Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสม Toner pad สูตร Red orange niacinamide blemish pad จาก T’else ที่โดดเด่นด้วยการออกแบบ vitamin pad

สำหรับ Blog นี้ขอหยิบเอา toner pad ที่น่าสนใจจากบ้าน T’else มาวิเคราะห์ส่วนผสมกันนะคะ

โดยแบรนด์ T’else เป็นแบรนด์ที่มาในเทรนด์ Cleanical beauty คือ Clean + Clinical ส่วนผสมต้องคลีน และมีประสิทธิภาพ

และ T’else มาจากคำว่า Terra สื่อถึงพรรณไม้ และ Else คือ อื่นๆ

โดยผลิตภัณฑ์ใน Line Red orange จะมาในสีส้มสดใส เน้นเคลมหลักไปที่ด้าน Brightening & Vitalizing เพื่อผิวกระจ่างใส มีชีวิตชีวา

Terra คือ Blood orange ส้มสีเลือดเกรดออร์แกนิกจากอิตาลี่ นำมาสกัดด้วยกรรมวิธีพิเศษของทางแบรนด์ ที่เรียกว่า Air-brewing 100TM ที่สกัดด้วยฟองอากาศบางๆ ที่อุณหภูมิ 20 องศาเซลเซียส กว่า 100 ชั่วโมง

Else คือ  Niacinamide วิตามินบี 3 สารพัดประโยชน์ เพื่อดูแลด้านความกระจ่างใสของผิว

สำหรับ Toner pad สูตรนี้มีชื่อว่า Red orange niacinamide blemish pad

มาในหน้าตาแบบนี้ค่ะ

telse red orange pad

ส่วนนี้เป็นกล่องนะคะ

เทคโนโลยีของแผ่น pad ตัวนี้น่าสนใจ คือ

ด้านสีเหลืองเป็น vitamin pad ที่ใช้ส่วนผสมของวิตามินซีถักทอลงไปร่วมกับเส้นใยของ pad เลย จึงจะได้ประโยชน์ในเชิงการดูแลปัญหาจุดด่างดำ สีผิวไม่สม่ำเสมอ

ทางแบรนด์เรียกว่าเป็นเทคนิค Real vitamelting method โดยเอาวิตามินซีบริสุทธิ์ 99% มาผสมผสานจนเกิดเส้นใย ก่อนถักทอเป็น pad

ด้านสีอ่อนกว่าทำจากใยไผ่ เน้นเรื่องชุ่มชื้น ดูแลผิวอ่อนโยน

เวลาใช้งานใช้ด้านสีอ่อนเช็ด ด้านสีเหลืองแปะ

ตัวแผ่นเราสามารถฉีกได้ง่ายด้วยมือ ก็จะได้แผ่นแบบครึ่งวงกลมที่เอามาวางเฉพาะจุดได้ง่ายขึ้น เช่น หน้าผาก รอบดวงตา คาง

ตัวผลิตภัณฑ์ผ่านการทดสอบประสิทธิภาพในอาสาสมัครว่าให้ประสิทธิภาพในการดูแลจุดด่างดำ สีผิวไม่สม่ำเสมอ และช่วยเพิ่มความกระจ่างใสของผิว

ส่วนผสมเป็นดังนี้

ในภาพรวมของส่วนผสม ตัว toner pad นี้ออกแบบมาในเบสน้ำ มีส่วนผสมเติมน้ำเก่งๆ อย่าง Hydroxyethyl urea และใช้ Betaine เป็น soothing + ปรับ feel บนผิว

ด้านสารบำรุงมีวิตามินหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็น B3 (2%), Vitamin C 2 ฟอร์ม คือ Sodium ascorbyl phosphate และ Ascorbic acid รวมถึงกลุ่มวิตามินบีรวม (B1, B6, B2, B12, Biotin, Folic acid) ที่ดูแลผิวได้หลากหลายประการ

ตัวสารสกัดจากส้มทางแบรนด์ได้คัดเลือกส้มสายพันธุ์ Moro ซึ่งมีปริมาณ active phytochemical สูงกว่าส้มสายพันธุ์อื่น ถึง 3.3 เท่า นำมาสกัดด้วยกรรมวิธีพิเศษที่เป็นเอกลักษณ์ของทางแบรนด์ ที่แบรนด์เรียกว่า Air brewing technology สกัดที่อุณหภูมิต่ำ 20 องศา 100 ชั่วโมง เพื่อดึงเอาสารพฤกษเคมีที่สำคัญออกมา ด้วยกรรมวิธีที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

โดยในสารสกัดจากส้ม Blood orange นั้นประกอบด้วยพฤกษเคมีหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็น Vitamin C, Anthocyanin และ Flavonoid ที่เป็น Antioxidant ที่ดีกับผิว ซึ่ง Flavonoid ที่พบในส้มนั้นมีหลายชนิด เช่น quercetin, kaempferol, hesperidin, nobiletin เป็นต้น

ให้คะแนน

  1. สารบำรุง แม้ว่าชื่อจะบอกว่าเป็น Red orange + Niacinamide แต่ส่วนผสมมีสารบำรุงหลายชนิด ให้ประโยชน์ต่อผิวหลายอย่าง มีสารเติมน้ำอย่าง hydroxyethyl urea เข้ามา ในเรื่องของ whitening คิดว่าทำมาได้ครบกลไก คือ ลดการสร้างเม็ดสีจากวิตามินซี-สารสกัดส้ม และลดการส่งผ่านเม็ดสีที่เสร็จแล้วไม่ให้ออกมาข้างนอกด้วย B3 แต่ส่วนตัวแอบอยากได้ความ soothing เพิ่มอีกนิด เลยขอให้ 4 ฟลาสก์
  2. ส่วนผสมอื่นๆ ไม่มีสารที่ไม่เป็นมิตรกับผิว ให้ไป 5 ฟลาสก์
  3. ความชอบ ส่วนตัวชอบเรื่องของเทคโนโลยีการเตรียมแพดที่เป็น vitamin pad เอา vitamin ไปผสานกับตัวเส้นใยก่อนขึ้น-ถักทอเป็น fiber ของแพด และชอบความดีไซน์แบบที่ฉีกครึ่งได้ ในด้านการใช้งาน ส่วนตัวมองว่า ด้านสีเข้มมันจะมีฟีลลื่นๆ ทำให้เกลี่ยได้ง่ายบนผิว แม้บน Official Korean Website จะเคลมว่าให้เอาด้านสีอ่อนเช็ด พี่หญิงมี่ว่าเอาด้านสีเข้มเช็ดก็ลื่นสบายผิวดี ให้ไป 5 ฟลาสก์

สุดท้ายนี้ขอขอบคุณทุกท่านที่ติดตามรับชมมาจนจบ

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ทางแบรนด์โดยตรงเลยนะคะ

ทางไปช้อปปิ้ง

https://s.shopee.co.th/1gIWuQTP4F

Disclaimer: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับมาจากทางแบรนด์ การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสม/วัตถุดิบตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล ผู้เขียนไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับบริษัทเครื่องสำอางใดๆ โปรดใช้วิจารณญาณ

Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสม Propolis energy ampoule pad จาก CNP Laboratory

ใครชอบ Toner pad บ้าง 🙋‍♀️

คือ ด้วยความที่เราเป็นคนชอบใช้สำลีชุ่มๆ เทโทนเนอร์ เอสเซนส์ใดๆ ลงไปจนชุ่ม เลยชอบกลุ่ม pad ด้วยล่ะ

ส่วนตัวเคยใช้กลุ่ม Toner pad แบบนี้ครั้งแรกสมัยแบรนด์ scinic เข้าวัตสัน แล้วซักพัก วัตสันก็เอา Bella monster มา (ตายละ รู้อายุเลย)

หลังจากนั้นก็หายไปสักพัก ก่อนจะได้กลับมาใช้ใหม่

วันนี้ขอเริ่มจาก Ampoule pad ของ CNP Laboratory ก่อนเลย

น้องเป็นสูตร Propolis บนกล่องจะมีเคลมว่า เอาส่วนผสมหลักจาก Propolis ampoule มาใส่ในนี้ค่ะ

หน้าตาเป็นแบบนี้

ตรงนี้เป็นส่วนของกล่อง

เวลาเปิดมาก็จะมีที่คีบมาให้ค่ะ

ตัวแผ่น pad จะมี 2 ด้าน ด้านหนึ่งจะมีความขรุขระกว่า เวลาใช้งานเราจะเอาด้านนี้เช็ดก่อน เป็นเหมือนกันผลัดผิวด้วยแรงเช็ด-แรงเสียดทาน (mechanical exfoliation) แบบเบาๆ

จากนั้นใช้ด้านเรียบเช็ดเบาๆ

ถ้าเป็นทางนี้จะเอาด้านเรียบมาแปะๆ tapๆ เบาๆ จนซึม

ส่วนผสมเป็นดังนี้

ในภาพรวมส่วนผสมมาในเบสแบบน้ำ ไม่มีส่วนผสมของน้ำมัน (ยกเว้นน้ำมันหอมระเหยเพื่อแต่งกลิ่น) ซิลิโคน และแอลกอฮอล์

สารบำรุงมีอยู่หลายตัว ซึ่งแบ่งเป็นหลายๆ กลุ่ม

ชื่อผลิตภัณฑ์คือ Propolis ดังนั้น มาวิเคราะห์ตัว Propolis ก่อนเลย

Propolis เป็นสารประกอบที่ผึ้งสร้างขึ้นมาจากน้ำลายผึ้งผสมกับไขผึ้ง และสารอื่นๆ ที่เก็บมาจากดอกไม้ ต้นไม้ที่พึ่งไปเกาะมา กลายเป็นสารเหนียวๆ บางทีเรียก กาวผึ้ง ทำหน้าที่ยึดติดรังเอาไว้ด้วยกัน

ใน Propolis ประกอบด้วยสารในกลุ่ม Polyphenol ที่มีประโยชน์ในการต่อต้านอนุมูลอิสระ และมีคุณสมบัติในการระงับเชื้อจุลินทรีย์บางประเภท มีงานวิจัยพบว่า Propolis ปกป้องผิวจากรังสี UV โดยไปกดการสร้างเอนไซม์ MMP-1 ที่จะไปย่อยสลายคอลลาเจน (Kim et al., Nutrients. 2020;12(12):3790.) มีข้อมูลสนับสนุนว่า สารประกอบ phenolic เช่น caffeic acid, coumaric acid, and ferulic acid ใน propolis ช่วยปกป้องผิวจากรังสี UV ได้ (J. Cosmet. Dermatol. 2015;14:47–63.)

กลุ่ม pre-pro-post biotics มีด้วยกันหลายตัว

  • Prebiotics จะเป็น Beta-glucan ซึ่งเป็น prebiotics ในกลุ่มคาร์โบไฮเดรตโมเลกุลใหญ่ มีประโยชน์เรื่องการเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิว ลดการอักเสบ การทดสอบในเซลล์เพาะเลี้ยงพบว่า Beta-glucan ที่สกัดจากข้าวโอ๊ตมีประโยชน์ในการเสริมกระบวนการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างและหน้าที่ของเซลล์ผิว ให้โตเต็มวัย ทำหน้าที่ได้อย่างสมบูรณ์ และฟื้นฟู Barrier ผิว (Int J Biol Macromol. 2021;185:876-889.)
  • Postbiotics จะเป็นพวก Lactobacillus ferment กับ พวกสารสกัดจากพืชที่ผ่านกระบวนการหมักด้วย Lactobacillus และ Saccharomyces ซึ่งจะได้สารที่มีประโยชน์ทั้งจากพืช และที่จุลินทรีย์สร้าง รวมถึงแปรสภาพต่างๆ อย่าง Lactobacillus/Soybean Ferment Extract นี้มีข้อมูลอยู่ว่า พวกสาร Isoflavone ตามธรรมชาติในถั่วเหลือง ปกติจะอยู่ในรูปแบบที่เกาะกับน้ำตาลอยู่ เรียกว่า Glycoside เมื่อหมักแล้ว เชื้อจะเปลี่ยนพวก Glycoside ให้กลายเป็นตัว Isoflavone เฉยๆ (เรียก Aglycone) ซึ่งมีคุณสมบัติ antioxidant ที่ดีขึ้น

กลุ่มสาร Soothing-ดูแลการระคายเคือง

เป็นสามสหาย Dipotassium glycyrrhizate + Panthenol + Allantoin เติมมาด้วย Cica

ใช้ Hya และน้ำผึ้งช่วยเติมน้ำเพิ่มความชุ่มชื้น

แต่งกลิ่นแนว Herb ด้วย น้ำมันหอมระเหยจาก Sweet geranium (perlagonium graveolens) ทำให้นัวขึ้นด้วยสารหอม Citronellol, Geraniol, Linalool

ในภาพรวมถือว่าทำมาได้น่าสนใจทีเดียว

ช้อปปิ้ง

https://s.shopee.co.th/1LVPbijOPV

https://s.lazada.co.th/s.BJl5N?cc

Disclaimer/conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ซื้อด้วยตนเอง การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสม/วัตถุดิบตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล และผู้เขียนไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับบริษัทเครื่องสำอางใดๆ โปรดใช้วิจารณญาณ