Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสมเซรั่มบูสเตอร์ที่ดูแลผิวที่มีปัญหาสิวอย่างครบวงจร กับ Sheen gentle skin refining booster จาก the Labatorian

เมื่อไม่นานมานี้แบรนด์ the Labatorian ได้ออกสินค้าใหม่เพื่อการดูแลสิวแบบครบวงจร ซึ่งน้องผ่านการพัฒนาสูตรเคี่ยวเข็ญออกมาอย่างหนักหน่วง จนได้เป็นผลิตภัณฑ์ที่น่าสนใจ แถมเปิดตัวมาแค่แป๊บเดียวก็ Sold out แบบสับ เป็นที่น่าฮือฮามาก

แต่ ทางเพจเราก็ได้มา 1 ชุด จึงขอหยิบมาวิเคราะห์ส่วนผสมและเล่าให้ฟังถึงความน่าสนใจของสินค้าชิ้นนี้ให้ได้ฟังกัน

โดยผลิตภัณฑ์นี้ก็คือ Sheen by the Labatorian ซึ่งมีหน้าตาเป็นแบบนี้

แพคเกจมาในขวดคล้าย Vial พร้อม Applicator ใน 1 กล่องจะประกอบด้วย 2 ชุด

เวลาใช้งานเราจะถอดฝาออก แล้วประกบ Applicator ลงไปแทน ก็จะได้หน้าตาแบบนี้

ค่า pH อยู่ที่ราวๆ 4 – 5

เนื้อผลิตภัณฑ์จะมาในรูปแบบใส มีสีเขียวอ่อนๆ ซึ่งเป็นสีจาก Malachite extract ที่เป็นส่วนประกอบ น้องจะมีประโยชน์อย่างไร เดี๋ยวไปเล่าให้ฟัง ไม่มีกลิ่นเนื่องจากไม่มีส่วนผสมของน้ำหอม

เกลี่ยได้ค่อนข้างง่าย ซึมไว แห้งไว ไม่เหนอะหนะ

ในด้านของส่วนผสม ถือว่าจัดเต็มเลยทีเดียวค่ะ

สำหรับคอนเซปท์ของการดูแลสิวของผลิตภัณฑ์นี้ คือมาในคอนเซปท์ 4P ไม่ใช่ Marketing mix Product Price Place Promotion แต่เป็น

  • Pre หมายถึง ระยะที่สิวยังอยู่ใต้ผิว เรายังมองไม่เห็น อาจจะกำลังเริ่มมีการอุดตันเกิดขึ้น โดยอาศัย Salicylic acid ที่ไปย่อยสลายเศษซากโคมีโดนอุดตัน (Comedolytic) ในความเข้มข้นตาม Guideline ที่ 2% ร่วมกับ HEPES (Hydroxyethylpiperazine ethane sulfonic acid)
  • Present หมายถึง ระยะที่สิวโผล่ขึ้นมาแล้ว ด้วย Oligopeptide-10
  • Post หมายถึง การดูแลสิวหลังจากสิวหายไปแต่ทิ้งรอยเอาไว้ ด้วย sh-Oligopeptide-1
  • Prevent หมายถึง การดูแลเพื่อไม่ให้สิวโผล่มาใหม่ ด้วยการปรับสมดุลให้แก่ผิว ได้แก่ Alpha-glucan oligosaccharide และ Salicylic acid

สำหรับบทวิเคราะห์ส่วนผสมโดยละเอียดก็จะเป็นดังนี้

เนื่องด้วยเป็นผลิตภัณฑ์ในกลุ่มดูแลผิวพรรณที่มีปัญหาสิว เลยจะขอหยิบเอาส่วนผสมที่เด่นในแง่ของดูแลสิวมากล่าวถึงก่อน

โดยส่วนผสมที่มีประโยชน์ในการดูแลผิวที่มีปัญหาสิว แทนด้วยสีน้ำตาล

  • Salicylic acid จัดเป็น BHA ที่ทางแบรนด์เลือกใช้ในความเข้มข้น 2% ซึ่งเป็นความเข้มข้นที่ได้รับการยอมรับว่ามีประโยชน์ในการลดการอุดตัน (Comedolytic)
  • Salix Alba Bark Extract ประกอบด้วย สาร salicin ซึ่งเป็น Salicylic acid ในรูปแบบธรรมชาติที่มีน้ำตาลเกาะอยู่ (เรียก Glycoside) ผิวเราจะสามารถย่อยน้ำตาลตรงนี้ แล้วได้ Salicylic acid กลับมา
  • Hydroxyethylpiperazine Ethane Sulfonic Acid หรือ HEPES ลักษณะโครงสร้างเป็น Organosulfur acid มีความเป็นกรดน้อยๆ มีประโยชน์หลายอย่าง เช่น เป็นบัฟเฟอร์ ช่วยควบคุมค่า pH ของตำรับให้คงที่ เติมน้ำให้ผิว มีคุณสมบัติในการผลัดผิวแบบอ่อนๆ ผ่านการทำให้โปรตีนเคราตินบนผิวนุ่ม เกาะกันหลวมลง และหลุดออกไปได้ง่ายตามธรรมชาติ อาจกล่าวโดยอ้อมๆ ว่า ลดการอุดตันได้อีกทาง
  • Oligopeptide-10 เป็นเปปไทด์สายสั้นๆ ที่มีคุณสมบัติฆ่าเชื้อจุลินทรีย์ มีรายงานว่าเมื่อใช้ร่วมกับ Salicylic acid จะได้ประสิทธิภาพในการดูแลสิวที่ดีขึ้น นอกจากนี้ยังช่วยดูแลเรื่องรอยแดง โดยไปยับยั้งพวกสารก่อการระคายเคืองจากแบคทีเรีย ดูแลการระคายเคือง และจุดด่างดำไปพร้อมๆ กัน

สีชมพู เน้นไปที่ด้าน Whitening เพื่อดูแลรอยดำ มีส่วนผสม 2 ชนิด ได้แก่

  • วิตามินบี 3 ซึ่งให้ประโยชน์ในหลายๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็น ลดการสร้างน้ำมันส่วนเกิน ดูแลเรื่องการอักเสบระคายเคือง เสริมการสร้างไขมันที่เป็น Barrier ผิว ดูแลเรื่องรอยแดง และให้ประโยชน์เรื่องสิว
  • Nonapeptide-1 เป็นเปปไทด์ที่ออกฤทธิ์ต่อต้านฮอร์โมน MSH (Melanocyte stimulating hormone) ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่ไปกระตุ้นเซลล์สร้างเม็ดสี Melanocyte ให้เกิดการสร้างเมลานินออกมาในระยะต่อไป เมื่อ MSH ถูกยับยั้งไป การสร้างเม็ดสีก็จะน้อยลง โดยปกติการอักเสบที่เกิดขึ้นมาพร้อมกับสิว ก็จะไปกระตุ้นให้ Melanocyte ทำงาน จนเกิดเป็นรอยดำ (Post-inflammatory hyperpigmentation) ตัวนี้ก็น่าจะได้ประโยชน์ในการดูแลรอยดำจากสิว

สารสีเหลืองส้ม ดูแลเรื่อง Microbiome นั่นคือ Alpha-glucan oligosaccharide ซึ่งเป็นสารอาหารกลุ่ม prebiotic ที่เป็นอาหารของจุลินทรีย์ชนิดดี หรือ probiotic บนผิว ให้ผิวแข็งแรง ดูแลเรื่องการเกิดสิวอ้อมๆ

สีน้ำเงิน มี sh-Oligopeptide-1 ที่เด่นเรื่องของการดูแลริ้วรอย โดยเป็น Epidermal growth factor (EGF) เสริมการแบ่งตัวเพิ่มจำนวนของผิว ซึ่งน่าจะได้ประโยชน์อ้อมๆ ในการดูแลหลุมสิว ซึ่งมีการศึกษารองรับอยู่หลายชิ้น ส่วนหนึ่งได้แก่ คุณสมบัติในการลดการเกิดสิวและสิวอักเสบ รวมไปถึงเพิ่มความชุ่มชื้นและควบคุมความมันของอาสาสมัคร (Int J Dermatol. 2014;53(8):1031-6.) ลดริ้วรอย กระชับรูขุมขนและปรับ Texture ของผิวให้เรียบเนียนขึ้น (J Drugs Dermatol. 2012;11(5):613-20.)

สีม่วง เป็นกลุ่มไขมันและสารที่เป็นองค์ประกอบของ Barrier ผิว ให้ผิวแข็งแรง ได้แก่ Ceramide NP, Ceramide AP, Ceramide EOP, Phytosphingosine, และ Cholesterol มากันแบบฉ่ำใจ

สีฟ้า เป็นสารเพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่ผิวเป็นหลัก ขอหยิบเอาบางตัวที่น่าสนใจมาเล่า ได้แก่

  • Glyceryl glucoside เปิดมาก็ไม่ธรรมดาเลย น้องเป็นสารเพิ่มความชุ่มชื้นโดยการดูดน้ำให้ผิว มีรายงานวิจัยรองรับถึงความสามารถในการฟื้นฟู Barrier ของผิว ประสิทธิภาพนี้จะเพิ่มขึ้นเมื่อใช้ร่วมกับ Glycerin สารนี้ยังสามารถกระตุ้นการสร้างโมเลกุลของโปรตีนที่ชื่อ Aquaporin-3 ซึ่งเกี่ยวข้องกับการส่งผ่านของน้ำและ Glycerin เข้าสู่ผิว (Skin Pharmacol Physiol. 2012;25(4):192-9.)
  • Panthenol หรือ Provitamin B5 นอกจากประโยชน์ในด้านความชุ่มชื้นแล้ว นางยังเด่นในด้านของการดูแลเรื่องการอักเสบระคายเคือง และเสริมกระบวนการฟื้นฟู Barrier ชองผิว
  • Acetamide MEA เป็นสารเพิ่มความชุ่มชื้นที่ดีไม่แพ้ Glycerin แต่ไม่เหนอะหนะ อาจจะได้เรื่องความสบายผิว (Soothing) อยู่ด้วย
  • Sodium polyglutamate เป็นรูปเกลือของ Polyglutamic acid (PGA) ที่ได้จากการหมักถั่วหมักนัตโตะ มีประโยชน์ในการเพิ่มความชุ่มชื้น พร้อมทั้งอาจเพิ่มปริมาณของ สารจับน้ำตามธรรมชาติ (Natural moisturizing factor; NMF) ในผิว และมีการเคลมเกี่ยวกับเรื่องการดูแลการระคายเคืองผิว
  • Cocamidopropyl PG-Dimonium Chloride Phosphate น้องชื่อยาวๆ นี่ เป็น Phospholipid ที่ดัดแปลงมาจากน้ำมันมะพร้าว ที่เคลือบ/เกาะติดผิวได้ดี มีความอ่อนโยน ช่วยปรับสภาพผิวให้นุ่มนวล และเพิ่มความชุ่มชื้น พร้อมดูแลเรื่องการระคายเคือง

กลุ่มสีเขียว สารบำรุงที่เด่นเรื่องการดูแลการระคายเคืองผิว มีด้วยกันหลายชนิดเช่นกัน ขอหยิบเอาบางตัวมาพูดถึง

  • สารสกัดจากใบบัวบกที่มีประโยชน์ที่ดีกับผิวหลายประการ เช่น การเสริมการสังเคราะห์คอลลาเจนให้ผิว เป็น Antioxidant ที่ดี เสริมกระบวนการสมานผิวตามธรรมชาติ ซึ่งอาจจะได้ประโยชน์เรื่องหลุมสิว
  • Biosaccharide gum-2 เป็นคาร์โบไฮเดรตที่ได้จากเทคโนโลยีชีวภาพ ประกอบด้วยน้ำตาล Rhamnose เป็นหลัก ซึ่งสามารถไปจับกับตัวรับบนผิว Keratinocyte ที่เกิดความเสียหายจากการอักเสบ หรือความเครียด มอบ Soothing effect และให้ประโยชน์ในการดูแลรอยแดง
  • Acetyl Dipeptide-1 Cetyl Ester เป็นเปปไทด์ที่น่าสนใจตัวหนึ่ง ให้ความรู้สึกสบายผิว และดูแลเรื่องความรู้สึกระคายเคือง
  • Allantoin, Betaine, สารสกัดจาก Boswellia เด่นในแง่ของการดูแลเรื่องการระคายเคือง และให้ Soothing effect

สารสีแดงส้ม เป็นสารบำรุงอื่นๆ ที่ส่วนใหญ่จะเด่นด้าน Antioxidant ได้แก่

  • Chlamydomonas reinhardtii extract เป็นสารสกัดจากสาหร่าย Microalgae ชนิดหนึ่ง ซึ่งมีสารต้านอนุมูลอิสระในกลุ่ม Carotenoid อย่าง lutein และ neoxanthin อยู่เยอะ ข้อมูลจากผู้ผลิตวัตถุดิบเคลมว่า มีคุณสมบัติต่อต้านกระบวนการ ‘Inflam-aging’ ซึ่งเป็นผลต่อเนื่องจากปฏิกิริยาการอักเสบ ที่ไปเหนี่ยวนำให้เกิดอนุมูลอิสระ และทำให้เอนไซม์ MMP ไปย่อยสลายคอลลาเจน และองค์ประกอบอื่นๆ จนเกิดเป็นริ้วรอยขึ้นมา นอกจากนี้ยังเสริมกระบวนการผลัดผิว และเพิ่มความชุ่มชื้น
  • Malachite extract สารที่เตรียมได้จากการบดและย่อยหิน Malachite ที่ประกอบด้วยทองแดงด้วยกรด และสะเทินกลับด้วย Sodium bicarbonate ประกอบด้วยแร่ธาตุทองแดง (Copper) อยู่มาก มีคุณสมบัติเป็น Antioxidant ที่ดี ปกป้องผิวจากมลภาวะ ความเครียด และรังสี UV และมีข้อมูลจากผู้ผลิตวัตถุดิบเคลมเรื่องของการดูแลริ้วรอย
  • สารสกัดจากใบ Blackcurrant (Ribes Nigrum Leaf Extract) มีรายงานการวิจัยรองรับถึงประสิทธิภาพในการต่อต้านอนุมูลอิสระ และการอักเสบระคายเคือง (Tabart et al. Food Chem. 2012;131(4):1116-1122.)
  • ตัวเบลนด์กันระหว่าง Glycerin (and) Ribes nigrum (blackcurrant) leaf extract (and) Rubus idaeus (raspberry) leaf extract น่าจะหมายถึงสารที่มีชื่อทางการค้าว่า Seboxyl® ซึ่งเป็นวัตถุดิบจากทางฝั่งฝรั่งเศส เด่นเรื่องของการปกป้องผิว ในคนที่มีผิวมันเป็นพิเศษ โดยจะไปป้องกันไม่ให้ Squalene ใน Sebum บนผิวถูกออกซิไดส์ (หรือ ที่เรียกว่าเกิด Lipid peroxidation) ด้วยอนุมูลอิสระ หรือความเครียด หรือรังสียูวี  ตรงนี้มีเรื่องเล่าเพิ่มค่ะ

ใน Sebum ของคนเราจะมีไขมันชนิดพิเศษหลายชนิดที่ไม่เจอบริเวณอื่น 1 ในนั้น คือ Squalene ซึ่งมีความอิ่มตัวสูงมาก โดยแค่น้องออกมาภายนอกแล้วโดย UV ฉายใส่แป๊บเดียว ก็จะถูกออกซิไดส์ ได้เป็น Squalene peroxides (ขอเรียกย่อว่า SP) หลายชนิด 1 ในนั้นที่มีความสำคัญในการเกิดสิว คือ Squalene monoperoxide ซึ่ง มีการทดลองในระดับเซลล์พบว่า Squalene monoperoxide นั้นเป็นพิษกับเซลล์ผิว (Keratinocyte) ไปกระตุ้นให้เกิดกระบวนการอักเสบ และมีผลในการกระตุ้นให้เกิดการอุดตัน (Comedogenic)

มีการศึกษาพบว่า ยิ่งถ้ามีระดับของ SP มาก ก็จะยิ่งมีขนาดของเม็ด Comedone ที่อุดตันอยู่ภายในปากปล่องของรูขุมขนใหญ่ขึ้น และมีการแบ่งตัวเพิ่มจำนวนของเซลล์ Sebocyte ในต่อมไขมันมากขึ้น ซึ่งจะนำไปสู่การสร้าง Sebum ออกมามากขึ้น

SP ยังไปกระตุ้นให้เกิดการปลดปล่อยสารก่อการอักเสบกลุ่ม IL-6 ออกมา ซึ่งไปทำให้เกิดกระบวนการอักเสบต่างๆ ต่อไป โดยปกติใน Sebum จะมีวิตามินอี ที่คอยมาจัดการเจ้า SP แต่ถ้ากระบวนการ Lipid peroxidation เกิดขึ้นมาก ปริมาณของวิตามินอีใน Sebum ก็จะน้อยลง และก็พบว่ามีความสัมพันธ์กับความรุนแรงของสิวด้วย โดยถ้าสิวมีความรุนแรงมาก Squalene ก็จะเกิดการ Oxidized ไปมากด้วย และวิตามินอีก็จะลดลงมากด้วย (Ottaviani et al. Mediators of inflammation. 2010:858176.)

เราสามารถสรุปความร้ายกาจของ SP ได้ประมาณภาพนี้ค่ะ

ทีนี้เจ้า Seboxyl® น้องไปยับยั้งการเกิด Lipid peroxidation ของ Squalene ก็เลยไม่เกิดสิ่งต่างๆ เหล่านี้ตามมา ซึ่งก็ถือว่าน่าสนใจมากเลยทีเดียว

ตรงนี้มีแบบเป็น วีดีโอ ด้วยนะคะ

คลิปวีดีโอเรื่องของ Lipid peroxidation ของ squalene ใน sebum กับการเกิดสิว
  • Phalaenopsis sogo yukidian extract สารสกัดจากดอกกล้วยไม้ ซึ่งเป็น Antioxidant และอาจจะได้ประโยชน์เรื่อง Whitening ด้วยนิดหน่อย

สรุป คือ ในภาพรวมของสารบำรุงผิวที่ใส่มาคือ ดิฉันอยากเทอาบ ไม่ใช่สิ

เอาใหม่ ในภาพรวมของสารบำรุงผิวที่ใส่มาเรียกได้ว่าดูแลผิวพรรณที่มีปัญหาสิวได้ครบทั้งวงจร ในทุกสเต็ปของการเกิดสิว ตามคอนเซปท์ 4P ที่แบรนด์เสนอมา คือ Pre ลดการอุดตันก่อนสิวจะโผล่มาก่อกวน Present ดูแลสิวที่มากวนใจอยู่ Post ดูแลรอยสิว แบบครบจบทั้งรอยแดง รอยดำ รอยหลุม คือสารบำรุงมาครบ และ Prevent ปรับสมดุล Microbiome พร้อมผลัดผิวอย่างๆ อ่อนๆ ป้องกันการอุดตันใหม่

ซึ่งนอกจากเรื่อง 4P แล้ว ที่เด่นชัดมากคือ เรื่องของการดูแลเรื่องการอักเสบและระคายเคืองผิวที่มาแบบจัดเต็ม เสริมกันจนแทบจะกลบทุกกลไก ดูแล Barrier ผิวไปด้วยพร้อมๆ กัน ชนิดที่ว่าถ้าไม่ฉ่ำวันนี้จะฉ่ำวันไหน

ส่วนผสมอื่นๆ ก็คือเลือกมาได้ค่อนข้างดี ไม่มีสารที่ไม่เป็นมิตรกับผิว

มาให้คะแนนกันดีกว่า

  1. สารบำรุง ทำมาได้ค่อนข้างดีสำหรับผิวพรรณที่มีปัญหาสิว ซึ่งมักจะพบกับปัญหาหลายๆ อย่างมากวนใจ เช่น การระคายเคือง รอยแดง รอยดำ พอใช้ยาสิวผิวก็จะแห้ง ระคายเคืองง่ายไปอีก น้องทำมาได้ตอบโจทย์และดูแลได้อย่างครอบคลุม ดังที่ได้เล่าให้ฟังในด้านบน ให้ไป 5 ฟลาสก์
  2. เนื้อหลัก/Base ทำมาในเบสน้ำ ที่เหมาะกับคนผิวมัน มีสารเสริมความชุ่มชื้นอยู่หลายตัว ให้ไป 5 ฟลาสก์
  3. สารปรุงแต่ง/Additive ไม่มีสารที่ไม่เป็นมิตรกับผิว เลยไม่มีจุดให้หักคะแนน รับไป 5 ฟลาสก์

ด้วยความที่ช่วงนี้ไม่มีสิว เลยไม่ได้ให้คะแนนด้านการใช้งาน แต่จะบอกว่า เนื้อน้องบางเบามาก ไม่เหนอะหนะ และตัวเองมีผิวผสม/แห้ง เห็นส่วนผสมก็อยากใช้เลย ลองใช้ในขั้นตอนของ Essence ลงก่อนใช้สกินแคร์อื่น ก็คือชอบมากๆ ที่เด่น ก็คือ ด้านของความรู้สึกไม่สบายผิวในระหว่างวันมันลดลงไปเยอะ จะติก็แค่อย่างเดียว คือ ดิฉันพกพาไปใช้ตอนเดินทางไม่ได้

สุดท้ายนี้ขอขอบคุณทางแบรนด์ the Labatorian ด้วยนะคะที่ส่งผลิตภัณฑ์ดีๆ เพียบพร้อมด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาให้ได้เปิดหูเปิดตา และขอบคุณทุกท่านด้วยค่ะที่ติดตามรับชมมาจนจบ

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ทางแบรนด์โดยตรงเลยนะคะ

IG : the_labatorian

Line official : @labatorian

Facebook : Labatorian

Disclaimer/conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากทางแบรนด์ the Labatorian การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสม/วัตถุดิบตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล และผู้เขียนไม่มีส่วนเกี่ยวข้องเกี่ยวกับบริษัทเครื่องสำอางใดๆ โปรดใช้วิจารณญาณ

Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสม Radiance gel moisturizer เจลมอยส์เจอไรเซอร์สุดปังที่ดูแล Barrier ผิวพร้อมกับให้ประโยชน์ด้าน Whitening

สำหรับบทความนี้ขอหยิบเอามอยส์เจอไรเซอร์ที่น่าสนใจจาก dermArtlogy ที่มีชื่อว่า Radiance gel moisturizer ซึ่งเป็นสูตรที่พัฒนาและปรับปรุงจาก Gel moisturizer สูตรเดิมให้มีความดีงาม และโดดเด่นด้าน Whitening และ Antioxidant เพิ่มขึ้น แต่ยังคงคอนเซปท์ดูแล Barrier ผิวด้วย MLE technology และ Aquatide เช่นเดิมค่ะ

หน้าตาของน้องเป็นประมาณนี้นะคะ

ตัวแพคเกจจริง น้องมาในหลอดสีฟ้าค่ะ

เนื้อมาในรูปแบบข้นๆ คล้ายเจลครีม ไม่มีกลิ่นเนื่องจากไม่มีส่วนผสมของน้ำหอม

เกลี่ยได้ค่อนข้างง่าย ให้ความรู้สึกสบายผิว ซึมไวแห้งไวไม่เหนียวเหนอะหนะ และยังคงความรู้สึกชุ่มชื้นอยู่

สำหรับสูตรนี้ จะมีเคลมหลักเป็นเรื่องของ Cosmetic drone technology ซึ่งเป็นนวัตกรรมในทางเครื่องสำอาง ที่มีการติด Tag สารที่บรรจุในระบบ Capsule เพื่อให้สารเข้าไปยังเป้าหมายที่ต้องการได้โดยตรง ซึ่งจะได้กล่าวถึงในช่วงของการวิเคราะห์ส่วนผสม

สำหรับคำเคลมของตัว Cosmetic drone นี้ก็คือ มีคุณสมบัติปรับสีผิวให้สว่างขึ้นถึง 152% ใน 4 สัปดาห์

ส่วนผสมเป็นดังนี้นะคะ

ขอเริ่มที่ส่วนผสมที่เป็นพระเอกของผลิตภัณฑ์ก่อนเลยนะคะ

กลุ่มของสารไขมันทดแทนให้ผิว แทนด้วยสีม่วง

MLE technology จะประกอบด้วยสารหลายชนิด นำมารวมกันในสัดส่วนที่เหมาะสมตามสิทธิบัตรของทาง Neopharm จนเกิดเป็น Liquid crystal เหมือนไขมัน Lipid lamellar ที่เป็น Barrier ผิวตามธรรมชาติ

(Image from Zeroid global official website)

  • Ceramide-9S คือ Myristoyl/palmitoyl oxostearamide/arachamide MEA ซึ่งเป็นสิทธิบัตรของทาง Neopharm อิงตามสิทธิบัตรอเมริกา US patent US6221371B1 ของปี 2001 Claim ว่าให้ประโยชน์ในการเหนี่ยวนำให้ผิวสร้างไขมันใหม่ออกมาฟื้นฟู Barrier ผิวที่เสียหาย มีรายงานการวิจัยทดสอบประสิทธิภาพของสารนี้ในหนูทดลอง พบว่า ตัวนี้เมื่อใช้ร่วมกับไขมันชนิดที่มีในผิว (Physiological lipids) สามารถกระตุ้นให้ผิวเรามีการสร้างตัวรับที่มีชื่อว่า PPAR-α ออกมา ซึ่งมีประโยชน์ในการลดการอักเสบของผิว และสามารถต้านผลเสียของสเตียรอยด์ที่ไปทำให้ผิวบาง Barrier ผิวเสื่อม น้ำระเหยออกจากผิวได้มาก การใช้ Ceramide-9S จะช่วยเร่งการฟื้นฟู Barrier ผิวได้ดีขึ้น (Arch Dermatol Res. 2015;307(9):781-92.)

AquatideTM แทนด้วยสีเขียว มีชื่อเต็มว่า Heptasodium Hexacarboxymethyl Dipeptide-12 มีรายงานว่าไปเสริมกระบวนการ Autophagy ที่เกิดขึ้นภายในผิว ซึ่งเป็นเสมือนกระบวนการที่ผิวเรารีไซเคิลเอาองค์ประกอบที่มันเสื่อมสภาพมาสร้างและฟื้นฟูเป็นองค์ประกอบใหม่ ให้ผิวเราทำงานได้ดีเหมือนเดิม

มีการทดสอบจากผู้ผลิตวัตถุดิบ Aquatide พบว่า ช่วยฟื้นฟู Barrier ผิวที่เสียหายให้กลับมาสู่สภาพเดิมได้ดีขึ้น โดยประเมินจากค่าอัตราการระเหยของน้ำจากผิว (Trans-epidermal water loss; TEWL) ผิวมีความชุ่มชื้นเพิ่มขึ้น

สำหรับประโยชน์ของ Aquatide แบบละเอียดมากขึ้น สามารถติดตามได้ที่ลิงค์นี้ค่ะ https://miyeonthereviewer.com/2019/06/11/spotlight-aquatide/

กลุ่มของสีฟ้า จะเป็นกลุ่มของสารเติมน้ำให้ผิว และดูแลเรื่องความชุ่มชื้น

  • Tetradecyl Aminobutyroylvalylaminobutyric Urea Trifluoroacetate รู้จักกันในชื่อ Syn-Hycan® ตัวนี้ทางผู้ผลิตเคลมว่ามีกลไกการออกฤทธิ์อยู่ 2 อย่างหลักๆ คือ Fuller กับ Firmer
    • Fuller คือ มีคุณสมบัติในการเสริมการสังเคราะห์ Glycosaminoglycan และ Hyaluronic acid ในผิว
    • Firmer คือ เพิ่มการสังเคราะห์ Proteoglycan ที่ชื่อ Decorin และ Lumican ซึ่งเป็นตัวที่เกาะกับสายคอลลาเจนที่พันกันเป็นเกลียว (Helix) ระหว่างเกลียวนี้ก็จะมีพวก Hyaluronic acid และ GAGs ต่างๆแทรกอยู่ ทำให้เกลียวของคอลลาเจนแข็งแรงขึ้น และสารกลุ่ม GAGs ก็อุ้มน้ำให้ผิวดูอวบอิ่มขึ้นไปพร้อมๆ กัน
  • Sodium hyaluronate เป็นสารตัวดังอีกตัวหนึ่งที่มีประโยชน์ในการเติมน้ำให้กับผิว
  • Lactic acid and Glycolic acid 2 ตัวนี้เป็น AHA ที่การออกฤทธิ์จะขึ้นกับค่า pH ว่าจะเติมน้ำ หรือ ผลัดผิว สองตัวนี้เมื่อเอามาทำเป็น Copolymer กัน จะได้เป็น Lactic acid/Glycolic acid Copolymer ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเปลือกแคปซูล (Poly-lactic glycolic acid shell; PLGA) ของโดรนเทคโนโลยี สังเกตว่าจะมีส่วนผสมของกรดอะมิโนอยู่หลายชนิด ซึ่งปกติกรดอะมิโนจะเป็นกลุ่มสารที่เรียกว่าเป็น Natural Moisturizing Factor (NMF) ที่ทำหน้าที่จับน้ำให้ผิวตามธรรมชาติ มีแนวโน้มว่ากรดอะมิโนเหล่านี้น่าจะเป็นองค์ประกอบที่อยู่ในเปปไทด์ที่บรรจุในถุง PLGA ของโดรนก็เป็นได้
  • Beta-glucan จัดเป็นคาร์โบไฮเดรต ที่มีการทดสอบในเซลล์เพาะเลี้ยงพบว่า Beta-glucan ที่สกัดจากข้าวบาร์เลย์มีความสามารถในการเสริมการสมานแผล (Carbohydr Polym. 2019;210:389-398.) การทดสอบในเซลล์เพาะเลี้ยงพบว่า Beta-glucan ที่สกัดจากข้าวโอ๊ตมีประโยชน์ในการเสริมกระบวนการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างและหน้าที่ของเซลล์ผิว ให้โตเต็มวัย ทำหน้าที่ได้อย่างสมบูรณ์ และฟื้นฟู Barrier ผิว (Int J Biol Macromol. 2021;185:876-889.) ตัว Beta-glucan จัดเป็นสารในกลุ่ม Prebiotic ที่สนับสนุนการเจริญของจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ Probiotic ส่งผลต่อเนื่องไปยังการปรับสมดุลของไมโครไบโอม ซึ่งจะช่วยให้ผิวมีความแข็งแรง

กลุ่มสีส้ม เป็น Antioxidant (AOX) แบบเน้นๆ ซึ่งจัดเต็มมาด้วยกันหลายตัว ได้แก่

  • Resveratrol เป็น AOX ตัวหนึ่งที่วงการผิวหนังให้การยอมรับ พบได้ในพืชหลายชนิด รวมถึงในไวน์แดง มีประโยชน์กับผิวหลายประการ และมีงานวิจัยรองรับอยู่หลายฉบับ เช่น มีการทดสอบในคน ด้วย Tape stripping technique พบว่าเมื่อทา Resveratrol ลงบนผิวหนังจะสามารถดูดซึมลงไปยังชั้นล่างๆของ Stratum corneum และให้ผลต่อต้านอนุมูลอิสระยังบริเวณนั้นๆ ได้อยู่ (Arch Dermatol Res. 2017;309(6):423-431.) มีการทดสอบในหนูทดลองพบว่า Resveratrol สามารถลดการสร้างโปรตีนที่เกี่ยวกับการสร้างเม็ดสี Melanin ได้หลายชนิด รวมทั้งยับยั้งการสังเคราะห์ Tyrosinase ได้ด้วย และยังให้ผลลดการสร้างสีผิวหลังจากถูกกระตุ้นด้วยรังสี UVB ได้ (Biomol Ther (Seoul). 2014; 22(1):35-40.)
  • Glutathione ก็เป็น AOX อีกตัวที่วงการผิวหนังให้การยอมรับ นอกจากความสามารถในการต่อต้านอนุมูลอิสระแล้ว น้องยังมีส่วนช่วยให้ผิวเราสร้างเมลานินชนิด Pheomelanin ที่มีสีอ่อนกว่า Eumelanin ซึ่งในภาพรวมจะให้สีผิวที่อ่อนลง
  • Superoxide Dismutase เป็นเอนไซม์ที่ใช้ในการกำจัดอนุมูลอิสระของร่างกายตามธรรมชาติ
  • สารสกัดจากสาหร่าย Chlorella ซึ่งมีประโยชน์เป็น Antioxidant ที่ดีเช่นกัน

กลุ่มสีน้ำเงิน จะเป็นวิตามินบี 3 บี 5 และสารอื่นที่มีคุณสมบัติดูแลเรื่องการอักเสบระคายเคือง และให้ความรู้สึกสบายผิว (Soothing effect)

  • Niacinamide เป็นรูปแบบหนึ่งวิตามินบี 3 ซึ่งมีประโยชน์ในการดูแลผิวได้หลายประการ ไม่ว่าจะเป็นลดการอักเสบระคายเคือง เสริมการสังเคราะห์ไขมันที่เป็น Barrier ผิว ดูแลเรื่องการควบคุมความมันและปัญหาสิว และเรื่องรอยดำ กับ Whitening
  • Panthenol หรือ โปรวิตามินบี 5 นอกจากประโยชน์ในการเพิ่มความชุ่มชื้นแล้ว น้องยังมีประโยชน์ในการลดการอักเสบระคายเคือง และเสริมการฟื้นฟูตัวเองของ Barrier ผิวที่เสียหายจากสิ่งแวดล้อม
  • Acetyl Dipeptide-1 Cetyl Ester น้องเป็นเปปไทด์สังเคราะห์ที่เด่นในแง่ของการลดความรู้สึกระคายเคือง ซึ่งมีการศึกษารองรับในอาสาสมัคร โดยให้อาสาสมัครทา Capsaicin เพื่อเกิดการระคายเคือง แล้วทาผลิตภัณฑ์ที่มีสารตัวนี้ลงไป พบว่า สารนี้สามารถลดการระคายเคืองและความรู้สึกแสบร้อนที่เกิดขึ้น (J Eur Acad Dermatol Venereol. 2016;30 Suppl 1:18-20.)
  • Dipotassium Glycyrrhizate มีคุณสมบัติลดการระคายเคือง ลดการอักเสบ และมีรายงานการวิจัยในระดับหลอดทดลอง พบว่าสามารถการปกป้องเซลล์ Fibroblast ซึ่งเป็นเซลล์ที่สร้างคอลลาเจนในผิวไม่ให้ถูกทำลายเพราะรังสี UV ได้ (J Photochem Photobiol B. 2015;148:351-7.)

ตบท้ายด้วย Zinc gluconate ที่มีประโยชน์ในการกระชับรูขุมขน ควบคุมความมัน

โดยสรุปก็คือ เป็นมอยส์เจอร์บำรุงที่พัฒนามาอย่างดี นอกจากดูแล Barrier ผิวแล้ว ยังให้ประโยชน์ด้านของ Whitening, การชะลอวัย ดูแลเรื่องริ้วรอย การระคายเคือง และให้ความรู้สึกสบายผิวไปพร้อมๆ กัน

ตัวเบสเป็นเนื้อครีมเจลที่เลือกส่วนผสมที่บางเบาไม่เหนอะหนะหนักผิว และไม่มีส่วนผสมของสารที่ไม่เป็นมิตรกับผิว ถ้าเทียบระหว่างสูตรเดิม ตัวเองว่าสูตรนี้ทำเนื้อมาได้ดีขึ้นกว่าเดิมค่ะ

มาให้คะแนนกันดีกว่านะคะ

  1. สารบำรุง ในด้านของการฟื้นฟู Barrier ผิวก็คือมาเด่นยืนหนึ่งด้วย MLE + Aquatide เสริมประโยชน์มาด้วย Whitening, Antioxidant ชะลอวัย มีสารบำรุงที่ดูแลเรื่องริ้วรอย และความรู้สึกระคายเคืองผิว ขอให้ไป 5 ฟลาสก์
  2. ส่วนผสมอื่นๆ เนื้อเบสทำมาได้ค่อนข้างดี และส่วนผสมอื่นๆ ก็ไม่มีสารที่ไม่เป็นมิตรกับผิว เลยขอให้ไป 5 ฟลาสก์
  3. การใช้งาน ส่วนตัวค่อนข้างชอบฟีลของเนื้อครีมที่ค่อนข้างเบา ไม่เหนอะหนะหนักผิว แต่ถ้าผิวแห้งมากๆ อาจจะต้องหามอยส์เจอร์มาทับอีกชั้นหนึ่ง ในด้านของเรื่องความรู้สึกไม่สบาย หรือระคายผิว และอาการแดงของผิว ส่วนตัวว่าน้องทำได้ตอบโจทย์ ส่วนเรื่อง Whitening ทางนี้ได้ทดลองใช้ประมาณ 1 เดือน และไม่ได้มีปัญหาเรื่องจุดด่างดำ เลยอาจจะยังมองไม่ชัด แต่โดยรวมก็ประทับใจดี ให้ไป 5 ฟลาสก์

สุดท้ายนี้ขอขอบคุณทางแบรนด์ DermArtlogy ด้วยนะคะ ที่ส่งสินค้าดีๆมาให้ได้เปิดหูเปิดตาเห็นนวัตกรรมใหม่ๆ และขอบคุณทุกๆ ท่านที่ติดตามรับชมมาจนจบ

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติม สามารถติดต่อสอบถามได้ที่ทางแบรนด์ DermArtlogy โดยตรงเลยนะคะ

https://www.facebook.com/DermArtlogyThailand/

ส่วนท่านที่สนใจสามารถติดตามไปชอปปิ้งได้ที่ลิงค์ตามนี้เลยนะคะ

Shopee : https://shope.ee/qHEdrG7P5

Lazada : https://s.lazada.co.th/l.WKNg

Disclaimer/conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากทางแบรนด์ DermArtlogy การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสมตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล ผู้เขียนไม่ได้มีผลประโยชน์ใดๆในการขายสินค้า โปรดใช้วิจารณญาณ

#Dermartlogyth #MLEtechnology #RadianceGelMoisturizer

Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสมเซรั่มดูแลปัญหาฝ้าด้วยเทรนด์ Minimal จากแบรนด์ Foré (ฟอร์เร่) กับ 4 White Melasma correcting serum

Content นี้จะนำเอาผลิตภัณฑ์เซรั่มที่น่าสนใจจากแบรนด์ Foré (ฟอร์เร่) ที่มีชื่อว่า 4 White Melasma correcting serum มาวิเคราะห์ส่วนผสมให้ได้ชมกัน

แบรนด์ Foré เป็นสกินแคร์แบรนด์ไทยน้องใหม่ ที่มีปรัชญาในการดูแลผิวหน้าด้วยเทรนด์ Minimal หรือ Less is more ด้วยการพัฒนาสูตรให้เป็นมิตรกับผิว โดยเลือกใช้ส่วนผสมตามงานวิจัยในปริมาณที่หวังผลได้

แบรนด์ Foré เลือกสารบำรุงด้วยเทคนิคการทำงานแบบ Double Action คือ

  • 1st Action: ดูแลปัญหาผิวต่างๆ เช่น ปัญหาสิว รอยสิว ฝ้า จุดด่างดำ ผิวหมองคล้ำ
  • 2nd Action: เพิ่มความชุ่มชื้นของผิวผ่าน 2 มิติ โดยการทดแทน Natural Moisturizing Factor (NMF) ด้วยสารสกัดจากธรรมชาติ Black Oat และมี Lecithin เสริมการทำงานของชั้นไขมันที่เป็นปราการผิวตามธรรมชาติ ที่ช่วยให้ผิวเนียนนุ่ม ชุ่มชื้น และมีสุขภาพดี

โดยพัฒนาสูตรและส่วนผสมมาได้อย่างลงตัว และเลือกใช้ส่วนผสมที่จำเป็นมาดูแลผิวได้อย่างลงตัว

สำหรับสูตร 4 White Melasma correcting serum จะเป็นเซรั่มสำหรับดูแลปัญหาฝ้าและดูแลเรื่องผิวกระจ่างใสเป็นหลักค่ะ

โดยน้องจะมีหน้าตาประมาณนี้

มาในแพคเกจแบบขวดแก้วสีชา มีดรอปเปอร์

เนื้อเซรั่มค่อนข้างข้น ไม่มีกลิ่นเนื่องจากไม่มีส่วนผสมของน้ำหอม

เกลี่ยได้ค่อนข้างง่าย ให้ความรู้สึกชุ่มชื้น เย็นและสบายผิว เนื้อจะมีความเคลือบผิวอยู่ แต่ไม่ถึงกับเหนอะหนะ

ค่า pH อยู่ที่ราวๆ 5 – 6 ซึ่งถือว่าใกล้เคียงกับผิวดี

สำหรับส่วนผสมหลักตามแบรนด์เคลมจะประกอบด้วยสารหลักดังนี้ค่ะ

  • 3% Tranexamic acid
  • 2% Alpha-arbutin
  • 5% Niacinamide
  • 4-butyl resorcinol

เสริม Dipotassium glycyrrhizate เข้ามาช่วยดูแลเรื่องความรู้สึกสบายผิว ดูแลเรื่องการระคายเคือง และ Lecithin ที่ดูแลด้านความชุ่มชื้นให้ผิว

ส่วนผสมแบบเต็มเป็นดังนี้

เรามาดูรายละเอียดส่วนผสมแต่ละชิ้นกัน

สารส่วนผสมที่ให้ประโยชน์หลักในด้าน Whitening แทนด้วยสีชมพู

  • Tranexamic acid หรือ TXA เป็นสารสำคัญชิ้นหนึ่งในวงการ Whitening เดิมทีใช้เป็นยาช่วยให้เลือดแข็งตัว เป็นยาห้ามเลือด แต่พบว่าสารสามารถออกฤทธิ์ยับยั้งเอนไซม์ไทโรซิเนส มีผลลดการสร้างเมลานิน ผ่านการยับยั้ง Plasmin ซึ่งปกติ Plasmin เป็นตัวตั้งต้นก่อนจะไปกระตุ้นฮอร์โมน alpha-MSH (Melanocyte stimulating hormone) ซึ่งเป็นฮอร์โมนตัวแม่ที่จะไปกระตุ้นให้เซลล์เมลาโนไซท์ ทำงานมากขึ้นก็สร้างเมลานินออกมาได้มากขึ้น พอโดนยับยั้งไปก็มีการสร้าง Melanin ออกมาลดลงเกิดเป็นประสิทธิภาพด้าน Whitening (J Am Acad Dermatol 2011;October:699-714.) มีรายงานการวิจัยศึกษาผลของ Tranexamic acid เข้มข้น 3 % ในสูตรครีมเพื่อรักษาฝ้าในอาสาสมัคร พบว่าให้ผลดีเทียบเท่าสูตรผสมของ Hydroquinone กับ Dexamethasone แต่ผลข้างเคียงต่ำกว่ามาก (J Res Med Sci. 2014;19(8):753-7.)
  • Niacinamide เป็นรูปแบบหนึ่งของวิตามิน B3 น้องมีประโยชน์กับผิวได้หลายประการ ถ้าเป็นด้านของ Whitening น้องจะไปยับยั้งการส่งผ่าน Melanin ที่สร้างเสร็จแล้วไม่ให้ออกไปภายนอก (ยับยั้งที่กระบวนการ Melanosome transfer) และยังมีประโยชน์อื่นๆ เช่น ดูแลเรื่องสิว ควบคุมความมัน ลดการอักเสบระคายเคือง เสริมการสร้างไขมันที่เป็น Barrier ผิว
  • มีงานวิจัยที่ทดสอบประสิทธิภาพของ TXA 2% + Niacinamide 2% ในอาสาสมัคร เป็นเวลา 8 สัปดาห์ พบว่าให้ผลเสริมฤทธิ์กันในการลดปริมาณเม็ดสี (Melanin index) ในอาสาสมัครได้ดี (Lee et al, Skin Res Technol. 2014 May;20(2):208-12.) ซึ่งทางแบรนด์ก็คือใช้ TXA 3% + B3 5% จัดเต็มไปอีก
  • 4-butyl resorcinol ออกฤทธิ์ยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ Tyrosinase ทำให้เมลานินถูกสร้างมาน้อยลง สารนี้มีการทดสอบประสิทธิภาพในอาสาสมัครที่เป็นฝ้ากับครีมที่มีส่วนผสมของสารนี้ 0.1% เป็นเวลา 6-8 สัปดาห์ พบว่ารอยฝ้าจางลง และมีรายงานผลข้างเคียงจากการทดสอบน้อย (Ann Dermatol. 2010; 22(1): 21–25.)
  • Alpha-arbutin เป็นตัวยืนพื้นอีกตัวแห่งวงการ Whitening มีคุณสมบัติในการยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ Tyrosinase ทำให้เมลานินถูกสร้างมาน้อยลง ผิวจึงแลดูขาวขึ้น

สำหรับสารบำรุงด้าน Whitening ที่ทางแบรนด์เลือกใช้นั้นเรียกได้ว่า Dose ถึง อิงตามงานวิจัย และมีการออกฤทธิ์ที่เสริมกันในหลายขั้นตอนของการสร้างเม็ดสีผิว สามารถสรุปได้ประมาณรูปนี้

สารบำรุงชุดต่อมา สารสกัดจาก Black oat (Avena strigosa seed extract) ที่มาในคอมบิเนชั่นกับ Lecithin และสารอื่นๆ น่าจะเป็นชุดส่วนผสมของ Aquarich ที่นำเข้าจากสวิตเซอร์แลนด์ ทางผู้ผลิตวัตถุดิบเคลมว่าสารบำรุงชุดนี้เป็น Epidermal moisture ally อารมณ์แบบมิตรแท้สำหรับเก็บกักน้ำ โดยมีผลการทดสอบสารสกัดชุดนี้ในอาสาสมัครโดยทางบริษัท พบว่าช่วยเสริมการกักเก็บน้ำให้อยู่ในผิวได้นานขึ้นถึง 24 ชั่วโมง และ ลดการเกิดอาการแห้ง ลอกเป็นขุยของผิวหนัง เมื่อให้อาสาสมัครใช้เป็นเวลา 14 วัน (TDS Aquarich by Rahn AG)

สำหรับส่วนผสมอื่นๆ ที่น่าสนใจ ได้แก่

  • Borage seed oil หรือ น้ำมันจากเมล็ด Borage ประกอบด้วยกรดไขมันจำเป็น Linoleic acid ที่ดูแลเรื่อง Barrier ผิว ให้ผิวแข็งแรง
  • Dipotassium glycyrrhizate ดูแลเรื่องการระคายเคือง และให้ความรู้สึกสบายผิว
  • Arginine เป็นกรดอะมิโน ที่ดูแลเรื่องการเก็บกักน้ำตามธรรมชาติของผิว

มาในเบสที่เป็นเบสแบบน้ำ ไม่มีส่วนผสมของสารที่ไม่เป็นมิตรกับผิว

มาให้คะแนนกันดีกว่านะคะ

  1. สารบำรุง สำหรับสารบำรุงที่จัดเป็น Whitening นั้นทำงานร่วมกันผ่านหลายกลไก ตั้งแต่ก่อนเริ่มสร้างเม็ดสี ระหว่างสร้างเม็ดสี ไปจนถึงสร้างเม็ดสีเสร็จแล้ว โดยมี B3 ไปขัดขวางไม่ให้เม็ดสีออกไปข้างนอก และเสริมสารที่ดูแลเรื่องความชุ่มชื้นผิวกับการระคายเคืองมาด้วยพร้อมๆ กัน ถ้ามี Antioxidant (AOX) อื่นๆ มาเสริมอีกสักหน่อยจะสมบูรณ์แบบ แต่จริงๆ เราก็สามารถไปทาวิตามินซี หรือ AOX อื่นเสริมเองในขั้นตอนอื่นของรูทีนก็ได้ โดยรวมขอให้ 4 ฟลาสก์
  2. ส่วนผสมอื่นๆ ไม่มีสารที่ไม่เป็นมิตรกับผิว ให้ไป 5 ฟลาสก์
  3. การใช้งาน ส่วนตัวได้ทดลองใช้ผลิตภัณฑ์นี้ประมาณ 2 สัปดาห์เศษๆ ค่อนข้างชอบเนื้อของเซรั่มที่ค่อนข้างชุ่มผิว ด้วยความที่เราเป็นคนผิวผสม/แห้ง เนื้อประมาณนี้คือกำลังดีเลย ส่วนประสิทธิภาพด้าน Whitening นั้นอาจจะยังฟันธงได้ 100% เลยไม่ได้ เพราะใช้มาแค่ระยะสั้นๆ และตนเองก็ไม่ได้มีปัญหาจุดด่างดำในช่วงนี้ แต่ก็รู้สึกได้ถึงการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีของผิว จุดนี้ขอให้ 5 ฟลาสก์

สุดท้ายนี้ต้องขอขอบคุณทางแบรนด์ Foré (ฟอร์เร่) ด้วยนะคะ ที่ส่งสินค้าดีๆ มาให้ได้ทดลองใช้ และขอบคุณทุกท่านด้วยค่ะที่ติดตามรับชมมาจนจบ

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถติดต่อสอบถามทางแบรนด์ได้โดยตรงเลยนะคะ

Facebook: Fore skincare https://www.facebook.com/profile.php?id=100090069652535

ส่วนของราคาก็กำลังน่ารัก ขวดนี้ 30 ml อยู่ที่ 590 บาทค่ะ (สำรวจเมื่อ 4 ก.ย. 2566 ราคาอาจเปลี่ยนแปลงตามโปรโมชั่น)

สามารถติดตามไปแอบส่องแอบตำได้ที่ตามช่องทางของทางแบรนด์เลยนะคะ

LazMall https://s.lazada.co.th/s.kLPlj?cc

ShopeeMall https://shope.ee/3VHnh4Rc6j

Disclaimer/conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากทางแบรนด์ Foré  การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสม/วัตถุดิบตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล และผู้เขียนไม่ได้ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับบริษัทเครื่องสำอางใดๆ โปรดใช้วิจารณญาณ

Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสมเซรั่มดูแลสิว La Roche-Posay Effaclar serum ด้วยประโยชน์ตัดวงจรสิวตั้งแต่เริ่มต้น

วันนี้มีบทวิเคราะห์ส่วนผสมเซรั่มสำหรับดูแลสิวที่น่าสนใจจากแบรนด์ La Roche-Posay มาฝากกันค่ะ

เป็นเซรั่มที่มาแบบคลีนๆ มินิมอล น้อยแต่มาก เน้นจัดเต็มดูแลปัญหาสิว โดยเฉพาะสิวอุดตันได้แบบเน้นๆ อย่างตรงจุดค่ะ น้องก็คือ Effaclar serum ตัวดังนั่นเอง ซึ่งมีหน้าตาประมาณนี้นะคะ

ขวดจะเป็นขวดแก้ว มาพร้อมหลอดหยดให้ ให้เราเป็นคนเปิดภาชนะแล้วเราเป็นคนเปลี่ยนฝาประกอบหลอดหยดลงไป เหมือนตัวเซรั่มไลน์อื่น ของทางแบรนด์ค่ะ

ประกอบร่างแล้วเป็นแบบนี้

เนื้อเซรั่มจะเป็นเนื้อเจลใส หนืดเล็กน้อย มีกลิ่นในโทนสดชื่น

เกลี่ยได้ค่อนข้างง่าย ซึมไวแห้งไว ไม่เหนอะหนะ ให้ความรู้สึกเคลือบนิดๆ แต่เบาและสบายผิว จากภาพนี้จะเป็นทาแล้วเกลี่ยแล้วทิ้งไว้ประมาณ 2 นาที

ค่า pH อยู่ที่ประมาณ 3 – 4 ซึ่งถือว่าดีงามตามประสาการเป็น AHA

อยากเล่าเรื่องของการทดสอบประสิทธิภาพของผลิตภัณฑ์นี้จากทางแบรนด์ก่อนนะคะ

ทางแบรนด์ได้ทดสอบประสิทธิภาพผลิตภัณฑ์นี้ในอาสาสมัครจำนวน 40 คน โดยสถาบันวิจัยของลอรีอัล ประเทศฝรั่งเศส พบว่าเมื่อให้อาสาสมัครใช้เซรั่มเป็นเวลา 28 วัน อาสาสมัครมีรอยสิวจางลงถึง 49%  และที่ระยะเวลา 44 วัน พบว่า อาสาสมัครมีสิวอุดตันลดลง 52% เลยทีเดียว

และก่อนไปดูส่วนผสม อยากเล่าสาเหตุของสิวแบบย่อๆ สักหน่อยค่ะ ในยุคปัจจุบันนี้ มีการค้นพบข้อมูลเกี่ยวกับสิวมากขึ้นเรื่อยๆ ค่ะ และตอนนี้ว่ากันว่า สิวคืออาการอักเสบของต่อมไขมันที่บริเวณรูขุมขน (Psilosebaceous unit) ซึ่งก็จะมีหน้าตาประมาณภาพนี้

โดยการเกิดสิวนั้นเป็นกระบวนการที่ซับซ้อน ไม่ได้เกิดจากเชื้อจุลินทรีย์เพียงอย่างเดียว แต่มีสาเหตุอื่นๆ ร่วมด้วย โดยสามารถแบ่งกลุ่มได้เป็น 4 กลุ่ม ได้แก่

  • การที่เซลล์ในปากปล่องรูขุมขนแบ่งตัวออกมามากเกินไปจนผลัดทิ้งไม่ทัน หรือ มีการสร้างโปรตีน Keratin ที่ผิดปกติ ทำให้การผลัดผิวตามธรรมชาติเกิดได้ยาก กลายเป็นการอุดตัน
  • การสร้างน้ำมันที่มากเกินไปจากต่อมไขมัน (Sebaceous gland) พอมาเจอกับก้อน Keratin ที่ขวางปากปล่องรูขุมขนก็สะสมกองกัน
  • เชื้อจุลินทรีย์ โดยตัวหลักคือ Cutibacterium acnes หรือ C. acnes (ชื่อเดิมในวงการคือ Propionibacterium acnes หรือ P. acnes) ไม่ได้มีแค่ตัวเดียว แต่รวมไปถึงเชื้อตัวอื่นๆ ด้วย และนับรวมเอาความไม่สมดุลของ Microbiome ซึ่งเป็นเหมือนชุมชนของเชื้อจุลินทรีย์ต่างๆ บนผิว โดยเจ้า C. acnes นี่จะกินน้ำมันเป็นอาหาร แล้วปลดปล่อยสารที่ไปก่อให้เกิดการอักเสบต่างๆ ตามมา
  • ระบบภูมิคุ้มกันของเรา ที่ไปต่อต้านเชื้อ C. acnes และ ทำให้เกิดกระบวนการอักเสบต่างๆ ขึ้นมา

ถ้าจำลองเป็นซีรี่ส์ ก็จะเห็นว่าการอุดตันนี่เป็นเหมือนต้นตอแห่งการเกิดสิวเลย เพราะถ้าไม่อุดตัน ไขมันก็ขับออกได้ตามปกติ เชื้อ C. acnes มันก็จะไม่โตมากไป แล้วก็จะไม่เกิดสิวเกิดการอักเสบ ถ้าดูแลตรงจุดที่เริ่มอุดตันนี้ได้ ก็คือจบเรื่อง สยบวงการก่อสิว

อันนี้จะเป็นภาพรวมของการเกิดสิว ไม่ได้กล่าวถึงปัจจัยอื่นๆ เช่น ฮอร์โมน Lifestyle ในชีวิตประจำวัน ซึ่งก็จะมาแนวคล้ายๆ กัน คือ มักจะไปเริ่มที่การอุดตันของผิว แต่บางแบบก็จะไปทำให้เกิดการอักเสบในรูขุมขน ซึ่งอาจจะไม่ได้เกิดมาจากการอุดตันก็ได้

สำหรับส่วนผสมเป็นดังนี้ค่ะ

สำหรับส่วนผสมในภาพรวมก็คือเรียกได้ว่าจัดเต็มมาด้วย โมเลกุลของ Organic acid 3 ชนิด ที่ได้รับการยอมรับในวงการผิวหนัง พร้อมมีวารสารทางวิชาการสนับสนุนถึงประโยชน์ในการดูแลผิว ได้แก่

  • 0.45% Lipohydroxy acid (LHA; Capryloyl salicylic acid)
  • 1.5% Salicylic acid (BHA)
  • 3.5% Glycolic acid (AHA)

ทางแบรนด์เรียกเป็น Tri-Acid Complex ที่เอา Niacinamide ที่มีความอ่อนโยนกับผิวมาผสมร่วม เพื่อช่วยดูแลผิวจากการระคายเคืองที่อาจจะเกิดขึ้น และยังเสริมประโยชน์ในการควบคุมความมันของผิว และดูแลสิวไปด้วยอีก 1 สเต็ป

ซึ่งตัว Niacinamide หรือ B3 ก็ได้รับการยอมรับในวงการฯ เช่นกัน

เรามาลองดูส่วนผสมโดยละเอียดกันนะคะ

ขอเริ่มไปทีละกลุ่มสารตามหน้าที่เลยค่ะ

กลุ่ม Organic acid จะมี AHA, BHA, LHA แทนด้วยสีบานเย็นค่ะ

  • 0.45% Capryloyl salicylic acid เป็นสารในกลุ่มของ Lipohydroxy acid (LHA) ซึ่งละลายได้ดีในไขมัน มีบทบาทมีบทบาทในการลดการอุดตันและผลัดผิวที่ตายแล้วออกไป และมีงานวิจัยหนึ่งที่ทดสอบประสิทธิภาพของสารตัวนี้เทียบกับ Glycolic acid พบว่า LHA ลดริ้วรอยในอาสาสมัครได้ และช่วยให้ผิวขาวขึ้นดีกว่า Glycolic acid (J Cosmet Dermatol. 2008; 7(4):259-62.) อาจจะกล่าวๆ โดยอ้อมว่า น้องจะช่วยดูแลเรื่องของรอยดำ
  • 1.5% Salicylic acid จัดเป็น BHA ซึ่งทางแบรนด์เลือกมาในความเข้มข้นที่มีประสิทธิภาพในการดูแลสิว (0.5 – 2.0%) BHA ตัวนี้จะละลายได้ดีในไขมัน และไปย่อยพวก Comedone ที่อุดตันในรูขุมขนซึ่งก่อนจะเกิดสิวน้องจะชุ่มไปด้วยไขมันจากต่อมไขมัน BHA ก็จะสามารถละลายเข้าไปได้
  • 3.5% Glycolic acid จัดเป็น AHA ที่เด่นในด้านของการผลัดผิว และมีประโยชน์ในแง่ของความเรียบเนียนของผิว และรอยดำ

เมื่อพูดเรื่องของการผลัดผิวแล้ว อยากหยิบเอาส่วนผสมอีกชิ้นมากล่าวถึง คือ Hydroxyethylpiperazine ethane sulfonic acid หรือ HEPES ที่แทนด้วยสีน้ำเงิน

HEPES นี้มีบทบาทหลายอย่างในสูตร โดยน้องเดิมทีใช้เป็นสารกลุ่มบัฟเฟอร์ที่ช่วยปรับและคุมค่า pH ให้คงที่เพื่อเสริมความคงตัวให้สูตร โดยเฉพาะสูตรที่มี Glycolic acid แต่ก็มีการค้นพบว่า HEPES นั้นมีประโยชน์ในการผลัดผิวแบบอ่อนๆ โดยไปย่อยสลายส่วนของโปรตีน Corneodesmosome ที่ทำหน้าที่ยึดเกาะเอาเซลล์ขี้ไคลเอาไว้ด้วยกัน ทำให้มันหลุดออกไปตามธรรมชาติได้ง่ายขึ้น

ผลัดผิวแล้ว ต้องมาดูแลเรื่องการระคายเคืองต่อ สารที่มีประโยชน์ในด้านของการระคายเคือง ในที่นี้จะมี 2 ตัวหลักๆ แทนด้วยสีเขียว

  • Niacinamide ซึ่งเป็นรูปแบบหนึ่งของวิตามินบี 3 เจ้าเก่า น้องมีประโยชน์กับผิวหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นด้านของการดูแลสิว ควบคุมความมัน ช่วยดูแลเรื่อง Barrier ให้แข็งแรง ดูแลการระคายเคือง และมีประโยชน์เรื่องรอยดำ
  • Biosaccharide gum-1 ตัวนี้ก็น่าสนใจเหมือนกัน เนื่องจากเป็นกลุ่มของคาร์โบไฮเดรตที่ได้จากเทคโนโลยีทางชีวภาพ (Biopolymer) ข้อมูลจากผู้ผลิตวัตถุดิบระบุว่ามีประโยชน์ในการลดการระคายเคืองผิว และยังได้เรื่องความชุ่มชื้น และปรับเนื้อปรับฟีลลิ่งตอนทา

อีกตัวที่ดูแลเรื่องการระคายเคืองอ้อมๆ คือ Polyquaternium-10 ที่ได้จากการดัดแปลงอนุพันธ์ของเซลลูโลส ให้มีประจุบวก ให้คุณสมบัติเคลือบผิว และปรับเนื้อปรับฟีลลิ่งตอนทา ให้ผิวรู้สึกนุ่มเรียบละมุน

ใช้ Dimethyl isosorbide เข้ามาช่วยเป็น Penetration enhancer เสริมการดูดซึมของสาร เข้าใจว่าน่าจะมีประโยชน์ในการส่งเอาพวก Acid ไปละลายการอุดตันในรูขุมขน

สังเกตว่าจะมี Alcohol แต่อย่าพึ่งกรีดร้อง นอกเหนือไปจากประโยชน์ในการทำสูตรให้คงตัวแล้ว การใช้ Alcohol สำหรับคนที่มีปัญหาสิวและผิวมัน ตัว Alcohol มันจะช่วยไปละลาย Sebum เหนียวๆ ทำให้พวก Acid ทำงานได้ง่ายขึ้น

ในภาพรวมเราสามารถสรุปกลไกการทำงานของส่วนผสมหลักในเซรั่มนี้ได้ประมาณนี้ค่ะ

กล่าวง่ายๆ อีกครั้ง ก็คือ ถ้าลดการอุดตันได้ ไขมันก็จะไหลออกจากต่อมไขมันได้ตามปกติ เชื้อ C. acnes ก็จะไม่เพิ่มจำนวนมากจนไปกินไขมันแล้วกระตุ้นภูมิจนเกิดการอักเสบเกิดสิวต่อไป

ส่วนผสมยังดูแลเรื่องรอยดำ รอยแดงไปด้วยพร้อมๆ กัน

มาให้คะแนนกันดีกว่า

  1. สารบำรุง หรือ Active ดังที่ได้กล่าวไปแล้วว่า เซรั่มดูแลสิว Effaclar serum นี้ เน้นไปที่จุดเริ่มต้นสุดแห่งการเกิดสิว คือ ไปลดการอุดตัน โดยใช้ Organic acids ที่ได้รับการยอมรับในวงการผิวหนัง แต่ก็เสริมสารที่เข้ามาดูแลเพื่อลดการระคายเคืองให้ผิวไปด้วยพร้อมๆ กัน โดยรวมถือว่าทำมาได้ค่อนข้างดี ในแง่ของการ Peeling พร้อมลดการระคายเคืองแบบฉ่ำๆ ให้ไป 5 ฟลาสก์
  2. สำหรับส่วนของเนื้อหลัก หรือ Base แม้ว่าจะมี Alcohol แต่ดังที่ได้กล่าวไปว่า นอกเหนือไปจากประโยชน์ในการทำสูตรให้คงตัวแล้ว การใช้ Alcohol สำหรับคนที่มีปัญหาสิวและผิวมัน ตัว Alcohol มันจะช่วยไปละลาย Sebum เหนียวๆ ทำให้พวก Acid ทำงานในการลดการอุดตันในปากปล่องรูขุมขนได้ง่ายขึ้น และส่วนผสมอื่นๆ ก็เลือกมาได้ค่อนข้างดีและมีประโยชน์เสริมกับสารบำรุงหลักในสูตรได้อย่างลงตัว แต่ทั้งนี้เพื่อความเป็นธรรมกับผลิตภัณฑ์ที่เคยรีวิวไป ทางเพจจะหักคะแนน Alcohol จุดนี้จึงขอให้ไป 4 ฟลาสก์
  3. สารปรุงแต่ง หรือ Additives ก็มีใช้เท่าที่จำเป็น มีการใช้ระบบ Buffer มาควบคุมค่า pH ของตำรับให้คงที่ เพื่อรักษาเสถียรภาพของตำรับ ตัว Pentylene glycol ที่ใส่เสริมขึ้นมายังช่วยระงับเชื้อได้อ่อนๆ จึงน่าจะใส่มาหวังผลเป็นสารกันเสียในตำรับไปพร้อมๆ กับดูแลเรื่องความชุ่มชื้น ให้ไป 5 ฟลาสก์

สุดท้ายนี้ต้องขอขอบคุณทางแบรนด์ La Roche-Posay ประเทศไทยที่ส่งผลิตภัณฑ์ดีๆ ที่พัฒนาสูตรมาได้อย่างลงตัว พร้อมการศึกษาทางคลินิกรองรับมาให้ได้เปิดหูเปิดตา และขอบคุณทุกท่านที่ติดตามรับชมมาจนจบ

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ทางแบรนด์โดยตรงเลยนะคะ

Official facebook: @LaRochePosayThailand (https://www.facebook.com/LaRochePosayThailand)

หรือท่านที่จะตามไปส่องสินค้าบน Official Mall ก็เรียนเชิญได้เลยค่ะ

ราคาสินค้าปกติอยู่ที่ 1350 บาท วันที่สำรวจ 19 ส.ค. มีโปรโมชั่นลดเหลือ 1280 บาท (ราคาอาจเปลี่ยนแปลงตามโปรโมชั่น)

LazMall https://s.lazada.co.th/s.k3vrT?cc

Shopee Mall https://invl.io/cljcdc4

Disclaimer/Conflict of interest: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากทางแบรนด์ La Roche-Posay ประเทศไทย การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสม/วัตถุดิบตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล และผู้เขียนไม่ได้ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับบริษัทเครื่องสำอางใดๆ โปรดใช้วิจารณญาณ

#LaRochePosayTH #Effaclar #EffaclarSerum #เอฟฟาคลาร์ #ปฏิบัติการสลายสิว #เอฟฟาคลาร์เซรั่ม

Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสม มอยส์เจอไรเซอร์เพื่อดูแลผิวที่มีปัญหาสิว Zeroid Pimprove Soothing Moisturizer

วันนี้ขอนำเสนอบทรีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสมของครีมมอยส์เจอไรเซอร์น้องใหม่คนสุดท้องของ Zeroid pimprove ที่มีชื่อว่า Pimprove soothing moisturizer ที่พึ่งเปิดตัวไปเมื่อกลางเดือนก.พ. ที่ผ่านมาอย่างละเอียด

สำหรับแบรนด์ Zeroid นั้นเป็นแบรนด์ที่พัฒนามาภายใต้คอนเซปท์ Zero steroid ที่เน้นไปที่การฟื้นฟู Barrier ผิวให้แข็งแรงในหลายๆ ด้านไปพร้อมกันค่ะ

(Image from Zeroid Korea official website)

ทางเพจได้เคยนำเสนอบทวิเคราะห์ส่วนผสมผลิตภัณฑ์ดีๆ จากแบรนด์นี้ไว้หลายชิ้นอยู่เหมือนกัน สนใจตัวไหนไปจิ้มลิงค์อ่านรีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสมได้เลยค่ะ

Zeroid ampoule: >>Click<<

Zeroid intensive repair-C: >>Click<<

Zeroid pimprove toner: >>Click<<

สำหรับวันนี้มาวิเคราะห์ตัว Pimprove soothing moisturizer ตัวใหม่ที่พัฒนามาจากสูตรเดิมค่ะ

มีหน้าตาเป็นดังนี้

ตัวแพคเกจมาในขวดแบบ Airless pump ขนาด 95 ml

เนื้อครีมไม่เหนียวข้นจนเกินไป และไม่มีน้ำหอม จึงได้กลิ่นตามธรรมชาติของวัตถุดิบอยู่จางๆ

เกลี่ยได้ค่อนข้างง่าย ไม่เหนอะหนะ ให้ความรู้สึกชุ่มชื้น เย็นสบายผิว ดูฉ่ำโกลว แบบไม่มัน

เนื้อครีมหลังเกลี่ยใต้แสงแฟลช

ก่อนไปดูส่วนผสม อยากบอกว่า คนผิวมันก็ยังจำเป็นต้องใช้มอยส์เจอไรเซอร์อยู่นะคะ เพียงแต่ต้องเลือกให้ถูกกับผิวของเรา เพราะว่าอาจเกิดสภาวะผิวมันแต่ขาดน้ำก็ได้ เนื่องจากน้ำมันบนผิวนั้นเรียกว่า Sebum มาจากต่อมไขมัน (Sebaceous gland) ที่เป็นคนละส่วนกับไขมันที่เป็น Barrier ที่อยู่ในชั้นผิว

ไขมันบนผิวเยอะ ไม่ได้แปลว่า ไขมันที่เป็น Barrier ในชั้นผิวจะเยอะและสมบูรณ์ไปด้วย

ส่วนผสมเป็นดังนี้ค่ะ

สำหรับส่วนผสมในวันนี้ขอแบ่งเป็นกลุ่มๆ สีตามประโยชน์ค่ะ

ถ้าขึ้นชื่อว่าเป็น Neopharm เทคโนโลยีสิทธิบัตร MLE ต้องมา

ส่วนผสมของ MLE ใช้แทนด้วยชุดสีม่วง

  • ปกติแล้วในผิวเราจะมีไขมันที่ทำหน้าที่เป็น Barrier ผิว ซึ่งมีอยู่ด้วยกัน 3 กลุ่ม คือ Ceramide + Cholesterol และ กรดไขมัน ไขมันเหล่านี้มันจะเรียงตัวกันอย่างเป็นระเบียบซึ่งมีด้วยกันหลายรูปผลึก ส่วนหนึ่งเป็นรูปแบบ Liquid crystal
  • เจ้า MLETM นี่เป็นสูตรผสมของ Pseudoceramide (Myristoyl/palmitoyl oxostearamide/arachamide MEA หรือ Ceramide-9S) ร่วมกับ Phytosterol และกรดไขมัน Stearic acid เรียงตัวในรูปแบบที่คล้ายกับ Liquid crystal ของผิว เมื่อดูด้วยกล้องจุลทรรศน์ชนิด Polarized light จะเห็นเป็นเครื่องหมายกากบาท เรียก Maltese cross

(Image from Zeroid global official website)

ด้วยความที่การเรียงตัวเหมือนกัน เลยมีแนวโน้มว่าทำหน้าที่ปกป้องผิวทดแทน Barrier ของผิว

กลุ่มสารที่ดูแลเรื่องการระคายเคือง ให้ความรู้สึกสบายผิว แทนด้วยสีน้ำตาล

  • Oleamide MEA สารตัวนี้รู้จักกันในชื่อทางการค้าว่า RestomideTM เป็นสารนวัตกรรมสิทธิบัตร ออกฤทธิ์โดยไปจับกับตัวรับ Endocannabinoid receptor CB1 ซึ่งพบได้หลายตำแหน่งในผิว เช่น เซลล์ผิวหนังในชั้นหนังกำพร้า เซลล์ Fibroblast, Melanocyte ต่อมไขมัน บริเวณเส้นประสาท และเซลล์ระบบภูมิคุ้มกัน (Baswan et al., Clinical, Cosmetic and Investigational Dermatology 2020;13:927–942) ส่วนของในภาพรวมสรุปได้ว่ามีประโยชน์ให้ผิวแข็งแรง ประมาณรูปนี้

                    การใช้ Restomide อาจจะให้ประโยชน์ในด้านการลดการอักเสบ ความรู้สึกระคายเคือง ให้ความรู้สึกสบายผิว ช่วยให้ผิวแข็งแรงผ่านการเพิ่มกระบวนการเปลี่ยนสภาพหน้าที่ (Differentiation) ของเซลล์ในหนังกำพร้า (Keratinocyte) ให้โตเต็มไวและทำงานได้ดีขึ้น

  • Methyl caprooyl tyrosinate ตัวนี้มีชื่อว่า DefensamideTM เป็นนวัตกรรมสิทธิบัตรเช่นกัน มีรายงานว่าไปกระตุ้นเอนไซม์ Sphingosine Kinase 1 (SPHK1) ที่ Keratinocyte (เซลล์ผิวในชั้นหนังกำพร้า) ซึ่งไปมีผลเพิ่มการสังเคราะห์ Antimicrobial peptides (AMP) ตามธรรมชาติของผิว จึงส่งเสริมและปกป้องผิวจากเชื้อจุลินทรีย์ และเสริมภูมิคุ้มกันให้แก่ผิว (Ref: Medchem Express; J Dermatol Sci. 2015;79(3):229-34.; J Immunol. 2018; 200(1 Supplement):170.14) นอกจากนี้ผู้ผลิตวัตถุดิบยังกล่าวว่า มีคุณสมบัติเพิ่มความชุ่มชื้น ลดการอักเสบระคายเคือง และลดการระเหยของน้ำออกจากผิว ไปพร้อมๆกัน
  • Beta-glucan เป็นสารในกลุ่ม Polysaccharide ที่มีประโยชน์กับผิวหลายประการ มีประโยชน์เรื่องการเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิว ลดการอักเสบ การทดสอบในเซลล์เพาะเลี้ยงพบว่า Beta-glucan ที่สกัดจากข้าวโอ๊ตมีประโยชน์ในการเสริมกระบวนการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างและหน้าที่ของเซลล์ผิว ให้โตเต็มวัย ทำหน้าที่ได้อย่างสมบูรณ์ และฟื้นฟู Barrier ผิว (Int J Biol Macromol. 2021;185:876-889.)
  • Acetyl Dipeptide-1 Cetyl Ester น้องเป็นเปปไทด์สังเคราะห์ที่เด่นในแง่ของการลดความรู้สึกระคายเคือง ซึ่งมีการศึกษารองรับในอาสาสมัคร โดยให้อาสาสมัครทา Capsaicin เพื่อเกิดการระคายเคือง แล้วทาผลิตภัณฑ์ที่มีสารตัวนี้ลงไป พบว่า สารนี้สามารถลดการระคายเคืองและความรู้สึกแสบร้อนที่เกิดขึ้น (J Eur Acad Dermatol Venereol. 2016;30 Suppl 1:18-20.)

Niacinamide แทนด้วยสีน้ำเงิน ทางแบรนด์เคลมว่าใช้มาที่ความเข้มข้น 5% ซึ่งมีประโยชน์ที่ดีต่อผิวหลายประการ ไม่ว่าจะเป็น ด้านของ Barrier ผิว ดูแลการอักเสบระคายเคือง ควบคุมการสร้างน้ำมัน ดูแลเรื่องสิว และดูแลไปถึงด้าน Whitening

สีเขียวเป็นสารเพิ่มความชุ่มชื้นผ่านการเติมน้ำให้ผิว มี Hyaluronate กับกรดอะมิโน Arginine

สีชมพู คือ วิตามินอี เป็น Antioxidant

สำหรับเบสเป็นเบสแบบครีม ไม่มีส่วนผสมของซิลิโคน และไม่มีส่วนผสมของสารอื่นๆ ที่ไม่เป็นมิตรกับผิว

มาให้คะแนนกันดีกว่านะคะ

  1. สารบำรุง ครีม Zeroid pimprove soothing moisturizer ขวดนี้ มีส่วนผสมของสารบำรุงอยู่หลายชนิด ที่เด่นไปในด้านของ Soothing (การให้ความรู้สึกสบายผิว) แบบครอบคลุมกันผ่านหลายกลไก ทั้งดูแลเรื่องการอักเสบระคายเคือง ลดความรู้สึกระคายเคือง ดูแลเรื่อง Barrier ให้แข็งแรง ทั้งในระดับของ Lipid barrier และ ผ่านทาง Antimicrobial peptide และยังดูแลเรื่องสิว ซึ่งอาจจะครอบคลุมถึงด้านของรอยสิวไปด้วยพร้อมๆ กัน เพื่อให้ผิวเราสามารถเก็บความชุ่มชื้นไว้ได้เอง ตอบโจทย์ผิวมันแต่ขาดน้ำ ให้ไป 5 ฟลาสก์
  2. ส่วนผสมอื่นๆ ไม่มีสารที่ไม่เป็นมิตรกับผิว เลยขอให้ไป 5 ฟลาสก์
  3. การใช้งาน ส่วนตัวมีผิวค่อนข้างแห้ง เลยรู้สึกว่าตัวนี้อาจจะเบาไปนิดหน่อย แต่จากที่ได้ให้เพื่อนที่มีผิวมัน 2 ท่านทดลองใช้ ได้รับฟีดแบคกลับมาเป็นเสียงเดียวกัน ว่าเนื้อบางเบา ไม่เหนอะหนะ ไม่เยิ้มเป็นสังขยา ผิดวิสัยครีมเกาที่มักจะใช้แล้วเยิ้มในระหว่างวัน ให้ความรู้สึกสบายผิว ไม่ระคายเคือง และรู้สึกว่าอาการผิวแดงลดลง เพื่อนให้ 5 ฟลาสก์

สุดท้ายนี้ต้องขอขอบคุณทางแบรนด์ Zeroid สาขาประเทศไทยด้วยนะคะ ที่ส่งผลิตภัณฑ์ดีๆ เพียบพร้อมด้วยเทคโนโลยีอันเลอค่ามาให้ได้รู้จักและทดลองใช้ และขอบคุณทุกท่านด้วยค่ะที่ติดตามรับชมมาจนจบ

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ทางแบรนด์ Zeroid โดยตรงเลยนะคะ

Facebook https://www.facebook.com/ZeroidThailand

LazMall https://invol.co/cljepej

ShopeeMall https://invl.io/clj5gyv

Disclaimer/Conflict of interest: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากทางแบรนด์ Zeroid การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสมตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล ผู้เขียนไม่ได้มีผลประโยชน์ใดๆในการขายสินค้า โปรดใช้วิจารณญาณ

#ยืนหนึ่งผิวมันขาดน้ำ #ดูแลสิวผิวไม่เสีย

Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสม เซรั่มดูแลฝ้า ตัวตึง Game changer แห่งวงการ Cysteamine กับ Alphascience Melabright [C+]

ในที่สุดก็ได้เวลามารีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสม Melabright เซรั่มดูแลฝ้าตัวตึงในตำนานจากแบรนด์ Alphascience ที่ได้นำมาเล่า มาโปรยไปตั้งแต่ช่วงปลายเดือนเมษายนที่ผ่านมาซักทีค่ะ

เอาล่ะ ไม่พูดเยอะ เริ่มเลย

น้องจะมาในกล่องที่มีหน้าตาที่เป็น Signature ของแบรนด์ ประมาณนี้นะคะ

ตัวเซรั่มจะมาในแพคเกจแก้วทึบแสงสีขาวขุ่น พร้อมหลอดหยด

เนื้อเซรั่มมีความหนืดเล็กน้อย สีคล้ายชา มีกลิ่นเฉพาะตัวของวัตถุดิบ และสารสำคัญอย่าง Cysteamine ที่เป็นกลิ่นโทน Sulfur (อารมณ์แบบน้ำพุร้อน)

เกลี่ยได้อยู่ ให้ฟีลหนึบๆ นิดหน่อย ซึ่งมาจากเบสที่ใช้ เป็นพวก Humectant solvent อย่าง propylene glycol, isopentyldiol ที่มีความหนึบๆ ตามธรรมชาติ

น้องจะใช้เวลานิดหน่อยในการซึมค่ะ ตรงนี้จะเป็นภาพถ่ายแฟลชของเนื้อเซรั่มหลังเกลี่ย

ค่า pH วัดด้วยกระดาษวัด pH (Universal indicator) อยู่ที่ราวๆ 3 – 4 อาจจะมีคลาดเคลื่อนได้เล็กน้อยเนื่องจากเซรั่มเองก็มีสีค่ะ

ส่วนผสมเป็นดังนี้ค่ะ

สำหรับส่วนผสมวันนี้มีที่น่าสนใจอยู่หลายตัวค่ะ

Cysteamine HCl แทนด้วยสีน้ำเงิน

น้องเป็นนางเอกของผลิตภัณฑ์เลย โดย Cysteamine นี่ ร่างกายเราจะมีอยู่แล้วค่ะ เป็นผลพลอยได้มาจากการสลายตัวของ Coenzyme A เป็น วิตามินบี 5 (Pantothenic acid) กับ Cysteamine

ซึ่งตัวของ Cysteamine มีประโยชน์และมีคุณสมบัติที่ดีหลายประการเลยสำหรับร่างกายของเรา คือ เป็น Antioxidant ที่ดี ช่วยดูแลสมดุลการสร้างและกำจัดอนุมูลอิสระ (Redox homeostasis) ให้แก่ร่างกายเรา

ในด้านของผิวพรรณนั้น Cysteamine เป็น Whitening ที่ดีผ่านหลายกลไก ไม่ว่าจะเป็น

  • การยับยั้งเอนไซม์ Tyrosinase ที่เป็นตัวการในการสร้างเม็ดสี Melanin
  • ยับยั้งเอนไซม์ Peroxidase ที่เป็นส่วนหนึ่งในการสร้างเม็ดสีชนิด Eumelanin ที่มีสีเข้ม
  • ผลัดผิว
  • ปกป้อง Glutathione ใน Melanocyte ซึ่งมีผลไปส่งเสริมให้ Melanocyte สร้างเม็ดสีอ่อนที่ชื่อ Pheomelanin
  • ต่อต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งจะไปกระตุ้นให้ Melanocyte ทำงานมากขึ้น
  • จับกับอิออนโลหะ ซึ่งมีผล 2 แบบ
    • แบบแรก อิออนโลหะจะไปกระตุ้นให้เกิดอนุมูลอิสระผ่าน Fenton reaction แล้วไปกระตุ้นให้ Melanocyte ทำงานมากขึ้น เมื่ออิออนโลหะโดนจับไว้ โอกาสเกิดอนุมูลอิสระก็จะน้อยลง
    • แบบที่สอง ไปจับกับอิออนโลหะ Copper ที่จำเป็นในการทำงานของเอนไซม์ Tyrosinase ซึ่งทำให้ Tyrosinase ทำงานไม่ได้

Cysteamine เป็นสารที่พบว่ามีประสิทธิภาพในการเป็น Whitening ที่ดีมาหลายปีดีดักแล้ว แต่มีปัญหาหลายอย่าง หลักๆ คือ เรื่องของความไม่คงตัว และกลิ่นของ Sulfur

แต่ในระยะหลังๆ มานี้ วงการเครื่องสำอางก็พบเจอวิธีที่สามารถเพิ่มความคงตัวให้กับ Cysteamine ได้หลายแบบ เลยมีความสนใจ และนำกลับมาศึกษาในการทดลองทางคลินิกหลายฉบับ เทียบกับสารมาตรฐาน (Gold standard) ในการรักษาฝ้าของแพทย์ผิวหนัง อย่าง Hydroquinone แล้วพบว่าให้ผลดีใกล้เคียงกัน และมีแนวโน้มว่าจะปลอดภัยกว่า แต่ก็เจอปัญหาเรื่องการระคายเคืองที่อาจจะเกิดขึ้นได้ และเรื่องกลิ่น เลยเป็นรูปแบบใช้แล้วล้างออก

จากการรวบรวมและวิเคราะห์งานวิจัยแบบ Systematic review โดย Ahramiyanpour และคณะ (2021) ที่รวบข้อมูลจากงานวิจัยเกี่ยวกับการทดสอบประสิทธิภาพของ Cysteamine ในอาสาสมัครที่เป็นฝ้า 8 ฉบับ พบว่า Cysteamine มีประสิทธิภาพในการลดจำนวนเม็ดสีผิว และอาสาสมัครมีความพึงพอใจในผลการใช้งาน (J Cosmet Dermatol. 2021;20:3593–3602.)

สำหรับประเด็นเรื่องความคงตัวของ Cysteamine นั้น ในสูตรของ Melabright ทาง Alphascience นี้ เขามีนวัตกรรมสิทธิบัตรที่เพิ่มความคงตัวให้แก่ Cysteamine ได้ ที่ระดับความเข้มข้น 3% และดูแลเรื่องความระคายเคืองได้ในระดับหนึ่ง จึงพัฒนาเป็นตำรับร่วมกับสารบำรุงอื่นๆ ที่ใช้แล้วสามารถทิ้งไว้บนผิวได้เลย โดยไม่ต้องล้างออก ซึ่งถือว่ามีความน่าสนใจมากเลยทีเดียว และสูตรผสมนี้มีการศึกษาเบื้องต้น (Pilot study) ในการดูแลฝ้าเทียบกับ Hydroquinone แล้วพบว่ามีประสิทธิภาพใกล้เคียงกัน

ซึ่ง Pilot study นี้ เป็นการทดสอบแบบแบ่งครึ่งใบหน้า เปรียบเทียบระหว่าง Melabright กับ Hydroquinone 4% ในอาสาสมัครจำนวน 25 คน เป็นเวลา 2 เดือน พบว่าให้ประสิทธิภาพที่ไม่ต่างกัน และไม่เกิดการระคายเคืองในอาสาสมัคร และยังได้ประโยชน์ในด้านของรูขุมขนกระชับขึ้น ความมันลดลง และริ้วรอยที่ดูตื้นขึ้น เสริมเข้ามา

สารบำรุงถัดมาเป็นกลุ่มสีชมพู ได้แก่

  • วิตามินซี ซึ่งใช้ในรูปแบบของ Ascorbic acid ที่ความเข้มข้น 8% ที่เสริมความคงตัวโดยเทคโนโลยีสิทธิบัตรของทาง Alphascience ที่ชื่อ Nextgen technology ผ่านระบบการปกป้องสารไม่ให้เกิดการแตกตัว (Ionization stabilization) ในสารละลาย และสามารถย้อนการแตกตัวของสารต้านอนุมูลอิสระกลับมาในรูปแบบที่ไม่แตกตัว ซึ่งมีความคงตัวสูงกว่า ช่วยปกป้องทั้งตัววิตซีเอง และ Cysteamine ให้คงตัวอยู่ได้

สำหรับประโยชน์ของวิตามินซีนั้นมีด้วยกันหลายประการ ได้แก่

  1. ยับยั้งเอนไซม์ Tyrosinase ที่สร้างเม็ดสีเมลานิน
  2. เป็น Antioxidant ที่ดี
  3. เป็นส่วนหนึ่งในการสังเคราะห์คอลลาเจนตามธรรมชาติของผิว
  4. ดูแลเรื่องการอักเสบระคายเคือง

สารสกัดจากใบแปะก๊วย (Ginkgo biloba leaf extract) เป็นสารสกัดเก่าแก่สารหนึ่งในวงการเครื่องสำอาง มีประโยชน์กับผิวหลายประการเช่นกัน

  • ประกอบด้วยสารในกลุ่ม Polyphenol และ Flavonoids หลายชนิด ที่ให้คุณสมบัติเป็น Antioxidant ที่ดี
  • การทดลองในหนูทดลองพบว่า เมื่อทาสารสกัดจากแปะก๊วย (ที่สกัดด้วย 50% ethanol) ให้ประโยชน์ในการปกป้องผิวจากรังสี UV และเสริมการสร้างเอนไซม์ที่เป็น Antioxidant ตามธรรมชาติในผิวอย่าง Superoxide dismutase (SOD) และ Catalase (Methods Find Exp Clin Pharmacol. 1997 Jul-Aug;19(6):367-71.)
  • ในใบแปะก๊วย มีสารพฤกษเคมีกลุ่ม Biflavone ที่ชื่อ Ginkgetin มีรายงานว่ามีคุณสมบัติในการลดการอักเสบระคายเคืองได้ผ่านหลายกลไก เช่น ยับยั้งเอนไซม์ Phospholipase A2;PLA2 (ซึ่งเป็นตัวแม่สุดเมื่อผิวเกิดความเสียหาย PLA2 จะไปย่อยไขมันฟอสโฟไลปิดที่เป็นองค์ประกอบของเยื่อหุ้มเซลล์ ได้กรดไขมัน Arachidonic acid ที่จะแประสภาพต่อไปผ่านเอนไซม์ Cyclooxegenase และ Lipoxygenase ทำให้เกิดสารที่นำไปสู่การอักเสบต่างๆ) ลดการสร้างเอนไซม์ Cyclooxgenase ซึ่งส่งผลต่อไปให้การสร้างสารก่อการอักเสบลดลง และการทดสอบในหนูทดลองพบว่า การทา Ginkgetin ลดการอักเสบของผิวหนังได้ (Planta Med. 2002;68(4):316-21.) การทดสอบในเซลล์ภูมิคุ้มกัน Mast cell ของหนู ระบุว่า Ginkgetin ยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ Cyclooxegenase และ Lipoxygenase ซึ่งมีผลลดการอักเสบ (Biol Pharm Bull. 2005;28(12):2181-4.)
  • ปกป้องคอลลาเจน โดยไปยับยั้งเอนไซม์ MMP-1 ที่ไปย่อยสลายคอลลาเจน และสาร Ginkgolide A และ bilobalide ยังอาจมีคุณสมบัติเสริมการสร้างคอลลาเจน (Food Sci. Technol (Campinas). 2020;40(2))

สรุป สารสกัดจากใบแปะก๊วยดูแลผิวได้หลายด้าน ในแง่ของการดูแลเรื่องการอักเสบระคายเคือง ให้ความรู้สึกสบายผิว ต่อต้านอนุมูลอิสระ ปกป้องผิวจากรังสี UV และ ดูแลเรื่องริ้วรอย

  • Phytic acid เป็นสารที่มีประโยชน์หลายประการ ใช้เป็นสารจับโลหะในสูตรเครื่องสำอาง ใช้เสริมฤทธิ์กับ Antoxidant อื่นในสูตรเพื่อเสริมความคงตัวให้แก่ตำรับ ใช้เป็นสารบำรุงก็ดี ในแง่ของการบำรุงผิว Phytic acid มีฤทธิ์เป็น Antioxidant มีคุณสมบัติเป็น Whitening โดยไปจับ Copper ของเอนไซม์ Tyrosinase ทำให้การสร้างเม็ดสีเกิดขึ้นได้น้อยลง

Acetyl glycyl beta-alanine

          ตัวนี้เป็นเปปไทด์ที่รู้จักในชื่อทางการค้าว่า Genowhite ข้อมูลจากทางผู้ผลิตวัตถุดิบระบุว่าสารนี้มีคุณสมบัติในด้าน Whitening ผ่านหลายกลไก

  1. ลดการสร้างเม็ดสีผิวผ่านการยับยั้งตัวตั้งต้น MITF ที่จะไปกระตุ้นให้มีการสังเคราะห์เอนไซม์ Tyrosinase
  2. ลดการสร้าง Endothelin-1 ที่สร้างออกมาจากผนังหลอดเลือด ซึ่งจะไปกระตุ้นให้เซลล์สร้างเม็ดสี สร้างเมลานินออกมา
  3. ลดการส่งผ่านเมลานินที่สร้างเสร็จแล้วไม่ให้ออกไปข้างนอก (Melanosome transfer) ผ่านการลดการสังเคราะห์โปรตีน Melanophillin ที่เป็นตัวสำคัญในขั้นตอนนี้

(Image from Corum)

มีการศึกษาในอาสาสมัครโดยบริษัท พบว่าสาร Genowhite มีความสามารถในการดูแลจุดด่างดำตามอายุ (Age spot)

สำหรับตัวเบส(เนื้อหลักของผลิตภัณฑ์) จะเป็น Humectant solvent เป็นเบสหลัก เพื่อเสริมความคงตัวให้แก่ Vitamin C อาจจะมีความหนึบๆ หรือกระตุ้นการระคายเคืองได้ในคนที่พึ่งเริ่มใช้ ความเห็นส่วนตัวคิดว่า อาจจะใช้วิธีผสมกับครีม/เซรั่มอื่นที่ใช้อยู่ก่อนแล้ว วอร์มบนมือ แล้วทาบนใบหน้า เพื่อให้ผิวปรับสภาพ ก่อนที่จะค่อยๆ เพิ่มปริมาณแล้วลงผิวได้เลย

ในด้านของลำดับการลง (Skincare regimen) อาจจะเอาไว้หลังเสร็จกลุ่มน้ำ ก่อนทาน้ำนม ก็ได้อยู่

ส่วนผสมอื่นๆ ขอกล่าวถึงส่วนของสารสีเขียวที่ทำไว้อย่าง Isopentyldiol และ Etoxydiglycol นั้นมีคุณสมบัติเป็น Penetration enhancer ที่เสริมการซึมผ่านของสารบำรุงเข้าสู่ผิว

และมีระบบบัฟเฟอร์อย่าง Citric acid กับ Sodium citrate ที่ช่วยควบคุมค่า pH ของตำรับให้คงที่เพื่อเสริมความคงตัว

นอกจากนั้น ส่วนผสมที่เหลืออื่นๆ ก็เลือกมาเท่าที่จำเป็น และไม่มีสารที่ไม่เป็นมิตรกับผิว

มาให้คะแนนกันดีกว่าค่ะ

  1. สารบำรุง เน้นไปที่การดูแลเรื่องการสร้างเม็ดสีผิวเป็นหลัก ที่เสริมฤทธิ์กันผ่านหลายเสต็ปในการสร้างเม็ดสีผิว เสริมมาด้วยการดูแลเรื่องการระคายเคืองผิว ต่อต้านอนุมูลอิสระ ดูแลเรื่องริ้วรอย และปกป้องผิวจาก UV ให้ไป 5 ฟลาสก์
  2. ส่วนผสมอื่นๆ ไม่มีสารที่ไม่เป็นมิตรกับผิว และสารอื่นที่ใส่มาก็คือผ่านการเลือกมาเป็นอย่างดี เลยไม่มีจุดที่ให้หักคะแนน รับไป 5 ฟลาสก์
  3. การใช้งาน ในเรื่องของเนื้อเบสที่มาใน Humectant solvent นั้นอาจจะหนึบๆ ไม่ค่อยถูกใจเท่าไหร่ แต่ถ้าลงเซรั่มอื่นๆ เรียบร้อยแล้ว ทาเสร็จแล้วทาครีมทับ หรือผสมลงครีมแล้ววอร์มก่อนทาก็ถือว่าพอได้อยู่ค่ะ สำหรับเรื่องกลิ่น ส่วนตัวเป็นคนที่คุ้นชินกับกลิ่นของสาร Sulfur อยู่แล้ว เลยไม่ได้รู้สึกว่าเป็นปัญหาอะไร ในด้านของสีผิว ส่วนตัวไม่ได้มีปัญหาฝ้าหรือจุดด่างดำ หรือปัญหาสีผิวไม่สม่ำเสมอมากนัก แต่ได้ใช้แล้วก็รู้สึกว่าผิวเรียบ ละเอียด และแต่งหน้าได้ติดทนนานมากขึ้น ให้ไป 5 ฟลาสก์

สุดท้ายนี้ขอขอบคุณทางแบรนด์ AlphaScience สาขาประเทศไทยด้วยนะคะ ที่จัดส่งสินค้าดีๆ มาให้ได้ทดลองใช้ และขอบคุณทุกท่านด้วยค่ะที่ติดตามรับชมมาจนจบ

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติม สามารถติดต่อสอบถามได้ที่ทางแบรนด์โดยตรงได้เลยค่ะ

https://www.facebook.com/AlphascienceThailand

สำหรับท่านที่สนใจสามารถติดตามเข้าไปดูที่ Official mall ได้ตามลิงค์ด้านล่างนี้ได้เลยค่ะ

Lazada: https://s.lazada.co.th/s.kxDUd?cc

Shopee: https://shope.ee/2VPWX5CBZK

Disclaimer: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากทางแบรนด์ AlphaScience สาขาประเทศไทย การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสม/วัตถุดิบตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล และผู้เขียนไม่ได้มีผลประโยชน์ใดๆในการขายสินค้า โปรดใช้วิจารณญาณ

Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสมเซรั่มไฮยาจากฝรั่งเศส ที่มีฟีลลิ่งสุดปัง Alphascience HA Booster serum

Revised: 7 มี.ค. 2568

หลายๆ ท่าน ชอบใช้เซรั่มไฮยา แต่ก็เหนื่อยใจกับฟีลลิ่งเหนียวๆ หนึบๆ

วันนี้ทางเพจมีบทวิเคราะห์ส่วนผสมเซรั่มไฮยาที่เนื้อบางเบา ไม่เหนียวเหนอะหนะ และมีส่วนผสมที่น่าสนใจมาฝากกันค่ะ

น้องเป็นเซรั่มที่มีชื่อว่า HA Booster serum จากแบรนด์ Alphascience ประเทศฝรั่งเศสซึ่งมาในหน้าตาแบบนี้

มาในขวดแก้วแบบมีดรอปเปอร์

สำหรับจุดเด่นของผลิตภัณฑ์จากแบรนด์ Alphascience คือ ขวดจะผ่านการซีลมาเป็นอย่างดี จึงมั่นใจได้ว่าสินค้าไม่ได้ถูกแกะ ไม่ผ่านมือใครมาก่อนถึงมือเราแน่นอน

เนื้อเซรั่มเป็นเนื้อที่มีความข้นหนืดนิดหน่อย เนื่องจากทางแบรนด์ไม่ได้ใส่น้ำหอม เราเลยจะได้กลิ่นจางๆ ของวัตถุดิบอยู่ค่ะ

เกลี่ยได้ง่าย ไม่เหนียว ไม่หนึบ ซึมไว แห้งไว

ภาพแรกเป็นลักษณะหลังเกลี่ย ถ่ายด้วยแสงแฟลช

เราจะเห็นความเงาวาวของเนื้อเซรั่มอยู่

เมื่อทิ้งไว้ประมาณ 3 นาที จะค่อนข้างซึมไปเยอะเลย

ค่า pH อยู่ที่ราวๆ 5 ซึ่งใกล้เคียงกับผิว

สำหรับส่วนผสมเป็นดังนี้

สำหรับส่วนผสมค่อนข้างเรียบง่าย แต่มาแบบเน้นๆ ปังๆ

เริ่มด้วยสีน้ำเงิน Silanetriol ซึ่งคือ Organic silicium ซึ่งมีส่วนประกอบของธาตุ Silicon ค่ะ

          สำหรับประโยชน์ของ Silicon นั้นจะมีคุณสมบัติเด่นๆ หลายประการ ได้แก่ เสริมการทำงานของผิว เสริมให้ผิวกระชับ ยืดหยุ่น และเสริมการติดต่อสื่อสารกันระหว่างผิว ซึ่งจะส่งผลให้ผิวเราปรับตัวต่อมลภาวะและสิ่งต่างๆ ทั้งจากสิ่งแวดล้อมและความเครียด

  • Silicon กระตุ้นการทำงานของเซลล์ผิวในชั้นหนังกำพร้า (Keratinocyte) ช่วยปกป้อง เสริมการอุ้มน้ำ และช่วยให้สีผิวสม่ำเสมอ

(Image from Exsymol Monaco)

  • Silicon จะไปจับกับช่องว่างระหว่างเส้นใย Fiber ที่เป็น Matrix ต่างๆ ใน Dermis ให้ผิวเรามีความนุ่มแน่น แข็งแรง

(Image from Exsymol Monaco)

  • เมื่อเราอายุเพิ่มขึ้น ปริมาณของ Silicon จะลดลง อาจจะเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้เส้นใยต่างๆ ในผิวไม่กระชับ เกิดริ้วรอยขึ้นมา
  • การเสริม Silicon ก็อาจจะมีคุณสมบัติเสริมการทำงานของ Fibroblast เสริมการสังเคราะห์คอลลาเจน ให้ผิวกระชับ แข็งแรง

(Image from Exsymol Monaco)

  • ระหว่างชั้นหนังกำพร้า กับหนังแท้ มันจะมีโครงสร้างที่เรียกว่า Dermal-Epidermal Junction หรือ DEJ ซึ่งสำคัญมาก เพราะจะพยุงเอาโครงสร้างผิวเอาไว้ พอเราอายุเพิ่มขึ้น DEJ จะยุบ แล้วทำให้เกิดริ้วรอยร่องลึกขึ้นมา

(Roig-Rosello, E.; Rousselle, P. The Human Epidermal Basement Membrane: A Shaped and Cell Instructive Platform That Aging Slowly Alters. Biomolecules 2020, 10, 1607. https://doi.org/10.3390/biom10121607)

  • เจ้า Silicon นี้ยังไปช่วยให้ชั้น DEJ มีความแข็งแรงขึ้นด้วย

(Image from Exsymol Monaco)

สำหรับสูตรผสมของ Silanetriol กับ Hyaluronic acid นั้นมีชื่อทางการค้าว่า Epidermosil ซึ่งเอา Silanetriol มาเป็นระบบนำส่งให้ Hyaluronic acid เข้าผิวได้ดีขึ้นค่ะ

ทางแบรนด์ได้ทำแผนภาพจำลองเพื่อเปรียบเทียบว่า การใช้ Silicium มาเป็นระบบนำส่งนั้น ช่วยเสริมให้ Hya เข้าไปที่ชั้นลึกของหนังกำพร้าได้ดีขึ้น

(Image from Exsymol Monaco)

ซึ่งทางผู้ผลิตวัตถุดิบบริษัท Exsymol Monaco ได้ทดสอบประสิทธิภาพในอาสาสมัคร โดยให้อาสาสมัครทาผลิตภัณฑ์ที่มี Epidermosil 5% (ซึ่งเป็นความเข้มข้นเดียวกับใน HA Booster serum) วันละ 2 ครั้งเป็นเวลา 28 วันพบว่าอาสาสมัครมีริ้วรอยที่ตื้นขึ้น ผิวเรียบเนียนขึ้น และมีความชุ่มชื้นเพิ่มขึ้น

(Image from Exsymol Monaco)

แค่ส่วนผสมชุดแรกก็ปังแล้ว ยังเสริมมาด้วย

  • Betaine ซึ่งเป็นอนุพันธ์ของกรดอะมิโน Glycine มีประโยชน์ที่ดีกับผิวหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการให้ความรู้สึกที่ดีกับผิว ลดการระคายเคือง มีรายงานวิจัยทดสอบประสิทธิภาพในระดับเซลล์เพาะเลี้ยง พบว่า Betaine มีคุณสมบัติในการลดการสร้างเม็ดสี Melanin (Cho et al., Food Sci Biotechnol. 2017;26(5):1391-1397.) มีอีกงานหนึ่งทดสอบประสิทธิภาพในระดับเซลล์เพาะเลี้ยงเช่นกัน พบว่าการทาสารในกลุ่ม Osmolyte อย่าง Betaine นั้นมีประโยชน์ในการเสริมความแข็งแรงให้แก่ Barrier ผิว โดยไปเพิ่มการทำงานของ Tight junction ที่เป็นช่องแคบๆ ระหว่างเซลล์ ทำหน้าที่ปกป้องไม่ให้สิ่งไม่ดีจากภายนอกเข้าสู่ในผิว และลดการเสียน้ำและ NMF ตัวเล็กๆ ออกไปภายนอก (El-Chami et al., Br J Dermatol. 2021;184(3):482-494. doi: 10.1111/bjd.19162.)
  • Jania rubens extract เป็นสารสกัดจากสาหร่ายสีแดง พอได้ไปตามอ่านข้อมูลจากผู้ผลิตวัตถุดิบ Actiporine 8.G ของบริษัท Codif ประเทศฝรั่งเศส (ประกอบด้วย Glycerin (and) Water (and) Jania Rubens extract) เลยพบว่าน้องมีกลไกที่น่าสนใจมากเว่อร์ คือ น้องไปกระตุ้นให้เกิดการสร้างประตูขนส่งกลุ่ม Aquaporin-8 (AQP8) ขึ้นมา ปกติถ้าพูดถึง AQP เรามักจะพูดถึง AQP3 ซึ่งเป็น AQP ที่เป็นประตูส่งน้ำและ Glycerin เข้าเซลล์ผิว ให้ผิวเราชุ่มชื้น แข็งแรง ส่วนเจ้า AQP8 นั้นมีการพูดถึงว่าเป็นตัวขนส่งแอมโมเนีย เพื่อให้ผิวเราเอาไปสร้าง Urea ที่เป็น 1 ในสารจับน้ำตามธรรมชาติ (Natural moisturizing factor; NMF) ของผิวเรา

หน้าตาของสาหร่าย Jania rubens

เป็นตัวน้อยกลมๆ

(Image from Codif)

ทีนี้ความน่าสนใจอยู่ที่ว่า Codif ไปเจอว่า AQP8 นั้น นอกจากช่วยขนส่งแอมโมเนียแล้ว น้องยังไปช่วยผลักเอา Hydrogen peroxide ออกจากผิว ซึ่งในเซลล์เรานี่จะมีหน่วยที่ชื่อ Mitochondria ที่ทำหน้าที่สร้างพลังงานอยู่ตลอดเวลา เป็นเหมือนโรงไฟฟ้าของเซลล์ (เรียกกันสวยๆ ในวงการว่า Power house of cell) เวลาน้องทำงานมันก็จะได้พวกอนุมูลอิสระต่างๆ ออกมา ร่างเราก็จะมีกลไกในการกำจัดอนุมูลอิสระ แต่ถ้าอนุมูลอิสระมันมากไป มันก็จะไปทำลายเซลล์เรา แล้วตัวที่โดนทำลายแรกๆ ก็คือเจ้า Mitochondria นี่แหละ ถ้าไม่มีน้อง เซลล์ก็ไม่มีพลังงาน อยู่ไม่ได้ แก่ตายไป

วัตถุดิบนี้ ไปเสริมการสร้าง AQP8 ที่ไปช่วยผลักเอา Hydrogen peroxide ทิ้งไป Mitochondria เลยรอด เราก็รอดด้วย

ซึ่งทางบริษัท Codif ก็มีการทดสอบประสิทธิภาพทั้งในระดับเซลล์เพาะเลี้ยงและในอาสาสมัคร ก็เจอว่าให้ประโยชน์ที่ดีในด้านของการชะลอวัย ลดเลือนริ้วรอย

โดยรวมส่วนผสมของสารบำรุงที่ใส่มาใน HA booster serum นี่คือตัวตึงด้านการเติมน้ำ ผิวกระชับ แข็งแรง และดูแลผิวด้านริ้วรอย ชะลอวัย อาจจะได้เรื่องความรู้สึกสบายผิว การระคายเคือง และ whitening อยู่ด้วย

และไม่มีส่วนผสมของสารที่ไม่เป็นมิตรกับผิว

มาให้คะแนนกันดีกว่าค่ะ

  1. สารบำรุง ถ้ามองในแง่ของการเป็นเซรั่มไฮยาชิ้นหนึ่ง คือ น้องทำมาได้จัดเต็มมาก ไม่ใช่แค่เติมน้ำ แต่มันมีมิติอื่นซ่อนไปมากกว่านั้น ไม่ว่าจะเป็นการใช้เทคนิค Silicium delivery หรือการเลือกใช้สารที่มาเสริมกันอย่างลงตัว เพื่อดูแลริ้วรอย ให้ไป 5 ฟลาสก์
  2. ส่วนผสมอื่นๆ ไม่มีสารที่ไม่เป็นมิตรกับผิว เลยไม่มีที่ให้หักคะแนน รับไป 5 ฟลาสก์
  3. การใช้งาน ส่วนตัวค่อนข้างชอบความบางเบาของเนื้อ ไม่เหนียวหนึบ ลงแล้วทาสกินแคร์ตัวอื่นต่อไปได้เลยไม่ต้องรอนาน ในแง่ของด้านผิวกระชับ ริ้วรอย ส่วนตัวยังไม่ได้มีปัญหาด้านนี้เลยยังฟันธงชัดเจนไม่ได้ แต่ก็ได้ความรู้สึกว่าผิวดีขึ้นจากการใช้มาเดือนกว่าๆ รับไป 5 ฟลาสก์

สุดท้ายนี้ขอขอบคุณทางแบรนด์ AlphaScience สาขาประเทศไทยด้วยนะคะ ที่จัดส่งสินค้าดีๆ มาให้ได้ทดลองใช้ และขอบคุณทุกท่านด้วยค่ะที่ติดตามรับชมมาจนจบ

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติม สามารถติดต่อสอบถามได้ที่ทางแบรนด์โดยตรงได้เลยค่ะ

https://www.facebook.com/AlphascienceThailand

สำหรับท่านที่สนใจสามารถติดตามเข้าไปดูที่ Official mall ได้ตามลิงค์ด้านล่างนี้ได้เลยค่ะ

Lazada: https://s.lazada.co.th/s.FfVDK?cc

Shopee: https://s.shopee.co.th/1g4Ip6JmQF

Disclaimer: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากทางแบรนด์ AlphaScience สาขาประเทศไทย การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสม/วัตถุดิบตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล และผู้เขียนไม่ได้มีผลประโยชน์ใดๆในการขายสินค้า โปรดใช้วิจารณญาณ

Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสมมูสโฟมล้างหน้านุ่มแน่น Cloud จาก The Labatorian

ก่อนหน้านี้ทางเพจได้นำเสนอมูสโฟมล้างหน้าชิ้นหนึ่งที่มีฟองโฟมมูสแน่นนุ่มสู้มือไป วันนี้ขอหยิบเอาส่วนผสมของน้องมาวิเคราะห์กันต่อ

ผลิตภัณฑ์มูสโฟมนี้มีชื่อว่า Cloud Fluffy amino gentle barrier cleanser จากแบรนด์ the Labatorian ซึ่งมีผลิตภัณฑ์ที่น่าสนใจหลายๆ ชิ้น และทางเพจได้เคยนำเสนอไปก่อนหน้านี้

สำหรับท่านที่พลาด สามารถรับชมรีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสมของผลิตภัณฑ์ที่น่าสนใจจากทางแบรนด์ได้ตามลิงค์เลยนะคะ

เซรั่มสำหรับดูแลผิวที่เป็นสิวง่าย Agness >>Click

เซรั่มสำหรับดูแลผิวที่มีปัญหาจุดด่างดำ Clair >>Click

และเซรั่มดูแล Barrier ผิวสุดปัง Brikk ที่พึ่งเปิดตัวไม่นานมานี้ >>Click

วันนี้ถึงคิวของน้อง Cloud แล้วค่ะ ขอแอบอวดความน่ารักของ Box set ที่ทางแบรนด์ส่งมาให้สักหน่อย

น่ารักเนอะ

สำหรับตัวมูสนี้มาในกระป๋องอะลูมิเนียมแบบอัดก๊าซ ซึ่งเรียกตำรับแบบนี้กันว่า Aerosol ค่ะ

เนื้อโฟมก็นุ่มแน่นสู้มือสุดๆ

ลองวัดค่า pH หลังละลายมูสในน้ำได้อยู่ที่ราวๆ 5 ซึ่งถือว่าทำมาได้ใกล้เคียงกับค่า pH ของผิว

รายการส่วนผสมเป็นดังนี้นะคะ

สำหรับส่วนผสมวันนี้มี่ทำไว้ สีตามกลุ่ม ประโยชน์และวัตถุประสงค์ในการใช้

เนื่องจากเป็นผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดจึงขอเปิดประเดิมด้วยกลุ่มสารทำความสะอาดค่ะ

  • กลุ่มสารทำความสะอาดแทนด้วยสีส้ม ซึ่งมีด้วยกัน 3 ชนิด คือ Lauryl hydroxysultaine, Disodium cocoyl glutamate และ Caprylyl/capryl glucoside ซึ่งเป็นสารทำความสะอาดชนิดที่อ่อนโยนกับผิวทั้ง 3 ตัว
    • ขอ Focus ที่ Lauryl hydroxysultaine ซึ่งเป็นสารทำความสะอาดที่น่าสนใจตัวหนึ่ง มีความอ่อนโยนที่ดี ทำความสะอาดดี ฟองดี และยังมีความคงตัวสูง ไม่สลายตัวปลดปล่อยสารที่ไม่เป็นมิตรออกมาง่ายๆ
    • Disodium cocoyl glutamate เป็นสารทำความสะอาดชนิดอ่อนโยนที่ดัดแปลงจากกรดอะมิโน Glutamic acid มีความอ่อนโยนเช่นกัน
    • ส่วน Caprylyl/capryl glucoside นั้นเป็นสารทำความสะอาดชนิดไม่มีประจุ มีความอ่อนโยนเช่นเดียวกัน
  • กลุ่มสารที่ดูแลเรื่องการระคายเคือง แทนด้วยสีฟ้า ซึ่งมีด้วยกัน 4 ตัว ขอเลือกกล่าวถึงตัวที่น่าสนใจ 2 ตัว คือ
    • Acetyl dipeptide-1 cetyl ester น้องเป็นเปปไทด์ที่เด่นในแง่ของการลดความรู้สึกระคายเคือง ซึ่งมีการศึกษารองรับในอาสาสมัคร โดยให้อาสาสมัครทา Capsaicin เพื่อเกิดการระคายเคือง แล้วทาผลิตภัณฑ์ที่มีสารตัวนี้ลงไป พบว่า สารนี้สามารถลดการระคายเคืองและความรู้สึกแสบร้อนที่เกิดขึ้น (J Eur Acad Dermatol Venereol. 2016;30 Suppl 1:18-20.)
    • Hydroxyacetophenone มีชื่อทางการค้าว่า Symsave H เป็นสาร Muti-functional ให้ประโยชน์เป็นสารเพิ่มประสิทธิภาพของสารกันเสีย ให้คุณสมบัติเสริมในด้านการลดการระคายเคือง และเป็น Antioxidant
  • สีชมพู O-cymen-5-Ol มีอีกชื่อว่า Isopropyl methylphenol เรียกกันย่อๆ ว่า IPMP น้องเป็นสารกลุ่ม Terpenes ที่พบได้ในพืชหลายๆชนิด มีรายงานการวิจัยสนับสนุนถึงคุณสมบัติระงับเชื้อราและแบคทีเรียบางชนิด (Int Dent J. 2011;61 Suppl 3:33-40.) ข้อมูลจากผู้ผลิตวัตถุดิบระบุว่าสารนี้ใช้เป็น Preservative booster ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของสารระงับเชื้อชนิดอื่นๆในตำรับ และมีคุณสมบัติในการควบคุมความมัน และลดจำนวนเชื้อก่อโรคสิว (Ref: TDS ParbFree® IPMP100)
  • สีม่วง คือ วิตามินอี ซึ่งเป็น Antioxidant ที่ละลายได้ในไขมัน

อีกจุดที่น่าสนใจคือในตำรับมีการใช้ Buffer เพื่อควบคุมค่า pH ให้คงที่ โดยใช้ Citric acid คู่กับ Sodium citrate และมีรายงานว่าการใช้ Buffer กรดอ่อนมีประโยชน์ในการดูแลผิว (แต่ทั้งนี้ขึ้นกับค่า pH ของตำรับด้วย)

ในภาพรวมคือเป็น Cleanser ชิ้นหนึ่งที่ทำมาได้น่าสนใจ เลือกใช้สารทำความสะอาดที่อ่อนโยน แต่คงไว้ซึ่งฟองโฟมหนานุ่มแน่น และเสริมสารบำรุงที่ดูแลผิวได้ในหลายๆ ด้าน ถึงแม้ว่าพวก Cleanser จะสัมผัสผิวไม่นาน การมีสารบำรุงอยู่ก็น่าจะดีกว่าไม่มี และสารลดระคายเคืองอย่าง Acetyl dipeptide-1 cetyl ester ก็อาจจะให้ประโยชน์ในการลดการระคายเคืองจากการล้างหน้าได้

มาให้คะแนนกันดีกว่าค่ะ

เนื่องจากเป็นผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดขอปรับหัวข้อการให้คะแนนเล็กน้อยนะคะ

  1. สารทำความสะอาด เป็นเหมือนหัวใจหลักของ Cleanser ซึ่งทางแบรนด์เลือกใช้มาอย่างดี เป็นชนิดที่อ่อนโยนหมด ส่วนเรื่องฟองก็แจ่ม ดังนั้นใครสายฟองแต่กลัว surfactant แรงๆ ตัวนี้ก็น่าจะเป็นทางเลือกที่ดี ให้ไป 5 ฟลาสก์
  2. สารบำรุงและส่วนผสมอื่นๆ สารบำรุงที่ใส่ลงมามีประโยชน์หลายอย่าง เช่น ดูแลเรื่องการระคายเคือง ให้ความรู้สึกสบายผิว ดูแลเรื่องสิวและเรื่องของความชุ่มชื้นผิว สำหรับส่วนผสมอื่นๆ นั้น ไม่มีสารที่ไม่เป็นมิตรกับผิว รับไป 5 ฟลาสก์เช่นกัน
  3. การใช้งาน ส่วนตัวเป็นคนบ้าฟองอยู่แล้ว ดังนั้นตัวนี้คือตอบโจทย์ค่ะ คนผิวแห้งแบบดิฉันอย่านวดนานจนเพลิน จะรู้สึกแห้งตึงได้ ครั้งแรกๆ ดิฉันนวดสนุกมากยิ่งนวดฟองยิ่งแน่นยิ่งนุ่ม กลายเป็นนวดเพลินไป หน้าแห้ง ให้ลองนวดประมาณ 30 วิ พอสนุกสนานก็ไปล้างออก ก็ไม่แห้งตึงระคายเคืองแล้วค่ะ สำหรับผิวมันก็เพิ่มเวลาใช้งานไปตามความเหมาะสมค่ะ ให้ไป 5 ฟลาสก์

สุดท้ายนี้ต้องขอขอบคุณทางแบรนด์ The labatorian ด้วยนะคะ ที่ส่งผลิตภัณฑ์ดีๆ มาให้ได้รู้จัก และขอบคุณทุกท่านด้วยนะคะ ที่ติดตามรับชมมาจนจบ

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถติดต่อสอบถามได้ที่

IG : the_labatorian

Line official : @labatorian

Facebook : Labatorian

ทางไปตำ

https://s.lazada.co.th/s.LukkS?cc

Disclaimer/conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากทางแบรนด์ The labatorian การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสม/วัตถุดิบตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล และผู้เขียนไม่มีส่วนเกี่ยวข้องเกี่ยวกับบริษัทเครื่องสำอางใดๆ โปรดใช้วิจารณญาณ

Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสมมอยส์เจอไรเซอร์บำรุงผิวกาย CeraVe Moisturizing Lotion (revised 12/2022)

เชื่อว่าหลายๆ ท่านน่าจะคุ้นตา คุ้นชิน แล้วก็อาจจะเคยใช้มอยส์เจอไรเซอร์บำรุงผิวกายของ CeraVe กันมาบ้างแล้วนะคะ

แบรนด์ CeraVe นี่เป็นแบรนด์เวชสำอางบำรุงผิวที่พัฒนาร่วมกับแพทย์ผิวหนังชั้นน้ำของอเมริกา มีราคาที่จับต้องได้ หาซื้อได้ง่าย และเป็นที่นิยมทั่วโลกเลยทีเดียวค่ะ

แบรนด์ CeraVe นั้นเป็นเวชสำอางแบรนด์อันดับ 1 ที่แพทย์ผิวหนังในอเมริกาแนะนำ

ซึ่งสูตรที่ทางบริษัท L’oreal Thailand นำเข้ามาจำหน่ายในไทยนั้น ก็ได้ผ่านการวิจัยและปรับสูตรเพื่อให้เหมาะกับการใช้ในอากาศบ้านเราด้วยค่ะ

ซึ่งก็มีด้วยกันหลายสูตร ท่านที่สนใจสามารถติดตามรับชมได้ที่บน Official website ของทางแบรนด์ CeraVe ประเทศไทยได้เลยค่ะ

(Image from CeraVe Thailand Official Website)

สำหรับ Content นี้เราจะมาอัพเดทและวิเคราะห์ส่วนผสมของ CeraVe Moisturizing Lotion กันอีกครั้งนะคะ

สำหรับหน้าตาน้องก็จะเป็นแบบนี้ค่ะ

ก็จะขอเล่าเรื่องของปราการผิว (Skin Barrier) ของเรา แล้วก็เทคโนโลยี MVE ของทางแบรนด์เล็กน้อยก่อนไปวิเคราะห์ส่วนผสมนะคะ

ในผิวชั้นนอกของเรา จะมีส่วนประกอบที่สำคัญอยู่ 3 อย่าง ที่ทำหน้าที่เป็นตัวปกป้องรักษาความชุ่มชื้นให้คงอยู่ในผิว และป้องกันไม่ให้สารอันตรายต่างๆเข้ามาในผิว ที่เราเรียกกันว่า Barrier ผิวค่ะ

สิ่งเหล่านี้ได้แก่

  1. ไขมันที่เรียงตัวเป็นชั้นๆ หรือ Lipid lamellar
  2. สารชอบน้ำ ที่เรียกว่า Natural moisturizing factor เช่น พวกกรดอะมิโน น้ำตาล ยูเรีย และอิออนบางชนิด
  3. โปรตีนเคราติน และการเรียงตัวแบบสลับซับซ้อนของเซลล์ผิวที่ตายแล้วในชั้นนอก ที่ชื่อ Corneocyte

ว่ากันว่า ไขมันนั้นสำคัญที่สุดในการเป็น Barrier ของผิวนะคะ

แน่นอนว่า ไขมันนี้ เป็นคนละชนิดกับ น้ำมัน Sebum ที่หลั่งออกมาจากต่อมไขมันในรูขุมขน

ไขมันส่วนนี้อยู่ในผิวชั้นนอกของเรา เรียงตัวเป็นชั้นๆ ประกอบด้วยไขมัน 3 ชนิดหลักๆ คือ Ceramide, Cholesterol และ กรดไขมันค่ะ

และองค์ประกอบที่พบมากที่สุดในไขมันนี้ก็คือ Ceramide ที่พบได้เกือบถึง 50% เลยทีเดียว และนางก็มีความสำคัญมากกับความแข็งแรงของ Barrier ผิว

Ceramide นั้นมีหลายชนิดค่ะ แต่ชนิดที่มีความสำคัญคงหนีไม่พ้น Ceramide 1 แต่ทางเครื่องสำอางเราไม่ค่อยนำมาใช้กัน เพราะปัญหาเรื่องความคงตัว เลยหยิบเอา Ceramide 3 ที่คงตัวดีกว่ามาใช้กันเสียมากกว่า

ข้อดีอย่างหนึ่งของ CeraVe ก็คือ ใช้ Ceramide 3 ชนิด คือ Ceramide 1, Ceramide 3 และ Ceramide 6-II ในสัดส่วนที่เหมาะสมเพื่อเสริมการฟื้นฟู Barrier ผิวของเราได้อย่างลงตัวค่ะ

ส่วนเทคโนโลยี MVE นั้น เป็นเทคโนโลยีที่ทางแบรนด์เลือกใช้ในการนำส่งสารบำรุงเข้าสู่ผิวค่ะ

MVE นั้นย่อมาจาก Multivesicular emulsion ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่มีทั้งสิทธิบัตร และงานวิจัยรองรับรับ โดยเป็นระบบนำส่งที่มีรูปร่างเป็นทรงกลมที่มีหลายๆชั้น คล้ายหัวหอม เวลาลงผิว ก็จะค่อยๆปลดปล่อยออกมาทีละชั้น ทำให้สารเพิ่มความชุ่มชื้นต่างๆอยู่ในผิวได้นานขึ้น (Ref: J Clin Aesthet Dermatol. 2016; 9(12): 26–32.)

(Image from CeraVe Thailand)

ซึ่งตรงนี้ทางแบรนด์เองก็มีผลการทดสอบประสิทธิภาพด้านความชุ่มชื้นในอาสาสมัครด้วยนะคะ

สำหรับส่วนผสมเป็นดังนี้ค่ะ

จากส่วนผสมวันนี้ทำสีของสารบำรุงไว้ 2 สีค่ะ

ในส่วนของสารบำรุงสีม่วงจะเป็นส่วนของสารไขมันที่เป็นองค์ประกอบของ Barrier ผิวค่ะ ซึ่งได้แก่

  • Ceramides ทั้ง 3 ชนิด คือ Ceramide 1, 3 และ 6-II ซึ่งถือว่าเป็นการเลือกเซราไมด์ได้อย่างชาญฉลาด ผิวหนังของคนเราประกอบด้วย Ceramides อยู่หลายชนิดก็จริง อันนี้ขอลงลึกนิดหน่อย ถ้าแบ่งแบบง่ายๆ เราสามารถแบ่ง Ceramides ในผิวได้เป็น 3 กลุ่มใหญ่ ตามชนิดของกรดไขมันที่เป็นองค์ประกอบในโมเลกุล คือ Ceramides กลุ่ม N เป็น Ceramide ที่มีกรดไขมันชนิดปกติ กลุ่ม A มีกรดไขมันที่มีหมู่ Hydroxyl ที่ตำแหน่ง alpha-carbon และกลุ่ม EO มีกรดไขมันชนิดที่มีการ Esterified บริเวณ Hydroxyl ตำแหน่ง Omega ว่ากันว่า เซราไมด์กลุ่ม EO จะมีความสำคัญมากที่สุดในการทำให้ Barrier ของผิวแข็งแรง และผิวเราต้องมีสัดส่วนของ Ceramide A, N และ EO ที่เหมาะสมถึงมีผิวแข็งแรง ทีนี้ทางแบรนด์ก็เลยหยิบเอาเซราไมด์ตัวแทนจากแต่ละกลุ่มมาใส่ในครีม ถึงบอกว่านี่คือการใช้ได้อย่างชาญฉลาด
  1. Ceramide AP เป็น Ceramide ในกลุ่ม A มีชื่ออีกชื่อว่า Ceramide 6 II
  2. Ceramide NP เป็น Ceramide ในกลุ่ม N มีชื่ออีกชื่อว่า Ceramide 3 ตัวนี้เป็นเซราไมด์ชนิดที่พบมากที่สุดในผิวเรา
  3. Ceramide EOP เป็น Ceramide ในกลุ่ม EO ที่มีกรดไขมันสายยาวๆอยู่ แต่จากแหล่งข้อมูล มี่ก็ยังมีความสับสนอยู่ เพราะ Ceramide 1 ที่แท้ทรูคือ Ceramide EOS
  • Cholesterol เป็นอีก 1 องค์ประกอบที่สำคัญของ Barrier ผิว
  • Phytosphingosine เป็นเบสชนิดหนึ่งกลุ่ม Sphingoide ซึ่งเป็นองค์ประกอบที่สำคัญในโครงสร้างของ Ceramide

ตัว Phytosphingosine ของมันเองก็มีประโยชน์ที่ดีกับผิวหลายประการ และมีการศึกษาวิจัยรองรับอยู่หลายชิ้น ที่น่าสนใจคือ น้องมีคุณสมบัติที่ดีในการดูแลการอักเสบและระคายเคืองผิว และเสริมการบวนการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างหน้าที่ (Differentiation) ของเซลล์ผิวในชั้นหนังกำพร้า (Keratinocyte) ให้ทำงานได้สมบูรณ์และโตเต็มไว (Mol Med. 2006; 12(1-3): 17–24.)

  • Caprylic/capric glycerides เป็นไขมันชนิด Triglycerides ซึ่งผิวเราสามารถย่อยสลายแปรสภาพได้เป็นกรดไขมัน กับ Glycerin

สีฟ้า เป็นสารบำรุงอื่นๆ ที่ไม่ได้จัดเข้ากับ Barrier lipid ได้แก่

  • Sodium hyaluronate ซึ่งมีประโยชน์ในการเพิ่มความชุ่มชื้น
  • Tocopherol หรือวิตามินอี เป็น antioxidant

ในภาพรวมจึงเน้นไปที่ความแข็งแรงของผิว และเสริมความชุ่มชื้น

และในสูตรไม่มีส่วนผสมสารที่ไม่เป็นมิตรกับผิว

มาให้คะแนนดีกว่าค่ะ วันนี้ส่วนผสมมีไม่ค่อยเยอะมาก ขอแบ่งให้คะแนนเป็น 2 หมวดนะคะ

  1. ส่วนผสม ถ้าพิจารณาในด้านของส่วนประกอบที่เกี่ยวข้องกับ Barrier ผิวทั้งหมด ตัวนี้ยังถือว่าขาดกลุ่ม NMF ที่เป็นสารโมเลกุลเล็กอยู่นะคะ แต่ถ้าพิจารณาในด้านของสารไขมันที่เสริมสร้าง Barrier ผิวทั้งหมด ตัวนี้ถือว่าทำมาได้ดี และมีความชาญฉลาด ที่เลือกใช้เซราไมด์ทั้ง 3 กลุ่มหลัก คือ A, N และ EO ตามชนิดที่เป็นองค์ประกอบของ Barrier ผิว ส่วนผสมทุกตัวที่ใส่มามีความเป็นมิตรกับผิวดีค่ะ และอย่าลืมประเด็นของเรื่อง MVE technology ด้วย จุดนี้ขอให้คะแนนแบบในภาพรวมที่ 4 ฟลาสก์
  2. การใช้งาน น้องเป็นโลชั่นที่ให้สัมผัสที่ค่อนข้างบางเบามาก ซึมไว แห้งไว ไม่เหนอะหนะ ในส่วนของสัมผัสหลังใช้ก็ถือว่าค่อนข้างดีค่ะ เบาสบายผิว เอามาทาได้ทั้งหน้าและตัวค่ะ ขวดเดียวครบจบทั้งหน้าตัว ระหว่างวันถ้าเหงื่อออกก็ไม่ได้เยิ้มหรือรู้สึกเหนียวเหนอะหนะไม่สบายตัว รับไป 5 ฟลาสก์

สุดท้ายนี้ต้องขอขอบคุณทางแบรนด์ CeraVe ประเทศไทย ด้วยนะคะที่ส่งผลิตภัณฑ์ดีๆมาให้มี่ได้ทดลองใช้ และขอบคุณทุกท่านด้วยค่ะที่ติดตามรับชมมาจนจบ

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ทางแบรนด์ CeraVe ได้โดยตรงเลยนะคะ

https://www.facebook.com/CeraveThailandOfficial/

ทางไปช้อปปิ้ง

Lazada https://s.lazada.co.th/s.EBh18?cc

Shopee https://s.shopee.co.th/7Kk6ylfl2b

Disclaimer/conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับมาจากทางแบรนด์ CeraVe การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสมตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณ ผู้เขียนไม่ได้รับค่าตอบแทนในการเขียนรีวิวนี้และไม่ได้มีผลประโยชน์ใดๆ ในการขายสินค้า แต่ผู้เขียนอาจได้รับส่วนแบ่งจากการคลิ้กลิงค์ไปยังร้านค้า

Image

ประโยชน์ของ Zinc ต่อผิวพรรณ และรีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสมสเปรย์น้ำแร่ Trio-Zinc Mist จาก Novexpert เวชสำอางสายคลีนจากประเทศฝรั่งเศส

สวัสดีค่ะ วันนี้มีสาระดีๆ เกี่ยวกับประโยชน์ของ Zinc ที่มีต่อผิวมาฝากกัน

และมีรีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสมสเปรย์น้ำแร่ Zinc ตัวดังจาก Novexpert เวชสำอางของประเทศฝรั่งเศสมาฝากกันค่ะ

กล่าวถึงแบรนด์นี้กันสักเล็กน้อยนะคะ แบรนด์นี้เขาเด่นในแง่ของการเบลนด์เอาหลักการทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีขั้นสูง ผสานเข้ากับส่วนผสมจากธรรมชาติที่ผ่านการค้นคว้าวิจัยมาเป็นอย่างดี

แล้วก็มีความ Clean แล้วก็มีความไม่ใช้ส่วนผสมที่มาจากสัตว์ ก็เลยถือว่ามีความ Vegan ด้วยค่ะ

ส่วนตัวก็เคยมีโอกาสได้ลองสินค้าของทางแบรนด์อยู่หลายชิ้นอย่างตัวเซรั่มวิตามินซี กับเซรั่มไฮยา ซึ่งก็ชอบมากๆ ทั้งคู่

เคยทำรีวิวไว้นานมากแล้วไม่แน่ใจเขาเปลี่ยนส่วนผสมหรือยังนะคะ สามารถติดตามไปแวะอ่านเป็นแนวทางจากบน Blog ที่เคยทำไว้ได้ค่ะ

วิตซี https://miyeonthereviewer.com/2018/06/29/novexpertvc/

ไฮยา https://miyeonthereviewer.com/2018/07/10/novexpert-hya/

กลุ่มที่จะมารีวิวคราวนี้มาจากกลุ่มของ Trio Zinc นะคะ ซึ่งเน้นที่ Zinc เป็นพระเอกค่ะ

ในกลุ่มนี้มีผลิตภัณฑ์อยู่หลายชิ้น ส่วนใหญ่จะเหมาะกับปัญหาผิวมัน สิว แต่ก็ให้ประโยชน์ได้ในการชะลอวัย และ มีบางตัวที่คนผิวแห้งหรือผิวผสมก็เอามาประยุกต์ใช้ได้ค่ะ

(Image from Novexpert)

ซึ่งทางแบรนด์ก็ได้มีการทดสอบประสิทธิภาพของ Hero ของไลน์อย่าง Purifying fluid ก็พบว่ามีประโยชน์ทั้งในด้านจุดด่างดำและริ้วรอยค่ะ

โดยตัวที่จะหยิบยกมารีวิวในวันนี้นั้นเป็นสเปรย์น้ำแร่ (Mist) ที่เคยเอามาเกริ่นๆ ว่ารักน้องมากๆ ช่วงก่อน คือเจ้า Trio-Zinc mist นั่นเองค่ะ

น้องมีหน้าตาประมาณนี้ค่ะ

แอบลุ้นให้มีขวดเล็กขนาดพกพา

สำหรับค่า pH อยู่ที่ราวๆ 5 นะคะ

ในด้านการใช้งานนั้น จะเอามาสเปรย์หลังทำความสะอาดใบหน้าใช้เป็น Astringent toner ก็ได้ จะสเปรย์หลังแต่งหน้าแล้วเอาทิชชูกดทับเบาๆ (อย่าลากนะคะ แค่กดซับๆ) เพื่อช่วยให้เมคอัพดูสดและติดทน หรือจะสเปรย์เพื่อเติมน้ำ เสริมความชุ่มชื้น เพิ่มความสดชื่น คืนความสบายผิว ควบคุมความมันในระหว่างวันก็ดี

ส่วนผสม

สำหรับส่วนผสมก็คือตรงไปตรงมาแฟร์ๆ มีเกลือของ Zinc ที่เป็นที่นิยมในวงการอยู่ 3 ชนิด แอบชั้นสูงนิดนึง เพราะดูแพงกว่า Zinc sulfate ที่เราพบกันบ่อยๆ

และด้วยความที่มี Zinc ละลายในน้ำ อัดกระป๋องด้วยแก๊สไนโตรเจน น้องเลยประกอบด้วยสารจากธรรมชาติทั้งหมด 100%

ไม่มีสารอื่นๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องเลย

เรามาทำความรู้จักกับ Zinc กันนะคะ

Zinc เป็นแร่ธาตุชนิดหนึ่งที่มีความสำคัญต่อทั้งร่างกายและความงามค่ะ

ถ้าโฟกัสที่ผิวพรรณ Zinc เป็นองค์ประกอบของเอนไซม์และสิ่งที่เราเรียกว่า transcription factors หลายชนิด ช่วยกันทำงานให้ผิวเราสวยงาม สมบูรณ์ แข็งแรง

สำหรับประโยชน์ของ Zinc ต่อผิว พอสรุปได้ประมาณนี้ค่ะ

  • ด้าน Immune: Zinc เสริมกระบวนการทำงานของเซลล์ภูมิคุ้มกันต่างๆ เช่น NK cell เสริมกระบวนการกำจัดเชื้อผ่านกระบวนการกินเชื้อไปทำลายแบบ Phagocytosis ควบคุมสภาวะสมดุลของกระบวนการต่างๆ ทางภูมิคุ้มกัน เช่น ปรับสมดุลการสร้างสารก่อการอักเสบ IL-6, TNF-α, Nitric oxide เป็นต้น
  • เป็น Antioxidant
  • ต่อต้านเอนไซม์ 5α-reductase ที่เปลี่ยนฮอร์โมนเพศชายให้มีฤทธิ์แรงขึ้น และกระตุ้นการสร้าง Sebum ออกมา น้ำมัน Sebum นี้มันก็จะไปเรียกเชื้อ C. acnes (ชื่อเดิม P. acnes) ให้มากิน ก็กลายเป็นสิว
  • ควบคุมความมันผ่านคุณสมบัติ Astringent โดยไปกระชับรูขุมขน ลดการหลั่งน้ำมันออกมา
  • มีการศึกษาว่า Zinc เองก็เป็น Whitening ได้นะ เพียงแต่ต้องใช้ dose สูงหน่อย

จะเห็นว่า Zinc นี่ประโยชน์ดีๆ เยอะมาก

ลองมาดูรายละเอียดของ Zinc แต่ละตัวที่ทางแบรนด์เลือกใช้นะคะ

  • Zinc PCA เป็น Zinc ที่จับกับอนุพันธ์ของกรดอะมิโนอย่าง Pyrollidone carboxylic acid (PCA) ซึ่ง PCA ปกติทำหน้าที่เป็น สารจับน้ำให้ผิวตามธรรมชาติ ที่เราเรียกกันว่า Natural moisturizing factor (NMF) สำหรับ Zinc PCA มีรายงานการวิจัยกล่าวว่า Zinc PCA ช่วยปกป้องเซลล์ผิวหนังจากรังสี UVA ได้ โดยไปลดการสร้าง Activator protein 1 และ MMP-1 ที่มักจะสร้างเวลามีรังสี UV ซึ่งตัว MMP เป็นเอนไซม์ที่ทำลายคอลลาเจนในผิวทำให้เกิดความหย่อนยานและริ้วรอย (Int J Cosmet Sci. 2012; 34(1):23-8.) ข้อมูลจากผู้ผลิตวัตถุดิบกล่าวว่า สารนี้มีประโยชน์เป็นสารเติมน้ำให้ผิว (Humectant) ระงับเชื้อบางชนิด ควบคุมความมัน ลดริ้วรอยและชะลอวัย (Ajidew® ZN-100, Ajinomoto Ltd.)
  • Zinc gluconate เป็น Zinc ที่จับกับกรดน้ำตาล Gluconic acid ซึ่ง มีรายงานว่ามีคุณสมบัติในการเสริมการสมานแผลของผิว ดูแลเรื่องการอักเสบระคายเคือง มีคุณสมบัติเสริมในการฆ่าเชื้อแบคทีเรียแบบอ่อนๆ นิยมใช้เสริมกับยาต่างๆ ในการรักษาสิว โดยมีรายงานว่าลดการดื้อยาปฏิชีวนะเมื่อใช้ร่วมกัน (Abendrot and Kalinowska-Lis, Int J Cosmet Sci. 2018; 4(40):319-327)
  • Zinc lactate เป็น Zinc ที่จับกับเกลือ Lactate ที่มาจากกรด Lactic ละลายน้ำได้ดี

จะเห็นว่า Zinc แต่ละรูปแบบที่เลือกมาก็คือเลือกมาได้ค่อนข้างดีเลยทีเดียว

วันนี้ก็ขอให้คะแนนแบบภาพรวมนะคะ

  • ส่วนผสม “The less is more” คือ คำที่นิยามส่วนผสมชุดนี้ได้ดีมาก น้องมาน้อยแต่มาก เรียบแต่โก้ สวยใสมีประโยชน์ ด้วยคุณประโยชน์ของ Zinc ที่ละลายน้ำได้ ไม่มีส่วนผสมอื่นๆ มากวนผิวกวนใจ ถ้านับเฉพาะด้านการควบคุมความมันและประโยชน์จาก Zinc เอาไปเลย 5 ฟลาสก์
  • การใช้งาน น้องออกแบบมาตอบโจทย์ สำหรับคนผิวมัน คนที่อยากคุมมัน หรือ ผิวผสมที่อยากได้น้ำแร่ที่ใช้แล้วสบายผิวไม่แห้งเกินไป ส่วนตัวเองก็ชอบ และใช้ได้โดยไม่รู้สึกว่าตึงหรือแห้ง เอาไป 5 ฟลาสก์

สุดท้ายนี้ต้องขอขอบคุณทางแบรนด์ Novexpert สาขาประเทศไทยด้วยค่ะที่ส่งผลิตภัณฑ์ดีๆ มาให้ และขอบคุณทุกท่านด้วยค่ะที่ติดตามรับชมมาจนจบ

อีกอย่างที่อยากบอกก่อนทิ้งท้ายคือเรื่องค่าตัวน้อง น้องมีค่าตัวแค่ 350/150 ml ซึ่งถือว่า Cost-Effective คุ้มค่าคุ้มราคามากๆ

ทางไปช้อปปิ้ง

Lazada https://s.lazada.co.th/s.vhkAW?cc

Shopee https://s.shopee.co.th/706L2NH5rv

ส่วนรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ทางแบรนด์โดยตรงเลยนะคะ

Line : @noverxpertthailand

IG : novexpertthailand

FB : Novexpert Thailand

Disclaimer/conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากทางแบรนด์ Novexpert สาขาประเทศไทย การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสม/วัตถุดิบตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล และผู้เขียนไม่ได้ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับบริษัทเครื่องสำอางใดๆ โปรดใช้วิจารณญาณ