Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสมน้ำตบแอนตี้ออกซิแดนท์สูตรรักษ์โลก T’else AOX Glow Essence

T’else rebrand คราวนี้ปังถึงใจจริงๆ

Blog นี้ขอหยิบเอาน้อง AOX glow essence มารีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสมกันอย่างต่อเนื่องเลยค่ะ

แอบบอกก่อนเลยว่า รุ่นนี้เป็น Thailand exclusive พัฒนามาเพื่อคนไทย จำหน่ายในเมืองไทยเท่านั้นค่ะ

น้องมาในหน้าตาแบบนี้

ตัวภาชนะบรรจุเป็นขวดพลาสติกที่เป็นพลาสติกรักษ์โลกชนิด 30% PCR (Post-consumer recycled material) ซึ่งช่วยลด Carbon footprint ให้กับแบรนด์ ตรงตามคอนเซปท์ eco-friendly ของแบรนด์

เนื้อเอสเซนส์ค่อนข้างเบา ถ้าเทียบกับเอสเซนส์และแอมพูลในซีรี่ส์คอมบูชา

เกลี่ยได้ง่าย ให้ฟีลเคลือบผิว ลื่นๆ นิดหน่อย เมื่อทิ้งไว้ประมาณ 1 นาที จะแห้ง/ซึมไปจนหมด

ค่า pH อยู่ที่ราวๆ 5 ค่ะ

ส่วนผสมจัดเต็มตามท้องเรื่องเช่นเคย

แบรนด์ T’else เวอร์ชั่นรีแบรนด์ จะเป็นการเบลนด์กันของสารสกัดจากพืชจากนานาประเทศ โดยแปลงมาจากคำว่า Terra + Else

  • ส่วนของ Terra ในสูตรนี้จะเป็นคอมบูชา (Camellia sinensis leaf extract หมักด้วย saccharomyces ferment filtrate) กับ โสมแดง (Panax ginseng root extract)
  • ส่วนของ Else จะเป็น Hyaluronic acid 3 ชนิดที่เติมน้ำให้ผิวได้หลายระดับแบบฉ่ำ

มาดูส่วนผสมที่น่าสนใจกันดีกว่า

Kombucha ที่ผ่านกระบวนการหมักด้วย Saccharomyces yeast ซีรี่ส์นี้ตัวใบชาอัสสัมที่เขาเลือกมา คือเป็นเกรดที่ดีที่สุด ที่สมาคมนักดื่มชารู้จักกันในนาม FTGFOP หรือ “Finest Tippy Golden Flowery Orange Pekoe”

  • ‘Orange Pekoe’ เป็นการกล่าวถึงชาทั้งใบ (whole leaf tea) โดยคำว่า Pekoe มีที่มาจากการแปลภาษาจีนผิดในช่วงแรกๆ โดยสื่อความหมายถึง White hair บนยอดอ่อนใบชา ส่วนคำว่า Orange มาจาก Dutch royal House of Orange-Nassau ซึ่งเป็นผู้ที่มีความสำคัญในการซื้อ-ขายชาในยุคศตวรรษที่ 17
  • ส่วนอีก 3 คำ
    • Tippy หมายถึง ยอดอ่อนของใบชา
    • Golden สื่อถึงสีทองของยอดอ่อนใบชา
    • Flowery เป็นการเน้นย้ำว่ายอดอ่อนของใบชายังอยู่อย่างสมบูรณ์ใน Whole leaves tea นั้นๆ (Reference: Australian Tea Centre)
  • ในใบชาเกรด FTGFOP จะประกอบด้วยสารพฤกษเคมีสำคัญๆ หลายชนิด เช่นพวก Polyphenol, Flavonoid, Catechin, Glucuronic acid ซึ่งมีประโยชน์ที่ดีกับผิวหลายประการ และมีคุณสมบัติเป็น Antioxidant ที่ดี และมีประโยชน์ในการชะลอวัยของผิวพรรณ
  • ผ่านกรรมวิธีการสกัดที่เป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ ซึ่งเคลมว่าเป็น Slow brewing technology สกัดด้วยอุณหภูมิต่ำ 20 องศาเซลเซียส อย่างช้าๆ เป็นเวลา 336 ชั่วโมง เพื่อให้ได้สารสกัดจากคอมบูชาที่มีคุณภาพสูง โดยไม่มีสารเติมแต่งอื่นๆ

โสมแดง (Panax ginseng root extract) เป็นโสมคุณภาพสูงที่ผ่านกรรมวิธีผ่านกระบวนการนึ่งและตากแดดจนแห้งซ้ำๆ มากกว่า 7 ครั้ง ที่ผ่านการทดสอบยืนยันว่าประกอบด้วยสารในกลุ่ม Ginsenoside ในปริมาณสูงกว่าโสมธรรมดาถึง 8 เท่า โดยประโยชน์ของโสมในทาง Skincare นั้นค่อนข้างกว้าง และมีงานวิจัยรองรับอยู่หลายฉบับ โดยในภาพรวมโสมจะเด่นด้านการชะลอวัย ฟื้นฟูและปรับสภาพผิว

สารสกัดจากจุลินทรีย์ Probiotic อย่าง Bifida ferment filtrate, Lactobacillus ferment และ Lactobacillus ferment lysate ที่ดูแลเรื่อง Microbiome barrier ของผิว เพื่อให้ชุมชนจุลินทรีย์ (Microbiome) ผิวอยู่ในสภาวะสมดุล และแข็งแรง คล้ายๆ สูตร Kombucha essence เพิ่มเติมคือ มี lactobacillus/soybean ferment extract ซึ่งเมื่อผ่านกระบวนการหมักแล้ว Isoflavone ตัวใหญ่ในรูป Glycoside ที่มีน้ำตาลเกาะอยู่ จะถูกแปรสภาพเป็น Isoflavone aglycone ตัวเล็กลง มีฤทธิ์ Antioxidant เพิ่มขึ้น ให้ประโยชน์ด้านการชะลอวัย และมีรายงานว่าเป็น Phytoestrogen ให้ผิวนุ่มฟู ชุ่มชื้น

สารบำรุงอื่นๆ ได้แก่

  • Hyaluronic acid 4 กลุ่ม ได้แก่
    • Hya ตัวดั้งเดิม
    • Hydrolyzed Hya ที่ผ่านการย่อยให้มีขนาดโมเลกุลเล็กลง
    • Sodium acetylated Hya ที่เป็นตัวดัดแปลงเติมหมู่ Acetyl group ลงไปให้มีความชอบไขมันเพิ่มขึ้น ทำให้ซึมลงไปในหนังกำพร้า เกาะอยู่ในนั้น เพิ่มความชุ่มชื้น และทางผู้ผลิตวัตถุดิบเองก็มีเคลมเกี่ยวกับประโยชน์ในการเสริมการฟื้นฟู Barrier เสริมการแบ่งตัวเพิ่มจำนวนของ Keratinocyte (เซลล์ในชั้นหนังกำพร้า) เพื่อมาทดแทนตัวที่ได้รับความเสียหายจาก UV ไป และการทดสอบในระดับอาสาสมัครพบว่าเสริมความยืดหยุ่นให้ผิว
    • Hydroxypropyltrimonium hya เป็น Hya ประจุบวกที่จะเคลือบเกาะกับผิวเราซึ่งมีประจุลบได้แน่น
  • Pseudoceramide ตัว PC-9S (Myristoyl/Palmitoyl Oxostearamide/Arachamide MEA) ที่ดูแลเรื่อง Barrier ผิว ให้ผิวแข็งแรง
  • วิตามินบี 3 ที่มีประโยชน์ที่ดีต่อผิวหลายอย่าง ทั้งในแง่ของ Whitening ผ่านการลดการส่งผ่านเมลานินที่สร้างเสร็จแล้วไม่ให้ออกไปด้านนอก ดูแลเรื่องการอักเสบระคายเคือง เสริมการสร้างไขมันที่เป็น Barrier ผิว และดูแลเรื่องรูขุมขน การเกิดสิว การปลดปล่อยน้ำมัน Sebum
  • สารสกัดจากพืชมากมายหลายชนิด ที่ทางแบรนด์เคลมว่าเป็น Beauty plant complex ได้แก่ Lavender, Rosemary, Oregano และ Thyme ร่วมกับ สารสกัดอีกชุดที่ทางแบรนด์เคลมว่าเป็น Guardian plant shield ได้แก่ ถั่วเหลือง Willow, Cinnamon, Oregano, สน Hinoki, Baikal skullcap และ Purslane ดูแลและปกป้องผิว
  • สารสกัดจากดาวเรือง ดูแลเรื่องการระคายเคืองผิว ให้ความรู้สึกสบายผิว (Soothing)
  • Arginine เป็นกรดอะมิโน ที่เป็นสารจับน้ำให้ผิวตามธรรมชาติ (Natural moisturizing factor)
  • Adenosine อาจให้ประโยชน์ในแง่ของการทำงานของผิว และการดูแลเรื่องริ้วรอย

แต่ว่าในเบสมีการแต่งกลิ่นด้วยน้ำมันหอมระเหยจากพืชตระกูลส้ม (Citrus spp.) ซึ่งอาจจะทำให้เกิดอาการแพ้แสงแดดได้ ถ้าใช้ในตอนกลางวันแล้วไปโดนแดดจัดๆ

แต่ว่า น้ำมันหอมระเหยกลุ่มนี้ในท้องตลาดจะมีพวกที่เป็นเกรด FCF คือ Furocoumarin free ด้วย โดยแยกเอาสาร Furocoumarin ออกจากน้ำมัน ทำให้ลดความเสี่ยงในการแพ้แสงแดดไป ซึ่งทางนี้ก็คิดว่า ทางแบรนด์คงใช้เกรด FCF แหละ

ในส่วนของเบสนั้นเป็นเบสแบบน้ำ ไม่มีส่วนผสมของน้ำมัน และสารที่ไม่เป็นมิตรกับผิว

ให้คะแนน

  1. สารบำรุง เรียกได้ว่า จัดสารต้านอนุมูลอิสระมาสมชื่อ AOX ของผลิตภัณฑ์ พร้อมทั้งดูแลผิวหลายๆ อย่าง ไม่ว่าจะเป็น PC-9S ที่ดูแล Barrier ผิว ส่วนผสมของพวก Pro-post biotics ที่ดูแล Microbiome, Hyaluronate หลากหลายฟอร์มเพิ่มความชุ่มชื้น เสริมสารสกัดจากพืชอีกมากมายหลายชนิดที่ให้ประโยชน์ได้หลายด้านอย่างครอบคลุม ทั้งชะลอวัย ดูแลริ้วรอย ให้ความรู้สึกสบายผิว ชุ่มชื้น อาจจะได้ไปถึง Whitening และในสูตรนี้มี Salix bark extract ที่มี Salicylic acid จากธรรมชาติ ประกบคู่มากับสารสกัดที่มีฤทธิ์ต่อต้านแบคทีเรีย น่าจะให้ประโยชน์ในการดูแลสิวด้วยอีก 1 ทาง ให้ไป 5 ฟลาสก์
  2. ส่วนผสมอื่นๆ จะขอหักคะแนนที่น้ำมันหอมระเหยจาก Citrus ที่อาจจะก่อการแพ้แสง/ไวต่อแดดได้ แม้ว่าส่วนตัวจะลองใช้กลางวันมาแล้วไม่เจอปัญหาอะไร และคิดว่า ทางแบรนด์คงใช้เกรด FCF ซึ่งเสี่ยงแพ้แสงน้อย แต่ไม่มีข้อมูล เลยขอให้ 4 ฟลาสก์
  3. การใช้งาน ด้วยความที่ตัว Essence เนื้อเบา ไม่ลื่น ไม่หนึบผิว จึงยัดเข้า Routine ผิวได้ง่าย ใช้ได้ง่ายทั้งเช้าเย็น แต่ส่วนตัวก็จะเลี่ยงถ้าวันไหนต้องเจอแดดจัดๆ นานๆ จะไปใช้แค่ก่อนนอน วอร์มๆ บนมือ แล้วกดเบาๆ บนหน้า ค่อนข้างให้ความรู้สึกสบายผิว ให้ไป 5 ฟลาสก์

สุดท้ายนี้ต้องขอขอบคุณทางแบรนด์ T’else สาขาประเทศไทยด้วยนะคะ ที่ส่งผลิตภัณฑ์ดีๆ มาให้ตั้งแต่วันเปิดตัว และขอบคุณทุกท่านที่ติดตามรับชมมาจนจบค่ะ

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ทางแบรนด์ T’else โดยตรงเลยนะคะ

https://web.facebook.com/TelseThailand

ช่องทางไปช้อปปิ้ง

แอพฟ้า https://s.lazada.co.th/s.GCJZS?cc

แอพส้ม https://s.shopee.co.th/7V1GfUBxHE

Disclaimer/Conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากทางแบรนด์ T’else สาขาประเทศไทย การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสม/วัตถุดิบตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล และผู้เขียนไม่ได้มีผลประโยชน์ใดๆในการขายสินค้า โปรดใช้วิจารณญาณ

Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสม เจลล้างหน้าสำหรับผิวที่มีปัญหาสิวตัวดัง กับ SA Cleanser จาก CeraVe

สำหรับ Blog นี้จะมาเล่ารายละเอียดและวิเคราะห์ส่วนผสมของ Cleanser สูตร SA smoothing จาก Cerave กัน

ซึ่งถ้าพูดถึง Cleanser แล้ว ทาง Cerave ก็มีอยู่หลายสูตร ที่พัฒนามาตอบโจทย์ความต้องการที่แตกต่างกันไป อย่างที่ทางเพจได้เคยนำเสนอไว้จะมีด้วยกัน 3 สูตรแล้ว ได้แก่

  • Foaming cleanser ออกแบบมาสำหรับผิวธรรมดา – ผิวมัน
  • Hydrating cleanser ออกแบบมาสำหรับคนผิวแห้ง – ผิวแพ้ง่าย สองตัวนี้สามารถติดตามอ่านรีวิวได้ที่ https://miyeonthereviewer.com/2018/08/02/cerave-cleanser/ 
  • Cream-to-Foam cleanser ออกแบบมาให้โดดเด่นในด้านของการทำความสะอาดเมคอัพ ไปพร้อมกันในขั้นตอนเดียวได้เลย สามารถติดตามอ่านรีวิวได้ที่ https://miyeonthereviewer.com/2023/03/03/cerave-creamtofoam/

Blog นี้เรามาดูน้อง SA smoothing cleanser กันบ้างนะคะ

น้องมาในหน้าตาแบบนี้ค่ะ 

ก่อนหน้านี้น้องเคยออกมาแล้วรอบหนึ่ง แต่เจอปัญหาว่า หลายๆ คน เจอว่า ตัวหัวปั๊มด้านในเป็นสนิม หรือมีตะกรันสีน้ำตาลแดง ดิฉันเองก็เป็นหนึ่งในผู้ประสบภัยสมัยที่ทางแบรนด์ Launched รุ่นแรกออกมา 

ทางแบรนด์ก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ เลยปรับหัวปั๊มใหม่เพื่อแก้ปัญหานี้ค่ะ หายห่วงได้เลย

สูตรนี้มีฟองอยู่พอประมาณ ไม่มีส่วนผสมของน้ำหอม

ในด้านของการทำความสะอาด เมื่อตีฟองเรียบร้อยแล้ว นวดฟองลงบนหน้าเปียกๆ จะลื่น เกลี่ยง่าย ฟองไม่หยาบกระด้างผิว หลังล้างไม่แห้งตึง

ค่า pH ของฟอง (หลังละลายน้ำแล้ว) อยู่ที่ประมาณ 5 นะคะ

จะเรียกว่าเป็น Low pH cleanser ที่ไม่ทำร้าย Barrier และไม่กวนระบบ Natural skin buffer system ก็คงไม่เกินจริง

ก่อนไปดูส่วนผสม อยากรวบตึงถึงประโยชน์และจุดเด่นของ Cleanser ตัวนี้ก่อน

  • สารทำความสะอาดที่ใช้ค่อนข้างอ่อนโยน และเป็น Sulfate-free 
  • มีส่วนผสมของ Niacinamide, และ Ceramides 3 ชนิด เพื่อลดการรบกวน Barrier ผิว เสริมปราการผิวให้แข็งแรง
  • ส่วนผสมของ Salicylic acid ที่นอกจากจะเด่นเรื่องการอุดตันแล้ว น้องยังเป็นสารที่แพทย์ผิวหนังแนะนำให้ใช้สำหรับกรณีของผิวหยาบกร้าน และภาวะขนคุด (Keratosis pilaris) 

ซึ่งมีกรณีศึกษาจากแพทย์ผิวหนัง Dr.Tiffany Clay ที่กล่าวว่า เธอจะแนะนำ Cleanser ที่มี Salicylic acid สำหรับคนที่มีปัญหาโรคขนคุดค่ะ

(ที่มา: CeraVe UK website)

สูตรนี้ได้ผ่านการทดสอบการแพ้ และไม่อุดตัน (Non-comedogenic) 

ส่วนผสมเป็นดังนี้

ขอเริ่มวิเคราะห์ส่วนผสมที่ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดก่อนเลยค่ะ ในวันนี้แทนด้วยสีเขียว

  • Sodium lauroyl sarcosinate เป็นสารทำความสะอาดประจุลบที่ได้จากการดัดแปลงกรดอะมิโน มีความอ่อนโยนต่อผิว
  • Cocamidopropyl hydroxysultaine เป็น Surfactant ชนิดสองประจุ (Amphotetic) มีประโยชน์ทั้งเป็นตัวเพิ่มฟอง เสริมประสิทธิภาพในการทำความสะอาด มีความอ่อนโยนกับผิว ไม่ทำให้ผิวแห้งตึง ใช้ได้กับผู้ที่มีผิวบอบบางแพ้ง่าย (Ref: ข้อมูลจากผู้ผลิตวัตถุดิบ)
  • Sodium methyl cocoyl taurate เป็นสารทำความสะอาดประจุลบ มีความอ่อนโยนต่อผิวเช่นกัน ให้ฟีลที่ดีตอนใช้งาน และใช้ได้กับผู้ที่มีผิวบอบบางแพ้ง่าย (Ref: ข้อมูลจากผู้ผลิตวัตถุดิบ)

สำหรับกลุ่มของ Barrier Lipids จะเป็นตัวเบลนด์ของ Ceramide NP, Ceramide AP และ Ceramide EOP ร่วมกับ Cholesterol และ Phytosphingosine ที่เป็นสารตั้งต้นของเซราไมด์ในผิว

สำหรับสารที่ผลัดผิวนอกจาก Salicylic acid ที่เป็น BHA แล้ว ยังเสริม Gluconolactone ที่เป็น PHA ที่ให้ประโยชน์ต่อสิวอยู่ด้วย

เสริมสารบำรุงด้วย Niacinamide ที่ดูแลเรื่องการระคายเคืองผิว และมีประโยชน์อื่นๆ มากมายต่อผิว ร่วมกับ Hydrolyzed hyaluronic acid ที่เติมน้ำให้ผิว

ในภาพรวมก็อาจจะสรุปได้ว่า เป็น Cleanser ที่น้อยแต่มาก พัฒนาสูตรมาได้ค่อนข้างดี ใช้ Surfactant ที่มีความอ่อนโยน เหมาะกับทุกสภาพผิว แต่ก็ยังทำความสะอาดได้ดี และเสริมไขมันที่เป็น Barrier ผิวเข้ามาด้วย
เพราะพื้นฐานผิวที่ดีต้องเริ่มจากการมี skin barrier ที่แข็งแรงนะคะ

ให้คะแนน

  1. สารทำความสะอาด มีความอ่อนโยนสูง ให้ฟองที่ดี ข้อมูลจากผู้ผลิตระบุว่า สารทำความสะอาดที่เลือกใช้มานั้นไม่รบกวนระบบเก็บกักน้ำของผิว และระบบ Skin pH buffer ที่รักษาค่า pH ของผิว ซึ่งก็น่าสนใจเพราะค่า pH ของฟองหลังละลายน้ำที่ทางนี้วัดได้ยังอยู่ที่ 5 ให้ไป 5 ฟลาสก์
  2. สารบำรุงและส่วนผสมอื่น ในด้านของสารบำรุง ทางแบรนด์เน้นไปที่การดูแลระบบความชุ่มชื้นของผิวโดยการเติมพวก Barrier lipids เข้ามา ใช้ BHA-PHA ดูแลเรื่องผิวหยาบกระด้าง และ BHA ดูแลเรื่องขนคุด พร้อมทั้งเสริมวิตามินบี 3 กับ Hyaluronic acid เข้ามาด้วย ให้ไป 5 ฟลาสก์
  3. การใช้งาน ส่วนตัวต้องยอมรับว่าค่อนข้างติดน้ำหอมในกลุ่ม Cleansing พอควร แรกๆ ที่ใช้ Cleanser แบบไม่มีน้ำหอมจะรู้สึกแปลกๆ นิดหน่อย แต่ก็ไม่ได้เป็นปัญหาอะไร ในด้านของฟีลลิ่งหลังล้าง คิดว่าทำมาได้ค่อนข้างดี ไม่แห้งตึง ไม่ระคายเคือง แต่ด้วยเราก็จะเติมมอยส์เจอร์คืนให้ผิวหลังล้างทำความสะอาดอยู่แล้วค่ะ เลยไม่แน่ใจว่าถ้าทิ้งไว้นานๆ จะเป็นอย่างไร ด้านความสะอาดคิดว่าทำมาได้ดี ขวดเดียวใช้ได้ทั้งหน้าทั้งตัว ในส่วนของเรื่องขนคุด หรือผิวหยาบกระด้าง ทางนี้ไม่ได้มีปัญหาในจุดนี้เลยไม่แน่ใจเหมือนกัน ขอให้ไป 5 ฟลาสก์

สุดท้ายนี้ขอขอบคุณทุกท่านที่ติดตามมาจนจบนะคะ และขอขอบคุณทางแบรนด์ Cerave สาขาประเทศไทยด้วยค่ะที่ส่งผลิตภัณฑ์ดีๆ มาให้

สำหรับรายละเอียเพิ่มเติมสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ทางแบรนด์โดยตรงเลยนะคะ

https://www.facebook.com/CeraveThailandOfficial

ทางไปช้อปปิ้ง

แอปส้ม https://bit.ly/3TQLnBm

แอปฟ้า https://s.lazada.co.th/s.naseO?cc

#เซราวีคลีนเซอร์ผิวแข็งแรง #CeraVeThailand

Disclaimer/Conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากทางแบรนด์ Cerave สาขาประเทศไทย การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสม/วัตถุดิบตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล และผู้เขียนไม่ได้มีผลประโยชน์ใดๆในการขายสินค้า โปรดใช้วิจารณญาณ

Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสมครีม Kombucha Hydro Glow cream จาก t’else

วันก่อนทางเพจได้นำเสนอส่วนผสมของ Essence และ เซรั่ม ในไลน์ Kombucha ของ T’else ไปแล้ว วันนี้ขอหยิบเอาครีมมาวิเคราะห์ต่อกันเลยค่ะ

ขออวดโฉมผลิตภัณฑ์ในไลน์ Kombucha อีกรอบ

ท่านที่พลาดไปสามารถกลับไปรับชมรีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสมของ Essence และ เซรั่ม (Ampoule) ได้ที่ลิงค์นี้นะคะ >>Click<<

วันนี้ขอหยิบครีมมารีวิวแยก เพราะว่าครีมนี่ฉ่ำไม่เบานะคะ ฉ่ำยังไง เดี๋ยวเล่า

น้องมาในกระปุกหน้าตาแบบนี้ค่ะ

กระปุกใช้วัตถุดิบพลาสติกที่เป็นพลาสติกรักษ์โลกชนิด 50% PCR (Post-consumer recycled material) ซึ่งช่วยลด Carbon footprint ให้กับแบรนด์ ตรงตามคอนเซปท์ eco-friendly ของแบรนด์

เนื้อครีมจะค่อนข้างข้น มีกลิ่นหอมจางๆ ของน้ำมันหอมระเหย

แม้ว่าจะค่อนข้างข้น แต่ก็เกลี่ยง่าย ให้ความโกลว์ชุ่มฉ่ำ แต่ไม่ถึงกับเหนียวเหนอะหนะ

ซึ่งความโกลว์นั้นแลดูจะมากกว่า ตัว Essence และ Ampoule

ถ่ายด้วยแฟลชเพื่อดูความโกลว์

สูตรนี้ไม่ได้วัดค่า pH นะคะ

ส่วนผสมเป็นดังนี้

สำหรับตัวครีม ส่วนผสมจะคล้ายๆ กับเพื่อนๆ ในไลน์

สำหรับส่วนผสมในภาพรวม ที่ดูเด่นจะเป็นตัว Kombucha ที่ผ่านกระบวนการหมักด้วย Saccharomyces yeast

ซีรี่ส์นี้ตัวใบชาอัสสัมที่เขาเลือกมา คือเป็นเกรดที่ดีที่สุด ที่สมาคมนักดื่มชารู้จักกันในนาม FTGFOP หรือ “Finest Tippy Golden Flowery Orange Pekoe”

‘Orange Pekoe’ เป็นการกล่าวถึงชาทั้งใบ (whole leaf tea) โดยคำว่า Pekoe มีที่มาจากการแปลภาษาจีนผิดในช่วงแรกๆ โดยสื่อความหมายถึง White hair บนยอดอ่อนใบชา ส่วนคำว่า Orange มาจาก Dutch royal House of Orange-Nassau ซึ่งเป็นผู้ที่มีความสำคัญในการซื้อ-ขายชาในยุคศตวรรษที่ 17

ส่วนอีก 3 คำ

Tippy หมายถึง ยอดอ่อนของใบชา

Golden สื่อถึงสีทองของยอดอ่อนใบชา

Flowery เป็นการเน้นย้ำว่ายอดอ่อนของใบชายังอยู่อย่างสมบูรณ์ใน Whole leaves tea นั้นๆ (Reference: Australian Tea Centre)

ในใบชาเกรด FTGFOP จะประกอบด้วยสารพฤกษเคมีสำคัญๆ หลายชนิด ดังภาพ

(Image from T’else Korea Official Website)

จากแบรนด์เคลมก็เป็นไปตามงานวิจัยว่าในการหมักชาจะได้สารพฤกษเคมีที่เป็นประโยชน์หลายชนิด รวมทั้ง Glucuronic acid ออกมาด้วย (Bishop et al., Beverages 2022, 8(3), 45)

สำหรับกรรมวิธีการสกัดนั้นทางแบรนด์ใช้เทคนิคที่เรียกว่า Slow brewing technology สกัดด้วยอุณหภูมิต่ำ 20 องศาเซลเซียส อย่างช้าๆ เป็นเวลา 336 ชั่วโมง เพื่อให้ได้สารสกัดจากคอมบูชาที่มีคุณภาพสูง โดยไม่มีสารเติมแต่งอื่นๆ

โดยผลิตภัณฑ์ในซีรี่ส์นี้ ผ่านการทดสอบประสิทธิภาพ และการระคายเคืองในอาสาสมัครแล้วเรียบร้อย

สำหรับการใช้ Kombucha จากชาดำแบบทาภายนอกในเชิงเครื่องสำอางนั้น แบบเอามาทาตรงๆ ตอนที่ค้นใน Pubmed เมื่อ 18 ก.พ. 67 ยังไม่พบ แต่จะเจอการใช้สารสกัดจาก Kombucha มาใช้ฉีดเข้าใต้ผิวหนัง (Intradermal) ในหนูทดลอง พบว่า สามารถเพิ่มปริมาณคอลลาเจน และการทำงานของผิวหนังผ่านการเสริมระบบ NAD+ /NADH level ซึ่งจะช่วยให้ผิวทำงานได้ดีขึ้น และอาการของริ้วรอยต่างๆ ดีขึ้นต่อไป (Pakravan, et al. J Cosmet Dermatol. 2018;17(6):1216-1224.) แต่ถ้าเป็น Kombucha ที่เอามาหมักร่วมกับพืชอื่นก็พอมีอยู่หลายฉบับ

จากองค์ประกอบของสารพฤกษเคมีใน Kombucha ที่มีรายงาน เราอาจจะอนุมานได้ว่า Kombucha นั้นจะมีคุณสมบัติเป็น Antioxidant ที่ดี และมีประโยชน์ในการชะลอวัยของผิวพรรณ

ส่วนผสมอื่นๆ ดังนี้

  • Hyaluronic acid 4 กลุ่ม ได้แก่
    • Sodium hyaluronate ตัวดั้งเดิม
    • Hydrolyzed Hya ที่ผ่านการย่อยให้มีขนาดโมเลกุลเล็กลง
    • Sodium acetylated Hya ที่เป็นตัวดัดแปลงเติมหมู่ Acetyl group ลงไปให้มีความชอบไขมันเพิ่มขึ้น ทำให้ซึมลงไปในหนังกำพร้า เกาะอยู่ในนั้น เพิ่มความชุ่มชื้น และทางผู้ผลิตวัตถุดิบเองก็มีเคลมเกี่ยวกับประโยชน์ในการเสริมการฟื้นฟู Barrier เสริมการแบ่งตัวเพิ่มจำนวนของ Keratinocyte (เซลล์ในชั้นหนังกำพร้า) เพื่อมาทดแทนตัวที่ได้รับความเสียหายจาก UV ไป และการทดสอบในระดับอาสาสมัครพบว่าเสริมความยืดหยุ่นให้ผิว
    • Hydroxypropyltrimonium hya เป็น Hya ประจุบวกที่จะเคลือบเกาะกับผิวเราซึ่งมีประจุลบได้แน่น
  • วิตามินบี 3 ที่มีประโยชน์ที่ดีต่อผิวหลายอย่าง ทั้งในแง่ของ Whitening ผ่านการลดการส่งผ่านเมลานินที่สร้างเสร็จแล้วไม่ให้ออกไปด้านนอก ดูแลเรื่องการอักเสบระคายเคือง เสริมการสร้างไขมันที่เป็น Barrier ผิว และดูแลเรื่องรูขุมขน การเกิดสิว การปลดปล่อยน้ำมัน Sebum
  • Pseudoceramide ตัว PC-9S (Myristoyl/Palmitoyl Oxostearamide/Arachamide MEA) ที่สามารถฟอร์มเป็น MLE เพื่อดูแล Barrier ผิว ร่วมกับสารไขมัน อย่าง Shea butter, meadowfoam seed oil และ Phytosterol
  • สารต้านระคายเคือง + ให้ความรู้สึกสบายผิว (Soothing) จัดเต็มแบบฉ่ำ
    • Allantoin
    • Biosaccharide gum-1
    • Acetyl dipeptide-1 cetyl ester
  • สารสกัดจากพืชอีกมากมายหลายชนิด ที่ให้ประโยชน์ที่ดีหลายประการกับผิว

ในภาพรวมก็คือเป็นครีมมอยส์เจอไรเซอร์ที่ดีตัวหนึ่งเลยทีเดียว แต่ในเบสก็ยังคงมีส่วนผสมของน้ำมันหอมระเหยจากพืชในตระกูล Citrus ซึ่งอาจจะทำให้เกิดอาการแพ้แสงแดดได้ ถ้าใช้ในตอนกลางวันแล้วไปโดนแดดจัดๆ

แต่ว่า น้ำมันหอมระเหยกลุ่มนี้ในท้องตลาดจะมีพวกที่เป็นเกรด FCF คือ Furocoumarin free ด้วย โดยแยกเอาสาร Furocoumarin ออกจากน้ำมัน ทำให้ลดความเสี่ยงในการแพ้แสงแดดไป ซึ่งทางนี้ก็คิดว่า ทางแบรนด์คงใช้เกรด FCF แหละ

มาให้คะแนนกันดีกว่า

  1. สารบำรุง น้องเป็นมอยส์เจอไรเซอร์ที่น่าสนใจตัวหนึ่ง มีการใช้ MLE เข้ามาเสริมเพื่อให้ได้ความสามารถในการดูแลผิวให้แข็งแรง พร้อมด้วยตัว Kombucha ที่เป็น Antioxidant ที่ดี มี Hya ที่มีประโยชน์เรื่องความชุ่มชื้น และเสริมสารสกัดจากพืชมาอีกหลายชนิด ให้ไป 5 ฟลาสก์
  2. ส่วนผสมอื่นๆ หักคะแนนเรื่องของ Citrus oil ที่อาจเพิ่มความเสี่ยงในการไวต่อแสง (Photosensitivity) แต่อย่างที่ได้เล่าให้ฟังว่า ในตลาดเครื่องสำอางมีการสกัดเอาสารไวต่อแดดอย่าง Furocoumarin ออก ได้เป็น Citrus oil เกรด FCF ซึ่งจุดนี้คิดว่าแบรนด์คงเลือกมาดีแล้ว แต่ขอให้ 4 ฟลาสก์
  3. การใช้งาน ด้วยความที่น้องเป็นครีมที่ค่อนข้างชุ่มชื้น ส่วนตัวที่มีผิวผสม/แห้งอยู่แล้วเลยค่อนข้างชอบเป็นพิเศษ เอาเป็นครีมรับจบตัวเดียวในตอนเช้าก่อนลงกันแดดแล้วออกบ้านก็พอได้ ไม่สังขยาในระหว่างวัน แต่จะชอบใช้เป็นไนท์ครีมมากกว่า ในด้านความชุ่มชื้น ความสบายผิว นี่ว่าเริ่ด เอาไป 5 ฟลาสก์

สุดท้ายนี้ต้องขอขอบคุณทางแบรนด์ T’else สาขาประเทศไทยด้วยนะคะ ที่ส่งผลิตภัณฑ์ดีๆ มาให้ตั้งแต่วันเปิดตัว และขอบคุณทุกท่านที่ติดตามรับชมมาจนจบค่ะ

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ทางแบรนด์ T’else โดยตรงเลยนะคะ

https://web.facebook.com/TelseThailand

ทางไปตำ

แอพส้ม https://s.shopee.co.th/AKLS2XEQ7A

แอพฟ้า https://s.lazada.co.th/s.GCqkH?cc

Disclaimer/Conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากทางแบรนด์ T’else สาขาประเทศไทย การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสม/วัตถุดิบตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล และผู้เขียนไม่ได้มีผลประโยชน์ใดๆในการขายสินค้า โปรดใช้วิจารณญาณ

Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสมครีมและมาสก์ชีท 10 ดรุณีไฮยา Blue Agave จากแบรนด์ T’else

หลังจากที่ใน Blog ก่อน ได้หยิบเอากลุ่มสกินแคร์จากแบรนด์ t’else ในไลน์ Kombucha ไปแล้ว วันนี้มาถึงคิวของไลน์ Blue Agave กันบ้างค่ะ

สำหรับท่านที่พลาดสามารถรับชมได้ที่ลิงค์นี้นะคะ >>Click<<

โดยสินค้าในไลน์ Blue Agave นี้มีด้วยกัน 2 ชิ้น คือ ครีม กับ มาสก์ชีทค่ะ

เริ่มจากครีมก่อน

น้องมาในกระปุกหน้าตาประมาณนี้

ตัวกระปุกผลิตจาก Plastic 50%PCR (Post-consumer recycled) ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความรักษ์โลกตามคอนเซปท์ของแบรนด์

เนื้อครีมเป็นสีฟ้าอ่อนๆ จริงๆ จะมีตัวแคปซูลกระจายอยู่ด้วยค่ะ แต่กล้องเก็บภาพไม่ค่อยชัด

สำหรับตัว Capsule นี้ก็คือ ทางแบรนด์เคลมว่าใช้เก็บกัก Hyaluronic acid 10 โมเลกุลที่มีขนาดและประโยชน์ในการบำรุงผิวแตกต่างกันออกไป

(Image from T’else Korea Official Website)

เนื้อครีมจะมีความพิเศษอีกจุด คือ นอกจากการมี Capsule เล็กๆ แล้ว น้องจะมีความลื่นและเหลวลงเมื่อเราเกลี่ย ซึ่งอาจเรียกแบบสวยๆ ว่า Shear thinning คือ ความหนืดลดลงเมื่อให้แรงสัมผัส

ก่อนเกลี่ย

เริ่มเกลี่ย

ซึ่งฟีลตรงเนี้ย จะบอกว่า คือ สดชื่นอิ่มเอมเปรมปรีดิ์เว่อร์

แล้วพอเกลี่ยเสร็จทิ้งไว้ประมาณ 3 นาที ก็จะไม่เหลือความเหนอะหนะ แต่ยังรู้สึกว่าผิวนุ่มชุ่มชื้น

เอาไปแช่เย็นแล้วตักมาซักนิดหน่อย มาละเลงบนหน้าเวลาเหนื่อยๆ คือ ดี๊ย์ดีย์

สำหรับในไลน์ Blue agave นั้น ในตาม Concept ของ T’else คือ Terra + Else โดย Terra ก็คือ ตัวสารสกัดจาก Blue agave (Agave tequilana Leaf Extract) ซึ่งผ่านกรรมวิธีสกัดที่เป็นเอกลักษณ์ของทางแบรนด์ ที่เรียกว่า Air Brewing 100TM technology ที่รอคอยกว่า 100 ชั่วโมง เพื่อให้ได้สารสกัดที่ดึงเอาพฤกษเคมีออกมาจาก Blue agave ที่เป็นพืชหายากได้อย่างคุ้มค่าและสมบูรณ์

โดยวิธีนี้ทางแบรนด์ก็เคลมว่า สามารถลดการปลดปล่อย Carbon dioxide สู่บรรยากาศได้ถึง 33% และประหยัดพลังงาน รวมทั้งไม่สร้าง by product ที่ไม่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

สมกับคอนเซปท์ “Little things change everything” ของแบรนด์ ที่เอาใจใส่ในทุกมิติ

ส่วนของ Terra คือ Blue Agave แล้ว ส่วนของ Else จะเป็นการเลือกใช้ Hyaluronic acid 10 อนุพันธ์ 10 รูปแบบ ที่มีประโยชน์ที่แตกต่างกันไป 10 โมเลกุล 10 คุณประโยชน์

(Image from T’else Thailand)

ตัวผลิตภัณฑ์ผ่านการทดสอบประสิทธิภาพและการระคายเคืองในอาสาสมัคร ว่าไม่ก่อให้เกิดการระคายเคือง

และในด้านของประสิทธิภาพก็คือไม่เบาเลย

เพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่ผิวหนังชั้น Stratum corneum ได้ทุกระดับชั้นผิว ชั้นบน เพิ่ม 368% ชั้นล่าง เพิ่ม 165%

อันนี้ทางแบรนด์ก็เคลมว่าแบบ เออ คงจะดีกว่าถ้าทาแล้วมันซึมลงไปมอยส์ด้านล่างด้านในด้วย ไม่ใช่แค่มอยส์แต่บนๆ

ส่วนของภาพถ่ายความชุ่มชื้นก็บอกเช่นเดียวกันว่าผิวชุ่มชื้นขึ้น

สำหรับส่วนผสมก็คือจัดหนัก จัดเต็มจริงๆ

เริ่มต้นด้วยพระเอกของงานก่อน

  • สารสกัดจาก Blue agave (Agave tequilana leaf extract) ใน Agave ประกอบด้วย สารกลุ่ม Polysaccharide จำพวก Fructan และ Inulin ที่มีประโยชน์ในด้านของการเพิ่มความชุ่มชื้น และเป็น Prebiotic ซึ่งเจ้า Fructan นี่แหละ ที่สำคัญในการเก็บกักน้ำให้แก่ต้น Agave มีชีวิตรอดในทะเลทรายอันแห้งแล้งได้ นอกจากนี้ยังมี Claim ว่าใน Blue agave ยังประกอบด้วย Flavonoids ซึ่งเป็น Antioxidant และ Saponin หนึ่ง ที่มีชื่อว่า cantalasaponin-1 แต่อันนี้แยกมาจาก Agave americana มีรายงานว่ามีฤทธิ์ในการลดการอักเสบในหนูทดลอง (Molecules. 2013;18(7):8136-46.) ซึ่งก็อาจจะมีใน A. tequilana เหมือนกัน
  • Hyaluronic acid 10 ชนิด ที่บำรุงผิวและเพิ่มความชุ่มชื้นได้ถึง 10 ระดับชั้นผิว ดังที่ได้นำเสนอไปก่อนหน้า ตัวที่น่าสนใจแล้วค่อนข้างเป็นเอกลักษณ์จะเป็นกลุ่มของ Silanol derivative เช่น Dimethylsilanol hyaluronate และ hyaluronate dimethylsilanol ที่เป็น Hybrid ของไฮยา กับ Organic silicon ข้อมูลจากผู้ผลิตวัตถุดิบระบุว่า นอกจากเรื่องชุ่มชื้น ยังมีประโยชน์ในเรื่องของการชะลอวัย ดูแลเรื่องริ้วรอยได้อีก 1 กรุบ
  • สารเพิ่มความชุ่มชื้นอื่นๆ เช่น Sodium PCA ที่เป็น Natural moisturizing factor ช่วยผิวจับน้ำ ประกบมากับน้ำมัน Jojoba และ Moringa (มะรุม) ที่มีกรดไขมันจำเป็น

  • ส่วนผสมที่เด่นเรื่อง Soothing effect ดูแลเรื่องการระคายเคือง ให้ความรู้สึกสบายผิว ซึ่งแทนด้วยอักษรสีชมพู มาทั้ง Allantoin, Hydroxyacetophenone ซึ่งนอกจากคุณสมบัติ Soothing ยังเสริมฤทธิ์สารกันเสียในสูตรอีกทาง, Rose water และ Dipotassium glycyrrhizate
  • Adenosine เด่นเรื่องการดูแลริ้วรอย
  • สารสกัดพืชอีกมากมายหลากหลายชนิด ให้ประโยชน์กับผิวหลายอย่าง ทั้งเป็น Antioxidant, Whitening และเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิว

ในส่วนของเบสเป็นเนื้อครีมแบบ Water-based emulsion แต่น้องมี Ethylhexyl palmitate ที่อาจจะอุดตันได้ในบางคน แต่ส่วนตัวก็ใช้มาราวๆ เดือนครึ่ง ยังไม่เจอปัญหาใดๆ ค่ะ

ส่วนผสมที่เหลือคือเลือกมาได้เป็นอย่างดี แม้กระทั่ง จุดเล็กจุดน้อย อย่างการปรับค่า pH ที่เรานิยมใช้ Triethanolamine มาปรับ แต่น้องดันมีวาระซ่อนเร้นว่าอาจจะไปจับกับพวกสารบางชนิดแล้วทำให้เกิด Nitrosamine ที่อาจจะก่อมะเร็ง แต่เอาจริงมันเกิดยากมาก เพราะต้องใช้อุณหภูมิสูงมาก แต่แบรนด์ก็ไม่ได้ใส่มา เปลี่ยนมาใช้ Tromethamine ที่เป็นมิตรกว่ามาปรับค่า pH ให้เหมาะสมกับผิวแทน

ในภาพรวมก็คือ ฉ่ำอยู่ (ที่แปลว่าฉ่ำจริงๆ)

ถัดมาเราลองมาดูมาสก์ชีทกันบ้างนะคะ น้องมาในซองสีน้ำเงินค่ะ

ตัวน้ำมาสก์จะเป็นเนื้อคล้ายเซรั่ม/เจล เป็นเบสแบบใส

ค่า pH ของน้ำมาสก์อยู่ที่ ราวๆ 5 – 6 ซึ่งถือว่าใกล้เคียงกับผิวดี

แผ่นมาสก์ค่อนข้างโดดเด่นนะคะ แนบสนิทไปกับผิว

ตัวแผ่นมาสก์เป็นเทคโนโลยีสิทธิบัตร ที่ผลิตจากเส้นใยไผ่ ย่อยสลายได้ 100% ซึ่งผ่านการทดสอบ Biodegradability มาแล้ว และทางแบรนด์เคลมว่าเป็น “Water hole sheet” เวลาวางบนผิวน้องจะหดตัว 2 Step ก่อนจะแนบสนิทไปกับผิว

(ภาพจาก T’else Thailand)

ส่วนผสมเป็นดังนี้

ถ้าดูจากส่วนผสม สูตรของมาสก์จะค่อนข้างเด่นในด้านของการเพิ่มความชุ่มชื้นแบบชุ่มฉ่ำ สมกับเป็นแผ่นมาสก์ที่มาสก์แล้วให้การบำรุงฟื้นฟูผิวในยามเร่งด่วนจริงๆ

ในด้านของสารบำรุงจะมาคล้ายๆ กับ รุ่นครีม จะมีจุดที่แตกต่างเล็กน้อย

  • เสริม Niacinamide หรือ วิตามินบี 3 เข้ามา ซึ่งน้องก็มีประโยชน์ในการบำรุงผิวหลายๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นการลดการอักเสบระคายเคือง เสริมการสังเคราะห์ Barrier ผิว รวมไปถึง Whitening ซึ่งมารวมกับสารสกัดจากพืชบางชนิด เช่น ขมิ้น ก็น่าจะได้ประโยชน์ในตรงนี้อยู่
  • เสริมกลุ่ม Soothing ให้ฉ่ำขึ้น ด้วย โปรวิตามินบี 5 (Panthenol) และ Pantolactone ที่เราอาจจะไม่ค่อยคุ้นหูเท่าไหร่ แต่น้องเป็นตัวตั้งต้นของ Panthenol อีกที มีคุณสมบัติเป็นสารเพิ่มความชุ่มชื้นที่ดี และมีเคลมว่าผิวเราจะเปลี่ยนน้องเป็น Panthenol และ Pantothenic acid ในผิวได้ต่อไป
  • ส่วนผสมยังมี Claim ถึงเรื่องการเปิดประตูน้ำด้วย Electrolyte ที่สำคัญ 3 ชนิด ได้แก่ Potassium (จาก Potassium hyaluronate, Potassium aspartate), Sodium (จาก Sodium hyaluronate) และ Magnesium จาก (Magnesium aspartate)
  • สำหรับ Magnesium aspartate พอมีข้อมูลจากผู้ผลิตวัตถุดิบอยู่ว่า มีประโยชน์ในการลดการระคายเคืองของผิวเสริมเข้ามา

ในภาพรวมเบสนี้ไม่มีส่วนผสมของน้ำมัน และไม่มีสารที่ไม่เป็นมิตรกับผิว

มาให้คะแนนกัน

ถ้าเป็นการให้คะแนนของครีม จะขอให้ที่ 5/4/5 โดยหักคะแนนของ ส่วนผสมอื่นๆ ไป 1 คะแนนด้วยความที่น้องมี Ethylhexyl palmitate อยู่ในสูตร

ถ้าเป็นการให้คะแนนมาสก์ จะขอให้ที่ 5/5/5 เต็มที่ไม่หักค่ะ

เอามาเฉลี่ยๆ กัน เหลือ 5/4.5/5 แล้วกันเนาะ

สุดท้ายนี้ต้องขอขอบคุณทางแบรนด์ T’else สาขาประเทศไทยด้วยนะคะ ที่ส่งผลิตภัณฑ์ดีๆ มาให้ตั้งแต่วันเปิดตัว และขอบคุณทุกท่านที่ติดตามรับชมมาจนจบค่ะ

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ทางแบรนด์ T’else โดยตรงเลยนะคะ

https://web.facebook.com/TelseThailand

สายชอปปิ้งเรียนเชิญได้ค่ะ

สูตรครีม

แอพฟ้า https://s.lazada.co.th/s.GCqFK?cc

แอพส้ม https://s.shopee.co.th/30YrJBPHvd

มาส์กชีท

แอพฟ้า https://s.lazada.co.th/s.GCsQd?cc

แอพส้ม https://s.shopee.co.th/7fKgtH5RBG

Disclaimer/Conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากทางแบรนด์ T’else สาขาประเทศไทย การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสม/วัตถุดิบตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล และผู้เขียนไม่ได้มีผลประโยชน์ใดๆในการขายสินค้า โปรดใช้วิจารณญาณ

Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสม โลชั่นบำรุงผิวกายสำหรับผิวที่เป็นสิวง่าย AC control body lotion จาก Derma:B

ก่อนหน้านี้ทางเพจได้นำเสนอบทวิเคราะห์ส่วนผสมของผลิตภัณฑ์ในไลน์ AC Control จาก Derma:B แบรนด์ในเครือ Neopharm ประเทศเกาหลีไปแล้ว 2 ชิ้น

ใครที่พลาดไป สามารถติดตามรับชมรีวิวได้ตามลิงค์ด้านล่างนี้เลยค่ะ

Body wash >>Click https://miyeonthereviewer.com/2023/11/09/dermab-accontrol-wash/

Body mist >>Click https://miyeonthereviewer.com/2023/12/08/dermab-ac-mist/

3 ชิ้นนี้ ถ้าเรียง Regimen ก็จะได้ว่า

ล้างด้วย Body wash ➡️ ต่อด้วย Body mist ➡️ ปิดจบด้วย Body lotion

Blog นี้เลยว่ากันด้วยบทวิเคราะห์ส่วนผสมของ Body lotion ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ที่น่าสนใจอีกชิ้นในไลน์ AC Control

น้องเป็น Body lotion ที่มาในหน้าตาและโทนสีที่คุมโทนสำหรับไลน์ AC Control

เนื้อโลชั่นบางเบา ไม่เหนียวเหนอะหนะ มีกลิ่นหอมเย็นของมินท์

เกลี่ยง่าย ให้ความรู้สึกเย็นสดชื่น ไม่เหนอะหนะหนักผิว

เมื่อทิ้งไว้ประมาณ 2 นาที ก็จะซึม/แห้งไปจนหมด

จุดนี้ ส่วนตัวมองว่าทางแบรนด์พัฒนามาได้ตอบโจทย์คนที่มีปัญหาสิวที่ตัว ซึ่งมักจะมาคู่กับผิวมัน พอใช้โลชั่นบางตัวก็จะเหนอะหนะหนักผิวไป จนรู้สึกไม่อยากใช้ บางคนผิวมันก็จริง แต่หลังอาบน้ำผิวแห้ง พอใช้โลชั่นแล้วก็ต้องรอนานกว่าจะซึมไป ถึงจะแต่งตัวได้

สำหรับเทคโนโลยีเด่นของผลิตภัณฑ์ตามแบรนด์เคลม ได้แก่

  • MLE ซึ่งช่วยฟื้นฟู Barrier ให้ผิวแข็งแรง เก็บกักน้ำได้ดีขึ้น
  • Mentha arvensis acidTM เป็นคอมบิเนชั่นของ Mint + Acid 4 โมเลกุล ได้แก่ AHA + BHA + PHA + LHA ที่ผลัดเซลล์ผิวอย่างอ่อนโยน และผ่านการทดสอบประสิทธิภาพในอาสาสมัคร ว่าลดขุยผิวได้ถึง 97%

ตัวผลิตภัณฑ์ผ่านการทดสอบประสิทธิภาพ รวมถึงการแพ้และการระคายเคืองในอาสาสมัครเรียบร้อย โดยได้คะแนนค่าเฉลี่ยการแพ้ = 0.00 คือ ไม่มีอาสาสมัครคนใดเกิดอาการไม่พึงประสงค์จากการทดสอบผลิตภัณฑ์ (ข้อมูลจาก Derma:B Thailand)

สำหรับส่วนผสมเป็นดังนี้

สำหรับสารบำรุงนั้นเรียกได้ว่าจัดมาเต็ม และมีประโยชน์ในด้านของความชุ่มชื้นผ่านทั้งการเติมน้ำ ทดแทนไขมัน มี MLE เสริมผิวแข็งแรง พร้อมทั้งดูแลเรื่องการอุดตัน สิว และรอยดำ รอยแดงจากสิว ไปพร้อมๆ กัน

กลุ่มแรก แทนด้วยอักษรสีส้ม เป็นกลุ่มของสารดูแลสิว จำพวก Organic acids 4 ตัว ตามแบรนด์เคลม ได้แก่

  • AHA ในที่นี้ใช้เป็น Citric acid เราไม่ค่อยเจอการใช้ Citric acid เพื่อการผลัดผิวเท่าไหร่ ส่วนมากเอามาใช้เป็นตัวปรับ pH ในสูตร หรือ เอามาเป็นตัวจับอิออนโลหะ แต่น้องก็มีความเป็น AHA อยู่
  • BHA คือ Salicylic acid เด่นในเรื่องของการลดการอุดตัน ละลายไขมันได้ดี ลงไปย่อยพวก comedone ในปากปล่องรูขุมขน (Comedolytic)
  • LHA คือ Capryloyl salicylic acid จัดเป็น LHA ที่ละลายได้ดีในไขมัน ผลัดผิวได้อ่อนๆ และ มีประโยชน์ในแง่ของรอยดำเสริมมาอีกทาง
  • PHA คือ Gluconolactone เด่นในแง่ของการผลัดผิวอย่างอ่อนโยน และดูแลเรื่องสิว

ซึ่ง Organic acids ทั้ง 4 นี้ จะมีประโยชน์ในเรื่องของการผลัดผิว ลดการอุดตัน ซึ่งจะให้ประโยชน์ในเรื่องของการดูแลสิวอุดตันต่างๆ

คอมบิเนชั่นของสารสกัดจากมินท์กับ Organic acid นี้ทางแบรนด์เคลมว่าเป็น Mentha arvensis acidTM เพื่อดูแลปัญหาสิว

ส่วนของสารไขมันทดแทนผิว แทนด้วยอักษรสีม่วง จะมี Pseudoceramide ตัว PC-9S (Myristoyl/Palmitoyl Oxostearamide/Arachamide MEA) ที่สามารถฟอร์มเป็น MLE เพื่อดูแล Barrier ผิว ร่วมกับสารไขมันจากธรรมชาติ อย่าง Shea butter, Grape seed oil และกรดไขมัน 2 ชนิด คือ Stearic acid, Palmitic acid

กลุ่มสารที่ดูแลด้านการระคายเคือง แทนด้วยอักษรสีเขียว กลุ่มนี้อาจจะให้ประโยชน์ในการดูแลรอยแดงจากสิว ได้แก่

  • Betaine ตัวนี้เป็นอนุพันธ์ของกรดอะมิโน ที่ให้ความรู้สึกสบายผิว (Soothing) ลดความรู้สึกระคายเคือง และปรับฟีลให้รู้สึกดี
  • Allantoin ยืนหนึ่งเรื่อง Soothing และลดการอักเสบระคายเคือง
  • Beta-glucan ที่มีประโยชน์หลายอย่าง ทั้งด้านการเพิ่มความชุ่มชื้น เป็น prebiotic ที่ช่วยเสริมการเจริญของจุลินทรีย์ probiotic ดูแลเรื่อง microbiome บนชั้นผิว ให้ผิวแข็งแรง และมีประโยชน์ด้านการลดการระคายเคือง
  • Panthenol หรือ โปรวิตามินบี 5 ที่นอกจากจะดูแลเรื่องการระคายเคืองแล้ว ยังได้เรื่องเพิ่มความชุ่มชื้นเข้ามา รวมทั้งช่วยเสริมการฟื้นฟู Barrier ผิวได้อีกทาง

กลุ่มของ Whitening แทนด้วยอักษรสีน้ำเงิน น้องให้ประโยชน์ในการดูแลรอยดำจากสิว มีด้วยกัน 2 ตัวหลักๆ

  • Niacinamide ที่นอกจากด้าน Whitening แล้ว ยังให้ประโยชน์อื่นๆ เพื่อดูแลสิวด้วย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการอักเสบระคายเคือง เสริมการสร้างไขมันที่เป็น Barrier ผิว และควบคุมการสร้าง Sebum
  • สารสกัดจากใบ Loquat เกาหลี (Eriobotrya Japonica Leaf Extract) ที่ข้อมูลจากผู้ผลิตวัตถุดิบเคลมว่า ให้ประโยชน์ในด้านของการเป็น Whitening และเป็น Antioxidant (Ref: TDS Loquat Leaf Extract by The Garden of Natural Solution Co., Ltd.)

กลุ่มของสารเติมน้ำเพิ่มความชุ่มชื้น แทนด้วยอักษรสีฟ้า ซึ่งมีด้วยกันหลายตัว

  • Hyaluronic acid และอนุพันธ์อีกหลายชนิด ขนกันมาทั้งครอบครัว ตัวเล็ก ตัวใหญ่ ตัวเคลือบ ตัวประจุบวก มีอย่างน้อย 6 ตัว (เพราะบางตัวใช้ชื่อ INCI name เดียวกัน) ตัวที่น่าสนใจจะเป็นตัวประจุบวก Hydroxypropyltrimonium Hyaluronate ที่เกาะกับผิวได้ยาวนาน ล้างน้ำก็ไม่หลุด ถ้าไม่ไปอาบน้ำ
  • นอกจาก Hyaluron แล้ว อีกตัวที่น่าสนใจก็คือ Hydrolyzed Glycosaminoglycans ตัวนี้เป็น Glycosaminoglycans ที่ผ่านการย่อยให้มีขนาดเล็กลง ก็มีความเด่นเรื่องการเติมน้ำให้ผิวเช่นกัน
  • กรดอะมิโน Arginine เป็น สารจับน้ำตามธรรมชาติให้ผิว (Natural moisturizing factor; NMF)

เสริมทัพมากับ Glyceryl glucoside ที่มีคุณสมบัติในการเสริมการสร้างโปรตีนเก็บน้ำ Aquaporin ให้กับผิว และเมื่อใช้คู่กับ Glycerin ประสิทธิภาพในการเพิ่มความชุ่มชื้นก็จะเพิ่มขึ้น

ส่วนของเบสก็เป็นเนื้อโลชั่นที่ดูแล้วไม่มีสารที่ไม่เป็นมิตรกับผิว

ให้คะแนน

  1. สารบำรุง หรือ Actives ทำมาได้ดีในแง่ของการดูแลสิว แบบครบ ทั้งสิวอุดตัน สิวที่เริ่มอักเสบนิดหน่อย รอยดำ รอยแดง พร้อมเสริมประโยชน์ในการฟื้นฟู Barrier ผิว ด้วย MLE ให้ความรู้สึกสบายผิว ให้ไป 5 ฟลาสก์
  2. เนื้อหลัก หรือ Base มาในเบสแบบอิมัลชั่น ที่พัฒนามาให้มีเนื้อค่อนข้างเบาโดยการเลือกใช้สารไขมันอย่าง Isohexadecane ซึ่งระเหยได้ เมื่อลงผิวแล้วน้องจะระเหยไป ไม่เหลือความเหนอะหนะ ให้ไป 5 ฟลาสก์
  3. สารปรุงแต่ง หรือ Additives ไม่มีสารที่ไม่เป็นมิตรกับผิว เลยไม่มีที่ให้หักคะแนน รับไป 5 ฟลาสก์

สุดท้ายนี้ขอขอบคุณทางแบรนด์ Derma:B สาขาประเทศไทยด้วยนะคะ ที่ส่งผลิตภัณฑ์ดีๆ มาให้ได้เปิดหูเปิดตาและทดลองใช้ สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ทางแบรนด์โดยตรงเลยค่ะ

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ทางแบรนด์โดยตรงเลยนะคะ

https://www.facebook.com/DermaBThailand

ทางไปชอปปิ้ง

แอพส้ม https://shope.ee/6KgOjxCETJ

แอพฟ้า https://s.lazada.co.th/s.mr4p8?cc

Disclaimer/conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากทางแบรนด์ Derma:B สาขาประเทศไทย การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสม/วัตถุดิบตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล และผู้เขียนไม่ได้มีผลประโยชน์ใดๆในการขายสินค้า โปรดใช้วิจารณญาณ

Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสม น้ำตบและแอมพูล Kombucha เวอร์ชั่นใหม่ จาก T’esle

ใครเป็นแฟนน้ำตบ Kombucha ของ T’else บ้าง

น้องกลับมาแล้ว มาในโฉมใหม่ ไฉไลกว่าเดิม

กลับมาคราวนี้ในซีรี่ส์ Kombucha มาด้วยกัน 3 ผลิตภัณฑ์ค่ะ

ซึ่ง Blog นี้จะหยิบเอาเอสเซนส์กับแอมพูลมาวิเคราะห์ส่วนผสมก่อนนะคะ

โดยซีรี่ส์นี้ตัวใบชาอัสสัมที่เขาเลือกมา คือเป็นเกรดที่ดีที่สุด ที่สมาคมนักดื่มชารู้จักกันในนาม FTGFOP หรือ “Finest Tippy Golden Flowery Orange Pekoe”

‘Orange Pekoe’ เป็นการกล่าวถึงชาทั้งใบ (whole leaf tea) โดยคำว่า Pekoe มีที่มาจากการแปลภาษาจีนผิดในช่วงแรกๆ โดยสื่อความหมายถึง White hair บนยอดอ่อนใบชา ส่วนคำว่า Orange มาจาก Dutch royal House of Orange-Nassau ซึ่งเป็นผู้ที่มีความสำคัญในการซื้อ-ขายชาในยุคศตวรรษที่ 17

ส่วนอีก 3 คำ

Tippy หมายถึง ยอดอ่อนของใบชา

Golden สื่อถึงสีทองของยอดอ่อนใบชา

Flowery เป็นการเน้นย้ำว่ายอดอ่อนของใบชายังอยู่อย่างสมบูรณ์ใน Whole leaves tea นั้นๆ (Reference: Australian Tea Centre)

ในใบชาเกรด FTGFOP จะประกอบด้วยสารพฤกษเคมีสำคัญๆ หลายชนิด ดังภาพ

(Image from T’else Korea Official)

ซึ่งก็เป็นไปตามงานวิจัยว่าในการหมักชาจะได้สารพฤกษเคมีที่เป็นประโยชน์หลายชนิด รวมทั้ง Glucuronic acid ออกมาด้วย (Bishop et al., Beverages 2022, 8(3), 45)

ซึ่งทางแบรนด์เคลมว่า ผ่านกรรมวิธีสกัดด้วยเทคนิคที่เรียกว่า Slow brewing technology สกัดด้วยอุณหภูมิต่ำ 20 องศาเซลเซียส อย่างช้าๆ เป็นเวลา 336 ชั่วโมง เพื่อให้ได้สารสกัดจากคอมบูชาที่มีคุณภาพสูง โดยไม่มีสารเติมแต่งอื่นๆ

สำหรับผลิตภัณฑ์ในซีรี่ส์นี้ ผ่านการทดสอบประสิทธิภาพในอาสาสมัครมาแล้วว่า

  • ผิวดูเรียบเนียนขึ้น ใน 2 สัปดาห์

(Image from T’else Korea official website)

โดยขอเริ่มที่ตัว Essence กันก่อน น้องมาในหน้าตาแบบนี้ค่ะ

ตัวแพคเกจมาในขวดพลาสติกที่เป็นพลาสติกรักษ์โลกชนิด 30% PCR (Post-consumer recycled material) ซึ่งช่วยลด Carbon footprint ให้กับแบรนด์ ตรงตามคอนเซปท์ eco-friendly ของแบรนด์

บนฝากล่องด้านในก็จะมีอธิบายวิธีการแยกรีไซเคิลหล และรายละเอียดพลาสติกว่าเป็น 30% PCR ด้วย

เนื้อเอสเซนส์จะเป็นแบบใส มีความหนืดเล็กน้อย มีกลิ่นหอมจางๆ จากน้ำมันหอมระเหย

เกลี่ยได้ค่อนข้างง่าย ซึมไว ไม่หนึบผิว แต่ยังให้ความชุ่มชื้น และให้ความโกลว์สมชื่อ

ใช้แสงแฟลชเก็บภาพความโกลว์ หลังทาเกลี่ย แล้วทิ้งไว้ 1 นาทีค่ะ

ในส่วนของค่า pH นั้นอยู่ที่ 5 – 6 ซึ่งใกล้เคียงกับผิวดี

ส่วนผสมเป็นดังนี้

สำหรับส่วนผสมในภาพรวม ที่ดูเด่นจะเป็นคอมบิเนชั่นของตัว Kombucha ที่ผ่านกระบวนการหมัก และสารสกัดจากจุลินทรีย์ Probiotic อย่าง Bifida ferment filtrate, Lactobacillus ferment และ Lactobacillus ferment lysate ที่ดูแลเรื่อง Microbiome ของผิว เพื่อให้ผิวแข็งแรง

สำหรับการใช้ Kombucha จากชาดำแบบทาภายนอกในเชิงเครื่องสำอางนั้น แบบเอามาทาตรงๆ ตอนที่ค้นใน Pubmed เมื่อ 18 ก.พ. 67 ยังไม่พบ แต่จะเจอการใช้สารสกัดจาก Kombucha มาใช้ฉีดเข้าใต้ผิวหนัง (Intradermal) ในหนูทดลอง พบว่า สามารถเพิ่มปริมาณคอลลาเจน และการทำงานของผิวหนังผ่านการเสริมระบบ NAD+ /NADH level ซึ่งจะช่วยให้ผิวทำงานได้ดีขึ้น และอาการของริ้วรอยต่างๆ ดีขึ้นต่อไป (Pakravan, et al. J Cosmet Dermatol. 2018;17(6):1216-1224.) แต่ถ้าเป็น Kombucha ที่เอามาหมักร่วมกับพืชอื่นก็พอมีอยู่หลายฉบับ

จากองค์ประกอบของสารพฤกษเคมีใน Kombucha ที่มีรายงาน เราอาจจะอนุมานได้ว่า Kombucha นั้นจะมีคุณสมบัติเป็น Antioxidant ที่ดี และมีประโยชน์ในการชะลอวัยของผิวพรรณ

สารบำรุงอื่นๆ ได้แก่

  • Hyaluronic acid 4 กลุ่ม ได้แก่
    • Hya ตัวดั้งเดิม
    • Hydrolyzed Hya ที่ผ่านการย่อยให้มีขนาดโมเลกุลเล็กลง
    • Sodium acetylated Hya ที่เป็นตัวดัดแปลงเติมหมู่ Acetyl group ลงไปให้มีความชอบไขมันเพิ่มขึ้น ทำให้ซึมลงไปในหนังกำพร้า เกาะอยู่ในนั้น เพิ่มความชุ่มชื้น และทางผู้ผลิตวัตถุดิบเองก็มีเคลมเกี่ยวกับประโยชน์ในการเสริมการฟื้นฟู Barrier เสริมการแบ่งตัวเพิ่มจำนวนของ Keratinocyte (เซลล์ในชั้นหนังกำพร้า) เพื่อมาทดแทนตัวที่ได้รับความเสียหายจาก UV ไป และการทดสอบในระดับอาสาสมัครพบว่าเสริมความยืดหยุ่นให้ผิว
    • Hydroxypropyltrimonium hya เป็น Hya ประจุบวกที่จะเคลือบเกาะกับผิวเราซึ่งมีประจุลบได้แน่น
  • วิตามินบี 3 ที่มีประโยชน์ที่ดีต่อผิวหลายอย่าง ทั้งในแง่ของ Whitening ผ่านการลดการส่งผ่านเมลานินที่สร้างเสร็จแล้วไม่ให้ออกไปด้านนอก ดูแลเรื่องการอักเสบระคายเคือง เสริมการสร้างไขมันที่เป็น Barrier ผิว และดูแลเรื่องรูขุมขน การเกิดสิว การปลดปล่อยน้ำมัน Sebum
  • สารสกัดจากดาวเรือง ดูแลเรื่องการระคายเคืองผิว
  • Arginine เป็นกรดอะมิโน ที่เป็นสารจับน้ำให้ผิวตามธรรมชาติ (Natural moisturizing factor)
  • Adenosine อาจให้ประโยชน์ในแง่ของการทำงานของผิว และการดูแลเรื่องริ้วรอย

แต่ว่าในเบสมีการแต่งกลิ่นด้วยน้ำมันหอมระเหยจากพืชตระกูลส้ม (Citrus spp.) ซึ่งอาจจะทำให้เกิดอาการแพ้แสงแดดได้ ถ้าใช้ในตอนกลางวันแล้วไปโดนแดดจัดๆ

แต่ว่า น้ำมันหอมระเหยกลุ่มนี้ในท้องตลาดจะมีพวกที่เป็นเกรด FCF คือ Furocoumarin free ด้วย โดยแยกเอาสาร Furocoumarin ออกจากน้ำมัน ทำให้ลดความเสี่ยงในการแพ้แสงแดดไป ซึ่งทางนี้ก็คิดว่า ทางแบรนด์คงใช้เกรด FCF แหละ

ส่วนผสมอื่นๆ ก็จะเน้นสารกลุ่ม Humectant solvent ตัวที่ให้ฟีล rich แบบชุ่มฉ่ำเข้ามา ที่เหลือก็ไม่มีสารที่ไม่เป็นมิตรกับผิวค่ะ

สารบำรุงอื่นๆ ได้แก่

  • Hyaluronic acid 4 กลุ่ม ได้แก่
    • Hya ตัวดั้งเดิม
    • Hydrolyzed Hya ที่ผ่านการย่อยให้มีขนาดโมเลกุลเล็กลง
    • Sodium acetylated Hya ที่เป็นตัวดัดแปลงเติมหมู่ Acetyl group ลงไปให้มีความชอบไขมันเพิ่มขึ้น ทำให้ซึมลงไปในหนังกำพร้า เกาะอยู่ในนั้น เพิ่มความชุ่มชื้น และทางผู้ผลิตวัตถุดิบเองก็มีเคลมเกี่ยวกับประโยชน์ในการเสริมการฟื้นฟู Barrier เสริมการแบ่งตัวเพิ่มจำนวนของ Keratinocyte (เซลล์ในชั้นหนังกำพร้า) เพื่อมาทดแทนตัวที่ได้รับความเสียหายจาก UV ไป และการทดสอบในระดับอาสาสมัครพบว่าเสริมความยืดหยุ่นให้ผิว
    • Hydroxypropyltrimonium hya เป็น Hya ประจุบวกที่จะเคลือบเกาะกับผิวเราซึ่งมีประจุลบได้แน่น
  • วิตามินบี 3 ที่มีประโยชน์ที่ดีต่อผิวหลายอย่าง ทั้งในแง่ของ Whitening ผ่านการลดการส่งผ่านเมลานินที่สร้างเสร็จแล้วไม่ให้ออกไปด้านนอก ดูแลเรื่องการอักเสบระคายเคือง เสริมการสร้างไขมันที่เป็น Barrier ผิว และดูแลเรื่องรูขุมขน การเกิดสิว การปลดปล่อยน้ำมัน Sebum
  • สารสกัดจากดาวเรือง ดูแลเรื่องการระคายเคืองผิว
  • Arginine เป็นกรดอะมิโน ที่เป็นสารจับน้ำให้ผิวตามธรรมชาติ (Natural moisturizing factor)
  • Adenosine อาจให้ประโยชน์ในแง่ของการทำงานของผิว และการดูแลเรื่องริ้วรอย

แต่ว่าในเบสมีการแต่งกลิ่นด้วยน้ำมันหอมระเหยจากพืชตระกูลส้ม (Citrus spp.) ซึ่งอาจจะทำให้เกิดอาการแพ้แสงแดดได้ ถ้าใช้ในตอนกลางวันแล้วไปโดนแดดจัดๆ

แต่ว่า น้ำมันหอมระเหยกลุ่มนี้ในท้องตลาดจะมีพวกที่เป็นเกรด FCF คือ Furocoumarin free ด้วย โดยแยกเอาสาร Furocoumarin ออกจากน้ำมัน ทำให้ลดความเสี่ยงในการแพ้แสงแดดไป ซึ่งทางนี้ก็คิดว่า ทางแบรนด์คงใช้เกรด FCF แหละ

ส่วนผสมอื่นๆ ก็จะเน้นสารกลุ่ม Humectant solvent ตัวที่ให้ฟีล rich แบบชุ่มฉ่ำเข้ามา ที่เหลือก็ไม่มีสารที่ไม่เป็นมิตรกับผิวค่ะ

ส่วนตัว Ampoule นั้น ก็จะทำมาคล้ายๆ กับ เอสเซนส์

หน้าตาเป็นแบบนี้

ตัวแพคเกจเป็นขวดดรอปที่ทำจาก 30% PCR plastic เช่นเดียวกัน

เนื้อแอมพูลจะมีความข้นหนืดกว่าเอสเซนส์ มีกลิ่นจางๆ ของน้ำมันหอมระเหย

เกลี่ยได้ค่อนข้างง่าย จะให้ฟีลเคลือบลื่น และชุ่มผิวมากกว่าเอสเซนส์

มีความโกลว์เช่นเดียวกัน

ภาพถ่ายความโกลว์ด้วยแสงแฟลช หลังทาเกลี่ย แล้วทิ้งไว้ 1 นาที

ค่า pH อยู่ที่ราวๆ 5 – 6 เช่นกันค่ะ

ส่วนผสมเป็นดังนี้

ส่วนผสมจะคล้ายๆ กับตัว Essence นะคะ เพียงแต่จะมีการปรับเปลี่ยนเล็กน้อย

  • Betaine เป็นอนุพันธ์ของกรดอะมิโน นอกจากเรื่องการเพิ่มความชุ่มชื้น น้องยังให้ประโยชน์ในการดูแลด้านการระคายเคืองผิว
  • Malt extract ถ้าเป็นสารสกัดจากบริษัท Dermalab ประเทศเกาหลีจะมีเคลมเกี่ยวกับการดูแลผิวที่อักเสบระคายเคืองง่ายอยู่
  • Curcuma longa root extract สารสกัดจากขมิ้นชัน ที่เป็น Antioxidant ที่ดี และอาจจะให้ประโยชน์ในแง่ของ Whitening
  • Corallina officinalis extract สารสกัดจากสาหร่ายสีแดง เป็น Antioxidant

มาให้คะแนนกันดีกว่าค่ะ

สำหรับ Blog นี้ขอหยิบเอาตัวเอสเซนส์มาเป็นตัวที่ให้คะแนนนะคะ

  1. สารบำรุง เลือกใช้มาค่อนข้างดี นอกจาก Kombucha แล้ว ยังเสริมพวก Probiotic/Postbiotic ที่ปรับสมดุลดูแลไมโครไบโอมให้ผิวแข็งแรงไปอีก 1 กรุบ เมื่อเอามาใช้ร่วมกับ Hya ก็จะดูแลให้ผิวชุ่มชื้นและมีสุขภาพดี โดยรวมก็คือทำมาได้ครบสมกับที่ Kombucha essence ชิ้นหนึ่งพึงจะมี ให้ไป 5 ฟลาสก์
  2. ส่วนผสมอื่นๆ หักคะแนนเรื่องของ Citrus oil ที่อาจเพิ่มความเสี่ยงในการไวต่อแสง (Photosensitivity) แต่อย่างที่ได้เล่าให้ฟังว่า ในตลาดเครื่องสำอางมีการสกัดเอาสารไวต่อแดดอย่าง Furocoumarin ออก ได้เป็น Citrus oil เกรด FCF ซึ่งจุดนี้คิดว่าแบรนด์คงเลือกมาดีแล้ว แต่ขอให้ 4 ฟลาสก์
  3. การใช้งาน ในด้านของฟีลลิ่ง จะค่อนข้างชุ่มชื้น ใช้ได้ทั้งกับสำลี และกับมือ แต่ตอนใช้กับสำลี เนื้อจะไม่ค่อยซับกับสำลีเท่าไหร่ ใช้กับมือวอร์มๆ แล้วทาจะฟินกว่า ในด้านของการดูแลผิว ส่วนตัวคิดว่าทำมาได้ค่อนข้างดี ในแง่ของผิวนุ่ม ชุ่มชื้น ส่วนเรื่องรูขุมขนทางนี้ลองมา 2 สัปดาห์ และไม่ได้เป็นคนรูขุมขนกว้าง เลยยังตอบแบบฟันธงไม่ได้ แต่ก็รู้สึกว่ารองพื้นกับแป้งตกร่อง ตกรูได้น้อยลง ให้ไป 5 ฟลาสก์

สุดท้ายนี้ต้องขอขอบคุณทางแบรนด์ T’else สาขาประเทศไทยด้วยนะคะ ที่ส่งผลิตภัณฑ์ดีๆ มาให้ตั้งแต่วันเปิดตัว และขอบคุณทุกท่านที่ติดตามรับชมมาจนจบค่ะ

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ทางแบรนด์ T’else โดยตรงเลยนะคะ

https://web.facebook.com/TelseThailand

ทางไปตำ Essence

แอพฟ้า https://s.lazada.co.th/s.mQN1s?cc

แอพส้ม https://shope.ee/4AbeqXvyJl

Disclaimer/Conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากทางแบรนด์ T’else สาขาประเทศไทย การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสม/วัตถุดิบตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล และผู้เขียนไม่ได้มีผลประโยชน์ใดๆในการขายสินค้า โปรดใช้วิจารณญาณ

Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสมแชมพู และบาล์มบำรุงเส้นผมและหนังศรีษะ ในไลน์ Densi-Solutions จาก Vichy Dercos Technique

ในส่วนของ Blog นี้ขอวิเคราะห์ส่วนผสมแชมพูและบาล์มบำรุงเส้นผมและหนังศีรษะของ Vichy Dercos Technique รุ่น Densi-solutions กัน

โดยผลิตภัณฑ์ในไลน์ของ Densi-solutions นั้น ออกแบบมาให้ตอบโจทย์ผู้ที่มีปัญหาผมเส้นเล็ก ลีบแบน เพื่อเพิ่มวอลุ่ม และช่วยให้เส้นผมแข็งแรงขึ้น ซึ่งมีด้วยกัน 3 ผลิตภัณฑ์

ได้แก่ แชมพู บาล์มบำรุงเส้นผมและหนังศีรษะ และสเปรย์บำรุงหนังศีรษะ

โดย Blog นี้จะเน้นที่แชมพู และบาล์มก่อน

ตัวแชมพูจะมาในขวดปั๊ม หน้าตาแบบนี้

แชมพูมีเนื้อใส สีเหลืองอ่อน ความหนืดพอเหมาะ มีกลิ่นที่ปรุงมาได้ค่อนข้างหรูหราซับซ้อน มีความหอมสดชื่น นำด้วยกลิ่นแนว Herb เจือมาด้วยกลิ่นหวานๆ ของดอกไม้ ปิดนิดๆ ด้วยความเย็นสดชื่นของมินท์

ในด้านของฟองก็คือทำมาได้ดีเลย ฟองเล็กละเอียดสาใจคนรักฟองแบบดิฉันมาก

pH ของฟองหลังละลายน้ำอยู่ที่ประมาณ 6 ค่ะ

ส่วนผสมของแชมพู เป็นดังนี้

สำหรับแชมพูนี้ส่วนผสมของสารทำความสะอาดจะมีพวก SLES/SLS เป็นตัวหลัก แต่ก็เสริมมาด้วยสารทำความสะอาดอื่นๆ เพื่อปรับให้มีความอ่อนโยนเพิ่มขึ้น และสารเคลือบเส้นผมเพื่อให้ผมไม่แห้ง ไม่ชี้ฟู และไม่พันกัน

ในด้านของจุดเด่นของแชมพูนี้หลักๆ ส่วนตัวคิดว่าน่าจะเป็น เทคโนโลยี Filloxane®

จากที่ลองสังเกต และดูจากผลิตภัณฑ์อื่นในเครือ L’Oréal ที่เคลมเรื่องเทคโนโลยี Filloxane® เหมือนกัน ก็พอจะจับความได้ว่าน่าจะหมายถึง Aminopropyl Triethoxysilane ซึ่งเป็น Aminosilicone ที่อาจอยู่ในรูปของประจุบวกในบางสภาวะ เมื่อเป็นบวกก็จะสามารถเกาะกับเส้นผมที่เสีย ซึ่งมีประจุเป็นลบได้ดี และทาง L’Oréal ได้เคลมว่า เทคโนโลยี Filloxane® นี้ตัวเริ่มต้นเป็นของเหลว (Sol) ที่แทรกซึม (ที่มาของคำว่า Fill) เติมเต็มเข้าไปในเกล็ดผม แล้วเรียงตัวใหม่ได้เป็นเจลแข็งๆ (Gel) ในเกล็ดผม เพิ่มวอลุ่ม และให้คุณสมบัติปกป้องเส้นผมได้ เรียกเทคนิคนี้ว่าเป็น Sol-Gel transformation ซึ่งจะเหมาะกับผมเส้นบาง เล็ก หมองคล้ำ และเสีย

ซึ่งถ้าถามว่ามันเป็นไปได้ไหม ก็พอจะมีงานวิจัยรองรับอยู่ว่า Aminosilicone บางชนิดนั้น ถ้าพัฒนาสูตรให้อยู่ในสภาวะที่เหมาะสม ก็สามารถที่จะแทรกซึมเข้าไปในชั้นของเกล็ดผม (Cuticle) แล้วปกป้องเส้นผม (Berthiaume, et al. J. Soc. Cosmet. Chem. 1995;46:231-245) ซึ่งการแทรกซึมเข้าไปนั้น ก็จะให้ประโยชน์ในการเคลือบปิดเกล็ดผมให้ดูสวยเงางาม และเพิ่มการติดทนของสีผมได้

ส่วน Polyquaternium-67 นั้นเป็น Polymer ประจุบวกที่ดัดแปลงจากเซลลูโลส ข้อดีของน้องคือ น้องเคลือบผมให้นุ่ม เงางามได้ โดยไม่เกิดการสะสมตัวจนทำให้ผมเป็นเมือก (Build-up) และไม่ทำให้ผมลีบ (Ref: TDS SoftCAT™ Polymer SL-5)

สำหรับสารบำรุงที่ใส่มาในแชมพูนี้ได้แก่

  • Rhamnose เป็นน้ำตาลโมเลกุลเดี่ยวชนิดหนึ่ง พบได้ในพืชหลายชนิด และใน Microalgae บางสายพันธุ์ รวมถึงได้จากกระบวนการทาง Biotechnology (การหมัก) ข้อมูลจากผู้ผลิตวัตถุดิบในทางที่เกี่ยวกับผม นอกจากเรื่องความชุ่มชื้นแล้ว Rhamnose อาจจะให้ประโยชน์เรื่องของให้ความรู้สึกสบายหนังศีรษะ (Soothing effect) ดูแลเรื่องการระคายเคือง และอาจได้ประโยชน์เรื่องอาการคันเข้ามาอีกทาง
  • Betaine เป็นอนุพันธ์ของกรดอะมิโน นอกจากเรื่องความชุ่มชื้นแล้ว ก็ยังให้ประโยชน์เรื่องของการลดการอักเสบระคายเคืองและให้ผล Soothing effect ไปในตัว
  • Salicylic acid เมื่อเอามาใช้ในผลิตภัณฑ์สำหรับเส้นผมและหนังศีรษะจะให้ประโยชน์ในการดูแลรังแคเข้ามา
  • Piroctone Olamine เป็นสารที่มีคุณสมบัติในการยับยั้งเชื้อยีสต์บางชนิด เช่น Malassezia spp. ซึ่งเป็นยีสต์ที่อาศัยอยู่บนหนังศีรษะของเรา น้องกินไขมัน (Sebum) เป็นอาหาร ถ้ามีมากเกินไปก็อาจจะทำให้เกิดรังแคได้ การใช้ Piroctone Olamine ก็จะช่วยดูแลรังแคได้อีกทาง ผ่านการยับยั้งยีสต์ในกลุ่ม Malassezia spp. (J Clin Aesthet Dermatol. 2014; 7(3): 37–41.)
  • ข้อมูลจาก Official website ของ Vichy UK บอกว่า มีส่วนผสมของน้ำแร่ Vichy อยู่ด้วยค่ะ

เรามาลองดูบาล์มบำรุงหนังศีรษะและเส้นผมกันบ้างนะคะ

น้องมีชื่อว่า Restoring thickening balm มาในรูปแบบหลอดที่ใช้งานง่ายดีค่ะ

เนื้อค่อนข้างข้นสมชื่อบาล์ม กลิ่นเป็นกลิ่นในโทนเดียวกับแชมพู

ส่วนผสมเป็นดังนี้

ในส่วนของสารปรับสภาพเส้นผม ลดการพันกัน มีสารประจุบวกอยู่ 2 ตัว

  • Behentrimonium chloride เป็น Cationic surfactant ที่ปรับสภาพเส้นผมได้ดี มีความอ่อนโยน
  • Quaternium-87 เป็นสารประจุบวกที่ให้ผมนุ่ม ลื่น หวีง่าย ฟีลตอนสัมผัสดี แต่ไม่ทำให้ผมลีบแบน

สารไขมันที่น่าสนใจ คือ 2-Oleamido-1,3-Octadecanediol เป็นสารสิทธิบัตรของเครือ L’Oréal มีชื่อเล่นว่า Ceramide R ซึ่งเป็นสารที่มีโครงสร้างคล้ายกับ Ceramide ที่ช่วยดูแล Barrier ผิวของหนังศีรษะให้แข็งแรง และให้เส้นผมมีความเงางาม

สารบำรุงอื่นๆ มี Rhamnose และ น้ำแร่ Vichy ซึ่งได้เล่าไปแล้วในช่วงของแชมพู

อีกส่วนผสมหนึ่งที่ดูเหมือนจะใช้เป็นตัวขึ้นเนื้อครีม คือ อนุพันธ์ของแป้ง อย่าง Hydroxypropyl Starch Phosphate ตัวนี้จริงๆ แล้ว นอกจากขึ้นเนื้อยังช่วยปรับฟีล และเคลือบบนเส้นผมให้ความรู้สึกนุ่ม ลื่นได้อีกทาง

ในภาพรวมก็คือเป็นผลิตภัณฑ์บำรุงเส้นผมที่น่าสนใจตัวหนึ่งเลยค่ะ แต่จุดที่น่าสนใจและอาจจะทำใจยากสักนิดในช่วงแรกก็คือ การทาบาล์มนี้บนหนังศีรษะ ซึ่งตอนแรกก็คิดว่า เอ ผมจะลีบแบนไหมนะ แต่พอได้ลองจริงๆ ก็คือ รู้สึกว่าหนังศีรษะมันไม่แห้ง ไม่คันในระหว่างวัน แต่อย่าใส่เยอะ เพราะหัวจะลีบได้ ให้วอร์มๆ บนมือ ลูบบริเวณปลายผมก่อน สางผมที่พันกันให้เรียบร้อย แล้วค่อยมาลูบบนหนังศีรษะ จากโคนสู่ปลาย

Disclaimer/conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับมาเป็นของขวัญ การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสม/วัตถุดิบตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล ผู้เขียนไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับบริษัทเครื่องสำอางใดๆ โปรดใช้วิจารณญาณ

Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสม โลชั่นทาตัว Cute press Ci-Lab Sensitiv Moisture Repair Body Lotion

Blog นี้ขอหยิบเอาโลชั่นทาตัวที่น่าสนใจจากแบรนด์ Cute press รุ่น Ci-Lab Sensitiv Moisture Repair Body Lotion มาวิเคราะห์ส่วนผสมให้ได้ชมกันค่ะ

น้องมีทั้งแบบหลอด และแบบขวดปั๊ม

แบบขวดปั๊มมีหน้าตาประมาณนี้

เนื้อไม่หนักมาก ทางแบรนด์พัฒนาสูตรมาให้เหมาะกับอากาศแบบบ้านเรา

เกลี่ยได้ง่าย ให้ความชุ่มชื้น ไม่เหนอะหนะ ไม่เป็นเมือกลื่นเวลาเหงื่อออก

จุดเด่นที่ทางแบรนด์ Claim

  • เพิ่มความชุ่มชื้น 24 ชั่วโมง
  • Sub-micron barrier rescue complex ที่ดึงเอา ceramide และสารบำรุงที่ฟื้นฟู Barrier เข้ามารวมกันในอนุภาคขนาดเล็กเพื่อเสริมการฟื้นฟู Barrier ผิว
  • ผ่านการทดสอบการระคายเคืองจากสถาบัน Dermscan
  • น้ำหอมที่ใช้เป็นเกรด Allergen-free ที่มีโอกาสในการเกิดการแพ้น้อย

ส่วนผสมเป็นดังนี้

สำหรับส่วนผสมที่น่าสนใจเป็นประมาณนี้ค่ะ

ถ้าเราพิจารณาประเภทของสารที่เป็นส่วนผสมใน Moisturizer แล้ว จะประกอบด้วย 3 กลุ่มหลักๆ คือ กลุ่มของสารเคลือบผิว (Occlusive) สารไขมันทดแทนผิว และทำให้ผิวนุ่ม (Emollient) และสารดูดจับน้ำให้ผิว (Humectant)

โลชั่นตัวนี้ทำมาได้ครบถ้วนสมบูรณ์ในการเป็น Moisturizer ที่ดีชิ้นหนึ่ง

  • Occlusive ทางแบรนด์เลือกใช้ Dimethicone กับ Petrolatum มาถึงตรงนี้หลายคนอาจจะแบบ Dimethicone มันคือ สารในกลุ่มซิลิโคนนี่นา จะดีหรอ เอาจริงๆ Dimethicone เป็นสารที่ได้รับการยอมรับให้เป็น Over-the-Counter (หรือ OTC) ในประเทศอเมริกา ว่ามีคุณสมบัติปกป้องผิวหนัง (Skin protectant) ค่ะ น้องสามารถลดการระเหยของน้ำออกจากผิวได้
  • Emollient เป็นสารไขมันธรรมชาติหลากหลายชนิด ซึ่งตัวที่สำคัญอย่าง Phytosphingosine และ Ceramide NG ก็สามารถดูแลเรื่องของ Barrier ผิวได้ และมีสารไขมันอื่นๆ อีกหลายตัว เช่น Shea butter, Caprylic/capric triglycerides, hydrogenated lecithin ซึ่งดูแลให้ผิวนุ่มนวลได้
  • Humectant ที่เด่นๆ ก็จะเป็น Trehalose ซึ่งเป็นน้ำตาลโมเลกุลคู่ ที่จับและช่วยผิวกักเก็บน้ำไว้ได้ค่อนข้างยาวนาน เสริมมาด้วย Sorbitol ซึ่งเป็นอนุพันธ์ของน้ำตาลเช่นกัน และมี Hydrolyzed hyaluronic acid มาเติมน้ำอีก 1 ตัว เสริมมาด้วยโปรวิตามินบี 5 ที่นอกจากจะเพิ่มความชุ่มชื้นแล้ว ยังดูแลเรื่องการอักเสบระคายเคืองให้ผิวด้วยอีก 1 ชั้น

สารบำรุงอื่นๆ ก็จะเด่นเรื่องของการให้ความรู้สึกสบายผิว (Soothing effect) และดูแลเรื่องการระคายเคือง มีทั้งว่านหางจระเข้ Bisabolol และ Betaine

ในภาพรวมก็คือเป็นมอยส์เจอไรเซอร์ที่ทำมาได้น่าสนใจ มีราคาไม่แพงมาก ให้ครบทั้งเติมน้ำ ทดแทนไขมัน และเคลือบผิวเก็บความชุ่มชื้นเอาไว้ เสริมมาด้วยสารที่ให้ความรู้สึกสบายผิว

ให้คะแนน

  1. สารบำรุง ทำมาได้ค่อนข้างดี ครบถ้วนสมบูรณ์ตามเกณฑ์การเป็น Moisturizer ที่ดี คือมีทั้ง สารเคลือบผิว (Occlusive) สารไขมันทดแทนผิว และทำให้ผิวนุ่ม (Emollient) และสารดูดจับน้ำให้ผิว (Humectant) เสริมมาด้วยสารที่ดูแลเรื่องการระคายเคือง ให้ความรู้สึกสบายผิว ให้ไป 5 ฟลาสก์
  2. ส่วนผสมอื่นๆ ไม่มีสารที่ไม่เป็นมิตรกับผิว เลยไม่มีที่ให้หักคะแนน รับไป 5 ฟลาสก์
  3. การใช้งาน ส่วนตัวชอบแบบหลอด พกพาสะดวกเวลาเดินทาง ทำมาได้สมคำเคลมว่าเป็นมอยส์เจอร์ที่ดีสำหรับเมืองร้อน ด้วยฟีลลิ่งที่ไม่เหนอะหนะมาก ใช้ได้ทั้งเช้า-ก่อนนอน เหงื่อออกก็ไม่เยิ้ม ไม่รู้สึกเป็นเมือกๆ ลื่นๆ ให้ไป 5 ฟลาสก์

สำหรับใครที่สนใจอยากชอปปิ้งมาลองใช้งาน สามารถไปแอบส่องดูโปรได้ตามช่องทางต่างๆ ได้เลยนะคะ

แอพส้ม

https://shope.ee/7KXBvgxXda

Disclaimer/conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ซื้อด้วยตนเอง การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสม/วัตถุดิบตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล และผู้เขียนไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับบริษัทเครื่องสำอางใดๆ โปรดใช้วิจารณญาณ

Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสมครีมกันแดดเนื้อฟลูอิด ด้วยเทคโนโลยี UVMUNE 400 จาก La Roche-Posay Anthelios รุ่น Invisible fluid

คราวก่อนทางเพจเคยนำเสนอพรีวิว La Roche-Posay Anthelios UVMUNE400 สูตร Oil control fluid (ตั้งชื่อเล่นว่า น้องป้ายเขียว) ที่ทำมาเอาใจคนผิวมันโดยเฉพาะ

วันนี้เลยขอหยิบเอาน้องสูตร Invisible fluid มารีวิวกันแบบละเอียดเจาะลึก พร้อมเล่าเรื่องรังสี UV และการป้องกันรังสี UV เสริมด้วยนิดหน่อย

สำหรับสูตร Invisible fluid (ขอตั้งชื่อเล่นว่า น้องป้ายส้ม) มีหน้าตาประมาณนี้ค่ะ

ขอพาน้องออกมาเที่ยวเอาท์ดอร์ท้าแดดซักหน่อย

สำหรับแพคเกจก็จะคล้ายคลึงกับสูตร Oil control fluid นะคะ มีบรรจุภัณฑ์ที่เป็นเอกลักษณ์

สังเกตชื่อน้องใช้ป้ายส้ม เลยเรียกว่าน้องป้ายส้ม

เนื้อเป็นแบบ Fluid/Liquid ค่อนข้างเหลว ก่อนใช้งานก็แนะนำให้เขย่าก่อนค่ะ

เกลี่ยได้ค่อนข้างง่าย ใช้เวลาไม่ถึง 1 นาที น้องก็จะเซ็ตตัวแล้วเกือบจะมลายหายไปจากผิว ไม่ทิ้งคราบใดๆ

สัมผัสบางเบา รู้สึกถึงความชุ่มชื้นเคลือบอยู่ แต่ไม่ถึงกับเหนอะหนะ ยังให้ความรู้สึกสบายผิว

ก่อนไปดูส่วนผสม ขอเล่าถึงเรื่องของรังสี UV สักเล็กน้อย

ว่าด้วยรังสี UV นั้นก็เป็นรังสีหนึ่งจากแสงแดดที่มีความสำคัญในการทำร้ายทำลายผิว และก่อผลเสียหลายๆ อย่าง ตั้งแต่แค่ผิวคล้ำไปจนถึงมะเร็งผิวหนัง

รังสี UV อยู่ในช่วงความยาวคลื่น 200 – 400 nm แบ่งออกได้เป็น 3 คลื่นความถี่หลักๆ ได้แก่

  • UVC ช่วง 200 – 290 nm
  • UVB ช่วง 290 – 320 nm
  • UVA ช่วง 320 – 400 nm

โดย UVC นั้นถูกกรองด้วยชั้นโอโซนไป เลยไม่ได้มีการพูดถึงในวงการความงามเท่าไหร่ ส่วนที่ลงมาบนผิวโลกและกระทบกับเราก็จะเป็น UVA และ UVB

          UVB จะกระทบกับบริเวณหนังกำพร้า และบริเวณที่สร้างเม็ดสี หลักๆ ก็จะทำให้ผิวคล้ำขึ้น แต่ก็สามารถปลดปล่อยอนุมูลอิสระออกมาทำลายผิว และอาจก่อมะเร็งผิวหนังได้ด้วย

          ส่วน UVA นั้นจะลงไปที่ชั้นหนังแท้ ไปทำลายพวกคอลลาเจน และเส้นใยและสารอื่นในกลุ่ม  Extracellular matrix (ECM) ทำให้เกิดพวกริ้วรอยต่างๆ ตามมา

แต่ที่น่ากลัว คือ ทั้ง UVA และ UVB นั้นสามารถก่อให้เกิดมะเร็งผ่านการกลายพันธ์ที่ระดับของ DNA ได้ และกดภูมิคุ้มกัน (Immunosuppression) ได้เหมือนๆ กัน (Kappes et al., J Invest Dermatol. 2006;126(3):667-675) ไม่ว่าจะ A จะ B ก็น่ากลัวทั้งคู่แหละ กันไว้เป็นดีที่สุด

ในสมัยก่อน เราแบ่ง UVA เป็น 2 ช่วงย่อยๆ คือ UVA1 (340 – 400 nm) และ UVA2 (320 – 340 nm) แต่เดี๋ยวนี้เรามีชื่อเรียกให้กับน้องๆ ใหม่อีก คือ UVA2 เรียกเป็น Short UVA และ UVA1 แบ่งเป็น 2 ช่วง คือ Long UVA (340 – 380 nm) และ Ultra-long UVA (380 – 400 nm)

          สำหรับสารกันแดดนั้นเราแบ่งเป็น 2 กลุ่มหลักๆ คือ

  • Physical หรือ Mineral sunscreen ได้แก่ Zinc oxide และ Titanium dioxide อาศัยการสะท้อนและกระเจิงรังสี UV กลับออกไป แม้ว่าหลังๆ มา จะมีรายงานมาบอกว่าเจ้าพวกนี้มันก็ดูดซับรังสีไว้เหมือนกัน เราก็ยังใช้เรื่องของการสะท้อนและกระเจิงแสงอยู่
  • Chemical sunscreen จะดูดซับรังสีเอาไว้ และสารแต่ละชนิดจะดูดซับรังสีได้แตกต่างกันไป บางตัวไปซับ UVB บางตัวไปซับ UVA แต่น้อยตัวนักที่จะซับได้ยาวถึง 400 nm

โดยเครือ L’Oréal ได้ให้ความสนใจกับเรื่องการปกป้องผิวจากอันตรายของแสงแดด และพยายามศึกษาเกี่ยวกับเรื่องของการป้องกันอันตรายจากรังสี UV และตีพิมพ์ผลงานวิจัยมาพักใหญ่ๆ เกี่ยวกับเรื่องผลเสียของ UVA1 อย่างงานหนึ่งที่น่าสนใจคือ งานของ Marionnet และคณะ ตีพิมพ์ในวารสาร Journal of Dermatological Science เมื่อปี 2018 เป็นการทดสอบผลของ UVA1 ทั้งในระดับผิวหนังจำลอง และในอาสาสมัคร เพื่อที่จะบอกว่ายิ่งเราสามารถปกป้องผิวจาก UVA1 ได้กว้างมากเท่าไหร่ (คือเข้าใกล้ 400 nm มากเท่าไหร่) ก็จะสามารถปกป้องชั้นผิวหนัง ทั้งชั้นหนังกำพร้า และหนังแท้ ไม่ให้ถูกทำลายเพราะรังสี UV ได้ดีมากขึ้นไปด้วย (Marionnet et al., J Dermatol Sci. 2018;91(3):337-340) ดังนั้นการใช้ผลิตภัณฑ์ป้องกันแสงแดดที่เรียกว่าเป็น ‘board spectrum’ คือ กันได้กว้างๆ ครบทั้ง UVA/UVB ก็จะดี

และเมื่อปี 2022 ทาง L’Oréal ก็เจอสารกันแดดที่สามารถดูดซับรังสีได้ยาวถึง 400 nm หรือ กัน Ultra-long UVA ได้ นั่นก็คือเจ้า Mexoryl 400 (Methoxypropylamino Cyclohexenylidene Ethoxyethylcyanoacetate) นั่นเอง และได้จดสิทธิบัตรไว้ (Behrens M. (2022). https://www.cosmeticsandtoiletries.com/formulas-products/sun-care/news/22249181/loreal-loral-breaks-the-ultralong-uva-code-with-uvmune-400)

โดยว่ากันว่า Ultra-long UVA นั้นมีปริมาณสูงถึง 30% เมื่อเทียบกับรังสี UV ทั้งหมดทั้งมวลที่สาดส่องลงมาเจอกับผิวเรา ดังนั้นหลายๆ คน เลยเจอปัญหาว่า เอ๊ะ เราก็ทากันแดดแล้วนะ ทำไมยังมีปัญหาผิวต่างๆ อีก นั่นก็เพราะว่า สารกันแดดเคมีอาจจะยังไม่ครอบคลุมทั้ง Spectrum ของรังสี UV นั่นเอง

และผลิตภัณฑ์ป้องกันแสงแดดตัวแรกทางเครือ L’Oréal เดบิวต์ออกมาสู่ท้องตลาดก็คือ ….. น้อง La Roche-Posay Anthelios UVMune 400 น้องป้ายส้มของเราที่ทางเพจหยิบเอามาวิเคราะห์ส่วนผสมในวันนี้นี่เองค่ะ และด้วยความที่ Mexoryl 400 นั้นยังติดสิทธิบัตรก็เลยกล่าวได้ว่า ในเครือ L’Oréal เท่านั้นที่สามารถใช้ได้ คงจะไม่เกินจริงถ้าจะพูดตามแบรนด์เคลมว่า “น้องเป็นกันแดดหนึ่งเดียวที่ปกป้องผิวได้ถึง Ultra-long UVA”

ผลิตภัณฑ์ตัวนี้ผ่านการทดสอบประสิทธิภาพทั้งในระดับหลอดทดลอง และในอาสาสมัครว่ามีประโยชน์หลายประการ นอกเหนือไปจากคุณสมบัติป้องกันแสงแดดทั่วไป เช่น

  • ลดการเกิดรอยดำจากรังสี UV
  • ลดการสร้างเอนไซม์ MMP1 และ MMP3 ซึ่งเป็นเอนไซม์ที่ไปย่อยสลายคอลลาเจน และ Matrix ต่างๆ ในหนังแท้ เมื่อฉายแสง UVA1
  • ปกป้องผิวหนังทั้งชั้นหนังกำพร้า และหนังแท้ โดยป้องกันการเกิด Sunburn cell (เซลล์ที่เสียหายเพราะรังสี UV) และปกป้องไฟโบรบลาสต์
  • ลดความเสียหายของเบสในสาย DNA (ปกป้องสาย DNA ไม่ให้ถูกทำลายเพราะรังสี UV)
  • ด้วยส่วนผสมของ Antioxidant ในสูตร เมื่อทดสอบด้วยการฉายรังสีอินฟราเรด (ชนิด IRA) ลงไป มีความสามารถลดการสร้างเอนไซม์ MMP ลงได้
  • ลดการเกาะติดของฝุ่นละอองและ Pollution ต่างๆ บนผิว

พัฒนามาในเบสที่กันน้ำ กันเหงื่อ ไม่ใส่น้ำหอม และผ่านการทดสอบแล้วว่าไม่ทำให้แสบตา ทาแล้วซึมไวไม่เหนอะหนะ ไม่ทิ้งปื้นขาว พร้อมเสริมทัพมาด้วย Net-lock technology ที่ช่วยให้สารกันแดดเกาะติดผิวได้ยาวนานยิ่งขึ้น พร้อมเสริมประสิทธิภาพในการป้องกันผิวจากรังสี UV

ส่วนผสมเป็นดังนี้

ในส่วนของส่วนผสมนั้นเรียกได้ว่าพัฒนามาได้ค่อนข้างเรียบง่าย มีสารกันแดดชนิดเคมีอยู่ด้วยกันหลายชนิดที่ช่วยเสริมกันในการกรองแสง UV ได้ครบทั้ง Spectrum

ส่วนของสารกันแดดแทนด้วยอักษรสีน้ำเงิน

  • Ethylhexyl Salicylate (EHS) น้องเด่นในการกรอง UVB ที่มีข้อมูลความปลอดภัยค่อนข้างดี
  • Bis-Ethylhexyloxyphenol Methoxyphenyl Triazine หรือ BEMT รู้จักกันในชื่อทางการค้าว่า Tinosorb S กรองได้ทั้ง UVA และ UVB โดยมีจุดที่ดูดกลืนแสงสูงสุด (Peak absorption) อยู่ 2 จุด ที่ 310 nm (UVB) และ 345 nm (UVA) เมื่อใช้ร่วมกับการแดดตัวอื่น เช่น Ethylhexyl triazone จะเสริมประสิทธิภาพกันให้ดียิ่งขึ้น
  • Ethylhexyl triazone หรือ Uvinul T 150 เด่นในการกรอง UVB และเสริมประสิทธิภาพให้สารกันแดดอื่นๆ ในสูตร
  • Butyl Methoxydibenzoylmethane หรือ Avobenzone เด่นในเรื่องการกรอง UVA เป็นหลัก แต่ไม่ค่อยคงตัว ซึ่งในสูตรก็มีกันแดดตัวอื่นมาเสริมให้คงตัวยิ่งขึ้น
  • Methoxypropylamino Cyclohexenylidene Ethoxyethylcyanoacetate; MCE คือ Mexoryl 400 พระเอกของเราในวันนี้ น้องเป็น Ultralong UVA filter (380 – 400 nm) peak อยู่ที่ 385 nm มีข้อมูลความปลอดภัยค่อนข้างดี และมีความเป็นมิตรกับปะการัง มีงานวิจัยที่ศึกษาในอาสาสมัครรองรับถึงประสิทธิภาพในการปกป้องผิว (Marionnet, et al. JID Innovation. 2022;2(1):100070)
  • Diethylamino hydroxybenzoyl hexyl benzoate หรือ Uvinul A+ กรองรังสีในช่วง UVA
  • Drometrizole trisiloxane รู้จักกันในนาม Mexoryl XL สารกันแดดที่กรองรังสีได้ในช่วงกว้างทั้ง UVB และ UVA มีจุด Peak 2 จุดในช่วง UVB (303 nm) และ UVA (344 nm) ใช้ร่วมกับ Mexoryl SX จะช่วยเสริมประสิทธิภาพในการกรองรังสี UV ได้มากขึ้น
  • Terephthalylidene dicamphor sulfonic acid หรือ Mexoryl SX เด่นที่การกรองรังสี UVA มีข้อมูลความปลอดภัยค่อนข้างดี และเมื่อใช้คู่กับ Mexoryl XL จะได้ประสิทธิภาพในการกรองรังสีที่ดีขึ้น

สรุปได้ประมาณภาพนี้ค่ะ

จะเห็นว่าส่วนผสมของสารกันแดดที่ใช้นั้นกันได้ค่อนข้างครบแบบ broad spectrum

ในส่วนของ Antioxidant นั้นมีวิตามินอี ในรูปแบบธรรมชาติ หรือ Tocopherol เข้ามา และมีสารควบคุมความมันให้ผิว 2 ตัว คือ Silica และ Perlite สำหรับ Perlite นั้นมีความน่าสนใจตรงที่น้องจะเด่นเรื่องของการซับน้ำและน้ำมัน พร้อมให้ความรู้สึกสดชื่นไม่แห้งตึงจนระคายเคือง

ในภาพรวมก็คือเป็นผลิตภัณฑ์ป้องกันแสงแดดที่ทำมาได้ค่อนข้างดี ส่วนผสมดีเลิศ ไม่เหนอะหนะหนักผิว การมี Alcohol ในสูตรก็จะช่วยลดความเหนอะหนะให้กับเนื้อได้และช่วยให้ผลิตภัณฑ์แห้งไว ไม่เหนอะหนะ

มาให้คะแนนกันดีกว่า

  1. สารกันแดด ในด้านของสารกันแดด นอกเหนือไปจากพระเอก Mexoryl 400 ที่เด่นเรื่องการกรอง Ultralong UVA ได้ถึง 400 nm จนสุด Spectrum แล้ว สารกันแดดอื่นๆ ที่เลือกใส่มาก็เสริมกันได้อย่างลงตัว ทั้งในแง่ของการเสริมความคงตัวหรือเสถียรภาพให้แก่สูตร และเสริมประสิทธิภาพในการปกป้องจากรังสี UV ไปพร้อมๆ กัน ให้ไป 5 ฟลาสก์
  2. ส่วนผสมอื่นๆ มีการเลือกใช้สารควบคุมความมัน และ Polymer ที่เข้ามาสร้าง Net-lock technology ที่ช่วยให้สารกันแดดเกาะอยู่บนผิวได้ยาวนานขึ้น เสริมการปกป้องผิวไปอีก 1 ขั้นตอน แม้ว่าสารบำรุงอาจจะน้อยไปนิด แต่เราก็สามารถบำรุงผิวด้วยผลิตภัณฑ์บำรุงให้เรียบร้อยก่อนแล้วค่อยมาทากันแดด และในสูตรมี Alcohol แต่ส่วนตัวแม้จะมีผิวผสม/แห้ง ก็สามารถใช้ได้ ไม่ได้เกิดการระคายเคือง หรือไม่สบายผิวในระหว่างวันแต่อย่างใด ขอหักคะแนนเรื่อง Alcohol เพื่อให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน ขอให้ 4 ฟลาสก์
  3. การใช้งาน ส่วนตัวมีผิวผสมค่อนข้างแห้ง ถ้าเทียบกับสูตร Oil control fluid (ป้ายเขียว) ที่เคยนำเสนอไปก่อนหน้า ตัวเองชอบรุ่นนี้มากกว่านะ ในแง่ของการเกลี่ย ความรู้สึกขณะเกลี่ย ความรู้สึกหลังใช้ และในระหว่างวัน น้องจะสบายผิวมากกว่า มีบางวันที่ต้องเดินกลางแดดจัดๆ นานๆ หลังออกแดดวันนั้นก็ไม่ได้มีอาการแดง หรือเคืองแต่อย่างใด เรื่องของกลิ่นก็เป็นกลิ่นตามธรรมชาติของสารกันแดด ซึ่งไม่ได้ติดใจอะไร โดยรวมก็คือส่วนตัวค่อนข้างชอบ ให้ไป 5 ฟลาสก์

สุดท้ายนี้ต้องขอขอบคุณทางแบรนด์ La Roche-Posay สาขาประเทศไทยที่ส่งผลิตภัณฑ์ดีๆ ที่พัฒนาสูตรมาได้อย่างลงตัว พร้อมการศึกษาทางคลินิกรองรับมาให้ได้เปิดหูเปิดตา และขอบคุณทุกท่านที่ติดตามรับชมมาจนจบ

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ทางแบรนด์โดยตรงเลยนะคะ

Official facebook: @LaRochePosayThailand (https://www.facebook.com/LaRochePosayThailand)

ทางไปช้อปปิ้ง

แอพส้ม https://s.shopee.co.th/7KgyIsKOD6

แอพฟ้า https://s.lazada.co.th/s.HzGg7?cc

Disclaimer/Conflict of interest: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากทางแบรนด์ La Roche-Posay ประเทศไทย การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสม/วัตถุดิบตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล และผู้เขียนไม่ได้ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับบริษัทเครื่องสำอางใดๆ โปรดใช้วิจารณญาณ

Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสมสเปรย์บำรุงดูแลผิวกายที่มีปัญหาสิว Derma:B AC Control Body Mist

สิวอก สิวหลัง นี่มันก็กวนใจคนที่เป็นไม่ใช่น้อยเลยนะคะ

สำหรับคอนเทนท์นี้ขอนำเอาผลิตภัณฑ์ที่น่าสนใจอีกชิ้นจากไลน์ AC Control ของ Derma:B มาวิเคราะห์ส่วนผสมให้ได้ชมกันต่อนะคะ

โดยก่อนหน้านี้ทางเพจได้นำเสนอบทวิเคราะห์ส่วนผสม AC Control body wash ของทางแบรนด์ไปแล้ว ท่านที่พลาดสามารถติดตามได้ที่ลิงค์ด้านล่างนี้ค่ะ

https://miyeonthereviewer.com/2023/11/09/dermab-accontrol-wash/

วันนี้เราลองมาดูตัว Mist บำรุงเพื่อดูแลปัญหาสิวกายหลังล้างทำความสะอาดผิวกันเรียบร้อยแล้ว

น้องมาในหน้าตาแบบนี้ค่ะ

หน้าตาของฝาสเปรย์

ผลิตภัณฑ์ตัวนี้ได้รางวัลที่ 1 ของปี 2023 จากแอพ HwaHae Beauty Award ของประเทศเกาหลี น้องไม่ได้มาเล่นๆ

ตัวผลิตภัณฑ์นี้ได้ผ่านการทดสอบประสิทธิภาพและความพึงพอใจในอาสาสมัครโดยบริษัทที่เป็น 3rd party (บริษัทภายนอกที่ไม่มีความเกี่ยวข้องกับทางแบรนด์) คือ บริษัท Global Medical Research Center, GMRC ในอาสาสมัครจำนวน 20 คน พบว่า ในช่วงเวลา 2 สัปดาห์ นั้น

  • 100% ลดสิวเกิดใหม่บริเวณหน้าอกและแผ่นหลัง
  • 100% ผิวกลับมานุ่มและเรียบเนียน
  • 95% สิวบริเวณหน้าอกและแผ่นหลังลดลง
  • 95% รอยสิวจางลง
  • 95% ผิวดูสว่างกระจ่างใสยิ่งขึ้น

อีกการทดสอบหนึ่งโดยบริษัทสกินเมด พบว่า อาสาสมัครที่ใช้ Body AC mist เป็นเวลา 4 สัปดาห์ มีความมันบนผิวลดลง

(Image from Derma:B Thailand)

ตัวเนื้อสเปรย์เป็นเนื้อบางเบา มีกลิ่นหอมในโทนเย็นสดชื่นจากมินท์ สเปรย์แล้วแห้งค่อนข้างไว ไม่ทิ้งคราบ ไม่เหนอะหนะ และไม่หนักผิว แต่ก็ไม่ถึงกับแห้งจนเกินไป ยังรู้สึกถึงความเคลือบผิวอยู่

ค่า pH อยู่ที่ราวๆ 4 ซึ่งเหมาะในการดูแลปัญหาสิว

ส่วนผสมเป็นดังนี้

ในภาพรวมน้องเป็นผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่นอกจากจะดูแลปัญหาสิว ผลัดผิว ดูแลการอุดตัน แล้วยังเติมน้ำให้ผิวชุ่มชื้นไปพร้อมๆ กัน เสริมมาด้วยสารบำรุงที่ดูแลเรื่องรอยแดง รอยดำ

ในกลุ่มของการผลัดผิว ลดการอุดตันนั้น มีส่วนผสมของ BHA, PHA, LHA ใช้สีน้ำเงินในรายการส่วนผสม

  • Salicylic acid จัดเป็น BHA ที่เด่นในเรื่องของการลดการอุดตัน
  • Capryloyl salicylic acid จัดเป็น LHA ที่ละลายได้ดีในไขมัน ผลัดผิวได้อ่อนๆ และ มีประโยชน์ในแง่ของรอยดำ
  • Gluconolactone เป็น PHA ที่เด่นในแง่ของการผลัดผิวอย่างอ่อนโยน และดูแลเรื่องสิว

ตบมาด้วยตัวแม่แห่งวงการดูแลสิวพร้อมมอบประโยชน์ให้ผิวหลายประการอย่าง Niacinamide ที่ดีกับผิวในหลายๆ ด้าน นอกจากเรื่อง Barrier ผิวแข็งแรง ดูแลเรื่องการอักเสบระคายเคือง น้องยังให้ประโยชน์เรื่องรอยดำ รอยแดงได้ไปพร้อมๆ กัน

ต่อมาเป็นกลุ่มของสารเติมน้ำให้ผิว ประกอบด้วย Hyaluronic acid และอนุพันธ์อีกหลายชนิด ขนกันมาทั้งครอบครัว ตัวเล็ก ตัวใหญ่ ตัวเคลือบ ตัวประจุบวก มีอย่างน้อย 6 ตัว (เพราะบางตัวใช้ชื่อ INCI name เดียวกัน) ตัวที่น่าสนใจจะเป็นตัวประจุบวก Hydroxypropyltrimonium Hyaluronate ที่เกาะกับผิวได้ยาวนาน ล้างน้ำก็ไม่หลุด ถ้าไม่ไปอาบน้ำ

  • นอกจาก Hyaluron แล้ว อีกตัวที่น่าสนใจก็คือ Hydrolyzed Glycosaminoglycans ตัวนี้เป็น Glycosaminoglycans ที่ผ่านการย่อยให้มีขนาดเล็กลง ก็มีความเด่นเรื่องการเติมน้ำให้ผิวเช่นกัน
  • เสริมทัพมากับ Glyceryl glucoside ที่มีคุณสมบัติในการเสริมการสร้างโปรตีนเก็บน้ำ Aquaporin ให้กับผิว และเมื่อใช้คู่กับ Glycerin ประสิทธิภาพในการเพิ่มความชุ่มชื้นก็จะเพิ่มขึ้น

เสริมไขมันทดแทนให้แก่ผิวด้วย Grape seed oil และ Shea butter

ดูแลเรื่องการระคายเคืองด้วย Panthenol + Allantoin

เติมสารสกัดจากมินท์ และน้ำมันหอมระเหยจากมินท์ เพื่อความสดชื่น

ปิดท้ายด้วยสารสกัดจากใบ Loquat เกาหลี (Eriobotrya Japonica Leaf Extract) ที่ข้อมูลจากผู้ผลิตวัตถุดิบเคลมว่า ให้ประโยชน์ในด้านของการเป็น Whitening และเป็น Antioxidant (Ref: TDS Loquat Leaf Extract by The Garden of Naturalsolution Co., Ltd.)

น้องมาในเบสแบบน้ำ ที่เหมาะกับการสเปรย์ลงไปบนผิวกายหลังจากอาบน้ำเสร็จ

แม้จะมีส่วนผสมของ alcohol แต่ก็จะให้ประโยชน์ในด้านของความรู้สึกเย็น สดชื่น ผลิตภัณฑ์แห้งไว ไม่เหนอะหนะ และส่วนตัวก็ได้ลองใช้ดู ก็ไม่เจอว่าผิวแห้งหรือระคายเคืองนะ

ให้คะแนน

  1. สารบำรุง เป็นผลิตภัณฑ์ที่ดูแลสิวผ่านหลายๆ กลไก ไม่ว่าจะเป็นด้านของการลดการอุดตัน ผลัดผิว ดูแลการระคายเคือง รอยแดง รอยดำจากสิว แต่จะขาดในส่วนของสารบำรุงที่ต่อต้านพวกจุลินทรีย์ก่อสิว อาจจะหวังผลจาก Peppermint oil ได้นิดหน่อย แต่คิดว่ายังไม่ชัด ให้ไป 4 ฟลาสก์ แต่จากผลทดสอบในอาสาสมัครก็คือดูแลและลดจำนวนสิวได้อยู่
  2. เบสหรือเนื้อหลัก มีส่วนผสมของ Alcohol ที่อาจจะระคายเคืองได้ในผู้ใช้บางราย แต่ส่วนใหญ่คนที่เป็นสิวมักจะผิวมัน การมี Alcohol ก็จะให้ข้อดีในด้านของความรู้สึกเย็น สดชื่น ผลิตภัณฑ์แห้งไว ไม่เหนอะหนะ และตัวเองได้ทดลองใช้ก็ไม่ได้ระคายเคือง หรือไม่สบายผิวแต่อย่างใด ให้ไป 4 ฟลาสก์
  3. ส่วนผสมอื่นๆ ทำมาได้ค่อนข้างดี ไม่มีสารให้หักคะแนน รับไป 5 ฟลาสก์

สุดท้ายนี้ขอขอบคุณทางแบรนด์ Derma:B สาขาประเทศไทยด้วยนะคะ ที่ส่งผลิตภัณฑ์ดีๆ มาให้ได้เปิดหูเปิดตาและทดลองใช้ สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ทางแบรนด์โดยตรงเลยค่ะ

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ทางแบรนด์โดยตรงเลยนะคะ

https://www.facebook.com/DermaBThailand

Shopping link https://shope.ee/9KHqfDk3oT

Disclaimer/conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากทางแบรนด์ Derma:B สาขาประเทศไทย การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสม/วัตถุดิบตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล และผู้เขียนไม่ได้มีผลประโยชน์ใดๆในการขายสินค้า โปรดใช้วิจารณญาณ