติลดการอักเสบ ซึ่งส่วนตัวมี่ก็ไม่ได้มีปัญหาอะไร เพราะเราก็ทา Skincare อย่างอื่นเสริมเอา ขอให้ไป 4 ฟลาสก์
  2. เบส มาในเบสแบบอิมัลชั่นชนิดซิลิโคนในน้ำ มีน้ำเป็นเบสหลัก ที่มีซิลิโคนกระจายตัวอยู่ภายใน จึงได้เนื้อน้ำนมที่บางเบาไม่เหนอะหนะ และเกลี่ยได้ง่าย ซิลิโคนที่ใช้มีทั้งที่ระเหยได้ ไม่เหนอะหนะ และซิลิโคนที่ช่วยเคลือบปกป้องผิวอยู่ มีน้ำมันสังเคราะห์อยู่เล็กน้อย มีสารเติมน้ำให้ผิวอย่าง Propylene glycol อยู่ด้วย ไม่มีแอลกอฮอล์ ตรงนี้เป็นข้อดี เพราะกันแดดเบสน้ำ/ซิลิโคนหลายๆเจ้ามักจะมีแอลกอฮอล์อยู่ นั่นจะทำให้คนผิวแห้งใช้ได้ค่อนข้างลำบากค่ะ กันแดดนี้จึงน่าจะทำมาได้เหมาะกับทุกสภาพผิว และอย่างที่บอกว่าซิลิโคนไม่ได้น่ากลัวอะไร ขอให้ไป 5 ฟลาสก์
  3. การใช้งาน Colab เป็นกันแดดที่มีสีอยู่อ่อนๆ เกลี่ยแล้วจะกลืนไปกับสีผิว ไม่ได้เป็นปื้น หรือขาววอก หรือ มี undertone สีเทาให้เห็น ในระหว่างวันจะไม่มันเยิ้ม แม้จะเป็น T-zone แต่ส่วนตัวมี่ผิวแห้ง เรื่องการมันเยิ้มอาจจะไม่ค่อยชัดค่ะ เหงื่อออกก็ไม่ได้ไหลหรือมีปัญหาอะไร ที่สำคัญคือไม่แห้งจนเกินไป ด้วยความที่มีสีหน่อยๆ ก็เอามาใช้เป็น makeup base ได้ไปในตัว สำหรับคุณผู้ชายก็ใช้ได้ เพราะสีไม่ได้หวือหวา และนางก็ไม่ได้ปกปิดผิวมากไปจนหน้าลอย สมกับชื่อ CB cream ที่ทางแบรนด์ Claim มา ให้ไป 5 ฟลาสก์ค่ะ

คะแนน colab

สุดท้ายนี้ต้องขอขอบคุณทางแบรนด์ Colab sunscreen ด้วยนะคะที่ส่งผลิตภัณฑ์ดีๆมาให้มี่ได้ทดลองใช้ และขอบคุณทุกท่านด้วยค่ะที่ติดตามรับชมมาจนจบ

 

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถสอบถามได้ที่ทาง Colab โดยตรงเลยนะคะ

https://www.facebook.com/colabcosmetics/

 

พบกันใหม่โอกาสถัดไป สวัสดีค่ะ

Disclaimer/conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากทางแบรนด์ Colab cosmetics การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสมตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล และผู้เขียนไม่ได้มีผลประโยชน์ใดๆในการขายสินค้า โปรดใช้วิจารณญาณ

Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสม เซรั่มวิตามินซี L-ascorbic acid ที่มาในเบสที่เป็น Propanediol จากแบรนด์ Nuceara กับ Asco C+ Booster serum

สวัสดีค่ะ

วันนี้มี่มีรีวิวเซรั่มวิตามินซีที่น่าสนใจมาฝากกันค่ะ

เป็นเซรั่มวิตามินซีจากแบรนด์ Nuceara กับ Asco C+ Booster serum ที่อัดแน่นด้วยวิตามินซีรูปแบบดั้งเดิม L-ascorbic acid ในความเข้มข้นจัดเต็มที่ 12% มาในเบส Propanediol ที่แทบจะไม่มีน้ำในส่วนผสม เพื่อรักษาความคงตัว ยังไม่พอ ในตำรับยังเสริมมาด้วยสารเพิ่มการดูดซึมด้วยหละ เรียกได้ว่า จัดเต็มมาเลยทีเดียวค่ะ

อีกจุดที่น่าสนใจคือ แพคเกจนางทำมาในขนาด 9 กรัม พอใช้ได้ประมาณ 2 สัปดาห์

หน้าตาเป็นแบบนี้นะคะ

as 1

ด้านในเป็นขวดปั๊มแบบ airless ค่ะ

as 2

ตัวเซรั่มมาในเนื้อแบบใส สีอมเหลือง ทางแบรนด์กล่าวว่าเป็นสีของสารสกัดธรรมชาติ ไม่ได้มาจากการเสื่อมสภาพของวิตามินซี ไม่มีกลิ่น เนื่องจากทางแบรนด์ไม่ได้ใส่น้ำหอมค่ะ

as 3

เกลี่ยได้ค่อนข้างง่าย ไม่เหนอะหนะ

as 4

ทิ้งไว้ซักประมาณ 5 นาทีก็จะซึมจนหมด ให้สัมผัสนุ่มนวลดีค่ะ

as 5

มาดูส่วนผสมกันบ้างนะคะ

สผส nuceara

เห็นมาเรียบง่ายแบบนี้ นางจัดมาเต็มนะคะ

  • สีม่วง: L-ascorbic acid เป็นวิตามินซีรูปแบบดั้งเดิมตามธรรมชาติ ซึ่งมีงานวิจัยอยู่หลายฉบับ โดยวิตามินซีมีประโยชน์มากมายกับผิว โดยมีคุณสมบัติเป็น Antioxidant ช่วยปกป้องผิวจากอนุมูลอิสระ ชะลอวัย เป็นส่วนหนึ่งของการสังเคราะห์คอลลาเจนของผิว มีผลยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ Tyrosinase ที่เป็นตัวสร้างเม็ดสีของผิว และลดการอักเสบ โดยรวมวิตามินซีจึงมีประโยชน์ด้าน Whitening ลดการอักเสบ และชะลอวัยป้องกันริ้วรอย
  • สีเขียว: เป็นสารบำรุง และสาร antioxidant
    • สารสกัดจากมะขามป้อม เป็น Antioxidant ที่ดี มีคุณสมบัติเป็น Whitening ผ่านยับยั้งเอนไซม์ Tyrosinase มีรายงานการวิจัยกล่าวว่า สารสกัดจากมะขามป้อมมีฤทธิ์เป็น Antioxidant และต่อต้านการทำงานของเอนไซม์ collagenase ที่ไปย่อยสลายคอลลาเจนในผิวจนเกิดเป็นริ้วรอย (Pharm Biol. 2016;54(9):1865-72.) การศึกษาในเซลล์เพาะเลี้ยงพบว่า สารสกัดมะขามป้อมมีคุณสมบัติเสริมการสร้างคอลลาเจน และ ยับยั้งเอนไซม์ MMP-1 ที่เป็นตัวย่อยสลายคอลลาเจน และอิลาสตินในผิว (J Ethnopharmacol. 2008;119(1):53-7) จึงเสริมประโยชน์ด้าน Whitening และชะลอวัยลดริ้วรอย
    • Tetracarboxymethyl naringinchalcone เป็นสาร Antioxidant ที่ดัดแปลงมาจากสารที่พบในพืชตระกูลส้ม ผู้ผลิตวัตถุดิบ Claim ว่ามีประโยชน์ในการลดการอักเสบระคายเคืองของผิว และลดรอยแดง
    • Pentaerythrityl tetra-di-t-butyl hydroxyhydrocinnamate สารชื่อยาวๆนี้ เป็นสาร Antioxidant โมเลกุลใหญ่ที่มีความคงตัวสูง ผู้ผลิตวัตถุดิบ Claim ว่า ให้ผลดีในการปกป้องสารในตำรับจากปฏิกิริยา Oxidation ต่างๆ ไม่ให้เสื่อมสลายไป
  • สีฟ้า เป็นกลุ่มของสารที่เรียกว่า Chemical penetration enhancer หรือ CPE มีประโยชน์ในการเพิ่มการดูดซึมสารอื่นเข้าสู่ผิว ในที่นี้ก็คงจะใส่มาเพื่อช่วยเพิ่มการดูดซึมของวิตามินซีเข้าสู่ผิว

 

ในภาพรวมจุดเด่นของ Asco C+ booster serum มีค่อนข้างเยอะเลยนะคะ

  1. จุดแรกคือ นางเอา L-ascorbic acid มาใส่ในเบสที่เป็น Propanediol ซึ่งเป็นสารเพิ่มความชุ่มชื้น และเป็นตัวทำละลายที่มีความคล้ายกับ Propylene glycol ซึ่งผู้ผลิตวัตถุดิบ Claim ว่าได้จากการหมักข้าวโพด และมีความปลอดภัยกว่า Propylene glycol จากส่วนผสมจะเห็นว่าในส่วนผสมมีน้ำอยู่ค่อนข้างน้อยมาก เพื่อรักษาความคงตัวของ Ascorbic acid เอาไว้
  2. จุดที่สองคือ นางใช้ Ascorbic acid ในรูปแบบ L-ascorbic acid ซึ่งเป็นรูปแบบดั้งเดิมตามธรรมชาติ และเป็นรูปแบบที่มีงานวิจัยอยู่หลายฉบับ ในความเข้มข้น 12% ค่ะ
  3. จุดที่สาม คือ ทางแบรนด์ Claim ว่า Ascorbic acid ที่นางใช้ มีคุณภาพในเกรด USP ซึ่งเป็นเกรดมาตรฐานเภสัชตำรับของอเมริกา เป็นเกรดที่เอาไว้ปรุงยาได้ค่ะ
  4. จุดที่สี่ คือ นางใช้สารเพิ่มการดูดซึม (Percutaneous absorption enhancer) อย่าง Isoprene glycol กับ Ethyoxydiglycol เพื่อเสริมการดูดซึมเข้าสู่ผิวค่ะ

 

มาให้คะแนนกันดีกว่านะคะ เนื่องจากวันนี้ส่วนผสมค่อนข้างน้อย เลยขอปรับการให้คะแนนเป็น 2 หัวข้อ คือ ส่วนผสม กับ การใช้งาน จากคะแนนเต็มหัวข้อละ 5 นะคะ

  1. ส่วนผสม ในด้านของสารบำรุง เน้นไปที่ตัว L-ascorbic acid ซึ่งเป็นรูปแบบดั้งเดิมตามธรรมชาติ ที่มีรายงานการวิจัยกล่าวถึงอยู่หลายฉบับเหมือนกัน เสริมมาด้วยสาร antioxidant เพื่อรักษาความคงตัว และเพิ่มอีก 1 step ด้วยการใช้เบสหลักที่เป็น Propanediol ในด้านสารบำรุงยังเสริมสารสกัดจากมะขามป้อม กับ Tetracarboxymethyl naringinchalcone ที่เป็น antioxidant และมีประโยชน์ในการลดการอักเสบระคายเคือง ในส่วนผสมไม่มีสารที่ไม่เป็นมิตรกับผิวเลย และมีส่วนผสมอยู่เท่าที่จำเป็น จึงรบกวนผิวน้อย ให้ไป 5 คะแนน
  2. การใช้งาน เซรั่มตัวนี้ส่วนตัวมี่จะลงเป็นขั้นตอนที่สองหลังจากเช็ดหน้าด้วยโทนเนอร์ ก่อนทาครีมตัวอื่นทับอีกชั้น ใช้มาประมาณร่วม 2 สัปดาห์ ก็ไม่ได้รู้สึกแสบร้อน หรือว่าระคายเคืองอะไร Feeling หลังใช้จะนุ่มผิว ไม่ได้แห้งตึง เรื่องของรอยแดง ส่วนตัวมี่รู้สึกว่า อาการแดงลดลงนะคะ เรื่องของผิวนุ่มฟู ตัวนี้ตอบโจทย์ได้อยู่ ส่วนผลด้าน Whitening กับ ริ้วรอย ตอนนี้อาจจะยังไม่ค่อยชัด น่าจะต้องลองซัก 1 เดือนค่ะ ความประทับใจโดยรวมขอให้ไป 5 คะแนน

คะแนน asco

สุดท้ายนี้ขอขอบคุณทางแบรนด์ Nuceara beauty ด้วยนะคะที่ส่งผลิตภัณฑ์ดีๆมาให้มี่ได้ทดลองใช้ และขอบคุณทุกท่านด้วยค่ะที่ติดตามรับชมมาจนจบ พบกันใหม่โอกาสถัดไป สวัสดีค่ะ

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติม สามารถติดต่อสอบถามได้ที่ทางแบรนด์โดยตรงเลยนะคะ

Facebook : https://www.facebook.com/nucearaThailand/

Line : @nuceara

Discliamer/conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากทางแบรนด์ Nuceara การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสมตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล และผู้เขียนไม่ได้มีผลประโยชน์ใดๆในการขายสินค้า โปรดใช้วิจารณญาณ

Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสมเซรั่มเพื่อผิวแข็งแรง Wady skin barrier fortifier ที่อัดแน่นด้วยส่วนผสมฟื้นฟู barrier ผิว

สวัสดีค่ะ

วันนี้มี่มีรีวิวเซรั่มดีๆฝีมือคนไทย ที่เน้นด้านการฟื้นฟูและเสริม Barrier ของผิวมาฝากกันค่ะ

เป็นเซรั่มจากแบรนด์ Wady ที่มีชื่อว่า Wady Skin barrier fortifier ค่ะ

หน้าตาเป็นแบบนี้ค่ะ

นางมาในกล่องทรง 6 เหลี่ยม

wady 4.JPG

พอเปิดฝามาจะเจอ Gimmick ของแบรนด์ที่กล่าวว่า “First step to stronger skin”

wady 5

เหมือนอารมณ์ประมาณว่า เป็นขั้นตอนแรกสู่ผิวแข็งแรงค่ะ

ด้านในเป็นขวดแก้วทรงระฆังมีหลอดหยดค่ะ

wady 6

เนื้อเซรั่มเป็นแบบน้ำนม ทางแบรนด์ไม่ใส่น้ำหอมเลยมีกลิ่นจางๆของวัตถุดิบนิดหน่อยค่ะ

wady 1

เกลี่ยได้ค่อนข้างง่าย ซึมผิวไว แห้งไว ไม่เหนอะหนะ ให้ความรู้สึกชุ่มชื้น และนุ่มดีค่ะ

wady 2

ค่า pH อยู่ที่ราวๆ 5 ซึ่งใกล้เคียงกับผิวดีนะคะ

wady 3

ก่อนไปดูส่วนผสม เล่าถึงองค์ประกอบของ Barrier ผิวซักหน่อยนะคะ ผิวเราจะมีกลไกสำคัญ 3 อย่างที่ทำหน้าที่เป็น Barrier ช่วยในการเก็บกักน้ำ ป้องกันไม่ให้สารภายในออกไปข้างนอก และป้องกันไม่ให้สิ่งอันตรายต่างๆจากภายนอกเข้ามาข้างในผิว

องค์ประกอบที่สำคัญ 3 อย่างนั้นก็คือ

  1. สารไขมัน ซึ่งเรียงตัวเป็นชั้นๆ (Lipid lamellar) ไขมันนี้ประกอบด้วย Ceramide, Cholesterol และ กรดไขมัน (Fatty acid)
  2. ารโมเลกุลเล็กๆที่ชอบน้ำ ทำหน้าที่จับน้ำไว้กับผิว เรียก Natural moisturizing factor หรือ NMF ได้แก่ กรดอะมิโน Sodium PCA น้ำตาล เกลือและอิออน บางชนิด
  3. การเรียงตัวสลับซับซ้อนของเซลล์ผิวในชั้นนอกสุด หรือ Stratum corneum และ โปรตีน Keratin

ว่ากันว่าไขมันจะเป็นส่วนที่สำคัญที่สุดในการเป็น Barrier ของผิว หลายๆแหล่งเลยว่ากันว่าผลิตภัณฑ์ที่จะฟื้นฟูให้ Barrier ผิวแข็งแรง ควรจะประกอบด้วยไขมันทั้ง 3 ชนิด คือ Ceramide, Cholesterol และ กรดไขมัน (Fatty acid) ในสัดส่วนที่เหมาะสมค่ะ

 

มาดูส่วนผสมกันบ้างนะคะ เรียกได้ว่ามากันแน่นเลยทีเดียว

สผส wady

จากรูปมี่ทำแถบสีสารบำรุงต่างๆเอาไว้นะคะ

สารบำรุงที่ทาง Wady ใส่มา มีค่อนข้างเยอะเลยค่ะ ถ้าแบ่งเป็นกลุ่มๆ จะแบ่งประมาณนี้ค่ะ

  1. กลุ่มวิตามิน: แทนด้วยสีน้ำเงิน มีส่วนผสมของวิตามินอี ซี บี3 และ บี5 อยู่ค่ะ
  • วิตามินอี ใช้ในรูปแบบของ Tocopheryl acetate มีประโยชน์เป็น antioxidant
  • วิตามินบี 5 เป็นรูปของ Panthenol มีประโยชน์ในการเพิ่มความชุ่มชื้น และลดการอักเสบระคายเคือง
  • วิตามินบี 3 ในรูป Niacinamide ซึ่งมีประโยชน์กับผิวหลายด้าน รูปแบบหนึ่งของวิตามินบี 3 มีรายงานว่า สารตัวนี้สามารถเป็น Whitening ช่วยปรับสภาพสีผิวให้สม่ำเสมอ โดยไปรบกวนการส่งผ่านของเมลานินที่สร้างเสร็จแล้ว ลดการอักเสบในผิว เพิ่มการไหลเวียนเลือด ช่วยเพิ่มความแข็งแรงให้ผิวโดยไปกระตุ้นการสร้าง Ceramides กรดไขมัน และไขมันชนิดต่างๆในหนังกำพร้า และยังเป็น Antioxidant ด้วย (Int J Cosmet Sci 2005; 27:255–261)
  • วิตามินซี ใช้ในรูป Caprylyl 2-glyceryl ascorbate เป็นวิตซีรูปแบบใหม่ของทางญี่ปุ่น ผู้ผลิตวัตถุดิบเคลมว่า นอกจากให้ผลช่วยเรื่อง Antioxidant ลดการสร้างเม็ดสี และเป็นส่วนหนึ่งในขั้นตอนการสังเคราะห์คอลลาเจนแล้ว สารนี้ยังมีคุณสมบัติช่วยกระตุ้นการสร้าง Ceramide ในผิวได้
  1. กลุ่มไขมันทดแทน Barrier ผิว แทนด้วยสีน้ำตาล ประกอบด้วยไขมันที่เป็นองค์ประกอบของ Barrier ผิว อย่าง Ceramide, Cholesterol, และกรดไขมัน Oleic acid รวมถึง Caprylic/capric triglyceride ซึ่งเป็นไขมันชนิดหนึ่ง และ Phytosphingosine ซึ่งเป็นสารที่ร่างกายเอาไปสร้าง ceramide ได้ข้อมูลจากผู้ผลิตวัตถุดิบระบุว่าสารนี้มีคุณสมบัติลดการอักเสบ ลดรอยแดงจากสิว และลดการเกิดสิวได้ (Sphingosine, Evonik Industry)
  2. กลุ่มสีเขียวจะเป็นสารที่ดูดน้ำเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิว และทำหน้าที่เป็น NMF หรือ Natural moisturizing factor ที่เป็นสารที่ช่วยในการเก็บกักน้ำตามธรรมชาติของผิว ถือว่าใส่มาหลายชนิดเลยทีเดียว
  3. กลุ่มสีม่วงเป็นสารบำรุงอื่นๆ เช่น
  • สารสกัดจากข้าวโอ๊ต Allantoin และ ชะเอม มีประโยชน์ในการลดการอักเสบระคายเคือง และให้ความรู้สึกสบายผิว
  • สารสกัดจากเซลล์เพาะเลี้ยงกุหลาบมอญ หรือที่วงการเครื่องสำอางเรียกว่า plant stem cell ข้อมูลจากผู้ผลิตวัตถุดิบระบุว่ามีคุณสมบัติเด่นในด้าน Whitening รองลงมาคือเป็น antioxidant ช่วยในการชะลอวัย และมีคุณสมบัติในด้านลดการอักเสบ
  • Copper tripeptide-1 เป็น สารประกอบ Peptide ที่จับกับแร่ธาตุ Copper มีคุณสมบัติในการกระตุ้นการสมานแผล ลดริ้วรอย เพิ่มความยืดหยุ่นให้ผิว มีรายงานการวิจัยทดสอบถึงการซึมผ่านผิว พบว่าสารนี้ซึมผ่านผิวได้ในระดับที่ดีพอที่จะออกฤทธิ์เป็นสารต่อต้านกระบวนการอักเสบในผิวได้ (inflamm Res. 2011;60(1):79–)

 

โดยรวมคือเซรั่มนี้มีคุณสมบัติในการเพิ่มความชุ่มชื้น มีส่วนประกอบที่ช่วยในการฟื้นฟู Barrier ผิวอยู่ครบทั้งไขมันและ NMF ซึ่งจะช่วยให้ผิวแข็งแรง มีสารบำรุงเสริมมาในด้านของ Whitening ลดการอักเสบและระคายเคือง ชะลอวัยป้องกันริ้วรอย และยังมีประโยชน์เรื่องดูแลสิว ซึ่งถือว่าดูแลผิวได้ค่อนข้างครบ และมีประโยชน์กับผิวในหลายๆด้าน

ในด้านเบสเป็นแบบน้ำนม ไม่มีส่วนผสมของซิลิโคนและแอลกอฮอล์ และสารอื่นๆที่ไม่เป็นมิตรกับผิว

ให้คะแนน

  1. สารบำรุง เป็นเซรั่มที่เน้นการฟื้นฟู Barrier ผิวให้แข็งแรง เพิ่มความชุ่มชื้น และมีประโยชน์เสริมให้กับผิวในหลายด้านไม่ว่าจะเป็น Whitening ลดการอักเสบและระคายเคือง ชะลอวัยป้องกันริ้วรอย และยังมีประโยชน์เรื่องดูแลสิว จึงถือว่าทำมาได้ค่อนข้างครบ ให้ไป 5 ฟลาสก์
  2. ส่วนผสมอื่นๆ ไม่มีส่วนผสมของซิลิโคน แอลกอฮอล์ และสารอื่นที่ไม่เป็นมิตรกับผิว เลยไม่มีที่ให้หักคะแนน ให้ไป 5 ฟลาสก์
  3. การใช้งาน สังเกตว่าผลิตภัณฑ์ส่วนใหญ่ที่ทำมาเพื่อฟื้นฟู Barrier ผิว มักจะมาในเบสน้ำมันที่ค่อนข้างจะหนักผิว เพื่อรักษาความชุ่มชื้น และเคลือบผิวได้ดี แต่คนที่มีผิวมันอาจจะไม่ชอบ มี่ว่าตัวนี้เป็นเซรั่มที่มีเนื้อค่อนข้างเบา ไม่เหนอะหนะ ไม่หนักผิว น่าจะเหมาะกับคนผิวมัน แต่คนผิวแห้งแบบมี่อาจจะรู้สึกว่าเบาไปนิดนึง ต้องหาครีมมาเสริมอีกทีค่ะ หลังจากใช้มาอยู่เดือนกว่า ก็รู้สึกว่าผิวชุ่มชื้นดี ช่วงนี้แถวบ้านกำลังเริ่มหนาว ก็ไม่ได้มีอาการผิวแห้งลอกแต่อย่างใด ถือว่าทำมาได้ประทับใจอยู่ค่ะ จุดนี้ขอให้ไป 4 ฟลาสก์ค่ะ

 

คะแนน wady

สุดท้ายนี้ขอขอบคุณทางแบรนด์ Wady ด้วยค่ะ ที่ส่งสินค้าดีๆมาให้มี่ได้ทดลองใช้ และขอบคุณทุกท่านด้วยค่ะที่ติดตามรับชมมาจนจบ

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ทางแบรนด์โดยตรงเลยนะคะ

https://www.facebook.com/wadycosmetics/

 

แล้วพบกันใหม่โอกาสถัดไป สำหรับวันนี้ สวัสดีค่ะ

Disclaimer/conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากทางแบรนด์ Wady การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสมตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล และผู้เขียนไม่ได้มีผลประโยชน์ใดๆในการขายสินค้า โปรดใช้วิจารณญาณ

Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสม DermArtlogy Ageless cream สูตรปรับปรุงใหม่ กับ ampoule ทั้ง 5 สูตร พร้อมแบบสอบถามวิเคราะห์สภาพผิวตาม Baumann skin typing system

สวัสดีค่ะ

วันนี้มี่เอารีวิวครีม Ageless ตัวดังตัวใหม่ สูตรปรับปรุงจากแบรนด์ DermArtlogy มาฝากทุกคนกันค่ะ

DermArtlogy เป็นแบรนด์เวชสำอางน้องใหม่ในเครือของบริษัท Neopharm ประเทศเกาหลี ที่ผลิตครีมชื่อดังอย่าง Atopalm นั่นเองค่ะ

โดยตัว Ageless cream นี้ ก็มีการใช้เทคโนโลยี MLE (Multi-lamella emulsion) แบบแบรนด์ Atopalm ชื่อดังค่ะ

ในสูตรใหม่นี้ ทางแบรนด์เคลมว่า มีการเพิ่มส่วนผสมที่เสริมกระบวนการ Autophagy ของผิว เป็น 2 เท่ากันเลยค่ะ

หน้าตาของ Ageless cream สูตรใหม่เป็นแบบนี้ค่ะ

derm 1

ตัวแพคเกจจะดูหรูหรามากขึ้นกว่าสูตรเก่า เปลี่ยนจากขวดพลาสติก มาเป็นแบบพลาสติกอคริลิก ชนิด airless pump ที่มีความสวยงาม สีม่วงลาเวนเดอร์

ด้านตัวกล่องก็ปรับใหม่ค่ะ มาในความเรียบหรูและสวยงามมากขึ้น

derm 7

ที่ด้านหลังจะมีคำเคลมพร้อมกับส่วนผสมอยู่ค่ะ

derm 9

ก็จะพูดถึงเรื่องของ Aquatide กับ Technology MLE ซึ่งเดี๋ยวมี่มาเล่าให้ฟังอีกทีตอนถึงช่วงวิเคราะห์ส่วนผสมนะคะ

อีกจุดหนึ่งที่น่าสนใจ และทำให้ครีม Ageless เป็นอีกทางเลือกหนึ่งของสาว(และหนุ่ม)ผิวแพ้ง่ายก็คือเรื่องของการพัฒนาสูตรมาเป็นแบบ 10 non-added formula

derm 10

ซึ่งสารเหล่านี้ก็จะไม่ค่อยเป็นมิตรกับผิวเท่าไหร่ค่ะ

ล่าสุด Phenoxyethanol ที่เขาว่า safeๆ กัน ก็เริ่มเจอว่าทำให้เกิดอาการไม่พึงประสงค์บ้างแล้วหล่ะ เรียกได้ว่าทางแบรนด์ก็เกาะกระแสตัดออกไปเป็นรายแรกๆเลย

มาดูตัวครีมกันบ้างนะคะ

เนื้อครีมจะคล้ายๆกับสูตรเดิมค่ะ

derm 2

เกลี่ยง่าย ลื่นๆหน่อย แห้งไว ไม่เหนอะหนะและหนักผิว

derm 3

ค่า pH อยู่ที่ประมาณ 5 – 6 ค่ะ ถือว่าใกล้เคียงกับผิวดี

derm 4

ในด้านของส่วนผสม เป็นดังนี้ค่ะ

สผส ageless ใหม่

ว่าแต่อะไรคือ Autophagy?

Autophagy เป็นศัพท์เทคนิคทางชีววิทยา หมายถึง ปฏิกิริยาที่เซลล์ในร่างกายทำลายเซลล์อีกเซลล์หนึ่ง แล้วนำเอาองค์ประกอบภายในเซลล์ที่โดนทำลายไป ไป Recycle สร้างเซลล์ใหม่ออกมาทดแทน เพื่อให้ร่างกายทำหน้าที่ได้อย่างปกติ

ที่ผิวหนังพบว่าการ Autophagy ของเซลล์ผิวหนังจะทำให้เซลล์ผิวทำงานได้ดีขึ้น มี Barrier ที่แข็งแรงขึ้น จึงสามารถลดการระเหยของน้ำออกจากผิวได้ดี ผิวชุ่มชื้นมากขึ้น (ค่า TEWL ลดลง)

โดยทางแบรนด์เคลมว่าส่วนผสมที่เสริมการเกิด Autophagy นี้ก็คือเจ้า Aquatide กับ Caprylamide MEA ค่ะ

 

ถ้าเราลองดูส่วนผสมจะมีส่วนของสารไขมันทดแทนผิว ร่วมกับ Pseudoceramides เปปไทด์ 1 ชนิด และ hyaluron ค่ะ

โดยสีม่วง จะเป็นกลุ่มของไขมันทดแทนผิวนะคะ

สีเขียว คือ Pseudoceramides ที่เป็นนวัตกรรมสิทธิบัตรของเครือ Neopharm เขา

  • Myristoyl/palmitoyl oxostearamide/arachamide MEA ตัวนี้มีชื่อย่อว่า PC-9S เป็นสิทธิบัตรของทาง Neopharm อิงตามสิทธิบัตรอเมริกา US patent US6221371B1 ของปี 2001 Claim ว่าให้ประโยชน์ในการเหนี่ยวนำให้ผิวสร้างไขมันใหม่ออกมาฟื้นฟู Barrier ผิวที่เสียหาย มีรายงานการวิจัยทดสอบประสิทธิภาพของสารนี้ในหนูทดลอง พบว่า ตัวนี้เมื่อใช้ร่วมกับไขมันชนิดที่มีในผิว (Physiological lipids) สามารถกระตุ้นให้ผิวเรามีการสร้างตัวรับที่มีชื่อว่า PPAR-α ออกมา ซึ่งมีประโยชน์ในการลดการอักเสบของผิว และสามารถต้านผลเสียของสเตียรอยด์ที่ไปทำให้ผิวบาง Barrier ผิวเสื่อม น้ำระเหยออกจากผิวได้มาก การใช้ PC-9S จะช่วยเร่งการฟื้นฟู Barrier ผิวได้ดีขึ้น (Arch Dermatol Res. 2015 Nov;307(9):781-92.)
  • ส่วนผสม Caprylamide MEA กับ Hexacarboxymethyl dipeptide-12 คู่นี้ทางแบรนด์ Claim ว่าเป็นคู่ที่ช่วยส่งเสริมการเกิดกลไก Autophagy ของผิว ซึ่ง Autophagy เป็นกลไกในการซ่อมแซมตนเองของร่างกาย โดยกำจัดชิ้นส่วนที่มีความเสื่อมออกไป เอาชิ้นส่วนไป recycle เพื่อให้เกิดการฟื้นฟูและสร้างชิ้นส่วนหรือองค์ประกอบใหม่ๆขึ้นมาทดแทนส่วนเก่าที่เสื่อมสภาพไป ช่วยให้ผิวกลับคืนสู่สมดุล ลดความเครียด และลดความเสื่อมสภาพของผิว

 

สีฟ้า: Hexacarboxymethyl dipeptide-12 มีชื่อทางการค้าว่า Aquatide ของบริษัท incospharm ประเทศเกาหลีเช่นกัน สารตัวนี้ผู้ผลิตวัตถุดิบเรียกเป็น “Skin vaccine” เป็นวัคซีนผิวที่ทาลงไปแล้วให้ผิวแข็งแรง โดยสารมีคุณสมบัติเพิ่มการทำงานของ Barrier ผิว ลดการระเหยของน้ำออกจากผิว ต่อต้านอนุมูลอิสระ และมลภาวะ ลดการอักเสบ และปรับสมดุลให้แก่ผิว

มีรายงานการวิจัยกล่าวว่า ระบบนำส่งสารรูปแบบ MLE นี้สามารถเพิ่มการนำส่งสารเข้าสู่ผิว และสามารถลดและป้องกันผลเสียของสเตียรอยด์ในการทำให้เกิดอาการผิวบางได้ (Ann Dermatol. 2013 Feb;25(1):5-11.) ผลตรงนี้จึงน่าจะเอามาประมาณการณ์ได้คร่าวๆว่า ผลิตภัณฑ์แบบ MLE น่าจะมีประโยชน์ในการฟื้นฟูผิวที่ผ่านสเตียรอยด์มา

 

Ageless cream นี้ทางแบรนด์ก็จะเอามาใช้ร่วมกับ Ampoule อีก 5 สูตร ซึ่งมี่เคยรีวิวไว้แค่ 4 สูตร วันนี้เลยขอเอามารวบใหม่อีกรอบเลยนะคะ

derm 6

จะเห็นว่า Ampoule มี 5 สูตร  เราจะเลือกใช้อย่างไร ก็ต้องวัดกันจาก Baumann skin typing system ค่ะ

derm 5

อะไรคือ Baumann skin typing system??

Baumann skin typing system

การแบ่งสภาพผิวแบบนี้มีแนวคิดมาจาก คุณหมอ Leslie Baumann แพทย์ผิวหนัง และนักวิจัยระดับโลกที่มีผลงานตีพิมพ์ในวารสารทาง Dermatology มากมาย รวมถึงหนังสือตำราอีกหลายเล่ม

นางคิดว่า สภาพผิวคน แค่ 4 อย่าง คือ Normal, Dry, Oily, Combination เนี่ย ไม่พอหรอก นางเลยจัดสรรการแบ่งสภาพผิวใหม่ โดยแบ่งผิวออกเป็น 16 ชนิด ตามปัจจัย 4 ด้าน

คือ

  1. การสร้างน้ำมันของผิว ถ้าผิวสร้างน้ำมันไม่เพียงพอ จะทำให้ผิวแห้ง จะจัดเป็นสภาพผิว D คือ Dry แต่ถ้าผิวไม่แห้ง จะเป็น O คือ Oily
  2. ความทนทานของผิว คือ ผิวบอบบาง คือ S หรือ Sensitive skin และ ผิวแข็งแรง คือ R หรือ Resistant
    • ผิวบอบบางไม่ได้มีแค่การแพ้อย่างเดียว แต่ผิวบอบบางมีด้วยกันถึง 4 ประเภทค่ะ ได้แก่ ผิวที่เป็นสิวได้ง่าย ผิวที่มีความแดง ผิวที่ระคายเคือง และ ผิวที่เกิดการแพ้ค่ะ (ถ้าสนใจอ่านเรื่อง sensitive skin เพิ่ม สามารถตามไปได้ที่ลิงค์นี้นะคะ >>Click เพื่ออ่านเรื่อง sensitive skin<<)
  3. สีผิว สีผิวสม่ำเสมอ คือ N หรือ Non-pigmented ถ้ามีสีผิวไม่สม่ำเสมอ จะเป็น P หรือ Pigmented
  4. ริ้วรอย ถ้ามีริ้วรอย หรือ มีพฤติกรรมการใช้ชีวิตที่เสี่ยงต่อการเกิดริ้วรอย เช่น ทำงานกลางแดด สูบบุหรี่ ชอบอาบแดด จะจัดเป็น W หรือ Wrinkle แต่ถ้าไม่มี หรือ อายุน้อย จะจัดเป็น T คือ Tight

เอาสภาพผิวพวกนี้มาทำเป็นตาราง 4 * 4 ก็จะได้สภาพผิว 16 ชนิดนั่นเองค่ะ

baumann

ทีนี้จะรู้ได้อย่างไรว่าเราจะเป็นผิวแบบไหน ทางแบรนด์เค้าก็มีแบบสอบถามสำหรับตรวจสภาพผิวมาให้ค่ะ มี่เลยขอแปลเป็นไทยให้ทุกท่านทำไปด้วยกันนะคะ ^^

เราจะทำไปด้วยกันทีละข้อเลยนะคะ และเอามาเรียงกันเพื่อเลือก ampoule ตามสภาพผิวค่ะ

q 1q 2q 3q 4

(All questionnaires were translated and adapted from dermArtlogy)

อย่างของมี่ จะเป็นแบบ DSNT นะคะ

  • Step1: D/O – D or O ถ้าผิวแห้งเลือก Ampoule Hydrating ถ้าผิวมันเลือก Ampoule Oil control
  • Step2: S/R – ผิวแดง ระคายเคืองง่ายหรือไม่ ถ้าใช่พิจารณาเพิ่ม Ampoule Calming
  • Step3: P/N – มีปัญหาผิวจุดด่างดา ผิวหมองคล้ำหรือไม่ ถ้าใช่พิจารณาเพิ่ม Whitening Ampoule
  • Step4: W/T – มีปัญหาริ้วรอยหรือผิวหย่อยคล้อยหรือไม่ ถ้าใช่พิจารณาเพิ่ม Revitalizing Ampoule (ถ้าอยากชะลอวัยก็สามารถใช้ Revitalizing ampoule เสริมได้นะคะ)

พอเราได้ Ampoule ตามที่เหมาะกับสภาพผิวที่เราต้องการแล้วก็ให้นำเอา Ampoule มาผสมกับ Ageless cream ในอัตราส่วน 1:1 แล้วทาทั่วใบหน้า เช้า/เย็น โดยใช้แค่อย่างเดียวขั้นตอนเดียวก็พอ เพื่อเป็นการประหยัดเวลา (แต่กลางวันก็อย่าลืมทากันแดดนะคะ)

ลองดูส่วนผสมของ ampoule แต่ละสูตรกันอีกซักรอบนะคะ

สีน้ำเงิน: Hydrating

สผส hydra

ตัวนี้อาศัย Hya เป็นตัวชูโรงหลัก โดยทำหน้าที่ดูดน้ำเพิ่มความชุ่มชื้นให่ผิว

 

สีเขียวแก่: oil-control

สผส oil

มีส่วนผสมของ Enantia chlorantha bark extract กับ Oleanolic acid สองตัวนี้คือวัตถุดิบ Evermat ของประเทศฝรั่งเศส มีคุณสมบัติควบคุมความมัน กระชับรูขุมขน และให้ผลดีเรื่องสิว โดยไปมีผลยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ 5alpha-reductase ซึ่งเป็นตัวสร้างฮอร์โมนเพศชายชนิด Dihydrotestosterone ที่มีฤทธิ์แรงขึ้น เป็นสาเหตุของสิว ผิวมัน และผมร่วง

นอกจากคู่นี้ก็ยังมี Zinc PCA ที่มีผลควบคุมความมัน และมี Hyaluron กับ กรดอะมิโน arginine ที่ช่วยเติมน้ำให้ผิว

สีเขียวอ่อน: Calming

สผส calm

ตัวนี้อาศัย Madecassoside ที่เป็นสารพฤกษเคมีที่พบในใบบัวบก เป็นตัวชูโรง สารนี้มีคุณสมบัติลดอักเสบ เป็น Anti-oxidant มีผลชะลอวัย กระตุ้น Fibroblast ให้สังเคราะห์ Collagen ได้ดีขึ้น และส่งเสริมกระบวนการสมานผิว ร่วมกับ Zinc gluconate ที่นอกจากจะเป็นสารฆ่าเชื้อ ลดการเกิดสิวแล้วมีประโยชน์หลายๆอย่างกับผิว เช่น ควบคุมความมัน กระชับรูขุมขน และส่งเสริมการสมานผิว

ตัวอื่นๆที่เสริมมาจะเป็น hyaluron และกรดอะมิโน Arginine ที่ช่วยเติมน้ำให้ผิว

สีม่วง: Revitalizing

สผส revi

เป็นสูตรที่อัดแน่นมาด้วย Peptide และสารที่มีประโยชน์ด้านริ้วรอย เช่น

  • sh-oligopeptide-1 เป็น Growth factor ชนิดหนึ่ง ที่มีชื่อว่า EGF มีคุณสมบัติเด่นในการลดริ้วรอย โดยมีรายงานการวิจัยรองรับว่ามีประโยชน์ลดริ้วรอย กระชับรูขุมขนและช่วยปรับ Texture ของผิวให้เรียบเนียนขึ้น (J Drugs Dermatol. 2012;11(5):613-20.)
  • Palmitoyl pentapeptide-4 มีชื่อทางการค้าว่า Matrixyl ออกฤทธิ์กระตุ้นการสังเคราะห์คอลลาเจน อิลาสติน และ Glycosaminoglycan ในผิว ตัวนี้มีงานวิจัยตีพิมพ์ในวารสารทางวิชาการรองรับถึงประสิทธิภาพ (Int J Cosmet Sci. 2005;27(3):155-60)
  • Adenosine ก็เด่นเรื่องริ้วรอยเช่นกัน
  • Biotinoyl hexapeptide-2 amide เปปไทด์เชิงซ้อนของเกาหลี มีชื่อทางการค้าว่า Biotide ซึ่งเป็น peptide เชิงซ้อนที่จับกับวิตามิน Biotin ผู้ผลิตวัตถุดิบ Claim ว่าช่วยเพิ่มการสังเคราะห์คอลลาเจน ช่วยให้ผิวนุ่มฟูโดยมีผลเพิ่มการสะสมไขมันเฉพาะที่ และลดการอักเสบในผิว

นอกจากสารกลุ่ม peptide เหล่านี้แล้วก็เสริมมาด้วย hyaluron และ กรดอะมิโน arginine ที่ช่วยเติมน้ำให้ผิว มีวิตามินอีเป็น Antioxidant และปิดท้ายด้วย Beta-glucan ที่ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้น และปรับสมดุลผิวให้แข็งแรง

และสูตรสีน้ำตาล

สผส white

ส่วนผสมจะค่อนข้างเรียบง่าย แต่จัดมาหนัก ในด้าน Whitening นั้น นางอาศัยผลจาก Ascorbic acid หรือ วิตามินซี ร่วมกับ Arbutin เป็นหลัก เสริมมาด้วยกลุ่มของ Antioxidant อย่าง Ferulic acid ที่ได้จากธรรมชาติ และ วิตามินอี

ดูไปก็แอบคลับคล้ายคลับคลาว่า ส่วนผสมของ Ascorbic acid + Ferulic acid + Vitamin E นี่มันก็แอบเสริมฤทธิ์กันอยู่นะคะ

นอกจากนั้นยังเสริมเอา Allantoin กับ Panthenol เข้ามาเพื่อให้คุณสมบัติด้านการลดการอักเสบระคายเคือง และให้ความรู้สึกสบายผิว และมี Arginine เป็นกรดอะมิโนช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิว

เบสมาในเบสน้ำ ไม่มีแอลกอฮอล์ และไม่มีส่วนผสมที่ไม่เป็นมิตรกับผิวค่ะ

 

ว่าแล้วก็มาให้คะแนนกันดีกว่าค่ะ

  1. สารบำรุง: เป็นการเลือกใช้ Ageless cream เป็นตัวเบสหลัก แล้วให้เสริม Ampoule สูตรตามปัญหาผิวที่ต้องการ ในตัวของ Ageless cream ถือว่าทำมาได้ค่อนข้างดี ใช้สวนผสมที่มีนวัตกรรม และสิทธิบัตร รวมถึงมีงานวิจัยรองรับ เน้นไปที่การฟื้นฟู Barrier ผิวให้แข็งแรง ทีนี้พอ Barrier เราแข็งแรง ปัญหาผิวต่างๆก็จะค่อยๆหายไปเอง และการเลือกใช้คู่กับ ampoule จะตอบปัญหาผิวได้ค่อนข้างหลากหลาย การใช้ร่วมกันก็ประหยัดเวลาในการดูแลผิวได้เยอะเลย ตอบโจทย์วิถีชีวิตอันเร่งรีบของคนปัจจุบันค่ะ และด้วยความน่าสนใจ และแปลกใหม่ของเทคโนโลยี Autophagy ที่ได้รับรางวัลโนเบลด้วย จุดนี้คงต้องขอให้ไป 5 ฟลาสก์
  2. ส่วนผสมอื่นๆ ไม่มีสารที่ไม่เป็นมิตรกับผิว ให้ไป 5 ฟลาสก์
  3. การใช้งาน จากช่วงก่อนส่วนตัวมี่จะชอบผสม Ageless cream คู่กับแอมพูลสีม่วง Revitalizing แต่ตอนนี้เราพัฒนาขึ้นค่ะ เราผสม Ageless cream สูตรใหม่กับ แอมพูลสีม่วง และสีน้ำเงินไปพร้อมๆกัน เนื้อสัมผัสของสูตรใหม่ไม่ค่อยต่างกับสูตรเดิมเท่าไหร่ค่ะ สูตรชุดนี้มี่จะเน้นเสริม Hyaluron เข้ามาช่วยเติมน้ำให้ผิวอีกทาง จะเติมแต่น้ำมันก็คงไม่เหมาะ เลยต้องเติมน้ำเข้ามาเสริมด้วย หลังจากใช้สูตรผสมชุดนี้เกือบเดือน สิ่งที่พบเลยก็คือ ผิวจะไม่ลอกเป็นขุย แม้ตอนนี้เชียงรายจะเริ่มหนาวมาก ปากแตกไปแล้ว แต่หน้ายังอยู่ หน้านุ่ม ชุ่มชื้น ฟู และเวลาเราตบๆมันจะมีความเด้งค่ะ เหมือนตบลูกโป่งน้ำ (ตบเบาๆนะคะ เดี๋ยวเจ็บ 55) โดยรวมมี่ก็ยังค่อนข้างชอบนะคะ ป่านนี้นางคงรอขึ้นแท่นลูกรักปีนี้ไปละ เลยขอให้ไป 5 ฟลาสก์

คะแนน

สุดท้ายนี้ขอขอบคุณทางเพจ Dermskinstore และทางแบรนด์ DermArtlogy ด้วยนะคะ ที่ส่งสินค้าดีๆมาให้มี่ได้ทดลองใช้ และขอบคุณทุกๆท่านด้วยค่ะที่ติดตามรับชมมาจนจบค่ะ

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติม สามารถติดต่อสอบถามได้ที่ทางแบรนด์ DermArtlogy โดยตรงเลยนะคะ

https://www.facebook.com/DermArtlogyThailand/

 

Disclaimer/conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากทางแบรนด์ DermArtlogy การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสมตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล ผู้เขียนไม่ได้มีผลประโยชน์ใดๆในการขายสินค้าและไม่ได้รับค่าตอบแทนในการรีวิว โปรดใช้วิจารณญาณ

Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสม มาสค์หน้าข้ามคืนเพื่อผิวกระจ่างใสและความชุ่มชื้นแบบครบวงจร กับ DNAh Perfect SNOWWHITE mask

สวัสดีค่ะ

ค่ำคืนอันแสนเหงาเปล่าเปลี่ยวหัวใจแบบนี้ เรามาอ่านรีวิวสกินแคร์ด้วยกันดีกว่าค่ะ

สกินแคร์ที่มี่หยิบมารีวิวในวันนี้เป็น Sleeping mask หรือ มาสค์หน้าแบบ Leave on ที่ทาไว้ก่อนเข้านอนนั้นเอง ว่ากันว่า วิถีชีวิตของเราชาวเมืองนั้นค่อนข้างเร่งรีบเนอะ จะมานั่งทาครีม 18 Step แบบบ้านมียอนทุกๆวันทุกๆคืนนี่ก็คงจะไม่มีเวลา Sleeping pack หรือ Overnight mask ก็เลยเป็นผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ชีวิตชาวเราได้ดีเลยทีเดียวเชียว

วันนี้มี่เลยเอามาสค์หน้าของแบรนด์ DNAh แบรนด์เจ้าเก่าที่เคยรีวิว Sunscreen สเตมเซลล์ดอกบัว เอาไว้ (ลิงค์: https://cosmeknowledge.wordpress.com/2016/12/07/dnahsuncare/)

มาสค์หน้าตัวนี้มีชื่อว่า DNAh Perfect SNOWWHITE mask ค่ะ

dna 1

นางมีให้ลองสองขนาดนะคะ ขนาดปกติ 30 กรัม กับ ขนาดมินิ 10 กรัม พกพาสะดวกสำหรับเดินทางโดยเฉพาะ หน้าตาจะเป็นแบบนี้ค่ะ

dna 2

ตัวมาสค์ size ใหญ่จะเป็นแพคเกจแบบอคริลิกชนิดปั๊มนะคะ แบบนี้ก็มีข้อดีคือป้องกันการปนเปื้อนดีกว่าแบบกระปุก เวลาเราเอานิ้วลงไปควักครีมในกระปุกก็จะเสี่ยงปนเปื้อนเชื้อจากมือไปได้เหมือนกันค่ะ

เนื้อครีมมาในสีขาว กลิ่นหอมไปในโทนดอกไม้อ่อนๆ

dna 3

เกลี่ยได้ค่อนข้างง่าย ซึมไวแห้งไว ให้ความรู้สึกชุ่มชื้น ไม่เหนอะหนะและหนักผิว

dna 4

ค่า pH อยู่ที่ประมาณ 5 – 6 นะคะ ถือว่าใกล้เคียงกับผิวดีค่ะ

dna pH

มาทั้งทีไม่วิเคราะห์ส่วนผสมคงไม่ได้

ส่วนผสมเป็นดังนี้ค่ะ

สผส dnah

จากส่วนผสมวันนี้ มี่ใช้สีของสารบำรุงไว้เป็นสีม่วงนะคะ และมีสีฟ้าไว้ตรงกรดไขมันที่จำเป็น 2 ชนิด คือ Linolenic acid และ Linoleic acid ค่ะ

ส่วนของสารบำรุงทางแบรนด์เลือกใส่มาหลายชนิดเหมือนกัน มี่จะยกมาเป็นกลุ่มๆนะคะ

  1. สารสกัดจากเซลล์เพาะเลี้ยงของ Tulip (Tulipa gesneriana callus culture extract) ที่เราเรียกกันติดปากว่า สเตมเซลล์ เป็นวัตถุดิบจากญี่ปุ่น ได้จากการสกัดเซลล์เพาะเลี้ยงของ Phytoplacenta ในดอกของทิวลิป เลยอาจจะเรียกว่า Tulip phytoplacenta หรือ รกทิวลิป ข้อมูลจากผู้ผลิตวัตถุดิบระบุว่า คุณสมบัติเด่นเรื่อง Whitening และมีประโยชน์เป็น Antioxidant ลดการอักเสบ ส่งเสริมกระบวนการสมานแผล (Wound healing) และเพิ่มความชุ่มชื้นโดยมีส่วนช่วยเสริมการทำงานของ Aquaporin 3
  2. กลุ่มวิตามิน มีด้วยกันหลายตัว ได้แก่
  • วิตามินบี 3 (Niacinamide) ซึ่งมีคุณสมบัติที่ดีกับผิวหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นด้าน Whitening ช่วยปรับสภาพสีผิวให้สม่ำเสมอ โดยไปรบกวนการส่งผ่านของเมลานินที่สร้างเสร็จแล้ว ลดการอักเสบในผิว เพิ่มการไหลเวียนเลือด ช่วยเพิ่มความแข็งแรงให้ผิวโดยไปกระตุ้นการสร้าง Ceramides กรดไขมัน และไขมันชนิดต่างๆในหนังกำพร้า และยังเป็น Antioxidant ได้อีก (Int J Cosmet Sci 2005; 27:255–261)
  • วิตามินอี ทางแบรนด์ใช้ในรูปแบบ Tocopheryl acetate มีประโยชน์เป็น Antioxidant
  • วิตามินซี ทางแบรนด์ใช้ในรูปแบบ Ascorbyl palmitate ซึ่งมีความเป็นกรดน้อยลง ละลายในไขมันได้ดีขึ้น จึงคาดว่าดูดซึมเข้าผิวได้ดีขึ้น วิตามินซีมีประโยชน์กับผิวมากมาย ไม่ว่าจะเป็นด้าน Whitening โดยไปยับยั้งการสร้างเม็ดสี ด้านริ้วรอย โดยเป็นตัว Antioxidant ช่วยชะลอวัย และเป็นส่วนหนึ่งในการสังเคราะห์คอลลาเจนของผิว และมีคุณสมบัติลดการอักเสบ
  • วิตามินบี 6 หรือ Pyridoxine มีประโยชน์ในการควบคุมความมันของผิวหนัง
  • วิตามินบี 5 หรือ Panthenol มีคุณสมบัติในการเพิ่มความชุ่มชื้นและลดการอักเสบและระคายเคืองของผิว
  • Biotin นางเป็นหนึ่งในวิตามินกลุ่มวิตามินบี ทำหน้าที่เกี่ยวกับกระบวนการสร้างและสลายไขมัน รวมทั้งไขมันในเซลล์ผิว การได้รับ Biotin จึงมีส่วนช่วยให้ผิวหนังมีการสร้างไขมันที่เป็นองค์ประกอบของ Barrier ในผิวให้เป็นไปอย่างปกติ รักษาความชุ่มชื้น ป้องกันผิวแห้ง ลดริ้วรอย มีรายงานจากผู้ผลิตวัตถุดิบว่า ถ้าใช้ร่วมกับวิตามินซี และบี3 จะช่วยเพิ่มคุณสมบัติการเป็น Whitening และลดเลือนริ้วรอยได้ดีขึ้น
  1. สารบำรุงอื่นๆ
  • สารสกัดจากเห็ด Fomes officinalis มีคุณสมบัติช่วยกระชับรูขุมขน
  • Astaxanthin สารในกลุ่ม Carotenoid ที่เป็นรงควัตถุชนิดหนึ่ง มีสีแดงเข้ม พบในพืชหลายๆชนิด มีประโยชน์เป็น Antioxidant ที่ดี
  • Arbutin เป็นสารที่มีคุณสมบัติในการยับยั้งการสร้างเม็ดสีผิวผ่านการยับยั้งเอนไซม์ Tyrosinase
  • Dipotassium glycyrrhizate เป็นสารที่ได้จากชะเอม มีคุณสมบัติลดการอักเสบและระคายเคืองของผิว
  • Glutathione เป็น Antioxidant และมีคุณสมบัติเป็น Whitening
  • Hydrolyzed yeast extract มีประโยชน์ด้านความชุ่มชื้น
  • Allantoin ช่วยลดการอักเสบและระคายเคือง
  • Threonine เป็นกรดอะมิโนชนิดหนึ่ง มีบทบาทเกี่ยวข้องกับระบบสมดุลโปรตีนในร่างกาย สามารถเปลี่ยนสภาพเป็น Glycine กับ Serine ซึ่งจำเป็นต่อการสังเคราะห์คอลลาเจนได้ ข้อมูลจากผู้ผลิตบอกว่า Threonine ช่วยส่งเสริมการทำงานของเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน คอลลาเจน อิลาสติน ให้แข็งแรงยืดหยุ่น และช่วยส่งเสริมการสมานแผล
  • กรดไขมันจำเป็น Linoleic acid และ Linolenic acid ช่วยทดแทนไขมันให้กับผิวหนัง

โดยรวมจึงเห็นว่าสารบำรุงในมาสค์นี้มากันครบถ้วนเลยทีเดียวค่ะ

ถ้าพิจารณาด้าน Whitening อย่างเดียว ถือว่า มีส่วนเสริมฤทธิ์กันครบทั้ง 3 Step คือ

  • ก่อนการสร้างเม็ดสี อาศัยพวก Antioxidant และสารลดการอักเสบ
  • ยับยั้ง Tyrosinase ไม่ให้สร้างเม็ดสี ด้วยสารบำรุงหลายๆตัว
  • ลดการส่งผ่านของเม็ดสีที่สร้างเสร็จแล้วด้วย B3

ในด้านเบส ดูเหมือนจะเป็นแบบประเภทอิมัลชั่นแบบเนื้อครีม ประกอบด้วยส่วนของน้ำ น้ำมัน และซิลิโคน มีส่วนผสมของ Alcohol มาในลำดับท้ายๆ และมีการใช้สารกันเสียในกลุ่มของ Paraben อยู่ 1 ตัว

ให้คะแนน

  1. Actives หรือ สารบำรุง เรียกได้ว่าจัดมาค่อนข้างอุ่นหนาฝาคั่ง สารบำรุงที่ทางแบรนด์เลือกมามีประโยชน์ด้านการเพิ่มความชุ่มชื้น มีส่วนช่วยเรื่อง Whitening และเสริมด้วยคุณสมบัติ Antioxidant ช่วยชะลอวัย ลดริ้วรอย ลดการอักเสบและระคายเคืองผิว ควบคุมความมัน มากันขนาดนี้ก็คงต้องให้ไป 5 ฟลาสก์
  2. ส่วนผสมอื่นๆ เนื้อเบสมาในรูปแบบของเนื้อครีม มีทั้งส่วนของน้ำ น้ำมัน และซิลิโคน ไม่มีน้ำมันที่เสี่ยงอุดตันผิว แต่มีส่วนผสมของ Alcohol อยู่ในลำดับท้ายๆ เข้าใจว่าติดมากับพวกสารสกัด และมีการใช้สารกันเสียในกลุ่ม paraben แต่ส่วนตัวมี่ก็ใช้มาร่วม 2 อาทิตย์ก็ไม่มีปัญหาอะไร แต่มีก็ต้องหักคะแนนเพื่อความยุติธรรม รับไป 3 ฟลาสก์
  3. การใช้งาน ส่วนตัวมี่ผิวผสม/T-zone มันแก้มแห้งค่ะ เลยเอามาสค์นี้มาใช้ทั้งเช้าเย็น เนื้อมันก็ไม่ได้หนักมากถึงขั้นต้องใช้แค่ก่อนนอน เรื่อง Feeling ของมาสค์ถือว่าทำมาได้ค่อนข้างดี มีสัมผัสเบา ไม่เหนอะหนะหนักผิว และก็ไมได้แห้งจนเกินไป ถ้ามองด้านความชุ่มชื้นถือว่าทำมาได้ดีเลยทีเดียวค่ะ ส่วนด้านของ Whitening ก็ถือว่าทำมาได้ค่อนข้างดี นางจะค่อยๆปรับผิวให้มีสีสม่ำเสมอมากขึ้น แต่ก็ไม่ได้ถึงกับแบบว่าขาวใสชั่วข้ามคืน ส่วนตัวถือว่าค่อนข้างชอบและค่อนข้างพอใจนะคะ ให้ไป 5 ฟลาสก์

คะแนน dna

สุดท้ายนี้ขอขอบคุณทางแบรนด์ DNAh ด้วยนะคะที่ส่งผลิตภัณฑ์ดีๆมาให้มี่ได้ทดลองใช้ และขอบคุณทุกท่านด้วยค่ะที่ติดตามรับชมมาจนจบ

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติม สามารถติดต่อสอบถามได้ที่ทางเฟสบุคของแบรนด์ DNAh ได้โดยตรงเลยนะคะ

https://www.facebook.com/deenahthailand

สำหรับวันนี้ก็ขอลากันไปแค่นี้ พบกันใหม่โอกาสถัดไป สวัสดีค่ะ

Disclaimer/conflict of interest: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากทางแบรนด์ DNAh การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสมตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล และผู้เขียนไม่ได้มีผลประโยชน์ใดๆในการขายสินค้า โปรดใช้วิจารณญาณ

Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสม เซรั่มที่บำรุงผิว 3 ด้านไปพร้อมๆกัน กับ Clara de Lin intensive hydrating & Rejuvenating serum

สวัสดีค่ะ

วันนี้มี่เอาเซรั่มที่น่าสนใจ ซึ่งมีคอนเซปท์หลัก 3 ด้าน คือเป็น Whitening, Antiaging และเป็น Moisturizer ไปพร้อมๆกัน มารีวิวให้ชมกันค่ะ

นางเป็นเซรั่มแบรนด์ไทย อย่าง Clara de Lin คลาร่า เดอ ลิน ที่ไปออกบูธมากมายหลายงานเลยทีเดียว อย่างล่าสุดก็ Thailand Industry Expo 2017 เมื่อปลายเดือน กค. ที่เมืองทองฯค่ะ

booth

received_10155092374209952.jpeg

ขอเกริ่นที่มาของแบรนด์นิดหน่อยนะคะ Clara De Lin คลาร่า เดอ ลิน ชื่อนี้ได้รับแรงบันดาลใจมาจากชื่อของหญิงสาวนาม “Clara-คลาร่า” ซึ่งมีความหมายว่า กระจ่าง สว่างใส เป็นที่เลื่องลือไกล

โดย ผลิตภัณฑ์ของ Clara De Lin นั้น แรกเริ่ม มาจากการผลิตครีมเพื่อผิวหน้า โดยการคิดค้นสูตรผลิตภัณฑ์โดยเภสัชกรซึ่งเป็นผู้ริเริ่ม เพื่อใช้เฉพาะสำหรับกลุ่มเล็กๆในหมู่เพื่อนและครอบครัว ต่อมาพบว่าผลิตภัณฑ์ที่ใช้มีประสิทธิภาพดี จึงได้มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้มีคุณภาพมาตรฐานเป็นที่ยอมรับในระดับสากลค่ะ

วันนี้มี่นำเซรั่มของเขามารีวิวนะคะ ชื่อเต็มๆของนางก็คือ Clara de Lin intensive hydrating & rejuvenating serum

หน้าตาเป็นแบบนี้นะคะ

clara 5

มาในกล่องสไตล์วินเทจสีชมพู

ด้านในเป็นขวดอคริลิกทรงสี่เหลี่ยม

clara 6

เนื้อเซรั่มจะออกเป็นในเชิงน้ำนม อารมณ์สัมผัสจะคล้ายๆครีมเจล นางไม่มีน้ำหอม เลยจะมีกลิ่นจางๆของวัตถุดิบอยู่ค่ะ

clara 1

เกลี่ยง่าย ชุ่มชื้นผิวดี แต่ก็ไม่ถึงกับเหนอะหนะค่ะ

clara 2

พอผ่านไป 5 นาทีก็จะซึมจนหมด

clara 3

ค่า pH จะอยู่ที่ราวๆ 5 ค่ะ ใกล้เคียงกับผิวดี

clara 4

มาทั้งทีไม่วิเคราะห์ส่วนผสมคงไม่ได้

สำหรับส่วนผสมเป็นดังนี้นะคะ

สผส clara

มี่ทำสีสารบำรุงไว้ 2 สีหลักๆ คือ สีม่วง จะเป็นสารบำรุง กับ สีฟ้า จะเป็นกลุ่มสารไขมันนะคะ

จากส่วนผสม จะเห็นว่ามีสารบำรุงอยู่หลายชนิดเหมือนกัน

เรามาดูตัวที่น่าสนใจดีกว่าค่ะ

  • Methylsilanol mannuronate ตัวนี้เป็นสารอนุพันธ์อินทรีย์ของธาตุ Silicon ได้จากการดัดแปลงมาจากสาหร่ายสีน้ำตาล มีชื่อทางการค้าว่า Algisium C ทางผู้ผลิตวัตถุดิบ Claim ว่า สารประกอบนี้จะเข้าไปทดแทนส่วนประกอบของธาตุ Silica ในชั้นเนื้อเยื่อเกี่ยวพันของผิว ซึ่งมีจำนวนลดลงตามอายุที่เพิ่มขึ้นทำให้เกิดความแก่ชราของผิว สารนี้มีประโยชน์ช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระ เสริมการฟื้นฟูผิว ลดการอักเสบ
  • สารสกัดจากถั่วเหลือง สารสกัดจากถั่วเหลืองประกอบด้วยสารพฤกษเคมีในกลุ่ม Polyphenol หลายชนิด เช่น flavonoids, isoflavone รวมไปถึงพวก Tannin และ proanthocyanidin มีคุณสมบัติเป็น Antioxidant ที่ดี ลดการอักเสบ กระตุ้นการสังเคราะห์คอลลาเจนของผิว ปกป้องผิวจากรังสี UV และ เป็น Whitening โดยไปรบกวนการส่งผ่านเมลานินที่สร้างเสร็จแล้วไม่ให้ออกไปภายนอก (Acta Pol Pharm. 2015;72(1):3-11.)
  • ส่วนผสมของ Imperata Cylindrica Root Extract, Glycerin, PEG-8 และ Carbomer เป็นวัตถุดิบนำเข้าจากฝรั่งเศส ชื่อ Moist 24 ของบริษัท Sederma ผู้ผลิตวัตถุดิบ Claim ว่าประกอบด้วยสารที่ชื่อ 3-Dimethylsulfopropionate ช่วยควบคุมความดันออสโมติกของผิว ช่วยเก็บกักและอุ้มน้ำให้ผิวได้ถึง 24 ชม. เลยเอามาตั้งชื่อว่า Moist 24
  • สารเพิ่มความชุ่มชื้นอีกหลายชนิด ได้แก่ Glucose, Sodium carboxymethyl betaglucan และ Sodium hyaluronate ช่วยดูดน้ำเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิว
  • Niacinamide เป็นรูปแบบหนึ่งของวิตามินบี 3 มีประโยชน์ต่อผิวหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นด้าน Whitening ลดการอักเสบระคายเคือง เป็น Antioxidant ดูแลเรื่องสิว และช่วยส่งเสริมการสังเคราะห์ไขมันที่เป็น Barrier ผิว

 

ในส่วนของเนื้อหลัก มาในเบสน้ำนมที่มีส่วนผสมของ น้ำ ซิลิโคน และน้ำมัน ไม่มีส่วนผสมของสารที่ไม่เป็นมิตรกับผิว

 

มาให้คะแนนกันดีกว่าค่ะ

  1. สารบำรุง โดยรวมคือ เน้นไปที่ 3 ด้าน คือ ด้านชุ่มชื้น พร้อมๆกับการชะลอวัย และเป็น Whitening โดยในด้านชุ่มชื้น อาศัยกลไกการดักจับน้ำให้ผิว และส่งเสริมให้ผิวเก็บกักน้ำได้ดีขึ้น ในด้าน Whitening อาศัยกลไกที่ไปยับยั้งการส่งผ่านของเมลานินที่สร้างเสร็จแล้วไม่ให้ออกไปภายนอก และด้านการชะลอวัย จะอาศัยสารที่เป็น Antioxidant จากถั่วเหลือง กับ วิตามินอี และ บี 3 ซึ่งมีประโยชน์กับผิวหลายอย่าง ตามที่ได้เล่าให้ฟังในด้านบน จุดนี้ส่วนตัวมี่ขอให้ 4 ฟลาสก์ นะคะ
  2. ส่วนผสมอื่นๆ ในด้านเบส มีซิลิโคนอยู่ประปราย ร่วมกับ น้ำมันจากทานตะวัน และ Shea butter หลายๆคนจะแอบกลัวซิลิโคน แต่ความจริงคือ โดยธรรมชาติแล้วซิลิโคนไม่ได้กระตุ้นให้เกิดการอุดตันรูขุมขน เพียงแต่ถ้าเราล้างไม่สะอาดมันก็อาจจะไปเคลือบฟิล์มและขัดขวางการขับน้ำมันออกจากรูขุมขนตามธรรมชาติจึงเกิดสิวขึ้นมา แถมซิลิโคนที่ใช้ก็เป็นชนิดพื้นฐาน ไม่ได้กันน้ำ กันน้ำมันอะไรมากเหมือนกันแดด/รองพื้นสูตรกันน้ำกันเหงื่อ จึงไม่น่าห่วง และไม่มีส่วนผสมที่ไม่เป็นมิตรกับผิว เลยขอให้ 5 ฟลาสก์
  3. การใช้งาน เป็นเซรั่มที่มีเนื้อบางเบา สัมผัสนุ่มนวล ไม่เหนอะหนะและหนักผิว ส่วนตัวมี่ช่วงนี้มีผิวผสม/แห้ง จะมันแค่ตรงจมูก เซรั่มตัวนี้ช่วยเติมน้ำให้ผิวได้ดี ผิวจะนุ่มฟูและมีน้ำมีนวล แต่ถ้าดูด้านการเคลือบผิวอาจจะยังน้อยไปหน่อย คือ บ่ายๆมาผิวแก้มจะแห้งได้ แต่ตรงจมูกก็กำลังดี ถ้าใครผิวแห้งมากอาจจะต้องหา Moisturizer ที่เคลือบผิวได้ดีมาใช้อีกชั้นหนึ่งเพื่อป้องกันผิวแห้งได้ ส่วนด้าน Whitening นางก็จะมาแบบค่อยเป็นค่อยไป ไม่ได้หวือหวามาก จุดนี้ถือว่าค่อนข้างชอบค่ะ ให้ไป 5 ฟลาสก์

คะแนน calra

สุดท้ายนี้ขอขอบคุณทางแบรนด์ Clara de Lin ด้วยนะคะ ที่ส่งผลิตภัณฑ์ดีๆมาให้มี่ได้ทดลองใช้ และขอบคุณทุกท่านด้วยค่ะที่ติดตามรับชมมาจนจบ

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ทางแบรนด์โดยตรงเลยนะคะ

https://www.facebook.com/claradelinskincare/

 

Disclaimer/conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากทางแบรนด์ Clara de Lin การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสมตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล และผู้เขียนไม่ได้มีผลประโยชน์ใดๆในการขายสินค้า โปรดใช้วิจารณญาณ