Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสม มาสก์หน้าไฮโดรเจลชาลาเวนเดอร์ และ มาสก์หน้า Kombucha จากแบรนด์ T’else น้องใหม่สายคลีนจาก Neopharm

สวัสดีค่ะ พี่ๆ น้องๆ เพื่อนๆ ที่น่ารักทุกๆ ท่าน

จากคราวก่อนมี่ได้รีวิว Essence ของแบรนด์ T’else ซึ่งเป็นแบรนด์น้องใหม่ในเครือ Neopharm ของเกาหลี ที่มุ่งเน้นการใช้สารสกัดจากธรรมชาติในการบำรุงผิวนะคะ

ถ้าหากท่านใดพลาดไปสามารถไปติดตามรับชมได้ที่ลิงค์นี้ค่ะ >>Click<<

สำหรับวันนี้มี่ได้หยิบยกเอามาสก์ 2 สูตร มารีวิวกันต่อนะคะ

T’else ทำมาสก์ออกมา 2 สูตร คือ สูตร Kombucha teatox essence mask และ สูตร Lavender relief hydrogel mask

มี่ขอเริ่มรีวิวจากตัว Kombucha teatox essence mask ค่ะ นางจะมาในหน้าตาแบบคลีนๆค่ะ ในรูปแบบกล่อง 1 กล่อง จะมีอยู่ 5 ชิ้น

ดีไซน์ซองมาสก์ด้านในจะคล้ายกับตัวกล่อง

ตัวแผ่นมาสก์ค่อนข้างแนบสนิทกับผิว โดยจุดที่น่าสนใจที่ทางแบรนด์เคลมไว้คือ แผ่นมาสก์นี้ได้รับการรับรองว่าเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Eco-friendly) และไม่ระคายเคืองผิว จากองค์กร OEKO-TEX ซึ่งเป็นองค์กรที่มีสำนักงานใหญ่อยู่ที่สวิตเซอร์แลนด์ ทำหน้าที่รับรองมาตรฐานรูปแบบต่างๆของอุตสาหกรรมสิ่งทอ (Textile) ค่ะ

ซึ่งมีเกณฑ์ในการรับรองคุณภาพอยู่หลายแบบ หลายด้านนะคะ เช่น การตรวจสอบสารปนเปื้อนในเส้นใย ความเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ความรับผิดชอบต่อสังคม ตลอดจนไปถึงวัตถุดิบต่างๆ ต้องมีแหล่งที่มาระบุไว้อย่างชัดเจนค่ะ

และนอกจากนี้ ตัววัสดุที่ใช้ในการผลิตกล่อง ยังได้รับการรับรองจาก FSC ว่าเป็นกระดาษที่ได้จากไม้ปลูก ไม่ทำลายป่า

แผ่นมาสก์ของสูตร Teatox นี้แนบสนิทและกระชับไปกับผิวดีค่ะ

น้ำมาสก์เป็นลักษณะแบบน้ำใส หนืดเล็กน้อย สีน้ำตาลอ่อน คล้ายกับตัว Kombucha teatox essence ที่ได้รีวิวไปค่ะ

อีกจุดหนึ่งที่ทางแบรนด์เคลมคือเรื่องของ Low-pH formula

แต่มี่ลองวัดค่า pH ได้ราวๆ 5 นะคะ ซึ่งกระดาษวัด pH แบบนี้จริงๆ ก็คงแม่นยำสู้เครื่องวัด pH ไม่ได้ และสีของผลิตภัณฑ์เองก็อาจรบกวนการอ่านค่า pH อีก

สำหรับส่วนผสมเป็นดังนี้ค่ะ

สำหรับส่วนผสมจะออกมาคล้ายๆกับตัวเอสเซนส์ที่เคยได้รีวิวไว้ก่อนหน้านี้นะคะ

ในภาพรวมเป็นมาสก์รูปแบบเบสน้ำ ไม่มีส่วนผสมของ Alcohol และ Silicone แต่งกลิ่นด้วยน้ำมันหอมระเหยจากธรรมชาติค่ะ

โดยสูตรมาสก์กับเอสเซนส์จะมีส่วนผสมที่แตกต่างกันเล็กน้อยค่ะ มาดูไปทีละสีเลยนะคะ

  • สีเขียว คู่ผสมของ Camellia sinensis leaf extract (14.25%), Saccharomyces ferment filtrate (14.25%) ชุดนี้จะเป็นการหมักชาดำด้วยยีสต์ เพื่อให้ได้ Kombucha โดยตามที่มี่ได้เกริ่นในครั้งก่อนว่า การหมัก Kombucha ของทางแบรนด์จะทำโดยวิธีดั้งเดิม ก่อนจะสกัดด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ค่ะ
(Image from T’else Korea Official Website)

ทีนี้เราลองมาดูงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับ Kombucha โดยสรุปกันอีกรอบนะคะ

  • สำหรับทางเครื่องสำอาง ความงามและผิวพรรณ งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการใช้ Kombucha ตรงๆ ยังมีอยู่จำกัดค่ะ โดยหลักๆ จะเป็นการใช้เพื่อสมานแผล (Wound healing) เช่น การศึกษาประสิทธิภาพของสารสกัด Kombucha ด้วยตัวทำละลาย Ethyl acetate ในการสมานแผลในหนูทดลอง โดยวิธีการฉีดเข้าชั้นหนังแท้ (Intradermal) พบว่า การสมานแผลเกิดได้ไวขึ้นค่ะ (Pakravan et al. J Cosmet Dermatol. 2018;17(6):1216-1224.)
    • ส่วนงานวิจัยในด้านของการใช้ Kombucha เพื่อสุขภาพนั้นมีค่อนข้างเยอะค่ะ ส่วนที่นำมาประยุกต์ได้สำหรับผิวพรรณ คือ คุณสมบัติในการต่อต้านอนุมูลอิสระ และการลดการอักเสบระคายเคือง (Villarreal-Soto, et al. J Food Sci. 2018;83(3):580-588.)
  • สีชมพู เป็นกลุ่มของ Hyaluron 3 ชนิด ได้แก่ Sodium hyaluronate แบบปกติ Hydrolyzed hyaluronic acid แบบที่ย่อยให้มีขนาดเล็กลง และ Sodium acetylated hyaluronate ที่เด่นด้านการเคลือบปกป้องผิว
  • สีฟ้า เป็นสารบำรุงต่างๆ เช่น
    • วิตามินบี 3 และ บี 5
    • สารสกัดจากคาโมมายล์ ชะเอม สาร Allantoin และ Dipotassium glycyrrhizate ที่มีประโยชน์ในเชิงด้านของการลดการระคายเคือง ให้ความรู้สึกสบายผิว
    • สารสกัดจากชาเขียว และ เปลือกส้ม เป็น Antioxidant
    • สารสกัดจากโกโก้ ข้อมูลจากผู้ผลิตวัตถุดิบ บริษัท Dermalab Korea ระบุว่า สารสกัดจากโกโก้นี้มีประโยชน์ในเชิงด้านของการเพิ่มความชุ่มชื้น และมีคุณสมบัติในการฟื้นฟูเสริมสร้างผิว (Regenerating agent)

แต่จุดที่น่าเสียดายคือ การใช้น้ำมันหอมระเหยจากผิวของพืชตระกูลส้ม ซึ่งอาจมีโอกาสทำให้ผิวไวต่อแสงได้มากขึ้น แต่ส่วนมากเราใช้มาสก์กันตอนกลางคืน เลยไม่น่าจะห่วงอะไรค่ะ

ต่อมาอีกสูตรจะเป็นสูตรแผ่นมาสก์ Hydrogel สูตร Lavender นะคะ

มีเชื่อเรียกเต็มๆว่า Lavender relief hydrogel mask น้องจะมาในแนวคลีนๆ เช่นกัน แต่สูตรนี้จะคาดสีม่วงค่ะ

ตัวซองด้านในก็ดีไซน์มาคล้ายๆกัน

สำหรับสูตรนี้ความโดดเด่นคงหนีไม่พ้นแผ่นมาสก์อีกแล้วค่ะ แผ่นมาสก์เป็นรูปแบบของ Hydrogel ที่มีความพิเศษตรงผลิตมาให้มี 3 ชั้น และมีการกระจายเองผงดอกลาเวนเดอร์ลงไปในแผ่นเจลด้วยค่ะ

(Image from T’esle Korea Official Website)

ชั้นนอกสุดจะเป็นชั้นของไฮโดรเจล ส่วนชั้นกลางจะเป็นตาข่ายหกเหลี่ยมที่ทางแบรนด์เรียกว่า Mesh net ทำหน้าที่ช่วยพยุงแผ่นไฮโดรเจลเอาไว้ให้คงรูป และชั้นในสุดก็จะเป็นไฮโดรเจลอีกชั้นค่ะ

สิ่งที่ Touch ความรู้สึกมี่มากตอนใช้งานคือความแนบสนิท และความดูดผิว คือ พอเราวางมาสก์บนหน้าปุ๊บ มันจะเกาะผิวปั๊บ ดังนั้นตอนวางคือต้องกะดีๆ ถ้าวางไปแล้วมันจะเลื่อนค่อนข้างยากค่ะ พูดตรงๆ แบบไม่อวย ขอยกให้มาสก์นี้เป็นมาสก์ที่ชอบที่สุดตั้งแต่ได้มาสก์หน้ามาในปี 2020 เลยค่ะ

ในซองจะแยกเป็น 2 ชิ้นมานะคะ คือชิ้นบน สำหรับช่วงหน้าผาก-จมูก และชิ้นล่าง สำหรับช่วงเหนือริมฝีปากลงมาค่ะ ตรงส่วนนี้เป็นภาพหลังใช้เสร็จแล้วเลยอาจจะดูแห้งๆหน่อยนะคะ

ตรงส่วนของจุดๆ สีน้ำตาล นั้นคือ ดอกลาเวนเดอร์จริงๆที่เขาใส่ไปด้วยตอนขึ้นรูปแผ่นไฮโดรเจล ถือเป็นกิมมิคหนึ่งที่มีความน่ารักดีค่ะ      ลองซูมให้ดูกันชัดๆนะคะ

ส่วนของน้ำมาสก์ เป็นรูปแบบน้ำใส สีม่วงอมแดง มีกลิ่นหอมในแนวธรรมชาติ

ถ้าดูจากส่วนผสม สีที่เกิดน่าจะเป็นสีธรรมชาติจากผงดอกลาเวนเดอร์ที่เขาใส่ค่ะ เพราะไม่มีส่วนผสมของสีสังเคราะห์

ค่า pH อยู่ที่ราวๆ 5 – 6 นะคะ

มาดูส่วนผสมกันดีกว่านะคะ

ในภาพรวมมาสก์ตัวนี้มาในรูปแบบน้ำใส ไม่มีส่วนผสมของน้ำมัน แอลกอฮอล์ และซิลิโคนค่ะ

มาดูสารสำคัญในมาสก์นี้กันนะคะ

  • สีน้ำตาลเป็นกลุ่มของสารก่อเจลที่ใช้ในการขึ้นรูปมาสก์
  • สีฟ้า เป็นกลุ่มของสารที่มีประโยชน์ในการเพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่ผิว ได้แก่ Hyaluronate, Hydrolyzed collagen และ Panthenol (หรือโปรวิตามินบี 5) โดยตัว Panthenol เองก็มีคุณสมบัติลดการอักเสบระคายเคืองได้ด้วยค่ะ
  • สีน้ำเงิน คือ ผงจากดอกลาเวนเดอร์ ที่ใส่ลงไปตอนขึ้นรูปไฮโดรเจล
  • สีชมพู เป็นกลุ่มของสารบำรุงอื่นๆ สารสกัดจากผัก ผลไม้ สมุนไพร 11 ชนิด ได้แก่ คาโมมายล์ ตะไคร้ โรสแมรี่ โรสฮิบ บลูเบอร์รี่ Wild thyme, Acai berry, Bilberry, Cranberry, Raspberry และ ผลของดอกที่มีชื่อภาษาจีนว่า Zhi zi (ผลของ Gardenia florida หรือ Cape jasmine)
(Image from T’else Official Website)

จุดนี้ขอเลือกกล่าวเฉพาะตัวที่น่าสนใจนะคะ สารสกัดจากเบอร์รี่รวม 7 ชนิด คือ Acai berry, Blackberry, Black Currant, Blueberry, Cranberry, Raspberry, Strawberry ซึ่งมีคุณสมบัติเด่นในเชิง Antioxidant

  • สารสกัดจากผล Gardinia florida หรือ Zhi zi ตัวนี้มีรายงานถึงคุณสมบัติในการต่อต้านอนุมูลอิสระ และการลดการอักเสบระคายเคือง ข้อมูลจากผู้ผลิตวัตถุดิบ บริษัท MoreChem ได้เคลมว่าสารสกัดนี้มีประโยชน์เป็น Antioxidant, ลดการอักเสบระคายเคือง ลดบวม และต่อต้านแบคทีเรียบางชนิด
  • สารสกัดจาก Wild thyme ตัวนี้ไม่แน่ใจว่าใช่วัตถุดิบ Cinderella care หรือเปล่า โดยตัวสารนี้ทางผู้ผลิตวัตถุดิบเคลมว่า สารสกัดนี้มีฤทธิ์เป็น Whitening โดยไปยับยั้งโปรตีน Kinesin ที่เกี่ยวข้องกับขั้นตอนการส่งผ่าน Melanosome ที่สร้างเสร็จแล้วไม่ให้ออกมายังผิวชั้นนอก มีข้อมูลทดสอบประสิทธิภาพในอาสาสมัครโดยผู้ผลิตเป็นเวลา 2 สัปดาห์ พบว่า อาสาสมัครที่ได้รับครีมผสมสารสกัดจากไทม์ป่ามีจุดด่างดำที่จางลง

โดยสรุป ในด้านของสารบำรุงในมาสก์สูตรนี้ประกอบด้วยส่วนผสมที่ให้ประโยชน์ต่อผิวหลายด้านไม่ว่าจะเป็นด้านการเป็น Antioxidant คุณสมบัติในการลดการอักเสบระคายเคือง ให้ความรู้สึกสบายผิว ต่อต้านอนุมูลอิสระ และเพิ่มความชุ่มชื้น อาจจะได้ประโยชน์ด้าน Whitening เสริมเข้ามา

มาให้คะแนนกันดีกว่านะคะ

สำหรับตัวแทนในการให้คะแนนในส่วนของมาสก์นี้ มี่ขอเลือกสูตรมาสก์ Lavender มาเป็นตัวแทนนะคะ

  1. สารบำรุง ประกอบด้วยสารบำรุงหลายชนิด เน้นไปที่ ด้านการเป็น Antioxidant ชะลอวัย ป้องกันริ้วรอย คุณสมบัติในการลดการอักเสบระคายเคือง ให้ความรู้สึกสบายผิว ต่อต้านอนุมูลอิสระ และเพิ่มความชุ่มชื้น รองๆ จะเป็นกลุ่มของพวก Whitening จาก B3 และไทม์ป่า แต่ว่าพูดถึงชื่อมาสก์ คือ Relief เลยคิดว่าด้านของการลดการอักเสบระคายเคือง กับการให้ความรู้สึกผ่อนคลาย และสบายผิว น่าจะเด่นกว่านี้อีกนิดหน่อย จุดนี้ขอให้ 4 ฟลาสก์
  2. ส่วนผสมอื่นๆ ไม่มีสารที่ไม่เป็นมิตรกับผิว เลยไม่มีที่ให้หักคะแนน รับไป 5 ฟลาสก์
  3. การใช้งาน เริ่มจากน้ำมาสก์ แม้จะมาในรูปแบบน้ำใส แต่มีความหนืดพอเหมาะ ไม่ไหลเยิ้มเฉอะแฉะ แปะแล้วยั่งมานั่งดูละครชิลล์ๆ ได้ แผ่นมาสก์มีความแนบสนิท และดูดผิวดี ให้ความรู้สึกเย็นและสบายผิว หลังลอกออกผิวยังคงนุ่ม รู้สึกได้ถึงสัมผัสที่ยืดหยุ่นและกระชับ จุดนี้ให้ไป 5 ฟลาสก์

สุดท้ายนี้ต้องขอขอบคุณทางแบรนด์ T’else สาขาประเทศไทยด้วยนะคะ ที่ส่งสินค้าใหม่ล่าสุดมาให้มี่ได้ทดลองใช้ และขอบคุณทุกท่านด้วยค่ะที่ติดตามรับชมมาจนจบ สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถสอบถามได้ที่ทางแบรนด์ T’else หรือ เพจ DermArtlogy Thailand ได้โดยตรงเลยนะคะ

https://www.facebook.com/dermArtlogyThailand

สำหรับวันนี้คงต้องลากันไปก่อน พบกันใหม่โอกาสถัดไป สวัสดีค่ะ

Disclaimer/conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากทางแบรนด์ T’else การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสมตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล และผู้เขียนไม่ได้มีผลประโยชน์ใดๆในการขายสินค้า โปรดใช้วิจารณญาณ

Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสม Skincare สำหรับผิวบอบบางจากแบรนด์ Zeroid แบรนด์คุณภาพภายใต้เครือ Neopharm

สวัสดีค่ะ วันนี้มี่มีรีวิวผลิตภัณฑ์ที่น่าสนใจมาฝากกันนะคะ

เชื่อว่าหลายๆท่าน น่าจะเคยผ่านตากับแบรนด์ Zeroid มาบ้างแล้ว แบรนด์นี้เป็นแบรนด์ลูกอีกแบรนด์ในเครือ Neopharm เจ้าเก่า ผู้ครองสิทธิบัตรเรื่อง MLE technology ค่ะ

สำหรับคอนเซปท์ของชื่อแบรนด์ Zeroid นั้นมาจาก Zero steroid ค่ะ ซึ่งเท่าที่เข้าใจคือ สินค้าในแบรนด์นี้ ทำออกมาเพื่อดูแลปัญหาผิวต่างๆ ซึ่งปกติมักจะต้องใช้ยาทาสเตียรอยด์มาแก้ไข แต่ผลิตภัณฑ์นี้เน้นการเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน และ Barrier ผิวให้แข็งแรง จึงไม่จำเป็นต้องใช้ Steroid นั่นเองค่ะ

(Image from Zeroid Korea official website)

ตัวที่มี่ได้มาจะเป็นกลุ่มของ Intensive ampoule ที่ดูแลปัญหาเฉพาะจุด ซึ่งมีด้วยกัน 3 สูตรนะคะ

  1. สูตร Dermarenewal revitalizing ampoule ที่เน้นในการดูแลพวกริ้วรอยต่างๆ รวมถึงช่วยคืนความมีชีวิตชีวาให้ผิวที่เริ่มมีอายุ
  2. สูตร Pimprove Calming ampoule ที่เน้นดูแลเรื่องของปัญหาสิว การอักเสบระคายเคืองจากสิว และปรับสมดุลภูมิคุ้มกันด้วยสารที่เสริมการทำงานของ Antimicrobial peptide (AMP) ตามธรรมชาติในผิว
  3. สูตร Intensive hydrating ampoule ที่เน้นฟื้นฟู Barrier ผิว ให้ผิวชุ่มชื้น และเสริมการสังเคราะห์ Hyaluronic acid ตามธรรมชาติของผิว

ตัวแพคเกจเขาทำออกมาคล้ายหนังสือ ที่เปิดออกมาก็จะเจอหลอดของ Zeroid วางอยู่ค่ะ

สำหรับความรู้สึกเรา จะแอบขัดใจนิดหน่อย เพราะคำว่า Ampoule ทำให้เราจินตนาการถึงขวดแบบมีหลอดหยด แต่ตัวนี้มาในรูปแบบของหลอดค่ะ

แต่คิดไปคิดมา เอาจริงๆ แพคเกจแบบหลอด ก็มีข้อดีในแง่ของการที่แพคเกจแบบหลอดนั้นเป็นระบบปิด ซึ่งมีประโยชน์ในการลดการปนเปื้อนจากสิ่งแวดล้อมได้ดีกว่าเนาะ ถึงแม้น้องจะมีอยู่ 3 สูตรแต่วันนี้จะเลือกหยิบสูตรที่ชอบที่สุด 2 สูตรมารีวิวค่ะ

สูตรแรกที่จะเริ่มรีวิวเป็นสูตรสำหรับเติมน้ำ ซึ่งเหมาะกับทั้งผิวแห้ง และผิวมันที่ขาดน้ำ รวมถึงผู้ที่สนใจอยากเสริมความชุ่มชื้นให้กับผิว คือ สูตร Intensive hydration หลอดสีเขียวค่ะ

สำหรับสูตรนี้จุดเด่นจะอยู่ที่เรื่องของการใช้วัตถุดิบ Hyaluronic acid ที่มีความบริสุทธิ์สูง และ ใช้ส่วนผสมของสารบำรุงที่มีชื่อทางการค้าว่า Syn®-Hycan (INCI name: Tetradecyl Aminobutyroylvalylaminobutyric Urea Trifluoroacetate, Glycerin, Magnesium Chloride)

พัฒนามาในคอนเซปท์ The less is more คือใช้ส่วนผสมน้อยชนิดเท่าที่จำเป็นเพื่อไม่ให้รบกวนผิวที่บอบบางมากนัก

เนื้อจะมาในรูปแบบของเซรั่มใส ไม่มีกลิ่น เพราะไม่มีส่วนผสมของน้ำหอม

ความหนืดไม่มาก เกลี่ยง่าย รู้สึกได้ถึงความชุ่มชื้นที่เคลือบผิวเอาไว้

ค่า pH อยู่ที่ราวๆ 5 นะคะ

ด้วยคอนเซปท์ Less is more ส่วนผสมเลยมีอยู่ไม่มาก เน้นแค่สิ่งที่จำเป็นจริงๆ มี Hya + Syn®-Hycan คือเรียกได้ว่า ตรงจุด ตรงเป้า ตรงปัญหาเลยหละ

ส่วนสีม่วงก็คือ Hya ร่วมกับสีฟ้าทั้งหมด คือ วัตถุดิบ Syn®-Hycan ค่ะ

สำหรับตัว Syn®-Hycan พระเอกก็คือเปปไทด์ที่มีชื่อว่า Tetradecyl Aminobutyroylvalylaminobutyric Urea Trifluoroacetate ค่ะ เนื่องจากชื่อยาว เลยขอเรียกด้วยชื่อทางการค้านะคะ

Syn®-Hycan เป็นวัตถุดิบที่ทางผู้ผลิตเคลมว่ามีกลไกการออกฤทธิ์อยู่ 2 อย่างหลักๆ คือ Fuller กับ Firmer

  • มีคุณสมบัติในการเสริมการสังเคราะห์ Glycosaminoglycan และ Hyaluronic acid ในผิว
  • เพิ่มการสังเคราะห์ Proteoglycan ที่ชื่อ Decorin และ Lumican ซึ่งเป็นตัวที่เกาะกับสายคอลลาเจนที่พันกันเป็นเกลียว (Helix) ระหว่างเกลียวนี้ก็จะมีพวก Hyaluronic acid และ GAGs ต่างๆแทรกอยู่ ทำให้เกลียวของคอลลาเจนแข็งแรงขึ้น และสารกลุ่ม GAGs ก็อุ้มน้ำให้ผิวดูอวบอิ่มขึ้นไปพร้อมๆ กัน

ในชั้น Dermis หรือชั้นหนังแท้ จะประกอบด้วยสารหลายๆ กลุ่ม เรียงตัวอัดกันแน่น อย่างซับซ้อน เราเรียกสารเหล่านี้ว่า Extracellular matrix (ECM) อย่างในภาพ เส้นใยคอลลาเจน คือที่เป็นตาข่าย และ Hyaluronic acid คือส่วนสีน้ำตาล

(Image from Pentapharm and DSM)

คอลลาเจนจะสานเป็นเกลียวเรียงตัวกันคล้ายๆ กับเชือก ซึ่งระหว่างเชือก จะมี Decorin และ Versican ซึ่งเป็นตัวที่เกาะอยู่ เพื่อให้เกลียวเชือกมาความคงตัว และเพิ่มช่องว่างให้ Hyaluronic acid เข้ามาแทรกได้ เราเรียกหน้าที่ของ Decorin และ Lumican นี้ว่าเป็น Spacer ในภาพด้านล่าง Decorin คือ สีน้ำเงิน และ Lumican คือ สีเขียว

(Image from Pentapharm and DSM)

การทดสอบจากผู้ผลิตวัตถุดิบกล่าวว่า อาสาสมัครที่ใช้ครีมที่มีส่วนผสมของ เริ่มรู้สึกว่าผิวอวบอิ่มและกระชับขึ้นใน 3 สัปดาห์ และ ผลดังกล่าวเห็นชัดเจนที่ 12 สัปดาห์ (Schleehauf, 2018)[1]

[1] Schleehauf, 2018. From (https://www.cosmeticsandtoiletries.com/formulating/category/antiaging/DSMs-Hyaluronic-Acid-Booster-Skips-the-Injections-497599271.html)

(Image from Pentapharm and DSM)

สำหรับอีกสูตรหนึ่งที่มี่หยิบมารีวิวคือสูตร Pimprove นะคะ

น้องจะมาในหลอดที่เป็นอักษรสีชมพูค่ะ

เนื้อเซรั่มมาในรูปแบบใส ไม่มีกลิ่น เพราะไม่มีส่วนผสมของน้ำหอม

ตัวนี้ความหนืดจะเยอะกว่าสูตร Intensive hydration เล็กน้อย เกลี่ยง่ายพอๆ กัน แต่ตัวนี้จะซึมไวแห้งไว ให้สัมผัสสบายผิวกว่าค่ะ

ค่า pH อยู่ที่ราวๆ 5 – 6 นะคะ

สำหรับตัวนี้จุดเด่นอยู่ที่การเลือกใช้ส่วนผสมที่จัดเต็มในด้านของการปกป้องผิว เสริมภูมิคุ้มกัน และลดการอักเสบระคายเคือง สำหรับตัวเด่นของสูตรนี้จะเป็นสูตรผสมของ Active ชั้นนำ และ Active สิทธิบัตรหลายตัว ซึ่งจะกล่าวละเอียดในช่วงวิเคราะห์ส่วนผสมนะคะ

วันนี้มี่ทำสีส่วนผสมไว้ 4 สีนะคะ

เริ่มที่สีฟ้า ซึ่งเป็นเหล่าบรรดาตัวเอกของผลิตภัณฑ์ค่ะ มีด้วยกัน 3 ตัว ได้แก่

  • Dualguard-9 (INCI name: Ethylhexanamide serinol) ตัวนี้เสริมคุณสมบัติในการผลัดเปลี่ยนของผิวให้สมดุลมากขึ้น จึงมีส่วนช่วยลดการอุดตัน และให้ผิวแลดูกระจ่างใส ดูมีชีวิตชีวา
  • Restomide (INCI name: Oleamide MEA) ลดการอักเสบและระคายเคือง ผ่าน Cannabinoid receptor Type 1 ที่เป็น Receptor เดียวกับที่ สารในกลุ่ม CBD จากกัญชง/กัญชามาจับ มีผล 3 อย่าง ดังนี้
  1. ลดการอักเสบระคายเคือง สำหรับสารตัวนี้เมื่อจับกับ CB1 receptor แล้ว จะไปมีผลทำให้เส้นประสาทรับความรู้สึกระคายเคืองใต้ผิวทำงานน้อยลง ความรู้สึกระคายเคืองที่เกิดขึ้นบนผิวก็เลยลดลง
  2. ลดการแบ่งตัวเพิ่มจำนวนที่ผิดปกติของผิว จึงมีผลลดการอุดตัน
  3. ลดการอักเสบระคายเคือง ผ่านการยับยั้งเซลล์ในระบบภูมิคุ้มกันที่ทำงานมากเกินไปในกลุ่มของผู้ที่มีอาการระคายเคือง แสบ คัน และแพ้ง่าย

(Image from Zeroid Korea official website)

  • ADefence-P (INCI name: Methylbenzyl Methylbenzimidazole Piperidinylmethanone) ตัวนี้เป็น Protease inhibitor ซึ่งมีผลไปยับยั้ง PAR-2 receptor (Protease activated receptor) ทำให้ผิวปรับสมดุลการแบ่งตัวเพิ่มจำนวน และลดการสร้างและขับน้ำมัน หรือ Sebum ออกมา จึงมีผลทำให้การเกิดสิวลดลง
    การทดสอบของทางบริษัท โดยให้อาสาสมัครใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของสารนี้ เป็นเวลา 4 อาทิตย์ พบว่ามีปริมาณของน้ำมัน ปริมาณสิวอุดตัน และปริมาณสิวอักเสบหัวแดงลดลง

(Image from Zeroid Korea official website)

นอกจากนี้ PAR-2 receptor ยังพบในรอยต่อระหว่างเซลล์สร้างเม็ดสีผิว Melanocyte กับ เซลล์ผิวหนัง Keratinocyte ทำหน้าที่ส่งผ่าน Melanin ที่สร้างเสร็จแล้วออกมาด้านนอก เกิดเป็นสีผิวขึ้นมา เมื่อ Block PAR-2 receptor ที่ตรงนี้ได้ ก็จะยับยั้งการส่งผ่านของ Melanin ออกมาภายนอก ผิวหนังจึงเกิดจุดด่างดำ หรือสีผิวไม่สม่ำเสมอได้น้อยลง

สีเขียวแก่ เป็นกลุ่มของสารเพิ่มความชุ่มชื้น อย่าง Hya เจ้าประจำของเรา และอีกตัวหนึ่ง คือ Polyphosphorylcholine Glycol Acrylate ตัวนี้มีชื่อทางการค้าว่า Hydroquat PM50HDKC เป็นสารที่ดัดแปลงจาก Phospholipid ชนิด lecithin ให้มีโครงสร้างคล้ายกับเยื่อหุ้มเซลล์ของผิว เกาะติดผิวได้ดี มีประโยชน์ในการเสริม และฟื้นฟู Barrier ผิวให้แข็งแรง รวมถึงเพิ่มความชุ่มชื้นได้ยาวนาน

สีชมพู เป็นกลุ่มของสารที่ลดการระคายเคืองตัวอื่นๆ เช่น Dipotassium glycyrrhizate ที่ได้จากชะเอม Madecassoside ที่ได้จากบัวบก Allantoin เจ้าประจำ

สำหรับสาร Madecassoside ที่เป็นสารในกลุ่มของ Triterpenoids ที่พบในใบบัวบกนั้น มีรายงานถึงฤทธิ์ในการต้านการอักเสบ Anti-oxidant Anti-aging กระตุ้น Fibroblast ให้สังเคราะห์ Collagen ได้ดีขึ้น และ ช่วยส่งเสริมกระบวนการสมานผิวตามธรรมชาติ (Burns. 2012; 38(5):677-84.) นอกจากนี้ยังมีรายงานการวิจัยว่าสารนี้ยังยับยั้งการสร้างเมลานิน โดยไปขัดขวางขั้นตอนของการเหนี่ยวนำให้เกิดกระบวนการอักเสบจากรังสี UVB (Molecules. 2013; 18(12):15724-36.)

สำหรับ Arginine ตัวนี้เป็นกรดอะมิโน ที่เป็น Natural moisturizing factor ที่เสริมกระบวนการกักเก็บน้ำของผิว

โดยรวมคือเรียกได้ว่าส่วนผสมจัดเต็มมาก และไม่มีองค์ประกอบที่ไม่เป็นมิตรกับผิว มาให้คะแนนกันดีกว่านะคะ สำหรับการให้คะแนนวันนี้ ขอเลือกตัว Pimprove calming ampoule มาให้คะแนนนะคะ

  1. สารบำรุง เป็นการผสมผสานกันระหว่างวัตถุดิบชั้นนำ และวัตถุดิบสิทธิบัตรหลายชนิด ที่มีประโยชน์เสริมกันในการดูแลปัญหาสิว การอุดตัน และการอักเสบระคายเคืองได้อย่างลงตัว พร้อมทั้งเสริม Barrier ผิวให้แข็งแรง รับไป 5 ฟลาสก์
  2. ส่วนผสมอื่นๆ ไม่มีส่วนผสมของสารที่ไม่เป็นมิตรกับผิว รับไป 5 ฟลาสก์
  3. การใช้งาน ส่วนตัวมี่ไม่ค่อยมีปัญหาสิวนะคะ แต่ว่าจะมีอาการระคายเคืองและรอยแดงอยู่บ้าง โดยเฉพาะช่วงที่เราต้องใส่ Mask เป็นเวลานานๆ ใช้ตัวนี้เช้าเย็น ประมาณสัก 5 วัน เริ่มรู้สึกว่าผิวดี ไม่ค่อยแดง ไม่ค่อยระคายเคือง เมื่อถอด Mask ออก ผิวก็ยังดูดี ไม่เยินเหมือนก่อนใช้ พอใช้ต่อเนื่องได้เกือบ 2 เดือน ส่วนตัวคิดว่า ผิวตัวเองมีสุขภาพดีขึ้นมาก และมีความแข็งแรงขึ้นเยอะ จุดนี้มอบมง #ลูกรักบ้านมียอนปี2020 ไปเลยล่วงหน้า รับไป 5 ฟลาสก์

สุดท้ายนี้ขอขอบคุณทางแบรนด์ Zeroid และ ทางเพจ Dermartlogy Thailand ด้วยนะคะ ที่ส่งสินค้าดีๆมาให้มี่ได้ทดลองใช้ และขอบคุณทุกๆท่านด้วยค่ะที่ติดตามรับชมมาจนจบค่ะ

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติม สามารถติดต่อสอบถามได้ที่ทางเพจของ Dermartlogy Thailand โดยตรงเลยนะคะ

https://www.facebook.com/DermArtlogyThailand/

Disclaimer/conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากทางแบรนด์ Zeroid และบริษัท DermaMD เจ้าของเพจ Dermartlogy Thailand การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสมตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล ผู้เขียนไม่ได้มีผลประโยชน์ใดๆในการขายสินค้า โปรดใช้วิจารณญาณ

Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสม Cleansing water สายคลีนของแบรนด์ Per Se กับ Ultra hydrating micellar cleansing water

สวัสดีค่ะ

วันนี้มี่มีรีวิวสกินแคร์สายคลีนมาฝากกันนะคะ เป็นผลิตภัณฑ์จากแบรนด์ Per Se ซึ่งเป็นแบรนด์จากออสเตรเลีย จดทะเบียนทั้งในไทยและในออสเตรเลียค่ะ

คอนเซปท์ของแบรนด์ คือ Beauty in Simplicity ซึ่งทางแบรนด์มีความเชื่อว่า ส่วนผสมของเครื่องสำอางที่ดี ไม่จำเป็นต้องใช้หลายชนิด ภายใต้กรอบแนวคิด “When less is more”

สำหรับผลิตภัณฑ์ที่มี่ได้รับมาจะเป็น 2 ตัวนะคะ คือ Per Se Ultra hydrating micellar cleansing water กับ Per Se Glow & Protect Broad spectrum sunscreen มีหน้าตาเป็นดังภาพนะคะ

สำหรับวันนี้มี่เลือกตัว Per Se Ultra hydrating micellar cleansing water มารีวิวก่อนค่ะ

น้องจะมาในหน้าตาประมาณนี้ค่ะ

ด้านในเป็นขวดแบบมีรูหยด ใช้ง่าย แค่เทลงสำลี

สำหรับเนื้อของ Cleansing water ตัวนี้จะออกมาในรูปแบบของสารละลายใส ไม่มีกลิ่น เพราะไม่มีส่วนผสมของน้ำหอม ให้สัมผัสค่อนข้างนุ่ม

สำหรับค่า pH จะอยู่ที่ ราวๆ 5 นะคะ ซึ่งแบรนด์เคลมว่าอยู่ในช่วงระหว่าง 4.8 – 5.2 ค่ะ

ประสิทธิภาพในการทำความสะอาดก็เรียกได้ว่าพอใช้ได้เลยหละ ลองทดสอบกับ Eyeliner และ ลิปสติก โดยการหยด Cleansing ใส่สำลี แปะไว้ประมาณ 10 วินาที แล้วลากออกเบาๆ ก็หลุดออกมาเกือบหมดแล้วค่ะ

สำหรับ Cleansing ตัวนี้ ทางแบรนด์เคลมว่า สามารถใช้เป็น One-step cleansing ได้ โดยไม่จำเป็นต้อง Double clean ต่อด้วยโฟมหรือเจลล้างหน้า เพื่อลดการสัมผัสสารทำความสะอาดซึ่งจะไปรบกวนผิวโดยไม่จำเป็น

มาวิเคราะห์ส่วนผสมกันดีกว่าค่ะ

ส่วนผสมเป็นดังนี้นะคะ

สำหรับส่วนผสมวันนี้มี่ทำไว้ 3 สีนะคะ

  1. สีม่วง เป็นกลุ่มของสารทำความสะอาด ในที่นี้ก็คือ PEG-6 capric/caprylic glycerides, Polyglyceryl-4 laurate/sebacate, Polyglyceryl-6 caprylate/caprate ซึ่งเป็นกลุ่มของสารทำความสะอาดที่อ่อนโยน และมีคุณสมบัติในการเคลือบผิว ให้ความชุ่มชื้น ให้สัมผัสที่นุ่มนวล ไม่แห้งตึง
  2. สีฟ้า เป็นกลุ่มของสารเพิ่มความชุ่มชื้นและเติมน้ำให้กับผิว
  3. สีชมพู เป็นสารบำรุงผิว ซึ่งมีตัวหลักอยู่ 2 ตัว คือ
  • สารสกัดจากส้มโอสีชมพู หรือ Citrus paradisi (Pink pomelo) fruit extract สารสกัดจากผลส้มโอนี้ทางผู้ผลิตวัตถุดิบเคลมว่า มีคุณสมบัติผลัดผิวอย่างอ่อนโยน ให้ความกระจ่างใส นอกจากนี้ในส้มโอยังประกอบด้วยสาร Flavonoid อย่าง hesperidin กับ naringin ซึ่งเป็น Antioxidant ที่ดี
  • Niacinamide เป็นรูปแบบหนึ่งของวิตามินบี 3 ซึ่งมีคุณสมบัติที่ดีต่อผิวหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ Whitening การลดการอักเสบระคายเคือง และช่วยให้ผิวแข็งแรง

ตัวผลิตภัณฑ์มาในเนื้อรูปแบบน้ำ ไม่มีส่วนผสมของสารที่ไม่เป็นมิตรกับผิว

มาให้คะแนนกันดีกว่า เนื่องจากส่วนผสมมีไม่มากนักจึงขอให้คะแนนเป็น 2 หัวข้อ คือ ส่วนผสม กับ การใช้งานนะคะ

  1. ส่วนผสม เป็น Cleansing water ที่มีความอ่อนโยน และเสริมสารบำรุงที่มีประโยชน์ในการเติมน้ำให้กับผิว รวมไปถึงประโยชน์ด้าน Whitening ส่วนผสมอื่นๆ เลือกมาได้ค่อนข้างดี และไม่มีส่วนผสมที่ไม่เป็นมิตรกับผิว จุดนี้ขอให้ไป 5 ฟลาสก์
  2. การใช้งาน ส่วนตัวค่อนข้างชอบกับสัมผัสของ Cleansing water ที่ใช้ PEG-6 capric/caprylic glycerides อยู่แล้วนะคะ พอมาเจอกับตัวนี้ของ Per Se รู้สึกว่าเขาทำมาให้มีสัมผัสหลังใช้ หรือ Afterfeel ที่ค่อนข้างนุ่มผิว ไม่ได้รู้สึกแห้งตึง หรือ ระคายเคือง อีกจุดที่มี่ค่อนข้างชอบคือ การที่ทางแบรนด์สื่อสารกับลูกค้าอย่างตรงไปตรงมาด้วยความซื่อสัตย์ ว่า Cleansing water ตัวนี้อาจจะทำให้เกิดการระคายเคืองต่อดวงตาได้ในบางคน เลยแนะนำให้หลีกเลี่ยง แต่จุดนี้ส่วนตัวไม่ได้แต่งตาเยอะมาก มีแค่ Eyeshadow เราก็จะหยด Cleansing ใส่สำลี และแปะไว้บนเปลือกตาเบาๆ ก่อนลากออก และใช้ คอตตอนบัดส์ เก็บรายละเอียด ส่วนตัวใช้ได้นะคะ จุดนี้ขอให้ไป 5 ฟลาสก์

สุดท้ายนี้ต้องขอขอบคุณทางแบรนด์ Per Se ด้วยนะคะ ที่ส่งผลิตภัณฑ์ดีๆ มาให้มี่ได้ทดลองใช้ และขอบคุณทุกท่านด้วยค่ะที่ติดตามรับชมมาจนจบ

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ทางแบรนด์โดยตรงเลยนะคะ

https://www.facebook.com/persethailand

พบกันใหม่โอกาสถัดไป สวัสดีค่ะ

Disclaimer/conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากทางแบรนด์ Per Se การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสมตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล และผู้เขียนไม่ได้มีผลประโยชน์ใดๆในการขายสินค้า โปรดใช้วิจารณญาณ

Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสมน้ำตบ Artemisia และ น้ำตบจากชาหมัก Kombucha จากแบรนด์ T’else แบรนด์น้องใหม่ในเครือ Neopharm เกาหลี

สวัสดีค่ะ

วันนี้มี่จะมารีวิวผลิตภัณฑ์จากแบรนด์น้องใหม่ในเครือของ Neopharm ให้ได้ชมกันค่ะ

ถ้าพูดถึง Neopharm ตัวเทคโนโลยีหลักที่โด่งดังของเขาคือ เทคนิค MLE ที่ใช้สารในกลุ่ม Pseudoceramide มาเป็นตัวหลักในการสร้างเนื้อครีมแบบพิเศษ ที่มีลักษณะคล้ายกับไขมันที่เป็นส่วนประกอบของ Barrier ผิวเรานะคะ

(ถ้าสนใจสามารถตามไปอ่านเพิ่มได้ที่ลิงค์นี้ค่ะ https://cosmeknowledge.wordpress.com/2017/02/03/atopalm-body)

 

คราวนี้ทาง Neopharm ได้ปล่อยผลิตภัณฑ์แบรนด์น้องใหม่ ที่เริ่มโด่งดังในเกาหลี อย่างแบรนด์ T’else ซึ่งมาจากคำว่า Tea + else โดยมีคอนเซปท์ของความเป็นธรรมชาติ ความ Minimal ซึ่งมีสินค้าออกมาหลายชิ้นนะคะ มี่จะทะยอยๆ มารีวิว โดยวันนี้จะขอเริ่มจากกลุ่ม Essence ก่อนค่ะ

สำหรับ Essence นี้มีด้วยกัน 2 สูตรนะคะ คือ สูตร Artemisia True essence ที่โดดเด่นด้วยการใช้น้ำหมักจาก Artemisia จากเกาะเจจูในความเข้มข้น 98% ร่วมกับโปรวิตามินบี 5 กับสารเพิ่มความหนืด ให้เราตบกันสนุกๆ และ อีกสูตรเป็นสูตร Kombucha Teatox essence ตัวนี้ใช้สารสกัดจากชาดำหมักที่เรารู้จักกันในนาม Kombucha ในความเข้มข้น 74% ร่วมกับสารบำรุงอื่นๆ พัฒนามาในสูตร Low-pH และแต่งกลิ่นด้วยน้ำมันหอมระเหยได้อย่างลงตัวค่ะ

telse 1

 

เราจะขอเริ่มรีวิวที่สูตร Artemisia True essence กันก่อนเลยนะคะ

arte 4

มาในขวดพลาสติกหนา เนื้อข้างในเป็นสีเขียวมะกอก/สีเขียวขี้ม้า

arte 5

น้องจะมีเนื้อเป็นแบบน้ำใส มีกลิ่นคล้ายๆสมุนไพร ดมไปดมมาก็คล้ายๆจิงจูฉ่าย อาจจะเพราะเป็นพืชใน Genus เดียวกันค่ะ

arte 2

เกลี่ยได้ค่อนข้างง่าย ซึมไว แห้งไว ไม่เหนอะหนะ

arte 3

สำหรับค่า pH จะอยู่ที่ราวๆ 4 – 5 นะคะ

arte 1

ส่วนผสมเป็นดังนี้ค่ะ

สผส artemisia

โดยตัว Artemisia scoparia extract จะเป็นคนละ species กับ Mugwort (Artemisia annua extract) ในน้ำตบ Artemisia ของแบรนด์ก่อนที่มี่เคยรีวิวไปก่อนหน้านะคะ

arte 6

(Image from T’else official website)

Artemisia เป็น Genus ของสมุนไพร ที่มีหลาย species กระจายกันไปทั่วโลก โดยนักพฤกษศาสตร์ในปัจจุบันพบเจอว่ามีมากกว่า 400 Species เลยทีเดียวค่ะ

ตัวนี้ Story ของเขาน่ารักนะคะ ส่วนตัวจะค่อนข้างอินและปลื้มกับอะไรแบบนี้ค่ะ มี่เล่าแบบสรุปเป็นข้อๆนะคะ

  • A. scoparia เป็น Species ที่พบได้บนเกาะเจจู และพื้นที่แถบ Eurasia แต่ว่าทางแบรนด์เคลมว่า A. scoparia ที่โตบนเกาะเจจู ได้รับอากาศบริสุทธิ์และสารอาหารพิเศษจากดินภูเขาไฟของเกาะเจจู เลยมีประโยชน์และคุณสมบัติที่ดีหลายอย่าง
  • A. scoparia มีชื่อสามัญว่า redstem wormwood ซึ่งสามารถใช้ทดแทนในสูตรยาจีน yin-chen ได้ค่ะ (ข้อมูลจาก Wikipedia)
  • ทางแบรนด์เคลมว่า เก็บเกี่ยวในช่วงเดือน พ.ค. – มิ.ย. ซึ่งจะเป็นฤดูที่ Artemisia นี้กำลังมีประโยชน์
  • มีสิทธิบัตรเกาหลี (เลขที่ KR10-0768085) รองรับว่า มีประโยชน์เด่นในด้านลดการอักเสบระคายเคือง เด่นกว่าอีกพันธุ์คือ A. capillaris (ตัวนี้เป็น Artemisia ที่ใช้ในตำรับยาจีน มีชื่อสามัญว่า yin-chen wormwood) นอกจากนี้ก็ยังมีประโยชน์ในด้านการเป็น Antioxidant ต่อต้านอนุมูลอิสระ ชะลอวัย
  • การทดสอบทางพฤกษเคมีพบว่าใน A. scoparia มีสาร Phytosterol ชนิด β-Sitosterol ซึ่งมีประโยชน์ในเชิงการลดการอักเสบระคายเคือง
  • สารอีกตัวที่ค่อนข้างเด่นและพบได้ใน A. scoparia คือ สารในกลุ่ม Coumarin ที่ชื่อ Scoparone ซึ่งมีรายงานว่ามีประโยชน์ในการกดภูมิคุ้มกัน (ตรงนี้จะเหมาะกับกลุ่มของสภาพผิวที่ภูมิคุ้มกันไวเกิน จนก่อให้เกิดการแพ้หรือระคายเคือง แต่ก็อาจจะมีข้อเสียได้ในคนปกติ คหสต.) และมีคุณสมบัติในการขยายหลอดเลือด ช่วยให้เลือดไหลเวียนดีขึ้น (European Journal of Pharmacology. 1992;218 (1):123–8.)ซึ่งตรงจุดนี้ก็จะมีประโยชน์ในการช่วยให้ผิวมีสุขภาพดีขึ้น

ส่วนผสมอีกตัวที่ทางแบรนด์เติมเข้ามาคือ Panthenol หรือโปรวิตามินบี 5 ที่มีประโยชน์ในการเพิ่มความชุ่มชื้น และลดการอักเสบระคายเคือง ให้ความรู้สึกสบายผิว

 

ส่วนอีกสูตรจะเป็น สูตร Kombucha Teatox Essence ค่ะ

สูตรนี้ก็มี Story น่ารักๆนะคะ

เริ่มจากการหมักชาอัสสัมด้วยยีสต์ Saccharomyces ในโอ่งดินจนได้วุ้น Kombucha ก่อนเอาวุ้นมาสกัดเป็นวัตถุดิบใช้ในเครื่องสำอางค่ะ

kombucha ferment

(Image from T’else)

     ในหลายๆฐานข้อมูลมีการกล่าวถึง Kobucha ไว้ค่อนข้างมากนะคะ ซึ่งในภาพรวม Kombucha จะเป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการหมัก และภายในนั้นจะมีจุลินทรีย์หลายชนิด ทั้งแบคทีเรีย และ ยีสต์ ซึ่งหลายตัวเป็น Probiotic และมีประโยชน์ทางด้านสุขภาพค่ะ โดยสำหรับส่วนวุ้นที่เกิดขึ้นจะเป็นสารในกลุ่มของ Biocellulose ที่เชื้อในกลุ่มของ Acetobacter spp. เป็นตัวสร้างขึ้นมาค่ะ ซึ่งในด้านของประโยชน์ของ Kombucha นั้นมีค่อนข้างกว้างค่ะ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ Antioxidant, การลดการอักเสบระคายเคือง ส่วนที่เหลือจะเป็นฤทธิ์ในการเสริมสร้างสุขภาพเมื่อใช้รับประทานเป็นเครื่องดื่มค่ะ (Villarreal-Soto, et al. J Food Sci. 2018;83(3):580-588.)

มีนักวิทยาศาสตร์หลายๆกลุ่มได้ตรวจสอบสารอาหาร และพฤกษเคมีใน Kombucha ที่หมักด้วยรูปแบบต่างๆ พบว่าประกอบด้วยสารหลายๆอย่างซึ่งให้ประโยชน์กับผิวนะคะ เช่น กลุ่มของวิตามิน กลุ่มของกรดอินทรีย์ (organic acid) หลายชนิด โดยตัวที่มีประโยชน์กับผิวได้แก่ Glucuronic acid, Gluconic acid, Lactic acid (Villarreal-Soto, et al. J Food Sci. 2018;83(3):580-588.) โดยพวกนี้เป็นกรดอินทรีย์ในกลุ่ม PHA และ AHA ที่มีความสามารถในการเติมน้ำ และผลัดผิว (ขึ้นกับค่า pH ของตำรับ) สำหรับ Glucuronic acid มีรายงานว่ามีคุณสมบัติในการระงับเชื้อแบคทีเรียบางชนิดได้ และมีประโยชน์สำหรับผิวที่เป็นสิว

และนอกจากนี้ปริมาณของ Tea polyphenols ในกลุ่มของพวก Catechin อย่างพวก EGCG และอื่นๆ ก็ยังมีอยู่ในปริมาณที่ค่อนข้างสูง โดยมีหลายๆชิ้นงานสนับสนุนว่า การหมักชา จะทำให้พวกจุลินทรีย์ต่างๆไปเปลี่ยนสารเหล่านี้ให้มีขนาดเล็กลง มีฤทธิ์ที่ดีขึ้น ซึ่งเราเรียกว่า Bio-conversion

และเมื่อสารเหล่านี้มีขนาดเล็กลง น่าจะมีประโยชน์ในการซึมผ่านผิวได้ดีขึ้นด้วย (แต่ยังขึ้นกับปัจจัยอื่นๆอีก)

สำหรับทางเครื่องสำอาง ความงามและผิวพรรณ งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการใช้ Kombucha ตรงๆ ยังมีอยู่จำกัดค่ะ โดยหลักๆ จะเป็นการใช้เพื่อสมานแผล (Wound healing) เช่น การศึกษาประสิทธิภาพของสารสกัด Kombucha ด้วยตัวทำละลาย Ethyl acetate ในการสมานแผลในหนูทดลอง โดยวิธีการฉีดเข้าชั้นหนังแท้ (Intradermal) พบว่า การสมานแผลเกิดได้ไวขึ้นค่ะ (Pakravan et al. J Cosmet Dermatol. 2018;17(6):1216-1224.)

ตัว Kombucha Teatox Essence จะมาในกล่องแถบคาดเหลืองนะคะ

kombu 4

มาในเนื้อสีเหลืองอ่อน

kombu 5

ข้นกว่าสูตร Artemisia เล็กน้อย มีกลิ่นหอมจางๆ

kombu 1

เกลี่ยได้ง่าย ซึมไว ให้ความรู้สึกบางเบา เย็นสบายผิว และไม่เหนอะหนะ

kombu 2

ค่า pH อยู่ที่ราวๆ 4 – 5 นะคะ

kombu 3

ตัว Kombucha essence นี้เป็นที่โปรดปรานของสาวเกาหลีนะคะ มีรางวัลมาการันตีอยู่หลายรางวัลด้วยค่ะ

kombu 6

สำหรับส่วนผสมเป็นดังนี้ค่ะ

สผส kombucha

วันนี้มี่ทำส่วนผสมไว้หลายสีหน่อยนะคะ

  • สีเขียว กับ สีฟ้า เป็นคู่พระนางของเรา คือ สารสกัดจากวุ้น (Scoby) ของ Kombucha ที่หมักด้วย Yeast saccharomyces ในโอ่งดินค่ะ ซึ่งสารสกัดจากชาดำหมักนี้มีประโยชน์ในเชิงของ Antioxidant นะคะ สองตัวนี้รวมกันอยู่ที่ความเข้มข้น 70.4% ในสูตรค่ะ
  • สีชมพู เป็นกลุ่มของ Hyaluron 4 ชนิด ได้แก่ Sodium hyaluronate แบบปกติ Hydrolyzed hyaluronic acid แบบที่ย่อยให้มีขนาดเล็กลง Hydroxypropyltrimonium hyaluronate แบบที่มีประจุบวก เกาะติดกับผิวได้ดี และ Sodium acetylated hyaluronate ที่เด่นด้านการเคลือบปกป้องผิวเช่นกัน
  • สีน้ำตาล กลุ่มของ Bifida ferment filtrate และ Lactobacillus ferment lysate จัดเป็นสารในกลุ่ม Postbiotic ที่ได้จากการสกัดเอาน้ำเลี้ยงจุลินทรีย์ Probiotic ออกมา มีประโยชน์ในด้านของความชุ่มชื้น การชะลอวัย เพิ่มความแข็งแรงให้แก่ผิว
  • สีม่วงเป็นสารบำรุงอื่นๆ ได้แก่ สารสกัดจาก Calendula กรดอะมิโน Arginine และสาร Adenosine ค่ะ

 

ทางแบรนด์มีการทดสอบประสิทธิภาพในอาสาสมัคร พบว่าอาสาสมัครมีรูขุมขนที่กระชับขึ้นหลังใช้โดยมพื้นที่ของรูขุมขนลดลง 4.3% และเมื่อใช้ต่อเนื่อง 2 อาทิตย์พบว่าอาสาสมัครมีรูขุมขนที่กระชับขึ้นหลังใช้โดยมพื้นที่ของรูขุมขนลดลง 7.2%

telse eff

(Image from T’else official website)

 

จุดหนึ่งที่มี่ค่อนข้าง Concern คือ เรื่องของภาวะไวต่อแสงที่อาจจะเกิดขึ้นได้จากสารกลุ่ม Furocoumarin ที่พบได้ในน้ำมันหอมระเหยจากเปลือกพืชตระกูลส้ม ซึ่งในนี้มีด้วยกัน 2 ชนิด คือ Citrus aurantium dulcis และ Citrus recutita

จากการสอบถามไปทางแบรนด์ ทำให้มี่ได้ความรู้ใหม่มาว่า กฏการควบคุมเครื่องสำอางของเกาหลี (Korean cosmetic regulation) ได้มีการควบคุมปริมาณของสารในกลุ่ม Courmarin ไม่ให้เกิน 1 ml/kg (หรือ 0.0001%) ค่ะ ซึ่งเกณฑ์นี้จริงๆแล้ว ใช้ควบคุมกับผลิตภัณฑ์ที่ใช้แล้วต้องสัมผัสแสงแดด อย่างผลิตภัณฑ์กันแดด หรือ พวก Suntan product ค่ะ

โดยเกณฑ์นี้สามารถประยุกต์มาใช้กับผลิตภัณฑ์ skincare ทั่วไปซึ่งไม่ได้มีจุดประสงค์ให้สัมผัสแสงแดดหลังใช้งานได้อยู่ค่ะ ถ้าค่าไม่เกินนี้ก็ถือว่ามีความปลอดภัยค่ะ

โดยทางแบรนด์ได้ทำการวิเคราะห์ปริมาณของ Furocoumarin ในผลิตภัณฑ์นี้แล้ว พบว่า ในผลิตภัณฑ์มีสารในกลุ่มนี้อยู่เพียง 0.00000009942% ซึ่งน้อยกว่าที่กฎหมายเกาหลีกำหนด เลยอาจจะกล่าวได้ว่า ผลิตภัณฑ์นี้ไม่ได้เสี่ยงต่อการเกิดภาวะไว้ต่อแสงค่ะ

 

มาให้คะแนนดีกว่านะคะ

สำหรับตัวที่มี่หยิบมาให้คะแนนจะเป็นตัว Kombucha Teatox Essence นะคะ เพราะตัว Artemisia มีส่วนผสมแค่ 3 อย่าง

  1. สารบำรุง ในด้านของสารบำรุงตัวหลักคือ Kombucha ซึ่งเป็นสารสกัดจากชาดำที่หมักด้วยยีสต์ Sacchromyces มีประโยชน์ในเชิงของการเป็น Antioxidant ชะลอวัย ป้องกันการเกิดริ้วรอย เสริมมาด้วย Hyaluron 4 ชนิด ที่มีประโยชน์ในการเติมน้ำให้ผิวที่หลายระดับชั้น เสริมกับพวก Postbiotic และสารบำรุงอื่นๆ มีประโยชน์โดยรวมในเชิงของการเติมน้ำ และชะลอวัย โดยทางแบรนด์มีเคลมเกี่ยวกับการ Calm sensitive skin และช่วยให้ผิว Glow ซึ่งจุดนี้มี่ว่าอาจจะยังไม่คลิ้กมาก เลยขอให้ไป 4 ฟลาสก์
  2. ส่วนผสมอื่นๆ จากที่ได้กล่าวไปว่า แม้จะมีส่วนผสมของน้ำมันหอมระเหยจากพืชในตระกูล Citrus ที่อาจมีความเสี่ยงทำให้เกิดภาวะไวต่อแสง แต่ทางแบรนด์ได้มีการวิเคราะห์ปริมาณสารในกลุ่ม Furocoumarin ที่เป็นตัวการแล้ว พบว่ามีอยู่น้อยกว่าเกณฑ์ที่กฎหมายของทางเกาหลีกำหนด จึงถือว่ามีความเสี่ยงต่อการแพ้แสงต่ำมาก และส่วนผสมอื่นๆ ไม่ได้มีพิษมีภัยอะไรกับผิว เลยขอให้ไป 5 ฟลาสก์
  3. การใช้งาน ส่วนตัวค่อนข้างชอบ Feeling และสัมผัสหลังใช้ของ Essence ตัวนี้นะคะ มันเป็นน้ำตบ ที่มีส่วนผสมของ Hya ตัวหนึ่งที่รู้สึกว่า ใช้แล้วผิวเรานุ่มนวลค่อนข้างนาน โดยไม่เหนียวเหนอะหนะและหนักผิว ให้ไป 5 ฟลาสก์

 

คะแนน kom-edit

สุดท้ายนี้ต้องขอขอบคุณทางแบรนด์ T’else สาขาประเทศไทยด้วยนะคะ ที่ส่งสินค้าใหม่ล่าสุดมาให้มี่ได้ทดลองใช้ และขอบคุณทุกท่านด้วยค่ะที่ติดตามรับชมมาจนจบ

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถสอบถามได้ที่ทางแบรนด์ T’else หรือ เพจ Dermskin store ได้โดยตรงเลยนะคะ

https://www.facebook.com/dermskinstore

 

วันนี้คงต้องลากันไปก่อน พบกันใหม่โอกาสถัดไป สวัสดีค่ะ

Disclaimer/conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากทางแบรนด์ T’else การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสมตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล และผู้เขียนไม่ได้มีผลประโยชน์ใดๆในการขายสินค้า โปรดใช้วิจารณญาณ

 

Image

[สาระ] วิธีเช็ควันผลิตเครื่องสำอางจากเลขล็อตบน Package

วันนี้มาแชร์วิธีการเช็ควันผลิตของเครื่องสำอางจากเลขล็อตที่พิมพ์บน Package ให้ได้ชมกันค่ะ

person holding serum bottle
Photo by Shiny Diamond on Pexels.com

ส่วนตัวมี่เองจะชอบใช้ของเว็บ Check Fresh ซึ่งมีให้เลือกหลายแบรนด์มากๆค่ะ

สำหรับวิธีใช้ก็ไม่ยากค่ะ

เข้าไปที่เว็บ Check Fresh จะเจอหน้าแบบนี้นะคะ

http://www.checkfresh.com/

cf 1

จากนั้นก็คลิกเลือกแบรนด์ที่อยากค้นวันผลิตที่ช่อง Cosmetic brand ค่ะ

cf 2

อย่างสมมติ มี่มีโลชั่นของ Clinique อยู่ แล้วเผลอทิ้งกล่องไปแล้ว เลยอยากเช็ควันผลิตดู ว่าผลิตมานานแค่ไหนแล้ว

เราก็ต้องหา Batch code ที่เขาพิมพ์มาบน Package ก่อนนะคะ

ส่วนใหญ่เขาจะพิมพ์ไว้ที่ก้นขวด ไม่ก็ด้านล่างๆ ขวดค่ะ

batch code

อย่างของมี่เป็น G59 นะคะ

 

พอเข้ามาที่แบรนด์ Clinique เราจะเจอคำแนะนำเพิ่มเติม ประมาณนี้ค่ะ

cf 3

แล้วเราก็เอาเลข Batch code key ลงไปในช่อง ก่อนกด Check ค่ะ

cf 4

แล้วข้อมูลก็จะออกมาค่ะ

cf 5

ทางเว็บจะบอกวันผลิต และคำนวณอายุให้เสร็จสรรพเลยค่ะ ^^

Image

[Green and Clean beauty] อัพเดทเรื่องสารกันแดดกับปะการัง: งานวิจัยที่ทดสอบผลของสารพิษต่างๆ ที่มีต่อปะการัง

เชื่อว่าหลายๆท่านที่ติดตามข่าวเรื่องสิ่งแวดล้อม เคยได้ยินข่าวเกี่ยวกับปะการังที่ถูกฟอกสีเพราะสารกันแดดบางชนิด และเมื่อปะการังถูกฟอกสี นั่นคือ ปะการังได้ตายจากเราไปแล้ว

fishes near coral reef
Photo by Francesco Ungaro on Pexels.com

(ปล.ปะการังในภาพเป็นเพียงภาพที่ใส่เข้ามาเพื่อประกอบบทความ ไม่ได้เกี่ยวข้องกับปะการังที่ใช้ในงานวิจัย)

สำหรับวันนี้คงไม่ได้มาเล่าถึงประโยชน์ของปะการังในทะเลนะคะ แต่ว่าจะมาอัพเดทว่า ตอนนี้มีทีมนักวิจัยจากฝรั่งเศส ได้คิดค้นวิธีประเมินผลของสารกันแดด จำนวน 10 ชนิดต่อปะการัง โดยใช้ปะการังสายพันธุ์ Pocillopora damicorni มาเป็นตัวแทนค่ะ

ทีมงานตีพิมพ์ผลงานวิจัยดังกล่าวในวารสาร Nature Scientific Reports ซึ่งเป็นวารสารชั้นนำในวงการวิทยาศาสตร์ค่ะ

coral and UV

มี่สรุปให้ฟังคร่าวๆนะคะ

ทางนักวิจัยเริ่มจากไปเก็บปะการัง P. damicorni มาเพาะเลี้ยงในห้องแลป โดยใช้สภาวะการเลี้ยงแบบเดียวกับท้องทะเล แล้วให้ปะการังเลี้ยงเหล่านี้เจอกับสารกันแดด แล้ววัดสารกลุ่ม Steroid ที่ปะการังสร้างออกมาเมื่อมีความเครียด กับ สารก่อการอักเสบในกลุ่มของ Phospholipid บางตัว และกรดไขมัน Arachidonic acid ที่เป็นสารเหนี่ยวนำให้เกิดการอักเสบค่ะ

โดยถ้ามีสารสองตัวนี้เพิ่มขึ้น แปลว่าปะการังมีความเสียหายมากขึ้นค่ะ

สารกันแดด 10 ชนิดที่ ทางนักวิจัยเลือกมา เป็นสารกันแดดในกลุ่มเคมีทั้งหมด ได้แก่

  1. Octocrylene
  2. Tinosorb M (Methylene bis-benzotriazolyl tetramethylbutylphenol)
  3. Benzophenone-3
  4. Avobenzone
  5. Uvinul A plus (Diethylamino hydroxybenzoyl hexyl benzoate)
  6. Octisalate
  7. Homosalate
  8. Tinosorb S (bis-Ethylhexyloxyphenol methoxyphenyl triazine)
  9. Diethylhexyl butamido triazone
  10. Octyl triazone

 

ผลการทดสอบในการทดลองนี้พบว่า Octocrylene (ซึ่งตัวนี้มักใช้คู่กับ Avobenzone เพื่อเพิ่มความเสถียรให้แก่ Avobenzone) เป็นพิษกับปะการังมากที่สุด โดยเหนี่ยวนำให้ปะการังสร้างสารกลุ่ม steroid และสารก่อการอักเสบเพิ่มขึ้น รวมถึงในความเข้มข้นสูง Octocrylene ยังไปทำให้ Mitochondria ซึ่งเปรียบเสมือนโรงไฟฟ้าของเซลล์ ทำงานผิดปกติไปด้วยอีกตะหาก

รองลงมาคือ Octisalate (Ethylhexyl salicilate)

สำหรับ Benzophenone-3 นั้นเป็นเหมือนสารมาตรฐาน เพราะมีงานวิจัยก่อนหน้าพบว่าสารนี้เป็นพิษต่อปะการังค่ะ

ส่วนสารกันแดดที่เหลืออีก 7 ตัว ไม่ได้มีผลกับปะการังเลี้ยงค่ะ

แต่ส่วนนี้เป็นการทดสอบในห้องปฏิบัติการ อาจจะไม่เหมือนกับในทะเลจริงๆก็ได้

ดังนั้น เวลาไปทะเล อย่าลืมมองหากันแดดที่เคลมเรื่องของ “Reef-safe” เพื่อรักษาปะการังของเราเอาไว้นะคะ

aerial photography of seashore
Photo by Daria Shevtsova on Pexels.com

เอกสารอ้างอิง

Stein D., et al. (2020). Scientific Reports. 10(1). DOI:10.1038/s41598-020-66117-3

 

Image

[Empties] วิเคราะห์ส่วนผสม Cleansing water จากแบรนด์ Clarista Tokyo ทั้ง 2 สูตร

สวัสดีค่ะ

วันนี้จะเป็นส่วนของ #EmptiesReview รีวิวของที่ใช้หมดแล้วนะคะ

ประเดิมตัวแรกด้วยการวิเคราะห์ส่วนผสม Cleansing water จากแบรนด์ Clarista Tokyo สองสูตรนี้มี่ได้มาจาก Supermarket ของ Isetan ค่ะ ตอนที่มี่ได้มากำลังมีโปร 1 แถม 1 เลยจัดมาอย่างละชิ้นสวยๆ

หน้าตาเป็นประมาณนี้นะคะ

clarista

ส่วนผสมของทั้ง 2 สูตร ต่างกันไม่มากนักค่ะ โดยใช้สารทำความสะอาดตัวเดียวกันคือ PEG-6 caprylic/capric glycerides ซึ่งมีความอ่อนโยน และให้สัมผัสที่นุ่มสบายผิวนะคะ สำหรับส่วนผสมตัวนี้มี่เคยเขียนวิเคราะห์แบบละเอียดไว้ด้วยค่ะ สามารถรับชมได้ที่ลิงค์ด้านหลังนี้นะคะ >>Click<<

 

สำหรับด้านของ Feeling กับความสะอาด ส่วนตัวค่อนข้างชอบ และเคยใช้ลบเมคอัพรอบดวงตาได้ไม่แสบตาค่ะ ถ้าไม่เข้าตาแบบจังๆ

 

ในด้านของส่วนผสมเป็นตามภาพนี้นะคะ

สผส clarista

ภาพรวมคือ ทำมาได้อย่างเรียบง่าย แต่แอบดูดีนะคะ อย่างจุดหนึ่งที่น่าสนใจคือ การใส่ Buffer ซึ่งเป็นระบบที่ช่วยควบคุมค่า pH ของตำรับให้คงที่ หรือ เปลี่ยนแปลงน้อยที่สุด

โดยบัฟเฟอร์จะประกอบด้วย กรดอ่อน และ เกลือของมัน หรือ ด่างอ่อน และ เกลือของมัน

อย่างผลิตภัณฑ์นี้จะเป็น Citric acid กับ Sodium citrate นะคะ

 

ส่วนสารบำรุงที่เหมือนกันในทั้ง 2 สูตร คือ Sodium hyaluronate และสารบำรุงอีกตัวจะแตกต่างกันไปตามสูตรค่ะ

  • ถ้าเป็นสูตร White จะใช้เป็น Ascorbic acid หรือวิตามินซี นั่นเอง
  • ถ้าเป็นสูตร Sebum จะใช้เป็น สารสกัดจากชาเขียวค่ะ

 

สำหรับวันนี้คงต้องจากลากันไปเท่านี้ พบกันใหม่โอกาสถัดไป สวัสดีค่ะ

Disclaimer/conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ซื้อด้วยตนเอง การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสมตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล และผู้เขียนไม่ได้มีผลประโยชน์ใดๆในการขายสินค้า โปรดใช้วิจารณญาณ

Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสมสกินแคร์น้องใหม่ Miss Bonnie Bio Boost Sleeping Mask มาสก์หน้าก่อนนอนที่คิดค้นสูตรโดยเภสัชกร โดดเด่นด้วย Microbiome technology

สวัสดีค่ะพี่ๆน้องๆเพื่อนๆบ้านมียอนทุกท่าน

วันนี้มี่มีรีวิว Sleeping mask น้องใหม่จากแบรนด์ เพื่อนๆMiss Bonnie มาฝากกันนะคะ

แบรนด์นี้เป็นแบรนด์น้องใหม่ คิดสูตรและควบคุมคุณภาพโดยเภสัชกร ที่สำคัญส่วนผสมแต่ละตัวที่เลือกมา เรียกได้ว่าเป็นส่วนผสมนำเข้าจากหลายๆประเทศ และเป็นส่วนผสมที่หลายๆแบรนด์ชั้นนำเลือกใช้ค่ะ

สำหรับ Sleeping mask ตัวนี้มีคีย์หลักที่โดดเด่นคือเรื่องของ Skin microbiome technology ค่ะ ซึ่งเรียกได้ว่ากำลังอินเทรนด์เลย และตัว Microbiome เองก็มีส่วนที่ช่วยให้ผิวเราแลดูสุขภาพดีด้วย เดี๋ยวมี่มากล่าวถึงอีกทีในช่วงวิเคราะห์ส่วนผสมนะคะ

สำหรับหน้าตาของน้องเป็นประมาณนี้ค่ะ

mb 4

เนื้อมาในเนื้อแบบครีม สีชมพูอ่อนๆ เนื่องจากไม่มีส่วนผสมของน้ำหอม เลยจะได้กลิ่นจางๆของวัตถุดิบอยู่บ้าง

mb 1

เกลี่ยได้ง่าย สัมผัสบางเบา ซึมไวแห้งไวไม่เหนอะหนะ แต่ก็ยังรู้สึกได้ถึงความชุ่มชื้น

mb 2

สำหรับค่า pH อยู่ที่ราวๆ 5 – 6 นะคะ ถือว่าใกล้เคียงกับผิวดีค่ะ

mb 3

มาดูส่วนผสมกันดีกว่าค่ะ

สผส mb

ในภาพรวมมาสก์ตัวนี้เป็นมาสก์แบบครีมเจล มี่ส่วนผสมของน้ำ น้ำมัน และซิลิโคนอยู่นิดหน่อย ไม่มีส่วนผสมของสารที่ไม่เป็นมิตรกับผิว ในด้านของสารบำรุงมีอยู่ด้วยกันหลายชนิด ทั้งกลุ่มของวิตามิน กลุ่มของสารที่ได้จาก Biotechnology ที่มาตอบโจทย์เทรนด์ Microbiome และสารเพิ่มตวามชุ่มชื้นต่างๆอีกหลายชนิด

ซึ่งส่วนผสมของสารบำรุงวันนี้มี่ทำสีไว้ 3 สีนะคะ

สีเขียว เป็นกลุ่มของสารที่ได้จากกระบวนการทาง Biotechnology เพื่อเข้ามาตอบโจทย์เทรนด์ Microbiome ซึ่งหมายถึง สิ่งแวดล้อมของชุมชนจุลินทรีย์ที่เป็นเจ้าบ้าน ที่อาศัยบนผิวเรา โดยหลายๆข้อมูลบอกว่า ถ้าเรามีความหลากหลายของชนิดจุลินทรีย์บนผิว ผิวเราก็จะแข็งแรงและมีสุขภาพดีกว่าค่ะ ตัวอย่างเทรนด์นี้ได้แก่การใช้พวก Pre-pro biotic

  • Bifida ferment lysate ตัวนี้เป็นวัตถุดิบที่ได้จากการย่อยสลายระบบที่เลี้ยงจุลินทรีย์ Bifidobacterium ก่อนจะสกัดออกมา ซึ่งจะได้ทุกองค์ประกอบจากตัวเชื้อ ทั้งสารอาหารที่เชื้อสร้าง รวมถึงกลุ่มของพวก Polysaccharide ที่มีประโยชน์ต่อผิว ทางผู้ผลิตมีเคลมเกี่ยวกับการเสริมความสามารถของผิวในการป้องกันตัวเองจากรังสี UV การซ่อมแซมและฟื้นฟู รวมไปถึงพวกด้านชะลอวัย
  • Aureobasidium pullulans ferment extract สารที่ได้จากการหมักยีสต์ดำที่มีชื่อว่า Aureobasidium pullulans มีองค์ประกอบหลักเป็น Beta-glucan ทางผู้ผลิตวัตถุดิบเคลมว่า มีคุณสมบัติในการเสริมความแข็งแรงให้กับผิว ลดการอักเสบระคายเคือง ปกป้องคอลลาเจนไม่ให้สลายตัว เพิ่มความชุ่มชื้น ฟื้นฟู และปรับสภาพผิว (TDS Adeka-Beta glucan, Adeka Corp.) โดย Beta-glucan นั้นมีคุณสมบัติเป็น Pre-biotic เป็นอาหารให้แก่จุลินทรีย์เจ้าบ้าน หรือ Pro-biotic ให้เจริญเติบโตได้
  • Bacillus ferment จากการค้นข้อมูลของวัตถุดิบ Bacillus ferment ในฐานข้อมูล พบว่ามีวัตถุดิบอยู่หลายเจ้าเหมือนกันที่เป็น Bacillus ferment แต่ละเจ้าก็เคลมต่างกันไป ในภาพรวม Bacillus ferment เป็นสารที่ได้จากการหมักจุลินทรีย์ Bacillus spp. ซึ่งมีคุณสมบัติในการเพิ่มความชุ่มชื้น และประกอบด้วยเอนไซม์หลายชนิดซึ่งมีประโยชน์ในการผลัดผิวอย่างอ่อนๆ จึงทำให้ผิวแลดูเรียบเนียน

 

สีม่วง สูตรผสมของ Tocopheryl acetate, Lecithin, Glyceryl linoleate, Glyceryl linolenate, Caprylyl glycol, Sodium ascorbyl phosphate, Retinyl palmitate เป็นวัตถุดิบผสมที่มาในรูปแบบของ Liposome ที่บรรจุเอาวิตามินเอ ซี และ อี เอาไว้ โดยไลโปโซมเป็นระบบนำส่งสารชนิดหนึ่ง ที่มีประโยชน์ในการนำเอาสารบำรุงเข้าสู่ผิว เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพในการบำรุงผิวมากขึ้น

 

สีฟ้าเป็นกลุ่มของสารบำรุงต่างๆ มี่ขอหยิบยกมากล่าวถึงบางตัวนะคะ

  • กลุ่มของสารเติมน้ำเพิ่มความชุ่มชื้น ได้แก่ Sodium hyaluronate, Trehalose และ Hydroxyethylurea ค่ะ
  • น้ำมันจากข้าวโอ๊ต (Avena sativa kernel oil) ปกติเราจะไม่ค่อยเห็นการใช้น้ำมันจากข้าวโอ๊ตในเครื่องสำอางเท่าไหร่นะคะ ซึ่งจริงๆแล้วน้ำมันจากข้าวโอ๊ตนี่ก็ประกอบด้วยกรดไขมันหลายชนิด ที่มีประโยชน์ในการเพิ่มความชุ่มชื้น ทดแทนไขมันคืนให้แก่ผิว โดยข้อมูลจากบางผู้ผลิตกล่าวว่า น้ำมันจากข้าวโอ๊ต ยังมีส่วนประกอบของพวก Lutein, Tocopherol ที่เป็น Antioxidant และยังมีกลุ่มของสาร oats anthracene amide ซึ่งเป็นสารพฤกษเคมีที่เป็นตัวเด่นของข้าวโอ๊ต มีประโยชน์ในเชิงการลดการอักเสบระคายเคือง และให้ความรู้สึกสบายผิว (Soothing effect)
  • Galactoarbinan ตัวนี้เป็น Polysaccharide ที่ประกอบด้วยน้ำตาล Galactose และ Arabinose มีประโยชน์ในด้านของการเพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่ผิว ลดการอักเสบระคายเคือง ให้ความรู้สึกสบายผิว อำพรางริ้วรอยตื้นๆให้ดูเรียบเนียน เพราะ Polysaccharide ชนิดนี้สามารถก่อฟิล์มบนผิวได้ มีการทดสอบจากผู้ผลิตวัตถุดิบบางรายพบว่าสามารถปกป้องผิวจากมลภาวะได้

 

โดยสรุป คือ ในผลิตภัณฑ์นี้ประกอบด้วยส่วนผสมของสารบำรุงที่ดูแลผิวได้หลายด้าน ไม่ว่าจะเป็น ด้านความชุ่มชื้น ความแข็งแรงของผิว การชะลอวัยป้องกันริ้วรอย ฟื้นฟูและปรับสภาพผิว รวมไปถึงเรื่องของการปรับสมดุล Microbiome และ ให้ความรู้สึกสบายผิว

และอีกจุดคือ ในการพัฒนาสูตร ทางแบรนด์เลี่ยงการใส่สารที่ไม่เป็นมิตรกับผิวลงมา ดังนั้นส่วนตัวจึงมองว่าทำมาได้ค่อนข้างดีค่ะ

 

มาให้คะแนนกันนะคะ

  1. สารบำรุง ตามที่กล่าวไปด้านบนว่า สารบำรุงที่ดูแลผิวได้หลายด้าน ไม่ว่าจะเป็น ด้านความชุ่มชื้น ความแข็งแรงของผิว การชะลอวัยป้องกันริ้วรอย ฟื้นฟูและปรับสภาพผิว รวมไปถึงเรื่องของการปรับสมดุล Microbiome และ ให้ความรู้สึกสบายผิว ซึ่งถ้ามองในจุดนี้ การดูแลเรื่อง Microbiome ก็จะมีประโยชน์ในด้านของสิวอีก ส่วนตัวเลยมองว่าในด้านของสารบำรุงนี้กระปุกเดียวครบจบทุกปัญหาผิว ให้ไป 5 ฟลาสก์
  2. ส่วนผสมอื่นๆ ไม่มีสารที่ไม่เป็นมิตรกับผิว เลยไม่มีที่ให้หักคะแนน ให้ไป 5 ฟลาสก์
  3. การใช้งาน ส่วนตัวมี่มีโอกาสได้ใช้ผลิตภัณฑ์นี้มาราวๆ 2 สัปดาห์ สิ่งที่เห็นได้คือเรื่องความชุ่มชื้น เรื่องของรูขุมขนที่แลดูกระชับ แต่งหน้าทารองพื้นได้ง่ายขึ้นไม่ค่อยตกร่อง และรู้สึกได้ว่าผิวเด้งและกระชับขึ้นค่ะ สำหรับด้าน Whitening หรือ ริ้วรอย ช่วง 2 สัปดาห์นี้อาจจะยังน้อยไปที่จะฟันธง และส่วนตัวมี่เองช่วงนี้ก็ไม่ได้มีปัญหาเรื่องจุดด่างดำหรือริ้วรอยค่ะ แต่ก็สัมผัสได้ถึงสัญญาณอันดีอยู่ ส่วนข้อติคือ มี่ผิวผสม/แห้ง ลำพัง Sleeping mask ตัวนี้ตัวเดียวก่อนนอน ยังไม่พอค่ะ ต้องโบกมอยส์เจอร์เพิ่มอีกชั้น หรือทามอยส์เจอร์ให้เรียบร้อยก่อน แล้วค่อยมาทา Sleeping mask อีกที จุดนี้ถือว่าเขาทำมาได้ค่อนข้างตอบโจทย์นะคะ ขอให้ไป 4 ฟลาสก์ค่ะ

คะแนน mb

สุดท้ายนี้ต้องขอบคุณทางแบรนด์ Miss Bonnie นะคะที่ส่งผลิตภัณฑ์ดีๆมาให้มี่ได้ทดลองใช้ และขอบคุณทุกท่านด้วยค่ะที่ติดตามรับชมมาจนจบ

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ทางแบรนด์โดยตรงเลยนะคะ

Facebook Page

Miss Bonnie Skincare : เวชสำอางโดยเภสัชกร

https://www.facebook.com/missbonnieskincare/

 

พบกันใหม่โอกาสถัดไป สวัสดีค่ะ

Disclaimer/conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากทางแบรนด์ Miss Bonnie การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสมตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล และผู้เขียนไม่ได้มีผลประโยชน์ใดๆในการขายสินค้า โปรดใช้วิจารณญาณ

 

Image

[Shared content] “เทรนด์ส่งออกเครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์ดูแลร่างกายในสถานการณ์โควิด-19” By DHL Express Thailand

โควิด-19 เปลี่ยนวิถีการส่งออกเครื่องสำอาง สินค้าด้านความงาม ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวพรรณและร่างกาย ผู้ประกอบการและเอสเอ็มอีควรเตรียมพร้อมรับมืออย่างไรต่อจากนี้

assorted cololr lipsticks
Photo by Free Creative Stuff on Pexels.com

สินค้าอุปโภคบริโภค รวมถึง ผลิตภัณฑ์ด้านความงาม เครื่องสำอาง และผลิตภัณฑ์ดูแลร่างกาย ข้อมูลล่าสุดจากสมาคมผู้ผลิตเครื่องสำอางไทยเผยว่า การส่งออกผลิตภัณฑ์ความงาม และเครื่องสำอางลดลง 5.7% ในไตรมาสแรกของปี 2563
จากรายงานของเว็บไซต์ CosmeticsDesign-Asia.com พบว่า โควิด-19 ส่งผลให้ตลาดเครื่องสําอางสําหรับการแต่งหน้าและน้ำหอมชะลอตัว เนื่องจากคนทํางานจากที่บ้านมากขึ้น และหลีกเลี่ยงการออกนอกบ้าน ขณะที่ผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับการดูแลผิวพรรณ และสุขอนามัยส่วนบุคคลมีแนวโน้มการเติบโตเพิ่มขึ้น
สำหรับอุตสาหกรรมความงาม เครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์เพื่อการดูแลร่างกายนั้น ปัจจุบันการป้องกันสุขภาพและสุขอนามัยได้รับความสำคัญเป็นอันดับต้นๆ เนื่องจากผู้บริโภคตระหนักและรับรู้เรื่องของการป้องกันสุขภาพ และความปลอดภัยเพิ่มขึ้น พฤติกรรมและทัศนคติของผู้บริโภคที่มีต่อความงามจึงเปลี่ยนเป็นการมุ่งเน้นที่ “สุขภาพและสุขอนามัย” มากกว่า และเทรนด์นี้ีมีแนวโน้มต่อเนื่องในระยะยาว
ในขณะเดียวกัน ผู้คนมีเวลาให้กับตัวเองหรือให้ความสําคัญกับการดูแลตัวเอง (me-time) มากขึ้นกว่าแต่ก่อน เนื่องจากมาตรการล็อคดาวน์ประเทศและการรักษาระยะห่างทางกายภาพในสังคม
นี่คือโอกาสครั้งสำคัญสําหรับผู้ผลิตหรือผู้ประกอบการผลิตภัณฑ์ด้านความงาม เครื่องสําอาง หรือผลิตภัณฑ์ดูแลรักษาผิวพรรณที่จะได้นําเสนอสินค้าที่มีคุณสมบัติต้านเชื้อแบคทีเรียหรือรักษาความชุ่มชื้น หรือแม้กระทั่งชุดดูแลผิวด้วยตนเอง ไม่ว่าจะเป็นการบํารุงผิวหน้า ผิวกาย ผม เล็บ ฯลฯ เพื่อให้ผู้บริโภคหันมาสร้างบรรยากาศในการดูแลตัวเองอย่างผ่อนคลายเหมือนทําสปาที่บ้าน 

“เราเห็นสัญญาณมากมายในอุตสาหกรรมความงาม เครื่องสำอาง และผลิตภัณฑ์ดูแลร่างกายที่ยังมีโอกาสฟื้นตัวจากสถานการณ์วิกฤตในปัจจุบัน ผู้บริโภคทั่วโลกยังคงมองหาความพึงพอใจจากการดูแลตัวเอง หรือการทำทรีตเมนต์ขณะอยู่ที่บ้าน ความต้องการผลิตภัณฑ์ดูแลร่างกายยังคงมีแนวโน้มเติบโต ซึ่งเป็นโอกาสที่สำคัญของแบรนด์ในการทำธุรกิจอีคอมเมิร์ซระหว่างประเทศอย่างแข็งขันและต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการทำธุรกิจกับประเทศที่กำลังฟื้นตัวจากสถานการณ์การแพร่ระบาด เช่น จีน เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น และในกลุ่มประเทศเพื่อนบ้าน เช่น ลาว กัมพูชา พม่า เวียดนาม เป็นต้น” เฮอร์เบิต วงศ์ภูษณชัย กรรมการผู้จัดการดีเอชแอล เอ๊กซ์เพรส ประเทศไทย และหัวหน้าภาคพื้นอินโดจีน กล่าว

“ยังคาดเดาได้ยากว่าสถานการณ์โควิด-19 จะสิ้นสุดลงเมื่อไร แต่สำหรับผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมนี้ต้องเตรียมความพร้อมสำหรับเศรษฐกิจที่กำลังจะกลับมา ผลการวิจัยจาก Kantar เผยว่า การปรนนิบัติผิวหรือการบำบัดทางร่างกาย (Beauty Therapy) เป็นกิจกรรมอันดับหนึ่งที่ผู้บริโภคคิดจะทําหลังจากมาตรการล็อคดาวน์ของประเทศตนเองผ่อนคลายลง หรือสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 เริ่มดีขึ้น”

matte lipsticks
Photo by Skitterphoto on Pexels.com

 

5 เคล็ดลับส่งออกผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง และผลิตภัณฑ์ดูแลร่างกายสำหรับผู้ประกอบการเอสเอ็มอี

11100047_TH_CUSTOM_TIPS_TH_POSTER_A4_V1

(Image from DHL Express Thailand)

ในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 การส่งสินค้าไปต่างประเทศอาจมีความล่าช้า ซึ่งโดยมากเกิดจากการไม่ปฏิบัติตามข้อบังคับพิธีการทางศุลกากรซึ่งอาจเปลี่ยนแปลงได้ในสถานการณ์เช่นนี้ รวมถึงปัญหาการเดินเอกสารเพื่อเคลียร์สินค้าในประเทศปลายทาง อย่างไรก็ตามคุณสามารถป้องกันไม่ให้เกิดสถานการณ์เหล่านี้ได้ด้วย 5 เคล็ดลับที่ช่วยให้พิธีการศุลกากรเป็นเรื่องง่าย และส่งมอบสินค้าให้ลูกค้าของคุณได้อย่างรวดเร็วโดยไม่มีอุปสรรค ดังนี้

  1. เตรียมตัวให้พร้อมก่อนรุก เข้าใจกฏระเบียบและข้อบังคับของตลาด โดยเฉพาะเมื่อเริ่มส่งสินค้าไปต่างประเทศเป็นครั้งแรก

ทำความเข้าใจกฎระเบียบและข้อบังคับของประเทศปลายทาง โดยเฉพาะเมื่อเริ่มส่งสินค้าไปขาย หรือส่งให้ผู้รับที่ต่างประเทศเป็นครั้งแรก มิฉะนั้น คุณอาจต้องเสียค่าใช้จ่ายที่ไม่คาดคิด เกิดความล่าช้าในการจัดส่งสินค้าไปให้ลูกค้า หรือแม้แต่ต้องส่งสินค้ากลับไปประเทศต้นทาง

 

  1. มองหาตัวช่วยจากหน่วยงานศุลกากรท้องถิ่น ประเทศในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกส่วนใหญ่จะมีหน่วยงานรัฐบาลที่ให้คําแนะนําด้านศุลกากรฟรีสำหรับเอสเอ็มอี

เอสเอ็มอีเผชิญกับข้อกําหนดในการส่งออกสินค้าไปยังประเทศต่างๆ ทั่วโลกที่ซับซ้อนมากขึ้น แม้ว่าสินค้าจะถูกส่งถึงประเทศปลายทางแล้ว แต่ต้องเป็นไปตามข้อกําหนดจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้วย ผู้ประกอบการควรใช้โอกาสจากการได้รับคำปรึกษาฟรีจากหน่วยงานต่างๆเพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการ ซึ่งนอกจากจะเป็นการปฏิบัติตามกฎระเบียบแล้ว ยังช่วยเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันกับคู่แข่งทางธุรกิจที่มีขนาดใหญ่กว่าด้วย

 

  1. ใช้บริการลอจิสติกส์แบบครบวงจรที่เหมาะสำหรับผู้ส่งออกประเภท B2C

เมื่อเอสเอ็มอีส่งออกโดยตรงไปยังผู้บริโภคในประเทศต่างๆ มักจะนําโมเดลที่เรียกว่า “Duty and Tax Paid on Import” มาใช้ ซึ่งหมายความว่าผู้ประกอบการมีหน้าที่รับผิดชอบจัดการเกี่ยวกับการเดินพิธีศุลกากรในประเทศปลายทางทั้งหมดแทนที่จะให้ผู้ซื้อเป็นคนจัดการ อย่างไรก็ตาม นั่นหมายความว่าเอสเอ็มอีต้องสื่อสารกับตัวแทนต่างๆ มากมายเพื่อจัดการเกี่ยวกับภาษีอากร และขั้นตอนพิธีการทางศุลกากรอื่นๆ การทํางานกับผู้ให้บริการเดียวที่สามารถให้บริการแบบ door-to-door ตั้งแต่รับของจากผู้ส่ง ดําเนินการส่งของเข้าไปยังประเทศปลายทางและส่งของถึงมือผู้รับ จะช่วยลดความยุ่งยากในกรณีที่มีข้อติดขัด หรือความท้าทายอื่นๆที่เกิดขึ้น

 

  1. ลองประยุกต์ใช้โมเดลการขายแบบ B2B: ขายผ่านช่องทางผู้จัดจำหน่ายในพื้นที่เพื่อช่วยเพิ่มจำนวนสินค้าส่งออก และส่วนแบ่งการตลาด

การจัดการด้านศุลกากรอาจจะดูเป็นเรื่องยุ่งยากสําหรับธุรกิจแบบ B2C ซึ่งคุณสามารถหลีกเลี่ยงเหตุการณ์ที่ไม่พึงประสงค์นี้ได้ด้วยการส่งออกไปยังผู้จัดจําหน่ายในพื้นที่ โดยทั่วไปผู้จัดจําหน่ายมักจะมีประสบการณ์ตรง หรือมีคําแนะนําที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมหรือตลาดนั้นๆ และอาจอํานวยความสะดวกให้คุณได้มากกว่าหน่วยงานท้องถิ่น ซึ่งจะช่วยเอื้อให้เอสเอ็มอีได้ประโยชน์ตรงที่สามารถเร่งครื่องทําธุรกิจ และขยายธุรกิจเข้าสู่ตลาดใหม่ๆ ได้เร็วขึ้น บางครั้งการมีพาร์ทเนอร์ด้านการจัดจําหน่ายเพิ่มเข้ามาแล้วจะทําให้สัดส่วนกําไรของคุณลดลง แต่ก็แลกมาซึ่งความมั่นใจในการทําธุรกิจ ทําให้เอสเอ็มอีทำการส่งออกสินค้าได้เป็นจํานวนมาก และสามารถขยายส่วนแบ่งการตลาดในประเทศใหม่ๆได้อย่างราบรื่น

  1. อย่ากลัวที่จะเติบโตอย่างยิ่งใหญ่

เมื่อเอสเอ็มอีสั่งสมความรู้และประสบการณ์ด้านการส่งออกเรื่องการเดินพิธีศุลกากรในแต่ละประเทศปลายทาง และกฏระเบียบการนำเข้าในแต่ละประเทศที่สอดคล้องกับผลิตภัณฑ์หรือสินค้าของตนเองจนคล่องแล้ว มั่นใจได้ว่าเอสเอ็มอีจะสามารถขยายธุรกิจไปยังตลาดใหม่ๆ ในประเทศใหม่ๆ ได้เร็วกว่าที่เคยเป็น การพัฒนาความเข้าใจพื้นฐานเกี่ยวกับสิ่งที่ศุลกากรต้องการก่อนทำการค้าขายกับลูกค้าปลายทาง และการทํางานกับลอจิสติกส์พาร์ทเนอร์อย่างใกล้ชิดเป็นโอกาสที่เอสเอ็มอีจะได้เติมเต็มประสบการณ์ด้านการส่งออก การนำความรู้และประสบการณ์มาปรับใช้เป็นการขยายโอกาสทางธุรกิจให้เติบโตทั้งในระดับภูมิภาค และระดับโลกได้อย่างรวดเร็ว และไม่ใช่เรื่องยากสำหรับเอสเอ็มอีอีกต่อไป

 

ดีเอชแอล เอ๊กซ์เพรส คือผู้นำด้านการขนส่งด่วนระหว่างประเทศ เราพร้อมที่จะช่วยขยายธุรกิจของคุณไปยังทั่วโลก เยี่ยมชม เว็บไซต์ เพื่อรับประสบการณ์การบริการขนส่งด่วนระหว่างประเทศที่ง่ายและมีประสิทธิภาพ หรือดาวน์โหลดอีบุ๊ค Cosmetics and Personal Care Going Global ฟรี! ได้ที่ https://www.iexpressbydhl.com/th/landing/cosmetics-and-personal-care-export-trend

 

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมกรุณาติดต่อ     

ดีเอชแอล เอ๊กซ์เพรส ประเทศไทย

ภัทรียา ภาคพาไชย ผู้จัดการฝ่ายสื่อสารองค์กร
โทรศัพท์ +66 2345 5602  อีเมล Pattareeya.Pakpachai@dhl.com

ติดตามข่าวสารได้ที่: https://www.facebook.com/DHLExpressThailand.iExpressByDHL และ https://www.iExpressByDHL.com

Image

[Beauty Talk] ผลกระทบของหน้ากากอนามัยต่อผิว และการดูแลผิวในช่วงที่ต้องใส่หน้ากากนานๆ

สวัสดีค่ะ วันนี้ขอมาเล่าและอัพเดทเรื่องของ ผลกระทบของหน้ากากอนามัย หรือ Mask ที่มีต่อผิวพรรณนะคะ

mask 1

ถามว่าเราต้องใส่ Mask ไหม ต้องใส่ค่ะ เพื่อปกป้องตัวเองจากไวรัสตัวร้าย

แน่นอนว่าถ้าเราใส่ Mask นานๆ Mask ก็ทำร้ายผิวเราได้หลายอย่างนะคะ โดยเฉพาะ Mask ที่มีความสามารถในการกรอง หรือการป้องกันผิวดีๆ มันก็จะยิ่งทำร้ายผิวเราได้มาก

ไม่น่าเชื่อว่า เคยมีคนสำรวจอาการไม่พึงประสงค์ที่เกิดจากการใส่ Mask มาพักใหญ่ๆแล้วค่ะ มีขอยกตัวอย่างงานชิ้นหนึ่ง ของ Foo และคณะ เมื่อปี 2006 ช่วงนั้น SARS ระบาดพอดี นักวิจัยทีมนี้เขาสำรวจอาการไม่พึงประสงค์ของบุคลากรทางการแพทย์ที่ทำงานในโรงพยาบาล 322 คน ที่สิงคโปร์ ว่ามีอาการไม่พึงประสงค์อะไรบ้างหลังจากใส่ Mask N95 ถุงมือ และชุด PPE ไปนานๆ ซึ่งวันนี้เราขอ Focus ที่ Mask นะคะ

ปัญหาใหญ่ของบุคลากรเหล่านี้คือ เกือบ 60% พบว่า N95 ทำให้มีสิวขึ้น รองลงมาคือ ราวๆ 51% พบว่า ทำให้เกิดอาการคัน และ ราวๆ 36% ทำให้เป็นผื่นขึ้นค่ะ

อาการอื่นๆที่นักวิจัยพบในกลุ่มนี้เช่น ผิวแห้ง มีอาการแดง ระคายเคือง รูขุมขนกว้างขึ้น (อันนี้ดิฉันประสบอยู่) ผิวลอก น้ำมูกไหล และ มีรอยแผลเป็น/รอยแดงที่บริเวณจมูกจาก Mask ที่กดทับ

อาการเหล่านี้มันเกิดขึ้นได้อย่างไร

มีการคาดคะเนว่า อุปกรณ์พวกนี้มันทำให้การระเหยของเหงื่อ เกิดขึ้นได้น้อยลง ความชื้นเพิ่มขึ้น มีการสะสมตัวของความร้อนในบริเวณนั้น และก็เวลาที่เราพูด มันเกิดการเสียดสี ซึ่งปฏิกิริยาเหล่านี้มันจะไปทำให้ผิวหนังของเราเกิดการอักเสบขึ้นมาได้ มีชื่อเรียกโรคผิวหนังอักเสบที่เกิดจากการเสียดสี ความร้อน ความอับชื้น การระบายอากาศที่ไม่ดี และความชื้น ว่า intertrigo หรือ intertriginous dermatitis

mask 2

นอกจากนี้การใส่ Mask เป็นเวลานานๆยังเพิ่มความเสี่ยงในการติดเชื้อบนผิว และยิ่งในช่วงที่เราหา Mask ได้ค่อนข้างยาก เราก็อาจจะใส่ซ้ำ ซึ่งมันจะมีอาหาร เป็นพวกเศษผิว เหงื่อ ไขมัน ที่ติดออกมาจากผิวเราสะสมตัวอยู่บน Mask ทำให้เชื้อจุลินทรีย์ต่างๆโตขึ้น พอเอา Mask มาแปะหน้าก็เหมือนเอาจุลินทรีย์มาเพาะเลี้ยงในบรรยากาศที่อุ่น ชื้น และมีอาหารพร้อม เรียกได้ว่าเป็นสภาพที่สมบูรณ์แบบมากเลยค่ะ

N95 หรือ N99 ที่แนบสนิทกับผิวแน่นๆ จะไปกดทับบริเวณสันจมูก ซึ่งบริเวณนี้เป็นบริเวณที่ผิวค่อนข้างบาง ทำให้เกิดผิวหนังอักเสบจากการกดทับ อารมณ์คล้ายๆแผลกดทับ แต่ไม่ได้รุนแรงถึงขั้นนั้นค่ะ อันนี้มีชื่อเรียกว่า Pressure-induced dermatitis

อาการอื่นที่อาจพบได้จากการใส่ Mask คือ ปัญหารอยช้ำ และ จุดด่างดำค่ะ เพราะเมื่อมีการอักเสบก็จะไปเหนี่ยวนำให้เกิดการสร้างเม็ดสี Melanin เพิ่มขึ้น

การใส่ Mask ยังทำให้เกิดสภาวะเคลือบผิว หรือ Occlusive ซึ่งมีผลทำให้ความชื้นในผิวเพิ่มขึ้น และมีผลเพิ่มการดูดซึมของสารบางชนิดเข้าสู่ผิว ดังนั้นถ้าเราทาครีม หรือ แต่งหน้า ไว้ใต้แผ่น Mask ก็มีโอกาสที่สารเหล่านั้นจะซึมเข้าผิวได้มากขึ้น ทำให้เกิดการแพ้และระคายเคืองได้ง่ายขึ้นด้วย

Mask กระดาษ หรือ Mask ผ้าเองก็ทำให้เกิดสิว และผิวอักเสบต่างๆได้นะคะ

โดยความแรงของการ Occlusive ขึ้นกับชนิดของวัสดุที่เอามาทำ Mask ด้วยนะคะ ส่วนตัวคิดว่า ยิ่งวัสดุนั้นป้องกันผิวได้มากเท่าไหร่ ก็จะยิ่ง Occlusive มากเท่านั้น ลองหายใจผ่าน Mask ดูค่ะ ถ้าไม่มีไอน้ำอุ่นๆ หรือลมหายใจอุ่นๆของเราลอดออกมาจาก Mask คือ ก็ยิ่ง Occlusive มาก

ยิ่ง Occlusive มาก ก็ยิ่งทำร้ายผิวมากค่ะ

 

อีกจุดที่ควรระวังคือ ถ้ากรณีเราแพ้ยางยืด (พวก Latex) แพ้กาว แพ้สี (สีย้อมผ้าที่เอามาทำ Mask) ก็อาจจะต้องระวังค่ะ เพราะในการผลิตแผ่น Mask เหล่านี้ อาจจะมีสารที่ทำให้เราแพ้ได้ ดังนั้นถ้าแพ้ก็เลือกวัสดุที่เราใช้แล้วไม่แพ้นะคะ

mask 3

ขอปิดท้ายด้วยการดูแลผิวในช่วง COVID-19 ที่เราต้องใส่ Mask กันนานๆนะคะ

ส่วนตัวมีความเห็นดังนี้ค่ะ

  1. ควรใช้ Skincare หรือ ครีมที่ฟื้นฟู Barrier ผิว โดยให้ทาทั้งเช้าและเย็น เช่น ครีมที่มีส่วนผสมของพวก Ceramide หรือ น้ำตบที่มี NMF (Natural moisturizing factor) หรือสารที่ช่วยเพิ่มความแข็งแรงให้แก่ผิวชั้นนอก เช่นพวก Pre/Pro/Post biotic (อันนี้เดี๋ยวจะมาเล่าต่ออีกทีค่ะ) หรือ สารที่เพิ่มความแข็งแรงให้แก่ Cornified envelope ที่เป็นเปลือกโปรตีนหุ้มเซลล์ผิวเราไว้อีกที อย่างตอนนี้สกินแคร์จากญี่ปุ่นหลายชิ้น เริ่มเน้นการออกฤทธิ์ไปที่ Cornified envelope แล้วค่ะ
  2. ถ้าอยู่ในสถานที่ที่เป็นส่วนตัว ควรถอด Mask เพื่อระบายอากาศบ้าง
  3. ไม่ใส่ Mask ซ้ำ เกิน 1 – 2 วัน ถ้าไม่จำเป็นจริงๆ เอาจริงหมดวันก็ทิ้งเถอะค่ะ
  4. การซัก Mask ผ้า ควรตรวจสอบให้เรียบร้อยว่า ซักสะอาด ไม่มีพวกผงซักฟอก หรือสารทำความสะอาดตกค้าง
  5. ก่อนนอน ให้ทำความสะอาดผิวด้วย Cleanser ที่เหมาะสม หรือ ใช้ Double clean technique
  6. อาจใช้ BHA/AHA เพื่อผลัดผิว ลดการอุดตันที่อาจเกิดขึ้น ลดโอกาสในการเกิดสิว
  7. บำรุงผิวด้วยผลิตภัณฑ์ตามข้อ 1 ก่อนนอน
  8. รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ผัก ผลไม้ ที่มีสีสัน เขียว เหลือง แดง ส้ม ฯลฯ หรือเสริมวิตามิน/เครื่องสำอางที่เป็น Antioxidant

 

mask 4

©สงวนลิขสิทธิ์ทุกข้อความและภาพในบทความฉบับนี้ตามพรบ.ทรัพย์สินทางปัญญา

 

References

  1. Foo, et al. (2006) Contact dermatitis. 55:291-294.
  2. Stokowski, LA. (2020). A Step-by-Step Guide to Preventing PPE-Related Skin Damage. From https://www.medscape.com/viewarticle/929590
  3. Mann, D. (2020). Do these 5 things to protect your skin from the downsides of face masks, doctors say. From https://www.cnbc.com/2020/05/13/rash-irritation-downsides-face-masks-how-to-protect-skin-according-to-doctors.html