Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสมกันแดดจิ๋วแต่แจ๋ว 100% more confident sunscreen CB cream จากแบรนด์ Colab cosmetics

สวัสดีค่ะ

พูดถึงผลิตภัณฑ์ป้องกันแสงแดด หรือขอเรียกย่อๆว่ากันแดด นะคะ กันแดดเป็นผลิตภัณฑ์ที่ถือว่าจำเป็นมากชิ้นหนึ่ง เพราะมีความสำคัญในการปกป้องผิวหนังจากรังสี UV ที่มาจากดวงอาทิตย์ รังสี UV นี้ก่อให้เกิดผลเสียมากมายกับผิวเรา ตั้งแต่ ผิวไหม้แดด สีผิวคล้ำ ริ้วรอย หรือร้ายแรงที่สุดคือมะเร็งผิวหนัง

การใช้ผลิตภัณฑ์ป้องกันแสงแดดก็ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งที่จะช่วยลดอันตรายที่เกิดขึ้นจากแสงแดด ทำไมถึงใช้คำว่า “ส่วนหนึ่ง” นั่นก็เพราะว่า ไม่มีอะไรในโลกนี้ กันรังสี UV ได้ 100% นั่นเองค่ะ วิธีที่ดีที่สุด คือหลีกเลี่ยง แสงแดด สัมผัสเท่าที่จำเป็น และใช้กันแดดเป็นประจำค่ะ

วันนี้ก็เลยขอหยิบเอากันแดดยี่ห้อหนึ่ง ที่เป็นของคนไทย มารีวิวให้ได้ชมกันค่ะ

เป็นกันแดดที่มีชื่อว่า 100% more confident sunscreen CB cream จากแบรนด์ Colab cosmetics มีค่า SPF อยู่ที่ SPF 50 PA+++ ค่ะ

กันแดดตัวนี้ไม่ใช่เอะอะจะมาก็มานะคะ ทางแบรนด์ได้ทำการสำรวจพฤติกรรม ปัญหาและประสบการณ์การใช้กันแดดของผู้บริโภคหลากหลายอาชีพ ในแต่ละช่วงวัย ทั่วไทย 400 คน ถึงได้มาเป็นกันแดดหลอดนี้นะคะ

ตัวกันแดดของ Colab จะมาในหน้าตาแบบนี้ค่ะ

colab 1.jpg

แพคเกจจะมาในรูปแบบของหลอดบีบค่ะ

colab 2

สามารถพกพาได้สะดวก และส่วนหัวที่กว้างสามารถตั้งวางไว้บนโต๊ะเครื่องแป้งได้พอดี

ตัวเนื้อกันแดดจะเหลวนิดๆ อารมณ์คล้ายกันแดดแบบน้ำนม สีเนื้อ เพราะมี Pigment อยู่ด้วย ไม่มีกลิ่นเนื่องจากทางแบรนด์ไม่ได้ใส่น้ำหอมค่ะ

colab 3

เกลี่ยได้ค่อนข้างง่าย ไม่เป็นปื้น ไม่ขาววอก และไม่ตกร่อง

colab 4

ในด้านของส่วนผสมเป็นดังนี้ค่ะ

สผส colab

ในภาพรวมจะเห็นว่ากันแดดนี้เป็นกันแดดแบบกายภาพผสมเคมี มีส่วนผสมที่กันรังสี UV ได้ครบถ้วนสมบูรณ์ดี มาในเบสชนิดอิมัลชั่นของซิลิโคนในน้ำ มีน้ำเป็นเบสหลัก ที่มีซิลิโคนกระจายตัวอยู่ภายใน มีสารกลุ่มน้ำมันสังเคราะห์อยู่เล็กน้อย จึงได้เนื้อน้ำนมที่บางเบาไม่เหนอะหนะ และเกลี่ยได้ง่าย

ส่วนผสมแต่ละตัวที่น่าสนใจเป็นดังนี้ค่ะ

  • สีฟ้า เป็นกันแดดแบบกายภาพ คือ Titanium dioxide และ Zinc oxide ซึ่งกลไกของพวกนี้คือจะสะท้อนรังสี UV ออกไปจากผิว จึงมีความคงตัวค่อนข้างสูง และถ้าเหงื่อไม่ออก หรือไม่ไปล้างไปเช็ด พวกนี้ก็จะอยู่บนผิวไม่ไปไหน
  • สีม่วง เป็นกันแดดแบบเคมี มีด้วยกัน 3 ตัว ได้แก่
    • Ethylhexyl methoxycinnamate เด่นในการดูดซับรังสี UVB
    • Butyl methoxydibenzoylmethane มีอีกชื่อว่า Avobenzone เด่นในการดูดซับรังสี UVA ตัวนี้ถ้าใช้เดี่ยวๆความคงตัวจะไม่ค่อยดีเท่าไหร่ ต้องหาสารอื่นมาช่วยเสริมความคงตัว
    • Benzophenone-3 เด่นในการดูดซับรังสี UVA
  • สีเขียว เป็นสารบำรุง ได้แก่ Bisabolol ซึ่งพบในดอกคาโมมายล์ มีคุณสมบัติเด่นในการลดการอักเสบและระคายเคือง ซึ่งจะช่วยลดผลเสียที่เกิดจากรังสี UV เล็ดรอดเข้ามาในผิว

 

ในส่วนผสมจะเห็นว่ามีเม็ดสี อย่าง Iron oxides (CI 77491, CI 77492) เข้ามาด้วย ซึ่งพกนี้จะมีสีในเฉดน้ำตาล-เหลือง-แดง จะช่วยเบลนด์สีเข้ากับ Titanium dioxide และ zinc oxide ให้กลายเป็นสีเนื้อ ทาแล้วไม่ขาววอก หรือ เทา

 

ปกติหลายๆแหล่งข้อมูลบอกว่า การใช้ Avobenzone ในตำรับที่มีกันแดดกายภาพ และพวก Pigment จะทำให้ความคงตัวของ Avobenzone ลดลง แต่ ถ้าเป็นการใช้ในตำรับที่ใช้สารกันแดด หรือ Pigment ที่ผ่านการเคลือบพื้นผิวด้วยสารบางอย่าง (เรียกว่าเป็น Surface-treated pigments) จะช่วยป้องกันผลเสียตรงนี้ได้ค่ะ

แต่ข้อเสียอย่างหนึ่งคือ ในทางปฏิบัติจริงเวลาอ่านส่วนผสมข้างกล่องนี่ pigment ที่เขาใช้จะ treated หรือ ไม่ treated มา เราจะเดาได้ค่อนข้างยาก เพราะว่าเขาจะแตกส่วนผสมกระจายไป

 

จากในส่วนผสมที่มี Triethoxysilylethyl polydimethylsiloxyethyl hexyl dimethicone (ชื่อสีส้ม) สารนี้เป็นสารกลุ่ม Silicone ชนิดหนึ่ง ที่ปกติจะให้คุณสมบัติเคลือบผิว ให้สัมผัสนุ่มลื่น และชุ่มชื้น มีหลายๆบริษัทนำเอาสารนี้มา treat พื้นผิวของ Pigment หลายๆชนิด อย่าง Titanium dioxide, Zinc oxide หรือ พวก Iron oxides ให้ Pigment เหล่านี้กระจายตัวในเบสได้ดีขึ้น การเคลือบผิวก็จะช่วยป้องกันไม่ให้เม็ด Pigment เหล่านี้ไปทำร้าย Avobenzone ให้เสื่อมสภาพไปได้ในระดับหนึ่ง

ตรงนี้จะตรงกับข้างกล่องที่แบรนด์เคลมว่า “สารกันแดดจากธรรมชาติ ปกป้องยาวนาน ด้วยเทคโนโลยีห่อหุ้มด้วย Silicone resin” ค่ะ

ส่วนผสมอื่นๆถือว่าทำมาได้ค่อนข้างดี ไม่มีสารที่ไม่เป็นมิตรกับผิว

หลายๆคนจะแอบกลัวการใช้ Silicone อยู่ แต่ความจริงแล้วสารในกลุ่ม silicone ไม่ได้มีพิษมีภัยอะไรกับผิว นางไม่ดูดซึมเข้าผิว จึงค่อนข้างปลอดภัย ถ้าเราใช้ให้ถูกวิธี และดูแลดีๆ

Silicone บางชนิดจะเคลือบผิวได้ดี ถ้าเราล้างไม่สะอาดพอ มันจะไปสะสมตัวและขัดขวางการขับน้ำมันทิ้งตามธรรมชาติของผิว ทำให้เกิดการอุดตันและเป็นสิวขึ้นมา

 

ให้คะแนนกันดีกว่าค่ะ

  1. สารกันแดดและสารบำรุง ในส่วนของสารกันแดดเป็นสูตรผสมระหว่างสารกันแดดกายภาพและเคมีซึ่งกันแดดได้ครบถ้วนและสมบูรณ์ดี เนื่องจากเป็นเบสกันแดดแบบกายภาพ ก็จะคงตัวดี ถ้าเหงื่อไม่ออกไม่ไปล้างไปเช็ด มันก็จะอยู่ของมันอย่างนั้นบนผิว แต่ในด้านของสารบำรุง อาจจะถือว่ายังมีน้อยไปหน่อย เพราะมีแค่ตัว Bisabolol ที่เด่นเรื่องคุณสมบัติลดการอักเสบ ซึ่งส่วนตัวมี่ก็ไม่ได้มีปัญหาอะไร เพราะเราก็ทา Skincare อย่างอื่นเสริมเอา ขอให้ไป 4 ฟลาสก์
  2. เบส มาในเบสแบบอิมัลชั่นชนิดซิลิโคนในน้ำ มีน้ำเป็นเบสหลัก ที่มีซิลิโคนกระจายตัวอยู่ภายใน จึงได้เนื้อน้ำนมที่บางเบาไม่เหนอะหนะ และเกลี่ยได้ง่าย ซิลิโคนที่ใช้มีทั้งที่ระเหยได้ ไม่เหนอะหนะ และซิลิโคนที่ช่วยเคลือบปกป้องผิวอยู่ มีน้ำมันสังเคราะห์อยู่เล็กน้อย มีสารเติมน้ำให้ผิวอย่าง Propylene glycol อยู่ด้วย ไม่มีแอลกอฮอล์ ตรงนี้เป็นข้อดี เพราะกันแดดเบสน้ำ/ซิลิโคนหลายๆเจ้ามักจะมีแอลกอฮอล์อยู่ นั่นจะทำให้คนผิวแห้งใช้ได้ค่อนข้างลำบากค่ะ กันแดดนี้จึงน่าจะทำมาได้เหมาะกับทุกสภาพผิว และอย่างที่บอกว่าซิลิโคนไม่ได้น่ากลัวอะไร ขอให้ไป 5 ฟลาสก์
  3. การใช้งาน Colab เป็นกันแดดที่มีสีอยู่อ่อนๆ เกลี่ยแล้วจะกลืนไปกับสีผิว ไม่ได้เป็นปื้น หรือขาววอก หรือ มี undertone สีเทาให้เห็น ในระหว่างวันจะไม่มันเยิ้ม แม้จะเป็น T-zone แต่ส่วนตัวมี่ผิวแห้ง เรื่องการมันเยิ้มอาจจะไม่ค่อยชัดค่ะ เหงื่อออกก็ไม่ได้ไหลหรือมีปัญหาอะไร ที่สำคัญคือไม่แห้งจนเกินไป ด้วยความที่มีสีหน่อยๆ ก็เอามาใช้เป็น makeup base ได้ไปในตัว สำหรับคุณผู้ชายก็ใช้ได้ เพราะสีไม่ได้หวือหวา และนางก็ไม่ได้ปกปิดผิวมากไปจนหน้าลอย สมกับชื่อ CB cream ที่ทางแบรนด์ Claim มา ให้ไป 5 ฟลาสก์ค่ะ

คะแนน colab

สุดท้ายนี้ต้องขอขอบคุณทางแบรนด์ Colab sunscreen ด้วยนะคะที่ส่งผลิตภัณฑ์ดีๆมาให้มี่ได้ทดลองใช้ และขอบคุณทุกท่านด้วยค่ะที่ติดตามรับชมมาจนจบ

 

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถสอบถามได้ที่ทาง Colab โดยตรงเลยนะคะ

https://www.facebook.com/colabcosmetics/

 

พบกันใหม่โอกาสถัดไป สวัสดีค่ะ

Disclaimer/conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากทางแบรนด์ Colab cosmetics การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสมตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล และผู้เขียนไม่ได้มีผลประโยชน์ใดๆในการขายสินค้า โปรดใช้วิจารณญาณ

Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสม มาสค์หน้าต้านมลภาวะสุดเนี๊ยบ Klairé Anti-pollution overnight mask

สวัสดีค่ะ

เรียกได้ว่า Overnight mask หรือ Sleeping pack เป็นอีกหนึ่งผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์วิถีชีวิตอันเร่งรีบของชาวเราได้เป็นอย่างดีเลยหละ แค่ทาชิ้นเดียวแล้วก็ไปนอน ไม่ต้องมานั่งไล่ Layer ทีละชั้นๆ ตื่นมาก็สดชื่น ผิวนุ่มได้ง่ายๆ

วันนี้มี่เลยขอหยิบเอา Overnight mask จากแบรนด์ไทยเจ้าเก่า อย่าง Klairé มารีวิวให้ชมกันค่ะ

 

 

มี่เคยรีวิวส่วนผสมตัว Essence กับ Mousse mask ของเขาไว้นะคะ

ลิงค์ Essence: >>Click<<

ลิงค์ Mousse mask: >>Click<<

 

มาสค์หน้าของ Klairé ที่นำมารีวิวในวันนี้ มีชื่อเต็มๆว่า Klairé Anti-pollution overnight mask หน้าตานางจะมาในกล่องสวยงามดูหรูหราค่ะ

ovm 1

พอเปิดฝาออกมาก็จะเจอกระปุก Mask วางอยู่ พร้อมกับคู่มือคำอธิบายส่วนผสมและวิธีใช้ค่ะ

ovm 2

ถึง Klaire จะเป็นแบรนด์ไทย แต่ overnight mask ตัวนี้ผลิตภายใต้การควบคุมจาก Lab ที่ญี่ปุ่นเลยนะคะ

 

พูดถึงมลพิษกันซักหน่อย

 

เมื่อวันก่อนมี่ได้อัพเดทผลเสียของมลพิษที่มีต่อผิวให้ฟังกัน วันนี้มาสรุปสั้นๆ ว่า มลพิษนั้นมีผลรบกวนการทำงานของ Barrier ผิว โดยไปกดการทำงานของสิ่งที่เรียกว่า Tight junction ซึ่งเป็นช่องแคบๆที่คอยกั้นไม่ให้น้ำและสารโมเลกุลเล็กๆออกจากผิว พอเจ้า Tight junction ลดลง Barrier ก็จะเสียไป ทำให้น้ำระเหยออกจากผิวได้ง่ายขึ้น เกิดเป็นผิวแห้ง และทำให้สารต่างๆซึมผ่านเข้าออกผิวได้ง่ายขึ้น เสี่ยงเป็นผิวแพ้ง่าย นอกจากนี้ยังทำให้เกิดการอักเสบ เหนี่ยวนำให้เกิดอนุมูลอิสระ ทำให้เกิดความเหี่ยวตามมา และ ยังมีผลเสริมการสร้างเม็ดสี ทำให้มีจุดด่างดำขึ้นมาอีก

เผื่อใครสนใจตามไปอ่านมลภาวะต่อ >>Click<<

 

เนื้อมาสค์มาในรูปแบบของเจล ที่บางเบา ไม่เหนอะหนะ ไม่มันเยิ้ม และไม่หนักผิว

ovm 3

เกลี่ยได้ค่อนข้างง่าย ให้ความรู้สึกชุ่มชื้น ผ่อนคลายและสบายผิว แม้จะไม่มีกลิ่นใดๆ เพราะทางแบรนด์ไม่ได้ใส่น้ำหอม

ovm 4

เมื่อทิ้งไว้ประมาณ 5 นาที ก็จะซึมและแห้งไปค่ะ สัมผัสที่ได้จะนุ่มนวล

ovm 5

ค่า pH อยู่ที่ประมาณ 5-6 ซึ่งถือว่าใกล้เคียงกับผิวดีค่ะ

ovm 6

มาทั้งทีไม่วิเคราะห์ส่วนผสมคงไม่ได้ เห็นเป็นมาสค์เนื้อเจลแบบนี้ แต่อัดแน่นมาด้วยส่วนผสมของสารบำรุงมากมายหลายชนิดเลยนะคะ

 

ส่วนผสม

สผส klaire

ส่วนผสมของนางจะค่อนข้างคล้ายกับตัว Essence นะคะ มีสารบำรุงบางตัวเพิ่มขึ้นมา เพื่อให้โดดเด่นด้านการลดผลเสียจากมลภาวะเพิ่มขึ้นค่ะ

 

ในส่วนผสมวันนี้มี่ทำสีไว้ 5 สี แต่ละสีก็จะมีจุดเด่นต่างๆกันค่ะ

 

  • สีฟ้า น่าจะเป็นพระเอกของผลิตภัณฑ์ Gossypium herbaceum callus culture extract ข้อมูลจากผู้ผลิตวัตถุดิบระบุว่าเป็นสารสกัดจากเซลล์เพาะเลี้ยงของฝ้ายชนิดหนึ่งที่ขึ้นในทะเลทรายแถวอาหรับ ในฝ้ายนี้ประกอบด้วยสารพฤกษเคมีที่มีโครงสร้างดูดกลืนรังสีได้ จึงให้ผลปกป้องเซลล์ผิวหนังจากแสงแดด ช่วยฟื้นฟูเซลล์ที่เสื่อมสภาพให้คืนสู่สภาพดี เสริมสร้างเซลล์ใหม่ และยังให้ความรู้สึกสบายผิว หรือ Soothing effect
  • สีเขียว คือ สารสกัดจากเมล็ด Acacia และ ราก Maca ที่ผ่านการย่อยทำให้ได้สารที่มีขนาดเล็กลง มี 2 ตัว คือ
    • Hydrolyzed acacia macrostachya seed extract มีชื่อทางการค้าว่า Aqualicia เป็นสารสกัดจากเมล็ด Acacia สายพันธ์หนึ่งในแอฟริกา ผ่านกรรมวิธีการย่อยให้ได้สารออกฤทธิ์ที่มีขนาดเล็กลง ทำให้เข้าผิวได้ดีขึ้น ออกฤทธิ์ได้ดีขึ้น สารนี้ช่วยควบคุมการเก็บกักน้ำของผิวหนังที่ระดับล่าง เพิ่มการสร้างสารดูดน้ำในผิวที่เรียกว่า Natural moisturizing factor (NMF) ผิวจึงอุ้มน้ำได้ดีมากขึ้น และมีความทนต่อสภาวะอากาศที่แห้งแล้งได้ดีขึ้น โดยเฉพาะหน้าหนาว
    • Hydrolyzed lepidum meyenii root extract มีชื่อทางการค้าว่า Skinergium เป็นสารสกัดจากราก Maca ที่พบในเปรู ที่ผ่านกรรมวิธีการย่อยเช่นกัน ประกอบด้วยเปปไทด์กับน้ำตาลโมเลกุลเล็ก ซึมซาบเข้าไปบำรุงผิว กระตุ้นการแบ่งตัวเพิ่มจำนวนของเซลล์ Fibroblast ที่เป็นเซลล์สร้างคอลลาเจนในผิว ลดริ้วรอย เพิ่ม Complexion ให้ผิว ทำให้ผิวดูมีสุขภาพดีขาวแบบมีเลือดฝาด
  • สีม่วง สารสกัดจากเมล็ด Flax และ เมล็ด Chia เมล็ดทั้งสองนี้มีสารประกอบในกลุ่มคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อนชนิดพิเศษ ที่สามารถดูดน้ำเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิวได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้สารประกอบพวกนี้ยังสามารถช่วยกระตุ้นการสังเคราะห์คอลลาเจนในผิวได้ และยังเป็น Antioxidant ช่วยชะลอวัยได้อีก
  • สีส้ม เป็นสารที่ได้จากกระบวนการหมักจุลินทรีย์ เป็นการใช้เทคโนโลยีทางชีวภาพ (Biotechnology) ในการเลี้ยงจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ แล้วสกัดแยกเอาสารต่างๆออกมาใช้ในทางเครื่องสำอางอีกที ได้แก่
    • Schizosaccharomyces pombe extract เป็นสารสกัดจากยีสต์ชนิดพิเศษที่ขึ้นบนองุ่นบริเวณริมทะเลของสเปน ผู้ผลิตวัตถุดิบ Claim ว่า สารสกัดจากยีสต์นี้หมักบ่มด้วยอุณหภูมิต่ำพิเศษ ทำให้ได้สารอาหารออกมามากกว่า ให้ผลกระตุ้นการแบ่งตัวของเซลล์ Fibroblast ที่เป็นเซลล์สร้างคอลลาเจน กระตุ้นการสร้างคอลลาเจน
    • Bifida ferment lysate ผู้ผลิตวัตถุดิบ Claim ว่า สารนี้จะช่วยซ่อมแซมความเสียหายที่เกิดขึ้นจากรังสี UV ปรับสมดุลภูมิคุ้มกัน เพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่ผิว
    • Galactomyces ferment filtrate สารที่ได้จากการเลี้ยงยีสต์สายพันธุ์ Galactomyces มีรายงานการวิจัยระบุว่าสามารถเพิ่มความแข็งแรงของ Barrier ที่ผิวหนังชั้นนอก โดยไปเพิ่มการทำงานของเอนไซม์ Caspase-14 ซึ่งเป็นเอนไซม์ที่ใช้ในการแปรสภาพโปรตีน Filaggrin ให้กลายเป็น กรดอะมิโนที่ทำหน้าที่เป็น Natural moisturizing factor หรือ NMF เพื่อช่วยในการดักจับน้ำรักษาความชุ่มชื้นของผิว (Arch Dermatol Res. 2013; 305(8):683-9.) และลดการสังเคราะห์ Melanin และลดสภวาะ Oxidative stress ในเซลล์ Melanocyte (J Am Acad Dermatol. 2014; 70(5)S1:AB) จึงมีประโยชน์ด้านความชุ่มชื้น และ Whitening ไปพร้อมๆกัน
  • สีชมพู เป็นกลุ่มของสารเติมน้ำ และสารบำรุงอื่นๆ มีอยู่หลายชนิดเหมือนกัน ได้แก่
  • ส่วนผสมของ Saccharide hydrolysate (and) maltodextrin มีชื่อทางการค้าว่า Sweetone ผู้ผลิตวัตถุดิบมี Claim ว่า สารนี้แยกมาได้จากผล Schizandra berry ที่เป็นพืชของจีน ผู้ผลิตได้ทำการศึกษาข้อมูลในระดับเซลล์เพาะเลี้ยง พบว่าสารนี้มีผลกดการสร้างสาร Cytokine หลายชนิดที่มีผลเหนี่ยวนำให้เกิดการอักเสบ ลดการสร้าง VEGF ซึ่งเป็นตัวการสร้างเส้นเลือดใหม่ มีความเกี่ยวข้องกับการเกิดรอยแดงของผิว ลดการสร้างยีนที่เกี่ยวกับตัวรับ TRPV-1 ซึ่งเป็นตัวรับที่เกี่ยวข้องกับการรับความรู้สึกร้อนและระคายเคือง ลดการสร้างเม็ดสีผิวที่เกิดจากกระบวนการอักเสบ ในภาพรวมจึงมีประโยชน์ในการลดการอักเสบ ให้ความรู้สึกสบายผิว ลดการสร้างเม็ดสีผิว ผู้ผลิตวัตถุดิบมีการศึกษาประสิทธิภาพในอาสาสมัครพบว่า อาสาสมัครที่ใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีสารตัวนี้ในความเข้มข้น 0.5% วันละ 2 ครั้งเป็นเวลา 56 วัน มีพื้นที่ผิวของเส้นเลือดฝอยใต้ผิวหนังลดลง จึงมีความแดงลดลง (TDS Sweetone, Laboratoires Expanscience)

swee ra mat

(Image from Laboratoires Expanscience)

  • Sodium hyaluronate เพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่ผิว
  • Sodium hyaluronate crosspolymer ตัวนี้เป็น Polymer แบบใหม่ของ Hyaluronic acid ที่มีการดัดแปลงโครงสร้างให้เป็นสาย Polymer ที่มีความยืดหยุ่น สามารถก่อฟิล์มบนผิว ให้คุณสมบัติเคลือบปกป้องผิว และเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิวได้ยาวนาน บริษัทผู้ผลิตวัตถุดิบมีการทดสอบประสิทธิภาพของสารนี้ในอาสาสมัครพบว่า สารนี้มีผลช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นของผิว ปรับสภาพผิวให้นุ่มและเรียบเนียน ความเป็นฟิล์มเคลือบผิวนี้สามารถปกป้องลดการระเหยของน้ำออกจากผิว เสมือนทำหน้าที่เป็น Barrier อีกชั้นหนึ่งให้กับผิว
  • Sodium polyglutamate และ polyglutamic acid สารประกอบเชิงซ้อนของ Glutamic acid ได้จากการหมักพืชบางชนิด มีคุณสมบัติเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิวได้ดีมาก ผู้ผลิตวัตถุดิบเคลมว่าเพิ่มความชุ่มชื้นได้มากกว่า Hyaluronic acid หลายเท่า
    • โดยเจ้า Sodium polyglutamate ผู้ผลิตวัตถุดิบเรียกว่าเป็น Super PGA มีการ Claim ว่า มีประโยชน์ในการเพิ่มความชุ่มชื้นได้ดีกว่า Hyaluronic acid มีคุณสมบัติเพิ่มความยืดหยุ่นให้ผิว ลดริ้วรอย ให้สัมผัสนุ่มนวลบางเบาไม่เหนอะหนะ
  • Gluconolactone อนุพันธ์ของน้ำตาล มีคุณสมบัติเป็น Multifunctional agent เป็นได้ทั้ง Additives ช่วยจับโลหะ เป็นสารระงับเชื้อจุลินทรีย์ และเป็น Active ingredients โดยช่วยเพิ่มความชุ่มชื้น เป็นสารในกลุ่ม Polyhydroxy acid (PHA) ให้คุณสมบัติการผลัดผิว (Exfoliant) คล้าย AHA แต่อ่อนโยน ระคายเคืองน้อยกว่า มีรายงานวิจัยสนับสนุนว่าการผลัดผิวของ PHA สามารถเพิ่มความชุ่มชื้น เพิ่มความแข็งแรงของ Barrier ผิวหนัง และมีคุณสมบัติเป็น Antioxidant รวมทั้งสามารถเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานของสารออกฤทธิ์ชนิดอื่นๆ ได้ ( 2004; 73(2 Suppl):3-13.)

 

ในด้านของเบส มาในเบสรูปแบบของอิมัลชั่น ประกอบด้วยน้ำ สารดูดน้ำ และซิลิโคนที่ช่วยเคลือบผิวอย่าง Dimethicone และสารปรุงแต่งที่เหลือก็ไม่มีตัวไหนที่ไม่เป็นมิตรกับผิว

 

ให้คะแนน

  1. สารบำรุง อัดแน่นมาด้วยส่วนผสมของสารบำรุงหลายชนิด มีประโยชน์โดยรวมในหลายๆด้าน ไม่ว่าจะเป็น Anti-pollution ต่อต้านมลภาวะตามชื่อผลิตภัณฑ์ เพิ่มความชุ่มชื้น antioxidant เสริมความแข็งแรงของ Barrier ผิว ลดการอักเสบและระคายเคือง รวมถึงด้านริ้วรอยได้ไปพร้อมๆกัน ถือว่าเป็นผลิตภัณฑ์ Anti-pollution ที่มาครบด้วยสารบำรุงอื่นๆที่ดูแลผิวได้ครบถ้วนแบบ Global effect ให้ไป 5 ฟลาสก์
  2. ส่วนผสมอื่นๆ มาในเนื้อเบสแบบอิมัลชั่น ที่ประกอบด้วยน้ำ สารดูดน้ำ และซิลิโคนเคลือบผิวตัวพื้นฐานอย่าง Dimethicone ซึ่งตัวนี้ไม่ได้กันน้ำกันเหงื่อแรงแบบซิลิโคนในกันแดดหรือเมคอัพ จึงล้างออกจากผิวได้ง่าย ไม่ต้องห่วงเรื่องอุดตัน สารปรุงแต่งอื่นๆก็ทำมาได้ดี ไม่มีสารที่ไม่เป็นมิตรกับผิว ให้ไป 5 ฟลาสก์
  3. การใช้งาน ตัวมาสค์มาในกระปุกแบบกว้าง ซึ่งการตักออกมาใช้อาจจะต้องหาไม้พายเล็กๆ หรือ ช้อนเล็กๆ เพราะเนื้อเจลไม่ได้ข้นมากขนาดที่จะตักออกมาแล้วเป็นเส้นสวย เหมือนจะเหลวไปนิดนึง เนื้อเจลบางเบา ไม่หนักผิว แห้งไว ไม่เหนอะหนะ ไม่มีน้ำหอม ใช้กลางคืน เช้าตื่นมาแล้วนุ่มฟูจริงอะไรจริงรู้สึกผิวมีสุขภาพดี ตาม claim ของแบรนด์ ส่วนตัวมี่ผิวแห้ง ใช้แทน Night cream ทุกวันก็ถือว่าชุ่มชื้นดี เอาอยู่สำหรับหน้าหนาวที่เชียงราย เรื่อง whitening กับริ้วรอยอาจจะยังเห็นไม่ชัดเพราะพึ่งเริ่มใช้ได้ประมาณ 2 สัปดาห์ แต่เรื่องชุ่มชื้นนี่ดีงามมาก สัมผัสได้ตั้งแต่คืนแรกที่ใช้ค่ะ ให้ไป 4.5 ฟลาสก์

 

คะแนน.jpg

สุดท้ายนี้ขอขอบคุณทางแบรนด์ Klairé ด้วยค่ะที่ส่งผลิตภัณฑ์ดีๆมาให้มี่ได้ทดลองใช้ และขอบคุณทุกๆท่านด้วยค่ะที่ติดตามรับชมมาจนจบ

 

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมสามารถติดต่อสอบถามได้กับทางแบรนด์ Klairé ได้โดยตรงเลยค่ะ

Facebook: https://www.facebook.com/KlaireOfficial

Instagram: Klaireofficial

www.beforeandaftercorp.com

 

Disclaimer/Conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากแบรนด์ Klairé การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสมตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล และผู้เขียนไม่ได้มีผลประโยชน์ใดๆในการขายสินค้า โปรดใช้วิจารณญาณ

Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสม เซรั่มวิตามินซี L-ascorbic acid ที่มาในเบสที่เป็น Propanediol จากแบรนด์ Nuceara กับ Asco C+ Booster serum

สวัสดีค่ะ

วันนี้มี่มีรีวิวเซรั่มวิตามินซีที่น่าสนใจมาฝากกันค่ะ

เป็นเซรั่มวิตามินซีจากแบรนด์ Nuceara กับ Asco C+ Booster serum ที่อัดแน่นด้วยวิตามินซีรูปแบบดั้งเดิม L-ascorbic acid ในความเข้มข้นจัดเต็มที่ 12% มาในเบส Propanediol ที่แทบจะไม่มีน้ำในส่วนผสม เพื่อรักษาความคงตัว ยังไม่พอ ในตำรับยังเสริมมาด้วยสารเพิ่มการดูดซึมด้วยหละ เรียกได้ว่า จัดเต็มมาเลยทีเดียวค่ะ

อีกจุดที่น่าสนใจคือ แพคเกจนางทำมาในขนาด 9 กรัม พอใช้ได้ประมาณ 2 สัปดาห์

หน้าตาเป็นแบบนี้นะคะ

as 1

ด้านในเป็นขวดปั๊มแบบ airless ค่ะ

as 2

ตัวเซรั่มมาในเนื้อแบบใส สีอมเหลือง ทางแบรนด์กล่าวว่าเป็นสีของสารสกัดธรรมชาติ ไม่ได้มาจากการเสื่อมสภาพของวิตามินซี ไม่มีกลิ่น เนื่องจากทางแบรนด์ไม่ได้ใส่น้ำหอมค่ะ

as 3

เกลี่ยได้ค่อนข้างง่าย ไม่เหนอะหนะ

as 4

ทิ้งไว้ซักประมาณ 5 นาทีก็จะซึมจนหมด ให้สัมผัสนุ่มนวลดีค่ะ

as 5

มาดูส่วนผสมกันบ้างนะคะ

สผส nuceara

เห็นมาเรียบง่ายแบบนี้ นางจัดมาเต็มนะคะ

  • สีม่วง: L-ascorbic acid เป็นวิตามินซีรูปแบบดั้งเดิมตามธรรมชาติ ซึ่งมีงานวิจัยอยู่หลายฉบับ โดยวิตามินซีมีประโยชน์มากมายกับผิว โดยมีคุณสมบัติเป็น Antioxidant ช่วยปกป้องผิวจากอนุมูลอิสระ ชะลอวัย เป็นส่วนหนึ่งของการสังเคราะห์คอลลาเจนของผิว มีผลยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ Tyrosinase ที่เป็นตัวสร้างเม็ดสีของผิว และลดการอักเสบ โดยรวมวิตามินซีจึงมีประโยชน์ด้าน Whitening ลดการอักเสบ และชะลอวัยป้องกันริ้วรอย
  • สีเขียว: เป็นสารบำรุง และสาร antioxidant
    • สารสกัดจากมะขามป้อม เป็น Antioxidant ที่ดี มีคุณสมบัติเป็น Whitening ผ่านยับยั้งเอนไซม์ Tyrosinase มีรายงานการวิจัยกล่าวว่า สารสกัดจากมะขามป้อมมีฤทธิ์เป็น Antioxidant และต่อต้านการทำงานของเอนไซม์ collagenase ที่ไปย่อยสลายคอลลาเจนในผิวจนเกิดเป็นริ้วรอย (Pharm Biol. 2016;54(9):1865-72.) การศึกษาในเซลล์เพาะเลี้ยงพบว่า สารสกัดมะขามป้อมมีคุณสมบัติเสริมการสร้างคอลลาเจน และ ยับยั้งเอนไซม์ MMP-1 ที่เป็นตัวย่อยสลายคอลลาเจน และอิลาสตินในผิว (J Ethnopharmacol. 2008;119(1):53-7) จึงเสริมประโยชน์ด้าน Whitening และชะลอวัยลดริ้วรอย
    • Tetracarboxymethyl naringinchalcone เป็นสาร Antioxidant ที่ดัดแปลงมาจากสารที่พบในพืชตระกูลส้ม ผู้ผลิตวัตถุดิบ Claim ว่ามีประโยชน์ในการลดการอักเสบระคายเคืองของผิว และลดรอยแดง
    • Pentaerythrityl tetra-di-t-butyl hydroxyhydrocinnamate สารชื่อยาวๆนี้ เป็นสาร Antioxidant โมเลกุลใหญ่ที่มีความคงตัวสูง ผู้ผลิตวัตถุดิบ Claim ว่า ให้ผลดีในการปกป้องสารในตำรับจากปฏิกิริยา Oxidation ต่างๆ ไม่ให้เสื่อมสลายไป
  • สีฟ้า เป็นกลุ่มของสารที่เรียกว่า Chemical penetration enhancer หรือ CPE มีประโยชน์ในการเพิ่มการดูดซึมสารอื่นเข้าสู่ผิว ในที่นี้ก็คงจะใส่มาเพื่อช่วยเพิ่มการดูดซึมของวิตามินซีเข้าสู่ผิว

 

ในภาพรวมจุดเด่นของ Asco C+ booster serum มีค่อนข้างเยอะเลยนะคะ

  1. จุดแรกคือ นางเอา L-ascorbic acid มาใส่ในเบสที่เป็น Propanediol ซึ่งเป็นสารเพิ่มความชุ่มชื้น และเป็นตัวทำละลายที่มีความคล้ายกับ Propylene glycol ซึ่งผู้ผลิตวัตถุดิบ Claim ว่าได้จากการหมักข้าวโพด และมีความปลอดภัยกว่า Propylene glycol จากส่วนผสมจะเห็นว่าในส่วนผสมมีน้ำอยู่ค่อนข้างน้อยมาก เพื่อรักษาความคงตัวของ Ascorbic acid เอาไว้
  2. จุดที่สองคือ นางใช้ Ascorbic acid ในรูปแบบ L-ascorbic acid ซึ่งเป็นรูปแบบดั้งเดิมตามธรรมชาติ และเป็นรูปแบบที่มีงานวิจัยอยู่หลายฉบับ ในความเข้มข้น 12% ค่ะ
  3. จุดที่สาม คือ ทางแบรนด์ Claim ว่า Ascorbic acid ที่นางใช้ มีคุณภาพในเกรด USP ซึ่งเป็นเกรดมาตรฐานเภสัชตำรับของอเมริกา เป็นเกรดที่เอาไว้ปรุงยาได้ค่ะ
  4. จุดที่สี่ คือ นางใช้สารเพิ่มการดูดซึม (Percutaneous absorption enhancer) อย่าง Isoprene glycol กับ Ethyoxydiglycol เพื่อเสริมการดูดซึมเข้าสู่ผิวค่ะ

 

มาให้คะแนนกันดีกว่านะคะ เนื่องจากวันนี้ส่วนผสมค่อนข้างน้อย เลยขอปรับการให้คะแนนเป็น 2 หัวข้อ คือ ส่วนผสม กับ การใช้งาน จากคะแนนเต็มหัวข้อละ 5 นะคะ

  1. ส่วนผสม ในด้านของสารบำรุง เน้นไปที่ตัว L-ascorbic acid ซึ่งเป็นรูปแบบดั้งเดิมตามธรรมชาติ ที่มีรายงานการวิจัยกล่าวถึงอยู่หลายฉบับเหมือนกัน เสริมมาด้วยสาร antioxidant เพื่อรักษาความคงตัว และเพิ่มอีก 1 step ด้วยการใช้เบสหลักที่เป็น Propanediol ในด้านสารบำรุงยังเสริมสารสกัดจากมะขามป้อม กับ Tetracarboxymethyl naringinchalcone ที่เป็น antioxidant และมีประโยชน์ในการลดการอักเสบระคายเคือง ในส่วนผสมไม่มีสารที่ไม่เป็นมิตรกับผิวเลย และมีส่วนผสมอยู่เท่าที่จำเป็น จึงรบกวนผิวน้อย ให้ไป 5 คะแนน
  2. การใช้งาน เซรั่มตัวนี้ส่วนตัวมี่จะลงเป็นขั้นตอนที่สองหลังจากเช็ดหน้าด้วยโทนเนอร์ ก่อนทาครีมตัวอื่นทับอีกชั้น ใช้มาประมาณร่วม 2 สัปดาห์ ก็ไม่ได้รู้สึกแสบร้อน หรือว่าระคายเคืองอะไร Feeling หลังใช้จะนุ่มผิว ไม่ได้แห้งตึง เรื่องของรอยแดง ส่วนตัวมี่รู้สึกว่า อาการแดงลดลงนะคะ เรื่องของผิวนุ่มฟู ตัวนี้ตอบโจทย์ได้อยู่ ส่วนผลด้าน Whitening กับ ริ้วรอย ตอนนี้อาจจะยังไม่ค่อยชัด น่าจะต้องลองซัก 1 เดือนค่ะ ความประทับใจโดยรวมขอให้ไป 5 คะแนน

คะแนน asco

สุดท้ายนี้ขอขอบคุณทางแบรนด์ Nuceara beauty ด้วยนะคะที่ส่งผลิตภัณฑ์ดีๆมาให้มี่ได้ทดลองใช้ และขอบคุณทุกท่านด้วยค่ะที่ติดตามรับชมมาจนจบ พบกันใหม่โอกาสถัดไป สวัสดีค่ะ

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติม สามารถติดต่อสอบถามได้ที่ทางแบรนด์โดยตรงเลยนะคะ

Facebook : https://www.facebook.com/nucearaThailand/

Line : @nuceara

Discliamer/conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากทางแบรนด์ Nuceara การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสมตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล และผู้เขียนไม่ได้มีผลประโยชน์ใดๆในการขายสินค้า โปรดใช้วิจารณญาณ

Image

[Beauty Talks] ผลของมลภาวะกับผิวพรรณ

เดี๋ยวนี้นักวิทยาศาสตร์เริ่มสนใจผลของมลพิษที่มีต่อผิวกันมากขึ้นแล้วค่ะ มีรายงานการวิจัยอยู่ไม่น้อยเลย ที่ศึกษาและพบว่ามลพิษต่างๆมีผลเสียกับผิวมากมาย ใน Blog เก่าที่เคยเขียนไว้ก็ยังไม่ค่อยอัพเดท วันนี้เลยขอมาอัพเดทอีกรอบนะคะ

เปิดด้วยภาพถ่ายจากน่านฟ้าเมืองเชียงราย เมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2561 ที่ผ่านมา ขมุกขมัวมากเลย เห็นแล้วก็เหนื่อยใจจังค่ะ

air poll.jpg

 

เปิดประเด็นกับคำถามที่ว่า มลพิษ หรือ Pollution คืออะไร?

นิยามจาก WHO กล่าวว่า “Pollutions are contamination of the indoor or outdoor environment by any chemical, physical or biological agent that modifies the natural characteristic of the atmosphere”

 

แปลเป็นไทยง่ายๆว่า มลพิษคือสิ่งเจือปนในสิ่งแวดล้อม สิ่งเจือปนนี้อาจจะเป็นได้ทั้ง สารเคมี วัสดุทางกายภาพ เช่น ฝุ่นละอองขนาดเล็ก หรือ วัสดุชีวภาพ เช่น เกสรดอกไม้ สปอร์เชื้อรา ก็ได้ เดี๋ยวนี้มีรายงานมาบอกอีกว่า เกสรดอกไม้ที่ล่องลองในอากาศสามารถเหนี่ยวนำให้ผิวเกิดการอักเสบ และ Barrier ผิวเสียได้อีก เรียกได้ว่า อีกหน่อยคงต้องเอาพลาสติกมาห่อตัวแล้วหละ

 

ทุกวันนี้ปัญหามลภาวะที่ยิ่งใหญ่ที่สุด คือ มลภาวะทางอากาศค่ะ

รูปสองรูปนี้คือรูปที่ถ่ายจากมุมเดียวกัน เดือนเดียวกัน แต่ถ่ายก่อนและหลังฝนตก น่ากลัวใช้ได้เลยทีเดียว ควันๆนี่ไม่ใช่หมอกแต่อย่างใดนะคะ คือ ฝุ่นละอองมลภาวะล้วนๆ

Beijing_smog_comparison_August_2005.png

(By Bobak (Own work) [CC BY-SA 2.5 (https://creativecommons.org/licenses/by-sa/2.5)%5D, via Wikimedia Commons)

 

เราพบว่าในภูมิภาค Asia Pacific บ้านเรานี้มีมลภาวะสูงเป็นอันดับ 1 ของโลกเลยค่ะ พีคไปอีก

 

แบ่งชนิดของมลภาวะได้เป็นสองกลุ่มหลักๆ คือ กลุ่มของฝุ่นละอองในอากาศ หรือ Particulate matter (PM) ซึ่งมีด้วยกัน 3 ชนิดย่อยๆ คือ

  1. Coarse particle มีขนาดอยู่ในช่วงประมาณ 10 ไมครอน เรียก PM10 เกิดจากเครื่องยนต์ต่างๆ
  2. Fine particle มีขนาดอยู่ในช่วงประมาณ 2.5 ไมครอน เรียก PM2.5 เกิดจากการเผาไหม้
  3. Ultrafine particle มีขนาดเล็กมาก น้อยกว่า 0.1 ไมครอน อันนี้ยังไม่ค่อยมีใครพูดถึงค่ะ

pm2.5_scale_graphic-color_2.jpg

(ที่มา EPA. https://www.epa.gov)

 

มีรายงานวิจัยหลายๆฉบับพบว่า PM เหล่านี้สามารถแทรกซึมลงไปในผิวและสามารถทำให้เกิดความเสื่อมของผิวต่างๆได้ค่ะ

โดยเมื่อ PM ลงไปในผิว นางจะไปเหนี่ยวนำให้เกิดอนุมูลอิสระ และสารก่อนการอักเสบในกลุ่มของ Interleukins บางชนิด ทำให้เกิดอาการอักเสบ และเกิดความเสื่อมต่างๆของผิวมากมายค่ะ

เราสามารถสรุปได้ ย่อๆ ว่า มลภาวะ มีผลต่อผิว 4 ประการหลัก คือ อักเสบ เหี่ยว ดำ และ เสื่อม

  • อักเสบ คือ การที่มลภาวะเหล่านี้ซึมลงไปในผิวแล้วกระตุ้นให้เกิดการสร้างสารก่อการอักเสบในตระกูลของพวก Interleukins ขึ้นมา ซึ่งจะมีผลทำให้ผิวเราเกิดการอักเสบต่างๆมากมาย
  • เหี่ยว เมื่อมลภาวะลงไปในผิวจะไปเหนี่ยวนำให้เกิดอนุมูลอิสระขึ้นมาในผิว ที่จะมีผลทำให้เอนไซม์ MMP ทำงานเพิ่มขึ้น เอนไซม์นี้เป็นเอนไซม์ที่ไปย่อยสลายคอลลาเจนและอิลาสตินในผิว ทำให้ผิวเหี่ยวและเกิดเป็นริ้วรอยตามมา
  • ดำ อนุมูลอิสระที่เกิดขึ้นจากมลภาวะสามารถไปเหนี่ยวนำให้เซลล์สร้างเม็ดสีผิว สร้างเม็ดสีผิวมากขึ้น ทำให้ผิวดำคล้ำ หรือ เกิดเป็นจุดด่างดำ
  • เสื่อม มลภาวะทำลาย Barrier ผิว ทำให้ Barrier ผิวเสื่อมลง ผิวจะแพ้ได้ง่ายขึ้น

 

นอกจากเหล่า PM พวกนี้แล้ว มีอีกสิ่งที่วงการเครื่องสำอางค่อนข้างกลัวก็คือ กลุ่มของสารอินทรีย์ ที่เป็นกลุ่มของ PAH หรือ Polycyclic aromatic hydrocarbon เช่นกลุ่มของสาร Benzo[a]pyrene ที่เกิดจากการเผาไหม้ที่ไม่สมบูรณ์ สารกลุ่ม PAH พวกนี้สามารถลงไปในผิวและกระตุ้นให้เกิดการอักเสบต่างๆและเกิดเป็นริ้วรอยขึ้นมาได้ รวมไปถึงเพิ่มอุบัติการณ์ในการเกิดมะเร็งด้วยค่ะ

 

การศึกษาของ Pan และคณะ เมื่อปี 2015 ได้ทดสอบผลของมลภาวะที่ประกอบด้วย โลหะหนัก กับ PAH ต่อผิวหนังของหมู พบว่า มลภาวะที่มีส่วนผสมของ PAH มีผลทำให้การทำงานของ Barrier ผิวของหมูเสียไป มีการระเหยของน้ำออกจากผิวหมูมากขึ้น ทำให้สารหลายๆชนิดซึมผ่านเข้าออกผิวหนังได้ดีขึ้น (ตรงนี้อย่านึกว่าดีนะคะ เพราะถ้าสารก่อภูมิแพ้ลงไปในผิวได้ง่ายแล้ว ใช้อะไรก็จะแพ้ง่ายหมด ทีนี้จะใช้อะไรก็ลำบาก) นอกจากนี้ ลมภาวะที่มี PAH ยังทำให้เกิดอาการอักเสบเพิ่มขึ้นอีก

 

การศึกษาจากบริษัท ID bio – Ester Technopole พบว่า Benzo[a]pyrene มีผลไปกดการทำงานของ สิ่งที่เรียกว่า Tight junction ซึ่งเป็นช่องแคบๆที่คอยกั้นไม่ให้น้ำและสารโมเลกุลเล็กๆออกจากผิว พอเจ้า Tight junction ลดลง Barrier ก็จะเสียไป ทำให้น้ำระเหยออกจากผิวได้ง่ายขึ้น เกิดเป็นผิวแห้ง และทำให้สารต่างๆซึมผ่านเข้าออกผิวได้ง่ายขึ้น เสี่ยงเป็นผิวแพ้ง่าย

 

บทความของ Roberts (2015) ได้กล่าวว่า เมื่อสารในกลุ่ม PAH ลงไปในผิวจะเกิดการแปรสภาพเป็น สารในกลุ่ม Quinone ซึ่งเหนี่ยวนำให้เกิดการสร้างอนุมูลอิสระขึ้นมา อนุมูลอิสระนี้จะไปเหนี่ยวนำให้เกิดการอักเสบ  มีการสร้างเอนไซม์ MMP มากขึ้น ซึ่งเอนไซม์ MMP เป็นตัวย่อยสลายคอลลาเจนและอิลาสตินในผิว เกิดเป็นริ้วรอยขึ้นมา และยังมีผลทำให้เกิดการสร้างเม็ดสี Melanin เพิ่มขึ้นอีกด้วย ซึ่ง Roberts บอกว่า การที่โลกเรามี Pollution มากขึ้น อาจจะเป็นสาเหตุหนึ่งที่อธิบายได้ว่าทำไมคนเป็นฝ้าเพิ่มขึ้น

 

จะเห็นว่า Pollution นี่ค่อนข้างน่ากลัวเลยทีเดียวค่ะ ทั้งเหี่ยว ทั้งอักเสบ ทั้งดำ ทั้งทำให้ผิวบอบบางได้อีก

 

Ref:

Kim et al. Life Sci. 2016;152:126-134.

Pan et al. J Dermatol Sci. 2015;78(1):51-60.

Roberts WE. J Drugs Dermatol. 2015;14(4):337-41.

 

Note: สงวนลิขสิทธิ์ในบทความตามพ.ร.บ.ทรัพย์สินทางปัญญา

Image

[Beauty Talks] เราใช้ Cleansing water แทน Toner ได้จริงๆหรือ

เรียกได้ว่าเป็นความเชื่อของหลายๆคน ที่เชื่อว่า Cleansing water นั้นจะเหมือนกับ Toner เพราะด้วยความที่นางเป็นน้ำใสๆ เหมือนกัน จุดประสงค์ในการใช้ก็เกือบจะคล้ายๆกัน

เอ๊ะ แล้วความจริงเราใช้แทนกันได้ไหม วันนี้จะพาไปหาคำตอบค่ะ

 

มี่จะเริ่มต้นโดยการยกตัวอย่างส่วนผสมของ Cleansing water มาเทียบกับ Toner นะคะ

 

ส่วนผสมของ Cleansing water ยี่ห้อหนึ่ง

สผส cleansing.jpg

จากส่วนผสมจะเห็นว่า ใน Cleansing water เราจะมีพระเอกอยู่ 1 ตัว คือ พวกสารทำความสะอาด ที่เป็นสารลดแรงตึงผิว หรือ Surfactant ซึ่งจะทำหน้าที่ทำความสะอาดชะล้างสิ่งสกปรกและ makeup ต่างๆค่ะ

Surfactant นี้ไม่ใช่ว่านางจะดีนะคะ นางดึงเอาสิ่งสกปรกออกจากผิวได้ก็จริง แต่นางก็จะดึงไขมันดีๆออกจากผิวไปด้วย นางแยกไม่ออกหรอกค่ะว่าอันไหนดีอันไหนไม่ดี

Surfactant นี้เวลาลงผิวก็จะมีชะตากรรมหลายแบบค่ะ นางอาจจะละลายน้ำออกไปไม่เกิดอะไรขึ้นก็ได้ หรือ นางอาจจะดึงเอาไขมันดีๆที่เป็น Barrier ผิวออกมา ผลคือ Barrier เรามีช่องโหว่ ทำให้สารก่อการแพ้ต่างๆลงผิวได้ง่ายขึ้นกลายเป็นผิวแพ้ง่ายไป หรือ นางอาจจะไปสอดแทรกรวมกับ Barrier ผิว แล้วทำให้ Barrier ผิวเราเสื่อมได้เหมือนกันค่ะ

นอกจากนี้พวก surfactant ที่ตกค้างในผิว อาจจะไปกระตุ้นให้เกิดการอักเสบและระคายเคืองได้อีก ไม่ดีเลยนะคะ ใช้แล้วควรจะไปล้างออก แม้เค้าจะบอกว่า Leave-on ได้ ก็ไม่ควร Leave-on บ่อยๆค่ะ

 

แต่ถ้าเรามาดูส่วนผสมของ Toner

สผส toner

มี่ขอยกตัวอย่าง Witch hazel toner นะคะ เพราะเป็น toner ที่ classic ที่สุดตัวหนึ่ง นางมีประโยชน์มากมายในด้านกระชับรูขุมขน ควบคุมความมันค่ะ

ในส่วนผสมจะเห็นว่า โทนเนอร์ที่ใช้หลังล้างหน้า จะมีส่วนผสมของสารบำรุงอยู่ค่ะ แม้จะมี surfactant อยู่บ้าง แต่นั้นก็มาในลำดับท้ายๆ เขาใส่มาเพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์ที่มีความใสค่ะ ปริมาณน้อยๆขนาดนี้ไม่น่าจะมีผลกับผิวรุนแรงมากเหมือนตัว cleansing water ซึ่งมีส่วนผสมของ surfactant มากกว่าค่ะ

 

ดังนั้น

 

เราไม่ควรใช้ Cleansing water แทน Toner นะคะ เพราะ Cleansing water ถูกออกแบบมาเพื่อให้ใช้ทำความสะอาดเมคอัพ และสิ่งสกปรกต่างๆ เช็ดเสร็จแล้ว ควรไปล้างหน้าอีกรอบ เพื่อเอา surfactant ออกไปจากผิวค่ะ และหลังจากล้างหน้าก็ควรจะเติมน้ำ เติมน้ำมันคืนสู่ผิว เพื่อคืนสมดุลให้กับผิวด้วยค่ะ

 

พบกันใหม่โอกาสถัดไป สำหรับวันนี้สวัสดีค่ะ

Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสมเซรั่มเพื่อผิวแข็งแรง Wady skin barrier fortifier ที่อัดแน่นด้วยส่วนผสมฟื้นฟู barrier ผิว

สวัสดีค่ะ

วันนี้มี่มีรีวิวเซรั่มดีๆฝีมือคนไทย ที่เน้นด้านการฟื้นฟูและเสริม Barrier ของผิวมาฝากกันค่ะ

เป็นเซรั่มจากแบรนด์ Wady ที่มีชื่อว่า Wady Skin barrier fortifier ค่ะ

หน้าตาเป็นแบบนี้ค่ะ

นางมาในกล่องทรง 6 เหลี่ยม

wady 4.JPG

พอเปิดฝามาจะเจอ Gimmick ของแบรนด์ที่กล่าวว่า “First step to stronger skin”

wady 5

เหมือนอารมณ์ประมาณว่า เป็นขั้นตอนแรกสู่ผิวแข็งแรงค่ะ

ด้านในเป็นขวดแก้วทรงระฆังมีหลอดหยดค่ะ

wady 6

เนื้อเซรั่มเป็นแบบน้ำนม ทางแบรนด์ไม่ใส่น้ำหอมเลยมีกลิ่นจางๆของวัตถุดิบนิดหน่อยค่ะ

wady 1

เกลี่ยได้ค่อนข้างง่าย ซึมผิวไว แห้งไว ไม่เหนอะหนะ ให้ความรู้สึกชุ่มชื้น และนุ่มดีค่ะ

wady 2

ค่า pH อยู่ที่ราวๆ 5 ซึ่งใกล้เคียงกับผิวดีนะคะ

wady 3

ก่อนไปดูส่วนผสม เล่าถึงองค์ประกอบของ Barrier ผิวซักหน่อยนะคะ ผิวเราจะมีกลไกสำคัญ 3 อย่างที่ทำหน้าที่เป็น Barrier ช่วยในการเก็บกักน้ำ ป้องกันไม่ให้สารภายในออกไปข้างนอก และป้องกันไม่ให้สิ่งอันตรายต่างๆจากภายนอกเข้ามาข้างในผิว

องค์ประกอบที่สำคัญ 3 อย่างนั้นก็คือ

  1. สารไขมัน ซึ่งเรียงตัวเป็นชั้นๆ (Lipid lamellar) ไขมันนี้ประกอบด้วย Ceramide, Cholesterol และ กรดไขมัน (Fatty acid)
  2. ารโมเลกุลเล็กๆที่ชอบน้ำ ทำหน้าที่จับน้ำไว้กับผิว เรียก Natural moisturizing factor หรือ NMF ได้แก่ กรดอะมิโน Sodium PCA น้ำตาล เกลือและอิออน บางชนิด
  3. การเรียงตัวสลับซับซ้อนของเซลล์ผิวในชั้นนอกสุด หรือ Stratum corneum และ โปรตีน Keratin

ว่ากันว่าไขมันจะเป็นส่วนที่สำคัญที่สุดในการเป็น Barrier ของผิว หลายๆแหล่งเลยว่ากันว่าผลิตภัณฑ์ที่จะฟื้นฟูให้ Barrier ผิวแข็งแรง ควรจะประกอบด้วยไขมันทั้ง 3 ชนิด คือ Ceramide, Cholesterol และ กรดไขมัน (Fatty acid) ในสัดส่วนที่เหมาะสมค่ะ

 

มาดูส่วนผสมกันบ้างนะคะ เรียกได้ว่ามากันแน่นเลยทีเดียว

สผส wady

จากรูปมี่ทำแถบสีสารบำรุงต่างๆเอาไว้นะคะ

สารบำรุงที่ทาง Wady ใส่มา มีค่อนข้างเยอะเลยค่ะ ถ้าแบ่งเป็นกลุ่มๆ จะแบ่งประมาณนี้ค่ะ

  1. กลุ่มวิตามิน: แทนด้วยสีน้ำเงิน มีส่วนผสมของวิตามินอี ซี บี3 และ บี5 อยู่ค่ะ
  • วิตามินอี ใช้ในรูปแบบของ Tocopheryl acetate มีประโยชน์เป็น antioxidant
  • วิตามินบี 5 เป็นรูปของ Panthenol มีประโยชน์ในการเพิ่มความชุ่มชื้น และลดการอักเสบระคายเคือง
  • วิตามินบี 3 ในรูป Niacinamide ซึ่งมีประโยชน์กับผิวหลายด้าน รูปแบบหนึ่งของวิตามินบี 3 มีรายงานว่า สารตัวนี้สามารถเป็น Whitening ช่วยปรับสภาพสีผิวให้สม่ำเสมอ โดยไปรบกวนการส่งผ่านของเมลานินที่สร้างเสร็จแล้ว ลดการอักเสบในผิว เพิ่มการไหลเวียนเลือด ช่วยเพิ่มความแข็งแรงให้ผิวโดยไปกระตุ้นการสร้าง Ceramides กรดไขมัน และไขมันชนิดต่างๆในหนังกำพร้า และยังเป็น Antioxidant ด้วย (Int J Cosmet Sci 2005; 27:255–261)
  • วิตามินซี ใช้ในรูป Caprylyl 2-glyceryl ascorbate เป็นวิตซีรูปแบบใหม่ของทางญี่ปุ่น ผู้ผลิตวัตถุดิบเคลมว่า นอกจากให้ผลช่วยเรื่อง Antioxidant ลดการสร้างเม็ดสี และเป็นส่วนหนึ่งในขั้นตอนการสังเคราะห์คอลลาเจนแล้ว สารนี้ยังมีคุณสมบัติช่วยกระตุ้นการสร้าง Ceramide ในผิวได้
  1. กลุ่มไขมันทดแทน Barrier ผิว แทนด้วยสีน้ำตาล ประกอบด้วยไขมันที่เป็นองค์ประกอบของ Barrier ผิว อย่าง Ceramide, Cholesterol, และกรดไขมัน Oleic acid รวมถึง Caprylic/capric triglyceride ซึ่งเป็นไขมันชนิดหนึ่ง และ Phytosphingosine ซึ่งเป็นสารที่ร่างกายเอาไปสร้าง ceramide ได้ข้อมูลจากผู้ผลิตวัตถุดิบระบุว่าสารนี้มีคุณสมบัติลดการอักเสบ ลดรอยแดงจากสิว และลดการเกิดสิวได้ (Sphingosine, Evonik Industry)
  2. กลุ่มสีเขียวจะเป็นสารที่ดูดน้ำเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิว และทำหน้าที่เป็น NMF หรือ Natural moisturizing factor ที่เป็นสารที่ช่วยในการเก็บกักน้ำตามธรรมชาติของผิว ถือว่าใส่มาหลายชนิดเลยทีเดียว
  3. กลุ่มสีม่วงเป็นสารบำรุงอื่นๆ เช่น
  • สารสกัดจากข้าวโอ๊ต Allantoin และ ชะเอม มีประโยชน์ในการลดการอักเสบระคายเคือง และให้ความรู้สึกสบายผิว
  • สารสกัดจากเซลล์เพาะเลี้ยงกุหลาบมอญ หรือที่วงการเครื่องสำอางเรียกว่า plant stem cell ข้อมูลจากผู้ผลิตวัตถุดิบระบุว่ามีคุณสมบัติเด่นในด้าน Whitening รองลงมาคือเป็น antioxidant ช่วยในการชะลอวัย และมีคุณสมบัติในด้านลดการอักเสบ
  • Copper tripeptide-1 เป็น สารประกอบ Peptide ที่จับกับแร่ธาตุ Copper มีคุณสมบัติในการกระตุ้นการสมานแผล ลดริ้วรอย เพิ่มความยืดหยุ่นให้ผิว มีรายงานการวิจัยทดสอบถึงการซึมผ่านผิว พบว่าสารนี้ซึมผ่านผิวได้ในระดับที่ดีพอที่จะออกฤทธิ์เป็นสารต่อต้านกระบวนการอักเสบในผิวได้ (inflamm Res. 2011;60(1):79–)

 

โดยรวมคือเซรั่มนี้มีคุณสมบัติในการเพิ่มความชุ่มชื้น มีส่วนประกอบที่ช่วยในการฟื้นฟู Barrier ผิวอยู่ครบทั้งไขมันและ NMF ซึ่งจะช่วยให้ผิวแข็งแรง มีสารบำรุงเสริมมาในด้านของ Whitening ลดการอักเสบและระคายเคือง ชะลอวัยป้องกันริ้วรอย และยังมีประโยชน์เรื่องดูแลสิว ซึ่งถือว่าดูแลผิวได้ค่อนข้างครบ และมีประโยชน์กับผิวในหลายๆด้าน

ในด้านเบสเป็นแบบน้ำนม ไม่มีส่วนผสมของซิลิโคนและแอลกอฮอล์ และสารอื่นๆที่ไม่เป็นมิตรกับผิว

ให้คะแนน

  1. สารบำรุง เป็นเซรั่มที่เน้นการฟื้นฟู Barrier ผิวให้แข็งแรง เพิ่มความชุ่มชื้น และมีประโยชน์เสริมให้กับผิวในหลายด้านไม่ว่าจะเป็น Whitening ลดการอักเสบและระคายเคือง ชะลอวัยป้องกันริ้วรอย และยังมีประโยชน์เรื่องดูแลสิว จึงถือว่าทำมาได้ค่อนข้างครบ ให้ไป 5 ฟลาสก์
  2. ส่วนผสมอื่นๆ ไม่มีส่วนผสมของซิลิโคน แอลกอฮอล์ และสารอื่นที่ไม่เป็นมิตรกับผิว เลยไม่มีที่ให้หักคะแนน ให้ไป 5 ฟลาสก์
  3. การใช้งาน สังเกตว่าผลิตภัณฑ์ส่วนใหญ่ที่ทำมาเพื่อฟื้นฟู Barrier ผิว มักจะมาในเบสน้ำมันที่ค่อนข้างจะหนักผิว เพื่อรักษาความชุ่มชื้น และเคลือบผิวได้ดี แต่คนที่มีผิวมันอาจจะไม่ชอบ มี่ว่าตัวนี้เป็นเซรั่มที่มีเนื้อค่อนข้างเบา ไม่เหนอะหนะ ไม่หนักผิว น่าจะเหมาะกับคนผิวมัน แต่คนผิวแห้งแบบมี่อาจจะรู้สึกว่าเบาไปนิดนึง ต้องหาครีมมาเสริมอีกทีค่ะ หลังจากใช้มาอยู่เดือนกว่า ก็รู้สึกว่าผิวชุ่มชื้นดี ช่วงนี้แถวบ้านกำลังเริ่มหนาว ก็ไม่ได้มีอาการผิวแห้งลอกแต่อย่างใด ถือว่าทำมาได้ประทับใจอยู่ค่ะ จุดนี้ขอให้ไป 4 ฟลาสก์ค่ะ

 

คะแนน wady

สุดท้ายนี้ขอขอบคุณทางแบรนด์ Wady ด้วยค่ะ ที่ส่งสินค้าดีๆมาให้มี่ได้ทดลองใช้ และขอบคุณทุกท่านด้วยค่ะที่ติดตามรับชมมาจนจบ

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ทางแบรนด์โดยตรงเลยนะคะ

https://www.facebook.com/wadycosmetics/

 

แล้วพบกันใหม่โอกาสถัดไป สำหรับวันนี้ สวัสดีค่ะ

Disclaimer/conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากทางแบรนด์ Wady การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสมตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล และผู้เขียนไม่ได้มีผลประโยชน์ใดๆในการขายสินค้า โปรดใช้วิจารณญาณ

Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสม DermArtlogy Ageless cream สูตรปรับปรุงใหม่ กับ ampoule ทั้ง 5 สูตร พร้อมแบบสอบถามวิเคราะห์สภาพผิวตาม Baumann skin typing system

สวัสดีค่ะ

วันนี้มี่เอารีวิวครีม Ageless ตัวดังตัวใหม่ สูตรปรับปรุงจากแบรนด์ DermArtlogy มาฝากทุกคนกันค่ะ

DermArtlogy เป็นแบรนด์เวชสำอางน้องใหม่ในเครือของบริษัท Neopharm ประเทศเกาหลี ที่ผลิตครีมชื่อดังอย่าง Atopalm นั่นเองค่ะ

โดยตัว Ageless cream นี้ ก็มีการใช้เทคโนโลยี MLE (Multi-lamella emulsion) แบบแบรนด์ Atopalm ชื่อดังค่ะ

ในสูตรใหม่นี้ ทางแบรนด์เคลมว่า มีการเพิ่มส่วนผสมที่เสริมกระบวนการ Autophagy ของผิว เป็น 2 เท่ากันเลยค่ะ

หน้าตาของ Ageless cream สูตรใหม่เป็นแบบนี้ค่ะ

derm 1

ตัวแพคเกจจะดูหรูหรามากขึ้นกว่าสูตรเก่า เปลี่ยนจากขวดพลาสติก มาเป็นแบบพลาสติกอคริลิก ชนิด airless pump ที่มีความสวยงาม สีม่วงลาเวนเดอร์

ด้านตัวกล่องก็ปรับใหม่ค่ะ มาในความเรียบหรูและสวยงามมากขึ้น

derm 7

ที่ด้านหลังจะมีคำเคลมพร้อมกับส่วนผสมอยู่ค่ะ

derm 9

ก็จะพูดถึงเรื่องของ Aquatide กับ Technology MLE ซึ่งเดี๋ยวมี่มาเล่าให้ฟังอีกทีตอนถึงช่วงวิเคราะห์ส่วนผสมนะคะ

อีกจุดหนึ่งที่น่าสนใจ และทำให้ครีม Ageless เป็นอีกทางเลือกหนึ่งของสาว(และหนุ่ม)ผิวแพ้ง่ายก็คือเรื่องของการพัฒนาสูตรมาเป็นแบบ 10 non-added formula

derm 10

ซึ่งสารเหล่านี้ก็จะไม่ค่อยเป็นมิตรกับผิวเท่าไหร่ค่ะ

ล่าสุด Phenoxyethanol ที่เขาว่า safeๆ กัน ก็เริ่มเจอว่าทำให้เกิดอาการไม่พึงประสงค์บ้างแล้วหล่ะ เรียกได้ว่าทางแบรนด์ก็เกาะกระแสตัดออกไปเป็นรายแรกๆเลย

มาดูตัวครีมกันบ้างนะคะ

เนื้อครีมจะคล้ายๆกับสูตรเดิมค่ะ

derm 2

เกลี่ยง่าย ลื่นๆหน่อย แห้งไว ไม่เหนอะหนะและหนักผิว

derm 3

ค่า pH อยู่ที่ประมาณ 5 – 6 ค่ะ ถือว่าใกล้เคียงกับผิวดี

derm 4

ในด้านของส่วนผสม เป็นดังนี้ค่ะ

สผส ageless ใหม่

ว่าแต่อะไรคือ Autophagy?

Autophagy เป็นศัพท์เทคนิคทางชีววิทยา หมายถึง ปฏิกิริยาที่เซลล์ในร่างกายทำลายเซลล์อีกเซลล์หนึ่ง แล้วนำเอาองค์ประกอบภายในเซลล์ที่โดนทำลายไป ไป Recycle สร้างเซลล์ใหม่ออกมาทดแทน เพื่อให้ร่างกายทำหน้าที่ได้อย่างปกติ

ที่ผิวหนังพบว่าการ Autophagy ของเซลล์ผิวหนังจะทำให้เซลล์ผิวทำงานได้ดีขึ้น มี Barrier ที่แข็งแรงขึ้น จึงสามารถลดการระเหยของน้ำออกจากผิวได้ดี ผิวชุ่มชื้นมากขึ้น (ค่า TEWL ลดลง)

โดยทางแบรนด์เคลมว่าส่วนผสมที่เสริมการเกิด Autophagy นี้ก็คือเจ้า Aquatide กับ Caprylamide MEA ค่ะ

 

ถ้าเราลองดูส่วนผสมจะมีส่วนของสารไขมันทดแทนผิว ร่วมกับ Pseudoceramides เปปไทด์ 1 ชนิด และ hyaluron ค่ะ

โดยสีม่วง จะเป็นกลุ่มของไขมันทดแทนผิวนะคะ

สีเขียว คือ Pseudoceramides ที่เป็นนวัตกรรมสิทธิบัตรของเครือ Neopharm เขา

  • Myristoyl/palmitoyl oxostearamide/arachamide MEA ตัวนี้มีชื่อย่อว่า PC-9S เป็นสิทธิบัตรของทาง Neopharm อิงตามสิทธิบัตรอเมริกา US patent US6221371B1 ของปี 2001 Claim ว่าให้ประโยชน์ในการเหนี่ยวนำให้ผิวสร้างไขมันใหม่ออกมาฟื้นฟู Barrier ผิวที่เสียหาย มีรายงานการวิจัยทดสอบประสิทธิภาพของสารนี้ในหนูทดลอง พบว่า ตัวนี้เมื่อใช้ร่วมกับไขมันชนิดที่มีในผิว (Physiological lipids) สามารถกระตุ้นให้ผิวเรามีการสร้างตัวรับที่มีชื่อว่า PPAR-α ออกมา ซึ่งมีประโยชน์ในการลดการอักเสบของผิว และสามารถต้านผลเสียของสเตียรอยด์ที่ไปทำให้ผิวบาง Barrier ผิวเสื่อม น้ำระเหยออกจากผิวได้มาก การใช้ PC-9S จะช่วยเร่งการฟื้นฟู Barrier ผิวได้ดีขึ้น (Arch Dermatol Res. 2015 Nov;307(9):781-92.)
  • ส่วนผสม Caprylamide MEA กับ Hexacarboxymethyl dipeptide-12 คู่นี้ทางแบรนด์ Claim ว่าเป็นคู่ที่ช่วยส่งเสริมการเกิดกลไก Autophagy ของผิว ซึ่ง Autophagy เป็นกลไกในการซ่อมแซมตนเองของร่างกาย โดยกำจัดชิ้นส่วนที่มีความเสื่อมออกไป เอาชิ้นส่วนไป recycle เพื่อให้เกิดการฟื้นฟูและสร้างชิ้นส่วนหรือองค์ประกอบใหม่ๆขึ้นมาทดแทนส่วนเก่าที่เสื่อมสภาพไป ช่วยให้ผิวกลับคืนสู่สมดุล ลดความเครียด และลดความเสื่อมสภาพของผิว

 

สีฟ้า: Hexacarboxymethyl dipeptide-12 มีชื่อทางการค้าว่า Aquatide ของบริษัท incospharm ประเทศเกาหลีเช่นกัน สารตัวนี้ผู้ผลิตวัตถุดิบเรียกเป็น “Skin vaccine” เป็นวัคซีนผิวที่ทาลงไปแล้วให้ผิวแข็งแรง โดยสารมีคุณสมบัติเพิ่มการทำงานของ Barrier ผิว ลดการระเหยของน้ำออกจากผิว ต่อต้านอนุมูลอิสระ และมลภาวะ ลดการอักเสบ และปรับสมดุลให้แก่ผิว

มีรายงานการวิจัยกล่าวว่า ระบบนำส่งสารรูปแบบ MLE นี้สามารถเพิ่มการนำส่งสารเข้าสู่ผิว และสามารถลดและป้องกันผลเสียของสเตียรอยด์ในการทำให้เกิดอาการผิวบางได้ (Ann Dermatol. 2013 Feb;25(1):5-11.) ผลตรงนี้จึงน่าจะเอามาประมาณการณ์ได้คร่าวๆว่า ผลิตภัณฑ์แบบ MLE น่าจะมีประโยชน์ในการฟื้นฟูผิวที่ผ่านสเตียรอยด์มา

 

Ageless cream นี้ทางแบรนด์ก็จะเอามาใช้ร่วมกับ Ampoule อีก 5 สูตร ซึ่งมี่เคยรีวิวไว้แค่ 4 สูตร วันนี้เลยขอเอามารวบใหม่อีกรอบเลยนะคะ

derm 6

จะเห็นว่า Ampoule มี 5 สูตร  เราจะเลือกใช้อย่างไร ก็ต้องวัดกันจาก Baumann skin typing system ค่ะ

derm 5

อะไรคือ Baumann skin typing system??

Baumann skin typing system

การแบ่งสภาพผิวแบบนี้มีแนวคิดมาจาก คุณหมอ Leslie Baumann แพทย์ผิวหนัง และนักวิจัยระดับโลกที่มีผลงานตีพิมพ์ในวารสารทาง Dermatology มากมาย รวมถึงหนังสือตำราอีกหลายเล่ม

นางคิดว่า สภาพผิวคน แค่ 4 อย่าง คือ Normal, Dry, Oily, Combination เนี่ย ไม่พอหรอก นางเลยจัดสรรการแบ่งสภาพผิวใหม่ โดยแบ่งผิวออกเป็น 16 ชนิด ตามปัจจัย 4 ด้าน

คือ

  1. การสร้างน้ำมันของผิว ถ้าผิวสร้างน้ำมันไม่เพียงพอ จะทำให้ผิวแห้ง จะจัดเป็นสภาพผิว D คือ Dry แต่ถ้าผิวไม่แห้ง จะเป็น O คือ Oily
  2. ความทนทานของผิว คือ ผิวบอบบาง คือ S หรือ Sensitive skin และ ผิวแข็งแรง คือ R หรือ Resistant
    • ผิวบอบบางไม่ได้มีแค่การแพ้อย่างเดียว แต่ผิวบอบบางมีด้วยกันถึง 4 ประเภทค่ะ ได้แก่ ผิวที่เป็นสิวได้ง่าย ผิวที่มีความแดง ผิวที่ระคายเคือง และ ผิวที่เกิดการแพ้ค่ะ (ถ้าสนใจอ่านเรื่อง sensitive skin เพิ่ม สามารถตามไปได้ที่ลิงค์นี้นะคะ >>Click เพื่ออ่านเรื่อง sensitive skin<<)
  3. สีผิว สีผิวสม่ำเสมอ คือ N หรือ Non-pigmented ถ้ามีสีผิวไม่สม่ำเสมอ จะเป็น P หรือ Pigmented
  4. ริ้วรอย ถ้ามีริ้วรอย หรือ มีพฤติกรรมการใช้ชีวิตที่เสี่ยงต่อการเกิดริ้วรอย เช่น ทำงานกลางแดด สูบบุหรี่ ชอบอาบแดด จะจัดเป็น W หรือ Wrinkle แต่ถ้าไม่มี หรือ อายุน้อย จะจัดเป็น T คือ Tight

เอาสภาพผิวพวกนี้มาทำเป็นตาราง 4 * 4 ก็จะได้สภาพผิว 16 ชนิดนั่นเองค่ะ

baumann

ทีนี้จะรู้ได้อย่างไรว่าเราจะเป็นผิวแบบไหน ทางแบรนด์เค้าก็มีแบบสอบถามสำหรับตรวจสภาพผิวมาให้ค่ะ มี่เลยขอแปลเป็นไทยให้ทุกท่านทำไปด้วยกันนะคะ ^^

เราจะทำไปด้วยกันทีละข้อเลยนะคะ และเอามาเรียงกันเพื่อเลือก ampoule ตามสภาพผิวค่ะ

q 1q 2q 3q 4

(All questionnaires were translated and adapted from dermArtlogy)

อย่างของมี่ จะเป็นแบบ DSNT นะคะ

  • Step1: D/O – D or O ถ้าผิวแห้งเลือก Ampoule Hydrating ถ้าผิวมันเลือก Ampoule Oil control
  • Step2: S/R – ผิวแดง ระคายเคืองง่ายหรือไม่ ถ้าใช่พิจารณาเพิ่ม Ampoule Calming
  • Step3: P/N – มีปัญหาผิวจุดด่างดา ผิวหมองคล้ำหรือไม่ ถ้าใช่พิจารณาเพิ่ม Whitening Ampoule
  • Step4: W/T – มีปัญหาริ้วรอยหรือผิวหย่อยคล้อยหรือไม่ ถ้าใช่พิจารณาเพิ่ม Revitalizing Ampoule (ถ้าอยากชะลอวัยก็สามารถใช้ Revitalizing ampoule เสริมได้นะคะ)

พอเราได้ Ampoule ตามที่เหมาะกับสภาพผิวที่เราต้องการแล้วก็ให้นำเอา Ampoule มาผสมกับ Ageless cream ในอัตราส่วน 1:1 แล้วทาทั่วใบหน้า เช้า/เย็น โดยใช้แค่อย่างเดียวขั้นตอนเดียวก็พอ เพื่อเป็นการประหยัดเวลา (แต่กลางวันก็อย่าลืมทากันแดดนะคะ)

ลองดูส่วนผสมของ ampoule แต่ละสูตรกันอีกซักรอบนะคะ

สีน้ำเงิน: Hydrating

สผส hydra

ตัวนี้อาศัย Hya เป็นตัวชูโรงหลัก โดยทำหน้าที่ดูดน้ำเพิ่มความชุ่มชื้นให่ผิว

 

สีเขียวแก่: oil-control

สผส oil

มีส่วนผสมของ Enantia chlorantha bark extract กับ Oleanolic acid สองตัวนี้คือวัตถุดิบ Evermat ของประเทศฝรั่งเศส มีคุณสมบัติควบคุมความมัน กระชับรูขุมขน และให้ผลดีเรื่องสิว โดยไปมีผลยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ 5alpha-reductase ซึ่งเป็นตัวสร้างฮอร์โมนเพศชายชนิด Dihydrotestosterone ที่มีฤทธิ์แรงขึ้น เป็นสาเหตุของสิว ผิวมัน และผมร่วง

นอกจากคู่นี้ก็ยังมี Zinc PCA ที่มีผลควบคุมความมัน และมี Hyaluron กับ กรดอะมิโน arginine ที่ช่วยเติมน้ำให้ผิว

สีเขียวอ่อน: Calming

สผส calm

ตัวนี้อาศัย Madecassoside ที่เป็นสารพฤกษเคมีที่พบในใบบัวบก เป็นตัวชูโรง สารนี้มีคุณสมบัติลดอักเสบ เป็น Anti-oxidant มีผลชะลอวัย กระตุ้น Fibroblast ให้สังเคราะห์ Collagen ได้ดีขึ้น และส่งเสริมกระบวนการสมานผิว ร่วมกับ Zinc gluconate ที่นอกจากจะเป็นสารฆ่าเชื้อ ลดการเกิดสิวแล้วมีประโยชน์หลายๆอย่างกับผิว เช่น ควบคุมความมัน กระชับรูขุมขน และส่งเสริมการสมานผิว

ตัวอื่นๆที่เสริมมาจะเป็น hyaluron และกรดอะมิโน Arginine ที่ช่วยเติมน้ำให้ผิว

สีม่วง: Revitalizing

สผส revi

เป็นสูตรที่อัดแน่นมาด้วย Peptide และสารที่มีประโยชน์ด้านริ้วรอย เช่น

  • sh-oligopeptide-1 เป็น Growth factor ชนิดหนึ่ง ที่มีชื่อว่า EGF มีคุณสมบัติเด่นในการลดริ้วรอย โดยมีรายงานการวิจัยรองรับว่ามีประโยชน์ลดริ้วรอย กระชับรูขุมขนและช่วยปรับ Texture ของผิวให้เรียบเนียนขึ้น (J Drugs Dermatol. 2012;11(5):613-20.)
  • Palmitoyl pentapeptide-4 มีชื่อทางการค้าว่า Matrixyl ออกฤทธิ์กระตุ้นการสังเคราะห์คอลลาเจน อิลาสติน และ Glycosaminoglycan ในผิว ตัวนี้มีงานวิจัยตีพิมพ์ในวารสารทางวิชาการรองรับถึงประสิทธิภาพ (Int J Cosmet Sci. 2005;27(3):155-60)
  • Adenosine ก็เด่นเรื่องริ้วรอยเช่นกัน
  • Biotinoyl hexapeptide-2 amide เปปไทด์เชิงซ้อนของเกาหลี มีชื่อทางการค้าว่า Biotide ซึ่งเป็น peptide เชิงซ้อนที่จับกับวิตามิน Biotin ผู้ผลิตวัตถุดิบ Claim ว่าช่วยเพิ่มการสังเคราะห์คอลลาเจน ช่วยให้ผิวนุ่มฟูโดยมีผลเพิ่มการสะสมไขมันเฉพาะที่ และลดการอักเสบในผิว

นอกจากสารกลุ่ม peptide เหล่านี้แล้วก็เสริมมาด้วย hyaluron และ กรดอะมิโน arginine ที่ช่วยเติมน้ำให้ผิว มีวิตามินอีเป็น Antioxidant และปิดท้ายด้วย Beta-glucan ที่ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้น และปรับสมดุลผิวให้แข็งแรง

และสูตรสีน้ำตาล

สผส white

ส่วนผสมจะค่อนข้างเรียบง่าย แต่จัดมาหนัก ในด้าน Whitening นั้น นางอาศัยผลจาก Ascorbic acid หรือ วิตามินซี ร่วมกับ Arbutin เป็นหลัก เสริมมาด้วยกลุ่มของ Antioxidant อย่าง Ferulic acid ที่ได้จากธรรมชาติ และ วิตามินอี

ดูไปก็แอบคลับคล้ายคลับคลาว่า ส่วนผสมของ Ascorbic acid + Ferulic acid + Vitamin E นี่มันก็แอบเสริมฤทธิ์กันอยู่นะคะ

นอกจากนั้นยังเสริมเอา Allantoin กับ Panthenol เข้ามาเพื่อให้คุณสมบัติด้านการลดการอักเสบระคายเคือง และให้ความรู้สึกสบายผิว และมี Arginine เป็นกรดอะมิโนช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิว

เบสมาในเบสน้ำ ไม่มีแอลกอฮอล์ และไม่มีส่วนผสมที่ไม่เป็นมิตรกับผิวค่ะ

 

ว่าแล้วก็มาให้คะแนนกันดีกว่าค่ะ

  1. สารบำรุง: เป็นการเลือกใช้ Ageless cream เป็นตัวเบสหลัก แล้วให้เสริม Ampoule สูตรตามปัญหาผิวที่ต้องการ ในตัวของ Ageless cream ถือว่าทำมาได้ค่อนข้างดี ใช้สวนผสมที่มีนวัตกรรม และสิทธิบัตร รวมถึงมีงานวิจัยรองรับ เน้นไปที่การฟื้นฟู Barrier ผิวให้แข็งแรง ทีนี้พอ Barrier เราแข็งแรง ปัญหาผิวต่างๆก็จะค่อยๆหายไปเอง และการเลือกใช้คู่กับ ampoule จะตอบปัญหาผิวได้ค่อนข้างหลากหลาย การใช้ร่วมกันก็ประหยัดเวลาในการดูแลผิวได้เยอะเลย ตอบโจทย์วิถีชีวิตอันเร่งรีบของคนปัจจุบันค่ะ และด้วยความน่าสนใจ และแปลกใหม่ของเทคโนโลยี Autophagy ที่ได้รับรางวัลโนเบลด้วย จุดนี้คงต้องขอให้ไป 5 ฟลาสก์
  2. ส่วนผสมอื่นๆ ไม่มีสารที่ไม่เป็นมิตรกับผิว ให้ไป 5 ฟลาสก์
  3. การใช้งาน จากช่วงก่อนส่วนตัวมี่จะชอบผสม Ageless cream คู่กับแอมพูลสีม่วง Revitalizing แต่ตอนนี้เราพัฒนาขึ้นค่ะ เราผสม Ageless cream สูตรใหม่กับ แอมพูลสีม่วง และสีน้ำเงินไปพร้อมๆกัน เนื้อสัมผัสของสูตรใหม่ไม่ค่อยต่างกับสูตรเดิมเท่าไหร่ค่ะ สูตรชุดนี้มี่จะเน้นเสริม Hyaluron เข้ามาช่วยเติมน้ำให้ผิวอีกทาง จะเติมแต่น้ำมันก็คงไม่เหมาะ เลยต้องเติมน้ำเข้ามาเสริมด้วย หลังจากใช้สูตรผสมชุดนี้เกือบเดือน สิ่งที่พบเลยก็คือ ผิวจะไม่ลอกเป็นขุย แม้ตอนนี้เชียงรายจะเริ่มหนาวมาก ปากแตกไปแล้ว แต่หน้ายังอยู่ หน้านุ่ม ชุ่มชื้น ฟู และเวลาเราตบๆมันจะมีความเด้งค่ะ เหมือนตบลูกโป่งน้ำ (ตบเบาๆนะคะ เดี๋ยวเจ็บ 55) โดยรวมมี่ก็ยังค่อนข้างชอบนะคะ ป่านนี้นางคงรอขึ้นแท่นลูกรักปีนี้ไปละ เลยขอให้ไป 5 ฟลาสก์

คะแนน

สุดท้ายนี้ขอขอบคุณทางเพจ Dermskinstore และทางแบรนด์ DermArtlogy ด้วยนะคะ ที่ส่งสินค้าดีๆมาให้มี่ได้ทดลองใช้ และขอบคุณทุกๆท่านด้วยค่ะที่ติดตามรับชมมาจนจบค่ะ

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติม สามารถติดต่อสอบถามได้ที่ทางแบรนด์ DermArtlogy โดยตรงเลยนะคะ

https://www.facebook.com/DermArtlogyThailand/

 

Disclaimer/conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากทางแบรนด์ DermArtlogy การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสมตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล ผู้เขียนไม่ได้มีผลประโยชน์ใดๆในการขายสินค้าและไม่ได้รับค่าตอบแทนในการรีวิว โปรดใช้วิจารณญาณ

Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสม มาสค์หน้าข้ามคืนเพื่อผิวกระจ่างใสและความชุ่มชื้นแบบครบวงจร กับ DNAh Perfect SNOWWHITE mask

สวัสดีค่ะ

ค่ำคืนอันแสนเหงาเปล่าเปลี่ยวหัวใจแบบนี้ เรามาอ่านรีวิวสกินแคร์ด้วยกันดีกว่าค่ะ

สกินแคร์ที่มี่หยิบมารีวิวในวันนี้เป็น Sleeping mask หรือ มาสค์หน้าแบบ Leave on ที่ทาไว้ก่อนเข้านอนนั้นเอง ว่ากันว่า วิถีชีวิตของเราชาวเมืองนั้นค่อนข้างเร่งรีบเนอะ จะมานั่งทาครีม 18 Step แบบบ้านมียอนทุกๆวันทุกๆคืนนี่ก็คงจะไม่มีเวลา Sleeping pack หรือ Overnight mask ก็เลยเป็นผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ชีวิตชาวเราได้ดีเลยทีเดียวเชียว

วันนี้มี่เลยเอามาสค์หน้าของแบรนด์ DNAh แบรนด์เจ้าเก่าที่เคยรีวิว Sunscreen สเตมเซลล์ดอกบัว เอาไว้ (ลิงค์: https://cosmeknowledge.wordpress.com/2016/12/07/dnahsuncare/)

มาสค์หน้าตัวนี้มีชื่อว่า DNAh Perfect SNOWWHITE mask ค่ะ

dna 1

นางมีให้ลองสองขนาดนะคะ ขนาดปกติ 30 กรัม กับ ขนาดมินิ 10 กรัม พกพาสะดวกสำหรับเดินทางโดยเฉพาะ หน้าตาจะเป็นแบบนี้ค่ะ

dna 2

ตัวมาสค์ size ใหญ่จะเป็นแพคเกจแบบอคริลิกชนิดปั๊มนะคะ แบบนี้ก็มีข้อดีคือป้องกันการปนเปื้อนดีกว่าแบบกระปุก เวลาเราเอานิ้วลงไปควักครีมในกระปุกก็จะเสี่ยงปนเปื้อนเชื้อจากมือไปได้เหมือนกันค่ะ

เนื้อครีมมาในสีขาว กลิ่นหอมไปในโทนดอกไม้อ่อนๆ

dna 3

เกลี่ยได้ค่อนข้างง่าย ซึมไวแห้งไว ให้ความรู้สึกชุ่มชื้น ไม่เหนอะหนะและหนักผิว

dna 4

ค่า pH อยู่ที่ประมาณ 5 – 6 นะคะ ถือว่าใกล้เคียงกับผิวดีค่ะ

dna pH

มาทั้งทีไม่วิเคราะห์ส่วนผสมคงไม่ได้

ส่วนผสมเป็นดังนี้ค่ะ

สผส dnah

จากส่วนผสมวันนี้ มี่ใช้สีของสารบำรุงไว้เป็นสีม่วงนะคะ และมีสีฟ้าไว้ตรงกรดไขมันที่จำเป็น 2 ชนิด คือ Linolenic acid และ Linoleic acid ค่ะ

ส่วนของสารบำรุงทางแบรนด์เลือกใส่มาหลายชนิดเหมือนกัน มี่จะยกมาเป็นกลุ่มๆนะคะ

  1. สารสกัดจากเซลล์เพาะเลี้ยงของ Tulip (Tulipa gesneriana callus culture extract) ที่เราเรียกกันติดปากว่า สเตมเซลล์ เป็นวัตถุดิบจากญี่ปุ่น ได้จากการสกัดเซลล์เพาะเลี้ยงของ Phytoplacenta ในดอกของทิวลิป เลยอาจจะเรียกว่า Tulip phytoplacenta หรือ รกทิวลิป ข้อมูลจากผู้ผลิตวัตถุดิบระบุว่า คุณสมบัติเด่นเรื่อง Whitening และมีประโยชน์เป็น Antioxidant ลดการอักเสบ ส่งเสริมกระบวนการสมานแผล (Wound healing) และเพิ่มความชุ่มชื้นโดยมีส่วนช่วยเสริมการทำงานของ Aquaporin 3
  2. กลุ่มวิตามิน มีด้วยกันหลายตัว ได้แก่
  • วิตามินบี 3 (Niacinamide) ซึ่งมีคุณสมบัติที่ดีกับผิวหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นด้าน Whitening ช่วยปรับสภาพสีผิวให้สม่ำเสมอ โดยไปรบกวนการส่งผ่านของเมลานินที่สร้างเสร็จแล้ว ลดการอักเสบในผิว เพิ่มการไหลเวียนเลือด ช่วยเพิ่มความแข็งแรงให้ผิวโดยไปกระตุ้นการสร้าง Ceramides กรดไขมัน และไขมันชนิดต่างๆในหนังกำพร้า และยังเป็น Antioxidant ได้อีก (Int J Cosmet Sci 2005; 27:255–261)
  • วิตามินอี ทางแบรนด์ใช้ในรูปแบบ Tocopheryl acetate มีประโยชน์เป็น Antioxidant
  • วิตามินซี ทางแบรนด์ใช้ในรูปแบบ Ascorbyl palmitate ซึ่งมีความเป็นกรดน้อยลง ละลายในไขมันได้ดีขึ้น จึงคาดว่าดูดซึมเข้าผิวได้ดีขึ้น วิตามินซีมีประโยชน์กับผิวมากมาย ไม่ว่าจะเป็นด้าน Whitening โดยไปยับยั้งการสร้างเม็ดสี ด้านริ้วรอย โดยเป็นตัว Antioxidant ช่วยชะลอวัย และเป็นส่วนหนึ่งในการสังเคราะห์คอลลาเจนของผิว และมีคุณสมบัติลดการอักเสบ
  • วิตามินบี 6 หรือ Pyridoxine มีประโยชน์ในการควบคุมความมันของผิวหนัง
  • วิตามินบี 5 หรือ Panthenol มีคุณสมบัติในการเพิ่มความชุ่มชื้นและลดการอักเสบและระคายเคืองของผิว
  • Biotin นางเป็นหนึ่งในวิตามินกลุ่มวิตามินบี ทำหน้าที่เกี่ยวกับกระบวนการสร้างและสลายไขมัน รวมทั้งไขมันในเซลล์ผิว การได้รับ Biotin จึงมีส่วนช่วยให้ผิวหนังมีการสร้างไขมันที่เป็นองค์ประกอบของ Barrier ในผิวให้เป็นไปอย่างปกติ รักษาความชุ่มชื้น ป้องกันผิวแห้ง ลดริ้วรอย มีรายงานจากผู้ผลิตวัตถุดิบว่า ถ้าใช้ร่วมกับวิตามินซี และบี3 จะช่วยเพิ่มคุณสมบัติการเป็น Whitening และลดเลือนริ้วรอยได้ดีขึ้น
  1. สารบำรุงอื่นๆ
  • สารสกัดจากเห็ด Fomes officinalis มีคุณสมบัติช่วยกระชับรูขุมขน
  • Astaxanthin สารในกลุ่ม Carotenoid ที่เป็นรงควัตถุชนิดหนึ่ง มีสีแดงเข้ม พบในพืชหลายๆชนิด มีประโยชน์เป็น Antioxidant ที่ดี
  • Arbutin เป็นสารที่มีคุณสมบัติในการยับยั้งการสร้างเม็ดสีผิวผ่านการยับยั้งเอนไซม์ Tyrosinase
  • Dipotassium glycyrrhizate เป็นสารที่ได้จากชะเอม มีคุณสมบัติลดการอักเสบและระคายเคืองของผิว
  • Glutathione เป็น Antioxidant และมีคุณสมบัติเป็น Whitening
  • Hydrolyzed yeast extract มีประโยชน์ด้านความชุ่มชื้น
  • Allantoin ช่วยลดการอักเสบและระคายเคือง
  • Threonine เป็นกรดอะมิโนชนิดหนึ่ง มีบทบาทเกี่ยวข้องกับระบบสมดุลโปรตีนในร่างกาย สามารถเปลี่ยนสภาพเป็น Glycine กับ Serine ซึ่งจำเป็นต่อการสังเคราะห์คอลลาเจนได้ ข้อมูลจากผู้ผลิตบอกว่า Threonine ช่วยส่งเสริมการทำงานของเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน คอลลาเจน อิลาสติน ให้แข็งแรงยืดหยุ่น และช่วยส่งเสริมการสมานแผล
  • กรดไขมันจำเป็น Linoleic acid และ Linolenic acid ช่วยทดแทนไขมันให้กับผิวหนัง

โดยรวมจึงเห็นว่าสารบำรุงในมาสค์นี้มากันครบถ้วนเลยทีเดียวค่ะ

ถ้าพิจารณาด้าน Whitening อย่างเดียว ถือว่า มีส่วนเสริมฤทธิ์กันครบทั้ง 3 Step คือ

  • ก่อนการสร้างเม็ดสี อาศัยพวก Antioxidant และสารลดการอักเสบ
  • ยับยั้ง Tyrosinase ไม่ให้สร้างเม็ดสี ด้วยสารบำรุงหลายๆตัว
  • ลดการส่งผ่านของเม็ดสีที่สร้างเสร็จแล้วด้วย B3

ในด้านเบส ดูเหมือนจะเป็นแบบประเภทอิมัลชั่นแบบเนื้อครีม ประกอบด้วยส่วนของน้ำ น้ำมัน และซิลิโคน มีส่วนผสมของ Alcohol มาในลำดับท้ายๆ และมีการใช้สารกันเสียในกลุ่มของ Paraben อยู่ 1 ตัว

ให้คะแนน

  1. Actives หรือ สารบำรุง เรียกได้ว่าจัดมาค่อนข้างอุ่นหนาฝาคั่ง สารบำรุงที่ทางแบรนด์เลือกมามีประโยชน์ด้านการเพิ่มความชุ่มชื้น มีส่วนช่วยเรื่อง Whitening และเสริมด้วยคุณสมบัติ Antioxidant ช่วยชะลอวัย ลดริ้วรอย ลดการอักเสบและระคายเคืองผิว ควบคุมความมัน มากันขนาดนี้ก็คงต้องให้ไป 5 ฟลาสก์
  2. ส่วนผสมอื่นๆ เนื้อเบสมาในรูปแบบของเนื้อครีม มีทั้งส่วนของน้ำ น้ำมัน และซิลิโคน ไม่มีน้ำมันที่เสี่ยงอุดตันผิว แต่มีส่วนผสมของ Alcohol อยู่ในลำดับท้ายๆ เข้าใจว่าติดมากับพวกสารสกัด และมีการใช้สารกันเสียในกลุ่ม paraben แต่ส่วนตัวมี่ก็ใช้มาร่วม 2 อาทิตย์ก็ไม่มีปัญหาอะไร แต่มีก็ต้องหักคะแนนเพื่อความยุติธรรม รับไป 3 ฟลาสก์
  3. การใช้งาน ส่วนตัวมี่ผิวผสม/T-zone มันแก้มแห้งค่ะ เลยเอามาสค์นี้มาใช้ทั้งเช้าเย็น เนื้อมันก็ไม่ได้หนักมากถึงขั้นต้องใช้แค่ก่อนนอน เรื่อง Feeling ของมาสค์ถือว่าทำมาได้ค่อนข้างดี มีสัมผัสเบา ไม่เหนอะหนะหนักผิว และก็ไมได้แห้งจนเกินไป ถ้ามองด้านความชุ่มชื้นถือว่าทำมาได้ดีเลยทีเดียวค่ะ ส่วนด้านของ Whitening ก็ถือว่าทำมาได้ค่อนข้างดี นางจะค่อยๆปรับผิวให้มีสีสม่ำเสมอมากขึ้น แต่ก็ไม่ได้ถึงกับแบบว่าขาวใสชั่วข้ามคืน ส่วนตัวถือว่าค่อนข้างชอบและค่อนข้างพอใจนะคะ ให้ไป 5 ฟลาสก์

คะแนน dna

สุดท้ายนี้ขอขอบคุณทางแบรนด์ DNAh ด้วยนะคะที่ส่งผลิตภัณฑ์ดีๆมาให้มี่ได้ทดลองใช้ และขอบคุณทุกท่านด้วยค่ะที่ติดตามรับชมมาจนจบ

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติม สามารถติดต่อสอบถามได้ที่ทางเฟสบุคของแบรนด์ DNAh ได้โดยตรงเลยนะคะ

https://www.facebook.com/deenahthailand

สำหรับวันนี้ก็ขอลากันไปแค่นี้ พบกันใหม่โอกาสถัดไป สวัสดีค่ะ

Disclaimer/conflict of interest: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากทางแบรนด์ DNAh การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสมตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล และผู้เขียนไม่ได้มีผลประโยชน์ใดๆในการขายสินค้า โปรดใช้วิจารณญาณ

Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสม เซรั่มที่บำรุงผิว 3 ด้านไปพร้อมๆกัน กับ Clara de Lin intensive hydrating & Rejuvenating serum

สวัสดีค่ะ

วันนี้มี่เอาเซรั่มที่น่าสนใจ ซึ่งมีคอนเซปท์หลัก 3 ด้าน คือเป็น Whitening, Antiaging และเป็น Moisturizer ไปพร้อมๆกัน มารีวิวให้ชมกันค่ะ

นางเป็นเซรั่มแบรนด์ไทย อย่าง Clara de Lin คลาร่า เดอ ลิน ที่ไปออกบูธมากมายหลายงานเลยทีเดียว อย่างล่าสุดก็ Thailand Industry Expo 2017 เมื่อปลายเดือน กค. ที่เมืองทองฯค่ะ

booth

received_10155092374209952.jpeg

ขอเกริ่นที่มาของแบรนด์นิดหน่อยนะคะ Clara De Lin คลาร่า เดอ ลิน ชื่อนี้ได้รับแรงบันดาลใจมาจากชื่อของหญิงสาวนาม “Clara-คลาร่า” ซึ่งมีความหมายว่า กระจ่าง สว่างใส เป็นที่เลื่องลือไกล

โดย ผลิตภัณฑ์ของ Clara De Lin นั้น แรกเริ่ม มาจากการผลิตครีมเพื่อผิวหน้า โดยการคิดค้นสูตรผลิตภัณฑ์โดยเภสัชกรซึ่งเป็นผู้ริเริ่ม เพื่อใช้เฉพาะสำหรับกลุ่มเล็กๆในหมู่เพื่อนและครอบครัว ต่อมาพบว่าผลิตภัณฑ์ที่ใช้มีประสิทธิภาพดี จึงได้มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้มีคุณภาพมาตรฐานเป็นที่ยอมรับในระดับสากลค่ะ

วันนี้มี่นำเซรั่มของเขามารีวิวนะคะ ชื่อเต็มๆของนางก็คือ Clara de Lin intensive hydrating & rejuvenating serum

หน้าตาเป็นแบบนี้นะคะ

clara 5

มาในกล่องสไตล์วินเทจสีชมพู

ด้านในเป็นขวดอคริลิกทรงสี่เหลี่ยม

clara 6

เนื้อเซรั่มจะออกเป็นในเชิงน้ำนม อารมณ์สัมผัสจะคล้ายๆครีมเจล นางไม่มีน้ำหอม เลยจะมีกลิ่นจางๆของวัตถุดิบอยู่ค่ะ

clara 1

เกลี่ยง่าย ชุ่มชื้นผิวดี แต่ก็ไม่ถึงกับเหนอะหนะค่ะ

clara 2

พอผ่านไป 5 นาทีก็จะซึมจนหมด

clara 3

ค่า pH จะอยู่ที่ราวๆ 5 ค่ะ ใกล้เคียงกับผิวดี

clara 4

มาทั้งทีไม่วิเคราะห์ส่วนผสมคงไม่ได้

สำหรับส่วนผสมเป็นดังนี้นะคะ

สผส clara

มี่ทำสีสารบำรุงไว้ 2 สีหลักๆ คือ สีม่วง จะเป็นสารบำรุง กับ สีฟ้า จะเป็นกลุ่มสารไขมันนะคะ

จากส่วนผสม จะเห็นว่ามีสารบำรุงอยู่หลายชนิดเหมือนกัน

เรามาดูตัวที่น่าสนใจดีกว่าค่ะ

  • Methylsilanol mannuronate ตัวนี้เป็นสารอนุพันธ์อินทรีย์ของธาตุ Silicon ได้จากการดัดแปลงมาจากสาหร่ายสีน้ำตาล มีชื่อทางการค้าว่า Algisium C ทางผู้ผลิตวัตถุดิบ Claim ว่า สารประกอบนี้จะเข้าไปทดแทนส่วนประกอบของธาตุ Silica ในชั้นเนื้อเยื่อเกี่ยวพันของผิว ซึ่งมีจำนวนลดลงตามอายุที่เพิ่มขึ้นทำให้เกิดความแก่ชราของผิว สารนี้มีประโยชน์ช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระ เสริมการฟื้นฟูผิว ลดการอักเสบ
  • สารสกัดจากถั่วเหลือง สารสกัดจากถั่วเหลืองประกอบด้วยสารพฤกษเคมีในกลุ่ม Polyphenol หลายชนิด เช่น flavonoids, isoflavone รวมไปถึงพวก Tannin และ proanthocyanidin มีคุณสมบัติเป็น Antioxidant ที่ดี ลดการอักเสบ กระตุ้นการสังเคราะห์คอลลาเจนของผิว ปกป้องผิวจากรังสี UV และ เป็น Whitening โดยไปรบกวนการส่งผ่านเมลานินที่สร้างเสร็จแล้วไม่ให้ออกไปภายนอก (Acta Pol Pharm. 2015;72(1):3-11.)
  • ส่วนผสมของ Imperata Cylindrica Root Extract, Glycerin, PEG-8 และ Carbomer เป็นวัตถุดิบนำเข้าจากฝรั่งเศส ชื่อ Moist 24 ของบริษัท Sederma ผู้ผลิตวัตถุดิบ Claim ว่าประกอบด้วยสารที่ชื่อ 3-Dimethylsulfopropionate ช่วยควบคุมความดันออสโมติกของผิว ช่วยเก็บกักและอุ้มน้ำให้ผิวได้ถึง 24 ชม. เลยเอามาตั้งชื่อว่า Moist 24
  • สารเพิ่มความชุ่มชื้นอีกหลายชนิด ได้แก่ Glucose, Sodium carboxymethyl betaglucan และ Sodium hyaluronate ช่วยดูดน้ำเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิว
  • Niacinamide เป็นรูปแบบหนึ่งของวิตามินบี 3 มีประโยชน์ต่อผิวหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นด้าน Whitening ลดการอักเสบระคายเคือง เป็น Antioxidant ดูแลเรื่องสิว และช่วยส่งเสริมการสังเคราะห์ไขมันที่เป็น Barrier ผิว

 

ในส่วนของเนื้อหลัก มาในเบสน้ำนมที่มีส่วนผสมของ น้ำ ซิลิโคน และน้ำมัน ไม่มีส่วนผสมของสารที่ไม่เป็นมิตรกับผิว

 

มาให้คะแนนกันดีกว่าค่ะ

  1. สารบำรุง โดยรวมคือ เน้นไปที่ 3 ด้าน คือ ด้านชุ่มชื้น พร้อมๆกับการชะลอวัย และเป็น Whitening โดยในด้านชุ่มชื้น อาศัยกลไกการดักจับน้ำให้ผิว และส่งเสริมให้ผิวเก็บกักน้ำได้ดีขึ้น ในด้าน Whitening อาศัยกลไกที่ไปยับยั้งการส่งผ่านของเมลานินที่สร้างเสร็จแล้วไม่ให้ออกไปภายนอก และด้านการชะลอวัย จะอาศัยสารที่เป็น Antioxidant จากถั่วเหลือง กับ วิตามินอี และ บี 3 ซึ่งมีประโยชน์กับผิวหลายอย่าง ตามที่ได้เล่าให้ฟังในด้านบน จุดนี้ส่วนตัวมี่ขอให้ 4 ฟลาสก์ นะคะ
  2. ส่วนผสมอื่นๆ ในด้านเบส มีซิลิโคนอยู่ประปราย ร่วมกับ น้ำมันจากทานตะวัน และ Shea butter หลายๆคนจะแอบกลัวซิลิโคน แต่ความจริงคือ โดยธรรมชาติแล้วซิลิโคนไม่ได้กระตุ้นให้เกิดการอุดตันรูขุมขน เพียงแต่ถ้าเราล้างไม่สะอาดมันก็อาจจะไปเคลือบฟิล์มและขัดขวางการขับน้ำมันออกจากรูขุมขนตามธรรมชาติจึงเกิดสิวขึ้นมา แถมซิลิโคนที่ใช้ก็เป็นชนิดพื้นฐาน ไม่ได้กันน้ำ กันน้ำมันอะไรมากเหมือนกันแดด/รองพื้นสูตรกันน้ำกันเหงื่อ จึงไม่น่าห่วง และไม่มีส่วนผสมที่ไม่เป็นมิตรกับผิว เลยขอให้ 5 ฟลาสก์
  3. การใช้งาน เป็นเซรั่มที่มีเนื้อบางเบา สัมผัสนุ่มนวล ไม่เหนอะหนะและหนักผิว ส่วนตัวมี่ช่วงนี้มีผิวผสม/แห้ง จะมันแค่ตรงจมูก เซรั่มตัวนี้ช่วยเติมน้ำให้ผิวได้ดี ผิวจะนุ่มฟูและมีน้ำมีนวล แต่ถ้าดูด้านการเคลือบผิวอาจจะยังน้อยไปหน่อย คือ บ่ายๆมาผิวแก้มจะแห้งได้ แต่ตรงจมูกก็กำลังดี ถ้าใครผิวแห้งมากอาจจะต้องหา Moisturizer ที่เคลือบผิวได้ดีมาใช้อีกชั้นหนึ่งเพื่อป้องกันผิวแห้งได้ ส่วนด้าน Whitening นางก็จะมาแบบค่อยเป็นค่อยไป ไม่ได้หวือหวามาก จุดนี้ถือว่าค่อนข้างชอบค่ะ ให้ไป 5 ฟลาสก์

คะแนน calra

สุดท้ายนี้ขอขอบคุณทางแบรนด์ Clara de Lin ด้วยนะคะ ที่ส่งผลิตภัณฑ์ดีๆมาให้มี่ได้ทดลองใช้ และขอบคุณทุกท่านด้วยค่ะที่ติดตามรับชมมาจนจบ

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ทางแบรนด์โดยตรงเลยนะคะ

https://www.facebook.com/claradelinskincare/

 

Disclaimer/conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากทางแบรนด์ Clara de Lin การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสมตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล และผู้เขียนไม่ได้มีผลประโยชน์ใดๆในการขายสินค้า โปรดใช้วิจารณญาณ

Image

[รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสม] เจลล้างหน้าสุดไฮเทค สูตรอ่อนโยน เพื่อผิวคนเป็นสิวโดยเฉพาะ Acnelix time released acne cleansing gel

สวัสดีค่ะ

มี่เชื่อว่าการล้างหน้า เป็นขั้นตอนหนึ่งที่คนที่มีปัญหาสิวมักมีปัญหา ไม่ว่าจะเป็นความเข้าใจผิดเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ล้างหน้าเพื่อคนเป็นสิว หรือ การที่ผลิตภัณฑ์ล้างหน้ามักถูกมองข้ามไป มี่อยากจะบอกว่าจริงๆการล้างหน้าเป็นอีก 1 ส่วนที่สำคัญของระบบในการดูแลปัญหาสิวเลยก็ว่าได้ หัวใจของการมีผิวที่ดีก็คือการล้างหน้าให้สะอาด แต่อย่างไหนเรียกว่าสะอาด สะอาดคือแค่ไหน หลายๆคนก็จะรับรู้ตรงนี้ไม่เท่ากัน

 

วันนี้จริงๆมี่มีผลิตภัณฑ์ล้างหน้าเพื่อคนเป็นสิวตัวนึงที่มี่ว่าเค้าทำมาได้ดี และเหมาะกับคนเป็นสิวจริงๆ แต่ไหนๆก็พูดถึงเรื่องการล้างหน้าในคนเป็นสิวแล้ว ก็อยากเล่าความรู้ให้ลูกเพจได้ฟัง จะได้เอาไปเลือกด้วยว่า สรุปแล้วคนเป็นสิวต้องการเจลล้างหน้าแบบไหนกันแน่

 

ต้องเกริ่นก่อนว่าจริงๆแล้วมันเป็นสิ่งที่ถูกต้องเลยที่ผลิตภัณฑ์ล้างหน้าก็ควรจะล้างหน้าได้สะอาด แต่ข้อเสียของผลิตภัณฑ์ล้างหน้าก็คือ มันมักสร้างความระคายเคืองให้ผิวโดยไม่รู้ตัว คือ ในผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดนี่มันจะมีสารลดแรงตึงผิว หรือ Surfactant เป็นพระเอกค่ะ เจ้า Surfactant นี่แหละที่เป็นตัวทำความสะอาดผิวของเรา โดยนางจะไปดึงเอาไขมันที่ต่อมไขมันสร้างออกมา หรือ Sebum กับสิ่งสกปรกต่างๆที่เจ้า Sebum มันจับไว้ออกมา นี่แหละเรียกว่าสะอาด แต่ข้อเสียก็คือ Surfactant นางแยกไม่ออกหรอก ว่าอันไหนคือ Sebum อันไหนคือไขมันดีๆที่เป็น Barrier หรือ เกราะป้องกันของผิว มันดึงออกมาหมดค่ะ ดังนั้นยิ่ง Surfactant ที่มีความรุนแรง นางก็จะขจัดเอาไขมันออกมา เอา Barrier ผิวออกมา ทำให้ผิวเราบอบบางโดยไม่รู้ตัว พอ Barrier ผิวเราเสีย สารดีๆในผิว รวมทั้งความชุ่มชื้นก็จะหลุดออกมาได้ง่ายขึ้น ทำให้ผิวแห้งแดงลอก และยังทำให้สารก่อการระคายเคือง ก่อการแพ้ รวมถึงพวกจุลินทรีย์เข้าผิวได้ง่ายขึ้นอีก  อย่างกรณีของผิวของคนที่เป็นสิวจะมีอาการอักเสบในตัวอยู่แล้ว และยังต้องมาสัมผัสกับยาสิวอีก ซึ่งยาทาสิวส่วนใหญ่ก็มีความระคายเคืองในตัวของมันเอง จะมาใช้ตัวล้างหน้าที่ใส่ Surfactant แรงๆหน้าก็จะยิ่งระคายเคือง พอรวมกับยาสิว หน้าก็ยิ่งไวต่อการระคายเคืองเข้าไปใหญ่

 

อีกสิ่งหนึ่งที่คนมักเข้าใจผิดคือยิ่งฟองเยอะยิ่งสะอาด อันนี้ไม่จริงเลยค่ะ อาจจะต้องเข้าใจใหม่ว่า ฟองกับความสะอาดไม่ได้ไปด้วยกัน ผลิตภัณฑ์อ่อนโยนหลายๆตัวมักมีฟองน้อย แต่ไม่ได้หมายความว่าเค้าไม่สะอาดนะคะ แต่คนไทยติดฟองค่ะ มี่เองก็ติดฟอง เอาจริงคือฟองนี่ต้องสร้างมาจากสาร Surfactant ที่บางตัวอาจจะเหนี่ยวนำให้เกิดความระคายเคืองได้

ถ้าเวลาเรามีสิวอักเสบนี่ เราควรจะเลี่ยงพวกสครับเด็ดขาดเลย บางคนเข้าใจว่ามันจะไปช่วยขุดสิวเสี้ยนสิวอุดตันออกมาซึ่งมันไม่เป็นความจริงเลย นางจะไปกระตุ้นให้เกิดการอักเสบมากขึ้นด้วย

 

ว่าแล้วก็เข้าเรื่องกันเลย วันนี้ก็เลยอยากเอาเจลล้างหน้าสําหรับผิวที่เป็นสิว ตัวที่มี่คิดว่าค่อนข้างครบ แล้วเป็นตัวที่น่าสนใจตัวหนึ่งสำหรับคนเป็นสิว

 

เป็นเจลล้างหน้าจากแบรนด์ Acnelix จริงๆแบรนด์ acnelix เค้าเป็นแบรนด์ที่แตกออกมาจากแบรนด์แม่คือ KENE  แบรนด์ที่มี่เคยรีวิวเซรั่มวิตามินซี Brigthage C ของเขาไปเมื่อหลายวันก่อนค่ะ ว่าแล้วก็ขอแปะลิงค์ค่ะ เผื่อใครยังไม่ทันได้ไปโฉบดู (>>ลิงค์<<)

ซึ่งตัว Acnelix ก็เป็นแบรนด์ที่ทำขึ้นมาเพื่อตอบสนองคนเป็นสิวโดยเฉพาะ โดยนางเคลมว่าเน้นดูแลปัญหาสิวแบบถูกต้อง และมีประสิทธิภาพ เดี๋ยวมาดูกันอีกทีนะคะ

สำหรับผลิตภัณฑ์ตัวนี้มีชื่อว่า Acnelix Time-Released Acne Cleansing Gel นะคะ

ac 8.jpg

ที่บนหลอดเราจะเห็นคําว่า Time released Acne cleansing gel กับ Encapsulation technology อยู่ค่ะ อันนี้เป็นเทคโนโลยีที่นําเข้าจากอเมริกาเลยทีเดียว เดี๋ยวมี่นํามาเล่าให้ฟังอีกทีในช่วงวิเคราะห์ส่วนผสมนะคะ

ac 3

โดยทางแบรนด์เคลมว่าได้รวมคุณสมบัติที่คนเป็นสิวต้องการ 3 ข้อคือ สะอาด อ่อนโยน และช่วยจัดการและดูแลปัญหาสิวด้วยไปพร้อมๆกัน เรียกได้ว่ามากันครบถ้วนครบจบสิ่งที่คนเป็นสิวต้องการจริงๆ

เรื่องสะอาดคือเท่าที่มี่ลองใช้มันก็สะอาดจริงๆ สำหรับการใช้ในชีวิตประจำวัน ล้างกันแดด แต่คนที่แต่งหน้า ก็ใช้ พวก Cleansing water หรือ oil ตามปกติก่อนมาล้างน้ำซ้ำด้วยตัวนี้ค่ะ

ทีนี้แบบไหนเรียกอ่อนโยน อ่อนโยนเรียกแบบไหน ลองสังเกตจากส่วนผสมและคำ Claim นะคะ

  1. ควรเป็นสูตรแบบ soap-free สารทำความสะอาดกลุ่ม Soap นี่เกิดขึ้นจากปฏิกิริยาระหว่างกรดไขมัน กับด่าง ได้เป็นเกลือของกรดไขมัน เกลือนี่แหล่ะเรียกว่า Soap ด้วยความที่นางมีค่า pH ที่ค่อนข้างสูงนางจะทำให้โปรตีน Keratin บนผิวพองและเกิดผิวแห้งระคายเคืองได้ง่าย รวมถึงนางอาจจะไปขจัดเอา Barrier ผิวออกมาด้วย
  2. ไม่ควรมี SLS หรือ sodium lauryl sulfate สารตัวนี้เป็นสารที่ระคายเคืองมาก ไม่ควรมีเลย แม้จะเป็นอาบน้ำ ใช้กับเรือนร่าง ก็ไม่ควรเจอ ในทางผิวหนังเราใช้เป็นตัวแทนของสารที่ระคายเคืองผิวในงานวิจัยเลยด้วยซ้ำ ส่วนกรณี SLES หรือ sodium laureth sulfate นางอ่อนโยนกว่า SLS แหล่ะ แต่ถ้าถามว่ามีตัวที่อ่อนโยนกว่าไหม ก็มีค่ะ แต่ด้วยความที่นางให้ฟองเยอะ นางก็เลยได้ใจเราไปเต็มๆ
  3. ค่า pH ควรใกล้เคียงกับผิว สังเกตจากคำว่า pH-balance หลายๆตัวชอบใช้คำนี้มา Claim ค่ะ เวลาเราใช้อะไรที่มีการปรับค่า pH ให้ใกล้เคียงผิว มันก็จะรบกวนผิวได้น้อยค่ะ จริงอยู่ที่ผิวเรามีระบบ Buffer ตามธรรมชาติในการปรับค่า pH ให้สู่สมดุล แต่กรณีในคนที่เป็นโรคผิวหนังบางชนิด ระบบ Buffer ของผิวทำงานไม่ค่อยดี ทำให้เกิดความระคายเคืองได้ง่ายนั่นเอง
  4. น้ำหอม อันนี้นานาจิตตังนะคะ น้ำหอมเป็นสาเหตุต้นๆในการแพ้เครื่องสำอาง ถ้าใครแพ้ง่ายมากๆ หันมามองพวก Fragrance-free ก็จะดี

 

สำหรับเรื่องความอ่อนโยน สูตรของ Acnelix เป็นสูตรที่มี่ถือว่าทำได้ครบด้านความอ่อนโยนคือไม่มีสบู่ ไม่มี SLS, SLES มีค่า pH สมดุลกับผิว ไม่มีน้ำหอม แล้วก็ไม่มีสารกันเสียกลุ่ม Imidazolidinyl urea ที่บางคนอาจจะแพ้แล้วเกิดผิวหนังอักเสบได้ สำหรับความอ่อนโยน มี่เลยถือว่าสอบผ่านค่ะ

เรื่องสุดท้ายคือเรื่องจัดการสิว หลายๆคนคงเคยเห็นว่าผลิตภัณฑ์ล้างหน้าเพื่อคนเป็นสิวส่วนมาก ก็เคลมกันว่าช่วยจัดการแบคทีเรีย ช่วยจัดการสิว แต่ในความเป็นจริงคือ เจลล้างหน้าที่อยู่บนหน้าไม่ถึง 2 นาที มันจะออกฤทธิ์ได้นานแค่ไหนกันเชียว ซึ่งมันก็เป็นความจริงค่ะ ปกติมี่จะไม่หวังอะไรจากเจลล้างหน้านอกจากการทำความสะอาด เพราะส่วนผสมที่สัมผัสหน้าไม่ถึงนาทีสองนาที มันจะไปช่วยอะไรได้ถูกไหมค่ะ ดังนั้นปกติถึงจะใส่อะไรมามี่ก็ไม่ค่อยคาดหวังอะไรเท่าไหร่ แต่มีก็ดีกว่าไม่มีนะคะ

แต่ตัวนี้นางจะแอบเด่นเรื่องของ Time-released คือใช้เทคโนโลยีเก็บกักเอา Salicylic acid ไว้ในเปลือกแคปซูล ที่เรียกว่า การทำ Encapsulation จึงมีผลทำให้ salicylic acid มันยังทำงานได้อยู่ แคปซูลพวกนี้พอลงผิวมันก็จะค่อยๆปลดปล่อย Salicylic acid ออกมา เลยเรียกว่า Time-released แม้เราจะล้างตัวเจลอออกไปแล้ว ตัวนี้มันเป็นข้อดีเพราะ ทำให้ทุกการล้างหน้าของเรามันได้อะไรมากกว่าการทำความสะอาด แต่เหมือนลดอุดตัน ลดอักเสบไปในตัว แน่นอนว่ามันคงไม่เท่าการทาบำรุง แต่ก็ดีกว่าการล้างทิ้งออกไป

เดี๋ยวพูดถึงประโยชน์ของ Salicylic acid อีกรอบในช่วงวิเคราะห์ส่วนผสมนะคะ

ที่ด้านหลังของหลอดจะมีคำอธิบายอยู่ด้วยค่ะ

ac 2

เนื้อเจลเป็นแบบใสค่ะ ไม่มีกลิ่น เพราะทางแบรนด์ไม่ได้ใส่น้ำหอมค่ะ

ac 4

เป็นเจลแบบไม่มีฟองนะคะ

ac 7

เกลี่ยได้ง่าย ลื่น ล้างแล้วรู้สึกนุ่มสบายไม่แห้งตึง

ค่า pH ของเจลเปล่าๆอยู่ที่ราวๆ 5 นะคะ

ac 6

ละลายน้ำแล้ว ค่า pH ขึ้นมานิดนึงอยู่ที่ 6

ac 5

ก็ยังใกล้เคียงกับผิวอยู่ค่ะ

 

 

สำหรับส่วนผสมเรียกได้ว่าค่อนข้างมาเต็มนะคะ ถึงจะเป็น Cleansing แต่ก็ดีงามและมากันอย่างแน่นหนาไม่แพ้สกินแคร์เลยทีเดียว

ส่วนผสมค่ะ

สผส acnelix

ส่วนผสมวันนี้มี่ทำไว้ 3 เฉดสีนะคะ คือ สีม่วง เป็นสารทำความสะอาด สีเขียว เป็นสารบำรุง และ สีฟ้า คือ วัตถุดิบพระเอกของเรา เจ้า Salicylic acid ที่เก็บกักในแคปซูล อย่าง Salsphere นั่นเองค่ะ

วันนี้เรามารีวิวกันแบบละเอียด แจงจัดหนักทุกส่วนผสมเลยนะคะ

ถ้าเราพิจารณากันจะพบว่าผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางแทบทุกชนิดจะประกอบด้วยส่วนหลักๆ 3 ส่วน คือ

  1. Actives คือ สารบำรุง เป็นส่วนที่ทำให้เครื่องสำอางมีคุณสมบัติที่ดี รวมไปถึงมีประโยชน์ทางชีวภาพ
  2. Base คือ เนื้อหลักของผลิตภัณฑ์ บางทีอาจเรียกว่า Vehicle มี่จะจัดเอาสารทำความสะอาดเข้ามาอยู่ใน Base นะคะ
  3. Additive คือ สารที่ช่วยเสริมให้ผลิตภัณฑ์มีคุณสมบัติที่ดี มีความน่าใช้ และมีความปลอดภัย

 

  1. สารบำรุง มีอยู่ด้วยกันค่อนข้างมากค่ะ ได้แก่
  • สีฟ้า ส่วนผสมของ Cocamidopropyl Dimethylamine (and) Salicylic Acid (and) Aqua (and) Polysorbate 80 (and) Phenoxyethanol (and) Ethylhexylglycerin (and) Carthamus Tinctorius (Safflower) Seed Oil (and) Olea Europaea (Olive) Fruit Oil คือวัตถุดิบ SalsphereTM salicylic acid ที่นำเข้าจากบริษัท Salvona Technologies Inc. อเมริกา เป็นวัตถุดิบที่เก็บกักเอา Salicylic acid ที่เป็น BHA ไว้ในเปลือกแคปซูลที่มีชื่อว่า Salsphere ค่ะ ทางแบรนด์จัดมาเต็มที่ความเข้มข้น 3.3% ให้ Salicylic acid เนื้อแท้ในความเข้มข้นที่อยู่ในช่วงที่มีประโยชน์ในการดูแลสิวค่ะ

คส sal.jpg

(ที่มา: Salvona Technologies Inc.)

 

เจ้าลูกแคปซูลนี้พอลงผิวเข้าไป นางก็จะค่อยๆปลดปล่อยเอา Salicylic acid ออกมา ให้ผลลดการอุดตัน ลดการอักเสบ จึงช่วยให้อาการของสิวดีขึ้นค่ะ

sal 2.jpg

(ที่มา: Salvona Technologies Inc.)

 

นวัตกรรม Salsphere นี้นอกจากจะช่วยเพิ่มการนำส่งสาร Salicylic acid เข้าไปที่บริเวณสิวแล้ว ยังช่วยลดความระคายเคืองที่เกิดขึ้นได้ดีกว่า การใช้ Salicylic acid แบบตัวดั้งเดิม

sal vs pH

(ที่มา: Salvona Technologies Inc.)

 

จากรูปจะเห็นว่าถ้าทา Salicylic acid ตัวดั้งเดิมลงไปบนผิว จะทำให้ค่า pH ของผิวตกลงไปชั่วคราว ซึ่งเขาบอกว่า จุดที่ค่า pH ของผิวตกลงไปต่ำกว่า 4.5 จะทำให้เกิดการระคายเคือง แต่ถ้าทา Salsphere ค่า pH ของผิวจะไม่ตกลงไปต่ำจนเกิดความรู้สึกระคายเคือง

 

ถึงแม้จะเป็นแค่ Cleansing ทางบริษัทผู้ผลิต Salsphere ก็ได้ทำการทดสอบแล้วพบว่า สามารถเพิ่มการสะสมตัวของ Salicylic acid บนผิวหนังได้ดีกว่าการใช้ salicylic acid รูปแบบดั้งเดิม

sal accu

(ที่มา: Salvona Technologies Inc.)

 

จากกราฟ เป็นข้อมูลที่บริษัทได้ตรวจสอบปริมาณของ Salicylic acid ที่สะสมตัวบนผิวหนังจากผลิตภัณฑ์ประเภท Cleansing พบว่ากรณีที่ใช้ Salsphere จะมีการสะสมตัวของ Salicylic acid ได้ดีกว่าแบบปกติ

 

  • สีเขียว เป็นสารบำรุงอื่นๆ
    • กลุ่มของสารสกัดจากพืช ได้แก่
      • น้ำคั้นจากว่านหางจระเข้ ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้น ลดการระคายเคือง
      • สารสกัดจากชาเขียว เป็น Antioxidant และมีคุณสมบัติกระชับรูขุมขน ควบคุมความมัน เพราะมีสารกลุ่ม Tannin ที่มีรสฝาดเป็นองค์ประกอบ
      • สารสกัดจากดอกคาโมมายล์ ประกอบด้วยสารพฤกษเคมีที่ชื่อ Bisabolol มีคุณสมบัติลดการอักเสบ ระคายเคือง และให้ความรู้สึกสบายผิว
      • สารสกัดจากแอปเปิ้ล ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้น ประกอบด้วยสารในกลุ่ม AHA ที่ชื่อ Malic acid ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้น และผลัดผิวอย่างอ่อนโยน
      • Propolis wax เป็นส่วนของพังกาวที่ได้จากรังผึ้ง มีคุณสมบัติฆ่าเชื้ออย่างอ่อนๆ มีประโยชน์ต่อด้านสิว
    • Niacinamide เป็นรูปแบบหนึ่งของวิตามินบี 3 มีรายงานว่า สารตัวนี้สามารถเป็น Whitening ช่วยปรับสภาพสีผิวให้สม่ำเสมอ โดยไปรบกวนการส่งผ่านของเมลานินที่สร้างเสร็จแล้ว ลดการอักเสบในผิว เพิ่มการไหลเวียนเลือด ช่วยเพิ่มความแข็งแรงให้ผิวโดยไปกระตุ้นการสร้าง Ceramides กรดไขมัน และไขมันชนิดต่างๆในหนังกำพร้า และยังเป็น Antioxidant ด้วย (Int J Cosmet Sci 2005; 27:255–261) มีการทดสอบเชิงคลินิกพบว่า Niacinamide ที่ความเข้มข้น 4% มีประสิทธิภาพเทียบเท่า Clindamycin ในการรักษาสิว (Int J Dermatol. 2013;52(8):999-1004.)
    • Sodium PCA จัดเป็นสารที่เรียกว่า Natural moisturizing factor หรือ NMF ที่มีอยู่ในผิวตามธรรมชาติ ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นของผิว
    • Zinc PCA เป็นสารลูกผสมของแร่ธาตุ Zinc กับ PCA ที่เป็น NMF ปกติ Zinc เป็นแร่ธาตุที่มีคุณสมบัติควบคุมความมัน และเป็นองค์ประกอบของเอนไซม์บางชนิดในผิว ช่วยให้ผิวทำงานได้อย่างสมดุล สำหรับ Zinc PCA มีรายงานการวิจัยกล่าวว่า Zinc PCA ช่วยปกป้องผิวหนังจากรังสี UVA ได้ โดยไปกดการสร้างเอนไซม์ MMP-1 ที่ เป็นเอนไซม์ที่ทำลายคอลลาเจนในผิวทำให้เกิดความหย่อนยานและริ้วรอย (Int J Cosmet Sci. 2012; 34(1):23-8.)
    • Tocopherol คือ วิตามินอี เป็น Antioxidant

 

2. Base หรือส่วนของเนื้อผลิตภัณฑ์ ขอเอาสารทำความสะอาดมาใส่ไว้ในนี้นะคะ

  • สารทำความสะอาดที่ใช้ ได้แก่ Decyl glucoside เป็นสารทำความสะอาดหลัก สารตัวนี้เป็นสารทำความสะอาดชนิดที่ไม่มีประจุ มีความสามารถในการทำความสะอาดที่ดี และมีความอ่อนโยนต่อผิวดี ร่วมกับสารทำความสะอาดอื่นๆ คือ Cocamidopropyl betaine, PEG-40 hydrogenated castor oil, Laureth-9, Trideceth-7 ซึ่งมีความอ่อนโยนกันหมด

– เสริมมาด้วย Polyquaternium-7 ที่จะช่วยเคลือบผิว ให้สัมผัสที่นุ่มนวล ไม่แห้งตึง

  • ส่วนผสม Base อื่น เป็นส่วนของสารกลุ่มน้ำ และสารอื่นที่ละลายได้ในน้ำ

 

3. Additives เป็นพวกสารปรุงแต่งให้ผลิตภัณฑ์มีลักษณะที่ดี เช่น

  • สารเพิ่มความหนืด คือ Acrylates/C10-30 alkyl acrylate crosspolymer กับ Hydroxyethylcellulose
  • สารกันเสีย และสารเสริมประสิทธิภาพสารกันเสีย ได้แก่ Sodium benzoate, Ethylhexylglycerin, Caprylyl glycol, p-Anisic acid, Potassium sorbate และ สารจับอิออนโลหะ Disodium EDTA

 

โดยรวมคือไม่มีส่วนผสมของสารที่ไม่เป็นมิตรกับผิว

 

แวะสรุปอีกสักครั้งก่อนไปให้คะแนนนะคะ

เจลล้างหน้า Acnelix เป็นเจลล้างหน้าเบสน้ำ ที่ใช้สารทำความสะอาดที่ทำความสะอาดได้ล้ำลึก แต่ก็ยังมีความอ่อนโยนต่อผิว ไม่ระคายเคืองผิวที่เป็นสิว ส่วนนี้เป็นสิ่งที่เจลล้างหน้าที่ดีควรมีเลยค่ะ คือคุณจะมีสารบำรุงอะไรยังไงก็ช่าง แต่คุณต้องสะอาดและอ่อนโยนก่อน ซึ่งจุดนี้ Acnelix ถือว่าทำได้ จุดที่แตกต่างอีกจุดของ Acnelix ก็คือการใช้นวัตกรรม encapsulated salicylic acid ที่ช่วยปลดปล่อย Salicylic acid ออกมาทีละน้อยๆ แม้จะเป็นแค่ Cleansing แต่ก็ให้ประโยชน์กับผิวได้เหมือนทา Skincare มันทำให้เจลล้างหน้าสูตรอ่อนโยนนี้มัน เหมาะกับคนเป็นสิวจริงๆ ช่วยลดสิว ป้องกันสิวได้ด้วยไม่ได้ทำความสะอาดอย่างเดียว แล้วปกติพวก time-released salicylic acid มันมักอยู่ในเซรั่มที่ราคาค่อนข้างสูง ปริมาณกรุบกริบนิดหน่อย ก็ราคาเป็นพัน แต่ตัวนี้เอามาทำเป็นผลิตภัณฑ์ล้างหน้าในราคา 300 กว่าบาท ก็ถือว่าเป็นราคาที่จับต้องได้ไม่เว่อร์วังน่าถอยมาลองใช้ซักหลอด

ถ้าถามว่าวิเคราะห์มาดีงามขนาดนี้ เอามาแทนยาสิวเลยดีไหม มี่ตอบได้เลยว่าไม่ได้เนอะ เครื่องสำอางก็คือเครื่องสำอาง แค่ช่วยส่งเสริมและดูแลผิวและปัญหาสิวค่ะ ยาเยอที่หมอให้มาก็ยังต้องใช้เหมือนเดิมค่ะ

การรักษาสิวยังใช้การทายาเป็นขั้นตอนหลักอยู่ เพียงแต่ตัวนี้จะเหมือนช่วยทำให้ขั้นตอนการล้างหน้ามันดีขึ้น ช่วย

ยิ่งสำหรับคนที่ไม่ได้มีสิวเห่อมาก หรือนานๆขึ้นทีแบบอิชั้น ตัวนี้เป็นอีกตัวที่มี่รู้สึกว่าใช้แล้วหวังผลเรื่องป้องกันสิวใหม่ได้ดีค่ะ

 

เจลล้างหน้านี้เหมาะกับใคร

  • แน่นอนว่าเหมาะกับคนที่เป็นสิวแน่นอน
  • และนอกจากนั้น คนที่มีผิวปกติที่มีแนวโน้มอุดตันง่ายก็สามารถใช้ได้ค่ะ
  • หรือ สำหรับคนที่ต้องการป้องกันการเกิดสิว หรือลดการอุดตันของรูขุมขน แต่ผิวระคายเคืองง่าย ใช้ BHA Toner ธรรมดาๆไม่ไหว

 

มาให้คะแนนกันดีกว่าค่ะ

  1. ส่วนผสมของสารบำรุง นอกจากพระเอกของนางอย่าง Encapsulated salicylic acid แล้วก็ยังเสริมสารบำรุงออกมาอีกหลายชนิด มีประโยชน์เสริมมาอีกหลายด้าน ทั้งการเพิ่มความชุ่มชื้น ลดการระคายเคือง ให้ความรู้สึกสบายผิว รวมถึงมีวิตามินบี 3 ที่ให้ประโยชน์กับผิวอีกหลายด้าน จุดนี้ขอให้ 5 ฟลาสก์ค่ะ
  2. ส่วนผสมอื่นๆ สารทำความสะอาดที่ใช้มีความอ่อนโยนสูงไม่ระคายเคือง และไม่มีส่วนผสมที่ไม่เป็นมิตรกับผิว เลยขอให้ไป 5 ฟลาสก์
  3. การใช้งาน ตัวเจลล้างหน้ามาในรูปแบบของไม่มีฟอง เกลี่ยใช้ได้ง่าย หลังล้างไม่แห้งตึง แต่ก็ไม่ได้ถึงกับลื่นเป็นเมือก ส่วนตัวมี่ค่อนข้างชอบความรู้สึกหลังล้างนะคะ แต่ส่วนตัวมี่ก็ยังคงติดฟองอยู่เลยขอให้ 4 ฟลาสก์นะคะในจุดนี้

คะแนน ac

สุดท้ายนี้ต้องขอขอบคุณทางแบรนด์ Kene ด้วยนะคะ ที่ส่งผลิตภัณฑ์ดีๆมาให้มี่ได้ทดลองใช้ และขอบคุณทุกๆท่านด้วยค่ะที่ติดตามรับชมมาจนจบ

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ทางแบรนด์ Kene ได้โดยตรงเลยนะคะ

https://www.facebook.com/KeneThailand/

https://kene.co.th/

 

ส่วนช่องทางจำหน่ายรู้สึกตอนนี้จะมีจำหน่ายที่ Eve&boy, konvy.com และทางช่องทางออนไลน์ของแบรนด์

 

พบกันใหม่โอกาสถัดไป สำหรับวันนี้สวัสดีค่ะ

 

Disclaimer/conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากทางแบรนด์ Kene การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสมตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล และผู้เขียนไม่ได้มีผลประโยชน์ใดๆในการขายสินค้า โปรดใช้วิจารณญาณ