Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสมครีมน้ำแตกผสมสารสกัดจากใยแมงมุม โดดเด่นด้วยคอนเซปท์ Early aging จากแบรนด์ Dermanour กับ Golden Spider Lifting Cream และ Serum

สวัสดีค่ะ

วันนี้มี่มีรีวิวครีมและเซรั่มที่น่าสนใจมาฝากกันค่ะ

เดี๋ยวนี้เขามีการสกัดเอา Peptide จากแมงมุมมาใช้ในเครื่องสำอางกันแล้วนะคะ

ผลิตภัณฑ์ที่น่าสนใจที่ใช้ Peptide จากใยแมงมุมนี้มาจากแบรนด์ Dermanour (เดอร์มาเนอร์) นางเป็นแบรนด์ที่พัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อความงาม และสุขภาพโดยใช้แนวความคิดด้านชีวเวชสำอางจากธรรมชาติร่วมกับเทคโนโลยีชั้นสูง และองค์ความรู้ทางการแพทย์ด้านความงาม และสุขภาพจากศาสตร์ต่างๆเพื่อวัตถุประสงค์ในการสร้างประสิทธิภาพ ผลลัพธ์ และความปลอดภัยสูงสุดแก่ผู้บริโภคค่ะ

ผลิตภัณฑ์มีชื่อเต็มๆว่า Dermanour Golden Spider Lifting Cream และ Serum ค่ะ ซึ่งมีหน้าตาเป็นแบบนี้นะคะ

02-re

นางมากันในกล่องสีน้ำเงินตัดกับขาว

 

ตัวครีมเป็นกระปุกสีชมพูค่ะ

03-re

ส่วนตัวซีรั่มมาในขวดปั๊มสีชมพูค่ะ

01-re

เนื้อครีมมาในรูปแบบครีมน้ำแตก (Water drop) ซึ่งมีความบางเบา ไม่เหนอะหนะ ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นและเคลือบปกป้องผิวได้ดีค่ะ

d 5

d 6

ตอนเกลี่ยจะเกลี่ยได้ง่าย และมีน้ำคายออกมาจากเนื้อครีม เราเลยเรียกเป็น Water drop ค่ะ จะให้ความรู้สึกสดชื่น และเย็นสบายผิว

d 7

ค่า pH มี่วัดจากน้ำที่คายออกมาจากเนื้อครีมนะคะ

d 8

อยู่ที่ราวๆ 6 – 7 ค่ะ

เรามักจะมีความเชื่อว่า pH ของเครื่องสำอางควรจะอยู่ที่ 5.5 แต่ความจริงก็ไม่ได้จำเป็นต้องเป็นอย่างนั้นเสมอไปค่ะ ผิวของคนเราจะมีค่า pH ที่ประมาณ 5 – 6 เฉลี่ย 5.5 และมีระบบบัฟเฟอร์ ที่ช่วยปรับให้ค่า pH ลงมาสมดุลในช่วงนี้ตลอด ดังนั้นไม่ว่าเราจะทาอะไรลงไป ผิวคนปกติก็จะปรับค่า pH กลับมาที่เดิมได้ค่ะ แค่เลี่ยงพวกที่มีค่า pH เว่อร์วัง แบบเป็นเบสแรง ค่ามากกว่า 12 หรือเป็นกรดแรงๆ น้อยกว่า 3 ก็จะทำให้เกิดการระคายเคืองได้ และคนที่ต้องระวังและ Serious เรื่องค่า pH จะเป็นกลุ่มของคนที่เป็นโรคผิวหนัง หรือเป็นผิวบอบบางแพ้ง่าย หรือเป็นเด็กทารก เพราะระบบ Buffer ในผิวของเขาเหล่านี้ทำงานได้ไม่ค่อยสมบูรณ์ค่ะ

 

ส่วนตัวซีรั่มก็จะมาในเนื้อที่บางเบากว่า เป็นของเหลวใส คล้ายเจล

d 9

แต่ตัวซีรั่มจะแผ่กระจายบนผิวได้ดีกว่าเจลทั่วไป และมีความชุ่มชื้นอยู่ค่อนข้างมากค่ะ

d 10

ค่า pH ของเนื้อเบสซีรั่มอยู่ที่ราวๆ 6 ค่ะ

d 11

ตรงข้างกล่องก็จะมี Claim ถึงการทดสอบประสิทธิภาพและความปลอดภัยไว้อยู่ค่ะ

  • 60% ของอาสาสมัครมีรอยตีนกาลดลง
  • 85% ของอาสาสมัครมีผิวที่เรียบเนียนขึ้น
  • 51% ของอาสาสมัครมีผิวหน้ายกกระชับขึ้น
  • 37% ของอาสาสมัครมีผิวขาวกระจ่างใสขึ้น

และก็มีเคลมเรื่องของปกป้องมลพิษ 3 อย่างหลักในเขตเมือง คือ ไอเสียรถยนต์ มลพิษทางอากาศ และควันบุหรี่

ผลิตภัณฑ์ของแบรนด์ได้ผ่านการทดสอบความปลอดภัย (Safety Test) ด้วยสถาบัน Dermscan Asia ในอาสาสมัครอายุ 19 – 57 ปี ว่าไม่ระคายเคืองผิวค่ะ

d n 5.JPG

มี่ลองวัดผิวของมี่ด้วยเครื่อง BIA ดู ตัวครีมก็ถือว่าทำมาได้ดีนะคะ

ค่าความชุ่มชื้น ก่อนทาครีมอยู่ที่ระดับ +2 หลังทาครีม ขึ้นเป็น +3

ค่าความนุ่ม ก่อนทาครีมจะอยู่ที่ระดับ +2 หลังทาครีมขึ้นเป็น +3

ค่าปริมาณน้ำมันของผิว ก่อนทาครีมและหลังทาครีมไม่เปลี่ยนแปลงค่ะ อาจจะเพราะว่าตัวครีมไม่ได้มีส่วนของน้ำมันอยู่ หรือเพราะค่ามัน max ของเครื่องมือแล้วก็เป็นไปได้

วัดผิว

ถ้าถามว่าเครื่อง BIA นี้น่าเชื่อถือแค่ไหน ส่วนตัวมี่คิดว่าน่าเชื่อถือได้ในระดับหนึ่ง เพราะลองวัดผิวหลายๆบริเวณ ค่าที่ได้ก็ไม่เท่ากัน อย่างวัดต้นขา ซึ่งจะแห้งมากเว่อร์ ค่าความชื้นกับความมันก็จะติดลบ พอเอามาวัดหน้า ค่าความชื้นกับค่าความมันก็จะเพิ่มขึ้นอยู่ในช่วง + ค่ะ ถ้าเราลองวัดผิวที่เดียวกันซ้ำๆ ค่าที่ได้ก็จะออกมาใกล้เคียงกันค่ะ แต่ก็ได้ในระดับ Home use นะคะ คงยังไม่ถูกต้องมากถึงขนาดหยิบเอาไปวัดผิวอะไรในงานวิจัยได้

BIA นี่ย่อมาจาก Bioelectric impedance analysis เป็นการวัดแรงต้านทางทางไฟฟ้าขององค์ประกอบต่างๆในผิว ซึ่งจะมีทั้งน้ำ ที่นำไฟฟ้าได้ และไขมัน ที่ไม่นำไฟฟ้าค่ะ

 

ถ้าลองพูดถึงผลเสียของมลภาวะอากาศต่อผิวนั้น มีอยู่หลายรูปแบบค่ะ ซึ่งมี่เคยได้อัพโหลดบทความเกี่ยวกับ Pollution ไว้แล้ว เป็นลิงค์นี้นะคะ https://cosmeknowledge.wordpress.com/2018/01/05/bt-pollution/

 

สรุปได้ย่อๆ ว่า มลภาวะในอากาศ นั้นสามารถทำให้ผิวเราเกิดผลเสียได้ 4 ประการหลักๆ คือ อักเสบ เหี่ยว ดำ และ เสื่อม

  • อักเสบ คือ การที่มลภาวะเหล่านี้ซึมลงไปในผิวแล้วกระตุ้นให้เกิดการสร้างสารก่อการอักเสบในตระกูลของพวก Interleukins ขึ้นมา ซึ่งจะมีผลทำให้ผิวเราเกิดการอักเสบต่างๆมากมาย
  • เหี่ยว เมื่อมลภาวะลงไปในผิวจะไปเหนี่ยวนำให้เกิดอนุมูลอิสระขึ้นมาในผิว ที่จะมีผลทำให้เอนไซม์ MMP ทำงานเพิ่มขึ้น เอนไซม์นี้เป็นเอนไซม์ที่ไปย่อยสลายคอลลาเจนและอิลาสตินในผิว ทำให้ผิวเหี่ยวและเกิดเป็นริ้วรอยตามมา
  • ดำ อนุมูลอิสระที่เกิดขึ้นจากมลภาวะสามารถไปเหนี่ยวนำให้เซลล์สร้างเม็ดสีผิว สร้างเม็ดสีผิวมากขึ้น ทำให้ผิวดำคล้ำ หรือ เกิดเป็นจุดด่างดำ
  • เสื่อม มลภาวะทำลาย Barrier ผิว ทำให้ Barrier ผิวเสื่อมลง ผิวจะแพ้ได้ง่ายขึ้น

 

น่ากลัวเลยทีเดียว

จริงอยู่ที่เราสามารถป้องกันมลภาวะได้หลายวิธี แต่การใช้ผลิตภัณฑ์ที่มี Claim เกี่ยวกับด้าน Anti-pollution นั้นก็เป็นวิธีหนึ่งที่ทำได้ง่ายค่ะ

 

อีกจุดหนึ่งที่สำคัญคือ ผลิตภัณฑ์ตัวนี้มีคอนเซปท์ที่เป็น Early aging หรือ Pre-aging ซึ่งเป็นการดูแลผิวก่อนที่จะเริ่มเกิดความแก่ขึ้น เหมาะกับผู้ที่มีอายุระหว่าง 25 – 35 ปีค่ะ เป็นช่วงวัยทำงานตอนต้นพอดี

 

 

มาทั้งทีไม่วิเคราะห์ส่วนผสมคงไม่ได้ วันนี้ขอวิเคราะห์ส่วนผสมแบบละเอียดจัดเต็มเลยนะคะ

ส่วนผสมเป็นดังนี้ค่ะ

สผส cream

วันนี้เรามารีวิวกันแบบละเอียด แจงจัดหนักทุกส่วนผสมเลยนะคะ

ถ้าเราพิจารณากันจะพบว่าผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางแทบทุกชนิดจะประกอบด้วยส่วนหลักๆ 3 ส่วน คือ

  1. Actives คือ สารบำรุง เป็นส่วนที่ทำให้เครื่องสำอางมีคุณสมบัติที่ดี รวมไปถึงมีประโยชน์ทางชีวภาพ
  2. Base คือ เนื้อหลักของผลิตภัณฑ์ บางทีอาจเรียกว่า Vehicle
  3. Additive คือ สารที่ช่วยเสริมให้ผลิตภัณฑ์มีคุณสมบัติที่ดี มีความน่าใช้ และมีความปลอดภัย

 

มี่ได้ทำสีส่วนผสมสารบำรุงไว้หลายๆสีนะคะ เดี๋ยวจะบอกอีกทีว่าแต่ละสีมีประโยชน์อะไรบ้าง

 

มาดูรายละเอียดส่วนผสมแต่ละตัวกันเลยนะคะ

  1. Actives กลุ่มของสารบำรุง มีอยู่หลายตัวเลยทีเดียวค่ะ
  • สีม่วง: พระเอกของเรา SR-spider polypeptide-1 ซึ่งเป็นวัตถุดิบที่สกัดออกมาจากใยแมงมุม ซึ่งว่ากันว่าเป็นเส้นใยที่แข็งแรงที่สุด ทางแบรนด์เคลมว่า ใช้เส้นใยสีทองจากใยแมงมุมสายพันธ์ Araneus diadematus ซึ่งผู้ผลิตวัตถุดิบเคลมว่าเมื่อทาลงผิว นางจะไปเรียงตัวเป็นฟิล์มบางๆบนผิว ทำหน้าที่เป็นเสมือน Barrier ช่วยโอบอุ้มและพยุงผิวเอาไว้ พร้อมปกป้องผิวจากสิ่งแวดล้อม สารเคมีที่อาจก่อการระคายเคืองแก่ผิว รวมถึงเชื้อโรคต่างๆไม่ให้ทำร้ายผิวได้
  • สีชมพู: ส่วนผสมของ Maltodextrin กับ Swertia chirata extract ตัวนี้เป็นวัตถุดิบนำเข้าจากฝรั่งเศสค่ะ วัตถุดิบนี้คือเจ้า SWT-7 ซึ่งเป็นสารพฤกษเคมีที่สกัดจากต้น Indian gentian (Swertia chirata) วัตถุดิบนี้ได้รับรางวัลเหรียญเงินส่วนผสมยอดเยี่ยม (Best ingredient Silver) จากงาน In-cosmetics เมื่อปี 2015 ด้วยค่ะ เอ๊ะทำไมแค่สารสกัดธรรมดาเบๆถึงได้รางวัล Silver มาดูรายละเอียดกันค่ะ

วัตถุดิบนี้ถึงจะดูพื้นๆ แต่ไม่ธรรมดาเลยค่ะ เพราะทางบริษัทมีผลการทดสอบทั้งในระดับหลอดทดลองและระดับอาสาสมัคร มีกลไกการออกฤทธิ์ที่ค่อนข้างซับซ้อนและโดดเด่นค่ะ โดยมี Claim ว่าสามารถส่งเสริมให้ผิวเราสร้าง Stem cell และ Growth factor ออกมา โดยไม่จำเป็นต้องไปนำส่งอะไรให้วุ่นวายยุ่งยาก และยังมีคุณสมบัติเสริมการฟื้นฟูตัวเองของผิวได้อีก

การทดสอบในระดับหลอดทดลองพบว่ามีผลเสริมการสังเคราะห์ KGF (Keratinocyte growth factor) ซึ่งเป็น Growth factor ของเซลล์ผิวในหนังกำพร้า ทำให้ชั้นผิวหนาตัวขึ้น

swt 1

(Image from Lucas Meyer Cosmetics)

 

การทดสอบในเซลล์เพาะเลี้ยงที่มีการทำให้เซลล์เกิดความเสียหาย พบว่าสารนี้สามารถเสริมการฟื้นฟูตัวเองออกมาทดแทนเซลล์ที่เสียหายไป

swt 2

(Image from Lucas Meyer Cosmetics)

 

การทดสอบในอาสาสมัครอายุ 45 – 60 ปี จำนวน 17 คน ให้อาสาสมัครทาครีมที่มีสารนี้เทียบกับครีมเบส วันละ 2 ครั้ง เช้าเย็น เป็นเวลา 28 วัน พบว่าอาสาสมัครมีริ้วรอยลดลงตั้งแต่ 7 วันแรกค่ะ

swt 3

(Image from Lucas Meyer Cosmetics)

     เมื่อใช้ต่อจนครบ 28 วันก็มีริ้วรอยลดลง และผิวพรรณเรียบเนียนขึ้นค่ะ

swt 4

(Image from Lucas Meyer Cosmetics)

ถือว่าน่าสนใจมากเลยทีเดียว (เอกสารอ้างอิง TDS SWT-7, Lucas Meyer Cosmetics)

  • สิเขียว: Biosaccharide gum-4 คาร์โบไฮเดรตที่ได้จากการหมักจุลินทรีย์ มีประโยชน์ในการปกป้องผิวจากสารเคมีต่างๆ รวมถึงพวกมลภาวะ โดยตัวมันไปสร้างฟิล์มเคลือบไว้ที่ผิวชั้นนอกไม่ให้สิ่งเหล่านี้มาสัมผัสผิวโดยตรง ข้อมูลจากผู้ผลิตวัตถุดิบระบุว่า สารนี้สามารถลดการเกิดอนุมูลอิสระภายในเซลล์เมื่อผิวหนังเพาะเลี้ยงสัมผัสกับ 5 และช่วยปกป้องผิวไม่ให้ถูกทำลายเพราะอนุมูลอิสระได้ และมีประโยชน์ในการเสริมการปกป้องรังสี UV และสารเคมีบางชนิด ตัวนี้ทางแบรนด์ Claim ว่า ใส่มาในความเข้มข้นที่ให้ผลดีในการป้องกัน pm 2.5 กันทั้งอนุภาคควันบุหรี่ ไอเสียรถยนต์ และมลพิษทางอากาศ
  • สีส้ม: สูตรผสมของ Water (and) Argania Spinosa Kernel Extract (and) Sodium Cocoyl Glutamate (and) Carbomer มีชื่อทางการค้าว่า Argatensil นำเข้ามาจากฝรั่งเศส ผู้ผลิตเคลมว่าสารนี้มีคุณสมบัติลดริ้วรอย และช่วยให้ผิวเรียบเนียน
  • สีฟ้า: สารบำรุงอื่นๆ ได้แก่
    • Hydrolyzed soy protein เป็นโปรตีนถั่วเหลืองที่ผ่านการย่อยให้มีขนาดเล็กลง มีประโยชน์เพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่ผิว
    • Snail secretion filtrate หรือ เมือกหอยทาก มีการทดสอบเชิงคลินิกสนับสนุนถึงประสิทธิภาพในการลดริ้วรอย (Cosmetic Dermatology. 2009; 22(5):250 and Journal of drugs in dermatology. 2013; 12(4):456.)
    • Wine หรือไวน์ ประกอบด้วยสาร Resveratrol ซึ่งเป็น antioxidant ที่ดี
    • Tocopherol หรือวิตามินอี เป็น antioxidant

 

2. ส่วนของ Base ประกอบด้วย สารกลุ่มน้ำ กลุ่มน้ำมัน และซิลิโคน

  1. ส่วนของน้ำ ได้แก่ น้ำ และสารเพิ่มความชุ่มชื้นที่ละลายน้ำได้ อย่าง Propylene glycol, Butylene glycol, Triethyleneglycol, Dipropylene glycol, PEG-10 พวกนี้เรียกว่าเป็น Humectant ทำหน้าที่เพิ่มความชุ่มชื้นโดยการดูดน้ำให้ผิว อาจนับรวมเอาพวก Hexanediol, Ethyl hexanediol มารวมไว้ก็ได้
  2. ส่วนของน้ำมัน มีน้ำมันสังเคราะห์อย่าง C12-15 alkyl benzoate เป็นตัวช่วยละลายสารบางชนิดในครีม
  3. ส่วนของซิลิโคน มีอยู่ด้วยกันหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็นแบบระเหยได้ และแบบเคลือบผิวปกป้องรักษาความชุ่มชื้น ได้แก่ Cyclopentasiloxane, Dimethicone, Dimethicone/PEG-10/15 crosspolymer, PEG-10 dimethicone, Phenyl trimethicone, Dimethiconol, Dimethicone crosspolymer พวกนี้ทำหน้าที่ขึ้นเบสให้มีความบางเบา

ตัวที่น่าสนใจคงหนีไม่พ้นตัวหลักที่ทำให้เกิดเนื้อน้ำแตก หรือ Waterdrop อย่างเจ้า Dimethicone/PEG-10/15 crosspolymer นั่นเองค่ะ

3. ส่วนประกอบอื่นๆ หรือ Additives ได้แก่

  1. สารเพิ่มความหนืด ได้แก่ Acacia gum, Caesalpinia gum, Xanthan gum และ Carbomer
  2. Surfactant และ Emulsifier มีเจ้า Sodium cocoyl glutamate ที่ติดมากับตัว Argatensil
  3. สารกันเสีย ได้แก่ Phenoxyethanol, Sodium benzoate และอาจนับรวม 1,2-Hexanediol เข้ามาด้วย
  4. สารจับโลหะ ได้แก่ Disodium EDTA ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของสารกันเสีย และความคงตัวของตำรับ
  5. น้ำหอม
  6. อื่นๆ ได้แก่ Sodium citrate อาจใส่มาเพื่อปรับ pH และ เกลือ หรือ Sodium chloride จำเป็นต่อการเกิดเนื้อแบบ Water drop

 

ในบทสรุปครีมนี้จะมาในเบสแบบอิมัลชั่นชนิดซิลิโคนในน้ำ s/w ที่ประกอบด้วย น้ำ และซิลิโคนเป็นหลัก ใส่วนผสมของสารบำรุงอยู่หลายชนิด ให้ประโยชน์ไปในด้านการลดริ้วรอยเป็นหลัก รองลงมาคือด้านความชุ่มชื้น ต่อต้านมลภาวะ และชะลอวัย ซึ่งส่วนผสมที่ใส่มาถือว่าเลือกมาได้ดี ไม่มีสารที่ไม่เป็นมิตรกับผิว

ในส่วนของเซรั่มก็จะทำมาคล้ายกัน เพียงแต่เปลี่ยนเบสเป็นเบสแบบที่มีน้ำเยอะหน่อย เสริมซิลิโคนมานิดหน่อยเพื่อให้ Feeling ดี

มาให้คะแนนกันดีกว่า

  1. สารบำรุง มีสารบำรุงหลายชนิด นำเข้ามาจากต่างประเทศ มีคุณสมบัติเด่นในด้านของการลดริ้วรอย ซึ่งทางผู้ผลิตวัตถุดิบมีการทดสอบประสิทธิภาพเอาไว้ทั้งในระดับหลอดทดลองและในระดับอาสาสมัคร ประโยชน์รองๆคือ มีประโยชน์ในด้านความชุ่มชื้น ต่อต้านมลภาวะ ซึ่งผลของมลภาวะนั้นก็สามารถทำให้ผิวอักเสบ เกิดริ้วรอย จุดด่างดำ รวมถึง Barrier ผิวเสื่อมสภาพลงไปได้ โดยตัวนี้มีสารที่ให้คุณสมบัติในการปกป้องมลภาวะ และเสริมสารที่ให้คุณสมบัติในการลดริ้วรอยไปพร้อมๆกัน ถ้าพิจารณาในด้านของการเป็น Anti-pollution และเป็น Pre-aging แล้ว ถือว่าทำมาได้ค่อนข้างดี สำหรับผู้ที่มีอายุ 25 – 35 ค่ะ จุดนี้ขอให้ 5 ฟลาสก์
  2. ส่วนผสมอื่นๆ ในตัวเบส มีส่วนของสาร Humectant ที่ดูดจับน้ำให้ผิว และมีสารเคลือบปกป้องผิวกันน้ำระเหยออกไป ส่วนผสมอื่นๆไม่ได้มีสารที่ไม่เป็นมิตรกับผิว เลยขอให้ไป 5 ฟลาสก์
  3. การใช้งาน ส่วนตัวมี่มีผิวแห้ง ตัวครีมถือว่ามีสัมผัสที่บางเบา ไม่เหนอะหนะมากเกินไป แต่ก็ไม่ได้ทำให้หน้าแห้งมากเกินไป ส่วนตัวเซรั่มอาจจะแห้งไปซักหน่อย ต้องหาครีมมอยส์เจอร์มาทาทับอีกชั้นหนึ่งค่ะ ทั้งสองตัวนี้คนผิวมันน่าจะชอบ เพราะไม่เหนอะหนะเลย และให้ความรู้สึกสดชื่น สบายผิว ส่วนด้านริ้วรอย ส่วนตัวมี่ไม่ได้มีริ้วรอยอะไรเยอะ ที่จะรู้สึกก็เรื่องผิวนุ่ม เรียบเนียน และเต่งตึงค่ะ ให้ไป 5 ฟลาสก์

 

คะแนน new.jpg

สุดท้ายนี้ต้องขอบคุณทางแบรนด์ Dermanour ด้วยนะคะที่ส่งผลิตภัณฑ์ดีๆมาให้มี่ได้ทดลองใช้ และขอบคุณทุกท่านด้วยค่ะที่ติดตามรับชมมาจนจบ

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ทางแบรนด์โดยตรงเลยนะคะ

https://www.facebook.com/Dermanour/

 

Disclaimer/conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากทางแบรนด์ Dermanour การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสมตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล และผู้เขียนไม่ได้มีผลประโยชน์ใดๆในการขายสินค้า โปรดใช้วิจารณญาณ

Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสม มาสค์หน้าต้านมลภาวะสุดเนี๊ยบ Klairé Anti-pollution overnight mask

สวัสดีค่ะ

เรียกได้ว่า Overnight mask หรือ Sleeping pack เป็นอีกหนึ่งผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์วิถีชีวิตอันเร่งรีบของชาวเราได้เป็นอย่างดีเลยหละ แค่ทาชิ้นเดียวแล้วก็ไปนอน ไม่ต้องมานั่งไล่ Layer ทีละชั้นๆ ตื่นมาก็สดชื่น ผิวนุ่มได้ง่ายๆ

วันนี้มี่เลยขอหยิบเอา Overnight mask จากแบรนด์ไทยเจ้าเก่า อย่าง Klairé มารีวิวให้ชมกันค่ะ

 

 

มี่เคยรีวิวส่วนผสมตัว Essence กับ Mousse mask ของเขาไว้นะคะ

ลิงค์ Essence: >>Click<<

ลิงค์ Mousse mask: >>Click<<

 

มาสค์หน้าของ Klairé ที่นำมารีวิวในวันนี้ มีชื่อเต็มๆว่า Klairé Anti-pollution overnight mask หน้าตานางจะมาในกล่องสวยงามดูหรูหราค่ะ

ovm 1

พอเปิดฝาออกมาก็จะเจอกระปุก Mask วางอยู่ พร้อมกับคู่มือคำอธิบายส่วนผสมและวิธีใช้ค่ะ

ovm 2

ถึง Klaire จะเป็นแบรนด์ไทย แต่ overnight mask ตัวนี้ผลิตภายใต้การควบคุมจาก Lab ที่ญี่ปุ่นเลยนะคะ

 

พูดถึงมลพิษกันซักหน่อย

 

เมื่อวันก่อนมี่ได้อัพเดทผลเสียของมลพิษที่มีต่อผิวให้ฟังกัน วันนี้มาสรุปสั้นๆ ว่า มลพิษนั้นมีผลรบกวนการทำงานของ Barrier ผิว โดยไปกดการทำงานของสิ่งที่เรียกว่า Tight junction ซึ่งเป็นช่องแคบๆที่คอยกั้นไม่ให้น้ำและสารโมเลกุลเล็กๆออกจากผิว พอเจ้า Tight junction ลดลง Barrier ก็จะเสียไป ทำให้น้ำระเหยออกจากผิวได้ง่ายขึ้น เกิดเป็นผิวแห้ง และทำให้สารต่างๆซึมผ่านเข้าออกผิวได้ง่ายขึ้น เสี่ยงเป็นผิวแพ้ง่าย นอกจากนี้ยังทำให้เกิดการอักเสบ เหนี่ยวนำให้เกิดอนุมูลอิสระ ทำให้เกิดความเหี่ยวตามมา และ ยังมีผลเสริมการสร้างเม็ดสี ทำให้มีจุดด่างดำขึ้นมาอีก

เผื่อใครสนใจตามไปอ่านมลภาวะต่อ >>Click<<

 

เนื้อมาสค์มาในรูปแบบของเจล ที่บางเบา ไม่เหนอะหนะ ไม่มันเยิ้ม และไม่หนักผิว

ovm 3

เกลี่ยได้ค่อนข้างง่าย ให้ความรู้สึกชุ่มชื้น ผ่อนคลายและสบายผิว แม้จะไม่มีกลิ่นใดๆ เพราะทางแบรนด์ไม่ได้ใส่น้ำหอม

ovm 4

เมื่อทิ้งไว้ประมาณ 5 นาที ก็จะซึมและแห้งไปค่ะ สัมผัสที่ได้จะนุ่มนวล

ovm 5

ค่า pH อยู่ที่ประมาณ 5-6 ซึ่งถือว่าใกล้เคียงกับผิวดีค่ะ

ovm 6

มาทั้งทีไม่วิเคราะห์ส่วนผสมคงไม่ได้ เห็นเป็นมาสค์เนื้อเจลแบบนี้ แต่อัดแน่นมาด้วยส่วนผสมของสารบำรุงมากมายหลายชนิดเลยนะคะ

 

ส่วนผสม

สผส klaire

ส่วนผสมของนางจะค่อนข้างคล้ายกับตัว Essence นะคะ มีสารบำรุงบางตัวเพิ่มขึ้นมา เพื่อให้โดดเด่นด้านการลดผลเสียจากมลภาวะเพิ่มขึ้นค่ะ

 

ในส่วนผสมวันนี้มี่ทำสีไว้ 5 สี แต่ละสีก็จะมีจุดเด่นต่างๆกันค่ะ

 

  • สีฟ้า น่าจะเป็นพระเอกของผลิตภัณฑ์ Gossypium herbaceum callus culture extract ข้อมูลจากผู้ผลิตวัตถุดิบระบุว่าเป็นสารสกัดจากเซลล์เพาะเลี้ยงของฝ้ายชนิดหนึ่งที่ขึ้นในทะเลทรายแถวอาหรับ ในฝ้ายนี้ประกอบด้วยสารพฤกษเคมีที่มีโครงสร้างดูดกลืนรังสีได้ จึงให้ผลปกป้องเซลล์ผิวหนังจากแสงแดด ช่วยฟื้นฟูเซลล์ที่เสื่อมสภาพให้คืนสู่สภาพดี เสริมสร้างเซลล์ใหม่ และยังให้ความรู้สึกสบายผิว หรือ Soothing effect
  • สีเขียว คือ สารสกัดจากเมล็ด Acacia และ ราก Maca ที่ผ่านการย่อยทำให้ได้สารที่มีขนาดเล็กลง มี 2 ตัว คือ
    • Hydrolyzed acacia macrostachya seed extract มีชื่อทางการค้าว่า Aqualicia เป็นสารสกัดจากเมล็ด Acacia สายพันธ์หนึ่งในแอฟริกา ผ่านกรรมวิธีการย่อยให้ได้สารออกฤทธิ์ที่มีขนาดเล็กลง ทำให้เข้าผิวได้ดีขึ้น ออกฤทธิ์ได้ดีขึ้น สารนี้ช่วยควบคุมการเก็บกักน้ำของผิวหนังที่ระดับล่าง เพิ่มการสร้างสารดูดน้ำในผิวที่เรียกว่า Natural moisturizing factor (NMF) ผิวจึงอุ้มน้ำได้ดีมากขึ้น และมีความทนต่อสภาวะอากาศที่แห้งแล้งได้ดีขึ้น โดยเฉพาะหน้าหนาว
    • Hydrolyzed lepidum meyenii root extract มีชื่อทางการค้าว่า Skinergium เป็นสารสกัดจากราก Maca ที่พบในเปรู ที่ผ่านกรรมวิธีการย่อยเช่นกัน ประกอบด้วยเปปไทด์กับน้ำตาลโมเลกุลเล็ก ซึมซาบเข้าไปบำรุงผิว กระตุ้นการแบ่งตัวเพิ่มจำนวนของเซลล์ Fibroblast ที่เป็นเซลล์สร้างคอลลาเจนในผิว ลดริ้วรอย เพิ่ม Complexion ให้ผิว ทำให้ผิวดูมีสุขภาพดีขาวแบบมีเลือดฝาด
  • สีม่วง สารสกัดจากเมล็ด Flax และ เมล็ด Chia เมล็ดทั้งสองนี้มีสารประกอบในกลุ่มคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อนชนิดพิเศษ ที่สามารถดูดน้ำเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิวได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้สารประกอบพวกนี้ยังสามารถช่วยกระตุ้นการสังเคราะห์คอลลาเจนในผิวได้ และยังเป็น Antioxidant ช่วยชะลอวัยได้อีก
  • สีส้ม เป็นสารที่ได้จากกระบวนการหมักจุลินทรีย์ เป็นการใช้เทคโนโลยีทางชีวภาพ (Biotechnology) ในการเลี้ยงจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ แล้วสกัดแยกเอาสารต่างๆออกมาใช้ในทางเครื่องสำอางอีกที ได้แก่
    • Schizosaccharomyces pombe extract เป็นสารสกัดจากยีสต์ชนิดพิเศษที่ขึ้นบนองุ่นบริเวณริมทะเลของสเปน ผู้ผลิตวัตถุดิบ Claim ว่า สารสกัดจากยีสต์นี้หมักบ่มด้วยอุณหภูมิต่ำพิเศษ ทำให้ได้สารอาหารออกมามากกว่า ให้ผลกระตุ้นการแบ่งตัวของเซลล์ Fibroblast ที่เป็นเซลล์สร้างคอลลาเจน กระตุ้นการสร้างคอลลาเจน
    • Bifida ferment lysate ผู้ผลิตวัตถุดิบ Claim ว่า สารนี้จะช่วยซ่อมแซมความเสียหายที่เกิดขึ้นจากรังสี UV ปรับสมดุลภูมิคุ้มกัน เพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่ผิว
    • Galactomyces ferment filtrate สารที่ได้จากการเลี้ยงยีสต์สายพันธุ์ Galactomyces มีรายงานการวิจัยระบุว่าสามารถเพิ่มความแข็งแรงของ Barrier ที่ผิวหนังชั้นนอก โดยไปเพิ่มการทำงานของเอนไซม์ Caspase-14 ซึ่งเป็นเอนไซม์ที่ใช้ในการแปรสภาพโปรตีน Filaggrin ให้กลายเป็น กรดอะมิโนที่ทำหน้าที่เป็น Natural moisturizing factor หรือ NMF เพื่อช่วยในการดักจับน้ำรักษาความชุ่มชื้นของผิว (Arch Dermatol Res. 2013; 305(8):683-9.) และลดการสังเคราะห์ Melanin และลดสภวาะ Oxidative stress ในเซลล์ Melanocyte (J Am Acad Dermatol. 2014; 70(5)S1:AB) จึงมีประโยชน์ด้านความชุ่มชื้น และ Whitening ไปพร้อมๆกัน
  • สีชมพู เป็นกลุ่มของสารเติมน้ำ และสารบำรุงอื่นๆ มีอยู่หลายชนิดเหมือนกัน ได้แก่
  • ส่วนผสมของ Saccharide hydrolysate (and) maltodextrin มีชื่อทางการค้าว่า Sweetone ผู้ผลิตวัตถุดิบมี Claim ว่า สารนี้แยกมาได้จากผล Schizandra berry ที่เป็นพืชของจีน ผู้ผลิตได้ทำการศึกษาข้อมูลในระดับเซลล์เพาะเลี้ยง พบว่าสารนี้มีผลกดการสร้างสาร Cytokine หลายชนิดที่มีผลเหนี่ยวนำให้เกิดการอักเสบ ลดการสร้าง VEGF ซึ่งเป็นตัวการสร้างเส้นเลือดใหม่ มีความเกี่ยวข้องกับการเกิดรอยแดงของผิว ลดการสร้างยีนที่เกี่ยวกับตัวรับ TRPV-1 ซึ่งเป็นตัวรับที่เกี่ยวข้องกับการรับความรู้สึกร้อนและระคายเคือง ลดการสร้างเม็ดสีผิวที่เกิดจากกระบวนการอักเสบ ในภาพรวมจึงมีประโยชน์ในการลดการอักเสบ ให้ความรู้สึกสบายผิว ลดการสร้างเม็ดสีผิว ผู้ผลิตวัตถุดิบมีการศึกษาประสิทธิภาพในอาสาสมัครพบว่า อาสาสมัครที่ใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีสารตัวนี้ในความเข้มข้น 0.5% วันละ 2 ครั้งเป็นเวลา 56 วัน มีพื้นที่ผิวของเส้นเลือดฝอยใต้ผิวหนังลดลง จึงมีความแดงลดลง (TDS Sweetone, Laboratoires Expanscience)

swee ra mat

(Image from Laboratoires Expanscience)

  • Sodium hyaluronate เพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่ผิว
  • Sodium hyaluronate crosspolymer ตัวนี้เป็น Polymer แบบใหม่ของ Hyaluronic acid ที่มีการดัดแปลงโครงสร้างให้เป็นสาย Polymer ที่มีความยืดหยุ่น สามารถก่อฟิล์มบนผิว ให้คุณสมบัติเคลือบปกป้องผิว และเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิวได้ยาวนาน บริษัทผู้ผลิตวัตถุดิบมีการทดสอบประสิทธิภาพของสารนี้ในอาสาสมัครพบว่า สารนี้มีผลช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นของผิว ปรับสภาพผิวให้นุ่มและเรียบเนียน ความเป็นฟิล์มเคลือบผิวนี้สามารถปกป้องลดการระเหยของน้ำออกจากผิว เสมือนทำหน้าที่เป็น Barrier อีกชั้นหนึ่งให้กับผิว
  • Sodium polyglutamate และ polyglutamic acid สารประกอบเชิงซ้อนของ Glutamic acid ได้จากการหมักพืชบางชนิด มีคุณสมบัติเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิวได้ดีมาก ผู้ผลิตวัตถุดิบเคลมว่าเพิ่มความชุ่มชื้นได้มากกว่า Hyaluronic acid หลายเท่า
    • โดยเจ้า Sodium polyglutamate ผู้ผลิตวัตถุดิบเรียกว่าเป็น Super PGA มีการ Claim ว่า มีประโยชน์ในการเพิ่มความชุ่มชื้นได้ดีกว่า Hyaluronic acid มีคุณสมบัติเพิ่มความยืดหยุ่นให้ผิว ลดริ้วรอย ให้สัมผัสนุ่มนวลบางเบาไม่เหนอะหนะ
  • Gluconolactone อนุพันธ์ของน้ำตาล มีคุณสมบัติเป็น Multifunctional agent เป็นได้ทั้ง Additives ช่วยจับโลหะ เป็นสารระงับเชื้อจุลินทรีย์ และเป็น Active ingredients โดยช่วยเพิ่มความชุ่มชื้น เป็นสารในกลุ่ม Polyhydroxy acid (PHA) ให้คุณสมบัติการผลัดผิว (Exfoliant) คล้าย AHA แต่อ่อนโยน ระคายเคืองน้อยกว่า มีรายงานวิจัยสนับสนุนว่าการผลัดผิวของ PHA สามารถเพิ่มความชุ่มชื้น เพิ่มความแข็งแรงของ Barrier ผิวหนัง และมีคุณสมบัติเป็น Antioxidant รวมทั้งสามารถเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานของสารออกฤทธิ์ชนิดอื่นๆ ได้ ( 2004; 73(2 Suppl):3-13.)

 

ในด้านของเบส มาในเบสรูปแบบของอิมัลชั่น ประกอบด้วยน้ำ สารดูดน้ำ และซิลิโคนที่ช่วยเคลือบผิวอย่าง Dimethicone และสารปรุงแต่งที่เหลือก็ไม่มีตัวไหนที่ไม่เป็นมิตรกับผิว

 

ให้คะแนน

  1. สารบำรุง อัดแน่นมาด้วยส่วนผสมของสารบำรุงหลายชนิด มีประโยชน์โดยรวมในหลายๆด้าน ไม่ว่าจะเป็น Anti-pollution ต่อต้านมลภาวะตามชื่อผลิตภัณฑ์ เพิ่มความชุ่มชื้น antioxidant เสริมความแข็งแรงของ Barrier ผิว ลดการอักเสบและระคายเคือง รวมถึงด้านริ้วรอยได้ไปพร้อมๆกัน ถือว่าเป็นผลิตภัณฑ์ Anti-pollution ที่มาครบด้วยสารบำรุงอื่นๆที่ดูแลผิวได้ครบถ้วนแบบ Global effect ให้ไป 5 ฟลาสก์
  2. ส่วนผสมอื่นๆ มาในเนื้อเบสแบบอิมัลชั่น ที่ประกอบด้วยน้ำ สารดูดน้ำ และซิลิโคนเคลือบผิวตัวพื้นฐานอย่าง Dimethicone ซึ่งตัวนี้ไม่ได้กันน้ำกันเหงื่อแรงแบบซิลิโคนในกันแดดหรือเมคอัพ จึงล้างออกจากผิวได้ง่าย ไม่ต้องห่วงเรื่องอุดตัน สารปรุงแต่งอื่นๆก็ทำมาได้ดี ไม่มีสารที่ไม่เป็นมิตรกับผิว ให้ไป 5 ฟลาสก์
  3. การใช้งาน ตัวมาสค์มาในกระปุกแบบกว้าง ซึ่งการตักออกมาใช้อาจจะต้องหาไม้พายเล็กๆ หรือ ช้อนเล็กๆ เพราะเนื้อเจลไม่ได้ข้นมากขนาดที่จะตักออกมาแล้วเป็นเส้นสวย เหมือนจะเหลวไปนิดนึง เนื้อเจลบางเบา ไม่หนักผิว แห้งไว ไม่เหนอะหนะ ไม่มีน้ำหอม ใช้กลางคืน เช้าตื่นมาแล้วนุ่มฟูจริงอะไรจริงรู้สึกผิวมีสุขภาพดี ตาม claim ของแบรนด์ ส่วนตัวมี่ผิวแห้ง ใช้แทน Night cream ทุกวันก็ถือว่าชุ่มชื้นดี เอาอยู่สำหรับหน้าหนาวที่เชียงราย เรื่อง whitening กับริ้วรอยอาจจะยังเห็นไม่ชัดเพราะพึ่งเริ่มใช้ได้ประมาณ 2 สัปดาห์ แต่เรื่องชุ่มชื้นนี่ดีงามมาก สัมผัสได้ตั้งแต่คืนแรกที่ใช้ค่ะ ให้ไป 4.5 ฟลาสก์

 

คะแนน.jpg

สุดท้ายนี้ขอขอบคุณทางแบรนด์ Klairé ด้วยค่ะที่ส่งผลิตภัณฑ์ดีๆมาให้มี่ได้ทดลองใช้ และขอบคุณทุกๆท่านด้วยค่ะที่ติดตามรับชมมาจนจบ

 

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมสามารถติดต่อสอบถามได้กับทางแบรนด์ Klairé ได้โดยตรงเลยค่ะ

Facebook: https://www.facebook.com/KlaireOfficial

Instagram: Klaireofficial

www.beforeandaftercorp.com

 

Disclaimer/Conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากแบรนด์ Klairé การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสมตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล และผู้เขียนไม่ได้มีผลประโยชน์ใดๆในการขายสินค้า โปรดใช้วิจารณญาณ

Image

[Beauty Talks] ผลของมลภาวะกับผิวพรรณ

เดี๋ยวนี้นักวิทยาศาสตร์เริ่มสนใจผลของมลพิษที่มีต่อผิวกันมากขึ้นแล้วค่ะ มีรายงานการวิจัยอยู่ไม่น้อยเลย ที่ศึกษาและพบว่ามลพิษต่างๆมีผลเสียกับผิวมากมาย ใน Blog เก่าที่เคยเขียนไว้ก็ยังไม่ค่อยอัพเดท วันนี้เลยขอมาอัพเดทอีกรอบนะคะ

เปิดด้วยภาพถ่ายจากน่านฟ้าเมืองเชียงราย เมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2561 ที่ผ่านมา ขมุกขมัวมากเลย เห็นแล้วก็เหนื่อยใจจังค่ะ

air poll.jpg

 

เปิดประเด็นกับคำถามที่ว่า มลพิษ หรือ Pollution คืออะไร?

นิยามจาก WHO กล่าวว่า “Pollutions are contamination of the indoor or outdoor environment by any chemical, physical or biological agent that modifies the natural characteristic of the atmosphere”

 

แปลเป็นไทยง่ายๆว่า มลพิษคือสิ่งเจือปนในสิ่งแวดล้อม สิ่งเจือปนนี้อาจจะเป็นได้ทั้ง สารเคมี วัสดุทางกายภาพ เช่น ฝุ่นละอองขนาดเล็ก หรือ วัสดุชีวภาพ เช่น เกสรดอกไม้ สปอร์เชื้อรา ก็ได้ เดี๋ยวนี้มีรายงานมาบอกอีกว่า เกสรดอกไม้ที่ล่องลองในอากาศสามารถเหนี่ยวนำให้ผิวเกิดการอักเสบ และ Barrier ผิวเสียได้อีก เรียกได้ว่า อีกหน่อยคงต้องเอาพลาสติกมาห่อตัวแล้วหละ

 

ทุกวันนี้ปัญหามลภาวะที่ยิ่งใหญ่ที่สุด คือ มลภาวะทางอากาศค่ะ

รูปสองรูปนี้คือรูปที่ถ่ายจากมุมเดียวกัน เดือนเดียวกัน แต่ถ่ายก่อนและหลังฝนตก น่ากลัวใช้ได้เลยทีเดียว ควันๆนี่ไม่ใช่หมอกแต่อย่างใดนะคะ คือ ฝุ่นละอองมลภาวะล้วนๆ

Beijing_smog_comparison_August_2005.png

(By Bobak (Own work) [CC BY-SA 2.5 (https://creativecommons.org/licenses/by-sa/2.5)%5D, via Wikimedia Commons)

 

เราพบว่าในภูมิภาค Asia Pacific บ้านเรานี้มีมลภาวะสูงเป็นอันดับ 1 ของโลกเลยค่ะ พีคไปอีก

 

แบ่งชนิดของมลภาวะได้เป็นสองกลุ่มหลักๆ คือ กลุ่มของฝุ่นละอองในอากาศ หรือ Particulate matter (PM) ซึ่งมีด้วยกัน 3 ชนิดย่อยๆ คือ

  1. Coarse particle มีขนาดอยู่ในช่วงประมาณ 10 ไมครอน เรียก PM10 เกิดจากเครื่องยนต์ต่างๆ
  2. Fine particle มีขนาดอยู่ในช่วงประมาณ 2.5 ไมครอน เรียก PM2.5 เกิดจากการเผาไหม้
  3. Ultrafine particle มีขนาดเล็กมาก น้อยกว่า 0.1 ไมครอน อันนี้ยังไม่ค่อยมีใครพูดถึงค่ะ

pm2.5_scale_graphic-color_2.jpg

(ที่มา EPA. https://www.epa.gov)

 

มีรายงานวิจัยหลายๆฉบับพบว่า PM เหล่านี้สามารถแทรกซึมลงไปในผิวและสามารถทำให้เกิดความเสื่อมของผิวต่างๆได้ค่ะ

โดยเมื่อ PM ลงไปในผิว นางจะไปเหนี่ยวนำให้เกิดอนุมูลอิสระ และสารก่อนการอักเสบในกลุ่มของ Interleukins บางชนิด ทำให้เกิดอาการอักเสบ และเกิดความเสื่อมต่างๆของผิวมากมายค่ะ

เราสามารถสรุปได้ ย่อๆ ว่า มลภาวะ มีผลต่อผิว 4 ประการหลัก คือ อักเสบ เหี่ยว ดำ และ เสื่อม

  • อักเสบ คือ การที่มลภาวะเหล่านี้ซึมลงไปในผิวแล้วกระตุ้นให้เกิดการสร้างสารก่อการอักเสบในตระกูลของพวก Interleukins ขึ้นมา ซึ่งจะมีผลทำให้ผิวเราเกิดการอักเสบต่างๆมากมาย
  • เหี่ยว เมื่อมลภาวะลงไปในผิวจะไปเหนี่ยวนำให้เกิดอนุมูลอิสระขึ้นมาในผิว ที่จะมีผลทำให้เอนไซม์ MMP ทำงานเพิ่มขึ้น เอนไซม์นี้เป็นเอนไซม์ที่ไปย่อยสลายคอลลาเจนและอิลาสตินในผิว ทำให้ผิวเหี่ยวและเกิดเป็นริ้วรอยตามมา
  • ดำ อนุมูลอิสระที่เกิดขึ้นจากมลภาวะสามารถไปเหนี่ยวนำให้เซลล์สร้างเม็ดสีผิว สร้างเม็ดสีผิวมากขึ้น ทำให้ผิวดำคล้ำ หรือ เกิดเป็นจุดด่างดำ
  • เสื่อม มลภาวะทำลาย Barrier ผิว ทำให้ Barrier ผิวเสื่อมลง ผิวจะแพ้ได้ง่ายขึ้น

 

นอกจากเหล่า PM พวกนี้แล้ว มีอีกสิ่งที่วงการเครื่องสำอางค่อนข้างกลัวก็คือ กลุ่มของสารอินทรีย์ ที่เป็นกลุ่มของ PAH หรือ Polycyclic aromatic hydrocarbon เช่นกลุ่มของสาร Benzo[a]pyrene ที่เกิดจากการเผาไหม้ที่ไม่สมบูรณ์ สารกลุ่ม PAH พวกนี้สามารถลงไปในผิวและกระตุ้นให้เกิดการอักเสบต่างๆและเกิดเป็นริ้วรอยขึ้นมาได้ รวมไปถึงเพิ่มอุบัติการณ์ในการเกิดมะเร็งด้วยค่ะ

 

การศึกษาของ Pan และคณะ เมื่อปี 2015 ได้ทดสอบผลของมลภาวะที่ประกอบด้วย โลหะหนัก กับ PAH ต่อผิวหนังของหมู พบว่า มลภาวะที่มีส่วนผสมของ PAH มีผลทำให้การทำงานของ Barrier ผิวของหมูเสียไป มีการระเหยของน้ำออกจากผิวหมูมากขึ้น ทำให้สารหลายๆชนิดซึมผ่านเข้าออกผิวหนังได้ดีขึ้น (ตรงนี้อย่านึกว่าดีนะคะ เพราะถ้าสารก่อภูมิแพ้ลงไปในผิวได้ง่ายแล้ว ใช้อะไรก็จะแพ้ง่ายหมด ทีนี้จะใช้อะไรก็ลำบาก) นอกจากนี้ ลมภาวะที่มี PAH ยังทำให้เกิดอาการอักเสบเพิ่มขึ้นอีก

 

การศึกษาจากบริษัท ID bio – Ester Technopole พบว่า Benzo[a]pyrene มีผลไปกดการทำงานของ สิ่งที่เรียกว่า Tight junction ซึ่งเป็นช่องแคบๆที่คอยกั้นไม่ให้น้ำและสารโมเลกุลเล็กๆออกจากผิว พอเจ้า Tight junction ลดลง Barrier ก็จะเสียไป ทำให้น้ำระเหยออกจากผิวได้ง่ายขึ้น เกิดเป็นผิวแห้ง และทำให้สารต่างๆซึมผ่านเข้าออกผิวได้ง่ายขึ้น เสี่ยงเป็นผิวแพ้ง่าย

 

บทความของ Roberts (2015) ได้กล่าวว่า เมื่อสารในกลุ่ม PAH ลงไปในผิวจะเกิดการแปรสภาพเป็น สารในกลุ่ม Quinone ซึ่งเหนี่ยวนำให้เกิดการสร้างอนุมูลอิสระขึ้นมา อนุมูลอิสระนี้จะไปเหนี่ยวนำให้เกิดการอักเสบ  มีการสร้างเอนไซม์ MMP มากขึ้น ซึ่งเอนไซม์ MMP เป็นตัวย่อยสลายคอลลาเจนและอิลาสตินในผิว เกิดเป็นริ้วรอยขึ้นมา และยังมีผลทำให้เกิดการสร้างเม็ดสี Melanin เพิ่มขึ้นอีกด้วย ซึ่ง Roberts บอกว่า การที่โลกเรามี Pollution มากขึ้น อาจจะเป็นสาเหตุหนึ่งที่อธิบายได้ว่าทำไมคนเป็นฝ้าเพิ่มขึ้น

 

จะเห็นว่า Pollution นี่ค่อนข้างน่ากลัวเลยทีเดียวค่ะ ทั้งเหี่ยว ทั้งอักเสบ ทั้งดำ ทั้งทำให้ผิวบอบบางได้อีก

 

Ref:

Kim et al. Life Sci. 2016;152:126-134.

Pan et al. J Dermatol Sci. 2015;78(1):51-60.

Roberts WE. J Drugs Dermatol. 2015;14(4):337-41.

 

Note: สงวนลิขสิทธิ์ในบทความตามพ.ร.บ.ทรัพย์สินทางปัญญา