[Review] Soft lip care จากแบรนด์ เภสัชกร

[Review] Soft lip care จากแบรนด์ เภสัชกร

วันนี้มี่มารีวิวลิปเนื้อเจล Soft lip care จากแบรนด์เภสัชกร ให้ชมกันค่ะ

แต่ก่อนจะไปอ่านรีวิว มาชมสาระกันก่อนซักเล็กน้อยนะคะ

รู้จักกับริมฝีปากก่อนซักนิด

ริมฝีปากเป็นบริเวณที่มีความเครียด (Stress) สูงมากเป็นอันดับต้นๆของร่างกาย เพราะริมฝีปากเดี๋ยวแห้งเดี๋ยวเปียก ทำให้มีการเปลี่ยนแปลงสิ่งที่เรียกว่า Osmotic pressure อยู่ตลอด ส่งผลให้เซลล์ทำงานหนักมาก แค่นั้นไม่พอ ริมฝีปากยังต้องสัมผัสสิ่งต่างๆจากภายนอก เช่น อาหาร เครื่องดื่ม ยาสีฟัน และ ลิปสี นี่ไม่รวมถึงการใช้ปากทำอย่างอื่นอีกนะ

ผิวหนังบริเวณปากค่อนข้างบาง และเป็นบริเวณที่เชื่อมต่อระหว่างผิวหนังปกติ กับผิวแบบเยื่อเมือกของช่องปาก มีเส้นประสาทมาเลี้ยงเป็นจำนวนมาก ไม่มีต่อมเหงื่อ ทำให้ริมฝีปากค่อนข้างไวต่อสภาพอากาศและสิ่งต่างๆจากภายนอก

ทำไมลิปบาล์มถึงจำเป็น

เพราะว่าริมฝีปากจะต้องทนกับการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา เดี๋ยวแห้งเดี๋ยวชื้น และต้องสัมผัสกับสภาพอากาศ ไขมันที่เป็น Barrier ก็น้อย ริมฝีปากก็จะแห้งแตกลอกได้ตลอดเวลา ยิ่งถ้าคนชอบเลียริมฝีปาก พอน้ำลายเราแห้งน้ำลายก็จะดึงน้ำในริมฝีปากออกไปด้วย สุดท้ายก็คือยิ่งแห้งยิ่งแตกกันไปมากกว่าเดิม

เวลาเราทาลิปบาล์ม ชั้นฟิล์มของไขมันจะเคลือบริมฝีปากไว้ปกป้องไม่ให้น้ำระเหยจากริมฝีปาก และเคลือบไม่ให้ริมฝีปากสัมผัสกับสิ่งต่างๆได้ง่าย

ถ้าพูดถึงลิปบาล์ม อยากได้อะไร

1.รสชาติ คือ ไม่มีรส ไม่งั้นก็ต้องมีรสที่ดี

2.ใช้สารที่ทานได้ ไม่เป็นพิษภัย

3.ทาได้ง่าย เกลี่ยได้สะดวก

4.ไม่หนาและเหนอะหนะหนักริมฝีปาก

5.ให้ฟิล์มเคลือบที่แข็งแรง ยืดหยุ่น ไม่หลุดง่าย

6.ปกป้องริมฝีปากได้ยาวนาน

7.ไม่มันเยิ้มจนดูเหมือนกินไก่มา

มาดูลิปบาล์มที่จะรีวิวดีกว่าค่ะ

ลิปบาล์มวันนี้เป็นลิปบำรุงแบบเจลสูตรใหม่ชื่อว่า Soft lip care จากแบรนด์เภสัชกร เจ้าเก่าที่ผลิต ลิปตลับสีชมพู คิดว่าคงไม่มีใครไม่รู้จักแน่นอนค่ะ แค่เห็นก็คงร้องอ๋อ เพราะความเลอค่าของลิปตลับ ที่มีการกล่าวถึงกันอย่างหนาหู มี่คงไม่ต้องรีวิวลิปตลับตัวนี้แล้วนะคะ

lip 1

มาดูตัวใหม่กันดีกว่าว่าจะเลอค่าเช่นเดียวกับลิปตลับหรือเปล่า

เขามาในหลอดบีบเหมือนลิปกลอสค่ะ ปากเป็นปลายตัดเฉียง มีรูเล็กๆ กำหลอดบีบออกมาประมาณเท่าเม็ดถั่วเขียวแล้วลูบที่ปากได้เลย ทาง่ายไม่ต้องใช้กระจกก็ไม่เลอะค่ะ เพราะปากหลอดมันรับกับริมฝีปากของดิฉันพอดีเลย (ฉันเป็นคนเดียวรึเปล่า)

lip 2

เนื้อลิปเป็นสีชมพูนะคะ แต่ทาแล้วไม่ติดสีบนปากค่ะ แค่เยิ้มๆเบาๆ มีกลิ่นหอมผลไม้ ทางแบรนด์บอกว่าเป็นกลิ่นเชอร์รี่ค่ะ แรกๆใช้ก็แบบ เชอร์รี่หรอ แต่หลังๆเหมือนชินไปเองค่ะ อ้อเชอร์รี่ 555

lip 3

เกลี่ยแล้วจะไม่ได้เยิ้มมากค่ะ

lip 4

ทาบนปากให้ดูค่ะ

lip 5

ไม่มีสีค่ะ กำลังวาวาๆดูสุขภาพดีพอดีเลย

มาทั้งทีไม่วิเคราะห์ส่วนผสมคงไม่ได้ มาดูส่วนผสมของลิปตัวนี้กันดีกว่าค่ะ

ส่วนผสม
Petrolatum, Hydrogenated jojoba oil, Tocopheryl acetate, Flavor, Carthamus tinctorius oil, Aloe barbadensis leaf extract, Chamomilla recutita extract, CI 15850.

เค้าเคลมว่ามีส่วนผสมของสารสกัดจากธรรมชาติ 4 ชนิด คือ ว่านหางจรเข้, คาโมมายล์, Jojoba oil และ วิตอีค่ะ

ตัวนี้ถ้าให้มี่แบ่งเป็นสองกลุ่มหลักๆ มี่จะแบ่งอย่างนี้เนาะ

กลุ่มแรก คือ พวกไขมัน ก็จะมี

-Petrolatum ที่เป็นตัวเคลือบกันน้ำระเหย รักษาความชุ่มชื้น ตัวนี้เคลือบผิวได้ดีมากค่ะ (ในห้องแลปเราใช้เป็นสารมาตรฐาน กำหนดค่าการปกป้องกันน้ำระเหยเป็น 100% ทีเดียวเชียว) สารนี้ไม่แพ้ ไม่ระคายเคือง ไม่ทำให้ปากดำค่ะ

-น้ำมันจากพืช ก็จะมี Hydrogenated jojoba oil กับ Safflower oil ตัวน้ำมันดอกคำฝอยนี้มีส่วนผสมของกรดไขมันจำเป็นอยู่เยอะมาก ดูดซึมได้ ทดแทนไขมันให้กับผิวปาก และมีคุณสมบัติลดอักเสบได้ด้วยค่ะ

กลุ่มสอง คือ พวกสารออกฤทธิ์ ก็จะมี

-Tocopheryl acetate เป็นอนุพันธ์ของวิตามินอี เป็น Antioxidant ค่ะ แต่ส่วนมากให้ผลแค่ปกป้องสารไขมันไม่ให้เสื่อมสภาพ

-สารสกัดจากใบว่านหางจรเข้ (Aloe barbadensis leaf extract) นอกจากเรื่องความชุ่มชื้น กับคุณสมบัติลดการอักเสบและระคายเคืองแล้ว ยังมีรายงานการวิจัยกล่าวว่าสามารถออกฤทธิ์เป็นสารช่วยให้ผิวขาวได้โดยไปกระตุ้นให้เกิดกระบวนการ Melanin aggregation ทำให้สีผิวจางลง โดยตัวที่เป็นตัวออกฤทธิ์คือ Aloin ที่พบในใบ (Planta Med. 2012; 78(8):767-71.) ปากก็มีเมลานินนะคะ ถึงจะน้อยกว่าที่ผิวก็เถอะ

-สารสกัดจากคาโมมายล์ (Chamomilla recutita extract) นอกจากเรื่องความสามารถในการลดการอักเสบ ให้ความรู้สึกสบายผิวแล้ว ยังมีรายงานเกี่ยวกับฤทธิ์กระตุ้นการสมานแผลด้วยนะคะ (Nat Prod Res. 2010; 24(8):697-702.)

จะเห็นได้ว่าส่วนผสมค่อนข้างมาเต็ม และทานได้ทุกอย่าง ขนาดสารแต่งกลิ่นยังมาในรูปของ Flavor เลย (Flavor หมายถึงสารแต่งกลิ่นอาหาร ถ้าเป็น Parfum หรือ Fragrance จะทานไม่ได้)

มาให้คะแนนดีกว่าค่ะ วันนี้มีหัวข้อประเมินแค่สองข้อนะคะ

1.ส่วนผสม ทำมาได้อย่างลงตัวทั้งน้ำมันจากธรรมชาติ ไขมันเคลือบผิว และเสริมด้วยสารสกัดจากพืชที่ให้ผลเรื่องของการลดระคายเคือง ลดการอักเสบ จะช่วยสยบความเครียดของริมฝีปากได้ (ว่าไปนั่น) โดยรวมอยากได้ Antioxidant อีกนิดดดดดดนึง ขอให้ 4 ฟลาสก์นะคะ

2.การใช้งาน ตัวนี้เกลี่ยง่าย แพคเกจคือดีงาม รับกับปากพอดี เคลือบปากได้ค่อนข้างดี ไม่เยิ่มเหมือนกินไก่ กลิ่นหอม ไม่มีรส และไม่มีสีติดปาก ทาครั้งหนึ่งถ้าไม่ได้กินอะไรเลยจะอยู่ได้เกือบๆ 6 ชั่วโมง แต่ถ้ากินเสร็จก็คงต้องเติมใหม่ โดยรวมถือว่าชอบนะคะ ขอให้ 5 ฟลาสก์ค่ะ

คะแนน

สุดท้ายนี้ขอขอบคุณบริษัท King Health Care ด้วยนะคะ ที่ส่งผลิตภัณฑ์ดีๆมาให้มี่ได้ทดลองใช้

Disclaimer/Conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากทางแบรนด์เภสัชกรค่ะ

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถติดต่อสอบถามได้ทางเฟสบุคของแบรนด์ได้เลยนะคะ

https://www.facebook.com/LipscareBhaesajchakorn

พบกันใหม่โอกาสถัดไป สวัสดีค่ะ

Love you,
xoxo
[Treatment Review] ทรีทเมนท์เติมน้ำเข้าสู่เซลล์ผิว Osmolyte โดย Munique by Murad

[Treatment Review] ทรีทเมนท์เติมน้ำเข้าสู่เซลล์ผิว Osmolyte โดย Munique by Murad

เมื่อกลางเดือนที่ผ่านมา มี่มีโอกาสได้ไปทำทรีทเมนท์ที่ชื่อ “Cellular water therapy” กับทางสถาบัน Munique by Murad มาค่ะ ผ่านมาก็เดือนครึ่งแล้วจึงขอมารีวิวให้ชมกันค่ะ

ขอเกริ่นนำนิดหน่อยจากมุมมองของคนนอกก่อนนะคะ สถาบัน Munique นี่เป็นเวอร์ชั่นอัพเกรดจาก Murad skin Institute หรือ สถาบันดูแลสุขภาพผิวมิราด ก่อตั้งมาโดยคุณหมอ Howard Murad ซึ่งเป็นอาจารย์หมอที่มหาวิทยาลัยแพทย์ ที่ UCLA’s Geffen School of Medicine เชี่ยวชาญด้านการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม (Inclusive health) และ ด้านผิวหนัง รวมไปถึงเป็นเจ้าของแบรนด์เครื่องสำอาง/เวชสำอาง ที่ชื่อว่า Murad ค่ะ

คุณหมอ Murad แต่งหนังสือดีๆ อยู่หลายเรื่อง แต่ที่เกี่ยวข้องเรื่องความสวยความงามมีด้วยกัน 4 เรื่อง (เรียงจากใหม่สุดไปหาเก่าสุด) ได้แก่

1.The Water Secret: The Cellular Breakthrough to Look and Feel 10 Years Younger
2.The Cellulite Solution: A Doctor’s Program for Losing Lumps, Bumps, Dimples, and Stretch Marks
3.Wrinkle-Free Forever: The 5-Minute 5-Week Dermatologist’s Program
4.The Murad Method: Wrinkle-Proof, Repair, and Renew Your Skin with the Proven 5-Week Program

ส่วนตัวมี่เองเคยอ่านหนังสือ เรื่อง Cellulite ของแก อยู่ค่ะ แกเขียนได้ค่อนข้างดี ใช้ภาษาที่อ่านง่าย เข้าใจง่าย มีภาพประกอบน่ารัก ล่าสุดตอนไป กทม. เมื่อกลางเดือน ไปเดินร้าน Kinokuniya ไปตามหาหนังสือ Water secret แต่ของดันหมดซะได้ น่าเสียดายเหมือนกันค่ะ

นอกเรื่องไปเยอะ มาดูบรรยากาศของสถาบันฯ มิวนีค ก่อนดีกว่าค่ะ

นางมีสองสาขานะคะ คือ สาขาเกษรพลาซ่า กับ คิวเฮาส์ลุมพินีค่ะ

สาขาที่มี่ไปรับบริการเป็นสาขาที่อาคารไลฟ์เซ็นเตอร์ คิวเฮอาส์ลุมพินี ที่อยู่หน้าปากประตู MRT ลุมพินีเลยค่ะ

munique

บรรยากาศดูหรูหรา สะอาดสะอ้าน เรียบง่าย

พอเดินเข้าไปก็จะมีทีมงานคอยต้อนรับ และนำเครื่องดื่มมาให้ค่ะ มีให้เลือก 3 อย่าง เป็นน้ำส้ม น้ำแอปเปิล และน้ำสับปะรด แนวคิดของดร.มิวราดบอกว่า ารดื่มน้ำจากผลไม้จะทำให้เซลล์ได้รับน้ำได้มากกว่าการดื่มน้ำเปล่าธรรมดา (หลังจากออกมาก็เห่อดื่มน้ำผลไม้ไปพักใหญ่ๆเลยค่ะ มีน้ำส้มยี่ห้อหนึ่งที่เขาไม่ใส่น้ำตาล 1 กล่องมีน้ำตาลแค่ 6 กรัม ดื่มแล้วไม่รู้สึกผิดมากเท่าไหร่ สาวๆลองพลิกข้างกล่องดูด้วยนะคะว่าน้ำตาลมากน้อยแค่ไหน เคยเจอยี่ห้อหนึ่งกล่องเล็กนิดเดียวมีน้ำตาลเกือบ 30 กรัม คุณพระ เอามือทาบอก !!)

IMG_3884-re

เสร็จแล้วก็จะมีผู้เชี่ยวชาญด้านความงาม มาสอบถามสภาพผิว ปัญหาผิว และก็แนะนำคอร์สที่เหมาะสมกับสภาพผิวของแต่ละคนค่ะจะมีแบบสอบถามให้เรากรอก และให้ผู้เชี่ยวชาญสัมภาษณ์ตามฟอร์มนั้นอีกทีค่ะ

โดยคอร์สที่มี่ได้รับคือ คอร์ส Cellular Water Therapy โดยใช้เทคโนโลยี Osmolyte ค่ะ

เป็น Signature treatment ของทางสถาบันค่ะ ช่วยคืนน้ำเข้าสู่ผิวให้ผิวอิ่มน้ำยาวนานกว่า 8 ชั่วโมง และช่วยฟื้นฟูให้เซลล์แข็งแรงด้วยค่ะ

IMG_3885-re

ก่อนเล่าเรื่องต่อขอแนะนำเรื่อง Cellular water therapy ก่อนนะคะ

ทรีทเมนท์นี้เป็นการคืนน้ำเข้าสู่เซลล์ โดยใช้ช่องทางพิเศษบนผิวเซลล์ที่เกิดขึ้นระหว่างการทำทรีทเมนท์ ผลคือน้ำเข้าไปในเซลล์ได้โดยตรง เซลล์จะมีความอิ่มน้ำมากขึ้น และมีความแข็งแรงมากขึ้น ผลลัพธ์ก็คือช่วยให้ผิวแข็งแรงได้ค่ะ

murad water

(Image source: โบว์ชัวร์ The science of cellular water ของ Murad)

จากรูป เวลาเราเป็นเด็กน้อยๆผิวเราจะแข็งแรง น้ำจะไม่รั่วออกไป ผิวเลยเต่งตึงแข็งแรงสดใส แต่พออายุเพิ่มขึ้น หรือเวลาเรามีความเครียด หรือจากมลพิษต่างๆในอากาศ เข้าไปทำลายผนังเซลล์ ทำให้น้ำรั่วออกมา ผิวก็เลยดูเหี่ยวลง หมองคล้ำ แต่ด้วยทรีทเมนท์วิธี Osmolyteทำให้เซลล์สามารถดูดน้ำและกักเก็บน้ำไว้ ผลคือเซลล์จึงเต่งตึงได้เหมือนสมัยเราเป็นเด็กค่ะ

กลับมาที่การทรีทเมนท์กันต่อ

หลังจากทำแบบสอบถามเสร็จผู้เชียวชาญก็จะพาเราไปถ่ายภาพผิวด้วยกล้องชนิดพิเศษซึ่งสามารถเก็บภาพได้ชัด และแม่นยำ พร้อมมีโหมดวัดรอยดำกับรอยแดงด้วยค่ะ

IMG_3889-re

IMG_3890-re

พอถ่ายภาพก็จะสามารถประเมินรอยแดงและรอยดำที่อยู่ใต้ผิวได้ค่ะ

ให้ดูภาพใต้โหมดรอยแดงค่ะ

IMG_3891-re

อันนี้คือทาอายแชโดว์สีส้ม กับปากสีแดงไปนะคะ เลยเด่นซะ

จะเห็นว่าผิวมี่มีเส้นเลือดและก็รอยแดงอยู่ที่บริเวณแก้มทั้งสองข้าง เปลือกตาบน หน้าผากแถวๆคิ้ว และก็บนจมูกค่ะ

จะเห็นว่าส่วนของสีผิวที่หน้าผากค่อนข้างที่จะไม่สม่ำเสมอค่ะ ถึงแม้จะโบกรองพื้นมาซะเต็มอัตรา กล้องก็ยังถ่ายทะลุได้

พอผู้เชี่ยวชาญวิเคราะห์สภาพผิวให้เสร็จก็ถึงเวลาทำ Treatment แล้วค่ะ เขาจะพาไปในห้องเล็กๆ เงียบสงบ มีเสียงเพลงคลาสสิคเคล้าคลอเบาๆ กับกลิ่นน้ำหอมอโรม่าอ่อนๆ

บริเวณด้านข้างก็จะมีอ่างน้ำกับผลิตภัณฑ์ของ Murad ไว้ครบครันค่ะ

IMG_3892-re

IMG_3893

เมื่อเข้าไป Beauty therapist ก็จะให้เรานอนลงบนเตียง แล้วก็จะลบเมคอัพให้อย่างเบามือ จากนั้นก็จะนวดผ่อนคลาย เป็นกลิ่นอโรมาแบบอ่อนๆ แล้วก็จะเริ่มด้วยการผลัดเซลล์ผิวก่อนค่ะ ใช้เวลาประมาณ 15 นาที แล้วก็จะตามด้วยเครื่อง Osmolyte ที่ช่วยเติมน้ำเข้าสู่เซลล์ผิว
พอเสร็จ Beauty therapist จะนวดเพื่อปรับสมดุลภูมิคุ้มกันผิวให้ และก็ตามด้วย Double Mask ที่เป็นการมาสค์สองชั้นค่ะ แผ่นมาสค์ข้างใน และมาสค์ทับด้วยสาหร่ายอีกทีด้านนอก สบายมาก ระหว่างทำก็แอบหลับไปอยู่หลายครั้งเหมือนกันค่ะ

เมื่อเสร็จสิ้น Beauty therapist ก็จะทาครีมบำรุงให้ และให้เราออกไปแต่งหน้าแต่งตาได้ตามอัธยาศัยค่ะ

บูธแต่งหน้าเป็นผลิตภัณฑ์ของ Pupa Milano ค่ะเรียกได้ว่ามาชุดใหญ่เลยทีเดียว เค้าให้แต่งตรงนั้นนะคะ ไม่ได้ให้กลับบ้าน (แหงหละ)

IMG_3894-re
IMG_3895-re
หลังจากเติมแป้งเติมรองพื้นเสร็จก็จะออกมานั่งเพื่อฟังคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญอีกครั้งค่ะ แล้วจะมีน้ำชาขิงอุ่นๆ ให้เราจิบให้ผ่อนคลาย หายเหนื่อย
IMG_3896-re
เสร็จแล้วก็กลับมาวัดผิวกันต่ออีกรอบค่ะ

คราวนี้เขาเทียบ Before after ให้ดูด้วย

รีวิว
จะเห็นได้เลยว่า รอยแดงดูลดลง และก็สีผิวดูสม่ำเสมอมากขึ้น จุดด่างดำดูลดลงค่ะ

สภาพผิวดีขึ้น แม้จะผ่านมาสามอาทิตย์ก็ยังดีอยู่เลยค่ะ

รีวิว 2
พยายามถ่ายเวลาเดียวกันแต่สภาพแสงอาจไม่เท่ากันนะคะ ถ่ายด้วยตัวเองใช้กล้องไอโฟนค่ะ

ส่วนเรื่องการแต่งหน้า แต่งหน้าได้เรียบมากขึ้น ผิวนุ่มมากขึ้น ช่วงอาทิตย์แรกๆมีสิวขึ้นมาอยู่บ้างค่ะ แต่ซักพักก็หายไป และหน้าก็ผ่องเหมือนเดิม

สำหรับวันนี้ก็มีแค่นี้ค่ะ ขอบคุณที่ติดตามอ่านมาจนจบนะคะ

สุดท้ายนี้ขอขอบคุณทางสถาบัน Munique ที่ช่วยเปิดหูเปิดตาให้รู้จักกับเทคโนโลยีใหม่ๆ และแนะนำการดูแลผิวดีๆด้วยค่ะ

Disclaimer/Conflict of interests: ทรีทเมนท์ได้รับการสนับสนุนจากสถาบัน Munique

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ สถาบันดูแลสุขภาพผิวมิวราดได้โดยตรง หรือโทรศัพท์ไปที่ Murad care line ที่เบอร์ 02-129-3900 หรือเวบไซต์www.murad.co.th หรือทางเฟสบุคmurad.th ค่ะ

[Review] Amelie Sun challenge sun nano spray

[Review] Amelie Sun challenge sun nano spray

คืนนี้มี่แวะเอาสเปรย์กันแดด จากแบรนด์ Amelie Sun challenge Sun nano spray มาฝากค่ะ

มาดูโฉมหน้าผลิตภัณฑ์กันก่อนดีกว่านะคะ

IMG_4653-re

สเปรย์ตัวนี้ค่อนข้างละเอียดค่ะ สเปรย์แล้วไม่ทิ้งคราบอะไรไว้บนผิว แต่แอบฟุ้งกระจายนิดนึง

IMG_4655-re

มาดูคำเคลมของผลิตภัณฑ์ ตรงฉลากภาษาไทย ก่อนนะคะ

amile-re

เขาเคลมว่า นวัตกรรมกันแดดชนิดสเปรย์ละอองละเอียด ช่วยปกป้องผิวจากรังสี UV ได้อย่างทั่วถึง

ฉันว่า ละเอียดจริง ในส่วนผสมมีกันแดดกายภาพอยู่ ก็น่าจะปกป้องได้ทั่วถึงจริง

เขาเคลมว่า สารสกัดจากเปลือกมังคุด ความมันแลดูลดลงและชะลอการสะสมของแบคทีเรียซึ่งเป็นสาเหตุของสิว

ฉันว่า สารสกัดจากเปลิอกมังคุดช่วยฆ่าเชื้อแบคทีเรียได้จริง แต่ไม่ได้ช่วยคุมมันนะคะ น่าจะเป็นเจ้า Silica ในส่วนผสมมากกว่าที่คุมมันได้

เขาเคลมว่า ฉีดพ่นทับเครื่องสำอางได้ระหว่างวัน บ่อยครั้งตามต้องการ

ฉันว่า ไม่ทำให้เมคอัพเลือน ฉีดได้อยู่

มาดูส่วนผสมกันดีกว่าค่ะ

สผส

ส่วนผสมชุดนี้ มีพวกซิลิโคนเป็นองค์ประกอบหลักเลย มีสารกลุ่มน้ำมันอยู่ตัวหนึ่ง คือ Isononyl isononanoate ตัวนี้เป็น Fatty ester ที่บางเบาไม่เหนอะหนะ ไม่อุดตันรูขุมขน แต่ส่วนผสมที่เรียกได้ว่าอาจจะเจ็บปวดนิดหน่อยสำหรับสาวผิวแห้งคือเจ้า Alcohol ปกติ เจ้า Alcohol นี่ให้ข้อดีคือให้สัมผัสที่บางเบา ระเหยไว (แห้งไว) ไม่เหนอะหนะ แต่อาจจะระคายเคืองได้ คนที่ไวต่อแอลกอฮอล์มากๆควรทดสอบก่อนนะคะว่าไหวหรือเปล่า

สำหรับความสามารถในการกันแดด ส่วนผสมชุดนี้มีเจ้า Ethylhexyl methoxycinnamate เป็นกันแดดชนิดเคมี ช่วยกรองรังสี UVB กับ Zinc oxide ที่เป็นกันแดดชนิดกายภาพ สะท้อนรังสีได้กว้างทุกความยาวคลื่น

ปกติไม่มีอะไรในโลกนี้ที่จะกันแดดได้ 100% นะคะ ดังนั้นผลิตภัณฑ์กันแดดที่ดีก็ควรจะมีพวก Antioxidant เสริมเข้ามาด้วย โดยตัวที่พอจะเข้าข่ายก็น่าจะเป็นสารสกัดจากเปลือกมังคุด (Garcinia mangostana peel extract) สารสกัดจากเปลือกมังคุดมีรายงานว่าประกอบด้วยสารในกลุ่ม Xanthones ที่มีคุณสมบัติดีๆหลายอย่าง เช่น Antioxidant, Anti-inflammatory และมีคุณสมบัติในการต้านเชื้อแบคทีเรียได้หลายๆชนิด (J Med Assoc Thai. 2014;97 Suppl 2:S196-201.)

ถึงเวลาให้คะแนน

1.สารกันแดด มีส่วนประกอบของ Zinc oxide ที่เป็นกันแดดชนิดกายภาพ กับ Ethylhexyl methoxycinnamate ที่เป็นชนิดเคมี โดยรวมถือว่ากันแดดได้ครอบคลุม และน่าจะเน้นไปที่ UVB จุดนี้ขอให้ 5 ฟลาสก์

2.สารบำรุงอื่นๆ มีแค่ส่วนผสมของสารสกัดจากเปลือกมังคุด ให้ผลเป็น Antioxidant, ลดการอักเสบ และช่วยเรื่องฆ่าเชื้อแบคทีเรียบางชนิด เนื่องจากมีแค่ชนิดเดียว และยังขาดคุณสมบัติอีกหลายด้าน จุดนี้จึงขอให้ 2 ฟลาสก์

3.สารองค์ประกอบอื่นๆ มีส่วนผสมของ Alcohol ที่อาจจะทำให้บางคนระคายเคืองได้ ส่วนนอกนั้นก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร จึงขอให้ 4 ฟลาสก์

4.คะแนนการใช้งาน มาในรูปแบบสเปรย์อัดแก๊ส กระปุกไม่ใหญ่มากไป พกใส่กระเป๋าไปฉีดได้ระหว่างวัน ไม่เหนอะหนะ ไม่มัน ไม่เหนียว ไม่เป็นคราบ ไม่เปื้อนใส่เสื้อผ้า แต่ มันจะซึมเปื้อนมาติดที่คอขวด อาจจะเปื้อนกระเป๋าได้ จุดนี้จึงขอให้ 4 ฟลาสก์

คะแนน

รูปที่ซึมเปื้อนค่ะ

IMG_4654-re

วันนี้หมดแล้วค่ะ พบกันใหม่โอกาสหน้า สวัสดีค่ะ

สุดท้ายนี้ต้องขอขอบคุณทางแบรนด์ Amelie ด้วยนะคะที่ส่งผลิตภัณฑ์ดีๆมาให้มี่ได้ทดลองใช้

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถติดต่อสอบถามได้ที่แฟนเพจ Amelie official

https://www.facebook.com/Amelie.skinproduct

เลยนะคะ
ขอบคุณที่ติดตามอ่านมาจนจบค่ะ

[Full Review] Fairique exclusive whitening cream

[Full Review] Fairique exclusive whitening cream

วันนี้มี่เอารีวิวเครื่องสำอางเพื่อผิวขาวของคนไทย จากแบรนด์ Fairique มาฝากกันค่ะ

มาดูโฉมหน้ากันก่อนนะคะ นางมาในกระปุกแก้วสีขาวขุ่นฝาสีเงินดูหรูหราและคลาสสิคค่ะ

IMG_4661-re

เนื้อข้างในเป็นครีมสีขาว ไม่มีสี ไม่มีกลิ่น เนื้อหนักเล็กน้อย แต่เกลี่ยง่าย ดูดซึมไว และชุ่มผิวดีค่ะ

ให้ดูเนื้อก่อนนะคะ

IMG_4662-re

หลังจากเกลี่ยและทิ้งไว้ 5 นาที ก็จะดูดซึมจนหมดค่ะ

IMG_4663-re

เหมือนเช่นเคย เรามาวัดค่า pH กันดีกว่า

IMG_4664-re

มาดูส่วนผสมกันดีกว่านะคะ

สผส fairique

มารู้จักกับสารบางอย่างที่น่าสนใจกันเถอะ

**Niacinamide เป็นรูปแบบหนึ่งของวิตามินบี 3 มีรายงานว่า สารตัวนี้สามารถเป็น Whitening ช่วยปรับสภาพสีผิวให้สม่ำเสมอ โดยไปรบกวนการส่งผ่านของเมลานินที่สร้างเสร็จแล้ว ลดการอักเสบในผิว เพิ่มการไหลเวียนเลือด ช่วยเพิ่มความแข็งแรงให้ผิวโดยไปกระตุ้นการสร้าง Ceramides กรดไขมัน และไขมันชนิดต่างๆในหนังกำพร้า (Int J Cosmet Sci 2005; 27:255–261)

**Hexylresorcinol อนุพันธ์ของ Resorcinol มีรายงานว่าสามารถยับยั้งเอนไซม์ Tyrosinase ซึ่งเป็นเอนไซม์ที่ใช้สร้างเมลานินได้ (Protein J. 2004;23(2):135-41.) การทดสอบเชิงคลินิกชิ้นหนึ่งใช้สารนี้ผสมกับสาร Whitening ตัวอื่นๆในอาสาสมัคร พบว่าผล Whitening effect ดีกว่าครีม Hydroquinone 4% (J Drugs Dermatol. 2013;12(3):s16-20.) ข้อมูลจากผู้ผลิตระบุว่า สารกลุ่มนี้พบในข้าว Rye และ Wheat ให้ผลยับยั้งการสร้างเมลานิน กระตุ้นการสร้าง Glutathione ในผิว จึงให้ผลเสริมกันในการเป็น whitening

  • **สูตรผสมของ Palmitoyl proline กับ Nymphaea alba flower extract ไปตรงกับวัตถุดิบที่ชื่อ Sepicalm VG ของบริษัท Seppic
  • -Nymphaea alba flower extract คือ สารสกัดจากดอกบัว ส่วนของดอกไม่พบข้อมูลงานวิจัยในฐาน Pubmed ข้อมูลจากผู้ผลิตวัตถุดิบบอกว่าใช้เป็น Whitening
  • -Palmitoyl proline อนุพันธ์ของกรดอะมิโน Proline ที่จับกับกรดไขมัน Palmitic acid เพื่อเพิ่มการดูดซึมเข้าสู่ผิว สารนี้เดี่ยวๆให้ผลเป็นสารปรับสภาพผิว (Skin conditioning agent) สูตรผสมของ Palmitoyl proline กับ Nymphaea alba flower

ส่วนผสมชุดนี้ผู้ผลิต Claim ว่า ให้คุณสมบัติเป็น Whitening ที่ดี โดยออกฤทธิ์กดการสร้างเอนไซม์ Tyrosinase ที่ระดับ DNA และยังมีคุณสมบัติลดการอักเสบและระคายเคืองในผิว รวมไปถึงช่วยเรื่องริ้วรอยได้ดี (Sepicalm VG technical data sheet, Seppic Inc.)

**Ascorbyl glucoside เป็นอนุพันธ์ชนิดหนึ่งของวิตามินซี มีความเป็นกรดน้อย ความคงตัวสูง วิตามินซีมีประโยชน์เป็น Antioxidant เป็น Whitening โดยขัดขวางการทำงานของเอนไซม์ที่สร้างเมลานิน และเป็นองค์ประกอบในขั้นตอนการสร้างคอลลาเจน

**Polymethylsilsesquioxane เป็นซิลิโคนชนิดหนึ่ง ให้คุณสมบัติพิเศษแก่เนื้อครีม ช่วยให้ลื่นผิวเวลาทา ให้คุณสมบัติกันน้ำ ช่วยดูดซับความมัน และช่วยเคลือบให้ริ้วรอยดูจางลง (ชั่วคราวก่อนล้างออก)

ให้คะแนนดีกว่า

1.ส่วนผสมที่เป็นสารออกฤทธิ์ (Active ingredients) เอาที่สารออกฤทธิ์ก่อนส่วนผสมชุดนี้มีการออกฤทธิ์ที่ 3 ขั้นตอน คือ ขัดขวางการสร้างเอนไซม์ Tyrosinase ต่อมาก็ไปขัดขวางการทำงานของเอนไซม์ Tyrosinase ที่หลุดรอดออกมาได้ และยังไม่พอ ยังไปขัดขวางการส่งผ่าน Melanin ที่ถูกสร้างเสร็จแล้วไม่ให้ออกไปข้างนอกอีก และที่สำคัญคือไม่มีพวกกรดอินทรีย์ที่เป็นสารทำให้ผิวบาง โดยรวมถือว่าทำได้สมบูรณ์แบบมาก แต่ถ้ามีพวก Antioxidant กับ Moisturizer เสริมเข้ามาอีกน่าจะถือว่าเลอค่าเลย จุดนี้ขอให้ 4 ฟลาสก์

2.ส่วนผสมที่เป็นส่วนเนื้อ (Base) ในส่วนผสมมีครบทั้งสารดูดน้ำให้ผิว สารไขมันจากธรรมชาติ และสารไขมันเคลือบผิว โดยรวมถือว่ามีครบ แม้ส่วนผสมบางอย่างอาจจะน้อยชนิดไปนิดนึง ที่สำคัญคือส่วนผสมชุดนี้ไม่มีแอลกอฮอล์ จุดนี้ขอให้ 5 ฟลาสก์

3.ส่วนผสมที่เป็นสารเสริมอื่นๆ (Additives) ส่วนผสมชุดนี้ไม่มีน้ำหอม ไม่มีพาราเบน จึงทำให้เสี่ยงแพ้น้อยกว่า แต่อย่าลืมว่าการแพ้เป็นเรื่องที่คาดเดาไม่ได้ แล้วแต่บุคคล สารที่ใช้แม้ไม่ได้มีอันตรายอะไร แต่ก็ไม่ได้มีประโยชน์อะไรเสริมมาให้ผิว แต่ดูเหมือนยังขาดตัวจับโลหะ เช่นพวก EDTA ฯลฯ ไปอยู่ ถ้ามีโลหะปนเปื้อนมาอาจจะมีผลต่อเนื้อสารก็ได้ (แต่จุดนี้เราก็ไม่รู้ว่ามันจะมีตัวอื่นในส่วนผสมที่ช่วยเรื่องนี้ได้รึเปล่านะ) จุดนี้จึงขอให้ 4 ฟลาสก์

4.คะแนนการใช้งาน โดยรวมถือว่าเนื้อครีมค่อนข้างเนียน เกลี่ยง่าย ซึมไว ไม่เหนอะหนะ ไม่มีกลิ่น ไม่มีสี ไม่มีรส (เอ้ย ไม่ใช่ละ) ใช้แล้วรู้สึกชุ่มชื้นดีค่ะ โดยรวมถือว่าพอใจอยู่นะคะ ขอให้ 5 ฟลาสก์

คะแนน
สุดท้ายนี้มี่ขอขอบคุณทางแบรนด์ Fairique ด้วยนะคะที่ส่งผลิตภัณฑ์ดีๆมาให้มี่ได้ทดลองใช้
สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถสอบถามได้ทางแฟนเพจของแบรนด์ Fairique ได้เลยค่ะ
ขอบคุณที่ติดตามรับชมมาจนจบค่ะ
[Full Review] Osmosis Catalyst AC-11 DNA repair serum

[Full Review] Osmosis Catalyst AC-11 DNA repair serum

นนี้มี่จะมารีวิวผลิตภัณฑ์เวชสำอางจากแบรนด์ Osmosis ต่อจากวันก่อนนะคะ

ตัวที่มี่ได้มามีทั้งหมด 3 ตัวค่ะ วันนี้เป็นตอนสุดท้ายแล้วค่ะ

IMG_4293-re
ลิงค์ตอนแรก Renew

https://cosmeknowledge.wordpress.com/2015/06/30/full-review-osmosis-renew/

ลิงค์ตอนสอง Enlighten

https://cosmeknowledge.wordpress.com/2015/07/05/full-review-osmosis-enlighten/

วันนี้ตอนสุดท้ายค่ะ จัดหนักจัดเต็มกับ ซีรัมซ่อมแซม DNA ที่มีชื่อว่า Catalyst AC-11® DNA repair serum ค่ะ

catalyst

หนๆก็ไหนๆแล้วขอเล่าเรื่อง DNA นิดหน่อยค่ะ

DNA นี้เป็นสารพันธุกรรม เสมือนเป็นแม่พิมพ์ในการสร้างสิ่งต่างๆให้กับร่างกาย ถ้าแม่พิมพ์เสียไป สิ่งที่สร้างออกมาก็จะเปลี่ยนแปลงสภาพไป หรือเสียไปตามด้วย ปกติ DNA ของเราถูกทำลายได้ง่ายดายจากอนุมูลอิสระ ที่เกิดขึ้นเป็นปกติในร่างกายเวลาเราทานอาหารแล้วเกิดสิ่งที่เรียกว่า Metabolism ก็จะได้พลังงานให้ร่างกายเอาไปใช้ และก็จะได้อนุมูลอิสระออกมาด้วย ร่างกายที่แข็งแรงจะมีกลไกมาคอยต่อต้านและทำลายอนุมูลอิสระอยู่แล้ว แต่ถ้าอนุมูลอิสระมีมากขึ้น ร่างกายทำลายไม่ไหว เจ้าอนุมูลอิสระพวกนี้ก็จะไปจับกับไขมัน และโปรตีนต่างๆของผิว เกิดเป็นริ้วรอยและความเหี่ยวขึ้น อนุมูลอิสระพวกนี้ก็มาจากมลภาวะในสิ่งแวดล้อม รังสี UV และก็ความเครียดของเรานั่นเอง นี่ก็สามารถอธิบายได้เลยว่าทำไมคนที่เครียดมากๆจะแก่ไวกว่า

พูดถึงแบรนด์ Osmosis ต้องพูดถึงคอนเซปท์เขาอีกรอบค่ะ คือ “Beautiful skin starts within

แปลว่า ผิวสวยต้องเริ่มจากภายใน แปลแบบสวยๆละเอียดๆก็คือ ต้องบำรุงผิวจากภายใน ถึงจะสวย

แบรนด์นี้จะเน้นไปที่สารสกัดและสารออกฤทธิ์จากธรรมชาติ สารองค์ประกอบต่างๆก็ไม่ได้ใส่มาเยอะกันจนมากเกินไป จึงเสี่ยงแพ้น้อยกว่านั้นเองค่ะ แต่อย่างไรก็ดี อย่าลืมทดสอบการแพ้ก่อนการใช้งานนะคะ เพราะการแพ้เป็นเรื่องที่คาดเดาไม่ได้ บทจะแพ้ แค่น้ำเปล่าก็ยังแพ้ได้เลยค่ะ

จุดเด่นของผลิตภัณฑ์นี้ที่เรียกว่าเป็นเอกลักษณ์เลยก็คงเป็น Zinc finger technology ก่อนจะไปดูว่ามันคืออะไร ขออธิบายเกี่ยวกับ Zinc finger อีกนิดหน่อยค่ะ

Zinc finger เป็นโปรตีนชนิดหนึ่งในร่างกาย ที่ต้องอาศัย Zinc ให้มาเกาะกับตัวมัน เพื่อให้ตัวมันคงรูปอยู่ได้ Zinc finger ที่มีการค้นพบแล้วแบ่งออกได้เป็น 7 กลุ่ม แต่ละกลุ่มก็ทำหน้าที่แตกต่างกันไป ในร่างกายจะมี Zinc finger บางสายพันธ์ที่สามารถจับและห่อหุ้มสาย DNA ได้พอดิบพอดีเลย ประโยชน์ของ Zinc finger protein ก็คือ ช่วยส่งเสริมให้ DNA เกิดการถอดรหัสและจำลองตัวเองออกมาได้ รวมไปถึงช่วยในการถ่ายทอดสัญญานของ DNA ในรูปแบบของ mRNA ทำให้การแบ่งเซลล์และสังเคราะห์เกิดขึ้นได้อย่างปกติ และยังสามารถช่วยซ่อมแซม DNA ที่เสียหายไปได้ด้วย

ส่วนผสมของแบรนด์นี้ใช้เทคโนโลยี Zinc finger โดยสารออกฤทธิ์สามารถกระตุ้นให้ร่างกายซ่อมแซมและเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของ Zinc finger ให้อยู่ในสภาพสมบูรณ์และแข็งแรง ก็จะทำให้การซ่อมแซม DNA เกิดขึ้นได้ดีขึ้นด้วย พบว่าส่วนผสมชุดนี้สามารถซ่อมแซม DNA ได้ถึง 40% เลยทีเดียว อาสาสมัครที่ใช้พบว่า ริ้วรอยต่างๆดูลดลง เส้นเลือดฝอยต่างๆที่บนผิวก็ดูจางลง และสีผิวก็สม่ำเสมอขึ้น (ข้อมูลจากคู่มือผลิตภัณฑ์ Osmosis)

จุดเด่นอีกจุดก็คือ ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการคุ้มครองตามสิทธิบัตรอเมริกาเลขที่ US 8642655B2 มี่ก็ได้ไปตามอ่านสิทธิบัตรตัวนี้ดูค่ะ

patent

แปลชื่อสิทธิบัตรให้อ่านง่ายๆว่า กรรมวิธีการในการป้องกันมะเร็งและรักษารอยโรคบนผิวหนัง

สิทธิบัตรนี้กล่าวเกี่ยวกับการซ่อมแซมและปกป้องผิวหนัง โดยใช้กรดอะมิโนอย่างน้อย 4 ชนิด คือ Acetylcysteine, Glycine, Cysteine และ Lysine

ถึงแม้จะเป็นสารพื้นๆ แต่เมื่อมีสิทธิบัตรคุ้มครอง เราก็จะมั่นใจได้ว่า แบรนด์อื่นไม่สามารถเลียนแบบสูตรผสมสูตรนี้ ในปริมาณความเข้มข้นนี้ได้แน่นอน

เวิ่นเว้อไปซะเยอะ มาดูผลิตภัณฑ์กันดีกว่าค่ะ

ตัวนี้มีเนื้อสีน้ำตาลเข้มเกือบดำ เหนียวๆนิดนึงค่ะ

IMG_4302-re

ตอนเกลี่ยมาสีจะเข้มนิดหนึ่งนะคะ เห็นได้ชัดเลย แต่พอทิ้งไว้ซักประมาณ 5 นาที ก็จะเริ่มเป็นสีปกติค่ะ แต่ยังจะดูเหมือนเข้มอยู่นิดหน่อยนะคะ

IMG_4303-re-horz

เนื่องจากตัวนี้มีสีเข้มมาก มี่เลยไม่ได้วัดค่า pH ให้ค่ะ เพราะสีมันจะรบกวนการอ่านแถบสีของกระดาษวัด pH ทำให้เราอ่านยากนะคะ

มาดูส่วนผสมกันดีกว่าค่ะ

สผส catalyst

มี่ทำสีๆไว้ให้ดูกันง่ายๆค่ะ

สีเขียวอมฟ้า จะเป็นกลุ่มกรดอะมิโนตามสิทธิบัตร ที่ให้ผลปกป้องผิวหนัง และช่วยรักษาฟื้นฟูซ่อมแซมสภาพผิวที่เสียหายไปตามกาลเวลาค่ะ

สีน้ำเงินเข้ม เป็นแร่ธาตุต่างๆ

สีม่วงแก่ คือ Cat’s claw extract หรือ AC-11 สารสกัดนี้มีรายงานการวิจัยสนับสนุนถึงคุณสมบัติในการฟื้นฟู DNA ที่เสียสภาพไป ตรงตามคอนเซปท์เรื่องการฟื้นฟู ซ่อมแซม DNA พอดีเลยค่ะ

ปกติเราแบ่งส่วนประกอบในผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางเป็น 3 หมวดหลักๆ คือ

1.Actives หรือ สารออกฤทธิ์ เป็นสารที่ทำให้เครื่องสำอางมีคุณสมบัติพิเศษต่างๆ

2.Base หรือ ส่วนเนื้อของผลิตภัณฑ์ เป็นตัวอุ้มและเก็บสารออกฤทธิ์ไว้

3.Additives หรือ ส่วนของสารเติมแต่ง เป็นตัวเติมแต่งให้ผลิตภัณฑ์มีความน่าใช้ มีความปลอดภัย เช่น พวกสารกันเสีย พวกน้ำหอม พวกซิลิโคน ตัวเพิ่มความหนืด ฯลฯ

คุณสมบัติของสารแต่ละตัวแยกตามหน้าที่

1.Actives ได้แก่

-Ketoglutatic acid น่าจะใช้ในรูปแบบของ Alpha-ketoglutaric acid ตัวนี้สามารถไปจับกับโปรตีนบางชนิด (น่าจะพวก Zinc finger) แล้วช่วยซ่อมแซม DNA และกระตุ้นการสังเคราะห์คอลลาเจนได้ สารนี้ปกติจะได้ในขั้นตอนการสร้างพลังงานของเซลล์ มีรายงานการวิจัยสนับสนุนถึงคุณสมบัติในการกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน และช่วยลดริ้วรอยที่เกิดจากรังสี UV ได้ในหนูทดลอง (Biol Pharm Bull. 2007;30(8):1395-9.)

-Uncaria tomentosa extract คือ สารสกัดจากพืชในป่าอเมซอน ชื่อว่าต้น Cat’s claw มีรายงานการวิจัยสนับสนุนถึงคุณสมบัติในการฟื้นฟู DNA ที่เสียสภาพไป (Phytother Res. 2006;20(3):178-83.) มีชื่อทางการค้าว่า AC-11 ผู้ผลิตวัตถุดิบ Claim ว่าสารนี้ช่วยเรื่องการสมานแผล ชะลอวัย ลดริ้วรอย และซ่อมแซม DNA มีพบทั้งในรูปแบบรับประทานและแบบทาภายนอก

-Ascorbic acid คือ วิตามินซี มีประโยชน์เป็น Antioxidant, Whitening และช่วยเรื่องการสังเคราะห์คอลลาเจน

-Acetylcysteine, Glycine, Proline และ Lysine สูตรผสมตามสิทธิบัตรที่ US 8642655B2 มีคุณสมบัติช่วยปกป้องผิวหนัง และช่วยรักษาฟื้นฟูซ่อมแซมสภาพผิวที่เสียหายไปตามกาลเวลา

-Aloe barbadensis leaf juice คือ น้ำจากใบว่านหางจระเข้ ใช้ร่วมกับ Aloe leaf juice powder มีคุณสมบัติเพิ่มความชุ่มชื้น ให้ความรู้สึกสบายผิว ลดการระคายเคือง

-Alanine เป็นกรดอะมิโนชนิดหนึ่ง ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้น และอาจจะทำงานร่วมกับสูตรผสมของกรดอะมิโนที่กล่าวไปเมื่อครู่

-กลุ่มแร่ธาตุ ได้แก่ Zinc gluconate, Copper gluconate, Magnesium chloride โดย Zinc ช่วยเรื่องคุมมันได้ และยังช่วยในการเกิดเป็น Zinc finger ส่วน Copper ช่วยเรื่องการสมานแผล ซ่อมแซมตัวเองของผิว และการสร้างคอลลาเจน ส่วน Magnesium เป็นองค์ประกอบของเอนไซม์หลายๆชนิด แต่บทบาทกับผิวยังไม่ทราบแน่ชัด

-Tocopheryl acetate เป็นรูปแบบหนึ่งของวิตามินอี มีประโยชน์เป็น Antioxidant แต่ส่วนมากจะให้ผลเรื่องปกป้องสารในผลิตภัณฑ์ไม่ให้เสื่อมสภาพเพราะออกซิเจนในอากาศ

-Lonicera japonica กับ Lonicera caprifolium extract สารสกัดจากดอก Honeysuckle เป็นสูตรผสมของสารกันเสียจากธรรมชาติ ให้ผลปกป้องผลิตภัณฑ์ไม่ให้เสื่อมสภาพเพราะจุลินทรีย์ มีความปลอดภัยสูงกว่าสารกันเสียสังเคราะห์หลายๆตัว

2.Base มีทั้งส่วนประกอบของน้ำ น้ำมัน และซิลิโคน จึงน่าจะเป็นรูปแบบของ Emulsion ดังนี้

2.1ส่วนของน้ำ ได้แก่ น้ำ, Propanediol, Alcohol denat., Glycerin, Butylene glycol ตัวของ Propanediol นี้เป็นสารดูดน้ำให้ผิว ผู้ผลิตวัตถุดิบกล่าวว่าสารนี้มีความเป็นมิตรกับผิวที่สูงมาก ไม่ทำให้ระคายเคืองเหมือนพวก Propylene glycol อีกจุดที่แบรนด์นี้มีชื่อคือ การปรับความถี่ของน้ำ (Harmonized water) ให้เกิดการ Resonance กับผิวพอดี ส่งผลให้กระบวนการทำงานบางอย่างของผิวดีขึ้น ส่วนของ Alcohol อาจจะทำให้บางคนที่ไวรู้สึกไม่สบายผิวได้ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นแนะนำให้ลองทดสอบก่อน เพราะมีส่วนของสารดูดน้ำหลายๆตัวมาช่วยต้าน

2.2ส่วนของน้ำมัน ได้แก่ Phospholipids กับ Soybean oil ปกติ Phospholipids สามารถซ่อมแซมเยื่อเมมเบรนผิวที่เสียหาย และยังสามารถสร้างตัวเป็นระบบนำส่งที่ชื่อ Liposome ที่มีโครงสร้างเป็นผนังสองชั้นเพื่อนำส่งสารเข้าไปในผิวได้ดีขึ้น

2.3Silicone ได้แก่ Dimethicone เป็นซิลิโคนที่ไม่ระเหย ให้สัมผัสที่ดี เคลือบผิวรักษาความชุ่มชื้นให้ผิวได้ดี

3.Additives ได้แก่

3.1Emulsifier/surfactant มี Polyglyceryl-4 caprate มีความอ่อนโยนสูง ช่วยผสานสารน้ำมันให้เข้ากับน้ำได้ และสามารถเพิ่มความหนืดได้

3.2สารเพิ่มความหนืด ได้แก่ Hydroxypropyl starch phosphate เป็นอนุพันธ์จากแป้ง ให้คุณสมบัติเพิ่มความหนืด ช่วยผสานให้เกิด Emulsion ลดความมันและเหนอะหนะของน้ำมันที่เป็นส่วนผสม ให้สัมผัสที่บางเบาเรียบเนียน และช่วยให้ผิวนุ่ม ร่วมกับ Xanthan gum

3.3Preservatives ได้แก่ Benzyl alcohol, Potassium sorbate และสารสกัดจากดอกสายน้ำผึ้งสองตัวที่กล่าวไปด้านบน ร่วมกับพวกเกลือของ Gluconate ที่สามารถจับโลหะปนเปื้อนได้

3.4สารแต่งกลิ่น/Fragrance ทางแบรนด์บอกว่าใช้น้ำมันหอมระเหยกลิ่น Black cherry จากธรรมชาติ

ถึงเวลาให้คะแนน

1.Actives ส่วนผสมชุดนี้ช่วยเรื่องการชะลอวัย และฟื้นฟู DNA ที่เสื่อมสภาพไปเพราะมลภาวะ ความเครียด และรังสี UV จากแสงแดด เสริมด้วยสารที่ช่วยเรื่องการสังเคราะห์คอลลาเจนในผิว จึงน่าจะช่วยลดริ้วรอยได้ดีในระดับหนึ่ง ตรงตามที่ทางแบรนด์ Claim ไว้ส่วนเรื่องสีผิวที่ไม่สม่ำเสมอที่แบรนด์ Claim น่าจะได้จากวิตซีอยู่ส่วนหนึ่ง กรดอะมิโนก็สามารถทำหน้าที่เป็นสารดูดน้ำให้คุณสมบัติเป็น Moisturizer ได้ในตัว จุดนี้ถือว่ามีค่อนข้างครบ จึงขอให้ 5 ฟลาสก์

2.Base ส่วนผสมชุดนี้มีทั้งน้ำ น้ำมัน และซิลิโคน ซึ่งส่วนของน้ำก็ทำมาได้ดี มีสารดูดน้ำให้ผิวดีๆหลายตัว แต่มีการใช้แอลกอฮอล์ที่บางคนอาจจะไวได้ จึงควรทดสอบก่อน แต่คิดว่าไม่น่ามีปัญหามากเพราะมีสารดูดน้ำอยู่เยอะน่าจะพอต้านไหว ส่วนของน้ำมันจากธรรมชาติก็จะมีถั่วเหลืองกับ Phospholipids ซึ่งพวกนี้ดูดซึมเข้าผิวได้ และมี Dimethicone คอยเคลือบผิวรักษาความชุ่มชื้น แต่จุดนี้ขอให้ 4 ฟลาสก์ไว้ก่อนเนื่องจากส่วนผสมของ Alcohol

3.Additives มีอยู่น้อยชนิด แต่ละชนิดก็ไม่ได้มีผลเสียอะไรกับผิว แต่ก็ไม่ได้มีประโยชน์อะไรเสริมให้ผิวเช่นกัน ผลิตภัณฑ์ชุดนี้ไม่มีพาราเบน และสารกันเสียที่รุนแรง จึงถือว่าค่อนข้างเป็นมิตรกับผิวดี จึงขอให้ 5 ฟลาสก์

4.การใช้งาน หลังจากใช้มาเกือบๆ 3 อาทิตย์ พบว่าผิวพรรณเปล่งปลั่งและสดใสมากขึ้น รอยแดงตรงแก้มดูลดลง เส้นเลือดฝอยดูจางหายไป แต่ขอติเรื่องสีของผลิตภัณฑ์ คือก็เข้าใจว่าน่าจะเป็นสีของสารสกัดพืช แต่สีมันเข้มมาก อาจจะไม่ค่อยเหมาะใช้ตอนกลางวันมากเท่าไหร่นัก น่าจะดูสีเข้มขึ้น แต่ถ้าใครชอบแต่งลุคบรอนส์ๆ ก็จัดเลยค่ะ สวยดี จุดนี้ขอให้ 4 ฟลาสก์

คะแนน catalyst

หลังจากใช้ทั้งสามตัวมาเดือนนึง

ในลำดับการใช้ มี่จะใช้ตัว Renew ก่อน ตามด้วย Enlighten และ Catalyst ค่ะ โดยมี่จะใช้แค่ตอนกลางคืน ใช้ครั้งละ 1 ปั๊มพ์ เว้นระยะระหว่างผลิตภัณฑ์ 5 – 10 นาที แล้วแต่วันค่ะ

ผิวดูเรียบเนียนขึ้น สีผิวดูสม่ำเสมอขึ้น ริ้วรอยคือ ไม่ค่อยมีอยู่แล้ว ก็ไม่รู้จะบรรยายอย่างไร แต่เรื่องเส้นเลือดเห็นค่อนข้างชัดนะคะ ว่าจางลงอย่างเห็นได้ชัด

(ขออภัยในความน่าจัวของเส้นเลือดอิชั้น)

review

หมายเหตุ: พยายามถ่ายรูปในช่วงเวลาเดียวกัน แต่ระดับแสงที่ส่องมาอาจจะไม่เท่ากันนะคะ

ถ่ายด้วยไอโฟน 5s ใช้กล้องหลัง หันกลับมาถ่ายด้วยตัวเองค่ะเลยไม่ค่อยชัด ไม่เห็นอนูรูขุมขน

สุดท้ายนี้ขอขอบคุณบริษัท DermaMD ที่ส่งเวชสำอางดีๆ เพียบพร้อมด้วยเทคโนโลยีมาให้มี่ได้ทดลองใช้ค่ะ

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติม สามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ทางเวบไซต์ http://www.dermskinstore.com/

หรือแฟนเพจของ Osmosis Thailand ที่ https://www.facebook.com/osmosispurmedicalskincarethailand ได้เลยนะคะ

ขอบคุณทุกท่านด้วยค่ะ ที่ติดตามอ่านมาจนจบ พบกันใหม่โอกาสหน้า สวัสดีค่ะ

With Love,
xoxo
[Full review] Osmosis Renew

[Full review] Osmosis Renew

ช่วงนี้มี่จะมารีวิวผลิตภัณฑ์เวชสำอางจากแบรนด์ Osmosis นะคะ

ซึ่งตัวที่มี่ได้มามีทั้งหมด 3 ตัวค่ะ

IMG_4293-re

วันนี้จะมารีวิวตัวแรกก่อนค่ะ คือตัว renew

Renew level 4 vitamin A serum ค่ะ

ก่อนจะ พูดถึงแบรนด์ Osmosis ต้องพูดถึงคอนเซปท์เขาซักนิดนึงนะคะ

คือ “Beautiful skin starts within”

แปลว่า ผิวสวยต้องเริ่มจากภายใน แปลแบบสวยๆละเอียดๆก็คือ ต้องบำรุงผิวจากภายใน ถึงจะสวย

แบรนด์นี้จะเน้นไปที่สารสกัดและสารออกฤทธิ์จากธรรมชาติ สารองค์ประกอบต่างๆก็ไม่ได้ใส่มาเยอะกันจนมากเกินไป จึงเสี่ยงแพ้น้อยกว่านั้นเองค่ะ แต่อย่างไรก็ดี อย่าลืมทดสอบการแพ้ก่อนการใช้งานนะคะ เพราะการแพ้เป็นเรื่องที่คาดเดาไม่ได้ บทจะแพ้ แค่น้ำเปล่าก็ยังแพ้ได้เลยค่ะ

ผลิตภัณฑ์นี้ใช้เทคโนโลยีไลโปโซม เพื่อเพิ่มการดูดซึมของสารเข้าผิวค่ะ

ไลโปโซมคืออะไร???

ไลโปโซมเป็นรูปแบบนำส่งสารรูปแบบหนึ่ง มีลักษณะเป็นผนังสองชั้น ซึ่งจะเหมือนกับผิวหนังของเราเลย ทำให้ระบบไลโปโซมหลอกผิวหนังเราว่าเป็นพวกเดียวกัน ผิวหนังก็เลยปล่อยให้ไลโปโซมผ่านได้ ลองดูรูปตรงนี้ดูค่ะ

liposome(Image source: Osmosis Skincare Manual, 2015.)

ซีรัมตัวนี้ถ้าจะใช้แบบจริงๆจังๆและถูกต้อง ทางแบรนด์แนะนำให้ลองใช้แบบนี้ค่ะ

regimen(Image source: Osmosis Skincare Manual, 2015.)

จริงๆดูจากแผนภาพจะเข้าใจง่ายกว่าที่มี่กำลังจะอธิบายค่ะ

หมายความว่า ครั้งแรกสุดเลยให้ใช้ครั้งละ 1 กด วันละครั้ง ก่อนนอน เป็นเวลา 1 อาทิตย์ ถ้าใช้ได้ ไม่มีอาการอะไร ก็ เพิ่มเป็นวันละสองครั้ง เช้า-ก่อนนอน สังเกตอาการ 1 สัปดาห์ ถ้าไม่มีอาการอะไรก็ให้ใช้ครั้งละ 2 กด วันละ 2 ครั้ง แต่ถ้ามีอาการผิวแห้ง หรือระคายเคือง ให้ใช้วันละครั้ง สลับกับวันละ 2 ครั้งไปเรื่อยๆ

แต่ถ้าใช้ครั้งละ 1 กด วันละครั้งแล้วยังทนไม่ได้ ก็ให้ลดเหลือ วันเว้นวัน ถ้าทนได้ ก็ไปวันละครั้ง แล้วก็วันละสองครั้งตาม Step ที่อธิบายเมื่อครู่

แต่ถ้าใช้วันเว้นวันก็ยังทนไม่ได้ ก็ให้พักผิวสักระยะเวลาหนึ่ง ก่อนมาใช้วันเว้นวัน แล้วค่อยขยับขึ้นไป

เพราะอะไร ก็เพราะว่าสารกลุ่มวิตามินเอ เป็นสารที่มีประสิทธิภาพและความแรง (Potency) ค่อนข้างสูง ถ้าใช้แบบแรงๆไปเลย อาจจะระคายเคืองได้ ส่วนตัวมี่อยากแนะนำว่า ให้อายุ 30+ ก่อนค่อยเริ่มใช้สารกลุ่มนี้น่าจะดีกว่ามาเริ่มไวๆตั้งแต่เป็นวัยรุ่น

มาดูผลิตภัณฑ์กันดีกว่าค่ะ

ตัวผลิตภัณฑ์มาในขวดปั๊มอคริลิคหนาสีขาว/เงิน

IMG_4298-re

ตัวนี้จะเกลี่ยค่อนข้างง่าย ลื่นๆ กลิ่นเป็นแนวๆเย็นๆ ออกแนวอโรม่า ถ้าใครไม่ชอบแนวนี้อาจจะแปลกๆอยู่นิดนึง แต่ซักพักก็จะชินไปเองค่ะ ตอนเกลี่ยครั้งแรกจะดูเหมือนออกเหลืองๆ แต่พอทิ้งไว้ซักห้านาที สีเหลืองๆนั้นจะหายไปค่ะ

IMG_4299-re

IMG_4300-re-horz

ลองวัดค่า pH ดูนะคะ ค่า pH จะอยู่ที่ประมาณ 4-5 ค่ะ ซึ่งก็ถือว่าเป็นกรดอ่อนๆ เหมือนกับสภาพผิวของเรา และเป็นค่า pH ที่สามารถช่วยให้ Lactic acid ออกฤทธิ์ได้ในระดับหนึ่งโดยไม่เปลี่ยนเป็นเกลือไปเสียหมด

IMG_4306-re

มาดูส่วนผสมกันดีกว่าค่ะ

มี่ทำสีให้สังเกตกันได้ง่ายขึ้นนะคะ

สผส renew

จุดเด่นจุดแรกน่าจะอยู่ที่ Asiaticoside ซึ่งเป็นสารที่แยกได้จากสารสกัดบัวบก มีคุณค่าและราคาสูง เพราะการแยกออกมาจากสารสกัดใบบัวบกนั้นทำได้ค่อนข้างยากและต้องอาศัยเทคโนโลยีค่อนข้างสูง

อีกจุดน่าจะอยู่ที่ Peptide อย่าง Palmitoyl tripeptide-38 และ Caprooyl tetrapeptide-3 ที่ช่วยเรื่องชะลอวัยและริ้วรอยได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เรามาวิเคราะห์ส่วนผสมกันดีกว่าค่ะ

ปกติเราแบ่งส่วนประกอบในผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางเป็น 3 หมวดหลักๆ คือ

1.Actives หรือ สารออกฤทธิ์ เป็นสารที่ทำให้เครื่องสำอางมีคุณสมบัติพิเศษต่างๆ

2.Base หรือ ส่วนเนื้อของผลิตภัณฑ์ เป็นตัวอุ้มและเก็บสารออกฤทธิ์ไว้

3.Additives หรือ ส่วนของสารเติมแต่ง เป็นตัวเติมแต่งให้ผลิตภัณฑ์มีความน่าใช้ มีความปลอดภัย เช่น พวกสารกันเสีย พวกน้ำหอม พวกซิลิโคน ตัวเพิ่มความหนืด ฯลฯ

คุณสมบัติของสารแต่ละตัวแยกตามหน้าที่

1.Actives ได้แก่

-Chlorella vulgaris extract คือ สารสกัดจากสาหร่ายสีเขียว มีรายงานการวิจัยกล่าวถึงผลในการ Anti-aging โดยมีผลต่อการทำงานของ Antioxidant enzyme ในเซลล์ Fibroblast (BMC Complement Altern Med. 2013; 13:210.) ผู้ผลิตวัตถุดิบ Claim ว่าสาหร่ายประกอบด้วยรงควัตถุจำพวก Carotenoid หลายชนิด มีผลเป็น Antioxidant ที่ดี มีกรดอะมิโนช่วยลดริ้วรอย ปรับสภาพผิว กระตุ้นการสังเคราะห์คอลลาเจน ลดการสลายคอลลาเจน

-Caprooyl tetrapeptide-3 เปปไทด์ที่จับกับกรดไขมันสายสั้นๆที่ชื่อ Caproic acid ทำให้ดูดซึมเข้าสู่ผิวได้ดีขึ้นให้ผลกระตุ้นการสังเคราะห์คอลลาเจนที่เป็นองค์ประกอบในแนวกั้นระหว่างชั้นหนังกำพร้าและหนังแท้ (Dermal Epidermal Junction) ให้ผลลดและป้องกันริ้วรอย

-Epilobium angustifolium extract สารสกัดจาก Willow herb มีรายงายเกี่ยวกับฤทธิ์ต้านเชื้อจุลชีพ (Curr Drug Targets. 2013; 14(9):986-91.) ฤทธิ์ในการปกป้องคอลลาเจนและอิลาสตินในผิวไม่ให้ถูกทำลายจากรังสี UV และช่วยให้เซลล์ Fibroblast ที่สร้างคอลลาเจนมีชีวิตยืนยาวขึ้น (ปกติคนที่อายุเพิ่มขึ้นเซลล์พวกนี้จะค่อยๆหายไป) (Gen Physiol Biophys. 2013; 32(3):347-59.) สารประกอบ Oenothein B ที่พบในพืชนี้มีประโยชน์เป็น Anti-oxidant และ Anti-inflammatory ที่ดี (Phytomedicine. 2011; 18(7):557-60.) และยังมีฟลาโวนอยด์อื่นๆที่เคยมีรายงานว่าสามารถยับยั้งเอนไซม์ไทโรซิเนสได้

-Retinal หรือ retinaldehyde เป็นรูปแบบอัลดีไฮด์ของวิตามินเอ กลไกการออกฤทธิ์ยังไม่ทราบชัดเจน มีคุณสมบัติในการควบคุมการผลัดเซลล์ผิวให้เกิดได้อย่างปกติ ลดเลือนริ้วรอย กระตุ้นการสังเคราะห์คอลลาเจนและอิลาสติน

-Asiaticoside สารบริสุทธิ์ที่แยกได้จากบัวบก มีคุณสมบัติเป็น Antioxidant ที่ดี ช่วยเรื่องการสมานแผลให้หายเร็วขึ้น ลดการอักเสบในผิว ปกป้องคอลลาเจนในผิวไม่ให้เสื่อมสลาย และช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนในผิวได้

-Palmitoyl tripeptide-38 เปปไทด์สายสั้นๆจากกรดอะมิโน 3 ตัวที่จับกับกรดไขมัน Palmitic acid ทำให้ดูดซึมเข้าผิวได้ง่ายขึ้น เปปไทด์ตัวนี้มีผลกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน ไฮยาลูรอน และสารโปรตีนอื่นๆอีกหลายชนิดในผิวที่ทำหน้าที่เพิ่มความแข็งแรงของชั้นหนังแท้ และช่วยเสริมความแข็งแรงของ Dermal-Epidermal junction ให้แข็งแรงมากขึ้น จึงสามารถพยุงเอาชั้นผิวหนังไม่ให้เกิดริ้วรอยได้ง่ายๆ

-Sodium hyaluronate มีบทบาทเกี่ยวกับความชุ่มชื้นของผิว

-L-lactic acid เป็นกรด Lactic ชนิดที่ออกฤทธิ์ได้ (active) เป็นสารในกลุ่ม AHA ที่ได้จากการหมักนมด้วยจุลินทรีย์บางชนิด การออกฤทธิ์ขึ้นกับค่า pH โดยอาจจะให้ผลเป็นตัวเพิ่มความชุ่มชื้น หรือ ผลัดเซลล์ผิว สำหรับตัว Lactic ใน pH ประมาณ 4 จะให้ผลกระตุ้นการสังเคราะห์ Ceramide ในผิวได้ ซึ่ง Ceramide ทำหน้าที่เป็น Barrier function รักษาความชุ่มชื้นให้แก่ผิว

-Beta-glucan สารในกลุ่มคาร์โบไฮเดรตโมเลกุลใหญ่ มีประโยชน์เรื่องการเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิว ลดการอักเสบ เป็นแหล่งอาหารของเชื้อจุลินทรีย์ดีๆบนผิว ช่วยให้พวกนี้เจริญเติบโตเพื่อมาคอยปกป้องจุลินทรีย์ที่ไม่ดี ช่วยปรับสมดุลภูมิคุ้มกันของผิวหนัง และช่วยลดริ้วรอย

-Fulvic acid สารกลุ่มคาร์โบไฮเดรตที่จัดอยู่ในกลุ่ม Humic substance เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติระหว่างการย่อยสลายของพืช มีคุณสมบัติลดการอักเสบ ฆ่าเชื้อแบคทีเรีย มีรายงานการวิจัยสนับสนุนว่าสารนี้ให้ผลลดการอักเสบในคนไข้ Eczema ได้ดี และมีผลข้างเคียงต่ำ (Clin Cosmet Investig Dermatol. 2011; 4: 145–148.)

-Hydroxyproline กรดอะมิโนชนิดพิเศษที่พบในเส้นใยคอลลาเจน คาดว่าจะเป็นสารตั้งต้นในการสังเคราะห์คอลลาเจนให้ผิว

-Thioctic acid เป็นอีกชื่อหนึ่งของ Alpha lipoic acid เป็นสารที่มีฤทธิ์ Antioxidant ค่อนข้างดี

-Lonicera japonica กับ Lonicera caprifolium extract สารสกัดจากดอก Honeysuckle เป็นสูตรผสมของสารกันเสียจากธรรมชาติ ให้ผลปกป้องผลิตภัณฑ์ไม่ให้เสื่อมสภาพเพราะจุลินทรีย์ มีความปลอดภัยสูงกว่าสารกันเสียสังเคราะห์หลายๆตัว

2.Base มีส่วนของน้ำกับน้ำมัน ดังนี้

2.1 ส่วนของน้ำ ได้แก่ น้ำ, Pentylene glycol, Glycerin, และ Alcohol denat. ตัวแอลกอฮอล์มีอยู่ในลำดับท้ายๆ จึงคิดว่าน่าจะเป็นตัวทำละลายของสารบางอย่างในส่วนผสม และในส่วนผสมเองก็มีสารดูดน้ำดีๆหลายตัว จึงคิดว่าน่าจะต้านไหว แต่อย่างไรก็ดี คนที่ไวต่อแอลกอฮอล์มากๆควรทดสอบการแพ้ก่อน

2.2 ส่วนของน้ำมัน ได้แก่ Phosphatidylcholine นอกจากเรื่องการทดแทนไขผิวหนังก็ยังช่วยเรื่องการสร้างไลโปโซมเพื่อนำส่งสารได้ ร่วมกับ Rubus chamaemorus (cloudberry) seed oil ที่มีกรดไขมันจำเป็นหลายๆตัว และมีส่วนผสมของ Benzoic acid ที่ช่วยเป็นสารกันเสียในตัว

3.Additives ได้แก่

3.1 สารเพิ่มความหนืด ได้แก่ Cyclodextrin กับ Hydroxypropyl cyclodextrin สารสองตัวนี้เป็ฯคาร์โบไฮเดรตที่มีโครงสร้างเป็นทรงกลมกลวงๆ สามารถเก็บกักสารไว้ภายในได้ ช่วยเพิ่มการละลาย และความคงตัวให้สารที่ถูกเก็บไว้ สารเพิ่มความหนืดอื่นๆก็จะมีพวก Dextran และ Xanthan gum

3.2 Penetration enhancer เป็นสารเคมีที่ช่วยเพิ่มการดูดซึมของสารผ่านผิว ในที่นี้คือ Dimethyl sulfone

3.3 Preservatives ได้แก่ Benzyl alcohol ร่วมกับสารสกัดจากดอกสายน้ำผึ้งอีกสองตัว

3.4 น้ำมันหอมระเหย ใช้แต่งกลิ่น คือ Lavender oil, Sandalwood oil น้ำมันพวกนี้ในทาง Aromatherapy จะมีคุณสมบัติอื่นๆด้วย แต่ก็ขอไม่กล่าวถึงเพราะผลิตภัณฑ์เราไม่ได้เน้นไปทาง Aroma

ถึงเวลาให้คะแนน

1.Actives ผลิตภัณฑ์ออกแบบมาเพื่อใช้ลดเลือนริ้วรอย ซึ่งสารองค์ประกอบก็ทำมาได้ค่อนข้างดี มี peptide คุณภาพดีอยู่สองตัว สามารถกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนในผิวได้ เสริมด้วยกรดอะมิโนอย่าง hydroxyproline และก็มีสารดีๆที่ดูแพงอย่าง Asiaticoside ที่กว่าจะแยกออกมาจากบัวบกได้ต้องผ่านขั้นตอนลึกลับซับซ้อนมากมาย กับ Antioxidant และยังให้ผลเรื่อง Barrier ด้วย จุดนี้ขอให้ 5 ฟลาสก์

2.Base ส่วนของน้ำมีสารดูดน้ำอยู่ 2 ตัว ร่วมกับส่วนผสมของแอลกอฮอล์ ถ้าใครที่ไวต่อแอลกอฮอล์ควรทดสอบการระคายเคืองก่อนการใช้งาน และอย่าลืมใช้งานตามไกด์ที่ทางแบรนด์แนะให้ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด ส่วนของน้ำมันเป็นน้ำมันชนิดที่ซึมผิวได้ โดยรวมจึงขอให้ 4 ฟลาสก์

3.Additives เหมือนเช่นเคย มีสารอยู่ไม่กี่ชนิดเท่าที่จำเป็น ไม่มีพาราเบน ไม่มีน้ำหอมสังเคราะห์ (มีน้ำมันหอมระเหยจากธรรมชาติ) ไม่มีซิลิโคน จุดนี้ถือว่าทำมาได้ค่อนข้างดี ยังคงคอนเซปท์ความเป็น Natural ไว้ได้อยู่เช่นเคย จุดนี้จึงขอให้ 5 ฟลาสก์

4.การใช้งาน เนื้อผลืตภัณฑ์มีสีเหลืองอ่อนๆ ไม่ได้รบกวนชีวิตประจำวันมากนัก ดูดซึมค่อนข้างไว ไม่เหนอะหนะ กลิ่นค่อนข้างไปในทางแนวอโรม่า ถ้าใครชอบน่าจะฟินอยู่ หลังจากใช้มาเกือบสามอาทิตย์คิดว่าหน้าดูกระชับขึ้น รูขุมขนต่างๆดูเล็กลง จุดนี้จึงขอให้ 5 ฟลาสก์

คะแนน renew

สุดท้ายนี้ขอขอบคุณบริษัท DermaMD ที่ส่งเวชสำอางดีๆ เพียบพร้อมด้วยเทคโนโลยีมาให้มี่ได้ทดลองใช้ค่ะ

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติม สามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ทางเวบไซต์ http://www.dermskinstore.com/

หรือแฟนเพจของ Osmosis Thailand ที่ https://www.facebook.com/osmosispurmedicalskincarethailand ได้เลยนะคะ

ขอบคุณที่รับชมมาจนจบค่ะ

[Review] Herbacist by Pharmacist Pomegranate Day & Night Treatment Cream

[Review] Herbacist by Pharmacist Pomegranate Day & Night Treatment Cream

วันนี้มี่แวะเอาครีมทับทิมกุหลาบพันปี จากแบรนด์ Herbacist by pharmacist มารีวิวให้ชมกันค่ะ ครีมตัวนี้เป็นแบรนด์ของไทย เห็นว่าพัฒนาและวิจัยมาโดยทีมงานเภสัชกรค่ะ

โฉมหน้าผลิตภัณฑ์เป็นกระปุกพลาสติกหนาสีขาวคาดเงิน มีฉลากสีชมพูรูปทับทิมค่ะ

IMG_3638-re

ตัวเนื้อครีมมีสีชมพู กลิ่นหอมอ่อนๆค่ะ

(จริงๆสีชมพูนะคะ แต่ถ่ายออกมาดันขาวซะงั้น)

IMG_3643-re

เกลี่ยง่าย ซึมไว ไม่เหนอะหนะ ให้ความรู้สึกเย็นและสบายผิวดีค่ะ

IMG_3644-re

ก่อนไปดูส่วนผสมมาวัด pH กันหน่อยนะคะ

IMG_3645-re

ค่า pH อยู่ที่ประมาณ 6-7 ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่ดีค่ะ pH เป็นกลาง

มาดูส่วนผสมกันดีกว่านะคะ

สผส

มารู้จักสารบางตัวที่เด่นๆกันดีกว่านะคะ

Punica granatum extract คือ สารสกัดจากทับทิม แต่ละชิ้นส่วนของทับทิมก็จะมีประโยชน์แตกต่างกันไป ถ้าเป็นใบก็จะมีพวก Tannin ที่ให้ผลกระชับรูขุมขน และเป็น Antioxidant ได้ดี ส่วนเปลือกผลก็มีพวก Tannin และ Polyphenol ที่เป็น Antioxidant ที่ดี ส่วนของผลก็จะมีน้ำตาลช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิว มีวิตามินช่วยบำรุงผิว และก็มีพวก Polyphenol ที่ช่วยเป็น Antioxidant ที่ดีเช่นกัน จุดนี้ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าได้มาจากส่วนไหนแต่ทุกๆส่วนก็มีประโยชน์เหมือนกันหมด

Rhododendron ferrugineum leaf cell culture extract สารสกัดจากเซลล์เพาะเลี้ยงของกุหลาบ ข้อมูลจากผู้ผลิต Claim ว่าสารสกัดจากเซลล์นี้มีฤทธิ์ปกป้องสเตมเซลล์ในผิว ช่วยเพิ่ม Barrier function ของผิว ช่วยเพิ่มความคงทนของผิวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ และสภาพแวดล้อมต่างๆ (ข้อมูลจาก TDS ของPhytoCellTecTM Alp Rose จากบริษัท Mibelle)

Saccharide isomerate เป็นสารกลุ่มคาร์โบไฮเดรตที่มีกลไกการออกฤทธิ์แบบพิเศษ คือไปจับกับโปรตีนบนผิว ให้ผลเพิ่มความชุ่มชื้นได้อย่างยาวนาน

Panthenol เป็นโปรวิตามินบี 5 เมื่อเข้าผิวแล้วจะถูกผิวเปลี่ยนเป็นวิตามินบี 5 มีคุณสมบัติเป็นสารเพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่ผิว โดยตัวมันเองสามารถซึมเข้าสู่ผิวและดูดน้ำเข้ามาเก็บไว้กับตัวเอง นอกจากนี้ยังมีคุณสมบัติอื่นๆ เช่น ลดการอักเสบ เพิ่มการแบ่งตัวของเซลล์ผิว ช่วยเรื่องการสมานแผล และลดริ้วรอย ซึ่งคุณสมบัติในการเป็น Moisturizer ของ Panthenol มีรายงานตีพิมพ์รองรับ คือ สามารถช่วยเพิ่มความสมบูรณ์ของผิวหนัง ช่วยลดการระเหยของน้ำออกจากผิว รักษาความชุ่มชื้นให้ผิวได้ (J Cosmet Sci. 2011; 62(4):361-70.)

สารสกัดจาก Chamomile กับ Allantoin ช่วยลดการอักเสบในผิว ให้ความรู้สึกสบายผิว และป้องกันการแพ้

มาให้คะแนนกันดีกว่านะคะ

ปกติ เราแบ่งส่วนประกอบในผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางเป็น 3 หมวดหลักๆ คือ
1. Actives หรือ สารออกฤทธิ์ เป็นสารที่ทำให้เครื่องสำอางมีคุณสมบัติพิเศษต่างๆ
2. Base หรือ ส่วนเนื้อของผลิตภัณฑ์ เป็นตัวอุ้มและเก็บสารออกฤทธิ์ไว้
3. Additives หรือ ส่วนของสารเติมแต่ง เป็นตัวเติมแต่งให้ผลิตภัณฑ์มีความน่าใช้ มีความปลอดภัย เช่น พวกสารกันเสีย พวกน้ำหอม พวกซิลิโคน ตัวเพิ่มความหนืด ฯลฯ

ก็จะให้คะแนนกันตามนี้เลยนะคะ

1.Actives มีส่วนผสมของสารสกัดจากเปลือกทับทิมที่ให้ผลเป็น Antioxidant เสริมกับสารสกัดจากเซลล์เพาะเลี้ยงของกุหลาบ Alps ที่ช่วยให้ผิวแข็งแรง ที่เหลือก็จะเป็นตัว Moisturizer กับตัวลดอักเสบในผิว โดยรวมจึงให้ผลไปในเชิง Prevention เพื่อชะลอความแก่ที่อาจจะเกิดขึ้นเพราะความเครียด หรือมลภาวะต่างๆ ถ้ามีพวกวิตามินซี อี หรือพวก Antioxidant อื่นๆเสริมมาอีกหน่อยน่าจะสมบูรณ์แบบมากขึ้น จุดนี้ขอให้ 4 ฟลาสก์

2.Base มาในรูปแบบครีม ประกอบด้วยส่วนของน้ำกับน้ำมัน ในส่วนของน้ำมี Glycerin เป็นสารดูดน้ำเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิว ส่วนของน้ำมันมี Hydrogenated polydecene ที่เป็นน้ำมันสังเคราะห์ ทำหน้าที่เคลือบผิวรักษาความชุ่มชื้นภายใน สารนี้ไม่ดูดซึมจึงมีความเสี่ยงอุดตันน้อยมาก ส่วนผสมชุดนี้ขาดน้ำมันจากพืชที่ดูดซึมเข้าไปทดแทนไขมันในผิวอยู่ แต่น้ำมันจากพืชพวกนี้มันอาจจะอุดตันได้ในบางคน การที่ไม่มีน้ำมันก็คือจะอุดตันน้อยลง และเหมาะกับทุกสภาพผิว จุดนี้ขอให้ 4 ฟลาสก์

3.Additives สารประกอบอื่นๆที่ใส่เข้ามามีอยู่ไม่กี่ชนิด แต่ละชนิดที่ใส่มาก็ไม่ได้เป็นพิษเป็นภัยอะไร แต่ก็ไม่ได้มีประโยชน์อะไรเสริมให้ผิวเหมือนกัน ส่วนผสมชุดนี้ไม่มีซิลิโคน ไม่มีพาราเบน แต่มีน้ำหอม ปกติก็ไม่เคยหักคะแนนน้ำหอมในสกินแคร์ทั่วไปที่ไม่ใช่รอบดวงตามาก่อน จุดนี้จึงขอให้ 5 ฟลาสก์

4.การใช้งาน ครีมมีน้ำหนักเบา ซึมไว ไม่เหนอะหนะ สามารถใช้ได้ทั้งกลางวันกลางคืน ส่วนตัวใช้มาเกือบ 2 อาทิตย์ พอทาตอนกลางวันแล้วรู้สึกว่าหน้ามันขึ้นเล็กน้อย ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าเพราะอากาศร้อนขึ้นมาพอดี หรือว่าเพราะครีม แต่โดยรวมถือว่าพึงพอใจอยู่ จุดนี้ขอให้ 5 ฟลาสก์

คะแนน

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถสอบถามได้ที่ทาง

Fanpage facebook: https://www.facebook.com/herbacist

Website: http://herbacist-shop.com/index.html

สุดท้ายนี้ต้องขอขอบคุณทางแบรนด์ Herbacist by Pharmacist ด้วยนะคะที่ส่งผลิตภัณฑ์ดีๆมาให้มี่ทดลองใช้

สำหรับวันนี้มีแค่นี้ ขอบคุณทุกๆท่านด้วยค่ะที่ติดตามรับชมมาจนจบ แล้วพบกันใหม่โอกาสหน้า สวัสดีค่ะ

[MiYeon Favorites] part 1-Innisfree Soybean Firming Skin

[MiYeon Favorites] part 1-Innisfree Soybean Firming Skin

มีหลายๆท่านมากเลยแนะนำเข้ามาว่า อยากเห็น Routine skincare ของมี่

แต่มี่ใช้ไปเรื่อยตามอารมณ์ ไม่เหมือนกันซักวัน เลยกะว่าจะค่อยๆรีวิวผลิตภัณฑ์ที่ชอบไปทีละตัวๆ วันนี้ก็เลยจะรีวิวเอสเซนส์ถั่วเหลืองหมัก พึ่งหมดขวดแรกไปเมื่อคืนนี้เองค่ะ ถึงแม้ว่าขวดจะดูเหมือนไม่ใหญ่มาก แต่ใช้ทนจริงๆค่ะ เปิดใช้ตอนปลายๆเดือน 6 พึ่งมาหมดเมื่อคืนนี้ เกือบปีเชียว

ตอนนั้นไปสอยมาจากเกาหลีเมื่อตอนเดือนมิย.ปีที่แล้วค่ะ ราคารู้สึกจะ 28000 วอน (840 บาท)

ลงรูปร้านด้วย เดี๋ยวจะหาว่าไม่ได้ไปจริงๆ

11121330_10204242340998889_1186810959_n

ถ้าได้แบกเป้ไปเองนะคะ แนะนำให้ไปย่าน มยองดง ตอน 10โมงค่ะ จะร้างมากกกกกกกกกก เดินสนุก ชอปสนั่น ไม่มีคนเยอะแยะมากวนประสาท

แถมอีกรูปค่ะ

(รูปเก่าเล่าใหม่)

ไม่มีคนเลยค่าาาาาาาาาาาาาาาา

11117395_10204242342758933_811500543_n

เข้าเรื่องดีกว่าค่ะ

Innisfree เป็นแบรนด์นึงที่มี่แอบส่องของเค้ามาเกือบสองปี และก็ได้ไปเลือกกับตัวเองเมื่อ มิย. ปีที่แล้ว ตอนนั้นซื้ออะไรมาบ้าง ดูได้ที่ลิงค์เมื่อกี๊นะคะ

แล้ว เมษายน ก็ไปเกาหลีอีก คราวนี้ไปเกาะเจจู ไปกับทัวร์ ทัวร์เค้าเอาเราไปปล่อยที่ไร่ชา O’Sulloc แล้วอิชั้นก็วิ่งขึ้นไป Innisfree Jeju house ค่ะ

คุ้มค่าเหนื่อยเลยยยยยยยย

ตัวที่รักเลยก็คือ

IMG_3625-re

ตัวนี้เนเจอร์ของเค้าจะค่อนข้างมัน ดังนั้นจะเหมาะกับคนที่ผิวแห้งหน่อยนะคะ

เนื้อจะเป็นน้ำนมเหลวๆ กลิ่นหอมสมุนไพร ค่อนข้างชุ่ม มันนิดๆค่ะ

IMG_3626

แต่เอาเข้าจริง พอทิ้งไว้แปบ มันก็ซึมหมดค่ะ ไม่มัน ไม่เหนอะหนะอะไรมาก และหน้าจะนุ่มชุ่มชื้นไปนานโขอยู่

กระดาษวัด pH เหลือ มาวัด pH เล่นๆดีกว่าเนาะ

IMG_3629-re

pH อยู่ที่ 5 ค่ะ ดังนั้น AHA ในนี้ก็จะแตกตัวเป็นรูปเกลือ ซึ่งมีฤทธิ์ผลัดผิวต่ำ จึงไม่ต้องกลัวเรื่องผิวบาง และแพ้แดด

มาดูส่วนผสมกันดีกว่าค่ะ

ดูจากภาพถ่ายกล่องดีกว่าเนาะ ^^ มันแอบยาว = =

1415027625-innisfree-o

วิเคราะห์ส่วนผสมนิดนึงพอกรุบกริบ

ปกติเครื่องสำอางจะประกอบด้วยส่วนสำคัญ 3 ส่วน คือ

1. Active ingredients หรือย่อๆว่า Active เป็นสิ่งที่ทำให้เครื่องสำอางมีฤทธิ์ทางชีวภาพ เช่น ลดริ้วรอย ผิวขาว ดูแลสิว ฯลฯ
2. Base เป็นส่วนหลักของผลิตภัณฑ์ ทำหน้าที่พยุงเอา Actives ไว้ และเป็นตัวนำพาเอา Actives ไปออกฤทธิ์ที่ผิวหนังค่ะ ถ้าเป็น ครีม Base ก็จะเป็นส่วนของน้ำกับน้ำมันค่ะ
3. Additives เป็นส่วนของสารที่ช่วยเพิ่มลักษณะที่ดีให้แก่เครื่องสำอาง เพิ่มความคงตัว ความน่าใช้ ความปลอดภัย เช่น พวก Emulsifier ที่ประสานน้ำให้เข้ากับน้ำมันเกิดเป็นครีม Preservatives ที่ช่วยรักษาผลิตภัณฑ์ให้คงเดิม ฯลฯ

ตัวนี้ถ้าแยกส่วนแบบสรุปๆ ก็จะเป็นดังนี้ค่ะ

1. Actives ตัวที่นำมาเลยน่าจะเป็น Squalane, Arbutin กับถั่วเหลืองหมัก Bacillus ซึ่งถั่วเหลืองมันจะมีสารจำพวก Isoflavone ที่ปกติมันจะจับกับน้ำตาลอยู่ทำให้โมเลกุลใหญ่ การออกฤทธฺ์และการดูดซึมจะน้อย แต่พอหมักด้วยจุลินทรีย์เสร็จ มันก็จะตัวเล็กลง ออกฤทธิ์ได้ง่ายขึ้น และซึมผิวได้ดีขึ้น สารกลุ่มพวกนี้ยังมีคุณสมบัติเป็น Phytoestrogen ช่วยให้ผิวนุ่มนวลด้วย ส่วนสารสกัดพืชอื่นๆ ที่พอจะมีข้อมูลรองรับก็จะเป็นชาสองสายพันธ์ ซึ่งให้ผลเป็น Antioxidant ที่ค่อนข้างดี Orchid ที่เป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ โดยรวมแล้วให้ผลเรื่องริ้วรอย ความชุ่มชื้น ไวท์เทนนิ่ง ถือว่าโอเคอยู่ค่ะ ส่วนของ Citric acid กับ Lactic acid เมื่อมาอยู่ในสภาวะที่มีค่า pH ราวๆ 5 ก็จะกลายร่างเป็นรูปเกลือ คือ Citrate กับ Lactate ซึ่งผลผลัดผิวจะลดลง เหลือแต่ผลเติมน้ำให้ผิว จึงขอให้ 5 ฟลาสก์

2. Base มาในรูปแบบ Emulsion เพราะมีน้ำมันด้วย ส่วนของน้ำ มีสารดึงน้ำให้ผิวอยู่ก็จริง แต่ไม่ได้เลิศเลอประเสริฐศรี ส่วนของน้ำมันก็มีไขมันที่ดีๆต่อผิวอยู่ด้วย ที่เหลือก็เป็นสารพื้นๆทั่วไป แม้ว่าจะไม่ได้ดีมาก แต่ก็ถือว่ามีครบถ้วนสำหรับการเป็น Emulsion ที่ดีชิ้นนึง ที่สำคัญคือไม่มี Alcohol ค่ะขอให้ 5 ฟลาสก์

3. Additives ไม่มีพาราเบน แต่มีน้ำหอม ไม่แน่ใจว่าน้ำหอมนี่เป็นน้ำหอมสังเคราะห์ หรือว่าเป็นน้ำมันหอมระเหยจากพืชตระกูล Citrus เพราะกลิ่นก็แอบเหมือนอยู่ ถ้าเป็นพวก Citrus ก็ไม่เหมาะใช้กลางวันเพราะจะแพ้แสงได้ แต่ก็ไม่เคยหักคะแนนน้ำหอมในผลิตภัณฑ์อื่นๆที่ไม่ใช่แบบทารอบดวงตามาก่อน สารอื่นๆก็ไม่ได้เป็นพิษเป็นภัยอะไร จึงขอให้ 5 ฟลาสก์

4. การใช้งาน คงไม่ต้องบรรยายแล้วค่ะ หมดไปแล้วขวดหนึ่ง กำลังจะแกะขวดที่สอง ก็จัดไป 5 ฟลาสก์ สวยๆค่ะ

สำหรับวันนี้มีแค่นี้ค่ะ แล้วพบกันใหม่กระทู้ถัดไป สวัสดีค่ะ

ปล. Innisfree เมืองไทยเปิดแล้วนะคะ แอบอิจฉาสาวๆกรุงเทพ ได้ไปเดินเล่นแล้ว ส่วนตัวมี่นั้นอยู่ต่างจังหวัด โชคดีอาทิตย์หน้าจะได้ลงไปทำงานที่กทม ถ้ามีเวลาจะแอบไปส่องดูค่ะ ^^

Love you
xoxo
MiYeon’s Shopping in Jeju, April 2015

MiYeon’s Shopping in Jeju, April 2015

Hi guys, this is my first English topic, please feel free to have comments or chats or etc.

On last April, I went to Jeju, South Korea with Thai tour company with very low cost (around 12900 THB for plane, hotels and some foods)

I am Korean Cosmetics-addicted, and always find the way to purchase them into Thailand.

I like to try everything that is Korean, so my daily routine is almost done bt Korean cosmetics.

Well, its time to see my shopping bags!!!

But before shopping bags, before going to Korea I have to check the price and products that will include in my wishlists, and here is my wishlists.

shopping list

Then, we have arrived !!, at Jeju airport

jeju

Tah dah!! here is my shoppings

IMG_2543-re

Wah Quite a lot, right??

In Jeju, the most frequent shop I found is Nature republic, which can be found in almost every place that tour guide to.

IMG_2361-re

Lucky!!, they are on sale !!!!

And these are my purchased.

IMG_2532-re

All of Nature Republic’s products are great and skin friendly.

I love the cactus gel and bamboo mist very much (which will be further reviewed in the next occasion).

The next brand is It’s Skin, It’s Skin is one of my fav’ and the product that I do love most is GF effector. This time I purchased four bottles, for one year.

IMG_2528-re

Woohoo!! See you again next year, Korea.

And the next brand is Innisfree, lucky I have some times and went to Innisfree Jeju House, which is the perfect place that I enjoyed most.

11173325_10204071639651462_5295637980083187181_n IMG_1853-re

These are my purchased,

IMG_2535-re

Sparkling mineral is the new line that launched in April, I think.

But I did not tried it yet, so when I tried it I will make a review.

For Etude House, I purchased Magic any cushion, which is my fav’ and some mask sheets for trying

IMG_2530-re

About magic any cushion, I used peach color.

And the next brand is Beyond. Beyond is one of my interesting since I went to Korea on June, 2014.

Their products are quite great, however there are few line that used alcohol, which may not suits some individuals, and this are my purchased.

IMG_2531-re

On that time I went, their mask sheet is on promotion, 10+10 (Buy 10 get 10 free).

And the next brand is Tony Moly, I used their Galactomyces water before. This time I went for their Goat milk toner, which is newly launched.

IMG_2537-re

Their mascara is also great!!!!!

The next brand is Hanyul, this time I go for their rice skin softener

IMG_2538-re

And the next brand is Mamonde, I love their concepts, I love flower, esp. roses.

This is my purchased,

IMG_2539-re

And the last one is the saem, another eco-friendly brand.

IMG_2540-re

their wrapping tints are great, look like natural lips.

Well That’s all

See you again in my next blog post

love you

xoxo

[Review] Ascorbie Intensive Lightening serum

[Review] Ascorbie Intensive Lightening serum

วันนี้มี่เอาซีรัมซีรัมไวท์เทนนิ่งจากแบรนด์ไทย ที่ดีงามไม่แพ้ของนอกมารีวิวให้ชมกันค่ะ

ผลิตภัณฑ์วันนี้มีชื่อว่า Ascorbie Intensive lightening serum ค่ะIMG_3516-re

ตัวผลิตภัณฑ์มาในภาชนะบรรจุแบบ Air-less (คือไม่มีอากาศข้างใน) สีน้ำเงินทึบ ซึ่งมีจุดเด่นอยู่ 2 ด้านคือ การไม่มีอากาศ ก็จะช่วยยืดอายุของพวก Antioxidant ให้ยาวนานขึ้น และสีทึบแสง ที่ช่วยปกป้องเนื้อผลิตภัณฑ์จากแสงแดดได้ ทำให้อายุของสารในผลิตภัณฑ์ยาวนานมากขึ้น

ที่กล่อง มี Keyword อยู่ 3 คำค่ะ คือ ” Protecting, Soothing, Hydrating” 3 คำนี้สำคัญอย่างไร มาดูกันดีกว่านะคะ

Protecting : การปกป้อง ในที่นี้หมายถึง ปกป้องความเสียหายจากรังสี UV ค่ะ

เราอาจจะสงสัย ทากันแดดแล้ว ยังจะมาปกป้องอะไรอีก จริงๆแล้วคือ ในโลกนี้ไม่มีอะไรกันรังสี UV ได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ค่ะ ในผลิตภัณฑ์กันแดดจึงควรมี Antioxidant เพื่อช่วยหักล้างผลเสียจากรังสี UV ที่หลุดรอดเข้ามาในผิวหนัง แต่ถ้าไม่มีก็เติมให้ผิวจาก Skincare แทนค่ะ

Soothing : คำนี้แปลค่อนข้างยาก ถ้าแปลตรงตัวจะไม่รู้เรื่องเลย ความหมายของมันจะสื่อว่า ให้รู้สึกสบายผิว และลดการระคายเคือง

Hydrating : เพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่ผิว

ปริมาณน้ำในผิวจำเป็นต่อกระบวนการทำงานหลายๆอย่างของผิวหนัง แค่มีน้ำ ทุกอย่างของผิวก็จะกลับมาดีและสวยงามอีกครั้งค่ะ

ลองมาดูคำ Claim ของผลิตภัณฑ์ดีกว่านะคะ

AB01

เดี๋ยวในช่วงวิเคราะห์ส่วนผสมเราค่อยตัดสินใจกันว่าจะได้ตาม Claim หรือเปล่า

มาดูเนื้อสัมผัสดีกว่าค่ะ ตัวนี้จะเป็นเนื้อซีรัม สีเหลืองอ่อนๆ เหมือนจะขุ่นนิดๆ แต่ดูไปดูมาเหมือนจะเป็นลักษณะโปร่งแสงมากกว่า (คือแสงผ่านได้ แต่ไม่ได้ใส) ภาษาอังกฤษเรียกสวยๆว่า Translucent ค่ะ

IMG_3519-re

เกลี่ยค่อนข้างง่าย ดูดซึมค่อนข้างไวค่ะ

ถึงแม้ผลิตภัณฑ์จะมีสีเหลืองอ่อนๆ แต่จะเห็นว่าข้างที่ทากับไม่ทาแทบจะไม่แตกต่างกันเลย

IMG_3521-re

มาดูค่า pH กันดีกว่าค่ะ

IMG_3523-re

ค่า pH อยู่ที่ประมาณ 6 ก็ถือว่าโอเคค่ะ ผิวเราก็มี pH อยู่ในช่วง 5-6 เช่นกัน

ก่อนไปดูส่วนผสมเรามาดูที่ข้างกล่องกันดีกว่าค่ะว่ามีอะไรน่าสนใจบ้าง

IMG_3517-re

เดี๋ยวเรามาดูรายละเอียดและวิเคราะห์สารแต่ละตัวกันดีกว่าค่ะ

ส่วนผสม

สผส ascorbie

จากลำดับส่วนผสมจะเห็นว่า Niacinamide หรือวิตามินบี 3 มาเป็นลำดับที่ 3 แล้วตามติดมาด้วย Acetyl glucosamine, Tranexamic acid, Grapeseed oil และ Sodium PCA ซึ่งสารพวกนี้มีคุณสมบัติบำรุงผิวที่ค่อนข้างดี

สารบางตัวดูมีคุณค่า มีราคา และดูแพง อย่าง Tetrahydrodiferuloylmethane ที่แยกได้จากขมิ้นชัน Epigallocatechin gallate (EGCG) แยกได้จากชาเขียว และ Genistein แยกได้จากถั่วเหลือง

พวกนี้ถ้าแยกออกมาจากสารสกัดพืชจะทำได้ยากและผ่านกรรมวิธีหลายขั้นตอนทำให้ดูแพง

ปกติเราจะแบ่งสารส่วนผสมในเครื่องสำอางเป็น 3 กลุ่ม ตามหน้าที่ของมัน

1. Actives หรือ สารออกฤทธิ์ เป็นสารที่ทำให้เครื่องสำอางมีคุณสมบัติพิเศษต่างๆ
2. Base หรือ ส่วนเนื้อของผลิตภัณฑ์ เป็นตัวอุ้มและเก็บสารออกฤทธิ์ไว้
3. Additives หรือ ส่วนของสารเติมแต่ง เป็นตัวเติมแต่งให้ผลิตภัณฑ์มีความน่าใช้ มีความปลอดภัย เช่น พวกสารกันเสีย พวกน้ำหอม พวกซิลิโคน ตัวเพิ่มความหนืด ฯลฯ

ลองมาไล่ไปทีละตัวเลยดีกว่า

คุณสมบัติสารแต่ละตัวแยกตามหน้าที่
1.Actives ได้แก่
-Niacinamide รูปแบบหนึ่งขอวิตามินบี 3 มีรายงานว่า สารตัวนี้สามารถเป็น Whitening ช่วยปรับสภาพสีผิวให้สม่ำเสมอ โดยไปรบกวนการส่งผ่านของเมลานินที่สร้างเสร็จแล้ว ลดการอักเสบในผิว เพิ่มการไหลเวียนเลือด ช่วยเพิ่มความแข็งแรงให้ผิวโดยไปกระตุ้นการสร้าง Ceramides กรดไขมัน และไขมันชนิดต่างๆในหนังกำพร้า (Int J Cosmet Sci 2005; 27:255–261)
-Acetyl glucosamine อนุพันธ์ของน้ำตาล เป็นองค์ประกอบของ Hyaluronic acid มีขนาดที่เล็กสามารถดูดซึมได้ เพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่ผิวหนังโดยดูดน้ำเข้าหาตัว มีรายงานการวิจัยกล่าวว่าสามารถควบคุมการผลัดเซลล์ผิว เพิ่มความชุ่มชื้น (Int J Cosmet Sci. 2010;32(3):234.) กระตุ้นการสังเคราะห์ Collagen และ Hyaluronic acid ในผิว ช่วยชะลอการแก่ตัวของเซลล์ Fibroblast (Int J Cosmet Sci. 2013;35(5):472-6.) เมื่อใช้ร่วมกับ Niacinamide จะให้ผลลดจุดด่างดำได้ดีขึ้น (Br J Dermatol. 2010;162(2):435-41.)
-Tranexamic acid ออกฤทธิ์ยับยั้งเอนไซม์ไทโรซิเนส มีผลลดการสร้างเมลานิน ช่วยให้สีผิวขาวขึ้น ในทางยาใช้เป็นยาห้ามเลือด มีรายงานการวิจัยศึกษาผลของ Tranexamic acid เข้มข้น 3 % ในสูตรครีมเพื่อรักษาฝ้าในอาสาสมัคร พบว่าให้ผลดีเทียบเท่าสูตรผสมของ Hydroquinone กับ Dexamethasone แต่ผลข้างเคียงต่ำกว่ามาก (J Res Med Sci. 2014;19(8):753-7.) มีรายงานว่า Tranexamic acid สามารถยับยั้ง Plasmin ปกติ Plasmin เป็นตัวตั้งต้นก่อนจะไปกระตุ้นฮอร์โมน alpha-MSH (Melanocyte stimulating hormone) ซึ่งเป็นฮอร์โมนตัวแม่ ที่ไปกระตุ้นให้เซลล์เมลาโนไซท์ ทำงานได้ดีมากขึ้น (Active มากขึ้น) ก็สร้างเมลานินออกมาได้มากขึ้น (J Am Acad Dermatol 2011;October:699-714.)
-Grapeseed oil น้ำมันจากเมล็ดองุ่น ประกอบด้วยกรดไขมันอยู่หลายชนิด มี Linoleic acid อยู่ในปริมาณที่สูงมาก ให้ผลเป็นสารตั้งต้นในการสร้างไขมันดีๆของผิว
-Sodium PCA สารเพิมความชุ่มชื้นชนิด Natural moisturizing factor (NMF) ที่มีอยู่ในผิว มีหน้าที่ดูดน้ำเข้าหาผิว เพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่ผิว
-Tetrahydrodiferuroylmethane สารอนุพันธ์ในกลุ่มของ Curcuminoids ที่แยกได้จากขมิ้นชัน ผ่านกรรมวิธีการ Hydrogenation ให้มีความคงตัวสูงขึ้น มีประโยชน์เป็น Antioxidant มีผลลดการอักเสบและเป็น Whitening ที่ดี
-Allantoin สารที่พบในรากคอมเฟรย์ มีประโยชน์ช่วยลดการแพ้ ลดการระคายเคือง และช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่ผิวหนัง มีรายงานการวิจัยสนับสนุนเรื่องคุณสมบัติในการช่วยสมานแผล (Acta Cir Bras. 2010;25(5):460-6.)
-Squalane อนุพันธ์ของไขมัน Squalene ในผิวหนัง ซึ่ง Squalene เป็นสารที่ไม่อิ่มตัวถูกทำลายได้ด้วยกระบวนการ Oxidation จากอากาศ แต่ Squalane เป็นสารอนุพันธ์ที่อิ่มตัวจึงทนต่อการ Oxidation สารนี้ได้จากปลาฉลามและน้ำมันมะกอกซึ่งการแยกจากน้ำมันมะกอกมีราคาทุนที่สูงกว่า ทำให้ผู้ผลิตส่วนมากหันไปเอาจากปลาฉลาม จึงเสี่ยงให้ปลาฉลามสูญพันธุ์ หลายๆแบรนด์จึงเลี่ยงการใช้ ประโยชน์ของสารนี้คือช่วยเสริมสร้างไขผิวหนังให้สมบูรณ์ กันน้ำระเหยออกจากผิว
-Epigallocatechin gallate เรียกย่อๆว่า EGCG เป็นสารสำคัญในชาเขียว มีคุณสมบัติเป็น Antioxidant ที่ดี
-Sodium hyaluronate มีบทบาทเกี่ยวกับความชุ่มชื้นของผิว
-Genistein สารกลุ่ม Isoflavone ที่พบในถั่วเหลือง เป็น Antioxidant ที่ดี และยังมีผลเป็น Phytoestrogen ช่วยให้ผิวพรรณนุ่มนวล หนาตัวขึ้น และแข็งแรงขึ้น

2.Base น่าจะมาในรูปแบบของ Hydrogel แม้จะมีส่วนของน้ำมันอยู่ด้วย แต่ลักษณะของเนื้อไม่ได้ขุ่นเหมือนพวกครีมและโลชั่น ประกอบด้วย น้ำ และ Propylene glycol ที่เป็นสารดูดน้ำให้กับผิว

3.Additives ได้แก่
3.1Emulsifier/Surfactant ได้แก่ PPG-26-Buteth-26 ตัวนี้มีคุณสมบติเป็น Solubilizer ช่วยละลายน้ำหอม น้ำมันหอมระเหย หรือน้ำมันให้เข้ากับน้ำได้ มีคุณสมบัติปรับสภาพผิวเพิ่มความชุ่มชื้นได้ด้วย
3.2สารเพิ่มความหนืด ได้แก่ Xanthan gum, Hydroxyethyl acrylate/Sodium acryloyldimethyltaurate copolymer, Glyceryl acrylate/acrylic acid copolymer และ PVM/MA copolymer บางตัวเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิวได้ และสารบางต่อก่อฟิล์มบนผิวให้สัมผัสที่ดีกับผิว
3.3สารปรับ pH มี Citric acid เป็นตัวปรับ pH ให้ลดลง และยังอาจจะให้ผลเป็น AHA ช่วยเติมน้ำให้ผิวได้ (เนื่องจาก pH = 6 Citric acid จะอยู่ในรูปของ Sodium citrate ทำให้คุณสมบัติการผลัดผิวต่ำ จะได้เรื่องการเติมน้ำให้ผิว)
3.4Preservatives ได้แก่ Chlorphenesin, Phenoxyethanol, Methylisothiazolinone ร่วมกับสารจับโลหะ EDTA

ถึงเวลาให้คะแนน

1.Actives นอกจากเรื่อง Whitening ดีๆอย่าง Niacinamide, tranexamic acid, Acetyl glucosamine แล้ว ยังเสริมสารอีกหลายๆตัวที่มีคุณสมบัติดีๆ มีสารดูดน้ำให้ผิว และมีสารเติมไขมันให้ผิวเข้ามาด้วย สารพฤกษเคมีอย่าง Tetrahydrodiferuroylmethane, EGCG และ Genistein ก็เป็นสารที่ดูแพง เพราะในการผลิตทำได้ค่อนข้างยาก และมีขั้นตอนที่ซับซ้อน คุณสมบัติโดยรวมคือ Whitening, Antioxidant, ลดการอักเสบ เพิ่มความชุ่มชื้น โดยรวมถือว่าทำมาได้ค่อนข้างดี จึงขอให้ 5 ฟลาสก์

2.Base เนื่องจากเป็น Hydrogel จึงพิจารณาแค่ส่วนของน้ำกับสารอื่นที่ละลายน้ำ ในส่วนผสมมีน้ำกับ Propylene glycol ที่เป็นสารดูดน้ำให้กับผิวแค่สองตัว จึงถือว่าอาจจะยังไม่พีคมากนัก แต่ข้อดีคือ ไม่มี Alcohol จึงสามารถใช้ได้ทุกสภาพผิว แต่เนื่องจากมีแค่ Propylene glycol เสริมเข้ามาเพียงตัวเดียว จุดนี้จึงขอให้ 3 ฟลาสก์

3.Additives ในส่วนของสารอื่นๆ ไม่มีตัวไหนที่เป็นพิษเป็นภัยกับผิว ไม่มีซิลิโคน ไม่มีพาราเบน ไม่มีน้ำหอม สารบางชนิดยังเติมน้ำให้ผิวได้ และยังช่วยสร้างฟิล์มบางๆเคลือบผิวช่วยปกป้องผิวไว้ พร้อมกับให้สัมผัสที่ดีไปในตัว จุดนี้ขอให้ 5 ฟลาสก์

4.การใช้งาน ผลิตภัณฑ์เกลี่ยง่าย ดูดซึมค่อนข้างไว ไม่เหนอะหนะ และไม่ทำให้ผิวแห้งตึง ไม่มีน้ำหอม กลิ่นก็เลยอาจจะแปลกๆนิดหน่อย แต่ก็ไม่ถึงกับว่าจะรับไม่ได้อะไร หลังใช้มา เกือบๆ 2 อาทิตย์ มีคนทักว่าหน้าอิ่มเอิบขึ้น แต่ตัวเองก็ไม่ได้รู้สึกอะไร อาจจะเป็นเพราะว่านั่งส่องกระจกมองหน้าอยู่ทุกวันวันละ 4 เวลา เลยไม่ทันสังเกตเห็น หรือจะเป็นเพราะอ้วนขึ้นหน้าเลยบวม ??? จุดนี้จึงขอให้ 5 ฟลาสก์

คะแนน ascorbie

สุดท้ายนี้ต้องขอขอบคุณทางแบรนด์ Ascorbie ด้วยค่ะที่ส่งผลิตภัณฑ์ดีๆมาให้ทดลองใช้

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถสอบถามได้ที่ทางเวบไซต์ของผลิตภัณฑ์ และแฟนเพจบนเฟสบุคเลยค่ะ

Official website: http://www.ascorbie.com/

Fanpage facebook: https://www.facebook.com/ASCORBIE

ขอบคุณค่ะที่ติดตามอ่านมาจนจบ แล้วพบกันใหม่โอกาสถัดไป สวัสดีค่ะ