Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสม ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวสารพัดประโยชน์ (Multi-functional) เป็นบำรุงก็ได้ เมคอัพไพรม์เมอร์ก็ดี จากแบรนด์ DYPT กับ DYPT Plump da face

สวัสดีค่ะ

วันนี้มี่มีรีวิวผลิตภัณฑ์ที่น่าสนใจมาฝากกันอีกแล้วค่ะ

ช่วงนี้ในวงการเครื่องสำอาง กระแส Multi-functional product กำลังมาแรงเลยค่ะ

ว่าแต่ Multi-functional product คืออะไร?

เราสามารถแบ่งกลุ่มของ Multi-functional product ได้เป็น 2 แบบ ค่ะ คือ

  1. ผลิตภัณฑ์ที่มีหลายๆคุณสมบัติในชิ้นเดียวกัน เช่น Anti-aging + Whitening + Moisturizing ในขวดเดียว
  2. ผลิตภัณฑ์ที่รวมเอาผลิตภัณฑ์หลายๆอย่างมารวมกันเป็นผลิตภัณฑ์เดียว เช่น Cleanser + Toner หรือ Toner + Serum + Lotion + Cream + Sunscreen เป็นต้น

 

ผลิตภัณฑ์นี้เกิดมาจากฝั่งญี่ปุ่น โดยทำมาตอบโจทย์ Lifestyle ที่เร่งรีบของคนญี่ปุ่นเค้า ต่อมาหลายๆที่เห็นว่าเหมาะ ก็เลยทำกันออกมาหลายตัว หลายประเทศเลย

 

อย่างวันนี้ผลิตภัณฑ์ที่มี่ได้มา มาจากทางแบรนด์ DYPT (ดิพท์) ซึ่งเป็นคำในภาษา Norwegian ที่แปลว่า deeply และ สื่อถึง ความใส่ใจดูแลลูกค้าและการบำรุงอย่างล้าลึก

ผลิตภัณฑ์ที่มี่ได้รับมาคือ DYPT Plump da face ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์มอยส์เจอไรเซอร์แบบ Multi-functional คือ

  1. Moisturizer สามารถใช้ได้ทั้งเช้าและเย็น
  2. Sleeping mask ถ้าใครเร่งรีบ อาจนำเอามาเป็น Sleeping mask แทนค่ะ
  3. Primer ทางแบรนด์เคลมว่า ในส่วนผสมมีสารสกัดจากเยื่อเห็ดที่มีประโยชน์ในการกระชับรูขุมขนและควบคุมความมัน และมีส่วนผสมที่มีลักษณะเคลือบ film บางๆบนผิว คล้าย Primer ที่ช่วยให้เมคอัพติดทนนานมากขึ้น
  4. Mixer/Diluent เอามาผสมกับรองพื้น เพื่อให้ได้เนื้อที่บางเบามากขึ้น และชุ่มชื้นมากขึ้น อารมณ์เป็น Tinted moisturizer

 

หน้าตาเป็นแบบนี้นะคะ

dypt 4.JPG

ตัวแพคเกจมาในขวดปั๊มแบบอคริลิกสีขาวมุกค่ะ

dypt 5

ถึงจะเป็นแบบขวดปั๊ม แต่เมื่อปั๊มออกมาเนื้อที่ได้จะค่อนข้างข้นคล้ายครีมค่ะ มีกลิ่นหอมอ่อนๆ

dypt 1

เกลี่ยได้ค่อนข้างง่าย ให้สัมผัสบางเบา ไม่เหนอะหนะ ช่วงแรกอาจจะค่อนข้างเงานิดหน่อย แต่พอทิ้งไว้ซักพักก็จะรู้สึกสบายผิวดี เราจะรู้สึกว่ามีฟิล์มบางๆเคลือบผิวอยู่ เหมือนที่ทางแบรนด์เคลมไว้ค่ะ

dypt 2

ค่า pH อยู่ที่ราวๆ 5 – 6 ซึ่งถือว่าใกล้เคียงกับผิวดีค่ะ

dypt 3

สำหรับส่วนผสมเป็นดังนี้นะคะ

สผส DYPT

จากส่วนผสมวันนี้ดูแล้วหลากสีเนอะ

 

  • ประเดิมที่สีน้ำเงิน สารสกัดจากเห็ด Fomes ตัวนี้ทางผู้ผลิตวัตถุดิบเคลมว่า มีประโยชน์ในการกระชับรูขุมขนควบคุมความมัน
  • สีม่วง เป็นกลุ่มของไขมันที่มีประโยชน์ในการฟื้นฟู Barrier ผิว ได้แก่
    • Squalane เคลือบผิวช่วยปกป้องและเก็บความชุ่มชื้นของผิว
    • Cholesterol, Ceramide และ กรดไขมันจากมะกอก เป็นสารตั้งต้นของไขมันใน Barrier ผิว มีประโยชน์ในการเสริมสร้างและฟื้นฟู Barrier ผิว ช่วยให้ผิวแข็งแรง เก็บน้ำได้ดี
  • สีเขียว เป็นกลุ่มของสารบำรุงที่ใช้เทคโนโลยีการหมัก ซึ่งในการหมัก จุลินทรีย์จะเปลี่ยนแปลงสารในพืชให้มีขนาดเล็กลง ออกฤทธิ์ได้ดีขึ้น สูตรผสมระหว่าง Lactobacillus/Soybean Ferment Extract, Saccharomyces/Viscum Album Ferment Extract และ Saccharomyces/Imperata Cylindrica Root Ferment Extract เป็นวัตถุดิบนำเข้าจากเกาหลี ผู้ผลิตวัตถุดิบเคลมว่า มีคุณสมบัติในการต่อต้านเชื้อแบคทีเรีย เสริมความชุ่มชื้น เสริมการสมานแผล และเป็น anti-oxidant
  • สีน้ำตาล เป็นกลุ่มของสารที่มีประโยชน์ในการชะลอวัย ลดเลือนริ้วรอย
    • Artemia extract น่าจะหมายถึงวัตถุดิบสารสกัดจากแพลงตอน ที่มีชื่อทางการค้าว่า GP4G ที่นำเข้ามาจากอเมริกา ผลการทดสอบในระดับหลอดทดลองของผู้ผลิตวัตถุดิบรายงานว่า วัตถุดิบนี้ช่วยเสริมการสร้างโปตีน Keratin ของผิว ปกป้องผิวจากความเครียด และรังสี UVB กับ Infrared เสริมการสร้างคอลลาเจน และ Fibronectin ในผิว และลดการอักเสบระคายเคือง จึงมีประโยชน์ในการปกป้องผิวจากอันตรายต่างๆในสิ่งแวดล้อม
    • Acetyl hexapeptide-8 มีชื่อทางการค้าว่า Argireline ออกฤทธิ์ผ่านระบบประสาท NMJ ทำให้กล้ามเนื้อที่หดตัวเกิดเป็นริ้วรอยคลายตัว เมื่อทาจะทำให้รู้สึกว่าผิวเรียบตึงขึ้นทันที แต่ผลนี้อยู่ไม่นาน
    • Palmitoyl peptapeptide-4 มีชื่อทางการค้าว่า Matrixyl ออกฤทธิ์กระตุ้นการสังเคราะห์คอลลาเจน อิลาสติน และ Glycosaminoglycan ในผิว และมีโครงสร้างที่คล้ายกับ Precursor ของ Collagen type I ตัวนี้มีงานวิจัยตีพิมพ์ในวารสารทางวิชาการรองรับ (Int J Cosmet Sci. 2005;27(3):155-60)
  • สีฟ้า คือสารบำรุงอื่นๆ ได้แก่ วิตามินบี 3, Allantoin, Biosaccharide gum 1 และ Sodium hyaluronate ที่มีประโยชน์โดยรวมไปในทางด้านการลดการอักเสบระคายเคือง เพิ่มความชุ่มชื้น

 

โดยสรุป สารบำรุงมีด้วยกันหลายชนิด เสริมประโยชน์หลายด้าน ไม่ว่าจะเป็น เพิ่มความชุ่มชื้น ฟื้นฟู Barrier ผิว รวมไปถึงด้านชะลอวัย ลดเลือนริ้วรอย กระชับรูขุมขน ควบคุมความมัน และลดการอักเสบระคายเคือง

ในตัวเบส เป็นเบสแบบอิมัลชั่น ประกอบด้วยน้ำและน้ำมัน ไม่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ และซิลิโคน (ตัว Hydrated silica เป็นวัตถุดิบจากแร่ธาตุ Silica มีประโยชน์ในการเพิ่มเนื้อ เพิ่มความหนืดให้แก่ผลิตภัณฑ์)

 

แต่ สารสีแดง Ethylhexyl stearate ตัวนี้เป็นสารไขมันประเภท Fatty ester ที่ช่วยให้ความรู้สึกลื่นผิว อาจมีความเสี่ยงในการเกิดการอุดตันได้ในบางคน ซึ่งส่วนตัวมี่ใช้มาประมาณ 2 – 3 สัปดาห์ ก็ไม่ได้มีปัญหาอะไรค่ะ

 

มาให้คะแนนดีกว่า

  1. สารบำรุง ทำมาได้ค่อนข้างดี มีประโยชน์กับผิวหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็น เพิ่มความชุ่มชื้น ฟื้นฟู Barrier ผิว รวมไปถึงด้านชะลอวัย ลดเลือนริ้วรอย กระชับรูขุมขน ควบคุมความมัน และลดการอักเสบระคายเคือง สารหลายๆตัวเคยมีการศึกษาและตีพิมพ์ในวารสารวิชาการ จุดนี้ขอให้ 5 ฟลาสก์
  2. ส่วนผสมอื่นๆ ตัวเบสทำมาได้ค่อนข้างดี มาในเบสแบบอิมัลชั่น ประกอบด้วยน้ำและน้ำมัน ไม่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ และซิลิโคน ที่สำคัญคือ นางไม่ได้ใช้ Mineral oil โดยเลี่ยงไปใช้ Fatty ester ที่ชื่อ Heptyl undecylenate ตัวนี้เราไม่ค่อยเจอเท่าไหร่ นางเป็นสารที่มีความบางเบา สามารถลดความเหนอะหนะของออยล์อื่นในสูตรได้ และไม่มีส่วนผสมของพาราเบน หรือสารอื่นที่ไม่เป็นมิตรกับผิว แต่จุดที่ต้องหักคะแนนคือ Ethylhexyl stearate ที่อาจจะเพิ่มความเสี่ยงในการอุดตันรูขุมขนได้ในบางคน แต่ส่วนตัวมี่ใช้แล้วไม่ได้มีปัญหาอะไร ให้ไป 4 ฟลาสก์
  3. การใช้งาน ความชอบส่วนตัวอยู่ที่ตัวเนื้อครีมมีกลิ่นค่อนข้างโดนจริตเราอยู่ในระดับหนึ่ง เนื้อครีมเกลี่ยง่าย บางเบา แต่ด้วยความคุมมันของนาง ทำให้เรารู้สึกว่าตอนช่วงบ่ายๆ บริเวณแก้มจะแห้งนิดหน่อย ส่วน T-zone นั้นยัง Fresh เป็นปกติดี เรื่องการเป็น Primer ที่ทางแบรนด์เคลม ก็ถือว่าทำมาได้ดีค่ะ เพราะคุณสมบัติเรื่องการคุมมันนี่เอง ช่วงที่ใช้เราก็จะรู้สึกสบายผิวดี ส่วนเรื่องริ้วรอย และไวท์เทนนิ่ง มี่ลองใช้มาแค่ราวๆ 3 อาทิตย์ + ผิวมี่ไม่ค่อยมีปัญหาจุดด่างดำ + ริ้วรอยในช่วงนี้เลยขอข้ามตรงนี้ไป แต่ด้วยส่วนผสมที่ใส่มา ถือว่า Target ปัญหาสำหรับ Pre-aging และ Aging skin ได้ค่อนข้างดีค่ะ จัดไป 4 ฟลาสก์

 

คะแนน dypt

สุดท้ายนี้ต้องขอขอบคุณทางแบรนด์ DYPT ด้วยนะคะที่ส่งผลิตภัณฑ์ดีๆมาให้มี่ได้ทดลองใช้ และขอบคุณทุกท่านด้วยค่ะที่ติดตามรับชมมาจนจบ

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ทางแบรนด์โดยตรงเลยนะคะ

Facebook https://www.facebook.com/Dyptcosmetics.thailand/

Instagram dyptcosmeticsthailand

 

พบกันใหม่โอกาสถัดไป สำหรับวันนี้สวัสดีค่ะ

Disclaimer/conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากทางแบรนด์ DYPT การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสมตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล และผู้เขียนไม่ได้มีผลประโยชน์ใดๆในการขายสินค้า โปรดใช้วิจารณญาณ

Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสมเซรั่มมอยส์เจอไรเซอร์แบรนด์ไทยที่มีส่วนผสมของไขมันที่เป็นองค์ประกอบของ Barrier ผิว กับ Provamed Derma soothing cream

สวัสดีค่ะ

วันนี้มี่มีรีวิวส่วนผสมของครีมที่มีประโยชน์ในการเสริมสร้าง Barrier ผิวมาฝากกันค่ะ

 

ถ้าเราพูดถึง Barrier ผิว นางเป็นส่วนสำคัญที่ปกป้องผิวจากอันตรายต่างๆภายนอก และปกป้องไม่ให้สารต่างๆที่มีประโยชน์ในผิวหลุดรอดออกไป

Barrier ผิว ประกอบด้วยองค์ประกอบ 3 อย่างค่ะ คือ

  1. สารโมเลกุลเล็กที่ชอบน้ำ ทำหน้าที่ดุดจับน้ำเอาไว้ เราเรียก Natural moisturizing factor หรือ NMF
  2. ไขมันระหว่างเซลล์ผิวในชั้นนอกสุด หรือ Stratum corneum
  3. การเรียงตัวแบบซับซ้อนของเซลล์ผิวในชั้น Startum corneum

ดาวน์โหลด.jpg

(Image from http://www.blackboxcosmeticsblog.com/blog/2017/2/7/what-is-the-acid-mantle-and-why-you-should-be-using-a-sulphate-free-face-wash-to-protect-it)

 

โดยว่ากันว่าองค์ประกอบที่สำคัญที่สุดในการเป็น Barrier ผิวก็คือไขมันค่ะ

โดยเจ้าไขมันนี้ เราอาจจะเข้าใจผิดว่า มันสร้างมาจากต่อมไขมัน ซึ่งจริงๆไม่ใช่ นางเป็นคนละกลุ่มกันค่ะ ไขมันที่เป็น Barrier ผิวนี่จะถูกสร้างที่ผิวชั้นหนังกำพร้าด้านใน ส่วนไขมัน Sebum ที่ทำให้เราหน้ามันเยิ้มนี่สร้างมาจากต่อมไขมัน

คนผิวมัน คือ มี Sebum เยอะ แต่ไขมันที่เป็นองค์ประกอบของ Barrier ผิวอาจจะน้อยก็ได้ ถ้าไขมันที่เป็น Barrier ผิวน้อย ผิวเราก็จะมีกลไกในการรักษาความชุ่มชื้น และกลไกในการปกป้องตัวเองจากสิ่งต่างๆภายนอกได้ลดลง ผิวก็มีสิทธิขาดน้ำ หรือ มีลักษณะบอบบางแพ้ง่ายได้

ไขมันที่เป็นองค์ประกอบของ Barrier ผิวประกอบขึ้นจากไขมันสำคัญ 3 ชนิด ได้แก่

  1. Ceramide
  2. Cholesterol
  3. Fatty acid

ทางหนึ่งในการฟื้นฟู Barrier ผิว ก็คือการใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของไขมันทั้ง 3 ประเภท ในสัดส่วนเท่ากัน (วัดเป็นความเข้มข้นโดยโมล) แต่ในทางปฏิบัติเรามักจะไม่ทราบว่าเขาใส่มาเท่าไหร่ ก็เลือกโดยดูจากส่วนผสมเอา ถ้ามีครบ 3 ประเภทก็คือจบ โดยบางที Fatty acid หลายๆแบรนด์ เลือกใช้ในรูปแบบของน้ำมันจากพืชค่ะ แต่บางแบรนด์ก็ใช้ในรูปแบบของ Fatty acid อิสระ

 

เกริ่นมาซะยืดยาว มาเข้าเรื่องของเรากันดีกว่าค่ะ

ผลิตภัณฑ์ที่มี่นำมารีวิววันนี้เป็นผลิตภัณฑ์ตัวใหม่จากแบรนด์ Provamed แบรนด์เวชสำอางแบรนด์ดังของไทยแบรนด์หนึ่งนั่นเองค่ะ แบรนด์นี้เราเจอได้ในร้านยาทั่วไปเลยนะคะ คุณเภสัชเองเค้าก็ชอบแนะนำแบรนด์นี้อยู่ค่ะ

ตอนนี้ทางแบรนด์พึ่ง Launch ผลิตภัณฑ์ในในไลน์ใหม่ Derma soothing ออกมาค่ะ

หน้าตาของ Product ใหม่เป็นดังนี้ค่ะ

prov 4

ตัวแพคเกจจริงมาในรูปแบบหลอดค่ะ

prov 7

ที่บนกล่องจะมีเคลมเรื่องของ A.T.O. defense system ซึ่งหมายถึง Active optimized system ที่เป็นการเลือกสรรวัตถุดิบต่างๆมาเพื่อเสริมฤทธิ์กันได้อย่างลงตัว

prov 5prov 6

เนื้อครีมเป็นครีมสีขาว ค่อนข้างบางเบา ถ้าเทียบกับผลิตภัณฑ์อื่นๆในกลุ่มครีมเสริมสร้าง Barrier ผิวด้วยกัน จึงน่าจะเหมาะกับทุกสภาพผิว

 

prov 1

เกลี่ยได้ง่าย ซึมผิวไว ไม่เหนียวเหนอะหนะ

prov 2

ค่า pH อยู่ที่ราวๆ 5 – 6 นะคะ ซึ่งถือว่าใกล้เคียงกับผิวดี

prov 3

สำหรับส่วนผสมเรียกได้เลยว่า มาแบบจัดเต็ม เลือกส่วนผสมที่ออกฤทธิ์เสริมกันได้อย่างลงตัว Target ทุกปัญหาของผิวบอบบางแพ้ง่าย

ส่วนผสมเป็นดังนี้ค่ะ

ส่วนผสม prova

วันนี้ขอรีวิวแบบวิเคราะห์จัดเต็มเลยนะคะ

ถ้าเราพิจารณากันจะพบว่าผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางแทบทุกชนิดจะประกอบด้วยส่วนหลักๆ 3 ส่วน คือ

  1. Actives คือ สารบำรุง เป็นส่วนที่ทำให้เครื่องสำอางมีคุณสมบัติที่ดี รวมไปถึงมีประโยชน์ทางชีวภาพ
  2. Base คือ เนื้อหลักของผลิตภัณฑ์ บางทีอาจเรียกว่า Vehicle
  3. Additive คือ สารที่ช่วยเสริมให้ผลิตภัณฑ์มีคุณสมบัติที่ดี มีความน่าใช้ และมีความปลอดภัย

 

รายละเอียดส่วนผสมแต่ละตัวเป็นดังนี้ค่ะ

  1. Actives หรือ สารบำรุง วันนี้มี่ทำไว้หลายสี ตาม Code ของสารบำรุงที่ทางแบรนด์เลือกใช้มานะคะ
  • เปิดด้วยสีเขียวก่อนนะคะ สูตรผสมของ Octyldodecanol, Ribes Nigrum (Black Currant) Seed Oil, Helianthus Annuus (Sunflower) Seed Oil Unsaponifiables, Cardiospermum Halicacabum Flower/Leaf/Vine Extract, Tocopherol, Helianthus Annuus (Sunflower) Seed Oil, Rosmarinus Officinalis (Rosemary) Leaf Extract เป็นวัตถุดิบที่มีชื่อว่า Defensil-Plus ซึ่งเป็นวัตถุดิบนำเข้ามาจากประเทศสวิตเซอร์แลนด์ วัตถุดิบนี้มีเคลมเกี่ยวกับคุณสมบัติในการลดการอักเสบ เสริมสร้างและฟื้นฟู Barrier ผิวให้แข็งแรง ทางผู้ผลิตวัตถุดิบมีการทดสอบทั้งในระดับหลอดทดลอง และในระดับอาสาสมัคร พบว่ามีประโยชน์ที่ดีในการลดการอักเสบ การแพ้ Soothing (ปลอบประโลมให้ความรู้สึกสบายผิว) ลดรอยแดง ลดการระเหยของน้ำจากผิว (ลด TEWL) รวมถึงมีผลการทดสอบในอาสาสมัครที่เป็นโรคผิวหนังอักเสบ Atopic พบว่าให้ผลดีเช่นกัน

defensil

(Image from Rahn AG)

  • สีฟ้า สูตรผสมของ Ceramide 3; Ceramide 6 II; Ceramide 1; Phytosphingosine; Cholesterol; Sodium Lauroyl Lactylate; Carbomer; Xanthan Gum เป็นวัตถุดิบ Ceramide Mix ที่นำเข้ามาจากเยอรมัน ซึ่งเป็นสูตรผสมของไขมันที่เป็นองค์ประกอบของ Barrier ผิวรวมกัน โดยเน้นไปที่ Ceramides เป็นหลัก เสริมมาด้วย Cholesterol ถ้าเอาไปรวมกับน้ำมันจากพืชอื่นๆที่ใส่เข้ามา ผลิตภัณฑืนี้คือมีส่วนประกอบของ Barrier ผิวครบถ้วนสมบูรณ์ วัตถุดิบนี้มีการศึกษาในผิวหนังที่เอามาเพาะเลี้ยงในหลอดทดลอง พบว่า สามารถเพิ่มการดูดซึม Ceramide ต่างๆลงไปในผิวได้ดีกว่า
  • สีชมพู สูตรผสมของ Glycerin, Aqua, Disodium Adenosine Triphosphate, Carica Papaya Fruit Extract, Phenoxyethanol, Algin, Sodium Hydroxide คือวัตถุดิบ Hydractin นำเข้ามาจากสวิตเซอร์แลนด์เช่นกัน ผู้ผลิตวัตถุดิบเคลมว่า ปรับสมดุลความชุ่มน้ำของผิวหนังชั้นนอก (Epidermis) มีประโยชน์กับผิวหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นการเสริมความชุ่มชื้น ผลัดผิวอย่างอ่อนโยน ลดการเกิดผิวแห้งเป็นขุย มีการทดสอบในอาสาสมัครพบว่าสารนี้สามารถเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิวได้ดี

rahn

(Image from Rahn AG)

  • สีน้ำตาล ได้แก่
    • Squalane ตัวนี้เป็นไขมันที่เลียนแบบไขมัน Squalene ที่เป็นองค์ประกอบของ Sebum นางจะทำหน้าที่เคลือบปกป้องผิวรักษาความชุ่มชื้น ทางแบรนด์เคลมว่า ใช้เป็นวัตถุดิบธรรมชาติที่แยกออกมาจากมะกอก นำเข้ามาจากฝรั่งเศส
    • น้ำมันสกัดจากถั่วดาวอินคาออร์แกนิค (Plukenetia volubilis seed oil) อุดมไปด้วยกรดไขมันจำเป็น Omega 3 และ 6 ช่วยให้ความชุ่มชื้น และเสริมกรดไขมันจำเป็นให้แก่ผิว ทางผู้ผลิตวัตถุดิบมีการทดสอบในระดับหลอดทดลองพบว่า สามารถเสริมการแบ่งตัวเพิ่มจำนวนของเซลล์ผิว และการทดสอบในอาสาสมัครพบว่า มีประโยชน์ทำให้ผิวหนังยืดหยุ่นขึ้น

green 1

(Image from Greentech)

green 2

(Image from Greentech)

  • สีน้ำเงิน เป็นกลุ่มของสารลดการอักเสบและระคายเคือง ใส่มาด้วยกันหลายตัว ดังนี้
    • Panthenol หรือ โปรวิตามินบี 5 ซึ่งคุณสมบัติในการเป็น Moisturizer ของ Panthenol มีรายงานตีพิมพ์รองรับ คือ สามารถช่วยเพิ่มความสมบูรณ์ของผิวหนัง ช่วยลดการระเหยของน้ำออกจากผิว รักษาความชุ่มชื้นให้ผิวได้ (J Cosmet Sci. 2011; 62(4):361-70.) อนุพันธ์ชนิด D-panthenol มีคุณสมบัติลดการอักเสบในผิวได้ดี (Acta Pol Pharm. 2004;61(6):433-7.) การทดสอบเชิงคลินิกพบว่าครีมชนิดน้ำมันที่มีส่วนผสมของ Panthenol ในความเข้มข้น 5% ให้ผลในการลดการอักเสบในเด็กที่เป็นโรคผิวหนังอักเสบ Atopic ได้ดีเทียบเท่า Hydrocortisone 1% ซึ่งเป็นสเตียรอยด์ความแรงอ่อน (J Drugs Dermatol. 2012 Mar;11(3):366-74.) ซึ่งในจุดนี้ทางแบรนด์ใส่มาที่ 5% เทียบเท่าในงานวิจัยนี้เลย
    • Betaine เป็นกรดอะมิโนชนิดพิเศษที่เป็นอนุพันธ์ของ Glycine มีประโยชน์ในการเพิ่มความชุ่มชื้น ให้ความรู้สึกนุ่มเบาสบายผิว และลดความเหนอะหนะของเนื้อครีม
    • Allantoin เป็นสารที่แยกได้จากรากคอมเฟรย์ มีประโยชน์ในการลดการอักเสบและระคายเคือง
    • Bisabolol เป็นสารที่มีคุณสมบัติลดการอักเสบระคายเคือง พบได้ในพืชหลายชนิด เช่น คาโมมายล์ การทดสอบในสัตว์ทดลองพบว่า α-(-)-Bisabolol สามารถกดการสร้างสารก่อการอักเสบได้ (Curr Pharm Biotechnol. 2014;15(2):173-81.) ทางแบรนด์เคลมว่า Bisabolol ที่ใช้ เป็นรูปแบบ α-(-)-Bisabolol ได้จากต้นไม้ในกลุ่ม candeia ประเทศบราซิล ซึ่งให้ฤทธิ์ดีกว่าแบบสังเคราะห์ 25%
  • สารบำรุงอื่นๆ ได้แก่
    • Sodium hyaluronate มีประโยชน์ในการดูดน้ำเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิว
    • Glucose มีประโยชน์ในการดูดน้ำเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิว
  1. ส่วนของเบส มาในเบสชนิดครีมประกอบด้วยส่วนผสมของน้ำ และน้ำมัน ไม่มีส่วนผสมของซิลิโคน และแอลกอฮอล์
    • ส่วนของน้ำ ได้แก่ น้ำ Pentylene glycol, Butylene glycol, Glycerin ซึ่งเป็นสารดูดน้ำเพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่ผิว
    • ส่วนของน้ำมัน ได้แก่ Glyceryl stearate, Cetyl alcohol, Isohexadecane, C12-15 alkyl benzoate, Dicaprylyl carbonate, C14-22 alcohols, และ C12-20 alkyl glycerides
  2. ส่วนผสมอื่นๆ มีอยู่เท่าที่จำเป็น ได้แก่
    • Emulsifier เป็นสารเชื่อมผสานให้น้ำเข้ากับน้ำมันเกิดเป็นเนื้อครีมได้ ได้แก่ PEG-75 stearate, PEG-100 stearate, Ceteth-20, Steareth-20
    • สารจับโลหะ Disodium EDTA มีประโยชน์ในการเพิ่มความคงตัวให้แก่เนื้อครีม และเสริมประสิทธิภาพของสารกันเสีย
    • สารกันเสีย ได้แก่ Phenoxyethanol
    • สารปรับ pH มี Sodium hydroxide บางคนเห็นแล้วอาจจะหวีดร้อง แต่ความจริงคือ ในการปรับ pH จะมีเนื้อสารของ Sodium hydroxide น้อยมาก ไม่มีอันตรายอะไรกับผิว

 

สรุป: ในภาพรวม ส่วนผสมที่ใส่มาทำมาได้ค่อนข้างดีในการเป็นผลิตภัณฑ์เสริมสร้าง Barrier ผิว ช่วยให้ผิวแข็งแรง ด้วยคอนเซปท์ Active optimized ที่อาศัยสารบำรุงทั้ง 3 กลุ่มเข้ามาทำงานร่วมกันอย่างลงตัว ถึงแม้จะเป็นแบรนด์ไทย แต่สารบำรุงส่วนใหญ่นำเข้ามาจากต่างประเทศเลย เรียกได้ว่าเป็น World class quality

ส่วนตัวเบสและส่วนของสารปรุงแต่ง ก็ทำมาได้ดี ไม่มีส่วนผสมของสารที่ไม่เป็นมิตรกับผิวอยู่เลย

 

มาให้คะแนนกันดีกว่าค่ะ

  1. สารบำรุง ในด้านของการเป็นไขมันของ Barrier ผิว ในครีมตัวนี้มีส่วนผสมของ Ceramide, Cholesterol และ Fatty acid อยู่ครบทั้ง 3 ชนิด และเสริมสารบำรุงอื่นๆลงมาเพื่อเสริมฤทธิ์ในการดูแลผิวบอบบางได้เป็นอย่างดี ให้ไป 5 ฟลาสก์
  2. ส่วนผสมอื่นๆ ทำมาได้ค่อนข้างดีทั้งตัวเบส และ สารปรุงแต่ง ไม่มีส่วนผสมของสารที่ไม่เป็นมิตรกับผิว เลยไม่มีที่ให้หักคะแนน ให้ไป 5 ฟลาสก์
  3. การใช้งาน ส่วนตัวมี่มีผิวผสม/แห้ง ตรง T-zone จะค่อนข้างมัน ส่วนตรงแก้มจะแห้ง มี่ลองใช้ครีมตัวนี้ทั้งเช้าเย็นมาได้เกือบๆ 2 สัปดาห์ เรื่องของความเป็นมอยส์เจอไรเซอร์นั้นถือว่าทำมาได้ดีเลย เหมาะกับผิวแห้ง แต่ก็ไม่ได้เหนอะหนะเว่อร์วังจนเกินไป คิดว่าน่าจะเหมาะกับทุกสภาพผิวอยู่ ส่วนเรื่องการอักเสบระคายเคืองนั้น ช่วงนี้มี่ไม่ได้มีอาการนี้ เลยไม่ขอฟันธงให้ค่ะ ถ้าในด้านความประทับใจและความชอบส่วนตัว ขอให้ 5 ฟลาสก์เช่นกันค่ะ

คะแนน prov

สุดท้ายนี้ต้องขอขอบคุณทางแบรนด์ Provamed ด้วยนะคะที่ส่งสินค้าดีๆมาให้ได้ทดลองใช้ และขอบคุณทุกท่านด้วยค่ะที่ติดตามรับชมมาจนจบ

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ทางแบรนด์โดยตรงเลยนะคะ

https://www.facebook.com/Provamedclub/

Home 4

 

สำหรับวันนี้คงต้องลากันไปเท่านี้ พบกันใหม่โอกาสถัดไป สวัสดีค่ะ

 

Disclaimer/conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากทางแบรนด์ Provamed การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสมตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล และผู้เขียนไม่ได้มีผลประโยชน์ใดๆในการขายสินค้า โปรดใช้วิจารณญาณ

Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสม โทนเนอร์สูตรน้ำสำหรับบำรุงผิวหน้า ดูแลปัญหาสิว จากแบรนด์ Scitifique กับเจ้า Acne clarifying Hydrolotion

สวัสดีค่ะ

วันนี้มี่มีรีวิวผลิตภัณฑ์ดีๆจากแบรนด์ Scitifique เจ้าเก่ามาฝากกันนะคะ

แบรนด์ Scitifique นี้เป็นเวชสำอางแบรนด์ไทยที่คิดค้นและพัฒนาสูตรโดยเภสัชกรผู้เชี่ยวชาญและนักวิจัยระดับปริญญาเอกตามกระบวนการคิดและหลักการทางวิทยาศาสตร์ (scientific) ซึ่งเป็นที่มาของชื่อแบรนด์ ส่วนผสมที่ใช้ต้องมีงานวิจัยรองรับและมีความปลอดภัยสูง

มี่เคยอัพรีวิวเซรั่ม Whitening ของเขาไว้ ตามลิงค์นี้เลยค่ะ

https://cosmeknowledge.wordpress.com/2017/07/09/scitifiquewhite/

ขอดึงรูปเก่ามาย้อนอดีตนิดนึง

sci 7

ช่วงนี้มี่ไปได้สินค้าใหม่ของเขา คือ Acne clarifying Hydrolotion ซึ่งเป็นโทนเนอร์สูตรน้ำสำหรับบำรุงผิวหน้า ที่มีส่วนช่วยลดปัญหาผิวมัน และลดการเกิดสิว ด้วยทฤษฎีการเสริม Probiotic ซึ่งเป็นจุลินทรีย์ที่ดีเข้าเพื่อบำรุงผิว พร้อมเสริมสารที่มีคุณสมบัติลดการอักเสบและให้ความรู้สึกสบายผิว และมีน้ำมัน Tea tree ที่มีประโยชน์ในการลดเชื้อสิว

หน้าตาของนางเป็นแบบนี้ค่ะ

sci 1

ในไลน์นี้ทางแบรนด์ทำมาด้วยกัน 2 ขนาด คือ ขนาดทดลอง 20 ml และขนาดปกติ 60 ml ค่ะ

 

ตัวนี้จะเป็นขนาด 60 ml นะคะ

sci 2

ด้านในเป็นจุกรูแบบหยดๆ สามารถหยดใส่สำลีได้สะดวก

 

ส่วนตัวนี้จะเป็นขนาดทดลอง 20 ml ค่ะ

sci 3

 

ตัวโทนเนอร์เป็นแบบน้ำใส สมชื่อ Hydrolotion มีกลิ่นจางๆของ Tea tree oil

sci 4

เช็ดแล้วแห้งสนิท สบายผิว ไม่เหนอะหนะหนักผิว

sci 5

ค่า pH อยู่ที่ประมาณ 4 – 5 ค่ะ

sci 8

ซึ่งถือว่าใกล้เคียงกับผิวดีค่ะ

สำหรับส่วนผสมเป็นดังนี้นะคะ

สผส scitifique

ก่อนไปดูส่วนผสม อยากเล่าให้ฟังถึงสาเหตุของสิวก่อนนะคะ

ปัจจุบันนักวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางเชื่อว่า สิวเป็นภาวะที่เกิดได้จากหลายสาเหตุ และมีหลายปัจจัยเข้าร่วมค่ะ ดังนั้นการดูแลสิว จึงควรดูแลให้ครบทุกปัจจัย กำจัดทุกสาเหตุค่ะ

สาเหตุการเกิดสิว มีทั้งหมด 4 ประการ ได้แก่

  • สภาวะที่ต่อมไขมันแบ่งตัวเพิ่มจำนวนมากเกินไป และสร้างไขมัน Sebum ออกมามากเกินไป
  • เซลล์ผิวหนังในรูขุมขนแบ่งตัวออกมามากเกินไปจนผลัดทิ้งไปไม่ทัน หรือ มีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างไปแบบผิดรูปแบบ ทำให้การผลัดผิวเกิดได้ยาก จนทำให้เกิดการอุดตันขึ้นมาในรูขุมขน
  • เชื้อจุลินทรีย์ Propionibacterium acnes หรือ P. acnes นางเป็นตัวหลักในการเกิดสิว และการอักเสบต่างๆ ส่วนตัวรองๆอย่าง Staphylococcus aureus นั้นสามารถทำให้เกิดหนองได้
  • การอักเสบและปฏิกิริยาทางภูมิคุ้มกันภายในรูขุมขน

 

ดังนั้นการดูแลปัญหาสิว ควรดูแลด้วยผลิตภัณฑ์ที่มีประโยชน์ครอบคลุมทั้ง 4 กลไก ได้แก่

  • ควบคุมความมัน
  • เสริมการผลัดผิว
  • ลดเชื้อจุลินทรีย์
  • ลดการอักเสบ

 

ในด้านการลดเชื้อจุลินทรีย์ ตอนนี้เทรนด์ใหม่ของตลาดเครื่องสำอางคือการเสริมพวก Normal flora คือจุลินทรีย์เจ้าบ้านที่อาศัยอยู่บนผิว พวกนี้เป็นจุลินทรีย์ที่ดี ไม่ก่อโรคในคนที่มีสุขภาพดี นางจะช่วยให้ภูมิคุ้มกันของเราแข็งแรง และช่วยควบคุมประชากรของจุลินทรีย์ที่ไม่ดีไม่ให้มากเกินไปจนก่อโรคได้

 

มาวิเคราะห์ส่วนผสมกันดีกว่านะคะ วันนี้ขอมาแบบจัดเต็มเลยค่ะ

ถ้าเราพิจารณากันจะพบว่าผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางแทบทุกชนิดจะประกอบด้วยส่วนหลักๆ 3 ส่วน คือ

  1. Actives คือ สารบำรุง เป็นส่วนที่ทำให้เครื่องสำอางมีคุณสมบัติที่ดี รวมไปถึงมีประโยชน์ทางชีวภาพ
  2. Base คือ เนื้อหลักของผลิตภัณฑ์ บางทีอาจเรียกว่า Vehicle
  3. Additive คือ สารที่ช่วยเสริมให้ผลิตภัณฑ์มีคุณสมบัติที่ดี มีความน่าใช้ และมีความปลอดภัย

 

รายละเอียดส่วนผสมแต่ละตัว

  1. Actives หรือสารบำรุง วันนี้มี่ทำไว้ 3 เฉดสีค่ะ
  • สีฟ้า Lactobacillus ferment เป็นสารที่ได้จากเพาะเลี้ยงจุลินทรีย์ Lactobacillus ซึ่งเป็นจุลินทรีย์ Probiotic ที่มีประโยชน์กับร่างกาย ข้อมูลจากผู้ผลิตวัตถุดิบระบุว่า ระหว่างการหมักจุลินทรีย์จะมีการเปลี่ยนโครงสร้าง (Biotransformation) กรดไขมันสายชั้นๆที่มีชื่อว่า Undecylenic acid เป็นอนุพันธ์ของ Undecylenates ที่ละลายน้ำได้ เจ้าสารตัวนี้เองที่มีประโยชน์ในการฆ่าเชื้อจุลินทรีย์ที่ไม่ดีอื่นๆ รวมไปถึงเชื้อรา ยีสต์บางชนิดได้ นอกจากนี้อนุพันธ์ที่ละลายน้ำได้ของ Undecylenates ยังมีประโยชน์ในการเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิวได้ไปพร้อมๆกัน
    นอกจากนี้การหมักด้วย Lactobacillus จะได้กรด Lactic acid ออกมาด้วย ซึ่งจะช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่ผิวได้อีกทาง

ซึ่งการหมักพวกนี้ขึ้นอยู่กับแหล่งอาหารของเชื้อด้วย เช่น การเปลี่ยนอาหารที่เอามาหมัก หรือการเปลี่ยนสายพันธ์ของเชื้อที่เอามาหมัก ก็จะได้สารที่มีคุณสมบัติแตกต่างกันออกไปและส่วนมากก็จะเป็นความลับของผู้ผลิตวัตถุดิบที่เขาปิดบังตรงนี้ กันคนมาก๊อปสูตร

การทดสอบในระดับหลอดทดลองพบว่า ส่วนของน้ำ หรือ Medium ที่แยกออกมาจากการหมัก Lactobacillus helveticus NF8 ที่ใช้นมเป็นอาหารเลี้ยงเชื้อ สามารถปกป้องเซลล์ผิวไม่ให้ถูกทำลายด้วยรังสี UVB และป้องกันไม่ให้เซลล์สร้างเม็ดสีสร้างเม็ดสีออกมามากเกินไปเมื่อสัมผัสรังสี UVB Z(J Appl Microbiol. 2017 Aug;123(2):511-523.)

มีบทความทางวิชาการกล่าวว่า การเสริมจุลินทรีย์ Lactobacillus ซึ่งเป็น probiotic ให้ผลดีในการลดการเกิดสิว และโรคผิวหนัง Atopic dermatitis ได้ (Int J Dermatol. 2018 Apr 20. doi: 10.1111/ijd.13972.) แต่อาจจะไม่ได้ตรงกับวัตถุดิบตัวนี้ร้อยเปอร์เซ็นต์ เพราะว่าน่าจะต้องผ่านกรรมวิธีการสกัดออกมา ก็จะเหลือแค่โครงสร้างและสารอาหารที่เชื้อสร้างไว้ ซึ่งมีประโยชน์กับผิวเหมือนกัน แต่อาจจะคนละแบบ ซึ่งจุดนี้ก็พอจะมีรายงานอยู่ว่า เมื่อให้ Lactobacillus ที่ผ่านกรรมวิธีทำลายเชื้อด้วยความร้อน (Heat-killed lactobacillus) ลงไปในผิวหนังสังเคราะห์ พบว่ามีผลทำให้เชื้อจุลินทรีย์ที่ไม่ดี Staphylococcus aureus ซึ่งเป็นตัวการหนึ่งในการทำให้เกิดหนอง เกาะผิวได้น้อยลง จึงมีโอกาสเกิดสิวหนองได้ลดลง และยังมีผลกระตุ้นให้ผิวสร้างเปปไทด์ที่มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อตามธรรมชาติออกมามากขึ้น จึงเป็นกลไกหนึ่งที่ช่วยปกป้องผิวไม่ให้เกิดสิวได้ง่าย (Exp Dermatol. 2018 Jan 30. doi: 10.1111/exd.13504.) ซึ่งให้ผลในทำนองเดียวกับการทดสอบประสิทธิภาพของตำรับโลชั่นที่มี Lactobacillus ที่ผ่านการฆ่าด้วยความร้อน (Heat-killed) ในอาสาสมัครที่เป็นโรคผิวหนังอักเสบ Atopic dermatitis พบว่าให้ผลลดจำนวนเชื้อจุลินทรีย์ Staphylococcus aureus บนผิวได้ และมีอาการอักเสบของผิวที่ลดลง (Clin Cosmet Investig Dermatol. 2017 Jul 3;10:249-257.) การทดสอบในเซลล์เพาะเลี้ยง พบว่า

  • สีเขียว น้ำมันหอมระเหยจาก Tea tree เป็นน้ำมันหอมระเหยที่มีคุณสมบัติในการฆ่าเชื้อก่อสิว มีการศึกษาทางคลินิกรองรับถึงประสิทธิภาพ แต่ใช้ในความเข้มข้น 5% พบว่าให้ผลดีในการลดจำนวนและความรุนแรงของสิวในอาสาสมัคร (Indian J Dermatol Venereol Leprol. 2007;73(1):22-5.)
  • สีชมพู เป็นกลุ่มของสารบำรุงที่มีประโยชน์ในการลดการอักเสบระคายเคือง และให้ความรู้สึกสบายผิว (Soothing effect) ได้แก่
    • Rose water เป็นน้ำที่เหลือจากการกลั่นน้ำมันกุหลาบ ทางแบรนด์เคลมว่าเป็นน้ำกลั่นจากกุหลาบออร์แกนิก มีประโยชน์ในการลดการอักเสบ ระคายเคือง ให้ความรู้สึกสบายผิว และเพิ่มความชุ่มชื้น ตัวข้อมูลจากผู้ผลิตวัตถุดิบกล่าวว่าสามารถเสริมการผลัดเซลล์ผิว จึงมีประโยชน์เสริมในการลดการอุดตันของรูขุมขน
    • สารสกัดจากว่านหางจระเข้ มีประโยชน์ในการเพิ่มความชุ่มชื้น ลดการอักเสบและระคายเคือง รวมไปถึงมีรายงานการวิจัยกล่าวว่าสาร Aloin ที่พบในใบสามารถออกฤทธิ์เป็นสารช่วยให้ผิวขาวได้โดยไปกระตุ้นให้เกิดกระบวนการ Melanin aggregation ทำให้สีผิวจางลง (Planta Med. 2012; 78(8):767-71.) การทดสอบในระดับหลอดทดลองพบว่าสารสกัดจากใบว่านหางจระเข้สามารถลดการอักเสบในผิวผ่านการยับยั้งเอนไซม์ Phospholipase A2 เช่นเดียวกับสารในกลุ่ม Corticosteroid (Lipids Health Dis. 2011;10:30.)
    • Allantoin มีคุณสมบัติในการลดการอักเสบระคายเคืองเช่นกัน
  1. Base หรือ เนื้อหลัก มาในเบสแบบน้ำ ประกอบด้วยน้ำ
  2. Additives หรือ สารปรุงแต่ง มีอยู่เท่าที่จำเป็น คือ
    • สารกันเสีย คือ Phenoxyethanol

 

ในภาพรวมถือว่าเป็นโทนเนอร์เบสน้ำที่ทำมาได้ดี ไม่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ น้ำมัน และซิลิโคน เสริมสารบำรุงที่มีประโยชน์ในการลดเชื้อก่อสิว และลดการอักเสบระคายเคือง รวมไปถึงการลดรอยดำ จากคุณสมบัติ Whitening ของ สารสกัดว่านหางจระเข้ ลดรอยแดงจากสารบำรุงที่มีคุณสมบัติลดการอักเสบ

 

ให้คะแนนกันดีกว่าค่ะ

  1. ส่วนผสม ถ้าพิจารณาตามกลไกในการเกิดสิว ตัวนี้ยัง Target เรื่องสิวได้ไม่ครบถ้วนสมบูรณ์แบบปาเป้าร้อยเปอร์เซ็นต์นัก แต่ก็ถือว่าทำมาได้ดี ด้วยคอนเซปท์ การเสริม Probitoic เข้ามาเพื่อช่วยให้ผิวแข็งแรง สารบำรุงที่ช่วยลดการอักเสบระคายเคืองจะช่วยปลอบประโลมผิว (Soothing effect) ให้เรารู้สึกสบายผิว คนมีสิวไม่ควรจะเจออะไรที่รุนแรงไปอีก เพราะลำพังแค่ยารักษาสิวที่เอามาใช้ก็ทำร้ายผิวในระดับหนึ่งแล้ว คนที่มีผิวแห้งก็สามารถใช้ได้ ไม่ได้หนักหรือแห้งตึงอะไร คนที่ไม่ได้เป็นสิวก็สามารถใช้ได้เพราะมีประโยชน์ด้าน Soothing effect ตัวโทนเนอร์ไม่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ น้ำมัน และซิลิโคน และมีสารส่วนผสมอยู่เท่าที่จำเป็นตามคอนเซปท์ ‘Simple is the best’ จุดนี้ขอให้ 4 ฟลาสก์
  2. การใช้งาน ย่างเข้าหน้าร้อนแล้วส่วนตัวมี่มีผิวผสมค่อนข้างแห้ง จะมันก็แค่จมูกในช่วงบ่ายๆ สามารถใช้โทนเนอร์ตัวนี้ได้เลยในขั้นตอนแรกหลังการล้างหน้า และบำรุงด้วยผลิตภัณฑ์อื่นๆต่อไป สิ่งที่ได้คือเรื่องความรู้สึกสบายผิว เรื่องการควบคุมความมันบริเวณ T-zone ทำมาได้ดีค่ะ ส่วนบริเวณแก้มซึ่งปกติแห้งอยู่แล้วก็ไม่ได้แห้งมากเว่อร์เกินไปเหมือนโดนพวก Witch hazel ส่วนเรื่องสิวช่วงนี้ไม่ได้มีปัญหาสิวเลยยังบอกไม่ได้ เอาขวดเล็กไปให้หลานลอง หลานก็บอกว่าดี นางบอกว่าตอนนางใช้ไปราวๆ อาทิตย์หนึ่งก็รู้สึกว่ามีสิวอักเสบใหม่เกิดขึ้นน้อยลง จุดนี้ขอให้ 5 ฟลาสก์

 

คะแนน sci

สำหรับสนนราคาก็ตกอยู่ที่ ขวดเล็ก 20 ml 250 บาท ส่วนขวดใหญ่ 60 ml 680 บาท คิดเป็นราคา 11.33 บาท/ml

สุดท้ายนี้ขอขอบคุณทางแบรนด์ Scitifique ด้วยนะคะที่ส่งผลิตภัณฑ์ดีๆมาให้มี่ได้ทดลองใช้ และขอบคุณทุกท่านด้วยค่ะที่ติดตามรับชมมาจนจบ

 

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ทางแบรนด์ Scitifique โดยตรงเลยนะคะ

https://www.facebook.com/scitifique/

 

Disclaimer/conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากทางแบรนด์ Scitifique การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสมตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล และผู้เขียนไม่ได้มีผลประโยชน์ใดๆในการขายสินค้า โปรดใช้วิจารณญาณ

Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสมสกินแคร์กลุ่ม Tea tree clearing จากแบรนด์ Scinic จากเกาหลี จุใจทั้งโทนเนอร์ และออยล์แต้มสิว ด้วยพลังน้ำมันหอมระเหยจากธรรมชาติ

สวัสดีค่ะ

สงกรานต์ผ่านไป ทิ้งเอาไว้แต่ความดำ ผิวไหม้แดด ผิวลอก อักเสบ และสิวมากมาย วันนี้เลยขอเอาผลิตภัณฑ์สำหรับดูแลสิวมารีวิวซักหน่อย

เป็นผลิตภัณฑ์จากแบรนด์ Scinic ไซน์นิค เจ้าเก่าของเรานั่นเองค่ะ กับซีรี่ส์ Tea tree clearing ซึ่งมี่ได้มาทั้งหมด 2 ชิ้นค่ะ เป็น Toner และ น้ำมันทีทรีบริสุทธิ์สำหรับแต้มสิว

หน้าตาเป็นแบบนี้นะคะ

tea 1

ขอเริ่มที่ตัวน้ำมันทีทรีก่อนค่ะ

tea 2

นางมาในขวดแก้วแบบหยด อารมณ์คล้ายขวดน้ำมันหอมระเหยทั่วไป

tea 4

มาพร้อมกับคอตตอนบัดส์ปลายแหลม 1 ด้าน เวลาใช้เราก็จะหยดน้ำมันทีทรีที่ปลายคอตตอนบัดส์ แล้วเอาไปแต้มบริเวณสิวค่ะ

tea 5

มีวีดีโอน่ารักๆ ให้ดูด้วยค่ะ

tea tree 1.jpg

ลิงค์สำหรับรับชมวีดีโอค่ะ >>Click<<

 

เนื้อสัมผัสจะไม่ได้เป็นแนวออยล์มาก มันจะเหมือนน้ำๆ และก็แห้งไว และมีฟิล์มบางๆเคลือบอยู่ค่ะ แต้มเฉพาะตรงที่เป็นสิววันละ 2 – 3 ครั้ง

tea 6

ค่า pH อยู่ประมาณ 5 – 6 ซึ่งใกล้เคียงกับผิวดีค่ะ

tea 9

ส่วนผสมเป็นดังนี้นะคะ

oil 1

ตัวนี้เขาจะ Dilute และผสมน้ำมันหอมระเหยอื่นมาในเบสแล้วนะคะ ไม่ได้มาเป็นน้ำมันหอมระเหยเข้มข้นแบบที่เป็นดราม่ากันในช่วงก่อน

ตัวส่วนผสมคือ นอกจากน้ำมันทีทรีที่มีประโยชน์ในการลดสิวแล้ว ยังเสริมน้ำมันหอมระเหยอีก 8 ชนิดเข้ามาด้วย บางตัวเราก็ไม่ค่อยเห็นนัก เพราะเป็นน้ำมันหอมระเหยของทางเกาหลีเขา

เดี๋ยวมี่รีวิวพร้อมกันในตัวโทนเนอร์เลยนะคะ

 

อีกตัวเป็นโทนเนอร์นะคะ

หน้าตาเป็นแบบนี้ค่ะ

tea 3

เนื้อโทนเนอร์เป็นแบบน้ำ

tea 7

เช็ดแล้วแห้งไว สบายผิว ไม่เหนอะหนะ เหมาะกับการเตรียมผิวให้พร้อมรับการบำรุงในขั้นตอนต่อไปค่ะ ดูจากส่วนผสมแล้วส่วนตัวคิดว่าไม่ได้เป็นสิวก็ใช้ได้ค่ะ

tea 8

ค่า pH อยู่ทีประมาณ 5 – 6 ซึ่งใกล้เคียงกับผิวดีค่ะ

tea 10

สำหรับส่วนผสมเป็นดังนี้นะคะ

สผส toner

ส่วนผสมวันนี้มีหลายสีหน่อยนะคะ

  • สีน้ำเงิน Salicylic acid จัดเป็นสารในกลุ่ม BHA มีคุณสมบัติในการลดการอุดตันโดยไปย่อยสลายเซลล์ผิว (Keratolytic) ที่สะสมตัวในรูขุมขน และลดการอักเสบ มีรายงานว่าในช่วงความเข้มข้นที่ 0.5 – 2% จะให้ผลดีในการลดสิว
  • สีเขียวเป็นน้ำมันหอมระเหยทั้งหมด 9 ชนิด ที่เป็นสูตร Blend เดียวกับตัว Oil ตัวเด่นคือ Tea tree oil ที่มีรายงานรองรับถึงประสิทธิภาพในการลดสิว การเบลนด์กับน้ำมันหอมระเหยชนิดๆอื่นๆ เพื่อเสริมคุณสมบัติในการลดการอักเสบและระคายเคือง
  • สีฟ้า เป็นกลุ่มของสารบำรุงอื่นๆ ได้แก่
    • สารสกัดจากใบบัวบก บัวบกเป็นพืชที่มีรายงานถึงฤทธิ์ทางชีวภาพไว้ค่อนข้างเยอะ ฤทธิ์ทางชีวภาพของบัวบกได้แก่ ฤทธิ์กระตุ้นการสมานแผล กระตุ้นการทำงานของเซลล์ Fibroblast กระตุ้นการสังเคราะห์ Collagen และ Fibronectin ในผิว ลดริ้วรอยที่เกิดก่อนวัย (Postepy Dermatol Alergol. 2013; 30(1):46-9.) ในด้านสิว บัวบกจึงมีประโยชน์ในด้านการลดการเกิดแผลเป็น และช่วยสมานแผลให้หายไวขึ้น
    • สารสกัดจากว่านหางจระเข้ ลดการอักเสบระคายเคือง และเพิ่มความชุ่มชื้น อาจจะให้ประโยชน์ในด้านรอยแดงจากสิวได้
    • สารสกัดจาก Coptis japonica เป็นสารสกัดจากพืชในตำรับยาจีนชนิดหนึ่ง ข้อมูลจากผู้ผลิตวัตถุดิบระบุว่าสารสกัดจากรากมีคุณสมบัติ Antioxidant ลดการอักเสบระคายเคือง และประกอบด้วยสารที่มีคุณสมบัติในการฆ่าเชื้อแบคทีเรีย

ตัวเบสเป็นเบสแบบน้ำ ไม่มีส่วนผสมของน้ำมันและซิลิโคน แต่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ ซึ่งส่วนตัวมี่ก็ใช้ได้ไม่มีปัญหาอะไรค่ะ

 

มาให้คะแนนกันดีกว่า

คะแนนวันนี้เป็นของตัวโทนเนอร์เนอะ

  1. สารบำรุง ตัวโทนเนอร์ทำมาได้ค่อนข้างดี สารบำรุงที่ใส่มามีคุณสมบัติในการฆ่าเชื่อสิว ลดการอุดตัน ลดการอักเสบระคายเคือง และมีส่วนผสมของสารสกัดจากใบบัวบกที่น่าจะให้ประโยชน์ในการป้องกันแผลเป็นจากสิว โดยรวมจึงได้ทั้ง ลดการเกิดสิว รอยแดง และรอยแผลเป็น ยังขาดในด้านของพวกรอยดำอยู่ จุดนี้ขอให้ไป 4 ฟลาสก์
  2. ส่วนผสมอื่นๆ มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ ซึ่งจริงๆก็เป็นผลดี เพราะแอลกอฮอล์จะช่วยทำความสะอาดไขมันที่ตกค้างตามผิวออกมา และเวลานางระเหยไปจากผิว นางจะให้ความรู้สึกดี และมีประโยชน์ในการกระชับรูขุมขน แต่อาจจะทำให้ผิวแห้ง และระคายเคืองได้ ขอให้ไป 4 ฟลาสก์
  3. การใช้งาน ส่วนตัวมี่ค่อนข้างชอบตัวโทนเนอร์นะคะ จะใช้ในช่วงก่อนนอน เพราะถ้าใช้ตอนเช้าระหว่างวันอาจจะแห้งได้นิดหน่อย แต่ใช้กลางคืนจะพอดีเลย ส่วนหนึ่งอาจเพราะเราโบกมอยส์เจอไรเซอร์หนักมากเวลาจะนอน ในเรื่องของกลิ่นนางจะมีความซอฟท์กว่ากลิ่นผลิตภัณฑ์ทีทรีทั่วไป เพราะมีการเบลนด์เอาน้ำมันหอมระเหยหลายชนิดเอาไว้ด้วยกัน หลังเช็ดผิวจะออกนุ่มหน่อยๆ เหมือนมีฟิล์มบางๆเคลือบไว้ แต่ไม่ถึงกับเหนอะหนะหนักผิวอะไร ส่วนเรื่องสิว ส่วนตัวมี่ไม่ได้มีสิวอักเสบขึ้นแล้วค่ะ ในจุดนี้ขอให้ 5 ฟลาสก์

 

คะแนน tea

 

ที่สำคัญ ตอนนี้ผลิตภัณฑ์เซ็ตนี้มีจำหน่ายในวัตสันแล้วนะคะ

 

สุดท้ายนี้ต้องขอขอบคุณทางแบรนด์ไซน์นิค ด้วยนะคะ ที่ส่งผลิตภัณฑ์ดีๆมาให้มี่ได้ทดลองใช้ และขอบคุณทุกๆท่านด้วยค่ะที่ติดตามรับชมมาจนจบ

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ทางแบรนด์ไซน์นิค โดยตรงเลยนะคะ https://www.facebook.com/SCINICThailand/

 

พบกันใหม่โอกาสถัดไป สำหรับวันนี้ สวัสดีค่ะ

 

Disclaimer/conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากทางแบรนด์ Scinic การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสมตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล และผู้เขียนไม่ได้มีผลประโยชน์ใดๆในการขายสินค้า โปรดใช้วิจารณญาณ

Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสมครีมน้ำแตกผสมสารสกัดจากใยแมงมุม โดดเด่นด้วยคอนเซปท์ Early aging จากแบรนด์ Dermanour กับ Golden Spider Lifting Cream และ Serum

สวัสดีค่ะ

วันนี้มี่มีรีวิวครีมและเซรั่มที่น่าสนใจมาฝากกันค่ะ

เดี๋ยวนี้เขามีการสกัดเอา Peptide จากแมงมุมมาใช้ในเครื่องสำอางกันแล้วนะคะ

ผลิตภัณฑ์ที่น่าสนใจที่ใช้ Peptide จากใยแมงมุมนี้มาจากแบรนด์ Dermanour (เดอร์มาเนอร์) นางเป็นแบรนด์ที่พัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อความงาม และสุขภาพโดยใช้แนวความคิดด้านชีวเวชสำอางจากธรรมชาติร่วมกับเทคโนโลยีชั้นสูง และองค์ความรู้ทางการแพทย์ด้านความงาม และสุขภาพจากศาสตร์ต่างๆเพื่อวัตถุประสงค์ในการสร้างประสิทธิภาพ ผลลัพธ์ และความปลอดภัยสูงสุดแก่ผู้บริโภคค่ะ

ผลิตภัณฑ์มีชื่อเต็มๆว่า Dermanour Golden Spider Lifting Cream และ Serum ค่ะ ซึ่งมีหน้าตาเป็นแบบนี้นะคะ

02-re

นางมากันในกล่องสีน้ำเงินตัดกับขาว

 

ตัวครีมเป็นกระปุกสีชมพูค่ะ

03-re

ส่วนตัวซีรั่มมาในขวดปั๊มสีชมพูค่ะ

01-re

เนื้อครีมมาในรูปแบบครีมน้ำแตก (Water drop) ซึ่งมีความบางเบา ไม่เหนอะหนะ ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นและเคลือบปกป้องผิวได้ดีค่ะ

d 5

d 6

ตอนเกลี่ยจะเกลี่ยได้ง่าย และมีน้ำคายออกมาจากเนื้อครีม เราเลยเรียกเป็น Water drop ค่ะ จะให้ความรู้สึกสดชื่น และเย็นสบายผิว

d 7

ค่า pH มี่วัดจากน้ำที่คายออกมาจากเนื้อครีมนะคะ

d 8

อยู่ที่ราวๆ 6 – 7 ค่ะ

เรามักจะมีความเชื่อว่า pH ของเครื่องสำอางควรจะอยู่ที่ 5.5 แต่ความจริงก็ไม่ได้จำเป็นต้องเป็นอย่างนั้นเสมอไปค่ะ ผิวของคนเราจะมีค่า pH ที่ประมาณ 5 – 6 เฉลี่ย 5.5 และมีระบบบัฟเฟอร์ ที่ช่วยปรับให้ค่า pH ลงมาสมดุลในช่วงนี้ตลอด ดังนั้นไม่ว่าเราจะทาอะไรลงไป ผิวคนปกติก็จะปรับค่า pH กลับมาที่เดิมได้ค่ะ แค่เลี่ยงพวกที่มีค่า pH เว่อร์วัง แบบเป็นเบสแรง ค่ามากกว่า 12 หรือเป็นกรดแรงๆ น้อยกว่า 3 ก็จะทำให้เกิดการระคายเคืองได้ และคนที่ต้องระวังและ Serious เรื่องค่า pH จะเป็นกลุ่มของคนที่เป็นโรคผิวหนัง หรือเป็นผิวบอบบางแพ้ง่าย หรือเป็นเด็กทารก เพราะระบบ Buffer ในผิวของเขาเหล่านี้ทำงานได้ไม่ค่อยสมบูรณ์ค่ะ

 

ส่วนตัวซีรั่มก็จะมาในเนื้อที่บางเบากว่า เป็นของเหลวใส คล้ายเจล

d 9

แต่ตัวซีรั่มจะแผ่กระจายบนผิวได้ดีกว่าเจลทั่วไป และมีความชุ่มชื้นอยู่ค่อนข้างมากค่ะ

d 10

ค่า pH ของเนื้อเบสซีรั่มอยู่ที่ราวๆ 6 ค่ะ

d 11

ตรงข้างกล่องก็จะมี Claim ถึงการทดสอบประสิทธิภาพและความปลอดภัยไว้อยู่ค่ะ

  • 60% ของอาสาสมัครมีรอยตีนกาลดลง
  • 85% ของอาสาสมัครมีผิวที่เรียบเนียนขึ้น
  • 51% ของอาสาสมัครมีผิวหน้ายกกระชับขึ้น
  • 37% ของอาสาสมัครมีผิวขาวกระจ่างใสขึ้น

และก็มีเคลมเรื่องของปกป้องมลพิษ 3 อย่างหลักในเขตเมือง คือ ไอเสียรถยนต์ มลพิษทางอากาศ และควันบุหรี่

ผลิตภัณฑ์ของแบรนด์ได้ผ่านการทดสอบความปลอดภัย (Safety Test) ด้วยสถาบัน Dermscan Asia ในอาสาสมัครอายุ 19 – 57 ปี ว่าไม่ระคายเคืองผิวค่ะ

d n 5.JPG

มี่ลองวัดผิวของมี่ด้วยเครื่อง BIA ดู ตัวครีมก็ถือว่าทำมาได้ดีนะคะ

ค่าความชุ่มชื้น ก่อนทาครีมอยู่ที่ระดับ +2 หลังทาครีม ขึ้นเป็น +3

ค่าความนุ่ม ก่อนทาครีมจะอยู่ที่ระดับ +2 หลังทาครีมขึ้นเป็น +3

ค่าปริมาณน้ำมันของผิว ก่อนทาครีมและหลังทาครีมไม่เปลี่ยนแปลงค่ะ อาจจะเพราะว่าตัวครีมไม่ได้มีส่วนของน้ำมันอยู่ หรือเพราะค่ามัน max ของเครื่องมือแล้วก็เป็นไปได้

วัดผิว

ถ้าถามว่าเครื่อง BIA นี้น่าเชื่อถือแค่ไหน ส่วนตัวมี่คิดว่าน่าเชื่อถือได้ในระดับหนึ่ง เพราะลองวัดผิวหลายๆบริเวณ ค่าที่ได้ก็ไม่เท่ากัน อย่างวัดต้นขา ซึ่งจะแห้งมากเว่อร์ ค่าความชื้นกับความมันก็จะติดลบ พอเอามาวัดหน้า ค่าความชื้นกับค่าความมันก็จะเพิ่มขึ้นอยู่ในช่วง + ค่ะ ถ้าเราลองวัดผิวที่เดียวกันซ้ำๆ ค่าที่ได้ก็จะออกมาใกล้เคียงกันค่ะ แต่ก็ได้ในระดับ Home use นะคะ คงยังไม่ถูกต้องมากถึงขนาดหยิบเอาไปวัดผิวอะไรในงานวิจัยได้

BIA นี่ย่อมาจาก Bioelectric impedance analysis เป็นการวัดแรงต้านทางทางไฟฟ้าขององค์ประกอบต่างๆในผิว ซึ่งจะมีทั้งน้ำ ที่นำไฟฟ้าได้ และไขมัน ที่ไม่นำไฟฟ้าค่ะ

 

ถ้าลองพูดถึงผลเสียของมลภาวะอากาศต่อผิวนั้น มีอยู่หลายรูปแบบค่ะ ซึ่งมี่เคยได้อัพโหลดบทความเกี่ยวกับ Pollution ไว้แล้ว เป็นลิงค์นี้นะคะ https://cosmeknowledge.wordpress.com/2018/01/05/bt-pollution/

 

สรุปได้ย่อๆ ว่า มลภาวะในอากาศ นั้นสามารถทำให้ผิวเราเกิดผลเสียได้ 4 ประการหลักๆ คือ อักเสบ เหี่ยว ดำ และ เสื่อม

  • อักเสบ คือ การที่มลภาวะเหล่านี้ซึมลงไปในผิวแล้วกระตุ้นให้เกิดการสร้างสารก่อการอักเสบในตระกูลของพวก Interleukins ขึ้นมา ซึ่งจะมีผลทำให้ผิวเราเกิดการอักเสบต่างๆมากมาย
  • เหี่ยว เมื่อมลภาวะลงไปในผิวจะไปเหนี่ยวนำให้เกิดอนุมูลอิสระขึ้นมาในผิว ที่จะมีผลทำให้เอนไซม์ MMP ทำงานเพิ่มขึ้น เอนไซม์นี้เป็นเอนไซม์ที่ไปย่อยสลายคอลลาเจนและอิลาสตินในผิว ทำให้ผิวเหี่ยวและเกิดเป็นริ้วรอยตามมา
  • ดำ อนุมูลอิสระที่เกิดขึ้นจากมลภาวะสามารถไปเหนี่ยวนำให้เซลล์สร้างเม็ดสีผิว สร้างเม็ดสีผิวมากขึ้น ทำให้ผิวดำคล้ำ หรือ เกิดเป็นจุดด่างดำ
  • เสื่อม มลภาวะทำลาย Barrier ผิว ทำให้ Barrier ผิวเสื่อมลง ผิวจะแพ้ได้ง่ายขึ้น

 

น่ากลัวเลยทีเดียว

จริงอยู่ที่เราสามารถป้องกันมลภาวะได้หลายวิธี แต่การใช้ผลิตภัณฑ์ที่มี Claim เกี่ยวกับด้าน Anti-pollution นั้นก็เป็นวิธีหนึ่งที่ทำได้ง่ายค่ะ

 

อีกจุดหนึ่งที่สำคัญคือ ผลิตภัณฑ์ตัวนี้มีคอนเซปท์ที่เป็น Early aging หรือ Pre-aging ซึ่งเป็นการดูแลผิวก่อนที่จะเริ่มเกิดความแก่ขึ้น เหมาะกับผู้ที่มีอายุระหว่าง 25 – 35 ปีค่ะ เป็นช่วงวัยทำงานตอนต้นพอดี

 

 

มาทั้งทีไม่วิเคราะห์ส่วนผสมคงไม่ได้ วันนี้ขอวิเคราะห์ส่วนผสมแบบละเอียดจัดเต็มเลยนะคะ

ส่วนผสมเป็นดังนี้ค่ะ

สผส cream

วันนี้เรามารีวิวกันแบบละเอียด แจงจัดหนักทุกส่วนผสมเลยนะคะ

ถ้าเราพิจารณากันจะพบว่าผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางแทบทุกชนิดจะประกอบด้วยส่วนหลักๆ 3 ส่วน คือ

  1. Actives คือ สารบำรุง เป็นส่วนที่ทำให้เครื่องสำอางมีคุณสมบัติที่ดี รวมไปถึงมีประโยชน์ทางชีวภาพ
  2. Base คือ เนื้อหลักของผลิตภัณฑ์ บางทีอาจเรียกว่า Vehicle
  3. Additive คือ สารที่ช่วยเสริมให้ผลิตภัณฑ์มีคุณสมบัติที่ดี มีความน่าใช้ และมีความปลอดภัย

 

มี่ได้ทำสีส่วนผสมสารบำรุงไว้หลายๆสีนะคะ เดี๋ยวจะบอกอีกทีว่าแต่ละสีมีประโยชน์อะไรบ้าง

 

มาดูรายละเอียดส่วนผสมแต่ละตัวกันเลยนะคะ

  1. Actives กลุ่มของสารบำรุง มีอยู่หลายตัวเลยทีเดียวค่ะ
  • สีม่วง: พระเอกของเรา SR-spider polypeptide-1 ซึ่งเป็นวัตถุดิบที่สกัดออกมาจากใยแมงมุม ซึ่งว่ากันว่าเป็นเส้นใยที่แข็งแรงที่สุด ทางแบรนด์เคลมว่า ใช้เส้นใยสีทองจากใยแมงมุมสายพันธ์ Araneus diadematus ซึ่งผู้ผลิตวัตถุดิบเคลมว่าเมื่อทาลงผิว นางจะไปเรียงตัวเป็นฟิล์มบางๆบนผิว ทำหน้าที่เป็นเสมือน Barrier ช่วยโอบอุ้มและพยุงผิวเอาไว้ พร้อมปกป้องผิวจากสิ่งแวดล้อม สารเคมีที่อาจก่อการระคายเคืองแก่ผิว รวมถึงเชื้อโรคต่างๆไม่ให้ทำร้ายผิวได้
  • สีชมพู: ส่วนผสมของ Maltodextrin กับ Swertia chirata extract ตัวนี้เป็นวัตถุดิบนำเข้าจากฝรั่งเศสค่ะ วัตถุดิบนี้คือเจ้า SWT-7 ซึ่งเป็นสารพฤกษเคมีที่สกัดจากต้น Indian gentian (Swertia chirata) วัตถุดิบนี้ได้รับรางวัลเหรียญเงินส่วนผสมยอดเยี่ยม (Best ingredient Silver) จากงาน In-cosmetics เมื่อปี 2015 ด้วยค่ะ เอ๊ะทำไมแค่สารสกัดธรรมดาเบๆถึงได้รางวัล Silver มาดูรายละเอียดกันค่ะ

วัตถุดิบนี้ถึงจะดูพื้นๆ แต่ไม่ธรรมดาเลยค่ะ เพราะทางบริษัทมีผลการทดสอบทั้งในระดับหลอดทดลองและระดับอาสาสมัคร มีกลไกการออกฤทธิ์ที่ค่อนข้างซับซ้อนและโดดเด่นค่ะ โดยมี Claim ว่าสามารถส่งเสริมให้ผิวเราสร้าง Stem cell และ Growth factor ออกมา โดยไม่จำเป็นต้องไปนำส่งอะไรให้วุ่นวายยุ่งยาก และยังมีคุณสมบัติเสริมการฟื้นฟูตัวเองของผิวได้อีก

การทดสอบในระดับหลอดทดลองพบว่ามีผลเสริมการสังเคราะห์ KGF (Keratinocyte growth factor) ซึ่งเป็น Growth factor ของเซลล์ผิวในหนังกำพร้า ทำให้ชั้นผิวหนาตัวขึ้น

swt 1

(Image from Lucas Meyer Cosmetics)

 

การทดสอบในเซลล์เพาะเลี้ยงที่มีการทำให้เซลล์เกิดความเสียหาย พบว่าสารนี้สามารถเสริมการฟื้นฟูตัวเองออกมาทดแทนเซลล์ที่เสียหายไป

swt 2

(Image from Lucas Meyer Cosmetics)

 

การทดสอบในอาสาสมัครอายุ 45 – 60 ปี จำนวน 17 คน ให้อาสาสมัครทาครีมที่มีสารนี้เทียบกับครีมเบส วันละ 2 ครั้ง เช้าเย็น เป็นเวลา 28 วัน พบว่าอาสาสมัครมีริ้วรอยลดลงตั้งแต่ 7 วันแรกค่ะ

swt 3

(Image from Lucas Meyer Cosmetics)

     เมื่อใช้ต่อจนครบ 28 วันก็มีริ้วรอยลดลง และผิวพรรณเรียบเนียนขึ้นค่ะ

swt 4

(Image from Lucas Meyer Cosmetics)

ถือว่าน่าสนใจมากเลยทีเดียว (เอกสารอ้างอิง TDS SWT-7, Lucas Meyer Cosmetics)

  • สิเขียว: Biosaccharide gum-4 คาร์โบไฮเดรตที่ได้จากการหมักจุลินทรีย์ มีประโยชน์ในการปกป้องผิวจากสารเคมีต่างๆ รวมถึงพวกมลภาวะ โดยตัวมันไปสร้างฟิล์มเคลือบไว้ที่ผิวชั้นนอกไม่ให้สิ่งเหล่านี้มาสัมผัสผิวโดยตรง ข้อมูลจากผู้ผลิตวัตถุดิบระบุว่า สารนี้สามารถลดการเกิดอนุมูลอิสระภายในเซลล์เมื่อผิวหนังเพาะเลี้ยงสัมผัสกับ 5 และช่วยปกป้องผิวไม่ให้ถูกทำลายเพราะอนุมูลอิสระได้ และมีประโยชน์ในการเสริมการปกป้องรังสี UV และสารเคมีบางชนิด ตัวนี้ทางแบรนด์ Claim ว่า ใส่มาในความเข้มข้นที่ให้ผลดีในการป้องกัน pm 2.5 กันทั้งอนุภาคควันบุหรี่ ไอเสียรถยนต์ และมลพิษทางอากาศ
  • สีส้ม: สูตรผสมของ Water (and) Argania Spinosa Kernel Extract (and) Sodium Cocoyl Glutamate (and) Carbomer มีชื่อทางการค้าว่า Argatensil นำเข้ามาจากฝรั่งเศส ผู้ผลิตเคลมว่าสารนี้มีคุณสมบัติลดริ้วรอย และช่วยให้ผิวเรียบเนียน
  • สีฟ้า: สารบำรุงอื่นๆ ได้แก่
    • Hydrolyzed soy protein เป็นโปรตีนถั่วเหลืองที่ผ่านการย่อยให้มีขนาดเล็กลง มีประโยชน์เพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่ผิว
    • Snail secretion filtrate หรือ เมือกหอยทาก มีการทดสอบเชิงคลินิกสนับสนุนถึงประสิทธิภาพในการลดริ้วรอย (Cosmetic Dermatology. 2009; 22(5):250 and Journal of drugs in dermatology. 2013; 12(4):456.)
    • Wine หรือไวน์ ประกอบด้วยสาร Resveratrol ซึ่งเป็น antioxidant ที่ดี
    • Tocopherol หรือวิตามินอี เป็น antioxidant

 

2. ส่วนของ Base ประกอบด้วย สารกลุ่มน้ำ กลุ่มน้ำมัน และซิลิโคน

  1. ส่วนของน้ำ ได้แก่ น้ำ และสารเพิ่มความชุ่มชื้นที่ละลายน้ำได้ อย่าง Propylene glycol, Butylene glycol, Triethyleneglycol, Dipropylene glycol, PEG-10 พวกนี้เรียกว่าเป็น Humectant ทำหน้าที่เพิ่มความชุ่มชื้นโดยการดูดน้ำให้ผิว อาจนับรวมเอาพวก Hexanediol, Ethyl hexanediol มารวมไว้ก็ได้
  2. ส่วนของน้ำมัน มีน้ำมันสังเคราะห์อย่าง C12-15 alkyl benzoate เป็นตัวช่วยละลายสารบางชนิดในครีม
  3. ส่วนของซิลิโคน มีอยู่ด้วยกันหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็นแบบระเหยได้ และแบบเคลือบผิวปกป้องรักษาความชุ่มชื้น ได้แก่ Cyclopentasiloxane, Dimethicone, Dimethicone/PEG-10/15 crosspolymer, PEG-10 dimethicone, Phenyl trimethicone, Dimethiconol, Dimethicone crosspolymer พวกนี้ทำหน้าที่ขึ้นเบสให้มีความบางเบา

ตัวที่น่าสนใจคงหนีไม่พ้นตัวหลักที่ทำให้เกิดเนื้อน้ำแตก หรือ Waterdrop อย่างเจ้า Dimethicone/PEG-10/15 crosspolymer นั่นเองค่ะ

3. ส่วนประกอบอื่นๆ หรือ Additives ได้แก่

  1. สารเพิ่มความหนืด ได้แก่ Acacia gum, Caesalpinia gum, Xanthan gum และ Carbomer
  2. Surfactant และ Emulsifier มีเจ้า Sodium cocoyl glutamate ที่ติดมากับตัว Argatensil
  3. สารกันเสีย ได้แก่ Phenoxyethanol, Sodium benzoate และอาจนับรวม 1,2-Hexanediol เข้ามาด้วย
  4. สารจับโลหะ ได้แก่ Disodium EDTA ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของสารกันเสีย และความคงตัวของตำรับ
  5. น้ำหอม
  6. อื่นๆ ได้แก่ Sodium citrate อาจใส่มาเพื่อปรับ pH และ เกลือ หรือ Sodium chloride จำเป็นต่อการเกิดเนื้อแบบ Water drop

 

ในบทสรุปครีมนี้จะมาในเบสแบบอิมัลชั่นชนิดซิลิโคนในน้ำ s/w ที่ประกอบด้วย น้ำ และซิลิโคนเป็นหลัก ใส่วนผสมของสารบำรุงอยู่หลายชนิด ให้ประโยชน์ไปในด้านการลดริ้วรอยเป็นหลัก รองลงมาคือด้านความชุ่มชื้น ต่อต้านมลภาวะ และชะลอวัย ซึ่งส่วนผสมที่ใส่มาถือว่าเลือกมาได้ดี ไม่มีสารที่ไม่เป็นมิตรกับผิว

ในส่วนของเซรั่มก็จะทำมาคล้ายกัน เพียงแต่เปลี่ยนเบสเป็นเบสแบบที่มีน้ำเยอะหน่อย เสริมซิลิโคนมานิดหน่อยเพื่อให้ Feeling ดี

มาให้คะแนนกันดีกว่า

  1. สารบำรุง มีสารบำรุงหลายชนิด นำเข้ามาจากต่างประเทศ มีคุณสมบัติเด่นในด้านของการลดริ้วรอย ซึ่งทางผู้ผลิตวัตถุดิบมีการทดสอบประสิทธิภาพเอาไว้ทั้งในระดับหลอดทดลองและในระดับอาสาสมัคร ประโยชน์รองๆคือ มีประโยชน์ในด้านความชุ่มชื้น ต่อต้านมลภาวะ ซึ่งผลของมลภาวะนั้นก็สามารถทำให้ผิวอักเสบ เกิดริ้วรอย จุดด่างดำ รวมถึง Barrier ผิวเสื่อมสภาพลงไปได้ โดยตัวนี้มีสารที่ให้คุณสมบัติในการปกป้องมลภาวะ และเสริมสารที่ให้คุณสมบัติในการลดริ้วรอยไปพร้อมๆกัน ถ้าพิจารณาในด้านของการเป็น Anti-pollution และเป็น Pre-aging แล้ว ถือว่าทำมาได้ค่อนข้างดี สำหรับผู้ที่มีอายุ 25 – 35 ค่ะ จุดนี้ขอให้ 5 ฟลาสก์
  2. ส่วนผสมอื่นๆ ในตัวเบส มีส่วนของสาร Humectant ที่ดูดจับน้ำให้ผิว และมีสารเคลือบปกป้องผิวกันน้ำระเหยออกไป ส่วนผสมอื่นๆไม่ได้มีสารที่ไม่เป็นมิตรกับผิว เลยขอให้ไป 5 ฟลาสก์
  3. การใช้งาน ส่วนตัวมี่มีผิวแห้ง ตัวครีมถือว่ามีสัมผัสที่บางเบา ไม่เหนอะหนะมากเกินไป แต่ก็ไม่ได้ทำให้หน้าแห้งมากเกินไป ส่วนตัวเซรั่มอาจจะแห้งไปซักหน่อย ต้องหาครีมมอยส์เจอร์มาทาทับอีกชั้นหนึ่งค่ะ ทั้งสองตัวนี้คนผิวมันน่าจะชอบ เพราะไม่เหนอะหนะเลย และให้ความรู้สึกสดชื่น สบายผิว ส่วนด้านริ้วรอย ส่วนตัวมี่ไม่ได้มีริ้วรอยอะไรเยอะ ที่จะรู้สึกก็เรื่องผิวนุ่ม เรียบเนียน และเต่งตึงค่ะ ให้ไป 5 ฟลาสก์

 

คะแนน new.jpg

สุดท้ายนี้ต้องขอบคุณทางแบรนด์ Dermanour ด้วยนะคะที่ส่งผลิตภัณฑ์ดีๆมาให้มี่ได้ทดลองใช้ และขอบคุณทุกท่านด้วยค่ะที่ติดตามรับชมมาจนจบ

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ทางแบรนด์โดยตรงเลยนะคะ

https://www.facebook.com/Dermanour/

 

Disclaimer/conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากทางแบรนด์ Dermanour การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสมตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล และผู้เขียนไม่ได้มีผลประโยชน์ใดๆในการขายสินค้า โปรดใช้วิจารณญาณ

Image

ทะลายกรุรีวิวกันแดด Scinic (ไซน์นิค) ยก 5 สูตร พร้อมแนะนำวิธีเลือกใช้ตามสไตล์มียอน

สวัสดีค่ะ

กันแดดนี่เสมือนเป็นไอเทมสำคัญที่ขาดไม่ได้เลย เพราะรังสี UV จากแสงแดดนั้นส่งผลเสียมากมายกับผิวเรา ไม่ว่าจะเป็นแก่ก่อนวัย สีผิวไม่สม่ำเสมอ กระดำกระด่าง จนไปถึงอาจเกิดมะเร็งผิวหนังได้เลยทีเดียว

แล้วนี่ยิ่งกลางฤดูร้อน แดดยิ่งรุนแรงเข้าไปอีกค่ะ

วันนี้มี่เลยเอากันแดดของ Scinic หรือ ไซน์นิค แบรนด์ดังจากเกาหลี นางออกกันแดดมา 5 สูตร ในกลุ่มของ Enjoy sun เพื่อตอบโจทย์ชีวิตของเราๆ เรียกได้ว่าครอบคลุมทุกความต้องการ และสภาพผิวเลยทีเดียวค่ะ อยากให้อ่านรีวิวจนจบ เพราะแบรนด์นี้เค้ากล้านำเข้ามาขายที่ไทยในราคาเท่ากับที่เกาหลีเลย ไม่ต้องเสียเวลาหิ้วให้หนักให้เสียเวลา

หน้าตาของพวกนางเป็นดังนี้ค่ะ

sun 3.JPG

นางเป็น 5 ศรีพี่น้อง มาด้วยกัน 5 สูตร เริ่มจาก

  • Waterproof sun cream หลอดสีฟ้าคาดส้มแดง เป็นกันแดดสูตรกันน้ำกันเหงื่อ มาในเนื้อเอสเซนส์บางเบา ซึมง่าย ไม่เหนอะหนะ มีค่า SPF 50+ และ PA++++ มาในคอนเซปท์ “กันแดดสูตรกันน้ำกันเหงื่อ”
  • Tone up sun cream หลอดสีขาว มีแถบสีชมพู/เทาด้านล่าง ตัวนี้เป็นสูตรผสม Pigment ช่วยปรับสภาพสีผิวให้กระจ่างใส ใช้เป็น Makeup base ได้ในตัว มีค่า SPF50+ และ PA++++ เช่นเดียวกัน มาในคอนเซปท์ “บล็อกแดด ผิวไบรท์ ไม่หลอกตา”
  • Silky pore sun milk ตัวนี้มาในขวดสีขาว ฝาเขียว เป็นเบสแบบเนื้อน้ำนม บางเบา ซึมง่าย แห้งไวไม่เหนอะหนะ ไม่หนักผิว เหมาะกับผิวมัน มีค่า SPF50+ PA+++ มาในคอนเซปท์ “กันแดดน้ำนมพรางรูขุมขน”
  • Safe shield sun cream นางมาในหลอดสีน้ำเงินคาดเขียวเหลือง เป็นกันแดดเนื้อเอสเซนส์ ซึมไว ไม่เหนอะหนะ เหมาะกับผิวแพ้ง่าย มีค่า SPF50+ PA++++ มาในคอนเซปท์ “Block แสงขั้นสุด ซึมไวใน 5 วิ”
  • Perfect daily sun cream มาในหลอดสีส้มคาดแดงอันร้อนแรง เป็นเบสแบบครีม เกลี่ยง่าย ไม่เป็นคราบ มีค่า SPF50+ PA+++ ตัวนี้นางเป็นตัว Top ติด Best seller ที่เกาหลี ได้รางวัลจากรายการ Beauty talk เมื่อปี 2017 มาในคอนเซปท์ “กันแดดในอุดมคติ”

 

เปรียบเทียบเนื้อของกันแดดทั้ง 5 ตัวซักหน่อย

sun 1.jpg

 

sun 2

ถ้าพูดถึงส่วนผสมที่สำคัญที่สุดของเครื่องสำอางป้องกันแสงแดด ก็คงหนีไม่พ้น สารกันแดด โดยสารกันแดดมีด้วยกัน 2 รูปแบบหลักๆ คือ สารกันแดดชนิดกายภาพ (Physical sunscreen) และ สารกันแดดเคมี (Chemical sunscreen)

  • สารกันแดดกายภาพ จะเป็นกลุ่มของ Titanium dioxide และ Zinc oxide ทำหน้าที่สะท้อนกระจายรังสี UV ออกไป
  • สารกันแดดเคมี จะเป็นกลุ่มของสารเคมี ทำหน้าที่ดูดซับรังสี UV เอาไว้ แล้วคายออกไป

 

ถ้าพิจารณาตามกลไกของสารกันแดด สารกันแดดเคมีที่มีการดูดซับรังสีไว้กับตัวและคายพลังงานออกมา ย่อมจะต้องเสื่อมลง จึงต้องทาทับทุกๆ 2 ชั่วโมง เมื่อออกแดดนานๆ หรือโดนแดดจัดๆ ส่วนกันแดดแบบกายภาพนั้นตามกลไกคือเขาจะสะท้อนรังสีออกไป ถ้าเราไม่ไปล้างไปเช็ด หรือเหงื่อไม่ออก มันก็จะอยู่บนผิว สะท้อนรังสีได้ยาวนานกว่า

 

มี่เคยอัพรายละเอียดเรื่องแสงแดดและกันแดดไว้ ถ้าใครสนใจไปตามอ่านได้ที่ https://cosmeknowledge.wordpress.com/2014/09/09/sun-and-sunscreen/ เลยค่ะ

 

มาดูรายละเอียดทีละสูตรเลยนะคะ

  • สูตร Waterproof

ถ้าเราพูดถึงกันแดดกันน้ำ เรามักจะจิตนาการถึงกันแดดเหนียวๆ หนักๆ ที่ทาก่อนลงไปทะเล หรือก่อนลงน้ำ ผิดคาดเลย กันแดดตัวนี้เนื้อเบามาก เบาจนไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นกันแดดกันน้ำ นางพลิกมิติและการรับรู้ถึงกันแดดและกันน้ำไปเลย ด้วยเนื้อเบา ซึมไว เกลี่ยง่าย ไม่เป็นปื้นขาว มาพร้อมกลิ่นหอมอ่อนๆ

waterproof

ในด้านส่วนผสม นางมาในกันแดดแบบเคมี มาในเบสชนิดอิมัลชั่นของน้ำและซิลิโคน ไม่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ เสริมสารบำรุงมาหลายชนิด เน้นไปที่ด้านการลดการอักเสบและระคายเคืองของผิว มีส่วนของไขมันจากธรรมชาติที่ช่วยทดแทนไขมันจำเป็นให้แก่ผิว และมีส่วนผสมของสารสกัดพืชที่ช่วยเสริมปกป้องผิวจากรังสี UV

 

แต่ถึงจะเป็นสูตรกันน้ำ ก็ไม่ได้แปลว่าจะต้องใช้ตอนจะไปว่ายน้ำ หรือ ไปทะเล หรือจะสงกรานต์ แต่ก็สามารถใช้ได้แบบ Everyday โดยเฉพาะหน้าร้อน ที่เหงื่อออกเยอะๆ เพราะเนื้อกันแดดไม่ได้หนักผิวเลย

 

 

  • สูตร Tone Up

เป็นกันแดดที่มีส่วนผสมของ Pigment ที่ช่วยอำพรางสีผิวและปรับสภาพผิวให้กระจ่างใสขึ้นมา 1 Step ใช้แทน Makeup base ได้ดี เนื้อกันแดดจะข้นขึ้นมานิดหน่อย ตอนแรกลงอาจจะดูขาวนิด แต่พอเกลี่ยไปจะกลืนไปกับสีผิว ไม่ขาววอก ไม่เทา ไม่ลอย  ตัวนี้มีกลิ่นน้ำหอมจางมากๆ แทบจะไม่ได้กลิ่นค่ะ

 

tone

ดูแบบนี้อาจจะไม่ชัด ลองจัดให้ดูแบบจริงจังเลยดีกว่าค่ะ

ผิวรวม

ในด้านของส่วนผสม นางเป็นกันแดดลูกผสมกายภาพ/เคมี มาด้วยเบสอิมัลชั่น ที่มีน้ำ น้ำมัน และซิลิโคนนิดหน่อยพอกรุบกริบ นางมีส่วนผสมของสารบำรุงอยู่หลายชนิด ให้ประโยชน์ไปในทางด้าน Whitening, ต่อต้านอนุมูลอิสระ เป็น antioxidant ชะลอวัย ลดการอักเสบระคายเคือง รวมไปถึงด้านริ้วรอยก็มี Adenosine มาช่วยด้วยอีกส่วน

 

 

 

  • สูตร Safe shield เซฟชิลด์

ตัว Safe shield นี้มาในบสแบบเนื้อครีมที่ค่อนข้างบางเบา สมกับที่แบรนด์เรียกเป็นกันแดดเนื้อเอสเซนส์ เกลี่ยง่าย ซึมไว ภายในระยะเวลา 5 วิ ไม่เหนอะหนะไม่หนักผิว มีกลิ่นอ่อนๆ ทางแบรนด์เคลมว่ากันน้ำกันเหงื่อได้ด้วยหละ

safe shiled

ในด้านส่วนผสม นางเป็นกันแดดแบบลูกผสมกายภาพ/เคมี มาในเบสแบบอิมัลชั่นที่มีส่วนผสมของ น้ำ น้ำมัน แบะซิลิโคนนิดหน่อยพอกรุบกริบ เสริมสารบำรุงมาหลายชนิด ให้ประโยชน์ในด้านของการลดการอักเสบ ระคายเคือง เป็น Antioxidant และให้ความรู้สึกสบายผิว

 

 

  • สูตร Perfect daily

ที่ทางแบรนด์ว่าเป็นกันแดดในอุดมคติ นางได้รับรางวัล Best seller จากรายการ Beauty Talks พอได้ลองก็เข้าใจเลยว่าทำไมได้มา นางมาในเบสแบบเนื้อครีมนุ่มแน่น เกลี่ยง่าย ให้สัมผัสนุ่ม ไม่หนักผิว ตอนแรกเกลี่ยอาจจะดูเหมือนมีปื้นขาวนิดๆ แต่พอเกลี่ยไปซักครู่ ก็จะหายไปหมด สีขาวๆเหล่านั้นก็คือเม็ดของกันแดดกายภาพนั่นเองค่ะ พอเขาเรียงตัวบนผิวเสร็จ ด้วยขนาดเล็กมาก นางก็จะไม่มีความทึบแสงให้เราเห็น

perfect

นางเป็นกันแดดแบบผสมกายภาพ/เคมี มาในเบสกันแดดแบบอิมัลชั่น ประกอบด้วย น้ำ และซิลิโคนนิดหน่อยพอกรุบกริบ มีส่วนของน้ำมันสังเคราะห์อยู่นิดหน่อย ช่วยเคลือบผิวไม่ให้แห้งตึง เสริมสารบำรุงมามากมายหลายชนิด เด่นไปที่ด้านการเพิ่มความชุ่มชื้น ลดการอักเสบระคายเคือง ช่วยให้ผิวแข็งแรง

 

  • Silky pore sun milk

เป็นกันแดดแบบน้ำนม ที่มีความต่างจากพี่น้อง คือนางมาในขวด เนื้อจะค่อนข้างเหลว เหมือนน้ำนม เกลี่ยง่าย ซึมไว แห้งไวไม่เหนอะหนะ น่าจะเหมาะกับคนที่มีผิวมัน ตัวส่วนผสมจะช่วยอำพรางรูขุมขนได้อีกทาง ช่วยให้ผิวหน้าดูเรียบเนียนขึ้น

 

milk

ในด้านส่วนผสม นางมาในเบสแบบอิมัลชั่น  ทีป่ระกอบด้วยซิลิโคน กับน้ำ ตัวนี้จะมีแอลกอฮอล์อยู่ด้วย เพื่อให้กันแดดแห้งไว ไม่เหนอะหนะ และตอนแอลกอฮอล์ระเหยไปนางจะให้ความรู้สึกเย็นพร้อมกระชับรูขุมขนไปในตัว ส่วนตัวมี่มีผิวแห้งตกบ่ายมาก็จะแห้งตึงหน่อยๆ จึงน่าจะเหมาะกับผิวมันค่ะ

 

ก่อนจะไปวิเคราะห์ส่วนผสมมาตอบคำถามก่อน

กันแดดไซน์นิค มีตั้ง 5 สูตร ใช้อันไหนดี?

อันนี้ไปเอาของแบรนด์มาค่ะ

scinic fb-20180327-01

(ที่มา Scinic)

 

 

ตามความเห็นของมี่นะคะ มี่ทำตารางสรุปจุดเด่นให้ตามนี้ค่ะ

table

มาทั้งทีไม่วิเคราะห์ส่วนผสมคงไม่ได้ แต่จะวิเคราะห์หมดทั้ง 5 ตัวก็เกรงจะยาวยืดไปจนไม่น่าอ่าน เลยขอหยิบเอาสูตรที่ชอบที่สุด คือ สูตร Safe Shield มาวิเคราะห์ส่วนผสมให้ชมกันค่ะ

สผส sun

วันนี้มี่ทำสีส่วนผสมไว้ 3 สีค่ะ

  • สีส้ม เป็นกันแดดชนิดกายภาพ อย่าง Titanium dioxide ซึ่งพวกนี้จะออกฤทธิ์สะท้อนรังสี UV ออกไปแบบไม่จำเพาะเจาะจง นางมีความคงตัวค่อนข้างดี ถ้าเหงื่อไม่ออกไม่ไปล้างไปเช็ด นางก็จะยังคงเรียงตัวอยู่บนผิวสะท้อนรังสีต่อไป
  • สีฟ้า เป็นกันแดดชนิดเคมี มีด้วยกัน 4 ชนิด กันได้ครบถ้วนทั้ง UVA และ UVB ได้แก่
    • Homosalate ช่วยกรองรังสีในช่วง UVB
    • Ethylhexyl salicylate ช่วยกรองรังสีในช่วง UVB
    • Diethylamino hydroxybenzoylhexyl benzoate ช่วยกรองรังสีในช่วง UVA
    • Bis-Ethylhexyloxyphenol methoxyphenyl triazine ช่วยกรองรังสีในช่วงกว้างทั้ง UVA และ UVB
  • สีเขียว เป็นสารบำรุง มีอยู่หลายชนิดเลยค่ะ
    • Niacinamide เป็นรูปแบบหนึ่งของวิตามินบี 3 มีประโยชน์ด้าน Whitening ลดการอักเสบระคายเคือง
    • Adenosine มีประโยชน์ในเชิงการลดริ้วรอย
    • วิตามินอี เป็น Antioxidant
    • สารสกัดพืชทั้งหมด 8 ชนิด มีประโยชน์ในเชิงการเป็น Antioxidant ลดการอักเสบระคายเคือง ให้ความรู้สึกสบายผิว

enjoysafeshieldsun_720_07.jpg

(ที่มา Scinic Korea)

ตัวเบสมาในเบสแบบอิมัลชั่น มีส่วนผสมของน้ำ ซิลิโคน และน้ำมันอยู่นิดหน่อย ไม่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ สารที่ใช้เสี่ยงอุดตันน้อยมาก และมีข้อมูลความปลอดภัยที่ค่อนข้างดี สมกับที่เคลมว่าเหมาะกับ Sensitive skin

 

มาให้คะแนนกันดีกว่านะคะ เป็นคะแนนของสูตร Safe shield เด้อ

  1. สารบำรุง รวมเอาสารกันแดดไว้ด้วย ในด้านของสารกันแดดก็ถือว่าทำมาได้ดี เป็นกันแดดแบบผสมกายภาพ/เคมี กันได้ครบถ้วนสมบูรณ์ดี เสริมสารบำรุงที่มีประโยชน์ในการลดการอักเสบระคายเคืองของผิว และ antioxidant ซึ่งจะช่วยปกป้องผิวจากรังสี UV ที่เล็ดรอดเข้าไปในผิวได้ ไม่มีอะไรในโลกนี้ที่กันแดดได้ 100% อย่างไรก็ต้องมีรังสี UV เล็ดรอดเข้าผิวได้อยู่ดี การมีพวก antioxidant หรือสารลดการอักเสบพวกนี้ก็จะช่วยปกป้องผิวเราได้ค่ะ จุดนี้ขอให้ 5 ฟลาสก์
  2. ส่วนผสมอื่นๆ ไม่มีสารที่ไม่เป็นมิตรกับผิว เลยไม่มีจุดให้หักคะแนน ให้ไป 5 ฟลาสก์
  3. การใช้งาน ตัวกันแดดทำมาได้ค่อนข้างดี เนื้อนุ่ม เกลี่ยง่าย ไม่แห้งไม่มันเกินไปสำหรับผิวมี่ เรื่องกลิ่นก็ไม่ได้แรงจนฉุนไป กำลังซอฟท์ๆ ไม่กวนใจ ทาแล้วสามารถลงรองพื้นได้เลย ไม่เหนอะหนะ ไม่ตีกับรองพื้นจนเป็นคราบ โดยรวมขอให้คะแนนการใช้งานไว้ที่ 4 ฟลาสก์

คะแนน sun

สุดท้ายนี้ต้องขอขอบคุณทางแบรนด์ไซน์นิค ด้วยนะคะ ที่ส่งผลิตภัณฑ์ดีๆมาให้มี่ได้ทดลองใช้ และขอบคุณทุกๆท่านด้วยค่ะที่ติดตามรับชมมาจนจบ

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ทางแบรนด์ไซน์นิค โดยตรงเลยนะคะ มีจำหน่ายที่วัตสัน ตอนนี้มีโปร ลดราคา เหลือแค่ 450 เท่านั้น ราคาเท่ากับที่เกาหลีคือ 15,000 วอนเลย สำหรับขนาด 50ml. ถือว่าคุ้มมาก

https://www.facebook.com/SCINICThailand/

 

พบกันใหม่โอกาสถัดไป สำหรับวันนี้ สวัสดีค่ะ

 

Disclaimer/conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากทางแบรนด์ Scinic การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสมตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล และผู้เขียนไม่ได้มีผลประโยชน์ใดๆในการขายสินค้า โปรดใช้วิจารณญาณ

 

Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสมเซรั่มสองพลังธรรมชาติ Galacto + Snail เพื่อฟื้นฟูผิว Inthana Skin Balancing Serum

สวัสดีค่ะ

วันนี้มี่มีรีวิวเซรั่มฟื้นฟูผิวที่น่าสนใจมาฝากกันนะคะ เป็นผลิตภัณฑ์ Skin Balancing Serum จากแบรนด์ Inthana (อินทนา) นั่นเองค่ะ

แบรนด์ Inthana เป็นแบรนด์ ที่เน้นผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมหลักมาจากธรรมชาติ คำนึงถึงประสิทธิภาพในการบำรุงผิวหน้าเป็นหลัก และต้องใช้แล้วเห็นผล ผลิตภัณฑ์ของอินทนาเป็นผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์สำหรับทุกสภาพผิวแม้ผิวแพ้ง่าย สามารถเข้าถึงได้ในทุกช่วงอายุ เน้น working women เป็นผลิตภัณฑ์ที่ใช้ง่าย และครอบคลุมหลายปัญหาผิว เหมาะกับคนขี้เกียจทาผลิตภัณฑ์หลายๆชนิดและไม่ค่อยมีเวลา

เจ้าของแบรนด์เป็นรุ่นน้องที่รู้จักกัน เห็นแพคเกจน่ารักดี ก็เลยขอซื้อมาลอง พอลองแล้วเราก็แบบว่า เออ ดีนะ ก็เลยเอามารีวิวซักหน่อย

เซรั่มของแบรนด์มีหน้าตาเป็นแบบนี้นะคะ

in 1-1.JPG

มาในกล่องสีขาว คาดทอง มีลวดลายเป็นหยดน้ำที่มีพืชพรรณอยู่ภายในค่ะ

ตัวภาชนะมาในขวดแก้วสีขาวทึบแสง มีหลอดหยด นางมี 2 size นะคะ size ปกติ 30 ml และ size ทดลอง 5 ml ค่ะ

in 1-2

เนื้อเซรั่มเป็นแบบใส ไม่มีกลิ่นเพราะทางแบรนด์ไม่ได้ใส่น้ำหอม

in 3-1

เกลี่ยได้ง่าย ซึมไวแห้งไวไม่เหนอะหนะ

in 4-1

ในส่วนของค่า pH จะอยู่ที่ราวๆ 5 – 6 ค่ะ ซึ่งถือว่าใกล้เคียงกับผิวดี

in 5

มาดูส่วนผสมกันบ้างนะคะ

ส่วนผสมเป็นดังนี้ค่ะ

สผส in

วันนี้เรามารีวิวกันแบบละเอียด แจงจัดหนักทุกส่วนผสมเลยนะคะ

ถ้าเราพิจารณากันจะพบว่าผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางแทบทุกชนิดจะประกอบด้วยส่วนหลักๆ 3 ส่วน คือ

  1. Actives คือ สารบำรุง เป็นส่วนที่ทำให้เครื่องสำอางมีคุณสมบัติที่ดี รวมไปถึงมีประโยชน์ทางชีวภาพ
  2. Base คือ เนื้อหลักของผลิตภัณฑ์ บางทีอาจเรียกว่า Vehicle
  3. Additive คือ สารที่ช่วยเสริมให้ผลิตภัณฑ์มีคุณสมบัติที่ดี มีความน่าใช้ และมีความปลอดภัย

 

วันนี้มี่ได้ทำสีส่วนผสมสารบำรุงไว้ 2 สี คือ สีฟ้า กับ สีม่วง เดี๋ยวจะเล่ารายละเอียดต่อไปค่ะ

  1. สารบำรุง หรือ Actives ได้แก่
  • สีฟ้า: Galactomyces ferment filtrate หรือ GFF ตัวนี้นางเป็นสารที่แยกได้จากน้ำเลี้ยงยีสต์สายพันธ์ Galactomyces ซึ่งมีประโยชน์ในทางเครื่องสำอางหลายๆด้าน เช่น ความชุ่มชื้น เสริมการทำงานของผิวช่วยให้ผิวแข็งแรง ควบคุมความมัน Whitening รวมไปถึงด้านความยืดหยุ่นของผิวและริ้วรอย มีรายงานการวิจัยระบุว่าสามารถเพิ่มความแข็งแรงของ Barrier ที่ผิวหนังชั้นนอก โดยไปเพิ่มการทำงานของเอนไซม์ Caspase-14 ซึ่งเป็นเอนไซม์ที่ใช้ในการแปรสภาพโปรตีน Filaggrin ให้กลายเป็น กรดอะมิโนที่ทำหน้าที่เป็น Natural moisturizing factor หรือ NMF เพื่อช่วยในการดักจับน้ำรักษาความชุ่มชื้นของผิว (Arch Dermatol Res. 2013; 305(8):683-9.) มีคุณสมบัติลดการสังเคราะห์ Melanin และลดสภาวะ Oxidative stress ในเซลล์ Melanocyte (J Am Acad Dermatol. 2014; 70(5)S1:AB127.)
  • สีม่วง ได้แก่
    • Niacinamide รูปแบบหนึ่งของวิตามินบี 3 มีรายงานว่า สารตัวนี้สามารถเป็น Whitening ช่วยปรับสภาพสีผิวให้สม่ำเสมอ โดยไปรบกวนการส่งผ่านของเมลานินที่สร้างเสร็จแล้ว ลดการอักเสบในผิว เพิ่มการไหลเวียนเลือด ช่วยเพิ่มความแข็งแรงให้ผิวโดยไปกระตุ้นการสร้าง Ceramides กรดไขมัน และไขมันชนิดต่างๆในหนังกำพร้า และยังเป็น Antioxidant ด้วย (Int J Cosmet Sci 2005; 27:255–261)
    • Hamamelis virginiana extract คือ สารสกัดจาก Witch hazel สารสกัดจาก Witch hazel มีคุณสมบัติความเป็น Astringent ช่วยกระชับรูขุมขน ควบคุมความมัน สำหรับรายงานการวิจัยมีระบุถึงฤทธิ์ในการต้านการอักเสบ (J Pharm Pharmacol. 1994; 46(4):286-90.)
    • Snail secretion filtrate หรือ สารสกัดจากเมือกหอยทาก ตัวนี้ไม่ใช่เมือกหอยทากธรรมดานะคะ เป็นสารสกัดจากเมือกหอยทากสายพันธุ์ Acusta despecta ที่พบได้ในเกาหลี จีน และญี่ปุ่น นำมาเลี้ยงด้วยโสมแดง เพื่อให้ในเมือกหอยทากมีสาร Saponin จากโสมอยู่ด้วย ซึ่งจะเสริมคุณสมบัติในการลดริ้วรอยของผิว ตัววัตถุดิบนำเข้ามาจากเกาหลี วัตถุดิบนี้มีสิทธิบัตรเกาหลีรองรับ ตัวผู้ผลิตได้ทำการทดสอบประสิทธิภาพในอาสาสมัคร พบว่า มีผลช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นของผิว ช่วยให้ริ้วรอยดูตื้นขึ้น เพิ่มความชุ่มชื้น SLS การทดสอบในระดับหลอดทดลองพบว่ามีผลเพิ่มการแบ่งตัวของเซลล์ Fibroblast ซึ่งเป็นเซลล์ที่สร้าง collagen ในผิว และปกป้องเซลล์เพาะเลี้ยงไม่ให้เกิดอันตรายจาก SLS
  1. ส่วนของเนื้อหลัก หรือ Base มาในเบสแบบน้ำ ใช้ GFF เป็นเบสหลัก เสริมมาด้วยสารดูดน้ำเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิวในกลุ่มที่เรียกว่า Humectant อย่าง Butylene glycol, Propylene glycol และ Glycerin อาจนับรวมเอาสารอย่าง 1,2-Hexanediol, Caprylyl glycol และ Ethyl hexanediol ซึ่งละลายในน้ำมันเข้ามาด้วย เบสนี้ไม่มีส่วนผสมของน้ำมัน แอลกอฮอล์ และซิลิโคน
  2. ส่วนผสมอื่นๆ หรือ Additives ได้แก่

3.1 สารกันเสียและสารเสริมประสิทธิภาพของสารกันเสีย ได้แก่ Phenoxyethanol, Chlorphenesin และ กลุ่มสารเสริมประสิทธิภาพสารกันเสียอย่าง 1,2-Hexanediol, Caprylyl glycol และ Ethyl hexanediol

 

มาให้คะแนนกันดีกว่านะคะ วันนี้ส่วนผสมมีไม่เยอะ มี่ขอตัดรวบเป็นให้คะแนน 2 หัวข้อ คือ ด้านส่วนผสม และด้านการใช้งานค่ะ

  1. ส่วนผสม ในด้านของสารบำรุง เรียกได้ว่า อาศัยเอา GFF เป็นตัวชูโรง ซึ่งเจ้า GFF นี้มีประโยชน์ในทางเครื่องสำอางหลายๆด้าน เช่น ความชุ่มชื้น เสริมการทำงานของผิวช่วยให้ผิวแข็งแรง ควบคุมความมัน Whitening รวมไปถึงด้านความยืดหยุ่นของผิวและริ้วรอย ทางแบรนด์จัดหนักจัดเต็มมาเป็นเบสหลักแทนน้ำที่ความเข้มข้น 79% เลยทีเดียว และยังเสริมมาด้วยสารบำรุงอีกหลายชนิด อย่างเจ้า B3 ที่ใส่ลงมานี่ก็มีประโยชน์กับผิวหลายด้านเหมือนกัน โดยรวม เซรั่มนี้ก็จะมีประโยชน์กับผิวหลายประการ ตามที่มีการ Claim ข้างกล่อง ได้แก่ ชุ่มชื้น กระชับรูขุมขน ผิวขาวกระจ่างใส ชะลอวัย ลดริ้วรอย ช่วยให้ผิวนุ่ม และยังเสริมเรื่องของการลดการอักเสบและให้ความรู้สึกสบายผิว รวมถึงอาจจะมีผลดีต่อสิวด้วย ในตัวเบส ทำมาในเบสแบบน้ำ ไม่มีน้ำมัน แอลกอฮอล์และซิลิโคน และสารองค์ประกอบอื่นที่ใช้ไม่มีสารที่ไม่เป็นมิตรกับผิว เนื่องจากส่วนผสมของสารบำรุงอาจจะน้อยชนิดไปหน่อย แต่ก็ถือว่าบำรุงได้ครบถ้วนตามปัญหาผิว จุดนี้ขอให้ 4 ฟลาสก์
  2. การใช้งาน ตัวเซรั่มจะออกมาเหลวไปนิดหนึ่ง อารมณ์จะคล้ายน้ำตบ ตบแล้วเกลี่ยได้ง่าย ชุ่มชื้นผิว ไม่เหนอะหนะ ซึมไวแห้งไว หยดลงบนฝ่ามือซัก 5 หยด วอร์มๆซักหน่อยแล้วตบลงบนหน้าเบาๆ ในด้านของความชุ่มชื้นคนที่มีผิวแห้งอาจจะยังไม่พอ ต้องทามอยส์เจอไรเซอร์เสริมอีกชั้นหนึ่ง ส่วนคนที่มีผิวมันคิดว่าน่าจะจบในขวดเดียวได้ สามารถใช้ได้ทั้งเช้าทั้งเย็น ส่วนตัวมี่ใช้มาประมาณ 2 อาทิตย์ ช่วงแรกที่สัมผัสได้จะเป็นเรื่องของความชุ่มผิว ผิวนุ่มนวล ตามมาก็จะเป็นเรื่องของการแต่งหน้าได้เรียบขึ้น รองพื้นตกร่องตกรูน้อยลง ส่วนเรื่อง whitening อาจจะเพราะช่วงนี้ไม่มีจุดด่างดำ เลยยังเห็นไม่ค่อยชัดค่ะ โดยรวมถือว่าค่อนข้างชอบ ให้ไป 5 ฟลาสก์

 

คะแนน in

สุดท้ายนี้ต้องขอขอบคุณทุกท่านด้วยค่ะที่ติดตามรับชมมาจนจบ

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ทางแบรนด์โดยตรงเลยนะคะ

https://www.facebook.com/InthanaSkincare/

Disclaimer/conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ซื้อด้วยตัวเอง การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสมตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล ผู้เขียนไม่ได้มีผลประโยชน์ใดๆในการขายสินค้า โปรดใช้วิจารณญาณ

Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสม มาสค์หน้าน้ำผลไม้ My Juicy bottle mask จากแบรนด์ไซน์นิค (Scinic)

สวัสดีค่ะ

วันนี้มี่มีรีวิวมาสค์ที่น่าสนใจมาฝากกันค่ะ เป็นมาสค์น้ำผลไม้จากแบรนด์ไซน์นิค (Scinic) ขาประจำของเรานั่นเองค่ะ

มีชื่อว่า My juicy bottle mask ที่มาในซองรูปขวดดูสวยงามน่ารักดีค่ะ

mask sci.JPG

เป็นมาสค์ที่ทำมา 4 สูตร เพื่อวัตถุประสงค์ในการบำรุงตามปัญหาผิว 4 ด้าน คือ

  • สูตรสีส้ม เป็น Whitening สูตรวิตามินรวมเพื่อผิวกระจ่างใส
  • สูตรสีเขียว เป็น Soothing สูตรว่านหางจระเข้ ทีทรี เพื่อลดการอักเสบระคายเคืองให้ความรู้สึกสบายผิว รวมถึงปัญหาสิว
  • สูตรสีชมพู เป็น Firming สูตรคอลลาเจน มะเขือเทศ กระชับผิว
  • สูตรสีฟ้า เป็น Moisturizing สูตรไฮยา ไม้ไผ่ เพิ่มความชุ่มชื้น

 

ทางแบรนด์เคลมว่าตัวแผ่นมาสค์ใช้เทคโนโลยี Air bag “ซึ่งเป็นเทคโนโลยีพิเศษที่ช่วยถ่ายเทอากาศได้เป็นอย่างดีให้ความรู้สึกเย็นสบายระหว่างการมาส์ก แนบผิวหน้าสนิท ช่วยให้แผ่นมาส์กไม่หลุดง่าย ส่งผ่านคุณค่าจากสารบำรุงได้อย่างมีประสิทธิภาพ”

air bag

(Image from Scinic)

 

ตัวน้ำมาสค์ หรือ Vehicle ทางแบรนด์เรียกว่า Ampoule ซึ่งมีลักษณะค่อนข้างข้นคล้ายเจลค่ะ อารมณ์เหมือนควักเซรั่มมามาสค์ ไม่เหลวไม่ไหล ไม่หยดย้อยเลอะเทอะ นานๆทีเราจะได้เห็นมาสค์ที่น้ำมาสค์ข้นๆคล้ายเจลแบบนี้

เมื่อเราฉีกซองออกมาเราจะเจอแผ่นมาสค์พับอยู่ค่ะ น้ำมาสค์จะค่อนข้างข้นคล้ายเจล ฉาบอยู่บนแผ่นมาสค์

m 1

แผ่นมาสค์แนบสนิทกับผิวจริงเหมือนที่เค้าเคลมค่ะ

m 2

ค่า pH ของน้ำมาสค์อยู่ที่ราวๆ 5 – 6 ซึ่งใกล้เคียงกับผิวดีค่ะ

m 3

ส่วนผสมในภาพรวมของมาสค์แต่ละสูตรนางจะมาในเบสแบบน้ำ ไม่มีส่วนผสมของน้ำมัน แอลกอฮอล์ และซิลิโคน ในด้านของสารบำรุง นอกจากสารบำรุงเฉพาะสูตรแล้ว ทุกๆสูตรจะมีสารบำรุงที่เหมือนกัน คือ มี Hyaluron, Panthenol, Allantoin และ Trehalose ซึ่งเด่นในด้านการเติมน้ำ ลดการอักเสบระคายเคือง และให้ความรู้สึกสบายผิว

โดยรวมถือว่าเป็นมาสค์ที่ทำมาได้ดี และน่าจะเหมาะกับทุกสภาพผิว

 

สำหรับส่วนผสมของมาสค์แต่ละสูตรจะเป็นตามนี้เลยค่ะ

ประเดิมกันด้วยสูตรที่มี่ชอบมากที่สุด สูตรสีส้ม

สีส้ม

สูตรนี้มีสารบำรุงอยู่หลายกลุ่ม ตัวหลักน่าจะเป็นกลุ่มของวิตามินรวม ได้แก่ วิตามินบี 3 บี 5 บี 6 ซี และ อี ซึ่งแค่ลำพังวิตามินเหล่านี้ก็ให้ประโยชน์กับผิวได้ครอบคลุมครบทุกด้านแล้วค่ะ

นอกจากวิตามินรวม ในส่วนผสมยังมีสารสกัดจากพืชตระกูลส้ม ไม่ว่าจะเป็น ส้ม มะนาวเลม่อน มะนาวเขียว และเกรฟฟรุ๊ต ซึ่งมีประโยชน์ในการเติมน้ำให้ผิว และมีส่วนผสมของ AHA จากธรรมชาติอยู่อ่อนๆ

เรียกได้ว่าเน้นบำรุงผิวได้ครบในทุกมิติเลยทีเดียว

 

ส่วนสูตรสีเขียว

สีเขียว

ในด้านสารบำรุงมีส่วนผสมของสารสกัดจากพืชสมุนไพรและดอกไม้หลายชนิด เปิดมาด้วยสารสกัดจากว่านหางจระเข้ ที่เด่นเรื่องการเติมน้ำและลดการอักเสบและระคายเคืองของผิว ตามมาด้วยสารสกัดจาก Tea tree ซึ่งไม่แน่ใจว่าจะให้ผลในการฆ่าเชื้อและลดสิวได้เหมือน Tea tree oil หรือเปล่า และยังมีสารสกัดจากพืชอีกหลายชนิด  ซึ่งมีประโยชน์โดยรวมไปในทางด้านการลดการอักเสบและระคายเคือง พร้อมให้ความรู้สึกสบายผิว จะได้รองๆมาที่ด้านกระชับรูขุมขน ควบคุมความมัน

 

สูตรสีฟ้าก็ไม่น้อยหน้านะคะ

สีฟ้า

ในด้านของสารบำรุงเปิดมาด้วยสารสกัดจากไผ่ ซึ่งเด่นเรื่องการลดการอักเสบและระคายเคือง ตามมาด้วยชาเขียว ซึ่งมีประโยชน์กับผิวหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็น Antioxidant ควบคุมความมัน ลดการอักเสบและระคายเคือง นอกจากนั้นก็จะมีแตงกวา กับดอกบัว ซึ่งก็ยังคงเด่นเรื่องลดการอักเสบระคายเคืองและเพิ่มความชุ่มชื้น

 

สุดท้ายสูตรสีชมพู

สีแดง

ในด้านของสารบำรุงซองสีแดงก็ต้องมีของแดงอย่างทับทิมและมะเขือเทศ ซึ่งเป็น Antioxidant ที่ดี มีประโยชน์ในการชะลอวัย เสริมมาด้วสารสกัดจากโสม ซึ่งเรียกได้ว่ามีประโยชน์กับผิวหลายด้าน ซึ่งเด่นไปในด้านริ้วรอยและช่วยให้ผิวมีสุขภาพดี ร่วมกับ Royal jelly น้ำผึ้ง และ Collagen ซึ่งมีประโยชน์ในการเติมน้ำให้ผิว

 

โดยรวมถือว่าทั้ง 4 สูตรทำมาได้ค่อนข้างดีเลยทีเดียว และไม่มีส่วนผสมของสารที่ไม่เป็นมิตรกับผิวอยู่เลยค่ะ สมสโลแกน Trustworthy cosmetic ของแบรนด์จริงๆค่ะ

 

ราคาแผ่นละ 59 บาท ช่วงนี้ที่วัตสันมีโปร ซื้อแผ่นที่สองในราคาบาทเดียวค่ะ ก็จะตกแผ่นละ 30 บาท ถือว่าโอเคเลยหละ ราคาเท่ากับที่เค้าขายใน shop ที่เกาหลีเลย ไม่ต้องไปเสียเวลาไปหิ้วให้ยุ่งยากวุ่นวาย

มาให้คะแนนกันดีกว่า

วันนี้ขอให้คะแนนเป็น 2 หัวข้อนะคะ

  1. ส่วนผสม ในส่วนของเบส ตัวมาสค์ทำมาในเบสน้ำ ไม่มีส่วนผสมของสารที่ไม่เป็นมิตรกับผิว และในด้านของสารบำรุงตามสูตร ถือว่าทำมาได้ดีค่ะ ตรงตามวัตถุประสงค์และ Claiming ของแต่ละสูตร ส่วนตัวมี่จะค่อนข้างชอบส่วนผสมของสูตรสีส้มค่ะ จุดนี้ขอให้ไป 5 ฟลาสก์
  2. การใช้งาน ตัวแผ่นมาสค์แนบสนิทกับผิวจริง และใช้เวลาค่อนข้างนานกว่าจะแห้ง แต่มี่คิดว่า พอกไว้ราวๆ 15 – 20 นาทีก็ดึงออกได้แล้ว ช่วงที่ดึงออกผิวจะนุ่มชุ่มชื้น และดูอิ่มน้ำ ส่วนตัวมี่มีผิวแห้งหลังจากดึงแผ่นมาสค์ออกซักพักแล้วต้องเติมครีมอีกชั้นหนึ่งค่ะ เพราะเราจะรู้สึกว่ามันยังแห้งอยู่นิดๆ แต่ด้วย Feeling ที่ไม่เยิ้มฉ่ำมากจนเกินไปแบบนี้ เราก็สามารถมาสค์เจ้านี่ได้ตอนเช้า ก่อนแต่งตัวได้อยู่ค่ะ มาสค์ในวันสำคัญๆนางจะช่วยให้เมคอัพติดทน แต่งหน้าได้ง่าย เกลี่ยรองพื้นได้เรียบสนิทขึ้นไม่ตกร่องค่ะ จุดนี้ขอให้ไป 4 ฟลาสก์

 

คะแนน

สุดท้ายนี้ต้องขอขอบคุณทางแบรนด์ Scinic ด้วยนะคะ ที่ส่งผลิตภัณฑ์ดีๆมาให้มี่ได้ทดลองใช้ และขอบคุณทุกๆท่านด้วยค่ะที่ติดตามรับชมมาจนจบ

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ทางแบรนด์ Scinic โดยตรงเลยนะคะ

https://www.facebook.com/SCINICThailand/

 

พบกันใหม่โอกาสถัดไป สำหรับวันนี้ สวัสดีค่ะ

 

Disclaimer/conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากทางแบรนด์ Scinic การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสมตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล และผู้เขียนไม่ได้มีผลประโยชน์ใดๆในการขายสินค้า โปรดใช้วิจารณญาณ

 

Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสมผลิตภัณฑ์สกินแคร์จาก Meaze’ เมสเซ่แบรนด์ออร์แกนิกไทย ที่มาใน Concept “ของขวัญจากธรรมชาติ”

สวัสดีค่ะ วันนี้มี่มีรีวิวสกินแคร์ที่น่าสนใจมาฝากกันค่ะ

เป็นผลิตภัณฑ์จากแบรนด์ Meaze’ (อ่านว่า เมสเซ่) เป็นแบรนด์ออร์แกนิกไทย ที่มาใน Concept “ของขวัญจากธรรมชาติ” ด้วยแนวคิดที่ว่า สิ่งที่ดีที่สุดสำหรับผิวคือสารสกัดแท้จากธรรมชาติ โดยผลิตภัณฑ์จาก Meaze’ ได้รับการรับรองด้านสารสกัด จากหน่วยงานที่เชี่ยวชาญด้านสินค้าออร์แกนิก อาทิ Australia Organic Certification, USDA และ Vegan  กับ 2 ผลิตภัณฑ์อย่าง “Meaze‘ Dark Spot Corrector and eye lift up concentrate” และ “Meaze’ Contouring Facial Lift Hydro Gel”

ที่มี่ได้มาจะเป็นตัวไฮโดรเจล สูตรยกกระชับ V contouring facial lift hydrogel organic และ เซรั่มสูตร Whitening ที่มีชื่อว่า Organic dark spot corrector and eye lift up concentrate ค่ะ ตัวนี้ใช้ทาได้ทั้งหน้า และลงใต้ตาเป็นอายครีมไปในตัวแบบ 2 in 1

นางมาในกล่องสีขาวดูสะอาดตา โดยกล่องชมพู เป็น Hydrogel และ กล่องเขียวเป็นเซรั่มค่ะ

me1.JPG

ด้านในมาด้วยขวดอะคริลิก สีขาวมุก

me4

ตัวไฮโดรเจล มาในเนื้อแบบเจล มีกลิ่นหอมอ่อนๆ

me hy 1

เกลี่ยได้ค่อนข้างง่าย ไม่เหนอะหนะ ไม่หนักผิว ซึมไว แห้งไวค่ะ

me hy 2

มีค่า pH อยู่ที่ราวๆ 6 – 7 นะคะ

me hy 3

ตัวเซรั่มดูคล้ายครีมเจล มีกลิ่นหอมอ่อนๆละมุนๆ

dark 1

เกลี่ยได้ง่าย ชุ่มชื้นดี ไม่เหนอะหนะ

dark 2

ตัวนี้ไม่ได้วัดค่า pH ให้นะคะ เนื้อเซรั่มไม่เปียกกระดาษเลยไม่เปลี่ยนสีค่ะ

มาดูส่วนผสมกันทีละตัวเลยนะคะ เริ่มจากตัวกล่องชมพู Hydrogel สูตร Contouring

ส่วนผสม hydro

เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของสารบำรุงอยู่หลายชนิด แทนมาด้วยสีฟ้า สีเขียว และสีม่วงค่ะ ตัวที่น่าสนใจและเป็นเสมือนพระเอกของผลิตภัณฑ์คือ ‘Trifluoroacetyl tripeptide-2’ ขอย่อว่า TT2 นะคะ เจ้า TT2 ตัวนี้เป็นเปปไทด์ที่มีชื่อทางการค้าว่า Progeline ของประเทศฝรั่งเศส

การศึกษาระดับหลอดทดลองพบว่า TT2 สามารถกดการสร้างเอนไซม์ MMP ที่เป็นเอนไซม์ย่อยสลายคอลลาเจนในผิว เมื่อโดนยับยั้ง ผลคือ คอลลาเจนไม่โดนสลายตัว

การศึกษาในผิวหนังมนุษย์ที่เอามาเพาะเลี้ยง พบว่าเอนไซม์นี้สามารถปกป้อง collagen และ elastin จากเอนไซม์ collagenase และ elastase ได้ ผลคือ คอลลาเจนและอิลาสตินในผิวไม่สลายตัว

สารนี้ยังเสริมการสังเคราะห์สาร Proteoglycan ที่มีชื่อว่า Syndecan-1 ในผิว ซึ่งสารนี้ปกติทำงานในการรักษาสมดุลของผิว และเป็นแหล่งให้ growth factor ต่างๆมาจับ

เมื่อเราแก่ตัว ในผิวเราจะมีการสร้างสาร Progerin ออกมามากขึ้น (Prz Menopauzalny. 2015 Mar; 14(1): 53–58.) TT2 สามารถลดการสร้าง Progerin ของเซลล์ผิวได้ในระดับหลอดทดลอง จึงมีผลในการชะลอวัยหรือ Antiaging ซึ่งกลไกนี้เป็นกลไกที่ค่อนข้างใหม่และเป็นเอกลักษณ์ ทางผู้ผลิตเลยเอามาตั้งชื่อเปปไทด์ TT2 ว่า Progeline นั่นเอง

การทดสอบในอาสาสมัครสุขภาพดีจำนวน 10 คน พบว่า อาสาสมัครที่ทา TT2 มีสันกราม (Jawline) ที่ยกกระชับขึ้น

progeline 3

(Image from Lucas Meyer Cosmetics)

และอีกการศึกษาหนึ่ง ศึกษาในอาสาสมัครสุขภาพดีจำนวน 13 คน พบว่า ผิวหนังของอาสาสมัครที่ทา TT2 มีค่าความยืดหยุ่นและความกระชับเพิ่มขึ้น

progeline 4

(Image from Lucas Meyer Cosmetics)

(เอกสารอ้างอิง: E Loing, T Suere and E Lamarque, Trifluoroacetyl-tripeptide-2 to target senescence for anti-aging benefits, Cosm & Toil 127(4) 274-280 (Apr 2012). และ TDS ProgelineTM)

นอกจากนี้ส่วนผสมอื่นก็ออกแบบมาให้เสริมกันได้อย่างลงตัว จึงให้ประโยชน์ทั้งในด้าน ยกกระชับ ชะลอวัย ลดริ้วรอยเก่า ป้องกันริ้วรอยใหม่ เพิ่มความชุ่มชื้น และ ลดการอักเสบระคายเคืองไปพร้อมๆกัน

 

ส่วนอีกตัวเป็นกล่องเขียว สูตรเน้นไปที่ด้าน Whitening และดูแลผิวที่มีปัญหาฝ้ากระค่ะ

ส่วนผสมเป็นดังนี้นะคะ

ส่วนผสม dark

ในภาพรวมเป็นเซรั่มที่มาในเบสแบบน้ำนม ประกอบด้วย น้ำ และน้ำมันจากธรรมชาติ ไม่มีส่วนผสมของซิลิโคน และแอลกอฮอล์ มีส่วนผสมของสารบำรุงอยู่หลายชนิด ตัวที่สนใจได้แก่

  1. กลุ่มของน้ำมันจากพืช มีสองชนิด คือ น้ำมันจากกาแฟ และ เมล็ดเชีย
  • Coffee oil (Coffee arabica seed oil) เป็นวัตถุดิบที่วงการเครื่องสำอางเริ่มให้ความสนใจ เป็นน้ำมันที่แยกมาจากเมล็ดกาแฟดิบ จัดเป็นน้ำมันแบบ Fixed oil มีการศึกษากับผิวหนังที่เพาะเลี้ยงในระดับหลอดทดลอง พบว่า น้ำมันจากเมล็ดกาแฟมีคุณสมบัติเพิ่มการสังเคราะห์คอลลาเจน elastin และ Glycosaminoglycan ของผิวได้ และยังช่วยเสริมการสังเคราะห์โปรตีนที่มีชื่อว่า Aquaporin-3 ซึ่งเป็นโปรตีนที่ทำหน้าที่เป็นเหมือนประตูคอยปกป้องไม่ให้น้ำและสารโมเลกุลเล็กๆอย่าง Glycerin ออกจากผิวได้ (J Cosmet Dermatol. 2009 Mar;8(1):56-62.) จึงมีประโยชน์ด้านริ้วรอย และความชุ่มชื้น
  • Chia seed oil (Salvia hispanica seed oil) ประกอบด้วยกรดไขมัน Alpha-linolenic acid ในปริมาณสูงถึงราวๆ 60% และ linoleic acid ประมาณ 25% มีคุณสมบัติในการลดการอักเสบระคายเคือง และฟื้นฟู Barrier ของผิว น้ำมันเมล็ดเชีย มีการศึกษาในอาสาสมัครทั้งกลุ่มที่มีอาการผิวแห้งจากโรคไตระยะสุดท้าย และในอาสาสมัครสุขภาพดี พบว่าอาสาสมัครที่ใช้น้ำมันเมล็ดเชียความเข้มข้น 4% ในตำรับเป็นเวลา 8 สัปดาห์ มีอาการคันที่น้อยลง มีความชุ่มชื้นมากขึ้น มี Barrier ของผิวที่แข็งแรงขึ้น (สังเกตุได้จากค่าน้ำระเหยออกจากผิวที่ลดลง) (Ann Dermatol. 2010 May;22(2):143-8.) การทดสอบกับหนูทดลองพบว่า Alpha-linolenic acid และ Linoleic acid สามารถลดการสร้างเม็ดสีผิวจากรังสี UV ได้ และการทดสอบในเซลล์เพาะเลี้ยงพบว่า ALA สามารถกดการสร้างเม็ดสีผิวได้ดี รองลงมาคือ Linoleic acid และ กรดไขมันทั้งสอง ยังมีผลช่วยเสริมการผลัดผิวได้อีก (Arch Dermatol Res. 1998 Jul;290(7):375-81.)
  1. กลุ่มของวิตามิน มีส่วนผสมของวิตามินซี อี บี3 Folic acid และ Coenzyme Q10 ซึ่งวิตามินแต่ละตัวก็จะมีประโยชน์กับผิวในหลายๆด้าน เมื่อรวมกัน 5 ตัวนี้จะมีประโยชน์ในด้าน Whitening, Antioxidant, ริ้วรอย และช่วยให้ผิวแข็งแรง
  2. กลุ่มของสารสกัดจากพืช มีอยู่ด้วยกันหลายชนิด ได้แก่ สารสกัดจากใบ Bearberry, แตงกวา Mulberry, ชะเอม ที่ให้ประโยชน์เสริมกันในด้านของ Whitening ลดการอักเสบระคายเคือง และเป็น Antioxidant ช่วยในการชะลอวัย

ในภาพรวมจะเห็นได้ว่า สารบำรุงที่ใส่มามีประโยชน์ในหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็น Whitening เพิ่มความชุ่มชื้น ลดการอักเสบระคายเคือง เป็น antioxidant ช่วยชะลอวัย

 

ให้คะแนนกันดีกว่าค่ะ

  1. สารบำรุง ทั้ง 2 ผลิตภัณฑ์ใช้ส่วนผสมของสารบำรุงอยู่หลายชนิด ให้ประโยชน์ในด้านริ้วรอย ชะลอวัย ช่วยให้ผิวแข็งแรง ลดการอักเสบและระคายเคือง โดยกล่องชมพู มีสารของเปปไทด์ที่มีกลไกการออกฤทธิ์เป็นเอกลักษณ์ผ่าน Progerin ในผิว นำเข้ามาจากฝรั่งเศส ส่วนสีเขียว ในด้านของไวท์เทนนิ่ง เรียกได้ว่าจัดมาผ่านหลายกลไก ตั้งแต่ก่อนการสร้างเมลานิน ไปจนถึงหลังจากเมลานินเสร็จแล้ว และยังเสริมมาด้านผิวแข็งแรง โดยการทดแทนไขมันคืนให้แก่ผิวและเสริมการสังเคราะห์ AQP-3 ซึ่งเป็นโปรตีนที่ผิวใช้ในการเก็บกักน้ำได้ จุดนี้ขอให้ 5 ฟลาสก์
  2. ส่วนผสมอื่นๆ ทั้งสองชิ้นมาในเบสที่มีส่วนผสมของน้ำ สารดูดน้ำเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิว และน้ำมันจากธรรมชาติ ไม่มีส่วนผสมของซิลิโคน แอลกอฮอล์ และสารที่ไม่เป็นมิตรกับผิว รับไป 5 ฟลาสก์
  3. การใช้งาน ต้องบอกก่อนเลยว่า กลิ่นและเนื้อสัมผัสของเซรั่มทั้งสองขวดโดนจริตมาก ส่วนตัวมี่ชอบทั้งเนื้อสัมผัส และกลิ่น ส่วนด้านประสิทธิภาพ มี่ลองใช้มาประมาณเกือบๆ 2 อาทิตย์ พบว่า ในด้านความชุ่มชื้น ถือว่าทำมาได้ดี เมื่อทาเราจะได้ความรู้สึกสบายและผ่อนคลาย ใช้ได้ทั้งเช้าและเย็น แต่งหน้าแต่งตาทับได้ไม่เลอะ ไม่ลอก ไม่เป็นขุย ในด้านริ้วรอย พวกริ้วรอยตื้นๆก็จะดูจางไป ส่วนด้านริ้วรอย Whitening รอยคล้ำ จุดด่างดำต่างๆ และรอยหางตา อาจจะต้องใช้เวลาอีกซักหน่อยค่ะ จุดนี้ขอให้คะแนนความชอบไป 5 ฟลาสก์

คะแนน mezae

สุดท้ายนี้ต้องขอขอบคุณทางแบรนด์ Meaze’ ด้วยนะคะ ที่ส่งผลิตภัณฑ์ดีๆมาให้มี่ได้ทดลองใช้ และขอบคุณทุกท่านด้วยค่ะที่ติดตามรับชมมาจนจบ

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ทางแบรนด์โดยตรงเลยนะคะ

https://m.facebook.com/meazeorganic/

 

พบกันใหม่โอกาสถัดไป สวัสดีค่ะ

Disclaimer/conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากทางแบรนด์ Meaze’ การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสมตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล และผู้เขียนไม่ได้มีผลประโยชน์ใดๆในการขายสินค้า โปรดใช้วิจารณญาณ

Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสมเซรั่มไฮยาเติมน้ำให้ผิว ด้วยวัตถุดิบเติมน้ำนวัตกรรม Nanocapsule จากสเปน กับ Kimmist Hya aqua gel

สวัสดีค่ะ

วันนี้มี่มีรีวิวเซรั่มไฮยาที่น่าสนใจมาฝากกันนะคะ

เป็นเซรั่มไฮยาจากแบรนด์ Kimmist เจ้าเก่า ที่มี่เคยรีวิวไว้ตั้งแต่เมื่อปี 2015 แล้วค่ะ สมัยนั้นยังถ่ายรูปไม่ค่อยสวยเลย ฮ่าๆ แต่ก็แอบแนบลิงค์ไว้ให้เผื่อใครอยากไปตามดูนะคะ

Link Bedtime therapy: >>Click<<

Link eye cream: >>Click<<

เรียกได้ว่าเป็นสกินแคร์ที่อยู่คู่กับบ้านมียอนมาหลายปีเลยทีเดียว

ตอนนี้ทางแบรนด์ได้ออกสินค้าใหม่ เป็นเซรั่มไฮยา ที่เน้นเติมน้ำให้ผิวค่ะ มีชื่อว่า Kimmist Hya aqua gel ค่ะ

หน้าตาเป็นแบบนี้นะคะ

hya 1

ตัวเซรั่มมาในกล่องโทนสีขาวฟ้า ด้านในเป็นขวดปั๊มแบบ Airless ค่ะ

 

เนื้อเซรั่มเป็นแบบโปร่งแสง หรือ Translucent ไม่มีกลิ่น เพราะทางแบรนด์ไม่ได้ใส่น้ำหอมค่ะ

hya 2

เกลี่ยได้ค่อนข้างง่าย ชุ่มชื้น ให้สัมผัสบางเบา เย็นสบายผิว ไม่เหนอะหนะ

hya 3

ค่า pH อยู่ที่ราวๆ 5 – 6 นะคะ ถือว่าใกล้เคียงกับผิวดีค่ะ

hya 4

มาดูส่วนผสมกันบ้างดีกว่าค่ะ

ส่วนผสมเป็นดังนี้

สผส kim

จากส่วนผสมวันนี้มี่ทำสารบำรุงไว้ 2 สีค่ะ คือสีเขียว กับ สีฟ้า

  • สีเขียว เป็นกลุ่มของไขมัน จะมีส่วนผสมของ
    • Ceramides เป็นไขมันชนิดพิเศษที่เป็นองค์ประกอบสำคัญของ Barrier ผิว มีประโยชน์ในการทดแทนไขมันให้แก่ Barrier ผิว
    • Squalane เป็นสารที่ดัดแปลงโครงสร้างมาจากน้ำมันที่สร้างออกมาจากต่อมไขมันของเราที่มีชื่อว่า Squalene มีประโยชน์ในการเคลือบคลุมผิว รักษาความชุ่มชื้น
  • สีฟ้า เป็นกลุ่มของสารเติมน้ำ ซึ่งมีอยู่ด้วยกันหลายชนิด ได้แก่
    • Sodium hyaluronate, สารสกัดจากน้ำผึ้ง คอลลาเจน และ สารสกัดจากคาราจีแนน มีประโยชน์ในการเติมน้ำ เพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิว
    • Honey extract สารสกัดจากน้ำผึ้ง มีคุณสมบัติในการเติมน้ำ เพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิว เช่นกัน
    • Sodium PCA และ Serine จัดเป็นสารที่มีชื่อเรียกว่า Natural moisturizing factor หรือ NMF ทำหน้าที่ช่วยให้ผิวอุ้มน้ำได้ดีขึ้น
    • Glycogen อันนี้พิเศษนิดหน่อย ตัวนี้ทางผู้ผลิตวัตถุดิบเคลมว่า ผิวเราก็มี Glycogen นะ เป็นแหล่งเก็บพลังงานสำรองของผิว เมื่อแก่ตัวลง ปริมาณของ Glycogen ในผิวก็จะลดลง ทำให้ผิวทำงานได้ไม่ดีเหมือนผิววัยหนุ่มสาว การเสริม Glycogen ในระดับหลอดทดลองมีคุณสมบัติเสริมการสังเคราะห์ Hyaluron และ Ceramides, เสริมกลไกการปกป้องตัวเองจาก UV ตามธรรมชาติของผิวหนัง ข้อมูลในอาสาสมัครพบว่า ผิวอาสาสมัครมีความชุ่มชื้นเพิ่มขึ้น รูขุมขนกระชับ และริ้วรอยตื้นขึ้น

จุดที่น่าสนใจอยู่ตรงที่ส่วนผสมของ Glycerin, Ceramides, Squalane, Pentylene Glycol และ Sodium Hyaluronate 5 อย่างนี้ เป็นวัตถุดิบที่นำเข้าจากสเปน มีชื่อว่า Hyacermidyl

ตัววัตถุดิบนี้มีจุดเด่นอยู่ที่เป็นวัตถุดิบที่เก็บกักเอาสารสำคัญไว้ในระบบ Nanocapsule ชนิดผนังหลายชั้น ช่วยเสริมการดูดซึมผิว และค่อยๆแตกตัวปลดปล่อยเอาสำคัญออกมาให้ผิวทีละน้อยๆ จึงช่วยให้ผิวชุ่มชื้นได้นานแม้ทาเพียงครั้งเดียว

rm 1

(Image from Cobiosa)

ทางบริษัทเคลมว่า Hyaluron ที่เก็บกักนี้อยู่ในระบบที่ไม่มีน้ำในแคปซูลดังกล่าว เวลาลงผิวก็จะไปช่วยผิวอุ้มน้ำ แต่ถ้าเป็น Hya ทั่วๆไปที่เราใช้กัน นางดูดน้ำได้ดี นางจึงดูดน้ำไปตั้งแต่ในตำรับ จึงได้แค่เคลือบผิวให้ความชุ่มชื้นภายนอก

rm 2

(Image from Cobiosa)

ซึ่งวัตถุดิบตัวนี้มีเคลมไปถึงด้านลดริ้วรอยเลย เพราะเมื่อผิวเราอิ่มน้ำ ริ้วรอยตื้นๆก็จะจางหายไป

ในส่วนของเบส มาในเบสแบบอิมัลชั่น มีส่วนของน้ำมันที่มีประโยชน์ 2 ชนิด คือเจ้า Ceramides กับ Squalane ตามที่ได้กล่าวไปด้านบน ร่วมกับสารดูดน้ำให้ผิวในตระกูล Glycol/Diol ร่วมกับ Glycerin เหมือนมาเติมน้ำให้ผิวแบบจัดเต็ม แล้วฉาบปิดด้วย Squalane ไม่ให้น้ำที่อุตส่าห์เติมลงไประเหยหนีหายออกไป

ที่สำคัญคือไม่มีส่วนผสมที่ไม่เป็นมิตรกับผิว

ให้คะแนนกันดีกว่าค่ะ วันนี้แบ่งเป็น 3 หมวดเช่นเคย

  1. สารบำรุง ผิวของเรามีทั้งส่วนของน้ำและน้ำมัน เซรั่มเติมน้ำนี้ก็ไม่ได้มาเติมแค่น้ำ แต่ช่วยเติมน้ำมันให้ผิวไปด้วยพร้อมๆกัน สารเติมน้ำที่ใช้มีทั้งสารที่เป็น NMF และสารดูดน้ำเพิ่มความชุ่มชื้นอย่างไฮยา คอลลาเจน น้ำผึ้ง และตัวที่น่าสนใจอย่าง Glycogen ซึ่งข้อมูลจากผู้ผลิตวัตถุดิบกล่าวว่าให้ประโยชน์ครอบคลุมไปถึงด้านกระชับรูขุมขน และริ้วรอยไปด้วย ถ้าพิจารณาตามเคลมด้านเติมน้ำเฉยๆ นางถือว่าทำมาได้ดีไม่ต้องสงสัย รับไป 5 ฟลาสก์
  2. ส่วนผสมอื่นๆ เป็นเบสแบบอิมัลชั่น มีส่วนผสมของทั้งสารเติมน้ำ เติมไขมัน และสารเคลือบผิวรักษาความชุ่มชื้น ไม่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ ซิลิโคน และสารอื่นที่ไม่เป็นมิตรกับผิว เลยไม่มีที่ให้หักคะแนน รับไป 5 ฟลาสก์
  3. การใช้งาน ปกติเรามักจะเจอตัวเติมน้ำมาในรูปแบบของน้ำตบใสๆ หรือสารละลายหนืดๆ หรือไม่ก็เป็นเซรั่มใสๆ นานๆทีเราจะได้เจอตัวเติมน้ำที่มีเนื้อข้นหน่อยๆ และมีส่วนผสมของพวก Ceramides ไปพร้อมๆกัน ตัวนี้ฟิลลิ่งจะดูหนักกว่าแบบใสๆเหล่านั้นนิดหน่อย ทาแล้วจะนุ่มผิวดีค่ะ แต่ก็ไม่ได้ถึงกับเหนอะหนะมาก ส่วนตัวมี่ผิวแห้งก็ใช้ได้ ไม่ได้มีปัญหาแห้งเกินไป หรือมันเยิ้มในระหว่างวัน คิดว่าคนที่มีผิวมันก็น่าจะชอบ เพราะตัวเซรั่มไม่ได้หนักผิวเลย ให้ไป 5 ฟลาสก์

 

คะแนน kim

สุดท้ายนี้ต้องขอขอบคุณทางแบรนด์ Kimmist ด้วยนะคะ ที่ส่งผลิตภัณฑ์ดีๆมาให้มี่ได้ทดลองใช้ และขอบคุณทุกท่านด้วยค่ะที่ติดตามรับชมมาจนจบ

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ทางแบรนด์โดยตรงเลยนะคะ

https://www.facebook.com/kimmist.th/

http://www.kimmist.com/

 

สำหรับวันนี้คงต้องลากันไปเท่านี้ พบกันใหม่โอกาสถัดไป สวัสดีค่ะ

 

Disclaimer/conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากทางแบรนด์ Kimmist การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสมตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล และผู้เขียนไม่ได้มีผลประโยชน์ใดๆในการขายสินค้า โปรดใช้วิจารณญาณ