[Mini Review]~Battles of eleven sleeping packs

[Mini Review]~Battles of eleven sleeping packs

promote sleeping pack

ส่วนตัวมี่พึ่งรู้จัก Sleeping pack มาได้ไม่นาน โดยตัวเเรกที่ใช้เป็นเจ้า Panda dream whitening sleeping pack จาก Tony Moly ค่ะ ซื้อมาเพราะกระปุกรูปแพนด้า เท่านั้นเลย จริงๆ

อีกตัวที่ใช้เป็น Holika Holika Pig nose ค่ะ แต่ตัวนี้มี่ใช้แล้วมันร้อนวูบวาบ เลยส่งต่อให้น้องสาวไปเรียบร้อย นางใช้แล้วไม่แพ้ไม่วูบวาบ เห็นนางว่าดีอยู่ค่ะ

ตัวสุดท้ายที่ได้ลองเป็น Wine therapy ได้มาเป็น Tester ตอนไปซื้อของที่ชอป ใช้แล้วรู้สึก “Fulfill” ฟูฟิน” มาก สุดท้ายสั่งซื้อมา เอ๊า สั่งผิด ดันสั่งรุ่นไวน์แดงมา เป็นเจลๆค่ะ ตัวที่ได้ลองเป็นเนื้อครีม (แอบไปร้องไห้)

พวกนี้หาส่วนผสมไม่ได้เลยไม่ได้เอามาจัดค่ะ

ถ้าเราพูดถึง Sleeping pack จริงๆมันก็ไม่มีอะไรมาก มันก็เป็นแค่เจล หรือครีม ธรรมดาๆ ที่ไม่ค่อยจะดูดซึมเข้าผิว แต่มันจะสร้างฟิล์มบางๆเคลือบผิวเพื่อปกคลุม (เรียกว่า Occlusive effect) ผิวหนังไว้ค่ะ

สารที่ก่อฟิล์มนี้ ก็ได้แก่ พวก Polymer ต่างๆ หรือ น้ำมันบางชนิดค่ะ

Occlusive แล้วดีไหม???

ทั้งดี และ ไม่ดีค่ะ

ส่วนที่ดี ก็คือ การ Occlusive จะช่วยปกป้องไม่ให้น้ำระเหยออกจากผิว และเป็นการเพิ่มการดูดซึมสารต่างๆเข้าสู่ผิว

ส่วนที่ไม่ดี ก็คือ การ Occlusive จะทำให้
1. สารที่ดูดซึมลงไปได้มากขึ้น อาจจะไปกระตุ้นให้เกิดการแพ้หรือการระคายเคืองได้
2. เชื้อจุลินทรีย์ต่างๆเจริญเติบโตได้ดีขึ้น
3. แผลจะหายได้ช้าลง

จากเหตุผลนี้ มี่คิดว่า Sleeping pack ไม่ควรใช้ทุกวัน ไม่ควรใช้ในคนที่ผิวหน้ามีแผล ไม่ควรใช้ในคนที่มีสิวอักเสบเป็นหนองอยู่ค่ะ

สรุปคะแนนค่ะ

point 1point 2

รายละเอียดเพิ่มเติมอ่านได้ที่เวบพันทิปเลยค่ะ

http://pantip.com/topic/33057224

[Review]~Mistine White Spa Snail Pink Whitening lotion

[Review]~Mistine White Spa Snail Pink Whitening lotion

วันนี้มี่มารีวิวโลชั่นหอยทากของมิสทีนให้ชมค่ะ ตัวนี้พึ่งออกมาไม่นานมานี้ ลองใช้ได้ราวๆอาทิตย์กว่าแล้วค่ะ รู้สึกว่าโอเคเลยนะ ส่วนผสมก็อลังการเลอค่า ชนิดถีบเคาน์เตอร์แบรนด์บางอันตกแท่นได้เลยหล่ะ

อยากรู้แล้วใช่ม๊า มาเริ่มกันดีกว่าค่ะ

snail 1-e

ดูเนื้อของนางก่อนเนาะ นางจะมีเนื้อสีขาวๆ หนืดๆ ยืดๆ ปั๊มออกจากขวดยากนิดนึง ตอนทาจะเกลี่ยง่าย แต่ซึมยากนิดนึง ต้องใช้เวลาค่ะ แต่สำหรับคนผิวแห้งนี่คงชอบมากๆเลย เพราะมันชุ่มผิวดี

snail 3-e

พอดูดซึมแล้วจะชุ่มๆอยู่คะ แต่ไม่ถึงกับเหนอะหนะมากมาย

snail 4-e

ส่วนผสมค่ะ (คือมันยาวอ่ะ T^T)

snail 2-e

ส่วนผสมหลักๆของนางก็จะเป็น

* Snail Secretion Filtrate หรือ เมือกหอยทากนั่นเอง มาในลำดับต้นๆก่อนพวกซิลิโคนเลย นี่ก็คือแอบดีใจนะ แต่ ลำดับส่วนผสมเราเชื่ออะไรมันมากไม่ได้จริงๆค่ะ

ประโยชน์ของเมือกหอยทากที่มีการศึกษาแล้วก็คือ คุณสมบัติเกี่ยวกับเรื่องการลดริ้วรอย และการดูแลผิวที่เกิดริ้วรอยก่อนวัย (เรียกว่า Photoaging) (Ref: Cosmetic Dermatology. 2009; 22(5):250 กับ Journal of drugs in dermatology. 2013; 12(4):456.)

ส่วนคุณสมบัติอื่นๆที่ Claimๆ กัน ยังไม่มีการพิสูจน์ลงในวารสารวิชาการค่ะ

* Camellia japonica seed oil คือ น้ำมันจากเมล็ดชา อุดมไปด้วยกรดไขมันดีๆที่มีคุณสมบัติบำรุงผิวได้ดีค่ะ

* Niacinamide คือ รูปแบบหนึ่งของวิตามินบี 3 มีบทบาทหลายๆอย่าง ทั้งในเรื่องการเป็น Whitening ช่วยปรับสภาพสีผิวให้สม่ำเสมอ ลดการอักเสบ เพิ่มการไหลเวียนเลือด กระตุ้นการสร้าง Ceramides กรดไขมัน และไขมันชนิดต่างๆในหนังกำพร้า (Int J Cosmet Sci 2005; 27:255–261)

* Hydrolyzed collagen กับ Sodium hyaluronate เป็นเรื่องความชุ่มชื้นค่ะ

(ทำไมถึงจัด Hydrolyzed collagen เป็นสารให้ความชุ่มชื้นหน่ะหรอ เพราะว่าขนาดมันยังใหญ่ไป เลยซึมเข้าผิวได้น้อยค่ะ)

* Oligopeptide-68 ตัวนี้ มี่ว่าเป็นจุดเด่นที่สุดของขวดนี้เลยหล่ะ สารตัวนี้มีคุณสมบัติเป็นเปปไทด์ที่เกี่ยวข้องกับการสร้างสีผิว โดยออกฤทธิ์ที่ซับซ้อนค่ะ (เกี่ยวกับระบบ Inflammatory และ TGF-Beta) เป็นไวท์เทนนิ่งที่มีกลไกแปลกๆและถือว่าใหม่ ตัวนึงเลยทีเดียว

อันนี้คาดว่าน่าจะใช้ในรูปแบบของ Liposome จากบริษัท Lucas-Meyer เพราะส่วนผสมไปตรงกับ Beta-White ของ Lucas meyer พอดีเป๊ะ (คือ Water (and) Butylene Glycol (and) Hydrogenated Lecithin (and) Sodium Oleate (and) Oligopeptide-68 (and) Disodium EDTA)

— Liposome เป็นชื่อของตัวพาสารเข้าสู่ผิวรูปแบบหนึ่งค่ะ

แต่เราคงคาดหวังอะไรกับ Liposome มากไม่ได้นะคะ เพราะความคงตัวของมันค่อนข้างน้อยค่ะ แต่ก็จะดีกว่าไม่ได้ใช้แหล่ะ

ส่วนสารอื่นๆก็ถือว่าโอเคค่ะ แต่เสียตรงสารกลุ่ม Parabens ตัวนี้เป็นสารกันเสียตัวนึงที่มีรายงานเกี่ยวกับการเพิ่มความเสี่ยงในการก่อมะเร็งค่ะ แม้ว่าจะไม่ชัดเจนก็ตาม แต่หลายๆประเทศก็ต่อต้านกันพอสมควรค่ะ

อีกจุดคือ กลิ่นค่ะ ดูเหมือนจะใส่น้ำหอมมาพอควรเลยหล่ะ ใครแพ้ง่ายๆ ทดสอบการแพ้ก่อนใช้นะคะ

อีกจุดนึงค่ะ หอยทากเป็นโปรตีน สามารถทำให้เกิดการแพ้ได้นะคะ ควรทดสอบการแพ้ก่อนใช้เสมอค่ะ

ให้คะแนนดีกว่าค่ะ

เนื้อสัมผัส ให้ 3.5/5
การดูดซึม ให้ 2.5/5
ส่วนผสม ให้ 5/5
ความพึงพอใจหลังใช้ 1 สัปดาห์ ให้ 4/5

รวม 15/20 ค่ะ

สำหรับวันนี้ก็มีแค่นี้ ขอบคุณที่ติดตามอ่านมาจนจบค่ะ

[Beauty Talks] Winter Skincare

[Beauty Talks] Winter Skincare

รู้สึกว่าช่วงนี้หาสาระไม่ค่อยได้ วันนี้เลยมาจัด Winter Skincare ต้านลมหนาวค่ะ

หลายๆคนเลยคงเกิดคำถามว่า หน้าหนาวแล้วโบกครีมโบกโลชั่นยังไงผิวก็ยังแห้งยังลอกอยู่ไม่หายซักที สุดท้ายก็ต้องไปลงเอยกับเวชสำอางแพงๆ แล้วก็ดีขึ้นกระจิ๊ดนึง

วันนี้มาไขคำตอบให้ค่ะ

สืบเนื่องจากบทความคราวก่อน เราเมาท์กันเรื่องมอยส์เจอไรเซอร์ ว่ามันจะประกอบด้วยสารสามกลุ่มหลักๆคือ

moisture 4

1. Humectant คือ สารดูดน้ำให้ผิว
2. Emollient คือ สารไขมันที่ดูดซึมได้ ช่วยให้ผิวนุ่ม
3. Occlusive คือ สารไขมันที่ไม่ดูดซึม ทำหน้าที่เคลือบผิวกันน้ำระเหยออกจากผิว

เพราะผิวเรามีน้ำมากกว่าอากาศ น้ำในผิวมันก็เลยจะต้องออกไปหาอากาศ ตามหลักเคมีทั่วไปค่ะ แต่ โชคดีที่ผิวเรามี Barrier ซึ่งเกิดมาจาก Ceramide/Cholesterol และสารจับน้ำในผิว ที่เราเรียกว่า NMF คอยรักษาน้ำไว้

แต่ทีนี้ การดูแลตัวเองที่ไม่ถูกต้อง หรือสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงไป ทำให้ระบบ Barrier พวกนี้ผิดปกติไปค่ะ จึงต้องมีการเสริมด้วย Moisturizer ซึ่งจุดนี้ ไม่ต้องไปพึ่งเวชสำอางแพงๆเลยก็ได้ ถ้าเรารู้จักพิจารณาส่วนผสม เครื่องสำอาง Mass market หลายๆชิ้นเลยก็มีคุณสมบัติเพิ่ม Barrier ให้ผิวได้ เผลอๆดีกว่าเวชสำอางอีก

(Note: คำว่า เวชสำอาง กฏหมายยังไม่ยอมรับนะคะ เป็นแค่ชื่อที่ผู้ผลิตตั้งมาเพื่อการขายเฉยๆ)

มาดูกันที่เจ้ามอยส์เจอไรเซอร์นะคะ

Humectant นี่เป็นสารดึงน้ำ ตัวอย่างที่เราพบบ่อยก็เช่น Sodium hyaluronate, โปรตีน เช่น Collagen, Glycerin, พวกที่ลงท้ายด้วย Glycols, น้ำตาล เช่น Glucose, Sorbitol และก็กรดอะมิโน

พวกนี้จะออกฤทธิ์โดยดึงน้ำจาก”อากาศ”

ย้ำ จาก “อากาศ” มาให้ผิว

แล้วพอหน้าหนาว อากาศแห้ง ทาไปมันจะไปดึงน้ำที่ไหนคะ???

มันก็ดึงจากผิวเรานั่นหล่ะค่ะ ตอบคำถามบางคนได้เลยค่ะ ว่าตบน้ำตบไฮยา แล้วยิ่งแห้ง ใช้มอยส์เจอร์สูตรน้ำแล้วก็แห้งเหมือนเดิม เผลอๆแห้งกว่าเดิมอีก

ก็เพราะประการนี้แหล่ะ

แล้วเราจะทำไงดี??

คำตอบก็คือ Occlusives ค่ะ

หลายๆเคสเลย ในคนผิวแห้ง ปริมาณน้ำในผิวชั้นในเค้าไม่ได้ต่างจากคนผิวปกติ หรือคนผิวมันเลย แค่เค้ามีน้ำในผิวชั้นนอกน้อยกว่าคนปกติ เลยแห้ง แตก ลอก คัน แค่นั้น

เราก็โบก Occlusives ลงไปค่ะ เพื่อกันไม่ให้น้ำระเหยออกไป ผิวเราก็จะกักเก็บน้ำได้มากขึ้น และชุ่มขึ้นค่ะ

occlusive 3-e

occlusive 4-e

สำหรับการเพิ่มประสิทธิภาพของ Occlusive ที่ดีก็คือ ทาหลังอาบน้่ำค่ะ ให้มันเก็บน้ำที่อาบไปมะกี๊ไว้ในผิว หรือถ้าไม่ชอบก็ภายใน 30 นาทีหลังอาบค่ะ

จะอาบอุ่นอาบเย็นอาบร้อนไม่ว่า อาบเสร็จเติมไขมันทดแทนให้ผิวค่ะ

สำหรับคุณสมบัติในการเป็น Occlusives ของเครื่องสำอางต่างๆ เรียงจากมากไปหาน้อยก็จะได้แก่

กลุ่มแรกเป็นกลุ่มน้ำมันค่ะ

occlusive 1

Vaseline บริสุทธิ์ (หรือ Petroleum jelly, soft parraffin) > Ointment (ขี้ผึ้ง) > Body oil (น้ำมันทาตัว ที่เป็นพวกตระกูล Mineal oil หรือตระกูล Poly…. ต่างๆ น้ำมันจากพืชไม่นับนะคะ เพราะมันดูดซึมได้ ไม่สามารถกันน้ำระเหยได้)

Note: สำหรับคนที่จะใช้วาสลีน ลองมองหาแบบหลอดนะคะ จะได้ลดการปนเปื้อนได้ แต่ถ้าไม่สะดวก เอาแบบกระปุกก็ได้ แต่ควรแยกสำหรับตัว กับสำหรับหน้าเป็นคนละกระปุกค่ะ

อีกนิดอีกทีนึงค่ะ เดี๋ยวนี้มีวาสลีนแต่งสีแต่งกลิ่น เติมน้ำมัน เติมสารสกัดนู่นนี่นั่น เอาแบบธรรมชาติของมันก็ดีอยู่แล้วค่ะ จริงๆมันก็ไม่จำเป็นเลยค่ะ เพราะเราสามารถที่จะรองอะไรก็ได้ แล้วค่อยเอาวาสลีนทับไปอีกชั้นนึง

กลุ่มที่สองเป็นกลุ่ม Emulsion (น้ำมันผสมกับน้ำ)

occlusive 2

Body Butter > Body cream > Body lotion

คำว่า Cream เราแบ่งเป็นสองแบบค่ะ (จริงๆมีมากกว่าสอง)

Cream แรก คือ ครีมน้ำมัน มีน้ำมันเป็นองค์ประกอบหลัก ก็จะคลุมผิวได้ดีกว่า

อีกครีมคือ ครีมน้ำ มีน้ำเป็นองค์ประกอบหลัก พวกนี้ก็จะคลุมผิวได้น้อย แต่ก็เติมน้ำให้ผิวได้ดีกว่าค่ะ

จริงๆมันจะมีครีมซิลิโคนอีกค่ะ ซิลิโคนบางตัวระเหยได้ บางตัวไม่ระเหย มันก็จะเป็น Occlusive ที่ดีเหมือนกัน แถมสัมผัสดีกว่า ไม่เหนอะหนะเหมือนพวก oil

วันนี้ก็มีแค่นี้ค่ะ จริงๆว่าจะเขียนเร็วกว่านี้นะ แต่ลืมตลอดเลยค่ะ

(Revised) รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสมสเปรย์มิสท์ Organic rose moisture soda mist จาก meishoku

(Revised) รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสมสเปรย์มิสท์ Organic rose moisture soda mist จาก meishoku

Revised: 20 พ.ค. 2564

เมื่อช่วงปี 2014 – 2015 เริ่มมีกระแสของการใช้ Carbon dioxide ในด้านความงาม ก่อนจะเริ่มมาทางเครื่องสำอางค่ะ จากเดิมแค่เป็นการทรีทเมนท์บางชนิดในคลินิกความงาม แต่ตอนนี้เราจะเห็นได้ในหลายๆแบรนด์เลย ทั้งญี่ปุ่น-เกาหลี

ถ้าเป็นทางฝั่งเกาหลี นิยมเรียกว่า Carbonic หรือ Sparkling

ส่วนทางฝั่งญี่ปุ่นตัวนี้เค้าเรียกว่า Soda ค่ะ

สำหรับตัวแพคเกจจะมาในลักษณะนี้นะคะ

โดยตัวสเปรย์จะมาในรูปแบบของ Aerosol ที่มีส่วนผสมดังนี้ค่ะ

สำหรับส่วนผสมมี่ขอทำไว้ 3 สี นะคะ

สีฟ้า จะเป็นกลุ่มของสารบำรุงต่างๆ ซึ่งในภาพรวมจะเด่นไปที่การเติมน้ำ เพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิว และ มีตัว Dipotassium glycyrrhizate ซึ่งเป็นสารที่ได้จากชะเอม มีประโยชน์ในด้านของการลดการระคายเคือง ให้ความรู้สึกสบายผิว

อีกตัวที่น่าสนใจ ที่เรามักพบในกลุ่มของ Moisturizer ของญี่ปุ่น คือ สารสกัดจากลูกเดือย หรือ Job’s tear extract ( Coix lacryma-jobi extract) เราไม่ได้เจออะไรที่เด่นชัดนะคะ แต่เท่าที่เรียบเรียงได้จะเป็นในแนวทางว่า ลูกเดือยมีสารกลุ่มโพลีฟีนอล ที่มีคุณสมบัติเป็น antioxidant และยังมี คาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อนในกลุ่ม Fructo-oligosaccharide ซึ่งพวกนี้เพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิวหนังได้โดยการดูดน้ำให้ผิว

และอีกประเด็นของลูกเดือย คือ ตัว Fructo-oligosaccharide เป็น Prebiotic ซึ่งเป็นอาหารของจุลินทรีย์ชนิดดีบนผิวเรา ซึ่งช่วยให้ผิวเราแข็งแรงทางอ้อมๆ ค่ะ

สีม่วง Carbon dioxide ซึ่งเป็นรูปแบบของแก๊ส ที่อัดลงไปเป็น Propellant (ตัวขับเคลื่อนสารออกจากกระป๋องสเปรย์) โดยนางละลายน้ำได้บางส่วนให้เป็น Carbonic acid ในระบบปิดแบบนี้ ทั้งสองจะอยู่ในรูปแบบสมดุลกันค่ะ ทั้ง Carbon dioxide และ Carbonic acid

โดยการใช้ Carbon dioxide ในเชิงสกินแคร์ จะมีการเคลมเกี่ยวกับ คุณสมบัติกระตุ้น Metabolism ของผิวหนัง ส่งเสริมการผลัดเซลล์ผิว กระตุ้นการไหลเวียนเลือด ลดการอุดตันในรูขุมขน และช่วยกระชับรูขุมขน

ซึ่งเอาจริงๆ Carbon dioxide พอละลายน้ำแล้วมีคุณสมบัติเป็นกรด อาจจะต้องมีเทคโนโลยีหรือระบบอะไรสักอย่างมาเพื่อป้องกันไม่ให้มันกร่อนภาชนะได้ จึงอาจเป็นเหตุผลที่ใส่ Nitrogen ร่วมเข้ามา

สำหรับตัวนี้ ไม่แน่ใจว่าปัจจุบันนี้ (พ.ค. 2564) จะยังมีขายอยู่ไหมนะคะ แต่ ณ ตอนนั้น ราคาตกอยู่ที่กระป๋องละ 950 เยน หรือราวๆ 317 บาทค่ะ

Disclaimer: own purchased

Conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ซื้อด้วยตนเอง การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสม/วัตถุดิบตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล และผู้เขียนไม่ได้มีผลประโยชน์ใดๆในการขายสินค้า โปรดใช้วิจารณญาณ

[Miiyeon’s Lab] Ceramide serum อภินันทนาการจาก Nardev และ Doosan

[Miiyeon’s Lab] Ceramide serum อภินันทนาการจาก Nardev และ Doosan

เมื่อตอนต้นเดือนพฤศจิกายน มี่ไปเข้าชมนิทรรศการ In-cosmetics asia มาค่ะ ปีนี้เป็นปีที่สองแล้วที่ได้เข้าไปร่วมชม

พื้นเพมี่เป็นผิวแห้งมากๆ และหลังๆเองก็เริ่มคลั่ง Ceramide ด้วย

Ceramide คือ อะไร?

Ceramide เป็นไขมันพิเศษที่พบในผิว พบเป็นองค์ประกอบถึงเกือบครึ่งหนึ่งของไขมันในผิว (เมื่อคิดเป็นร้อยละโดยน้ำหนัก) มีความสำคัญในการสร้าง Barrier ป้องกันน้ำระเหยออกจากผิวค่ะ

ซึ่งในงาน In-cosmetics ปีนี้มี Ingredients ที่น่าสนใจเยอะมากๆ แต่ตัวนึงที่เตะตามากคือ DS Hydroceramide5 ของบริษัท Doosan ประเทศเกาหลีค่ะ ซึ่งในเมืองไทย บริษัท Nardev Chemie เป็นตัวแทนจำหน่าย

ตัวนี้ Claimed ว่า เป็น Ceramide ที่เข้ากับน้ำได้ง่ายค่ะ

มี่ก็ได้รับตัวอย่างมาทดลองแลปเล่นดูค่ะ

ceramide 1

สารนี้เป็นวัตถุดิบนะคะ เราต้องไปผ่านกรรมวิธีการบางอย่างก่อนที่จะทำให้เป็นผลิตภัณฑ์ขึ้นมา แต่มี่ขอลอง Test texture ของวัตถุดิบดูก่อน ก็จะเห็นว่า เป็น ครีมเหนียวๆสีขาวขุ่น ไม่มีกลิ่นค่ะ

ceramide 2

ทดลองทาบนมือ จะมันมาก และดูดซึมยากมาก

ceramide 3

ceramide 4

ทำไมถึงต้องใช้ Ceramide ตัวนี้มาทำผลิตภัณฑ์???

เพราะว่าปกติ Ceramide จะมีปัญหาในการละลาย และก็ความคงตัวค่ะ ส่วนตัวนี้ทางผู้ผลิตเค้า Premix มาให้แล้วเรียบร้อย เราสามารถใช้ผสมกันกับผลิตภัณฑ์ได้เลย ซึ่งทางผู้ผลิตบอกว่า เข้ากันกับผลิตภัณฑ์ง่ายมาก

ไม่เชื่อค่ะ ต้องลอง

ซึ่งสูตรที่เอามาลองใส่ Ceramide เป็น Gel based ประกอบด้วย Carbomer, Propylene glycol, Butylene glycol, Angelica sinensis extract, alcohol ค่ะ

ceramide 5 ceramide 6 ceramide 7

จะเห็นได้ว่าละลายง่ายมากๆจริงๆ คนไม่ถึง 30 วิ ก็ละลายเป็นเนื้อเดียวกับ Carbomer เรียบร้อย

ceramide 10

บรรตุใส่ขวดแล้วลองทาบนมือดูนะคะ

ceramide 8 ceramide 9

ตอนทาจะเป็นซีรัมเหลวๆ ขุ่นๆ แต่ก็ยังใสอยู่

เมื่อแห้งสนิท จะเรียบเนียนมากๆค่ะ

(สังเกตว่า ทางขวานั้นทาวัตถุดิบไว้อยู่นะคะ ยังเหนียวอยู่เลย ขนาดทาไปแล้วเกือบๆชั่วโมง)

IMG_5919

ส่วนโปรเจคถัดไปก็จะลองเอาใส่ในสูตรครีม กับ โลชั่น/Emuslion และ โทนเนอร์ ดูค่ะ

Sponsored item:

DS Hydroceramide5 จาก Nardev Chemie

[Beauty Talks] แนะนำ Skincare regimen สำหรับช่วงวัยต่างๆ

[Beauty Talks] แนะนำ Skincare regimen สำหรับช่วงวัยต่างๆ

สกินแค-2

 

มีข้อแนะนำและก็ส่วนผสมที่น่าจับตามองมาฝากกันค่ะ อาจจะปรับเปลี่ยนได้ตามความเหมาะสมนะคะ อิงจากมาตรฐานค่าเฉลี่ยของสภาพผิวคนทั่วไปค่ะ แต่จริงๆแล้วผิวคุณผู้ชายจะมันกว่าคุณผู้หญิง ก็สามารถปรับเปลี่ยนจาก Oil based มาเป็น Water based ได้ค่ะ

การดูแลผิวในแต่ละช่วงอายุ

  1. ช่วงเด็กน้อยอายุ 5-15 ปี เป็นผิวพรรณที่ยังแข็งแรง สารองค์ประกอบต่างๆในผิวมีอยู่อย่างครบถ้วน แต่ในบางบริเวณอาจจะยังเติบโตไม่เต็มที่ ที่สำคัญคือ มอยส์เจอไรเซอร์ กับ Sunscreen ของเด็ก เพื่อป้องกันไม่ให้ผิวถูกทำร้ายจากแสงแดดและมลภาวะ
  • มอยส์เจอไรเซอร์ชนิดที่เป็น Oil-based เช่น Baby oil โดยให้ทาหลังจากอาบน้ำไม่เกิน 30 นาที เพื่อช่วยให้เก็บกักน้ำได้ดีขึ้น (ทาตัว)
  • Sunscreen มีอยู่หลายๆยี่ห้อที่ทำกันแดดของเด็กออกมา ควรจะเลือกใช้กันแดดที่เหมาะสมกับผิวของเด็ก (ทาตัว)
  • ส่วนผสมที่ควรจับตามองเป็นพิเศษ: ไม่มี
  1. อายุช่วง 15-20 ปี ผิวของวัยรุ่นมักจะมีปัญหาสิว และความมันส่วนเกิน ซึ่งเกิดจาก Hormone ต่างๆค่ะ การดูแลในช่วงนี้จะเน้นไปที่การควบคุมความมัน การผลัดเซลล์ผิว สลับกับการเติมน้ำให้ผิว การดูแลผิวที่ควรทำได้แก่
  • Cleanser อาจจะเป็นโฟมล้างหน้า หรือเจลล้างหน้า ปกติ โฟมล้างหน้ามักจะมีส่วนผสมของน้ำมัน ซึ่งจะช่วยป้องกันไม่ให้สารทำความสะอาดเอาไขมันออกไปจากผิวมากเกินไป ซึ่งจะทำให้ผิวแห้งและเหี่ยวไวขึ้น แต่ถ้ามีผิวที่มันมากๆ ใช้เจลล้างหน้าจะดีกว่า
  • AHA serum ใช้เพื่อผลัดเซลล์ผิว โดยเฉพาะผู้ที่มีผิวมัน มีปัญหารูขุมขนกว้าง เพราะพวก AHA เมื่อใช้ต่อเนื่องจะช่วยให้รูขุมขนกระชับขึ้นได้ โดยใช้ AHA ในความเข้มข้นที่ไม่สูงมากนัก เช่น Glycolic acid หรือ Lactic acid 4-8% สัปดาห์ละ 1-3 ครั้ง การใช้ AHA ถี่เกินไปจะทำให้ผิวบาง เสี่ยงต่อการแพ้ง่าย และทำให้แพ้แดดได้ง่ายขึ้น
  • Toner ใช้เช็ดเพื่อควบคุมความมัน กำจัดสิ่งสกปรกที่ตกค้างบนผิว อาจจะเลือกชนิดที่มี Alcohol หรือ ไม่มี Alcohol ก็ได้ ขึ้นกับสภาพผิว
  • Scrub ถ้าอยากจะผลัดเซลล์ผิว วัยนี้สามารถขัดผิวได้ อาทิตย์ละ 1-2 ครั้ง โดยเลือกสครับที่มีเม็ดขัดไม่หยาบจนเกินไป เช่น สครับจากธัญพืช สครับจากเม็ดบีดส์สังเคราะห์
  • Clay mask ผิวช่วงวัยรุ่นที่มีปัญหาเรื่องความมัน กับสิว การมาสค์หน้าด้วยส่วนผสมของ Clay เช่น Kaolin, Bentonite, Magnesium aluminium silicate จะช่วยคุมความมัน ดูดซับสารพิษและสิ่งสกปรกให้หลุดออกมาได้
  • เจลแต้มสิว อาจจะใช้ยาแต้มสิวโดยปรึกษากับแพทย์ผิวหนัง หรือเภสัชกร ก่อนใช้ยา หรืออาจจะใช้ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางสำหรับแต้มสิวเฉพาะจุดก็ได้
  • Moisturizer เน้นไปที่ Water-based
  • กันแดด: จำเป็นเพื่อชะลอความเสื่อมที่จะเกิดกับผิว
  • ส่วนผสมที่น่าจับตามอง: AHA (Glycolic acid, Lactic acid, Fruit acid), Witch hazel extract, Cucumber extract, BHA (Salicylic acid), LHA (Capryloyl salicylic acid)

 

  1. วัยระหว่าง 20-30 ปี เป็นระยะที่สิวเริ่มลดลง ความมันลดลง ผิวเริ่มมีสร้างตัวช้าลง บางคนจะเริ่มพบปัญหาผิวแห้ง และหยาบกระด้างได้ การดูแลผิววัยนี้จะเริ่มใช้พวก Antioxidant, Moisturizer ที่เน้นเติมน้ำให้ผิว และเติมไขมันให้ผิวในปริมาณเล็กน้อย สำหรับ AHA, Scrub ยังใช้ได้ แต่ควรเว้นช่วงของการใช้ให้ห่างกว่าเดิม
  • Cleanser วัยนี้เริ่มแต่งหน้าแต่งตา ควรหา Cleanser สำหรับลบเครื่องสำอาง ก่อนล้างหน้า สำหรับตัวล้างหน้าอาจจะใช้ในรูปแบบของโฟมล้างหน้า หรือครีมล้างหน้า ซึ่งจะมีส่วนผสมของ Oil ที่เพิ่มขึ้นมา จะได้ไม่ทำให้ผิวแห้งมากกว่าเดิม
  • AHA/Scrub เว้นช่วงห่างของการใช้ให้มากขึ้น อาจจะเป็นสัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง
  • ผลิตภัณฑ์เติมน้ำให้ผิว เช่น Mask, Mist สามารถใช้ได้ตามความจำเป็น สำหรับ Mist ควรเลือก Mist ที่ไม่มี Alcohol
  • Toner แนะนำให้เลือกชนิดที่ไม่มี Alcohol และไม่มี AHA
  • Essence/Serum อาจจะใช้หรือไม่ใช้ก็ได้ แล้วแต่สภาพผิว
  • Sunscreen ต้องทาทุกวัน ควรเลือกชนิด Physical sunscreen (Titanium dioxide ± Zinc oxide) จะได้ไม่ต้องมาเติมบ่อยๆระหว่างวัน
  • ส่วนผสมที่น่าจับตามอง: Sodium hyaluronate, Vegetable oil, Vitamin C, E, B3, B5, สารสกัดพืชต่างๆที่เป็น Antioxidants

 

  1. วัย 30-40 ปี วัยนี้จะเริ่มเกิดริ้วรอยได้ง่าย ผิวจะเริ่มแห้งได้มากขึ้น การดูแลผิวในช่วงนี้จะคล้ายกับวัย 20-30 เพียงแต่บางคนที่ผิวแห้งมากๆ อาจจะดื้อต่อ Hyaluronate ทำให้ต้องหันมาหา Moisturizer อื่นๆทดแทน ผลิตภัณฑ์ที่ใช้จะมีความเป็น Oil มากขึ้น จากเดิมที่เน้นแต่การเติมน้ำ ตอนช่วงวัยนี้ต้องหาไขมันทดแทนให้ผิว และอาศัยพวก Antioxidant มาช่วยชะลอความเสื่อมของผิว
  • Cleanser อย่าลืมล้าง Make-up ออกก่อนเสมอ ล้างหน้าด้วยผลิตภัณฑ์ประเภทโฟมหรือครีม เช่นเดียวกับวัย 20-30 เพื่อป้องกันไม่ให้ผิวแห้งเกินไป
  • Essence เติมน้ำให้ผิว หลังล้างหน้าเสร็จ ถ้ายังไม่บำรุงผิวเลย อาจจะใช้ Essence ที่มีส่วนผสมของสารเติมน้ำให้ผิว เช่น Hyaluron, Collagen, Aloe vera มาตบเพื่อเติมน้ำที่หายไปจากการล้างก่อน แต่ถ้าล้างหน้าเสร็จแล้วทำ Skincare เลยก็ข้ามขั้นตอนนี้ไปได้
  • Toner เลือกใช้ชนิดที่ไม่มี Alcohol เพื่อป้องกันไม่ให้ผิวแห้ง
  • AHA/Scrub สัปดาห์ละ ครั้ง
  • Sleeping pack หรือ Mask sheet เพื่อเติมน้ำให้ผิว สัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง
  • พิจารณา Serum/Essence น้ำตบต่างๆ เพื่อช่วยชะลอความเสื่อมของผิว
  • Moisturizer เน้นความมันเพิ่มขึ้น เพื่อทดแทนไขผิวหนังที่หายไป มองหาผลิตภัณฑ์ที่มี Ceramide หรือ Vegetable oil เป็นองค์ประกอบ เพื่อเน้นการทดแทนไขมันในผิวหนัง
  • Sunscreen ทาทุกวันเช่นเดิม
  • ส่วนผสมที่น่าจับตามองสำหรับวัย 30-40: Hyaluronate, Vitamin B3-B5-C-E, สารสกัดพืชต่างๆที่เป็น Antioxidants

 

  1. อายุ 41 ปีขึ้นไป ผิวจะเริ่มแห้งมากขึ้นอีก เริ่มมีการเกิดสีผิวไม่สม่ำเสมอ มีริ้วรอย ผลิตภัณฑ์ในช่วงนี้ก็จะคล้ายๆวัย 30-40 เพียงแต่จะเน้นความเป็นมันที่มากขึ้น และเน้นไปที่ส่วนผสมเพื่อการลดริ้วรอย เช่น Peptides ต่างๆ, สารสกัดพืชบางชนิดที่กระตุ้นการสร้างคอลลาเจนในผิว
  • Cleanser อย่าลืมล้าง Make-up ออกก่อนเสมอ ล้างหน้าด้วยผลิตภัณฑ์ประเภทครีม ซึ่งจะมีส่วนผสมของ Oil มากกว่า สำหรับโฟมล้างหน้าส่วนใหญ่ในตลาดมักจะใช้เป็น Soap-based ซึ่งอาจจะทำให้ผิวแห้งมากเกินไปได้
  • Essence เติมน้ำให้ผิว หลังล้างหน้าเสร็จ ก็ให้ทา Essence ก่อนรอบหนึ่ง และตอนถึงขั้นตอน Skincare ก็ใช้อีกทีหนึ่ง อาจจะเอา Essence หยดใส่สำลีแล้วชุบเช็ดหน้าแทนโทนเนอร์เลยก็ได้
  • AHA/Scrub สัปดาห์ละ 1 ครั้ง เพื่อช่วยลดริ้วรอย และเติมน้ำให้ผิว
  • Sleeping pack หรือ Mask sheet เพื่อเติมน้ำให้ผิว สัปดาห์ละ 2 ครั้งขึ้นไป
  • ควรมองหา Serum/Essence น้ำตบต่างๆ เพื่อช่วยเสริมการสร้างคอลลาเจนมาทดแทนให้กับผิว
  • Moisturizer เน้นความมันเพิ่มขึ้น เพื่อทดแทนไขผิวหนังที่หายไป มองหาผลิตภัณฑ์ที่มี Ceramide หรือ Vegetable oil เป็นองค์ประกอบ เพื่อเน้นการทดแทนไขมันในผิวหนัง
  • Sunscreen ทาทุกวันเช่นเดิม
  • ส่วนผสมที่น่าจับตามองสำหรับวัย 30-40: Ceramide, Linoleic acid, Vegetables oil, Trehalose, Hyaluronate, Vitamin B3-B5-C-E-A, Peptides ต่างๆ, สารสกัดพืชต่างๆที่เป็น Antioxidants และพวกที่ชะลอความเสื่อมโดยไปชะลอการสลายตัวของคอลลาเจน

 

สรุปผลิตภัณฑ์ที่ใช้ได้ตั้งแต่วัยรุ่นจนวัยหลุด

  1. Toner สูตรไม่มี Alcohol
  2. Aloe gel
  3. Mask sheet ชนิดที่เติมน้ำให้ผิว (เช่น แตงกวา ว่านหางจระเข้ Hyaluron, etc.)
  4. กันแดด ห้ามขาด !!
MiiYeon’s Favorite 2014 รวมดาวผลิตภัณฑ์ที่ใช่ ใช้แล้วชอบประจำปี 2014

MiiYeon’s Favorite 2014 รวมดาวผลิตภัณฑ์ที่ใช่ ใช้แล้วชอบประจำปี 2014

วันนี้มี่ก็ไม่ได้มารีวิวอะไรค่ะ เห็นเค้าจัดอันดับของที่ชอบกัน ก็เลยอยากเอาบ้างค่ะ

ปีนี้จริงๆก็ลองอะไรมาเยอะนะคะ ไม่นับเทสเตอร์ทีไปหอบมาจากเกาหลี อีกร่วมร้อยสิ่ง

และแล้ว สิ่งที่ใช้แล้วใช่ ใช้แล้วชอบก็มีอยู่ 6 ชิ้นนี้ค่ะ

มอบตำแหน่งลูกรักประจำปี 2014 ให้พวกนางค่ะ

miiyeon fav-edit

อันแรก Cleansing lotion จาก Purevivi

ตัวนี้มี่เคยรีวิวไว้แล้วค่ะ

เป็นน้ำใสๆ เช็ดล้างเครื่องสำอางออก นุ่มผิว เย็นสบาย เคยทำเข้าตาทีนึง ก็ไม่ได้แสบมากมายค่ะ

อันที่สอง Aloe 99% จาก Holika Holika

จริงๆส่วนตัวลอง Aloe gel มาอยู่ 5 ชิ้นแล้วค่ะ แต่ตัวที่รักสุด ปังสุด คือตัวนี้ค่ะ

เนื้อจะยืดๆหนึบๆ แต่ทาแล้วชุ่มมากๆ ยิ่งทาตอนแพ้ๆคันๆ ยุงกัด ผื่นขึ้น จะฟินมากๆ

อันที่สาม Soybean firming skin จาก Innisfree

ลักษณะจะเป็นน้ำนมเหลวๆ กลิ่นแนวสมุนไพรๆ มันนิดๆ (มี่ผิวแห้งนะคะ ตัวนี้มี oil ดีๆหลายตัว แต่ไม่น่าจะเหมาะกับคนผิวมันมากๆนะคะ )

อันที่สี่ Good Cera Ultra toner จาก Holika Holika

ลักษณะจะเป็นเนื้อซีรัมขุ่นๆ กลิ่นสมุนไพร ทาแล้วมันเยิ้ม ฟูฟินมากๆ สำหรับคนผิวแห้ง แต่ถ้าแห้งมากๆ คงต้องไปใช้ตัว Emulsion แทนค่ะ

อันที่ห้า No Sebum pore primer จาก Innisfree

Primer เนื้อซิลิโคน แห้งมากๆ แมทท์สุดๆ คุมมันเลิศ ตัวนี้มี่เคยรีวิวแล้วค่ะ

อันสุดท้าย WR Effector จาก It’s Skin ค่ะ

เป็นซีรัมหนืดเล็กน้อย สีอมเหลืองๆน้ำตาลๆ แต่กลิ่นฉุนมาก ถ้ากลิ่นนางละมุนกว่านี้คงรักมากกว่านี้ค่ะ แต่ยังใช้กันอยู๋ ทนเหม็นเพื่อทา เพราะรู้สึกว่าทาแล้วมันใช่สำหรับผิวเราค่ะ

สำหรับวันนี้ก็มีแค่นี้ค่ะ ขอบคุณที่อ่านจนจบค่ะ ^^

[Beauty Talks]~My Sunscreen evolution diary

[Beauty Talks]~My Sunscreen evolution diary

วันนี้เอา Diary sunscreen มาแชร์ให้ฟังค่ะ

evol-re

ถ้าพูดถึงกันแดดแล้ว ก็มีอยู่ตัวนึง ที่มีติดมาก รักมาก และใช้ไปเยอะมาก (น่าจะเกิน 10 ขวด)

นั่นก็คือ DHC Suncut Q10 light touch ของประเทศญี่ปุ่นค่ะ

ย้อนอดีตไปเมื่อราวๆ 10 ปีก่อน DHC มาตั้งเคาน์เตอร์ในไทย ด้วยเบอร์โทรที่จำง่าย 02-3536-333 (ทุกวันนี้ยังจำได้อยู่เลย)

ก็ได้ไปลองใช้กันแดด Suncut ของเค้า และก็ติดงอมแงมค่ะ แม้ว่าสมัยนั้นจะยังดูส่วนผสมไม่ค่อยเป็นก็เถอะนะ (ยังเรียนปี 3-4 อยู่เลยมั้งคะ)

แล้วทีนี้นางก็เลิกจำหน่ายในไทย

แต่ก่อนนางจะอำลาไทยแลนด์ นางทิ้ง Sayonara sale ไว้ให้ แบบชนิดที่ว่า ลดถล่มทลาย คนลู่กันซื้อ มี่เองก็ตุนไว้เยอะมาก ชนิดที่ว่าพอใช้กันอีก เกือบ 3 ปีเลยทีเดียว

หลังจากนั้นก็ได้ไปโอซาก้า ก็ไปถอยมากับมือตัวเองคะ เป็น Limited edition รุ่นมินนี่เมาส์

ถอยมา 3 ขวด

แล้วหลังจากนั้นก็ฝากเพื่อน ฝากพี่ ฝากน้องที่ไปญี่ปุ่นหิ้วมาให้อยู่หลายครั้ง

และก็เริ่มลองตัวเบสทินท์ ก็โอเคนะ แต่หนักหน้าไปหน่อย ดีค่ะที่มีแค่ขวดเดียว

ตอนนี้ที่ญี่ปุ่นนางเปลี่ยนแพคเกจแล้วค่ะ คาดว่าคงปรับสูตรด้วย

จนกระทั่งได้มาพบกับ Solanoveil ค่ะ

ติดหนึบเลย สีเนื้อ แห้งๆ แมทท์ๆ เหมือนทาเบสไปในตัว

ต่อมาก็ไปเที่ยวเกาหลี เลยไปถอย Tony moly กับ Nature republic มาอีกอย่างละชิ้นสองชิ้น (เพราะมันมีโปร 1+1 กับ โปรลด 50% พอดี คือถ้ามันไม่โปรก็คง Solanoveil ต่อไปค่ะ)

แต่ยังไม่ได้ลองใช้นะคะ รอ Solanoveil หมด จะใช้เป็น Next item ค่ะ

ถ้ามีโอกาสจะเอาส่วนผสมมาวิเคราะห์ให้ชมนะคะ

สำหรับ Solanoveil เคยเขียนแล้ว ติดตามที่ได้ที่ลิงค์ข้างล่างนี้เลยค่ะ

[Review]~Nature Republic Cotton Fresh Deodorant Spray

[Review]~Nature Republic Cotton Fresh Deodorant Spray

วันนี้จะมารีวิวสเปรย์ระงับกลิ่นสูตรน้ำจาก Nature republic นะคะ

nr 1

เค้า Claim ว่าเค้าใช้ Cotton จากอียิปต์ค่ะ เพื่อให้วงแขนเรียบเนียนสวย

จริงๆไปเกาหลีตั้งแต่เดือน มิย แล้ว แต่พึ่งได้ฤกษ์เอามาใช้

ตอนนั้นที่ซื้อไม่ได้อะไรหรอกค่ะ แค่มันมีโปร 1+1 (ซื้อ 1 แถม 1) ก็เลยซื้อมา

แล้วเห็นว่าแถมไม่มีกำหนดด้วยค่ะ


(From: Naturerepublic.com)

ข้างในนางจะเป็นสเปรย์สูตรน้ำค่ะ ค่อนข้างแห้งไว

cotton 3-edit

พอยท์มันอยู่ตรงความใส่ใจในรายละเอียดของผู้ผลิตค่ะ

เค้าเจาะรูที่ฝาไว้ด้วย เพื่อให้ละอองของเหลวที่ติดปากสเปรย์ ระเหยออกมาได้ ไม่อบอวล ไม่ทิ้งคราบในนั้นค่ะ

ซึ่งเป็นอะไรที่ นวัตกรรมมาก และบ้านเราไม่มีค่ะ (หรือมีแต่มี่ไม่รู้ – -*)

ทำไมถึงควรเลือกสเปรย์สูตรน้ำหรอคะ?

เพราะว่า สูตรน้ำจะไม่มีผงแป้ง ที่จะไปเกาะติดเสื้อผ้าละเห็นเป็นคราบขาวที่วงแขนค่ะ

(ส่วนจะเหลืองมั้ย นี่ยังไม่แน่ใจนะคะ พอดีว่าที่ข้างกล่องไม่มีส่วนผสมมาให้ ถ้ามี Aluminium chlorhydrate ก็จะทำให้ผ้าเหลืองได้ค่ะ)

สรุปคือ

กลิ่น 5/5 (กลิ่นที่ชอบพอดี)
ความแห้งไว 5/5
ระงับเหงื่อ 4/5
ดับกลิ่นตัว 4/5

จริงๆ Product Line นี้นางมีหลายตัวนะคะ ตัวที่น่าสนใจอีกสองตัวคือ

เจลล้างจุ๊กกุแร๊ กับ ไวท์เทนนิ่งครีมสำหรับจุ๊กกุแร๊ค่ะ

NM7156-กระ
(From: Naturerepublic.com)

นับว่าเป็นนวัตกรรมอีกเช่นกันค่ะ

จริงๆเคยเห็นสครับด้วยนะ แต่ไม่รู้ว่าคงเลิกผลิตไปแล้วหรือเปล่าตอนนี้ไม่เห็นค่ะ

[Mini Review]~Cathy doll Makeup remover toner & Serum + Foam clenser

[Mini Review]~Cathy doll Makeup remover toner & Serum + Foam clenser

Mini review เป็นบทความวิเคราะห์แบบเบาๆ กรุบกริบของพวกเทสเตอร์ และผลิตภัณฑ์ตัวอย่างต่างๆค่ะ

ช่วงก่อนเดินทางบ่อย แล้วขี้เกียจพกโฟมล้างหน้า เลยไปซื้อโฟมล้างหน้าซองๆ ของ Cathy doll มาจากร้านเครื่องสำอางแห่งหนึ่งในเชียงใหม่ค่ะ ได้มาในราคาซองละ 4 บาท 1 ซองมี่ใช้ได้อยู่เกือบๆ 6 ครั้งค่ะ

คลีนซิ่ง 1-edit

ตัวที่ใช้ไปแล้วเป็นตัวสีฟ้านะคะ สีชมพูยังไม่ได้ลองใช้

ไม่ได้ถ่ายเนื้อโฟมให้ดูเลยค่ะ เพราะตัวเปียกตอนล้างหน้า

จะเป็นโฟมมีผงขัดไม่หยาบมาก อารมณ์ประหนึ่งสครับ กลิ่นหอมเหมือนแอปเปิลค่ะ ฟองนุ่มละเอียดเล็กมากเหมือนครีม ล้างออกง่าย หมดจดไม่ทิ้งคราบหรือเมือกลื่นๆค่ะ

ส่วนผสมของตัวสีฟ้านะคะ

(อ่านยากนิดนึงนะคะ)

cleans ฟ้า-edit

ตัวนี้สารทำความสะอาดหลักเป็นกลุ่ม Soap ค่ะ ได้จาก Stearic acid + Lauric acid + Myristic acid ทำปฏิกิริยากับ Potassium hydroxide เกิดเป็น Soap ขึ้น

คุณสมบัติของ Soap คือ เป็นสารประจุลบ ทำความสะอาดได้ดีในระดับหนึ่ง เกิดฟองได้ดีค่ะ แต่จะอ่อนโยนกับผิวกว่าพวก Sodium laureth sulfate (คนละตัวกับ Sodium lauryl sulfate นะคะ ไม่งั้นหน้าคงแหก)

เสริมด้วย Cocamidopropyl betaine ที่เป็นสารกลุ่มสองประจุมีความอ่อนโยนกับผิว และ Sodium cocoyl isethionate ที่อ่อนโยนกับผิวเช่นกันค่ะ

มีส่วนของ Walnut shell powder เป็นตัวขัด

มีสารสกัดจาก Witch hazel ให้ผลกระชับรูขุมขน กับ Apple ให้ผลเป็นมอยส์เจอไรเซอร์ กับมี AHA ด้วยค่ะ

ใช้ Dipropylene glycol เป็นสารดึงน้ำให้ผิว

โดยรวมดูแล้วค่อนข้างโอเคเลยค่ะ

ไม่มีพาราเบนค่ะ

ให้คะแนนส่วนผสม 5/5
การใช้งาน 5/5

สำหรับสีชมพู

cleans ชม-edit

ส่วนผสมเรียกได้ว่าเหมือนกับสีฟ้าหยั่งกะลอกกันมา เพียงแต่ว่า

สีชมพูไม่มีวอลนัทที่เป็นสครับ ไม่มี Witch hazel ที่กระชับรูขุมขน แต่เพิ่มสารสกัดจากมะละกอเข้ามาแทนค่ะ อันนี้เข้าใจว่าน่าจะเอามาผลัดผิว เพื่อให้ไวท์ตามคำเคลมค่ะ

ให้คะแนน
ส่วนผสม 5/5

ยังไม่ได้ลองใช้สีชมพูค่ะ ถ้าได้ใช้แล้วเดี๋ยวมาอัพเดทให้ฟังนะคะ

ขอบคุณที่ติดตามค่ะ ^^