Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสมมาสก์ชีทเพื่อสาวๆผิวบอบบางแพ้ง่าย จาก MEDIHEAL ตอนที่ 1: สูตร Upgrade EX.3

สวัสดีค่ะ

วันนี้มี่มารีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสม พร้อมทั้งอัพเดทเทคโนโลยีใหม่ๆของมาสก์หน้าจากเกาหลีให้ได้ชมกันนะคะ

เชื่อว่าหลายๆคนคงจะเคยเห็นมาสก์แบรนด์ Mediheal เนาะ มี่เองก็เคยเห็นมาสักพักแล้วค่ะ เมื่อสมัยที่ไปเกาหลี นางก็มีช็อปของนางอยู่ที่มยองดง

เชื่อไหมว่ามาสก์หน้าของ Mediheal นี้ติดอันดับ 1 ของเกาหลี จากการสำรวจของบริษัท Kantar world panel ระหว่างปี 2016 – 2018 ด้วยนะคะ ไม่แปลกใจเลย เพราะเวลาเดินผ่านร้านทีไร จะเห็นคนหิ้วกันมากมาย

Mediheal เป็นแบรนด์เวชสำอางเกาหลี ผลิตโดย L& P Cosmetic ที่ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 2009 ต่อจากนั้นไม่กี่ปี ก็เริ่มส่งออกมาสก์ไปจำหน่ายที่หลายประเทศทั่วโลก รวมทั้งประเทศไทยเราด้วยค่ะ

ทางบริษัท L&P cosmetics เองก็ได้รับรางวัลมากมาย เป็นการการันตีถึงความดีงามของมาสก์นางค่ะ

จนปี 2017 นางก็ลงทุนสร้าง Mediheal R&D center และก็มีการ Collab กับ นักร้องเกาหลีชื่อดังอย่าง BTS

story-visual2019

(Image from Mediheal US website)

 

Love me Love Mediheal เน่อเจ้าาาา

เข้าเรื่องของเรากันค่ะ วันนี้มี่จะมารีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสมมาสก์สูตรใหม่ ที่มีผู้นำเข้ามาในบ้านเราค่ะ เป็นมาสก์สูตร Upgrade EX.3 กับตัว Pharmask ค่ะ

 

แกะกล่องกันเลยค่า

medi 1

medi 2

มาเริ่มกันที่มาสก์สูตร Upgrade EX.3 นะคะ

 

นางมาด้วยกัน 3 สูตร 3 สีค่ะ เขียว เหลือง ส้ม

medi 3

  • สีเขียว เป็นสูตร Tea tree care solution เหมาะกับการดูแลปัญหาสิว การระคายเคือง และรูขุมขน ตัวนี้มี Tea tree oil, สารสกัดจากคาโมมายล์และบัวบก เป็นพระเอกค่ะ
  • สีเหลือง เป็นสูตร Collagen impact เหมาะกับการดูแลปัญหาความย่อนคล้อย ไม่กระชับ ช่วยให้ผิว Firm ตัวนี้มี Hydrolyzed collagen, elastin และ Acetyl hexapeptide-8 หรือ Argireline เป็นพระเอกค่ะ
  • สีส้ม เป็นสูตร Lightbeam เหมาะกับการดูแลปัญหาจุดด่างดำ สีผิวไม่สม่ำเสมอ ผิวหมองคล้ำ ไม่กระจ่างใส มีส่วนผสมของวิตามินหลายชนิด อย่าง C, E, B3, B5, B6

 

ถึงแม้ตัวมี่จะไม่ค่อยมีสิว แต่กลับชอบส่วนผสมของสูตรสีเขียวมากๆ เพราะเหมาะกับผิวระคายเคืองง่าย ผิวบอบบาง และฟิลลิ่งหลังใช้ก็คือเลิศเลอสบายผิวมากๆค่ะ สีเขียวนี้เดี๋ยวมี่จะวิเคราะห์ส่วนผสมอย่างละเอียดอีกครั้งในช่วงท้ายนะคะ

medi 5

แผ่นมาสก์ เป็นแผ่นมาสก์ที่ใช้เส้นใยจากธรรมชาติ ซึ่งปกติแล้วจะแนบสนิทไปกับผิว ทางแบรนด์เคลมว่าเป็นเส้นใยชนิด Cupra long fiber หรือใยฝ้ายชนิดเส้นใยยาว ซึ่งสามารถอุ้มเอาเนื้อเซรั่มไว้ได้เยอะ แนบสนิทไปกับผิวหน้า บางเบา และไม่รู้สึกสากหรือหยาบกระด้าง

medi 7

อีกจุดเด่นที่ถือว่าเป็นนวัตกรรมมาก

มี่เชื่อว่าหลายๆคนมีข้อสงสัยว่า มาสก์หน้านี่ต้องแปะนานแค่ไหนถึงจะพอ Mediheal มีคำตอบมาให้ค่ะ ด้วยนวัตกรรม Pressed logo เมื่อมาสก์หน้าทำงานเสร็จแล้ว โลโก้ของ Mediheal จะปรากฏออกมาบนแผ่นมาสก์ ซึ่งจุดนี้มี่ถือว่าโดดเด่นมากๆค่ะ

medi 10

เนื้อมาสก์ของสูตรสีเขียว มาในรูปแบบของเซรั่มใสๆ หนืดเล็กน้อย

medi 8

มีค่า pH อยู่ที่ราวๆ 5 ค่ะ ซึ่งถือว่าใกล้เคียงกับผิวดี

medi 9

สำหรับส่วนผสมของสูตรสีเขียวเป็นดังนี้นะคะ

สผส mediheal

จากส่วนผสมวันนี้นะคะ มี่ทำสารบำรุงไว้เป็นสีต่างๆจำนวน 5 สีนะคะ

ในภาพรวม น้ำมาสก์เป็นในรูปแบบของ Solution ที่ไม่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ น้ำมัน และซิลิโคน ไม่มีน้ำหอม แต่ใช้น้ำมันหอมระเหยจากทีทรีเพื่อประโยชน์ในการดูแลสิว จะทำให้เราได้กลิ่นเขียวสดชื่นของทีทรีอยู่จางๆ

สำหรับสารบำรุงมี่ขอเริ่มจาก

  • สีชมพู คือ พระเอกของเรา สารสกัดจากทีทรี และ น้ำมันหอมระเหยจากทีทรี ซึ่งมีประโยชน์ในด้านของการดูแลปัญหาสิวนะคะ
  • สีม่วง เป็นกลุ่มที่ดูแลรูขุมขน
    • Salix alba extract คือ สารสกัดจากต้น Willow ที่มี BHA จากธรรมชาติ มีประโยชน์ในเชิงการลดการอุดตัน ลดการอักเสบระคายเคือง
    • Pisum sativum extract ตัวนี้เป็นสารสกัดจากถั่วลันเตา ซึ่งในวงการเครื่องสำอางมีหลายยี่ห้อมากๆ แต่ละยี่ห้อก็มีประโยชน์แตกต่างกันไป โดยรวมคือ มีคุณสมบัติในเรื่องของการเพิ่มความชุ่มชื้น และเสริมความแข็งแรงให้กับชั้นผิว จึงมีประโยชน์ในการดูแลและกระชับรูขุมขน
  • สีน้ำตาล เป็นสารเพิ่มความชุ่มชื้น ได้แก่ Trehalose และ กรดอะมิโน Arginine
  • สีฟ้า เป็นกลุ่มของสารลดการอักเสบระคายเคือง ซึ่งมีด้วยกันหลายตัว มี่ขอเลือกกล่าว 2 ตัวนะคะ
    • สารสกัดจาก Boswellia ตัวนี้มีสารที่มีชื่อว่า Boswellic acid ซึ่งมีคุณสมบัติในการลดการอักเสบและระคายเคือง จึงมีประโยชน์ในด้านของการลดรอยแดงจากสิว และดูแลการอักเสบของสิว
    • สารสกัดจาก Houttuynia อันนี้บ้านเรารู้จักกันในชื่อพลูคาว ตัวผู้ผลิตวัตถุดิบของเกาหลีเคลมว่าประกอบด้วยสารกลุ่มฟลาโวนอยด์หลายชนิด เช่น Quercetin กับ Hyperin ผู้ผลิตเคลมว่าสารสกัดจากพลูคาวนี้มีประโยชน์เป็นสารลดการอักเสบระคายเคือง ให้ความรู้สึกสบายผิว (Soothing effect) เสริมการสมานแผล (Wound healing) เป็น Antioxidant และมีคุณสมบัติในการ Detoxification ให้ผิว (ข้อมูลจากบริษัท The garden of natural solution)
  • สีเขียว เป็นสารบำรุงอื่นๆ มี่ขอเล่าถึงน้องบัวบกนะคะ
    • สารสกัดจากบัวบก บัวบกก็ถือเป็นพืช Top hit ตัวหนึ่งในทางเครื่องสำอาง นางมีประโยชน์ที่ดีกับผิวหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นด้านของการเสริมการสังเคราะห์คอลลาเจนให้ผิว Firm เสริมการสมานแผล ลดการเกิดแผลเป็น
    • สารบำรุงที่เหลือ ก็เรียกได้ว่า ทำงานร่วมกันเป็นอย่างดีในการดูแลผิวของเราเลยค่ะ

 

สำหรับส่วนผสมอื่นๆ ก็เรียกได้ว่าทำมาได้ค่อนข้างดี ไม่มีสารที่ไม่เป็นมิตรกับผิวเลย

มาให้คะแนนกันดีกว่าค่ะ เป็นคะแนนสำหรับสูตรสีเขียวนะคะ

  1. สารบำรุง มาสก์ตัวนี้ถึงแม้จะเป็นสูตรที่เขาแนะนำสำหรับผิวที่มีปัญหาสิว ถ้าเราพูดเรื่องสิวอย่างเดียว คือ ตัวนี้ก็ตอบโจทย์ เพราะดูแลตั้งแต่การลดการอุดตัน ลดการระคายเคือง รอยแดง และมีส่วนผสมของ Teatree ที่มีฤทธิ์ฆ่าเชื้ออยู่ รวมถึงดูแลเรื่องการลดการเกิดรอยแผลเป็น และกระชับรูขุมขนไปอีก ก็ถือว่า เกือบครบจบสำหรับสิวละ แต่ส่วนตัวมองว่า ถ้าดูจากส่วนผสม คือ บำรุงผิวได้ในหลายจุด รวมถึงที่เด่นๆ คือ การลดการอักเสบระคายเคือง ให้ความรู้สึกสบายผิว (Soothing effect) พร้อมทั้งเติมน้ำให้ผิวไปพร้อมๆกัน นอกจากนี้ยังมีสารบำรุงอีกหลายชนิด ก็ทำให้คนปกติที่มีผิวบอบบางสามารถเอามาใช้เป็น Soothing ให้เราสบายผิวได้ ให้ไป 5 ฟลาสก์
  2. ส่วนผสมอื่นๆ ไม่มีสารที่ไม่เป็นมิตรกับผิว เลยไม่มีจุดที่หักคะแนน ให้ไป 5 ฟลาสก์
  3. การใช้งาน จุดแรกต้องบอกก่อนเลยว่า ประทับใจเจ้าเรื่องของการทำเทคนิค Pressed logo เมื่อมาสก์หน้าทำงานเสร็จแล้ว โลโก้ Mediheal ก็จะโผล่ออกมา ให้เราไปแกะแผ่นมาสก์ได้ จุดที่สองคือ เนื้อของแผ่นมาสก์ที่บางเบา แนบสนิทไปกับผิว และความรู้สึกนุ่ม ไม่สาก ไม่กระด้าง แม้ตอนใกล้แห้ง และจุดสุดท้ายคือความรู้สึกหลังใช้ คือ ผิวค่อนข้างนุ่ม ชุ่มชื้น และรู้สึกเย็นสบายผิว จุดนี้ถือว่าไม่มีที่ติเลยสำหรับมาสก์แผ่นนี้ ให้ไป 5 ฟลาสก์

คะแนน medi

สุดท้ายนี้ต้องขอขอบคุณทางแบรนด์ Mediheal ด้วยนะคะที่ส่งผลิตภัณฑ์ดีๆมาให้มี่ได้ทดลองใช้ และขอบคุณทุกท่านด้วยค่ะที่ติดตามรับชมมาจนจบ

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ทางแบรนด์โดยตรงเลยนะคะ

Facebook: MedihealThailand

Twitter: @Mediheal_TH

Instagram: Medihealthofficial

Youtube: MedihealThailand

 

สำหรับมาสก์ของ Mediheal ตอนนี้มีวางจำหน่ายที่ Watsons และ Watsons Online ค่ะ

 

รีวิวนี้ยังไม่จบนะคะ มี่จะรีวิวมาสก์ A-Zero Shot Pharmask ต่อค่ะ แต่จะแยกไปต่ออีก Blog อดใจรอกันซักนิดนะคะ 🙂

 

Disclaimer/conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับมาจากทางแบรนด์ Mediheal การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสมตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล ผู้เขียนไม่ได้มีผลประโยชน์ใดๆในการขายสินค้า โปรดใช้วิจารณญาณ

Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสม เซรั่มน้องใหม่จากแบรนด์ Klairé กับ Balance serum คืนสมดุล ดูแลผิว 3 ประการ Recovering, Repairing และ Soothing

สวัสดีค่ะทุกท่าน

เชื่อว่าหลายๆท่านอาจจะจำแบรนด์ Klairé ได้นะคะ เรียกได้ว่าเป็นแบรนด์หนึ่งที่อยู่คู่กับบ้านมียอนมาตั้งแต่ปี 2558 (2015) ที่เปิดตัวมาด้วย Anti-pollution essence นับเป็นผู้เปิดเทรนด์ Anti-pollution แรกๆของบ้านเราเลยก็ว่าได้ค่ะ

แบรนด์ Klairé เป็นแบรนด์ที่ Collaboration กับบริษัท Catalite ที่เป็นตัวแทนจำหน่ายวัตถุดิบเครื่องสำอางชั้นดีที่นำเข้ามาจากหลายๆ ประเทศ ดังนั้นเชื่อได้เลยว่า ส่วนผสมแต่ละชิ้นนั้น จัดว่าเด็ดทุกตัวค่ะ

kal รวม

มี่รวมลิงค์รีวิวสินค้าของแบรนด์ Klairé ไว้ในลิสท์ด้านล่างนี้นะคะ

Anti-pollution essence: https://cosmeknowledge.wordpress.com/2015/11/24/klaire-essence/

Anti-pollution mousse pack: https://cosmeknowledge.wordpress.com/2017/10/02/klaire-moussepack/

Anti-pollution overnight mask: https://cosmeknowledge.wordpress.com/2018/01/08/klaire-ovm/

ออยล์บำรุงผิว Green oil: https://cosmeknowledge.wordpress.com/2018/02/15/klairegreenoil/

 

สำหรับวันนี้ มี่มารีวิวสินค้าตัวใหม่ที่ทางแบรนด์พึ่งวิจัยและพัฒนาออกสู่ท้องตลาดเมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมาค่ะ

เป็นตัวเซรั่มที่มีชื่อว่า Balance serum ที่พัฒนาภายใต้คอนเซปท์การดูแลผิว 3 ประการ คือ Recovering, Repairing และ Soothing ค่ะ

มีหน้าตาเป็นแบบนี้นะคะ

kbs 1

เนื้อเซรั่มค่อนข้างบางเบา เกลี่ยได้ค่อนข้างง่าย ไม่มีกลิ่นน้ำหอม อาจจะมีกลิ่นจางๆของวัตถุดิบเล็กน้อย

kbs 2

เกลี่ยแล้วรู้สึกเย็น ชุ่มชื้น นุ่มและสบายผิว เมื่อซึมลงไปจะรู้สึกได้ถึงความเคลือบผิวอยู่เล็กๆ เป็นลักษณะของฟิล์มที่มองไม่เห็น ให้ความรู้สึก กระชับ เย็นสบายผิว และเรียบค่ะ

kbs 3

ค่า pH อยู่ที่ราวๆ 5 – 6 นะคะ ถือว่าใกล้เคียงกับผิวดีค่ะ

kbs 4

สำหรับส่วนผสมเรียกได้ว่าจัดมากันเต็มมาก สมแล้วที่เป็นบริษัทที่โคกับบริษัทจำหน่ายวัตถุดิบเครื่องสำอาง

สผส kbs

สำหรับส่วนผสมวันนี้เรียกได้ว่ามีการใช้สารบำรุงอยู่มากมายหลายชนิดด้วยกันนะคะ โดยมี่ได้ทำสีไว้ 5 สีค่ะ

ในภาพรวมน้องมาในรูปแบบของเซรั่มเบสน้ำ ที่ไม่มีส่วนผสมของน้ำมัน แอลกอฮอล์ และซิลิโคน ไม่มีน้ำหอม และสารอื่นที่ไม่เป็นมิตรกับผิวค่ะ

สำหรับสารบำรุงมี่ขอหยิบยกมาเล่าทีละสีเลยนะคะ

ขอเริ่มที่สีเขียว เป็นกลุ่มของ Hyaluron ซึ่งมีทั้งหมด 4 ตัว แต่จุดนี้ทางแบรนด์เคลมว่าใช้ Hyaluron ทั้งหมด 5 ขนาดค่ะ ปกติ Hyaluron มีประโยชน์ในเรื่องการเติมน้ำให้ผิวค่ะ แต่ด้วยในรูปแบบธรรมชาติ Hyaluron มีขนาดที่ค่อนข้างใหญ่ ไม่สามารถซึมเข้าผิวได้ วงการเครื่องสำอางจึงมีการดัดแปลง Hyaluron ให้อยู่ในรูปแบบอื่นๆ เพื่อให้ลงผิวได้ หรือ เสริมคุณสมบัติบางอย่าง และในวงการเครื่องสำอางก็พยายามเล่นในเรื่องของการใช้ Hya หลายๆขนาดเพื่อเติมน้ำให้ผิวในหลายๆระดับชั้น เพื่อให้ผิวนุ่มฟู ไม่ใช่แค่เคลือบอยู่ภายนอก ตามภาพเลยค่ะ

Hya หลายขนาด

(Image from Bloomage Biotech)

ขอเล่าเรื่อง Sodium acetylated hyaluronate ซักหน่อยค่ะ สารตัวนี้เป็น Hya ที่นำไปทำปฏิกิริยาทางเคมี (ปฏิกิริยา Acetylation) เพื่อเปลี่ยนแปลงโครงสร้างไปจากเดิมเล็กน้อย นางมีลักษณะหน้าตาเป็นดังภาพนะคะ

Hymagic 1

(Image from Bloomage Biotech)

ผลของการทำปฏิกิริยานี้ทำให้ Ac-Hya ตัวใหม่นี้มีความสามารถในการเกาะติดผิวได้ดีขึ้น จึงให้ความชุ่มชื้นได้ยาวนาน ลดการระเหยของน้ำออกจากผิวได้ดีกว่า Hya ตามธรรมชาติ มีค่าความสามารถในการละลายน้ำมันเพิ่มขึ้น และมีคุณสมบัติพิเศษในการเสริมการฟื้นฟูตัวเองของ Barrier ผิวตามธรรมชาติ

Hymagic 2

(Image from Bloomage Biotech)

ทางผู้ผลิตวัตถุดิบยังเคลมว่า จากการทดสอบในอาสาสมัคร พบว่าอาสาสมัครมีค่าความยืดหยุ่นของผิว และความชุ่มชื้นของผิวเพิ่มขึ้น

อีกตัวที่น่าสนใจที่มี่ได้ข้อมูลมา และถือเป็นการเปิดโลกใหม่ให้ Hya มีตัวตนมากขึ้น คือ วัตถุดิบที่มีชื่อว่า MicroHATM ของ บริษัท Bloomage Biotech ค่ะ

วัตถุดิบนี้เป็นวัตถุดิบสิทธิบัตร ที่ได้จากการย่อยสลาย Hyaluronic acid จนมีขนาดเล็ก ซึ่งทางแบรนด์มีการทดสอบในระดับหลอดทดลอง และในอาสาสมัครว่า นอกจากการเพิ่มความชุ่มชื้นแล้ว นางยังสามารถลดการอักเสบระคายเคือง เสริมการฟื้นฟู Barrier ผิว และเสริมการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันผิวให้แข็งแรงขึ้นอีกด้วย

ดังในภาพนี้เป็นการทดสอบประสิทธิภาพในการลดรอยแดงบนผิวของ MicroHATM ค่ะ โดยฝั่ง A เป็นฝั่งที่ได้รับ MicroHATM ค่ะ

ลดรอยแดง

(Image from Bloomage Biotech)

 

เอาจริงแค่ Hya ชุดนี้ก็กินขาดแล้วค่ะแม่ แต่เซรั่มไม่ได้จบแค่นี้ค่ะ ยังมีสารบำรุงอื่นๆอีก

 

สีส้ม Sclerotium gum

Sclerotium gum เดิมทีใช้เป็นสารเพิ่มความหนืด และสารปรับเนื้อสัมผัสให้แก่เครื่องสำอาง แต่หลังๆมามีการพบว่าสารตัวนี้สามารถให้ความชุ่มชื้นให้แก่ผิว พร้อมฟื้นฟูและปรับสภาพผิวไปพร้อมๆกัน

 

สีฟ้า สารสกัดจาก Cleome

Cleome gynandra เป็นพืชในทวีปแอฟริกา สารสกัดจากพืชตัวนี้มีประโยชน์ ในเชิงของการควบคุมความมัน กระชับรูขุมขน ลดการอุดตัน และลดการอักเสบระคายเคืองไปพร้อมๆกัน

ทางบริษัทผู้ผลิตวัตถุดิบมีการทดสอบสารนี้ทั้งในระดับหลอดทดลองและในอาสาสมัคร เพื่อยืนยันประสิทธิภาพของสารสกัด

 

สีบานเย็น Biosaccharide gum-4

เป็นสารที่ได้จากกระบวนการทางเทคโนโลยีชีวภาพ ตัวนี้บ้านเรารู้จักในนาม Pollustop ทำหน้าที่เป็นฟิล์มบางๆ ปกป้องไม่ให้มลภาวะสัมผัสกับผิวได้ค่ะ

 

สีม่วง

เป็นสูตรผสมของสารที่เป็น Natural moisturizing factor หรือ NMF ซึ่งเป็นสารที่ช่วยในการดักจับน้ำให้ผิวตามธรรมชาติ และแร่ธาตุต่างๆที่จำเป็นในการทำงานของผิว โดยตัวนี้เป็นวัตถุดิบนำเข้าจากทางเกาหลี ที่มีชื่อทางการค้าว่า MC-BNCTM หรือ ที่รู้จักกันในนาม Baby NMF complex

ว่าแต่ทำไมต้องชื่อ Baby NMF complex ก็เพราะว่าทางบริษัทเขาผสมสารเหล่านี้มาให้มีสัดส่วนที่ใกล้เคียงกับผิวเด็ก เมื่อเราใช้ผิวเราก็จะมีความอ่อนนุ่ม และอ่อนเยาว์เหมือนผิวเด็กค่ะ

โดยมีการทดสอบประสิทธิภาพในอาสาสมัคร พบว่าอาสาสมัครที่ใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของสารนี้เป็นเวลา 28 วัน มีความชุ่มชื้นเพิ่มขึ้น และมีความเรียบเนียนขึ้น

 

โดยสรุปคือ เป็นเซรั่มที่ออกแบบมาได้ค่อนข้างดี เป็นมิตรกับผิว มีสารบำรุงมากมายหลายชนิดที่ช่วยปกป้อง ฟื้นฟู และให้ความรู้สึกสบายผิว ตาม Concept Recovering-Repairing-Soothing ของแบรนด์ และยังเสริมมาด้วยคุณสมบัติในการดูแลปัญหาเรื่องความมัน สิว และรูขุมขนกว้าง ซึ่งเป็นปัญหาหนักใจของหนุ่มสาวไปพร้อมๆกัน

 

มาให้คะแนนกันดีกว่าค่ะ

  1. สารบำรุง ตามที่ได้กล่าวไปด้านบนว่ามีส่วนผสมของสารบำรุงมากมายหลายชนิดที่ช่วยปกป้อง ฟื้นฟู ให้ความรู้สึกสบายผิว (Soothing) และยังเสริมสารสกัดจาก Cleome เพื่อดูแลปัญหาความมัน สิว และรูขุมขนกว้าง จึงถือว่าค่อนข้างตอบโจทย์ของปัญหาผิวเลยทีเดียว ให้ไป 5 ฟลาสก์
  2. ส่วนผสมอื่นๆ ไม่มีสารที่ไม่เป็นมิตรกับผิว ให้ไป 5 ฟลาสก์
  3. การใช้งาน คือ ส่วนตัวรู้จักกับ MC-BNC มาซักพักใหญ่ๆแล้ว และค่อนข้างชอบ Feeling กับ ความรู้สึกชุ่มชื้น บางเบา สบายผิวที่ได้จากสารตัวนี้นะคะ และเซรั่มชิ้นนี้เองก็เรียกได้ว่าเป็นการพัฒนาเติมสารบำรุงกลุ่มของ Hya 4 ชนิด 5 ขนาด เพื่อดูแลผิวด้านความชุ่มชื้นและการเติมน้ำให้ดีขึ้น ฟิลลิ่งค่อนข้างเบา คนผิวมันน่าจะชอบ เพราะเบา ไม่เหนอะหนะ ชุ่ม นุ่มนวลสบายผิว แต่สำหรับคนผิวผสมค่อนข้างแห้งแบบดิฉัน หรือผิวแห้ง อาจจะต้องหาครีมมาทาทับอีกชั้นหนึ่ง ขอให้ไป 4 ฟลาสก์

 

คะแนน kbs

 

สุดท้ายนี้ขอขอบคุณทางแบรนด์ Klairé ด้วยค่ะที่ส่งผลิตภัณฑ์ดีๆมาให้มี่ได้ทดลองใช้ และขอบคุณทุกๆท่านด้วยค่ะที่ติดตามรับชมมาจนจบ

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมสามารถติดต่อสอบถามได้กับทางแบรนด์ Klairé ได้โดยตรงเลยค่ะ

Facebook: https://www.facebook.com/KlaireOfficial

Instagram: Klaireofficial

http://www.beforeandaftercorp.com

 

Disclaimer/conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากทางแบรนด์ Klairé การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสมตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล และผู้เขียนไม่ได้มีผลประโยชน์ใดๆในการขายสินค้า โปรดใช้วิจารณญาณ

Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสม ผลิตภัณฑ์แต้มสิวที่มีส่วนผสมของชาเขียวเกาะเจจู Green powder AC spot solution จากแบรนด์ SkinTalk

สวัสดีค่ะ

วันนี้มี่มีรีวิวผลิตภัณฑ์แต้มสิวจากแบรนด์ SkinTalk มาฝากกันค่ะ

สำหรับกลุ่มของ Green tea ของแบรนด์ SkinTalk จะมีอยู่ด้วยกัน 4 ผลิตภัณฑ์สำหรับใบหน้านะคะ

music 2

(Image from SkinTalk official website)

 

จากคราวก่อนที่มี่ได้รีวิวตัว BHA Music toner ของเขาไป (ตามลิงค์นี้นะคะ >>Click<<) และได้เกริ่นๆไปว่า มี่ได้ตัวที่เป็น Spot corrector มาอีกตัว วันนี้เลยขอมาอัพเดทกันต่อค่ะ

สำหรับตัว Spot corrector จะมีชื่อเต็มๆว่า Green powder AC spot solution ค่ะ ซึ่งมาในขวดแก้วสีชาใบเล็กๆกะทัดรัด ตามรูปค่ะ

gp 2

ตัวนี้จะมาในเนื้อคล้ายๆรองพื้นแบบ Liquid foundation นะคะ ทางแบรนด์แนะนำวิธีใช้ไว้ว่าเวลาใช้งานให้เราเอาคอตตอนบัดส์จุ่มลงไปให้ถึงก้นขวดและก็นำมาแต้มบริเวณหัวสิวได้เลยค่ะ

how to use

(Image from SkinTalk official website)

gp 3

แต่เนื่องจากช่วงนี้ไม่มีสิว เลยแต้มบนหลังมือให้ดูเนื้อสัมผัสกันค่ะ

gp 4

จุดเด่นของตัว AC spot solution ตัวนี้คือทางแบรนด์พยายามเลือกใช้ส่วนผสมที่เป็นมิตรกับผิวมากที่สุด โดยส่วนผสมทุกตัวได้คะแนน EWG อยู่ที่ 0 – 2 ซึ่งหมายความว่าเป็นมิตรกับผิว และสิ่งแวดล้อมค่ะ

EWG

(Image from SkinTalk official website)

สำหรับส่วนผสมเป็นดังนี้นะคะ

สผส gp

ส่วนผสมของ Spot corrector ตัวนี้ค่อนข้างไม่ซับซ้อนนะคะ มีสารบำรุงที่เป็น AHA/BHA อยู่ร่วมกับสารสกัดจากพืช และมี Epigallocatechin gallate (EGCG) ซึ่งเป็นสารสำคัญที่พบในชาเขียว มีประโยชน์ในด้านการลดการอักเสบและระคายเคือง

EGCG

(Image from SkinTalk official website)

จากครั้งก่อนที่เคยเล่าให้ฟังว่าของแบรนด์นี้เลือกใช้ชาเขียวชั้นดีที่ปลูกจากเกาะเจจูมาเป็นส่วนผสมค่ะ โดยที่สารสกัดจากชาเขียวเองก็มีสารในกลุ่มของ Cathechins ซึ่งมีประโยชน์เป็น Antioxidant และประโยชน์อื่นๆ มีงานวิจัยหลายชิ้นที่สนับสนุนถึงการใช้ชาเขียวในทางเครื่องสำอาง สำหรับตัวชาเขียวของแบรนด์นี้ทางผู้ผลิตวัตถุดิบเคลมว่าประกอบด้วยสาร Saponin ที่มีฤทธิ์ในการลดการอักเสบเป็นองค์ประกอบอยู่ด้วย และมีคุณสมบัติในการต่อต้านจุลินทรีย์

นอกจากสารสกัดชาเขียวแล้วยังเสริมมาด้วยสารสกัดจาก Portulaca ที่มีประโยชน์ในการเสริมการสมานแผล และ สารสกัดจาก Witch hazel ที่มีประโยชน์ในด้านการควบคุมความมันและกระชับรูขุมขน

โดยรวมจึงถือว่า ทำมาได้เสริมกันอย่างลงตัว

เพียงแต่ส่วนตัวมองว่าถ้ามีส่วนผสมของพวก Absorbent หรือ สารดูดซับเข้ามาด้วย ตามหลักการทางด้านเครื่องสำอางแล้วน่าจะทำให้สิวแห้งไวขึ้นได้อยู่ค่ะ

วันนี้เนื่องจากส่วนผสมมีไม่มาก เลยไม่ขอให้คะแนนนะคะ

สุดท้ายนี้ต้องขอขอบคุณทางบริษัท เจ.เอ. เอลลิแก็นซ์ (ประเทศไทย) จำกัด บริษัทผู้นำเข้าผลิตภัณฑ์เสริมความ เกรดพรีเมี่ยมทั่วโลก ด้วยนะคะ ที่ส่งสินค้าดีๆมาให้มี่ และขอบคุณทุกท่านด้วยค่ะที่ติดตามรับชมมาจนจบ

 

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถติดต่อสอบถามได้ที่

 

Line : https://lin.ee/mzbiXGL

Line@ : @jaelegantthailand

FB: J.A Elegant Thailand – ผู้นำเข้าผลิตภัณฑ์เสริมความงาม เกรดพรีเมี่ยมทั่วโลก

FB : Skintalk Thailand By J.A.Elegant – ผลิตภัณฑ์สำหรับผู้มีปัญหาสิวและผิวหน้า

Shopee : Eelegant Beauty Shop โค้ดส่วนลด 50 บาท สำหรับการสั่งซื้อครั้งแรก

JAELNC000

IG : jaelegant_official

YouTube : J.A.Elegant Official https://www.youtube.com/channel/UCOPLQvKHZo6LJzUnPE-Uubw

WEB: http://www.jaelegantthailand.com

 

 

Disclaimer/conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับมาจากทางบริษัท บริษัท เจ.เอ. เอลลิแก็นซ์ (ประเทศไทย) จำกัด การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสมตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล ผู้เขียนไม่ได้มีผลประโยชน์ใดๆในการขายสินค้าและไม่ได้รับค่าตอบแทนในการรีวิว โปรดใช้วิจารณญาณ

Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสม BHA music toner จากแบรนด์ SkinTalk แพคเกจใหม่ไฉไลกว่าเดิม

สวัสดีค่ะพี่ๆน้องๆเพื่อนๆทุกท่าน

ส่วนตัวมี่จะชอบพูดเสมอว่า BHA Toner นั้นเหมาะมากสำหรับการทำความสะอาดผิวหลังล้างหน้า เตรียมผิวให้พร้อมรับสารอาหารจากการบำรุง และดูแลปัญหาการอุดตัน

สำหรับวันนี้มี่ขอหยิบยกเอาผลิตภัณฑ์เจ้าเก่า ส่วนตัวมี่ค่อนข้างชอบนะคะ และก็เคยมอบมง #ลูกรักบ้านมียอน ให้อยู่หลายปีเช่นกัน

นั่นก็คือ BHA music toner ของแบรนด์ skin Talk จากเกาหลีนั่นเอง หลายๆท่านอาจจะคุ้นๆกับตัวขวดสีฟ้าๆ แต่ตอนนี้นางเปลี่ยนแพคเกจใหม่แล้วค่ะเป็นขวดสีน้ำตาล ฉลากขาวคาดเขียวนั่นเองค่ะ

หน้าตาเป็นแบบนี้นะคะ

music 3

เมื่อวางเทียบกับรุ่นเก่าจะเห็นได้ว่า ดูเรียบหรู ดูคลีนขึ้นเยอะเลย

music 4

ในซีรี่ส์ Green tea นี้มีผลิตภัณฑ์สำหรับผิวหน้าอยู่ 4 อย่างค่ะ

music 2

(Image from SkinTalk official website)

 

สำหรับตัวที่มี่ได้มาจะเป็น BHA music toner กับตัวที่เป็น AC spot solution ค่ะ ซึ่งจะมารีวิวตัวนี้ต่อในโอกาสหน้านะคะ

สำหรับจุดเด่นของ BHA music toner จุดแรกคือ นางใช้ชาเขียวจากเกาะเชจู ซึ่งว่ากันว่าเป็น 1 ในชาเขียวคุณภาพดีของเกาหลี จุดที่สองก็คือ นางใช้น้ำชาเขียวเป็นเบสหลักแทนน้ำค่ะ ไม่ใช่แค่นั้น จุดที่สามก็คือ นางยังเสริมสารบำรุงอื่นๆเข้ามาอีกหลายชนิดได้อย่างลงตัวค่ะ เดี๋ยวเราค่อยมาดูกันอีกรอบในส่วนของการวิเคราะห์ส่วนผสมนะคะ

ชาเขียวเจจู

(Image from Visitjeju.net)

jeju-e1534227472164-345x222

(Image from Coindesk)

 

เนื้อของโทนเนอร์มาในรูปแบบของน้ำใส สีเหลืองอมเขียวอ่อนๆ ไม่มีกลิ่น

 

music 5

ใช้คู่กับสำลี หลังเช็ดให้ความรู้สึกอุ่นเล็กน้อย เมื่อทิ้งไว้ประมาณ 1 – 3 นาที จะได้สัมผัสที่ค่อนข้างนุ่ม

music 6

สำหรับส่วนผสมเป็นดังนี้นะคะ

สผส music

สำหรับส่วนผสมวันนี้มี่ทำไว้ 4 สีนะคะ ขอเริ่มทีละสีเลยนะคะ

  • สีเขียว น้ำชาเขียว และ ผงชาเขียว ที่ทางแบรนด์เคลมว่าได้มาจากเกาะเชจู ในชาเขียวมีสารในกลุ่มของ Cathechins ซึ่งมีประโยชน์เป็น Antioxidant และประโยชน์อื่นๆ มีงานวิจัยหลายชิ้นที่สนับสนุนถึงการใช้ชาเขียวในทางเครื่องสำอาง สำหรับตัวชาเขียวของแบรนด์นี้ทางผู้ผลิตวัตถุดิบเคลมว่าประกอบด้วยสาร Saponin ที่มีฤทธิ์ในการลดการอักเสบเป็นองค์ประกอบอยู่ด้วย และมีคุณสมบัติในการต่อต้านจุลินทรีย์

green tea

(Image from SkinTalk official website)

  • สีชมพู ถ้าชาเขียวเป็นพระเอกของ Toner นี้ นางเอกในโทนเนอร์คงมีอยู่ 2 คนที่แข่งกัน คือ AHA กับ BHA โดย AHA เป็น Citric acid ที่ได้จากพืชตระกูลส้ม ในความเข้มข้น 0.5% และ BHA เป็นตัว Salicylic acid ในความเข้มข้น 0.2%
    *Note: ปกติในหลายๆรายงานกล่าวว่า BHA จะทำงานผลัดผิวได้ดีและมีประสิทธิภาพในการลดการอุดตันได้มีความเข้มข้นอยู่ที่ราวๆ 0.5-2.0% แต่ผลิตภัณฑ์นี้ทางแบรนด์เคลมว่าผ่านการทดสอบประสิทธิภาพและความปลอดภัยในอาสาสมัครแล้ว และจุดนี้ทางแบรนด์แจ้งว่า เนื่องด้วยมีส่วนผสมทั้ง AHA และBHA รวมกัน จึงเพิ่มคุณสมบัติช่วยในเรื่องของการดูแลปัญหาการอักเสบและการอุดตันของผิว และ มีการระคายเคืองที่ต่ำกว่า โดยสำหรับวิธีใช้ที่ทางแบรนด์แนะนำคือ

    • กรณีผิวปกติหรือผิวมัน สามารถใช้อาทิตย์ละ 3-4 วัน 1 ครั้งในตอนเย็น
    • กรณีผิวแพ้ง่าย สามารถใช้อาทิตย์ละ 2-3 วัน 1 ครั้งในตอนเย็น

 

  • สีฟ้า เป็นกลุ่มของสารเติมน้ำให้ผิว อย่าง Hydrolyzed collagen กับ Betaine ซึ่งตัว Betaine นี้เป็นกรดอะมิโนที่ดัดแปลงมาจาก Glycine ยังมีประโยชน์ในการลดการระคายเคือง และให้สัมผัสที่นุ่มเนียนหลังใช้งาน
  • สีม่วง เป็นสารบำรุงอื่นๆ ซึ่งมีอยู่หลายตัว ทุกตัวทำงานร่วมกันอย่างลงตัวเพื่อดูแลปัญหาด้านความชุ่มชื้น ความมัน การระคายเคือง การสมานแผล และด้านของการต่อต้านจุลินทรีย์

music 1

(Image from SkinTalk official website)

 

ในภาพรวมคือเป็นโทนเนอร์ BHA/AHA ที่เสริมสารบำรุงอื่นๆมารวมกันเพื่อดูแลปัญหาสิว ผิวแห้ง แดง ลอก และระคายเคืองได้อย่างลงตัว

ส่วนผสมอื่นๆที่ทางแบรนด์ใช้ก็เลือกมาเป็นอย่างดี ไม่มีแอลกอฮอล์ น้ำมัน และก็ซิลิโคน

มาให้คะแนนกันดีกว่าค่ะ

  1. สารบำรุง จากที่ได้กล่าวไปด้านบนสารบำรุงหลักคงหนีไม่พ้นชาเขียว ซึ่งมีประโยชน์ที่ดีกับผิวหลายประการ ไม่ว่าจะเป็น Antioxidant, ลดการอักเสบระคายเคือง กระชับรูขุมขนควบคุมความมัน เสริมมาด้วย AHA/BHA ที่ให้ประโยชน์ในเชิงของการเติมน้ำให้ผิว พร้อมลดอุดตันไปพร้อมๆกัน และมีสารบำรุงอีกมากมายที่พร้อมจะดูแลปัญหาผิวได้หลายประการไปพร้อมๆกัน จุดนี้ขอให้ไป 4 ฟลาสก์
  2. ส่วนผสมอื่นๆ ไม่มีส่วนผสมของสารที่ไม่เป็นมิตรกับผิว เลยไม่มีที่ให้หักคะแนน ให้ไป 5 ฟลาสก์
  3. การใช้งาน สำหรับท่านที่ตามเพจมียอนมาสักพักแล้วจะเห็นว่าตัวนี้เคยได้รับมง #ลูกรักบ้านมียอนมาหลายปีซ้อน แต่ในที่สุดนางก็หลุดโผไป เนื่องจากค่อนข้างหาซื้อลำบาก แต่ตอนนี้หาซื้อได้ง่ายขึ้น เพราะมีบริษัทนำเข้ามาจำหน่ายในไทยแล้วแบบถูกต้อง ในด้านของการใช้งาน คือส่วนตัวรู้สึกชอบ Feeling อุ่นๆหลังเช็ด และเมื่อ Feeling อุ่นๆหายไป เหลือไว้แต่ความนุ่ม และนวลเนียนของผิว จุดนี้ให้ไป 5 ฟลาสก์

คะแนน music

สุดท้ายนี้ต้องขอขอบคุณทางบริษัท เจ.เอ. เอลลิแก็นซ์ (ประเทศไทย) จำกัด บริษัทผู้นำเข้าผลิตภัณฑ์เสริมความ เกรดพรีเมี่ยมทั่วโลก ด้วยนะคะ ที่ส่งสินค้าดีๆมาให้มี่ และขอบคุณทุกท่านด้วยค่ะที่ติดตามรับชมมาจนจบ

 

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถติดต่อสอบถามได้ที่

 

Line : https://lin.ee/mzbiXGL

Line@ : @jaelegantthailand

 

FB: J.A Elegant Thailand – ผู้นำเข้าผลิตภัณฑ์เสริมความงาม เกรดพรีเมี่ยมทั่วโลก

FB : Skintalk Thailand By J.A.Elegant – ผลิตภัณฑ์สำหรับผู้มีปัญหาสิวและผิวหน้า

Shopee : Eelegant Beauty Shop โค้ดส่วนลด 50 บาท สำหรับการสั่งซื้อครั้งแรก

JAELNC000

IG : jaelegant_official

YouTube : J.A.Elegant Official https://www.youtube.com/channel/UCOPLQvKHZo6LJzUnPE-Uubw

WEB: http://www.jaelegantthailand.com

 

 

Disclaimer/conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับมาจากทางบริษัท บริษัท เจ.เอ. เอลลิแก็นซ์ (ประเทศไทย) จำกัด การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสมตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล ผู้เขียนไม่ได้มีผลประโยชน์ใดๆในการขายสินค้าและไม่ได้รับค่าตอบแทนในการรีวิว โปรดใช้วิจารณญาณ

Image

[Skincare diet theory] การลดการใช้เครื่องสำอางจะช่วยให้สุขภาพผิวเราดีขึ้นจริงไหม ??

Disclaimer: บทความนี้เขียนขึ้นจากประสบการณ์ส่วนตัว ทั้งทางตรงและทางอ้อม และการอ่านจากบทความและ Blog ของต่างประเทศ ไม่มีหลักฐานทางวิชาการรองรับแบบแน่ชัด โปรดใช้วิจาณญาณในการรับชม และขอสงวนลิขสิทธิ์ในบทความทุกประการ

 

เชื่อว่าหลายๆท่านน่าจะเคยได้ยินเรื่องของ Skincare diet หรือ การลดการใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงเพื่อให้ผิวมีสุขภาพดีขึ้น

รวมไปถึงมีกระแส การหยุดใช้ Skincare ทุกชนิด เพื่อ Reset ผิว ให้กลับมาฟื้นฟูตัวเอง

 

เทรนด์เรื่องของ Skincare diet นี้เริ่มมาตั้งแต่ช่วงปลายปี 2018 มี Blogger และ Youtuber จากต่างประเทศหลายท่านนำเสนอ Skincare regimen ใหม่ ที่มีเพียงการบำรุงแค่ 2-3 ขั้นตอนแค่นั้นเอง การบำรุงผิวแบบนี้มีข้อดีข้อเสียอย่างไรถ้าเทียบกับการใช้การบำรุงผิวตามแบบฉบับของ K-beauty จากเกาหลี ซึ่งมีการบำรุงผิวหลายขั้นตอน จนมีชื่อเล่นในวงการว่า 10-steps skincare regimen

เชื่อว่าการทำ Skincare diet น่าจะมีรากฐานมาจากการบำรุงผิวแบบ J-beauty ที่มาจากญี่ปุ่น โดยคนญี่ปุ่นใช้ผลิตภัณฑ์เพียงน้อยชนิด ส่วนมากเป็นผลิตภัณฑ์สารพัดประโยชน์ หรือพวก All-in-one เพื่อลดเวลาการบำรุงผิวในช่วงเวลาอันเร่งด่วน

ส่วนตัวมี่เองในช่วงก่อนก็เริ่มมาจาก J-beauty ก่อนเปลี่ยนเป็น K-beauty ในช่วงปี 2015 และมาใช้ J-beauty ในช่วง 2018 ก่อนจะกลับมาเป็น K-beauty อีกครั้งในช่วงปีก่อน

ทีนี้การสร้าง Skincare regimen เราทำกันอย่างไร ???

สามารถตามไปอ่านแบบละเอียดได้ที่ Blog เรื่อง Skincare regimen ก่อนหน้านี้นะคะ >>Click<<

ซึ่งมีขอสรุปสั้นๆ ให้จบภายใน 3 ข้อค่ะ

  1. Skincare regimen แบ่งเป็น สิ่งที่เราทำทุกวัน เรียกว่า Routine care กับสิ่งที่ทำแค่ไม่กี่ครั้งใน 1 สัปดาห์ หรือ 1 เดือน เรียกว่า Special care
  2. สำหรับ Routine care เราจะเรียงตามหลักการพื้นฐาน คือ Clean-Care-Protect-Decorate
  3. สำหรับการบำรุง หรือ Care เราจะเรียงตามเนื้อเบาไปหาหนัก

 

ก่อนจะไปดู Skincare regimen ของทั้งสองแบบ มี่ขอทำตารางสรุปความแตกต่างระหว่าง J-beauty กับ K-beauty ให้ได้ชมกันก่อนนะคะ

JK 1

J-beauty จะค่อนข้างเรียบง่าย ซึ่งส่วนตัวมี่ขณะใช้ J-beauty Skincare regimen เป็นตัวบำรุงชุดนี้ค่ะ

แบบที่ 1: ใช้ All-in-one เป็นตัวหลักในการบำรุง

J-beauty 3

เริ่มจากการใช้น้ำตบ DHC F1 lotion ตามด้วยทา All-in-one gel

แบบที่ 2: เสริม Serum น้ำผึ้งของ Herbery earth เข้ามา

J-beauty 1

พอเราเริ่มรู้สึกว่าผิวเราไม่นุ่ม ไม่เด้ง เริ่มกรอบ ก็จะใช้เซรั่มน้ำผึ้งที่มีประโยชน์เติมน้ำเข้ามาเสริมค่ะ

แบบที่ 3: ช่วงผิวเริ่มมัน เปลี่ยน All-in-one gel เป็น Holika Holika skin & Good cera all-in-one master

J-beauty 2

สิ่งที่สัมผัสได้ในช่วงที่ลดการใช้สกินแคร์ลงคือ

  1. ผิวดูมีสุขภาพดีขึ้น สว่าง ไม่หมองคล้ำ จับแล้ว นุ่มนวล ละเอียด รูขุมขนแลดูกระชับ
  2. ระหว่างวันไม่มันเยิ้ม รองพื้นไม่ดรอป เมคอัพไม่เลือนหาย แลดูสดเหมือนพึ่งแต่ง

แต่จะมีบางช่วงที่เรารู้สึกว่าผิวขาดน้ำคือ สัมผัสแล้วกระด้าง ตบแล้วไม่เด้ง เหี่ยว เราก็จะปรับ Regimen ใหม่อีกครั้ง

 

ต่อมาจะเป็นการยกตัวอย่าง K-beauty ของมี่นะคะ

K-beauty 1

มีอยู่ทั้งหมด ขั้นตอนค่ะ

  1. BHA Toner
  2. DHC F1 fresh lotion
  3. Eye cream
  4. Marine collagen serum
  5. Serum น้ำผึ้ง
  6. It’s Skin GF effector
  7. โลชั่นน้ำดอกมะลิ
  8. ครีมปลาดาว
  9. โทนเนอร์นมแพะ (อันนี้ถึงจะชื่อโทนเนอร์ แต่เนื้อเป็นแบบครีม ค่อนข้างมัน)

ถ้าเป็นกลางวันจะจบด้วยนมแพะ แล้วทากันแดดค่ะ

ถ้าเป็นกลางคืน จะทาต่อด้วย

  1. Real barrier cream
  2. Olive oil ของ Watsons จีน
  3. Mamonde rose pack เป็นบางวัน (Special care)

 

ช่วงนี้ผิวจะนุ่มลื่มชุ่มชื้นค่อนข้างมาก แต่ใช้เวลากับการบำรุงผิวค่อนข้างนานเหมือนกันค่ะ

 

เอาหละ เราลองมาดูหลักการพื้นฐานของการทำ Skincare diet นะคะ

Skincare diet ที่เป็นที่นิยม ทำได้ 2 แบบใหญ่ๆ

  1. หยุดทุกอย่าง เพื่อ Reset ผิว ทาแค่กันแดดในตอนกลางวัน (ส่วนตัวไม่แนะนำเพราะว่า หลังล้างหน้า ไขมันที่ดี และสารอุ้มน้ำจากผิวจะถูกชะล้างออกไปด้วย เราควรเติมน้ำและน้ำมันคืนให้ผิว)
  2. ลดจำนวนลง เหลือแค่ราวๆ 2 – 3 ชิ้น ตามความต้องการผิว (ไม่นับยาที่ต้องใช้ตามแพทย์/เภสัชกร)

 

เพราะฉะนั้นการจะเริ่ม Skincare diet สิ่งที่เราต้องทำก่อน คือ โฟกัส หาปัญหาผิวของเราก่อน ว่าเราอยากบำรุง หรือ มีปัญหา มีความต้องการอะไรเป็นพิเศษไหม ก่อนค่อยมาเลือกสกินแคร์ค่ะ

เช่น

  • ผิวแห้ง: Hyaluron + Ceramide
  • ไวท์เทนนิ่ง: วิตามินซี บี3 และสาร Whitening ต่างๆ
  • ริ้วรอย: วิตามินซี บี3 เอ และสารบำรุงต่างๆที่ช่วยดูแลเรื่องริ้วรอย
  • สิว: BHA toner หรือ Witch hazel + ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของสารกระชับรูขุมขน
  • รอยแดง: กลุ่มเติมน้ำ และ กลุ่ม Soothing เช่น ว่านหางจระเข้ Rose water
  • ผิวบอบบางแพ้ง่าย: Hyaluron + Ceramide

 

สำหรับประโยชน์และข้อจำกัดของ Skincare diet เท่าที่มี่พยายามรวบรวมมาคือ

ประโยชน์

  1. ใช้เวลาในการดูแลผิวลดลง
  2. ประหยัดเงินในการซื้อสกินแคร์มากขึ้น
  3. สภาพผิวดีขึ้น (สำหรับบางคน)
  4. ลดการสัมผัสสารเคมีที่ไม่จำเป็นกับผิว ทำให้สุขภาพผิวดีขึ้น

ข้อจำกัด

  1. ผลิตภัณฑ์เพียงไม่กี่อย่างอาจไม่ตอบโจทย์ทุกปัญหาผิว
  2. ผิวอาจแห้งระหว่างวัน

 

สำหรับส่วนตัวมี่มีมุมมองเกี่ยวกับเรื่อง Skincare diet คือ ถ้ามีปัญหาผิวแห้ง จะใช้วิธีนี้ได้ค่อนข้างยากค่ะ เพราะเราอาจจะรู้สึกว่า มอยส์เจอร์ที่ใช้อาจจะยังไม่เพียงพอ

ส่วนคนที่มีปัญหาผิวมัน อาจจะรู้สึกว่า ลดจำนวนชิ้นของ Skincare ลงแล้วสบายผิวมากขึ้น

  1. สุดท้ายนี้อยากบอกว่า การตอบสนองของแต่ละคนต่อเครื่องสำอางจะไม่เหมือนกันนะคะ บางคนใช้แล้วดี แต่บางคนอาจจะไม่ดีก็ได้
  2. การแพ้ การระคายเคือง การอุดตัน เป็นเรื่องที่ไม่สามารถคาดเดาได้แบบ 100% แต่การอ่านส่วนผสมและเลี่ยงสารที่เคยเกิดปัญหาให้เรา จะช่วยลดโอกาสเกิดอาการเหล่านี้ได้ โดยหลักการพื้นฐานคือ คนที่เคยแพ้ส่วนผสมหนึ่งๆ มักจะเกิดการแพ้ซ้ำๆ กันได้อีกกับสารเดิม หรือ สารที่มีโครงสร้างคล้ายๆกัน (ชื่อคล้ายๆกัน)
  3. การเลือกผลิตภัณฑ์ บางทีก็เหมือนเป็นการลองผิดลองถูก เราอาจจะต้องลองดูว่า แบบไหนถึงจะได้ผลิตภัณฑ์ และ Regimen ที่ดี และเหมาะสมกับผิวเรามากที่สุด

 

 

Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสมเซรั่มน้องใหม่คนสุดท้องจาก DermArtlogy กับ Ageless barrier rejuvenating serum

สวัสดีค่ะ

เชื่อว่าหลายๆท่านน่าจะจำ Skincare ของแบรนด์ Dermartlogy จากเกาหลีกันได้อยู่นะคะ นางมีสินค้าตัวดังเป็น Ageless cream ที่เอามาเบลนด์คู่กับ Ampoule ต่างๆ ตามสภาพผิว หรือความต้องการของเรา ซึ่งมี่ก็ได้รีวิวไว้แล้วนะคะ สามารถติดตามได้ที่ลิงค์นี้เลยค่ะ >>Click<<

ตอนนี้ทางแบรนด์ได้ Launched ผลิตภัณฑ์ใหม่ออกมาค่ะ เป็นตัวเซรั่มที่มีชื่อว่า Ageless barrier rejuvenating serum ส่วนผสมก็อัพเกรดมาจากตัว Ageless cream อีกขั้นหนึ่ง แต่เนื้อเบามากเรียกได้ว่าเหมาะกับสภาพอากาศบ้านเรามากๆ

หลังจากได้ลองใช้มาราวๆเดือนกว่า ก็เลยขอหยิบเอามารีวิวสักหน่อย

นางมาในหน้าตาประมาณนี้ค่ะ

derm 4

ตัวแพคเกจเป็นขวดพลาสติกเนื้อหนา แบบมีหลอดหยดอยู่ด้านใน

derm 5

เนื้อเซรั่มเป็นแบบโปร่งแสง (Translucent) คือไม่ใสไม่ขุ่น ไม่มีน้ำหอม เลยไม่มีกลิ่นนะคะ อาจจะได้กลิ่นจางๆของวัตถุดิบอยู่นิดหน่อย

derm 1

เนื้อเกลี่ยง่าย ให้ความรู้สึกเย็น ค่อนข้างชุ่มชื้น ให้สัมผัสที่ค่อนข้างนุ่มและเรียบเนียนค่ะ

derm 2

ค่า pH อยู่ที่ราวๆ 5 นะคะ

derm 3

สำหรับส่วนผสมเป็นดังนี้ค่ะ

ส่วนผสม ageless

วันนี้ส่วนผสมมีหลายสีหน่อยนะคะ

โดยขอเริ่มที่พระเอกของเรา สีบานเย็น ก่อนเลยค่ะ

Hexacarboxymethyl dipeptide-12 ตัวนี้มีชื่อทางการค้าว่า AquatideTM ซึ่งเป็นเปปไทด์ตัวดังที่มาจากทางเกาหลี เปปไทด์ตัวนี้มีคุณสมบัติหลายประการเลยค่ะ โดยทางผู้ผลิตเคลมว่าเป็น Skincare vaccine ช่วยให้ผิวเราแข็งแรง โดยสารมีคุณสมบัติเพิ่มการทำงานของ Barrier ผิว ลดการระเหยของน้ำออกจากผิว ต่อต้านอนุมูลอิสระ และมลภาวะ ลดการอักเสบ และปรับสมดุลให้แก่ผิว นอกจากนี้ยังเสริมกระบวนการ Autophagy ตามธรรมชาติของผิวค่ะ

Autophagy เป็นศัพท์เทคนิคทางชีววิทยา ตีความง่ายๆประมาณว่า เป็นปฏิกิริยาที่เซลล์ในร่างกายทำลายเซลล์ตัวเอง แล้วนำเอาองค์ประกอบภายในเซลล์ที่โดนทำลายไป ไป Recycle สร้างเซลล์ใหม่ออกมาทดแทน เพื่อให้ร่างกายทำหน้าที่ได้อย่างปกติ

autophagy

(Image from Incospharm Corporation)

สำหรับที่ผิวหนังพบว่าการ Autophagy ของเซลล์ผิวหนังจะทำให้ผิวทำงานได้ดีขึ้น มี Barrier ที่แข็งแรงขึ้น จึงสามารถลดการระเหยของน้ำออกจากผิวได้ดี ผิวชุ่มชื้นมากขึ้น

ทางผู้ผลิตวัตถุดิบมีการทดสอบในอาสาสมัคร และ Claim ว่า ช่วยลดความรุนแรงของสิวในอาสาสมัครลง

aqua acne

(Image from Incospharm Corporation)

 

มีงานวิจัยที่ทดสอบประสิทธิภาพของ Aquatide ทั้งในระดับหลอดทดลองและในอาสาสมัคร พบว่า เปปไทด์ตัวนี้มีคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระ ปกป้องเซลล์ผิวหนังจากความเครียด สำหรับผลในอาสาสมัครที่ใช้ตำรับ Aquatide เป็นเวลา 8 สัปดาห์ มีความยืดหยุ่นของผิวเพิ่มขึ้น และ โปรตีนที่ถูกออกซิไดส์จากอนุมูลอิสระ โดยวัด Carbonylated protein พบว่ากลุ่มที่ใช้ Aquatide มีโปรตีนเหล่านี้น้อยกว่า ซึ่งหมายถึง Aquatide สามารถปกป้องโปรตีนในผิวไม่ให้ถูกทำลายเพราะอนุมูลอิสระจนเกิดเป็นความเหี่ยวขึ้นมา (J Cosmet Dermatol. 2019 Feb;18(1):197-203.)

 

Methyl caprooyl tyrosinate ตัวนี้มีชื่อทางการค้าว่า Defensamide ออกฤทธิ์โดยไปเพิ่มการสังเคราะห์ Antimicrobial peptides (AMP) ตามธรรมชาติของผิว จึงส่งเสริมและปกป้องผิวจากเชื้อจุลินทรีย์ นอกจากนี้ผู้ผลิตวัตถุดิบยังกล่าวว่า มีคุณสมบัติเพิ่มความชุ่มชื้น ลดการอักเสบระคายเคือง และลดการระเหยของน้ำออกจากผิว ได้ด้วย

 

สีลาเวนเดอร์ เป็นกลุ่มของไขมันและน้ำมันต่างๆ มี่ขอหยิบเฉพาะตัวที่น่าสนใจมาเล่าให้ฟังนะคะ

  • Myristoyl/palmitoyl oxostearamide/arachamide MEA ตัวนี้มีชื่อย่อว่า PC-9S เป็นสิทธิบัตรของทาง Neopharm อิงตามสิทธิบัตรอเมริกา US patent US6221371B1 ของปี 2001 Claim ว่าให้ประโยชน์ในการเหนี่ยวนำให้ผิวสร้างไขมันใหม่ออกมาฟื้นฟู Barrier ผิวที่เสียหาย มีรายงานการวิจัยทดสอบประสิทธิภาพของสารนี้ในหนูทดลอง พบว่า ตัวนี้เมื่อใช้ร่วมกับไขมันชนิดที่มีในผิว (Physiological lipids) สามารถกระตุ้นให้ผิวเรามีการสร้างตัวรับที่มีชื่อว่า PPAR-α ออกมา ซึ่งมีประโยชน์ในการลดการอักเสบของผิว และสามารถต้านผลเสียของสเตียรอยด์ที่ไปทำให้ผิวบาง Barrier ผิวเสื่อม น้ำระเหยออกจากผิวได้มาก การใช้ PC-9S จะช่วยเร่งการฟื้นฟู Barrier ผิวได้ดีขึ้น (Arch Dermatol Res. 2015 Nov;307(9):781-92.)
  • Phytosterols และ Sterols จาก Rapeseed (Brassica campestris sterols) มีคุณสมบัติในการลดการอักเสบระคายเคือง
  • Cholesterol เป็นส่วนหนึ่งของ Barrier ผิว จึงช่วยทดแทนไขมันที่เป็น Barrier ให้กับผิว
  • น้ำมันแมคคาเดเมีย ประกอบด้วยกรดไขมันที่เป็นส่วนหนึ่งของ Barrier ผิว จึงช่วยทดแทนไขมันที่เป็น Barrier ให้กับผิว

สีฟ้า เป็นกลุ่มของสารเติมน้ำให้กับผิว มี่ขอหยิบเฉพาะตัวที่น่าสนใจมาเล่าให้ฟังนะคะ

  • Panthenol หรือ โปรวิตามินบี 5 นอกจากประโยชน์ในการเพิ่มความชุ่มชื้นแล้ว นางยังมีคุณสมบัติในการลดการอักเสบและระคายเคืองของผิวด้วย
  • Hyaluronic acid 2 รูปแบบ มีประโยชน์ในการเติมน้ำให้ผิวเช่นกัน

สีเขียวแก่ เป็นครอบครัวจากบัวบกค่ะ

Centella asiatica extract คือ สารสกัดจากบัวบก ซึ่งมีปะโยชน์ต่อผิวในหลายประการ ซึ่งถ้าดูตามลำดับส่วนผสมจะเห็นว่ามีการใช้สารสกัดจากบัวบกในลำดับแรก และยังเสริมสารบริสุทธิ์ที่เป็น Active phytochemical ในบัวบก อย่าง Madecassoside, Asiaticoside, Madecassic acid, และ Asiatic acid เข้ามาทั้งครอบครัว ซึ่งสารเหล่านี้มีประโยชน์ในด้านการลดการอักเสบ เสริมการสมานแผล ชะลอวัยลดเลือนริ้วรอย เป็น Antioxidant และอื่นๆอีกหลายชนิด

Chemical-structures-of-asiaticoside-madecassoside-asiatic-acid-and-madecassic-acid

(Image from https://www.researchgate.net/figure/Chemical-structures-of-asiaticoside-madecassoside-asiatic-acid-and-madecassic-acid_fig1_235368762)

 

ส่วนสารบำรุงที่เหลือก็เรียกได้ว่า เลือกมาได้น่าสนใจไม่แพ้กันนะคะ ไม่ว่าจะเป็น Niacinamide ที่มีประโยชน์ที่ดีกับผิวหลายอย่าง รวมไปถึง Zinc gluconate และ สารยอดฮิตอย่าง Allantoin และ Dipotassium glycyrrhizate ที่ให้ประโยชน์ในเชิงของการลดการอักเสบระคายเคืองของผิว และให้ความรู้สึกสบายผิว

ตัวเบสเป็นเบสแบบกึ่งๆอิมัลชั่นเจล มีลักษณะโปร่งแสง

 

มาให้คะแนนกันดีกว่าค่ะ

  1. สารบำรุง เซรั่มตัวนี้เป็นเซรั่มที่อัดแน่นมาด้วยสารบำรุงที่ให้ประโยชน์ในการเสริมสร้างผิวให้แข็งแรง เพิ่มความชุ่มชื้น พร้อมทั้งชะลอวัย ลดเลือนริ้วรอยไปพร้อมๆกัน เพื่อให้มีผิวสุขภาพดี มีความทนทานต่อมลภาวะต่างๆมากขึ้น จุดนี้ถือว่าทำมาได้ค่อนข้างดี ให้ไป 5 ฟลาสก์
  2. ส่วนผสมอื่นๆ ไม่มีส่วนผสมของสารที่ไม่เป็นมิตรกับผิว ให้ไป 5 ฟลาสก์
  3. การใช้งาน ส่วนตัวมี่ได้รับผลิตภัณฑ์ตัวนี้มาตั้งแต่ช่วงก่อนปีใหม่ และก็ใช้มาตลอดจนตอนนี้ก็ราวๆ 2 เดือน สิ่งที่ประทับใจคือ เราสัมผัสได้เลยว่าผิวเรามีความแข็งแรงขึ้น นุ่มและกระชับขึ้น และดูมีสุขภาพดีขึ้น แต่ว่าส่วนตัวคือมีผิวผสม/แห้ง คิดว่าเซรั่มตัวนี้อันเดียวยังให้ความชุ่มชื้นไม่พอ ต้องทาครีมทับอีกชั้นหนึ่ง ถึงจะเพียงพอ อาจจะด้วยช่วงนี้ยังอยู่ในช่วงฤดูหนาว (2 ม.ค. – 15 ก.พ.) ซึ่งอากาศแห้ง เลยทำให้ผิวแห้งง่ายกว่าเดิมก็ได้ ถ้าอย่างไรตอนหน้าร้อน อาจจะมาอัพเดทอีกทีค่ะ จุดนี้ขอให้ 4 ฟลาสก์ไว้ก่อนนะคะ

คะแนน derm

สุดท้ายนี้ขอขอบคุณทางเพจ Dermskinstore และทางแบรนด์ DermArtlogy ด้วยนะคะ ที่ส่งสินค้าดีๆมาให้มี่ได้ทดลองใช้ และขอบคุณทุกๆท่านด้วยค่ะที่ติดตามรับชมมาจนจบค่ะ

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติม สามารถติดต่อสอบถามได้ที่ทางแบรนด์ DermArtlogy โดยตรงเลยนะคะ

https://www.facebook.com/DermArtlogyThailand/

 

Disclaimer/conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากทางแบรนด์ DermArtlogy การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสมตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล ผู้เขียนไม่ได้มีผลประโยชน์ใดๆในการขายสินค้าและไม่ได้รับค่าตอบแทนในการรีวิว โปรดใช้วิจารณญาณ

Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสม เซรั่มแต้มสิวนวัตกรรม Microneedle จากเกาหลี ของแบรนด์ Benia III กับ Ac Noticle spot serum

สวัสดีค่ะ

วันนี้มี่หยิบยกเอาเจลแต้มสิวตัวหนึ่งที่น่าสนใจมารีวิวให้ได้ชมกันค่ะ

เจลตัวนี้มี่ไปได้มาจากงาน K-beauty expo เมื่อปีที่ผ่านมา แต่พึ่งมีโอกาสได้ใช้ และพอไปลองตามแบรนด์บนเว็บไซต์ของแบรนด์ ก็รู้สึกว่าแบรนด์นี้เป็นแบรนด์หนึ่งที่น่าสนใจ มีสกินแคร์เจ๋งๆ หลายชิ้นมาก

เจลแต้มสิววันนี้มีชื่อว่า Ac Noticle spot serum จากแบรนด์ Benia III (Benia 3) ค่ะ

หน้าตาเป็นแบบนี้นะคะ

benia 4

มาในหลอดสีส้ม/ขาว พร้อมกับช้อน 1 อัน ซึ่งตอนแรกเราก็งง ให้ช้อนมาทำไมอะ เดี๋ยวมาเฉลยตอนวิเคราะห์ส่วนผสมนะคะ

benia 5

ตัวเจลเป็นเนื้อสีเหลืองอ่อน มีกลิ่นอ่อนๆ

benia 1

ตอนเกลี่ยจะให้สัมผัสสากๆ เวลานวดจะได้ความรู้สึกยุบยิบๆ บรรยายไม่ถูกเหมือนกันค่ะ อ่านถึงตรงนี้อย่าพึ่งกลัวนะคะ รอวิเคราะห์ส่วนผสมจ้า เขามีทีเด็ดซ่อนอยู่

benia 2

แต่ถ้าไม่นวดก็จะไม่ได้ความรู้สึกยิบๆแสบๆทิ่มแทงแบบนี้ค่ะ แค่เหมือนทาเจลปกติ

วันนี้ไม่ได้วัดค่า pH ให้นะคะ

สำหรับส่วนผสมเป็นดังนี้ค่ะ

สผส benia

จากรูปคือส่วนผสมส่วนใหญ่จะเป็นสารบำรุงนะคะ ในภาพรวมนางมาในเบสแบบน้ำ ใช้สารสกัดจากชาเขียวเป็นเนื้อหลัก ไม่มีซิลิโคน ไม่มีน้ำหอม มีน้ำมันจากพืชธรรมชาติ และน้ำมันหอมระเหยอยู่นิดหน่อย และ มี alcohol ติดมานิดหน่อยค่ะ เข้าใจว่าน่าจะมากับส่วนผสม ไม่ก็ใส่มาช่วยละลายสารอะไรบางอย่าง

เรามาดูส่วนผสมที่น่าสนใจกันดีกว่านะคะ

สีชมพู

Hydrolyzed sponge ตัวนี้เป็นวัตถุดิบที่เคลมว่า ได้มาจากฟองน้ำในท้องทะเล เมื่อนำมาผ่านกรรมวิธีบางอย่างก็จะได้ส่วนที่เรียกว่า Spicule ที่มีลักษณะโครงสร้างเป็นรูปเข็ม ดังภาพค่ะ

20181221150393799379

(Image from Hunan Sunshine Bio-Tech Co.,Ltd)

ส่วนของ Spicule ก็เปรียบได้กับ Bio-polymer รูปเข็ม และทางแบรนด์เรียกเทคโนโลยีนี้ว่า Pore needle therapy ซึ่งใช้ Bio-polymer รูปเข็มนี้ในการนำส่งเอาสารบำรุงเข้าสู่ผิว เหมือนการทำ Microneedle นั่นเอง

benia 3

(Image from Benia III)

 

ถ้าดูที่ข้อมูลจากผู้ผลิตวัตถุดิบ คือ บ. Hunan Sunshine Bio-Tech ทางบ.ก็เคลมว่าการใช้ Polymer รูปเข็มตัวนี้ก็สามารถเสริมการทำงานและฟื้นฟูผิวตามธรรมชาติได้ด้วยค่ะ

20181221150454225422

(Image from Hunan Sunshine Bio-Tech Co.,Ltd)

ประมาณว่า ถ้าเราทาให้เอานิ้วมือนวดๆ ให้เข็มนี้ทิ่มแทงลงไปบนผิว นางก็จะลงไปในผิว และทำให้ผิวเราเกิดความเสียหาย ซึ่งจะไปกระตุ้นให้เกิดการซ่อมแซมและฟื้นฟูตัวเองขึ้นมาใหม่ค่ะ ซึ่งในเจลแต้มสิวนี้ นางก็จะมีช้อนมาให้ ตอนแรกดิฉันก็งงว่า จะให้ชั้นเอาช้อนมาทำอะไร ??? พออ่านไปซักพักก็เลยเริ่มอ๋อ เอามานวดให้เข็ม Spicule ของฟองน้ำแทงลงไปเพื่อนำส่งสารลงรูขุมขน

แต่ข้อควรระวังก็คือ

  1. ไม่เหมาะกับผิวบอบบางแพ้ง่าย
  2. ไม่ควรใช้กลางวัน อาจทำให้เกิดการแพ้แสงแดดได้ง่ายขึ้น

 

ส่วนผสมสีน้ำตาล จะเป็นกลุ่มของพวก Hyaluronic acid ที่มีประโยชน์ในการเติมน้ำให้ผิว

ส่วนผสมสีเขียว จะเป็นสารสกัดบัวบกและลูกหลาน โดยสารสกัดจากบัวบก ซึ่งมีปะโยชน์ต่อผิวในหลายประการ ซึ่งถ้าดูตามลำดับส่วนผสมจะเห็นว่ามีการใช้สารสกัดจากบัวบกในลำดับแรก และยังเสริมสารบริสุทธิ์ที่เป็น Active phytochemical ในบัวบก อย่าง Madecassoside, Asiaticoside, Madecassic acid, และ Asiatic acid เข้ามาทั้งครอบครัว ซึ่งสารเหล่านี้มีประโยชน์ในด้านการลดการอักเสบ เสริมการสมานแผล ชะลอวัยลดเลือนริ้วรอย เป็น Antioxidant และอื่นๆอีกหลายชนิด

Chemical-structures-of-asiaticoside-madecassoside-asiatic-acid-and-madecassic-acid

(Image from https://www.researchgate.net/figure/Chemical-structures-of-asiaticoside-madecassoside-asiatic-acid-and-madecassic-acid_fig1_235368762)

 

สารบำรุงสีเขียวแก่ เป็นน้ำมันจากพืชธรรมชาติ อย่าง Borage กับ เมล็ดชา ที่มีกรดไขมัน ให้ความชุ่มชื้น และทดแทนไขมันให้แก่ Barrier ผิว

สารบำรุงที่เหลือแทนด้วยสีฟ้า มี่ขอเลือกมาเล่าเฉพาะตัวที่น่าสนใจนะคะ

  • Hydroxyacetophenone ตัวนี้นางเป็นสารที่มีกลิ่น ที่เราพบได้ใน Castoreum จากบีเวอร์ ใช้ในวงการน้ำหอม แต่นางมีฤทธิ์เป็น Antioxidant และหลังๆในอุตสาหกรรมสังเคราะห์ขึ้นมาค่ะ โดยใช้ประโยชน์เป็น Antioxidant, ตัวลดการอักเสบระคายเคือง และ ตัวเสริมประสิทธิภาพสารกันเสีย
  • วิตามิน 3 ชนิด ได้แก่ อี บี 5 และ บี 6 ซึ่งให้ประโยชน์รวมๆ ในด้าน Antioxidant ลดการอักเสบระคายเคือง เพิ่มความชุ่มชื้น และควบคุมความมัน
  • Copper tripeptide-1 ตัวนี้เป็นเปปไทด์สายสั้นๆที่จับกับแร่ธาตุ Copper หรือ GHK-Cu เป็นเปปไทด์สายสั้นๆที่จับกับแร่ธาตุ Copper มีฤทธิ์กระตุ้นการสมานแผล เสริมการฟื้นฟูสภาพผิว กระตุ้นการสังเคราะห์ Collagen และ Matrix ต่างๆใน Dermis และป้องกันไม่สารเหล่านี้สลายตัว มีประโยชน์ในด้านการเพิ่มความหนาแน่น ความยืดหยุ่น ความกระชับของผิว ลดริ้วรอย และเสริมการแบ่งตัวของเซลล์ Keratinocyte ในผิวหนังชั้นนอก จึงให้ประโยชน์รวมๆเป็น Anti-aging ที่ดี (BioMed Research International. 2015; https://doi.org/10.1155/2015/0648108) ข้อมูลจากผู้ผลิตวัตถุดิบกล่าวว่า GHK-Cu เป็นตัวนำส่งแร่ธาตุ Cu ลงไปให้ผิว โดยแร่ธาตุ Cu พบเป็นองค์ประกอบของเอนไซม์ Lysylperoxidase ที่ใช้ในการสร้าง Hydroxylysine ในขั้นตอนการสร้างคอลลาเจนของเซลล์ Fibroblast (TDS Copper tripeptide-1, ExperChem Limited)

 

โดยรวมถือว่าเป็นผลิตภัณฑ์ที่คัดสรรสารบำรุงมาได้เหมาะกับการดูแลปัญหาสิวได้อย่างลงตัวและครบวงจรเลยทีเดียวค่ะ ที่สำคัญคือโดดเด่นด้วยนวัตกรรมการใช้ Hydrolyzed sponge ที่เป็นรูปเข็ม เพื่อเสริมการนำส่งสาร และการฟื้นฟูผิวตามธรรมชาติ

แต่เสียดายที่การโปรโมท/การตลาดไม่ค่อยดังนัก เลยไม่ค่อยเป็นที่รู้จักเท่าไหร่ค่ะ

ส่วนตัวมี่ได้มาจากงาน K-beauty Expo เลยไม่แน่ใจนะคะว่าในไทย หรือในเกาหลีจะหาซื้อได้ตรงไหน ถ้าสถานการณ์ไวรัสดีขึ้น เดี๋ยวจะลองไปแอบส่องตามร้านให้ค่ะ

ราคาที่หน้าเว็บของแบรนด์ อยู่ที่ 33,000 วอน หรือ ราวๆ 990 บาทค่ะ แอบแพงเหมือนกันนะ ตอนนี้เลยต้องกระมิดกระเมี้ยนใช้แค่กับบริเวณจมูก เพื่อดูแลสิวเสี้ยนค่ะ

สำหรับวันนี้มี่คงต้องขอตัวไปก่อนนะคะ พบกันใหม่โอกาสต่อไปสวัสดีค่ะ

Disclaimer/conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับมาจากทางแบรนด์ Benia ในนิทรรศการ K-beauty Expo การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสมตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล ผู้เขียนไม่ได้มีผลประโยชน์ใดๆในการขายสินค้า โปรดใช้วิจารณญาณ

Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสม ครีมหอยทาก Bomul สูตรปรับปรุงใหม่ ผสานพลัง EGF กับ Bomul Snail + EGF repairing natural skin cream

ถ้าย้อนกลับไปเมื่อราวๆ 5 ปีก่อน เมือกหอยทากนี่เรียกได้ว่าเป็นส่วนผสมตัวหนึ่งที่ป๊อบปูลาร์มากๆ ดังเป็นพลุแตก ไม่ว่าจะงานเกา งานไทย ก็มีพี่หอยของเราเป็นตัวชูโรงค่ะ

สำหรับจุดกำเนิดของการใช้เมือกหอยทากในการบำรุงผิวในทางเครื่องสำอางก็มีการศึกษามาหลายปีแล้วเหมือนกัน กว่าจะออกมาเป็นผลิตภัณฑ์ได้ โดยคุณสมบัติหลักๆของเขาก็คือเน้นไปในเชิงด้านการลดเลือนริ้วรอย ชะลอวัย และช่วยให้ความรู้สึกสบายผิว (Soothing effect)

วันนี้มี่ก็เลยขอหยิบเอาครีมหอยทากแบรนด์ดั้งเดิมแบรนด์หนึ่งจากเกาหลี แบรนด์ Bomul ซึ่งมี่เคยได้รีวิวไว้เมื่อ 5 ปีที่ผ่านมา (ลิงค์ของสูตรเก่าค่ะ >>>Click<<<)

แต่วันนี้ขอหยิบมารีวิวอีกรอบเพราะว่า ทางแบรนด์ปรับสูตรใหม่ให้ดีกว่าเดิม และเพิ่มส่วนผสมของ EGF (หรือ Epidermal growth factor) ลงมาด้วย

น้องมีหน้าตาเป็นแบบนี้ค่ะ

bo 1

ถ้าเทียบกับกระปุกของสูตรเดิม จะเห็นได้ว่าต่างกันอยู่เล็กน้อยนะคะ

bo 2

เนื้อครีมถ้าเทียบกับสูตรเก่าในความทรงจำ รู้สึกว่าจะเบาขึ้น มีกลิ่นหอมอ่อนๆ

bo 3

เกลี่ยได้ง่าย ซึมไว ให้ความรู้สึกเย็น สบายผิว ไม่เหนียวเหนอะหนะ

bo 4

สำหรับส่วนผสมเป็นดังนี้นะคะ

สผส bomul

ในภาพรวมเป็นครีมที่มาในเบสแบบอิมัลชั่นเจล ด้วยส่วนผสมของน้ำ และน้ำมัน ไม่มีส่วนผสมของซิลิโคน และ แอลกอฮอล์ เสริมสารบำรุงมาหลายชนิด ซึ่งวันนี้มี่ทำไว้ 4 สี ที่จะเล่าให้ฟังต่อไปนะคะ

  • เริ่มที่คู่พระเอก/นางเอกของเรา สีชมพู คือ สารสกัดจากเมือกหอยทาก และ sh-oligopeptide-1
    • สารสกัดจากเมือกหอยทาก ในทางเครื่องสำอางผู้ผลิตได้ Claim ไว้หลายๆด้าน เช่น กระตุ้นการสมานแผล ลดรอยแผลเป็น ลดริ้วรอย เพิ่มความชุ่มชื้น ในส่วนของงานวิจัย มีการทดสอบเชิงคลินิกยืนยันอยู่ 2 ชิ้น เกี่ยวกับเรื่องการลดริ้วรอย และการดูแลผิวที่เป็นริ้วรอยก่อนวัยอันควร (เรียกว่า Photoaging) (Cosmetic Dermatology. 2009; 22(5):250 กับ J Drugs Dermatol. 2013;12(4):453-7.)
    • sh-oligopeptide-1 ตัวนี้คือ EGF มีประโยชน์ในการเสริมกระบวนการเจริญของผิวหนัง ลดเลือนริ้วรอย และกระชับรูขุมขน กล่าวถึง EGF มีรายงานการวิจัยสนับสนุนว่า EGF มีคุณสมบัติเพิ่มความหนาแน่นของชั้นผิวในผู้สูงอายุ (J Drugs Dermatol. 2015;14(10):1147-50.) ลดการเกิดสิวและสิวอักเสบ รวมไปถึงเพิ่มความชุ่มชื้นและควบคุมความมันของอาสาสมัคร (Int J Dermatol. 2014;53(8):1031-6.) ลดริ้วรอย กระชับรูขุมขนและปรับ Texture ของผิวให้เรียบเนียนขึ้น (J Drugs Dermatol. 2012;11(5):613-20.)
  • สีเขียว สารสกัดจากเห็ดหูหนูขาว ทางผู้ผลิตวัตถุดิบเคลมว่าเป็น Hyaluron จากพืช มีคุณสมบัติในการเพิ่มความชุ่มชื้นโดยการดูดจับน้ำให้ผิว
  • สีฟ้า เป็นสารบำรุงอื่นๆ ได้แก่
    • Zanthoxylum piperitum fruit extract สารสกัดจาก Anise pepper ข้อมูลจากผู้ผลิตวัตถุดิบกล่าวว่า ประกอบด้วยสารในกลุ่ม triterpenoid, flavonoid และ tannin ให้ความรู้สึกสบายผิว (Soothing effect) และยังมีรายงานว่ามีคุณสมบัติในการระงับเชื้อแบคทีเรียบางชนิด (Biosci Biotechnol Biochem. 2006; 70(6):1423-31.)
    • Pulsatilla koreana extract สารสกัดจากพืชดอกชนิดหนึ่ง มีรายงานเกี่ยวกับฤทธิ์ในการลดการอักเสบ (BMB Rep. 2012; 45(6):371-6.) สารประกอบกลุ่ม Pulsaquinone ที่พบในพืชนี้มีรายงานว่ามีคุณสมบัติในการยับยั้งเชื้อก่อสิวได้ (Arch Pharm Res. 2009; 32(4):489-94.)
    • Usnea barbata extract สารสกัดจาก Lichen ชนิดหนึ่ง มีรายงานว่าสามารถยับยั้งกระบวนการอักเสบที่เกิดขึ้นจากรังสี UV ในเซลล์ผิวหนัง (J Photochem Photobiol B. 2007; 89(1):9-14.) มีสารพฤกษเคมี Usnic acid ที่ให้ผลดีในการต่อต้านเชื้อจุลินทรีย์ ข้อมูลจากผู้ผลิตวัตถุดิบมีระบุทั้งลดการอักเสบ ลดการเกิดสิว และลดกลิ่นกาย

ส่วนที่เหลือจะเป็น Hydrolyzed placental protein ที่มีประโยชน์ในการเติมน้ำ เพิ่มความชุ่มชื้น และ สารสกัดจากข้าว ซึ่งบางสายพันธ์ก็เป็น Antioxidant ที่ดี

สำหรับสีแดง Lanolin เป็นไขมันที่ได้จากขนแกะ เป็นไขมันทีดี มีฤทธิ์ในการปกป้องผิวรักษาความชุ่มชื้น แต่ข้อเสีย คือ ทำให้อุดตันได้ค่อนข้างง่ายในบางราย แต่ส่วนตัวมี่ใช้ได้ไม่ได้มีปัญหาอะไรค่ะ

มาให้คะแนนกันดีกว่า

  1. สารบำรุง ในครีมมีส่วนผสมของสารบำรุงอยู่หลายชนิด ซึ่งมีประโยชน์ต่อผิวหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นด้านความชุ่มชื้น ฟื้นฟูและปรับสภาพผิว ชะลอวัย ริ้วรอย และด้านรูขุมขน อาจจะได้ประโยชน์ในแง่ของการดูแลปัญหาสิวอยู่ด้วย เพราะมีสารบำรุงที่มีประโยชน์ในด้านนี้อยู่ โดยรวมขอให้ไป 5 ฟลาสก์
  2. ส่วนผสมอื่นๆ ตัวเนื้อครีมเป็นเบสแบบอิมัลชั่นเจล มีส่วนผสมของน้ำ สารที่ละลายได้ในน้ำ และ น้ำมัน ไม่มีแอลกอฮอล์ และซิลิโคน รวมถึงสารอื่นที่ไม่เป็นมิตรกับผิว แต่มีส่วนผสมของ Lanolin อาจจะอุดตันได้ในบางคน ซึ่งในสูตรก็มีการแก้มาด้วยสารสกัดที่ดูแลปัญหาสิว ป้องกันมาแล้ว 1 Step และส่วนตัวมี่เองก็ไม่ได้มีปัญหาอะไร ให้ไป 4 ฟลาสก์
  3. การใช้งาน ส่วนตัวค่อนข้างชอบเนื้อครีม และ Feeling ตอนใช้ครีมตัวนี้ ในช่วงนี้ทางเชียงรายอากาศค่อนข้างแห้งและเย็น ก็มีบ้างที่ครีมตัวนี้ยังชุ่มไม่พอ ต้องหาครีมอื่นมาทับอีกชั้นก่อนนอน แต่คิดว่าในฤดูอื่น น่าจะกำลังเหมาะ สำหรับด้านริ้วรอย ส่วนตัวมี่ช่วงนี้ไม่ได้มีปัญหาในจุดไหนเป็นพิเศษ และระยะเวลาที่ใช้ลองประมาณ 1 เดือน ยังไม่ชัดเจน แต่รู้สึกได้ว่าผิวนุ่มฟู และเรียบเนียนขึ้น จุดนี้ขอให้ 5 ฟลาสก์

คะแนน bo

สำหรับวันนี้ต้องขอขอบคุณทางแบรนด์ Bomul ด้วยนะคะ ที่ยังนึกถึงเพจมียอน และส่งสินค้าดีๆมาให้มี่มีโอกาสได้ทดลองใช้อีกครั้ง และขอบคุณทุกท่านด้วยค่ะที่ติดตามรับชมมาจนจบ

 

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถติดต่อสอบถามได้กับทางแบรนด์ Bomul ได้เลยค่ะ

https://www.bomulofficial.com/

https://www.facebook.com/bomulofficial/

 

พบกันใหม่โอกาสถัดไป สวัสดีค่ะ

 

Disclaimer/conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับมาจากทางแบรนด์ Bomul การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสมตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล ผู้เขียนไม่ได้มีผลประโยชน์ใดๆในการขายสินค้าและไม่ได้รับค่าตอบแทนในการรีวิว โปรดใช้วิจารณญาณ

Image

one ingredient only!!! รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสม น้ำตบ Artemisia จาก Missha กับ Time revolution artemisia treatment essence

สวัสดีค่ะ

หลังๆมาเรามักจะเห็นหลายๆบริษัทเครื่องสำอางพยายามลดจำนวนวัตถุดิบที่ใช้เป็นส่วนผสมในผลิตภัณฑ์บำรุงผิวลง เพื่อลดโอกาสในการเกิดอาการไม่พึงประสงค์ของลูกค้าตามเทรนด์ “Less is more” ที่เริ่มออกมาสักพัก

สำหรับวันนี้ มี่จะมารีวิวและวิเคราะห์ส่วนผสมของน้ำตบสูตร Artemisia จากแบรนด์ Missha ซึ่งมีส่วนผสมเพียงชนิดเดียว ตามเทรนด์ Less is more ที่ใช้ส่วนผสมเพียงชนิดเดียว หรือ One ingredient only

หลังๆมาเราเริ่มเห็นหลายแบรนด์ทำน้ำตบและเซรั่ม Artemisia ออกมาเรื่อยๆ โดยมี Missha เป็นเจ้าแรกค่ะ

มี่เองก็มีโอกาสได้รู้จักกับน้องตอนไปเกาหลีเมื่อเดือน เม.ย. ปี 2562 ที่ผ่านมานี้เองค่ะ สมัยนั้นนางพึ่งออก มีโปร 1+1 ด้วย เห็นว่าน่าลองก็จัดมาขำๆ

แต่พอเอามาใช้จริง กลับชอบมากๆ เฉยเลย และนางก็ติดอันดับ #ลูกรักบ้านมียอน ของปี 2562 ด้วยค่ะ

นางมีหน้าตาเป็นแบบนี้นะคะ

mis 1.JPG

ตัวนี้เห็นเหมือนจะธรรมดา แต่นางก็กวาดรางวัลมามากมายใช่ย่อยนะเออ

500_81104_20190731152813162_81104_20191220093847006mis reward

(Image from Missha Korea official website)

 

นางมาในขวดแก้ว เวลาหิ้ว เราก็จะหนักนิดหน่อย ไม่สิ ต้องบอกว่า ขวดแก้วก็ช่วยปกป้องเนื้อในผลิตภัณฑ์ได้ดีกว่าพวกพลาสติกค่ะ

สำหรับเนื้อน้ำตบเป็นแบบน้ำใส เหลว สีเขียวอมน้ำตาล มีกลิ่นคล้ายผัก+ชา

mis 2

mis 4

แต่เกลี่ยได้ค่อนข้างง่าย แห้งไว ซึมไว อาจจะหนึบๆนิดนึงค่ะ

mis 5

ค่า pH อยู่ที่ราวๆ 5 นะคะ

mis 3

 

สำหรับส่วนผสม แน่นอนว่า มีแค่ตัวน้ำหมัก Artemisia ค่ะ

สผส mis

ด้านข้างกล่องจะเขียนเป็น Artemisia annua extract นะคะ

แต่ที่แบรนด์เคลมจะเป็น Double fermented artemisa ค่ะ

โดยเก็บใบ Artemisia มาจากเกาะคังฮวา ซึ่งเป็นเกาะที่มีภูมิอากาศบริสุทธิ์ นำมาหมัก 2 ครั้ง ครั้งแรกในสภาวะอุ่น ครั้งที่สองในสภาวะเย็น ก่อนจะนำมาสกัดด้วยเทคนิคพิเศษ เพื่อเอาสารบำรุงในใบ Artemisia ออกมาค่ะ

Artemisia_essence_061

(Image from Missha US official site)

เห็น story อะไรแบบนี้แล้วมันจะสะกิดอินเนอร์ของหญิงเป็นพิเศษ เลยทำให้ต้องจัดมาลอง ก่อนจะติดใจนั่นเองค่ะ

 

ว่าแต่ Artemisia นี่มันคืออะไร

Artemisia เป็น Genus ของพืชในสกุล Asteracea ซึ่งเป็นสกุลเดียวกับดาวเรือง โดย Genus Artemisia ประกอบด้วยสมุนไพรและพืชผักหลายร้อยชนิดนะคะ เช่น

  • Artemisia vulgaris หรือ Mugwort ที่เอาไปหมักเบียร์ได้
  • Artemisia annua หรือ Sweet wormwood ที่เคยมีประวัติเอาไปสกัดสาร Artemisinin มาทำเป็นยาต้านมาลาเรีย
  • Artemisia argyi เป็นยาในตำรับยาแพทย์แผนจีน
  • Artemisia capillaris มีประโยชน์เป็นสมุนไพรช่วยให้หลับ
  • Artemisia lactiflora คือ จิงจูฉ่าย ที่ใช้เป็นอาหาร

ยังมีอีกมากมายหลายชนิดเลยทีเดียวค่ะ

วันนี้เราจะมาโฟกัสกันที่ Artemisia annua ซึ่งเป็น Sweet wormwood ที่ทางแบรนด์ใช้นะคะ

ใบของน้องมีหน้าตาประมาณนี้ค่ะ

artemisia-annua-benefits.jpg

(Image from https://ezhealthnews.com/artemisia-annua-natural-healthcare-herb-to-treat-cancer-and-malaria/)

 

ในใบของต้นนี้ ประกอบด้วยสารพฤกษเคมีในกลุ่ม Phenolics มากมายหลายชนิดเลยทีเดียว

Schermata_11-2457342_alle_16.54.16.png

(Eleoig [CC BY-SA 4.0 (https://creativecommons.org/licenses/by-sa/4.0)%5D)

ซึ่งมีประโยชน์เป็น Antioxidant มีประโยชน์ในเชิงลดการอักเสบระคายเคือง และด้านอื่นๆอีกมากมายค่ะ

สำหรับข้อมูลจากทางแบรนด์ ได้กล่าวว่า สารสกัดนี้มีประโยชน์ในการลดการระคายเคืองและให้ความรู้สึกสบายผิว (Soothing effect) โดยมีการทดสอบในอาสาสมัคร พบว่า สามารถลดระดับความระคายเคือง และอุณหภูมิของผิวได้ถึง 8.4% เลยทีเดียว

mis clinical

(Image from Missha Korea official website)

หลังจากส่วนตัวใช้มาหลายเดือน ก็รู้สึกว่าผิวแข็งแรง และรู้สึกสบายผิวมากขึ้นตามที่แบรนด์เคลมค่ะ

 

ที่สำคัญส่วนผสมก็แลดูมีความเป็นมิตร เพราะไม่มีสารที่อาจก่ออันตรายให้กับผิวอยู่เลย

 

และล่าสุดมี่ลองเข้าไปเชคในเว็บของ Missha Korea นางออกสินค้าไลน์ใหม่มาอีก 4 ชิ้นเลย

20191127170805_oocredsz

(Image from Missha Korea official website)

มีทั้ง

  • Pack foam cleanser อันนี้เป็น 2 in 1 mask + foam cleanser ค่ะ
  • Ampoule อารมณ์คล้ายๆเซรั่มค่ะ ตัวนี้ก็น่าสนนะคะ แต่ยังไม่มีโอกาสได้ลอง
  • Mist สเปรย์ฉีดบำรุงผิว
  • Mask sheet

 

เรียกได้ว่าน่าโดนไปหมด และก็น่าสงสัยว่า สินค้าตัวอื่นจะมี Artemisia อยู่เท่าไหร่กันเนาะ ถ้ามีโอกาสได้ไปเกาหลีอีกจะไปสืบเสาะมาให้ค่ะ 🙂

สำหรับวันนี้ขอไม่ให้คะแนนนะคะ เนื่องจากมีส่วนผสมชนิดเดียว เลยไม่รู้จะให้คะแนนอย่างไรดี พบกันใหม่โอกาสถัดไป สวัสดีค่ะ

Disclaimer/conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ซื้อด้วยตนเอง การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสมตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล และผู้เขียนไม่ได้มีผลประโยชน์ใดๆในการขายสินค้า โปรดใช้วิจารณญาณ

Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสม Cleansing water จากประเทศโปแลนด์ กับ Elfa Pharm Green pharmacy micellar solution 3 in 1 Oat

สวัสดีค่ะ

วันนี้มี่นำเอา Cleansing water ตัวหนึ่งที่น่าสนใจ มาวิเคราะห์ส่วนผสมและรีวิวให้ได้ชมกันนะคะ

ส่วนตัวเคยเห็นแบรนด์แบรนด์นี้ในร้าน Watsons มาซักพักแล้ว แต่พึ่งมีโอกาสได้ลองใช้งาน เมื่อทางบริษัทที่นำเข้าสินค้าส่งมาให้มี่เมื่อหลายเดือนก่อน

พอใช้แล้วก็ติดใจ เลยเอามาเล่าสู่กันฟังต่อไปค่ะ

สำหรับ Cleansing water ตัวนี้มาจากบริษัท Elfa pharm ประเทศโปแลนด์ ในแบรนด์ Green pharmacy กับ micellar solution 3 in 1 สูตร Oat ค่ะ

สูตรนี้มีหน้าตาเป็นแบบนี้ค่ะ

gp 5.JPG

 

ความสามารถในการทำความสะอาดก็ถือว่าโอเคเลยหละ

สามารถเช็ดทำความสะอาดลิปแมทท์ได้ ด้วยการวางแปะไว้ประมาณ 10 วินาที ในครั้งแรก และ Eyeliner กันน้ำ ในการเช็ดครั้งที่สองค่ะ

 

 

สำหรับค่า pH นั้นอยู่ที่ราวๆ 6 นะคะ

gp 6

 

มีส่วนผสมเป็นดังนี้

สผส green pharma

จากส่วนผสมวันนี้มีอยู่ 3 สีนะคะ

  • สีชมพู เป็นสารทำความสะอาดในผลิตภัณฑ์ ประกอบด้วย 2 ตัว คือ Sodium cocoamphoacetate ซึ่งมีความอ่อนโยน ร่วมกับ Polysorbate 20 ที่เป็นสารทำความสะอาดชนิดไม่มีประจุ
  • สีม่วง สารชื่อยาวๆตัวนี้น่าสนใจค่ะ Maltooligosyl glycoside/Hydrogenated starch hydrolysate เป็นสารดัดแปลงมาจากแป้งธรรมชาติ ซึ่งทางผู้ผลิตวัตถุดิบกล่าวว่า มีประโยชน์ในการลดการระคายเคืองที่เกิดขึ้นจากสารทำความสะอาดได้ และให้คุณสมบัติเพิ่มความชุ่มชื้น และรู้สึกสบายผิว

ตรงนี้จะเป็นผลการทดสอบของทางผู้ผลิตนะคะ

MG-60 2

(Image from Hayashibara Nagase Group)

ด้านบนจะเป็นผิวที่สัมผัสกับสารละลาย SLS (หรือ SDS คือตัวเดียวกัน) ความเข้มข้น 10% เราจะพบว่าผิวจะแดงและแห้ง สังเกตได้จากความเหี่ยวย่นที่เกิดขึ้นนะคะ ส่วนด้านล่างจะเป็นผิวที่สัมผัสกับ สารละลาย 10% SLS ที่มีวัตถุดิบ Maltooligosyl glycoside/Hydrogenated starch hydrolysate (MG-60) ในความเข้มข้น 20% สังเกตว่าผิวจะไม่ได้แดง แล้วก็ไม่ได้เหี่ยวย่นแบบด้านบนค่ะ

ถือว่าน่าสนใจอยู่ไม่น้อย ทั้งในด้านของความเป็นธรรมชาติ และความอ่อนโยน เป็นมิตรของนาง

 

  • สีฟ้า เป็นสารบำรุง ซึ่งทางแบรนด์เน้นมาในส่วนที่มีประโยชน์ในเชิงการลดการอักเสบระคายเคือง อย่างสารสกัดจากข้าวโอ้ต และ Panthenol ค่ะ

 

โดยรวมใน Cleansing water สูตรข้าวโอ๊ตของแบรนด์ Green pharmacy นี้ทำมาได้ค่อนข้างดี มีความอ่อนโยน และมีความน่าสนใจไม่น้อยเลยทีเดียวค่ะ

 

วันนี้เนื่องจากส่วนผสมไม่เยอะมาก เลยขอให้คะแนนเป็น 2 หมวด คือ ส่วนผสม และการใช้งานนะคะ

  1. ส่วนผสม ในด้านของสารทำความสะอาด ถือว่าค่อนข้างอ่อนโยนกับผิว เสริมมาด้วยสารบำรุงที่เด่นไปในเชิงด้านการลดการอักเสบระคายเคือง พร้อมเสริมความชุ่มชื้นเป็นหลัก จุดนี้คิดว่า ถ้ามีสารบำรุงอื่นๆเสริมมาอีกซักหน่อย น่าจะสมบูรณ์แบบ สำหรับสารองค์ประกอบอื่นๆเรียกได้ว่าพัฒนาสูตรมาได้เป็นมิตรกับผิวและสิ่งแวดล้อมมากๆ ไม่มีทั้งซิลิโคน แอลกอฮอล์ และน้ำหอม ขอให้ 4 ฟลาสก์
  2. การใช้งาน ส่วนตัวมี่ชอบสัมผัสหลังใช้งานนะคะ มันจะไม่ได้แห้งตึงมากเหมือน Cleansing บางแบรนด์ที่เคยใช้ แต่มันจะออกนุ่มๆ เหมือนมีชั้นมอยส์เจอร์บางๆเคลือบปกป้องผิวอยู่ แต่ถึงแม้เขาจะแนะนำว่าสามารถ Leave-on ได้ เราก็ควรไปล้างน้ำซ้ำอีกรอบถ้าทำได้นะคะ จุดนี้ขอให้คะแนนความชอบส่วนตัวอยู่ที่ 5 ฟลาสก์

 

คะแนน gp

สำหรับวันนี้ต้องขอขอบคุณทางบริษัทด้วยนะคะ ที่ส่งสินค้าดีๆมาให้มี่มีโอกาสได้รู้จักและเปิดหูเปิดตาได้เจอส่วนผสมใหม่ๆ และขอบคุณทุกท่านด้วยค่ะที่ติดตามรับชมมาจนจบ

สำหรับสถานที่วางจำหน่าย น้องมีวางจำหน่ายที่ Tops และ Gourmet market และ Allaboutyou ด้วยนะคะ 🙂

พบกันใหม่โอกาสถัดไป สวัสดีค่ะ

Disclaimer/conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับมาจากทางแบรนด์ การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสมตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล ผู้เขียนไม่ได้มีผลประโยชน์ใดๆในการขายสินค้าและไม่ได้รับค่าตอบแทนในการรีวิว โปรดใช้วิจารณญาณ