Image

[Shared content] “เทรนด์ส่งออกเครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์ดูแลร่างกายในสถานการณ์โควิด-19” By DHL Express Thailand

โควิด-19 เปลี่ยนวิถีการส่งออกเครื่องสำอาง สินค้าด้านความงาม ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวพรรณและร่างกาย ผู้ประกอบการและเอสเอ็มอีควรเตรียมพร้อมรับมืออย่างไรต่อจากนี้
assorted cololr lipsticks
Photo by Free Creative Stuff on Pexels.com
สินค้าอุปโภคบริโภค รวมถึง ผลิตภัณฑ์ด้านความงาม เครื่องสำอาง และผลิตภัณฑ์ดูแลร่างกาย ข้อมูลล่าสุดจากสมาคมผู้ผลิตเครื่องสำอางไทยเผยว่า การส่งออกผลิตภัณฑ์ความงาม และเครื่องสำอางลดลง 5.7% ในไตรมาสแรกของปี 2563
จากรายงานของเว็บไซต์ CosmeticsDesign-Asia.com พบว่า โควิด-19 ส่งผลให้ตลาดเครื่องสําอางสําหรับการแต่งหน้าและน้ำหอมชะลอตัว เนื่องจากคนทํางานจากที่บ้านมากขึ้น และหลีกเลี่ยงการออกนอกบ้าน ขณะที่ผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับการดูแลผิวพรรณ และสุขอนามัยส่วนบุคคลมีแนวโน้มการเติบโตเพิ่มขึ้น
สำหรับอุตสาหกรรมความงาม เครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์เพื่อการดูแลร่างกายนั้น ปัจจุบันการป้องกันสุขภาพและสุขอนามัยได้รับความสำคัญเป็นอันดับต้นๆ เนื่องจากผู้บริโภคตระหนักและรับรู้เรื่องของการป้องกันสุขภาพ และความปลอดภัยเพิ่มขึ้น พฤติกรรมและทัศนคติของผู้บริโภคที่มีต่อความงามจึงเปลี่ยนเป็นการมุ่งเน้นที่ “สุขภาพและสุขอนามัย” มากกว่า และเทรนด์นี้ีมีแนวโน้มต่อเนื่องในระยะยาว
ในขณะเดียวกัน ผู้คนมีเวลาให้กับตัวเองหรือให้ความสําคัญกับการดูแลตัวเอง (me-time) มากขึ้นกว่าแต่ก่อน เนื่องจากมาตรการล็อคดาวน์ประเทศและการรักษาระยะห่างทางกายภาพในสังคม
นี่คือโอกาสครั้งสำคัญสําหรับผู้ผลิตหรือผู้ประกอบการผลิตภัณฑ์ด้านความงาม เครื่องสําอาง หรือผลิตภัณฑ์ดูแลรักษาผิวพรรณที่จะได้นําเสนอสินค้าที่มีคุณสมบัติต้านเชื้อแบคทีเรียหรือรักษาความชุ่มชื้น หรือแม้กระทั่งชุดดูแลผิวด้วยตนเอง ไม่ว่าจะเป็นการบํารุงผิวหน้า ผิวกาย ผม เล็บ ฯลฯ เพื่อให้ผู้บริโภคหันมาสร้างบรรยากาศในการดูแลตัวเองอย่างผ่อนคลายเหมือนทําสปาที่บ้าน 

“เราเห็นสัญญาณมากมายในอุตสาหกรรมความงาม เครื่องสำอาง และผลิตภัณฑ์ดูแลร่างกายที่ยังมีโอกาสฟื้นตัวจากสถานการณ์วิกฤตในปัจจุบัน ผู้บริโภคทั่วโลกยังคงมองหาความพึงพอใจจากการดูแลตัวเอง หรือการทำทรีตเมนต์ขณะอยู่ที่บ้าน ความต้องการผลิตภัณฑ์ดูแลร่างกายยังคงมีแนวโน้มเติบโต ซึ่งเป็นโอกาสที่สำคัญของแบรนด์ในการทำธุรกิจอีคอมเมิร์ซระหว่างประเทศอย่างแข็งขันและต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการทำธุรกิจกับประเทศที่กำลังฟื้นตัวจากสถานการณ์การแพร่ระบาด เช่น จีน เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น และในกลุ่มประเทศเพื่อนบ้าน เช่น ลาว กัมพูชา พม่า เวียดนาม เป็นต้น” เฮอร์เบิต วงศ์ภูษณชัย กรรมการผู้จัดการดีเอชแอล เอ๊กซ์เพรส ประเทศไทย และหัวหน้าภาคพื้นอินโดจีน กล่าว

“ยังคาดเดาได้ยากว่าสถานการณ์โควิด-19 จะสิ้นสุดลงเมื่อไร แต่สำหรับผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมนี้ต้องเตรียมความพร้อมสำหรับเศรษฐกิจที่กำลังจะกลับมา ผลการวิจัยจาก Kantar เผยว่า การปรนนิบัติผิวหรือการบำบัดทางร่างกาย (Beauty Therapy) เป็นกิจกรรมอันดับหนึ่งที่ผู้บริโภคคิดจะทําหลังจากมาตรการล็อคดาวน์ของประเทศตนเองผ่อนคลายลง หรือสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 เริ่มดีขึ้น”

matte lipsticks
Photo by Skitterphoto on Pexels.com

 

5 เคล็ดลับส่งออกผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง และผลิตภัณฑ์ดูแลร่างกายสำหรับผู้ประกอบการเอสเอ็มอี

11100047_TH_CUSTOM_TIPS_TH_POSTER_A4_V1

(Image from DHL Express Thailand)

ในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 การส่งสินค้าไปต่างประเทศอาจมีความล่าช้า ซึ่งโดยมากเกิดจากการไม่ปฏิบัติตามข้อบังคับพิธีการทางศุลกากรซึ่งอาจเปลี่ยนแปลงได้ในสถานการณ์เช่นนี้ รวมถึงปัญหาการเดินเอกสารเพื่อเคลียร์สินค้าในประเทศปลายทาง อย่างไรก็ตามคุณสามารถป้องกันไม่ให้เกิดสถานการณ์เหล่านี้ได้ด้วย 5 เคล็ดลับที่ช่วยให้พิธีการศุลกากรเป็นเรื่องง่าย และส่งมอบสินค้าให้ลูกค้าของคุณได้อย่างรวดเร็วโดยไม่มีอุปสรรค ดังนี้

  1. เตรียมตัวให้พร้อมก่อนรุก เข้าใจกฏระเบียบและข้อบังคับของตลาด โดยเฉพาะเมื่อเริ่มส่งสินค้าไปต่างประเทศเป็นครั้งแรก

ทำความเข้าใจกฎระเบียบและข้อบังคับของประเทศปลายทาง โดยเฉพาะเมื่อเริ่มส่งสินค้าไปขาย หรือส่งให้ผู้รับที่ต่างประเทศเป็นครั้งแรก มิฉะนั้น คุณอาจต้องเสียค่าใช้จ่ายที่ไม่คาดคิด เกิดความล่าช้าในการจัดส่งสินค้าไปให้ลูกค้า หรือแม้แต่ต้องส่งสินค้ากลับไปประเทศต้นทาง

 

  1. มองหาตัวช่วยจากหน่วยงานศุลกากรท้องถิ่น ประเทศในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกส่วนใหญ่จะมีหน่วยงานรัฐบาลที่ให้คําแนะนําด้านศุลกากรฟรีสำหรับเอสเอ็มอี

เอสเอ็มอีเผชิญกับข้อกําหนดในการส่งออกสินค้าไปยังประเทศต่างๆ ทั่วโลกที่ซับซ้อนมากขึ้น แม้ว่าสินค้าจะถูกส่งถึงประเทศปลายทางแล้ว แต่ต้องเป็นไปตามข้อกําหนดจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้วย ผู้ประกอบการควรใช้โอกาสจากการได้รับคำปรึกษาฟรีจากหน่วยงานต่างๆเพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการ ซึ่งนอกจากจะเป็นการปฏิบัติตามกฎระเบียบแล้ว ยังช่วยเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันกับคู่แข่งทางธุรกิจที่มีขนาดใหญ่กว่าด้วย

 

  1. ใช้บริการลอจิสติกส์แบบครบวงจรที่เหมาะสำหรับผู้ส่งออกประเภท B2C

เมื่อเอสเอ็มอีส่งออกโดยตรงไปยังผู้บริโภคในประเทศต่างๆ มักจะนําโมเดลที่เรียกว่า “Duty and Tax Paid on Import” มาใช้ ซึ่งหมายความว่าผู้ประกอบการมีหน้าที่รับผิดชอบจัดการเกี่ยวกับการเดินพิธีศุลกากรในประเทศปลายทางทั้งหมดแทนที่จะให้ผู้ซื้อเป็นคนจัดการ อย่างไรก็ตาม นั่นหมายความว่าเอสเอ็มอีต้องสื่อสารกับตัวแทนต่างๆ มากมายเพื่อจัดการเกี่ยวกับภาษีอากร และขั้นตอนพิธีการทางศุลกากรอื่นๆ การทํางานกับผู้ให้บริการเดียวที่สามารถให้บริการแบบ door-to-door ตั้งแต่รับของจากผู้ส่ง ดําเนินการส่งของเข้าไปยังประเทศปลายทางและส่งของถึงมือผู้รับ จะช่วยลดความยุ่งยากในกรณีที่มีข้อติดขัด หรือความท้าทายอื่นๆที่เกิดขึ้น

 

  1. ลองประยุกต์ใช้โมเดลการขายแบบ B2B: ขายผ่านช่องทางผู้จัดจำหน่ายในพื้นที่เพื่อช่วยเพิ่มจำนวนสินค้าส่งออก และส่วนแบ่งการตลาด

การจัดการด้านศุลกากรอาจจะดูเป็นเรื่องยุ่งยากสําหรับธุรกิจแบบ B2C ซึ่งคุณสามารถหลีกเลี่ยงเหตุการณ์ที่ไม่พึงประสงค์นี้ได้ด้วยการส่งออกไปยังผู้จัดจําหน่ายในพื้นที่ โดยทั่วไปผู้จัดจําหน่ายมักจะมีประสบการณ์ตรง หรือมีคําแนะนําที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมหรือตลาดนั้นๆ และอาจอํานวยความสะดวกให้คุณได้มากกว่าหน่วยงานท้องถิ่น ซึ่งจะช่วยเอื้อให้เอสเอ็มอีได้ประโยชน์ตรงที่สามารถเร่งครื่องทําธุรกิจ และขยายธุรกิจเข้าสู่ตลาดใหม่ๆ ได้เร็วขึ้น บางครั้งการมีพาร์ทเนอร์ด้านการจัดจําหน่ายเพิ่มเข้ามาแล้วจะทําให้สัดส่วนกําไรของคุณลดลง แต่ก็แลกมาซึ่งความมั่นใจในการทําธุรกิจ ทําให้เอสเอ็มอีทำการส่งออกสินค้าได้เป็นจํานวนมาก และสามารถขยายส่วนแบ่งการตลาดในประเทศใหม่ๆได้อย่างราบรื่น

  1. อย่ากลัวที่จะเติบโตอย่างยิ่งใหญ่

เมื่อเอสเอ็มอีสั่งสมความรู้และประสบการณ์ด้านการส่งออกเรื่องการเดินพิธีศุลกากรในแต่ละประเทศปลายทาง และกฏระเบียบการนำเข้าในแต่ละประเทศที่สอดคล้องกับผลิตภัณฑ์หรือสินค้าของตนเองจนคล่องแล้ว มั่นใจได้ว่าเอสเอ็มอีจะสามารถขยายธุรกิจไปยังตลาดใหม่ๆ ในประเทศใหม่ๆ ได้เร็วกว่าที่เคยเป็น การพัฒนาความเข้าใจพื้นฐานเกี่ยวกับสิ่งที่ศุลกากรต้องการก่อนทำการค้าขายกับลูกค้าปลายทาง และการทํางานกับลอจิสติกส์พาร์ทเนอร์อย่างใกล้ชิดเป็นโอกาสที่เอสเอ็มอีจะได้เติมเต็มประสบการณ์ด้านการส่งออก การนำความรู้และประสบการณ์มาปรับใช้เป็นการขยายโอกาสทางธุรกิจให้เติบโตทั้งในระดับภูมิภาค และระดับโลกได้อย่างรวดเร็ว และไม่ใช่เรื่องยากสำหรับเอสเอ็มอีอีกต่อไป

 

ดีเอชแอล เอ๊กซ์เพรส คือผู้นำด้านการขนส่งด่วนระหว่างประเทศ เราพร้อมที่จะช่วยขยายธุรกิจของคุณไปยังทั่วโลก เยี่ยมชม เว็บไซต์ เพื่อรับประสบการณ์การบริการขนส่งด่วนระหว่างประเทศที่ง่ายและมีประสิทธิภาพ หรือดาวน์โหลดอีบุ๊ค Cosmetics and Personal Care Going Global ฟรี! ได้ที่ https://www.iexpressbydhl.com/th/landing/cosmetics-and-personal-care-export-trend

 

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมกรุณาติดต่อ     

ดีเอชแอล เอ๊กซ์เพรส ประเทศไทย

ภัทรียา ภาคพาไชย ผู้จัดการฝ่ายสื่อสารองค์กร
โทรศัพท์ +66 2345 5602  อีเมล Pattareeya.Pakpachai@dhl.com

ติดตามข่าวสารได้ที่: https://www.facebook.com/DHLExpressThailand.iExpressByDHL และ https://www.iExpressByDHL.com

Image

[Beauty Talk] ผลกระทบของหน้ากากอนามัยต่อผิว และการดูแลผิวในช่วงที่ต้องใส่หน้ากากนานๆ

สวัสดีค่ะ วันนี้ขอมาเล่าและอัพเดทเรื่องของ ผลกระทบของหน้ากากอนามัย หรือ Mask ที่มีต่อผิวพรรณนะคะ

mask 1

ถามว่าเราต้องใส่ Mask ไหม ต้องใส่ค่ะ เพื่อปกป้องตัวเองจากไวรัสตัวร้าย

แน่นอนว่าถ้าเราใส่ Mask นานๆ Mask ก็ทำร้ายผิวเราได้หลายอย่างนะคะ โดยเฉพาะ Mask ที่มีความสามารถในการกรอง หรือการป้องกันผิวดีๆ มันก็จะยิ่งทำร้ายผิวเราได้มาก

ไม่น่าเชื่อว่า เคยมีคนสำรวจอาการไม่พึงประสงค์ที่เกิดจากการใส่ Mask มาพักใหญ่ๆแล้วค่ะ มีขอยกตัวอย่างงานชิ้นหนึ่ง ของ Foo และคณะ เมื่อปี 2006 ช่วงนั้น SARS ระบาดพอดี นักวิจัยทีมนี้เขาสำรวจอาการไม่พึงประสงค์ของบุคลากรทางการแพทย์ที่ทำงานในโรงพยาบาล 322 คน ที่สิงคโปร์ ว่ามีอาการไม่พึงประสงค์อะไรบ้างหลังจากใส่ Mask N95 ถุงมือ และชุด PPE ไปนานๆ ซึ่งวันนี้เราขอ Focus ที่ Mask นะคะ

ปัญหาใหญ่ของบุคลากรเหล่านี้คือ เกือบ 60% พบว่า N95 ทำให้มีสิวขึ้น รองลงมาคือ ราวๆ 51% พบว่า ทำให้เกิดอาการคัน และ ราวๆ 36% ทำให้เป็นผื่นขึ้นค่ะ

อาการอื่นๆที่นักวิจัยพบในกลุ่มนี้เช่น ผิวแห้ง มีอาการแดง ระคายเคือง รูขุมขนกว้างขึ้น (อันนี้ดิฉันประสบอยู่) ผิวลอก น้ำมูกไหล และ มีรอยแผลเป็น/รอยแดงที่บริเวณจมูกจาก Mask ที่กดทับ

อาการเหล่านี้มันเกิดขึ้นได้อย่างไร

มีการคาดคะเนว่า อุปกรณ์พวกนี้มันทำให้การระเหยของเหงื่อ เกิดขึ้นได้น้อยลง ความชื้นเพิ่มขึ้น มีการสะสมตัวของความร้อนในบริเวณนั้น และก็เวลาที่เราพูด มันเกิดการเสียดสี ซึ่งปฏิกิริยาเหล่านี้มันจะไปทำให้ผิวหนังของเราเกิดการอักเสบขึ้นมาได้ มีชื่อเรียกโรคผิวหนังอักเสบที่เกิดจากการเสียดสี ความร้อน ความอับชื้น การระบายอากาศที่ไม่ดี และความชื้น ว่า intertrigo หรือ intertriginous dermatitis

mask 2

นอกจากนี้การใส่ Mask เป็นเวลานานๆยังเพิ่มความเสี่ยงในการติดเชื้อบนผิว และยิ่งในช่วงที่เราหา Mask ได้ค่อนข้างยาก เราก็อาจจะใส่ซ้ำ ซึ่งมันจะมีอาหาร เป็นพวกเศษผิว เหงื่อ ไขมัน ที่ติดออกมาจากผิวเราสะสมตัวอยู่บน Mask ทำให้เชื้อจุลินทรีย์ต่างๆโตขึ้น พอเอา Mask มาแปะหน้าก็เหมือนเอาจุลินทรีย์มาเพาะเลี้ยงในบรรยากาศที่อุ่น ชื้น และมีอาหารพร้อม เรียกได้ว่าเป็นสภาพที่สมบูรณ์แบบมากเลยค่ะ

N95 หรือ N99 ที่แนบสนิทกับผิวแน่นๆ จะไปกดทับบริเวณสันจมูก ซึ่งบริเวณนี้เป็นบริเวณที่ผิวค่อนข้างบาง ทำให้เกิดผิวหนังอักเสบจากการกดทับ อารมณ์คล้ายๆแผลกดทับ แต่ไม่ได้รุนแรงถึงขั้นนั้นค่ะ อันนี้มีชื่อเรียกว่า Pressure-induced dermatitis

อาการอื่นที่อาจพบได้จากการใส่ Mask คือ ปัญหารอยช้ำ และ จุดด่างดำค่ะ เพราะเมื่อมีการอักเสบก็จะไปเหนี่ยวนำให้เกิดการสร้างเม็ดสี Melanin เพิ่มขึ้น

การใส่ Mask ยังทำให้เกิดสภาวะเคลือบผิว หรือ Occlusive ซึ่งมีผลทำให้ความชื้นในผิวเพิ่มขึ้น และมีผลเพิ่มการดูดซึมของสารบางชนิดเข้าสู่ผิว ดังนั้นถ้าเราทาครีม หรือ แต่งหน้า ไว้ใต้แผ่น Mask ก็มีโอกาสที่สารเหล่านั้นจะซึมเข้าผิวได้มากขึ้น ทำให้เกิดการแพ้และระคายเคืองได้ง่ายขึ้นด้วย

Mask กระดาษ หรือ Mask ผ้าเองก็ทำให้เกิดสิว และผิวอักเสบต่างๆได้นะคะ

โดยความแรงของการ Occlusive ขึ้นกับชนิดของวัสดุที่เอามาทำ Mask ด้วยนะคะ ส่วนตัวคิดว่า ยิ่งวัสดุนั้นป้องกันผิวได้มากเท่าไหร่ ก็จะยิ่ง Occlusive มากเท่านั้น ลองหายใจผ่าน Mask ดูค่ะ ถ้าไม่มีไอน้ำอุ่นๆ หรือลมหายใจอุ่นๆของเราลอดออกมาจาก Mask คือ ก็ยิ่ง Occlusive มาก

ยิ่ง Occlusive มาก ก็ยิ่งทำร้ายผิวมากค่ะ

 

อีกจุดที่ควรระวังคือ ถ้ากรณีเราแพ้ยางยืด (พวก Latex) แพ้กาว แพ้สี (สีย้อมผ้าที่เอามาทำ Mask) ก็อาจจะต้องระวังค่ะ เพราะในการผลิตแผ่น Mask เหล่านี้ อาจจะมีสารที่ทำให้เราแพ้ได้ ดังนั้นถ้าแพ้ก็เลือกวัสดุที่เราใช้แล้วไม่แพ้นะคะ

mask 3

ขอปิดท้ายด้วยการดูแลผิวในช่วง COVID-19 ที่เราต้องใส่ Mask กันนานๆนะคะ

ส่วนตัวมีความเห็นดังนี้ค่ะ

  1. ควรใช้ Skincare หรือ ครีมที่ฟื้นฟู Barrier ผิว โดยให้ทาทั้งเช้าและเย็น เช่น ครีมที่มีส่วนผสมของพวก Ceramide หรือ น้ำตบที่มี NMF (Natural moisturizing factor) หรือสารที่ช่วยเพิ่มความแข็งแรงให้แก่ผิวชั้นนอก เช่นพวก Pre/Pro/Post biotic (อันนี้เดี๋ยวจะมาเล่าต่ออีกทีค่ะ) หรือ สารที่เพิ่มความแข็งแรงให้แก่ Cornified envelope ที่เป็นเปลือกโปรตีนหุ้มเซลล์ผิวเราไว้อีกที อย่างตอนนี้สกินแคร์จากญี่ปุ่นหลายชิ้น เริ่มเน้นการออกฤทธิ์ไปที่ Cornified envelope แล้วค่ะ
  2. ถ้าอยู่ในสถานที่ที่เป็นส่วนตัว ควรถอด Mask เพื่อระบายอากาศบ้าง
  3. ไม่ใส่ Mask ซ้ำ เกิน 1 – 2 วัน ถ้าไม่จำเป็นจริงๆ เอาจริงหมดวันก็ทิ้งเถอะค่ะ
  4. การซัก Mask ผ้า ควรตรวจสอบให้เรียบร้อยว่า ซักสะอาด ไม่มีพวกผงซักฟอก หรือสารทำความสะอาดตกค้าง
  5. ก่อนนอน ให้ทำความสะอาดผิวด้วย Cleanser ที่เหมาะสม หรือ ใช้ Double clean technique
  6. อาจใช้ BHA/AHA เพื่อผลัดผิว ลดการอุดตันที่อาจเกิดขึ้น ลดโอกาสในการเกิดสิว
  7. บำรุงผิวด้วยผลิตภัณฑ์ตามข้อ 1 ก่อนนอน
  8. รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ผัก ผลไม้ ที่มีสีสัน เขียว เหลือง แดง ส้ม ฯลฯ หรือเสริมวิตามิน/เครื่องสำอางที่เป็น Antioxidant

 

mask 4

©สงวนลิขสิทธิ์ทุกข้อความและภาพในบทความฉบับนี้ตามพรบ.ทรัพย์สินทางปัญญา

 

References

  1. Foo, et al. (2006) Contact dermatitis. 55:291-294.
  2. Stokowski, LA. (2020). A Step-by-Step Guide to Preventing PPE-Related Skin Damage. From https://www.medscape.com/viewarticle/929590
  3. Mann, D. (2020). Do these 5 things to protect your skin from the downsides of face masks, doctors say. From https://www.cnbc.com/2020/05/13/rash-irritation-downsides-face-masks-how-to-protect-skin-according-to-doctors.html

 

Image

#มียอนเล่าข่าว การดูแลผิวในช่วง COVID-19

เช้านี้บังเอิญเปิดไปเจอ #podcast ที่เป็นบทสัมภาษณ์แพทย์ผิวหนังจากอเมริกา คุณหมอ Aanand Geria ถึงปัญหาผิวที่เกิดขึ้นบ่อยกับคนไข้ของคุณหมอในช่วงที่ COVID-19 กำลังระบาดค่ะ

(ใครอยากลองตามไปฟังฝึกภาษา คุณหมอสำเนียงชัดมาก พูดช้า ฟังง่ายมากๆค่ะ

https://www.happi.com/…/the-doctors-opinion-dr-aanand-geria…)

podcast eczema

 

มี่ขอสรุปความบางส่วนจาก Podcast ตรงนี้มาแชร์เล่าสู่กันฟังนะคะ

คุณหมอแกเล่าว่า ช่วงนี้คนไข้ที่มีอาการผิวแห้งมีมากขึ้น รวมถึงกรณีของคนบางคน อาจจะเสี่ยงเป็นโรคผิวอักเสบ (Eczema) ขึ้นมา เพราะเกิดจากการใช้พวกเจลแอลกอฮอล์ รวมทั้งสบู่ล้างมือมากเกินไป

(จากผิวแห้งนี่สามารถพัฒนาต่อไปเป็น Eczema ได้ และพอเกิด Eczema ขึ้นมานี่ ดูแลค่อนข้างยากนะคะ คหสต.)

นอกจากนี้ความเครียดของจิตใจในช่วงนี้เองก็ยิ่งจะมีผลทำให้การอักเสบ และการแห้งของผิวเป็นรุนแรงได้มากขึ้นอีกค่ะ

สำหรับการดูแลผิว Eczema จะมีหลักการคร่าวๆดังนี้ค่ะ
1. พยายามหาสกินแคร์ที่มีคุณสมบัติลดการอักเสบของผิว ลดรอยแดง มาดูแลผิวมือ
2. ใช้ moisturizer เพื่อลดอาการแห้ง คัน แตก ลอก รวมถึงรอยแดง

อาจจะใช้ร่วมกับการ Occlusive (เช่น ทาครีม แล้วใส่ถุงมือก่อนนอน คหสต.)

ถ้ามันเอาไม่อยู่จริงๆ แนะนำให้ปรึกษาแพทย์ผิวหนังเพื่อพิจารณาการใช้ Steroid มาลดการอักเสบค่ะ (ซึ่งคุณหมอแนะนำจะเป็นแบบที่ค่อนข้างแรง เพราะผิวหนังที่มือค่อนข้างหนา และใช้เวลานาน 1 – 3 สัปดาห์ หรือ ใช้ร่วมกับการ Occlusive เพื่อให้ตัวยาซึมลงไปได้ลึกขึ้น **ตรงนี้อย่าซื้อมาใช้เองนะคะ ปรึกษาแพทย์ก่อนนะคะ)

แต่ถ้ายังไม่ได้ผลอีก แพทย์ก็จะมีพวกยาอื่นๆ รวมถึงการใช้หัตถการทางการแพทย์อย่าง Narrow band UV หรือ Laser มาดูแลรักษาเพิ่มเติม

ดังนั้นจะเห็นว่า แม้เจลแอลกอฮอล์จะมีประโยชน์ในการกำจัดเชื้อในขณะที่เราอยู่นอกบ้าน แต่มันก็ทำให้โรคผิวหนังบางชนิดกำเริบขึ้นมาได้ง่ายค่ะ

(และแอบขอเสริมว่า ถ้าเราอยู่บ้าน หรือ หาน้ำได้ ล้างมือกับสบู่จะเหมาะกว่า ตามที่เคยอ่านๆเจอ ล้างมือพร้อมกับร้องเพลง Happy birthday 2 รอบ คหสต.)

คุณหมอกล่าวถึง Hand cream และ moisturizer ที่แนะนำให้ใช้ในช่วงนี้ด้วยนะคะ แต่คิดว่าบางตัวบ้านเราน่าจะยังหาไม่ได้ หรือ ยังไม่มี

คุณหมอกล่าวถึงการใช้ Dimethicone เพื่อเคลือบผิว สารตัวนี้ เป็นซิลิโคนตัวพื้นฐานตัวหนึ่ง ที่สามารถปกป้องการระเหยของน้ำออกจากผิวได้ดีนะคะ

Product ที่คุณหมอแนะนำสำหรับการดูแลผิวที่แห้งหรือมีปัญหาอักเสบ หรือ Eczema ได้แก่
1. Nutrogena hand cream
2. Aveeno eczema therapy
3. CeraVe
4. Aquaphore
5. วาสลีน (Petroleum jelly) บริสุทธิ์

คุณหมอบอกว่า สำหรับคนไข้บางคนที่เป็น Eczema แบบที่ค่อนข้างรุนแรง บางครั้งเมื่อใช้ครีม จะรู้สึกแสบร้อนขึ้นมา นั่นเพราะว่าสารกันเสียในสูตรครีมจะไปทำให้เกิดปฏิกิริยาระคายเคืองได้ค่ะ ดังนั้นผลิตภัณฑ์กลุ่มที่เป็นขี้ผึ้ง อย่าง Aquaphore หรือ petroleum jelly พวกนี้จะไม่มีสารกันเสีย พวกนี้จะเหมาะกว่าค่ะ แต่ก็จะค่อนข้างเหนอะหนะ

น้ำหอมในสูตรเครื่องสำอางเองก็อาจจะทำให้อาการแพ้ อักเสบ และระคายเคืองเป็นมากขึ้นได้ด้วย ดังนั้นอาจจะลองมองหา hand cream ที่ไม่มีน้ำหอมนะคะ

สำหรับสารที่ควรหลีกเลี่ยงในสูตร Cleanser ได้แก่
1. SLS (Sodium lauryl sulfate)
2. Cocamidopropyl betaine

ซึ่งการระคายเคืองของสารพวกนี้จริงๆมันขึ้นกับความเข้มข้นในสูตรด้วยค่ะ ถ้าผู้ผลิตใส่มาน้อยๆ ก็จะไม่ระคายเคืองนะคะ

(แต่ส่วนตัวมองว่า Cocamidopropyl betaine เองก็ไม่ได้มีความแรงมากนัก แลดูจะอ่อนโยนอยู่ คหสต.)

การใช้พวกไขมันที่เป็นองค์ประกอบของ Barrier ผิว อย่าง Ceramide, Cholesterol และ Fatty acid ก็ยังจำเป็นค่ะ เพื่อให้ผิวเราแข็งแรงขึ้น จะมีภูมิต้านทานต่อการแพ้ การระคายเคือง

คุณหมอปิดท้ายไว้ 2 เรื่องนะคะ

1. กรณีของคนไข้ที่มีอาการของโรคที่เกี่ยวข้องกับภูมิคุ้มกัน เช่น ภูมิแพ้ หอบหืด ก็จะมีโอกาสเกิด Eczema ได้ง่ายกว่าคนไข้ปกติ ดังนั้นควรให้ความสำคัญกับเรื่องการใช้มอยส์เจอร์

2. คนที่บ้าสกินแคร์ “Skincare-obsessed” ถ้าแปลแบบสวยๆคือ “คนที่ติดสกินแคร์ฝังแน่นในดวงจิต” อารมณ์แบบดิฉันเอง ที่ใช้ คสอ.ดูแลผิวเยอะๆ 10-20 step พวกนี้ก็จะทำให้เกิดอาการของผิวอักเสบ หรือ ปฏิกิริยาไม่พึงประสงค์ หรือมีโอกาสเกิดผิวบอบบางแพ้ง่าย (Sensitive skin) ได้มากกว่าปกติ

 

ลองปรับดูนะคะ เพื่อมือที่สวยงามของเรา ^^