Image

[Empties] วิเคราะห์ส่วนผสม Cleansing water จากแบรนด์ Clarista Tokyo ทั้ง 2 สูตร

สวัสดีค่ะ

วันนี้จะเป็นส่วนของ #EmptiesReview รีวิวของที่ใช้หมดแล้วนะคะ

ประเดิมตัวแรกด้วยการวิเคราะห์ส่วนผสม Cleansing water จากแบรนด์ Clarista Tokyo สองสูตรนี้มี่ได้มาจาก Supermarket ของ Isetan ค่ะ ตอนที่มี่ได้มากำลังมีโปร 1 แถม 1 เลยจัดมาอย่างละชิ้นสวยๆ

หน้าตาเป็นประมาณนี้นะคะ

clarista

ส่วนผสมของทั้ง 2 สูตร ต่างกันไม่มากนักค่ะ โดยใช้สารทำความสะอาดตัวเดียวกันคือ PEG-6 caprylic/capric glycerides ซึ่งมีความอ่อนโยน และให้สัมผัสที่นุ่มสบายผิวนะคะ สำหรับส่วนผสมตัวนี้มี่เคยเขียนวิเคราะห์แบบละเอียดไว้ด้วยค่ะ สามารถรับชมได้ที่ลิงค์ด้านหลังนี้นะคะ >>Click<<

 

สำหรับด้านของ Feeling กับความสะอาด ส่วนตัวค่อนข้างชอบ และเคยใช้ลบเมคอัพรอบดวงตาได้ไม่แสบตาค่ะ ถ้าไม่เข้าตาแบบจังๆ

 

ในด้านของส่วนผสมเป็นตามภาพนี้นะคะ

สผส clarista

ภาพรวมคือ ทำมาได้อย่างเรียบง่าย แต่แอบดูดีนะคะ อย่างจุดหนึ่งที่น่าสนใจคือ การใส่ Buffer ซึ่งเป็นระบบที่ช่วยควบคุมค่า pH ของตำรับให้คงที่ หรือ เปลี่ยนแปลงน้อยที่สุด

โดยบัฟเฟอร์จะประกอบด้วย กรดอ่อน และ เกลือของมัน หรือ ด่างอ่อน และ เกลือของมัน

อย่างผลิตภัณฑ์นี้จะเป็น Citric acid กับ Sodium citrate นะคะ

 

ส่วนสารบำรุงที่เหมือนกันในทั้ง 2 สูตร คือ Sodium hyaluronate และสารบำรุงอีกตัวจะแตกต่างกันไปตามสูตรค่ะ

  • ถ้าเป็นสูตร White จะใช้เป็น Ascorbic acid หรือวิตามินซี นั่นเอง
  • ถ้าเป็นสูตร Sebum จะใช้เป็น สารสกัดจากชาเขียวค่ะ

 

สำหรับวันนี้คงต้องจากลากันไปเท่านี้ พบกันใหม่โอกาสถัดไป สวัสดีค่ะ

Disclaimer/conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ซื้อด้วยตนเอง การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสมตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล และผู้เขียนไม่ได้มีผลประโยชน์ใดๆในการขายสินค้า โปรดใช้วิจารณญาณ

Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสมสกินแคร์น้องใหม่ Miss Bonnie Bio Boost Sleeping Mask มาสก์หน้าก่อนนอนที่คิดค้นสูตรโดยเภสัชกร โดดเด่นด้วย Microbiome technology

สวัสดีค่ะพี่ๆน้องๆเพื่อนๆบ้านมียอนทุกท่าน

วันนี้มี่มีรีวิว Sleeping mask น้องใหม่จากแบรนด์ เพื่อนๆMiss Bonnie มาฝากกันนะคะ

แบรนด์นี้เป็นแบรนด์น้องใหม่ คิดสูตรและควบคุมคุณภาพโดยเภสัชกร ที่สำคัญส่วนผสมแต่ละตัวที่เลือกมา เรียกได้ว่าเป็นส่วนผสมนำเข้าจากหลายๆประเทศ และเป็นส่วนผสมที่หลายๆแบรนด์ชั้นนำเลือกใช้ค่ะ

สำหรับ Sleeping mask ตัวนี้มีคีย์หลักที่โดดเด่นคือเรื่องของ Skin microbiome technology ค่ะ ซึ่งเรียกได้ว่ากำลังอินเทรนด์เลย และตัว Microbiome เองก็มีส่วนที่ช่วยให้ผิวเราแลดูสุขภาพดีด้วย เดี๋ยวมี่มากล่าวถึงอีกทีในช่วงวิเคราะห์ส่วนผสมนะคะ

สำหรับหน้าตาของน้องเป็นประมาณนี้ค่ะ

mb 4

เนื้อมาในเนื้อแบบครีม สีชมพูอ่อนๆ เนื่องจากไม่มีส่วนผสมของน้ำหอม เลยจะได้กลิ่นจางๆของวัตถุดิบอยู่บ้าง

mb 1

เกลี่ยได้ง่าย สัมผัสบางเบา ซึมไวแห้งไวไม่เหนอะหนะ แต่ก็ยังรู้สึกได้ถึงความชุ่มชื้น

mb 2

สำหรับค่า pH อยู่ที่ราวๆ 5 – 6 นะคะ ถือว่าใกล้เคียงกับผิวดีค่ะ

mb 3

มาดูส่วนผสมกันดีกว่าค่ะ

สผส mb

ในภาพรวมมาสก์ตัวนี้เป็นมาสก์แบบครีมเจล มี่ส่วนผสมของน้ำ น้ำมัน และซิลิโคนอยู่นิดหน่อย ไม่มีส่วนผสมของสารที่ไม่เป็นมิตรกับผิว ในด้านของสารบำรุงมีอยู่ด้วยกันหลายชนิด ทั้งกลุ่มของวิตามิน กลุ่มของสารที่ได้จาก Biotechnology ที่มาตอบโจทย์เทรนด์ Microbiome และสารเพิ่มตวามชุ่มชื้นต่างๆอีกหลายชนิด

ซึ่งส่วนผสมของสารบำรุงวันนี้มี่ทำสีไว้ 3 สีนะคะ

สีเขียว เป็นกลุ่มของสารที่ได้จากกระบวนการทาง Biotechnology เพื่อเข้ามาตอบโจทย์เทรนด์ Microbiome ซึ่งหมายถึง สิ่งแวดล้อมของชุมชนจุลินทรีย์ที่เป็นเจ้าบ้าน ที่อาศัยบนผิวเรา โดยหลายๆข้อมูลบอกว่า ถ้าเรามีความหลากหลายของชนิดจุลินทรีย์บนผิว ผิวเราก็จะแข็งแรงและมีสุขภาพดีกว่าค่ะ ตัวอย่างเทรนด์นี้ได้แก่การใช้พวก Pre-pro biotic

  • Bifida ferment lysate ตัวนี้เป็นวัตถุดิบที่ได้จากการย่อยสลายระบบที่เลี้ยงจุลินทรีย์ Bifidobacterium ก่อนจะสกัดออกมา ซึ่งจะได้ทุกองค์ประกอบจากตัวเชื้อ ทั้งสารอาหารที่เชื้อสร้าง รวมถึงกลุ่มของพวก Polysaccharide ที่มีประโยชน์ต่อผิว ทางผู้ผลิตมีเคลมเกี่ยวกับการเสริมความสามารถของผิวในการป้องกันตัวเองจากรังสี UV การซ่อมแซมและฟื้นฟู รวมไปถึงพวกด้านชะลอวัย
  • Aureobasidium pullulans ferment extract สารที่ได้จากการหมักยีสต์ดำที่มีชื่อว่า Aureobasidium pullulans มีองค์ประกอบหลักเป็น Beta-glucan ทางผู้ผลิตวัตถุดิบเคลมว่า มีคุณสมบัติในการเสริมความแข็งแรงให้กับผิว ลดการอักเสบระคายเคือง ปกป้องคอลลาเจนไม่ให้สลายตัว เพิ่มความชุ่มชื้น ฟื้นฟู และปรับสภาพผิว (TDS Adeka-Beta glucan, Adeka Corp.) โดย Beta-glucan นั้นมีคุณสมบัติเป็น Pre-biotic เป็นอาหารให้แก่จุลินทรีย์เจ้าบ้าน หรือ Pro-biotic ให้เจริญเติบโตได้
  • Bacillus ferment จากการค้นข้อมูลของวัตถุดิบ Bacillus ferment ในฐานข้อมูล พบว่ามีวัตถุดิบอยู่หลายเจ้าเหมือนกันที่เป็น Bacillus ferment แต่ละเจ้าก็เคลมต่างกันไป ในภาพรวม Bacillus ferment เป็นสารที่ได้จากการหมักจุลินทรีย์ Bacillus spp. ซึ่งมีคุณสมบัติในการเพิ่มความชุ่มชื้น และประกอบด้วยเอนไซม์หลายชนิดซึ่งมีประโยชน์ในการผลัดผิวอย่างอ่อนๆ จึงทำให้ผิวแลดูเรียบเนียน

 

สีม่วง สูตรผสมของ Tocopheryl acetate, Lecithin, Glyceryl linoleate, Glyceryl linolenate, Caprylyl glycol, Sodium ascorbyl phosphate, Retinyl palmitate เป็นวัตถุดิบผสมที่มาในรูปแบบของ Liposome ที่บรรจุเอาวิตามินเอ ซี และ อี เอาไว้ โดยไลโปโซมเป็นระบบนำส่งสารชนิดหนึ่ง ที่มีประโยชน์ในการนำเอาสารบำรุงเข้าสู่ผิว เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพในการบำรุงผิวมากขึ้น

 

สีฟ้าเป็นกลุ่มของสารบำรุงต่างๆ มี่ขอหยิบยกมากล่าวถึงบางตัวนะคะ

  • กลุ่มของสารเติมน้ำเพิ่มความชุ่มชื้น ได้แก่ Sodium hyaluronate, Trehalose และ Hydroxyethylurea ค่ะ
  • น้ำมันจากข้าวโอ๊ต (Avena sativa kernel oil) ปกติเราจะไม่ค่อยเห็นการใช้น้ำมันจากข้าวโอ๊ตในเครื่องสำอางเท่าไหร่นะคะ ซึ่งจริงๆแล้วน้ำมันจากข้าวโอ๊ตนี่ก็ประกอบด้วยกรดไขมันหลายชนิด ที่มีประโยชน์ในการเพิ่มความชุ่มชื้น ทดแทนไขมันคืนให้แก่ผิว โดยข้อมูลจากบางผู้ผลิตกล่าวว่า น้ำมันจากข้าวโอ๊ต ยังมีส่วนประกอบของพวก Lutein, Tocopherol ที่เป็น Antioxidant และยังมีกลุ่มของสาร oats anthracene amide ซึ่งเป็นสารพฤกษเคมีที่เป็นตัวเด่นของข้าวโอ๊ต มีประโยชน์ในเชิงการลดการอักเสบระคายเคือง และให้ความรู้สึกสบายผิว (Soothing effect)
  • Galactoarbinan ตัวนี้เป็น Polysaccharide ที่ประกอบด้วยน้ำตาล Galactose และ Arabinose มีประโยชน์ในด้านของการเพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่ผิว ลดการอักเสบระคายเคือง ให้ความรู้สึกสบายผิว อำพรางริ้วรอยตื้นๆให้ดูเรียบเนียน เพราะ Polysaccharide ชนิดนี้สามารถก่อฟิล์มบนผิวได้ มีการทดสอบจากผู้ผลิตวัตถุดิบบางรายพบว่าสามารถปกป้องผิวจากมลภาวะได้

 

โดยสรุป คือ ในผลิตภัณฑ์นี้ประกอบด้วยส่วนผสมของสารบำรุงที่ดูแลผิวได้หลายด้าน ไม่ว่าจะเป็น ด้านความชุ่มชื้น ความแข็งแรงของผิว การชะลอวัยป้องกันริ้วรอย ฟื้นฟูและปรับสภาพผิว รวมไปถึงเรื่องของการปรับสมดุล Microbiome และ ให้ความรู้สึกสบายผิว

และอีกจุดคือ ในการพัฒนาสูตร ทางแบรนด์เลี่ยงการใส่สารที่ไม่เป็นมิตรกับผิวลงมา ดังนั้นส่วนตัวจึงมองว่าทำมาได้ค่อนข้างดีค่ะ

 

มาให้คะแนนกันนะคะ

  1. สารบำรุง ตามที่กล่าวไปด้านบนว่า สารบำรุงที่ดูแลผิวได้หลายด้าน ไม่ว่าจะเป็น ด้านความชุ่มชื้น ความแข็งแรงของผิว การชะลอวัยป้องกันริ้วรอย ฟื้นฟูและปรับสภาพผิว รวมไปถึงเรื่องของการปรับสมดุล Microbiome และ ให้ความรู้สึกสบายผิว ซึ่งถ้ามองในจุดนี้ การดูแลเรื่อง Microbiome ก็จะมีประโยชน์ในด้านของสิวอีก ส่วนตัวเลยมองว่าในด้านของสารบำรุงนี้กระปุกเดียวครบจบทุกปัญหาผิว ให้ไป 5 ฟลาสก์
  2. ส่วนผสมอื่นๆ ไม่มีสารที่ไม่เป็นมิตรกับผิว เลยไม่มีที่ให้หักคะแนน ให้ไป 5 ฟลาสก์
  3. การใช้งาน ส่วนตัวมี่มีโอกาสได้ใช้ผลิตภัณฑ์นี้มาราวๆ 2 สัปดาห์ สิ่งที่เห็นได้คือเรื่องความชุ่มชื้น เรื่องของรูขุมขนที่แลดูกระชับ แต่งหน้าทารองพื้นได้ง่ายขึ้นไม่ค่อยตกร่อง และรู้สึกได้ว่าผิวเด้งและกระชับขึ้นค่ะ สำหรับด้าน Whitening หรือ ริ้วรอย ช่วง 2 สัปดาห์นี้อาจจะยังน้อยไปที่จะฟันธง และส่วนตัวมี่เองช่วงนี้ก็ไม่ได้มีปัญหาเรื่องจุดด่างดำหรือริ้วรอยค่ะ แต่ก็สัมผัสได้ถึงสัญญาณอันดีอยู่ ส่วนข้อติคือ มี่ผิวผสม/แห้ง ลำพัง Sleeping mask ตัวนี้ตัวเดียวก่อนนอน ยังไม่พอค่ะ ต้องโบกมอยส์เจอร์เพิ่มอีกชั้น หรือทามอยส์เจอร์ให้เรียบร้อยก่อน แล้วค่อยมาทา Sleeping mask อีกที จุดนี้ถือว่าเขาทำมาได้ค่อนข้างตอบโจทย์นะคะ ขอให้ไป 4 ฟลาสก์ค่ะ

คะแนน mb

สุดท้ายนี้ต้องขอบคุณทางแบรนด์ Miss Bonnie นะคะที่ส่งผลิตภัณฑ์ดีๆมาให้มี่ได้ทดลองใช้ และขอบคุณทุกท่านด้วยค่ะที่ติดตามรับชมมาจนจบ

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ทางแบรนด์โดยตรงเลยนะคะ

Facebook Page

Miss Bonnie Skincare : เวชสำอางโดยเภสัชกร

https://www.facebook.com/missbonnieskincare/

 

พบกันใหม่โอกาสถัดไป สวัสดีค่ะ

Disclaimer/conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากทางแบรนด์ Miss Bonnie การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสมตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล และผู้เขียนไม่ได้มีผลประโยชน์ใดๆในการขายสินค้า โปรดใช้วิจารณญาณ

 

Image

[Shared content] “เทรนด์ส่งออกเครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์ดูแลร่างกายในสถานการณ์โควิด-19” By DHL Express Thailand

โควิด-19 เปลี่ยนวิถีการส่งออกเครื่องสำอาง สินค้าด้านความงาม ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวพรรณและร่างกาย ผู้ประกอบการและเอสเอ็มอีควรเตรียมพร้อมรับมืออย่างไรต่อจากนี้
assorted cololr lipsticks
Photo by Free Creative Stuff on Pexels.com
สินค้าอุปโภคบริโภค รวมถึง ผลิตภัณฑ์ด้านความงาม เครื่องสำอาง และผลิตภัณฑ์ดูแลร่างกาย ข้อมูลล่าสุดจากสมาคมผู้ผลิตเครื่องสำอางไทยเผยว่า การส่งออกผลิตภัณฑ์ความงาม และเครื่องสำอางลดลง 5.7% ในไตรมาสแรกของปี 2563
จากรายงานของเว็บไซต์ CosmeticsDesign-Asia.com พบว่า โควิด-19 ส่งผลให้ตลาดเครื่องสําอางสําหรับการแต่งหน้าและน้ำหอมชะลอตัว เนื่องจากคนทํางานจากที่บ้านมากขึ้น และหลีกเลี่ยงการออกนอกบ้าน ขณะที่ผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับการดูแลผิวพรรณ และสุขอนามัยส่วนบุคคลมีแนวโน้มการเติบโตเพิ่มขึ้น
สำหรับอุตสาหกรรมความงาม เครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์เพื่อการดูแลร่างกายนั้น ปัจจุบันการป้องกันสุขภาพและสุขอนามัยได้รับความสำคัญเป็นอันดับต้นๆ เนื่องจากผู้บริโภคตระหนักและรับรู้เรื่องของการป้องกันสุขภาพ และความปลอดภัยเพิ่มขึ้น พฤติกรรมและทัศนคติของผู้บริโภคที่มีต่อความงามจึงเปลี่ยนเป็นการมุ่งเน้นที่ “สุขภาพและสุขอนามัย” มากกว่า และเทรนด์นี้ีมีแนวโน้มต่อเนื่องในระยะยาว
ในขณะเดียวกัน ผู้คนมีเวลาให้กับตัวเองหรือให้ความสําคัญกับการดูแลตัวเอง (me-time) มากขึ้นกว่าแต่ก่อน เนื่องจากมาตรการล็อคดาวน์ประเทศและการรักษาระยะห่างทางกายภาพในสังคม
นี่คือโอกาสครั้งสำคัญสําหรับผู้ผลิตหรือผู้ประกอบการผลิตภัณฑ์ด้านความงาม เครื่องสําอาง หรือผลิตภัณฑ์ดูแลรักษาผิวพรรณที่จะได้นําเสนอสินค้าที่มีคุณสมบัติต้านเชื้อแบคทีเรียหรือรักษาความชุ่มชื้น หรือแม้กระทั่งชุดดูแลผิวด้วยตนเอง ไม่ว่าจะเป็นการบํารุงผิวหน้า ผิวกาย ผม เล็บ ฯลฯ เพื่อให้ผู้บริโภคหันมาสร้างบรรยากาศในการดูแลตัวเองอย่างผ่อนคลายเหมือนทําสปาที่บ้าน 

“เราเห็นสัญญาณมากมายในอุตสาหกรรมความงาม เครื่องสำอาง และผลิตภัณฑ์ดูแลร่างกายที่ยังมีโอกาสฟื้นตัวจากสถานการณ์วิกฤตในปัจจุบัน ผู้บริโภคทั่วโลกยังคงมองหาความพึงพอใจจากการดูแลตัวเอง หรือการทำทรีตเมนต์ขณะอยู่ที่บ้าน ความต้องการผลิตภัณฑ์ดูแลร่างกายยังคงมีแนวโน้มเติบโต ซึ่งเป็นโอกาสที่สำคัญของแบรนด์ในการทำธุรกิจอีคอมเมิร์ซระหว่างประเทศอย่างแข็งขันและต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการทำธุรกิจกับประเทศที่กำลังฟื้นตัวจากสถานการณ์การแพร่ระบาด เช่น จีน เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น และในกลุ่มประเทศเพื่อนบ้าน เช่น ลาว กัมพูชา พม่า เวียดนาม เป็นต้น” เฮอร์เบิต วงศ์ภูษณชัย กรรมการผู้จัดการดีเอชแอล เอ๊กซ์เพรส ประเทศไทย และหัวหน้าภาคพื้นอินโดจีน กล่าว

“ยังคาดเดาได้ยากว่าสถานการณ์โควิด-19 จะสิ้นสุดลงเมื่อไร แต่สำหรับผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมนี้ต้องเตรียมความพร้อมสำหรับเศรษฐกิจที่กำลังจะกลับมา ผลการวิจัยจาก Kantar เผยว่า การปรนนิบัติผิวหรือการบำบัดทางร่างกาย (Beauty Therapy) เป็นกิจกรรมอันดับหนึ่งที่ผู้บริโภคคิดจะทําหลังจากมาตรการล็อคดาวน์ของประเทศตนเองผ่อนคลายลง หรือสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 เริ่มดีขึ้น”

matte lipsticks
Photo by Skitterphoto on Pexels.com

 

5 เคล็ดลับส่งออกผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง และผลิตภัณฑ์ดูแลร่างกายสำหรับผู้ประกอบการเอสเอ็มอี

11100047_TH_CUSTOM_TIPS_TH_POSTER_A4_V1

(Image from DHL Express Thailand)

ในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 การส่งสินค้าไปต่างประเทศอาจมีความล่าช้า ซึ่งโดยมากเกิดจากการไม่ปฏิบัติตามข้อบังคับพิธีการทางศุลกากรซึ่งอาจเปลี่ยนแปลงได้ในสถานการณ์เช่นนี้ รวมถึงปัญหาการเดินเอกสารเพื่อเคลียร์สินค้าในประเทศปลายทาง อย่างไรก็ตามคุณสามารถป้องกันไม่ให้เกิดสถานการณ์เหล่านี้ได้ด้วย 5 เคล็ดลับที่ช่วยให้พิธีการศุลกากรเป็นเรื่องง่าย และส่งมอบสินค้าให้ลูกค้าของคุณได้อย่างรวดเร็วโดยไม่มีอุปสรรค ดังนี้

  1. เตรียมตัวให้พร้อมก่อนรุก เข้าใจกฏระเบียบและข้อบังคับของตลาด โดยเฉพาะเมื่อเริ่มส่งสินค้าไปต่างประเทศเป็นครั้งแรก

ทำความเข้าใจกฎระเบียบและข้อบังคับของประเทศปลายทาง โดยเฉพาะเมื่อเริ่มส่งสินค้าไปขาย หรือส่งให้ผู้รับที่ต่างประเทศเป็นครั้งแรก มิฉะนั้น คุณอาจต้องเสียค่าใช้จ่ายที่ไม่คาดคิด เกิดความล่าช้าในการจัดส่งสินค้าไปให้ลูกค้า หรือแม้แต่ต้องส่งสินค้ากลับไปประเทศต้นทาง

 

  1. มองหาตัวช่วยจากหน่วยงานศุลกากรท้องถิ่น ประเทศในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกส่วนใหญ่จะมีหน่วยงานรัฐบาลที่ให้คําแนะนําด้านศุลกากรฟรีสำหรับเอสเอ็มอี

เอสเอ็มอีเผชิญกับข้อกําหนดในการส่งออกสินค้าไปยังประเทศต่างๆ ทั่วโลกที่ซับซ้อนมากขึ้น แม้ว่าสินค้าจะถูกส่งถึงประเทศปลายทางแล้ว แต่ต้องเป็นไปตามข้อกําหนดจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้วย ผู้ประกอบการควรใช้โอกาสจากการได้รับคำปรึกษาฟรีจากหน่วยงานต่างๆเพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการ ซึ่งนอกจากจะเป็นการปฏิบัติตามกฎระเบียบแล้ว ยังช่วยเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันกับคู่แข่งทางธุรกิจที่มีขนาดใหญ่กว่าด้วย

 

  1. ใช้บริการลอจิสติกส์แบบครบวงจรที่เหมาะสำหรับผู้ส่งออกประเภท B2C

เมื่อเอสเอ็มอีส่งออกโดยตรงไปยังผู้บริโภคในประเทศต่างๆ มักจะนําโมเดลที่เรียกว่า “Duty and Tax Paid on Import” มาใช้ ซึ่งหมายความว่าผู้ประกอบการมีหน้าที่รับผิดชอบจัดการเกี่ยวกับการเดินพิธีศุลกากรในประเทศปลายทางทั้งหมดแทนที่จะให้ผู้ซื้อเป็นคนจัดการ อย่างไรก็ตาม นั่นหมายความว่าเอสเอ็มอีต้องสื่อสารกับตัวแทนต่างๆ มากมายเพื่อจัดการเกี่ยวกับภาษีอากร และขั้นตอนพิธีการทางศุลกากรอื่นๆ การทํางานกับผู้ให้บริการเดียวที่สามารถให้บริการแบบ door-to-door ตั้งแต่รับของจากผู้ส่ง ดําเนินการส่งของเข้าไปยังประเทศปลายทางและส่งของถึงมือผู้รับ จะช่วยลดความยุ่งยากในกรณีที่มีข้อติดขัด หรือความท้าทายอื่นๆที่เกิดขึ้น

 

  1. ลองประยุกต์ใช้โมเดลการขายแบบ B2B: ขายผ่านช่องทางผู้จัดจำหน่ายในพื้นที่เพื่อช่วยเพิ่มจำนวนสินค้าส่งออก และส่วนแบ่งการตลาด

การจัดการด้านศุลกากรอาจจะดูเป็นเรื่องยุ่งยากสําหรับธุรกิจแบบ B2C ซึ่งคุณสามารถหลีกเลี่ยงเหตุการณ์ที่ไม่พึงประสงค์นี้ได้ด้วยการส่งออกไปยังผู้จัดจําหน่ายในพื้นที่ โดยทั่วไปผู้จัดจําหน่ายมักจะมีประสบการณ์ตรง หรือมีคําแนะนําที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมหรือตลาดนั้นๆ และอาจอํานวยความสะดวกให้คุณได้มากกว่าหน่วยงานท้องถิ่น ซึ่งจะช่วยเอื้อให้เอสเอ็มอีได้ประโยชน์ตรงที่สามารถเร่งครื่องทําธุรกิจ และขยายธุรกิจเข้าสู่ตลาดใหม่ๆ ได้เร็วขึ้น บางครั้งการมีพาร์ทเนอร์ด้านการจัดจําหน่ายเพิ่มเข้ามาแล้วจะทําให้สัดส่วนกําไรของคุณลดลง แต่ก็แลกมาซึ่งความมั่นใจในการทําธุรกิจ ทําให้เอสเอ็มอีทำการส่งออกสินค้าได้เป็นจํานวนมาก และสามารถขยายส่วนแบ่งการตลาดในประเทศใหม่ๆได้อย่างราบรื่น

  1. อย่ากลัวที่จะเติบโตอย่างยิ่งใหญ่

เมื่อเอสเอ็มอีสั่งสมความรู้และประสบการณ์ด้านการส่งออกเรื่องการเดินพิธีศุลกากรในแต่ละประเทศปลายทาง และกฏระเบียบการนำเข้าในแต่ละประเทศที่สอดคล้องกับผลิตภัณฑ์หรือสินค้าของตนเองจนคล่องแล้ว มั่นใจได้ว่าเอสเอ็มอีจะสามารถขยายธุรกิจไปยังตลาดใหม่ๆ ในประเทศใหม่ๆ ได้เร็วกว่าที่เคยเป็น การพัฒนาความเข้าใจพื้นฐานเกี่ยวกับสิ่งที่ศุลกากรต้องการก่อนทำการค้าขายกับลูกค้าปลายทาง และการทํางานกับลอจิสติกส์พาร์ทเนอร์อย่างใกล้ชิดเป็นโอกาสที่เอสเอ็มอีจะได้เติมเต็มประสบการณ์ด้านการส่งออก การนำความรู้และประสบการณ์มาปรับใช้เป็นการขยายโอกาสทางธุรกิจให้เติบโตทั้งในระดับภูมิภาค และระดับโลกได้อย่างรวดเร็ว และไม่ใช่เรื่องยากสำหรับเอสเอ็มอีอีกต่อไป

 

ดีเอชแอล เอ๊กซ์เพรส คือผู้นำด้านการขนส่งด่วนระหว่างประเทศ เราพร้อมที่จะช่วยขยายธุรกิจของคุณไปยังทั่วโลก เยี่ยมชม เว็บไซต์ เพื่อรับประสบการณ์การบริการขนส่งด่วนระหว่างประเทศที่ง่ายและมีประสิทธิภาพ หรือดาวน์โหลดอีบุ๊ค Cosmetics and Personal Care Going Global ฟรี! ได้ที่ https://www.iexpressbydhl.com/th/landing/cosmetics-and-personal-care-export-trend

 

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมกรุณาติดต่อ     

ดีเอชแอล เอ๊กซ์เพรส ประเทศไทย

ภัทรียา ภาคพาไชย ผู้จัดการฝ่ายสื่อสารองค์กร
โทรศัพท์ +66 2345 5602  อีเมล Pattareeya.Pakpachai@dhl.com

ติดตามข่าวสารได้ที่: https://www.facebook.com/DHLExpressThailand.iExpressByDHL และ https://www.iExpressByDHL.com

Image

[Beauty Talk] ผลกระทบของหน้ากากอนามัยต่อผิว และการดูแลผิวในช่วงที่ต้องใส่หน้ากากนานๆ

สวัสดีค่ะ วันนี้ขอมาเล่าและอัพเดทเรื่องของ ผลกระทบของหน้ากากอนามัย หรือ Mask ที่มีต่อผิวพรรณนะคะ

mask 1

ถามว่าเราต้องใส่ Mask ไหม ต้องใส่ค่ะ เพื่อปกป้องตัวเองจากไวรัสตัวร้าย

แน่นอนว่าถ้าเราใส่ Mask นานๆ Mask ก็ทำร้ายผิวเราได้หลายอย่างนะคะ โดยเฉพาะ Mask ที่มีความสามารถในการกรอง หรือการป้องกันผิวดีๆ มันก็จะยิ่งทำร้ายผิวเราได้มาก

ไม่น่าเชื่อว่า เคยมีคนสำรวจอาการไม่พึงประสงค์ที่เกิดจากการใส่ Mask มาพักใหญ่ๆแล้วค่ะ มีขอยกตัวอย่างงานชิ้นหนึ่ง ของ Foo และคณะ เมื่อปี 2006 ช่วงนั้น SARS ระบาดพอดี นักวิจัยทีมนี้เขาสำรวจอาการไม่พึงประสงค์ของบุคลากรทางการแพทย์ที่ทำงานในโรงพยาบาล 322 คน ที่สิงคโปร์ ว่ามีอาการไม่พึงประสงค์อะไรบ้างหลังจากใส่ Mask N95 ถุงมือ และชุด PPE ไปนานๆ ซึ่งวันนี้เราขอ Focus ที่ Mask นะคะ

ปัญหาใหญ่ของบุคลากรเหล่านี้คือ เกือบ 60% พบว่า N95 ทำให้มีสิวขึ้น รองลงมาคือ ราวๆ 51% พบว่า ทำให้เกิดอาการคัน และ ราวๆ 36% ทำให้เป็นผื่นขึ้นค่ะ

อาการอื่นๆที่นักวิจัยพบในกลุ่มนี้เช่น ผิวแห้ง มีอาการแดง ระคายเคือง รูขุมขนกว้างขึ้น (อันนี้ดิฉันประสบอยู่) ผิวลอก น้ำมูกไหล และ มีรอยแผลเป็น/รอยแดงที่บริเวณจมูกจาก Mask ที่กดทับ

อาการเหล่านี้มันเกิดขึ้นได้อย่างไร

มีการคาดคะเนว่า อุปกรณ์พวกนี้มันทำให้การระเหยของเหงื่อ เกิดขึ้นได้น้อยลง ความชื้นเพิ่มขึ้น มีการสะสมตัวของความร้อนในบริเวณนั้น และก็เวลาที่เราพูด มันเกิดการเสียดสี ซึ่งปฏิกิริยาเหล่านี้มันจะไปทำให้ผิวหนังของเราเกิดการอักเสบขึ้นมาได้ มีชื่อเรียกโรคผิวหนังอักเสบที่เกิดจากการเสียดสี ความร้อน ความอับชื้น การระบายอากาศที่ไม่ดี และความชื้น ว่า intertrigo หรือ intertriginous dermatitis

mask 2

นอกจากนี้การใส่ Mask เป็นเวลานานๆยังเพิ่มความเสี่ยงในการติดเชื้อบนผิว และยิ่งในช่วงที่เราหา Mask ได้ค่อนข้างยาก เราก็อาจจะใส่ซ้ำ ซึ่งมันจะมีอาหาร เป็นพวกเศษผิว เหงื่อ ไขมัน ที่ติดออกมาจากผิวเราสะสมตัวอยู่บน Mask ทำให้เชื้อจุลินทรีย์ต่างๆโตขึ้น พอเอา Mask มาแปะหน้าก็เหมือนเอาจุลินทรีย์มาเพาะเลี้ยงในบรรยากาศที่อุ่น ชื้น และมีอาหารพร้อม เรียกได้ว่าเป็นสภาพที่สมบูรณ์แบบมากเลยค่ะ

N95 หรือ N99 ที่แนบสนิทกับผิวแน่นๆ จะไปกดทับบริเวณสันจมูก ซึ่งบริเวณนี้เป็นบริเวณที่ผิวค่อนข้างบาง ทำให้เกิดผิวหนังอักเสบจากการกดทับ อารมณ์คล้ายๆแผลกดทับ แต่ไม่ได้รุนแรงถึงขั้นนั้นค่ะ อันนี้มีชื่อเรียกว่า Pressure-induced dermatitis

อาการอื่นที่อาจพบได้จากการใส่ Mask คือ ปัญหารอยช้ำ และ จุดด่างดำค่ะ เพราะเมื่อมีการอักเสบก็จะไปเหนี่ยวนำให้เกิดการสร้างเม็ดสี Melanin เพิ่มขึ้น

การใส่ Mask ยังทำให้เกิดสภาวะเคลือบผิว หรือ Occlusive ซึ่งมีผลทำให้ความชื้นในผิวเพิ่มขึ้น และมีผลเพิ่มการดูดซึมของสารบางชนิดเข้าสู่ผิว ดังนั้นถ้าเราทาครีม หรือ แต่งหน้า ไว้ใต้แผ่น Mask ก็มีโอกาสที่สารเหล่านั้นจะซึมเข้าผิวได้มากขึ้น ทำให้เกิดการแพ้และระคายเคืองได้ง่ายขึ้นด้วย

Mask กระดาษ หรือ Mask ผ้าเองก็ทำให้เกิดสิว และผิวอักเสบต่างๆได้นะคะ

โดยความแรงของการ Occlusive ขึ้นกับชนิดของวัสดุที่เอามาทำ Mask ด้วยนะคะ ส่วนตัวคิดว่า ยิ่งวัสดุนั้นป้องกันผิวได้มากเท่าไหร่ ก็จะยิ่ง Occlusive มากเท่านั้น ลองหายใจผ่าน Mask ดูค่ะ ถ้าไม่มีไอน้ำอุ่นๆ หรือลมหายใจอุ่นๆของเราลอดออกมาจาก Mask คือ ก็ยิ่ง Occlusive มาก

ยิ่ง Occlusive มาก ก็ยิ่งทำร้ายผิวมากค่ะ

 

อีกจุดที่ควรระวังคือ ถ้ากรณีเราแพ้ยางยืด (พวก Latex) แพ้กาว แพ้สี (สีย้อมผ้าที่เอามาทำ Mask) ก็อาจจะต้องระวังค่ะ เพราะในการผลิตแผ่น Mask เหล่านี้ อาจจะมีสารที่ทำให้เราแพ้ได้ ดังนั้นถ้าแพ้ก็เลือกวัสดุที่เราใช้แล้วไม่แพ้นะคะ

mask 3

ขอปิดท้ายด้วยการดูแลผิวในช่วง COVID-19 ที่เราต้องใส่ Mask กันนานๆนะคะ

ส่วนตัวมีความเห็นดังนี้ค่ะ

  1. ควรใช้ Skincare หรือ ครีมที่ฟื้นฟู Barrier ผิว โดยให้ทาทั้งเช้าและเย็น เช่น ครีมที่มีส่วนผสมของพวก Ceramide หรือ น้ำตบที่มี NMF (Natural moisturizing factor) หรือสารที่ช่วยเพิ่มความแข็งแรงให้แก่ผิวชั้นนอก เช่นพวก Pre/Pro/Post biotic (อันนี้เดี๋ยวจะมาเล่าต่ออีกทีค่ะ) หรือ สารที่เพิ่มความแข็งแรงให้แก่ Cornified envelope ที่เป็นเปลือกโปรตีนหุ้มเซลล์ผิวเราไว้อีกที อย่างตอนนี้สกินแคร์จากญี่ปุ่นหลายชิ้น เริ่มเน้นการออกฤทธิ์ไปที่ Cornified envelope แล้วค่ะ
  2. ถ้าอยู่ในสถานที่ที่เป็นส่วนตัว ควรถอด Mask เพื่อระบายอากาศบ้าง
  3. ไม่ใส่ Mask ซ้ำ เกิน 1 – 2 วัน ถ้าไม่จำเป็นจริงๆ เอาจริงหมดวันก็ทิ้งเถอะค่ะ
  4. การซัก Mask ผ้า ควรตรวจสอบให้เรียบร้อยว่า ซักสะอาด ไม่มีพวกผงซักฟอก หรือสารทำความสะอาดตกค้าง
  5. ก่อนนอน ให้ทำความสะอาดผิวด้วย Cleanser ที่เหมาะสม หรือ ใช้ Double clean technique
  6. อาจใช้ BHA/AHA เพื่อผลัดผิว ลดการอุดตันที่อาจเกิดขึ้น ลดโอกาสในการเกิดสิว
  7. บำรุงผิวด้วยผลิตภัณฑ์ตามข้อ 1 ก่อนนอน
  8. รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ผัก ผลไม้ ที่มีสีสัน เขียว เหลือง แดง ส้ม ฯลฯ หรือเสริมวิตามิน/เครื่องสำอางที่เป็น Antioxidant

 

mask 4

©สงวนลิขสิทธิ์ทุกข้อความและภาพในบทความฉบับนี้ตามพรบ.ทรัพย์สินทางปัญญา

 

References

  1. Foo, et al. (2006) Contact dermatitis. 55:291-294.
  2. Stokowski, LA. (2020). A Step-by-Step Guide to Preventing PPE-Related Skin Damage. From https://www.medscape.com/viewarticle/929590
  3. Mann, D. (2020). Do these 5 things to protect your skin from the downsides of face masks, doctors say. From https://www.cnbc.com/2020/05/13/rash-irritation-downsides-face-masks-how-to-protect-skin-according-to-doctors.html

 

Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสม เซรั่มลดเลือนรอยแดงผิวแพ้ง่าย จากแบรนด์ Hylamide สูตรฟ้า Sensitive Fix

สวัสดีค่ะพี่ๆน้องๆเพื่อนๆที่น่ารักทุกท่าน

วันนี้มี่ขอหยิบเอาเซรั่มของ Hylamide อีกตัวมารีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสมให้ได้ชมกันนะคะ

รีวิววันนี้จะเป็นสูตร Sensitive fix สีฟ้าค่ะ โดยมีเคลมหลักไปที่การลดรอยแดง และลดอาการระคายเคืองไม่สบายผิว ส่วนตัวมี่จะมีปัญหาการระคายเคืองที่แก้มค่ะ ก็ยอมรับว่าพอใช้ตัวนี้ได้สักพัก คือดีขึ้นจริง แต่ติดตรงอาจจะหาซื้อได้ยากนิดหน่อย ตอนนี้เลยเปลี่ยนไปใช้ตัวอื่นก่อน จนกว่าจะมีโอกาสได้น้องมาอีกรอบ เดี๋ยวตรงนี้ไว้จะเอามาอัพเดทให้ได้ชมกันต่อไปค่ะ

ตัว Hylamide สูตร Sensitive fix นี้มาในขวดสีฟ้านะคะ หน้าตาเป็นแบบนี้ค่ะ

sen 1

เนื้อเซรั่มจะเป็นแบบใส ค่อนข้างเหลวนิดหน่อย และแน่นอนว่าไม่มีน้ำหอม เลยจะได้กลิ่นจางๆของวัตถุดิบอยู่ค่ะ

sen 2

เกลี่ยง่าย ให้สัมผัสบางเบา ซึมไว ไม่เหนอะหนะ แต่ส่วนตัวรู้สึกว่าช่วงที่ใช้วันแรกๆมันจะมีอาการแสบๆอยู่บ้างบริเวณแก้ม กับร่องของปีกจมูกค่ะ ไม่แน่ใจเหมือนกันว่ามาจากไหน เพราะลองดูที่ส่วนผสมแล้วก็ไม่เจอตัวการที่น่าสงสัยเลย แต่พอใช้ไปซักพัก ก็หายไปค่ะ

sen 3

ค่า pH อยู่ที่ราวๆ 4 – 5 นะคะ

sen 4

สำหรับส่วนผสมเป็นดังนี้นะคะ

สผส sen

ในภาพรวมน้องเป็นเซรั่มที่มาในเบสแบบน้ำ ไม่มีส่วนผสมของน้ำมัน ซิลิโคน และแอลกอฮอล์ รวมถึงพวกน้ำหอมและสารไม่เป็นมิตรอื่นๆนะคะ

สำหรับสารบำรุงวันนี้มี่ทำไว้ 5 สีค่ะ

ขอเปิดการรีวิวที่

  • สีม่วง สูตรผสมของ Lactobacillus/Eriodictyon Californicum Ferment Extract & Phospholipids ตัวนี้เข้าใจว่าน่าจะเป็นวัตถุดิบที่ชื่อ ACB Cationic glycoproteins ของบริษัท Active concepts ตัว Eriodictyon คือพืชอวบน้ำที่มีชื่อว่า Yerba Santa ซึ่งพืชนี้มี Story ว่าสามารถเก็บกักน้ำเอาไว้ในใบของมันได้อย่างดี โดยการใช้จุลินทรีย์ Lactobacillus มาหมัก ก็จะทำให้ได้สารในกลุ่ม Glycoprotein จากพืชตัวนี้ออกมา สารนี้ผู้ผลิตเคลมว่า มีคุณสมบัติในด้านของการเพิ่มความชุ่มชื้น ให้ความรู้สึกสบายผิว ด้วยความที่มีประจุบวก เลยเกาะกับผิวได้ดี
  • สีเขียว เป็นกลุ่มของสารเพิ่มความชุ่มชื้น ซึ่งมีด้วยกันอยู่ 3 ตัวค่ะ
    • Saccharide isomerate ตัวนี้พบได้ค่อนข้างบ่อยในสูตร Moisturizer นางเป็นสารในกลุ่มของ Polysaccharide ที่ดัดแปลงให้มีส่วนประกอบของน้ำตาลโมเลกุลย่อยให้คล้ายกับ Polysaccharide ที่มีในผิวเรา โดยนางจะสามารถจับกับโปรตีนบนผิวเราได้ ทำให้ให้ความชุ่มชื้นได้อย่างยาวนาน
    • Sodium hyaluronate crosspolymer ตัวนี้เป็น Hya ขนาดใหญ่ มีประโยชน์ในการเคลือบผิวเพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่ผิวชั้นนอก
    • Gum จากมะขาม ตัวนี้มีประโยชน์ทั้งเป็นตัวเพิ่มความหนืดให้แก่เนื้อเซรั่ม และให้ความชุ่มชื้นไปพร้อมๆกันค่ะ นอกจากนี้จะให้สัมผัสที่นุ่ม และเรียบเนียน (Smooth)
  • สีชมพู
    • Mirabilis jalapa extract คือ สารสกัดจาก Marvel of Peru เข้าใจว่าสูตรผสมของ Butylene Glycol (and) Propanediol (and) Mirabilis Jalapa Extract เป็นวัตถุดิบสิทธิบัตรฝรั่งเศส ผู้ผลิตวัตถุดิบเคลมว่า สารสกัดจากพืชนี้ ช่วยลดการส่งสัญญาณระคายเคืองจากชั้นหนังกำพร้าเข้าไปสู่เส้นประสาท ทำให้เรารู้สึกระคายเคืองน้อยลง มีการทดสอบในอาสาสมัครโดยให้อาสาสมัครทาผลิตภัณฑ์ที่มีสารตัวนี้เป็นเวลา 2 เดือน พบว่ารอยแดงจางลง

 

pacifeel

(Image from Sederma)

    • ถ้ากล่าวถึงพืชตัวนี้ ยังมีรายงานการวิจัยสนับสนุนด้วยนะคะ สารสกัดจากใบของต้นนี้มีคุณสมบัติในการลดการอักเสบระคายเคืองในหนูทดลอง (Pharmacognosy Res. 2010;2(6):364-7.) สารสกัดจากลำต้นเหนือดินของต้นนี้ประกอบด้วยสารในกลุ่ม Phytosterol และ Triterpenoid หลายชนิด ได้แก่ β-sitosterol, stigmasterol, ursolic acid, oleanolic acid และ brassicasterol ซึ่งส่วนใหญ่มีฤทธิ์ในการลดการอักเสบและระคายเคือง (Fitoterapia. 1990;61(5):471)
    • Curculigo orchioides extract คือ สารสกัดจาก Golden eye grass เข้าใจว่า สูตรผสมของ Propanediol (and) Glycerin (and) Water (aqua) (and) Curculigo Orchioides Root Extract มีชื่อทางการค้าว่า Caresoft ของบริษัท Provitol มีคุณสมบัติในการลดการอักเสบระคายเคือง โดยทางบริษัทเคลมว่า ผู้ที่มีปัญหาผิวอักเสบ ผิวแพ้ง่าย จะมีค่า pH ที่สูงกว่าผิวคนปกติ สารสกัดตัวนี้จะไปออกฤทธิ์ที่ตัวรับ NHE1 ซึ่งมีหน้าที่ควบคุมความเป็นกรดของผิว เมื่อผิวเป็นกรดมากขึ้น การระคายเคืองก็จะลดลง (CaresoftTM, The Provitol Group)
  • สีน้ำตาล เป็นกลุ่มของพวกตัวทำละลายที่มีคุณสมบัติเพิ่มความชุ่มชื้นได้ มีชื่อเรียกเป็นทางการว่า Humectant

 

โดยรวมคือเรียกได้ว่าเป็นผลิตภัณฑ์ที่พัฒนามาเพื่อตอบโจทย์ในด้านของผิวระคายเคือง และรอยแดงโดยเฉพาะ และมีคุณสมบัติรองคือ ช่วยเติมน้ำ เพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิว

 

มาให้คะแนนกันดีกว่าค่ะ

  1. สารบำรุง มีสารบำรุงอยู่ด้วยกันหลายชนิด มีประโยชน์โดยรวมไปที่ในด้านของการลดรอยแดง และลดอาการอักเสบระคายเคือง ลดความรู้สึกไม่สบายผิว ช่วยปลอบประโลม (Soothing) ผิวให้รู้สึกสบายผิว พร้อมกับเติมน้ำเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิวไปในตัว ถ้าพิจารณาในแง่ของรอยแดง/ชุ่มชื้น ได้ไปเลย 5 ฟลาสก์เต็ม เอาใจชั้นไปเลย แต่ถ้าพิจารณาในแง่ของภาพรวม น่าจะมีสารบำรุงอื่นๆเสริมเข้ามา เพื่อดูแลปัญหาผิวได้ครอบคลุมมากขึ้น จุดนี้จะขอให้ 3 ฟลาสก์
  2. ส่วนผสมอื่นๆ ไม่มีสารที่ไม่เป็นมิตรกับผิวเลยไม่มีจุดให้หักคะแนน ให้ไป 5 ฟลาสก์
  3. การใช้งาน ส่วนตัวมี่มีผิวผสม/แห้ง เนื้อเซรั่มตัวนี้อย่างเดียวยังเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิวได้ไม่พอสำหรับความต้องการของผิวมี่นะคะ ก็ทาครีมทับเอาอีกชั้น ถึงจะพอดี แล้วก็ตามที่ได้เล่าให้ฟังก่อนหน้าว่า ในช่วงแรกที่ใช้ จะรู้สึกแสบและระคายเคืองนิดหน่อย แต่พอใช้ไปเรื่อยๆ อาการพวกนี้ก็หายไป และรอยแดงก็ดีขึ้นจริง เมื่อใช้ไปราวๆ 3 เดือน จุดนี้ถือว่าค่อนข้างชอบ ให้ไป 5 ฟลาสก์

คะแนน sen

สุดท้ายนี้ต้องขอขอบคุณทุกท่านด้วยนะคะ ที่ติดตามรับชมมาจนจบ

สำหรับวันนี้คงต้องขอตัวลาไปเท่านี้ พบกันใหม่โอกาสถัดไป สวัสดีค่ะ

 

Disclaimer/conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ซื้อด้วยตนเอง การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสมตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล และผู้เขียนไม่ได้มีผลประโยชน์ใดๆในการขายสินค้า โปรดใช้วิจารณญาณ

Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสม เซรั่มไฮยาลูรอน จากแบรนด์ Hylamide สูตรสีชมพู Low molecular HA Multi-depth rehydration booster

สวัสดีค่ะ

สำหรับ Content นี้ มี่จะมารีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสมของเซรั่มไฮยาของแบรนด์ Hylamide สูตรสีชมพู ที่มีชื่อว่า Low molecular HA Multi-depth rehydration booster ค่ะ

แบรนด์ Hyalmide เป็นแบรนด์ในเครือของ Deciem ที่เป็นเจ้าของแบรนด์เครื่องสำอาง/เวชสำอางชื่อดังหลายๆแบรนด์เช่น Chemistry, The ordinary, NIOD เป็นต้นค่ะ

โดยสำหรับตัวแบรนด์ Hylamide นั้นเน้นไปที่เรื่องความชุ่มชื้นโดยการใช้พวก Hyaluron เป็นหลักค่ะ

หน้าตาเป็นประมาณนี้นะคะpink 3

 

เนื้อเซรั่มค่อนข้างเป็นแบบเจลใส ค่อนข้างหนึบค่ะ ไม่มีน้ำหอมเลยจะมีกลิ่นของวัตถุดิบอยู่จางๆ

pink 1

ส่วนตัวคิดว่าเกลี่ยได้ค่อนข้างยาก และรู้สึกหนึบๆนิดหน่อย แต่ถ้าเราตบๆเบาๆ ไปสักพัก ความหนึบก็จะหายไป เหลือแต่ความรู้สึกนุ่มและสบายผิว

pink 2

สำหรับจุดเด่นของเซรั่มนี้ตามที่แบรนด์เคลม มีด้วยกัน 5 อย่างนะคะ

claim hyla pink

(Image from Hylamide official website)

  1. Very low-molecular HA เป็น Hya ขนาดเล็กที่เคลมว่าดูดซึมลงผิวได้ดีกว่า Hya ปกติ
  2. Hya ที่ผ่านการหมัก เคลมเรื่องการเพิ่มความชุ่มชื้นที่บนผิว
  3. Hydrolyzed HA เป็น Hya ที่เคลมว่าดูแลความชุมชื้นที่ด้านบนของผิวชั้นนอก
  4. Hya precursor เป็นสารตั้งต้นของการสังเคราะห์ Hya ตามธรรมชาติของผิว
  5. Plant HA เป็นสารกลุ่ม Polysaccharide ที่ได้จากมะขาม มีประโยชน์ในการเพิ่มความชุ่มชื้นเช่นกัน

 

ราคาที่เมืองนอกก็ไม่ได้แพงมากอยู่ที่ 17 USD ตีเป็นเลขกลมๆก็ประมาณ 500 บาท/30 ml

สำหรับตัวนี้ไม่ได้วัดค่า pH นะคะ

 

ส่วนผสมเป็นดังนี้ค่ะ

สผส hya pink-updated

ในภาพรวมส่วนผสมของตัวนี้เป็นเซรั่มที่มาในเบสแบบน้ำ ไม่มีส่วนของน้ำมัน แอลกอฮอล์ และซิลิโคน รวมทั้งไม่มีน้ำหอมค่ะ

สำหรับสารบำรุงวันนี้มี่แยกมาเป็น 4 สี นะคะ

  • สีเขียว เป็นกลุ่มของ Hya ซึ่งมีด้วยกัน 3 รูปแบบ คือ Sodium hyaluronate crosspolymer อันนี้เป็น Hya ตัวใหญ่มาก มีความหนึบ เคลือบปกป้องให้ความชุ่มชื้นอยู่ด้านบนผิว Hydrolyzed sodium hyaluronate เป็น Hya ที่ผ่านการย่อยให้มีขนาดเล็กลง จะลงไปที่ด้านบนๆของผิวชั้นนอก ส่วน Sodium hyaluronate เป็น Hya รูปแบบปกติ เคลือบปกป้องให้ความชุ่มชื้นอยู่ด้านนอกผิวเช่นกันค่ะ

 

  • สีม่วง เป็นกลุ่มของสารสกัด และสารบำรุงที่ได้จากธรรมชาติ ได้แก่
    • Gum จากมะขาม ตัวนี้มีประโยชน์ทั้งเป็นตัวเพิ่มความหนืดให้แก่เนื้อเซรั่ม และให้ความชุ่มชื้นไปพร้อมๆกันค่ะ นอกจากนี้จะให้สัมผัสที่นุ่ม และเรียบเนียน (Smooth)
    • สารสกัดจากเห็ดหูหนูขาว (Tremella fuciformis extract) ประกอบด้วย Polysaccharide ที่มีคุณสมบัติเพิ่มความชุ่มชื้นผ่านการเติมน้ำให้ผิวเช่นกัน
    • Ahnfeltia concinna extract เป็นสารสกัดจากสาหร่ายสีแดง ที่มีกลุ่มของพวก Polysaccharide ที่มีประโยชน์ในด้านการเพิ่มความชุ่มชื้นผ่านการเติมน้ำให้ผิวเช่นกัน

 

  • สีฟ้า สูตรผสมระหว่าง Aqua (and) Hydrolyzed Yeast Extract (and) Polyglucuronic Acid อาจจะหมายถึงวัตถุดิบ Glycokine Factor STM ของบริษัท Croda ซึ่งมีเคลมว่า ประกอบด้วยสารในกลุ่ม Polysaccharide ที่มีคุณสมบัติไปกระตุ้น Keratinocyte (เซลล์ผิวในชั้นหนังกำพร้า) ให้ผลิต Hyaluronic acid ออกมาตามธรรมชาติ เพื่อช่วยดักจับน้ำให้ผิว และยังเสริมการผลิต Laminin-5 ซึ่ง laminin-5 เป็นองค์ประกอบที่สำคัญของชั้น Basement membrane ที่เป็นตัวกั้นแบ่งระหว่างชั้นหนังกำพร้า กับชั้นหนังแท้ (Dermis) ให้คงรูปอยู่ได้ ไม่ยุบตัวลงมาเป็นริ้วรอย และยังช่วยในเรื่องการการทำงานประสานกันระหว่าง Epidermis/Dermis ด้วย (อ้างอิงเรื่อง Laminin-5 J Dermatol Sci. 2000;24 Suppl 1:S51-9.) จึงมีประโยชน์ในเชิง Anti-aging นอกจากนี้ผลในระดับหลอดทดลองพบว่าสารบำรุงชุดนี้ยังเสริมการทำงานของ Fibroblast ทำให้มีการสร้างพวกเส้นใย Elastin ออกมา ทำให้ผิวเรามีความยืดหยุ่นขึ้น โดยทางบริษัทผู้ผลิตวัตถุดิบมีการทดสอบในอาสาสมัครพบว่าเมื่อใช้ผลิตภัณฑ์ที่มี Glycokine Factor STM อยู่ มีริ้วรอยลดลง 46% ในเวลาเพียง 1 เดือน (TDS Glycokine Factor STM, Croda)

 

  • สีน้ำตาล เป็นสารให้ความชุ่มชื้น อย่าง Glycerin ที่เป็นตัวทำละลายที่ดูดน้ำเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิว กับ Betaine ที่เป็นอนุพันธ์ของกรดอะมิโน Glycine ตัวหลังนี้ช่วยปรับสัมผัสเนื้อให้เบาลงได้ด้วยค่ะ

 

มาให้คะแนนดีกว่าค่ะ

  1. สารบำรุง เรียกได้ว่า เน้นไปที่สารในกลุ่ม Polysaccharide ซึ่งส่วนใหญ่ได้มาจากธรรมชาติ หรือผ่านเทคโนโลยีทางชีวภาพ มีประโยชน์ในการเพิ่มความชุ่มชื้นผ่านการเติมน้ำให้ผิว มีประโยชน์ให้ผิวนุ่ม เรียบเนียน และมีประโยชน์ในเชิงการลดเลือนริ้วรอย พอผิวเราชุ่มน้ำ ผิวเราก็จะเต่งตึงขึ้น เหมือนลูกโป่งที่ใส่น้ำไว้ พวกริ้วรอยตื้นๆมันก็จะโดนอำพรางไป คือ ถ้าวัดกันเฉพาะด้านเติมน้ำ คงให้ไปแล้ว 5 คะแนนเต็ม แต่ถ้าวัดแบบรวมๆ ขอให้ 3 ฟลาสก์ เพราะเด่นไปในด้านของการเพิ่มความชุ่มชื้นผ่านการเติมน้ำอย่างเดียว
  2. ส่วนผสมอื่นๆ ไม่มีสารที่ไม่เป็นมิตรกับผิวเลยไม่มีจุดให้หักคะแนน ให้ไป 5 ฟลาสก์
  3. การใช้งาน ส่วนตัวมี่มีผิวผสม/แห้ง ยังคิดว่าเซรั่มตัวนี้ค่อนข้างเหนอะหนะและหนักผิวอยู่สักหน่อย ถ้าทาชั้นแรกเลยหลังลงโทนเนอร์ อาจจะต้องทิ้งช่วงห่างนิดหน่อย ระหว่างรอซึม ก็นวดเบาๆ กดเบาๆ ตบเบาๆ สักพัก ก็จะเริ่มซึม สามารถลงสกินแคร์ตัวอื่นได้ค่ะ หรือจะเอาลงท้ายสุด ทิ้งช่วงจากสกินแคร์สุดท้ายอีกนิด หรือจะเบลนด์ผสมกับครีมก่อนลงผิว ก็ทำให้ได้สัมผัสที่ดีขึ้น ส่วนตัวค่อนข้างชอบนะคะ และคิดว่า ผิวชุ่มชื้น นุ่มนวล และเด้งขึ้นอยู่ในระดับหนึ่ง ให้ไป 5 ฟลาสก์เลย

 

คะแนน pink

สุดท้ายนี้ต้องขอขอบคุณทุกท่านด้วยนะคะ ที่ติดตามรับชมมาจนจบ

สำหรับวันนี้คงต้องขอตัวลาไปเท่านี้ พบกันใหม่โอกาสถัดไป สวัสดีค่ะ

 

Disclaimer/conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ซื้อด้วยตนเอง การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสมตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล และผู้เขียนไม่ได้มีผลประโยชน์ใดๆในการขายสินค้า โปรดใช้วิจารณญาณ

Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสม เจลสารพัดประโยชน์ อาบน้ำก็ได้ สระผมก็ดี ซักแมสก์ก็ยังไหว กับ Bossmed anti-bacterial shampoo and body wash ที่มีส่วนผสมของ Chloroxylenol

สวัสดีค่ะพี่ๆน้องๆบ้านมียอนทุกๆท่าน

วันนี้มี่มีรีวิวผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดที่น่าสนใจ และกำลังอินเทรนด์เข้ากับสถานการณ์ในช่วงนี้มาฝากกันนะคะ

เป็นเจลอาบน้ำ แชมพู แบบ 2 in 1 ที่มีส่วนผสมของ Chloroxylenol ซึ่งเป็นสารที่มีประโยชน์ในการระงับเชื้อจุลชีพต่างๆได้หลายชนิด เรียกได้ว่า ขวดเดียวใช้ได้หัวจรดเท้าเลย ล้างมือ ล้างเท้า อาบน้ำ สระผม แถมยังเอาไปซัก Mask ก็ได้

ผลิตภัณฑ์วันนี้มาจากแบรนด์ Bossmed เป็นแบรนด์น้องใหม่ของครูกานต์ จาก Kanpoohdiary ค่ะ

มีหน้าตาประมาณนี้นะคะ

boss 1

จริงๆมี Size เล็กด้วยนะคะ แต่เดี๊ยนเอาไว้พกพาไปล้างมือเวลาเข้าห้องน้ำสาธารณะจนหมดเกลี้ยงไปแล้วค่ะ

ตัวเจลเป็นเนื้อแบบเจลใส มีกลิ่นของ Chloroxylenol ถ้าท่านเคยได้กลิ่นของ Dettol แบบมีมงกุฎ คือกลิ่นนั้นเลยค่ะ แต่ของเจลนี้จะมีกลิ่นหอมสดชื่นของน้ำมันหอมระเหยจากใบสนปนอยู่นิดๆ จะให้ความสดชื่น และความรู้สึกสะอาดแฝงอยู่ด้วย

boss 2

สำหรับเรื่องของฟอง ก็ถือว่ามีฟองอยู่ในปริมาณที่กำลังดี ไม่มากไปไม่น้อยไป ล้างออกง่าย ไม่ทิ้งเมือกลื่นๆไว้บนผิว ความรู้สึกหลังล้างกำลังเหมาะ ไม่แห้งจนเกินไป แต่ถ้าใครผิวแห้งมากๆ จะทา Hand cream เสริมก็ไม่ว่ากันจ้า

ค่า pH ของเจลหลังละลายน้ำอยู่ที่ราวๆ 6 – 7 นะคะ ก็ถือว่าอยู่ในระดับที่โอเคเลยสำหรับผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด

boss 3

มาค่ะ เรามาดูส่วนผสมกันนะคะ

สำหรับส่วนผสมเป็นดังนี้ค่ะ

สผส boss

ในภาพรวมคือเป็นผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดที่ใช้ SLES เป็นตัวทำความสะอาดหลัก ตัดความระคายเคืองลงด้วยการเติมสารทำความสะอาดที่อ่อนโยนในตระกูล Sulfosuccinate มีการใช้ cocamidopropyl betaine เพื่อช่วยเสริมความอ่อนโยนขึ้น Polyquartenium-7 เป็นสารที่มีประจุบวก ช่วยเคลือบปรับสภาพผิว และผม ลดผิวแห้งหลังล้าง และลดผมพันกันหลังสระ

นอกจากนี้ก็ยังมี Glycerin ที่จะมีประโยชน์เล็กน้อยในการป้องกันไม่ให้ผิวแห้งหลังล้างเกินไป แต่เนื่องจาก Glycerin ละลายน้ำได้ ประสิทธิภาพของนางก็อาจจะไม่ได้เหมือนกับเราทาบำรุงที่เป็นแบบ Leave-on นะคะ

 

สำหรับตัวหลัก จะเรียกว่าสารบำรุงก็อาจจะไม่ตรงตามวัตถุประสงค์เท่าไหร่ วันนี้เลยขอเรียกเป็น Active แทนนะคะ Active ที่ทางแบรนด์เลือกใส่มี 2 ตัวค่ะ

  • Chloroxylenol ตัวนี้เป็นสารสำคัญที่มีประโยชน์ในการระงับเชื้อจุลชีพต่างๆ ซึ่งทางแบรนด์ใส่มาในความเข้มข้นที่ 0.2% ซึ่งถ้าอิงจากเกณฑ์ขององค์กรที่ดูแลเกี่ยวกับสุขภาพ และป้องกันการติดเชื้อต่างๆ และจากข้อมูลที่เคยมีเกี่ยวกับ Coronavirus ชนิดก่อนหน้า พบว่าความเข้มข้นที่แนะนำให้ใช้/ความเข้มข้นที่มีประสิทธิภาพของสารนี้จะอยู่ที่ 0.12% (ขณะนี้ยังไม่มีการทดสอบประสิทธิภาพและความเข้มข้นของสารนี้กับ SARS-CoV2 ที่ทำให้เกิด COVID-19 ข้อมูลที่ได้จึงเป็นข้อมูลเก่าที่อิงเชื้อโคโรน่าสายพันธ์อื่นค่ะ) ซึ่งจุดนี้มองว่าผ่านนะคะ
  • Pinus sylvestris (Pine) leaf oil เป็นน้ำมันหอมระเหยจากใบสน ซึ่งทางแบรนด์ใส่มาในความเข้มข้นที่ 0.23% ส่วนตัวมีโอกาสได้อ่านบทความในหนังสือเล่มหนึ่ง ที่เขียนโดย Edward Fu และคณะ ข้อมูลอาจจะค่อนข้างเก่า แต่มองว่าเอามาอิงได้กับสถานการณ์นี้นะคะ ในน้ำมันหอมระเหยจากใบสนประกอบด้วยสารพฤกษเคมีในกลุ่มของ Monoterpene หลายชนิด ซึ่งมีคุณสมบัติระงับเชื้อ (เป็น Disinfectant ได้) เพียงแต่ฤทธิ์ของเขาอาจจะครอบคลุมเชื้อได้ไม่กว้างมากนัก และต้องใช้ความเข้มข้นที่ค่อนข้างสูง แต่ว่าถ้าใช้ร่วมกับสารในกลุ่ม Phenol ก็จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำความสะอาด และระงับเชื้อให้มีมากขึ้น ซึ่งเจ้า Chloroxylenol เองก็เป็นอนุพันธ์ของ Phenol ส่วนตัวเลยมองว่า น่าจะโอเคอยู่ค่ะ (Fu et al. (2007) in Johansan I and Somasundaran P. eds. Handbook for Cleaning/Decontamination of Surfaces. Vol 1, pp. 573-592) แต่ตรงนี้ก็อาจจะต้องการการทดสอบเพิ่มเติมเพื่อมายืนยันอีกทีนะคะ

 

มาค่ะให้คะแนน วันนี้เนื่องจากส่วนผสมมีไม่มาก มี่เลยขอให้คะแนนในภาพรวมเป็น 2 หมวด คือ หมวดส่วนผสม และหมวดการใช้งานนะคะ

  1. ส่วนผสม ในด้านของสารทำความสะอาด แม้ตัวหลักจะเป็น SLES แต่ก็มีการใช้สารทำความสะอาดชนิดอื่นมาเสริมเพื่อลดโอกาสในการเกิดการระคายเคืองลง และมีการใช้ Polymer ที่มีประจุบวกเข้ามาเพื่อช่วยเคลือบปกป้องผิวและผม รวมถึงในด้านของสารระงับเชื้อมองว่า Chloroxylenol น่าจะเป็นตัวเด่น และความเข้มข้นที่ใส่มาก็คือเกินเกณฑ์ขั้นต่ำตามเอกสารอ้างอิงต่างๆ แต่ส่วนตัวมองว่าอยากให้มีสารบำรุง หรือพวกป้องกันผิวแห้งเสริมอีกนิดหน่อย ขอให้ไป 4 ฟลาสก์
  2. การใช้งาน ส่วนตัวมี่ผิวตัวอยู่ในฝั่งแห้ง-ค่อนข้างแห้ง หลังล้างมือ และอาบน้ำด้วยเจลตัวนี้ ก็ไม่ได้แห้งมากไปกว่าเดิมนะคะ สัมผัสหลังใช้ก็ค่อนข้างสดชื่น ไม่ถึงกับตึงจนแห้ง และก็ไม่ได้ถึงกับมีเมือกมอยส์เจอร์ลื่นๆมาเคลือบแต่อย่างใด ซึ่งส่วนตัวจะชอบ Feeling ให้มันกลางๆระหว่างแห้งกับมีมอยส์เจอร์ค่ะ จุดนี้ถือว่าทำมาได้ตอบโจทย์ ในแง่ของฟองก็ถือว่าทำมาได้ถูกใจ สำหรับกลิ่น บางคนอาจจะไม่ปลื้มกับกลิ่นน้ำมันของใบสน แต่ส่วนตัวมี่ชอบกลิ่นในโทนแบบนี้นะคะ เลยขอให้ไป 5 ฟลาสก์

คะแนน boss

สุดท้ายนี้ต้องขอบคุณทางแบรนด์ Bossmed นะคะที่ส่งผลิตภัณฑ์ดีๆมาให้มี่ได้ทดลองใช้ และขอบคุณทุกท่านด้วยค่ะที่ติดตามรับชมมาจนจบ

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ทางแบรนด์โดยตรงเลยนะคะ

https://www.facebook.com/bossmedthailand/

 

วันนี้คงต้องลากันไปเท่านี้ พบกันใหม่โอกาสถัดไป สวัสดีค่ะ

Disclaimer/conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากทางแบรนด์ Bossmed การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสมตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล และผู้เขียนไม่ได้มีผลประโยชน์ใดๆในการขายสินค้า โปรดใช้วิจารณญาณ

Image

#มียอนเล่าข่าว การดูแลผิวในช่วง COVID-19

เช้านี้บังเอิญเปิดไปเจอ #podcast ที่เป็นบทสัมภาษณ์แพทย์ผิวหนังจากอเมริกา คุณหมอ Aanand Geria ถึงปัญหาผิวที่เกิดขึ้นบ่อยกับคนไข้ของคุณหมอในช่วงที่ COVID-19 กำลังระบาดค่ะ

(ใครอยากลองตามไปฟังฝึกภาษา คุณหมอสำเนียงชัดมาก พูดช้า ฟังง่ายมากๆค่ะ

https://www.happi.com/…/the-doctors-opinion-dr-aanand-geria…)

podcast eczema

 

มี่ขอสรุปความบางส่วนจาก Podcast ตรงนี้มาแชร์เล่าสู่กันฟังนะคะ

คุณหมอแกเล่าว่า ช่วงนี้คนไข้ที่มีอาการผิวแห้งมีมากขึ้น รวมถึงกรณีของคนบางคน อาจจะเสี่ยงเป็นโรคผิวอักเสบ (Eczema) ขึ้นมา เพราะเกิดจากการใช้พวกเจลแอลกอฮอล์ รวมทั้งสบู่ล้างมือมากเกินไป

(จากผิวแห้งนี่สามารถพัฒนาต่อไปเป็น Eczema ได้ และพอเกิด Eczema ขึ้นมานี่ ดูแลค่อนข้างยากนะคะ คหสต.)

นอกจากนี้ความเครียดของจิตใจในช่วงนี้เองก็ยิ่งจะมีผลทำให้การอักเสบ และการแห้งของผิวเป็นรุนแรงได้มากขึ้นอีกค่ะ

สำหรับการดูแลผิว Eczema จะมีหลักการคร่าวๆดังนี้ค่ะ
1. พยายามหาสกินแคร์ที่มีคุณสมบัติลดการอักเสบของผิว ลดรอยแดง มาดูแลผิวมือ
2. ใช้ moisturizer เพื่อลดอาการแห้ง คัน แตก ลอก รวมถึงรอยแดง

อาจจะใช้ร่วมกับการ Occlusive (เช่น ทาครีม แล้วใส่ถุงมือก่อนนอน คหสต.)

ถ้ามันเอาไม่อยู่จริงๆ แนะนำให้ปรึกษาแพทย์ผิวหนังเพื่อพิจารณาการใช้ Steroid มาลดการอักเสบค่ะ (ซึ่งคุณหมอแนะนำจะเป็นแบบที่ค่อนข้างแรง เพราะผิวหนังที่มือค่อนข้างหนา และใช้เวลานาน 1 – 3 สัปดาห์ หรือ ใช้ร่วมกับการ Occlusive เพื่อให้ตัวยาซึมลงไปได้ลึกขึ้น **ตรงนี้อย่าซื้อมาใช้เองนะคะ ปรึกษาแพทย์ก่อนนะคะ)

แต่ถ้ายังไม่ได้ผลอีก แพทย์ก็จะมีพวกยาอื่นๆ รวมถึงการใช้หัตถการทางการแพทย์อย่าง Narrow band UV หรือ Laser มาดูแลรักษาเพิ่มเติม

ดังนั้นจะเห็นว่า แม้เจลแอลกอฮอล์จะมีประโยชน์ในการกำจัดเชื้อในขณะที่เราอยู่นอกบ้าน แต่มันก็ทำให้โรคผิวหนังบางชนิดกำเริบขึ้นมาได้ง่ายค่ะ

(และแอบขอเสริมว่า ถ้าเราอยู่บ้าน หรือ หาน้ำได้ ล้างมือกับสบู่จะเหมาะกว่า ตามที่เคยอ่านๆเจอ ล้างมือพร้อมกับร้องเพลง Happy birthday 2 รอบ คหสต.)

คุณหมอกล่าวถึง Hand cream และ moisturizer ที่แนะนำให้ใช้ในช่วงนี้ด้วยนะคะ แต่คิดว่าบางตัวบ้านเราน่าจะยังหาไม่ได้ หรือ ยังไม่มี

คุณหมอกล่าวถึงการใช้ Dimethicone เพื่อเคลือบผิว สารตัวนี้ เป็นซิลิโคนตัวพื้นฐานตัวหนึ่ง ที่สามารถปกป้องการระเหยของน้ำออกจากผิวได้ดีนะคะ

Product ที่คุณหมอแนะนำสำหรับการดูแลผิวที่แห้งหรือมีปัญหาอักเสบ หรือ Eczema ได้แก่
1. Nutrogena hand cream
2. Aveeno eczema therapy
3. CeraVe
4. Aquaphore
5. วาสลีน (Petroleum jelly) บริสุทธิ์

คุณหมอบอกว่า สำหรับคนไข้บางคนที่เป็น Eczema แบบที่ค่อนข้างรุนแรง บางครั้งเมื่อใช้ครีม จะรู้สึกแสบร้อนขึ้นมา นั่นเพราะว่าสารกันเสียในสูตรครีมจะไปทำให้เกิดปฏิกิริยาระคายเคืองได้ค่ะ ดังนั้นผลิตภัณฑ์กลุ่มที่เป็นขี้ผึ้ง อย่าง Aquaphore หรือ petroleum jelly พวกนี้จะไม่มีสารกันเสีย พวกนี้จะเหมาะกว่าค่ะ แต่ก็จะค่อนข้างเหนอะหนะ

น้ำหอมในสูตรเครื่องสำอางเองก็อาจจะทำให้อาการแพ้ อักเสบ และระคายเคืองเป็นมากขึ้นได้ด้วย ดังนั้นอาจจะลองมองหา hand cream ที่ไม่มีน้ำหอมนะคะ

สำหรับสารที่ควรหลีกเลี่ยงในสูตร Cleanser ได้แก่
1. SLS (Sodium lauryl sulfate)
2. Cocamidopropyl betaine

ซึ่งการระคายเคืองของสารพวกนี้จริงๆมันขึ้นกับความเข้มข้นในสูตรด้วยค่ะ ถ้าผู้ผลิตใส่มาน้อยๆ ก็จะไม่ระคายเคืองนะคะ

(แต่ส่วนตัวมองว่า Cocamidopropyl betaine เองก็ไม่ได้มีความแรงมากนัก แลดูจะอ่อนโยนอยู่ คหสต.)

การใช้พวกไขมันที่เป็นองค์ประกอบของ Barrier ผิว อย่าง Ceramide, Cholesterol และ Fatty acid ก็ยังจำเป็นค่ะ เพื่อให้ผิวเราแข็งแรงขึ้น จะมีภูมิต้านทานต่อการแพ้ การระคายเคือง

คุณหมอปิดท้ายไว้ 2 เรื่องนะคะ

1. กรณีของคนไข้ที่มีอาการของโรคที่เกี่ยวข้องกับภูมิคุ้มกัน เช่น ภูมิแพ้ หอบหืด ก็จะมีโอกาสเกิด Eczema ได้ง่ายกว่าคนไข้ปกติ ดังนั้นควรให้ความสำคัญกับเรื่องการใช้มอยส์เจอร์

2. คนที่บ้าสกินแคร์ “Skincare-obsessed” ถ้าแปลแบบสวยๆคือ “คนที่ติดสกินแคร์ฝังแน่นในดวงจิต” อารมณ์แบบดิฉันเอง ที่ใช้ คสอ.ดูแลผิวเยอะๆ 10-20 step พวกนี้ก็จะทำให้เกิดอาการของผิวอักเสบ หรือ ปฏิกิริยาไม่พึงประสงค์ หรือมีโอกาสเกิดผิวบอบบางแพ้ง่าย (Sensitive skin) ได้มากกว่าปกติ

 

ลองปรับดูนะคะ เพื่อมือที่สวยงามของเรา ^^

Image

Mini review/วิเคราะห์ส่วนผสม Clinique iD สูตร Tone-up gel คู่กับ Cartridge sallow skin (Cartridge โสม)

สวัสดีค่ะ

เมื่อก่อนที่ห้างจะปิดตัว มี่บังเอิญไปได้ตัวอย่าง Clinique iD สูตร Tone-up gel คู่กับ Cartridge sallow skin (Cartridge โสม) ตอนไปซื้อของที่เคาน์เตอร์มาค่ะ

แล้วก็เห็นมีทางลูกเพจถามมาถึงส่วนผสมสูตรนี้ ก็เลยเอามาวิเคราะห์ส่วนผสมให้ได้ชมกันนะคะ

ตัว Sample ของ Clinique iD เขาจะทำมาค่อนข้างน่ารักนะคะ คือมาในลักษณะคล้ายๆสมุดเล่มเล็กๆ ด้านหลังจะมี capsule อยู่ 2 ช่อง ช่องล่างเป็นตัว Cartridge และช่องบนเป็นเนื้อเบส

ซึ่งเวลาใช้งานเราจะกดไล่ให้เนื้อของ Cartridge ไปผสมกับเนื้อเบสด้านบน แล้วไล่ขึ้นไล่ลงให้เป็นเนื้อเดียวกัน ก่อนจะฉีกซองแล้วใช้ทาได้นะคะ

หน้าตาก็ประมาณนี้นะคะ

 

clinique

 

ส่วนตัวมี่ได้ลองใช้แล้ว แต่ไม่ได้ถ่ายไว้ น่าจะเหมาะกับคนที่มีผิวกลาง ผิวสองสี ถึงผิวสีเข้มมากกว่าคนที่มีผิวขาวและ undertone ซีดๆ แบบผิวมี่ ซึ่งส่วนตัวใช้แล้วจะติดหมองหน่อยๆ เพราะตัว tone-up เจลจะมี undertone เป็นสีชมพู ที่ไม่เหมาะกับผิวเราเท่าไหร่ (คหสต.)

สูตรนี้เท่าที่ลองหาอ่านดูจากรีวิวของท่านอื่นๆ เห็นว่าเป็นสูตรพิเศษที่ทำมาเพื่อชาวเอเชีย ที่สามารถใช้เบสที่มี undertone ชมพู (ส่วนใหญ่เจอกับรองพื้นเกาหลี) แล้วจะดูสว่าง Glow แลดูมีราศรีและสวยงามค่ะ

แต่ที่หยิบมารีวิววันนี้ เพราะส่วนตัวคิดว่า เบส Tone-up gel เป็นตัวเบสที่ทำมาได้สมบูรณ์แบบมาก ในแง่ของส่วนผสมค่ะ เสียดายน่าจะมีสีที่ไปในแนว undertone เหลืองบ้าง ซึ่งในฝั่งอเมริกา กับยุโรป จะมีเนื้อ BB ลายพรางอีกสูตรค่ะ

clin BB

(Image from Clinique)

 

ตัวนี้เท่าที่ลองอ่านรีวิว น่าจะมี undertone เหลือง เพราะเหมาะกับคนผิวขาว ถึงผิวกลางค่ะ แต่ยังไม่ได้ลองค้นส่วนผสมของตัวนี้นะคะ

 

ในซอง sample ที่ได้มาเขามีส่วนผสมมาให้ด้วย เลยเอามาวิเคราะห์ให้ได้ชมกันค่ะ

เริ่มจากเบสที่เป็น Tone-up gel ค่ะ

สผส toneup gel

ในภาพรวมคือเป็นผลิตภัณฑ์รูปแบบอิมัลชั่น ที่ประกอบด้วย น้ำ น้ำมันสังเคราะห์ และ silicone อยู่หลายชนิดนะคะ ซึ่งดูแล้วจะค่อนข้างเหมาะกับคนที่มีผิวมัน หรือ ผิวผสม เพราะตัวน้ำมันสังเคราะห์ Isododecane เวลาทา นางจะระเหยไปได้ ให้ความรู้สึกแห้ง และ matte ไม่เหนอะหนะ

ส่วนคนผิวผสม/แห้งแบบเราก็ยังพอใช้ได้อยู่ ไม่ได้แห้งอะไรมากนักค่ะ

นอกจากสารบำรุงต่างๆที่ใส่มาแล้ว อีกจุดที่น่าสนใจคือกลุ่มของพวก Pigment หรือเม็ดสี ซึ่งมีทั้ง Pigment ที่ช่วยอำพรางปกปิด และ Pigment ที่ให้ความ Glow มี่แทนด้วยสีส้มนะคะ สำหรับสีบางตัวไม่ได้เป็น Pigment ที่ช่วยกลบหรืออำพรางสีผิว ให้ดู Glow แต่เป็นสีที่เอามาแต่งเนื้อเบสให้มีสีออกชมพูสวยงาม

สำหรับสารบำรุงวันนี้มาในสีคล้ายๆกันค่ะ มี่จะหยิบยกมาบางตัวนะคะ

  • สีฟ้า คือ Trehalose กับ Sodium hyaluronate พวกนี้เป็นตัวเติมน้ำ เพิ่มความชุ่มชื้น
  • สีเขียวอ่อน คือเจ้า Lactobacillus ferment กับ Saccharomyces ferment extract ซึ่งพวกนี้มีเคลมเกี่ยวกับพวก Probiotic/Microbiome ซึ่งมีประโยชน์ในด้านของการฟื้นฟูผิว ช่วยคืนความสมดุลให้แก่ผิว และช่วยให้ผิวแข็งแรง
  • สีน้ำเงิน จะเป็นสารบำรุงต่างๆค่ะ ซึ่งตัวที่ใส่มาก็มีหลายชนิดอยู่เหมือนกัน มี่เอามากล่าวคร่าวๆนะคะ
    • Seedcake จากเมล็ดทานตะวัน จะเป็นกลุ่มของพวกโปรตีน อันนี้จะมีประโยชน์ในเชิงชุ่มชื้นเป็นหลัก
    • สารสกัดจากข้าวบาร์เลย์ มีประโยชน์ในเชิงชุ่มชื้น ลดการอักเสบระคายเคือง และให้ความรู้สึกสบายผิว
    • Caffeine ตัวนี้ก็เป็นตัว Top hit ในผลิตภัณฑ์กลุ่ม iD อีกตัวค่ะ ซึ่ง Caffeine แม้จะดูเป็นสารพื้นๆ แต่นางมีประโยชน์ค่อนข้างมากนะคะ มีรายงานการวิจัยกล่าวอยู่ว่า Caffeine ที่เรารู้จักกันในด้านของการลดการบวมน้ำ ยังมีประโยชน์ต่างๆอีก โดยมีคุณสมบัติเสริมการสลายไขมัน เป็น Antioxidant มีคุณสมบัติปกป้องผิวจากรังสี UV เสริมการไหลเวียนเลือดของผิว และยับยั้งเอนไซม์ 5alpha-reductase ซึ่งมีประโยชน์ในการควบคุมความมันให้แก่ผิว (Skin Pharmacol Physiol. 2013;26(1):8-14.)
    • Laminaria saccharina extract ตัวนี้พยายามลองค้นข้อมูลจากหลายๆแหล่ง แต่ไปเจอเป็นข้อมูลจากผู้ผลิตบอกว่าสารสกัดจากสาหร่ายนี้มีคุณสมบัติในด้านการชะลอวัย ต่อต้านอนุมูลอิสระ และให้ความรู้สึกสบายผิว (Soothing)
    • Polygonum cuspidatum คือ สารสกัดจาก Japanese knotweed มีรายงานสรุปว่าสารสกัดจากรากต้นนี้มีคุณสมบัติเป็นตัวลดการอักเสบระคายเคือง และมีประโยชน์ในการยับยั้งเชื้อจุลินทรีย์บางชนิด (Evid Based Complement Alternat Med. 2013;2013:208349.)

 

ในภาพรวมก็ยังมาในแนวของการดูแลผิวที่เป็นผิวมัน หรือ ผิวผสม มากกว่าจะเน้นดูแลที่ผิวแห้งนะคะ

 

ทีนี้เรามาดูส่วนผสมของ Cartridge โสม หรือ Cartridge for sallow skin สีทองค่ะ

ตัวนี้เข้าใจว่าน่าจะเป็น Limited edition เพราะในเว็บของ US คือ out of stock ไปเรียบร้อย

ส่วนผสมเป็นดังนี้นะคะ

สผส cartridge โสม

ในภาพรวมคือนางมาในเบสแบบน้ำ ไม่มีน้ำมัน แอลกอฮอล์ และซิลิโคน

มีส่วนผสมของ AHA 2 ชนิด คือ Glycolic acid กับ Lactic acid ที่น่าจะใช้ Sodium hydroxide มาปรับ pH ให้อยู่ในค่าที่เหมาะสม เพื่อให้มีประโยชน์ในเชิงการผลัดผิว ดูแลปัญหาริ้วรอย รวมถึงรูขุมขนกว้าง (คหสต.)

นอกจาก AHA ที่เติมน้ำ กับผลัดผิวแล้ว ยังเสริมมาด้วย Caffeine (ที่มีแล้วในเบส) ร่วมกับ สารสกัดจากโสม เรียกได้ว่า โสมนี้มีประโยชน์กับผิวแบบรอบด้าน ครอบจักรวาล สยบทุกมิติของปัญหาผิวมาก

ต่อกันที่ สารสกัดจากเห็ด Poria ซึ่งข้อมูลของผู้ผลิตวัตถุดิบกล่าวไปในเชิงของการควบคุมความมัน กระชับรูขุมขน

ดังนั้นส่วนตัวมองว่า Cartridge นี้ทำมาได้ดีนะคะ เพียงแต่ว่า อาจจะไม่เหมาะใช้กลางวันเท่าไหร่ ถ้าเรามีความไวกับแสงแดดมากๆ อาจจะแพ้แสงแดดได้ค่ะ

แล้วการเอามาจับคู่กับตัวเบส Tone-up ที่เหมาะใช้กลางวัน มันอาจจะแลดูขัดๆกันนิดนึง (คหสต.) แต่ถ้าเราเอาไปจับคู่กับเบสตัวอื่น แล้วใช้กลางคืนคือน่าจะแจ่มอยู่ค่ะ

 

สำหรับวันนี้คงต้องขอตัวไปแค่นี้ พบกันใหม่โอกาสถัดไป สวัสดีค่ะ

Disclaimer/conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับมาเป็นของแถมจากการซื้อสินค้าด้วยตนเอง การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสมตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล และผู้เขียนไม่ได้มีผลประโยชน์ใดๆในการขายสินค้า โปรดใช้วิจารณญาณ

 

Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสมมาสก์ชีทเพื่อสาวๆผิวบอบบางแพ้ง่าย จาก MEDIHEAL ตอนที่ 2: สูตร A-Zero Shot Pharmask

สวัสดีค่ะ

เมื่อวันก่อนมี่ได้มารีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสมมาสก์สูตร Essential Ex ไป (ลิงค์นี้นะคะ >>Click<< เผื่อท่านใดพลาดไป)

และทิ้งท้ายว่า จะมารีวิวสูตร A-zero Shot Pharmask ต่อนะคะ

เราขอกล่าวถึงแบรนด์ Mediheal สั้นๆอีกรอบค่ะ Mediheal เป็นแบรนด์เวชสำอางจากเกาหลี ที่มีเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาสก์หน้าหลายแบบ เป็นที่นิยม และได้รับรางวัลอันดับ 1 จากการสำรวจของ Kantar world panel นะคะ

ทีนี้วันนี้ มี่จะขอมารีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสมของมาสก์ A-Zero Shot Pharmask ต่อค่ะ

น้องมาในหน้าตาแบบนี้นะคะ

medi 6

สำหรับจุดเด่นของมาสก์สูตรนี้คือ ด้านของสารบำรุงที่ทางแบรนด์คัดเลือกมาเพื่อดูแล ปรับสมดุลให้กับผิว ลดการอักเสบระคายเคือง พร้อมให้ความรู้สึกสบายผิว เสริมมาด้วย Anti-red complex ที่เป็นสูตรผสมกันระหว่าง Zeolite กับ Beta-glucan และแผ่นมาสก์ที่ทำมาจากเส้นใย Cellulose ค่ะ

สำหรับแผ่นมาสก์ มีลักษณะเป็นแบบนี้นะคะ

shot 3

ทางแบรนด์เคลมว่าทำมาจาก Cellulose ตัวนี้ คหสต. มี่ว่า ก็บางและเรียบ แนบสนิทไปกับผิวเหมือนกัน แต่ถ้าเราดูเราจะเห็นว่าเนื้อของแผ่นมาสก์อันนี้จะต่างกับสูตร Ex ตรงที่แผ่นมาสก์ Cellulose นี้ถ้าลองสังเกตุดูจะมีเส้นใยในแนวตั้งค่ะ

พยายามถ่ายและซูมดู หลังแผ่นมาสก์เริ่มแห้ง อาจจะไม่ค่อยชัดเท่าไหร่ค่ะ

shot 6

ซึ่งจุดนี้ก็ทำให้แผ่นมาสก์อุ้มน้ำมาสก์เอาไว้ได้ดีขึ้นนะคะ

น้ำมาสก์เป็นเนื้อแบบเซรั่มใส หนืดเล็กน้อย

shot 4

ค่า pH อยู่ที่ราวๆ 5 นะคะ ถือว่าใกล้เคียงกับผิวดี

shot 5

สำหรับส่วนผสมของสูตรนี้เป็นดังนี้ค่ะ

สผส shot

จากส่วนผสมวันนี้นะคะ มี่ทำสารบำรุงไว้เป็นสีต่างๆจำนวน 5 สีนะคะ

ในภาพรวม น้ำมาสก์เป็นในรูปแบบของ Solution ที่ไม่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ น้ำมัน และซิลิโคน ไม่มีน้ำหอม แต่ใช้น้ำมันหอมระเหยจากทีทรีเพื่อประโยชน์ในการดูแลสิว

ส่วนผสมของสารบำรุงในภาพรวมคล้ายๆกับมาสก์สูตร Teatree ที่เคยรีวิวไปในครั้งก่อน แต่มีจุดต่างกันเล็กน้อย โดยตัวนี้จะมีสารบำรุงเพิ่มเข้ามา และบางตัวก็เปลี่ยนไป

เราจะเริ่มกันไปทีละสีนะคะ

  • สีฟ้า คู่ของ Zeolite กับ Beta-glucan สองตัวนี้ทางแบรนด์เรียกเป็น Anti-red complex ช่วยลดการระคายเคือง และลดรอยแดง
    • Zeolite เป็นวัตถุดิบในกลุ่มของ Clay ที่ได้จากธรรมชาติ มีคุณสมบัติหลายอย่าง ขึ้นกับโครงสร้างของผลึก และแร่ธาตุที่เป็นองค์ประกอบภายใน อย่างบางตัวมีคุณสมบัติเป็นตัวให้ความร้อน บางตัวมีคุณสมบัติลดการอักเสบระคายเคือง เป็น Antioxidant (เช่น zeolite clinoptilolite) ดังนั้น Zeolite ในสูตรนี้ไม่แน่ใจว่าเป็นแบบไหนเลยขอยกเป็นภาพรวมมาแทนนะคะ
    • Beta-glucan ตัวนี้เป็นสารในกลุ่ม Polysaccharide ที่ได้จากจุลินทรีย์หลายประเภท เช่น เห็ด ยีสต์ เป็นต้น มีประโยชน์มากมายในทางด้านเครื่องสำอาง เช่น เป็นตัวเพิ่มความชุ่มชื้น เป็นอาหารของจุลินทรีย์ชนิดดีบนผิว ช่วยเสริมภูมิคุ้มกันให้ผิวเราแข็งแรง
  • สีน้ำตาล เป็นมหกรรมแห่ง Teatree 3 รูปแบบ คือ สารสกัดจากใบทีทรี สารสกัดจาก(ต้น)ทีทรี และน้ำมันหอมระเหยจากทีทรี
  • สีชมพู เป็นสารเพิ่มความชุ่มชื้น ได้แก่ Trehalose และ กรดอะมิโน Arginine
  • สีน้ำเงิน เป็นกลุ่มของสารลดการอักเสบระคายเคือง ให้ความรู้สึกสบายผิว (Soothing effect)
  • สีเขียว เป็นกลุ่มของสารสกัดพืชต่างๆ และสารบำรุงอื่นๆ ซึ่ง สารสกัดจากพืช 7 ชนิดจากในลิสท์นี้ เป็นสูตรพิเศษของแบรนด์ที่เลือกมาเพื่อปรับสมดุลของผิว ควบคุมการผลิตน้ำมันส่วนเกิน ลดการเกิดสิวซ้ำซาก ช่วยให้ผิวแข็งแรง และมีสุขภาพดี

 

ส่วนผสมที่เหลืออื่นๆ ก็ไม่ได้มีพิษมีภัยอะไรกับผิวค่ะ

มาให้คะแนนกันดีกว่า

  1. สารบำรุง ตัวนี้เป็นแผ่นมาสก์หน้าที่ออกแบบมาเพื่อปัญหาสิว ลดรอยแดงรอยดำ และปรับสมดุลควบคุมความมันส่วนเกิน แต่ถ้าพิจารณาที่ส่วนผสมแล้ว เรื่องของการลดรอยดำ อาจจะยังไม่ชัดเจนมากนัก กับยังขาดในส่วนของเรื่องการลดการอุดตันของรูขุมขนอยู่ แต่ถ้าเรื่องรอยแดง ควบคุมความมัน และการลดการระคายเคือง ลดความไม่สบายผิว ถือว่าตอบโจทย์ จุดนี้ขอให้ 4 ฟลาสก์
  2. ส่วนผสมอื่นๆ ไม่มีสารที่ไม่เป็นมิตรกับผิว เลยไม่มีจุดที่หักคะแนน ให้ไป 5 ฟลาสก์
  3. การใช้งาน ส่วนตัวมี่ชอบแผ่นมาสก์ที่บางๆและแนบสนิทแบบนี้นะคะ ถึงแม้แผ่นมาสก์จะเป็นคนละรุ่นกับสูตร Ex ที่รีวิวไปวันก่อน แต่ตัวแผ่นมาสก์ให้ความรู้สึกนุ่ม ไม่กระด้าง แม้ตอนใกล้แห้ง คล้ายๆกัน ความรู้สึกหลังใช้ หลังลอกแผ่นมาสก์ออกแล้วตบเบาๆ จะได้ผิวที่ค่อนข้างนุ่ม ชุ่มชื้น รู้สึกเย็นสบายผิว แต่ไม่ถึงกับเยิ้มเหนียวเหนอะหนะ ส่วนตัวค่อนข้างประทับใจ ให้ไป 5 ฟลาสก์

 

คะแนน shot

สุดท้ายนี้ต้องขอขอบคุณทางแบรนด์ Mediheal ด้วยนะคะที่ส่งผลิตภัณฑ์ดีๆมาให้มี่ได้ทดลองใช้ และขอบคุณทุกท่านด้วยค่ะที่ติดตามรับชมมาจนจบ

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ทางแบรนด์โดยตรงเลยนะคะ

Facebook: MedihealThailand

Twitter: @Mediheal_TH

Instagram: Medihealthofficial

Youtube: MedihealThailand

 

สำหรับมาสก์ของ Mediheal ตอนนี้มีวางจำหน่ายที่ Watsons และ Watsons Online ค่ะ

 

Disclaimer/conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับมาจากทางแบรนด์ Mediheal การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสมตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล ผู้เขียนไม่ได้มีผลประโยชน์ใดๆในการขายสินค้า โปรดใช้วิจารณญาณ