[Beauty Talks] Winter Skincare

[Beauty Talks] Winter Skincare

รู้สึกว่าช่วงนี้หาสาระไม่ค่อยได้ วันนี้เลยมาจัด Winter Skincare ต้านลมหนาวค่ะ

หลายๆคนเลยคงเกิดคำถามว่า หน้าหนาวแล้วโบกครีมโบกโลชั่นยังไงผิวก็ยังแห้งยังลอกอยู่ไม่หายซักที สุดท้ายก็ต้องไปลงเอยกับเวชสำอางแพงๆ แล้วก็ดีขึ้นกระจิ๊ดนึง

วันนี้มาไขคำตอบให้ค่ะ

สืบเนื่องจากบทความคราวก่อน เราเมาท์กันเรื่องมอยส์เจอไรเซอร์ ว่ามันจะประกอบด้วยสารสามกลุ่มหลักๆคือ

moisture 4

1. Humectant คือ สารดูดน้ำให้ผิว
2. Emollient คือ สารไขมันที่ดูดซึมได้ ช่วยให้ผิวนุ่ม
3. Occlusive คือ สารไขมันที่ไม่ดูดซึม ทำหน้าที่เคลือบผิวกันน้ำระเหยออกจากผิว

เพราะผิวเรามีน้ำมากกว่าอากาศ น้ำในผิวมันก็เลยจะต้องออกไปหาอากาศ ตามหลักเคมีทั่วไปค่ะ แต่ โชคดีที่ผิวเรามี Barrier ซึ่งเกิดมาจาก Ceramide/Cholesterol และสารจับน้ำในผิว ที่เราเรียกว่า NMF คอยรักษาน้ำไว้

แต่ทีนี้ การดูแลตัวเองที่ไม่ถูกต้อง หรือสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงไป ทำให้ระบบ Barrier พวกนี้ผิดปกติไปค่ะ จึงต้องมีการเสริมด้วย Moisturizer ซึ่งจุดนี้ ไม่ต้องไปพึ่งเวชสำอางแพงๆเลยก็ได้ ถ้าเรารู้จักพิจารณาส่วนผสม เครื่องสำอาง Mass market หลายๆชิ้นเลยก็มีคุณสมบัติเพิ่ม Barrier ให้ผิวได้ เผลอๆดีกว่าเวชสำอางอีก

(Note: คำว่า เวชสำอาง กฏหมายยังไม่ยอมรับนะคะ เป็นแค่ชื่อที่ผู้ผลิตตั้งมาเพื่อการขายเฉยๆ)

มาดูกันที่เจ้ามอยส์เจอไรเซอร์นะคะ

Humectant นี่เป็นสารดึงน้ำ ตัวอย่างที่เราพบบ่อยก็เช่น Sodium hyaluronate, โปรตีน เช่น Collagen, Glycerin, พวกที่ลงท้ายด้วย Glycols, น้ำตาล เช่น Glucose, Sorbitol และก็กรดอะมิโน

พวกนี้จะออกฤทธิ์โดยดึงน้ำจาก”อากาศ”

ย้ำ จาก “อากาศ” มาให้ผิว

แล้วพอหน้าหนาว อากาศแห้ง ทาไปมันจะไปดึงน้ำที่ไหนคะ???

มันก็ดึงจากผิวเรานั่นหล่ะค่ะ ตอบคำถามบางคนได้เลยค่ะ ว่าตบน้ำตบไฮยา แล้วยิ่งแห้ง ใช้มอยส์เจอร์สูตรน้ำแล้วก็แห้งเหมือนเดิม เผลอๆแห้งกว่าเดิมอีก

ก็เพราะประการนี้แหล่ะ

แล้วเราจะทำไงดี??

คำตอบก็คือ Occlusives ค่ะ

หลายๆเคสเลย ในคนผิวแห้ง ปริมาณน้ำในผิวชั้นในเค้าไม่ได้ต่างจากคนผิวปกติ หรือคนผิวมันเลย แค่เค้ามีน้ำในผิวชั้นนอกน้อยกว่าคนปกติ เลยแห้ง แตก ลอก คัน แค่นั้น

เราก็โบก Occlusives ลงไปค่ะ เพื่อกันไม่ให้น้ำระเหยออกไป ผิวเราก็จะกักเก็บน้ำได้มากขึ้น และชุ่มขึ้นค่ะ

occlusive 3-e

occlusive 4-e

สำหรับการเพิ่มประสิทธิภาพของ Occlusive ที่ดีก็คือ ทาหลังอาบน้่ำค่ะ ให้มันเก็บน้ำที่อาบไปมะกี๊ไว้ในผิว หรือถ้าไม่ชอบก็ภายใน 30 นาทีหลังอาบค่ะ

จะอาบอุ่นอาบเย็นอาบร้อนไม่ว่า อาบเสร็จเติมไขมันทดแทนให้ผิวค่ะ

สำหรับคุณสมบัติในการเป็น Occlusives ของเครื่องสำอางต่างๆ เรียงจากมากไปหาน้อยก็จะได้แก่

กลุ่มแรกเป็นกลุ่มน้ำมันค่ะ

occlusive 1

Vaseline บริสุทธิ์ (หรือ Petroleum jelly, soft parraffin) > Ointment (ขี้ผึ้ง) > Body oil (น้ำมันทาตัว ที่เป็นพวกตระกูล Mineal oil หรือตระกูล Poly…. ต่างๆ น้ำมันจากพืชไม่นับนะคะ เพราะมันดูดซึมได้ ไม่สามารถกันน้ำระเหยได้)

Note: สำหรับคนที่จะใช้วาสลีน ลองมองหาแบบหลอดนะคะ จะได้ลดการปนเปื้อนได้ แต่ถ้าไม่สะดวก เอาแบบกระปุกก็ได้ แต่ควรแยกสำหรับตัว กับสำหรับหน้าเป็นคนละกระปุกค่ะ

อีกนิดอีกทีนึงค่ะ เดี๋ยวนี้มีวาสลีนแต่งสีแต่งกลิ่น เติมน้ำมัน เติมสารสกัดนู่นนี่นั่น เอาแบบธรรมชาติของมันก็ดีอยู่แล้วค่ะ จริงๆมันก็ไม่จำเป็นเลยค่ะ เพราะเราสามารถที่จะรองอะไรก็ได้ แล้วค่อยเอาวาสลีนทับไปอีกชั้นนึง

กลุ่มที่สองเป็นกลุ่ม Emulsion (น้ำมันผสมกับน้ำ)

occlusive 2

Body Butter > Body cream > Body lotion

คำว่า Cream เราแบ่งเป็นสองแบบค่ะ (จริงๆมีมากกว่าสอง)

Cream แรก คือ ครีมน้ำมัน มีน้ำมันเป็นองค์ประกอบหลัก ก็จะคลุมผิวได้ดีกว่า

อีกครีมคือ ครีมน้ำ มีน้ำเป็นองค์ประกอบหลัก พวกนี้ก็จะคลุมผิวได้น้อย แต่ก็เติมน้ำให้ผิวได้ดีกว่าค่ะ

จริงๆมันจะมีครีมซิลิโคนอีกค่ะ ซิลิโคนบางตัวระเหยได้ บางตัวไม่ระเหย มันก็จะเป็น Occlusive ที่ดีเหมือนกัน แถมสัมผัสดีกว่า ไม่เหนอะหนะเหมือนพวก oil

วันนี้ก็มีแค่นี้ค่ะ จริงๆว่าจะเขียนเร็วกว่านี้นะ แต่ลืมตลอดเลยค่ะ

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s