Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสมเซรั่มเสริมผิวแข็งแรง Ultimune Power Infusing Concentrate จาก Shiseido

ยอมรับก่อนเลยว่า เป็นผลิตภัณฑ์ที่รีวิวยากมากชิ้นหนึ่งในปี 2024 นี้เลย กับ Ultimune Power Infusing Concentrate จาก Shiseido

ด้วยความที่ทางแบรนด์มีเทคโนโลยีชั้นสูง ที่ซับซ้อนผ่านการวิจัยมานาน และน่าสนใจมาก เลยทำให้ Ultimune serum มีความน่าสนใจมาก

ก่อนไปดูส่วนผสม อยากกล่าวถึงเรื่องของ Lifeblood Research™ ของทางแบรนด์ก่อน

Lifeblood Research™ เป็นการศึกษาถึงศาสตร์แห่งการไหลเวียนของเลือด (Blood flow science) ซึ่งเกิดจากการสั่งสมความรู้และประสบการณ์จากงานวิจัยมากว่า 120 ปี ของทางแบรนด์

โดยทางแบรนด์พบว่า ความงามของผิวขึ้นอยู่กับระบบการไหลเวียนภายในผิว ที่ผนังของเส้นเลือดฝอย หรือ บริเวณ Endothelial ถ้าบริเวณนี้มีความแข็งแรง ก็จะทำให้นำส่งสารอาหารมายังผิวได้ดี ส่งผลให้ผิวสวยและแข็งแรง

(Image from Shiseido International Website)

ซึ่งประเด็นนี้ก็มีงานวิจัยจาก 3rd party (คนที่ไม่เกี่ยวข้องกับแบรนด์) มาสนับสนุน เช่น ทีมวิจัยของ Fewkes และคณะ พบว่า ถ้าการไหลเวียนเลือดไม่ดี จะทำให้มีการสะสมตัวของ Advanced glycation end products (AGEs) ในผิวมากขึ้น (Cardiovasc Diabetol. 2024;23(1):332.)

(Image from Shiseido International Website)

ปัจจัยที่ทำให้ผนังเส้นเลือดอ่อนแอลง ได้แก่ รังสี UV สภาวะผิวแห้ง ความเครียด และ Aging

โดยใน Ultimune จะใช้สารสกัดจากพลูคาว (Houttuynia Cordata Extract) ซึ่งทาง Shiseido มีผลวิจัยพบว่า ช่วยขยายหลอดเลือด ส่งเสริมกระบวนการไหลเวียนของเลือด ช่วยเพิ่มความแข็งแรงให้แก่ผนังหลอดเลือด ส่งผลต่อให้เซลล์ภูมิคุ้มกันดูแลผิวได้อย่างทั่วถึง ผิวจึงแข็งแรง

(Image from Shiseido International Website)

ยังมีอีกโมเลกุลหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับระบบหลอดเลือด คือ APJ (angiotensin domain type 1 receptor-associated protein) ซึ่งเป็น Softness sensor โมเลกุลนี้จะจับสัญญาณว่า เส้นเลือดมีความแข็งเกร็ง (Stiff) ไม่ยืดหยุ่นหรือไม่ โมเลกุลนี้จะอยู่ข้างๆ หลอดเลือดฝอย โดยพบว่าในผิวที่มีอายุเยอะ หรือ ผิวที่เส้นเลือดขาดความยืดหยุ่น ปริมาณของ APJ จะลดลง เส้นเลือดฝอยมีความเปราะ และไม่สมบูรณ์ ส่งผลสืบเนื่องไปสู่ Aging

อีกโมเลกุลหนึ่งที่มีความสำคัญไม่แพ้กัน คือ VE-cadherins ที่ทำหน้าที่ยึดเกาะผนังหลอดเลือดฝอยเอาไว้ด้วยกัน ซึ่งถ้า VE-cadherins น้อยลง จะทำให้ผนังหลอดเลือดไม่แข็งแรง ส่งผลให้ผิวทำงานได้น้อยลง และเกิดปัญหาต่างๆ ในเชิง Aging ตามมา

โดยสารสกัดจากพลูคาว สามารถเพิ่มปริมาณ VE-cadherins ได้

เสริมมาด้วยกระเจี๊ยบแดงที่ผ่านกระบวนการหมัก (Lactobacillus/hibiscus sabdariffa flower ferment filtrate) ซึ่งไปกระตุ้นการทำงานของเซลล์ภูมิคุ้มกันตัวหนึ่งที่ชื่อ NK cell โดยปกติแล้ว NK cells จะเป็นตัวกำจัดเซลล์ซอมบี้ หรือ Senescent cells ในผิว แต่เมื่อเราอายุเพิ่มขึ้น การทำงานของ NK cells จะลดลง ทำให้เซลล์ซอมบี้สะสมตัว และซอมบี้พวกนี้สามารถปล่อยสารที่ไปเหนี่ยวนำให้เซลล์ข้างเคียงเป็นเซลล์ซอมบี้ไปด้วย ทางแบรนด์เรียกกระบวนการนี้ว่า “Zombification”

(Image from Shiseido International Website)

อีก Mechanism หนึ่งของการกำจัดเซลล์ซอมบี้ หรือ Senescent cells คือ ผ่าน CD4 T cells โดยจะไปกำจัด Senescent cells ผ่าน HCMV receptor บนผิวเซลล์ซอมบี้

คอมบิเนชั่นของกระเจี๊ยบแดงและพลูคาว ทางแบรนด์เรียกเป็น Double inner defense

มาค่ะ เกริ่นไปยืดยาว เข้าบทรีวิวของเรากัน

Ultimune Power Infusing Concentrate มาในหน้าตาแบบนี้

ส่วนนี้จะเป็นกล่องของผลิตภัณฑ์

เนื้อเป็นเนื้อแบบกึ่งๆ เจล สีครีม มีกลิ่นหอมอ่อนๆ ให้ความรู้สึกผ่อนคลาย

โดยในส่วนของกลิ่นหอม ทางแบรนด์เคลมว่า เป็นกลิ่นในโทน Green floral ที่ให้ความรู้สึกผ่อนคลาย และมีเทคโนโลยี ImuCalm Compound™ ที่เบลนด์กลิ่นมาบำบัด เพื่อช่วยลดความเครียดทางอารมณ์อย่างมีประสิทธิภาพ

ซึ่งความเครียดก็จะนำไปสู่การปลดปล่อย Cortisol ที่มีผลทำให้เกิดกระบวนการอักเสบของผิวต่อไป

เกลี่ยได้ค่อนข้างง่าย ให้สัมผัสลื่น ชุ่มชื้น ไม่เหนอะหนะ

ส่วนผสมเป็นดังนี้

ในส่วนผสมมีสารบำรุงอยู่หลายชนิด แต่ละชนิดก็มีนวัตกรรมและเทคโนโลยีรองรับอยู่พอควร ซึ่งทางนี้มองว่า ทางทีมวิจัยของ Shiseido นั้นมีความเข้มแข็งมาก และมีการจดสิทธิบัตร เผยแพร่ผลงานวิจัยอยู่สู่สาธารณะอยู่เรื่อยๆ

มาเริ่มที่เทคโนโลยีหลักของแบรนด์ คือ Double inner defense ที่เป็นการเบลนด์ Fermented hibiscus กับ พลูคาว

  • สารสกัดจากพลูคาว (Houttuynia Cordata Extract) ซึ่งทาง Shiseido มีผลวิจัยพบว่า ช่วยขยายหลอดเลือด ส่งเสริมกระบวนการไหลเวียนของเลือด ช่วยเพิ่มความแข็งแรงให้แก่ผนังหลอดเลือดผ่านกระบวนการเพิ่มปริมาณ VE-cadherins ที่เป็นตัวยึดเกาะของ Endothelial ส่งผลให้ทั้งอาหารมาเลี้ยง และนำเซลล์ภูมิคุ้มกันมาดูแลผิวได้อย่างทั่วถึง ผิวจึงแข็งแรง (เข้าใจว่าเลยมีคำพ้องของคำว่า Immune ที่แปลว่าภูมิคุ้มกัน ในชื่อผลิตภัณฑ์นั่นเอง)
  • Fermented hibiscus extract (Lactobacillus/hibiscus sabdariffa flower ferment filtrate) ซึ่งไปกระตุ้นการทำงานของเซลล์ภูมิคุ้มกันตัวหนึ่งที่ชื่อ NK cell โดยปกติแล้ว NK cells มีหลายหน้าที่ หนึ่งในนั้นคือ การกำจัด Senescent cells หรือเซลล์ซอมบี้ในผิว แต่เมื่อเราอายุเพิ่มขึ้น การทำงานของ NK cells จะลดลง ทำให้เซลล์ซอมบี้สะสมตัว และซอมบี้พวกนี้สามารถปล่อยสารที่ไปเหนี่ยวนำให้เซลล์ข้างเคียงเป็นเซลล์ซอมบี้ไปด้วย ทางแบรนด์เรียกกระบวนการนี้ว่า “Zombification” ซึ่งเมื่อให้ Fermented hibiscus extract เข้าไป จะทำให้กระบวนการทำงานของ NK cells ดีขึ้น และกำจัดพวก senescent cells ออกไป (เรียกกระบวนการนี้ว่า Senolytics)

สารสกัดอีกตัวที่มีนวัตกรรมอลังการโฉ่งฉ่างไม่แพ้กัน ก็คือ wild thyme หรือ Thymus serpyllum extract

กลับมาที่เซลล์ภูมิคุ้มกันอีกรอบ คราวนี้มาดู Macrophage ซึ่งเป็นเซลล์ภูมิคุ้มกันที่สำคัญอีกตัวหนึ่ง ปกติน้องจะทำหน้าที่กินเชื้อแปลกปลอม เวลานางเข้ามาในร่างกายเรา โดย Macrophage มี 2 ชนิด คือ M1 และ M2

  • M1 เด่นในแง่การเหนี่ยวนำให้เกิดการอักเสบ (pro-inflammatory) และ M2 เด่นในแง่ลดการอักเสบ (anti-inflammatory)
  • เมื่อเราอายุเพิ่มขึ้น M1 จะเพิ่มขึ้น นำไปสู่สภาวะเสียสมดุลทางภูมิคุ้มกัน และเกิดเป็น “Inflammaging” โดยคอลลาเจนจะสลายตัวไปด้วยเป็นผลสืบเนื่องจากกระบวนการอักเสบ
  • ในปี 2022 Shiseido ค้นพบว่าเวลาเราอายุเพิ่มขึ้น จะมีปริมาณของสาร Cytokine ชนิด IL-34 ลดลงซึ่งไปทำให้ M1 เพิ่มขึ้น

  • ผลวิจัยจากทางแบรนด์พบว่า สารสกัดจาก wild thyme ไปเพิ่มปริมาณ IL-34 ซึ่งจะนำไปสู่
    การปรับสมดุลชนิดของ Macrophage M1/M2 ทำให้ผิวแข็งแรง ลดกระบวนการ
    อักเสบ และปกป้องคอลลาเจนในผิวต่อไป

ลองมาดูสารบำรุงอื่นๆ กันนะคะ

  • Lotus (Nelumbo nucifera) germ extract มีรายงานการวิจัยสนับสนุนถึงคุณสมบัติในการเปิดระบบ Autophagy เพื่อกำจัดโปรตีนที่ไม่ฟังก์ชั่นใน mitochondria ซึ่งเป็นเหมือนโรงพลังงานของเซลล์ และสามารถกระตุ้น Senescent fibroblast ให้กลับมาทำงานสร้างคอลลาเจนได้อีก (Aging (Albany NY). 2022;14(19):7662-7691.)
  • Sanguisorba officinalis root extract มีรายงานถึงความสามารถในการกระตุ้นการสังเคราะห์คอลลาเจนในหลอดทดลอง และลดริ้วรอยในอาสาสมัคร (Biosci Biotechnol Biochem. 2008;72(2):303-11.)  ยับยั้งการสลาย Hyaluronan ในระดับหลอดทดลอง และการทดสอบในอาสาสมัครพบว่าอาสาสมัครมีริ้วรอยลดลงเมื่อเทียบกับครีมเบส (Int J Cosmet Sci. 2019;41(1):12-20.) ลดการอักเสบ (J Ethnopharmacol. 2011;134(1):11-7.)
  • สารสกัดจากเห็ดหลินจือ (Ganoderma Lucidum (Mushroom) Stem Extract) มีงานวิจัยอยู่ค่อนข้างมากถึงประโยชน์ของเห็ดหลินจือ ซึ่งให้ประโยชน์ต่อผิวค่อนข้างกว้าง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ Soothing, ปรับสมดุลภูมิคุ้มกัน เป็น antioxidant เป็น whitening
  • Sodium carboxymethyl beta-glucan มีข้อมูลอยู่ว่าสามารถก่อฟิล์มบนผิว และมีคุณสมบัติในการปกป้องผิวจากสิ่งแวดล้อม รวมถึงเสริมการทำงานของเซลล์ภูมิคุ้มกัน และเพิ่มความชุ่มชื้น
  • Hydroxyproline เป็นหน่วยย่อยของคอลลาเจน นอกจากเพิ่มความชุ่มชื้นแล้วอาจจะมีประโยชน์ในด้านของการเสริมการสังเคราะห์คอลลาเจน
  • Trehalose เป็นน้ำตาลที่มีคุณสมบัติในการเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิว

นอกจากนี้จะมีส่วนผสมของสารสกัดจากพืชที่มีกลิ่นหอม ร่วมกับสารหอมอยู่หลายชนิด โดยอาจเบลนด์เข้ากันเพื่อสร้างกลิ่นในโทน Green floral ที่ให้ความผ่อนคลายตามเคลมของ Imucalm technology

จริงๆ ในส่วนผสมจะมีคู่ของ PEG/PPG-17/4 Dimethyl Ether และ PEG/PPG-14/7 Dimethyl Ether ซึ่งเป็นสารที่มีประโยชน์หลายอย่างไม่ว่าจะเป็นในด้านของการทำสูตร และในด้านของการเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิว และเป็นสารเอกลักษณ์ที่ทาง Shiseido ใช้ในหลายๆ ผลิตภัณฑ์

ให้คะแนน

  1. สารบำรุง หลักๆ ในภาพรวมจะเน้นไปที่ด้านของการปรับสมดุลระบบการไหลเวียนเลือดในผิว ให้ผิวแข็งแรงและทำงานได้ดี ร่วมกับการเสริมระบบภูมิคุ้มกัน ซึ่งจะให้ประโยชน์ต่อเนื่องไปในด้านของการชะลอวัย ดูแลปัญหาการอักเสบระคายเคือง และ inflammaging เสริมมาด้วยการเติมน้ำ และการเพิ่มความชุ่มชื้น ให้ไป 5 ฟลาสก์
  2. ส่วนผสมอื่นๆ มีส่วนผสมของ Alcohol แต่ส่วนตัวใช้ได้ไม่ได้มีปัญหาอะไร หักไป 1 คะแนน เหลือ 4 ฟลาสก์
  3. ความชอบ ส่วนตัวชอบทั้งในแง่ของกลิ่นผลิตภัณฑ์ เนื้อสัมผัส การเกลี่ย และความรู้สึกหลังทา ในภาพรวมเซรั่ม Ultimune ทำมาได้ค่อนข้างดี ตอบโจทย์ และการใช้งานมานานเกินปี รู้สึกว่าน้องช่วยให้ผิวแข็งแรง และชะลอปัญหาผิวต่างๆ ให้เกิดขึ้นช้าลง พร้อมทั้งให้ผิวเราทนทานต่อสภาพแวดล้อมได้มากขึ้น ให้ไป 5 ฟลาสก์

สุดท้ายนี้ขอขอบคุณทุกท่านที่ติดตามรับชมมาจนจบค่ะ พบกันใหม่คอนเทนท์ถัดไป สวัสดีค่ะ

ทางไปชอปปิ้ง

แอพส้ม https://s.shopee.co.th/1LPjJTlFw5

แอพฟ้า https://s.lazada.co.th/s.HCOWV?cc

Disclaimer/conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ซื้อด้วยตนเอง การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสม/วัตถุดิบตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล และผู้เขียนไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับบริษัทเครื่องสำอางใดๆ โปรดใช้วิจารณญาณ

Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสม กันแดดนวัตกรรมใหม่เกิดมาเพื่อพลิกโฉมวงการ ISDIN FusionWater Magic Repair

กลไกการฟื้นฟู DNA ที่เสียหายจากรังสี UV ฟังเผินๆ แล้วอาจเป็นไปไม่ได้ใช่ไหมคะ แต่จริงๆ แล้ว ร่างกายของเรา มีเอนไซม์ต่างๆ ที่คอย repair ความเสียหายของเซลล์ที่เกิดขึ้นเพราะรังสี UV อยู่

หนึ่งในนั้นคือเอนไซม์ที่ชื่อว่า Photolyase ซึ่งเป็นเอนไซม์ที่อยู่ในกลุ่ม Flavoprotein แต่ก่อนจะไปดูกลไกของเขา เราลองมาดูว่า รังสี UV ทำอะไรกับ DNA บ้าง

ในโครงสร้างของ DNA จะมีส่วนของเบส ที่ดูดซับรังสี UV แล้วเกิดความเสียหายได้ เช่น การเกิด Cyclobutane pyrimidine dimer (CPD) จากการดูดซับรังสี UVB ทีนี้พอเกิดความเสียหายไปแล้ว ก็จะมีระบบและกลไกมากำจัดทิ้ง 1 ในนั้นคือ การเกิดกระบวนการระเบิดตัวตาย ที่เรียกว่า “Apoptosis” ผ่านทางระบบภูมิคุ้มกัน แต่ปัญหาคือ UVA มันกดภูมิ ทำให้เซลล์ที่เสียหายเกิด Apoptosis ไม่ได้ ก็เลยพัฒนาต่อไปจนอาจเกิดมะเร็งผิวหนังได้

ในสิ่งมีชีวิตบางชนิด เช่น ใน แบคทีเรีย รา พืช มีเอนไซม์ที่เรียกว่า Photolyase ที่จะถูกกระตุ้นด้วยแสงในช่วง visible light (300 – 650 nm) แล้วไปตัด CPD ซ่อม DNA ที่เสียหายได้ แต่ว่าในคนเราไม่มีเอนไซม์นี้

แต่ว่าก็มีงานวิจัยที่ทดสอบกับเซลล์เพาะเลี้ยง พบว่าการให้ Photolyase จากภายนอกที่เอามาเก็บกักในรูปแบบของ Liposome สามารถลดจำนวน CPD ที่เกิดจากการฉายรังสี UVB ได้ (Decome et al. J Photochem Photobiol B. 2005;79(2):101-108)

ซึ่งในกันแดด ISDIN Fusion Water รุ่น Magic repair นี้ จะมีเทคโนโลยีที่ชื่อว่า DNA repairsomes® ซึ่งมีสิทธิบัตรรองรับ และมีการศึกษาในอาสาสมัคร > 15 การศึกษา ในแง่ของการฟื้นฟูความเสียหายของผิวที่เกิดจากรังสี UV และลดความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งผิวหนัง

โดยเมื่อใช้ DNA repairsomes® ร่วมกับสารกรองรังสี UV จะสามารถลดปริมาณของ CPD ได้ถึง 93% เลยทีเดียว ซึ่งถือว่าน่าสนใจมาก เดี๋ยวจะมีผลเทสต์ในผิวหนังมนุษย์มาเล่าต่อก่อนไปดูส่วนผสม

เกริ่นมาซะเยอะเลย มาดูหน้าตาของน้องกันดีกว่า

ตรงนี้จะเป็นส่วนของกล่อง

เนื้อเป็นแบบน้ำนม หนืดนิดหน่อย มีส่วนผสมของน้ำหอม แต่จะได้กลิ่นของสารกันแดดอยู่

เกลี่ยได้ง่าย ซึมไว แห้งไว ไม่เหนอะหนะ

ส่องดูใต้แสงแฟลช จะยังเห็นความวาวอยู่นิดหน่อย

ผลเทสต์ที่น่าสนใจและส่วนตัวมองว่าพลิกโฉมวงการกันแดดมาก คือ การทดสอบในผิวหนังมนุษย์ 2 การทดสอบนี้

การทดสอบแรกเป็นการฉายรังสี UVB ซึ่งตามที่เราเกริ่นๆ กันไปด้านบน รังสี UVB จะไปเหนี่ยวนำให้เกิดความเสียหายต่อ DNA ในรูปแบบของ CPD

ทางแบรนด์ก็เลยลองฉาย UV แล้วทากันแดด FusionWater Magic Repair ลงไป ก่อนจะฉาย Blue light ซึ่งเป็นตัว Activate เทคโนโลยี DNA Repairsomes® พบว่าปริมาณของ CPD ลดลงถึง 19% อันนี้คือ Repair ความเสียหายจาก UV ตามเคลม

ส่วนการทดสอบที่สอง เป็นการทากันแดดก่อน แล้วฉายรังสี UVA ซึ่งเป็นที่รู้กันว่าเป็นตัวการทำลายคอลลาเจนในผิวได้ ก็พบว่า การทากันแดด FusionWater Magic Repair นั้นปกป้อง และฟื้นฟูคอลลาเจนที่เสียหายไปเพราะรังสี UV และที่น่าสนใจมากคือ เพิ่มปริมาณคอลลาเจนได้มากกว่าบริเวณที่ไม่สัมผัสรังสี UV ได้ ถือว่าน่าสนใจมากเลยทีเดียว อันนี้ก็คือการ Reverse ผลเสียที่เกิดจาก UV ตามเคลม

ถึงเวลาวิเคราะห์ส่วนผสมแบบละเอียด

ถ้าเทียบกับรุ่นก่อน เรียกได้ว่า รุ่นใหม่นี้พอเป็น Magic Repair แล้วปรับใหม่ ปรับฉ่ำ ยกเครื่องใหม่หมดมาอย่างหรู

เริ่มจากสารกันแดด

  • Ethylhexyl salicylate เด่นกรองรังสี UVB
  • Ethylhexyl triazone เด่นกรองรังสี UVB ว่ากันว่ามีความเสถียรสูง
  • Bis-Ethylhexyloxyphenol methoxyphenyl triazine (Tinosorb S) ตัวนี้กรองรังสีได้ในช่วงกว้างทั้ง UVA UVB มีค่า Peak 310 และ 345 nm และมีฤทธิ์เสริมและบูสต์ค่า SPF เมื่อใช้คู่กับสารกันแดดอื่น เช่น Ethylhexyl triazone
  • Butyl methoxydibenzoyl methane (Avobenzone) เด่นในการกรองรังสี UVA
  • Phenylbenzimidazole sulfonic acid (PBSA) จุดเด่นของน้องคือเป็นกันแดดเคมีที่ละลายน้ำได้ เน้นกรองรังสี UVB เป็นหลัก กรองรังสี UVA ได้ในช่วงน้อยๆ ข้อมูลความคงตัวและความปลอดภัยค่อนข้างดี เวลาใช้ร่วมกันกับกันแดดเคมีตัวอื่นๆ จะช่วยเสริมประสิทธิภาพในการป้องกันรังสี UV ได้ดี รวมถึงช่วยเสริมความคงตัวให้แก่ Avobenzone และกันแดดเคมีตัวอื่นๆ ในตำรับ ให้สลายตัวได้ช้าลง

ถัดมาคือ Plankton extract ซึ่งจากชื่อเหมือนจะธรรมดา แต่จริงๆ แล้ว นางเป็นสารนวัตกรรมสิทธิบัตรของทาง ISDIN โดยมีการเตรียม Plankton extract ด้วยกรรมวิธีพิเศษ ภายใต้ชื่อ DNA Repairsomes® จะมีเอนไซม์ที่ชื่อ Photolyase เอนไซม์นี้จะไปมองหาความเสียหายของเบสบน DNA แล้วและเข้ามาฟื้นฟู โดยอาศัยพลังงานจากแสงช่วง Visible light มาเป็นตัว Activate (Kavakli, et al., in Advances in Protein Chemistry and Structural Biology, 2019)

ซึ่งการใช้ Photolyase เข้ามาในกันแดดนี้ ถือว่าเป็นประเด็นที่น่าสนใจสำหรับวงการเครื่องสำอาง โดยมีการกล่าวถึงในบทความว่า การฟื้นฟูความเสียหายดังกล่าวจะช่วยชะลอการเกิดริ้วรอย (Aging) รวมไปถึงมะเร็งผิวหนัง (Dermatol Ther (Heidelb) 9, 103–115 (2019)) และมีการทดสอบรองรับถึงประสิทธิภาพ โดยถ้าใช้เทคโนโลยี DNA Repairsomes® คู่กับสารกันแดดจะสามารถลดปริมาณ CPD ได้ถึง 93%

ถัดมาเป็นกลุ่มเปปไทด์

  • Combination ของ Palmitoyl Tripeptide-1, Palmitoyl Tetrapeptide-7 คือ Matrixyl 3000 ซึ่งเสริมกระบวนการสังเคราะห์เส้นใยต่างๆ (Extracellular matrix; ECM) รวมถึงฟื้นฟูโครงสร้าง ECM เพื่อให้ผิวกระชับ ลดเลือนริ้วรอย
  • Pentapeptide-34 Trifluoroacetate ซึ่งมีชื่อทางการค้าว่า peptide q10™ biofunctional ของบริษัท Ashland chemicals โดยนางมีคุณสมบัติพิเศษ คือ ไปเสริมกระบวนการสังเคราะห์ Coenzyme Q10 ตามธรรมชาติของผิว ซึ่งปกติแล้ว Q10 เป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่มีประสิทธิภาพสูงมาก การมี Q10 อยู่ ก็หมายความว่าผิวเราจะมีความสามารถในการกำจัดอนุมูลอิสระที่ดีขึ้นนั่นเอง นอกจากนี้ตัวเปปไทด์นี้ยังเสริมการสังเคราะห์สารพลังงานสูง ATP และลดเลือนริ้วรอยให้แลดูจางลงไปพร้อมๆ กัน

มี Antioxidant จากวิตามินอี 2 ฟอร์ม คือ Tocopherol, Tocopheryl acetate

เติมน้ำด้วย Hya, Arginine และ Sodium lactate

ดังนั้นจากที่กล่าวมา กันแดดนี้ทำได้ครบตามเคลม 3 สิ่ง Protect-Repairs-Reverts ข้างกล่อง

  • Protect ป้องกันผิวหนังจากทั้งรังสี UV, blue light และมีสารก่อฟิล์มที่เคลือบผิวปกป้องผิวจากมลภาวะ
  • Repairs ฟื้นฟูความเสียหายที่เกิดขึ้นจากรังสี UV
  • Reverts ผ่าน 3 กลไก คือ เสริมกระบวนการทำงานของ Coenzyme Q10 ที่เป็นกลไก antioxidant ภายในผิว เสริมการสังเคราะห์คอลลาเจนให้ผิวกระชับ และเติมน้ำผ่าน Hya ให้ผิวชุ่มชื้น ยืดหยุ่น

มาให้คะแนนกัน

  1. สารกันแดดและสารบำรุง สารกันแดดทำมาได้ค่อนข้างครบกันได้ครบจบทั้ง UVA UVB และสารที่ใส่มาเสริมกันและกันให้มีความเสถียร ในส่วนของสารบำรุง คงต้องยกให้เทคโนโลยีสิทธิบัตร DNA repairsomes® ซึ่งมีทั้งผลทดสอบ และผลงานตีพิมพ์รองรับในการฟื้นฟูความเสียหายที่เกิดขึ้นจากรังสี UV เสริม peptides มาเพื่อดูแลริ้วรอยและเสริมกระบวนการต่อต้านอนุมูลอิสระของผิวตามธรรมชาติให้มีความแข็งแรง เอาไปเลย 5 ฟลาสก์
  2. ส่วนผสมอื่นๆ ไม่มีสารที่ไม่เป็นมิตรกับผิว รับไป 5 ฟลาสก์
  3. ความชอบ ชอบแรก ชอบ Formulation ที่เลือกใช้สารมาเสริมกันได้อย่างลงตัว ชอบสอง ชอบเนื้อที่ทำออกมาได้บางเบา ไม่เหนอะหนะ ทางนี้ผิวผสม-แห้งก็ยังไหว ระหว่างวันไม่แห้งตึง ไม่เยิ้ม อาจจะมีบ้างถ้าดื่มน้ำน้อย ก็ใช้น้ำแร่สเปรย์หน่อย ส่วนตัวไม่ได้ออกแดดเยอะ เลยไม่ได้เติมระหว่างวัน แต่ว่าแม้จะออกแดดจัดๆ เช่นแบบไปเที่ยวไรงี้ ก็ยังรอดอยู่ เย็นนั้นไม่แดง เช้าถัดมาและอีก 2-3 วันไม่ได้หมองลง ถือว่าทำมาได้ดี ให้ไป 5 ฟลาสก์ 

สุดท้ายนี้ต้องขอขอบคุณทางแบรนด์ ISDIN สาขาประเทศไทยด้วยค่ะ ที่ส่งผลิตภัณฑ์ใหม่มาให้ได้ทดลองใช้ และขอบคุณทุกท่านที่ติดตามมาจนจบบทความ

สําหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ทางแบรนด์ได้โดยตรงเลยนะคะ

Facebook https://www.facebook.com/ISDINTHAILAND/

ทางไปตำ

แอพส้ม https://s.shopee.co.th/7fJaPgc8bR

แอพฟ้า https://s.lazada.co.th/s.HPMRO?cc

Disclaimer/conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากทางแบรนด์ ISDIN ประเทศไทย การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสม/วัตถุดิบตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล และผู้เขียนไม่ได้มีผลประโยชน์ใดๆในการขายสินค้า โปรดใช้วิจารณญาณ

Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสม Barrier protecting serum ในไลน์ Biobalance จาก Kamedis เซรั่มดูแล Barrier ผิวในมิติใหม่

Blog นี้ขอหยิบเอาเซรั่มที่ดูแล Barrier ผิวตัวใหม่ของ Kamedis มารีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสมกันนะคะ

โดยเซรั่มนี้มาใสขวดสีม่วง ในไลน์ Bio balance มีชื่อเต็มๆ ว่า Barrier protecting serum

หน้าตาประมาณนี้

ส่วนนี้จะเป็นตัวกล่องค่ะ

อยากจะโฟกัสที่คำว่า Microbiome research ที่ด้านมุมซ้ายล่าง เพราะว่า ตัวนี้เน้นดูแลปรับสมดุล Microbiome มีผลเทสต์การทดสอบการเจริญของแบคทีเรียที่พบได้บนผิว

ส่วนผสมของสารบำรุง เด่นเติมน้ำให้ผิวและดูแลการระคายเคืองไปพร้อมๆ กัน โดยมีการทดสอบประสิทธิภาพในอาสาสมัครรองรับ

เคลมหลักของผลิตภัณฑ์ตัวนี้จะกล่าวไว้ว่า

  • เพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิวได้ยาวนาน 24 ชั่วโมง
  • ลดสัญญาณของผิวบอบบาง เช่น ผิวแห้ง แดง
  • เพิ่มความกระชับและยืดหยุ่น
  • พัฒนาสูตรมาเพื่อผิวบอบบางแพ้ง่าย

เนื้อผลิตภัณฑ์เป็นดูเหมือนเป็นเจลครีม มีสีเบจ ซึ่งเป็นสีที่มาจากสารสกัดจากธรรมชาติ

เกลี่ยได้ง่าย ให้สัมผัสชุ่มชื้น ไม่เหนอะหนะ ไม่มีส่วนผสมของน้ำหอม

ส่วนผสมเป็นดังนี้

ก่อนไปวิเคราะห์ส่วนผสม อยากเล่าเรื่อง Barrier ผิวนิดหน่อยก่อน คือ พอพูดถึง Barrier ผิว หลายๆ คนจะนึกถึง Ceramide แต่จริงๆ แล้ว Barrier ผิวนั้นมีความซับซ้อนและมีอยู่หลายมิติเหมือนกัน Ceramides เป็นแค่เพียงส่วนหนึ่ง

ถ้าแบ่ง Barrier ผิวแบบง่ายๆ จะแบ่งเป็น 4 กลุ่มตามประเภท

  • Physical barrier เป็นกลไกทางกายภาพ ผิวหนังที่สมบูรณ์ไม่มีบาดแผลเป็นตัวปกป้องไม่ให้ของดีๆ ภายในออกไปข้างนอก และป้องกันไม่ให้อันตรายจากภายนอกเข้ามาข้างใน
  • Chemical barrier เป็นกลไกทางเคมี ที่ผิวเราสร้างขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็นการรักษาสภาวะ pH ให้เป็นกรดอ่อนๆ เพื่อป้องกันไม่ให้เชื้อก่อโรคเจริญ การสร้างพวกไขมันต่างๆ มากันน้ำระเหยออก พวก NMF ที่มาจับน้ำ
  • Immunological barrier เป็นกลไกจากระบบภูมิคุ้มกันของผิวเรา เช่น กลุ่มของเซลล์ภูมิคุ้มกัน และ Antimicrobial peptide ที่ผิวสร้างขึ้นมา
  • Microbiome barrier โดย Microbiome เป็นเหมือนชุมชนของจุลินทรีย์หลากหลายชนิด น้องมีปฏิกิริยากับผิวเราทำให้ระบบภูมิคุ้มกันของเราแข็งแรง รวมถึงสร้างสารที่มีประโยชน์ให้แก่ผิว ถ้าจุลินทรีย์มีความสมดุล มีชนิดที่หลากหลาย ผิวก็จะมีความแข็งแรง

มาดูส่วนผสมที่น่าสนใจกันนะคะ

  • คอมบิเนชั่นของ Anhydroxylitol, Xylitylglucoside, Xylitol คือ AquaxylTM เป็นคอมบิเนชั่นที่มีประโยชน์ในการเสริม Barrier ผิวผ่านหลายกลไก มีเคลมว่าเป็น “Anti-dehydration shield” ผ่านการเสริมการสร้างองค์ประกอบต่างๆ ที่เป็นส่วนหนึ่งของ Barrier ผิว ทำให้ผิวแข็งแรง และลดการระเหยของน้ำออกจากผิว

ข้อมูลจากผู้ผลิตวัตถุดิบมีดังนี้

  1. การทดสอบในเซลล์เพาะเลี้ยง พบว่า Aquaxyl สามารถเพิ่มการสังเคราะห์สารกลุ่ม Glycosaminoglycans (GAGs) ที่จับน้ำให้ผิว เช่น Hyaluronic acid อาจจะเพิ่มไม่มาก และ Condroitin sulfate ตัวนี้เพิ่มขึ้นเยอะเลย
  2. การทดสอบในผิวหนังมนุษย์ที่ตัดมาเลี้ยง (Ex vivo) พบว่า Aquaxyl เพิ่มการสังเคราะห์ Ceramide ในผิวได้

3. การทดสอบในอาสาสมัคร เปรียบเทียบกับครีมเบส (placebo) พบว่า Aquaxyl เพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิว และให้ Barrier ผิวแข็งแรงขึ้น (วัดจากค่าการระเหยของน้ำออกจากผิว – Trans epidermal water loss; TEWL ที่ลดลง)

เอาจริง แค่ Aquaxyl ก็เริ่ดแล้ว มาเจอกับสารสกัดสูตร Botaniplex® calm technology เข้าไปอีกก็คือดีงามขึ้นไปอีก ซึ่งคอมบิเนชั่นของ Botaniplex® Calm นี้ ทางแบรนด์ได้มีการทดสอบประสิทธิภาพในทั้งระดับหลอดทดลอง เซลล์เพาะเลี้ยง และผิวหนังจำลอง พบว่าเด่นในแง่ของการลดกระบวนการอักเสบ มีคุณสมบัติเป็น Antioxidant และ เสริมกระบวนการสร้าง antimicrobial peptide ที่ชื่อ defensin ที่ทำหน้าที่ปกป้องผิวจากจุลินทรีย์ โดยรวมก็คือ สารสกัดชุดนี้มีประโยชน์ในการดูแลการระคายเคือง และให้ผิวแข็งแรงขึ้น

     ที่น่าสนใจเรื่อง Microbiome คือ สารสกัดในคอมบิเนชั่นนี้มีการทดสอบว่า สามารถลดการเจริญของจุลินทรีย์ที่ไม่ดี (เอา Staphylococcus aureus มาเป็นตัวแทน) และเสริมการเจริญของจุลินทรีย์ที่ดี (เอา S. epidermidis มาเป็นตัวแทน)

     เราลองมาดูจุดเด่นของสารสกัดบางชนิดในคอมบิเนชั่นนี้ และงานวิจัยที่รองรับกัน

  • Glycyrrhiza Glabra (Licorice) Root Extract สารสกัดจากชะเอม ซึ่งเด่นในแง่ของการดูแลการอักเสบระคายเคือง ให้ความรู้สึกสบายผิว โดยประกอบด้วย Glycyrrhizic acid ที่มีฤทธิ์เด่นและมีงานวิจัยรองรับอยู่หลายฉบับ โดยฉบับหนึ่งที่น่าสนใจคือ การทดลองในอาสาสมัคร ที่เป็นผิวหนังอักเสบ Atopic ให้ทาเจลที่มีชะเอมความเข้มข้นต่างๆ เป็นเวลา 2 สัปดาห์ พบว่าอาสาสมัครมีอาการคัน รอยแดง และอาการบวมของรอยโรคลดลง (Saeedi et al., J Dermatolog Treat. 2003; 14(3):153-7.)
  • Scutellaria baicalensis extract ตัวนี้เป็นสมุนไพรในตำรับยาจีน มีชื่อว่าหวงฉิน มีงานวิจัยรองรับประสิทธิภาพในด้านความงามและผิวพรรณอยู่พอควร สารสำคัญที่พบในหวงฉิน คือ Baicalin เด่นเรื่องคุณสมบัติในการต่อต้านการอักเสบ เป็น Antioxidant ทั้งทางตรง คือ ไปกำจัดอนุมูลอิสระ และทางอ้อม คือ ไปเปิดระบบ NRf2 ซึ่งเป็นตัวปรับสมดุล Redox ในเซลล์ เสริมการสร้างเอนไซม์และสารที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการกำจัดอนุมูลอิสระ ทำให้เซลล์ทนทานต่ออนุมูลอิสระมากขึ้น (กล่าวถึงใน Ma et al., Free Radic Biol Med. 2018;129:492-503.)
  • Cnidium monnieri extract เป็นสมุนไพรในตำรับยาจีนอีกตัว มีข้อมูลงานวิจัยล่าสุดเมื่อ พ.ค. ปีนี้ (2024) วิจัยในระดับเซลล์เพาะเลี้ยงพบว่า สามารถลดผลของ a-MSH ในการกระตุ้นการสร้างเม็ดสี โดยไปลดการสร้างเอนไซม์ Tyrosinase (Plants (Basel). 2024;13(10):1305.) ลดอาการแพ้สัมผัส (Allergic contact dermatitis) ในสัตว์ทดลอง (Biol Pharm Bull. 2002;25(6):809-12.)

นอกจากสารสกัดจากพืชในกลุ่ม Botaniplex® Calm แล้ว ในเซรั่มยังเสริมสารบำรุงอื่นๆ อีก ได้แก่

  • แร่ธาตุเบลนด์ Magnesium Aspartate, Zinc Gluconate, Copper Gluconate ซึ่งเสริมกระบวนการทำงานของผิวหลายประการ ตั้งแต่เรื่องสมดุลการสร้าง-เจริญ ไปจนถึงการชะลอวัย
  • Allantoin ดูแลการระคายเคือง และให้ความรู้สึกสบายผิว
  • Panthenol เพิ่มความชุ่มชื้น พร้อมกับ ดูแลการระคายเคือง และให้ความรู้สึกสบายผิว
  • Niacinamide มีประโยชน์กับผิวหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นด้านของการเสริมการสร้างไขมันที่เป็น Barrier ผิว ดูแลการอักเสบระคายเคือง เป็น whitening
  • เติมน้ำด้วย Hyaluron
  • Tropolone ตัวนี้เป็น synthetic antioxidant ที่ช่วยปกป้องทั้งสารในสูตรตำรับและอาจให้ประโยชน์ในการดูแลผิว และเสริมประสิทธิภาพของสารกันเสียในสูตรตำรับ

เบสมาในเบสแบบเจลครีม ใช้ C13-15 Alkane เป็นสารไขมันที่ช่วยให้ผิวนุ่ม (Emollient) เนื้อบางเบา ไม่เหนอะหนะ ข้อมูลความปลอดภัยค่อนข้างดี มีชื่อเล่นในวงการว่า Hemisqualane

มาให้คะแนนกัน

  1. สารบำรุง ส่วนตัวมองว่า น้องค่อนข้างเด่นในแง่ของการดูแลปัญหาการระคายเคืองผิวผ่านหลายๆ กลไก พร้อมทั้งเสริมความชุ่มชื้นผ่านกลไกการเติมน้ำเป็นหลัก มีผลเทสต์ในด้านของการดูแลเรื่องสมดุล microbiome ให้ผิวแข็งแรง และอาจให้ประโยชน์ไปถึงด้าน whitening จุดนี้ขอให้ 5 ฟลาสก์
  2. ส่วนผสมอื่นๆ ไม่มีสารที่ไม่เป็นมิตรกับผิว ไม่มีที่ให้หักคะแนน รับไป 5 ฟลาสก์
  3. ความชอบ ส่วนตัวคิดว่าเรื่อง soothing (สบายผิว) น้องม่วงทำมาได้ดีมาก 10 10 10 เนื้อเซรั่มทำมาได้บางเบา ไม่เหนอะหนะ ในขณะที่ยังให้ความชุ่มชื้นค่อนข้างดี ให้ความรู้สึกสบายผิว ทางนี้เอามาแทรกในรูทีน คั่นกลางระหว่างเซรั่มเบสน้ำ กับ เบสแบบครีมได้พอดีแบบลงตัวมาก ใช้ได้ทั้งเช้า-เย็น ให้ความชอบไป 5 ฟลาสก์

สุดท้ายนี้ขอขอบคุณทางแบรนด์ Kamedis สาขาประเทศไทย ที่ส่งผลิตภัณฑ์ดีๆ มาให้เป็นของขวัญ และขอบคุณทุกท่านที่ติดตามรับชมมาจนจบ

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถติดต่อสอบถามทางแบรนด์ได้โดยตรงเลยนะคะ

https://web.facebook.com/Kamedisth

ทางไปชอปปิ้ง

แอพส้ม https://s.shopee.co.th/7pcZ9A27BG

แอพฟ้า https://s.lazada.co.th/s.sT41b?cc

Disclaimer/Conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับเป็นของขวัญจากทางแบรนด์ Kamedis สาขาประเทศไทย การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสม/วัตถุดิบตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล และผู้เขียนไม่ได้รับค่าตอบแทนจากการเขียนรีวิว และไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับบริษัทเครื่องสำอางใดๆ โปรดใช้วิจารณญาณ

Image

Mini review: เซรั่มวิตามินซี เทคโนโลยี Colloidal Gold จาก Per Se Gold C antioxidant serum

เซรั่มวิตามินซีร่างทอง ที่แปลว่าทองจริงๆ เพราะมีส่วนผสมของ Colloidal gold

Per Se รุ่น Gold C Antioxidant serum

น้องเป็นเซรั่ม LAA เนื้อบางเบา เป็นเบสแบบน้ำ ใช้ง่าย ซึมไว ยัดลงรูทีนได้ง่าย

ส่วนผสมเป็นดังนี้

วิเคราะห์ส่วผสม

ในด้านของสารบำรุง

  • คอมบิเนชั่นของ Water, Sorbitol, Xanthan Gum, Ascorbic Acid, Gold, Glutathione เป็นคอมบิเนชั่นของวัตถุดิบ Golden C เป็นการเอา Ascorbic acid (AA) มาเกาะบนผิวอนุภาค Colloidal gold แล้วเอา Glutathione มาใช้คู่กัน เพื่อให้ Glutathione ช่วยรักษาเสถียรภาพของ AA เอาไว้ และเพิ่มความคงตัว โดยตัว Colloidal gold เพิ่มการดูดซึมวิตซีลงผิว มีผลเทสต์จากผู้ผลิตวัตถุดิบในด้านของการดูดซึม และประสิทธิภาพในการปกป้องการเกิดอนุมูลอิสระในผิว และการเสริมการสร้างคอลลาเจน
  • Pseudoalteromonas ferment extract เป็นสารที่ได้จากกระบวนการหมักจุลินทรีย์ในท้องทะเล มีข้อมูลอยู่เกี่ยวกับประโยชน์ในด้านของการเพิ่มความชุ่มชื้น และการเสริม Barrier ผิวให้แข็งแรง
  • เติมน้ำด้วย Saccharide isomerate สารเพิ่มความชุ่มชื้นที่เกาะกับโปรตีนผิว ช่วยจับน้ำให้ผิวชุ่มชื้นยาวนาน ใช้ร่วมกับ Hya

ในภาพรวมการใช้ Colloidal gold เข้ามาถือเป็นอีกเทคนิคที่น่าสนใจในเรื่องของการนำส่ง AA เข้าผิว และเสริมความคงตัวโดยการใช้ Glutathione ร่วม

ทางไปตำ

แอพส้ม https://s.shopee.co.th/3ArAY9syA5

Disclaimer: received as a gift, self-opinion

Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสมแอมพูลนิวโรไมด์ในตำนาน Curecode Neuromide Ampoule

มันจะมีอยู่ Ampoule หนึ่งที่ดิฉันบอกจะมารีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสม แล้วยังไม่มาซักที มากี่โมง

วันนี้ได้ฤกษ์แล้วค่ะ วิเคราะห์ส่วนผสม Curecode neuromide ampoule

น้องเป็นผลิตภัณฑ์แรกที่เปิดโลกหญิงให้เข้ามาสู่โลกของ Curecode ต่างๆ ได้ลองครั้งแรกก็ตอนรอไปแย่งกดโปร 1 แถม 1 ตอนเที่ยงคืน สมัยนั้น แล้วกดได้ด้วย (มีความขิงนิดๆ)

มาค่ะ วันนี้มารีวิวซะที

น้องมาในหน้าตาแบบนี้

อันนี้เป็นหน้าตากล่อง

เนื้อสัมผัสจะเป็นเนื้อแบบเจลครีม มีความหนืดหน่อยๆ ไม่มีกลิ่นเนื่องจากไม่มีส่วนผสมของน้ำหอม

เกลี่ยได้ค่อนข้างง่าย ให้ความชุ่มชื้นดี สบายผิว

ก่อนไปดูส่วนผสม เรามาทำความรู้จักกับคอนเซปท์และนวัตกรรมของแบรนด์ Curecode อีกสักรอบ

แบรนด์ Curecode นั้นเป็นแบรนด์ที่พัฒนาโดย Dr.Raymond Park ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวแพ้ง่ายและบอบบางระดับโลก ซึ่ง Dr. นั้นมีงานวิจัยตีพิมพ์ในวารสารวิชาการ และสิทธิบัตร รวมถึงได้รับรางวัลมาการันตีความสามารถมากมาย

Key technology ที่สำคัญของ Curecode คือ Neuromide Skin-Biome® Science และ Crystal Lamella MES® Technology ซึ่งเป็นเทคโนโลยีสิทธิบัตร

เรียกได้ว่า ถ้าพูดถึง Curecode ให้นึกถึง Neuromide ซึ่งมีชื่อ INCI name ว่า N-palmitoyl serinol (ขอย่อว่า NPS) โดยสารนี้จัดเป็น Postbiotic เพราะว่าเป็นสารที่จุลินทรีย์ Probiotics ที่เป็นเชื้อเจ้าบ้านบนผิวของเราสร้างขึ้นมา

โดยกลไกของ NPS นั้น เชื่อว่า สารมีสูตรโครงสร้างคล้ายกับ N-palmitoyl ethanolamine ซึ่งเป็นสารที่จับกับตัวรับ endocannabinoid system แล้วให้ประโยชน์ที่ดีกับผิวหลายอย่าง 1 ใน นั้น ที่เสริมการทำงานของ Barrier แล้วให้ผิวแข็งแรง คือ ความสามารถในการเสริมการสังเคราะห์ Ceramide

โดยมีงานวิจัยที่น่าสนใจอยู่ 2 ชิ้น

  • การศึกษาในปี 2021 พบว่าการทา NPS ในโมเดลหนูทดลองที่เป็นโรค Atopic dermatitis โดยให้หนูทาตำรับ 0.5% NPS วันละ 2 ครั้ง เป็นเวลา 1 สัปดาห์ พบว่า NPS เร่งการฟื้นฟู Barrier ผิว และลดการระเหยของน้ำออกจากผิว (Trans-epidermal water loss; TEWL) ได้ (Wen et al., Can J Vet Res. 2021;85(3):201-204.)
  • การศึกษาอีกชิ้น ทำในผิวหนังเพาะเลี้ยง NPS นั้น สามารถกระตุ้นการสังเคราะห์ Ceramide ผ่าน Receptor CB-1 ของระบบ endocannabinoid system โดยเฉพาะ Ceramide สายยาว (long-chain fatty acids (FAs) (C22-C24)) ที่มีความสามารถในการเป็น Barrier ที่แข็งแรง (Int J Mol Sci. 2021;22(15):8302.)

การใช้ Pre-Pro-Post biotics ร่วมกัน เราอาจเรียกได้ว่าเป็น Tri-biotics โดยทาง Curecode มีการเลือกใช้ Tribiotics ดังภาพ

(Image from Curecode)

ผลิตภัณฑ์นี้ผ่านการทดสอบการระคายเคืองในอาสาสมัคร และ ผ่านการรับรองกลุ่ม Whitening และ Wrinkle care จาก องค์กรอาหารและยาเกาหลี (KFDA)

ตัวเทคโนโลยี Skin like technology มีสิทธิบัตรรองรับ เป็นการพัฒนาสูตรมาให้มีการจัดเรียงตัวเป็น Lamellar แบบไขมันที่เป็นองค์ประกอบของ Barrier ผิว

ส่วนผสมเป็นดังนี้

ส่วนผสมชุดนี้ทำไว้หลายสีอยู่เหมือนกัน

ขอเริ่มที่ Combination signature ของแบรนด์ Curecode ชุดแรก Tri-biotics ได้แก่

  • Prebiotics: N-acetyl glucosamine (NAG) เป็นอาหาร probiotics กลุ่ม Lactobacillus spp. ร่วมกับ Sialyl lactose เป็นอาหาร probiotics กลุ่ม Bifidobacterium spp.
    • โดย NAG มีประโยชน์กับผิวอีกหลายอย่างเลยจะหยิบมาพูดอีกรอบ
  • Probiotics: Bifida ferment lysate (BFL) ที่มีประโยชน์หลายประการ เด่นๆ น้องจะ ฟื้นฟูและปรับสภาพ สมดุลผิวผ่านหลายๆ กลไก ล่าสุดงานวิจัยของ Wang และคณะ ตีพิมพ์เมื่อปีที่แล้วเจอว่า BFL ปรับสภาพสมดุลผิวผ่านหลาย Gene หลายกลไก ผลโดยรวมคือ ผิวแข็งแรง ลดการระคายเคือง และเสริมความต้านทานของผิวให้ผิวเราทนทานมากขึ้น (J Cosmet Dermatol. 2023;22(12):3427-3435.)
  • Postbiotics: Neuromide® หรือ N-palmitoyl serinol ให้ผิวแข็งแรงเช่นกัน

ถัดมาเป็นเทคโนโลยี Skin like MES ที่บรรจุสารไว้หลายชนิด ที่น่าสนใจ คือ Phytosterol และ Ceramide NP (Ceramide 3) เอาไว้ เสริม Barrier ผิวอีก 1 กรุบ

นอกจากเทคโนโลยีหลักแล้ว ก็ยังเสริมสารบำรุงที่มีประโยชน์เข้ามาอยู่หลายตัว เช่น

  • Niacinamide ที่มีประโยชน์กับผิวหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นด้าน Whitening ผ่านการยับยั้งการส่งผ่านเม็ดสีที่สร้างเสร็จแล้วไม่ให้ออกมาด้านนอก รวมไปถึงด้านการดูแลการอักเสบระคายเคือง Antioxidant เสริมการสร้าง Barrier ผิว และควบคุมความมัน
  • NAG ตัวนี้เป็นอนุพันธ์ของน้ำตาล และเป็นหน่วยย่อยในสาย Hya มีรายงานว่า NAG สามารถยับยั้งการ Glycosylation เพื่อเปลี่ยน pro-tyrosinase ไม่ให้เป็น tyrosinase จึงไม่มีฤทธิ์สร้างเม็ดสี ควบคุมการผลัดเซลล์ผิว เพิ่มความชุ่มชื้น (Int J Cosmet Sci. 2010;32(3):234.) มีการศึกษาโดย Kimball และคณะเมื่อปี 2010 ให้อาสาสมัครทาครีมที่มีส่วนผสมของ Niacinamide 4% + NAG 2% ในอาสาสมัครจำนวน 101 คน เป็นเวลา 10 สัปดาห์ เทียบกับครีมเปล่าที่ไม่มี B3+NAG พบว่ากลุ่มที่ได้รับครีม B3+NAG มีสีผิวที่สม่ำเสมอขึ้น จุดด่างดำต่างๆ แลดูจางลง (Br J Dermatol. 2010;162(2):435-41.)
  • Resveratrol สาร Antioxidant ตัวแม่ตัวหนึ่งในวงการ นอกจากคุณสมบัติในการเป็น Antioxidant แล้ว ยังมีงานวิจัยกล่าวถึงคุณสมบัติในการเป็น Whitening และ Anti-aging ผ่านหลายๆ กลไก เช่น การทดสอบในหนูทดลองพบว่า Resveratrol สามารถลดการสร้างโปรตีนที่เกี่ยวกับการสร้างเม็ดสี Melanin ได้หลายชนิด รวมทั้งยับยั้งการสังเคราะห์ Tyrosinase ได้ด้วย และยังให้ผลลดการสร้างสีผิวหลังจากถูกกระตุ้นด้วยรังสี UVB ได้ (Biomol Ther (Seoul). 2014; 22(1):35-40.)

สูตรตำรับใช้ Resveratrol ร่วมกับไขมันที่เป็นองค์ประกอบของ Barrier ผิว เช่น Ceramide NP (อีกชื่อ Ceramide IIIB) ในสัดส่วนที่อิงตามสิทธิบัตรอเมริกา เลขที่ US-10179095-B2 เพื่อให้เกิดการเรียงตัวเป็นแบบ Lamellar และมีคุณสมบัติเสริมกระบวนการ Autophagy ของผิว

  • Heptasodium hexacarboxymethyl dipeptiđe-12 ตัวนี้รู้จักกันในนาม Aquatide มีบทบาทและประโยชน์ในการเสริมกระบวนการ Autophagy ที่เกิดขึ้นภายในผิว กระบวนการนี้คล้ายๆ กับ การรีไซเคิลเอาองค์ประกอบที่มันเสื่อมสภาพมาสร้างใหม่ เพื่อทำให้ผิวเราทำงานได้อย่างสมดุล ซึ่งข้อมูลจากผู้ผลิตวัตถุดิบ มีการทดสอบในอาสาสมัครแล้วพบว่า Aquatide มีประโยชน์ในการเสริมกระบวนการฟื้นฟู Barrier ผิวที่เสียหายไปให้กลับมาแข็งแรงไวขึ้น เพิ่มความชุ่มชื้น และ มีงานวิจัยของ Lim และ คณะ (2019) ได้ทดสอบประสิทธิภาพของ Aquatide ทั้งในระดับของหลอดทดลอง และในอาสาสมัคร พบว่า Aquatide มีฤทธิ์ต่อต้านอนุมูลอิสระ ปกป้องเซลล์เพาะเลี้ยงไม่ให้ถูกทำลายจาก Hydrogen peroxide ที่จัดเป็น 1 ใน Reactive oxygen species ที่ร่างกายเราสร้างขึ้นมา และในอาสาสมัคร พบว่าสามารถปกป้ององค์ประกอบของโปรตีนไม่ให้ถูกทำลายด้วยปฏิกิริยาออกซิเดชั่น และ เมื่อทดสอบที่สัปดาห์ที่ 4 และ 8 พบว่าอาสาสมัครมีความยืดหยุ่นของผิวเพิ่มขึ้น (J Cosmet Dermatol 2019 Feb;18(1):197-203.)

สารบำรุงอื่นๆ ที่เติมเข้ามาในสูตร เช่น

  • กลุ่มดูแลการระคายเคืองและให้ความรู้สึกสบายผิว (Soothing) ได้แก่ สารสกัดจาก St.John’s wort, Allantoin, Panthenol
  • ดูแลเสริมพลังงานให้ผิวและอาจได้ประโยชน์ในการดูแลริ้วรอย ได้แก่ Adenosine
  • เติมน้ำด้วย Hya

มาให้คะแนนกัน

  1. สารบำรุง เน้นการดูแลผิวให้ผิวแข็งแรงผ่านหลายๆ กลไก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของสมดุล microbiome เสริม barrier ผิวให้แข็งแรง เติมน้ำ ดูแลการระคายเคือง เสริมกระบวนการ autophagy ปรับสมดุลให้ผิวมีสุขภาพดี ให้ไป 5 ฟลาสก์
  2. ส่วนผสมอื่นๆ ไม่มีสารที่ไม่เป็นมิตรกับผิว เลยไม่มีจุดที่ให้หักคะแนน ให้ไป 5 ฟลาสก์
  3. ความชอบ เอาจริง ส่วนตัวว่าเนื้อของเซรั่มออกมาได้ค่อนข้างชุ่มชื้น เวลาใช้เลเยอร์ร่วมกับผลิตภัณฑ์อื่นๆ ทางนี้จะไว้ใช้ท้ายๆ ก่อนลงครีม บางวันถ้าทากลางวันอาจจะต้องรอเวลานิดหน่อยให้เขาเซ็ตตัวค่อยลงกันแดด ไม่งั้นกันแดดบางตัวจะเยิ้ม เลยชอบใช้กลางคืนมากกว่า เพราะว่าเช้าๆ เวลาน้อย ในเรื่องของความสบายผิว นี่ว่าน้องทำมาได้ตอบโจทย์ และเรื่องผิวแข็งแรง หญิงมี่ว่าเริ่ด ให้ไป 5 ฟลาสก์

สุดท้ายนี้ขอบคุณทุกท่านนะคะที่ติดตามรับชมมาจนจบ

ทางไปตำ

แอพส้ม https://s.shopee.co.th/9pNNuZBJFq

แอพฟ้า https://s.lazada.co.th/s.IHrtA?cc

Disclaimer/conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ซื้อด้วยตนเอง การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสม/วัตถุดิบตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล และผู้เขียนไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับบริษัทเครื่องสำอางใดๆ โปรดใช้วิจารณญาณ

Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสม Propolis energy ampoule pad จาก CNP Laboratory

ใครชอบ Toner pad บ้าง 🙋‍♀️

คือ ด้วยความที่เราเป็นคนชอบใช้สำลีชุ่มๆ เทโทนเนอร์ เอสเซนส์ใดๆ ลงไปจนชุ่ม เลยชอบกลุ่ม pad ด้วยล่ะ

ส่วนตัวเคยใช้กลุ่ม Toner pad แบบนี้ครั้งแรกสมัยแบรนด์ scinic เข้าวัตสัน แล้วซักพัก วัตสันก็เอา Bella monster มา (ตายละ รู้อายุเลย)

หลังจากนั้นก็หายไปสักพัก ก่อนจะได้กลับมาใช้ใหม่

วันนี้ขอเริ่มจาก Ampoule pad ของ CNP Laboratory ก่อนเลย

น้องเป็นสูตร Propolis บนกล่องจะมีเคลมว่า เอาส่วนผสมหลักจาก Propolis ampoule มาใส่ในนี้ค่ะ

หน้าตาเป็นแบบนี้

ตรงนี้เป็นส่วนของกล่อง

เวลาเปิดมาก็จะมีที่คีบมาให้ค่ะ

ตัวแผ่น pad จะมี 2 ด้าน ด้านหนึ่งจะมีความขรุขระกว่า เวลาใช้งานเราจะเอาด้านนี้เช็ดก่อน เป็นเหมือนกันผลัดผิวด้วยแรงเช็ด-แรงเสียดทาน (mechanical exfoliation) แบบเบาๆ

จากนั้นใช้ด้านเรียบเช็ดเบาๆ

ถ้าเป็นทางนี้จะเอาด้านเรียบมาแปะๆ tapๆ เบาๆ จนซึม

ส่วนผสมเป็นดังนี้

ในภาพรวมส่วนผสมมาในเบสแบบน้ำ ไม่มีส่วนผสมของน้ำมัน (ยกเว้นน้ำมันหอมระเหยเพื่อแต่งกลิ่น) ซิลิโคน และแอลกอฮอล์

สารบำรุงมีอยู่หลายตัว ซึ่งแบ่งเป็นหลายๆ กลุ่ม

ชื่อผลิตภัณฑ์คือ Propolis ดังนั้น มาวิเคราะห์ตัว Propolis ก่อนเลย

Propolis เป็นสารประกอบที่ผึ้งสร้างขึ้นมาจากน้ำลายผึ้งผสมกับไขผึ้ง และสารอื่นๆ ที่เก็บมาจากดอกไม้ ต้นไม้ที่พึ่งไปเกาะมา กลายเป็นสารเหนียวๆ บางทีเรียก กาวผึ้ง ทำหน้าที่ยึดติดรังเอาไว้ด้วยกัน

ใน Propolis ประกอบด้วยสารในกลุ่ม Polyphenol ที่มีประโยชน์ในการต่อต้านอนุมูลอิสระ และมีคุณสมบัติในการระงับเชื้อจุลินทรีย์บางประเภท มีงานวิจัยพบว่า Propolis ปกป้องผิวจากรังสี UV โดยไปกดการสร้างเอนไซม์ MMP-1 ที่จะไปย่อยสลายคอลลาเจน (Kim et al., Nutrients. 2020;12(12):3790.) มีข้อมูลสนับสนุนว่า สารประกอบ phenolic เช่น caffeic acid, coumaric acid, and ferulic acid ใน propolis ช่วยปกป้องผิวจากรังสี UV ได้ (J. Cosmet. Dermatol. 2015;14:47–63.)

กลุ่ม pre-pro-post biotics มีด้วยกันหลายตัว

  • Prebiotics จะเป็น Beta-glucan ซึ่งเป็น prebiotics ในกลุ่มคาร์โบไฮเดรตโมเลกุลใหญ่ มีประโยชน์เรื่องการเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิว ลดการอักเสบ การทดสอบในเซลล์เพาะเลี้ยงพบว่า Beta-glucan ที่สกัดจากข้าวโอ๊ตมีประโยชน์ในการเสริมกระบวนการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างและหน้าที่ของเซลล์ผิว ให้โตเต็มวัย ทำหน้าที่ได้อย่างสมบูรณ์ และฟื้นฟู Barrier ผิว (Int J Biol Macromol. 2021;185:876-889.)
  • Postbiotics จะเป็นพวก Lactobacillus ferment กับ พวกสารสกัดจากพืชที่ผ่านกระบวนการหมักด้วย Lactobacillus และ Saccharomyces ซึ่งจะได้สารที่มีประโยชน์ทั้งจากพืช และที่จุลินทรีย์สร้าง รวมถึงแปรสภาพต่างๆ อย่าง Lactobacillus/Soybean Ferment Extract นี้มีข้อมูลอยู่ว่า พวกสาร Isoflavone ตามธรรมชาติในถั่วเหลือง ปกติจะอยู่ในรูปแบบที่เกาะกับน้ำตาลอยู่ เรียกว่า Glycoside เมื่อหมักแล้ว เชื้อจะเปลี่ยนพวก Glycoside ให้กลายเป็นตัว Isoflavone เฉยๆ (เรียก Aglycone) ซึ่งมีคุณสมบัติ antioxidant ที่ดีขึ้น

กลุ่มสาร Soothing-ดูแลการระคายเคือง

เป็นสามสหาย Dipotassium glycyrrhizate + Panthenol + Allantoin เติมมาด้วย Cica

ใช้ Hya และน้ำผึ้งช่วยเติมน้ำเพิ่มความชุ่มชื้น

แต่งกลิ่นแนว Herb ด้วย น้ำมันหอมระเหยจาก Sweet geranium (perlagonium graveolens) ทำให้นัวขึ้นด้วยสารหอม Citronellol, Geraniol, Linalool

ในภาพรวมถือว่าทำมาได้น่าสนใจทีเดียว

ช้อปปิ้ง

https://s.shopee.co.th/1LVPbijOPV

https://s.lazada.co.th/s.BJl5N?cc

Disclaimer/conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ซื้อด้วยตนเอง การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสม/วัตถุดิบตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล และผู้เขียนไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับบริษัทเครื่องสำอางใดๆ โปรดใช้วิจารณญาณ

Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสม Isdin Hyaluronic moisture ครีม สูตร Sensitive

Blog นี้ขอหยิบเอาครีม Hyaluronic acid สูตรที่พัฒนาและออกแบบมาสำหรับผิวบอบบางแพ้ง่ายจากแบรนด์ ISDIN ที่มีชื่อว่า Hyaluronic moisture สูตร Sensitive skin (รุ่นกระปุกสีชมพู)

โดยใน Blog นี้จะขอย่อชื่อน้องว่า HMS นะคะ

น้องมีหน้าตาแบบนี้ค่ะ

ตัวครีมมีแพคเกจเป็นกระปุก

ซึ่งซีรี่ส์ Hyaluronic moisture ทั้ง 2 สูตรนี้มีความรักษ์โลกตรงที่สามารถรีฟิลได้ค่ะ

(Image from ISDIN official website)

ท้าพิสูจน์ ลองแกะดู ก็แกะได้ไม่ยาก

ถ้าพูดถึงผลิตภัณฑ์ต่างๆ ของ ISDIN โดยฉพาะในไลน์ ISDINCEUTICS ก็คือมั่นใจได้เลยว่าผ่านการทดสอบประสิทธิภาพและความปลอดภัยมาแล้วแน่นอน น้อง HMS ก็เช่นกัน

โดยทางแบรนด์มีการทดสอบประสิทธิภาพในอาสาสมัครเพศหญิงจำนวน 30 คน ให้ทาผลิตภัณฑ์วันละ 2 ครั้ง เป็นเวลา 4 สัปดาห์ ประเมินผลด้วยแพทย์ผิวหนังและแบบสอบถามให้อาสาสมัครประเมินตนเอง (Self-assessment questionnaire)

พบว่า

  • 97% ของอาสาสมัครมีผิวที่มีสุขภาพดีขึ้น
  • 93% ของอาสาสมัครพบว่า รอยแดงลดลงได้ทันทีในหลังทา
  • 93% ของอาสาสมัครรู้สึกสบายผิว

ผลการทดสอบด้านการลดอาการแดงของผิว

(Image from ISDIN Thailand)

     ก็คือสามารถลดรอยแดงลงได้อย่างมีนัยสำคัญ เมื่อให้อาสาสมัครใช้วันละ 2 ครั้ง เป็นเวลา 4 สัปดาห์

จากความเด่นในการลดรอยแดง และดูแลการระคายเคืองนี้เอง ที่ทำให้เราสามารถเอาน้องมา Mix & Match เข้ากับ ISDIN retinal intense เพื่อดูแลการระคายเคืองที่อาจจะเกิดได้อย่างลงตัว

ทางไปอ่านรีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสม Retinal intense >>Click<<

ในด้านของเนื้อครีม น้องเป็นครีมที่ออกแบบมาให้มี Texture ที่คล้ายๆ อิมัลชั่นเจล อารมณ์แบบลูกผสม เจล-ครีม

มีกลิ่นหอมเป็นโทนดอกไม้หวานๆ เกลี่ยได้ค่อนข้างง่าย ให้ความชุ่มชื้นสูง ให้ความรู้สึกเย็น และสบายผิว ใช้เวลาสักนิดในการซึม/แห้ง ฟีลลิ่งหลังใช้ผิวนุ่ม ไม่เหนอะหนะ

ด้วย Texture แบบนี้เอามาทำ Retinol sandwich ส่วนตัวรู้สึกว่า ก็ดีอยู่ ไม่หนักผิวเท่าไหร่

ลองมาดูส่วนผสมกันบ้าง

ในส่วนของแบรนด์เคลม แบรนด์ได้เคลมส่วนผสมไว้ 3 กลุ่ม ดังนี้

  • Tri-moisture complex ที่เป็นการเบลนด์ Hya ขนาดกลาง และเล็ก เข้ากับ Pro-vitamin B5 และ Moisturizing biopolymers
  • Multi-protection complex ที่เป็นการเบลนด์ Vitamin E, Exo-P และ VitA-Tech เพื่อให้สมบัติ Antioxidant, Anti-pollution และ Anti-aging ไปพร้อมๆ กัน
  • Redness relief complex ด้วย Niacinamide และสารบำรุงอื่นๆ

เราลองมาดูรายละเอียดของสารบำรุงที่น่าสนใจโดยละเอียดกันค่ะ

ด้วยความที่น้องมีชื่อว่า Hyaluronic moisture ก็เลยขอเริ่มที่ Moisturizer ในกลุ่มสีฟ้า

  • Medium and Low molecular weight hyaluronic acid ที่เติมน้ำให้ผิวในหลากหลายระดับความลึกของชั้นหนังกำพร้า ให้ผิวนุ่ม ชุ่มชื้น
  • Panthenol หรือ โปรวิตามินบี 5 ที่มีประโยชน์กับผิวหลายประการ ทั้งในแง่ของการเสริมความชุ่มชื้น ฟื้นฟู Barrier ผิวที่เกิดความเสียหาย และดูแลการระคายเคือง โดยตัว Panthenol นั้น มีข้อมูลสนับสนุนว่า สามารถดูดซึมผ่านผิวหนังได้ มีคุณสมบัติเป็น Moisturizer ที่ดี เพิ่มความชุ่มชื้น ช่วยผิวกักเก็บน้ำโดยไปลดการระเหยของน้ำออกจากผิว ให้ผิวนุ่ม ยืดหยุ่น เสริมกระบวนการสมานแผล (Wound healing) ลดการอักเสบระคายเคือง ลดรอยแดง (Ebner et al., Am J Clin Dermatol. 2002;3(6):427-33.)
  • Trehalose เป็นน้ำตาลโมเลกุลคู่ที่เติมน้ำให้ผิวได้อย่างยาวนาน
  • Urea เป็นสารเพิ่มความชุ่มชื้นที่ได้รับการยอมรับในวงการผิวพรรณอีกตัวหนึ่ง น้องเป็น Natural moisturizing factor (NMF) ที่ช่วยจับน้ำให้ผิวเพื่อเพิ่มความชุ่มชื้น และมีรายงานสนับสนุนว่า Urea เสริมการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างและหน้าที่ (Differentiation) ของเซลล์ Keratinocyte ในชั้นหนังกำพร้า ให้ผิวมีความแข็งแรง เสริมการสังเคราะห์ไขมันที่เป็นองค์ประกอบของ Barrier ผิว และเสริมภูมิคุ้มกันของผิว โดยไปเสริมการสร้าง Peptide ที่มีฤทธิ์ต่อต้านจุลชีพตามธรรมชาติบนผิว (Dirschka, Int J Clin Pract. 2020;(74, S187):e13569
  • Serine เป็นกรดอะมิโน ที่เป็น NMF เช่นกัน สำหรับ Serine นั้นผิวอาจหยิบไปใช้เป็นสารตั้งต้นในการสังเคราะห์ Ceramide ได้

ถัดมา เรามาดูกลุ่ม Multi-protection complex กัน

  • Alteromonas Ferment Extract หรือ ที่รู้จักในชื่อการค้าว่า Exo-P ซึ่งเป็น Polysaccharide ที่มีคุณสมบัติปกป้องผิวจากมลภาวะ และเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิว
  • Vigna aconitifolia Seed Extract หรือสารสกัดจากถั่ว Moth bean ตัวนี้ถ้าดูองค์ประกอบที่มี Maltodextrin ด้วย จะเข้ากันได้กับวัตถุดิบ Vit-A-Like® PW LS 9898 ของ BASF ประเทศเยอรมัน ซึ่งมีผลการทดสอบทั้งในระดับเซลล์เพาะเลี้ยง ผิวหนังจำลอง และในอาสาสมัคร โดยพบว่า สารสกัดนี้ สามารถกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน เสริมกระบวนการผลัดผิวอย่างอ่อนโยน ซึ่งเหมาะกับผิวแพ้ง่าย และลดเลือนริ้วรอยในอาสาสมัคร (Ref: TDS Vit-A-Like® PW LS 9898)
  • Tocopherol และ Tocopheryl acetate เป็น Antioxidant ที่ละลายได้ในไขมัน ปกป้ององค์ประกอบของไขมันในผิวไม่ให้เสื่อมสภาพเพราะอนุมูลอิสระ

ต่อมาเป็นกลุ่ม Soothing แทนด้วยสีบานเย็น

  • 4-t-Butylcyclohexanol หรือที่รู้จักกันในนาม Symsitive ซึ่งให้ประโยชน์ในการลดการระคายเคือง และให้ความรู้สึกสบายผิว
  • Hydroxyphenyl Propamidobenzoic Acid หรือ Oat avenanthramide ซึ่งเป็นสารพฤกษเคมีที่พบในข้าวโอ๊ต มีคุณสมบัติเด่นในการลดการระคายเคือง ดูแลการแพ้ การคัน และให้ความรู้สึกสบายผิว

ปิดจ๊อบด้วย Niacinamide ที่มีประโยชน์กับผิวมากมายหลายประการ ไม่ว่าจะเป็น ด้านการลดการอักเสบระคายเคือง ให้ความรู้สึกสบายผิว เสริมการสร้างไขมันที่เป็นองค์ประกอบของ Barrier ผิว ให้ผิวแข็งแรง ลดการส่งผ่าน Melanin ที่สร้างเสร็จแล้วไม่ให้ออกไปสู่ภายนอก และชะลอวัย

ส่วนผสมอื่นๆ เลือกมาอย่างดี ไม่มีสารที่ไม่เป็นมิตรกับผิว

ให้คะแนน

  1. สารบำรุง: ถึงแม้ชื่อจะมาด้วย Hyaluronic moisture แต่ส่วนผสม Beyond เกินไปกว่านั้น เพราะว่านอกจากจะเพิ่มความชุ่มชื้นแล้ว ในสูตรยังเสริมสารบำรุงที่ดูแลการระคายเคือง ให้ความรู้สึกสบายผิว พร้อมปกป้องผิวจากมลภาวะ และ ดูแลปัญหาริ้วรอย หรือ ปัญหาผิวต่างๆ ที่เกิดขึ้นตามอายุไปได้พร้อมๆ กัน ส่วนตัวว่าทำมาได้ค่อนข้างครบ ให้ไป 5 ฟลาสก์
  2. ส่วนผสมอื่นๆ: ไม่มีสารที่ไม่เป็นมิตรกับผิว ให้ไป 5 ฟลาสก์
  3. ความชอบ: ในแง่ของการ Formulate น้อง HMS ทำมาได้ค่อนข้างดี เลือกใช้สารเพื่อมาเสริมกันได้อย่างลงตัว ในด้านเนื้อสัมผัส น้องมาในเนื้อแบบครีมเจล กลิ่นหอมแนวดอกไม้หวานๆ เกลี่ยง่าย ให้ความรู้สึกเย็นและสบายผิว ส่วนตัวผิวผสม-แห้ง รู้สึกว่าชุ่มชื้นพอดี ไม่เหนอะหนะและไม่หนักผิวเกินไป แต่ก็คงความชุ่มชื้นให้ผิวได้ดี ให้คะแนนความชอบ 5 ฟลาสก์

สุดท้ายนี้ต้องขอขอบคุณทางแบรนด์ ISDIN สาขาประเทศไทยด้วยค่ะ ที่ส่งผลิตภัณฑ์ใหม่มาให้ได้เรียนรู้ เปิดหูเปิดตา และรู้จักกับเทคโนโลยีใหม่ๆ และขอบคุณทุกท่านที่ติดตามมาจนจบบทความ

สําหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ทางแบรนด์ได้โดยตรงเลยนะคะ

Facebook https://www.facebook.com/ISDINTHAILAND/

ทางไปตำ

แอพฟ้า https://s.lazada.co.th/s.oJBGf?cc

แอพส้ม https://s.shopee.co.th/8KUlV8JjhS

Disclaimer/conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากทางแบรนด์ ISDIN ประเทศไทย การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสม/วัตถุดิบตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล และผู้เขียนไม่ได้มีผลประโยชน์ใดๆในการขายสินค้า โปรดใช้วิจารณญาณ

Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสมมาส์กหน้าเติมน้ำเพื่อความโกลวฉ่ำ Barulab Hydroasis

เรียกได้ว่าเป็นอีก 1 mask sheet ที่สร้างความโกลว์ให้ผิวได้แบบสับแบบฉ่ำ เหมาะกับการเตรียมผิวสำหรับวันสำคัญ และ ฟื้นฟูผิวหลังหมดวัน

เป็น มาสก์หน้าที่มีชื่อว่า Hydroasis จากแบรนด์ Barulab นั่นเองค่ะ

ซึ่งคราวก่อนทางเพจนำเสนอรีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสม Vegan mask sheet series ไป วันนี้ขอหยิบเอาสูตร Hydroasis มารีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสมบ้างนะคะ

สำหรับท่านที่สนใจตามไปอ่าน Vegan mask sheet series สามารถติดตามได้ที่ลิงค์นี้นะคะ

น้องมาในหน้าตาแบบนี้ค่ะ

น้ำมาส์กจะเป็นเนื้อคล้ายเซรั่ม มีความหนืดนิดหน่อย

ค่า pH ของน้ำมาส์กอยู่ที่ราวๆ 5 นะคะ

คำถาม ตุ๊กตา Cinderella ข้างกระดาษวัด pH นี่คืออะไรคะหญิง?

คำตอบ คือ จะบอกว่า น้องเป็น Mask sheet ที่สามารถพลิกผิวนางซินให้เป็นเจ้าหญิงพร้อมออกงาน และฟื้นฟูสภาพผิวหลังจบงานได้ดีค่ะ เลยขอมอบตุ๊กตานางซินให้นาง

แผ่นมาสก์ค่อนข้างบาง และแนบสนิทกับผิว

แผ่นมาส์กอุ้มน้ำได้ค่อนข้างดี ซึ่งก็ไม่ค่อยแปลกใจค่ะ เพราะว่าตัวแผ่นทำมาได้ค่อนข้างดี เป็นเส้นใยที่ถักทอมาอย่างดี มีรูพรุน เลยอุ้มน้ำมาส์กที่พัฒนาสูตรมาให้มีความหนืดเล็กน้อยได้ดี

(ภาพนี้ถ่ายหลังจากใช้งานเสร็จ แล้วปล่อยให้แห้งเพื่อสังเกตเส้นใยของแผ่นมาส์ก)

มาดูส่วนผสมกันบ้างนะคะ ส่วนผสมเป็นดังนี้ค่ะ

ส่วนผสมของผลิตภัณฑ์ชุดนี้จะเน้นไปที่การเติมน้ำให้ผิวด้วย Hyaluron 6 รูปแบบ และ ใช้สารบำรุงที่ดูแลด้านการระคายเคือง ร่วมกับสกัดจากพืช ที่เมื่อเชคกับฐานข้อมูลของผู้ผลิตวัตถุดิบสารสกัดรายใหญ่ หลายๆ เจ้า จากเกาหลี สารสกัดทุกชนิดจะให้ข้อมูลไปในทางเดียวกัน คือ เรื่องของ การต่อต้านการอักเสบ และลดการระคายเคือง ซึ่งเมื่อมาจับมือกับ Panthenol ก็จะได้ทั้งเรื่องของความชุ่มชื้น ดูแลปัญหาการระคายเคือง และเสริมกระบวนการฟื้นฟู Barrier ตามธรรมชาติ

เราลองมาดูสารบำรุงกันนะคะ

  • Panthenol หรือ โปรวิตามินบี 5 เปิดนำมาด้วยการเพิ่มความชุ่มชื้น ดูแลเรื่องการระคายเคือง ให้ความรู้สึกสบายผิว และเสริมกระบวนการฟื้นฟู Barrier ผิวตามธรรมชาติ
  • Hyaluron 6 รูปแบบ ซึ่งมีประโยชน์ในการเติมน้ำในหลากหลายระดับชั้นผิว (ชั้น Epidermis) และเคลือบผิว เพื่อเสริมกระบวนการอุ้มน้ำให้ผิว
  • สารสกัดจากชาเขียว เป็น Antioxidant ที่ดี และยังมีประโยชน์เด่นๆ ในด้านของการดูแลกระบวนการอักเสบ และให้ความรู้สึกสบายผิว
  • สารสกัดจากชะเอม (Glycyrrhiza glabra) ที่นอกจากจะดูแลเรื่องการระคายเคือง แล้วยังได้ประโยชน์ในเชิง Whitening ด้วยนิดหน่อย จับมือมากับ Dipotassium glycyrrhizate ซึ่งเป็นสารที่พบในชะเอม เด่นเรื่องการดูแลการอักเสบระคายเคืองเช่นกัน
  • พืชหลากหลายชนิดที่พบได้ในเกาหลี ข้อมูลจากผู้ผลิตเกาหลี ระบุไปในทางเดียวกัน หลักๆ จะเป็น Anti-inflammatory รองๆ จะเป็น Antioxidant ซึ่งพืชเหล่านี้ประกอบด้วยพฤกษเคมีหลายกลุ่ม เช่น Flavonoid
  • สารสกัดจากขิง (Zingiber officinale extract) เป็น Antioxidant
  • สารสกัดจากเมล็ด Grapefruit พอมีข้อมูลอยู่ในแง่ของการยับยั้งจุลินทรีย์บางชนิด

มาให้คะแนนกัน

  1. สารบำรุง ในภาพรวมเอาเป็นว่าน้องเป็นแผ่นมาส์กที่เน้นเติมน้ำแบบฉ่ำ พร้อมทั้งให้ความรู้สึกสบายผิว ด้วยการดึงเอา Hya 6 รูปแบบ มาจับมือกับ Panthenol และสารสกัดจากพืช รวมถึงสารบำรุงอีกหลายชนิด เหมาะมากกับการดูแลผิวในวันที่เหนื่อยล้า หรือเตรียมผิวไว้ให้พร้อมรับวันหนักๆ ให้ไป 5 ฟลาสก์
  2. ส่วนผสมอื่นๆ ไม่มีสารที่ไม่เป็นมิตรกับผิว เลยไม่มีจุดที่ให้หักคะแนน ให้ไป 5 ฟลาสก์
  3. ความชอบ ส่วนตัวค่อนข้างชอบ Mask sheet รุ่นนี้ ได้ลองใช้เตรียมผิวคืนก่อนไปออกงาน และใช้ฟื้นฟูผิวหลังจากออกงาน ส่วนตัวว่าน้องทำมาได้ตอบโจทย์นะคะ มอบความโกลว์ฉ่ำ เอาไปเลยไม่ต้องพูดเยอะ 5 ฟลาสก์

สุดท้ายนี้ต้องขอขอบคุณทางแบรนด์ Barulab ด้วยนะคะ ที่ส่งสินค้าดีๆ มาให้ได้เปิดหูเปิดตา และได้ทดลองใช้ทันวันอีเวนท์ใหญ่เมื่อวันที่ 20 มิ.ย. 67 ที่ผ่านมาพอดี

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ทางเพจของแบรนด์เลยนะคะ

https://www.facebook.com/barulabTH

ทางไปตำ

แอพฟ้า https://s.lazada.co.th/s.ovsPO?cc

แอพส้ม https://s.shopee.co.th/6zzWJS9EsS

Disclaimer/conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากทางแบรนด์ Barulab สาขาประเทศไทย การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสม/วัตถุดิบตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล และผู้เขียนไม่ได้ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับบริษัทเครื่องสำอางใดๆ โปรดใช้วิจารณญาณ

Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสม Curecode the series ภาค Ultra Soothing Radiance Gel และ Intensive CalmAGE ointment

เชื่อว่าหลายๆ ท่านน่าจะเคยเห็นผลิตภัณฑ์และแอบเล็งผลิตภัณฑ์ดูแลผิวจากทาง Curecode กันอยู่

วันนี้ขอข้ามช็อต มารีวิวไลน์ใหม่ของ Curecode ที่พึ่งออกมาในปี 2024 นี้โดยมีอยู่ด้วยกัน 2 สูตร คือ Ultrasoothing Radiance Gel ขอย่อว่า RG และ Intensive ClamAGE Ointment ขอย่อว่า CO

ซึ่งมีหน้าตาประมาณนี้ค่ะ

ว่าด้วยคอนเซปท์และนวัตกรรมของแบรนด์ Curecode กันก่อนนะคะ

แบรนด์ Curecode นั้นเป็นแบรนด์ที่พัฒนาโดย Dr.Raymond Park ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวแพ้ง่ายและบอบบางระดับโลก ซึ่ง Dr. นั้นได้รับรางวัลมาการันตีความสามารถมากมายเลยค่ะ

  • ได้รับรางวัลหนึ่งในนักพัฒนาสูตรชั้นสูงระดับโลก Master Skin Care Formulators in Professional Beauty เมื่อเดือน ธ.ค. ปี 2014
  • ผู้นํา นวัตกรรมและเทคโนโลยี นักวิจัยด้านปราการผิวและผิวบอบบางแพ้ง่าย
  • งานวิจัยตีพิมพ์ทางวิทยาศาสตร์มากกว่า 50 ชิ้น
  • จดสิทธิบัตรมากกว่า 50 ชิ้น
  • ได้รับรางวัล Albert Nelson Marquis Lifetime Achievement Award ในปี 2021

ไม่เบาเลยนะคะ

โดยทางแบรนด์ Curecode จะเด่นด้านนวัตกรรม Neuromide Skin-Biome® Science และ Crystal Lamella MES® Technology ซึ่งเป็นเทคโนโลยีสิทธิบัตรค่ะ

มาทำความรู้จักกับ Neuromide® ก่อนนะคะ น้องมีชื่อ INCI name ว่า N-palmitoyl serinol ซึ่งเป็นสารที่จุลินทรีย์ที่เป็นเชื้อ Probiotics เชื้อเจ้าบ้านบนผิวของเรา สร้างขึ้น (เรียกได้ว่าเป็น Metabolite ของ probiotic หรือที่ในวงการเรียกว่าเป็น Postbiotic นั่นเอง)

สำหรับ N-palmitoyl serinol (ย่อว่า NPS) นั้นเป็น Analog ของ N-palmitoyl ethanolamine ซึ่งเป็นสารที่จับกับตัวรับ endocannabinoid system แล้วให้ประโยชน์ที่ดีกับผิวหลายอย่าง เช่น การเสริมการสังเคราะห์ Ceramide

นั้นมีงานวิจัยที่น่าสนใจอยู่ 2 ชิ้นค่ะ

  • การศึกษาในปี 2021 พบว่าการทา NPS ในโมเดลหนูทดลองที่เป็นโรค Atopic dermatitis โดยให้หนูทาตำรับ 0.5% NPS วันละ 2 ครั้ง เป็นเวลา 1 สัปดาห์ พบว่า NPS เร่งการฟื้นฟู Barrier ผิว และลดการระเหยของน้ำออกจากผิว (Trans-epidermal water loss; TEWL) ได้ (Wen et al., Can J Vet Res. 2021;85(3):201-204.)
  • การศึกษาอีกชิ้น ทำในผิวหนังเพาะเลี้ยง NPS นั้น สามารถกระตุ้นการสังเคราะห์ Ceramide ผ่าน Receptor CB-1 ของระบบ endocannabinoid system โดยเฉพาะ Ceramide สายยาว (long-chain fatty acids (FAs) (C22-C24)) ที่มีความสามารถในการเป็น Barrier ที่แข็งแรง (Int J Mol Sci. 2021;22(15):8302.)

การใช้ Pre-Pro-Post biotics ร่วมกัน เราอาจเรียกได้ว่าเป็น Tri-biotics โดยทาง Curecode มีการเลือกใช้ Tribiotics ดังภาพ

(Image from Curecode)

  • Prebiotics 2 ชนิด โดย เลือก N-acetyl glucosamine ที่เป็นอาหารเลี้ยง probiotics กลุ่ม Lactobacillus spp. ร่วมกับ Sialyl lactose ที่เป็นอาหารเลี้ยง probiotics กลุ่ม Bifidobacterium spp.
  • Probiotics ใช้เป็น Bifida ferment lysate
  • Postbiotics ใช้เป็น Neuromide (N-palmitoyl serinol) ซึ่งเป็นสารที่จุลินทรีย์ที่เป็นเชื้อ Probiotics เชื้อเจ้าบ้านบนผิวของเราสร้างขึ้นมาค่ะ

สำหรับตัวเทคโนโลยีอีกชิ้น คือ Microencapsulation system หรือ MES® technology นั้นทางแบรนด์เป็นการเตรียมตำรับให้อยู่ในรูปแบบของ Multiple lamellar delivery system ที่จะมีลักษณะของไขมันที่เรียงตัวกันเป็นชั้นๆ มีช่องว่างให้น้ำแทรกอยู่ แล้วบรรจุเอาสารบำรุงหลายชนิด โดยที่ละลายน้ำได้จะอยู่ในส่วนของช่องว่าง และ ที่ละลายในไขมัน จะอยู่ในชั้นของไขมัน ดังภาพ

ภาพซ้ายจะเป็น Emulsion แบบปกติ และภาพขวาจะเป็น MES

(Image from Curecode)

ซึ่งการเรียงตัวแบบ MES นี้ ถ้าส่องดูด้วย Polarized microscope จะพบว่าเป็นการเรียงตัวแบบเดียวกับไขมันที่เป็น Barrier ผิว จึงมีประโยชน์ในการนำส่งสาร และดูแลฟื้นฟู Barrier ให้แข็งแรง

ดังนั้น Core concept สูตรของ Cure code คือ จะมี องค์ประกอบหลัก 3 ชนิด ได้แก่

  • Microbiome science (Tri-biotics)
  • Neuromide เพื่อเพิ่มความชุ่มชื้น และดูแลการระคายเคือง + Soothing (ให้ความรู้สึกสบายผิว)
  • MES technology เพื่อฟื้นฟู Barrier ผิวให้แข็งแรง

จากนั้นจึงมาผสมกับสารเสริมเพื่อให้ตอบความต้องการตามแต่ละสูตร

สำหรับ Blog นี้ขอเริ่มที่ Ultrasoothing Radiance Gel ก่อนเลยนะคะ

น้องมาในหน้าตาแบบนี้ค่ะ

แพคเกจเป็นแบบหลอดบีบ

เนื้อเป็นแบบ Emulsion gel หรือ ครีมเจล คล้ายครีม แต่จะบางเบากว่า

เกลี่ยได้ง่าย มีความชุ่มชื้นดี แต่ไม่ถึงกับเหนอะหนะ ไม่มีกลิ่นเนื่องจากไม่มีส่วนผสมของน้ำหอม

ก่อนไปดูส่วนผสม ผลิตภัณฑ์นี้ได้ผ่านการทดสอบความปลอดภัยและประสิทธิภาพในอาสาสมัครโดยแลปที่ได้รับมาตรฐาน และเป็น 3rd party (คือไม่เกี่ยวข้องกับทางบริษัท เพื่อลด bias ในผลการทดสอบ) มาเรียบร้อยแล้วนะคะ

  • ผลิตภัณฑ์ไม่ก่อให้เกิดการอุดตันในอาสาสมัครทดสอบ ช่วงอายุ 20 – 40 ปี
  • ผลิตภัณฑ์ไม่ก่อเกิดการระคายเคือง ทดสอบด้วยวิธี patch test ในอาสาสมัครทดสอบ ช่วงอายุ 20 – 60 ปี (ค่าคะแนนเฉลี่ยของการระคายเคือง หรือ MII = 0.00 หมายถึงไม่ระคายเคือง)
  • ในด้านของประสิทธิภาพ
    • พบว่าสามารถควบคุมความมันในอาสาสมัครได้ด้วย โดยผลในการควบคุมความมันเห็นผลตั้งแต่สัปดาห์แรก และเมื่อใช้ไปต่อเนื่องจนครบ 4 สัปดาห์ ก็มีประสิทธิภาพควบคุมความมันได้เพิ่มขึ้น อันนี้น่าสนใจค่ะ เพราะเวลาเราพูดถึงผลิตภัณฑ์ที่ดูแล Barrier ผิว เรามักจะเจอว่าน้องไปทำให้ผิวมันขึ้น ด้านความสว่างกระจ่างใสของผิว เริ่มเห็นผลว่าความกระจ่างใสของผิวเพิ่มขึ้นตั้งแต่สัปดาห์ที่ 1 และเพิ่มขึ้นได้อีกเมื่อใช้เป็นเวลา 4 สัปดาห์
    • ส่วนผลด้านความชุ่มชื้น-ผิวแข็งแรงนั้นก็ให้ผลที่ดีเช่นกันค่ะ

ส่วนผสมเป็นดังนี้นะคะ

ส่วนผสมชุดนี้ทำไว้หลายสีอยู่เหมือนกัน

ขอเริ่มที่ Combination signature ของแบรนด์ Curecode ตัวแรก Tribiotics ได้แก่

  • Prebiotics: N-acetyl glucosamine (NAG) เป็นอาหาร probiotics กลุ่ม Lactobacillus spp. ร่วมกับ Sialyl lactose เป็นอาหาร probiotics กลุ่ม Bifidobacterium spp.
    • โดย NAG มีประโยชน์กับผิวอีกหลายอย่างเลยจะหยิบมาพูดอีกรอบ
  • Probiotics: Bifida ferment lysate (BFL) ที่มีประโยชน์หลายประการ เด่นๆ น้องจะ ฟื้นฟูและปรับสภาพ สมดุลผิวผ่านหลายๆ กลไก ล่าสุดงานวิจัยของ Wang และคณะ ตีพิมพ์เมื่อปีที่แล้วเจอว่า BFL ปรับสภาพสมดุลผิวผ่านหลาย Gene หลายกลไก ผลโดยรวมคือ ผิวแข็งแรง ลดการระคายเคือง และเสริมความต้านทานของผิวให้ผิวเราทนทานมากขึ้น (J Cosmet Dermatol. 2023;22(12):3427-3435.)
  • Postbiotics: Neuromide® หรือ N-palmitoyl serinol ให้ผิวแข็งแรงเช่นกัน

ถัดมาเป็นเทคโนโลยี MES ที่บรรจุสารไว้หลายชนิด ที่น่าสนใจ คือ Phytosterol และ Ceramide NP (Ceramide 3) เอาไว้ เสริม Barrier ผิวอีก 1 กรุบ

เนื่องจากสูตรนี้จะเด่นเรื่องความกระจ่างใสด้วย โดยสารที่ให้ประโยชน์ด้าน Whitening จะมีด้วยกันหลายตัวเหมือนกันค่ะ

  • Niacinamide ที่มีประโยชน์กับผิวหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นด้าน Whitening ผ่านการยับยั้งการส่งผ่านเม็ดสีที่สร้างเสร็จแล้วไม่ให้ออกมาด้านนอก รวมไปถึงด้านการดูแลการอักเสบระคายเคือง Antioxidant เสริมการสร้าง Barrier ผิว และควบคุมความมัน
  • NAG ตัวนี้เป็นอนุพันธ์ของน้ำตาล และเป็นหน่วยย่อยในสาย Hya มีรายงานว่า NAG สามารถยับยั้งการ Glycosylation เพื่อเปลี่ยน pro-tyrosinase ไม่ให้เป็น tyrosinase จึงไม่มีฤทธิ์สร้างเม็ดสี ควบคุมการผลัดเซลล์ผิว เพิ่มความชุ่มชื้น (Int J Cosmet Sci. 2010;32(3):234.) มีการศึกษาโดย Kimball และคณะเมื่อปี 2010 ให้อาสาสมัครทาครีมที่มีส่วนผสมของ Niacinamide 4% + NAG 2% ในอาสาสมัครจำนวน 101 คน เป็นเวลา 10 สัปดาห์ เทียบกับครีมเปล่าที่ไม่มี B3+NAG พบว่ากลุ่มที่ได้รับครีม B3+NAG มีสีผิวที่สม่ำเสมอขึ้น จุดด่างดำต่างๆ แลดูจางลง (Br J Dermatol. 2010;162(2):435-41.)
  • Resveratrol สาร Antioxidant ตัวแม่ตัวหนึ่งในวงการ นอกจากคุณสมบัติในการเป็น Antioxidant แล้ว ยังมีงานวิจัยกล่าวถึงคุณสมบัติในการเป็น Whitening และ Anti-aging ผ่านหลายๆ กลไก เช่น การทดสอบในหนูทดลองพบว่า Resveratrol สามารถลดการสร้างโปรตีนที่เกี่ยวกับการสร้างเม็ดสี Melanin ได้หลายชนิด รวมทั้งยับยั้งการสังเคราะห์ Tyrosinase ได้ด้วย และยังให้ผลลดการสร้างสีผิวหลังจากถูกกระตุ้นด้วยรังสี UVB ได้ (Biomol Ther (Seoul). 2014; 22(1):35-40.)
  • Palmitoyl Tetrapeptide-10 ตัวนี้ถ้าพิจารณาดูจาก Breakdown ส่วนผสมแล้วน่าจะหมายถึง Crystalide™ ของ Sederma ซึ่งมีการออกฤทธิ์ที่เป็นเอกลักษณ์ผ่านโปรตีน α-Crystallin ปรับสมดุลความชุ่มชื้น การผลัดผิว การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างหน้าที่ให้ได้ Corneocyte ที่สมบูรณ์ และช่วยให้ผิวแลดู Glow มีผลการทดสอบในอาสาสมัครรองรับโดยบริษัท (Ref: Crystalide™)

ลดการระคายเคืองผิวด้วย Symsitive® (4-t-Butylcyclohexanol) ที่จูงมือมากับ Acetyl Dipeptide-1 Cetyl Ester, Allantoin, สารสกัดจากบัวบก และ St.John’s Wort (Hypericum perforatum Flower Extract)

เติมน้ำ และเสริมความชุ่มชื้นให้ผิว

  • Panthenol ที่ดูแลเรื่องการอักเสบระคายเคือง เสริมกระบวนการฟื้นฟู barrier ผิว
  • Sodium Hyaluronate ตัวแม่แห่งวงการเติมน้ำ
  • Ethyl linoleate ปรับสมดุลความชุ่มชื้นผิว นำพาเอากรดไขมันจำเป็น Linoleic acid ลงไปในผิว แล้วผิวเราจะย่อยออกมาได้ Linoleic acid ที่เอาไปใช้ต่อได้ (Ref: TDS Synovea® EL)

ในภาพรวมก็คือ เป็นมอยส์ที่พัฒนามาได้ค่อนข้างดี และตอบโจทย์ทั้งด้านการดูแลผิวให้แข็งแรง ปกป้องผิวให้มีความต้านทาน ทนทานต่อการระคายเคือง พร้อมได้ประโยชน์ด้านผิวกระจ่างใส

ถัดมาจะเป็น Intensive ClamAGE Ointment ที่มาในหน้าตาแบบนี้ค่ะ

แพคเกจจะเป็นแบบหลอดเช่นกัน

เนื้อคล้ายบาล์ม ไม่มีกลิ่น เนื่องจากไม่มีส่วนผสมของน้ำหอม

การเกลี่ยอาจจะฝืดๆ หน่อย ตามลักษณะของเนื้อครีมแบบบาล์มแบบนี้ เรื่องของความชุ่มชื้นคือฉ่ำมาก แต่ไม่ถึงกับเหนียวเหนอะหนะ หรือเยิ้ม ทิ้งไว้สักพักก็จะซึมและให้ความรู้สึกสบายผิว

ก่อนไปดูส่วนผสม ผลิตภัณฑ์นี้ได้ผ่านการทดสอบความปลอดภัยและประสิทธิภาพในอาสาสมัครโดยแลปที่ได้รับมาตรฐาน และเป็น 3rd party (คือไม่เกี่ยวข้องกับทางบริษัท เพื่อลด bias ในผลการทดสอบ) มาเรียบร้อยแล้วเช่นกัน

  • ผลิตภัณฑ์ไม่ก่อให้เกิดการอุดตันในอาสาสมัครทดสอบ 20 คน อายุเฉลี่ย 34.15 ปี
  • ผลิตภัณฑ์ไม่ก่อเกิดการระคายเคือง ทดสอบด้วยวิธี patch test ในอาสาสมัครทดสอบ 32 คน อายุเฉลี่ย 47.53 ปี (ค่าคะแนนเฉลี่ยของการระคายเคือง หรือ MII = 0.00 หมายถึงไม่ระคายเคือง)
  • ในด้านของประสิทธิภาพ
    • ประสิทธิภาพในการลดรอยแดงในอาสาสมัคร เห็นผลตั้งแต่สัปดาห์แรกที่ใช้ และได้ผลดีขึ้นเมื่อใช้เป็นเวลาต่อเนื่อง 4 สัปดาห์
    • ประสิทธิภาพในการเพิ่มความยืดหยุ่นของผิว เห็นผลตั้งแต่สัปดาห์แรกที่ใช้
    • ประสิทธิภาพในการลดเลือนริ้วรอย เห็นผลตั้งแต่สัปดาห์แรกที่ใช้ เช่นกัน
    • ส่วนผลด้านความชุ่มชื้น-ผิวแข็งแรงนั้นก็ให้ผลที่ดีเช่นกันค่ะ

ส่วนผสมเป็นดังนี้

สำหรับส่วนผสมก็จะมี Combination signature ของแบรนด์ Curecode ได้แก่ Tribiotics + Neuromide + MES technology ที่มาพร้อมหน้า และเสริมมาด้วยสารที่ดูแลริ้วรอย โดยส่วนตัวคิดว่าน่าจะเด่นในเชิงการป้องกันริ้วรอยใหม่ โดยเหมาะกับคนที่ไม่สามารถทนต่อ Retinoids ได้ หรืออยากชะลอวัยไว้ก่อนมันจะมา 

  • สารสกัดจากเปลือกส้ม (Citrus reticulata (Tangerine) Extract) ซึ่งประกอบด้วย Flavonoids หลายชนิด ที่เป็น Antioxidant ที่ดี และบางตัวมีคุณสมบัติด้าน Whitening
  • Soy isoflavone ที่ไม่ได้มาในรูปแบบของ soybean extract แต่มาในชื่อ Soy isoflavone ซึ่งจะมีความบริสุทธิ์ของเนื้อ Isoflavone อยู่สูง ซึ่งมีคุณสมบัติเป็น Phytoestrogen มีประโยชน์ในการดูแลเรื่อง Antioxidant, การระคายเคือง และให้ผิวยืดหยุ่น กระชับ และนุ่มนวล
  • Resveratrol ตัวแม่แห่งวงการ antioxidant ที่ชะลอวัยได้ดี และมีรายงานในการเป็น Anti-aging ผ่านหลายๆ กลไก
  • ส่วนของ Acetyl glucosamine ก็ดูแลเรื่องริ้วรอย และความชุ่มผิวได้เช่นกัน

จะมีส่วนของ Alcohol เข้ามา ซึ่งคิดว่าเอามาปรับ Feel ให้ไม่เหนอะหนะ และส่วนตัวได้ทดลองใช้มาประมาณ เดือนครึ่ง ใช้ก่อนนอน ก็ไม่ได้มีปัญหาระคายเคืองใดๆ

สำหรับการให้คะแนนวันนี้จะขอหยิบเอา Ultra Soothing Radiance Gel มาเป็นตัวแทนในการให้คะแนนนะคะ

  1. สารบำรุง: ส่วนผสมทำมาได้ค่อนข้างดี เน้นการฟื้นฟู Barrier ผิวในทุกมิติ รวมถึงปรับสมดุล Microbiome ของผิว ดูแลเรื่องการระคายเคืองผิว พร้อมทั้งให้ประโยชน์ด้าน Whitening เพื่อให้ผิวกระจ่างใส และปรับสีผิวให้สม่ำเสมอ ให้ไป 5 ฟลาสก์
  2. ส่วนผสมอื่นๆ ไม่มีสารที่ไม่เป็นมิตรกับผิว ให้ไป 5 ฟลาสก์
  3. ความชอบส่วนตัว ทางนี้ได้ทดลองใช้ผลิตภัณฑ์มาประมาณ 1 เดือน ในด้านของผิวแข็งแรง ชุ่มชื้น รอยแดง ถือว่าทำมาได้ดีมาก และตอบโจทย์ ถ้าเทียบกับ Ampoule น้องจะชุ่มชื้นขึ้นและเด่นเรื่อง Whitening เพิ่มขึ้น โดยส่วนตัวไม่ได้มีปัญหาเรื่องของสีผิวที่ผิดปกติ เลยจะยังตอบคำถามตรงนี้ไม่ได้ค่ะ แต่ถ้าให้ความชอบ ขอให้ไป 5 ฟลาสก์

สุดท้ายนี้ขอขอบคุณทางแบรนด์ Curecode สาขาประเทศไทย ที่ส่งผลิตภัณฑ์ดีๆ มาให้ได้เปิดหูเปิดตา และขอบคุณทุกท่านที่ติดตามรับชมมาจนจบนะคะ

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ทางแบรนด์ Curecode โดยตรงเลยนะคะ

https://www.facebook.com/curecodeth

ทางไปตำ Radiance gel

แอพฟ้า: https://s.lazada.co.th/s.osdP3?cc

แอพส้ม: https://s.shopee.co.th/7UvgcTRGIi

ทางไปตำ Intensive CalmAGE ointment

แอพฟ้า: https://s.lazada.co.th/s.osdMt?cc

แอพส้ม: https://s.shopee.co.th/9f0BCU58zY

Disclaimer/conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากทางแบรนด์ Curecode สาขาประเทศไทย การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสม/วัตถุดิบตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล และผู้เขียนไม่ได้ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับบริษัทเครื่องสำอางใดๆ โปรดใช้วิจารณญาณ

Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสมเซรั่มเรตินอยด์เจ็นใหม่ จาก Her Hyness รุ่น Bio-retinal melatonin advanced repair serum

อย่าพึ่งกลัว Retinoids ถ้ายังไม่ได้ลองสิ่งนี้

ขอมอบคำโปรยนี้ไว้ให้แก่ Her Hyness Bio-retinal melatonin advanced repair serum หรือน้อง Her Hyness ขวดม่วงนั่นเองค่ะ

น้องมาในหน้าตาแบบนี้นะคะ

ตัวแพคเกจด้านในจะมาในขวดแบบปั๊มที่เป็นอคริลิก แลดูหรูหรา

ในส่วนของเนื้อนั้นจะเป็นเนื้อน้ำนมที่ค่อนข้างบางเบา ส่วนหนึ่งที่ทำได้เบาขนาดนี้จะมาจากส่วนผสมของสารกลุ่มน้ำมันที่เขาเลือกใช้จะเป็นตัวที่ระเหยได้ เลยค่อนข้างให้สัมผัสที่ดี ไม่หนักและเหนอะหนะผิว

ตรงนี้เป็นอย่างไร สารตัวไหน เดี๋ยวมาเล่าอีกที

เกลี่ยได้ค่อนข้างง่าย ไม่มีส่วนผสมของน้ำหอม เลยอาจจะได้กลิ่นจางๆ ของวัตถุดิบอยู่บ้าง

ซึมไวแห้งไวให้สัมผัสบางเบา

ผลิตภัณฑ์นี้ผ่านการทดสอบโดยแพทย์ผิวหนัง และผ่านการทดสอบแล้วว่าไม่ก่อให้เกิดการอุดตัน (Non-comedogenic)

ส่วนผสมที่เลือกมาก็คือเบลนด์กันได้อย่างลงตัวเพื่อตอบโจทย์ปัญหาผิวได้อย่างหลากหลาย โดยเฉพาะด้านริ้วรอยและการชะลอวัย

รายการส่วนผสม

ทางแบรนด์มีเคลมถึงการใช้ Retinoid complex 3.8% ซึ่งได้แก่

  • Retinoids 1% แบ่งเป็น Retinal 0.5% และ Hydroxypinacolone retinoate 0.5%
  • 2.8% Natural retinoic acid booster แบ่งเป็น Novoretin® 2% ร่วมกับ Phyto-retinol 0.8%

เสริมประสิทธิภาพในการชะลอวัยด้วย Melatonin และดูแลการระคายเคือง ด้วยสารบำรุงที่มีประสิทธิภาพในชุด Defensil® plus

ในส่วนของรายละเอียดแบบเจาะลึก ขอแบ่งสารมาพูดถึงเป็นส่วนๆ โดยเริ่มจากส่วนของ Retinoids และสารเสริม Retinoids ที่ทางแบรนด์เลือกใช้ก็คือ เรียกได้ว่า เบลนด์กันได้อย่างดี เติม Retinoids ลงไป และปกป้องไม่ให้ Retinoids ในผิวสลายตัวไปโดยง่าย ดังนี้

  • Retinal หรือ Retinaldehyde ซึ่งเป็นรูปแบบที่มีความแรงเพิ่มขึ้นจาก Retinol โดยประโยชน์ของ Retinoids ที่มีต่อผิวนั้นค่อนข้างกว้างค่ะ โดยจะเด่นไปในทางด้านของการชะลอวัย ลดเลือนริ้วรอย และดูแลเรื่องผิวไม่กระชับ หย่อนคล้อย ตัว Retinoids จะออกฤทธิ์ที่หลายระดับชั้นผิว จึงให้ประโยชน์หลายด้าน ถ้าเป็นที่ชั้นหนังกำพร้า (Epidermis) เราจะได้เรื่องของการปรับสมดุลการสร้าง-แบ่งตัว-เปลี่ยนแปลงโครงสร้างหน้าที่และการผลัดออกของผิว (เซลล์ Keratinocyte) ในหนังกำพร้า รวมถึงลดการอุดตันผ่านการปรับสมดุลการสร้าง-ผลัดออกของ Keratinocyte ภายในรูขุมขน ถ้าเป็นที่หนังแท้ (Dermis) ก็จะไปเสริมการสร้างพวกเส้นใยไฟเบอร์ต่างๆ ที่เป็น Extracellular matrix (ECM) ในชั้นหนังแท้ รวมถึงไปลดการสังเคราะห์เอนไซม์ MMP ที่ไปทำลายคอลลาเจน

ตามทฤษฎีแล้ว Retinoids ถือว่าเป็นสารที่วงการแพทย์ยอมรับตัวหนึ่งในด้านของการเป็น Anti-aging

ในส่วนของ Metabolism ของ Retinoids เมื่อเข้าสู่ผิว เราจะสามารถสรุปได้ดังภาพนี้ค่ะ

โดย Retinal เมื่อลงผิว จะถูก Oxidize 1 Step แล้วได้ฟอร์มที่ออกฤทธิ์ได้เลย แต่ถ้าใช้ ฟอร์มอย่าง Ester อาจจะถูกเก็บไว้ก่อน ก่อนถูกเปลี่ยนเป็น Retinol หรือจะเปลี่ยนเลย อันนี้แล้วแต่ความต้องการของผิว ส่วนถ้าเป็น Retinol ก็จะถูก Oxidize ต่อ 2 Step ถึงออกฤทธิ์ได้

    

สำหรับ Retinal ที่ทางแบรนด์ใช้ แบรนด์เคลมว่าเป็น Retinal ที่ได้จากธรรมชาติ สร้างโดย Halobacterium ซึ่งเป็นกลุ่มของจุลินทรีย์ที่เจริญได้ในสภาวะแวดล้อมที่มีเกลือสูง เช่น ในมหาสมุทร

Retinoids และ Booster อื่นๆ ได้แก่

  • Hydroxypinacolone Retinoate หรือ HPR ตัวนี้รู้จักกันในวงการว่า Granactive retinoids ซึ่งเป็นอนุพันธ์ของ Retinoic acid น้องมีประสิทธิภาพในการลดริ้วรอยที่ดี มีความคงตัวดี และมีความระคายเคืองต่อผิวน้อย ข้อมูลจากบทความตีพิมพ์ในวารสาร Journal of American Academy of Dermatology ตีพิมพ์เมื่อปี 2018 ระบุว่า HPR นั้นสามารถจับกับ Receptor ของ Retinoids แล้วออกฤทธิ์ได้เลย และมีผลการทดสอบประสิทธิภาพในผิวหนังจำลอง (Ruth and Mammone, J Am Acad Derm. 2018;73(3 Suppl 1):AB44.)
  • Silybin เป็นสารประกอบกลุ่ม flavonolignan ที่พบในเมล็ดของ milk thistle plants (Silybum marianum) โดยตัวที่ทางแบรนด์ใช้นั้น เป็นรูปแบบของ Phytosome ที่เป็นผนังสองชั้น เตรียมขึ้นจาก Phospholipid เพื่อช่วยในการนำส่งสารเข้าผิว และรักษาความคงตัวของสาร (Food Biosci. 2016;15:126–35.) สาร Silybin นี้ ทางผู้ผลิตวัตถุดิบมีเคลมว่า กระตุ้นการแบ่งเซลล์ผิวและการเจริญเติบโตของเซลล์ผิวหนัง กระตุ้นการสร้างคอลลาเจน และ Hyaluronic Acid ยับยั้งการการทำงานของระบบ AP-1 ได้เหมือน Retinoids ซึ่งเมื่อระบบ AP-1 ถูกกระตุ้นจะนำไปสู่ การสร้างเอนไซม์ MMP มาย่อยสลายคอลลาเจน และกระบวนการอักเสบต่างๆ นอกจากนี้ยังช่วยเสริมการผลัดเซลล์ผิวตามธรรมชาติ

โดยมีข้อมูลจากผู้ผลิตวัตถุดิบระบุว่า Silybin สามารถลดเลือนริ้วรอยได้ดีกว่า Bakuchiol และ Retinol

  • สารสกัดจาก Pistacia Lentiscus (Mastic) Gum หรือ Novoretin® น้องเป็นวัตถุดิบที่ได้รับรางวัลเหรียญทองจากงาน In-cosmetics ASIA 2022 โดยมีกลไกการออกฤทธิ์คือไปยับยั้งเอนไซม์ CYP26 ที่เป็นเอนไซม์ที่ย่อยสลาย Retinoic acid (RA) ในเซลล์ให้หมดฤทธิ์ เมื่อไปยับยั้งจะทำให้ RA ในเซลล์ไม่โดนย่อยสลาย จึงทำให้ RA ออกฤทธิ์ได้ยาวนานขึ้น

   ข้อมูลจากผู้ผลิตวัตถุดิบระบุว่า Novoretin® สามารถเพิ่มการสะสมตัวของ RA ในเซลล์ได้ถึง 720% และยังสามารถ ออกฤทธิ์ที่ Retinoid receptor ให้ประโยชน์คล้าย Retinoids

  • Melatonin เป็นสาร Antioxidant ที่ดี ทั้งทางตรงและทางอ้อม โดยมีผลไปเสริมสร้างเอนไซม์ที่เป็น Antioxidant ตามธรรมชาติของผิว สาร Metabolites ต่างๆ ที่เกิดจากการแปรสภาพ Melatonin มีฤทธิ์ต่อต้านอนุมูลอิสระ รวมถึงมีประโยชน์อื่นๆ เช่น ลดการอักเสบระคายเคือง ลดการสร้างเอนไซม์ MMP ที่ไปย่อยสลายคอลลาเจนทำให้เกิดริ้วรอยตามมา โดยในภาพรวม Melatonin นั้นมีประโยชน์ในด้านของการชะลอวัยและฟื้นฟูสภาพผิว รวมทั้งดูแลให้ผิวแข็งแรง (J Drugs Dermatol. 2018;17(8):966-969.)

สารบำรุงอื่นๆ ที่น่าสนใจได้แก่

  • Combination ของ Defensil® Plus ที่มีเคลมเกี่ยวกับคุณสมบัติในการลดการอักเสบ เสริมสร้างและฟื้นฟู Barrier ผิวให้แข็งแรง ทางผู้ผลิตวัตถุดิบมีการทดสอบทั้งในระดับหลอดทดลอง และในระดับอาสาสมัคร พบว่ามีประโยชน์ที่ดีในการลดการอักเสบ การแพ้ Soothing (ปลอบประโลมให้ความรู้สึกสบายผิว) ลดรอยแดง ช่วยเสริมความแข็งแรงของ Barrier ผิว โดยตรวจจากการระเหยของน้ำจากผิว (Trans-epidermal water loss; TEWL) ลดลง (Ref: TDS Defensil® Plus)
  • Niacinamide ซึ่งก็มีประโยชน์กับผิวหลายด้านเช่นกัน ในด้านการชะลอวัย น้องเป็นสารที่เสริมกระบวนการทำงานของผิวผ่านหลายๆ กลไก หนึ่งในนั้นคือ เป็นส่วนหนึ่งของ Cofactor NAD, NADP ซึ่งช่วยในการทำงานต่างๆ ของผิว ผลโดยรวมคือ ลดการอักเสบระคายเคือง เสริมการสร้างไขมันที่เป็น Barrier ผิว เป็น Whitening ผ่านการยับยั้งการส่งผ่านเม็ดสีที่สร้างเสร็จแล้วไม่ให้ออกไปข้างนอก ต่อต้านการเกิด Glycation และยังเป็น Antioxidant
  • Palmitoyl tripeptide-1 เป็นเปปไทด์ที่เกิดจากกรดอะมิโน 3 ตัว glycine, histidine, lysine มาจับกับกรดไขมัน Palmitic acid เพื่อเสริมการดูดซึม น้องเป็นเสมือน Messenger เพื่อเสริมกระบวนการฟื้นฟูและปรับสภาพผิว และมีข้อมูลว่าเสริมกระบวนการสังเคราะห์คอลลาเจนและโปรตีนอื่นใน Extracellular matrix ของหนังแท้ ให้ผิวมีความกระชับ ไม่หย่อนคล้อย
  • เพิ่มความชุ่มชื้นด้วย Hyaluronic acid สารสกัดจากน้ำผึ้ง และน้ำผึ้ง
  • Propolis สารพังกาวที่ได้จากรังผึ้ง มีคุณสมบัติที่ดีในการต่อต้านเชื้อจุลินทรีย์ ลดการอักเสบ เสริมการสมานแผล มีรายงานการวิจัยกล่าวว่า Propolis มีคุณสมบัติเป็น Antioxidant และ การทดสอบในระดับเซลล์เพาะเลี้ยงพบว่า Propolis ปกป้องผิวไม่ให้ถูกทำลายจากรังสี UV (Biomed Pharmacother. 2017;95:47-54.)  
  • Royal jelly หรือ นมผึ้ง ประกอบด้วยสารสำคัญหลายชนิด อาทิเช่น 10-hydroxy-2-decenoic acid (10-HDA), antibacterial protein ที่ชื่อ apisin ในภาพรวมมีคุณสมบัติต่อต้านเชื้อจุลินทรีย์ เป็น Antioxidant ปรับสมดุลภูมิคุ้มกัน (Int J Mol Sci. 2024;25(11):6023.)

ส่วนของเบส จะเห็น Isohexadecane ที่เป็นสารไขมันกลุ่ม Alkane ที่ระเหยได้ จึงให้เนื้อบางเบาไม่เหนอะหนะ และ ไม่มีส่วนผสมของสารที่ไม่เป็นมิตรกับผิว สมกับคำเคลมเรื่องของความคลีน

สรุปและให้คะแนน

  1. สารบำรุง: เป็นเซรั่ม Retinoids ที่อัพเกรดมาอีกขั้น ตามคำเคลม #TheNextGenOfRetinol เลือกใช้สารบำรุงเข้ามาผสานกันได้อย่างชาญฉลาด ไม่ว่าจะเป็นการเอา Retinal มาจับกับ HPR เพื่อเติมลงไปให้ผิว พร้อม Block การสลายตัวของ RA ในผิวไม่ให้เสื่อมสลายไปโดยไว และเสริมสารบำรุงอื่นๆ เข้ามา เพื่อดูแลด้านการระคายเคืองที่อาจเกิด เพิ่มความชุ่มชื้น เสริมการสังเคราะห์คอลลาเจน และให้ประโยชน์ได้ค่อนข้างครบ ไม่ใช่แค่ดูแลด้านริ้วรอย แต่ยังครอบคลุมไปถึงหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นดูแลสิว ผิวหมองคล้ำ ผิวไม่เรียบเนียน รับไป 5 ฟลาสก์
  2. ส่วนผสมอื่น: ไม่มีสารที่ไม่เป็นมิตรกับผิว เลยไม่มีจุดที่ให้หักคะแนน รับไป 5 ฟลาสก์
  3. ความชอบ: อย่างแรกเลย ชอบด้านการ Formulate สูตรทั้งในแง่ของส่วนผสมของสารบำรุง และในแง่ของสารขึ้นเนื้อครีม ที่เลือกตัวเบาๆ ได้เหมาะกับสภาพอากาศและผิวของคนบ้านเรา การใช้งาน เนื้อเซรั่มค่อนข้างเบา เอาประยุกต์เข้า Routine ได้ง่าย ไม่เหนอะหนะไม่หนักไม่กวนการ Layer skincare ต่างๆ ให้ไปเลย 5 ฟลาสก์

สุดท้ายนี้ต้องขอขอบคุณทางแบรนด์ Her Hyness นะคะ ที่ส่งผลิตภัณฑ์ดีๆ มาให้ได้ทดลองใช้ และขอบคุณทุกท่านด้วยค่ะที่ติดตามรับชมมาจนจบ

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ทางแบรนด์โดยตรงเลยนะคะ

https://www.facebook.com/herhynessbeauty

อยากบอกว่าทางแบรนด์มีโปรบ่อยมากค่ะ มีจำหน่ายทั้งในร้านชั้นนำทั่วไป อาทิเช่น Watsons, Eve and Boy, Beautrium, Firster, All About You, และทางออนไลน์ค่ะ

ทางไปตำ

แอพฟ้า https://s.lazada.co.th/s.oKhOK?cc

แอพส้ม https://s.shopee.co.th/2LDVdDDNvG

Disclaimer/conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากทางแบรนด์ Her Hyness การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสม/วัตถุดิบตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล และผู้เขียนไม่ได้ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับบริษัทเครื่องสำอางใดๆ โปรดใช้วิจารณญาณ