Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสม มาสค์หน้าก่อนนอน DNAh Perfect SNOWWHITE mask สูตรปรับปรุงใหม่ ไฉไลกว่าเดิม

สวัสดีค่ะ

วันนี้มี่มีรีวิวผลิตภัณฑ์จากแบรนด์ DNAh (ดีนะห์) มาให้ได้ชมกันอีกแล้วค่ะ

พูดถึงแบรนด์ DNAh น่าจะเป็นอีกแบรนด์ที่อยู่กับบ้านมียอนมานาน

แบรนด์ดีนะห์ เอาจริงๆ ก็ดีจริงๆนะ สมชื่อเค้า

เริ่มต้นจากการที่เจ้าของแบรนด์เภสัชกรคุณแม่ลูก 4 มีเวลาน้อยและมีเวลาจำกัดสำหรับตัวเองในแต่ละวัน จนรู้สึกว่า ต้องหาผลิตภัณฑ์ดีๆ ที่ใช้ง่าย ไม่ยุ่งยาก ไม่หลายขั้นตอน เพื่อบำรุงผิวตัวเองบ้าง เลยเริ่มลองศึกษาว่าจะเอาอะไรมาใช้กับผิวบ้างถึงจะดี และพัฒนาสูตรตั้งแต่ตัวเองตั้งครรภ์และให้นมลูก แบรนด์ดีนะห์หลักๆจะเน้นการนำสารจากธรรมชาติมาใช้ ซึ่งโดยส่วนใหญ่จะมาจากพืช

 

จริงๆ มี่เคยรีวิว Sleeping mask ของเค้าไปแล้วนะคะ แต่ว่าทางแบรนด์ปรับสูตร มี่เลยอยากเอามารีวิวใหม่อีกรอบค่ะ

หน้าตาของ DNAh Perfect SNOWWHITE mask สูตรปรับปรุงยังมาใน Package ที่คล้ายเดิมนะคะ

d 1

เลื่อนปลอกออกมาจะเจอกระปุกมาสค์อยู่ด้านในค่ะ

d 2

มาสค์มาในกระปุกแบบปั๊มแบบสุญญากาศ หรือ Airless ซึ่งก็มีข้อดีคือลดการปนเปื้อนจากสิ่งแวดล้อมได้ค่ะ

d 3

เนื้อมาสค์ทำมาได้ไม่แตกต่างจากสูตรเดิมมากนักค่ะ กลิ่นหอมละมุนในโทนกลิ่นดอกไม้อ่อนๆ

d 4

เกลี่ยได้ค่อนข้างง่าย ซึมไว ชุ่มชื้นดีแต่ไม่เหนอะหนะหนักผิว

d 5

ค่า pH อยู่ที่ราวๆ 5 – 6 นะคะ

d 6

ส่วนผสมเป็นดังนี้ค่ะ

สผส dna

ส่วนผสมปรับจากสูตรเดิมอยู่ในหลายจุดเหมือนกันนะคะ โดยตัดพาราเบน และ Methylisothiazolinone ซึ่งทำให้เกิดการแพ้ได้บ่อยทิ้งไป เปลี่ยนชนิดของสารกันเสียมาเป็นชนิดที่เป็นมิตรกับผิวมากขึ้น และปรับเพิ่มสารเพิ่มความชุ่มชื้นอย่าง Glycerin เข้ามา

วันนี้มี่ทำส่วนผสมไว้หลายสีเลย สีเขียวเป็นกลุ่มของสารบำรุงที่เป็น Whitening สีชมพูเป็นกรดไขมันจำเป็น ซึ่งและ สีฟ้าเป็นกลุ่มของสารบำรุงอื่นๆค่ะ

ส่วนของสารบำรุงทางแบรนด์เลือกใส่มาหลายชนิดเหมือนกัน มี่ขอยกมาเป็นกลุ่มๆนะคะ

  1. สารสกัดจากเซลล์เพาะเลี้ยงของดอก Tulip (Tulipa gesneriana callus culture extract) ที่เราเรียกกันติดปากว่า สเตมเซลล์ เป็นวัตถุดิบจากญี่ปุ่น ข้อมูลจากผู้ผลิตวัตถุดิบระบุว่า วัตถุดิบนี้ให้คุณสมบัติเด่นเรื่อง Whitening และมีประโยชน์เป็น Antioxidant ลดการอักเสบ ส่งเสริมกระบวนการสมานแผล (Wound healing) ตามธรรมชาติและเพิ่มความชุ่มชื้นโดยมีส่วนช่วยเสริมการทำงานของ Aquaporin 3
  2. กลุ่มวิตามิน มีด้วยกันหลายตัว ได้แก่
  • วิตามินบี 3 (Niacinamide) ซึ่งมีคุณสมบัติที่ดีกับผิวหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นด้าน Whitening ช่วยปรับสภาพสีผิวให้สม่ำเสมอ โดยไปรบกวนการส่งผ่านของเมลานินที่สร้างเสร็จแล้ว ลดการอักเสบในผิว เพิ่มการไหลเวียนเลือด ช่วยเพิ่มความแข็งแรงให้ผิวโดยไปกระตุ้นการสร้าง Ceramides กรดไขมัน และไขมันชนิดต่างๆในหนังกำพร้า และยังเป็น Antioxidant ได้อีก (Int J Cosmet Sci 2005; 27:255–261)
  • วิตามินอี ทางแบรนด์ใช้ในรูปแบบ Tocopheryl acetate มีประโยชน์เป็น Antioxidant
  • วิตามินซี ทางแบรนด์ใช้ในรูปแบบ Ascorbyl palmitate ซึ่งมีความเป็นกรดน้อยลง ละลายในไขมันได้ดีขึ้น จึงคาดว่าดูดซึมเข้าผิวได้ดีขึ้น วิตามินซีมีประโยชน์กับผิวมากมาย ไม่ว่าจะเป็นด้าน Whitening โดยไปยับยั้งการสร้างเม็ดสี ด้านริ้วรอย โดยเป็นตัว Antioxidant ช่วยชะลอวัย และเป็นส่วนหนึ่งในการสังเคราะห์คอลลาเจนของผิว และมีคุณสมบัติลดการอักเสบ
  • วิตามินบี 6 หรือ Pyridoxine มีประโยชน์ในการควบคุมความมันของผิวหนัง
  • วิตามินบี 5 หรือ Panthenol มีคุณสมบัติในการเพิ่มความชุ่มชื้นและลดการอักเสบและระคายเคืองของผิว
  • Biotin นางเป็นหนึ่งในวิตามินกลุ่มวิตามินบี ทำหน้าที่เกี่ยวกับกระบวนการสร้างและสลายไขมัน รวมทั้งไขมันในเซลล์ผิว การได้รับ Biotin จึงมีส่วนช่วยให้ผิวหนังมีการสร้างไขมันที่เป็นองค์ประกอบของ Barrier ในผิวให้เป็นไปอย่างปกติ รักษาความชุ่มชื้น ป้องกันผิวแห้ง ลดริ้วรอย มีรายงานจากผู้ผลิตวัตถุดิบว่า ถ้าใช้ร่วมกับวิตามินซี และบี3 จะช่วยเพิ่มคุณสมบัติการเป็น Whitening และลดเลือนริ้วรอยได้ดีขึ้น
  1. สารบำรุงอื่นๆ
  • สารสกัดจากเห็ด Fomes officinalis ข้อมูลจากผู้ผลิตระบุว่าให้คุณสมบัติในเชิงกระชับรูขุมขน
  • Astaxanthin สารในกลุ่ม Carotenoid ที่เป็นรงควัตถุชนิดหนึ่ง มีสีแดงเข้ม พบในพืชหลายๆชนิด มีประโยชน์เป็น Antioxidant ที่ดี
  • Arbutin และ Alpha-arbutin เป็นสารที่มีคุณสมบัติในเชิง Whitening โดยการยับยั้งการสร้างเม็ดสีผิวผ่านการยับยั้งเอนไซม์ Tyrosinase
  • Dipotassium glycyrrhizate เป็นสารที่ได้จากชะเอม มีคุณสมบัติลดการอักเสบและระคายเคืองของผิว
  • Glutathione เป็น Antioxidant และมีคุณสมบัติเป็น Whitening
  • Hydrolyzed yeast extract มีประโยชน์ด้านความชุ่มชื้น
  • Allantoin ช่วยลดการอักเสบและระคายเคือง
  • Threonine เป็นกรดอะมิโนชนิดหนึ่ง มีบทบาทเกี่ยวข้องกับระบบสมดุลโปรตีนในร่างกาย สามารถเปลี่ยนสภาพเป็น Glycine กับ Serine ซึ่งจำเป็นต่อการสังเคราะห์คอลลาเจนได้ ข้อมูลจากผู้ผลิตบอกว่า Threonine ช่วยส่งเสริมการทำงานของเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน คอลลาเจน อิลาสติน ให้แข็งแรงยืดหยุ่น และช่วยส่งเสริมการสมานผิว
  • กรดไขมันจำเป็น Linoleic acid และ Linolenic acid ช่วยทดแทนไขมันให้กับผิวหนัง

 

โดยรวมจึงเห็นว่าสารบำรุงในมาสค์นี้มากันครบถ้วนเลยทีเดียวค่ะ

ถ้าพิจารณาด้าน Whitening อย่างเดียว ถือว่า มีส่วนเสริมฤทธิ์กันครบทั้ง 3 Step คือ

  • ก่อนการสร้างเม็ดสี อาศัยพวก Antioxidant และสารลดการอักเสบ
  • ยับยั้ง Tyrosinase ไม่ให้สร้างเม็ดสี ด้วยสารบำรุงหลายๆตัว
  • ลดการส่งผ่านของเม็ดสีที่สร้างเสร็จแล้วด้วย B3

ในด้านเบส ดูเหมือนจะเป็นแบบประเภทอิมัลชั่นแบบเนื้อครีม ประกอบด้วยส่วนของน้ำ น้ำมัน และซิลิโคน มีส่วนผสมของ Alcohol มาในลำดับท้ายๆ ซึ่งน่าจะติดมากับวัตถุดิบสารบำรุง

 

ให้คะแนน

  1. Actives หรือ สารบำรุง ถ้ามองเฉพาะด้าน Whitening ก็ถือว่าจัดส่วนผสมมาได้ค่อนข้างครบทั้ง 3 ระดับของการสร้างเม็ดสี นอกจากด้าน Whitening แล้วในเนื้อครีมก็ยังมีส่วนของสารบำรุงที่ให้ประโยชน์ไปในเชิงด้านความชุ่มชื้น Antioxidant ช่วยชะลอวัย ป้องกันริ้วรอย ลดการอักเสบและระคายเคืองผิว ควบคุมความมัน มากันขนาดนี้ก็คงต้องให้ไป 5 ฟลาสก์
  2. ส่วนผสมอื่นๆ เนื้อเบสมาในรูปแบบของเนื้อครีม มีทั้งส่วนของน้ำ น้ำมัน และซิลิโคน ไม่มีน้ำมันที่เสี่ยงอุดตันผิว แต่มีส่วนผสมของ Alcohol อยู่ในลำดับท้ายๆ เข้าใจว่าติดมากับพวกสารสกัด ในจุดนี้ส่วนตัวมี่ก็ใช้มาร่วม 2 อาทิตย์ก็ไม่มีปัญหาอะไร แต่มีก็ต้องหักคะแนนเพื่อความยุติธรรม รับไป 4 ฟลาสก์
  3. การใช้งาน ส่วนตัวมี่ผิวผสมไปทางแห้ง บริเวณ T-zone จะมัน และบริเวณแก้มจะแห้งค่ะ ถ้าลองดูเนื้อมาสค์ จริงๆเนื้อมันก็ไม่ได้หนักมากถึงขั้นต้องใช้แค่ก่อนนอน เอามาทาตอนเช้าก่อนลงกันแดดก็พอไหวอยู่นะคะ เรื่อง Feeling ของมาสค์ถือว่าทำมาได้ค่อนข้างดี มีสัมผัสเบา ไม่เหนอะหนะหนักผิว และก็ไมได้แห้งจนเกินไป ถ้ามองด้านความชุ่มชื้นถือว่าทำมาได้ดีเลยทีเดียวค่ะ ส่วนด้านของ Whitening ก็ถือว่าทำมาได้ค่อนข้างดี นางจะค่อยๆปรับผิวให้มีสีสม่ำเสมอมากขึ้น แต่ก็ไม่ได้ถึงกับแบบว่าขาวใสชั่วข้ามคืน ส่วนตัวถือว่าค่อนข้างชอบและค่อนข้างพอใจนะคะ ให้ไป 5 ฟลาสก์

 

คะแนน dna

สุดท้ายนี้ขอขอบคุณทางแบรนด์ DNAh ด้วยนะคะที่ส่งผลิตภัณฑ์ดีๆมาให้มี่ได้ทดลองใช้ และขอบคุณทุกท่านด้วยค่ะที่ติดตามรับชมมาจนจบ

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติม สามารถติดต่อสอบถามได้ที่ทางเฟสบุคของแบรนด์ DNAh ได้โดยตรงเลยนะคะ

https://www.facebook.com/deenahthailand

 

ช่องทางการจำหน่าย

เพจ DNAh

Line @ : DNAhThailand

qr

 

Shop store :ร้านยา ฟาร์มาคาเฟ่ จ.เชียงใหม่, ร้านยาธัญลักษณ์เภสัช กรุงเทพ, ร้านยาเยอะแยะ จ.เชียงใหม่ และ จ.ลำพูน

 

สำหรับวันนี้ก็ขอลากันไปแค่นี้ พบกันใหม่โอกาสถัดไป สวัสดีค่ะ

Disclaimer/conflict of interest: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากทางแบรนด์ DNAh การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสมตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล และผู้เขียนไม่ได้มีผลประโยชน์ใดๆในการขายสินค้า โปรดใช้วิจารณญาณ

Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสมเซรั่มบำรุงผิวสายคลีน ด้วยส่วนผสมสารสกัดจากธรรมชาติจากแบรนด์ Neem กับ Multiplant brightening serum

สวัสดีค่ะ

วันนี้มี่มีรีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสมผลิตภัณฑ์เซรั่มที่น่าสนใจมาฝากกันค่ะ

เป็นผลิตภัณฑ์จากแบรนด์น้องใหม่อย่าง Neem ซึ่งเป็นแบรนด์สกินแคร์สายคลีน ที่ใส่ใจการเลือกใช้ส่วนผสมของสารบำรุงจากธรรมชาติ ไม่ใช้ส่วนผสมที่อาจก่อการระคายเคืองให้กับผิวอย่างน้ำหอม แอลกอฮอล์ และ ซิลิโคน ค่ะ

ผลิตภัณฑ์ที่มี่หยิบยกเอามารีวิววันนี้เป็นตัว Multiplant brightening serum ที่ทำมาได้น่าสนใจมากเลยค่ะ โดยในด้านของสารบำรุงเรียกได้ว่าจัดเต็มเน้นใช้สารบำรุงที่สกัดจากธรรมชาติ ร่วมกับสารบำรุงสมัยใหม่ได้อย่างลงตัวค่ะ ไว้เดี๋ยวมาเล่าให้ฟังอีกทีในช่วงวิเคราะห์ส่วนผสมนะคะ

นอกจากตัว Neem multiplant brightening serum แล้ว ทางแบรนด์ยังมีผลิตภัณฑ์อื่นๆที่น่าสนใจอีก 2 ชิ้น คือ เซรั่มเพิ่มความชุ่มชื้น SOS skin hydrating และ สบู่ Bright & Clear acne soap นะคะ

มีทั้งแบบจำหน่ายแยกปลีกเป็นชิ้น และจัดเซ็ตสวยงามในเซ็ต Neem acnoc recovery set ค่ะ

หน้าตาเป็นประมาณนี้นะคะ

ne 1

ใน Set นี้จะประกอบด้วยเครื่องสำอาง 3 ชิ้นนะคะ

ne 3

ตัวเซรั่มมอยส์เจอร์นั้นถือว่าทำมาได้ค่อนข้างดีทีเดียว นอกจากด้านความชุ่มชื้นแล้วยังดูแลผิวด้านการระคายเคือง ไวท์เทนนิ่ง รวมไปถึงด้านริ้วรอยไปพร้อมๆกัน เซรั่มบางเบา ซึมไวไม่เหนอะหนะ

ส่วนสบู่ก็มาในเบสสบู่ธรรมชาติ (สบู่ saponification) ที่ใช้น้ำมันจากพืชหลายชนิดเป็นตัวขึ้นเนื้อสบู่ เสริมด้วย Ceramides และสารสกัดจากพืชอื่นๆอีกหลายชนิดเลยทีเดียว ฟองนุ่มละเอียด ไม่แห้งตึง

 

แต่พระเอกของวันนี้ที่เราจะมีรีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสมกัน คือ Neem multiplant brightening serum นั่นเองค่ะ

นางมาในขวดแก้วสีขาวทึบแสง มีหลอดหยดค่ะ

ne 4

เนื้อเซรั่มเป็นแบบเซรั่มเบสน้ำ สีออกเหลือง ซึ่งคาดว่าเป็นสีของสารสกัดจากธรรมชาตินะคะ

neem tex 1

เกลี่ยได้ค่อนข้างง่าย ซึมไวไม่เหนอะหนะค่ะ

neem tex 2

ค่า pH อยู่ที่ราวๆ 6 นะคะ ถือว่าใกล้เคียงกับผิวดีค่ะ

neem pH

ส่วนวันนี้ตัวพระเอก ที่นำมาวิเคราะห์ส่วนผสมจะเป็นเจ้า Neem multiplant brightening serum ส่วนผสมเป็นดังนี้ค่ะ

สผส multiplant

มาวิเคราะห์ส่วนผสมกันดีกว่านะคะ วันนี้ขอมาแบบจัดเต็มเลยค่ะ

ถ้าเราพิจารณากันจะพบว่าผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางแทบทุกชนิดจะประกอบด้วยส่วนหลักๆ 3 ส่วน คือ

  1. Actives คือ สารบำรุง เป็นส่วนที่ทำให้เครื่องสำอางมีคุณสมบัติที่ดี รวมไปถึงมีประโยชน์ทางชีวภาพ
  2. Base คือ เนื้อหลักของผลิตภัณฑ์ บางทีอาจเรียกว่า Vehicle
  3. Additive คือ สารที่ช่วยเสริมให้ผลิตภัณฑ์มีคุณสมบัติที่ดี มีความน่าใช้ และมีความปลอดภัย

 

รายละเอียดส่วนผสมแต่ละตัว

  1. Actives หรือสารบำรุง วันนี้มี่ทำไว้ 3 เฉดสีค่ะ
  • ขอเปิดด้วยสีชมพู เป็นกลุ่มของสารที่ให้ประโยชน์ในเชิงด้าน Whitening ซึ่งมีอยู่ด้วยกันหลายชนิดค่ะ
    • สารสกัดจากชะเอม มีรายงานเกี่ยวกับคุณสมบัติในการยับยั้งเอนไซม์ Tyrosinase ลดการสร้างเมลานินช่วยให้สีผิวจางลง และยังมีประโยชน์เป็น Antioxidant ( 2014; 19(7):9101-13.)
    • Niacinamide เป็นรูปแบบหนึ่งของวิตามินบี 3 มีรายงานว่า สารตัวนี้สามารถเป็น Whitening ช่วยปรับสภาพสีผิวให้สม่ำเสมอ โดยไปรบกวนการส่งผ่านของเมลานินที่สร้างเสร็จแล้ว ลดการอักเสบในผิว เพิ่มการไหลเวียนเลือด ช่วยเพิ่มความแข็งแรงให้ผิวโดยไปกระตุ้นการสร้าง Ceramides กรดไขมัน และไขมันชนิดต่างๆในหนังกำพร้า และยังเป็น Antioxidant ด้วย (Int J Cosmet Sci 2005; 27:255–261)
    • 3-Glyceryl ascorbate เป็นรูปแบบหนึ่งของวิตามินซี ซึ่งปกติแล้ววิตามินซีมีคุณสมบัติในด้าน Whitening การชะลอวัย และเสริมการสังเคราะห์คอลลาเจนของผิว ผู้ผลิตวัตถุดิบระบุว่า วิตามินซีรูปแบบนี้มาในรูปแบบไม่มีประจุ (Non-ionic) ให้ผลเพิ่มความชุ่มชื้นได้ไปพร้อมๆกับการแสดงคุณสมบัติของวิตามินซี และมีข้อมูลความคงตัวที่ดี สามารถใช้ในผลิตภัณฑ์รูปแบบเจลใสได้ในความเข้มข้นสูง ตรงกันกับเซรั่มที่มาในความใสพอดี
    • N-Acetyl-D-Glucosamine นางเป็นอนุพันธ์ของน้ำตาลชนิดหนึ่ง ซึ่งเป็นองค์ประกอบของ Hyaluronic acid มีขนาดที่เล็กสามารถดูดซึมได้ เพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่ผิวหนังโดยดูดน้ำเข้าหาตัว และสามารถยับยั้งการ Glycosylation เพื่อเปลี่ยน pro-tyrosinase ไม่ให้เป็น tyrosinase จึงไม่มีฤทธิ์สร้างเม็ดสี มีรายงานการวิจัยกล่าวว่าสามารถควบคุมการผลัดเซลล์ผิว เพิ่มความชุ่มชื้น (Int J Cosmet Sci. 2010;32(3):234.) มีข้อมูลสนับสนุนว่าเมื่อใช้ร่วมกับ Niacinamide จะมีประโยชน์ในการลดจุดด่างดำได้ดีขึ้น (Br J Dermatol. 2010;162(2):435-41.)
    • Diglucosyl gallic acid นางเป็นวัตถุดิบรางวัลระดับโลก มีชื่อทางการค้าว่า Brightenyl ผู้ผลิตวัตถุดิบ Claim ว่าเป็นสารที่เรียกว่า Skin complexion optimizer ช่วยปรับสมดุลให้ผิวกระจ่างใส มีกลไกการออกฤทธิ์ที่สลับซับซ้อนโดยสาร Diglucosyl gallic acid จะถูกแปรสภาพโดยจุลินทรีย์เจ้าบ้าน (หรือ Normal flora) บริเวณผิวชั้นนอก ให้ได้เป็นสารออกฤทธิ์ที่ให้ผลลดการอักเสบ ลดการสร้างเม็ดสีผ่านการยับยั้ง Nitric oxide และ Diacylglycerol
    • Glutathione เป็นเปปไทด์ที่ประกอบด้วยกรดอะมิโน 3 ชนิด เป็น Antioxidant ที่ดี และเป็นองค์ประกอบที่สำคัญในการสร้าง เมลานินชนิดสีอ่อน ที่มีชื่อว่า Pheomelanin
    • สารสกัดจากขมิ้นชัน (Curcuma longa root extract) เป็น Antioxidant และมีประโยชน์ในการเป็น Whitening ผ่านการยับยั้งการสร้างเม็ดสี
    • Paeonia albiflora root extract สารสกัดจากรากโบตั๋นมีรายงานว่าเป็น Whitening โดยผ่านการยับยั้งการสร้างเม็ดสีผิว
  • สีเขียว เป็นสารบำรุงอื่นๆ ได้แก่
    • น้ำจากดอก Witch hazel มีประโยชน์ในเชิงกระชับรูขุมขน ควบคุมความมัน
    • สารสกัดจากว่านหางจระเข้ มีประโยชน์ในการเพิ่มความชุ่มชื้น ลดการอักเสบระคายเคือง และให้ความรู้สึกสบายผิว
    • สารสกัดจากใบบัวบก บัวบกเป็นพืชที่มีรายงานถึงฤทธิ์ทางชีวภาพไว้ค่อนข้างมาก ฤทธิ์ทางชีวภาพของบัวบกได้แก่ ฤทธิ์กระตุ้นการสมานแผล เสริมการสังเคราะห์ของ Collagen และ Fibronectin ในผิว มีประโยชน์ในเชิงการกระชับผิว และดูแลริ้วรอยที่เกิดก่อนวัย (Postepy Dermatol Alergol. 2013; 30(1):46-9.)
    • สารสกัดจากคาโมมายล์ และ ดาวเรือง มีประโยชน์ในเชิงการลดการอักเสบระคายเคือง และให้ความรู้สึกสบายผิว
    • สารสกัดจาก Neem (Azadirachta indica leaf extract) ข้อมูลจากผู้ผลิตวัตถุดิบระบุว่า สารสกัดจากส่วนของใบ ประกอบด้วย azadirachtin, nimbin, nimbinin and nimbidin มีประโยชน์ในเชิงการฆ่าเชื้อแบคทีเรีย รา ลดการอักเสบระคายเคือง และเป็น Antioxidant (TDS Neem Leaf Extract-NS, The Garden of Naturalsolution)
  • สีฟ้า เป็นส่วนผสมของ Hyaluron 2 ชนิด มีประโยชน์ในเชิงการเพิ่มความชุ่มชื้น
  1. ส่วนของเนื้อหลัก หรือ Base มาในเบสแบบน้ำ ประกอบด้วย น้ำ และ Glycerin
  2. สารปรุงแต่งอื่นๆ หรือ Additives ได้แก่
    • สารกันเสีย ได้แก่ Phenoxyethanol และ Sodium benzoate

 

โดยสรุป ถือเป็นเซรั่มเบสน้ำ ที่ทำมาได้ค่อนข้างดี เสริมสารบำรุงหลายชนิด ให้ประโยชน์หลายด้าน ไม่ว่าจะเป็น Whitening, Antioxidant ชะลอวัย ลดการอักเสบระคายเคือง เพิ่มความชุ่มชื้น ให้ความรู้สึกสบายผิว พร้อมทั้งดูแลเรื่องรูขุมขน และปัญหาสิวไปพร้อมๆกัน และไม่มีสารที่ไม่เป็นมิตรกับผิว นั่นคือเซรั่มสูตรนี้ ไม่มีน้ำหอม แอลกอฮอล์ และซิลิโคน ค่ะ

 

มาให้คะแนนกันค่ะ

  1. สารบำรุง จากที่ได้กล่าวไปในด้านบน ถือว่ามาได้ค่อนข้างเต็ม และดูแลผิวได้ครบจบทุกปัญหา ให้ประโยชน์หลายด้าน ไม่ว่าจะเป็น Whitening, Antioxidant ชะลอวัย ลดการอักเสบระคายเคือง เพิ่มความชุ่มชื้น ให้ความรู้สึกสบายผิว พร้อมทั้งดูแลเรื่องรูขุมขน และปัญหาสิวไปพร้อมๆกัน ให้ไป 5 ฟลาสก์
  2. ส่วนผสมอื่นๆ ไม่มีส่วนผสมของสารที่ไม่เป็นมิตรกับผิว ให้ไป 5 ฟลาสก์
  3. การใช้งาน ตัวเซรั่มทำมาได้ค่อนข้างดีนะคะ เนื้อบางเบา เกลี่ยง่าย ซึมไว ไม่เหนอะหนะ ทาแล้วสามารถลงสกินแคร์ในขั้นตอนอื่นได้เลยโดยไม่ต้องเว้นช่วง ในด้านของผลในเชิงไวท์เทนนิ่ง ส่วนตัวมี่ลองใช้ประมาณ 2 อาทิตย์ อาจจะยังฟันธงในด้านประสิทธิภาพไม่ได้ แต่ก็ถือว่ามีการเปลี่ยนแปลงในทางทีดีขึ้นค่ะ เรื่องของความนุ่มผิว แต่งหน้าได้ติดทน และรองพื้นตกร่องน้อยลง รอยด่างดำดูจางลงในระดับหนึ่ง ซึ่งเป็นที่น่าพอใจค่ะ แต่สำหรับคนผิวแห้ง อาจจะรู้สึกว่าแห้งตึงไปนิดหน่อย ต้องหาผลิตภัณฑ์อื่นมาทาทับเสริมอีกชั้นหนึ่ง หรือ อย่างถ้าเสริมเจ้าตัวเซรั่ม SOS skin hydrating ที่มาในเซ็ตเพิ่มมาอีกชิ้น เรื่องปัญหาความแห้งก็จะน้อยลง ด้วยความที่นางมีส่วนผสมของสารสกัดจากหลายชนิดที่เข้ามาดูแลผิวและเสริมกันกับ Multiplant ได้อย่างลงตัว ซึ่งจะเอามารีวิวให้ได้ชมกันในโอกาสต่อไปนะคะ ส่วนในคนผิวมันไม่น่ามีปัญหาค่ะ จุดนี้ขอให้ไป 4 ฟลาสก์

 

คะแนน ne

สุดท้ายนี้ขอขอบคุณทางแบรนด์ Neem ด้วยนะคะที่ส่งผลิตภัณฑ์ดีๆมาให้มี่ได้ทดลองใช้ และขอบคุณทุกท่านด้วยค่ะที่ติดตามรับชมมาจนจบ

 

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ทางแบรนด์ Neem โดยตรงเลยนะคะ

Facebook : Neemthailand (https://www.facebook.com/NeemThailand/)

 

Disclaimer/conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากทางแบรนด์ Neem การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสมตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล และผู้เขียนไม่ได้มีผลประโยชน์ใดๆในการขายสินค้า โปรดใช้วิจารณญาณ

Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสม เซรั่มลดเลือนจุดด่างดำจากแบรนด์ Kene กับ Gen White dark spot corrector serum

สวัสดีค่ะ วันนี้มีรีวิวผลิตภัณฑ์ที่น่าสนใจมาฝากกันอีกแล้วค่ะ

วันนี้เป็นรีวิวเซรั่ม Whitening ตัว Top จากแบรนด์ Kene กับตัว Genwhite ที่หลายคนแอบส่องกันอยู่ค่ะ

ตัว Genwhite นี้ ถือว่าเป็น Whitening ที่ทำมาได้น่าสนใจ ด้วยการเลือกใช้ส่วนผสมที่ผ่านการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ และได้ตีพิมพ์ใน international journal ถึง 6 ตัวด้วยกันมาทำงานเสริมฤทธิ์กันได้อย่างลงตัวค่ะ

ซึ่งปกติแล้วส่วนผสมที่นำมาใช้ในเครื่องสำอาง ไม่จำเป็นต้องมีการศึกษาประสิทธิภาพในคนก่อนเหมือนยา สามารถนำเอามาใช้ได้เลย แต่หลังๆมา บริษัทผู้ผลิตวัตถุดิบก็พยายามศึกษาประสิทธิภาพทั้งในระดับหลอดทดลอง และในอาสาสมัคร เพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือให้แก่วัตถุดิบ (และเพิ่มราคาขายด้วย 555) หลายๆครั้งเลยทางบริษัทก็เอาไปตีพิมพ์เป็นบทความลงในวารสารวิชาการต่างๆ เพื่อแนะนำและเผยแพร่ให้คนในวงการเครื่องสำอางและผิวพรรณได้ทราบกัน ซึ่งเมื่อมีบทความในวารสารเหล่านี้แล้ว ความน่าเชื่อถือมันก็จะยิ่งมีมากขึ้นค่ะ ซึ่งใน Genwhite เองก็เลือกใช้วัตถุดิบที่มีผลงานตีพิมพ์รองรับ เพื่อให้เราได้รับประโยชน์จากส่วนผสมอย่างเต็มที่นั่นเองค่ะ

พูดถึงแบรนด์ Kene กันอีกซักรอบเนอะ

แบรนด์ Kene จัดเป็นแบรนด์เวชสําอางประสิทธิภาพสูง ที่เน้นผลลัพธ์ที่ชัดเจนโดยเลือกใช้ส่วนผสมที่อิงตามพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ เพื่อสุขภาพผิวที่ดีนั่นเองค่ะ โดยมีสโลแกนหลักคือ “Innovative skin solution” ที่ทางแบรนด์น่าจะต้องการสื่อว่า ไม่ใช่แค่ดูแลผิวพื้นๆ แต่ต้องการจัดการปัญหาผิวพรรณอย่างจริงจัง โดยอิงตามพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ที่พิสูจน์ได้ และใช้นวัตกรรมด้านผิวหนังสมัยใหม่นั่นเองค่ะ

 

ว่าแล้วก็ขออวดโฉมหน้าของเซรั่ม Genwhite ก่อนนะคะ

gen 1

นางมีชื่อเต็มๆว่า Kene Genwhite Dark spot corrector ค่ะ

เซรั่มตัวนี้มีความน่าสนใจเพราะเป็นเสมือนจุดศูนย์รวมของส่วนผสมและนวัตกรรมด้าน Whitening ในทางเครื่องสำอางไว้ในขวดเดียวกัน

ด้านในเป็นขวดปั๊มแบบสุญญากาศ (airless) สีขาว/ฟ้า ค่ะ

gen 2

สโลแกนของ Genwhite คือ “จัดการจุดด่างดำ เปลี่ยนแปลงจริง ด้วย 6 ส่วนผสมที่พิสูจน์แล้วทางวิทยาศาสตร์และตีพิมพ์ในวารสารระดับนานาชาติ”

20 res

(Image from Kene)

ทางแบรนด์เคลมว่า วัตถุดิบที่ใช้มีงานวิจัยกว่า 20 ฉบับ ออกฤทธิ์ผ่าน 4 กลไกหลักของการสร้างเม็ดสีผิว เอ๊ะ มีอะไรบ้างนะคะ ว่าแล้วก็ขอกล่าวถึงการสร้างเม็ดสีผิวซักหน่อยค่ะ

ในสมัยโบราณ เราทราบกันแค่ว่า ในผิว มีเซลล์ Melanocyte ที่ทำหน้าที่สร้างเม็ดสี Melanin จากกรดอะมิโน Tyrosine โดยใช้เอนไซม์ Tyrosinase ประมาณแผนภาพนี้ค่ะ

mela syn

สาร Whitening ในยุคเก่าๆเลยออกฤทธิ์ผ่านการยับยั้นเอนไซม์ Tyrosinase เพื่อลดการสร้างเม็ดสีผิว หรือ เร่งการผลัดผิวโดยใช้พวก AHA

 

แต่ต่อมานักวิทยาศาสตร์พบว่าการสังเคราะห์เม็ดสี Melanin นั้นมีความซับซ้อนมากกว่าที่คิด และมีหลายๆระบบและกลไกในการควบคุมอย่างซับซ้อน ทำให้การใช้สาร Whitening ที่ไปยับยั้งเอนไซม์ Tyrosinase อย่างเดียว ก็จะไม่ค่อยพอ ทำให้วงการเครื่องสำอางมีสารนวัตกรรมใหม่ๆออกมาเรื่อยๆ เพื่อตอบโจทย์และเสริมประสิทธิภาพด้านความขาวค่ะ

ขอยืมรูปของ Kene มาเล่าให้ฟังต่อ

 

mela mech.jpg

(Image from Kene)

จากรูปจะเห็นว่า ถ้าเราดูที่เซลล์ Melanocyte ที่สร้างเม็ดสี นางจะถูกควบคุมโดยปัจจัยอื่นๆ เช่น อนุมูลอิสระ ความเครียด การอักเสบ และฮอร์โมนตัวหนึ่งที่มีความสำคัญมาก คือ เจ้า alpha-MSH มีชื่อเต็มๆว่า Melanocyte stimulating hormone หน้าที่ของนางก็แปลตรงตัวเลยค่ะ คือ นางเป็นฮอร์โมนที่ไปกระตุ้นการทำงานของเซลล์ Melanocyte ให้ active มากขึ้น

วงการเครื่องสำอางเราก็มีสารที่เข้ามายับยั้งเอนไซม์ alpha-MSH อยู่หลายตัวเหมือนกันค่ะ

นอกจากสารที่ยับยั้งเอนไซม์ MSH แล้ว พวกสารต่อต้านอนุมูลอิสระ หรือ สารลดการอักเสบ ก็สามารถลดการสร้างเม็ดสีได้ผ่านกลไกในขั้นที่ 1 นี้เช่นกันค่ะ

กลไกที่สอง ก็คือ การสร้างเม็ดสีโดยใช้เอนไซม์ Tyrosinase ซึ่งความจริงแล้ว เป็นขั้นตอนที่ซับซ้อนเหมือนกันไม่ใช่ว่ามีกรดอะมิโน มีเอนไซม์ และจบปิ๊ง เมลานินมา วงการเครื่องสำอางก็มีสารหลายชนิดที่ช่วยดูแลตรงนี้ค่ะ แต่เน้นการยับยั้งเอนไซม์ Tyrosinase เป็นหลัก

หลังจากสร้างเม็ดสีไปแล้ว ก็จะเข้าสู่จุดที่สาม คือการส่งผ่านเมลานินที่สร้างเสร็จแล้วออกมายังเซลล์ผิวชั้นนอก ที่จะทำให้เราเห็นเป็นสีผิวค่ะ สารที่ออกฤทธิ์ในกลไกที่สามนี้มักจะเล่นผ่านการยับยั้งการส่งผ่านเมลานินที่สร้างเสร็จแล้วไม่ให้ออกมาข้างนอก หรือไปปรับเปลี่ยนกระบวนการขนส่งเม็ดสี ทำให้สีผิวไม่เข้มขึ้น

ซึ่งเซรั่ม Genwhite ของ Kene สามารถดูแลได้ค่อนข้างครอบคลุมเลยทีเดียว

รายละเอียดเดี๋ยวเราค่อยมาดูกันในช่วงวิเคราะห์ส่วนผสมกันอีกทีนะคะ

 

เกริ่นไปซะยืดยาวมาดูเนื้อเซรั่มกันบ้างดีกว่า

เซรั่มมาในเบสน้ำนม ทางแบรนด์ไม่ได้ใส่น้ำหอม เลยจะมีกลิ่นจางๆของวัตถุดิบอยู่นิดหน่อยค่ะ

gen 4

เกลี่ยได้ค่อนข้างง่าย ให้สัมผัสนิ่มนวล ชุ่มชื้น แต่ไม่เหนอะหนะ

gen 5

ค่า pH อยู่ที่ราวๆ 6 นะคะ ถือว่าใกล้เคียงกับผิวดีค่ะ

gen 6

ถึงคิวของการวิเคราะห์ส่วนผสมแล้วค่ะ วันนี้ขอจัดเต็มแบบละเอียดให้สมกับความเลอค่าของ Genwhite

ส่วนผสม

สผส kene

ถ้าเราพิจารณากันจะพบว่าผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางแทบทุกชนิดจะประกอบด้วยส่วนหลักๆ 3 ส่วน คือ

  1. Actives คือ สารบำรุง เป็นส่วนที่ทำให้เครื่องสำอางมีคุณสมบัติที่ดี รวมไปถึงมีประโยชน์ทางชีวภาพ
  2. Base คือ เนื้อหลักของผลิตภัณฑ์ บางทีอาจเรียกว่า Vehicle
  3. Additive คือ สารที่ช่วยเสริมให้ผลิตภัณฑ์มีคุณสมบัติที่ดี มีความน่าใช้ และมีความปลอดภัย

 

มี่ได้ทำสีส่วนผสมสารบำรุงไว้หลายๆสีนะคะ เดี๋ยวจะบอกอีกทีว่าแต่ละสีมีประโยชน์อะไรบ้าง

 

มาดูรายละเอียดส่วนผสมแต่ละตัวกันเลยนะคะ

  1. กลุ่มสารบำรุง (Active ingredients)
  • สีม่วง คือ คู่หูคู่ขวัญ Niacinamide + N-acetyl glucosamine ทางแบรนด์จัดเต็มมาที่ 5 + 3% เลยนะคะ
    • Niacinamide เป็นรูปแบบหนึ่งของวิตามินบี 3 ในด้าน Whitening นางมีบทบาทในการรบกวนการส่งผ่านของเมลานินที่สร้างเสร็จแล้วไม่ให้ออกไปข้างนอก นอกจากด้าน Whitening นางยังมีประโยชน์อื่นๆในด้านการลดการอักเสบระคายเคือง เพิ่มการไหลเวียนเลือด ช่วยเพิ่มความแข็งแรงให้ผิวโดยไปกระตุ้นการสร้าง Ceramides กรดไขมัน และไขมันชนิดต่างๆในหนังกำพร้า และยังเป็น Antioxidant ด้วย (Int J Cosmet Sci 2005; 27:255–261)
    • N-acetyl glucosamine ตัวนี้เป็นอนุพันธ์ของน้ำตาลชนิดหนึ่งที่เป็นองค์ประกอบของ Hyaluronic acid มีคุณสมบัติเพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่ผิวหนัง ในด้าน Whitening นางสามารถยับยั้งการ Glycosylation เพื่อเปลี่ยน pro-tyrosinase ไม่ให้เป็น tyrosinase จึงไม่มีฤทธิ์สร้างเม็ดสี มีรายงานการวิจัยกล่าวว่า เมื่อใช้ร่วมกับ Niacinamide จะให้ผลลดจุดด่างดำได้ดีขึ้น (Br J Dermatol. 2010;162(2):435-41.)
  • สีเขียว คือ สารบำรุงที่ให้ประโยชน์ด้าน Whitening เป็นหลัก ได้แก่
    • Undecylenoyl phenylalanine มีชื่อทางการค้าว่า Sepiwhite MSH ของบริษัท Seppic มีประโยชน์เป็น Whitening โดยไปยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ alpha-MSH ซึ่งปกติมีหน้าที่กระตุ้นให้ไทโรซิเนสทำงาน ให้มีการสร้างเมลานินมากขึ้น และไปควบคุมกระบวนการ Melanosome transfer ซึ่งเป็นกระบวนการสุดท้ายที่เอาเมลานินที่สร้างเสร็จเข้าสู่เซลล์ผิวและเห็นเป็นสีผิว การทดสอบในอาสาสมัครที่ใช้ครีมที่มีส่วนผสมของสารนี้ในความเข้มข้น 2% วันละ 2 ครั้ง เป็นเวลา 12 สัปดาห์ พบว่าให้ผลดีในการลดเลือนจุดด่างดำที่เกิดจากแสงแดด (Solar lentigines) (Clin Exp Dermatol. 2010;35(5):473-6) อีกการศึกษาพบว่าให้ผลดีในการลดฝ้า (J Cosmet Dermatol. 2014;13(2):86-90.) การทดสอบในอาสาสมัครที่ใช้สารนี้ในความเข้มข้น 1% ร่วมกับ Niacinamide 5% ให้ผลเป็น Whitening ที่ดีเมื่ออาสาสมัครใช้เป็นเวลา 8 สัปดาห์ (J Cosmet Dermatol. 2009;8(4):260-6.) ทางแบรนด์อัดลงไปตาม paper ที่ 2% เลยทีเดียวค่ะ
    • Alpha-arbutin เป็น Whitening ที่ออกฤทธิ์ผ่านการยับยั้งเอนไซม์ Tyrosinase จัดมาที่ 1%
    • Rumex occidentalis extract มีชื่อทางการค้าว่า Tyrostat สกัดได้จากพืชที่ขึ้นในแถบอเมริกาเหนือ มี Claim ว่าสารนี้ยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ Tyrosinase ได้แรงกว่า Arbutin และ Hydroquinone และให้ผลลดรอยแดงได้ด้วย
    • กลุ่มวิตามินซี ทางแบรนด์เลือกใช้ Ethyl ascorbic acid ที่เป็นรูปแบบหนึ่งของวิตามินซี ที่เคลมว่ามีขนาดเล็ก ดูดซึมได้ง่ายกว่ารูปแบบปกติ ร่วมกับ Ascorbic acid รูปแบบดั้งเดิม ประโยชน์ของวิตามินซีที่มีกับผิว คือ มีคุณสมบัติเป็น Antioxidant ช่วยชะลอวัย เป็นส่วนหนึ่งของการสังเคราะห์คอลลาเจนของผิว และมีผลยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ Tyrosinase ที่เป็นตัวสร้างเม็ดสีของผิว และมีหลายๆแหล่งข้อมูลบอกว่า วิตามินซี สามรารถยับยั้งกระบวนการอักเสบในผิว และปกป้องผิวจากรังสี UV ได้ด้วย จึงให้ประโยชน์ในด้าน ริ้วรอย ชะลอวัย ลดการอักเสบ และผิวขาวกระจ่างใสไปพร้อมๆกัน
    • 4-n-butyl resorcinol เป็นสาร Whitening ตัวหนึ่งที่กำลังได้รับความสนใจ ออกฤทธิ์ยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ Tyrosinase ทำให้เมลานินถูกสร้างมาน้อยลง ผิวขาวขึ้น การทดสอบในอาสาสมัครที่เป็นฝ้ากับครีมที่มีส่วนผสมของสารนี้ 0.1% เป็นเวลา 6-8 สัปดาห์ พบว่ารอยฝ้าจางลง และมีผลข้างเคียงน้อย (Ann Dermatol. 2010; 22(1): 21–) การทดสอบในอาสาสมัครโดยใช้ตำรับที่มีส่วนผสมของสารนี้ในความเข้มข้น 0.1% ที่เก็บกักใน Liposome เป็นเวลา 8 สัปดาห์ พบว่ามีประสิทธิภาพในการลดเลือนฝ้า และมีผลข้างเคียงต่ำ (J Dermatol. 2010 Apr;37(4):311-5.) ซึ่งทางแบรนด์เลือกใช้ในรูปแบบที่เก็บกักใน Liposome ชนิดประจุบวก (Cationic liposome) โดยมีเคลมว่า สามารถซึมลงไปยังบริเวณที่มีเซลล์ Melanocyte อยู่ได้ดี
    • cat
    • (Image from kene)
    • Tetrapeptide-30 Peptide ที่ประกอบด้วยกรดอะมิโน 4 ตัว คือ Proline-Lysine-Glutamine-Lysine (PKEK) มีการทดสอบในอาสาสมัครพบว่ามีคุณสมบัติเป็น Whitening ที่ดี เมื่อให้อาสาสมัครใช้ตำรับที่มีส่วนผสมของ PKEK peptide เป็นเวลา 12 สัปดาห์ สามารถลดจุดด่างดำที่เกิดหลังการอักเสบ และลดเลือนฝ้าได้ (J Cosmet Dermatol. 2011;10(3):217-23.) การทดสอบในระดับหลอดทดลอง และในอาสาสมัคร พบว่าสามารถป้องกันไม่ให้เซลล์ผิวสร้างสารก่อการอักเสบกลุ่ม Interleukins ต่างๆ และ POMC (ซึ่งเป็นเปปไทด์ที่จะไปกระตุ้นให้มีการสังเคราะห์ MSH) เมื่อสัมผัสรังสี UVB เมื่อใช้ในอาสาสมัคร พบว่าสารนี้สามารถเสริมประสิทธิภาพของวิตามินซี ในรูป Sodium ascorbyl phosphate ในการเป็น Whitening ได้ดี (Exp Dermatol. 2012;21(2):140-6.)
    • Hexylresorcinol เป็น Whitening อีกตัวที่มีประสิทธิภาพ มีรายงานว่าสามารถยับยั้งเอนไซม์ Tyrosinase ได้ (Protein J. 2004;23(2):135-41.) ข้อมูลจากผู้ผลิตระบุว่า สารกลุ่มนี้พบในข้าว Rye และ Wheat ให้ผลยับยั้งการสร้างเมลานิน กระตุ้นการสร้าง Glutathione ในผิว จึงให้ผลเสริมกันในการเป็น whitening
    • Aloesin เป็นสารพฤกษเคมีที่พบในว่านหางจระเข้ มีรายงานการวิจัยกล่าวว่ามีคุณสมบัติในการลดการสร้างเม็ดสีผิวผ่านการยับยั้งเอนไซม์ Tyrosinase (Int J Cosmet Sci. 2008;30(2):121-30.) Aloesin สามารถเสริมฤทธิ์กับ arbutin ในการลดการสร้างเม็ดสีผิวโดยผ่านการยับยั้งเอนไซม์ Tyrosinase ในระดับหลอดทดลอง (Arch Pharm Res. 1999 Jun;22(3):232-6.) และ การทดสอบในอาสาสมัครพบว่าสูตรผสมของ Aloesin และ Arbutin ร่วมกันจะช่วยปกป้องไม่ผิวสีผิวเข้มขึ้นเมื่อสัมผัสรังสี UV ได้ดีกว่าการใช้อย่างใดอย่างหนึ่งแบบเดี่ยวๆ (Clin Exp Dermatol. 2002;27(6):513-5.)
  • กลุ่มสีน้ำตาล เป็นกลุ่มของไขมันที่ช่วยทดแทนไขมันที่เป็น Barrier ผิว ได้แก่ น้ำมันจาก Borage และเมล็ดองุ่น ซึ่งอุดมด้วยกรดไขมันจำเป็น ร่วมกับ Ceramide 3 ชนิด คือ Ceramide 3, Ceramide 1 และ Ceramide 6 และ Phytosphingosine ที่เป็นสารตั้งต้นในการสังเคราะห์ Ceramide ได้ นอกจากนี้ ข้อมูลจากผู้ผลิตวัตถุดิบระบุว่าสารนี้มีคุณสมบัติลดการอักเสบ ลดรอยแดงจากสิว และลดการเกิดสิวได้ (Sphingosine, Evonik Industry)
  • กลุ่มสีฟ้า เป็นสารออกฤทธิ์อื่นๆ ได้แก่
    • Panthenol หรือโปรวิตามินบี 5 นอกจากคุณสมบัติในการเพิ่มความชุ่มชื้นแล้ว นางยังมีประโยชน์ด้านการลดการอักเสบและระคายเคืองในผิว
    • Sodium lactate และ Sodium PCA จัดเป็นสารในกลุ่ม Natural moisturizing factor หรือ NMF มีคุณสมบัติช่วยในการเก็บกักน้ำของผิว
    • สารสกัดจากใบ Blackberry (Rubus villosus leaf extract) เป็น Astringent ช่วยกระชับรูขุมขน ควบคุมความมัน และเป็น antioxidant
    • สารสกัดจากชาเขียว เป็น Antioxidant
    • Tocopheryl acetate เป็นรูปแบบหนึ่งของวิตามินอี เป็น Antioxidant และช่วยปกป้องสารบำรุงอื่นๆในผลิตภัณฑ์ไม่ให้เสื่อมสภาพ
    • Decarboxy carnosine HCl มีชื่อทางการค้าว่า Alistin เป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่มีฤทธิ์แรง ผู้ผลิตวัตถุดิบ Claim ว่า มีคุณสมบัติเพิ่มความยืดหยุ่นของผิว เพิ่มการสังเคราะห์คอลลาเจน ลดการอักเสบ ลดริ้วรอย และที่สำคัญคือ สารนี้มีประโยชน์ช่วยปกป้องเซลล์ผิวจากกระบวนการ Glycation (การที่น้ำตาลเข้ามาจับกับโปรตีนในผิว แล้วมีผลต่อการทำงานของผิว เช่น ถ้าจับกับคอลลาเจน จะทำให้ความยืดหยุ่นของผิวลดลง ปฏิกิริยานี้มักจะพบมากขึ้นเมื่อเรามีอายุเพิ่มขึ้น เป็นสาเหตุหนึ่งของความแก่ ผิวไม่ยืดหยุ่นและริ้วรอย)
    • Sodium hyaluronate มีคุณสมบัติเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิว
    • Allantoin ลดการอักเสบและระคายเคือง และให้ความรู้สึกสบายผิว
    • Arginine เป็นกรดอะมิโนชนิดหนึ่ง ทำหน้าที่เป็น NMF และมีประโยชน์ในการเสริมกระบวนการสมานแผล (Wound healing) ของผิว
    • Actinidia polygama fruit extract สารสกัดจาก Silver vine มีรายงานการวิจัยเกี่ยวกับคุณสมบัติในการต้านการอักเสบ (Arch Pharm Res. 2003;26(12):1061-6.) ข้อมูลจากผู้ผลิตวัตถุดิบระบุว่าสารสกัดนี้ให้ผลเกี่ยวกับการลดริ้วรอยได้โดยไปต่อต้านการเกิด Glycation ของโปรตีน
    • Sodium citrate มีประโยชน์ในการเพิ่มความชุ่มชื้น
  1. กลุ่มเนื้อหลัก (Base)

ตัวเซรั่มมาในเบสแบบน้ำนม หรือ Emulsion ที่ประกอบด้วย น้ำ น้ำมัน และซิลิโคนอยู่เล็กน้อย

  • กลุ่มของน้ำ มี น้ำ และสาร Glycerin, Butylene glycol และ Propylene glycol ที่ช่วยดูดน้ำเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิวแต่มี alcohol ติดมาท้ายๆ เข้าใจว่าน่าจะติดมากับวัตถุดิบอื่นในตำรับ
  • กลุ่มของน้ำมัน ได้แก่ Squalane ร่วมกับกลุ่ม น้ำมันจากธรรมชาติที่เป็นอักษรสีน้ำตาลที่ได้กล่าวไปด้านบน และ Isohexadecane ที่เป็นน้ำมันสังเคราะห์เนื้อบางเบา
  • กลุ่มของซิลิโคน ได้แก่ Cyclomethicone ที่ระเหยได้ ให้สัมผัสบางเบา และ Dimethicone ที่เคลือบผิวปกป้องและรักษาความชุ่มชื้น
  1. สารปรุงแต่งอื่นๆ (Additives) มีอยู่เท่าที่จำเป็น ได้แก่
  • กลุ่มสารเพิ่มความหนืด ได้แก่Sodium acrylate/sodium acryloyldimethyl taurate copolymer ตัวนี้เป็นทั้งสารเพิ่มความหนืด และช่วยผสานน้ำกับน้ำมันให้เข้ากันได้ กับ Carbomer และ xanthan gum
  • Dextrin เป็นสารกลุ่ม Polysaccharide ที่ละลายน้ำได้ ทำหน้าที่เป็น emulsifier และช่วยเพิ่มการละลายของสารบางชนิด และช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นกับให้ความรู้สึกสบายผิว
  • Emulsifier หรือ สารที่เชื่อมผสานน้ำกับน้ำมันให้เข้ากัน เป็น Tween 80 และ Sodium lauroyl lactylate
  • ตัวที่ใช้ทำ Liposome ประจุบวก น่าจะเป็น Lecithin กับ Behentrimonium chloride
  • สารกันเสียและสารจับโลหะ มี Phenoxyethanol และ Ethylhexylglycerin ร่วมกับ Disodium EDTA เป็นตัวอิออนจับโลหะ ช่วยเสริมความคงตัวของสารกันเสีย

 

แวะมาสรุปอีกรอบก่อนไปให้คะแนนนะคะ

ในด้านของกลุ่มสาร Whitening Genwhite เป็นเซรั่มที่ใส่สารที่มีประโยชน์ด้าน Whitening ที่ออกฤทธิ์เสริมกันผ่านหลายกลไก และสารที่ใช้มีรายงานการวิจัยรองรับถึงประสิทธิภาพ

ไม่ใช่แค่นั้น นางยังเซรั่มที่ไม่ได้ทำมาแค่ Whitening ธรรมดา แต่ยังเสริมสารบำรุงอีกหลายกลุ่ม คือ สารไขมันที่ช่วยฟื้นฟู Barrier ผิว สารต่อต้านกระบวนการ Glycation ซึ่งทำให้เกิดความแก่ พวก Antioxidant ชะลอวัย สารลดการอักเสบและระคายเคือง และสารเพิ่มความชุ่มชื้น

 

ให้คะแนน

  1. สารบำรุง มีส่วนผสมของสารบำรุงค่อนข้างอัดแน่น ให้ประโยชน์หลายด้านไม่ว่าจะเป็น Whitening, ชะลอวัย ต่อต้านการ Glycation ฟื้นฟู Barrier ผิว เพิ่มความชุ่มชื้น และลดการอักเสบและระคายเคือง และยังมีเทคโนโลยี Cationic liposome เพื่อช่วยการนำส่งสาร 4-N-butyl resorcinol จุดนี้ถือว่าทำมาได้ค่อนข้างครบ ให้ไป 5 ฟลาสก์
  2. ส่วนผสมอื่นๆ ตัวเบสทำมาได้ค่อนข้างดี และสารปรุงแต่งก็ไม่มีพิษมีภัยอะไร แต่มี Alcohol ติดมา ก็จำเป็นต้องหักคะแนนเพื่อความยุติธรรม ในจุดนี้ส่วนตัวมี่ผิวแห้งก็ใช้ได้ ใช้มาร่วมเดือนก็ไม่ได้มีปัญหาอะไรนะคะ ให้ไป 4 ฟลาสก์
  3. การใช้งาน Genwhite เป็นเซรั่มที่ทำมาได้เนื้อบางเบา มีสัมผัสนิ่มนวล ไม่เหนอะหนะ ในด้านความชุ่มชื้น ส่วนตัวมี่ผิวแห้ง อาจจะยังไม่ค่อยพอสำหรับช่วงนี้พอดีเป็นหน้าหนาวเนอะ แล้วเราก็อยู่เป็นสาวเหนือ มันจะแห้งหน่อยๆ ต้องหาครีมมอยส์เจอร์ไรเซอร์อื่นมาเสริมทับอีกชั้นหนึ่ง ส่วนตัวมี่ลองอันนี้มาเกือบเดือน ถ้าให้ไล่ลำดับ สิ่งแรกที่สัมผัสได้คือเรื่องของผิวนุ่ม และที่สำคัญปีนี้ผิวไม่ลอกนะคะ รองพื้นยังแน่นเหมือนเดิม เรื่องผิวนุ่ม ชุ่มชื้นนี่ประมาณ 3 – 5 วันก็เริ่มสัมผัสได้แล้วค่ะ ส่วนเรื่อง Whitening มันจะไม่ได้ขาวแบบเว่อร์วัง ไม่ได้ทาปุ๊บขาวปั๊บ แต่นางจะเน้นค่อยๆปรับสีผิวให้สม่ำเสมอ โดยเฉพาะตรงจุดด่างดำ ก็มีคนทักอยู่ว่าช่วงนี้ดูมีออร่า ดูมี Complexion ที่ดีขึ้น ดูสุขภาพดีขึ้นค่ะ ถือว่าประทับใจกับผลที่ได้อยู่ค่ะ ให้ไป 5 ฟลาสก์

 

คะแนน kene

สุดท้ายนี้ต้องขอขอบคุณทางแบรนด์ Kene ด้วยนะคะ ที่ส่งผลิตภัณฑ์ดีๆมาให้มี่ได้ทดลองใช้ และขอบคุณทุกๆท่านด้วยค่ะที่ติดตามรับชมมาจนจบ

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ทางแบรนด์ Kene ได้โดยตรงเลยนะคะ

https://www.facebook.com/KeneThailand/

https://kene.co.th/

 

พบกันใหม่โอกาสถัดไป สำหรับวันนี้สวัสดีค่ะ

Disclaimer/conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากทางแบรนด์ Kene การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสมตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล และผู้เขียนไม่ได้มีผลประโยชน์ใดๆในการขายสินค้า โปรดใช้วิจารณญาณ

Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสม ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวสารพัดประโยชน์ (Multi-functional) เป็นบำรุงก็ได้ เมคอัพไพรม์เมอร์ก็ดี จากแบรนด์ DYPT กับ DYPT Plump da face

สวัสดีค่ะ

วันนี้มี่มีรีวิวผลิตภัณฑ์ที่น่าสนใจมาฝากกันอีกแล้วค่ะ

ช่วงนี้ในวงการเครื่องสำอาง กระแส Multi-functional product กำลังมาแรงเลยค่ะ

ว่าแต่ Multi-functional product คืออะไร?

เราสามารถแบ่งกลุ่มของ Multi-functional product ได้เป็น 2 แบบ ค่ะ คือ

  1. ผลิตภัณฑ์ที่มีหลายๆคุณสมบัติในชิ้นเดียวกัน เช่น Anti-aging + Whitening + Moisturizing ในขวดเดียว
  2. ผลิตภัณฑ์ที่รวมเอาผลิตภัณฑ์หลายๆอย่างมารวมกันเป็นผลิตภัณฑ์เดียว เช่น Cleanser + Toner หรือ Toner + Serum + Lotion + Cream + Sunscreen เป็นต้น

 

ผลิตภัณฑ์นี้เกิดมาจากฝั่งญี่ปุ่น โดยทำมาตอบโจทย์ Lifestyle ที่เร่งรีบของคนญี่ปุ่นเค้า ต่อมาหลายๆที่เห็นว่าเหมาะ ก็เลยทำกันออกมาหลายตัว หลายประเทศเลย

 

อย่างวันนี้ผลิตภัณฑ์ที่มี่ได้มา มาจากทางแบรนด์ DYPT (ดิพท์) ซึ่งเป็นคำในภาษา Norwegian ที่แปลว่า deeply และ สื่อถึง ความใส่ใจดูแลลูกค้าและการบำรุงอย่างล้าลึก

ผลิตภัณฑ์ที่มี่ได้รับมาคือ DYPT Plump da face ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์มอยส์เจอไรเซอร์แบบ Multi-functional คือ

  1. Moisturizer สามารถใช้ได้ทั้งเช้าและเย็น
  2. Sleeping mask ถ้าใครเร่งรีบ อาจนำเอามาเป็น Sleeping mask แทนค่ะ
  3. Primer ทางแบรนด์เคลมว่า ในส่วนผสมมีสารสกัดจากเยื่อเห็ดที่มีประโยชน์ในการกระชับรูขุมขนและควบคุมความมัน และมีส่วนผสมที่มีลักษณะเคลือบ film บางๆบนผิว คล้าย Primer ที่ช่วยให้เมคอัพติดทนนานมากขึ้น
  4. Mixer/Diluent เอามาผสมกับรองพื้น เพื่อให้ได้เนื้อที่บางเบามากขึ้น และชุ่มชื้นมากขึ้น อารมณ์เป็น Tinted moisturizer

 

หน้าตาเป็นแบบนี้นะคะ

dypt 4.JPG

ตัวแพคเกจมาในขวดปั๊มแบบอคริลิกสีขาวมุกค่ะ

dypt 5

ถึงจะเป็นแบบขวดปั๊ม แต่เมื่อปั๊มออกมาเนื้อที่ได้จะค่อนข้างข้นคล้ายครีมค่ะ มีกลิ่นหอมอ่อนๆ

dypt 1

เกลี่ยได้ค่อนข้างง่าย ให้สัมผัสบางเบา ไม่เหนอะหนะ ช่วงแรกอาจจะค่อนข้างเงานิดหน่อย แต่พอทิ้งไว้ซักพักก็จะรู้สึกสบายผิวดี เราจะรู้สึกว่ามีฟิล์มบางๆเคลือบผิวอยู่ เหมือนที่ทางแบรนด์เคลมไว้ค่ะ

dypt 2

ค่า pH อยู่ที่ราวๆ 5 – 6 ซึ่งถือว่าใกล้เคียงกับผิวดีค่ะ

dypt 3

สำหรับส่วนผสมเป็นดังนี้นะคะ

สผส DYPT

จากส่วนผสมวันนี้ดูแล้วหลากสีเนอะ

 

  • ประเดิมที่สีน้ำเงิน สารสกัดจากเห็ด Fomes ตัวนี้ทางผู้ผลิตวัตถุดิบเคลมว่า มีประโยชน์ในการกระชับรูขุมขนควบคุมความมัน
  • สีม่วง เป็นกลุ่มของไขมันที่มีประโยชน์ในการฟื้นฟู Barrier ผิว ได้แก่
    • Squalane เคลือบผิวช่วยปกป้องและเก็บความชุ่มชื้นของผิว
    • Cholesterol, Ceramide และ กรดไขมันจากมะกอก เป็นสารตั้งต้นของไขมันใน Barrier ผิว มีประโยชน์ในการเสริมสร้างและฟื้นฟู Barrier ผิว ช่วยให้ผิวแข็งแรง เก็บน้ำได้ดี
  • สีเขียว เป็นกลุ่มของสารบำรุงที่ใช้เทคโนโลยีการหมัก ซึ่งในการหมัก จุลินทรีย์จะเปลี่ยนแปลงสารในพืชให้มีขนาดเล็กลง ออกฤทธิ์ได้ดีขึ้น สูตรผสมระหว่าง Lactobacillus/Soybean Ferment Extract, Saccharomyces/Viscum Album Ferment Extract และ Saccharomyces/Imperata Cylindrica Root Ferment Extract เป็นวัตถุดิบนำเข้าจากเกาหลี ผู้ผลิตวัตถุดิบเคลมว่า มีคุณสมบัติในการต่อต้านเชื้อแบคทีเรีย เสริมความชุ่มชื้น เสริมการสมานแผล และเป็น anti-oxidant
  • สีน้ำตาล เป็นกลุ่มของสารที่มีประโยชน์ในการชะลอวัย ลดเลือนริ้วรอย
    • Artemia extract น่าจะหมายถึงวัตถุดิบสารสกัดจากแพลงตอน ที่มีชื่อทางการค้าว่า GP4G ที่นำเข้ามาจากอเมริกา ผลการทดสอบในระดับหลอดทดลองของผู้ผลิตวัตถุดิบรายงานว่า วัตถุดิบนี้ช่วยเสริมการสร้างโปตีน Keratin ของผิว ปกป้องผิวจากความเครียด และรังสี UVB กับ Infrared เสริมการสร้างคอลลาเจน และ Fibronectin ในผิว และลดการอักเสบระคายเคือง จึงมีประโยชน์ในการปกป้องผิวจากอันตรายต่างๆในสิ่งแวดล้อม
    • Acetyl hexapeptide-8 มีชื่อทางการค้าว่า Argireline ออกฤทธิ์ผ่านระบบประสาท NMJ ทำให้กล้ามเนื้อที่หดตัวเกิดเป็นริ้วรอยคลายตัว เมื่อทาจะทำให้รู้สึกว่าผิวเรียบตึงขึ้นทันที แต่ผลนี้อยู่ไม่นาน
    • Palmitoyl peptapeptide-4 มีชื่อทางการค้าว่า Matrixyl ออกฤทธิ์กระตุ้นการสังเคราะห์คอลลาเจน อิลาสติน และ Glycosaminoglycan ในผิว และมีโครงสร้างที่คล้ายกับ Precursor ของ Collagen type I ตัวนี้มีงานวิจัยตีพิมพ์ในวารสารทางวิชาการรองรับ (Int J Cosmet Sci. 2005;27(3):155-60)
  • สีฟ้า คือสารบำรุงอื่นๆ ได้แก่ วิตามินบี 3, Allantoin, Biosaccharide gum 1 และ Sodium hyaluronate ที่มีประโยชน์โดยรวมไปในทางด้านการลดการอักเสบระคายเคือง เพิ่มความชุ่มชื้น

 

โดยสรุป สารบำรุงมีด้วยกันหลายชนิด เสริมประโยชน์หลายด้าน ไม่ว่าจะเป็น เพิ่มความชุ่มชื้น ฟื้นฟู Barrier ผิว รวมไปถึงด้านชะลอวัย ลดเลือนริ้วรอย กระชับรูขุมขน ควบคุมความมัน และลดการอักเสบระคายเคือง

ในตัวเบส เป็นเบสแบบอิมัลชั่น ประกอบด้วยน้ำและน้ำมัน ไม่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ และซิลิโคน (ตัว Hydrated silica เป็นวัตถุดิบจากแร่ธาตุ Silica มีประโยชน์ในการเพิ่มเนื้อ เพิ่มความหนืดให้แก่ผลิตภัณฑ์)

 

แต่ สารสีแดง Ethylhexyl stearate ตัวนี้เป็นสารไขมันประเภท Fatty ester ที่ช่วยให้ความรู้สึกลื่นผิว อาจมีความเสี่ยงในการเกิดการอุดตันได้ในบางคน ซึ่งส่วนตัวมี่ใช้มาประมาณ 2 – 3 สัปดาห์ ก็ไม่ได้มีปัญหาอะไรค่ะ

 

มาให้คะแนนดีกว่า

  1. สารบำรุง ทำมาได้ค่อนข้างดี มีประโยชน์กับผิวหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็น เพิ่มความชุ่มชื้น ฟื้นฟู Barrier ผิว รวมไปถึงด้านชะลอวัย ลดเลือนริ้วรอย กระชับรูขุมขน ควบคุมความมัน และลดการอักเสบระคายเคือง สารหลายๆตัวเคยมีการศึกษาและตีพิมพ์ในวารสารวิชาการ จุดนี้ขอให้ 5 ฟลาสก์
  2. ส่วนผสมอื่นๆ ตัวเบสทำมาได้ค่อนข้างดี มาในเบสแบบอิมัลชั่น ประกอบด้วยน้ำและน้ำมัน ไม่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ และซิลิโคน ที่สำคัญคือ นางไม่ได้ใช้ Mineral oil โดยเลี่ยงไปใช้ Fatty ester ที่ชื่อ Heptyl undecylenate ตัวนี้เราไม่ค่อยเจอเท่าไหร่ นางเป็นสารที่มีความบางเบา สามารถลดความเหนอะหนะของออยล์อื่นในสูตรได้ และไม่มีส่วนผสมของพาราเบน หรือสารอื่นที่ไม่เป็นมิตรกับผิว แต่จุดที่ต้องหักคะแนนคือ Ethylhexyl stearate ที่อาจจะเพิ่มความเสี่ยงในการอุดตันรูขุมขนได้ในบางคน แต่ส่วนตัวมี่ใช้แล้วไม่ได้มีปัญหาอะไร ให้ไป 4 ฟลาสก์
  3. การใช้งาน ความชอบส่วนตัวอยู่ที่ตัวเนื้อครีมมีกลิ่นค่อนข้างโดนจริตเราอยู่ในระดับหนึ่ง เนื้อครีมเกลี่ยง่าย บางเบา แต่ด้วยความคุมมันของนาง ทำให้เรารู้สึกว่าตอนช่วงบ่ายๆ บริเวณแก้มจะแห้งนิดหน่อย ส่วน T-zone นั้นยัง Fresh เป็นปกติดี เรื่องการเป็น Primer ที่ทางแบรนด์เคลม ก็ถือว่าทำมาได้ดีค่ะ เพราะคุณสมบัติเรื่องการคุมมันนี่เอง ช่วงที่ใช้เราก็จะรู้สึกสบายผิวดี ส่วนเรื่องริ้วรอย และไวท์เทนนิ่ง มี่ลองใช้มาแค่ราวๆ 3 อาทิตย์ + ผิวมี่ไม่ค่อยมีปัญหาจุดด่างดำ + ริ้วรอยในช่วงนี้เลยขอข้ามตรงนี้ไป แต่ด้วยส่วนผสมที่ใส่มา ถือว่า Target ปัญหาสำหรับ Pre-aging และ Aging skin ได้ค่อนข้างดีค่ะ จัดไป 4 ฟลาสก์

 

คะแนน dypt

สุดท้ายนี้ต้องขอขอบคุณทางแบรนด์ DYPT ด้วยนะคะที่ส่งผลิตภัณฑ์ดีๆมาให้มี่ได้ทดลองใช้ และขอบคุณทุกท่านด้วยค่ะที่ติดตามรับชมมาจนจบ

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ทางแบรนด์โดยตรงเลยนะคะ

Facebook https://www.facebook.com/Dyptcosmetics.thailand/

Instagram dyptcosmeticsthailand

 

พบกันใหม่โอกาสถัดไป สำหรับวันนี้สวัสดีค่ะ

Disclaimer/conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากทางแบรนด์ DYPT การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสมตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล และผู้เขียนไม่ได้มีผลประโยชน์ใดๆในการขายสินค้า โปรดใช้วิจารณญาณ

Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสมเซรั่มมอยส์เจอไรเซอร์แบรนด์ไทยที่มีส่วนผสมของไขมันที่เป็นองค์ประกอบของ Barrier ผิว กับ Provamed Derma soothing cream

สวัสดีค่ะ

วันนี้มี่มีรีวิวส่วนผสมของครีมที่มีประโยชน์ในการเสริมสร้าง Barrier ผิวมาฝากกันค่ะ

 

ถ้าเราพูดถึง Barrier ผิว นางเป็นส่วนสำคัญที่ปกป้องผิวจากอันตรายต่างๆภายนอก และปกป้องไม่ให้สารต่างๆที่มีประโยชน์ในผิวหลุดรอดออกไป

Barrier ผิว ประกอบด้วยองค์ประกอบ 3 อย่างค่ะ คือ

  1. สารโมเลกุลเล็กที่ชอบน้ำ ทำหน้าที่ดุดจับน้ำเอาไว้ เราเรียก Natural moisturizing factor หรือ NMF
  2. ไขมันระหว่างเซลล์ผิวในชั้นนอกสุด หรือ Stratum corneum
  3. การเรียงตัวแบบซับซ้อนของเซลล์ผิวในชั้น Startum corneum

ดาวน์โหลด.jpg

(Image from http://www.blackboxcosmeticsblog.com/blog/2017/2/7/what-is-the-acid-mantle-and-why-you-should-be-using-a-sulphate-free-face-wash-to-protect-it)

 

โดยว่ากันว่าองค์ประกอบที่สำคัญที่สุดในการเป็น Barrier ผิวก็คือไขมันค่ะ

โดยเจ้าไขมันนี้ เราอาจจะเข้าใจผิดว่า มันสร้างมาจากต่อมไขมัน ซึ่งจริงๆไม่ใช่ นางเป็นคนละกลุ่มกันค่ะ ไขมันที่เป็น Barrier ผิวนี่จะถูกสร้างที่ผิวชั้นหนังกำพร้าด้านใน ส่วนไขมัน Sebum ที่ทำให้เราหน้ามันเยิ้มนี่สร้างมาจากต่อมไขมัน

คนผิวมัน คือ มี Sebum เยอะ แต่ไขมันที่เป็นองค์ประกอบของ Barrier ผิวอาจจะน้อยก็ได้ ถ้าไขมันที่เป็น Barrier ผิวน้อย ผิวเราก็จะมีกลไกในการรักษาความชุ่มชื้น และกลไกในการปกป้องตัวเองจากสิ่งต่างๆภายนอกได้ลดลง ผิวก็มีสิทธิขาดน้ำ หรือ มีลักษณะบอบบางแพ้ง่ายได้

ไขมันที่เป็นองค์ประกอบของ Barrier ผิวประกอบขึ้นจากไขมันสำคัญ 3 ชนิด ได้แก่

  1. Ceramide
  2. Cholesterol
  3. Fatty acid

ทางหนึ่งในการฟื้นฟู Barrier ผิว ก็คือการใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของไขมันทั้ง 3 ประเภท ในสัดส่วนเท่ากัน (วัดเป็นความเข้มข้นโดยโมล) แต่ในทางปฏิบัติเรามักจะไม่ทราบว่าเขาใส่มาเท่าไหร่ ก็เลือกโดยดูจากส่วนผสมเอา ถ้ามีครบ 3 ประเภทก็คือจบ โดยบางที Fatty acid หลายๆแบรนด์ เลือกใช้ในรูปแบบของน้ำมันจากพืชค่ะ แต่บางแบรนด์ก็ใช้ในรูปแบบของ Fatty acid อิสระ

 

เกริ่นมาซะยืดยาว มาเข้าเรื่องของเรากันดีกว่าค่ะ

ผลิตภัณฑ์ที่มี่นำมารีวิววันนี้เป็นผลิตภัณฑ์ตัวใหม่จากแบรนด์ Provamed แบรนด์เวชสำอางแบรนด์ดังของไทยแบรนด์หนึ่งนั่นเองค่ะ แบรนด์นี้เราเจอได้ในร้านยาทั่วไปเลยนะคะ คุณเภสัชเองเค้าก็ชอบแนะนำแบรนด์นี้อยู่ค่ะ

ตอนนี้ทางแบรนด์พึ่ง Launch ผลิตภัณฑ์ในในไลน์ใหม่ Derma soothing ออกมาค่ะ

หน้าตาของ Product ใหม่เป็นดังนี้ค่ะ

prov 4

ตัวแพคเกจจริงมาในรูปแบบหลอดค่ะ

prov 7

ที่บนกล่องจะมีเคลมเรื่องของ A.T.O. defense system ซึ่งหมายถึง Active optimized system ที่เป็นการเลือกสรรวัตถุดิบต่างๆมาเพื่อเสริมฤทธิ์กันได้อย่างลงตัว

prov 5prov 6

เนื้อครีมเป็นครีมสีขาว ค่อนข้างบางเบา ถ้าเทียบกับผลิตภัณฑ์อื่นๆในกลุ่มครีมเสริมสร้าง Barrier ผิวด้วยกัน จึงน่าจะเหมาะกับทุกสภาพผิว

 

prov 1

เกลี่ยได้ง่าย ซึมผิวไว ไม่เหนียวเหนอะหนะ

prov 2

ค่า pH อยู่ที่ราวๆ 5 – 6 นะคะ ซึ่งถือว่าใกล้เคียงกับผิวดี

prov 3

สำหรับส่วนผสมเรียกได้เลยว่า มาแบบจัดเต็ม เลือกส่วนผสมที่ออกฤทธิ์เสริมกันได้อย่างลงตัว Target ทุกปัญหาของผิวบอบบางแพ้ง่าย

ส่วนผสมเป็นดังนี้ค่ะ

ส่วนผสม prova

วันนี้ขอรีวิวแบบวิเคราะห์จัดเต็มเลยนะคะ

ถ้าเราพิจารณากันจะพบว่าผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางแทบทุกชนิดจะประกอบด้วยส่วนหลักๆ 3 ส่วน คือ

  1. Actives คือ สารบำรุง เป็นส่วนที่ทำให้เครื่องสำอางมีคุณสมบัติที่ดี รวมไปถึงมีประโยชน์ทางชีวภาพ
  2. Base คือ เนื้อหลักของผลิตภัณฑ์ บางทีอาจเรียกว่า Vehicle
  3. Additive คือ สารที่ช่วยเสริมให้ผลิตภัณฑ์มีคุณสมบัติที่ดี มีความน่าใช้ และมีความปลอดภัย

 

รายละเอียดส่วนผสมแต่ละตัวเป็นดังนี้ค่ะ

  1. Actives หรือ สารบำรุง วันนี้มี่ทำไว้หลายสี ตาม Code ของสารบำรุงที่ทางแบรนด์เลือกใช้มานะคะ
  • เปิดด้วยสีเขียวก่อนนะคะ สูตรผสมของ Octyldodecanol, Ribes Nigrum (Black Currant) Seed Oil, Helianthus Annuus (Sunflower) Seed Oil Unsaponifiables, Cardiospermum Halicacabum Flower/Leaf/Vine Extract, Tocopherol, Helianthus Annuus (Sunflower) Seed Oil, Rosmarinus Officinalis (Rosemary) Leaf Extract เป็นวัตถุดิบที่มีชื่อว่า Defensil-Plus ซึ่งเป็นวัตถุดิบนำเข้ามาจากประเทศสวิตเซอร์แลนด์ วัตถุดิบนี้มีเคลมเกี่ยวกับคุณสมบัติในการลดการอักเสบ เสริมสร้างและฟื้นฟู Barrier ผิวให้แข็งแรง ทางผู้ผลิตวัตถุดิบมีการทดสอบทั้งในระดับหลอดทดลอง และในระดับอาสาสมัคร พบว่ามีประโยชน์ที่ดีในการลดการอักเสบ การแพ้ Soothing (ปลอบประโลมให้ความรู้สึกสบายผิว) ลดรอยแดง ลดการระเหยของน้ำจากผิว (ลด TEWL) รวมถึงมีผลการทดสอบในอาสาสมัครที่เป็นโรคผิวหนังอักเสบ Atopic พบว่าให้ผลดีเช่นกัน

defensil

(Image from Rahn AG)

  • สีฟ้า สูตรผสมของ Ceramide 3; Ceramide 6 II; Ceramide 1; Phytosphingosine; Cholesterol; Sodium Lauroyl Lactylate; Carbomer; Xanthan Gum เป็นวัตถุดิบ Ceramide Mix ที่นำเข้ามาจากเยอรมัน ซึ่งเป็นสูตรผสมของไขมันที่เป็นองค์ประกอบของ Barrier ผิวรวมกัน โดยเน้นไปที่ Ceramides เป็นหลัก เสริมมาด้วย Cholesterol ถ้าเอาไปรวมกับน้ำมันจากพืชอื่นๆที่ใส่เข้ามา ผลิตภัณฑืนี้คือมีส่วนประกอบของ Barrier ผิวครบถ้วนสมบูรณ์ วัตถุดิบนี้มีการศึกษาในผิวหนังที่เอามาเพาะเลี้ยงในหลอดทดลอง พบว่า สามารถเพิ่มการดูดซึม Ceramide ต่างๆลงไปในผิวได้ดีกว่า
  • สีชมพู สูตรผสมของ Glycerin, Aqua, Disodium Adenosine Triphosphate, Carica Papaya Fruit Extract, Phenoxyethanol, Algin, Sodium Hydroxide คือวัตถุดิบ Hydractin นำเข้ามาจากสวิตเซอร์แลนด์เช่นกัน ผู้ผลิตวัตถุดิบเคลมว่า ปรับสมดุลความชุ่มน้ำของผิวหนังชั้นนอก (Epidermis) มีประโยชน์กับผิวหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นการเสริมความชุ่มชื้น ผลัดผิวอย่างอ่อนโยน ลดการเกิดผิวแห้งเป็นขุย มีการทดสอบในอาสาสมัครพบว่าสารนี้สามารถเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิวได้ดี

rahn

(Image from Rahn AG)

  • สีน้ำตาล ได้แก่
    • Squalane ตัวนี้เป็นไขมันที่เลียนแบบไขมัน Squalene ที่เป็นองค์ประกอบของ Sebum นางจะทำหน้าที่เคลือบปกป้องผิวรักษาความชุ่มชื้น ทางแบรนด์เคลมว่า ใช้เป็นวัตถุดิบธรรมชาติที่แยกออกมาจากมะกอก นำเข้ามาจากฝรั่งเศส
    • น้ำมันสกัดจากถั่วดาวอินคาออร์แกนิค (Plukenetia volubilis seed oil) อุดมไปด้วยกรดไขมันจำเป็น Omega 3 และ 6 ช่วยให้ความชุ่มชื้น และเสริมกรดไขมันจำเป็นให้แก่ผิว ทางผู้ผลิตวัตถุดิบมีการทดสอบในระดับหลอดทดลองพบว่า สามารถเสริมการแบ่งตัวเพิ่มจำนวนของเซลล์ผิว และการทดสอบในอาสาสมัครพบว่า มีประโยชน์ทำให้ผิวหนังยืดหยุ่นขึ้น

green 1

(Image from Greentech)

green 2

(Image from Greentech)

  • สีน้ำเงิน เป็นกลุ่มของสารลดการอักเสบและระคายเคือง ใส่มาด้วยกันหลายตัว ดังนี้
    • Panthenol หรือ โปรวิตามินบี 5 ซึ่งคุณสมบัติในการเป็น Moisturizer ของ Panthenol มีรายงานตีพิมพ์รองรับ คือ สามารถช่วยเพิ่มความสมบูรณ์ของผิวหนัง ช่วยลดการระเหยของน้ำออกจากผิว รักษาความชุ่มชื้นให้ผิวได้ (J Cosmet Sci. 2011; 62(4):361-70.) อนุพันธ์ชนิด D-panthenol มีคุณสมบัติลดการอักเสบในผิวได้ดี (Acta Pol Pharm. 2004;61(6):433-7.) การทดสอบเชิงคลินิกพบว่าครีมชนิดน้ำมันที่มีส่วนผสมของ Panthenol ในความเข้มข้น 5% ให้ผลในการลดการอักเสบในเด็กที่เป็นโรคผิวหนังอักเสบ Atopic ได้ดีเทียบเท่า Hydrocortisone 1% ซึ่งเป็นสเตียรอยด์ความแรงอ่อน (J Drugs Dermatol. 2012 Mar;11(3):366-74.) ซึ่งในจุดนี้ทางแบรนด์ใส่มาที่ 5% เทียบเท่าในงานวิจัยนี้เลย
    • Betaine เป็นกรดอะมิโนชนิดพิเศษที่เป็นอนุพันธ์ของ Glycine มีประโยชน์ในการเพิ่มความชุ่มชื้น ให้ความรู้สึกนุ่มเบาสบายผิว และลดความเหนอะหนะของเนื้อครีม
    • Allantoin เป็นสารที่แยกได้จากรากคอมเฟรย์ มีประโยชน์ในการลดการอักเสบและระคายเคือง
    • Bisabolol เป็นสารที่มีคุณสมบัติลดการอักเสบระคายเคือง พบได้ในพืชหลายชนิด เช่น คาโมมายล์ การทดสอบในสัตว์ทดลองพบว่า α-(-)-Bisabolol สามารถกดการสร้างสารก่อการอักเสบได้ (Curr Pharm Biotechnol. 2014;15(2):173-81.) ทางแบรนด์เคลมว่า Bisabolol ที่ใช้ เป็นรูปแบบ α-(-)-Bisabolol ได้จากต้นไม้ในกลุ่ม candeia ประเทศบราซิล ซึ่งให้ฤทธิ์ดีกว่าแบบสังเคราะห์ 25%
  • สารบำรุงอื่นๆ ได้แก่
    • Sodium hyaluronate มีประโยชน์ในการดูดน้ำเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิว
    • Glucose มีประโยชน์ในการดูดน้ำเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิว
  1. ส่วนของเบส มาในเบสชนิดครีมประกอบด้วยส่วนผสมของน้ำ และน้ำมัน ไม่มีส่วนผสมของซิลิโคน และแอลกอฮอล์
    • ส่วนของน้ำ ได้แก่ น้ำ Pentylene glycol, Butylene glycol, Glycerin ซึ่งเป็นสารดูดน้ำเพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่ผิว
    • ส่วนของน้ำมัน ได้แก่ Glyceryl stearate, Cetyl alcohol, Isohexadecane, C12-15 alkyl benzoate, Dicaprylyl carbonate, C14-22 alcohols, และ C12-20 alkyl glycerides
  2. ส่วนผสมอื่นๆ มีอยู่เท่าที่จำเป็น ได้แก่
    • Emulsifier เป็นสารเชื่อมผสานให้น้ำเข้ากับน้ำมันเกิดเป็นเนื้อครีมได้ ได้แก่ PEG-75 stearate, PEG-100 stearate, Ceteth-20, Steareth-20
    • สารจับโลหะ Disodium EDTA มีประโยชน์ในการเพิ่มความคงตัวให้แก่เนื้อครีม และเสริมประสิทธิภาพของสารกันเสีย
    • สารกันเสีย ได้แก่ Phenoxyethanol
    • สารปรับ pH มี Sodium hydroxide บางคนเห็นแล้วอาจจะหวีดร้อง แต่ความจริงคือ ในการปรับ pH จะมีเนื้อสารของ Sodium hydroxide น้อยมาก ไม่มีอันตรายอะไรกับผิว

 

สรุป: ในภาพรวม ส่วนผสมที่ใส่มาทำมาได้ค่อนข้างดีในการเป็นผลิตภัณฑ์เสริมสร้าง Barrier ผิว ช่วยให้ผิวแข็งแรง ด้วยคอนเซปท์ Active optimized ที่อาศัยสารบำรุงทั้ง 3 กลุ่มเข้ามาทำงานร่วมกันอย่างลงตัว ถึงแม้จะเป็นแบรนด์ไทย แต่สารบำรุงส่วนใหญ่นำเข้ามาจากต่างประเทศเลย เรียกได้ว่าเป็น World class quality

ส่วนตัวเบสและส่วนของสารปรุงแต่ง ก็ทำมาได้ดี ไม่มีส่วนผสมของสารที่ไม่เป็นมิตรกับผิวอยู่เลย

 

มาให้คะแนนกันดีกว่าค่ะ

  1. สารบำรุง ในด้านของการเป็นไขมันของ Barrier ผิว ในครีมตัวนี้มีส่วนผสมของ Ceramide, Cholesterol และ Fatty acid อยู่ครบทั้ง 3 ชนิด และเสริมสารบำรุงอื่นๆลงมาเพื่อเสริมฤทธิ์ในการดูแลผิวบอบบางได้เป็นอย่างดี ให้ไป 5 ฟลาสก์
  2. ส่วนผสมอื่นๆ ทำมาได้ค่อนข้างดีทั้งตัวเบส และ สารปรุงแต่ง ไม่มีส่วนผสมของสารที่ไม่เป็นมิตรกับผิว เลยไม่มีที่ให้หักคะแนน ให้ไป 5 ฟลาสก์
  3. การใช้งาน ส่วนตัวมี่มีผิวผสม/แห้ง ตรง T-zone จะค่อนข้างมัน ส่วนตรงแก้มจะแห้ง มี่ลองใช้ครีมตัวนี้ทั้งเช้าเย็นมาได้เกือบๆ 2 สัปดาห์ เรื่องของความเป็นมอยส์เจอไรเซอร์นั้นถือว่าทำมาได้ดีเลย เหมาะกับผิวแห้ง แต่ก็ไม่ได้เหนอะหนะเว่อร์วังจนเกินไป คิดว่าน่าจะเหมาะกับทุกสภาพผิวอยู่ ส่วนเรื่องการอักเสบระคายเคืองนั้น ช่วงนี้มี่ไม่ได้มีอาการนี้ เลยไม่ขอฟันธงให้ค่ะ ถ้าในด้านความประทับใจและความชอบส่วนตัว ขอให้ 5 ฟลาสก์เช่นกันค่ะ

คะแนน prov

สุดท้ายนี้ต้องขอขอบคุณทางแบรนด์ Provamed ด้วยนะคะที่ส่งสินค้าดีๆมาให้ได้ทดลองใช้ และขอบคุณทุกท่านด้วยค่ะที่ติดตามรับชมมาจนจบ

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ทางแบรนด์โดยตรงเลยนะคะ

https://www.facebook.com/Provamedclub/

Home 4

 

สำหรับวันนี้คงต้องลากันไปเท่านี้ พบกันใหม่โอกาสถัดไป สวัสดีค่ะ

 

Disclaimer/conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากทางแบรนด์ Provamed การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสมตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล และผู้เขียนไม่ได้มีผลประโยชน์ใดๆในการขายสินค้า โปรดใช้วิจารณญาณ

Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสม ครีมบำรุงผิวกาย เพื่อผิวขาวกระจ่างใส Lansley Cinderella aura bright Overnight body cream

สวัสดีค่ะ

วันนี้ลองปรับโหมดมาดูรีวิวผลิตภัณฑ์ Body care บ้างนะคะ

เรียกได้ว่าการจะหาครีมบำรุงผิวตัวที่ใส่สารบำรุงมาแน่นๆนี่หายากนะคะ ส่วนมากจะเป็นกลุ่มของสารไขมันทั่วไป กับสารดูดน้ำเฉยๆ ทาแล้วผิวนุ่มเนียนก็จบ

วันนี้มี่เลยขอเอาครีมบำรุงผิวตัวสำหรับกลางคืน อารมณ์คล้ายๆ Sleeping mask สำหรับผิวตัวมาฝากกันค่ะ

เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีชื่อว่า Cinderella aura bright จากไลน์ Lansley ของแบรนด์ Beauty Buffet นั่นเองค่ะ

มาด้วยคอนเซปท์ “กู้ผิวโทรม ปลอดประโลมผิวสวย ชั่วข้ามคืน”

 

หน้าตาเป็นแบบนี้ค่ะ

 

cin 3.JPG

ตัวครีมมาในกระปุกสีชมพูสวยงามค่ะ

cin 4

เนื้อครีมค่อนข้างข้น สีชมพูอ่อน กลิ่นหอมนวลๆค่ะ

cin 1

ถึงจะดูข้น แต่กลับเกลี่ยง่าย ซึมไวมาก ถ้าใครผิวมันแรกๆอาจจะหนึบๆนิดหน่อย แต่ผิวแห้งนี่คือโอเคเลย

cin 2

ตัวนี้ไม่ได้วัดค่า pH ให้นะคะ ตัวครีมน่าจะมีออยล์อยู่ในระดับหนึ่ง กระดาษวัด PH ไม่เปียก ไม่เปลี่ยนสี เลยวัดค่าไม่ได้ค่ะ

 

มาดูส่วนผสมกันดีกว่าค่ะ

ส่วนผสมเป็นตามรูปเลยค่ะ

สผส cin

วันนี้ส่วนผสมมีความหลากสีอีกแล้วหละ ถ้าเราดูที่ความหลากสีจะเห็นว่ามีสารบำรุงอยู่หลายชนิดเหมือนกันนะ

  • ขอเริ่มจากสีชมพู เป็นกลุ่มของสารสกัดจากไข่มุก และผงไข่มุก ซึ่งทางแบรนด์เคลมว่าใช้ไข่มุกรวมกัน 3 ชนิด คือ มุกขาว มุกดำ และมุกอโกย่าจากญี่ปุ่น บนกล่องเราก็จะเห็นว่ามีรูปไข่มุกอยู่ 3 เม็ด ซึ่งไข่มุกก็จะประกอบด้วยแร่ธาตุหลายชนิดที่ช่วยบำรุงผิว
    • ตัวมุกอโกย่า ทางแบรนด์เคลมว่า ประกอบด้วยโปรตีน Conchiolin protein ที่มีกรดอะมิโนหลายชนิด และยังมีแร่ธาตุอีกหลายชนิด ช่วยให้ผิวดูมีสุขภาพดี
  • สีเขียว เป็นกลุ่มของสารบำรุงที่มีประโยชน์ด้าน Whitening
    • ตัวที่น่าสนใจคือ สารสกัดจาก Wild thyme (Thymus serpillum extract) ตัวนี้เป็นวัตถุดิบที่มีชื่อว่า Cinderella care ของญี่ปุ่น ผู้ผลิตวัตถุดิบเคลมว่ามีผลออกฤทธิ์ยับยั้งการทำงานของโปรตีน Kinesin ที่ทำหน้าที่ส่งผ่านเมลานินที่สร้างเสร็จแล้วออกไปยังด้านนอกให้เรามองเห็นเป็นสีผิว ทางผู้ผลิตทำการทดสอบประสิทธิภาพในอาสาสมัครเป็นเวลา 2 สัปดาห์ พบว่า มีจุดด่างดำที่จางลง
    • Diglucosyl gallic acid (DGA) ตัวนี้เป็นวัตถุดิบที่ได้รับรางวัลเหรียญทองจากงาน in-cosmetics เมื่อปี 2015 ผู้ผลิตวัตถุดิบ Claim ว่าเป็นสารที่เรียกว่า Skin complexion optimizer ช่วยปรับสมดุลให้ผิวกระจ่างใส มีกลไกการออกฤทธิ์ที่สลับซับซ้อนโดยสาร Diglucosyl gallic acid จะถูกแปรสภาพโดยจุลินทรีย์เจ้าบ้าน (หรือ Normal flora) บริเวณผิวชั้นนอก ให้ได้เป็นสารออกฤทธิ์ที่ให้ผลลดการอักเสบ ลดการสร้างเม็ดสี
    • Glutathione เป็น peptide ที่นอกจากคุณสมบัติ Antioxidant แล้ว ยังสามารถยับยั้งการสร้างเม็ดสีได้
    • Niacinamide เป็นรูปแบบหนึ่งของวิตามินบี 3 สารตัวนี้สามารถเป็น Whitening ช่วยปรับสภาพสีผิวให้สม่ำเสมอ โดยไปรบกวนการส่งผ่านของเมลานินที่สร้างเสร็จแล้ว ลดการอักเสบในผิว เพิ่มการไหลเวียนเลือด ช่วยเพิ่มความแข็งแรงให้ผิวโดยไปกระตุ้นการสร้าง Ceramides กรดไขมัน และไขมันชนิดต่างๆในหนังกำพร้า และยังเป็น Antioxidant ด้วย (Int J Cosmet Sci 2005; 27:255–261)
  • สีน้ำตาล เป็นกลุ่มของสารสกัดจากผลไม้ อย่าง อ้อย ส้ม มะนาว และแอปเปิ้ล มีวิตามิน AHA จากธรรมชาติ และน้ำตาล ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิว
  • สีน้ำเงิน Melanin ข้อมูลจากผู้ผลิตวัตถุดิบระบุว่าสารนี้ให้คุณสมบัติในการปกป้องผิวจากแสงสีน้ำเงิน (Blue light) ที่มาพร้อมกับแสงอาทิตย์ และจากแหล่งอื่นๆ เช่น จอคอมพิวเตอร์ จอโทรศัพท์
  • สีฟ้า เป็นกลุ่มของสารบำรุงอื่นๆค่ะ ซึ่งมีประโยชน์รวมหลายด้านเลยทีเดียว

 

โดยรวม สารบำรุงที่ใส่มามีประโยชน์หลายๆด้าน ไม่ว่าจะเป็น Whiteing, ลดการอักเสบระคายเคือง เพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิว

ถ้าพิจารณาที่ด้าน Whitening สารบำรุงที่ใส่มาออกฤทธิ์เสริมกันผ่าน 2 กลไก คือ ยับยั้งการสร้างเม็ดสี + ยับยั้งการส่งผ่านเม็ดสีที่สร้างเสร็จแล้วไม่ให้ออกไปด้านนอก

 

ตัวเบสมาในเบสแบบอิมัลชั่น ประกอบด้วยน้ำ น้ำมันและซิลิโคน ไม่มีสารที่ไม่เป็นมิตรกับผิว

มาให้คะแนนกันดีกว่าค่ะ

 

  1. สารบำรุง หรือ Actives มีสารบำรุงหลายชนิด มีประโยชน์โดยรวมในด้าน Whitening ลดการอักเสบระคายเคืองให้ความรู้สึกสบายผิว เพิ่มความชุ่มชื้น และปกป้องผิวจาก Blue light ที่อาจจะมากับหน้าจอคอม หรือโทรศัพท์ ถ้าพิจารณาด้าน Whitening เฉยๆ ถือว่าทำมาได้ผ่าน 2 กลไก จุดนี้ขอให้ 4 ฟลาสก์
  2. ส่วนผสมอื่นๆ ตัวเบสเป็นเนื้อแบบอิมัลชั่น ประกอบด้วย น้ำ น้ำมัน และซิลิโคน ไม่มีส่วนผสมของสารอื่นที่ไม่เป็นมิตรกับผิว ให้ไป 5 ฟลาสก์
  3. การใช้งาน ถึงแม้เนื้อครีมจะค่อนข้างข้น แต่เกลี่ยได้ค่อนข้างง่าย ซึมไวแห้งไวไม่เหนอะหนะ ให้ความชุ่มชื้นผิวได้นานตลอดทั้งคืน กลิ่นค่อนข้างหอมละมุน ส่วนเรื่อง Whitening ถือว่าทำมาได้ดี ส่วนตัวมี่หลังใช้มาประมาณเกือบเดือน คิดว่าจุดด่างดำต่างๆบนแขนนั้นดูสม่ำเสมอขึ้นค่ะ ให้ไป 5 ฟลาสก์

 

คะแนน cin.jpg

สุดท้ายนี้ต้องขอขอบคุณทางแบรนด์ Beauty buffet ด้วยนะคะที่ส่งผลิตภัณฑ์ดีๆมาให้มี่ทดลองใช้ และขอบคุณทุกท่านด้วยค่ะที่ติดตามรับชมมาจนจบ

พบกันใหม่โอกาสถัดไป สวัสดีค่ะ

Disclaimer/conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับมาจากทางแบรนด์ การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสมตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล ผู้เขียนไม่ได้มีผลประโยชน์ใดๆในการขายสินค้าและไม่ได้รับค่าตอบแทนในการรีวิว โปรดใช้วิจารณญาณ

Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสม โทนเนอร์สูตรน้ำสำหรับบำรุงผิวหน้า ดูแลปัญหาสิว จากแบรนด์ Scitifique กับเจ้า Acne clarifying Hydrolotion

สวัสดีค่ะ

วันนี้มี่มีรีวิวผลิตภัณฑ์ดีๆจากแบรนด์ Scitifique เจ้าเก่ามาฝากกันนะคะ

แบรนด์ Scitifique นี้เป็นเวชสำอางแบรนด์ไทยที่คิดค้นและพัฒนาสูตรโดยเภสัชกรผู้เชี่ยวชาญและนักวิจัยระดับปริญญาเอกตามกระบวนการคิดและหลักการทางวิทยาศาสตร์ (scientific) ซึ่งเป็นที่มาของชื่อแบรนด์ ส่วนผสมที่ใช้ต้องมีงานวิจัยรองรับและมีความปลอดภัยสูง

มี่เคยอัพรีวิวเซรั่ม Whitening ของเขาไว้ ตามลิงค์นี้เลยค่ะ

https://cosmeknowledge.wordpress.com/2017/07/09/scitifiquewhite/

ขอดึงรูปเก่ามาย้อนอดีตนิดนึง

sci 7

ช่วงนี้มี่ไปได้สินค้าใหม่ของเขา คือ Acne clarifying Hydrolotion ซึ่งเป็นโทนเนอร์สูตรน้ำสำหรับบำรุงผิวหน้า ที่มีส่วนช่วยลดปัญหาผิวมัน และลดการเกิดสิว ด้วยทฤษฎีการเสริม Probiotic ซึ่งเป็นจุลินทรีย์ที่ดีเข้าเพื่อบำรุงผิว พร้อมเสริมสารที่มีคุณสมบัติลดการอักเสบและให้ความรู้สึกสบายผิว และมีน้ำมัน Tea tree ที่มีประโยชน์ในการลดเชื้อสิว

หน้าตาของนางเป็นแบบนี้ค่ะ

sci 1

ในไลน์นี้ทางแบรนด์ทำมาด้วยกัน 2 ขนาด คือ ขนาดทดลอง 20 ml และขนาดปกติ 60 ml ค่ะ

 

ตัวนี้จะเป็นขนาด 60 ml นะคะ

sci 2

ด้านในเป็นจุกรูแบบหยดๆ สามารถหยดใส่สำลีได้สะดวก

 

ส่วนตัวนี้จะเป็นขนาดทดลอง 20 ml ค่ะ

sci 3

 

ตัวโทนเนอร์เป็นแบบน้ำใส สมชื่อ Hydrolotion มีกลิ่นจางๆของ Tea tree oil

sci 4

เช็ดแล้วแห้งสนิท สบายผิว ไม่เหนอะหนะหนักผิว

sci 5

ค่า pH อยู่ที่ประมาณ 4 – 5 ค่ะ

sci 8

ซึ่งถือว่าใกล้เคียงกับผิวดีค่ะ

สำหรับส่วนผสมเป็นดังนี้นะคะ

สผส scitifique

ก่อนไปดูส่วนผสม อยากเล่าให้ฟังถึงสาเหตุของสิวก่อนนะคะ

ปัจจุบันนักวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางเชื่อว่า สิวเป็นภาวะที่เกิดได้จากหลายสาเหตุ และมีหลายปัจจัยเข้าร่วมค่ะ ดังนั้นการดูแลสิว จึงควรดูแลให้ครบทุกปัจจัย กำจัดทุกสาเหตุค่ะ

สาเหตุการเกิดสิว มีทั้งหมด 4 ประการ ได้แก่

  • สภาวะที่ต่อมไขมันแบ่งตัวเพิ่มจำนวนมากเกินไป และสร้างไขมัน Sebum ออกมามากเกินไป
  • เซลล์ผิวหนังในรูขุมขนแบ่งตัวออกมามากเกินไปจนผลัดทิ้งไปไม่ทัน หรือ มีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างไปแบบผิดรูปแบบ ทำให้การผลัดผิวเกิดได้ยาก จนทำให้เกิดการอุดตันขึ้นมาในรูขุมขน
  • เชื้อจุลินทรีย์ Propionibacterium acnes หรือ P. acnes นางเป็นตัวหลักในการเกิดสิว และการอักเสบต่างๆ ส่วนตัวรองๆอย่าง Staphylococcus aureus นั้นสามารถทำให้เกิดหนองได้
  • การอักเสบและปฏิกิริยาทางภูมิคุ้มกันภายในรูขุมขน

 

ดังนั้นการดูแลปัญหาสิว ควรดูแลด้วยผลิตภัณฑ์ที่มีประโยชน์ครอบคลุมทั้ง 4 กลไก ได้แก่

  • ควบคุมความมัน
  • เสริมการผลัดผิว
  • ลดเชื้อจุลินทรีย์
  • ลดการอักเสบ

 

ในด้านการลดเชื้อจุลินทรีย์ ตอนนี้เทรนด์ใหม่ของตลาดเครื่องสำอางคือการเสริมพวก Normal flora คือจุลินทรีย์เจ้าบ้านที่อาศัยอยู่บนผิว พวกนี้เป็นจุลินทรีย์ที่ดี ไม่ก่อโรคในคนที่มีสุขภาพดี นางจะช่วยให้ภูมิคุ้มกันของเราแข็งแรง และช่วยควบคุมประชากรของจุลินทรีย์ที่ไม่ดีไม่ให้มากเกินไปจนก่อโรคได้

 

มาวิเคราะห์ส่วนผสมกันดีกว่านะคะ วันนี้ขอมาแบบจัดเต็มเลยค่ะ

ถ้าเราพิจารณากันจะพบว่าผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางแทบทุกชนิดจะประกอบด้วยส่วนหลักๆ 3 ส่วน คือ

  1. Actives คือ สารบำรุง เป็นส่วนที่ทำให้เครื่องสำอางมีคุณสมบัติที่ดี รวมไปถึงมีประโยชน์ทางชีวภาพ
  2. Base คือ เนื้อหลักของผลิตภัณฑ์ บางทีอาจเรียกว่า Vehicle
  3. Additive คือ สารที่ช่วยเสริมให้ผลิตภัณฑ์มีคุณสมบัติที่ดี มีความน่าใช้ และมีความปลอดภัย

 

รายละเอียดส่วนผสมแต่ละตัว

  1. Actives หรือสารบำรุง วันนี้มี่ทำไว้ 3 เฉดสีค่ะ
  • สีฟ้า Lactobacillus ferment เป็นสารที่ได้จากเพาะเลี้ยงจุลินทรีย์ Lactobacillus ซึ่งเป็นจุลินทรีย์ Probiotic ที่มีประโยชน์กับร่างกาย ข้อมูลจากผู้ผลิตวัตถุดิบระบุว่า ระหว่างการหมักจุลินทรีย์จะมีการเปลี่ยนโครงสร้าง (Biotransformation) กรดไขมันสายชั้นๆที่มีชื่อว่า Undecylenic acid เป็นอนุพันธ์ของ Undecylenates ที่ละลายน้ำได้ เจ้าสารตัวนี้เองที่มีประโยชน์ในการฆ่าเชื้อจุลินทรีย์ที่ไม่ดีอื่นๆ รวมไปถึงเชื้อรา ยีสต์บางชนิดได้ นอกจากนี้อนุพันธ์ที่ละลายน้ำได้ของ Undecylenates ยังมีประโยชน์ในการเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิวได้ไปพร้อมๆกัน
    นอกจากนี้การหมักด้วย Lactobacillus จะได้กรด Lactic acid ออกมาด้วย ซึ่งจะช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่ผิวได้อีกทาง

ซึ่งการหมักพวกนี้ขึ้นอยู่กับแหล่งอาหารของเชื้อด้วย เช่น การเปลี่ยนอาหารที่เอามาหมัก หรือการเปลี่ยนสายพันธ์ของเชื้อที่เอามาหมัก ก็จะได้สารที่มีคุณสมบัติแตกต่างกันออกไปและส่วนมากก็จะเป็นความลับของผู้ผลิตวัตถุดิบที่เขาปิดบังตรงนี้ กันคนมาก๊อปสูตร

การทดสอบในระดับหลอดทดลองพบว่า ส่วนของน้ำ หรือ Medium ที่แยกออกมาจากการหมัก Lactobacillus helveticus NF8 ที่ใช้นมเป็นอาหารเลี้ยงเชื้อ สามารถปกป้องเซลล์ผิวไม่ให้ถูกทำลายด้วยรังสี UVB และป้องกันไม่ให้เซลล์สร้างเม็ดสีสร้างเม็ดสีออกมามากเกินไปเมื่อสัมผัสรังสี UVB Z(J Appl Microbiol. 2017 Aug;123(2):511-523.)

มีบทความทางวิชาการกล่าวว่า การเสริมจุลินทรีย์ Lactobacillus ซึ่งเป็น probiotic ให้ผลดีในการลดการเกิดสิว และโรคผิวหนัง Atopic dermatitis ได้ (Int J Dermatol. 2018 Apr 20. doi: 10.1111/ijd.13972.) แต่อาจจะไม่ได้ตรงกับวัตถุดิบตัวนี้ร้อยเปอร์เซ็นต์ เพราะว่าน่าจะต้องผ่านกรรมวิธีการสกัดออกมา ก็จะเหลือแค่โครงสร้างและสารอาหารที่เชื้อสร้างไว้ ซึ่งมีประโยชน์กับผิวเหมือนกัน แต่อาจจะคนละแบบ ซึ่งจุดนี้ก็พอจะมีรายงานอยู่ว่า เมื่อให้ Lactobacillus ที่ผ่านกรรมวิธีทำลายเชื้อด้วยความร้อน (Heat-killed lactobacillus) ลงไปในผิวหนังสังเคราะห์ พบว่ามีผลทำให้เชื้อจุลินทรีย์ที่ไม่ดี Staphylococcus aureus ซึ่งเป็นตัวการหนึ่งในการทำให้เกิดหนอง เกาะผิวได้น้อยลง จึงมีโอกาสเกิดสิวหนองได้ลดลง และยังมีผลกระตุ้นให้ผิวสร้างเปปไทด์ที่มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อตามธรรมชาติออกมามากขึ้น จึงเป็นกลไกหนึ่งที่ช่วยปกป้องผิวไม่ให้เกิดสิวได้ง่าย (Exp Dermatol. 2018 Jan 30. doi: 10.1111/exd.13504.) ซึ่งให้ผลในทำนองเดียวกับการทดสอบประสิทธิภาพของตำรับโลชั่นที่มี Lactobacillus ที่ผ่านการฆ่าด้วยความร้อน (Heat-killed) ในอาสาสมัครที่เป็นโรคผิวหนังอักเสบ Atopic dermatitis พบว่าให้ผลลดจำนวนเชื้อจุลินทรีย์ Staphylococcus aureus บนผิวได้ และมีอาการอักเสบของผิวที่ลดลง (Clin Cosmet Investig Dermatol. 2017 Jul 3;10:249-257.) การทดสอบในเซลล์เพาะเลี้ยง พบว่า

  • สีเขียว น้ำมันหอมระเหยจาก Tea tree เป็นน้ำมันหอมระเหยที่มีคุณสมบัติในการฆ่าเชื้อก่อสิว มีการศึกษาทางคลินิกรองรับถึงประสิทธิภาพ แต่ใช้ในความเข้มข้น 5% พบว่าให้ผลดีในการลดจำนวนและความรุนแรงของสิวในอาสาสมัคร (Indian J Dermatol Venereol Leprol. 2007;73(1):22-5.)
  • สีชมพู เป็นกลุ่มของสารบำรุงที่มีประโยชน์ในการลดการอักเสบระคายเคือง และให้ความรู้สึกสบายผิว (Soothing effect) ได้แก่
    • Rose water เป็นน้ำที่เหลือจากการกลั่นน้ำมันกุหลาบ ทางแบรนด์เคลมว่าเป็นน้ำกลั่นจากกุหลาบออร์แกนิก มีประโยชน์ในการลดการอักเสบ ระคายเคือง ให้ความรู้สึกสบายผิว และเพิ่มความชุ่มชื้น ตัวข้อมูลจากผู้ผลิตวัตถุดิบกล่าวว่าสามารถเสริมการผลัดเซลล์ผิว จึงมีประโยชน์เสริมในการลดการอุดตันของรูขุมขน
    • สารสกัดจากว่านหางจระเข้ มีประโยชน์ในการเพิ่มความชุ่มชื้น ลดการอักเสบและระคายเคือง รวมไปถึงมีรายงานการวิจัยกล่าวว่าสาร Aloin ที่พบในใบสามารถออกฤทธิ์เป็นสารช่วยให้ผิวขาวได้โดยไปกระตุ้นให้เกิดกระบวนการ Melanin aggregation ทำให้สีผิวจางลง (Planta Med. 2012; 78(8):767-71.) การทดสอบในระดับหลอดทดลองพบว่าสารสกัดจากใบว่านหางจระเข้สามารถลดการอักเสบในผิวผ่านการยับยั้งเอนไซม์ Phospholipase A2 เช่นเดียวกับสารในกลุ่ม Corticosteroid (Lipids Health Dis. 2011;10:30.)
    • Allantoin มีคุณสมบัติในการลดการอักเสบระคายเคืองเช่นกัน
  1. Base หรือ เนื้อหลัก มาในเบสแบบน้ำ ประกอบด้วยน้ำ
  2. Additives หรือ สารปรุงแต่ง มีอยู่เท่าที่จำเป็น คือ
    • สารกันเสีย คือ Phenoxyethanol

 

ในภาพรวมถือว่าเป็นโทนเนอร์เบสน้ำที่ทำมาได้ดี ไม่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ น้ำมัน และซิลิโคน เสริมสารบำรุงที่มีประโยชน์ในการลดเชื้อก่อสิว และลดการอักเสบระคายเคือง รวมไปถึงการลดรอยดำ จากคุณสมบัติ Whitening ของ สารสกัดว่านหางจระเข้ ลดรอยแดงจากสารบำรุงที่มีคุณสมบัติลดการอักเสบ

 

ให้คะแนนกันดีกว่าค่ะ

  1. ส่วนผสม ถ้าพิจารณาตามกลไกในการเกิดสิว ตัวนี้ยัง Target เรื่องสิวได้ไม่ครบถ้วนสมบูรณ์แบบปาเป้าร้อยเปอร์เซ็นต์นัก แต่ก็ถือว่าทำมาได้ดี ด้วยคอนเซปท์ การเสริม Probitoic เข้ามาเพื่อช่วยให้ผิวแข็งแรง สารบำรุงที่ช่วยลดการอักเสบระคายเคืองจะช่วยปลอบประโลมผิว (Soothing effect) ให้เรารู้สึกสบายผิว คนมีสิวไม่ควรจะเจออะไรที่รุนแรงไปอีก เพราะลำพังแค่ยารักษาสิวที่เอามาใช้ก็ทำร้ายผิวในระดับหนึ่งแล้ว คนที่มีผิวแห้งก็สามารถใช้ได้ ไม่ได้หนักหรือแห้งตึงอะไร คนที่ไม่ได้เป็นสิวก็สามารถใช้ได้เพราะมีประโยชน์ด้าน Soothing effect ตัวโทนเนอร์ไม่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ น้ำมัน และซิลิโคน และมีสารส่วนผสมอยู่เท่าที่จำเป็นตามคอนเซปท์ ‘Simple is the best’ จุดนี้ขอให้ 4 ฟลาสก์
  2. การใช้งาน ย่างเข้าหน้าร้อนแล้วส่วนตัวมี่มีผิวผสมค่อนข้างแห้ง จะมันก็แค่จมูกในช่วงบ่ายๆ สามารถใช้โทนเนอร์ตัวนี้ได้เลยในขั้นตอนแรกหลังการล้างหน้า และบำรุงด้วยผลิตภัณฑ์อื่นๆต่อไป สิ่งที่ได้คือเรื่องความรู้สึกสบายผิว เรื่องการควบคุมความมันบริเวณ T-zone ทำมาได้ดีค่ะ ส่วนบริเวณแก้มซึ่งปกติแห้งอยู่แล้วก็ไม่ได้แห้งมากเว่อร์เกินไปเหมือนโดนพวก Witch hazel ส่วนเรื่องสิวช่วงนี้ไม่ได้มีปัญหาสิวเลยยังบอกไม่ได้ เอาขวดเล็กไปให้หลานลอง หลานก็บอกว่าดี นางบอกว่าตอนนางใช้ไปราวๆ อาทิตย์หนึ่งก็รู้สึกว่ามีสิวอักเสบใหม่เกิดขึ้นน้อยลง จุดนี้ขอให้ 5 ฟลาสก์

 

คะแนน sci

สำหรับสนนราคาก็ตกอยู่ที่ ขวดเล็ก 20 ml 250 บาท ส่วนขวดใหญ่ 60 ml 680 บาท คิดเป็นราคา 11.33 บาท/ml

สุดท้ายนี้ขอขอบคุณทางแบรนด์ Scitifique ด้วยนะคะที่ส่งผลิตภัณฑ์ดีๆมาให้มี่ได้ทดลองใช้ และขอบคุณทุกท่านด้วยค่ะที่ติดตามรับชมมาจนจบ

 

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ทางแบรนด์ Scitifique โดยตรงเลยนะคะ

https://www.facebook.com/scitifique/

 

Disclaimer/conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากทางแบรนด์ Scitifique การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสมตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล และผู้เขียนไม่ได้มีผลประโยชน์ใดๆในการขายสินค้า โปรดใช้วิจารณญาณ

Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสมครีมน้ำแตกผสมสารสกัดจากใยแมงมุม โดดเด่นด้วยคอนเซปท์ Early aging จากแบรนด์ Dermanour กับ Golden Spider Lifting Cream และ Serum

สวัสดีค่ะ

วันนี้มี่มีรีวิวครีมและเซรั่มที่น่าสนใจมาฝากกันค่ะ

เดี๋ยวนี้เขามีการสกัดเอา Peptide จากแมงมุมมาใช้ในเครื่องสำอางกันแล้วนะคะ

ผลิตภัณฑ์ที่น่าสนใจที่ใช้ Peptide จากใยแมงมุมนี้มาจากแบรนด์ Dermanour (เดอร์มาเนอร์) นางเป็นแบรนด์ที่พัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อความงาม และสุขภาพโดยใช้แนวความคิดด้านชีวเวชสำอางจากธรรมชาติร่วมกับเทคโนโลยีชั้นสูง และองค์ความรู้ทางการแพทย์ด้านความงาม และสุขภาพจากศาสตร์ต่างๆเพื่อวัตถุประสงค์ในการสร้างประสิทธิภาพ ผลลัพธ์ และความปลอดภัยสูงสุดแก่ผู้บริโภคค่ะ

ผลิตภัณฑ์มีชื่อเต็มๆว่า Dermanour Golden Spider Lifting Cream และ Serum ค่ะ ซึ่งมีหน้าตาเป็นแบบนี้นะคะ

02-re

นางมากันในกล่องสีน้ำเงินตัดกับขาว

 

ตัวครีมเป็นกระปุกสีชมพูค่ะ

03-re

ส่วนตัวซีรั่มมาในขวดปั๊มสีชมพูค่ะ

01-re

เนื้อครีมมาในรูปแบบครีมน้ำแตก (Water drop) ซึ่งมีความบางเบา ไม่เหนอะหนะ ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นและเคลือบปกป้องผิวได้ดีค่ะ

d 5

d 6

ตอนเกลี่ยจะเกลี่ยได้ง่าย และมีน้ำคายออกมาจากเนื้อครีม เราเลยเรียกเป็น Water drop ค่ะ จะให้ความรู้สึกสดชื่น และเย็นสบายผิว

d 7

ค่า pH มี่วัดจากน้ำที่คายออกมาจากเนื้อครีมนะคะ

d 8

อยู่ที่ราวๆ 6 – 7 ค่ะ

เรามักจะมีความเชื่อว่า pH ของเครื่องสำอางควรจะอยู่ที่ 5.5 แต่ความจริงก็ไม่ได้จำเป็นต้องเป็นอย่างนั้นเสมอไปค่ะ ผิวของคนเราจะมีค่า pH ที่ประมาณ 5 – 6 เฉลี่ย 5.5 และมีระบบบัฟเฟอร์ ที่ช่วยปรับให้ค่า pH ลงมาสมดุลในช่วงนี้ตลอด ดังนั้นไม่ว่าเราจะทาอะไรลงไป ผิวคนปกติก็จะปรับค่า pH กลับมาที่เดิมได้ค่ะ แค่เลี่ยงพวกที่มีค่า pH เว่อร์วัง แบบเป็นเบสแรง ค่ามากกว่า 12 หรือเป็นกรดแรงๆ น้อยกว่า 3 ก็จะทำให้เกิดการระคายเคืองได้ และคนที่ต้องระวังและ Serious เรื่องค่า pH จะเป็นกลุ่มของคนที่เป็นโรคผิวหนัง หรือเป็นผิวบอบบางแพ้ง่าย หรือเป็นเด็กทารก เพราะระบบ Buffer ในผิวของเขาเหล่านี้ทำงานได้ไม่ค่อยสมบูรณ์ค่ะ

 

ส่วนตัวซีรั่มก็จะมาในเนื้อที่บางเบากว่า เป็นของเหลวใส คล้ายเจล

d 9

แต่ตัวซีรั่มจะแผ่กระจายบนผิวได้ดีกว่าเจลทั่วไป และมีความชุ่มชื้นอยู่ค่อนข้างมากค่ะ

d 10

ค่า pH ของเนื้อเบสซีรั่มอยู่ที่ราวๆ 6 ค่ะ

d 11

ตรงข้างกล่องก็จะมี Claim ถึงการทดสอบประสิทธิภาพและความปลอดภัยไว้อยู่ค่ะ

  • 60% ของอาสาสมัครมีรอยตีนกาลดลง
  • 85% ของอาสาสมัครมีผิวที่เรียบเนียนขึ้น
  • 51% ของอาสาสมัครมีผิวหน้ายกกระชับขึ้น
  • 37% ของอาสาสมัครมีผิวขาวกระจ่างใสขึ้น

และก็มีเคลมเรื่องของปกป้องมลพิษ 3 อย่างหลักในเขตเมือง คือ ไอเสียรถยนต์ มลพิษทางอากาศ และควันบุหรี่

ผลิตภัณฑ์ของแบรนด์ได้ผ่านการทดสอบความปลอดภัย (Safety Test) ด้วยสถาบัน Dermscan Asia ในอาสาสมัครอายุ 19 – 57 ปี ว่าไม่ระคายเคืองผิวค่ะ

d n 5.JPG

มี่ลองวัดผิวของมี่ด้วยเครื่อง BIA ดู ตัวครีมก็ถือว่าทำมาได้ดีนะคะ

ค่าความชุ่มชื้น ก่อนทาครีมอยู่ที่ระดับ +2 หลังทาครีม ขึ้นเป็น +3

ค่าความนุ่ม ก่อนทาครีมจะอยู่ที่ระดับ +2 หลังทาครีมขึ้นเป็น +3

ค่าปริมาณน้ำมันของผิว ก่อนทาครีมและหลังทาครีมไม่เปลี่ยนแปลงค่ะ อาจจะเพราะว่าตัวครีมไม่ได้มีส่วนของน้ำมันอยู่ หรือเพราะค่ามัน max ของเครื่องมือแล้วก็เป็นไปได้

วัดผิว

ถ้าถามว่าเครื่อง BIA นี้น่าเชื่อถือแค่ไหน ส่วนตัวมี่คิดว่าน่าเชื่อถือได้ในระดับหนึ่ง เพราะลองวัดผิวหลายๆบริเวณ ค่าที่ได้ก็ไม่เท่ากัน อย่างวัดต้นขา ซึ่งจะแห้งมากเว่อร์ ค่าความชื้นกับความมันก็จะติดลบ พอเอามาวัดหน้า ค่าความชื้นกับค่าความมันก็จะเพิ่มขึ้นอยู่ในช่วง + ค่ะ ถ้าเราลองวัดผิวที่เดียวกันซ้ำๆ ค่าที่ได้ก็จะออกมาใกล้เคียงกันค่ะ แต่ก็ได้ในระดับ Home use นะคะ คงยังไม่ถูกต้องมากถึงขนาดหยิบเอาไปวัดผิวอะไรในงานวิจัยได้

BIA นี่ย่อมาจาก Bioelectric impedance analysis เป็นการวัดแรงต้านทางทางไฟฟ้าขององค์ประกอบต่างๆในผิว ซึ่งจะมีทั้งน้ำ ที่นำไฟฟ้าได้ และไขมัน ที่ไม่นำไฟฟ้าค่ะ

 

ถ้าลองพูดถึงผลเสียของมลภาวะอากาศต่อผิวนั้น มีอยู่หลายรูปแบบค่ะ ซึ่งมี่เคยได้อัพโหลดบทความเกี่ยวกับ Pollution ไว้แล้ว เป็นลิงค์นี้นะคะ https://cosmeknowledge.wordpress.com/2018/01/05/bt-pollution/

 

สรุปได้ย่อๆ ว่า มลภาวะในอากาศ นั้นสามารถทำให้ผิวเราเกิดผลเสียได้ 4 ประการหลักๆ คือ อักเสบ เหี่ยว ดำ และ เสื่อม

  • อักเสบ คือ การที่มลภาวะเหล่านี้ซึมลงไปในผิวแล้วกระตุ้นให้เกิดการสร้างสารก่อการอักเสบในตระกูลของพวก Interleukins ขึ้นมา ซึ่งจะมีผลทำให้ผิวเราเกิดการอักเสบต่างๆมากมาย
  • เหี่ยว เมื่อมลภาวะลงไปในผิวจะไปเหนี่ยวนำให้เกิดอนุมูลอิสระขึ้นมาในผิว ที่จะมีผลทำให้เอนไซม์ MMP ทำงานเพิ่มขึ้น เอนไซม์นี้เป็นเอนไซม์ที่ไปย่อยสลายคอลลาเจนและอิลาสตินในผิว ทำให้ผิวเหี่ยวและเกิดเป็นริ้วรอยตามมา
  • ดำ อนุมูลอิสระที่เกิดขึ้นจากมลภาวะสามารถไปเหนี่ยวนำให้เซลล์สร้างเม็ดสีผิว สร้างเม็ดสีผิวมากขึ้น ทำให้ผิวดำคล้ำ หรือ เกิดเป็นจุดด่างดำ
  • เสื่อม มลภาวะทำลาย Barrier ผิว ทำให้ Barrier ผิวเสื่อมลง ผิวจะแพ้ได้ง่ายขึ้น

 

น่ากลัวเลยทีเดียว

จริงอยู่ที่เราสามารถป้องกันมลภาวะได้หลายวิธี แต่การใช้ผลิตภัณฑ์ที่มี Claim เกี่ยวกับด้าน Anti-pollution นั้นก็เป็นวิธีหนึ่งที่ทำได้ง่ายค่ะ

 

อีกจุดหนึ่งที่สำคัญคือ ผลิตภัณฑ์ตัวนี้มีคอนเซปท์ที่เป็น Early aging หรือ Pre-aging ซึ่งเป็นการดูแลผิวก่อนที่จะเริ่มเกิดความแก่ขึ้น เหมาะกับผู้ที่มีอายุระหว่าง 25 – 35 ปีค่ะ เป็นช่วงวัยทำงานตอนต้นพอดี

 

 

มาทั้งทีไม่วิเคราะห์ส่วนผสมคงไม่ได้ วันนี้ขอวิเคราะห์ส่วนผสมแบบละเอียดจัดเต็มเลยนะคะ

ส่วนผสมเป็นดังนี้ค่ะ

สผส cream

วันนี้เรามารีวิวกันแบบละเอียด แจงจัดหนักทุกส่วนผสมเลยนะคะ

ถ้าเราพิจารณากันจะพบว่าผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางแทบทุกชนิดจะประกอบด้วยส่วนหลักๆ 3 ส่วน คือ

  1. Actives คือ สารบำรุง เป็นส่วนที่ทำให้เครื่องสำอางมีคุณสมบัติที่ดี รวมไปถึงมีประโยชน์ทางชีวภาพ
  2. Base คือ เนื้อหลักของผลิตภัณฑ์ บางทีอาจเรียกว่า Vehicle
  3. Additive คือ สารที่ช่วยเสริมให้ผลิตภัณฑ์มีคุณสมบัติที่ดี มีความน่าใช้ และมีความปลอดภัย

 

มี่ได้ทำสีส่วนผสมสารบำรุงไว้หลายๆสีนะคะ เดี๋ยวจะบอกอีกทีว่าแต่ละสีมีประโยชน์อะไรบ้าง

 

มาดูรายละเอียดส่วนผสมแต่ละตัวกันเลยนะคะ

  1. Actives กลุ่มของสารบำรุง มีอยู่หลายตัวเลยทีเดียวค่ะ
  • สีม่วง: พระเอกของเรา SR-spider polypeptide-1 ซึ่งเป็นวัตถุดิบที่สกัดออกมาจากใยแมงมุม ซึ่งว่ากันว่าเป็นเส้นใยที่แข็งแรงที่สุด ทางแบรนด์เคลมว่า ใช้เส้นใยสีทองจากใยแมงมุมสายพันธ์ Araneus diadematus ซึ่งผู้ผลิตวัตถุดิบเคลมว่าเมื่อทาลงผิว นางจะไปเรียงตัวเป็นฟิล์มบางๆบนผิว ทำหน้าที่เป็นเสมือน Barrier ช่วยโอบอุ้มและพยุงผิวเอาไว้ พร้อมปกป้องผิวจากสิ่งแวดล้อม สารเคมีที่อาจก่อการระคายเคืองแก่ผิว รวมถึงเชื้อโรคต่างๆไม่ให้ทำร้ายผิวได้
  • สีชมพู: ส่วนผสมของ Maltodextrin กับ Swertia chirata extract ตัวนี้เป็นวัตถุดิบนำเข้าจากฝรั่งเศสค่ะ วัตถุดิบนี้คือเจ้า SWT-7 ซึ่งเป็นสารพฤกษเคมีที่สกัดจากต้น Indian gentian (Swertia chirata) วัตถุดิบนี้ได้รับรางวัลเหรียญเงินส่วนผสมยอดเยี่ยม (Best ingredient Silver) จากงาน In-cosmetics เมื่อปี 2015 ด้วยค่ะ เอ๊ะทำไมแค่สารสกัดธรรมดาเบๆถึงได้รางวัล Silver มาดูรายละเอียดกันค่ะ

วัตถุดิบนี้ถึงจะดูพื้นๆ แต่ไม่ธรรมดาเลยค่ะ เพราะทางบริษัทมีผลการทดสอบทั้งในระดับหลอดทดลองและระดับอาสาสมัคร มีกลไกการออกฤทธิ์ที่ค่อนข้างซับซ้อนและโดดเด่นค่ะ โดยมี Claim ว่าสามารถส่งเสริมให้ผิวเราสร้าง Stem cell และ Growth factor ออกมา โดยไม่จำเป็นต้องไปนำส่งอะไรให้วุ่นวายยุ่งยาก และยังมีคุณสมบัติเสริมการฟื้นฟูตัวเองของผิวได้อีก

การทดสอบในระดับหลอดทดลองพบว่ามีผลเสริมการสังเคราะห์ KGF (Keratinocyte growth factor) ซึ่งเป็น Growth factor ของเซลล์ผิวในหนังกำพร้า ทำให้ชั้นผิวหนาตัวขึ้น

swt 1

(Image from Lucas Meyer Cosmetics)

 

การทดสอบในเซลล์เพาะเลี้ยงที่มีการทำให้เซลล์เกิดความเสียหาย พบว่าสารนี้สามารถเสริมการฟื้นฟูตัวเองออกมาทดแทนเซลล์ที่เสียหายไป

swt 2

(Image from Lucas Meyer Cosmetics)

 

การทดสอบในอาสาสมัครอายุ 45 – 60 ปี จำนวน 17 คน ให้อาสาสมัครทาครีมที่มีสารนี้เทียบกับครีมเบส วันละ 2 ครั้ง เช้าเย็น เป็นเวลา 28 วัน พบว่าอาสาสมัครมีริ้วรอยลดลงตั้งแต่ 7 วันแรกค่ะ

swt 3

(Image from Lucas Meyer Cosmetics)

     เมื่อใช้ต่อจนครบ 28 วันก็มีริ้วรอยลดลง และผิวพรรณเรียบเนียนขึ้นค่ะ

swt 4

(Image from Lucas Meyer Cosmetics)

ถือว่าน่าสนใจมากเลยทีเดียว (เอกสารอ้างอิง TDS SWT-7, Lucas Meyer Cosmetics)

  • สิเขียว: Biosaccharide gum-4 คาร์โบไฮเดรตที่ได้จากการหมักจุลินทรีย์ มีประโยชน์ในการปกป้องผิวจากสารเคมีต่างๆ รวมถึงพวกมลภาวะ โดยตัวมันไปสร้างฟิล์มเคลือบไว้ที่ผิวชั้นนอกไม่ให้สิ่งเหล่านี้มาสัมผัสผิวโดยตรง ข้อมูลจากผู้ผลิตวัตถุดิบระบุว่า สารนี้สามารถลดการเกิดอนุมูลอิสระภายในเซลล์เมื่อผิวหนังเพาะเลี้ยงสัมผัสกับ 5 และช่วยปกป้องผิวไม่ให้ถูกทำลายเพราะอนุมูลอิสระได้ และมีประโยชน์ในการเสริมการปกป้องรังสี UV และสารเคมีบางชนิด ตัวนี้ทางแบรนด์ Claim ว่า ใส่มาในความเข้มข้นที่ให้ผลดีในการป้องกัน pm 2.5 กันทั้งอนุภาคควันบุหรี่ ไอเสียรถยนต์ และมลพิษทางอากาศ
  • สีส้ม: สูตรผสมของ Water (and) Argania Spinosa Kernel Extract (and) Sodium Cocoyl Glutamate (and) Carbomer มีชื่อทางการค้าว่า Argatensil นำเข้ามาจากฝรั่งเศส ผู้ผลิตเคลมว่าสารนี้มีคุณสมบัติลดริ้วรอย และช่วยให้ผิวเรียบเนียน
  • สีฟ้า: สารบำรุงอื่นๆ ได้แก่
    • Hydrolyzed soy protein เป็นโปรตีนถั่วเหลืองที่ผ่านการย่อยให้มีขนาดเล็กลง มีประโยชน์เพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่ผิว
    • Snail secretion filtrate หรือ เมือกหอยทาก มีการทดสอบเชิงคลินิกสนับสนุนถึงประสิทธิภาพในการลดริ้วรอย (Cosmetic Dermatology. 2009; 22(5):250 and Journal of drugs in dermatology. 2013; 12(4):456.)
    • Wine หรือไวน์ ประกอบด้วยสาร Resveratrol ซึ่งเป็น antioxidant ที่ดี
    • Tocopherol หรือวิตามินอี เป็น antioxidant

 

2. ส่วนของ Base ประกอบด้วย สารกลุ่มน้ำ กลุ่มน้ำมัน และซิลิโคน

  1. ส่วนของน้ำ ได้แก่ น้ำ และสารเพิ่มความชุ่มชื้นที่ละลายน้ำได้ อย่าง Propylene glycol, Butylene glycol, Triethyleneglycol, Dipropylene glycol, PEG-10 พวกนี้เรียกว่าเป็น Humectant ทำหน้าที่เพิ่มความชุ่มชื้นโดยการดูดน้ำให้ผิว อาจนับรวมเอาพวก Hexanediol, Ethyl hexanediol มารวมไว้ก็ได้
  2. ส่วนของน้ำมัน มีน้ำมันสังเคราะห์อย่าง C12-15 alkyl benzoate เป็นตัวช่วยละลายสารบางชนิดในครีม
  3. ส่วนของซิลิโคน มีอยู่ด้วยกันหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็นแบบระเหยได้ และแบบเคลือบผิวปกป้องรักษาความชุ่มชื้น ได้แก่ Cyclopentasiloxane, Dimethicone, Dimethicone/PEG-10/15 crosspolymer, PEG-10 dimethicone, Phenyl trimethicone, Dimethiconol, Dimethicone crosspolymer พวกนี้ทำหน้าที่ขึ้นเบสให้มีความบางเบา

ตัวที่น่าสนใจคงหนีไม่พ้นตัวหลักที่ทำให้เกิดเนื้อน้ำแตก หรือ Waterdrop อย่างเจ้า Dimethicone/PEG-10/15 crosspolymer นั่นเองค่ะ

3. ส่วนประกอบอื่นๆ หรือ Additives ได้แก่

  1. สารเพิ่มความหนืด ได้แก่ Acacia gum, Caesalpinia gum, Xanthan gum และ Carbomer
  2. Surfactant และ Emulsifier มีเจ้า Sodium cocoyl glutamate ที่ติดมากับตัว Argatensil
  3. สารกันเสีย ได้แก่ Phenoxyethanol, Sodium benzoate และอาจนับรวม 1,2-Hexanediol เข้ามาด้วย
  4. สารจับโลหะ ได้แก่ Disodium EDTA ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของสารกันเสีย และความคงตัวของตำรับ
  5. น้ำหอม
  6. อื่นๆ ได้แก่ Sodium citrate อาจใส่มาเพื่อปรับ pH และ เกลือ หรือ Sodium chloride จำเป็นต่อการเกิดเนื้อแบบ Water drop

 

ในบทสรุปครีมนี้จะมาในเบสแบบอิมัลชั่นชนิดซิลิโคนในน้ำ s/w ที่ประกอบด้วย น้ำ และซิลิโคนเป็นหลัก ใส่วนผสมของสารบำรุงอยู่หลายชนิด ให้ประโยชน์ไปในด้านการลดริ้วรอยเป็นหลัก รองลงมาคือด้านความชุ่มชื้น ต่อต้านมลภาวะ และชะลอวัย ซึ่งส่วนผสมที่ใส่มาถือว่าเลือกมาได้ดี ไม่มีสารที่ไม่เป็นมิตรกับผิว

ในส่วนของเซรั่มก็จะทำมาคล้ายกัน เพียงแต่เปลี่ยนเบสเป็นเบสแบบที่มีน้ำเยอะหน่อย เสริมซิลิโคนมานิดหน่อยเพื่อให้ Feeling ดี

มาให้คะแนนกันดีกว่า

  1. สารบำรุง มีสารบำรุงหลายชนิด นำเข้ามาจากต่างประเทศ มีคุณสมบัติเด่นในด้านของการลดริ้วรอย ซึ่งทางผู้ผลิตวัตถุดิบมีการทดสอบประสิทธิภาพเอาไว้ทั้งในระดับหลอดทดลองและในระดับอาสาสมัคร ประโยชน์รองๆคือ มีประโยชน์ในด้านความชุ่มชื้น ต่อต้านมลภาวะ ซึ่งผลของมลภาวะนั้นก็สามารถทำให้ผิวอักเสบ เกิดริ้วรอย จุดด่างดำ รวมถึง Barrier ผิวเสื่อมสภาพลงไปได้ โดยตัวนี้มีสารที่ให้คุณสมบัติในการปกป้องมลภาวะ และเสริมสารที่ให้คุณสมบัติในการลดริ้วรอยไปพร้อมๆกัน ถ้าพิจารณาในด้านของการเป็น Anti-pollution และเป็น Pre-aging แล้ว ถือว่าทำมาได้ค่อนข้างดี สำหรับผู้ที่มีอายุ 25 – 35 ค่ะ จุดนี้ขอให้ 5 ฟลาสก์
  2. ส่วนผสมอื่นๆ ในตัวเบส มีส่วนของสาร Humectant ที่ดูดจับน้ำให้ผิว และมีสารเคลือบปกป้องผิวกันน้ำระเหยออกไป ส่วนผสมอื่นๆไม่ได้มีสารที่ไม่เป็นมิตรกับผิว เลยขอให้ไป 5 ฟลาสก์
  3. การใช้งาน ส่วนตัวมี่มีผิวแห้ง ตัวครีมถือว่ามีสัมผัสที่บางเบา ไม่เหนอะหนะมากเกินไป แต่ก็ไม่ได้ทำให้หน้าแห้งมากเกินไป ส่วนตัวเซรั่มอาจจะแห้งไปซักหน่อย ต้องหาครีมมอยส์เจอร์มาทาทับอีกชั้นหนึ่งค่ะ ทั้งสองตัวนี้คนผิวมันน่าจะชอบ เพราะไม่เหนอะหนะเลย และให้ความรู้สึกสดชื่น สบายผิว ส่วนด้านริ้วรอย ส่วนตัวมี่ไม่ได้มีริ้วรอยอะไรเยอะ ที่จะรู้สึกก็เรื่องผิวนุ่ม เรียบเนียน และเต่งตึงค่ะ ให้ไป 5 ฟลาสก์

 

คะแนน new.jpg

สุดท้ายนี้ต้องขอบคุณทางแบรนด์ Dermanour ด้วยนะคะที่ส่งผลิตภัณฑ์ดีๆมาให้มี่ได้ทดลองใช้ และขอบคุณทุกท่านด้วยค่ะที่ติดตามรับชมมาจนจบ

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ทางแบรนด์โดยตรงเลยนะคะ

https://www.facebook.com/Dermanour/

 

Disclaimer/conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากทางแบรนด์ Dermanour การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสมตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล และผู้เขียนไม่ได้มีผลประโยชน์ใดๆในการขายสินค้า โปรดใช้วิจารณญาณ

Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสมเซรั่มสองพลังธรรมชาติ Galacto + Snail เพื่อฟื้นฟูผิว Inthana Skin Balancing Serum

สวัสดีค่ะ

วันนี้มี่มีรีวิวเซรั่มฟื้นฟูผิวที่น่าสนใจมาฝากกันนะคะ เป็นผลิตภัณฑ์ Skin Balancing Serum จากแบรนด์ Inthana (อินทนา) นั่นเองค่ะ

แบรนด์ Inthana เป็นแบรนด์ ที่เน้นผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมหลักมาจากธรรมชาติ คำนึงถึงประสิทธิภาพในการบำรุงผิวหน้าเป็นหลัก และต้องใช้แล้วเห็นผล ผลิตภัณฑ์ของอินทนาเป็นผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์สำหรับทุกสภาพผิวแม้ผิวแพ้ง่าย สามารถเข้าถึงได้ในทุกช่วงอายุ เน้น working women เป็นผลิตภัณฑ์ที่ใช้ง่าย และครอบคลุมหลายปัญหาผิว เหมาะกับคนขี้เกียจทาผลิตภัณฑ์หลายๆชนิดและไม่ค่อยมีเวลา

เจ้าของแบรนด์เป็นรุ่นน้องที่รู้จักกัน เห็นแพคเกจน่ารักดี ก็เลยขอซื้อมาลอง พอลองแล้วเราก็แบบว่า เออ ดีนะ ก็เลยเอามารีวิวซักหน่อย

เซรั่มของแบรนด์มีหน้าตาเป็นแบบนี้นะคะ

in 1-1.JPG

มาในกล่องสีขาว คาดทอง มีลวดลายเป็นหยดน้ำที่มีพืชพรรณอยู่ภายในค่ะ

ตัวภาชนะมาในขวดแก้วสีขาวทึบแสง มีหลอดหยด นางมี 2 size นะคะ size ปกติ 30 ml และ size ทดลอง 5 ml ค่ะ

in 1-2

เนื้อเซรั่มเป็นแบบใส ไม่มีกลิ่นเพราะทางแบรนด์ไม่ได้ใส่น้ำหอม

in 3-1

เกลี่ยได้ง่าย ซึมไวแห้งไวไม่เหนอะหนะ

in 4-1

ในส่วนของค่า pH จะอยู่ที่ราวๆ 5 – 6 ค่ะ ซึ่งถือว่าใกล้เคียงกับผิวดี

in 5

มาดูส่วนผสมกันบ้างนะคะ

ส่วนผสมเป็นดังนี้ค่ะ

สผส in

วันนี้เรามารีวิวกันแบบละเอียด แจงจัดหนักทุกส่วนผสมเลยนะคะ

ถ้าเราพิจารณากันจะพบว่าผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางแทบทุกชนิดจะประกอบด้วยส่วนหลักๆ 3 ส่วน คือ

  1. Actives คือ สารบำรุง เป็นส่วนที่ทำให้เครื่องสำอางมีคุณสมบัติที่ดี รวมไปถึงมีประโยชน์ทางชีวภาพ
  2. Base คือ เนื้อหลักของผลิตภัณฑ์ บางทีอาจเรียกว่า Vehicle
  3. Additive คือ สารที่ช่วยเสริมให้ผลิตภัณฑ์มีคุณสมบัติที่ดี มีความน่าใช้ และมีความปลอดภัย

 

วันนี้มี่ได้ทำสีส่วนผสมสารบำรุงไว้ 2 สี คือ สีฟ้า กับ สีม่วง เดี๋ยวจะเล่ารายละเอียดต่อไปค่ะ

  1. สารบำรุง หรือ Actives ได้แก่
  • สีฟ้า: Galactomyces ferment filtrate หรือ GFF ตัวนี้นางเป็นสารที่แยกได้จากน้ำเลี้ยงยีสต์สายพันธ์ Galactomyces ซึ่งมีประโยชน์ในทางเครื่องสำอางหลายๆด้าน เช่น ความชุ่มชื้น เสริมการทำงานของผิวช่วยให้ผิวแข็งแรง ควบคุมความมัน Whitening รวมไปถึงด้านความยืดหยุ่นของผิวและริ้วรอย มีรายงานการวิจัยระบุว่าสามารถเพิ่มความแข็งแรงของ Barrier ที่ผิวหนังชั้นนอก โดยไปเพิ่มการทำงานของเอนไซม์ Caspase-14 ซึ่งเป็นเอนไซม์ที่ใช้ในการแปรสภาพโปรตีน Filaggrin ให้กลายเป็น กรดอะมิโนที่ทำหน้าที่เป็น Natural moisturizing factor หรือ NMF เพื่อช่วยในการดักจับน้ำรักษาความชุ่มชื้นของผิว (Arch Dermatol Res. 2013; 305(8):683-9.) มีคุณสมบัติลดการสังเคราะห์ Melanin และลดสภาวะ Oxidative stress ในเซลล์ Melanocyte (J Am Acad Dermatol. 2014; 70(5)S1:AB127.)
  • สีม่วง ได้แก่
    • Niacinamide รูปแบบหนึ่งของวิตามินบี 3 มีรายงานว่า สารตัวนี้สามารถเป็น Whitening ช่วยปรับสภาพสีผิวให้สม่ำเสมอ โดยไปรบกวนการส่งผ่านของเมลานินที่สร้างเสร็จแล้ว ลดการอักเสบในผิว เพิ่มการไหลเวียนเลือด ช่วยเพิ่มความแข็งแรงให้ผิวโดยไปกระตุ้นการสร้าง Ceramides กรดไขมัน และไขมันชนิดต่างๆในหนังกำพร้า และยังเป็น Antioxidant ด้วย (Int J Cosmet Sci 2005; 27:255–261)
    • Hamamelis virginiana extract คือ สารสกัดจาก Witch hazel สารสกัดจาก Witch hazel มีคุณสมบัติความเป็น Astringent ช่วยกระชับรูขุมขน ควบคุมความมัน สำหรับรายงานการวิจัยมีระบุถึงฤทธิ์ในการต้านการอักเสบ (J Pharm Pharmacol. 1994; 46(4):286-90.)
    • Snail secretion filtrate หรือ สารสกัดจากเมือกหอยทาก ตัวนี้ไม่ใช่เมือกหอยทากธรรมดานะคะ เป็นสารสกัดจากเมือกหอยทากสายพันธุ์ Acusta despecta ที่พบได้ในเกาหลี จีน และญี่ปุ่น นำมาเลี้ยงด้วยโสมแดง เพื่อให้ในเมือกหอยทากมีสาร Saponin จากโสมอยู่ด้วย ซึ่งจะเสริมคุณสมบัติในการลดริ้วรอยของผิว ตัววัตถุดิบนำเข้ามาจากเกาหลี วัตถุดิบนี้มีสิทธิบัตรเกาหลีรองรับ ตัวผู้ผลิตได้ทำการทดสอบประสิทธิภาพในอาสาสมัคร พบว่า มีผลช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นของผิว ช่วยให้ริ้วรอยดูตื้นขึ้น เพิ่มความชุ่มชื้น SLS การทดสอบในระดับหลอดทดลองพบว่ามีผลเพิ่มการแบ่งตัวของเซลล์ Fibroblast ซึ่งเป็นเซลล์ที่สร้าง collagen ในผิว และปกป้องเซลล์เพาะเลี้ยงไม่ให้เกิดอันตรายจาก SLS
  1. ส่วนของเนื้อหลัก หรือ Base มาในเบสแบบน้ำ ใช้ GFF เป็นเบสหลัก เสริมมาด้วยสารดูดน้ำเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิวในกลุ่มที่เรียกว่า Humectant อย่าง Butylene glycol, Propylene glycol และ Glycerin อาจนับรวมเอาสารอย่าง 1,2-Hexanediol, Caprylyl glycol และ Ethyl hexanediol ซึ่งละลายในน้ำมันเข้ามาด้วย เบสนี้ไม่มีส่วนผสมของน้ำมัน แอลกอฮอล์ และซิลิโคน
  2. ส่วนผสมอื่นๆ หรือ Additives ได้แก่

3.1 สารกันเสียและสารเสริมประสิทธิภาพของสารกันเสีย ได้แก่ Phenoxyethanol, Chlorphenesin และ กลุ่มสารเสริมประสิทธิภาพสารกันเสียอย่าง 1,2-Hexanediol, Caprylyl glycol และ Ethyl hexanediol

 

มาให้คะแนนกันดีกว่านะคะ วันนี้ส่วนผสมมีไม่เยอะ มี่ขอตัดรวบเป็นให้คะแนน 2 หัวข้อ คือ ด้านส่วนผสม และด้านการใช้งานค่ะ

  1. ส่วนผสม ในด้านของสารบำรุง เรียกได้ว่า อาศัยเอา GFF เป็นตัวชูโรง ซึ่งเจ้า GFF นี้มีประโยชน์ในทางเครื่องสำอางหลายๆด้าน เช่น ความชุ่มชื้น เสริมการทำงานของผิวช่วยให้ผิวแข็งแรง ควบคุมความมัน Whitening รวมไปถึงด้านความยืดหยุ่นของผิวและริ้วรอย ทางแบรนด์จัดหนักจัดเต็มมาเป็นเบสหลักแทนน้ำที่ความเข้มข้น 79% เลยทีเดียว และยังเสริมมาด้วยสารบำรุงอีกหลายชนิด อย่างเจ้า B3 ที่ใส่ลงมานี่ก็มีประโยชน์กับผิวหลายด้านเหมือนกัน โดยรวม เซรั่มนี้ก็จะมีประโยชน์กับผิวหลายประการ ตามที่มีการ Claim ข้างกล่อง ได้แก่ ชุ่มชื้น กระชับรูขุมขน ผิวขาวกระจ่างใส ชะลอวัย ลดริ้วรอย ช่วยให้ผิวนุ่ม และยังเสริมเรื่องของการลดการอักเสบและให้ความรู้สึกสบายผิว รวมถึงอาจจะมีผลดีต่อสิวด้วย ในตัวเบส ทำมาในเบสแบบน้ำ ไม่มีน้ำมัน แอลกอฮอล์และซิลิโคน และสารองค์ประกอบอื่นที่ใช้ไม่มีสารที่ไม่เป็นมิตรกับผิว เนื่องจากส่วนผสมของสารบำรุงอาจจะน้อยชนิดไปหน่อย แต่ก็ถือว่าบำรุงได้ครบถ้วนตามปัญหาผิว จุดนี้ขอให้ 4 ฟลาสก์
  2. การใช้งาน ตัวเซรั่มจะออกมาเหลวไปนิดหนึ่ง อารมณ์จะคล้ายน้ำตบ ตบแล้วเกลี่ยได้ง่าย ชุ่มชื้นผิว ไม่เหนอะหนะ ซึมไวแห้งไว หยดลงบนฝ่ามือซัก 5 หยด วอร์มๆซักหน่อยแล้วตบลงบนหน้าเบาๆ ในด้านของความชุ่มชื้นคนที่มีผิวแห้งอาจจะยังไม่พอ ต้องทามอยส์เจอไรเซอร์เสริมอีกชั้นหนึ่ง ส่วนคนที่มีผิวมันคิดว่าน่าจะจบในขวดเดียวได้ สามารถใช้ได้ทั้งเช้าทั้งเย็น ส่วนตัวมี่ใช้มาประมาณ 2 อาทิตย์ ช่วงแรกที่สัมผัสได้จะเป็นเรื่องของความชุ่มผิว ผิวนุ่มนวล ตามมาก็จะเป็นเรื่องของการแต่งหน้าได้เรียบขึ้น รองพื้นตกร่องตกรูน้อยลง ส่วนเรื่อง whitening อาจจะเพราะช่วงนี้ไม่มีจุดด่างดำ เลยยังเห็นไม่ค่อยชัดค่ะ โดยรวมถือว่าค่อนข้างชอบ ให้ไป 5 ฟลาสก์

 

คะแนน in

สุดท้ายนี้ต้องขอขอบคุณทุกท่านด้วยค่ะที่ติดตามรับชมมาจนจบ

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ทางแบรนด์โดยตรงเลยนะคะ

https://www.facebook.com/InthanaSkincare/

Disclaimer/conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ซื้อด้วยตัวเอง การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสมตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล ผู้เขียนไม่ได้มีผลประโยชน์ใดๆในการขายสินค้า โปรดใช้วิจารณญาณ

Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสมผลิตภัณฑ์สกินแคร์จาก Meaze’ เมสเซ่แบรนด์ออร์แกนิกไทย ที่มาใน Concept “ของขวัญจากธรรมชาติ”

สวัสดีค่ะ วันนี้มี่มีรีวิวสกินแคร์ที่น่าสนใจมาฝากกันค่ะ

เป็นผลิตภัณฑ์จากแบรนด์ Meaze’ (อ่านว่า เมสเซ่) เป็นแบรนด์ออร์แกนิกไทย ที่มาใน Concept “ของขวัญจากธรรมชาติ” ด้วยแนวคิดที่ว่า สิ่งที่ดีที่สุดสำหรับผิวคือสารสกัดแท้จากธรรมชาติ โดยผลิตภัณฑ์จาก Meaze’ ได้รับการรับรองด้านสารสกัด จากหน่วยงานที่เชี่ยวชาญด้านสินค้าออร์แกนิก อาทิ Australia Organic Certification, USDA และ Vegan  กับ 2 ผลิตภัณฑ์อย่าง “Meaze‘ Dark Spot Corrector and eye lift up concentrate” และ “Meaze’ Contouring Facial Lift Hydro Gel”

ที่มี่ได้มาจะเป็นตัวไฮโดรเจล สูตรยกกระชับ V contouring facial lift hydrogel organic และ เซรั่มสูตร Whitening ที่มีชื่อว่า Organic dark spot corrector and eye lift up concentrate ค่ะ ตัวนี้ใช้ทาได้ทั้งหน้า และลงใต้ตาเป็นอายครีมไปในตัวแบบ 2 in 1

นางมาในกล่องสีขาวดูสะอาดตา โดยกล่องชมพู เป็น Hydrogel และ กล่องเขียวเป็นเซรั่มค่ะ

me1.JPG

ด้านในมาด้วยขวดอะคริลิก สีขาวมุก

me4

ตัวไฮโดรเจล มาในเนื้อแบบเจล มีกลิ่นหอมอ่อนๆ

me hy 1

เกลี่ยได้ค่อนข้างง่าย ไม่เหนอะหนะ ไม่หนักผิว ซึมไว แห้งไวค่ะ

me hy 2

มีค่า pH อยู่ที่ราวๆ 6 – 7 นะคะ

me hy 3

ตัวเซรั่มดูคล้ายครีมเจล มีกลิ่นหอมอ่อนๆละมุนๆ

dark 1

เกลี่ยได้ง่าย ชุ่มชื้นดี ไม่เหนอะหนะ

dark 2

ตัวนี้ไม่ได้วัดค่า pH ให้นะคะ เนื้อเซรั่มไม่เปียกกระดาษเลยไม่เปลี่ยนสีค่ะ

มาดูส่วนผสมกันทีละตัวเลยนะคะ เริ่มจากตัวกล่องชมพู Hydrogel สูตร Contouring

ส่วนผสม hydro

เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของสารบำรุงอยู่หลายชนิด แทนมาด้วยสีฟ้า สีเขียว และสีม่วงค่ะ ตัวที่น่าสนใจและเป็นเสมือนพระเอกของผลิตภัณฑ์คือ ‘Trifluoroacetyl tripeptide-2’ ขอย่อว่า TT2 นะคะ เจ้า TT2 ตัวนี้เป็นเปปไทด์ที่มีชื่อทางการค้าว่า Progeline ของประเทศฝรั่งเศส

การศึกษาระดับหลอดทดลองพบว่า TT2 สามารถกดการสร้างเอนไซม์ MMP ที่เป็นเอนไซม์ย่อยสลายคอลลาเจนในผิว เมื่อโดนยับยั้ง ผลคือ คอลลาเจนไม่โดนสลายตัว

การศึกษาในผิวหนังมนุษย์ที่เอามาเพาะเลี้ยง พบว่าเอนไซม์นี้สามารถปกป้อง collagen และ elastin จากเอนไซม์ collagenase และ elastase ได้ ผลคือ คอลลาเจนและอิลาสตินในผิวไม่สลายตัว

สารนี้ยังเสริมการสังเคราะห์สาร Proteoglycan ที่มีชื่อว่า Syndecan-1 ในผิว ซึ่งสารนี้ปกติทำงานในการรักษาสมดุลของผิว และเป็นแหล่งให้ growth factor ต่างๆมาจับ

เมื่อเราแก่ตัว ในผิวเราจะมีการสร้างสาร Progerin ออกมามากขึ้น (Prz Menopauzalny. 2015 Mar; 14(1): 53–58.) TT2 สามารถลดการสร้าง Progerin ของเซลล์ผิวได้ในระดับหลอดทดลอง จึงมีผลในการชะลอวัยหรือ Antiaging ซึ่งกลไกนี้เป็นกลไกที่ค่อนข้างใหม่และเป็นเอกลักษณ์ ทางผู้ผลิตเลยเอามาตั้งชื่อเปปไทด์ TT2 ว่า Progeline นั่นเอง

การทดสอบในอาสาสมัครสุขภาพดีจำนวน 10 คน พบว่า อาสาสมัครที่ทา TT2 มีสันกราม (Jawline) ที่ยกกระชับขึ้น

progeline 3

(Image from Lucas Meyer Cosmetics)

และอีกการศึกษาหนึ่ง ศึกษาในอาสาสมัครสุขภาพดีจำนวน 13 คน พบว่า ผิวหนังของอาสาสมัครที่ทา TT2 มีค่าความยืดหยุ่นและความกระชับเพิ่มขึ้น

progeline 4

(Image from Lucas Meyer Cosmetics)

(เอกสารอ้างอิง: E Loing, T Suere and E Lamarque, Trifluoroacetyl-tripeptide-2 to target senescence for anti-aging benefits, Cosm & Toil 127(4) 274-280 (Apr 2012). และ TDS ProgelineTM)

นอกจากนี้ส่วนผสมอื่นก็ออกแบบมาให้เสริมกันได้อย่างลงตัว จึงให้ประโยชน์ทั้งในด้าน ยกกระชับ ชะลอวัย ลดริ้วรอยเก่า ป้องกันริ้วรอยใหม่ เพิ่มความชุ่มชื้น และ ลดการอักเสบระคายเคืองไปพร้อมๆกัน

 

ส่วนอีกตัวเป็นกล่องเขียว สูตรเน้นไปที่ด้าน Whitening และดูแลผิวที่มีปัญหาฝ้ากระค่ะ

ส่วนผสมเป็นดังนี้นะคะ

ส่วนผสม dark

ในภาพรวมเป็นเซรั่มที่มาในเบสแบบน้ำนม ประกอบด้วย น้ำ และน้ำมันจากธรรมชาติ ไม่มีส่วนผสมของซิลิโคน และแอลกอฮอล์ มีส่วนผสมของสารบำรุงอยู่หลายชนิด ตัวที่สนใจได้แก่

  1. กลุ่มของน้ำมันจากพืช มีสองชนิด คือ น้ำมันจากกาแฟ และ เมล็ดเชีย
  • Coffee oil (Coffee arabica seed oil) เป็นวัตถุดิบที่วงการเครื่องสำอางเริ่มให้ความสนใจ เป็นน้ำมันที่แยกมาจากเมล็ดกาแฟดิบ จัดเป็นน้ำมันแบบ Fixed oil มีการศึกษากับผิวหนังที่เพาะเลี้ยงในระดับหลอดทดลอง พบว่า น้ำมันจากเมล็ดกาแฟมีคุณสมบัติเพิ่มการสังเคราะห์คอลลาเจน elastin และ Glycosaminoglycan ของผิวได้ และยังช่วยเสริมการสังเคราะห์โปรตีนที่มีชื่อว่า Aquaporin-3 ซึ่งเป็นโปรตีนที่ทำหน้าที่เป็นเหมือนประตูคอยปกป้องไม่ให้น้ำและสารโมเลกุลเล็กๆอย่าง Glycerin ออกจากผิวได้ (J Cosmet Dermatol. 2009 Mar;8(1):56-62.) จึงมีประโยชน์ด้านริ้วรอย และความชุ่มชื้น
  • Chia seed oil (Salvia hispanica seed oil) ประกอบด้วยกรดไขมัน Alpha-linolenic acid ในปริมาณสูงถึงราวๆ 60% และ linoleic acid ประมาณ 25% มีคุณสมบัติในการลดการอักเสบระคายเคือง และฟื้นฟู Barrier ของผิว น้ำมันเมล็ดเชีย มีการศึกษาในอาสาสมัครทั้งกลุ่มที่มีอาการผิวแห้งจากโรคไตระยะสุดท้าย และในอาสาสมัครสุขภาพดี พบว่าอาสาสมัครที่ใช้น้ำมันเมล็ดเชียความเข้มข้น 4% ในตำรับเป็นเวลา 8 สัปดาห์ มีอาการคันที่น้อยลง มีความชุ่มชื้นมากขึ้น มี Barrier ของผิวที่แข็งแรงขึ้น (สังเกตุได้จากค่าน้ำระเหยออกจากผิวที่ลดลง) (Ann Dermatol. 2010 May;22(2):143-8.) การทดสอบกับหนูทดลองพบว่า Alpha-linolenic acid และ Linoleic acid สามารถลดการสร้างเม็ดสีผิวจากรังสี UV ได้ และการทดสอบในเซลล์เพาะเลี้ยงพบว่า ALA สามารถกดการสร้างเม็ดสีผิวได้ดี รองลงมาคือ Linoleic acid และ กรดไขมันทั้งสอง ยังมีผลช่วยเสริมการผลัดผิวได้อีก (Arch Dermatol Res. 1998 Jul;290(7):375-81.)
  1. กลุ่มของวิตามิน มีส่วนผสมของวิตามินซี อี บี3 Folic acid และ Coenzyme Q10 ซึ่งวิตามินแต่ละตัวก็จะมีประโยชน์กับผิวในหลายๆด้าน เมื่อรวมกัน 5 ตัวนี้จะมีประโยชน์ในด้าน Whitening, Antioxidant, ริ้วรอย และช่วยให้ผิวแข็งแรง
  2. กลุ่มของสารสกัดจากพืช มีอยู่ด้วยกันหลายชนิด ได้แก่ สารสกัดจากใบ Bearberry, แตงกวา Mulberry, ชะเอม ที่ให้ประโยชน์เสริมกันในด้านของ Whitening ลดการอักเสบระคายเคือง และเป็น Antioxidant ช่วยในการชะลอวัย

ในภาพรวมจะเห็นได้ว่า สารบำรุงที่ใส่มามีประโยชน์ในหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็น Whitening เพิ่มความชุ่มชื้น ลดการอักเสบระคายเคือง เป็น antioxidant ช่วยชะลอวัย

 

ให้คะแนนกันดีกว่าค่ะ

  1. สารบำรุง ทั้ง 2 ผลิตภัณฑ์ใช้ส่วนผสมของสารบำรุงอยู่หลายชนิด ให้ประโยชน์ในด้านริ้วรอย ชะลอวัย ช่วยให้ผิวแข็งแรง ลดการอักเสบและระคายเคือง โดยกล่องชมพู มีสารของเปปไทด์ที่มีกลไกการออกฤทธิ์เป็นเอกลักษณ์ผ่าน Progerin ในผิว นำเข้ามาจากฝรั่งเศส ส่วนสีเขียว ในด้านของไวท์เทนนิ่ง เรียกได้ว่าจัดมาผ่านหลายกลไก ตั้งแต่ก่อนการสร้างเมลานิน ไปจนถึงหลังจากเมลานินเสร็จแล้ว และยังเสริมมาด้านผิวแข็งแรง โดยการทดแทนไขมันคืนให้แก่ผิวและเสริมการสังเคราะห์ AQP-3 ซึ่งเป็นโปรตีนที่ผิวใช้ในการเก็บกักน้ำได้ จุดนี้ขอให้ 5 ฟลาสก์
  2. ส่วนผสมอื่นๆ ทั้งสองชิ้นมาในเบสที่มีส่วนผสมของน้ำ สารดูดน้ำเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิว และน้ำมันจากธรรมชาติ ไม่มีส่วนผสมของซิลิโคน แอลกอฮอล์ และสารที่ไม่เป็นมิตรกับผิว รับไป 5 ฟลาสก์
  3. การใช้งาน ต้องบอกก่อนเลยว่า กลิ่นและเนื้อสัมผัสของเซรั่มทั้งสองขวดโดนจริตมาก ส่วนตัวมี่ชอบทั้งเนื้อสัมผัส และกลิ่น ส่วนด้านประสิทธิภาพ มี่ลองใช้มาประมาณเกือบๆ 2 อาทิตย์ พบว่า ในด้านความชุ่มชื้น ถือว่าทำมาได้ดี เมื่อทาเราจะได้ความรู้สึกสบายและผ่อนคลาย ใช้ได้ทั้งเช้าและเย็น แต่งหน้าแต่งตาทับได้ไม่เลอะ ไม่ลอก ไม่เป็นขุย ในด้านริ้วรอย พวกริ้วรอยตื้นๆก็จะดูจางไป ส่วนด้านริ้วรอย Whitening รอยคล้ำ จุดด่างดำต่างๆ และรอยหางตา อาจจะต้องใช้เวลาอีกซักหน่อยค่ะ จุดนี้ขอให้คะแนนความชอบไป 5 ฟลาสก์

คะแนน mezae

สุดท้ายนี้ต้องขอขอบคุณทางแบรนด์ Meaze’ ด้วยนะคะ ที่ส่งผลิตภัณฑ์ดีๆมาให้มี่ได้ทดลองใช้ และขอบคุณทุกท่านด้วยค่ะที่ติดตามรับชมมาจนจบ

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ทางแบรนด์โดยตรงเลยนะคะ

https://m.facebook.com/meazeorganic/

 

พบกันใหม่โอกาสถัดไป สวัสดีค่ะ

Disclaimer/conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากทางแบรนด์ Meaze’ การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสมตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล และผู้เขียนไม่ได้มีผลประโยชน์ใดๆในการขายสินค้า โปรดใช้วิจารณญาณ