Image

[Basic Cosmetic Science] Skin barrier: องค์ประกอบของ Barrier ผิว

ระดับความยาก: ปานกลาง

“But first, skin barrier”–LadyMiyeon, 2023

ผิวจะดีได้ Barrier ต้องดีก่อน

ผิวหนังของคนเรามีหลายหน้าที่ แต่หน้าที่หนึ่งที่สำคัญมาก คือการเป็นกำแพงที่คอยปกป้องไม่ให้สิ่งอันตรายจากข้างนอกเข้ามาภายในผิว และป้องกันไม่ให้ของดีๆ ในผิวเราหลุดออกไปข้างนอก

หน้าที่นี้เราเรียกว่า Barrier function 

โดยชั้นที่ทำหน้าที่หลักในการปกป้องผิว หรือเป็น Barrier นี้จะเป็นผิวหนังชั้นนอกสุด หรือ Epidermis และส่วนที่สำคัญในการทำหน้าที่นี้จตะอยู่ที่ชั้นขี้ไคล หรือ Stratum corneum

การเป็น Barrier function ของ Stratum corneum

ส่วนของหนังกำพร้าทำหน้าที่เป็นปราการ หรือที่เรียกกันว่า Barrier คอยปกป้องไม่ให้สารต่างๆ จากข้างนอกเข้ามาข้างใน และปกป้องไม่ให้สารจากข้างในออกไปข้างนอก

ปกติแล้วผิวหนังเรามีกลไกหลัก 3 อย่างในการเป็นปราการปกป้องผิว ได้แก่

  1. ไขมันที่เรียงตัวเป็นชั้นๆ หรือ Lipid lamellar
  2. สารกลุ่ม Natural Moisturizing factor (NMF) ที่มีทั้งในเซลล์ และในช่องว่างระหว่างเซลล์ ทำหน้าที่ดูดน้ำเอาไว้ ไม่ให้ไปไหน
  3. การเรียงตัวอันซับซ้อนของเซลล์ผิวในชั้น Stratum corneum ซึ่งเป็นผิวชั้นบนสุด และองค์ประกอบโปรตีน Keratin ในผิว

องค์ประกอบทั้ง 3 ส่วนนี้แลดูคล้ายกับก้อนอิฐที่เรียงกันและฉาบเชื่อมกันด้วยปูน ก็เลยมีผู้เสนอ Model เพื่ออธิบายการเป็น Barrier ของผิวว่าเป็นกำแพงอิฐ (Brick-wall model) ดังรูป

ส่วนของก้อนอิฐก็คือเซลล์ผิวหนังชั้นนอกสุด หรือที่มีชื่อว่า Corneocyte ส่วนของปูนก็คือไขมันที่เป็น Lipid lamellar นั่นเอง ว่ากันว่า Lipid lamellar นั้นสำคัญที่สุดในการเป็น Barrier ให้ผิว

นอกจากองค์ประกอบหลักทั้ง 3 นี้แล้ว ยังมีองค์ประกอบอื่นๆ เสริม เช่น Corneocyte envelope หรือ Cornified envelope, Aquaporin, Tight junction ซึ่งจะได้กล่าวต่อไป

รายละเอียดแต่ละองค์ประกอบของ Barrier ผิวมีดังนี้

ไขมันของผิว

ไขมันที่เป็น Barrier ผิว นั้นอยู่ภายใต้ผิวหนัง เป็นคนละอันกับน้ำมันที่ทำให้ผิวเรามันเยิ้มที่เรามองเห็นข้างนอก ไขมันในผิวเรียงตัวซ้อนกันเป็นผนังสองชั้น วางทับกันอีกหลายๆ ชั้นในแนวขนาน เรียกว่า Lipid lamellar นั่นเอง ดังภาพ

การเรียงตัวของ Lipid lamellar นั้นเกิดขึ้นจากไขมันหลักๆ 3 ชนิด ได้แก่ เซราไมด์ (Ceramides) คอเลสเตอรอล (Cholesterol) และกรดไขมัน (Fatty acid) ถ้าคิดโดยน้ำหนักจะพบว่าปริมาณของ Ceramide นั้นเกือบจะครึ่งหนึ่งของไขมันทั้งหมด แต่ความมหัศจรรย์อยู่ที่สัดส่วนของไขมันทั้ง 3 ชนิดนี้ ถ้าคิดโดยโมล จะพบว่าไขมันทั้ง 3 จะมีสัดส่วนเท่ากันคือ 1:1:1 ภาษาทางเคมีเรียกว่า Equimolar 

โมลเป็นการวัดปริมาณสารในเชิงเคมี โดยคำนวณจากน้ำหนักของสาร หารด้วยน้ำหนักโมเลกุล

ผิวหนังเราสามารถสร้างไขมันบางชนิดได้เอง แต่บางชนิดต้องได้รับจากอาหาร หรือจากการทาเข้าไป เมื่อสร้างเสร็จไขมันจะถูกเก็บสะสมในรูปแบบของถุงที่มีชื่อว่า Lamellar body ในเซลล์ผิวชั้นหนังกำพร้าที่มีชีวิต เมื่อถึงเวลาก็จะปล่อยเอาถุงนี้ออกมาจากเซลล์ ไขมันที่บรรจุอยู่ในถุงที่ถูกผลักออกมาจากเซลล์จะถูกแปรสภาพออกมาและมาเรียงตัวกลายเป็นชั้นไขมันที่เป็น Barrier ผิวต่อไป

Ceramides

Ceramides ในผิวหนังมีมากมายด้วยกันหลายชนิด ว่ากันว่านักวิทยาศาสตร์ค้นพบมามากกว่า 300 ชนิด แต่สามารถแบ่งได้เป็น 11 กลุ่มหลักๆ ชนิดที่มีความแข็งแรงมากที่สุดคือชนิด Ceramide 1 หรือ Ceramide EOS ชนิดที่พบมากที่สุดในผิวคือชนิด Ceramide 3 หรือ ceramide NP

Ceramide แต่ละชนิดกันก็จะทำให้เกิดโครงสร้างของ Lipid lamellar ได้คนละแบบกัน และมีความแข็งแรงแตกต่างกัน โดยเชื่อว่าLipid lamellar ที่มี Ceramide 1 ในปริมาณที่พอเหมาะนั้นเป็น Barrier ที่มีความแข็งแรงมากที่สุด

เครื่องสำอางที่เป็น Moisturizer หลายๆ แบรนด์ก็มีการใส่ Ceramide เข้ามาเพื่อหวังให้ไปทดแทน Ceramide ในผิว เพื่อช่วยฟื้นฟู Barrier ผิวให้แข็งแรง ทำให้ผิวหนังแข็งแรง ลดความเสี่ยงในการแพ้จากสารอื่นๆ ภายนอกได้

ตัวอย่าง Ceramide ที่มีการใช้ในเครื่องสำอางคือ Ceramide 1, 2, 3, และ 6 ชนิดที่พบบ่อยที่สุดจะเป็น Ceramide 3 ทั้งนี้คิดว่าการที่วงการเครื่องสำอางเลือกใช้ Ceramide 3 เป็นหลัก อาจจะเพราะความคงตัวของ Ceramide 3 นั้นมีมาก และปริมาณของ Ceramide 3 ในผิวนั้นก็มีมาก ถ้าหากได้รับเกินความจำเป็นก็น่าจะไม่มีผลกระทบด้านลบต่อผิว

Ceramide นั้นมีความจำเป็นต่อการเรียงตัวเป็นชั้นขนานแบบ Lamellar structure โดยเชื่อว่า Ceramide 1 ที่มีส่วนของกรดไขมันไลโนเลอิก (Linoleic acid) ในโครงสร้าง ทำหน้าที่เสมือนเข็มที่เป็นตัวเย็บเอาชั้นไขมันแต่ละชั้นให้เกาะติดกัน และเนื่องจากร่างกายเราไม่สามารถสร้าง Linoleic acid ขึ้นมาได้ จึงจำเป็นต้องได้รับจากอาหาร หรือการทาภายนอก นักวิทยาศาสตร์พบว่าในคนที่ขาดกรดไขมันจำเป็นชนิด Linoleic acid ผิวจะสร้าง Oleic acid เข้ามาแทนที่ โดย Ceramide ที่มี Oleic acid นั้นไม่ได้แข็งแรงเท่า Linoleic acid Barrier ผิวของคนที่ขาดกรดไขมันจำเป็นจึงอ่อนแอกว่า ส่งผลให้ผิวบอบบางกว่า และแห้งได้ง่ายกว่า

Linoleic acid นั้นพบได้ในน้ำมันจากพืชหลายชนิด ดังที่ได้กล่าวไปแล้ว และมีรายงานว่าการกินน้ำมันพืชที่มี Linoleic acid สามารถเพิ่มปริมาณของ Linoleic acid ในผิวได้จริง ถ้าหากใครผิวแห้งมากๆ อาจจะลองทานผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่ใช้น้ำมันจากพืช เช่น Evening primrose oil หรือ Borage oil ก็จะช่วยให้ผิวแข็งแรงและชุ่มชื้นได้มากขึ้น แต่ข้อเสียของผลิตภัณฑ์เสริมอาหารกลุ่มนี้คือ อาจจะทำให้บางคนมีน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นได้

Cholesterol

Cholesterol จัดเป็นไขมันที่มีโครงสร้างเป็น Steroid เรามักจะเข้าใจกันว่า Cholesterol นี้ไม่ดี เพราะเวลามี Cholesterol ในกระแสเลือดมากๆ จะทำให้เกิดโรคต่างๆ ได้มากมาย แต่ Cholesterol ในผิวเป็นสิ่งที่ดี เพราะ Cholesterol นั้นจะมาอยู่รวมกับ Ceramide และกรดไขมันเกิดเป็น Barrier ผิวขึ้นมา

Cholesterol ยังไม่ค่อยมีการใช้เป็น Active ingredients ในทางเครื่องสำอางมากนัก ส่วนใหญ่จะเอามาใช้ในการเป็นสารปรุงแต่งเสียมากกว่า เพราะ Cholesterol นั้นเมื่ออยู่รวมกับ Phospholipids หรือสารลดแรงตึงผิว (Surfactant) บางชนิดจะเกิดการเรียงตัวเป็นถุงทรงกลมๆ ที่เรียกว่า Liposome หรือ Niosome ทำหน้าที่เก็บกักสารและช่วยพาสารเอาไปในผิวได้มากขึ้น นอกจากนี้ Cholesterol ยังทำหน้าที่เป็น Emulsifier ช่วยเป็นตัวประสานน้ำให้เข้ากับน้ำมันได้ด้วยในสูตรครีม เมื่อใช้เป็น Active ingredient Cholesterol นั้นนอกจากมีคุณสมบัติในการฟื้นฟู Barrier ผิวแล้ว ยังมีคุณสมบัติในการลดการอักเสบในผิว และยังช่วยปกป้องเซลล์ผิวจากรังสี UV ได้ด้วย*

*(Reference: Bhyn et al. J Dermatol Sci. 2012;65 (2) :110-7)

Fatty acid

กรดไขมันนั้นมีหลายชนิด และมีความสำคัญหลายๆ อย่าง ทั้งเป็นส่วนประกอบในการสร้าง Lipid lamella ยังเป็นสารตั้งต้นของไขมันชนิดอื่นๆ ในผิว กรดไขมันบางชนิดผิวหนังสามารถสร้างขึ้นมาเองได้ แต่บางชนิดนั้นต้องได้รับจากอาหารเท่านั้น เมื่อผิวขาดไขมันก็มักจะแสดงอาการแห้ง และเหี่ยวตามมา

การเพิ่มไขมันจำเป็นในผิวทำได้ทั้งการทา และการรับประทาน โดยสิ่งที่เป็นแหล่งของกรดไขมันก็คือ น้ำมันและไขมันจากพืชชนิดต่างๆ และไขมันจากสัตว์บางชนิด

Natural moisturizing factor

Natural moisturizing factor หรือ ชื่อย่อ NMF เป็นสารโมเลกุลเล็กๆ ที่พบในชั้นหนังกำพร้า ทั้งภายในเซลล์ Corneocyte และในช่องว่างระหว่างเซลล์ ทำหน้าที่ดูดและอุ้มน้ำไว้ไม่ให้ออกไปไหนจึงมีผลทำให้ผิวนุ่มชุ่มชื้นและมียืดหยุ่น

NMF ในผิวมีด้วยกันหลายตัว แต่ที่พบมากที่สุดนั้นเป็นกลุ่มของกรดอะมิโน และอนุพันธ์ เช่น Pyrollidone carboxylic acid หรือ PCA ที่มักจะอยู่ในรูปแบบของเกลือ Sodium PCA พบในปริมาณเกือบครึ่งของ NMF ทั้งหมด

ผิวเราสามารถสร้าง NMF ได้เองจากกระบวนการต่างๆ เช่น

  • กรดอะมิโนและ PCA มาจากการสลายตัวของโปรตีนที่ชื่อ ฟิลแลกกริน (Filaggrin)
  • Lactate มาจากเหงื่อ
  • น้ำตาลมาจากการย่อยสลายของ Glucosyl ceramide เป็นต้น

เนื่องจาก NMF เป็นสารที่ละลายน้ำ ถ้าเราสัมผัสกับน้ำบ่อยๆ NMF ก็สามารถที่จะละลายหลุดออกไปกับน้ำได้

ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางหลายๆ ชนิดก็มีการใส่ NMF ชนิดกรดอะมิโน แต่ส่วนมากมักจะหวังผลอื่นของกรดอะมิโน เช่น การให้เป็นสารตั้งต้นเพื่อให้ผิวสร้างโปรตีน

ปัจจุบันนี้การ Claim เรื่อง NMF เริ่มกลับมาโด่งดัง มีผลิตภัณฑ์หลายๆ ชิ้นจากทางฝั่งญี่ปุ่นที่ใช้คำว่า NMF เป็นส่วนหนึ่งในชื่อของผลิตภัณฑ์ นับเป็นการสร้างจุดเด่นในทางการตลาดได้เป็นอย่างดี โดยตัวที่เห็นบ่อยจะเป็น Sodium PCA และกรดอะมิโน

สำหรับประสิทธิภาพของสารกลุ่ม NMF นั้นขึ้นอยู่กับความชื้นในอากาศ ในช่วงที่อากาศแห้ง หรือในพื้นที่แห้งแล้ง การใช้ร่วมกับสารกลุ่มไขมันจะทำให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

NMF ที่เป็นน้ำตาล

น้ำตาลที่ให้ผลด้านความชุ่มชื้นเพียงอย่างเดียว ได้แก่ Glucose, Fructose, Sucrose และ Sorbitol

NMF ที่เป็นกรดอะมิโน

กรดอะมิโนเป็นหน่วยเล็กที่สุดของโปรตีน มีอยู่ด้วยกันหลายชนิด บางชนิดร่างกายก็สร้างได้ แต่บางชนิดจำเป็นต้องได้รับจากภายนอก เนื่องจากกรดอะมิโนมีขนาดเล็กจึงสามารถดูดซึมลงไปในผิว และให้ผลด้านริ้วรอยได้ด้วย

นอกจากนี้กรดอะมิโนบางชนิดยังมีคุณสมบัติพิเศษ เช่น

  • Serine ผิวหนังสามารถเอาไปใช้ในการสร้าง Ceramide ได้
  • Arginine ผิวหนังสามารถเอาไปสร้าง Nitric oxide ที่มีบทบาทเกี่ยวกับการขยายหลอดเลือด ผิวจึงได้รับสารอาหารเพิ่มขึ้น และดูสุขภาพดีมีเลือดฝาด

Corneocyte และโปรตีน Keratin

Corneocyte เป็นชื่อของเซลล์ผิวที่ตายแล้วในชั้นบนสุดของหนังกำพร้าที่มีชื่อว่า Stratum corneum เซลล์ Corneocyte และโปรตีน Keratin เป็นองค์ประกอบอย่างสุดท้ายของ Barrier ผิว

กล่าวกันว่าชั้น Lipid lamella ของไขมันนั้นแม้จะแข็งแรง แต่ก็มีความเปราะโดนทำลายง่าย ต้องอาศัยโครงสร้างของโปรตีน Keratin ที่อัดกันแน่นในเซลล์ Corneocyte ซึ่งมีความคงตัวค่อนข้างมาก เรียงตัวสานกันเป็นโครงสร้างสลับซับซ้อนแบบร่างแห ทำหน้าที่เสมือนเป็นเกราะกำบังในการปกป้อง Lipid lamella ให้คงรูปอยู่ได้แม้อากาศจะแห้งมากแค่ไหนก็ตาม

การใช้เครื่องสำอางที่มีส่วนผสมของสารผลัดผิวบ่อยๆ เช่นพวก AHA หรือ Peeling gel ที่มีชื่อเล่นในตลาดว่า เจลขัดขี้ไคล หรือการไปทำทรีทเมนท์ที่มีการผลัดลอกผิวบ่อยๆ จะทำให้เซลล์ผิวพวกนี้บางลง ส่งผลให้ Barrier ผิวเกิดความเสียหายได้ง่ายขึ้น จึงควรระวังไม่ควรทำทรีทเมนท์และใช้ผลิตภัณฑ์เหล่านี้ถี่จนเกินไป ซึ่งในส่วนถัดไปจะกล่าวถึงการแบ่งตัวของเซลล์ผิวและผลิตภัณฑ์ผลัดผิว (Peeling product) อีกครั้งหนึ่ง

องค์ประกอบอื่นๆ ของผิวที่ช่วยเรื่องการเก็บกักน้ำ

นอกจากองค์ประกอบหลักทั้ง 3 ที่ได้กล่าวไปแล้ว ผิวเรายังมีส่วนอื่นๆ ที่คอยอุ้มน้ำไว้อีก เช่น Aquaporin, Tight junction, Corneocyte envelope เป็นต้น

Aquaporin

Aquaporin เป็นโปรตีนชนิดหนึ่งบนผิวเซลล์ที่ทำหน้าที่เป็นเหมือนด่านตรวจที่คัดเลือกให้เฉพาะน้ำและสารโมเลกุลเล็กๆ บางชนิดผ่านเข้าออกได้ เป็นตัวควบคุมไม่ให้น้ำและสารตัวเล็กๆ อย่าง Glycerol กับ Urea สูญเสียออกไปสู่ภายนอกผิว

Aquaporin นั้นไม่ได้มีแค่ในผิว แต่เจอในเนื้อเยื่ออื่นๆ ทั่วร่างกาย มีประโยชน์มากมายไม่ว่าจะเป็นการปกป้องเนื้อเยื่อนั้นๆ ไม่ให้รับความเสียหายจากสภาวะกดดันต่างๆ เช่น ในสมอง Aquaporin นั้นสามารถปกป้องสมองไม่ให้บวมจากความเครียดได้ด้วย

Aquaporin ที่พบในผิวมีหลายชนิด แต่ชนิดที่ดูเหมือนจะมีความสำคัญ คือ Aquaporin 3 (AQP3) ซึ่งในวงการเครื่องสำอาง ก็จับเอามาเป็นจุดขายเรียบร้อยไปแล้ว

AQP3 ทำหน้าที่เกี่ยวข้องกับการดูแลการแพร่ของน้ำและ Glycerol เข้าออกผิว มีการค้นพบว่าหนูที่ขาด AQP3 นั้นจะมีการเคลื่อนที่ของ น้ำ และ Glycerol เข้าออกผิวลดลงอย่างมาก ส่งผลให้หนูพวกนี้มีผิวที่แห้ง เหี่ยว และการสมานแผล (Wound healing) เกิดขึ้นได้ไม่ดี นักวิทยาศาสตร์จึงสรุปว่า AQP3 นั้นมีบทบาทเกี่ยวกับการรักษาความชุ่มชื้น ความยืดหยุ่น และการสมานแผลของผิว

สารที่ค้นพบว่าสามารถเพิ่มการสร้าง AQP3 ได้ก็คือ Glyceryl glucoside สารนี้มีงานวิจัยรองรับว่าสามารถเพิ่มการสร้าง AQP3 ในผิวได้ ส่งผลให้ผิวมีความชุ่มชื้นมากขึ้น และลดการระเหยของน้ำออกจากผิวได้*สารนี้เมื่อใช้ร่วมกับ Ceramide และ NMF จะช่วยเสริมประสิทธิภาพกันอย่างมากในการเพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่ผิว ข้อมูลของผู้ผลิตวัตถุดิบสารนี้ระบุว่าประสิทธิภาพของสารนี้มีค่อนข้างมาก และเทียบเท่ากับการใช้สารในกลุ่ม Hyaluron ได้เลย

*Reference: Schrader et al., Skin Pharmacol Physiol 2012;25:192–199.

ปัจจุบันวงการเครื่องสำอางยังมีการ Claim ว่า ในผิวเราก็มี Aquaporin 8 หรือ AQP8 อยู่ด้วย โดยเจ้า AQP8 นี้ว่ากันว่าทำหน้าที่ดูแลการแพร่ของน้ำและ Ammonium ion ซึ่งผิวเราเอามาใช้สร้าง Urea ที่เป็น NMF ตัวสำคัญตัวหนึ่งที่ช่วยให้ผิวนุ่ม ชุ่มชื้น

ในวงการเครื่องสำอางมีสารสกัดจากพืชอวบน้ำที่ชื่อ Salicornia herbacea สารสกัดนี้สามารถกระตุ้นให้ผิวสร้าง AQP8 ได้มากขึ้น ผู้ผลิตวัตถุดิบยัง Claim อีกว่าสารสกัดนี้ยังมีผลเพิ่มการสร้าง AQP3, Filaggrin และไขมันที่เป็นส่วนประกอบของ Lipid lamella ได้ดีการทดสอบในอาสาสมัครพบว่าสารนี้ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นในผิว และช่วยลดการระเหยของน้ำออกจากผิวได้

Tight junction

Tight junction หรือเรียกย่อๆ ว่า TJs เป็นช่องแคบๆ ที่อยู่ระหว่างเซลล์ ทำหน้าที่เสมือนตัวกั้นไม่ให้สารต่างๆ และน้ำ เข้าออกได้อย่างอิสระ มีผลช่วยรักษาน้ำให้อยู่ในผิว

TJs ในผิวมีด้วยกันหลายชนิด แต่ชนิดที่สำคัญและเริ่มมีการพูดถึงกันในวงการเครื่องสำอางคือ Claudins โดยพบว่าผิวหนังที่สัมผัสกับสาร Benzopyrene ซึ่งเป็นสารกลุ่มมลพิษ (Pollutant) ที่เกิดจากการเผาไหม้ที่ไม่สมบูรณ์นั้น มีจำนวนของ Claudins ในผิวลดลง ส่งผลให้ผิวมีการสูญเสียน้ำมากขึ้น Barrier ของผิวอ่อนแอลง และยังมีผลให้เกิดริ้วรอยต่างๆ มากมาย

ตัวอย่างสารที่สามารถเพิ่มการสังเคราะห์ TJs ในผิวได้ คือ Colloidal oatmeal ซึ่งเป็นสารดั้งเดิมที่มีใช้กันมาเนิ่นนาน อาจจะเกินร้อยปีด้วยซ้ำ โดยพบว่าสารสกัดจาก Colloidal oatmeal สามารถกระตุ้นการสังเคราะห์ TJs เพิ่มการสังเคราะห์ไขมันในผิว และเหนี่ยวนำให้ผิวเกิดการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างหน้าที่ (Differentiation) กลายเป็นผิวที่สมบูรณ์เต็มวัย*

*Reference: Ilnytska O. et al. J Drugs Dermatol. 2016;15 (6) :684-90.

Colloidal oatmeal มีใช้ในเครื่องสำอางอยู่อย่างแพร่หลาย จึงเป็นทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจสำหรับผู้ที่มีปัญหาผิวแพ้ง่าย ไม่แข็งแรง

Corneocye envelope

Corneocye envelope หรือเรียกย่อๆ ว่า CE เป็นเสมือนเปลือกอีกชั้นหนึ่งที่ห่อหุ้มเซลล์ผิวชั้นนอกสุด (Corneocyte) เอาไว้ เพื่อเพิ่มความแข็งแรงให้แก่ผิวหนัง

ในผิวที่โตเต็มที่โครงสร้างของ CE จะมีความแข็งแรงกว่าผิวที่อยู่ด้านในหรือยังโตไม่เต็มที่ ในผิวหนังนั้นการสร้าง CE เกิดขึ้นจากการเชื่อมต่อกันโดยใช้เอนไซม์ในผิว (Cross-linked) ของโปรตีนหลายๆ ชนิด หลายๆ ชั้น จนมาเป็นเปลือกที่แข็งแรงและมีความคงตัวสูงขึ้นมา โดยโปรตีนตัวหนึ่งที่อยู่เป็นเปลือก CE นั้นมีชื่อว่า Filaggrin

Filaggrin นั้นได้จากการสลายตัวของโปรตีนตัวใหญ่กว่าที่ชื่อ Profilaggrin ที่ผิวชั้นล่างๆ เราสร้างไว้และเก็บไว้ในถุง (Keratohyalin granules) เมื่อเซลล์ผิวเราแบ่งตัวและเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเพื่อเคลื่อนตัวออกมาข้างนอก ถุงนี้ก็จะแตกออก ทำให้ Profilaggrin นั้นโดนย่อยกลายเป็น Filaggrin ซึ่งมีชะตากรรม 2 อย่าง อย่างแรกคือ ไปโดน Cross-linked เป็นเปลือก CE ทำให้ผิวแข็งแรง กับอีกอย่างคือ Filaggrin นั้นโดนย่อยสลายต่อกลายเป็น NMF

ในการย่อยสลายของ Profilaggrin และ Filaggrin ไปเป็น NMF นั้นมีเอนไซม์ชนิดหนึ่งที่เกี่ยวข้อง คือ Caspase-14 ส่งผลให้ผิวเรามีปริมาณของ NMF ที่มากขึ้น สุดท้ายแล้วก็คือทำให้ผิวหนังสามารถอุ้มน้ำไว้ได้ดีขึ้นในวงการเครื่องสำอางมีสารอยู่ชนิดหนึ่งที่มีผลกับ Caspase-14 สารนี้ก็คือ Galactomyces ferment filtrate; GFF หรือที่รู้จักกันในนามว่า Pitera นั่นเอง โดยมีการศึกษาพบว่า GFF นั้นช่วยให้ Caspase-14 ทำงานได้ดีขึ้น* ผิวจึงแข็งแรงมากขึ้นและมีความชุ่มชื้นเพิ่มขึ้น

*Reference: Kataoka S., et al. Arch Dermatol Res. 2013;305 (8) :683-9.

สำหรับตอนนี้ในวงการเครื่องสำอาง ก็มีเครื่องสำอางที่มาจับองค์ประกอบเหล่านี้ครบเลยค่ะ

ซึ่งเราสามารถสรุปกลไก และตัวอย่างสารบำรุงที่ดูแล Barrier ผิวได้ดังนี้

  • ไขมันที่เป็น Barrier ผิว: Ceramides, MLE, MVE, Fatty acids, Natural oil, Cholesterol
  • NMF: กลุ่มน้ำตบที่มีกรดอะมิโน/น้ำตาล/ไฮโดรไลส์คอลลาเจน/ไฮยาลูรอน
  • Aquaporin: เช่น Glyceryl glucoside
  • Tight junction: Colloidal oatmeal
  • Corneocyte envelope: ทางฝั่งญี่ปุ่นให้ความสนใจกับ Corneocyte envelope ค่อนข้างเยอะค่ะ และเป็นเทคโนโลยีสิทธิบัตร รวมถึงพิเทร่า ที่ดูแลเรื่อง Corneocyte envelope เช่น เทคโนโลยี HA stabilizing ของ d Program ในเครือ Shiseido
Image

Beauty Update: เซรั่มเพิ่มความชุ่มชื้นน้องใหม่จากผู้ที่คร่ำหวอดในวงการเครื่องสำอางมานานนับสิบปี จาก Secret dose moisture+ enrich serum

จะเป็นอย่างไรถ้าผู้เชี่ยวชาญที่คร่ำหวอดในวงการส่วนผสมสกินแคร์มานานร่วม 10 ปี ใช้ความรู้และประสบการณ์ที่สั่งสมมา ทำแบรนด์สกินแคร์ของตัวเอง ก็เป็นผลิตภัณฑ์นี้ไงล่ะ Secret dose moisture+ enrich serum

ซึ่งมีหน้าตาประมาณนี้นะคะ

ตัวแพคเกจจริงจะเป็นขวดแก้วแบบมีดรอปเปอร์

น้องเป็นเซรั่มเพิ่มความชุ่มชื้นผิวที่นำเอาโพลิเมอร์ Sacran ที่สกัดจากสาหร่ายมาเป็นนางเอกในการดูแลผิว

ถ้าพูดถึง Sacran ตัวมันเป็น Polysaccharide ที่แยกสกัดออกมาจากสาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงิน Aphanothece sacrum ที่มีชื่อญี่ปุ่นว่า Suizenji-nori

Polysaccharide ตัวนี้มีจุดเด่นอยู่ตรงที่ว่าน้องสามารถกักเก็บความชุ่มชื้นได้ดีกว่า Hyaluronic acid 5 เท่า และด้วยความที่ Sacran เป็น Polysaccharide ที่มีขนาดโมเลกุลใหญ่มาก และมีความสามารถในการเรียงตัวเป็นฟิล์มเจลบางๆ บนหนังกำพร้า อารมณ์เป็น Second skin น้องเลยให้ประโยชน์ในการเคลือบปกป้องผิว ลดการระเหยของน้ำออกจากผิว และปกป้องผิวไม่ให้สัมผัสกับสารก่อระคายเคืองและมลภาวะต่างๆ จากสิ่งแวดล้อม (Doi et al., Biol Pharm Bull. 2018;41(10):1554-1560.)

มีงานวิจัยที่ทดสอบประสิทธิภาพของ Sacran เทียบกับเซรั่มเบส พบว่าตำรับที่มี Sacran สามารถปกป้องเซลล์ Corneocyte ในชั้นหนังกำพร้าไม่ให้เกิดกระบวนการอักเสบระคายเคือง (Doi et al., J Dermatol. 2017;44(12):1360-1367.) การทดสอบในหนูทดลองที่กระตุ้นให้เกิดภาวะผิวอักเสบด้วยสารเคมี พบว่า Sacran ไปเพิ่มปริมาณน้ำในผิว ลดการสร้าง Cytokine ที่ก่อให้เกิดการอักเสบ (Int J Biol Macromol. 2018;108:112-118.)

สำหรับ Sacran ที่ทางแบรนด์ Secret dose เลือกใช้นั้นเป็นเทคโนโลยีที่เหนือกว่า Sacran ทั่วไป อีกขั้น คือ เอา Sacran มาซ้อน Sacran อีกทีด้วยเทคโนโลยีการถักทอ Biopolymer จากฝรั่งเศส เพื่อเสริมประสิทธิภาพให้ยาวนานขึ้น

เปรียบเป็นการมาส์กล่องหนช่วยเคลือบและปกป้องการระเหยของน้ำในผิว

นอกจาก Sacran แล้ว ที่สกัดจาก Aphanothece sacrum แล้ว ในเซรั่มนี้ยังเสริมสารบำรุงอื่นเข้ามาเพื่อช่วยเติมน้ำแบบฉ่ำๆ ไม่ว่าจะเป็น Hyaluronate, และสารอย่าง Algin และ Pullulan ซึ่งได้จากธรรมชาติ นอกจากคุณสมบัติในการก่อเจล/เพิ่มความหนืดให้สูตรตำรับแล้ว น้องก็ได้ประโยชน์เรื่องการจับน้ำให้ผิวอยู่ด้วย

สำหรับเบสก็มาในเบสน้ำ ไม่มีส่วนผสมของน้ำมัน ซิลิโคน และสารอื่นที่ไม่เป็นมิตรกับผิว

ตัวเนื้อเซรั่มให้ฟีลลิ่งที่เกลี่ยง่าย ไม่เหนอะหนะหนักผิว ซึมไว แห้งไว แต่ยังคงความชุ่มฉ่ำ ชุ่มชื้นผิวเอาไว้ให้แก่ผิว

Image

[Press conference] รวมบรรยากาศงานเปิดตัวสินค้า Melabright [C+] by Alphascience 29 – 30 เมษายน 2566

เมื่อวันที่ 29 – 30 เมษายน 2566 ที่ผ่านมา ทางแบรนด์ Alphascience ได้เปิดตัวสินค้าใหม่ Melabright [C+] เซรั่มดูแลปัญหาฝ้า ที่มีส่วนผสมของ Cysteamine แบบใช้แล้วไม่ต้องล้างออกชิ้นแรกของโลกค่ะ

ส่วนตัวดิฉันเองได้รับเกียรติเชิญเป็นวิทยากรในงานนี้ร่วมกับผู้ทรงคุณวุฒิ KOLs และ Influencer อีกหลายๆ ท่าน เลยขอนำภาพบรรยากาศมาฝากกันค่ะ

สำหรับเซรั่ม Melabright [C+] ตัวนี้เรียกได้ว่าเป็นตัวหนึ่งที่น่าจับตามองเลยทีเดียวค่ะ

ส่วนผสมเป็นดังนี้นะคะ: Propylene glycol, Isopentyldiol, Aqua, Ascorbic acid, Ginkgo biloba leaf extract, Cysteamine HCl, Ethoxydiglycol, Phytic acid, Acetyl glycyl beta-alanine, PEG-8 dimethicone, Aminomethyl propanol, Citric acid, Sodium citrate, Glycereth-26.

ในงานก็เอา Top three มาตั้งโชว์ค่ะ

ตัว HA Booster ทางเพจได้เคยรีวิวไปแล้ว ท่านที่สนใจสามารถติดตามอ่านได้ที่ลิงค์นี้เลยนะคะ >>Click อ่านรีวิว HA Booster<<

เริ่มเปิดงานด้วยเชฟกันน์ สรวิศ มาโชว์ทำอาหารเมนูที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากเซรั่มของ Alphascience ค่ะ

(ขอบคุณภาพถ่ายจากทางทีมงาน Alphascience)

หลังจากนั้นคุณเข้ม หัสวีร์ แบรนด์แอมบาสเดอร์คนแรกของ Alphascience ก็ออกมาร้องเพลงให้ FC ทุกท่านฟัง และเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับประสบการณ์ใช้ Melabright [C+]

(ขอบคุณภาพถ่ายจากทางทีมงาน Alphascience)

และผู้บริหารของทางบริษัท Derma MD ตัวแทนจำหน่ายของ Alphascience ก็ได้มากล่าวต้อนรับและกล่าวถึงการนำเอา Alphascience เข้ามาจำหน่ายค่ะ

(ขอบคุณภาพถ่ายจากทางทีมงาน Alphascience)

หลังจากนั้น Dr.Alfred Marchal ผู้เชี่ยวชาญด้าน Antioxidant ที่คิดค้นตำรับนี้ กับ คุณ Julien Revol CEO ของ Alphascience ประเทศฝรั่งเศสก็ได้มาเล่าแบรนด์สตอรี่ให้ฟังค่ะ

(ขอบคุณภาพถ่ายจากทางทีมงาน Alphascience)

ทางเพจเคยนำเสนอ Brand story ของ Alphascience ไว้ ท่านที่สนใจสามารถติดตามรับชมได้ที่ลิงค์นี้นะคะ >>Click อ่าน Brand story<<

จากนั้นก็เป็นการคุยกันเรื่องเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ค่ะ

Session แรก เริ่มด้วยดิฉันเอง ในหัวข้อเกี่ยวกับ เทรนด์ของผลิตภัณฑ์ Whitening และรายละเอียดของ Vitamin C และ Cysteamine

ต่อมาเป็นหมอเจี๊ยบ เพจ Hello skin by หมอผิวหนัง มาให้ความรู้เกี่ยวกับฝ้า และการดูแลรักษา

และคุณแพรี่ มาเล่าประสบการณ์การใช้งานผลิตภัณฑ์ค่ะ

หมอเจี๊ยบกับคุณแพรี่น่ารักมากๆ ค่ะ

ต่อด้วยหมอต่อ คุณทราย เจริญปุระ และ คุณเยาวธิดาจากเพจ GURUCHECK เช็ค กับ กูรู ค่ะ

จากนั้นก็เป็นการถ่ายรูปร่วมกันค่ะ

ส่วนกิจกรรมวันที่ 2 ก็น่าสนใจเหมือนกันนะคะ

Session แรก เป็น Beauty Guru interview talk ที่ดิฉันมีโอกาสได้แชร์เกร็ดเล็กเกร็ดน้อยเกี่ยวกับการดูแลผิวคู่กับคุณ Jossy เพจ Jossy Berry ค่ะ คุณ Jossy สวยฉ่ำมงลง น่ารักมากๆ

ส่วนอีก Session เป็นวิทยากรร่วมกับ Dr.Alfred บรรยายเกี่ยวกับเรื่อง Antioxidant และนวัตกรรม/เทคโนโลยี Nextgen Vitamin C ของทางแบรนด์ค่ะ

สำหรับงาน Press conference เปิดตัว Melabright [C+] ก็คือเรียกได้ว่าจัดขึ้นได้อย่างยิ่งใหญ่เลยทีเดียวค่ะ

Special thanks: รูปถ่ายจากทีมงาน Alphascience และ บริษัท Derma MD

Sponsorship: บริษัท Derma MD จำกัด ประเทศไทย และ แบรนด์ Alphascience ประเทศฝรั่งเศส

Disclaimer: Self-opinion

Image

Basic CosSci: สีผิว และ การสร้างเม็ดสีผิวเบื้องต้น (Melanogenesis) (revised 2023)

เนื้อหา: วิทยาศาสตร์เครื่องสำอาง, Dermatology ระดับความยาก: ปานกลาง

ผลิตภัณฑ์กลุ่ม Whitening นี้เรียกได้ว่าติดกระแสตลาดในบ้านเราและในกลุ่มประเทศทางเอเชียมาก เพราะผู้บริโภคบ้านเรานั้นคิดว่าปัญหาเรื่องสีผิวมีความสำคัญสุดในทาง Skincare ทำให้มีผลิตภัณฑ์ Whitening ออกมากมายในตลาด และแนวโน้มของ Whitening นั้นจะสลับซับซ้อนขึ้นเรื่อยๆ และมีการออกฤทธิ์ที่พิสดารพันลึกขึ้นเรื่อยๆ

แต่สิ่งสำคัญที่เราต้องรู้เลย คือ “Whitening ไม่สามารถเปลี่ยนสีผิวให้แตกต่างไปจากสีผิวที่เรามีตอนเกิดมาได้” หรือ พูดง่ายๆ ก็คือ ถ้าเราใช้ Whitening นางก็จะออกฤทธิ์ได้ Maximum สุดได้เท่ากับบริเวณที่ขาวที่สุดของเราเท่านั้น

แต่ช่วงหลังๆ มานี้ เริ่มมีดราม่าเกี่ยวกับเรื่องของการเหยียดสีผิว เหยียดเชื้อชาติ เลยทำให้ผลิตภัณฑ์กลุ่ม Whitening ในหลายๆ แห่ง ต้องปรับตัวหนักมาก ซึ่งจุดนี้เราก็คงต้องรอดูกันต่อไปว่า ตลาดกลุ่มนี้จะไปต่ออย่างไร

ก่อนจะไปดูเรื่องการสร้างเม็ดสีผิว อยากขอพูดถึงเรื่องของ Skin complexion ก่อนค่ะ 

Skin complexion เป็นคำโบราณ ที่มีใช้กันมานานแล้ว เพียงแต่เริ่มมาป๊อปในช่วงหลังๆนี้เอง คำนี้จริงๆ ส่วนตัวมองว่าแปลค่อนข้างยากนะคะ โดยรวมมันจะหมายถึง ลักษณะต่างๆโดยรวมที่ปรากฏออกมาให้เรามองเห็น ไม่ว่าจะเป็นสีผิว ความสม่ำเสมอของสีผิว undertone ความอมชมพู ตำหนิ และจุดด่างดำต่างๆ รวมกัน และบางที่ก็นับรวมเอาริ้วรอยเข้าไปด้วยค่ะ

สำหรับสีผิวที่เรามองเห็นนั้นเกิดจากสีของสารต่างๆ หลายชนิดรวมกัน ได้แก่

  1. Melanin เป็นเม็ดสีที่เป็นเหมือนพระเอก มีสีน้ำตาล ไปจนถึงดำ
  2. Oxyhemoglobin เป็น Pigment ที่อยู่กับเม็ดเลือดแดงในเส้นเลือดฝอย มีสีแดง
  3. Deoxy-hemoglobin เป็น Pigment ที่อยู่ในหลอดเลือดดำ มีสีน้ำเงิน
  4. Bilirubin เกิดจากเม็ดเลือดแดงที่หมดอายุ มีสีเหลืองไปจนถึงน้ำตาล
  5. Carotenoid ได้จากอาหารที่เรารับประทาน มีสีเหลืองอมส้ม

ผิวที่มีสุขภาพดีมักจะมี Complexion เป็นสีพีช หรือ สีชมพู ส่วนผิวที่เริ่มมีการ Aging (ไม่แปลนะคะ คำแปลมันทำร้ายจิตใจเหลือเกิน) มักจะมีสี Complexion เป็นสีเทา

เม็ดสี Carotenoid ที่ได้จากอาหารนั้นสามารถสะสมที่ผิวได้ สามารถทำหน้าที่เป็นสารปกป้องผิวจากรังสี UV ในแสงแดด จึงมีผู้ผลิตผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเอาจุดนี้มา Claim เป็นอาหารเสริมที่กินแล้วกันแดดได้ และดังอยู่ในตลาดพักใหญ่ๆ เลย

คนที่ชอบทานผักผลไม้สีเหลืองเขียวมากๆ เช่น ฟักทอง แครอท ผิวของคนพวกนี้ก็จะออกเหลือง การสะสมของ Carotenoid บนผิวนั้นไม่ได้มีอันตรายอะไร และจะค่อยๆ จางไปเมื่อเราลดการทานผักผลไม้เหล่านี้ลง

การสร้าง Melanin ของชั้นหนังกำพร้า

Melanin นั้นจัดเป็นเม็ดสีที่สำคัญที่สุด มีประโยชน์หลายๆ ด้าน เช่น เป็นตัวปกป้องผิวหนังไม่ให้ได้รับอัตรายจากรังสี UV โดยเป็นตัว Antioxidant ช่วยลดผลเสียของรังสี UV ต่อผิว ปกป้ององค์ประกอบต่างๆ ผิวไว้ไม่ให้โดนทำลายเพราะรังสี UV ซึ่งจุดนี้สามารถป้องกันการเกิดมะเร็งผิวหนังได้

โดยการสร้าง Melanin ในผิวนั้นเกิดจากกรดอะมิโนที่ชื่อ ไทโรซีน (Tyrosine) ผ่านการทำงานของเอนไซม์ไทโรซิเนส (Tyrosinase) ปฏิกิริยาการสร้างเมลานินมีด้วยกันหลายขั้นตอน จนในที่สุดจะได้เมลานินออกมา เมลานินที่ผิวสร้างมี 2 ชนิด คือ ชนิดสีอ่อน (Pheomelanin) และชนิดสีเข้ม (Eumelanin) สัดส่วนของเมลานินทั้งสองชนิด ร่วมกับ Pigment อื่นๆ จะเกิดเป็น Complexion ของสีผิวแต่ละคนขึ้นมา

ตัวที่กำหนดว่าเมลานินที่สร้างได้จะเป็นชนิดสีอ่อนหรือชนิดสีเข้มนั้นขึ้นอยู่กับปริมาณของกรดอะมิโน Cysteine ในผิว ถ้ามี Cysteine มาก ก็จะเกิดเป็นเมลานินสีอ่อนมากขึ้น ดังรูป

ดังนั้นการได้รับ Cysteine หรือ Glutathione ซึ่งมี Cysteine เป็นองค์ประกอบก็จะช่วยให้สีผิวอ่อนลงได้ เพราะผิวเอาไปสร้างเมลานินชนิดสีอ่อนมากขึ้นนั่นเอง

ตรงนี้ตอบโจทย์ว่าทำไม Glutathione ทำให้ผิวขาวได้

เมลานินที่เซลล์สร้างได้จะเก็บรวมๆ กันไว้ในถุงที่ชื่อ Melanosome ก่อนเคลื่อนย้ายออกมาภายนอกและมองเห็นเป็นสีผิว กลไกที่ถุง Melanosome นี้ออกมาข้างนอกเรียกว่า Melanin transfer หรือ Melanosome transfer กระบวนการที่แท้จริงนั้นนักวิทยาศาสตร์ยังไม่ทราบแน่ชัด แต่คาดว่าเกี่ยวข้องกับเอนไซม์ Protease บางชนิด เช่น PAR-2 receptor เพราะว่ากลไกนี้สามารถยับยั้งได้ด้วยสารที่ยับยั้งเอนไซม์ Protease (Protease inhibitor) ที่พบในถั่วเหลือง (ถั่วเหลืองดิบปกติมีเอนไซม์ที่เป็นตัวยับยั้งเอนไซม์ย่อยโปรตีนอยู่ โปรตีนก็จะไม่โดนย่อย เวลาเรากินถั่วเหลืองที่ไม่สุกดีในปริมาณมากๆ จะปวดมวนท้องเพราะโปรตีนไม่โดยย่อย)

กระบวนการสร้างเมลานินถูกควบคุมโดยปัจจัยมากมาย เช่น ฮอร์โมน ความเครียด อนุมูลอิสระ การอักเสบ และรังสี UV เป็นต้น

สำหรับฮอร์โมนชนิดหนึ่งที่สำคัญต่อการสร้างเมลานินก็คือ alpha-MSH (Melanocyte stimulating hormone) เป็นฮอร์โมนที่ไปกระตุ้นให้เซลล์ Melanocyte ทำงานได้ดีขึ้น จึงสร้างเมลานินออกมาได้มากขึ้น

ความเครียดและอนุมูลอิสระก็เป็นอีกสาเหตุหนีงที่กระตุ้นให้เกิดการสร้าง Melanin ออกมามากขึ้น โดยเป็นกลไกในการปกป้องตัวเองของผิว เพราะ Melanin สามารถไปกำจัดอนุมูลอิสระเหล่านี้ได้ บ่อยครั้งที่สารต้านอนุมูลอิสระ หรือ Antioxidant สามารถให้ผลเป็น Whitening ได้อย่างอ้อมๆ

อีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้การสร้างเมลานินเกิดได้มากขึ้นก็คือการอักเสบ เมื่อเกิดการอักเสบขึ้นในผิวหนัง เช่น จากสิว หรือจากบาดแผล ก็จะไปกระตุ้นให้เซลล์ Melanocyte บริเวณที่อักเสบทำงานหนักขึ้นเกิดการสร้างเม็ดสีออกมามากขึ้น จนในที่สุดบริเวณที่อักเสบนั้นก็มีสีเข้มขึ้นเห็นเป็นรอยดำจากสิว หรือรอยดำบนแผลเป็นนั่นเอง

สำหรับรังสี UV นั้นเมื่อเราออกแดด รังสี UV ในแสงแดดออกฤทธิ์ได้ 2 อย่าง อย่างแรกเป็นผลฉับพลันเกิดโดยรังสี UVA ไป Oxidise Melanin ให้มีสีเข้มขึ้นซึ่งผลนี้จะเกิดไวมาก และคงอยู่ประมาณ 6 – 8 ชั่วโมง อีกอย่าง คือ รังสี UV ทั้งสองชนิดเป็นตัวกระตุ้นให้มีการสร้างฮอร์โมน alpha-MSH ออกมามากขึ้น ส่งผลให้เมลานินถูกสร้างออกมามากขึ้น ผลนี้ใช้เวลา 2 – 3 วันและคงอยู่ได้ถึง 2 สัปดาห์ นอกจากนี้รังสี UV ยังไปทำให้เกิดอนุมูลอิสระที่ไปกระตุ้นเซลล์ Melanocyte ต่อ จึงควรทากันแดดเพื่อปกป้องไม่ให้รังสี UV เข้าสู่ผิวมากเกินไป

ถ้าเราสรุปกลไกการสร้างเม็ดสีของผิว ก็พอจะสรุปได้ตามรูปค่ะ

Disclaimer: non-sponsored, education content

Image

[Preview] ผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ สุดปังจาก Biobalance

เมื่อช่วงต้นเดือนทีผ่านมานี้ ทาง Biobalance ประเทศไทยได้นำเอาสินค้าความงามเข้ามาจำหน่ายในไทยอีกหลายรายการเลย

วันนี้เลยขออัพเดทให้ได้ชมกัน พร้อม Preview นิดหน่อยพอเป็นพิธีค่ะ

แบรนด์ Biobalance นั้นเป็นแบรนด์เวชสำอางที่น่าสนใจแบรนด์หนึ่งนะคะ ด้วยความที่ทางทีมผู้พัฒนาสูตรเลือกส่วนผสมจากธรรมชาติมาเบลนด์รวมกันอย่างลงตัว และตัวสินค้าเองก็มีราคาที่ย่อมเยา ไม่แพง จับต้องได้ เข้าถึงง่ายค่ะ

ส่วนตัวเคยทำ Brand introduction ไว้ หากท่านใดสนใจรับชมสามารถติดตามได้ที่ลิงค์นี้ได้เลยค่ะ

https://miyeonthereviewer.com/2022/08/26/brandintro-biobalance/

และ ได้รีวิว Eye cream ที่น่าสนใจ ราคามิตรภาพไว้ที่ลิงค์นี้ค่ะ

https://miyeonthereviewer.com/2022/09/23/biobalance-eye/

สำหรับสินค้าใหม่จากทาง Biobalance นั้นพึ่งวางจำหน่ายไปเมื่อ 11 พฤศจิกายนที่ผ่านมาค่ะ โดยขอเริ่มที่ 3 ชิ้นนี้ก่อนนะคะ

มีหน้าตาประมาณนี้ค่ะ

ตอนแรกที่เห็นเจ้ากล่องเหลืองๆ คือแบบ อันนี้อะไร ทำไมดูคลีนๆ ดูไปดูมาก็น่ารักดี

น้องชื่อ Hello clean Brightening cleansing balm with pure vitamin C

น้องเป็น Cleansing balm เนื้อนุ่ม แว่บแรกที่เปิดกระปุกมา ดูเหมือนจะแข็งนะคะ แต่เอาช้อนตักเข้าไปคือนุ่มมาก เหมือนไอศกรีมเลย

Hello clean มีส่วนผสมของวิตามินซี ร่วมกับสารสกัดจากดอก Porcelain (Hoya lacunosa flower extract) เข้าใจว่าน่าจะหมายถึง Crodarom® Porcelain Flower (INCI: Caprylic/Capric Triglyceride (and) Hoya Lacunosa Flower Extract) ทางผู้ผลิตวัตถุดิบเคลมไปในเชิงของการให้ความรู้สึกสบายผิว ลดความระคายเคือง เพิ่มความชุ่มชื้นและเป็น Antioxidant

ความน่ารักจุดแรกอยู่ที่น้องจะเปลี่ยนเนื้อจากบาล์มนุ่มๆ กลายเป็นออยล์ที่ให้สัมผัสหรูหราแบบ Silky เมื่อเรานวดวนๆ ไป ตอนล้างออกด้วยน้ำอุ่นๆ ผิวเราจะนุ่มมากเว่อร์

ส่วนตัวแนะนำให้ใช้เป็นเทคนิค Double clean นะคะ นวดๆ วนๆ จนฉ่ำใจ แล้วไปล้างด้วยโฟมหรือเจลล้างหน้าต่ออีกครั้ง มันจะฟินมาก

ความน่ารักจุดที่สองอยู่ที่ เราไม่ค่อยเห็นใครเคลมเกี่ยวกับการล้าง Sunscreen บนพวกผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดเท่าไหร่ แต่น้อง Hello clean เคลมว่าทำได้ค่ะ ก็ถือเป็นอะไรที่ดูน่ารักและน่าสนใจไปอีกแบบ

ถัดมาจะเป็นกลุ่มที่ทางแบรนด์เรียกว่า Super serum ซึ่ง ณ ขณะนี้ที่เข้ามาในบ้านเรามีด้วยกัน 2 สูตร คือ สูตร Pure vitamin C ที่เป็นวิตามินซีในความเข้มข้น 10% และ สูตร Retinol’E ซึ่งเป็น วิตามินเอ รูป Retinol 0.3% ร่วมกับ วิตามินอีรูป Tocopheryl acetate + Tocopherol รวม 2% ค่ะ

ตัวภาชนะเป็นขวดสีชาที่มีดรอปเปอร์นะคะ

สำหรับส่วนผสมของ Pure vitamin C นั้นมาแบบเรียบง่าย คลีนๆ ลีนๆ คือ เป็นวิตามินซี Ascorbic acid ละลายใน Propanediol ที่มีข้อมูลความปลอดภัยค่อนข้างดีค่ะ มีกันอยู่แค่ 2 ส่วนผสม ตรงตาม Concept ‘The less is more’ เป๊ะๆ

ส่วนตัว Retinol’E นั้น เป็นเบสแบบออยล์นะคะ อาศัย Coco-caprylate/caprate ที่เป็นออยล์ดัดแปลงจากน้ำมันมะพร้าว มีน้ำหนักเบา ไม่เหนอะหนะเป็นเบสหลัก ละลายเอาเรตินอล และวิตามินอีเอาไว้ เสริมมาด้วย Squalane เคลือบผิวให้ชุ่มชื้น และ Bisabolol ที่พบได้ในพืชหลายชนิด เช่น คาโมมายล์ มีความเด่นในด้านการลดการระคายเคือง ให้ความรู้สึกสบายผิว

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมของสินค้าชุดใหม่นี้สามารถติดต่อสอบถามได้ที่ทางแบรนด์โดยตรงเลยค่ะ

Facebook: https://www.facebook.com/BiobalanceOfficialThailand

Official LazMall: https://invol.co/cle62s0

Official Shopee Mall: https://invle.co/cle62tp

Disclaimer/conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากทางแบรนด์ Biobalance สาขาประเทศไทย การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสม/วัตถุดิบตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล และผู้เขียนไม่ได้ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับบริษัทเครื่องสำอางใดๆ โปรดใช้วิจารณญาณ

Image

Cosmetic Short note: Microbiome, pre-pro-post biotics แบบย่อ

ส่วนของ Post นี้เป็น Short note สรุปเรื่องที่กำลังอินเทรนด์ อย่าง Microbiome และ pre-pro-post biotics ค่ะ

Microbiome: หมายถึงสภาพแวดล้อมที่มีจุลินทรีย์และสิ่งมีชีวิตตัวจิ๋วอย่าง Dermodex spp. ที่จัดอยู่ในกลุ่มแมลงด้วย (แต่บางแหล่งข้อมูลก็ไม่นับเจ้า Dermodex เข้ามาใน microbiota นะคะ)

Microbiota: หมายถึง สิ่งมีชีวิตดังกล่าว ที่อยู่ใน Microbiome นั้นๆ

สำหรับประโยชน์ของ Microbiota และ สาระสำคัญของ Microbiota ที่มีกับผิว สรุปเป็นข้อๆ ดังนี้

  • Microbiota จะกระตุ้นตัวรับของระบบภูมิคุ้มกันของผิวหนัง เพื่อให้ผิวหนังเราทำงานได้อย่างปกติ และมีความแข็งแรงสมบูรณ์
  • ยิ่งมีความหลากหลาย/ชนิดของ Microbiota มาก ผิวหนังก็จะยิ่งมีความแข็งแรง
  • สภาพผิว การดูแล และสิ่งแวดล้อมต่างๆ มีผลต่อชนิดและจำนวนของ Microbiota

สำหรับเรื่อง pre-pro-post biotics มีสาระประมาณนี้ค่ะ

  • Probiotics เป็นส่วนหนึ่งของ Microbiota เพียงแต่จะนับเพียงจุลินทรีย์ชนิดดี ที่อาศัยอยู่เป็นเจ้าบ้านบนสถานที่หนึ่ง บางครั้งก็เรียกว่า Normal flora
  • Prebiotics จะเป็นสารอาหารที่ Probiotics กินเพื่อใช้ในการเจริญเติบโต โดยมันจะมีเกณฑ์หลายอย่างในการบอกว่า อะไรจะเป็น Prebiotic ได้บ้าง หลักๆ ก็คือ เป็นสารที่สนับสนุนการโตของ Probiotic เท่านั้น ไม่ทำให้เชื้อก่อโรคโตขึ้น
  • Postbiotic เป็นคำที่พึ่งใช้ไม่นาน หมายถึง สิ่งที่สร้าง/ขับถ่ายออกมาจาก Probiotics

ถ้านับย้อนไปหลายๆ ปีก่อน คำที่คุ้นหูเราจะมีเพียง Pre-Probiotics

แต่พอเริ่มมีการเอาผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการหมักจุลินทรีย์มาใช้ในเครื่องสำอางมากขึ้น การใช้คำว่า Probiotics มันก็เลยแปลกๆ เพราะ Probiotics มันคือตัวเชื้อที่มีชีวิต

ก็เลยมีการเสนอคำว่า Postbiotic ขึ้นมา ซึ่งอาจจะเป็นสิ่งที่ probiotic นั้นสร้างมา หรือ เอาทั้งระบบไปผ่านกรรมวิธี ก็จะได้ทั้งเศษซากของเนื้อเซลล์ probiotics และสารอื่นๆ มา

สำหรับ Short note เรื่อง Microbiome ก็มีประมาณนี้ค่ะ

Image

Preview/Beauty update: เวชสำอางสุดเนี้ยบจากเกาหลี แบรนด์ Dr.Different ความแตกต่างที่เลอค่า

วันนี้มาอัพเดทสกินแคร์/เวชสำอางจากเกาหลีแบรนด์ใหม่ที่กำลังจะเข้าไทยเร็วๆ นี้ดีด้วยกันนะคะ

แบรนด์ที่มี่จะเอามาอัพเดทในวันนี้มีชื่อว่า Dr.Different ที่ก่อตั้งโดยอาจารย์หมอผิวหนัง Lee Dong-won ซึ่งเป็นผู้ที่มีความสำคัญในวงการเครื่องสำอางและวงการ Dermatology ท่านหนึ่งเลยหละ ท่านเป็นวิทยากรในงานประชุมวิชาการทาง Dermatology อยู่หลายครั้ง รวมถึงเป็นผู้แต่ง Book chapter ในตำรา Dermatology ที่ใช้ในทางการแพทย์ด้วย และนอกจากนี้ท่านเป็นคนพัฒนาตำรับผลัดผิว AHA ที่มีเอกลักษณ์ และใช้ตำรับนี้ถ่ายทอดวิทยาการให้แก่แพทย์ผิวหนังทั่วเกาหลี

(Image from Dr.Different official website)

ผลิตภัณฑ์ของแบรนด์นอกจากคุณหมอ Lee แล้ว ก็ยังมีผู้เชี่ยวชาญด้านอื่นๆ มาร่วมพัฒนาถึง 15 คนเลยทีเดียว

ชื่อแบรนด์เองก็มีความหมายนะคะ Dr.Different มีจุดที่แตกต่างอยู่ 4 จุด

(Image from Dr.Different official website)

  • Different origin ผลิตภัณฑ์ของแบรนด์พัฒนาโดยผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนัง 15 คน
  • Different ingredients ใช้ส่วนผสมสำคัญ หรือ Active ที่มีรายงานว่าดูแลผิวได้จริง เป็นมิตรกับผิว และมีความ Bio-identical คือ เป็นสารที่สามารถพบได้ในผิวหนังตามธรรมชาติ
  • Different formula พัฒนาสูตรในความเข้มข้น ค่า pH เนื้อผลิตภัณฑ์ต่างๆ ให้ Active ที่ใส่มาออกฤทธิ์ได้จริง
  • Different results จากทั้ง 3 ข้อที่ผ่านมา ทำให้ Dr.Different มีประโยชน์ในการดูแลผิวได้แตกต่าง และให้ผลลัพธ์ที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว

(Image from Dr.Different official website)

สำหรับผลิตภัณฑ์ของทางแบรนด์ได้พัฒนาผลิตภัณฑ์ออกมาหลายกลุ่มนะคะ โดยกลุ่มแรกที่มี่ได้ลองใช้จะเป็นกลุ่มของวิตามินเอ (Retinoids) ซึ่งทางแบรนด์เลือกใช้ Retinaldehyde หรือ Retinal ที่เก็บกักไว้ในเทคโนโลยีนีโอโซม ซึ่งมีด้วยกัน 3 สูตรนะคะ

จากการทดสอบประสิทธิภาพในอาสาสมัครพบว่า Retinaldehyde หรือ Retinal มีประสิทธิภาพสูงสุด จึงเป็นเหตุให้ทางแบรนด์เลือกใช้ Retinal

และนอกจากนี้ทางแบรนด์มีทั้งการประเมินความคงตัวของวิตามินเอ (Retinal) ในตำรับ มีสิทธิบัตรรองรับ และมีการประเมินประสิทธิภาสพของผลิตภัณฑ์ในอาสาสมัครด้วยค่ะ

แล้วมี่จะมารีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสมในโอกาสถัดไปนะคะ

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติม และอัพเดทข่าวคราวต่างๆ สามารถติดต่อได้ที่ทางเพจของแบรนด์ Dr.Different Thailand ได้โดยตรงเลยนะคะ

https://www.facebook.com/DrdifferentTH

Disclaimer: Sponsored items

Image

[Beauty Talks] หลักการพื้นฐานในการสรรสร้าง Skincare regimen

สวัสดีค่ะ

วันนี้มี่มาเล่าให้ฟังในเรื่องของหลักการพื้นฐานในการสรรสร้าง Skincare regimen เพื่อผิวเรานะคะ

ปกติแล้วเราจะแบ่งเครื่องสำอางที่ใช้กับผิวพรรณเป็น 4 หมวด ตามวัตถุประสงค์ในการใช้งานค่ะ

ได้แก่

  1. Clean: หมายถึงกลุ่มที่ใช้ในการทำความสะอาด เช่น พวก Cleansing water, เจล และโฟมล้างหน้า
  2. Care: เป็นกลุ่มที่ใช้ในการบำรุงผิว
  3. Protect: เป็นกลุ่มที่ใช้ในการปกป้องผิว เช่น กันแดด สกินแคร์ต่อต้านมลภาวะ
  4. Decorate: เป็นกลุ่มของเครื่องสำอางที่ใช้ในการตกแต่ง ได้แก่ พวกเมคอัพต่างๆ

 

ซึ่งในการใช้งานเราก็จะเรียงตาม 1-4 เลยค่ะ

ส่วน Skincare regimen ก็คือการจัดเรียงขั้นตอนการดูแลผิวของเรานั่นเอง

 

ทีนี้เรายังสามารถแบ่ง Skincare regimen ได้เป็น 2 หมวด คือ

  1. การดูแลผิวแบบพื้นฐานในทุกๆวัน ที่เราเรียกว่า Routine care
  2. การดูแลผิวในโอกาสพิเศษ หรือการดูแลผิวแบบที่ไม่ได้ทำทุกวัน เรียกว่า Special care เช่นพวก มาสก์ สครับ พีลลิ่ง ต่างๆ

 

ตามภาพนะคะ

skincare regimen

สำหรับขั้นตอนการทำความสะอาด การปกป้อง และการแต่งหน้า ก็ไม่มีอะไรซับซ้อน แต่ที่ซับซ้อนและยากกว่า คือ ขั้นตอนในการบำรุงผิวของเรานั่นเองค่ะ

 

ปกติเราจะเรียงจากเนื้อสัมผัส หรือ เนื้อเบส หรือ ส่วนประกอบของผลิตภัณฑ์ โดยเรียงจากสกินแคร์ที่มีน้ำเยอะ (Hydrophilic, water-based) ซึ่งจะมีเนื้อเบา ไปหาสกินแคร์ที่มีน้ำมันเยอะ (Lipophilic, oil-based) ซึ่งจะมีเนื้อที่หนักกว่าค่ะ

โดยมี่ได้ลิสท์ความหนักเบาของเนื้อเครื่องสำอางให้ตามภาพค่ะ

skincare regimen 2

 

ทีนี้อาจจะเป็นการยากสำหรับมือใหม่ ถ้าจะต้องมานั่งแกะ นั่งอ่านส่วนผสมเนาะ ว่าอันไหนน้ำเยอะ อันไหนน้ำมันเยอะ มี่แนะนำวิธีการกะง่ายๆ โดยอาศัยความรู้สึกของผิวเราเลยค่ะ

อาศัยหลัก “My skin, My rules” ผิวชั้นเรื่องของชั้น

  1. ลองทาสกินแคร์ต่างๆลงบนผิว แล้วใช้ความรู้สึกที่สัมผัสได้ว่าอันไหนเบากว่า ก็ลงอันนั้นก่อน
  2. สกินแคร์ที่มีน้ำเยอะ เวลาทาจะรู้สึกเย็น สกินแคร์ที่มีน้ำมันเยอะ เวลาทาจะรู้สึกอุ่น

 

สำหรับการสร้าง Skincare regimen อาจสรุปง่ายๆได้ตามแผนภาพนี้นะคะ

skincare regimen 3

หลักจากบำรุงเสร็จ

  • ถ้าเป็นกลางวัน: ทากันแดด – แต่งหน้าตามปกติ
  • ถ้าเป็นกลางคืน: อาจเสริม Sleeping pack

 

Disclaimer: บทความนี้เขียนขึ้นจากประสบการณ์ส่วนตัว ทั้งทางตรงและทางอ้อม และการอ่านจากบทความและ Blog ของต่างประเทศ ไม่มีหลักฐานทางวิชาการรองรับแบบแน่ชัด โปรดใช้วิจาณญาณในการรับชม และขอสงวนลิขสิทธิ์ในบทความทุกประการ

Image

[Cosme-Diagnosis] วิเคราะห์ส่วนผสมเซรั่มน้ำมัน Hemp oil กับ Kiehl’s Cannabis Sativa Seed Oil Herbal Concentrate

 
ช่วงหลายๆเดือนที่ผ่านมานี้วงการเครื่องสำอางพูดถึงกัญชา กัญชง และอื่นๆใน Genus cannabis กันเยอะมากกกกกกกกกกกกกกกกก จนเรียกได้ว่ามีไวรัล CBD skincare ออกมากันหลายเจ้าหลายแบรนด์เลยทีเดียว
 
 
สารพฤกษเคมีในกัญชา เรียกกันแบบกว้างๆว่า Cannabinoids ซึ่งเวลาพวกนางออกฤทธิ์นางจะมีตัวรับที่จำเพาะ คือ CBD receptor ซึ่ง receptor เหล่านี้มีอยู่ทั่วทุกที่ในร่างกายเลย ไม่ใช่แค่สมอง
 
 
ในผิวเราเองก็มีเจ้า Cannabinoid receptor นะคะ โดยที่ผิวกัญชงมันจะไปจับกับ TRP receptor ซึ่งเป็นตัวรับที่คุมความรู้สึกร้อน-เย็นค่ะ
 
 
และนอกจากนี้ นักวิทยาศาสตร์ยังพบว่า ในผิวเรามี endocannabinoid system หรือย่อว่า ECS ซึ่งควบคุมกระบวนการหลายอย่างมากมายในผิว ไม่ว่าจะเป็นการแบ่งตัวของเซลล์ผิว การทำหน้าที่ การสร้าง Cytokine และฮอร์โมนบางชนิด
 
 
ซึ่งถ้าระบบสมดุลตรงนี้เสีย อาจจะทำให้เกิดอาการต่างๆได้มากมาย ไม่ว่าจะเป็น สิว ผิวมัน การแพ้ การระคายเคือง การคัน การปวด สะเก็ดเงิน และถ้าเป็นที่ศีรษะ อาจจะทำให้เกิดผมร่วงผมบางได้ด้วยอะ
 
 
อะไรจะมากมายขนาดนั้น
 
 
นี่อาจจะเป็นเหตุผลที่ทำให้นักวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางสนใจศึกษาเหล่า CBD และ ECS receptor เพื่อหาสารบำรุงใหม่ๆมาใช้ก็ได้ค่ะ
 
 
ล่าสุดเห็นแบรนด์ Kiehl’s ออกสินค้าไลน์ใหม่ เป็นน้ำมันบำรุงผิวจาก Hemp oil ในความเข้มข้น 60% (ไม่แน่ใจกัญชง หรือกัญชา เพราะ ทั้งสองอย่างคือ cannabis sativa เหมือนกัน ถ้าเข้าใจไม่ผิดนะคะ พอดีไม่ค่อยถนัดพฤกษศาสตร์ ถ้าผิดท้วงได้เลยนะคะ :))
 
Cannabis_Sativa_Seed_Oil_Herbal_Concentrate.jpg
 
 
สำหรับออยล์ตัวนี้ทางแบรนด์แนะนำให้ใช้หลังเราล้างหน้าเสร็จค่ะ วอร์มๆแล้วลงที่ผิวหน้าได้เลย
 
kiehl.jpg
 
 
ทางแบรนด์เคลมเรื่องของการลดการอักเสบ ลดรอยแดง และ ช่วยให้ผิวแข็งแรง เรียกได้ว่าเอามาต้านมลภาวะได้พอดิบพอดีเลยหละ
 
 
สำหรับส่วนผสมทางเว็บของอเมริกา โชว์ไว้ดังนี้นะคะ
 
สผส kiehl.jpg
 
 
จากโครงสร้างของส่วนผสมจะเห็นว่าตัวหลัก หรือพระเอกของเรา จะเป็นน้ำมันจาก Hemp ซึ่งทางแบรนด์เคลมมาว่าใส่อยู่ที่ 60%
 
 
รองลงมาคือเจ้า Dicaprylyl ether ซึ่งเป็นน้ำมันที่บางเบา ไม่เหนอะหนะ น่าจะเอามาปรับ feeling ให้น้ำมัน hemp เบาผิวมากขึ้น
 
 
เสริมมาด้วยน้ำมันหอมระเหยจาก Geranium, Oregano, พืชสกุลเดียวกับตะไคร้ เปปเปอร์มินท์ และสารหอมอื่นๆ กับ น้ำมันจากเมล็ดทานตะวัน
 
 
วิตามินอี นี้น่าจะให้ประโยชน์แค่ปกป้องน้ำมันในสูตรไม่ให้เสื่อมสภาพ
 
 
โดยตัวน้ำมันจาก Oregano ตัวนี้ทางแบรนด์ก็เคลมไว้ว่า มีคุณสมบัติในการดูแลผิวที่มีปัญหาเช่นเดียวกัน
 
 
ถือว่าทำมาได้น่าสนใจเลยทีเดียวเลยค่ะ
 
 
แต่จะมีแอบติก็นิดนึงตรงที่ สารหอม Citral ขัดใจขุ่นแม่มียอนเล็กน้อย นี้อาจจะทำให้เกิดการแพ้ได้บ่อย ถ้าใครมีประวัติแพ้ citral หรือ แพ้ง่าย อาจลองเทสต์ท้องแขนดูก่อนก็ดีค่ะ
 
สุดท้ายนี้ก็ไม่รู้ว่าจะเข้าไทยได้ไหม เพราะเราก็ไม่ได้อัพเดทสถานการณ์ของ Hemp เลย เคยเห็นผ่านๆตาว่าจะแก้กฎหมายเรื่องนี้ ถ้าเข้าไทยได้ก็อยากจะลองดูเหมือนกัน 🙂
 
สำหรับวันนี้คงต้องขอลากันไปเท่านี้นะคะ
 
พบกันใหม่โอกาสถัดไป สวัสดีค่ะ
 
References:
1. Caterina M.J. ACS Chem Neurosci. 2014; 5(11): 1107–1116.
2. Bíró T. et al. Trends Pharmacol Sci. 2009 Aug; 30(8): 411–420.
 
 
Image

[Basic Cosmetology] แชร์ 5 วิธี ปกป้องผิวจากมลภาวะ

วันนี้มี่ขอแชร์กลไกในการดูแลผิวจากมลภาวะแบบง่ายๆ ที่เราสามารถทำกันได้ง่ายๆ โดยไม่ต้องลงทุนลงแรงอะไรมากนัก

ตอนนี้ก็ปัญหาฝุ่นที่กรุงเทพ

เดี๋ยวอีกสักพัก ภาคเหนือก็เผากันสนุกสนาน (?) ปัญหานี้ก็จะตามมาต่อที่ภาคเหนือค่ะ ต่อให้มีประกาศห้ามเผา ตรวจจับจาก Hot spot ผ่านดาวเทียม มันก็ยังเผากันในเตาเผาใต้หลังคา ตรวจความร้อนจากดาวเทียมไม่เจออีก

เยี่ยมมากจริงๆค่ะ

เรียกได้ว่า มันเป็นกันไปทั่ว

AP

จากหลายๆ Blog ก่อนที่มี่เคยเล่าว่า มลภาวะสามารถส่งผลเสียกับผิวได้หลายประการ ที่เราอาจจะท่องจำกันง่ายๆว่า “อักเสบ เหี่ยว ดำ เสื่อม” 

(ถ้าใครอยากตามไปอ่านเรื่องมลภาวะอีกรอบ เชิญได้ที่ลิงค์นี้นะคะ >>click<<)

 

ดังนั้น วิธีการป้องกันมลภาวะเหล่านี้ ก็สามารถป้องกันได้ตามผลเสียที่มันจะเกิดขึ้นเลยค่ะ

 

มี่เลยขอแชร์วิธีการป้องกันมลภาวะ 5 ข้อ ดังนี้ค่ะ

 

1. ป้องกันไม่ให้มลภาวะสัมผัสผิว

อาจจะใช้การใส่ Mask หรือ อาจจะใช้สกินแคร์บางกลุ่มช่วยป้องกันไม่ให้มลภาวะเหล่านี้สัมผัสผิวได้ค่ะ

ตัวอย่างส่วนผสมที่ทำได้ : Biosaccharide gum-4 (ชื่อทางการค้า Pollustop) ตัวนี้เจอในผลิตภัณฑ์ต้านมลภาวะหลายๆยี่ห้อเหมือนกันค่ะ

อันที่จริงซิลิโคนบางตัวที่เคลือบผิวไว้ ก็น่าจะป้องกันได้นะคะ

หรืออย่างล่าสุด ที่มีผลิตภัณฑ์สเปรย์ Ihada จากญี่ปุ่น ที่มีส่วนผสมของ สารประจุบวก ก็สามารถผลักเอามลภาวะกระเด็นออกไป ไม่ให้มลภาวะเข้าผิวได้

SHOHIN_PL_C1_E07502_L

มี่เคยวิเคราะห์ส่วนผสมสเปรย์ Ihada ไว้นะคะ สามารถตามไปอ่านได้ที่ลิงค์นี้ค่ะ >>Click<<

 

2. เสริม Barrier ผิว

อันนี้ถ้า Barrier ผิวเราแข็งแรง มลภาวะก็จะลงไปได้ยากขึ้น

พวก Ceramide กับ ไขมันอื่นๆที่เป็นองค์ประกอบของ Barrier ผิว น่าจะตอบโจทย์ได้ค่ะ

ตัวอย่างผลิตภัณฑ์ที่ฟื้นฟู Barrier ผิวได้ก็มีหลายตัวเลย

เช่น

CeraVe

(Click เพื่ออ่าน review)

Atoplam

(Click เพื่ออ่าน review)

Dermartlogy

(Click เพื่ออ่าน review)

 

จริงๆมีผลิตภัณฑ์จากญี่ปุ่นอีกตัว ในกลุ่มของ d program ที่เสริมการทำงานของ cornified envelop ที่เป็นเปลือกหุ้มของเซลล์ผิวในชั้นหนังกำพร้าให้แข็งแรงไปอีก

ตัวนี้พอดียังหาส่วนผสมไม่ได้ เลยยังไม่ได้เอามาเมาท์ต่อค่ะ

 

เอาจริงๆก็เลือกใช้กันได้ตามสะดวกเลยค่ะ 🙂

 

3. ล้างหน้าทำความสะอาดให้ดีๆ

แต่อย่ามากเกินไปจนชะเอาไขมันดีๆออกจากผิว ผิวจะเสียกว่าเดิมอีก

การทำความสะอาดด้วยสารทำความสะอาดต่างๆ ก็สามารถชะเอามลภาวะต่างๆออกไปจากผิว รวมไปถึงการมาส์กหน้าด้วยโคลน ซึ่งน่าจะสามารถดูดซับเอาสิ่งสกปรกต่างๆไว้กับตัว ก็น่าจะตอบโจทย์ในขั้นตอนตรงนี้ได้

 

นี่อาจจะเป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ผลิตภัณฑ์ต้านมลภาวะหลายๆตัวในตลาด ออกมาเป็นโฟม/เจลล้างหน้า หรือ Clay mask

 

4. แก้ที่ปลายเหตุ

มลภาวะนี่เวลามันลงผิว มันจะไปกระตุ้นให้เกิดอนุมูลอิสระ และการอักเสบขึ้นมา

เราก็ Block มันด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ กับ สารลดการอักเสบสิ

 

อนุมูลอิสระ และการอักเสบนี้ ถ้าเกิดแล้วมันจะยาวววววว ไปถึงการเหนี่ยวนำให้เกิดการสร้างเม็ดสีผิวขึ้น กลายเป็นจุดด่างดำ ตรงนี้ Block โบกเข้าไปด้วย Whitening อีกจุดคือ นางจะไปเหนี่ยวนำให้เอนไซม์ที่ทำลายคอลลาเจน ที่ชื่อ MMP ทำงานมากขึ้น ก็ไป Block เจ้า MMP เสีย หรือ อาจจะหาสารอื่นที่เสริมคอลลาเจนเข้ามาทดแทน

 

ตัวอย่างส่วนผสมที่น่าสนใจ แต่ไม่ค่อยมีใครเคลม คือ สารสกัดจากบัวบก คือ ตัวเดียวจบ ทั้งริ้วรอย ทั้งอนุมูลอิสระ ทั้ง MMP โลด

 

ส่วน Whitening ก็มีหลายตัว ที่เรารู้จักกันบ่อยๆ ก็พวก B3, C และก็ Arbutin

 

 

5. กันแดดอย่าให้ขาด

 

หลายๆ แหล่งข้อมูลบอกว่า รังสี UV ทำให้มลภาวะส่งผลเสียกับผิวได้มากขึ้น ดังนั้นกันแดดต้องใช้ห้ามขาดมือค่ะ

 

และจริงๆเดี๋ยวนี้กันแดดหลายๆยี่ห้อ ก็เคลมเรื่อง Anti-pollution แล้ว ไม่ว่าจะเป็นจากยุโรป ญี่ปุ่น หรือ เมกา เองก็พากันเคลมกันใหญ่

 

จริงๆ Pollution น่ากลัวนะคะ แต่การดูแลไม่ได้ยากมาก ทำเถอะ เพื่อผิวสวยงามและแข็งแรง

 

สำหรับวันนี้ก็คงต้องขอตัวไปเท่านี้ พบกันใหม่โอกาสถัดไป สวัสดีค่ะ

 

สงวนลิขสิทธิ์ในบทความทั้งหมดตามพระราชบัญญัติ ห้ามนำไปเผยแพร่ก่อนได้รับอนุญาต

Disclaimer: บทความนี้ผู้เขียนจัดทำขึ้นมาโดยอิงตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอาง ผู้เขียนไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับบริษัทเครื่องสำอางใดๆ และไม่ได้รับค่าตอบแทนใดๆในการเขียนบทความนี้