รีวิววิเคราะห์ส่วนผสมวิตซีตัวดัง Dr.Jessica Wu Vivid intense 15% Vitamin C serum

รีวิววิเคราะห์ส่วนผสมวิตซีตัวดัง Dr.Jessica Wu Vivid intense 15% Vitamin C serum

วันนี้มี่แวะเอาวิตซีตัวหนึ่งมารีวิวแบบเจาะลึกถึงทุกอณู ทุกองค์ประกอบ ให้ชมกันค่ะ

ถ้าเราแบ่งผลิตภัณฑ์กลุ่มวิตซีในตลาด จะแบ่งได้เป็นสองกลุ่มหลักๆค่ะ กลุ่มแรกจะเป็นกลุ่มที่ใช้วิตซีในความเข้มข้นสูง เช่น 10% 12.5% 15% ฯลฯ ส่วนอีกกลุ่มเป็นกลุ่มที่มีวิตซีเป็นส่วนประกอบอยู่ ซึ่งความเข้มข้นก็จะไม่ได้สูงมาก

คุณสมบัติของวิตซีต่อผิวหนังก็มีอยู่หลายๆเรื่อง เช่น

1.การต่อต้านอนุมูลอิสระที่เกิดขึ้นจากมลภาวะ หรือความเครียด เป็นตัวชะลอความเสื่อมของผิว

2.วิตซีสามารถลดการสังเคราะห์เม็ดสีผิวได้

3.วิตซีเป็นองค์ประกอบที่จำเป็นในขั้นตอนการสังเคราะห์คอลลาเจนในผิว

ดังนั้นวิตซีโดยรวมๆจะให้ผลอยู่สามอย่างหลักๆ คือ ชะลอวัย ไวท์เทนนิ่ง และลดริ้วรอย

ถึงแม้ว่าสรรพคุณจะเลิศหรู แต่ก็มีข้อจำกัดอยู่ เพราะถ้าเราเอาวิตซีแบบปกติมาทาผิวเลยเนี่ย มันจะดูดซึมเข้าไปในผิวได้แค่ 3% ของที่ทาเอง (เช่น ทาไป 100 มิลลิกรัม ก็เข้าไปแค่ 3 มิลลิกรัม) ต้องอาศัยเทคนิค เทคโนโลยีพิเศษถึงจะช่วยเพิ่มการดูดซึมได้

ปกติมี่ยังไม่เคยใช้วิตซีในความเข้มข้นสูงๆมาก่อนค่ะ ตัวนี้เป็นตัวแรกเลยค่ะ แรกเริ่มเดิมที ทาครั้งแรกก็กลัวว่าจะแสบหรือเปล่า แต่พอทาจริงๆไม่เลยค่ะ รู้สึกเรียบเนียนผิวดี

เข้าเรื่องดีกว่าค่ะ ซีรัมวิตซีชิ้นที่ว่านี้ก็คือ

Dr. Jessica Wu Vivid Intense 15% Vitamin C Serum Professional Strength

vc-re

มาในขวดสีเงินดูแพง ขวดเล็กๆ ขวดละ 10 ml ทางแบรนด์กะว่าขวดหนึ่งให้ใช้ 1-2 สัปดาห์ ข้อดีของการแบ่งเป็นขวดเล็กๆแบบนี้เพราะว่า วิตซีเวลาโดนอากาศมันจะเสื่อมเร็ว ถ้าทำมาในขวดใหญ่ๆ มันก็จะค่อยๆเสื่อมไป แต่พอมาขวดเล็กๆ เปิดใช้ไปทีละขวดๆ มันก็จะยืดอายุวิตซีให้อยู่ได้นานกว่า

พอได้ลองครั้งแรกรู้สึกแปลกใจนิดนึง เพราะ Serum เข้าใจว่าน่าจะเป็นแบบใสๆ แต่พอกดออกมา เป็นเนื้อครีมค่ะ เป็นครีมสีขาวขุ่น เนื้อเนียน เกลี่ยง่าย ดูดซึมไว ไม่เหนอะหนะ

IMG_0743-re

พอทาแล้วจะดูดซึมค่อนข้างเร็ว ไม่เห็นความมัน หรือคราบตกค้างบนผิว

IMG_0744-re

ถ้าเทียบกันสองฝั่งจะเห็นว่าไม่ค่อยต่างกันมาก และไม่ได้มันเหมือนเท่าที่คิด

ลองวัดค่า pH นิดนึง เพราะถ้าใส่วิตซีมาเยอะๆ ค่า pH น่าจะต่ำ

IMG_0745-re

ค่า pH ที่วัดได้ค่อนไปที่ 5 ซึ่งก็ถือว่าใกล้เคียงกับผิวดี ไม่ได้เป็นกรดมากเหมือนที่คิดไว้ น่าจะเป็นเพราะเทคโนโลยีการเก็บกักวิตามินซีไว้ (เรียกว่า Encapsulation) ทำให้ความเป็นกรดของวิตามินซี ถูกห่อหุ้มไว้ในเปลือกของสาร ไม่ส่งผลต่อค่า pH โดยรวม จึงระคายเคืองผิวน้อยนั่นเอง

แต่พอเราทาผิว พวกเปลือกของแคปซูลที่เก็บกักวิตซีไว้ก็จะละลาย แล้วปลดปล่อยวิตซีออกมาในผิวนั่นเอง

คำ Claim ค่ะ

vc-3-re

ลองมาดูส่วนผสมดีกว่า

vc-2-re
ส่วนผสม (เผื่อไม่ชัดค่ะ ;))

Water, Ascorbic acid, Ascorbyl tetraisopalmitate, Cetyl ethylhexanoate, Neopentyl Glycol dicaprate, Sodium acrylates/Beheneth-25 methyacrylate crosspolymer, Hydrogenated polydecene, lauryl glucoside, Glycerine, Aloe leaf juice, Panthenol, Lactic acid, Phenoxyethanol, Ethylhexylglycerin, Fragrance

ส่วนประกอบผลิตภัณฑ์

ปกติเครื่องสำอางจะประกอบด้วยส่วนสำคัญๆ อยู่ 3 ส่วนหลักๆ คือ

1.Actives หรือ สารออกฤทธิ์ เป็นสารที่ทำให้เครื่องสำอางมีคุณสมบัติพิเศษต่างๆ

2.Base หรือ ส่วนเนื้อของผลิตภัณฑ์ เป็นตัวอุ้มและเก็บสารออกฤทธิ์ไว้

3.Additives หรือ ส่วนของสารเติมแต่ง เป็นตัวเติมแต่งให้ผลิตภัณฑ์มีความน่าใช้ มีความปลอดภัย เช่น พวกสารกันเสีย พวกน้ำหอม พวกซิลิโคน ตัวเพิ่มความหนืด ฯลฯ

ลองมาไล่ไปทีละตัวเลยดีกว่า

คุณสมบัติสารแต่ละตัวแยกตามหน้าที่

1.Actives ได้แก่

-Ascorbic acid กับ Ascorbyl tetraisopalmitate (ย่อว่า VC-IP) เป็นวิตามินซี และอนุพันธ์ที่เอามาจับกับไขมัน เพื่อเพิ่มคุณสมบัติการละลายไขมัน การดูดซึม และระยะเวลาการออกฤทธิ์ ประมาณว่า ตัวแรกที่เป็นรูปแบบธรรมชาติ ทาเข้าไปก็ออกฤทธืได้เลย แต่พอเป็น VC-IP ก็จะต้องผ่านกระบวนการ Metabolism โดยผิวก่อนถึงจะออกฤทธิ์ได้ อันนี้ไม่แน่ใจว่า สองตัวนี้รวมกันให้เนื้อวิตซี 15% หรือว่าเฉพาะ Ascorbic acid ใส่มา 15% เลย แล้วเสริมตัวนี้เข้ามาอีกที ประโยชน์ของวิตซีก็จะเป็นเรื่อง Antioxidant, Whitening และก็เรื่องริ้วรอย โดยวิตซีไปเป็นตัวช่วยในการสังเคราะห์คอลลาเจน

-Aloe leaf juice คือ น้ำคั้นจากว่านหางจระเข้ ให้ผลเป็นตัวเพิ่มความชุ่มชื้น

-Panthenol คือ วิตามินบี 5 มีคุณสมบัติเป็นสารเพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่ผิว โดยตัวมันเองสามารถซึมเข้าสู่ผิวและดูดน้ำเข้ามาเก็บไว้กับตัวเอง นอกจากนี้ยังมีคุณสมบัติอื่นๆ เช่น ลดการอักเสบ เพิ่มการแบ่งตัวของเซลล์ผิว ช่วยเรื่องการสมานแผล และลดริ้วรอย ซึ่งคุณสมบัติในการเป็น Moisturizer ของ Panthenol มีรายงานตีพิมพ์รองรับ คือ สามารถช่วยเพิ่มความสมบูรณ์ของผิวหนัง ช่วยลดการระเหยของน้ำออกจากผิว รักษาความชุ่มชื้นให้ผิวได้ (J Cosmet Sci. 2011; 62(4):361-70.)

-Lactic acid เป็นสารในกลุ่ม AHA ที่ได้จากการหมักนมด้วยจุลินทรีย์บางชนิด การออกฤทธิ์ขึ้นกับค่า pH โดยอาจจะให้ผลเป็นตัวเพิ่มความชุ่มชื้น หรือ ผลัดเซลล์ผิว สำหรับในที่นี้คิดว่าน่าจะทำหน้าที่เป็นตัวเพิ่มความชุ่มชื้น เพราะค่า pH อยู่ที่ 5 ตัว Lactic acid จะกลายสภาพเป็น Lactate ซึ่งเป็นสารดูดน้ำตัวเดียวกับที่มีในผิว มันจะซึมลงไปในผิว และไปคอยอุ้มน้ำให้ผิว

2.Base มีทั้งน้ำและน้ำมัน จึงเป็นรูปแบบที่เรียกว่า Emulsion ดังนี้

2.1 ส่วนของน้ำ ได้แก่ น้ำ, Glycerin, Ethylhexylglycerin ตัวนี้มีฤทธิ์ระงับเชื้อได้ด้วย

2.2 ส่วนของน้ำมัน ได้แก่

– Cetyl ethylhexanoate เป็น Fatty ester เคลือบผิวได้บางส่วน ดูดซึมได้บางส่วน มีสัมผัสที่ไม่เหนอะหนะ

– Neopentyl glycol dicaprate แม้จะเป็นสารกลุ่ม Glycol แต่เนื่องจากสายไขมันที่ยาวทำให้สารนี้ละลายในน้ำมัน ให้ผลเคลือบผิวรักษาความชุ่มชื้น และดูดซึมได้บ้าง

– Hydrogenated polydecene ให้ผลเคลือบผิวรักษาความชุ่มชื้น

หลายๆคนอาจจะบอกว่า ไม่เอาน้ำมัน แต่จริงๆน้ำมันก็เป็นสิ่งจำเป็นกับผิวอย่างมาก

3.Additives ได้แก่

3.1 Emulsifier/Surfactant ได้แก่ Lauryl glucoside มีคุณสมบัติที่อ่อนโยน สามารถช่วยผสานน้ำให้เข้ากับน้ำมันได้ดี

3.2 สารเพิ่มความหนืด ได้แก่ Sodium acrylates/Beheneth-25 methyacrylate crosspolymer เป็นสาร Polymer ที่ทำหน้าที่เป็น Emulsifier ได้ด้วย

3.3 Preservatives ได้แก่ Phenoxyethanol, Ethylhexyl glycerin ซึ่งเป็นชนิดที่อ่อนโยน

3.4 สารแต่งกลิ่น Fragrance มีกลิ่นหอมหวานๆอมเปรี้ยวเหมือนส้มเกรฟฟรุต ทาแล้วสดชื่นดี

ถึงเวลาให้คะแนน

1. Actives นอกเหนือไปจากวิตามินซี 2 รูปแบบ ก็ยังมี Aloe leaf juice ที่ให้ผลเรื่องความชุ่มชื้นมา กับ Panthenol และ Lactic acid ที่เน้นไปที่การเพิ่มความชุ่มชื้นอีก โดยรวมแล้วก็ถือว่าโอเค เพราะก็ถือว่าครบหมดทั้ง Antioxidant, Moisturizer, Anti-aging ในที่นี้ขอให้ 5 ฟลาสก์

2. Base ส่วนของ Emulsion ที่ดีควรจะประกอบด้วยสารดูดน้ำให้ผิว ซึ่งสูตรนี้มี Glycerin กับ Ethylhexylglycerine มีสารไขมันเคลือบคลุมผิว แต่ยังขาดสารไขมันจากธรรมชาติอยู่ จึงขอให้ 4 ฟลาสก์

3. Additives สารที่ใช้ส่วนใหญ่ไม่ได้มีพิษมีภัยอะไร แล้วมีประโยชน์เสริมให้ผิวในด้านของความชุ่มชื้น ไม่มีพาราเบน ไม่มีซิลิโคน แต่มีน้ำหอม อาจจะทำให้บางคนแพ้ได้ ซึ่งปกติมี่ก็ไม่เคยหักคะแนนหักคะแนนน้ำหอมใน Skincare ทั่วไปมาก่อนยกเว้นพวก Eye care จึงขอให้ 5 ฟลาสก์

4. คะแนนการใช้งาน หลังจากลองใช้มาได้เกือบสองอาทิตย์ รู้สึกว่าผิวเรียบเนียนขึ้น ผิวที่ลอกๆอยู่ ลอกน้อยลง ส่วนตัวมี่ไม่แพ้ ไม่ระคายเคือง ไม่แสบ ไม่ร้อน ไม่แดง ขอให้คะแนนความประทับใจในการใช้งาน 5 ฟลาสก์ค่ะ

vc-4

มีวางจำหน่ายแบบถูกต้องในประเทศไทยแล้วนะคะ มีวางอยู่ที่ร้าน Eve and Boy และก็ทางเวบไซต์ http://www.dermskinstore.com/ นะคะ

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ เฟสบุคแฟนเพจของ Dr.Jessica Wu Thailand นะคะ

https://www.facebook.com/dr.jessicawuskincarethailand

สุดท้ายนี้ขอขอบคุณทางบริษัท DermaMD ด้วยนะคะที่ส่งผลิตภัณฑ์ดีๆมาให้ทดลองใช้ค่ะ

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถสอบถามได้ทางเวบไซต์ http://www.dermskinstore.com/ เลยนะคะ

ขอบคุณที่รับชมมาจนจบค่ะ

[Mini-Review] Nature Republic Bulgarian Rose Moisture Toner

[Mini-Review] Nature Republic Bulgarian Rose Moisture Toner

มีใครเป็นคอกุหลาบเหมือนมี่มั้ยคะ ???

ถ้าใช่ ตัวนีี้น่าจะเป็นชอยส์ที่น่าสนใจชอยส์นึงเลยทีเดียวค่ะ

นั่นก็คือ Nature Republic Bulgarian Rose Moisture Toner ค่ะ

NR rose 1แม้ชื่อจะเป็นโทนเนอร์ ที่เราเข้าใจว่าเอามาไว้หยดใส่สำลีแล้วเช็ด แต่โดยเนื้อสัมผัส หรือ Texture ของมัน ที่ค่อนข้างหนืด มันเหมาะกับการเอามาตบมากกว่าค่ะ กลิ่นหอมกุหลาบอ่อนๆ ค่อนข้างซึมไว ชุ่มผิวดี แต่แป๊บเดียวผิวก็แห้งเหมือนเดิมแล้วหล่ะ ซื้อมาเพราะกลิ่นกุหลาบเลยจริงๆค่ะ ส่วนผสมก็ไม่ทราบ เพราะมีแต่ภาษาเกาหลี

คือบางครั้ง แค่เราได้กลิ่นที่ถูกใจ เราก็ยอมจ่ายแล้วค่ะ แม้จะไม่รู้ว่ามันจะโอเคหรือไม่ เชื่อว่าผู้หญิงมากกว่า 95% เป็นเหมือนมี่ ในขณะที่ผู้ชายส่วนใหญ่จะค่อนข้างละเอียดและรอบคอบกว่าเราในการจับจ่ายซื้อเครื่องสำอางซักชิ้น

ให้ดูเนื้อนะคะ

NR rose 2-eNR rose3-eตอนนั้นถ้าจำไม่ผิดรู้สึกจะซื้อที่ชอปไทย ลดราคาเหลือสองร้อยนิดๆ คือซื้อมานานมากแล้วค่ะ และก็ใช้มาได้ซักพักแล้ว แต่ไม่มีเวลามาเล่าให้ฟัง

ถึงไม่ทราบส่วนผสม แต่ก็พอจะเมาท์เรื่อง Rose water ได้อยู่นะคะ

Rose water คืออะไร??

Rose water เป็นน้ำที่เหลือจากการกลั่นเอาน้ำมันออกจากดอกกุหลาบ ก็จะมีความหอมอ่อนๆ มีคุณสมบัติในการเพิ่มความชุ่มชื้น ผ่อนคลาย และให้ความรู้สึกสบายผิวค่ะ แต่ไม่มีรายงานทางวิทยาศาสตร์รองรับนะคะ 🙂

ที่หน้าเวบไซต์ของ Nature Republic Korea มีรูปให้ดูด้วยค่ะ

กลั่นกุหลาบ

(Image source: http://www.naturerepublic.com/)

ก็คือเราจะให้ความร้อน ให้น้ำกลายเป็นไอ มา Condense ใน Chamber ที่มีกลีบกุหลาบอยู่ น้ำมันหอมระเหยจากกุหลาบ จะระเหยออกไปแล้วก็จะถูก Condense ออกมาเป็น Rose oil ซึ่งมีราคาแพงมาก (กิโลละหลายพัน ถึงหมื่นบาท)

น้ำที่เหลืออยู่ใน Chamber ก็จะเป็นตัว Rose water นั่นเองค่ะ

[Cosme-Diagnosis] Emu oil lipogel from Emutopic

[Cosme-Diagnosis] Emu oil lipogel from Emutopic

วันนี้มี่แวะเอาเวชสำอางจากประเทศอิตาลีมารีวิวให้ชมกันค่ะ

เป็น Lipogel จากน้ำมันอีมู Emotopic จากแบรนด์ Difa cooper ค่ะ

IMG_0755-re

มาในหลอดบีบสีขาวสะอาดตา เนื้อครีมเป็นเนื้อมันๆวาวๆ เกลี่ยง่าย กลิ่นจางๆเหมือนมีกลิ่นส้มผสมมินท์ ดมแล้วก็สดชื่นดี การดูดซึมจะค่อนข้างช้า มีฟิล์มของไขมันเคลือบบางๆเคลือบผิวไว้อยู่ ฟิล์มที่ได้จะค่อนข้างมัน แต่ก็ไม่ได้เหนียว หรือหนัก หรือเหนอะหนะแต่อย่างไร เมื่อทิ้งไว้ซักพัก ก็จะดูดซึมจนหมดและความมันก็จะหายไป

IMG_0756-reIMG_0757-re

ตอนเกลี่ย จะเกลี่ยง่ายค่ะ บีบมาแค่นี้เกลี่ยได้ครึ่งมือเชียว

จริงๆอาจจะดูไม่เห็นฟิล์มของผลิตภัณฑ์นะคะ เลยลองยกมือให้ดูฟิล์มค่ะ

IMG_0759-re

หลายๆคนอาจจะกรีดร้องว่าไม่เอาน้ำมัน แต่จริงๆแล้วน้ำมันก็มีประโยชน์ต่อผิวเหมือนกัน และเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ เลย เพราะน้ำมันในผิว (คนละส่วนกับน้ำมันที่อยู่นอกผิว) จำเป็นต่อการเป็นตัวป้องกันไม่ให้สารอันตรายซึมเข้าผิว และเป็นตัวรักษาไม่ให้น้ำและสารดีๆในผิวซึมออกไปภายนอก เรียกวา Barrier ผิว นั่นเอง

ส่วนประกอบของ Emu oil ว่ากันว่าคล้ายกับส่วนประกอบของไขมันที่ผิวเรา เลยมีการคิดกันว่า Emu oil น่าจะให้ผลบำรุงผิวได้ดี แล้วก็เป็นไปตามที่คิดกัน เพราะมีรายงานการวิจัย และการศึกษาหลายๆเรื่อง พิสูจน์แล้วว่า Emu oil ให้ผลเป็นตัวลดการอักเสบ ลดการแพ้ การระคายเคืองในผิวได้ดี และให้ผลช่วยการสมานแผล สมานผิวได้ดีมากๆด้วย มีการศึกษาพบว่าถ้าใช้ในรูปแบบรับประทานเพื่อช่วยสมานแผลในกระเพาะอาหารและลำไส้ได้ด้วย

ลองมาวิเคราะห์ส่วนผสมดีกว่านะคะ

ส่วนประกอบของผลิตภัณฑ์

Dromiceius oil (Emu oil), Persea gratissima oil, Caprylic/capric triglyceride, Glyceryl dibehenate/eicosadioate, Tocopheryl acetate, Glyceryl behenate, Cyclopentasiloxane, Oenothera biennis oil, Parfum, Borago officinalis oil, Tribehenin, Glyceryl dibehenate, Ascorbic acid, Ethylhexyl hydroxystearate, Polysilicone-11, Retinyl palmitate

ถ้าดูจากส่วนผสม ผลิตภัณฑ์นี้จะเหมาะกับใคร?

เนื่องจากส่วนผสมมีคุณสมบัติในการทดแทนไขผิวหนัง และลดการอักเสบ รวมถึงช่วยเรื่องการสมานแผล ก็จะเหมาะสำหรับคนที่มีผิวแห้ง ผิวแพ้ง่าย ผิวระคายเคือง ผิวอักเสบ ผิวติดสเตียรอยด์ มีรอยแดง รอยดำจากสิวระยะแรก คนที่ทำเลเซอร์มา หรือแม้กระทั่งคนที่เป็นเซ็บเดิร์ม เพราะองค์ประกอบมีไม่เยอะมาก และชนิดขององค์ประกอบที่ใช้ มีโอกาสกระตุ้นภูมิคุ้มกันได้น้อยมาก ทำให้เสี่ยงต่อการแพ้และระคายเคืองได้น้อยมาก

Lipogel คืออะไร?

Lipogel ก็เป็นเจลที่มีน้ำมันเป็นองค์ประกอบหลัก จากส่วนประกอบของผลิตภัณฑ์จะเห็นได้ว่ามีแต่ส่วนของน้ำมัน และไขมัน ซึ่งแต่ละชนิดก็มีประโยชน์กับผิวหนัง เป็นสารที่ดูดซึมได้แทบทุกตัว จึงไม่เหนอะหนะ

คุณสมบัติสารองค์ประกอบแต่ละตัว

1.Actives ได้แก่

-Emu oil คือ น้ำมันจากไขมันของนกอีมู มีรายงานเกี่ยวกับคุณสมบัติการลดการอักเสบ และการช่วยการสมานแผลที่ดีในงานวิจัยหลายๆฉบับ รวมไปถึงผลในการเป็น Moisturizer ที่ดี

มีงานวิจัยฉบับหนึ่งทดสอบผลของผลิตภัณฑ์ที่มี Emu oil กับวิตามินอี และน้ำมันจากพืช พบว่าให้ผลเร่งการสมานแผลของหนูทดลองเพิ่มขึ้นสองเท่า และให้ผลดีกว่าตัวยาทา Cortisol ที่เป็นสเตียรอยด์เสียอีก (Plast Reconstr Surg. 1998;102(7):2404-7.) งานวิจัยในประเทศจีนพบว่า Emu oil ที่ทาภายนอกสามารถเร่งการสมานแผลในหนูได้มากกว่าการใช้ povidone กับ Liquid paraffin (Di Yi Jun Yi Da Xue Xue Bao. 2004 Nov;24(11):1255-6.) และช่วยป้องกันการอักเสบที่เกิดขึ้นจากสารเคมีได้ดี (Lipids. 2003;38(6):603-7.)

-Tocopheryl acetate เป็นรูปแบบหนึ่งของวิตามินอี มีคุณสมบัติเป็น Antioxidant แต่ส่วนมากมักจะให้คุณสมบัติปกป้องสารต่างๆในสูตรไม่ให้เสื่อมสภาพเพราะออกซิเจน

-Ascorbic acid หรือ วิตามินซี มีประโยชน์เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ Whitening และเป็นส่วนประกอบของกระบวนการสังเคราะห์คอลลาเจน

-Retinyl palmitate เป็นรูปแบบหนึ่งของวิตามินเอ มีประโยชน์หลายๆอย่าง เช่น ลดเลือนริ้วรอย ปรับสมดุลการผลัดผิว ควบคุมความมัน และดูแลเรื่องสิว

2.Base เป็นรูปแบบ Lipogel ประกอบด้วยน้ำมันและสารอื่นๆที่ละลายได้ในน้ำมัน ได้แก่

-กลุ่มน้ำมันจากพืช ได้แก่ Persea Gratissima oil (Avocado), Oenothera biennis oil (Evening primrose), และ Borago officinalis oil (Borage) เป็นน้ำมันจากพืชที่อุดมด้วยกรดไขมันดีๆ ที่ให้คุณสมบัติในการฟื้นฟู และซ่อมแซม โครงสร้างไขมันในชั้นผิวได้

-Capric/caprylic triglyceride เป็นไขมันที่มีกรดไขมันสายยาวปานกลางอยู่ สามารถดูดซึมเข้าผิวได้ง่าย ให้คุณสมบัติเพิ่มความชุ่มชื้น และเป็นสารตั้งต้นในการสังเคราะห์ไขมันดีๆในผิวหนัง

-สารกลุ่ม Glyceryl ester ได้แก่ Glyceryl dibehenate/eicosadioate, Glyceryl behenate, Glyceryl dibehenate, Tribehenin เป็นรูปแบบที่เลียนแบบไขมันชนิด Glycerides ในร่างกาย คือ จะมี Glycerol เป็นแกนกลาง และมีกรดไขมันมาจับอีก 1-3 ตัว (ถ้ามี 3 ตัว เรียกว่า Triglycerides) ซึ่งกรดไขมันที่ใช้คือ Behenic acid กับ Eicosanoic acid ซึ่งเป็นชนิดที่หายาก และดูมีคุณค่า เมื่อซึมเข้าไปในผิวก็จะถูกเอนไซม์ในผิวตัดออก ได้เป็น Glycerin (หรือ Glycerol) กับกรดไขมัน ให้ผลเป็นมอยส์เจอไรเซอร์ที่ดี และเป็นสารตั้งต้นในการสร้างไขมันของผิว

-Ethylhexyl hydroxystearate สารกลุ่ม Fatty ester ที่มีคุณสมบัติ

3.Additives มีอยู่น้อยชนิด เท่าที่จำเป็น ได้แก่

3.1Silicone มี Cyclopentasiloxane เป็นซิลิโคนที่ระเหยได้ ให้สัมผัสที่เรียบเนียน ทำให้เกลี่ยผลิตภัณฑ์ง่าย และให้สัมผัสที่ไม่เหนอะหนะ กับ Polysilicone-11

3.2สารแต่งกลิ่น/Parfum

ถึงเวลาให้คะแนน

1.Actives มีส่วนผสมของน้ำมันจากธรรมชาติจาก Emu มีคุณสมบัติเด่นในการเพิ่มความชุ่มชื้น ลดการอักเสบ การแพ้ในผิว และช่วยเรื่องการสมานแผล ฟื้นฟูผิวหนังที่เสียหาย เสริมด้วยวิตามินพื้นฐาน 3 ชนิด คือ A C E ซึ่งให้ผลในการบำรุงผิวได้รอบด้าน และอิงตามงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ที่กล่าวว่า สูตรผสมระหว่าง Emu oil, Vitamin E และ น้ำมันจากพืชให้ผลที่ดีในการลดการอักเสบและสมานแผลให้หายไวขึ้น โดยรวมแล้วถือว่าค่อนข้างครบถ้วน ถึงแม้ว่าจะเป็นสารพื้นฐาน แต่ก็มีข้อดีคือเหมาะกับคนที่แพ้ง่าย เพราะมีชนิดของสารไม่มากนัก จึงเสี่ยงต่อการแพ้ได้น้อยกว่า สารองค์ประกอบที่ใช้ส่วนใหญ่เป็นประเภทไขมัน ซึ่งเสี่ยงต่อการแพ้ได้น้อย จุดนี้ขอให้ 5 ฟลาสก์ แม้ว่าจะเป็นสารพื้นฐาน แต่ก็มีการใช้อยู่ค่อนข้างครบถ้วนและสมบูรณ์

2.Base เป็นรูปแบบ Lipogel ที่มีน้ำมันดีๆ หลายชนิด มีสารกลุ่ม Glycerol ester ที่เลียนแบบไขมัน Glycerides ในผิว ที่เวลาทาเข้าไปแล้วก็จะโดนผิวตัดย่อย เอาน้ำมันไปรีไซเคิล มาสร้างไขมันดีๆในผิว ทดแทนไขผิวหนังที่สูญเสียไปตามกาลเวลา จุดนี้ขอให้ 5 ฟลาสก์

3.Additives มีแค่น้อยชนิด และมีเท่าที่จำเป็น ซึ่งมีซิลิโคนมาช่วยเรื่องสัมผัส แต่มีส่วนผสมของน้ำหอม ปกติก็ไม่เคยหักคะแนนน้ำหอมในผลิตภัณฑ์อื่นๆที่ไม่ใช่ผลิตภัณฑ์รอบดวงตามาก่อน จุดนี้ถือหลักว่า “The lower is the better” ยิ่งมีน้อยก็ยิ่งเสี่ยงแพ้น้อย จึงขอให้ 5 ฟลาสก์

4.คะแนนการใช้งาน หลักจากทดลองใช้มาได้เกือบๆสองอาทิตย์ พบว่าบริเวณที่ลอกบนหน้า ค่อยๆดีขึ้น แต่งหน้าได้เรียบเนียนขึ้น แม้ว่าจะดูเหมือนว่ามันไปนิดนึง แต่ถ้าเราแต้มเฉพาะจุด ในตอนกลางวัน ก่อนทากันแดดและแต่งหน้าตามปกติ ก็ให้ผลได้ดีอยู่ และไม่ได้เหนอะหนะหรือหนักอะไรกับผิวมาก กลืนกับผิวไปได้ตามปกติ และช่วยให้รองพื้นติดกับหน้าที่แห้งๆได้แนบเนียนและสนิทยิ่งขึ้น ถ้าผิวแห้งเหมือนมี่น่าจะชอบมาก ข้อนี้จึงขอให้ 5 ฟลาสก์

point emutopic

 

ผลิตภัณฑ์นี้มีนำเข้ามาในประเทศไทยแบบถูกกฎหมายแล้วนะคะ มีบริษัทไอเมดิกา เป็นผู้นำเข้าค่ะ สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เวบไซต์ของบริษัทเลยค่ะ

http://www.imedicaskincare.com/

 

สุดท้ายนี้ก็ขอขอบคุณทางบริษัทไอเมดิกา ที่ส่งผลิตภัณฑ์ดีๆมาให้มี่ได้ลองใช้นะคะ

[Beauty Talks] 5 อันดับความเชื่อผิดๆเกี่ยวกับ Serum

[Beauty Talks] 5 อันดับความเชื่อผิดๆเกี่ยวกับ Serum

วันนี้มาคุยกันเกี่ยวกับความเชื่อผิดๆของ Serum ดีกว่าค่ะ

เท่าที่เคยดูๆมา ความเชื่อที่เราเข้าใจกันผิดๆของ Serum น่าจะมีประมาณ 5 ข้อนี้ค่ะ

 

serum myth

 

ข้อแรก Serum เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีความเข้มข้นของสารออกฤทธิ์สูงที่สุด ถ้าเทียบกับเครื่องสำอางชนิดอื่นๆใน Line เดียวกัน

ข้อนี้ไม่จริงเสมอไปค่ะ ซีรัมมากกว่า 90% ในท้องตลาด มีน้ำเป็นส่วนประกอบอย่างน้อย 80% ขึ้นไป เผลอๆ ถึง มากกว่า 95% ก็มีค่ะ และในหลายๆครั้งเลยที่พบว่า ในครีมบำรุง หรือในเอสเซนส์ มีสารออกฤทธิ์ในระดับที่พอๆกันกับซีรัม แต่ราคาถูกกว่ากันเกือบครึ่ง

อันนี้ไม่นับรวมถึง Oil serum นะคะ

 

ข้อสอง Serum เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีคุณค่าและต้นทุนสูงที่สุด

จากข้อแรกเลย Serum บางสูตรมีน้ำเป็นองค์ประกอบเยอะมาก ซึ่งก็รู้กันว่า น้ำมีราคาค่อนข้างถูก แม้จะเป็นน้ำที่ผ่านกรรมวิธีพิเศษให้มีความบริสุทธิ์สูงมาก ก็ยังมีราคาที่ไม่สูงอยู่ดี

ส่วนคุณค่าของ Serum มาจากความคิดของเราเอง และ Package ที่หรูหรา มาพร้อมหลอดหยด ดูแพง แต่จริงๆก็ไม่ได้มีอะไรมากมายนัก

 

ข้อสาม Serum ปราศจากน้ำมัน สามารถใช้ได้กับทุกสภาพผิว

ข้อนี้ก็ไม่ได้จริงเสมอไป เพราะ Serum บางสูตรก็มีองค์ประกอบของน้ำมัน แล้วก็มาในรูปแบบของ Lotion แล้วมันต่างกับ Lotion ตรงไหน? ก็ไม่เลย แค่เอามาปรับนู่นนี่นั่นให้หนืดมากขึ้น แล้วใส่ขวดหรูหราก็กลายเป็น Serum แล้ว

สำหรับคำกล่าวที่บอกว่าสามารถใช้ได้กับทุกสภาพผิวก็ไม่จริง เพราะถ้ามีน้ำมันมากๆ ก็จะไม่เหมาะกับคนที่มีผิวมัน และ Serum บางสูตรมี Alcohol เป็นส่วนประกอบ ก็ไม่เหมาะกับคนที่มีผิวแห้งเช่นกัน

 

ข้อสี่ Serum เพียงขวดเดียว สามารถบำรุงผิวได้ครบในทุกขั้นตอน

ข้อนี้ก็ไม่จริง เพราะว่าผิวหนังเราประกอบด้วยทั้งน้ำและน้ำมัน ถ้าซีรัมผลิตขึ้นมาจากน้ำและสารอื่นที่ลบะลายได้ในน้ำ ก็ไม่สามารถจะให้ผลบำรุงผิวได้ครบถ้วน

จริงๆจะพูดก็พูดได้ว่า ไม่มีอะไรในโลกนี้ที่บำรุงผิวได้ครบทุกขั้นตอนในขวดเดียว

 

ช้อสุดท้าย Serum เหมาะกับคนที่มีอายุแล้วเท่านั้น

จากข้อ 1 ที่เราคิดว่า Serum มีความเข้มข้นของสารสูงที่สุด ก็เลยจะนึกว่า ผลิตภัณฑ์ที่เข้มข้นมากๆ ควรให้คนมีอายุใช้ จะได้ไม่ดื้อเร็ว เดี๋ยวแก่มาจะใช้อะไรก็ไม่ได้ผล

จริงๆ มันก็ไม่เสมอไป Serum บางตัวก็เหมาะกับวัยรุ่น เช่น Serum กระชับรูขุมขน Serum ที่เป็นมอยส์เจอร์สูตรน้ำ อย่าง Hyaluron หรือ Aloe serum

 

สำหรับวันนี้ก็มีแค่นี้ค่ะ ขอบคุณที่ติดตามมาจนจบนะคะ

[Full Review] It’s Skin Power 10 Formula WR effector

[Full Review] It’s Skin Power 10 Formula WR effector

ถ้าพูดถึงซีรัมกระชับรูขุมขนลดเลือนริ้วรอย ตัวที่มี่ติดมากที่สุดตัวนึงก็คือ WR effector ก็ใช้กันมานานหลายเดือนแล้วค่ะ จริงๆตัวนี้มี่ว่ามันใช้เปลืองมากเลย แป๊บๆ หมด แป๊บๆหมด – -*

WR 1

เป็นซีรัมหนืดๆ ไม่มัน เนื้อใสๆสีเหลืองทองค่ะ

wr 2

wr 3 wr 4

จะเห็นได้ว่าดูดซึมค่อนข้างไว ไม่เหนอะหนะ

แต่จุดด้อยอยู่ที่ว่า น้ำหอมมันแรงมากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก ก ไก่ 428 ตัว

ดูส่วนผสมกันดีกว่าค่ะ

wr-ingr

ส่วนประกอบของผลิตภัณฑ์
ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางแทบทุกชนิดจะประกอบด้วยส่วนหลักๆ 3 ส่วน คือ
1. Active (สารออกฤทธิ์) เป็นส่วนที่ทำให้เครื่องสำอางมีคุณสมบัติ/ฤทธิ์ทางชีวภาพ
2. Base คือ เนื้อของผลิตภัณฑ์ บางทีอาจเรียกว่า Vehicle
3. Additive คือ สารที่ช่วยเสริมให้ผลิตภัณฑ์มีคุณสมบัติที่ดี มีความน่าใช้

คุณสมบัติของสารต่างๆ แยกตามหน้าที่
1. Actives ได้แก่
– Polyglutamic acid โพลิเมอร์ที่เกิดจากกรดอะมิโน Glutamic acid พบได้ใน Natto ซึ่งเป็นสิ่งที่จุลินทรีย์บางชนิดสร้างระหว่างกระบวนการหมัก ในทางเภสัชกรรมมีประโยชน์ในการเป็นระบบนำส่ง ส่วนในทางเครื่องสำอางผู้ผลิตวัตถุดิบ Claim ว่าสามารถดูดและจับน้ำได้มากถึง 5000 เท่าของน้ำหนักตัวมัน และมีรายงานการวิจัยอีกฉบับกล่าวว่า Polyglutamic acid ที่มีขนาดโมเลกุลใหญ่สามารถกระตุ้นการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันได้ (ChemBiodivers. 2010; 7(6):1555-62.) น่าจะมีส่วนช่วยให้ระบบผิวหนังแข็งแรงขึ้น
– Salicornia herbacea extractสารสกัดจากพืชอวบน้ำชนิดหนึ่ง มีรายงานการวิจัยกล่าวว่ามีฤทธิ์ Antioxidant และ Anti-inflammatory ที่ดี (J Med Food. 2009;12(3):661-8.) สามารถลดการสร้างเมลานินโดยไปยับยั้งเอนไซม์ Tyrosinase (BiosciBiotechnolBiochem. 2009;73(3):552-6.) ข้อมูลจากผู้จำหน่ายวัตถุดิบชี้ว่า เป็น Moisturizer ที่ดีโดยการไปออกฤทธิ์กระตุ้นการทำงานของ Aquaporin ชนิด AQP8 และ AQP3 ทำให้มีการสังเคราะห์สาร NMF ต่างๆ และไขมันในผิวหนังเพิ่มมากขึ้น ออกฤทธิ์ได้ยาวนาน (Hydrasalinolของบ. Codif)
– Viscum album leaf extract สารสกัดจาก Mistletoe ในฐานข้อมูลงานวิจัยพบแต่คุณสมบัติการต้านมะเร็ง ส่วนข้อมูลจากผู้ผลิตวัตถุดิบระบุว่าสารสกัดนี้ให้ผลเป็น Astringent ช่วยกระชับรูขุมขน และให้ความรู้สึกสบายผิว
– Caviar extract สารสกัดจากไข่ปลาคาเวียร์ ซึ่งเป็นไข่จากปลาชนิดหนึ่ง ไม่มีข้อมูลงานวิจัยรองรับ แต่เนื่องจากประกอบด้วยโปรตีนและวิตามินต่างๆจึงให้ผลบำรุงผิวหนัง
– Adenosine สารที่เป็นองค์ประกอบของสารให้พลังงานของเซลล์ที่ชื่อ ATP มีการ Claim ว่าสารนี้จะช่วยประสานการทำงานต่างๆของเซลล์ เพิ่มพลังให้เซลล์ ซึ่งถ้าอิงจากฐานข้อมูลงานวิจัยมีกล่าวถึงผลเกี่ยวกับการลดริ้วรอยอยู่ (J Cosmet Sci. 2007; 58(2):147-55.)

2. Base เป็นซีรัมชนิดปราศจากน้ำมัน ประกอบด้วยน้ำและสารอื่นที่ละลายได้ในน้ำได้แก่ น้ำ, Glycerin, Butylene glycol

3. Additives ได้แก่
3.1 สารเพิ่มความหนืด ได้แก่ Carbomer กับ Sodium polyacrylate
3.2 สารปรับ pH ได้แก่ Triethanolamine
3.3 Preservatives ได้แก่ Methyl parabenกับสารจับโลหะ EDTA
3.4 สารแต่งสี ใช้ Caramel ซึ่งนอกจากให้สีแล้วยังให้ความชุ่มชื้นได้ด้วย
3.5 สารแต่งกลิ่น/Fragrance

ถึงเวลาให้คะแนน
1. Actives สารออกฤทธิ์หลักเน้นไปที่ผลการเพิ่มความชุ่มชื้น มีเสริมด้วยคุณสมบัติ Antioxidant กระชับรูขุมขน ไวท์เทนนิ่ง และลดเลือนริ้วรอย โดยรวมก็ถือว่าโอเค แต่ถ้ามีพวก Antioxidant เพิ่มเข้ามาอีกซักตัวนึง และก็มีพวกที่ช่วยเรื่องริ้วรอยดีๆมาเสริมอีก น่าจะให้ผลที่ดีขึ้นกว่านี้ เลยขอให้ 4 ฟลาสก์
2. Base มาในรูปแบบของซีรัมชนิดน้ำ ไม่มีส่วนผสมของน้ำมัน ไม่มีแอลกอฮอล์ สารดึงน้ำที่ใส่มาดูดน้ำให้ผิวได้ดีในระดับหนึ่ง แต่ถ้ามีสารดึงน้ำเพิ่มอีกหน่อยน่าจะสมบูรณ์แบบมากกว่านี้ จึงขอให้ 4 ฟลาสก์
3. Additives มีเท่าที่จำเป็น แต่ข้อเสียอยู่ที่การใช้พาราเบน กับน้ำหอม ซึ่งอาจจะไม่เป็นมิตรกับบางคน แต่ก็ไม่เคยหักคะแนนน้ำหอมในผลิตภัณฑ์ Skincare ทั่วไปมาก่อน เลยขอให้ 4 ฟลาสก์
4. เนื้อสัมผัส ไม่เหนอะหนะ ดูดซึมไว แต่กลิ่นฉุนไปหน่อย เลยขอให้ 4 ฟลาสก์ค่ะ

สรุป: 16/20

[Review] Marveile, the Thai Cosmeceuticals

[Review] Marveile, the Thai Cosmeceuticals

เมื่อราวๆสองอาทิตย์ก่อนทางบริษัท Jas dermatology ได้ส่งตัวอย่างผลิตภัณฑ์เวชสำอางแบรนด์ Marveile มาให้มี่ทดลองใช้ค่ะ วันนี้เลยเอามารีวิวเล่าสู่กันฟัง ผลิตภัณฑ์ของไทยเราก็ใช่ว่าจะสู้ต่างชาติไม่ได้นะคะ ส่วนผสมต่างๆนี่ดูดีเลยทีเดียว

มีการใช้เทคโนโลยีนาโนด้วยค่ะ 🙂

ตัวที่จะเอามารีวิววันนี้ก็มีอยู่  4 ตัวค่ะ

1. Marveile pro acne gel

2. Marveile caviar white

3. Marveile caviar aging

4. Marveile easy white

mar1

เริ่มที่ตัวแรกเลยนะคะ

Marveile pro acne gel

mar 6

รูปกล่องผลิตภัณฑ์ เป็นพื้นสีขาว ตัดกับตัวหนังสือสีฟ้า แลดูสะอาดตาค่ะ ที่กล่องมีคำว่า “Full therapeutic strength” กับ Centella asiatica

mar 9-e

เนื้อจะเป็นเจลใสๆ เกลี่ยง่าย ตอนแรกจะรู้สึกเหมือนมีฟิล์มบางๆเคลือบผิวอยู่ แต่พอทิ้งไว้ซักพักก็จะซึมจนหายไปหมด

mar 10mar 11-e

แต่พอทิ้งไว้ซักพักก็จะหายไปเลย

ลองดูส่วนผสมกันก่อนดีกว่านะคะ

mar 8-e

ตัวที่ให้ผลเป็นสารออกฤทธิ์ (Active ingredient) ก็จะมี

1. Epilobium angustifolium extract สารสกัดจาก Willow herb มีรายงายเกี่ยวกับฤทธิ์ต้านเชื้อจุลชีพ (Curr Drug Targets. 2013; 14(9):986-91.) ฤทธิ์ในการปกป้องคอลลาเจนและอิลาสตินในผิวไม่ให้ถูกทำลายจากรังสี UV และช่วยให้เซลล์ Fibroblast ที่สร้างคอลลาเจนมีชีวิตยืนยาวขึ้น (ปกติคนที่อายุเพิ่มขึ้นเซลล์พวกนี้จะค่อยๆหายไป) (Gen Physiol Biophys. 2013; 32(3):347-59.) สารประกอบ Oenothein B ที่พบในพืชนี้มีประโยชน์เป็น Anti-oxidant และ Anti-inflammatory ที่ดี (Phytomedicine. 2011; 18(7):557-60.) และยังมีฟลาโวนอยด์อื่นๆที่เคยมีรายงานว่าสามารถยับยั้งเอนไซม์ไทโรซิเนสได้

นั่นก็คือ สารสกัดนี้ให้ผลเป็นตัวฆ่าเชื้อสิว ช่วยลดการอักเสบสิว และลดรอยดำแดงได้

สำหรับลำดับก็เป็นที่น่าภาคภูมิ คือมาก่อนสารดึงน้ำอย่าง Propanediol กะ Glycerin อีก แต่อย่างว่า เราไม่สามารถตัดสินอะไรจากลำดับเครื่องสำอางได้นะคะ เพราะเราไม่ทราบถึง “ความบริสุทธิ์/ความเข้มข้น” ของสารสกัด สารสกัดที่ใส่มา จะมีเนื้อแท้อยู่เท่าไหร่ เราไม่ทราบ และไม่มีใครทราบด้วย นอกจากผู้ผลิตวัตถุดิบ

2. Dipotassium glycyrrhizate เป็นสารที่แยกได้จากชะเอม ให้ผลลดการอักเสบ ลดการระคายเคือง

3. Salicylic acid เป็นสารในกลุ่ม BHA ช่วยผลัดเซลล์ผิว ละลายไขมันอุดตัน ลดการอักเสบ

4. Lactic acid เป็น AHA ที่มีประโยชน์หลายๆอย่าง เช่น เพิ่มความชุ่มชื้น เพิ่มการผลัดผิว เพิ่มการสังเคราะห์ Ceramide ในผิว แต่ฤทธิ์จะขึ้นกับค่า pH เป็นหลัก

5. Centalla asiatica extract คือ สารสกัดจากบัวบก บัวบกเป็นพืชที่มีรายงานถึงฤทธิ์ทางชีวภาพไว้ค่อนข้างเยอะ ที่ดูจะเกี่ยวข้องกับสิวก็จะมีเรื่องของการสมานแผล ลดการเกิดแผลเป็น

6. tetrasodium tetracarbocymethyl naringeninchalcone เป็นสารอนุพันธ์ของ Naringenin chalcone ซึ่งเป็นพวก Flavonoid ที่พบได้ในเปลือกพืชบางชนิด สารตัวนี้ผู้ผลิตวัตถุดิบ Claim เรื่องคุณสมบัติในการลดการอักเสบ ลดรอยแดง ให้ผลดีใน Sensitive skin โดยจะช่วยลดการแพ้และรอยแดงได้ดี

7. Ascorbic acid คือ วิตามินซี ให้ผลเรื่องลดรอยดำจากสิว

8. Palmitoyl tripeptide-5 เปปไทด์สายสั้นๆจากกรดอะมิโน 3 ตัว มาจับกับกรดไขมัน palmitic จึงดูดซึมผิวได้ง่ายขึ้น รู้จักในนามชื่อทางการค้าว่า Syn-coll มีประโยชน์เป็นตัวกระตุ้นการสังเคราะห์คอลลาเจน ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้น และลดริ้วรอย

9. Camellia sinensis leaf extract คือ สารสกัดจากชา ให้ผลเป็น Antioxidant และลดการอักเสบของผิว

10. Anthemis nobilis flower extract คือ สารสกัดจาก Roman Chamomile  มีรายงานการวิจัยสนับสนุนถึงฤทธิ์ในการขยายหลอดเลือด ทำให้เลือดไหลเวียนดีขึ้น (Clin Exp Hypertens. 2013; 35(3):200-6.) สารประกอบ Octulosonic acid ที่พบมีฤทธิ์ทางชีวภาพเป็น Anti-oxidant, Anti-inflammatory และช่วยลดบวมได้ (J Nat Prod. 2014 Jan 28.) ผู้ผลิตวัตถุดิบบอกว่าใช้เป็น Anti-inflammatory ให้ผล Soothing effect ช่วยลดการระคายเคือง ลดการอักเสบ เพิ่มความชุ่มชื้น

11. Fucus vesiculosus extract สารสกัดจากสาหร่ายสีน้ำตาลชนิดหนึ่ง มีรายงานการวิจัยสามารถช่วยเพิ่มความหนาของชั้นผิวหนัง เพิ่มความยืดหยุ่นให้แก่ผิว กระตุ้นการสังเคราะห์คอลลาเจน และช่วยลดริ้วรอย (J Cosmet Sci. 2002;53:1-9)

12. Benzalkonium chloride มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อแบคทีเรีย และเป็นสารกันเสียในสูตร

โดยรวมแล้วสารออกฤทธิ์ในส่วนผสมให้คุณสมบัติไปที่การลดการอักเสบ ลดการระคายเคือง มีตัวที่มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อ ลดรอยดำ รอยแดงจากสิว กับตัวผลัดเซลล์ผิวอย่าง AHA/BHA อยู่ด้วย ซึ่งก็ถือว่าสมบูรณ์แบบเลยทีเดียว

ถ้าให้ให้คะแนนกลุ่มสารออกฤทธิ์ จะขอให้ 5/5 เพราะมีอย่างครบถ้วนเลยทีเดียวเชียว

ส่วนประสิทธิภาพ ปกติมี่เป็นคนไม่ค่อยจะเป็นสิวง่าย (เพราะเลยวัยมาแล้ว ไม่ใช่สิ -*-) ตอนนี้เอาให้เพื่อนช่วยลองใช้ แล้วจะมาคอนเฟิร์มให้นะคะ ว่าผลเป็นเช่นไร


ตัวถัดมา เป็น Carvier white ค่ะ

mar 23ลักษณะจะเป็นกล่องวาวๆ สีขาว ดูสะอาดตา แพคเกจข้างในเป็นหลอดค่ะ

mar 20เนื้อครีมเป็นครีมสีขาวอมฟ้า เกลี่ยง่าย ดูดซึมไว ไม่เหนอะหนะ ข้างกล่องบอกว่าไม่ใส่น้ำหอม แต่ตอนทาจะมีกลิ่นหอมอ่อนๆอยู่ค่ะ ไม่แน่ใจว่าเป็นจากวัถุดิบ หรือว่า จากน้ำหอม

mar 19 mar 21-e

ลองมาดูส่วนผสมกันบ้างนะคะ

mar 2

ตัวที่เป็นสารออกฤทธิ์ (Active ingredients) ก็จะมี

1. Epilobium angustifolium เหมือนอันมะกี๊

2. Vibrio alginolyticus ferment filtrate สารที่ได้จากการหมักจุลินทรีย์สายพันธ์หนึ่ง ผู้ผลิตวัตถุดิบ Claim ว่า ได้จากจุลินทรีย์แถบ French Polynesia ประกอบด้วย Polysaccharide ที่เสริมการผลัดเซลล์ผิว การแบ่งตัวและเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของเซลล์ผิว และช่วยเพิ่มความแข็งแรงของเซลล์ผิว โดยมีผลต่อการทำง่านของเอนไซม์ Transglutaminase ที่ทำหน้าที่เกี่ยวกับการเชื่อมต่อกันของโปรตีนระหว่างเซลล์

3. Oligopeptide-6 ไม่พบข้อมูล แต่ถ้าเป็น Oligopeptide-68 จะช่วยกดการสร้างเม็ดสีผิวผ่านกลไกของ TGF-Beta ซึ่งใน Leaflet ที่ใส่แทรกมาในกล่องได้บอกว่า Whitening peptide ที่ใส่มาออกฤทธิ์ผ่าน TGF-Beta receptor จึงเข้าใจว่าน่าจะหมายถึงเจ้า Oligopeptide-68 มากกว่า

4. Dipotassium glycyrrhizate เป็นสารที่แยกได้จากชะเอม ให้ผลลดการอักเสบ ลดการระคายเคือง

5. Vitamin E acetate ปกติน่าจะเขียนเป็น Tocopheryl aacetate ซึ่งเป็นชื่อ INCI name ตามที่องค์การเครื่องสำอางกำหนด

6. Caviar extract สารสกัดจากคาเวียร์ ประกอบด้วยโปรตีนและวิตามินบี 6 มีผลควบคุมความมัน และเพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่ผิว

7. Salicornia herbacea extract ข้อมูลจากผู้จำหน่ายวัตถุดิบชี้ว่า เป็น Moisturizer ที่ดีโดยการไปออกฤทธิ์กระตุ้นการทำงานของ Aquaporin ชนิด AQP8 และ AQP3 ทำให้มีการสังเคราะห์สาร NMF ต่างๆ และไขมันในผิวหนังเพิ่มมากขึ้น ออกฤทธิ์ได้ยาวนาน

8. Alpha bisabolol ช่วยลดความระคายเคือง และลดการอักเสบในผิว

โดยรวมแล้วสารที่ใส่มาให้ผลเกี่ยวกับเรื่องการอักเสบในผิว มีสารช่วยให้ผิวแข็งแรง ชุ่มชื้น และก็มีไวท์เทนนิ่งอยู่ แม้จะยังคลุมเคลืออยู่บ้าง เรื่องการเขียนส่วนผสม โดยเฉพาะเรื่องน้ำหอม เพราะตอนทาจะมีกลิ่นอ่อนๆอยู่ ไม่แน่ว่าจะเป็นน้ำหอมหรือกลิ่นวัตถุดิบ

ถ้าให้ให้คะแนนส่วนผสมจะขอให้ 4/5 ค่ะ

ผลิตภัณฑ์นี้มีการเทคโนโลยีขั้นสูงด้วย แต่ การดูแค่ส่วนผสมไม่สามารถยืนยันได้ว่า เทคนิคนี้ถูกใช้มาจริงในผลิตภัณฑ์หรือไม่ เพราะอนุภาคนาโน แค่ใช้ส่วนผสมธรรมดา กับเครื่องมือชั้นสูง ก็สามารถทำได้ค่ะ

ลองดูที่เขา Claim นะคะ

mar 18-e

จุดนี้ถ้าถามว่าเป็นไปได้มั้ยทางทฤษฎี ตอบว่า เป็นไปได้ค่ะ และสามารถดูดซึมเข้าผิวได้ดีก็จริง แต่ เรื่องของความคงตัวในผลิตภัณฑ์ยังไม่เคยมีรายงานไว้เลย จึงไม่รู้ว่าพวกนาโนพวกนี้จะแตกและปลดปล่อยออกมาตั้งแต่ตอนอยู่ในหลอดไหม เวลาเก็บไปนานๆ

mar 17-e

อันนี้ก็เป็นอีกเทคนิคนึงที่สามารถทำได้ในทางทฤษฎีค่ะ แต่ทางปฏิบัตินี่ก็ไม่ทราบเช่นกัน เพราะยังไม่เคยมีใครศึกษาไว้


ตัวต่อมา เป็น Caviar aging ค่ะ

mar 14

ตัวนี้เป็นกล่องสีเขียว เมทัลลิค สะท้อนแสงแวววาวดูมีราคา ข้างในเป็นหลอดค่ะ

เนื้อครีมเป็นสีขาวอมฟ้า เกลี่ยง่าย ดูดซึมไว จะชุ่มมากกว่าสูตรไวท์ แต่ก็ไม่เหนอะหนะ

mar 15
mar 12-e

ลองมาดูส่วนผสมกันนะคะ

mar 16

ตัวที่เป็นสารออกฤทธิ์ก็จะมี

1. Niacinamide คือ รูปแบบหนึ่งขอวิตามินบี 3 มีรายงานว่า สารตัวนี้สามารถเป็น Whitening ช่วยปรับสภาพสีผิวให้สม่ำเสมอ โดยไปรบกวนการส่งผ่านของเมลานินที่สร้างเสร็จแล้ว ลดการอักเสบในผิว เพิ่มการไหลเวียนเลือด ช่วยเพิ่มความแข็งแรงให้ผิวโดยไปกระตุ้นการสร้าง Ceramides กรดไขมัน และไขมันชนิดต่างๆในหนังกำพร้า (Int J Cosmet Sci 2005; 27:255–261)

2. Vibrio alginolyticus ferment filtrate เหมือนสูตรไวท์

3. Alteromonas ferment filtrate สารที่ได้จากการหมักจุลินทรีย์ชนิดหนึ่ง ผู้ผลิตวัตถุดิบ Claim ว่าให้ผลกระตุ้นการสร้าง Ceramide กับไขมันชนิดอื่นๆในผิว และเพิ่มการสร้าง Filaggrin ซึ่งเป็นโปรตีนที่สำคัญในผิว โดยจะสลายตัวเป็นกรดอะมิโนที่คอยจับน้ำให้ผิว และ กลายเป็นตัวเพิ่มความแข็งแรงในการยึดเกาะกันของเซลล์ผิว

4. Caprooyl tetrapeptide-3 เปปไทด์ที่จับกับกรดไขมันสายสั้นๆที่ชื่อ Caproic acid ให้ผลกระตุ้นการสังเคราะห์คอลลาเจนที่เป็นองค์ประกอบในแนวกั้นระหว่างชั้นหนังกำพร้าและหนังแท้ (Dermal Epidermal Junction) ให้ผลลดและป้องกันริ้วรอย

5. Tocopheryl acetate เป็นรูปแบบหนึ่งองวิตามินอี ให้ผลเป็น Antioxidant แต่ส่วนมากจะให้ผลปกป้องสารต่างๆในผลิตภัณฑ์ ไม่ให้เสื่อมสภาพไปเพราะอากาศ

6. Dipotassium glycyrrhizate เป็นสารที่แยกได้จากชะเอม ให้ผลลดการอักเสบ ลดการระคายเคือง

7. 4-Butyl resorcinol ออกฤทธิ์ยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ Tyrosinase ทำให้เมลานินถูกสร้างมาน้อยลง ผิวขาวขึ้น การทดสอบในอาสาสมัครที่เป็นฝ้ากับครีมที่มีส่วนผสมของสารนี้ 0.1% เป็นเวลา 6-8 สัปดาห์ พบว่ารอยฝ้าจางลง และมีผลข้างเคียงน้อยมาก (Ann Dermatol. 2010; 22(1): 21–25.)

8. Caviar extract

9. Arginine เป็นกรดอะมิโน ที่นอกจากเพิ่มความชุ่มชื้น ยังเป็นส่วนประกอบในการสังเคราะห์สารที่เกี่ยวกับการเพิ่มการไหลเวียนเลือด ซึ่งจะช่วยให้ผิวหนังมีสารอาหารมาเลี้ยงมากขึ้น

10. Whey protein โปรตีนที่ได้จากเวย์ เนื่องจากมีขนาดที่ใหญ่ จึงไม่สามารถดูดซึมผ่านผิวได้ ให้ผลเพิ่มความชุ่มชื้นภายนอกผิว

โดยรวมผลิตภัณฑ์นี้ใช้สารออกฤทธิ์ที่ค่อนข้างใหม่ และออกฤทธิ์แบบใหม่ๆ เช่น เพิ่มความแข็งแรงให้ Dermal Epidermal Junction เพิ่มการสร้าง Filaggrin มีเสริมด้วย Whitening อีก

โดยรวมถือว่าทำมาได้ค่อนข้างดีและครบถ้วนสมบูรณ์ จึงขอให้ 5/5


ส่วนตัวสุดท้ายคือ ซีรัมวิตามินซี ซึ่งเคยเขียนไปแล้ววันก่อน ติดตามได้ทางลิงค์นี้เลยค่ะ

vc 1-re สำหรับวันนี้มีแค่นี้ค่ะ

ขอขอบคุณผลิตภัณฑ์ดีๆจากทาง Marveile Thailand ด้วยนะคะ

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติม สามารถสอบถามได้กับทาง marveile  ทางเฟสบุค หรือ เวบไซต์เลยค่ะ

facebook: Marveile.Thailand

Website: http://www.marveilethailand.com

[Cosme-Diagnosis] Merveile Easy White ซีรัมวิตามินซี

[Cosme-Diagnosis] Merveile Easy White ซีรัมวิตามินซี

ก่อนอื่น ขอใช้พื้นที่เพื่อขอบคุณผู้ใหญ่ใจดีอย่าง Merveile เวชสำอางไทยๆ ที่พบได้ตามร้านขายยาทั่วไปค่ะ ที่ส่งผลิตภัณฑ์ดีๆมาให้มี่ได้ทดลองใช้

marviele

เบื้องต้นขอรีวิวตัวแรกก่อนเลยนะคะ เป็นเจ้าซีรัมวิตามินซีตัวนี้ก่อนเลยค่ะ

vc 1-re

ด้วยความที่เป็นซีรัมใส เนื้อบางเบา ดูดซึมง่าย ไม่มีน้ำมัน ไม่มีซิลิโคน ไม่มีน้ำหอม ไม่มีพาราเบน เลยประทับใจมี่พอควรเลยค่ะ

vc 3-re

จะว่าไม่มีกลิ่นก็คงไม่ถูก ถ้าดมดีๆจะได้กลิ่นจางๆ คิดว่าน่าจะเป็นกลิ่นของวัตถุดิบอย่าง Cellulose ค่ะ (ส่วนตัวไม่ค่อยถนัดเรื่องกลิ่นเท่าไหร่ แต่จากที่เคยผ่านๆมาคิดว่าน่าจะใช่ค่ะ)

ตัวซีรัม เกลี่ยง่าย ตอนเกลี่ยจะมีคราบขาวๆคล้ายครีมขึ้นมาแป๊บนึง ซึ่งก็ไม่ได้แปลกใจอะไร แล้วก็ดูดซึมค่อนข้างง่ายและเร็ว ไม่ทิ้งความเหนอะหนะ ไม่เหนียว ไม่หนักผิว และไม่วาว

vc 4-re

จะเห็นว่าตรงบริเวณที่ทา ไม่มีคราบอะไรเลย แทบจะไม่ต่างกับฝั่งที่ไม่ได้ทา

แต่มาทั้งทีถ้าจะไม่รีวิวส่วนผสมก็คงไม่ถูก ก็เลยขอจัดนิดนึงค่ะ

vc 2-re

ส่วนผสม:

Water, Ethyl ascorbyl ether, Propanediol, 4-Butylresorcinol, Hydroxyethylcellulose, Phenoxyethanol, Chlorphenesin, Citrus sinensis oil

ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางแทบทุกชนิดจะประกอบด้วยส่วนหลักๆ 3 ส่วน คือ

  1. Active (สารสำคัญ) เป็นส่วนที่ทำให้เครื่องสำอางมีคุณสมบัติ/ฤทธิ์ทางชีวภาพ
  2. Base คือ เนื้อของผลิตภัณฑ์ บางทีอาจเรียกว่า Vehicle
  3. Additive คือ สารที่ช่วยเสริมให้ผลิตภัณฑ์มีคุณสมบัติที่ดี มีความน่าใช้

คุณสมบัติของสารต่างๆ แยกตามหน้าที่

  1. Actives ได้แก่
  • Ethyl ascorbyl ether เป็นอนุพันธ์รูปแบบใหม่ของวิตามินซี มีชื่อเรียกหลายๆชื่อ เช่น Ethyl ascorbic acid, VC ethyl ตัวนี้เป็นอนุพันธ์ที่มีความคงตัวที่ดีกว่าวิตามินซีรูปแบบดั้งเดิม ส่วนประสิทธิภาพข้อมูลจากผู้ผลิตวัตถุดิบระบุว่าสารตัวนี้มีประสิทธิภาพที่สูงกว่าวิตามินซีรูปแบบอื่นๆ ทั้งในด้าน Antioxidat, Whitening และเรื่องริ้วรอย
  • 4-Butyl resorcinol ออกฤทธิ์ยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ Tyrosinase ทำให้เมลานินถูกสร้างมาน้อยลง ผิวขาวขึ้น การทดสอบในอาสาสมัครที่เป็นฝ้ากับครีมที่มีส่วนผสมของสารนี้ 0.1% เป็นเวลา 6-8 สัปดาห์ พบว่ารอยฝ้าจางลง และมีผลข้างเคียงน้อยมาก (Ann Dermatol. 2010; 22(1): 21–25.)
  1. Base ประกอบด้วยน้ำกับ Propanediol สารตัวนี้เป็นสารที่กำลังดัง โดยบริษัท Claim เรื่องความชุ่มชื้นและความเป็นมิตรต่อผิวหนังมากกว่าพวก Glycol ซึ่งปัจจุบันกลุ่มธรรมชาตินิยมต่อต้านการใช้สารกลุ่ม Glycol กันเยอะมากขึ้น
  2. Additives ได้แก่
    • สารเพิ่มความหนืด มี Hydroxyethylcellulose ได้จากการดัดแปลงโครงสร้างของ Cellulose ซึ่งได้จากเยื่อไม้
    • สารกันเสีย ได้แก่ Phenoxyethanol และ Chlorphenesin
    • สารแต่งกลิ่น มีส่วนผสมของ Citrus sinensis oil ซึ่งเป็นน้ำมันหอมระเหยจากส้ม ปกติน้ำมันหอมระเหยจากผิวส้มจะมีสารประกอบบางอย่าง เช่น Coumarins ที่ทำให้เกิดการไวต่อแสงแดดได้ แต่ปัจจุบันก็มีผู้ผลิตน้ำมันหอมระเหยหลายๆเจ้า สกัดแยกสารที่เสี่ยงออกไปหมดแล้ว แต่เราไม่รู้ว่าอันนี้ใช้แบบที่แยกสารพวกนั้นออกไปแล้วหรือยัง ดังนั้นจึงควรระมัดระวังเมื่อออกสู่แสงแดด ควรทากันแดดเสมอ แต่ปกติซีรัมวิตามินซีจะแนะนำให้ทาแค่ช่วงกลางคืน

ถึงเวลาให้คะแนน

  1. Actives ส่วนผสมมีอยู่สองตัวคือ วิตามินซี กับ 4-Butyl resorcinol ซึ่งเน้นไปทางการเป็น Whitening ซึ่งมีประสิทธิภาพ แต่สารทั้งสองตัวนี้ออกฤทธิ์เหมือนๆกันคือไปยับยั้งการสร้างเมลานิน อาจจะได้ผลไม่ดีเท่ากับการใช้สารที่ออกฤทธิ์หลายๆอย่างรวมกันในส่วนผสม เช่น วิตามินบี 3 ที่ออกฤทธิ์รบกวนการส่งผ่านเมลานินที่สร้างเสร็จแล้วไม่ให้ออกมาข้างนอก น่าจะให้ผลที่ดีกว่านี้ แต่ด้วยความที่ใช้อนุพันธ์ใหม่ และมีการเสริมด้วยสารอย่าง 4-Butyl Resorcinol ถ้าดูจากการ Claim คิดว่าทำได้เกือบหมด อาจจะมีเรื่องความแข็งแรงของผิวที่อาจจะยังไม่ได้ จึงขอให้ 3 ฟลาสก์
  2. Base ไม่มีแอลกอฮอล์ ไม่มี Glycol มีการใช้ Propanediol ที่ยังอยู่ในกระแส มีผลดูดน้ำให้ผิว เพิ่มความชุ่มชื้นได้ดี จึงขอให้ 5 ฟลาสก์
  3. Additives มีแค่ไม่กี่อย่างเท่าที่จำเป็น คือ มีสารเพิ่มความหนืดจากอนุพันธ์เซลลูโลส มีสารกันเสียที่ไม่ใช่พาราเบน ไม่มีน้ำหอม ไม่มีซิลิโคน แต่น้ำมันจากส้มอาจจะต้องดูกันอีกทีในเชิงลึก ว่าเป็นเปลือกส้ม หรือส่วนอื่นๆของส้ม แล้วยังมี Coumarins อยู่หรือเปล่า ซึ่งเราไม่อาจจะทราบได้เลย ดังนั้นอาจจะต้องใช้กันแดดเสมอ และระวังออกสู่แสงแดดจัดๆ ซึ่งปกติเราไม่ค่อยทาวิตซีกันในตอนกลางวันอยู่แล้ว จุดนี้ขอให้ 4 ฟลาสก์
  4. การใช้งาน ด้วยความที่ซึมไว ไม่เหนอะหนะ เกลี่ยง่าย ไม่มีสี ไม่มีกลิ่น และไม่ทิ้งคราบใดๆไว้บนผิว จึงขอให้ 5 ฟลาสก์

รวมคะแนน 17/20

marviele blog

ในโอกาสถัดไปจะรีวิวผลิตภัณฑ์ตัวอื่นๆที่ได้รับมาต่อไปนะคะ

สุดท้ายนี้ขอขอบคุณผลิตภัณฑ์ดีๆของเมืองไทยจาก Merveile ด้วยค่ะ

[Cosme-Diagnosis] Mistine hydracare moisturizing lotion

[Cosme-Diagnosis] Mistine hydracare moisturizing lotion

มี่พูดอยู่เสมอว่า ของไทยก็ดีไม่แพ้ของใดในโลก

วันนี้ก็มาตอกย้ำคำพูดตัวเองกับน้ำตบไฮยาจากมิสทีนค่ะ

จริงๆมันไม่ได้ชื่อน้ำตบไฮยานะคะ มี่เรียกเอง ชื่อจริงๆของมันก็คือ

ก็คือ Mistine Hydracare Moisturizing Face lotion

ขึ้นชื่อว่า Lotion แต่ก็เป็นแบบน้ำใสๆเหมือน lotion จากฝั่งญี่ปุ่นเชียวนะคะ

mistine1

อันนี้ไปได้มาจากร้านเชียงใหม่คอสเมติกส์ค่ะ ราคาไม่น่าจะเกิน 70 บาท

ส่วนผสมนี่คือ อลังอยู่นะ

แต่ก่อนจะไปรีวิวส่วนผสม ดูเนื้อก่อนดีกว่าค่ะ

mistine2

mistine3

มันจะเป็นน้ำใสๆ เหลวๆ ไม่หนืด เกลี่ยง่าย แห้งไวดี ค่ะ

แต่มี่เป็นคนผิวแห้งมากๆ อันนี้เอาไม่อยู่เลย สุดท้ายก็ขึ้นหิ้งไปค่ะ

ส่วนผสมก็อลังการดีนะคะ

Water, Glycerin, Butylene glycol, Phenoxyethanol, Triple Hyalu-Smoother (Sodium hyaluronate, Hydrolyzed hyaluronic acid, Hydrolyzed sodium hyaluronate), Hydroxyethylcellulose, Glyceryl acrylate/acrylic acid copolymer, Methylisothiazolinone, 3-O-Ethyl ascorbic acid, Sodium chloride, Prunus yedoensis leaf extract

เห็นส่วนผสมแล้วก็แปลกใจนะ ปกติของมิสทีนนี่แบบว่ามาเป็นมหกรรมแห่งพาราเบนเลยค่ะ
(Parabens พาราเบน เป็นสารกันเสียที่มีรายงานว่าเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งได้ค่ะ ทำให้หลายๆประเทศห้ามใช้ และคาดว่าในไทยจะมีการควบคุมเร็วๆนี้)

ลองดูคุณสมบัติของสารแยกตามหน้าที่ดีกว่าค่ะ

1.กลุ่ม Actives เป็นพวกสารออกฤทธิ์ค่ะ มีส่วนของสารตระกูล Hyaluron กับวิตามินซี ได้แก่

-ส่วนผสมของ Sodium hyaluronate, Hydrolyzed hyaluronic acid และ Hydrolyzed sodium hyaluronate ปกติพวก Hyaluronate มีผลเกี่ยวกับเรื่องความชุ่มชื้นและความยืดหยุ่นของผิว โดยตัวมันจะอุ้มน้ำไว้ พวกที่ Hydrolyzed แล้วก็มีขนาดที่เล็กลงทำให้ดูดซึมเข้าผิวได้ง่ายขึ้น

-3-O-Ethyl ascorbic acid เป็นรูปแบบใหม่ของวิตามินซีที่ Claim กันว่าดูดซึมเข้าผิวง่าย เพราะมีขนาดเล็ก แต่ก็เป็นคำ Claim จากผู้ผลิต ซึ่งอาจจะมี Bias วิตามินซีมีประโยชน์เป็น Whitening, Antioxidant และเป็นองค์ประกอบของการสร้างคอลลาเจนในผิว

-Prunus yedoensis leaf extract คือ สารสกัดจากใบซากุระ สารสกัดจากใบไม่พบข้อมูลในฐานข้อมูล ข้อมูลจากผู้ผลิตบอกว่ามีสารจำพวก Flavonoid และ Coumarin ช่วยทำหน้าที่เป็น Anti-oxidant, Anti-inflammatory, Whitening และช่วยซ่อมแซมผิวหนังที่เสียหาย บริษัททำวิจัยทดสอบผลของสารสกัดนี้กับผิวหนังที่ถูก Sodium Lauryl Sulfate ทำให้เกิดความเสียหาย พบว่าสารสกัดจากใบซากุระช่วยลดความเสียหายที่เกิดขึ้นได้ (Sakura Extract B ของ บ. Ichimaru Pharcos)

2. กลุ่ม Base เป็นส่วนหลักของผลิตภัณฑ์ ซึ่งมาในรูปแบบน้ำใส (Solution) มีแต่ส่วนของน้ำ ได้แก่ Water, Glycerin, Butylene glycol

3. กลุ่ม Additives เป็นพวกสารอื่นๆได้แก่

3.1สารเพิ่มความหนืด ได้แก่ Hydroxyethylcellulose และ Glyceryl acrylate/acrylic acid copolymer

3.2Preservatives ก็จะมี Phenoxyethanol กับ Methylisothiazolinone เป็นตัวป้องกันเชื้อจุลินทรีย์

3.3Sodium chloride ทำได้หลายหน้าที่

ถึงเวลาให้คะแนน

1.Actives มีส่วนผสมของ Hyaluron 3 ชนิด ซึ่งก็มีตัวปกติ กับตัวที่ Hydrolzyed แล้ว ซึ่งน่าจะดูดซึมเข้าผิวได้มากกว่า เสริมด้วยวิตามินซี กับสารสกัดใบซากุระ ที่น่าจะให้ผลเรื่อง Whitening กับ Antioxidant โดยรวมตัวนี้ก็ให้ทั้งความชุ่มชื้นและ Antioxidant, Whitening แต่อาจจะยังไม่ได้เด่นชัดมากนัก คือถ้าดูตามการออกฤทธิ์ก็ถือว่าครบ แต่รู้สึกว่ามันน้อยไปหน่อย ขอให้ 4 ฟลาสก์

2.Base มีแค่ น้ำ Butylene glycol และ Glycerin ไม่มีส่วนผสมของ Alcohol แต่สารดึงน้ำสองตัวนี้เป็นตัวที่ Basic มาก แต่ก็ยังดีกว่าการที่มีแค่ Glycerin อย่างเดียว จึงขอให้ 4 ฟลาสก์

3.Additives มีส่วนผสมแค่ไม่กี่ชนิด สารที่ใช้ก็ไม่ได้เป็นพิษเป็นภัยอะไร จริงๆแอบแปลกใจด้วยนิดนึงเพราะว่าปกติแบรนด์นี้ชอบใส่มหกรรมครอบครัวพาราเบน แต่อันนี้กลับไม่ใช่ และที่สำคัญคือยังไม่มีน้ำหอมอีก ขอให้ 5 ฟลาสก์

4. คะแนนการใช้งาน สำหรับคนผิวแห้งมากๆ อันนี้เอาไม่อยู่แน่ๆค่ะ แต่ถ้าคนผิวมันอยากเติมน้ำให้ผิว คิดว่าอันนี้น่าจะตอบโจทย์ค่ะ แต่สำหรับตัวมี่เองขอให้ 3 ฟลาสก์ค่ะ

รวม 16/20

สำหรับวันนี้ก็มีแค่นี้ค่ะ พบกันใหม่คราวหน้า สวัสดีค่ะ

[MiiYeon’s NewBies]~My new items for 2015

[MiiYeon’s NewBies]~My new items for 2015

ปีใหม่ เราก็ต้องซื้อของใหม่เข้าบ้าน

ก็เลยได้ฤกษ์ลองของใหม่ๆ หลายๆอย่างเลยค่ะ

new 1

เริ่มด้วย

1. Cleansing water จาก Nature republic อันนี้เห็นสาวเกาหลีรีวิวความอลังของนางไว้ เลยจัดมาลองบ้างค่ะ แต่ ณ วันนี้ยังไม่ได้ลองเลย รอลูกรักอันเก่าหมดก่อน

2. Holika Holika wine therapy sleeping pack สูคร Red wine จริงๆอันนี้ซื้อมาผิด เคยลองเทสเตอร์ไป แต่ไม่รู้ว่ามัน red หรือ White เลยลองสั่ง Red มา แทบกรี๊ดค่ะ ผิดอันกับเทสเตอร์ที่เคยใช้

3. Etude house my castle
ครีมทามือรูปบ้านน่ารักๆ เคยเห็นคุณส้มรีวิวไว้เลยอยากได้บ้าง มี่เลือกมาสองกลิ่นค่ะ เป็นกลิ่นกุหลาบ กับ คุกกี้ เพราะชอบกลิ่นแนวๆประเภทนี้อยู่

new 2

ซื้อมาเพราะแพคเกจน่ารัก เท่านั้นเลยจริงๆ – -*

แต่ยังไม่ได้ลองใช้นะคะ รอ It’s Skin Cookie and Hand cream หมดก่อน

4. มาสก์ลอกเท้าจาก Nature republic

อันนี้เห็นรีวิวในพันทิป เลยอยากลองมั่ง แต่จนวันนี้ยังไม่กล้าลองเลยค่ะ กลัว

5. มาสก์บำรุงเท้าจาก Innisfree

กะว่าหลังจากเท้าลอก จะเอาอันนี้มาบำรุงต่อ

6. ลิปมัน I want chu จาก Holika Holika

อันนี้ซื้อมาด้วยความน่ารักกุ๊บกิ๊บ คือ คอนเซปท์ของนางจะประมาณว่า ให้ผู้ชายทากลิ่นหนึ่ง ผู้หญิงทาอีกกลิ่นนึง ละเวลาจุ๊บกัน จะได้เป็นรสชาดใหม่ๆ ค่ะ

ซื้อมาไปอย่างนั้นหละ ด้วยความน่ารัก ไอเดียบรรเจิดของมัน จริงๆมี่ยังไม่มีคู่ค่าา 55555

7. แผ่นลอกสิวเสี้ยน Pig nose ของ Holika Holika

ตัวนี้เคยไปหิ้วมาเองจากเกาหลี อันนี้ด้วยความชอบกลิ่นล้วนๆเลยค่ะ ประสิทธิภาพยังสู้บีโอเร สูตรสีดำไม่ได้ แต่ก็น่าจะดีที่สุดในบรรดาพอร์แพคของเกาหลีละค่ะ

จบกลุ่มพรีออร์เดอร์ ต่อไปเป็นสินค้าลดราคาในร้าน Karmarts บ้างค่ะ

new 3

เห็นนางติดป้ายหน้าร้านใหญ่โตว่าลดราคาปีใหม่ ทำไงได้ อำนาจต้านทานการลดราคาของหญิงต่ำมากกกกกกกกกกกกกกก

สุดท้ายก็เข้าไปค่ะ

ได้เจ้า No.1 Frink มาสองตัว ตัวแรกเป็น Essence คล้ายๆน้ำป้าเจี๊ยบกับ Tony moly เลยค่ะ ลดแล้วเหลือ 270 นิดๆมั้งคะ ไม่ได้เก็บใบเสร็จไว้

อีกตัวเป็น All day ampoule เหลืออยู่ 220 นิดๆมั้งคะ ตัวนี้ใช้ได้เกือบอาทิตย์ละค่ะ รู้สึกอะไรมั้ย ยังไม่รู้สึกนะ – -*

คงเพราะช่วงนี้หน้าหนาว หน้าฉันแห้งแตกลอกแดงมากมาย

แต่ก็ยังใช้กันต่อไปค่ะ

สุดท้ายก็ไปซื้อของ It’s Skin ค่ะ ตอนนาง Sale ยกร้าน 50%

ละนางแถมเซตหอยทากชื่อดังระดับโลกให้มาลอง

new 10

ตอนนี้กำลังเริ่มใช้ค่ะ แล้วจะเขียนรีวิวมาอีกทีนึงค่ะ

[Mini Review]~Battles of eleven sleeping packs

[Mini Review]~Battles of eleven sleeping packs

promote sleeping pack

ส่วนตัวมี่พึ่งรู้จัก Sleeping pack มาได้ไม่นาน โดยตัวเเรกที่ใช้เป็นเจ้า Panda dream whitening sleeping pack จาก Tony Moly ค่ะ ซื้อมาเพราะกระปุกรูปแพนด้า เท่านั้นเลย จริงๆ

อีกตัวที่ใช้เป็น Holika Holika Pig nose ค่ะ แต่ตัวนี้มี่ใช้แล้วมันร้อนวูบวาบ เลยส่งต่อให้น้องสาวไปเรียบร้อย นางใช้แล้วไม่แพ้ไม่วูบวาบ เห็นนางว่าดีอยู่ค่ะ

ตัวสุดท้ายที่ได้ลองเป็น Wine therapy ได้มาเป็น Tester ตอนไปซื้อของที่ชอป ใช้แล้วรู้สึก “Fulfill” ฟูฟิน” มาก สุดท้ายสั่งซื้อมา เอ๊า สั่งผิด ดันสั่งรุ่นไวน์แดงมา เป็นเจลๆค่ะ ตัวที่ได้ลองเป็นเนื้อครีม (แอบไปร้องไห้)

พวกนี้หาส่วนผสมไม่ได้เลยไม่ได้เอามาจัดค่ะ

ถ้าเราพูดถึง Sleeping pack จริงๆมันก็ไม่มีอะไรมาก มันก็เป็นแค่เจล หรือครีม ธรรมดาๆ ที่ไม่ค่อยจะดูดซึมเข้าผิว แต่มันจะสร้างฟิล์มบางๆเคลือบผิวเพื่อปกคลุม (เรียกว่า Occlusive effect) ผิวหนังไว้ค่ะ

สารที่ก่อฟิล์มนี้ ก็ได้แก่ พวก Polymer ต่างๆ หรือ น้ำมันบางชนิดค่ะ

Occlusive แล้วดีไหม???

ทั้งดี และ ไม่ดีค่ะ

ส่วนที่ดี ก็คือ การ Occlusive จะช่วยปกป้องไม่ให้น้ำระเหยออกจากผิว และเป็นการเพิ่มการดูดซึมสารต่างๆเข้าสู่ผิว

ส่วนที่ไม่ดี ก็คือ การ Occlusive จะทำให้
1. สารที่ดูดซึมลงไปได้มากขึ้น อาจจะไปกระตุ้นให้เกิดการแพ้หรือการระคายเคืองได้
2. เชื้อจุลินทรีย์ต่างๆเจริญเติบโตได้ดีขึ้น
3. แผลจะหายได้ช้าลง

จากเหตุผลนี้ มี่คิดว่า Sleeping pack ไม่ควรใช้ทุกวัน ไม่ควรใช้ในคนที่ผิวหน้ามีแผล ไม่ควรใช้ในคนที่มีสิวอักเสบเป็นหนองอยู่ค่ะ

สรุปคะแนนค่ะ

point 1point 2

รายละเอียดเพิ่มเติมอ่านได้ที่เวบพันทิปเลยค่ะ

http://pantip.com/topic/33057224