Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสม เซรั่มลดเลือนจุดด่างดำจากแบรนด์ Kene กับ Gen White dark spot corrector serum

สวัสดีค่ะ วันนี้มีรีวิวผลิตภัณฑ์ที่น่าสนใจมาฝากกันอีกแล้วค่ะ

วันนี้เป็นรีวิวเซรั่ม Whitening ตัว Top จากแบรนด์ Kene กับตัว Genwhite ที่หลายคนแอบส่องกันอยู่ค่ะ

ตัว Genwhite นี้ ถือว่าเป็น Whitening ที่ทำมาได้น่าสนใจ ด้วยการเลือกใช้ส่วนผสมที่ผ่านการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ และได้ตีพิมพ์ใน international journal ถึง 6 ตัวด้วยกันมาทำงานเสริมฤทธิ์กันได้อย่างลงตัวค่ะ

ซึ่งปกติแล้วส่วนผสมที่นำมาใช้ในเครื่องสำอาง ไม่จำเป็นต้องมีการศึกษาประสิทธิภาพในคนก่อนเหมือนยา สามารถนำเอามาใช้ได้เลย แต่หลังๆมา บริษัทผู้ผลิตวัตถุดิบก็พยายามศึกษาประสิทธิภาพทั้งในระดับหลอดทดลอง และในอาสาสมัคร เพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือให้แก่วัตถุดิบ (และเพิ่มราคาขายด้วย 555) หลายๆครั้งเลยทางบริษัทก็เอาไปตีพิมพ์เป็นบทความลงในวารสารวิชาการต่างๆ เพื่อแนะนำและเผยแพร่ให้คนในวงการเครื่องสำอางและผิวพรรณได้ทราบกัน ซึ่งเมื่อมีบทความในวารสารเหล่านี้แล้ว ความน่าเชื่อถือมันก็จะยิ่งมีมากขึ้นค่ะ ซึ่งใน Genwhite เองก็เลือกใช้วัตถุดิบที่มีผลงานตีพิมพ์รองรับ เพื่อให้เราได้รับประโยชน์จากส่วนผสมอย่างเต็มที่นั่นเองค่ะ

พูดถึงแบรนด์ Kene กันอีกซักรอบเนอะ

แบรนด์ Kene จัดเป็นแบรนด์เวชสําอางประสิทธิภาพสูง ที่เน้นผลลัพธ์ที่ชัดเจนโดยเลือกใช้ส่วนผสมที่อิงตามพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ เพื่อสุขภาพผิวที่ดีนั่นเองค่ะ โดยมีสโลแกนหลักคือ “Innovative skin solution” ที่ทางแบรนด์น่าจะต้องการสื่อว่า ไม่ใช่แค่ดูแลผิวพื้นๆ แต่ต้องการจัดการปัญหาผิวพรรณอย่างจริงจัง โดยอิงตามพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ที่พิสูจน์ได้ และใช้นวัตกรรมด้านผิวหนังสมัยใหม่นั่นเองค่ะ

 

ว่าแล้วก็ขออวดโฉมหน้าของเซรั่ม Genwhite ก่อนนะคะ

gen 1

นางมีชื่อเต็มๆว่า Kene Genwhite Dark spot corrector ค่ะ

เซรั่มตัวนี้มีความน่าสนใจเพราะเป็นเสมือนจุดศูนย์รวมของส่วนผสมและนวัตกรรมด้าน Whitening ในทางเครื่องสำอางไว้ในขวดเดียวกัน

ด้านในเป็นขวดปั๊มแบบสุญญากาศ (airless) สีขาว/ฟ้า ค่ะ

gen 2

สโลแกนของ Genwhite คือ “จัดการจุดด่างดำ เปลี่ยนแปลงจริง ด้วย 6 ส่วนผสมที่พิสูจน์แล้วทางวิทยาศาสตร์และตีพิมพ์ในวารสารระดับนานาชาติ”

20 res

(Image from Kene)

ทางแบรนด์เคลมว่า วัตถุดิบที่ใช้มีงานวิจัยกว่า 20 ฉบับ ออกฤทธิ์ผ่าน 4 กลไกหลักของการสร้างเม็ดสีผิว เอ๊ะ มีอะไรบ้างนะคะ ว่าแล้วก็ขอกล่าวถึงการสร้างเม็ดสีผิวซักหน่อยค่ะ

ในสมัยโบราณ เราทราบกันแค่ว่า ในผิว มีเซลล์ Melanocyte ที่ทำหน้าที่สร้างเม็ดสี Melanin จากกรดอะมิโน Tyrosine โดยใช้เอนไซม์ Tyrosinase ประมาณแผนภาพนี้ค่ะ

mela syn

สาร Whitening ในยุคเก่าๆเลยออกฤทธิ์ผ่านการยับยั้นเอนไซม์ Tyrosinase เพื่อลดการสร้างเม็ดสีผิว หรือ เร่งการผลัดผิวโดยใช้พวก AHA

 

แต่ต่อมานักวิทยาศาสตร์พบว่าการสังเคราะห์เม็ดสี Melanin นั้นมีความซับซ้อนมากกว่าที่คิด และมีหลายๆระบบและกลไกในการควบคุมอย่างซับซ้อน ทำให้การใช้สาร Whitening ที่ไปยับยั้งเอนไซม์ Tyrosinase อย่างเดียว ก็จะไม่ค่อยพอ ทำให้วงการเครื่องสำอางมีสารนวัตกรรมใหม่ๆออกมาเรื่อยๆ เพื่อตอบโจทย์และเสริมประสิทธิภาพด้านความขาวค่ะ

ขอยืมรูปของ Kene มาเล่าให้ฟังต่อ

 

mela mech.jpg

(Image from Kene)

จากรูปจะเห็นว่า ถ้าเราดูที่เซลล์ Melanocyte ที่สร้างเม็ดสี นางจะถูกควบคุมโดยปัจจัยอื่นๆ เช่น อนุมูลอิสระ ความเครียด การอักเสบ และฮอร์โมนตัวหนึ่งที่มีความสำคัญมาก คือ เจ้า alpha-MSH มีชื่อเต็มๆว่า Melanocyte stimulating hormone หน้าที่ของนางก็แปลตรงตัวเลยค่ะ คือ นางเป็นฮอร์โมนที่ไปกระตุ้นการทำงานของเซลล์ Melanocyte ให้ active มากขึ้น

วงการเครื่องสำอางเราก็มีสารที่เข้ามายับยั้งเอนไซม์ alpha-MSH อยู่หลายตัวเหมือนกันค่ะ

นอกจากสารที่ยับยั้งเอนไซม์ MSH แล้ว พวกสารต่อต้านอนุมูลอิสระ หรือ สารลดการอักเสบ ก็สามารถลดการสร้างเม็ดสีได้ผ่านกลไกในขั้นที่ 1 นี้เช่นกันค่ะ

กลไกที่สอง ก็คือ การสร้างเม็ดสีโดยใช้เอนไซม์ Tyrosinase ซึ่งความจริงแล้ว เป็นขั้นตอนที่ซับซ้อนเหมือนกันไม่ใช่ว่ามีกรดอะมิโน มีเอนไซม์ และจบปิ๊ง เมลานินมา วงการเครื่องสำอางก็มีสารหลายชนิดที่ช่วยดูแลตรงนี้ค่ะ แต่เน้นการยับยั้งเอนไซม์ Tyrosinase เป็นหลัก

หลังจากสร้างเม็ดสีไปแล้ว ก็จะเข้าสู่จุดที่สาม คือการส่งผ่านเมลานินที่สร้างเสร็จแล้วออกมายังเซลล์ผิวชั้นนอก ที่จะทำให้เราเห็นเป็นสีผิวค่ะ สารที่ออกฤทธิ์ในกลไกที่สามนี้มักจะเล่นผ่านการยับยั้งการส่งผ่านเมลานินที่สร้างเสร็จแล้วไม่ให้ออกมาข้างนอก หรือไปปรับเปลี่ยนกระบวนการขนส่งเม็ดสี ทำให้สีผิวไม่เข้มขึ้น

ซึ่งเซรั่ม Genwhite ของ Kene สามารถดูแลได้ค่อนข้างครอบคลุมเลยทีเดียว

รายละเอียดเดี๋ยวเราค่อยมาดูกันในช่วงวิเคราะห์ส่วนผสมกันอีกทีนะคะ

 

เกริ่นไปซะยืดยาวมาดูเนื้อเซรั่มกันบ้างดีกว่า

เซรั่มมาในเบสน้ำนม ทางแบรนด์ไม่ได้ใส่น้ำหอม เลยจะมีกลิ่นจางๆของวัตถุดิบอยู่นิดหน่อยค่ะ

gen 4

เกลี่ยได้ค่อนข้างง่าย ให้สัมผัสนิ่มนวล ชุ่มชื้น แต่ไม่เหนอะหนะ

gen 5

ค่า pH อยู่ที่ราวๆ 6 นะคะ ถือว่าใกล้เคียงกับผิวดีค่ะ

gen 6

ถึงคิวของการวิเคราะห์ส่วนผสมแล้วค่ะ วันนี้ขอจัดเต็มแบบละเอียดให้สมกับความเลอค่าของ Genwhite

ส่วนผสม

สผส kene

ถ้าเราพิจารณากันจะพบว่าผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางแทบทุกชนิดจะประกอบด้วยส่วนหลักๆ 3 ส่วน คือ

  1. Actives คือ สารบำรุง เป็นส่วนที่ทำให้เครื่องสำอางมีคุณสมบัติที่ดี รวมไปถึงมีประโยชน์ทางชีวภาพ
  2. Base คือ เนื้อหลักของผลิตภัณฑ์ บางทีอาจเรียกว่า Vehicle
  3. Additive คือ สารที่ช่วยเสริมให้ผลิตภัณฑ์มีคุณสมบัติที่ดี มีความน่าใช้ และมีความปลอดภัย

 

มี่ได้ทำสีส่วนผสมสารบำรุงไว้หลายๆสีนะคะ เดี๋ยวจะบอกอีกทีว่าแต่ละสีมีประโยชน์อะไรบ้าง

 

มาดูรายละเอียดส่วนผสมแต่ละตัวกันเลยนะคะ

  1. กลุ่มสารบำรุง (Active ingredients)
  • สีม่วง คือ คู่หูคู่ขวัญ Niacinamide + N-acetyl glucosamine ทางแบรนด์จัดเต็มมาที่ 5 + 3% เลยนะคะ
    • Niacinamide เป็นรูปแบบหนึ่งของวิตามินบี 3 ในด้าน Whitening นางมีบทบาทในการรบกวนการส่งผ่านของเมลานินที่สร้างเสร็จแล้วไม่ให้ออกไปข้างนอก นอกจากด้าน Whitening นางยังมีประโยชน์อื่นๆในด้านการลดการอักเสบระคายเคือง เพิ่มการไหลเวียนเลือด ช่วยเพิ่มความแข็งแรงให้ผิวโดยไปกระตุ้นการสร้าง Ceramides กรดไขมัน และไขมันชนิดต่างๆในหนังกำพร้า และยังเป็น Antioxidant ด้วย (Int J Cosmet Sci 2005; 27:255–261)
    • N-acetyl glucosamine ตัวนี้เป็นอนุพันธ์ของน้ำตาลชนิดหนึ่งที่เป็นองค์ประกอบของ Hyaluronic acid มีคุณสมบัติเพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่ผิวหนัง ในด้าน Whitening นางสามารถยับยั้งการ Glycosylation เพื่อเปลี่ยน pro-tyrosinase ไม่ให้เป็น tyrosinase จึงไม่มีฤทธิ์สร้างเม็ดสี มีรายงานการวิจัยกล่าวว่า เมื่อใช้ร่วมกับ Niacinamide จะให้ผลลดจุดด่างดำได้ดีขึ้น (Br J Dermatol. 2010;162(2):435-41.)
  • สีเขียว คือ สารบำรุงที่ให้ประโยชน์ด้าน Whitening เป็นหลัก ได้แก่
    • Undecylenoyl phenylalanine มีชื่อทางการค้าว่า Sepiwhite MSH ของบริษัท Seppic มีประโยชน์เป็น Whitening โดยไปยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ alpha-MSH ซึ่งปกติมีหน้าที่กระตุ้นให้ไทโรซิเนสทำงาน ให้มีการสร้างเมลานินมากขึ้น และไปควบคุมกระบวนการ Melanosome transfer ซึ่งเป็นกระบวนการสุดท้ายที่เอาเมลานินที่สร้างเสร็จเข้าสู่เซลล์ผิวและเห็นเป็นสีผิว การทดสอบในอาสาสมัครที่ใช้ครีมที่มีส่วนผสมของสารนี้ในความเข้มข้น 2% วันละ 2 ครั้ง เป็นเวลา 12 สัปดาห์ พบว่าให้ผลดีในการลดเลือนจุดด่างดำที่เกิดจากแสงแดด (Solar lentigines) (Clin Exp Dermatol. 2010;35(5):473-6) อีกการศึกษาพบว่าให้ผลดีในการลดฝ้า (J Cosmet Dermatol. 2014;13(2):86-90.) การทดสอบในอาสาสมัครที่ใช้สารนี้ในความเข้มข้น 1% ร่วมกับ Niacinamide 5% ให้ผลเป็น Whitening ที่ดีเมื่ออาสาสมัครใช้เป็นเวลา 8 สัปดาห์ (J Cosmet Dermatol. 2009;8(4):260-6.) ทางแบรนด์อัดลงไปตาม paper ที่ 2% เลยทีเดียวค่ะ
    • Alpha-arbutin เป็น Whitening ที่ออกฤทธิ์ผ่านการยับยั้งเอนไซม์ Tyrosinase จัดมาที่ 1%
    • Rumex occidentalis extract มีชื่อทางการค้าว่า Tyrostat สกัดได้จากพืชที่ขึ้นในแถบอเมริกาเหนือ มี Claim ว่าสารนี้ยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ Tyrosinase ได้แรงกว่า Arbutin และ Hydroquinone และให้ผลลดรอยแดงได้ด้วย
    • กลุ่มวิตามินซี ทางแบรนด์เลือกใช้ Ethyl ascorbic acid ที่เป็นรูปแบบหนึ่งของวิตามินซี ที่เคลมว่ามีขนาดเล็ก ดูดซึมได้ง่ายกว่ารูปแบบปกติ ร่วมกับ Ascorbic acid รูปแบบดั้งเดิม ประโยชน์ของวิตามินซีที่มีกับผิว คือ มีคุณสมบัติเป็น Antioxidant ช่วยชะลอวัย เป็นส่วนหนึ่งของการสังเคราะห์คอลลาเจนของผิว และมีผลยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ Tyrosinase ที่เป็นตัวสร้างเม็ดสีของผิว และมีหลายๆแหล่งข้อมูลบอกว่า วิตามินซี สามรารถยับยั้งกระบวนการอักเสบในผิว และปกป้องผิวจากรังสี UV ได้ด้วย จึงให้ประโยชน์ในด้าน ริ้วรอย ชะลอวัย ลดการอักเสบ และผิวขาวกระจ่างใสไปพร้อมๆกัน
    • 4-n-butyl resorcinol เป็นสาร Whitening ตัวหนึ่งที่กำลังได้รับความสนใจ ออกฤทธิ์ยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ Tyrosinase ทำให้เมลานินถูกสร้างมาน้อยลง ผิวขาวขึ้น การทดสอบในอาสาสมัครที่เป็นฝ้ากับครีมที่มีส่วนผสมของสารนี้ 0.1% เป็นเวลา 6-8 สัปดาห์ พบว่ารอยฝ้าจางลง และมีผลข้างเคียงน้อย (Ann Dermatol. 2010; 22(1): 21–) การทดสอบในอาสาสมัครโดยใช้ตำรับที่มีส่วนผสมของสารนี้ในความเข้มข้น 0.1% ที่เก็บกักใน Liposome เป็นเวลา 8 สัปดาห์ พบว่ามีประสิทธิภาพในการลดเลือนฝ้า และมีผลข้างเคียงต่ำ (J Dermatol. 2010 Apr;37(4):311-5.) ซึ่งทางแบรนด์เลือกใช้ในรูปแบบที่เก็บกักใน Liposome ชนิดประจุบวก (Cationic liposome) โดยมีเคลมว่า สามารถซึมลงไปยังบริเวณที่มีเซลล์ Melanocyte อยู่ได้ดี
    • cat
    • (Image from kene)
    • Tetrapeptide-30 Peptide ที่ประกอบด้วยกรดอะมิโน 4 ตัว คือ Proline-Lysine-Glutamine-Lysine (PKEK) มีการทดสอบในอาสาสมัครพบว่ามีคุณสมบัติเป็น Whitening ที่ดี เมื่อให้อาสาสมัครใช้ตำรับที่มีส่วนผสมของ PKEK peptide เป็นเวลา 12 สัปดาห์ สามารถลดจุดด่างดำที่เกิดหลังการอักเสบ และลดเลือนฝ้าได้ (J Cosmet Dermatol. 2011;10(3):217-23.) การทดสอบในระดับหลอดทดลอง และในอาสาสมัคร พบว่าสามารถป้องกันไม่ให้เซลล์ผิวสร้างสารก่อการอักเสบกลุ่ม Interleukins ต่างๆ และ POMC (ซึ่งเป็นเปปไทด์ที่จะไปกระตุ้นให้มีการสังเคราะห์ MSH) เมื่อสัมผัสรังสี UVB เมื่อใช้ในอาสาสมัคร พบว่าสารนี้สามารถเสริมประสิทธิภาพของวิตามินซี ในรูป Sodium ascorbyl phosphate ในการเป็น Whitening ได้ดี (Exp Dermatol. 2012;21(2):140-6.)
    • Hexylresorcinol เป็น Whitening อีกตัวที่มีประสิทธิภาพ มีรายงานว่าสามารถยับยั้งเอนไซม์ Tyrosinase ได้ (Protein J. 2004;23(2):135-41.) ข้อมูลจากผู้ผลิตระบุว่า สารกลุ่มนี้พบในข้าว Rye และ Wheat ให้ผลยับยั้งการสร้างเมลานิน กระตุ้นการสร้าง Glutathione ในผิว จึงให้ผลเสริมกันในการเป็น whitening
    • Aloesin เป็นสารพฤกษเคมีที่พบในว่านหางจระเข้ มีรายงานการวิจัยกล่าวว่ามีคุณสมบัติในการลดการสร้างเม็ดสีผิวผ่านการยับยั้งเอนไซม์ Tyrosinase (Int J Cosmet Sci. 2008;30(2):121-30.) Aloesin สามารถเสริมฤทธิ์กับ arbutin ในการลดการสร้างเม็ดสีผิวโดยผ่านการยับยั้งเอนไซม์ Tyrosinase ในระดับหลอดทดลอง (Arch Pharm Res. 1999 Jun;22(3):232-6.) และ การทดสอบในอาสาสมัครพบว่าสูตรผสมของ Aloesin และ Arbutin ร่วมกันจะช่วยปกป้องไม่ผิวสีผิวเข้มขึ้นเมื่อสัมผัสรังสี UV ได้ดีกว่าการใช้อย่างใดอย่างหนึ่งแบบเดี่ยวๆ (Clin Exp Dermatol. 2002;27(6):513-5.)
  • กลุ่มสีน้ำตาล เป็นกลุ่มของไขมันที่ช่วยทดแทนไขมันที่เป็น Barrier ผิว ได้แก่ น้ำมันจาก Borage และเมล็ดองุ่น ซึ่งอุดมด้วยกรดไขมันจำเป็น ร่วมกับ Ceramide 3 ชนิด คือ Ceramide 3, Ceramide 1 และ Ceramide 6 และ Phytosphingosine ที่เป็นสารตั้งต้นในการสังเคราะห์ Ceramide ได้ นอกจากนี้ ข้อมูลจากผู้ผลิตวัตถุดิบระบุว่าสารนี้มีคุณสมบัติลดการอักเสบ ลดรอยแดงจากสิว และลดการเกิดสิวได้ (Sphingosine, Evonik Industry)
  • กลุ่มสีฟ้า เป็นสารออกฤทธิ์อื่นๆ ได้แก่
    • Panthenol หรือโปรวิตามินบี 5 นอกจากคุณสมบัติในการเพิ่มความชุ่มชื้นแล้ว นางยังมีประโยชน์ด้านการลดการอักเสบและระคายเคืองในผิว
    • Sodium lactate และ Sodium PCA จัดเป็นสารในกลุ่ม Natural moisturizing factor หรือ NMF มีคุณสมบัติช่วยในการเก็บกักน้ำของผิว
    • สารสกัดจากใบ Blackberry (Rubus villosus leaf extract) เป็น Astringent ช่วยกระชับรูขุมขน ควบคุมความมัน และเป็น antioxidant
    • สารสกัดจากชาเขียว เป็น Antioxidant
    • Tocopheryl acetate เป็นรูปแบบหนึ่งของวิตามินอี เป็น Antioxidant และช่วยปกป้องสารบำรุงอื่นๆในผลิตภัณฑ์ไม่ให้เสื่อมสภาพ
    • Decarboxy carnosine HCl มีชื่อทางการค้าว่า Alistin เป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่มีฤทธิ์แรง ผู้ผลิตวัตถุดิบ Claim ว่า มีคุณสมบัติเพิ่มความยืดหยุ่นของผิว เพิ่มการสังเคราะห์คอลลาเจน ลดการอักเสบ ลดริ้วรอย และที่สำคัญคือ สารนี้มีประโยชน์ช่วยปกป้องเซลล์ผิวจากกระบวนการ Glycation (การที่น้ำตาลเข้ามาจับกับโปรตีนในผิว แล้วมีผลต่อการทำงานของผิว เช่น ถ้าจับกับคอลลาเจน จะทำให้ความยืดหยุ่นของผิวลดลง ปฏิกิริยานี้มักจะพบมากขึ้นเมื่อเรามีอายุเพิ่มขึ้น เป็นสาเหตุหนึ่งของความแก่ ผิวไม่ยืดหยุ่นและริ้วรอย)
    • Sodium hyaluronate มีคุณสมบัติเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิว
    • Allantoin ลดการอักเสบและระคายเคือง และให้ความรู้สึกสบายผิว
    • Arginine เป็นกรดอะมิโนชนิดหนึ่ง ทำหน้าที่เป็น NMF และมีประโยชน์ในการเสริมกระบวนการสมานแผล (Wound healing) ของผิว
    • Actinidia polygama fruit extract สารสกัดจาก Silver vine มีรายงานการวิจัยเกี่ยวกับคุณสมบัติในการต้านการอักเสบ (Arch Pharm Res. 2003;26(12):1061-6.) ข้อมูลจากผู้ผลิตวัตถุดิบระบุว่าสารสกัดนี้ให้ผลเกี่ยวกับการลดริ้วรอยได้โดยไปต่อต้านการเกิด Glycation ของโปรตีน
    • Sodium citrate มีประโยชน์ในการเพิ่มความชุ่มชื้น
  1. กลุ่มเนื้อหลัก (Base)

ตัวเซรั่มมาในเบสแบบน้ำนม หรือ Emulsion ที่ประกอบด้วย น้ำ น้ำมัน และซิลิโคนอยู่เล็กน้อย

  • กลุ่มของน้ำ มี น้ำ และสาร Glycerin, Butylene glycol และ Propylene glycol ที่ช่วยดูดน้ำเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิวแต่มี alcohol ติดมาท้ายๆ เข้าใจว่าน่าจะติดมากับวัตถุดิบอื่นในตำรับ
  • กลุ่มของน้ำมัน ได้แก่ Squalane ร่วมกับกลุ่ม น้ำมันจากธรรมชาติที่เป็นอักษรสีน้ำตาลที่ได้กล่าวไปด้านบน และ Isohexadecane ที่เป็นน้ำมันสังเคราะห์เนื้อบางเบา
  • กลุ่มของซิลิโคน ได้แก่ Cyclomethicone ที่ระเหยได้ ให้สัมผัสบางเบา และ Dimethicone ที่เคลือบผิวปกป้องและรักษาความชุ่มชื้น
  1. สารปรุงแต่งอื่นๆ (Additives) มีอยู่เท่าที่จำเป็น ได้แก่
  • กลุ่มสารเพิ่มความหนืด ได้แก่Sodium acrylate/sodium acryloyldimethyl taurate copolymer ตัวนี้เป็นทั้งสารเพิ่มความหนืด และช่วยผสานน้ำกับน้ำมันให้เข้ากันได้ กับ Carbomer และ xanthan gum
  • Dextrin เป็นสารกลุ่ม Polysaccharide ที่ละลายน้ำได้ ทำหน้าที่เป็น emulsifier และช่วยเพิ่มการละลายของสารบางชนิด และช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นกับให้ความรู้สึกสบายผิว
  • Emulsifier หรือ สารที่เชื่อมผสานน้ำกับน้ำมันให้เข้ากัน เป็น Tween 80 และ Sodium lauroyl lactylate
  • ตัวที่ใช้ทำ Liposome ประจุบวก น่าจะเป็น Lecithin กับ Behentrimonium chloride
  • สารกันเสียและสารจับโลหะ มี Phenoxyethanol และ Ethylhexylglycerin ร่วมกับ Disodium EDTA เป็นตัวอิออนจับโลหะ ช่วยเสริมความคงตัวของสารกันเสีย

 

แวะมาสรุปอีกรอบก่อนไปให้คะแนนนะคะ

ในด้านของกลุ่มสาร Whitening Genwhite เป็นเซรั่มที่ใส่สารที่มีประโยชน์ด้าน Whitening ที่ออกฤทธิ์เสริมกันผ่านหลายกลไก และสารที่ใช้มีรายงานการวิจัยรองรับถึงประสิทธิภาพ

ไม่ใช่แค่นั้น นางยังเซรั่มที่ไม่ได้ทำมาแค่ Whitening ธรรมดา แต่ยังเสริมสารบำรุงอีกหลายกลุ่ม คือ สารไขมันที่ช่วยฟื้นฟู Barrier ผิว สารต่อต้านกระบวนการ Glycation ซึ่งทำให้เกิดความแก่ พวก Antioxidant ชะลอวัย สารลดการอักเสบและระคายเคือง และสารเพิ่มความชุ่มชื้น

 

ให้คะแนน

  1. สารบำรุง มีส่วนผสมของสารบำรุงค่อนข้างอัดแน่น ให้ประโยชน์หลายด้านไม่ว่าจะเป็น Whitening, ชะลอวัย ต่อต้านการ Glycation ฟื้นฟู Barrier ผิว เพิ่มความชุ่มชื้น และลดการอักเสบและระคายเคือง และยังมีเทคโนโลยี Cationic liposome เพื่อช่วยการนำส่งสาร 4-N-butyl resorcinol จุดนี้ถือว่าทำมาได้ค่อนข้างครบ ให้ไป 5 ฟลาสก์
  2. ส่วนผสมอื่นๆ ตัวเบสทำมาได้ค่อนข้างดี และสารปรุงแต่งก็ไม่มีพิษมีภัยอะไร แต่มี Alcohol ติดมา ก็จำเป็นต้องหักคะแนนเพื่อความยุติธรรม ในจุดนี้ส่วนตัวมี่ผิวแห้งก็ใช้ได้ ใช้มาร่วมเดือนก็ไม่ได้มีปัญหาอะไรนะคะ ให้ไป 4 ฟลาสก์
  3. การใช้งาน Genwhite เป็นเซรั่มที่ทำมาได้เนื้อบางเบา มีสัมผัสนิ่มนวล ไม่เหนอะหนะ ในด้านความชุ่มชื้น ส่วนตัวมี่ผิวแห้ง อาจจะยังไม่ค่อยพอสำหรับช่วงนี้พอดีเป็นหน้าหนาวเนอะ แล้วเราก็อยู่เป็นสาวเหนือ มันจะแห้งหน่อยๆ ต้องหาครีมมอยส์เจอร์ไรเซอร์อื่นมาเสริมทับอีกชั้นหนึ่ง ส่วนตัวมี่ลองอันนี้มาเกือบเดือน ถ้าให้ไล่ลำดับ สิ่งแรกที่สัมผัสได้คือเรื่องของผิวนุ่ม และที่สำคัญปีนี้ผิวไม่ลอกนะคะ รองพื้นยังแน่นเหมือนเดิม เรื่องผิวนุ่ม ชุ่มชื้นนี่ประมาณ 3 – 5 วันก็เริ่มสัมผัสได้แล้วค่ะ ส่วนเรื่อง Whitening มันจะไม่ได้ขาวแบบเว่อร์วัง ไม่ได้ทาปุ๊บขาวปั๊บ แต่นางจะเน้นค่อยๆปรับสีผิวให้สม่ำเสมอ โดยเฉพาะตรงจุดด่างดำ ก็มีคนทักอยู่ว่าช่วงนี้ดูมีออร่า ดูมี Complexion ที่ดีขึ้น ดูสุขภาพดีขึ้นค่ะ ถือว่าประทับใจกับผลที่ได้อยู่ค่ะ ให้ไป 5 ฟลาสก์

 

คะแนน kene

สุดท้ายนี้ต้องขอขอบคุณทางแบรนด์ Kene ด้วยนะคะ ที่ส่งผลิตภัณฑ์ดีๆมาให้มี่ได้ทดลองใช้ และขอบคุณทุกๆท่านด้วยค่ะที่ติดตามรับชมมาจนจบ

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ทางแบรนด์ Kene ได้โดยตรงเลยนะคะ

https://www.facebook.com/KeneThailand/

https://kene.co.th/

 

พบกันใหม่โอกาสถัดไป สำหรับวันนี้สวัสดีค่ะ

Disclaimer/conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากทางแบรนด์ Kene การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสมตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล และผู้เขียนไม่ได้มีผลประโยชน์ใดๆในการขายสินค้า โปรดใช้วิจารณญาณ

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s