รีวิววิเคราะห์ส่วนผสม ครีมเจลและเจลล้างหน้าในกลุ่ม Acniover แบรนด์เวชสำอาง Martiderm จากสเปน

รีวิววิเคราะห์ส่วนผสม ครีมเจลและเจลล้างหน้าในกลุ่ม Acniover แบรนด์เวชสำอาง Martiderm จากสเปน

วันนี้มี่จะมารีวิววิเคราะห์ส่วนผสมเจลครีม Creamigel ใน Line ดูแลสิวที่มีชื่อว่า Acniover จาก Martiderm เวชสำอางจากสเปนให้ชมกันค่ะ

ในไลน์ Acniover นี้ มีผลิตภัณฑ์อยู่ 2 อย่างเป็นตัวล้างหน้า และ Creamigel ค่ะ

มาเริ่มกันที่ผลิตภัณฑ์ล้างหน้าก่อนดีกว่านะคะ มีชื่อว่า Gel purificante ค่ะ

หน้าตาเป็นแบบนี้ค่ะ

wash 1

ตัวนี้เป็นเจลใสสีเขียว กลิ่นแอปเปิ้ล ที่ค่อนข้างอ่อนโยนกับผิวค่ะ

ถูกับน้ำแล้วจะมีฟองอยู่ค่อนข้างน้อยแต่ฟองละเอียดเหมือนครีม มีความลื่นอยู่ในระดับหนึ่ง ทำให้เราละเลงบนหน้าได้ง่ายดี และล้างออกง่ายหมดจด ไม่ทิ้งความมัน หรือความเมือกไว้บนผิวเลยค่ะ

น่าจะเหมาะกับผิวมัน เพราะประสิทธิภาพในการทำความสะอาดค่อนข้างดีเลยทีเดียว

มาดูส่วนผสมกันบ้างนะคะ

ส่วนผสม wash

จากส่วนผสมจะมีพวกสารทำความสะอาดอยู่หลายตัวหลายกลุ่มค่ะ

โดยสิ่งที่โดดเด่นออกมา คือ สารทำความสะอาดจากธรรมชาติ ที่ใช้เป็นสารสกัดจาก Acacia concinna Fruit Extract, Balanites aegyptiaca Fruit Extract และ Gypsophila paniculata Root Extract ซึ่งไปตรงกับวัตถุดิบที่ชื่อ Phytofoam® ของบริษัท Croda สารนี้เป็นสารทำความสะอาดกลุ่ม Saponin ที่มีความอ่อนโยน และทำให้ฟองละเอียดคล้ายครีม

สารทำความสะอาดหลักได้แก่ Glycereth-26, PEG-120 Methyl Glucose Trioleate, Sodium Lauroyl Sarcosinate และ Caprylyl/Capryl Glucoside ซึ่งทุกตัวมีความอ่อนโยนสูง

สารคู่ผสมอย่าง Polyglyceryl-4 Caprylate/Caprate, Polyglyceryl-4 Laurate/Sabacate ตัวนี้ก็อ่อนโยน มาจากบริษัท Croda เช่นกัน มีชื่อทางการค้าว่า NatraGem™ S150 NP มีคุณสมบัติช่วยละลายสาร ทำให้ได้ผลิตภัณฑ์ใส มีคุณสมบัติทำความสะอาดที่ดี สามารถล้างเมคอัพและสิ่งสกปรกที่ติดค้างบนผิวได้ดี

ส่วนสารออกฤทธิ์ก็จะมีตัวชาเขียว ที่เป็น Antioxidant และ สารสกัดจาก Witch hazel ที่ช่วยควบคุมความมัน กระชับรูขุมขน ร่วมกับน้ำตาล Lactitol และ Xylitol ที่ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้น ซึ่งไปตรงกับวัตถุดิบที่ชื่อ Hairspa ของบริษัท Sederma ที่มี claim เกี่ยวกับการเพิ่มความแข็งแรงของเชื้อจุลชีพเจ้าบ้านบนผิว (Skin normal flora) ที่เมื่อมีความแข็งแรงก็จะช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันให้แก่ผิวได้ และป้องกันการเจริญของเชื้อโรคต่างๆ (วัตถุดิบนี้จริงๆทำมาเกี่ยวกับเส้นผม แต่สามารถประยุกต์ใช้กับผิวได้)

สารอื่นๆก็ไม่ได้มีพิษมีภัยอะไรกับผิว

เดี๋ยวค่อยให้คะแนนทีเดียวตอนท้ายนะคะ

ส่วนอีกตัวเป็นตัว Cremigel ค่ะ

มาดูหน้าตาผลิตภัณฑ์ซักหน่อยนะคะ

acni 1

เนื้อเป็นเจลขุ่นๆ สมกับชื่อ Cremigel ไม่มีสี ไม่มีกลิ่น เกลี่ยค่อนข้างง่าย ไม่เหนอะหนะ ก่อฟิล์มบางๆเคลือบผิวไว้ ให้ผลควบคุมความมันและอำพรางรูขุมขนไปในตัว

 

มาดูส่วนผสมกันบ้างนะคะ

ส่วนผสม

สผส

ในส่วนผสมค่อนข้างเรียบง่าย ซึ่งจุดเด่นอยู่ที่

สูตรผสมของ Salicylic Acid, Polydextrose, Dextrin, Amylopectin และ Niacinamide

ไปตรงกับวัตถุดิบที่ชื่อ Biogenic Sallic-210 ซึ่งเป็นนวัตกรรมใหม่ทางเครื่องสำอางจากบริษัท Biogenics ในการเก็บกักเอา Salicylic acid ไว้ในเปลือกแคปซูลของพวก Polysaccharide อย่าง Polydextrose, Dextrin, Amylopectin มีผลเพิ่มการละลายน้ำ เพิ่มการดูดซึมเข้าสู่ผิว ลดการระคายเคือง และเพิ่มประสิทธิภาพในการออกฤทธิ์

ดังรูปค่ะ

technology

(Image from Biogenics Inc.)

ข้อมูลจากผู้ผลิตวัตถุดิบกล่าวว่า สารนี้ให้ผลที่ดีในการฆ่าเชื้อก่อสิว และเชิ้อแบคทีเรียอื่นๆ ลดการเกิดสิว และความรุนแรงของสิวในอาสาสมัคร ให้ผิวขาว และช่วยผลัดเซลล์ผิว
นอกจากนี้แล้ว ทางแบรนด์ยังเติม Niacinamide เพิ่มเข้ามาอีก โดยรวมแล้วในผลิตภัณฑ์มี Niacinamide อยู่ถึง 5% ซึ่งมีงานวิจัยทดสอบแล้วพบว่าให้ผลดีในการดูแลสิวได้เทียบเท่ากับตัวยา Clindamycin (Int J Dermatol. 2013;52(8):999-1004.) หมายเหตุ: ในงานวิจัย ใช้ 4%

สารออกฤทธิ์อีกตัวคือ Syringa vulgaris extract หรือ สารสกัดจาก Lilac ที่ประกอบด้วยพฤกษเคมีที่ชื่อ Verbacoside ที่มีประสิทธิภาพในการลดการอักเสบ ลดการระคายเคือง ฆ่าเชื้อสิว ควบคุมความมัน และช่วยให้ผิวขาว จึงมีผลลดรอยดำจากสิวได้อีก

ส่วนอีกสองตัวที่มีมาคือ Milk protein ที่ช่วยเรื่องความชุ่มชื้น และ Saccharide isomerate ที่เพิ่มความชุ่มชื้นเช่นกัน โดยสารนี้ออกฤทธิ์ได้อย่างยาวนานเพราะจับกับโปรตีน Keratin บนผิวหนัง จึงไม่ถูกชะล้างออกไปง่ายๆ

โดยรวมถือว่าทำมาได้ค่อนข้างตรงจุดกับสิวเลยโดยตรง

ส่วนของเนื้อหลักผลิตภัณฑ์เป็นเนื้อแบบ Emulgel คือ มีทั้งส่วนของน้ำ น้ำมัน และซิลิโคน
สารที่ใช้ไม่ได้มีอะไรอุดตันรูขุมขน และไม่ได้มี Alcohol เป็นส่วนประกอบ

สารอื่นๆที่อยู่ในผลิตภัณฑ์ก็ไม่ได้มีพิษมีภัยอะไร ส่วนที่มีประโยชน์ก็จะเป็นตัว Silica ที่ช่วยควบคุมมันได้อีกทางหนึ่ง

ถึงเวลาให้คะแนน

เริ่มจากตัวล้างหน้า
1. Actives จากที่ได้เล่าให้ฟังไปในด้านบน ถือว่าส่วนผสมนั้นทำมาได้ค่อนข้างดี เพราะนอกจากจะมีสารสกัดที่ช่วยเรื่องควบคุมความมันแล้ว ยังมีสารกลุ่มน้ำตาลที่ช่วยสนับสนุนการเจริญของเชื้อจุลินทรีย์เจ้าบ้าน มีผลช่วยให้ผิวแข็งแรงได้อีก จุดนี้ขอให้ 5 ฟลาสก์
2. Base กลุ่มของสารทำความสะอาดที่ใช้ทุกตัวมีความอ่อนโยนมาก และเป็นชนิดที่ได้จากธรรมชาติ หรือ ดัดแปลงจากธรรมชาติ จุดนี้ขอให้ 5 ฟลาสก์
3. Additives สารองค์ประกอบอื่นๆ มีอยู่เท่าที่จำเป็น ไม่มีตัวไหนมีพิษมีภัยอะไรเลยไม่รู้จะหักคะแนนอะไร จึงเป็น 5 ฟลาสก์
4. การใช้งาน ส่วนของเนื้อสัมผัสนั้นค่อนข้างนุ่มนวล ลื่น เกลี่ยง่าย ล้างได้สะอาดหมดจด เนื่องจากส่วนตัวมี่นั้นผิวค่อนข้างแห้ง เลยรู้สึกแห้งไปเล็กน้อย และเรื่องของปริมาณฟองที่ค่อนข้างน้อย มี่เป็นคนติดฟอง ถึงแม้จะรู้ว่าฟองไม่ได้เกี่ยวกับความสะอาด และความอ่อนโยน ก็ยังติดฟองอยู่ จุดนี้ขอให้ 4 ฟลาสก์

คะแนน wash

ส่วนตัวครีมเจล
1. Actives จากที่ได้เล่าให้ฟังในด้านบน ถือว่าส่วนผสมนั้นทำมาได้ค่อนข้างดี มีสารที่ให้ประโยชน์เรื่องสิวได้อย่างครบถ้วน และยังมีตัวเพิ่มความชุ่มชื้นเสริมมาอีก แต่ถ้าเป็นไปได้ น่าจะมี Antioxidant เสริมมาซักหน่อย เพื่อปกป้องน้ำมันไม่ให้ถูก Oxidize จากอนุมูลอิสระและความเครียด ก่อเป็นปัญหาผิวต่างๆตามมาภายหลัง จุดนี้จึงขอให้ 4 ฟลาสก์
2. Base เนื้อหลักผลิตภัณฑ์เป็นเนื้อแบบ Emulgel คือ มีทั้งส่วนของน้ำ น้ำมัน และซิลิโคนมีสารดูดน้ำเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิว มีน้ำมันเคลือบผิวเก็บกักน้ำให้ผิว และมีน้ำมันจากธรรมชาติที่ดูดซึมได้อยู่ในรูปแบบของ Triglyceride สารที่ใช้ไม่ได้มีอะไรอุดตันรูขุมขน และไม่ได้มี Alcohol เป็นส่วนประกอบ จึงขอให้ 5 ฟลาสก์
3. Additives สารที่ใช้ไม่ได้มีพิษมีภัยอะไร จึงไม่มีจุดให้หักคะแนน ขอให้ 5 ฟลาสก์
4. การใช้งาน ตัวผลิตภัณฑ์ให้ผลควบคุมความมันได้ค่อนข้างดี สามารถใช้ลงแทน Primer ก่อนแต่งหน้าได้ด้วย ส่วนตัวมี่เอามาลงเป็น Primer บริเวณ T-zone ก็ให้ผลคุมมันได้จนเย็นอยู่ แต่ถ้าเอาลงที่แก้มจะแห้งเกินไปนิดนึง ส่วนเรื่องสิว เมื่อแต้มสิวลงไป ก็ช่วยให้สิวหายไวขึ้น และไม่ทิ้งร่องรอยอารยธรรมไว้มากมาย จุดนี้ขอให้ 5 ฟลาสก์

คะแนน

สุดท้ายนี้อีกครั้งอยากขอบคุณทางบริษัท Advance Aesthetic Company ที่ส่งสินค้าดีๆเพียบพร้อมด้วยเทคโนโลยีมาให้ได้ทดลองใช้ค่ะ

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถติดต่อสอบถามได้ที่

เฟสบุคของบริษัท http://www.facebook.com/advanceaestheticthailand ได้เลยค่ะ

ขอบคุณที่ติดตามรับชมมาจนจบค่ะ

Disclaimer/Conflict of interest: ผลิตภัณฑ์ได้รับการสนับสนุนจากทางแบรนด์ Martiderm

 

[Beauty Talks] น้ำทำร้ายผิวได้มากกว่าที่คิด

[Beauty Talks] น้ำทำร้ายผิวได้มากกว่าที่คิด

วันนี้มาคุยกันเรื่องผลเสียของน้ำต่อผิวหนังดีกว่าค่ะ

คิดว่าหลายๆคนต้องมีประสบการณ์แช่น้ำ หรือ ล้างจาน หรือ อาบน้ำ นานๆ จนมือเปื่อย เท้าเปื่อย

สงสัยไหมคะว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไร วันนี้มีคำตอบมาเฉลยค่ะ

 

นั่นก็เพราะ น้ำ สามารถมีผลทำให้ความสามารถในการเป็น Barrier ผิว (Barrier function ของผิว) น้อยลงค่ะ และเซลล์ผิวเองก็ชอบน้ำ มันจะดูดน้ำไว้กับตัวค่ะ

 

เมื่อเซลล์ผิวดูดน้ำไว้มากขึ้นเรื่อยๆ มันก็จะบวมเต่ง อัดกันแน่นขึ้น ดันกันออกมาให้เราเห็นเป็นรอยเปื่อยนั่นเอง

ลองดูรูปภาพนี้ประกอบนะคะ

 

ผิวเปียก

 

เมื่อเซลล์ผิวบวมเป่งกันจนดันกันออกมา จะทำให้กาวที่เคยเชื่อมระหว่างผิวหลวมลง ช่องว่างระหว่างเซลล์มีมากขึ้น มีผลทำให้สารต่างๆเข้าสู่ผิวได้ง่ายขึ้น รวมทั้งน้ำเอง

นอกจากนี้น้ำสามารถที่จะละลายเอาสารดูดจับน้ำตามธรรมชาติที่มีอยู่ในผิว (ที่เราเรียกว่า Natural moisturizing factor หรือ NMF) ออกมาด้วย ผลก็คือ ผิวมีความสามารถในการจับน้ำลดลงในระยะยาว เกิดเป็นผิวแห้งขึ้นได้ค่ะ

 

สำหรับวิธีป้องกันผลเสียจากน้ำนั้น ยังไม่มีนะคะ แต่เมื่อเราต้องอยู่กับน้ำนานๆ ควรรีบเช็ดตัวเช็ดมือให้แห้ง แล้วปล่อยให้ผิวคายน้ำออกมาเอง ค่อยทาครีมทับค่ะ

 

การทาครีมในช่วงที่ผิวเปื่อยอยู่นั่น อย่างที่บอกคือช่องว่างระหว่างเซลล์ผิวมันกว้างขึ้น ทำให้สารต่างๆเข้าผิวได้เยอะขึ้น อาจจะเสี่ยงแพ้มากขึ้นก็ได้ค่ะ

 

สรุป:

  1. น้ำทำให้เซลล์ผิวดูดน้ำไว้มากเกินไปจนเต่ง และดันเบียดกันจนทำให้เกิดช่องว่าง ส่งผลให้สารต่างๆเข้าผิวได้ง่ายขึ้น (Barrier ผิวเสียไป)
  2. น้ำละลายเอาสาร NMF ออกมา ทำให้ผิวแห้งได้ในระยะยาว
รีวิววิเคราะห์ส่วนผสม Skindom Luxury cell peptide C cream

รีวิววิเคราะห์ส่วนผสม Skindom Luxury cell peptide C cream

วันนี้มี่เอา CC cream จากแบรนด์ Skindom ของเกาหลีมารีวิวให้ชมกันค่ะ

CC ของเขา มีชื่อเต็มๆว่า Luxury cell peptide CC cream นะคะ

CC cream ของเขามีจุดเด่นอยู่ที่ นอกจากช่วยอำพราง และปกปิดได้แล้ว ยังให้ผลเรื่องการชะลอวัย ลดริ้วรอย และยังเป็นกันแดดได้ในตัวเลยค่ะ

ถ้าพูดถึง CC cream นี่ก็มีหลายนิยามค่ะ ทั้ง Color control ที่ช่วยควบคุมสีผิวให้คงที่ตลอดวัน ไม่ดรอป ไม่หมอง หรือจะเป็น Color correction ที่จะช่วยปรับสภาพสีผิวให้สม่ำเสมอ หรือ Complete care ที่แปลว่าดูแลแบบสมบูรณ์ เราก็ไม่รู้ว่าแบบไหนถูก แบบไหนผิดเนาะ เอาเป็นว่าจะเรียกอะไรก็ตามสบายเลยจ้า

ถ้าเป็นนิยามของแบรนด์เขาใช้คำว่า Complete correction ค่ะ ที่แปลว่า ช่วยแก้ไขได้อย่างสมบูรณ์ค่ะ

 

IMG_0750-re

มาในขวดสีขาว สะอาดตา เป็นพลาสติกเนื้อหนาค่ะ

 

เนื้อครีมเป็นสีขาว ค่อนข้างข้น เม็ดสีแน่นมาก อารมณ์เหมือนกันแดดทั่วไป

ตอนแรกก็แอบตกใจนะ ว่าขาวแบบนี้จะวอกมั้ย แต่ไม่เลยค่ะ พอเกลี่ยก็เกลี่ยได้ง่าย และปรับให้ผิวขาวขึ้นอีก 2 step เลยค่ะ เสร็จแล้วก็ลงรองพื้นต่อ หน้าจะผ่องและเนียนขึ้นอีก

ในรูปแค่เกลี่ยให้เสร็จเฉยๆค่ะ ไม่ได้ลงรองพื้นทับ

 

มาดูส่วนผสมกันดีกว่านะคะ

 

สผส

จากส่วนผสมจะพอเดาได้ว่า เนื้อเบสหลักจะเป็นอิมัลชั่นของซิลิโคนกับน้ำนะคะ มีน้ำมันอยู่บ้างประปราย น้ำมันที่ใช้ไม่ได้อุดตันรูขุมขนค่ะ ส่วนของ Titanium dioxide, Zinc oxide ที่ใส่มานอกจากช่วยเรื่องปกปิดสีผิวแล้วก็เป็นกันแดดชนิดกายภาพไปในตัว การมีอยู่ของพวก Pigment ตระกูล Iron oxides ให้สีเหลือง-แดง จะให้ผลอำพรางสีผิวได้ด้วย

 

นอกจากพวกเม็ดสีก็ยังมีสารบำรุงอยู่ด้วยแหละ

 

ยกตัวอย่าง

*Niacinamide ที่ให้ผลเรื่องความขาว เรื่องการอักเสบผิว และก็เรื่องความแข็งแรงผิว

*Beta-glucan ที่ช่วยเติมน้ำ และช่วยให้ผิวแข็งแรง

*Sodium hyaluronate ช่วยเติมน้ำ ให้ผิวนุ่มฟู

*Adenosine ช่วยเรื่องริ้วรอย และเสริมพลังงานให้แก่ผิว

*สารสกัดจาก Portulaca, Chamomile และ Allantoin ช่วยเรื่องลดการอักเสบ ระคายเคืองและสมานผิว

*Acetyl hexapeptide-8 เป็นเปปไทด์ตัวดังที่ว่ากันว่าอกฤทธิ์ผ่านระบบประสาทคล้าย Botox ช่วยลดริ้วรอยได้อย่างรวดเร็ว ไม่แปลกใจเลยที่ลงอันนี้เสร็จ ไม่เคยตกร่อง เพราะร่องมันคลายไป พอตกเย็นมาจะตกไม่ตกนี่ก็อีกเรื่องหนึ่งค่ะ (คิดว่าคนผิวมันไม่น่าจะตกร่อง แต่คนผิวแห้ง ค่ำๆมาอาจจะตกร่องได้นิดหน่อยค่ะ)

 

สารออกฤทธิ์ที่ใส่มาก็เห็นได้ว่าค่อนข้างครอบคลุมนะคะ แม้ว่าจะไม่ได้เต็มมากแบบตัวบำรุง แต่ก็แบบว่า มันเป็นเมคอัพกะกันแดดอะค่ะ ไม่ใช่สกินแคร์ แค่มีก็ดีแล้ว ฟิลลิ่งแบบนี้เลย

 

ให้คะแนนเนาะ

  1. Actives จากสรรพคุณที่บรรยายไว้ด้านบน ก็จะเห็นว่ามาค่อนข้างเต็ม คือถ้าถามว่าอยากได้อะไรอีก ก็คงเป็น Antioxidant ค่ะ ที่ดูเหมือนยังไม่ค่อยเด่นมาก ถึงมีแค่วิตอี แต่วิตอีนี่แบบว่าหลักๆเค้าแค่กันสารในขวดไม่ให้เสียไปก่อนถึงผิวเราแค่นั้น คงไม่เหลืออะไรถึงผิว จุดนี้ขอให้ 4 ฟลาสก์นะคะ
  2. Base มาในรูปแบบของอิมัลชั่นของซิลิโคนกับน้ำ มีน้ำมันอยู่นิดหน่อยประปราย ส่วนของน้ำใช้ Glycerin กับพวก Glycol เป็นตัวดึงน้ำ ส่วนของน้ำมันมีน้ำมันเคลือบผิว และน้ำมันที่ซึมผิวได้บ้าง และก็ส่วนของซิลิโคนก็มีทั้งที่ระเหยได้ บางเบา กับที่เคลือบปกป้องผิวอยู่ โดยรวมไม่มีอะไรที่น่าจะมีปัญหา ขอให้ 5 ฟลาสก์
  3. Additives สารส่วนใหญ่ที่ใส่มาก็ไม่ได้มีพิษมีภัยอะไร บางชนิดก็ให้ผลเคลือบผิว ให้ผิวนุ่มนวล ฉาบปิดรูขุมขนให้ดูเรียบเนียน ถึงแม้จะมีน้ำหอม แต่ก็ไม่เคยหักคะแนนน้ำหอมในผลิตภัณฑ์อื่นที่ไม่ใช่รอบดวงตามาก่อน จุดนี้ขอให้ 5 ฟลาสก์
  4. การใช้งาน ใช้แค่ขนาดประมาณเหรียญ 25 สตางค์ แล้วมาแต้มๆที่หน้า เกลี่ยให้ทั่วนี่จะแบบว่าเรียบเนียนมาก และไม่ได้ขาววอกจนน่าเกลียดเกินไป พอลงรองพื้นทับก็คุมสีรองพื้นไม่ให้ดรอปไม่ให้หมองได้อีก มีกลิ่นหอมอ่อนๆ แต่กลิ่นอยู่แป๊บเดียว ไม่ได้รบกวนผิวไปทั้งวัน จุดนี้คือ ดีงาม ขอให้ 5 ฟลาสก์

 

คะแนน cc cream

 

 

 

สุดท้ายนี้ขอขอบคุณทางแบรนด์ Skindom ด้วยนะคะที่ส่งผลิตภัณฑ์ดีๆมาให้มี่ได้ทดลองใช้

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถสอบถามได้ที่ทางเฟสบุคของ Skindom Thailand

https://www.facebook.com/SkindomThailand

และเวบไซต์ http://www.skindom.co.th กับ http://www.skindomthailand.com เลยนะคะ

 

Disclaimer/Conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากทางแบรนด์ SKindom Thailand ค่ะ

รีวิววิเคราะห์ส่วนผสมโทนเนอร์และสลีปปิ้งมาสค์ ผสมสมุนไพรทั่วเอเชีย จากแบรนด์ Asiae

รีวิววิเคราะห์ส่วนผสมโทนเนอร์และสลีปปิ้งมาสค์ ผสมสมุนไพรทั่วเอเชีย จากแบรนด์ Asiae

 

วันนี้เปลี่ยน Mode มาดู Skincare ของไทยๆ กันบ้างนะคะ เป็นผลิตภัณฑ์กลุ่ม Aqua active จากแบรนด์ Asiae ที่เคลมว่าใช้สมุนไพรทั่วทั้งเอเชียค่ะ

เห็นชื่อ ก็เดาไว้ก่อนเลยว่า ต้องเป็นแบบ Water-based แน่ๆ และพอดูส่วนผสมก็เป็นแบบ Water-based จริงๆ ค่ะ

ในไลน์ Aqua active นี้มีผลิตภัณฑ์อยู่ 2 ตัวค่ะ เป็นมาสค์ กับ โทนเนอร์

มาดูโฉมหน้ากันหน่อยนะคะ

asiae 1

นางจะมาในกล่องสีขาวสะอาดตา ตกแต่งด้วยสีเขียวแก่ดูคลาสสิคดีค่ะ

มาดูกันไปทีละตัวเลยเนอะ

ตัวแรกเป็นโทนเนอร์ค่ะ

asiae 2

ทำไมเราต้องใช้โทนเนอร์ด้วยคะ?

โทนเนอร์นั้นเป็นผลิตภัณฑ์แรกสุดที่เราใช้หลังจากล้างหน้าเสร็จ มีวัตถุประสงค์เพื่อทำความสะอาดสิ่งสกปรกที่ตกค้างอยู่หลังล้างหน้า ปรับสภาพ/เตรียมผิวให้พร้อมรับสารอาหารในขั้นตอนต่อไป ทั้งนี้ทั้งนั้นขึ้นกับส่วนผสมของโทนเนอร์นั้นๆด้วยอีกที

เนื้อโทนเนอร์ก็เป็นแบบน้ำใส ไม่ได้ใส่น้ำหอม เลยไม่มีกลิ่นค่ะ

asiae 3

เช็ดแล้วจะให้ความรู้สึกสบายผิว ผิวหลังเช็ดนุ่มไม่แห้งตึงค่ะ

asiae 4

มาดูส่วนผสมกันบ้างนะคะ

asiae 5

ส่วนผสมนี่เรียกได้ว่าจัดมาเต็มมาก เพราะส่วนมากเป็นสารออกฤทธิ์ หรือ Active ingredients ซึ่งมีเยอะมาก โดยทางแบรนด์เน้นไปที่กลุ่มพืชที่พบได้ใน Asia เหมือนชื่อแบรนด์ Asiae (เอเชียอี้)

ส่วนผสมนั้นไม่ได้ใช้แค่สารสกัดพืชธรรมดาๆ แต่สารบางตัวเป็นสารสกัดพืชที่ Advance ขึ้นมาอีกขั้น เพราะเป็นสารที่ได้จากกระบวนการทางเทคโนโลยีชีวภาพ (Biotechnology) คือ เอาสารสกัดมาหมัก เพื่อให้ได้ฤทธิ์ที่ดีขึ้น เพราะระหว่างการหมัก เชื้อจุลินทรีย์จะไปเปลี่ยนสารต่างๆในพืช ให้มีขนาดเล็กลง ทำให้ซึมผิวดีขึ้น ออกฤทธิ์ได้ดีขึ้น

ส่วนของสารสกัดนั้นให้ผลโดยรวมหลายด้าน ได้แก่
– ผลัดเซลล์ผิวลดการอุดตัน จากสารสกัดของต้น Willow 2 สายพันธ์ คือ Salix nigra (Black willow) และ Salix alba ที่มี BHA ตามธรรมชาติ ให้ผลลดการอุดตัน ลดการอักเสบ ร่วมกับ Glycolic acid ที่เป็น AHA และสาร Lactic acid ธรรมชาติที่ได้จากการหมักของ Lactobacillus
– Antioxidant ต่อต้านอนุมูลอิสระ จากสารสกัดพืชหลายชนิด
– ผลดีต่อสิว มี Niacinamide ที่ช่วยลดการอักเสบสิว ร่วมกับสารสกัดจากพืชที่มีฤทธิ์ฆ่าเชื้ออย่าง Melia azaridacta (สะเดาอินเดีย), Houttuynia cordata (พลูคาว) และสารหอม O-cymen-5 ol ที่เป็นสารกลุ่ม Terpenes ที่มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อได้หลายชนิด ร่วมกับ Glyceryl caprylate ซึ่งมีคุณสมบัติที่ดีกับผิวหลายๆอย่าง ไม่ว่าจะเป็นความชุ่มชื้น จนถึงฤทธิ์ในการฆ่าเชื้อ
– ลดการอักเสบ จากสารสกัด Phellodendron amurense ซึ่งมีงานวิจัยรองรับถึงคุณสมบัติในการต้านการอักเสบ (Int Immunopharmacol. 2014; 19(2):214-20.)
– ริ้วรอยและแผลเป็น มีสารสกัดจาก Scutellaria ที่ช่วยเรื่องการสร้างคอลลาเจนในผิว ช่วยลดริ้วรอย สมานแผล
– สูตรผสมของ Lactobacillus/Soybean Ferment Extract (and) Saccharomyces/Viscum Album (Mistletoe) Ferment Extract (and) Saccharomyces/Imperata Cylindrica Root Ferment Extract มีชื่อทางการค้าว่า Natural HGTM ของเกาหลี มีคุณสมบัติเพิ่มความชุ่มชื้น ช่วยให้ความรู้สึกสบายผิว ลดการอักเสบ ลดการระคายเคือง
– Whitening อาศัย Niacinamide เป็นตัวลดการส่งผ่านเมลานินออกมาจากข้างใน มีผลลดรอยดำจากสิวได้ด้วย
– Moisturizer มี Trehalose ที่เป็นน้ำตาลชนิดพิเศษ มีคุณสมบัติดูดน้ำให้ผิว และช่วยปกป้องผิวจากอากาศแห้งๆได้ดี ร่วมกับสารดูดน้ำอีกหลายตัว และ Sodium hyaluronate

โดยรวมถือว่าทำมาได้ค่อนข้างครบค่ะ

ในส่วนของเนื้อผลิตภัณฑ์ ก็ไม่ได้มีสารที่มีพิษมีภัยอะไร ไม่มี Alcohol มีสารดูดน้ำดีๆหลายตัว มี Silicone ที่ช่วยเคลือบปกป้องผิวรักษาความชุ่มชื้นได้ด้วย

เดี๋ยวค่อยให้คะแนนทีเดียวกันนะคะ

ตัวต่อมาเป็น Sleeping mask ค่ะ

ชื่อเต็มๆคือ Aqua active sleeping mask

asiae 6

ตัวนี้เป็นมาสค์หน้าข้ามคืนแบบ Water-based ค่ะ

เนื้อเป็นเนื้อเจล สีฟ้าขุ่นๆ มีกลิ่นจางๆบางๆ เกลี่ยได้ค่อนข้างง่าย เคลือบผิวได้ดี ไม่เหนอะหนะ ให้ความรู้สึกเย็นสบายผิว

 

 

ในส่วนของส่วนผสมนั้นเป็นดังนี้นะคะ

asiae 9

ตัวนี้มาในรูปแบบของ Emulsiongel ที่ประกอบด้วยซิลิโคนกับน้ำ ไม่มีน้ำมันที่สุ่มเสี่ยงอุดตันรูขุมขน

ส่วนสารออกฤทธิ์นั้นเป็นชุดเดียวกันกับตัวโทนเนอร์ ซึ่งได้เล่าให้ฟังแล้วในช่วงต้น

มาให้คะแนนกันดีกว่า
Aqua active Toner
1. กลุ่มสารออกฤทธิ์ ดังที่ได้เล่าให้ฟังไปแล้วในด้านบน จึงขอให้ 5 ฟลาสก์
2. Base มาในรูปแบบของ Water-based ถึงแม้จะมีซิลิโคนอยู่หลายตัว แต่เนื่องจากเป็นน้ำใส เลยขอกล่าวว่าเป็นแบบน้ำ มีส่วนผสมของสารดูดน้ำให้ผิวที่ดีอยู่หลายตัว มีสารซิลิโคนที่ช่วยเคลือบผิวรักษาความชุ่มชื้น ไม่มีแอลกอฮอล์ จุดนี้ขอให้ 5 ฟลาสก์
3. Additives ไม่มีสารที่มีพิษมีภัยอะไรกับผิว เลยไม่รู้จะหักคะแนนอะไร เลยขอให้ 5 ฟลาสก์
4. การใช้งาน ส่วนตัวมี่ค่อนข้างชอบสัมผัสนะคะ เช็ดแล้วผิวค่อนข้างนุ่ม ไม่แห้งตึงเหมือนโทนเนอร์ทั่วไป แต่เนื่องจากตัวขวดปั๊ม กดแล้วน้ำยาจะออกมาค่อนข้างแรงเลย กระเด็นนิดหน่อย แบบ แอบเสียดาย เลยขอให้ 4 ฟลาสก์

Aqua active Sleeping mask
1. กลุ่มสารออกฤทธิ์ ดังที่ได้เล่าให้ฟังไปแล้วในด้านบน จึงขอให้ 5 ฟลาสก์
2. Base มาในรูปแบบของ Emulgel ที่ประกอบด้วยน้ำ ซิลิโคน และกลุ่มน้ำมันสังเคราะห์ มีส่วนผสมของสารดูดน้ำให้ผิว สารเคลือบผิวรักษาความชุ่มชื้น แต่ยังขาดน้ำมันธรรมชาติที่จะช่วยทดแทนไขมันในผิวหนังอยู่ จุดนี้ขอให้ 4 ฟลาสก์
3. Additives ไม่มีสารที่มีพิษมีภัยอะไรกับผิว เลยไม่รู้จะหักคะแนนอะไร เลยขอให้ 5 ฟลาสก์
4. การใช้งาน ตัวนี้เป็น Sleeping mask ที่ให้สัมผัสที่เบา ไม่หนักผิว ไม่มันเยิ้ม เน้นการเติมน้ำให้กับผิว เกลี่ยค่อนข้างง่าย ส่วนตัวมี่ค่อนข้างชอบค่ะ ขอให้ 5 ฟลาสก์[/left]

คะแนน

สุดท้ายนี้ขอขอบคุณทางแบรนด์ Asiae ด้วยค่ะที่ส่งผลิตภัณฑ์ดีๆมาให้มี่ได้ทดลองใช้ และขอบคุณทุกๆท่านที่ติดตามรับชมมาจนจบ สวัสดีค่ะ

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถติดต่อสอบถามได้ที่เฟสบุคของทางแบรนด์ได้เลยค่ะ

https://www.facebook.com/Asiae.np
Disclaimer/Conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากแบรนด์ Asiae

 

รีวิววิเคราะห์ส่วนผสมครีมไวท์เทนนิ่งแบรนด์ไทย Herbacist by Pharmacist 7 in white

รีวิววิเคราะห์ส่วนผสมครีมไวท์เทนนิ่งแบรนด์ไทย Herbacist by Pharmacist 7 in white

วันนี้มี่แวะเอาครีมไวท์เทนนิ่งของคนไทยจากแบรนด์ Herbacist by Pharmacist มาฝากกันค่ะ

มีชื่อเต็มๆว่า 7 in White plus GIGA white ค่ะ

รูปร่างหน้าตาก็มาในกระปุกอคริลิกดูหรูหรา เรียบง่ายค่ะ

20160407_113446-re

ตัวครีมเป็นครีมที่มีกลิ่นหอม เนื้อนุ่มลื่น ให้ความชุ่มชื้นสูง เกลี่ยง่าย ไม่เหนอะหนะเลยค่ะ

 

สำหรับค่า pH ของผลิตภัณฑ์อยู่ที่ราวๆ 5-6 นะคะ ใกล้เคียงกับผิวดีค่ะ

20160407_113615-re

มาดูส่วนผสมกันบ้างดีกว่าค่ะ

สผส 7 in white

จากส่วนผสมมี่ทำสีไว้ให้แล้วนะคะ
จะเห็นว่าประกอบด้วยสารกลุ่ม Whitening อยู่มากมายเลยค่ะ

มาดูตัวที่เป็นสีเขียวก่อนค่ะ

สีเขียวนี้เป็นสูตรผสมของสาร Alpaflor® Gigawhite ที่เป็นสารสกัดผสมจากพืชและสมุนไพรที่ขึ้นในยอดเขาแอลป์ 7 ชนิด ทางผู้ผลิตวัตถุดิบได้ Claim เรื่องของคุณสมบัติในการลดการสร้างเม็ดสีผิว ช่วยให้จุดด่างดำต่างๆจางลงได้ใน 12 สัปดาห์

ส่วนสีน้ำตาล เป็นกลุ่ม Whitening อื่นๆค่ะ ได้แก่
– Alpha-arbutin ตัวนี้เป็นตัวไวท์ตัวหนึ่งที่โด่งดัง ให้ผลลดการสร้างเม็ดสีผิวเช่นกัน
– Ascorbyl palmitate เป็นรูปแบบหนึ่งของวิตซี มีความเป็นกรดน้อยลง ซึมผ่านผิวได้ดีขึ้น นอกจากผลในการลดการสร้างเม็ดสี ยังเป็น Antioxidant และเป็นองค์ประกอบหนึ่งในการสังเคราะห์คอลลาเจนได้ด้วย
– Licorice extract สารสกัดจากชะเอม นอกจากเรื่องการสร้างเม็ดสี ยังให้ผลลดการอักเสบในผิวได้อีก
– Pinus pinaster bark extract สารสกัดจากเปลือกสน นอกจากเรื่องการสร้างเม็ดสี ยังให้ผลเป็น Antioxidant ที่ดีด้วย
– Morus alba root extract สารสกัดจากรากมัลเบอร์รี่ ให้ผลลดการสร้างเม็ดสี
– Tranexamic acid ตัวนี้เริ่มซับซ้อนขึ้นมาหน่อย สารนี้เดิมทีใช้เป็นยาช่วยให้เลือดแข็งตัว ยาห้ามเลือด แต่พบว่าสารสามารถออกฤทธิ์ยับยั้งเอนไซม์ไทโรซิเนส มีผลลดการสร้างเมลานิน ช่วยให้สีผิวขาวขึ้น มีรายงานการวิจัยศึกษาผลของ Tranexamic acid เข้มข้น 3 % ในสูตรครีมเพื่อรักษาฝ้าในอาสาสมัคร พบว่าให้ผลดีเทียบเท่าตัวยา แต่ผลข้างเคียงต่ำมาก (J Res Med Sci. 2014;19(8):753-7.) มีรายงานว่า Tranexamic acid สามารถยับยั้ง Plasmin ปกติ Plasmin เป็นตัวตั้งต้นก่อนจะไปกระตุ้นฮอร์โมน alpha-MSH (Melanocyte stimulating hormone) ซึ่งเป็นฮอร์โมนตัวแม่ ที่ไปกระตุ้นให้เซลล์เมลาโนไซท์ ทำงานได้ดีมากขึ้น ก็สร้างเมลานินออกมาได้มากขึ้น (J Am AcadDermatol 2011;October:699-714.)
– Niacinamide รูปแบบหนึ่งของวิตามินบี 3 มีรายงานว่า สารตัวนี้สามารถเป็น Whitening ช่วยปรับสภาพสีผิวให้สม่ำเสมอ โดยไปรบกวนการส่งผ่านของเมลานินที่สร้างเสร็จแล้ว ลดการอักเสบในผิว เพิ่มการไหลเวียนเลือด ช่วยเพิ่มความแข็งแรงให้ผิวโดยไปกระตุ้นการสร้าง Ceramides กรดไขมัน และไขมันชนิดต่างๆในหนังกำพร้า และยังเป็น Antioxidant ด้วย (Int J Cosmet Sci 2005; 27:255–261)
– Glutathione เป็น peptide ที่มีในร่างกายของเรา ทำหน้าที่ถอนพิษจากสารอันตรายต่างๆ สารนี้ยังมีผลเป็น Antioxidant และมีฤทธิ์ลดการสร้างเม็ดสี

สรุปในกลุ่ม Whitening คือ ครีมนี้ให้ผลครอบคลุมทั้ง 3 step คือ ก่อนสร้างเม็ดสี ขณะสร้างเม็ดสี และหลังสร้างเม็ดสีเสร็จแล้ว ถือว่าครบเลยค่ะ
ส่วนสีน้ำเงินเป็นสารอื่นๆ ก็จะมีตัวที่ช่วยเรื่องลดการอักเสบ ลดการระคายเคืองในผิว และเพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่ผิวได้ด้วย

ถึงเวลาให้คะแนน
1. Actives ส่วนของสารออกฤทธิ์อย่างที่ได้เล่าให้ฟังในด้านบน คือ ออกฤทธิ์ครอบคลุมทั้ง 3 step คือ ก่อนสร้างเม็ดสี ขณะสร้างเม็ดสี และหลังสร้างเม็ดสีเสร็จแล้ว ถือว่าครบเลยค่ะ และยังเสริมด้วยสารเพิ่มความชุ่มชื้น ลดการอักเสบ ลดการระคายเคือง สารสกัดพืชส่วนใหญ่เป็น Antioxidant ได้ในตัวเอง โดยรวมจึงถือว่าทำมาได้ค่อนข้างสมบูรณ์ ขอให้ 5 ฟลาสก์
2. Base ส่วนของเนื้อผลิตภัณฑ์ มาในรูปแบบครีม ประกอบด้วยน้ำและน้ำมัน ไม่มีส่วนผสมของน้ำมันที่สุ่มเสี่ยงอุดตัน ไม่มีซิลิโคน ไม่มี Alcohol มี Glycerin ช่วยดูดน้ำ มี Hydrogenated polydecene ช่วยเคลือบผิวปกป้องรักษาความชุ่มชื้น แต่ยังขาดส่วนไขมันธรรมชาติที่จะช่วยบำรุงผิวได้อยู่ จึงขอให้ 4 ฟลาสก์
3. Additives สารที่ใช้ไม่ได้มีพิษมีภัยอะไรต่อผิว เลยไม่มีที่ให้หักคะแนน เป็น 5 ฟลาสก์
4. การใช้งาน ครีมมีเนื้อค่อนข้างนุ่ม ลื่น เกลี่ยง่าย ซึมไว มีกลิ่นหอม ให้ความชุ่มชื้นได้ดีโดยที่ไม่เหนอะหนะและหนักผิว ในส่วนของผลเรื่องความขาวนั้น สามารถพึ่งได้เลย เท่าที่ลองใช้มาสองอาทิตย์กว่าๆ เรื่องความไม่สม่ำเสมอของสีผิวนั้นดีขึ้นจริงค่ะ ให้ 5 ฟลาสก์

คะแนน

สุดท้ายนี้ต้องขอขอบคุณทางแบรนด์ Herbacist by Pharmacist ด้วยนะคะที่ส่งผลิตภัณฑ์ดีๆมาให้มี่ทดลองใช้

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถสอบถามได้ที่ทางแบรนด์ได้โดยตรงเลยนะคะ

ที่

Fanpage facebook: https://www.facebook.com/herbacist

Website: http://herbacist-shop.com/index.html

 

สำหรับวันนี้มีแค่นี้ ขอบคุณทุกๆท่านด้วยค่ะที่ติดตามรับชมมาจนจบ แล้วพบกันใหม่โอกาสหน้า สวัสดีค่ะ

Disclaimer/Conflict of interests: ผลิตภัณฑ์ชิ้นนี้ได้รับการสนับสนุนจากทางแบรนด์

 

รีวิววิเคราะห์ส่วนผสมแบบละเอียด เซรัมไวท์เทนนิ่ง Medica viva white serum

รีวิววิเคราะห์ส่วนผสมแบบละเอียด เซรัมไวท์เทนนิ่ง Medica viva white serum

สวัสดีค่ะพี่ๆน้องๆเพื่อนๆห้องแป้งที่น่ารักทุกๆท่าน

วันนี้มี่เอารีวิวเซรัมไวท์เทนนิ่งที่น่าสนใจมาฝากกันค่ะ

วันก่อนมี่พึ่งรีวิวตัวกันแดดไป วันนี้เอาเซรัมมาฝากต่อเลย เรียกได้ว่าทำมาได้ดีไม่แพ้กันเลยหละ

กับตัว Viva white serum จากแบรนด์ Medica viva

IMG_0334-re

โดยเจ้าเซรัมตัวนี้ใช้ส่วนผสมที่ช่วยเรื่องความขาวอยู่หลายตัวเลยค่ะ รายละเอียดเป็นอย่างไรเดี๋ยวค่อยไปดูด้วยกันนะคะ

ลักษณะของเนื้อเซรัม เป็น เซรัมน้ำนม สีขาว กลิ่นหอมแนวดอกไม้ เกลี่ยได้ค่อนข้างง่าย ซึมผิวค่อนข้างดี ไม่เหนอะหนะ และหนักผิว

วัด ค่า pH กันซักเล็กน้อยนะคะ

pH

pH อยู่ที่ราวๆ 6 – 7 ถือว่าเป็นกลางนะคะ ไม่ได้มีพิษมีภัยอะไรกับผิว

มาทั้งทีจะไม่วิเคราะห์ส่วนผสมคงไม่ได้ สำหรับส่วนผสมนั้นเป็นดังนี้ค่ะ

สผส

 

ในส่วนของส่วนผสมนั้น ปกติเราแบ่งส่วนประกอบในผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางเป็น 3 หมวดหลักๆ คือ

  1. Actives หรือ สารออกฤทธิ์ เป็นสารที่ทำให้เครื่องสำอางมีคุณสมบัติพิเศษต่างๆ
  2. Base หรือ ส่วนเนื้อของผลิตภัณฑ์ เป็นตัวพยุงสารออกฤทธิ์ และนำพาไปสู่ผิวหนัง
  3. Additives หรือ ส่วนของสารเติมแต่ง เป็นตัวเติมแต่งให้ผลิตภัณฑ์มีความน่าใช้ มีความปลอดภัย เช่น พวกสารกันเสีย พวกน้ำหอม พวกซิลิโคน ตัวเพิ่มความหนืด ฯลฯ

 

มาดูรายละเอียดแต่ละอย่างกันเลยค่ะ

  1. Actives ในส่วนของสารออกฤทธิ์ มี่ได้ทำแถบสีไว้ให้แล้วค่ะ สารที่เป็น Whitening แทนด้วยสีน่ำเงิน และสารออกฤทธิ์อื่นๆ แทนด้วยสีเขียว ดังนี้
    • Niacinamide เป็นรูปแบบหนึ่งของวิตามินบี 3 มีรายงานว่า สารตัวนี้สามารถเป็น Whitening ช่วยปรับสภาพสีผิวให้สม่ำเสมอ โดยไปรบกวนการส่งผ่านของเมลานินที่สร้างเสร็จแล้ว ลดการอักเสบในผิว เพิ่มการไหลเวียนเลือด ช่วยเพิ่มความแข็งแรงให้ผิวโดยไปกระตุ้นการสร้าง Ceramides กรดไขมัน และไขมันชนิดต่างๆในหนังกำพร้า และยังเป็น Antioxidant ด้วย (Int J Cosmet Sci 2005; 27:255–261)
    • Alpha-arbutin ออกฤทธิ์ลดการสร้างเม็ดสีผิว โดยไปยับยั้งเอนไซม์ Tyrosinase ที่สร้างเม็ดสีผิว
    • Urea มีคุณสมบัติเพิ่มความชุ่มชื้น ช่วยให้ผิวนุ่ม และผลัดผิวอย่างอ่อนโยน
    • Lepidum sativum sprout extract สารสกัดจาก Garden cress ข้อมูลจากผู้ผลิตวัตถุดิบบอกว่า มีประโยชน์ในการเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิว ต่อต้านอนุมูลอิสระ และลดเลือนริ้วรอยได้ สามารถยับยั้งการทำงานของฮอร์โมน Melanocyte stimulating hormone (MSH) ที่ทำหน้าที่กระตุ้นให้เซลล์เมลาโนไซต์ที่มีหน้าที่สร้างเมลานินทำงานได้ดีขึ้น เมื่อไปยับยั้ง MSH ก็จะทำให้เซลล์เมลาโนไซต์ทำงานได้ลดลง ผิวจึงขาวขึ้น
    • Hexanoyl dipeptide-3 norleucine acetate เปปไทด์ที่มีคุณสมบัติช่วยส่งเสริมการผลัดเซลล์ผิวอย่างเป็นธรรมชาติ เพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิวและลดเลือนริ้วรอยได้
    • Soy isoflavones สารกลุ่ม Isoflavone ที่แยกได้จากถั่วเหลือง มีคุณสมบัติเป็น Phytoestrogen ให้คุณสมบัติคล้ายฮอร์โมนเพศหญิง ช่วยให้ผิวนุ่มฟู ยืดหยุ่น และมีคุณสมบัติเป็น Antioxidant ที่ดี
    • Rosmarinus officinalis leaf extract สารสกัดจากใบโรสแมรี่ มีรายงานเกี่ยวกับฤทธิ์ต้านการอักเสบ (J Agric Food Chem. 2011; 59(8):3674-85.) Antioxidant (Nat Prod Res. 2008; 22(1):76-90.)
    • Hexylresorcinol อนุพันธ์ของ Resorcinol มีรายงานว่าสามารถยับยั้งเอนไซม์ Tyrosinase ซึ่งเป็นเอนไซม์ที่ใช้สร้างเม็ดสีเมลานินได้ (Protein J. 2004;23(2):135-41.) ข้อมูลจากผู้ผลิตระบุว่า สารกลุ่มนี้พบในข้าว Rye และ Wheat ให้ผลยับยั้งการสร้างเมลานิน กระตุ้นการสร้าง Glutathione ในผิว จึงให้ผลเสริมกันในการเป็น whitening
    • สูตรผสมของ Glycerin, Hexylresorcinol, Capric Acid, Caprylic Acid, PEG 400, Caproic Acid มีชื่อทางการค้าว่า Hentowhite ของบริษัท Cobiosa ออกฤทธิ์ทั้งก่อนการสร้างเม็ดสี ยับยั้งการสร้างเม็ดสี และยับยั้งไม่ให้เม็ดสีที่สร้างเสร็จออกไปข้างนอก และยังมีฤทธิ์ผลัดผิวแบบอ่อนๆ (Hentowhite, Cobiosa Inc.)
    • Allantoin ลดการอักเสบ ลดการแพ้ ลดการระคายเคือง
    • Caprylyl-2-glyceryl ascorbate อนุพันธ์ใหม่ของวิตามินซี นอกจากให้ผลช่วยเรื่อง Antioxidant ลดการสร้างเม็ดสี และเป็นส่วนหนึ่งในขั้นตอนการสังเคราะห์คอลลาเจนแล้ว สารนี้ยังมีคุณสมบัติช่วยกระตุ้นการสร้าง Ceramide ในผิวได้
    • Helianthus annuus seed oil unsaponifiables สารที่แยกจากน้ำมันทานตะวัน ประกอบด้วยพวก Phytosterol และ สารพฤกษเคมีอื่นๆ มีคุณสมบัติลดการอักเสบในผิว ข้อมูลจากผู้ผลิตวัตถุดิบระบุว่า สารนี้ให้ความชุ่มชื้นในผิวได้อย่างยาวนาน เพิ่มการสังเคราะห์ Ceramides ในผิว ลดการอักเสบ (Soline® Bio, Laboratoires Expanscience)
    • Cardiospermum halicacabum flower/leaf/vine extract สารสกัดจากพืชชนิดหนึ่งที่พบในแอฟริกาใต้และเอเชีย มีรายงานว่าเป็น Antioxidant และมีฤทธิ์ต่อต้านกระบวนการอักเสบที่ดี (J Tradit Complement Med. 2013;3(1):33-40.) ปกป้องคอลลาเจนในผิวไม่ให้ถูกทำลาย (Appl Biochem Biotechnol. 2011;165(3-4):1075-91.)
    • Helianthus annuus seed extract สารสกัดจากเมล็ดทานตะวัน ขึ้นอยู่กับกรรมวิธีในการสกัดว่าจะได้กลุ่มโปรตีน หรือ กลุ่มไขมัน มีคุณสมบัติเกี่ยวกับด้านความชุ่มชื้นของผิว
  2. Base มาในรูปแบบของอีมัลชัน ประกอบด้วยน้ำและน้ำมัน ดังนี้
  • ส่วนของน้ำ ได้แก่ น้ำ, Butylene glycol, Ethoxydiglycol, Glycerin, Alcohol
  • ส่วนของน้ำมัน ได้แก่ Isopropyl palmitate, Octyldodecanol, Stearyl alcohol, น้ำมันจากพืชหลายชนิด ได้แก่ Jojoba, Sunflower, Blackcurrant seed oil
  1. Additives ได้แก่
    • Emulsifier ทำหน้าที่ช่วยผสานน้ำและน้ำมันให้เข้ากัน Polysorbate 20, Polysorbate 80 และ lecithin สาร Lecithin อาจจะทำหน้าที่เป็นตัวสร้างระบบนำส่งแบบไลโปโซมก็ได้
    • สารเพิ่มความหนืด ได้แก่ Sodium polyacrylate, Dextrin, Amylopectin และ Xanthan gum
    • Preservatives ได้แก่ สารฆ่าเชื้อ มี Phenoxyethanol, Chlorphenesin และสารจับโลหะ EDTA
    • Penetration enhancer คือ Ethoxydiglycol เป็นตัวเพิ่มการดูดซึมของสารเข้าสู่ผิว
    • สารแต่งกลิ่น/Perfume

 

มาให้คะแนนดีกว่าค่ะ

1. Actives จากส่วนผสมที่ได้กล่าวไปจะเห็นได้ว่าสารออกฤทธิ์นั้นครอบคลุมแทบจะทุกขั้นตอนของการสร้างเม็ดสีผิว ยังเสริมด้วยสารลดการอักเสบ สารเพิ่มความชุ่มชื้น และสารที่ช่วยเรื่อง Barrier ผิวได้อีก ส่วน Antioxidant นั้นก็ยังมีอยู่ จุดนี้เลยขอให้ 5 ฟลาสก์
2. Base ผลิตภัณฑ์มาในรูปแบบของน้ำนม หรือ Emulsion ประกอบด้วยน้ำและน้ำมัน ไม่มีซิลิโคน ซึ่งในส่วนของน้ำนั้น มี Alcohol ติดมาในลำดับท้ายๆ อาจจะติดมากับสารสกัดซักอย่างก็ได้ ส่วนตัวมี่ใช้ก็ไม่ได้รู้สึกอะไรมาก ในส่วนของ oil นั้น มีตัวไขมันธรรมชาติ และไขมันเคลือบปกป้องผิวครบ เพียงแต่ Isopropyl palmitate นั้นอาจจะอุดตันรูขุมขนได้ในบางราย ซึ่งส่วนตัวมี่ใช้มาสองอาทิตย์กว่า ก็ไม่ได้เกิดปัญหาอะไรเช่นกัน อย่างที่บอก การตอบสนองของเครื่องสำอางนี้แล้วแต่บุคคลนะคะเราคาดเดาไม่ได้ แต่มีคือมี เลยขอให้ 3 ฟลาสก์
3. Additives สารที่ใช้ไม่ได้มีพิษมีภัยอะไร สารบางตัวสามารถเพิ่มความชุ่มชื้นและเคลือบปกป้องผิวได้ ส่วนของสาร Ethoxydiglycol นั้น เพิ่มการดูดซึมสารเข้าสู่ผิวได้มากขึ้น ทำให้สารออกฤทธิ์ต่างๆ ลงไปในผิวได้ง่ายขึ้น จุดนี้ขอให้ 5 ฟลาสก์
4. การใช้งาน ส่วนตัวมี่ค่อนข้างชอบเนื้อที่บางเบาของตัวเซรัม กับ กลิ่นหอมดอกไม้หวานๆของเซรัม ส่วนเรื่องประสิทธิภาพนั้น มี่ได้ลองใช้มา 2 อาทิตย์กว่าๆ นั้นยังไม่กล้าพูดว่า ขาวแบบออร่าเปล่ง แต่เรื่องของความนุ่ม ชุ่มชื้น ความแข็งแรง รอยแดง สีผิวไม่สม่ำเสมอ นั้นดูดีขึ้นค่ะ จุดนี้ก็ขอให้ 5 ฟลาสก์ เช่นกัน
คะแนน

สุดท้ายนี้ขอขอบคุณทางแบรนด์ Medica Viva ด้วยนะคะที่ส่งผลิตภัณฑ์ดีๆมาให้มี่ได้ทดลองใช้

ขอบคุณที่ติดตามรับชมมาจนจบนะคะ

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ทางเฟสบุคของแบรนด์ Medica viva

https://www.facebook.com/medicaviva

ได้เลยค่ะ

Disclaimer/Conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากทางแบรนด์ Medica viva

 

รีวิววิเคราะห์ส่วนผสมครีมทับทิมกุหลาบแอลป์ Herbacist by Pharmacisy

รีวิววิเคราะห์ส่วนผสมครีมทับทิมกุหลาบแอลป์ Herbacist by Pharmacisy

วันนี้มี่แวะเอาครีมทับทิมกุหลาบแอลป์ จากแบรนด์ Herbacist by pharmacist มารีวิวให้ชมกันค่ะ ครีมตัวนี้เป็นแบรนด์ของไทย เห็นว่าพัฒนาและวิจัยมาโดยทีมงานเภสัชกรค่ะ

ตัวนี้เป็นแพคเกจใหม่ค่ะ มาแทนรุ่นเก่า

IMG_0319-re

โฉมหน้าผลิตภัณฑ์เป็นกระปุกอคริลิกดูหรูหราค่ะ

IMG_0321-re

 

ตัวเนื้อครีมมีสีชมพู กลิ่นหอมอ่อนๆเกลี่ยง่าย ซึมไว ไม่เหนอะหนะ ให้ความรู้สึกเย็นและสบายผิวดีค่ะ

ก่อนไปดูส่วนผสมมาวัด pH กันหน่อยนะคะ

IMG_3645-re

ค่า pH อยู่ที่ประมาณ 6-7 ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่ดีค่ะ pH เป็นกลาง

 

มาดูส่วนผสมกันดีกว่านะคะ

สผส

สารบางตัวที่เด่นๆ ก็จะได้แก่

Punica granatum extract คือ สารสกัดจากทับทิม แต่ละชิ้นส่วนของทับทิมก็จะมีประโยชน์แตกต่างกันไป ถ้าเป็นใบก็จะมีพวก Tannin ที่ให้ผลกระชับรูขุมขน และเป็น Antioxidant ได้ดี ส่วนเปลือกผลก็มีพวก Tannin และ Polyphenol ที่เป็น Antioxidant ที่ดี ส่วนของผลก็จะมีน้ำตาลช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิว มีวิตามินช่วยบำรุงผิว และก็มีพวก Polyphenol ที่ช่วยเป็น Antioxidant ที่ดีเช่นกัน จุดนี้ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าได้มาจากส่วนไหนแต่ทุกๆส่วนก็มีประโยชน์เหมือนกันหมด

Rhododendron ferrugineum leaf cell culture extract สารสกัดจากเซลล์เพาะเลี้ยงของกุหลาบ ข้อมูลจากผู้ผลิต Claim ว่าสารสกัดจากเซลล์นี้มีฤทธิ์ปกป้องสเตมเซลล์ในผิว ช่วยเพิ่ม Barrier function ของผิว ช่วยเพิ่มความคงทนของผิวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ และสภาพแวดล้อมต่างๆ (ข้อมูลจาก TDS ของPhytoCellTecTM Alp Rose จากบริษัท Mibelle)

Saccharide isomerate เป็นสารกลุ่มคาร์โบไฮเดรตที่มีกลไกการออกฤทธิ์แบบพิเศษ คือไปจับกับโปรตีนบนผิว ให้ผลเพิ่มความชุ่มชื้นได้อย่างยาวนาน

Panthenol เป็นโปรวิตามินบี 5 เมื่อเข้าผิวแล้วจะถูกผิวเปลี่ยนเป็นวิตามินบี 5 มีคุณสมบัติเป็นสารเพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่ผิว โดยตัวมันเองสามารถซึมเข้าสู่ผิวและดูดน้ำเข้ามาเก็บไว้กับตัวเอง นอกจากนี้ยังมีคุณสมบัติอื่นๆ เช่น ลดการอักเสบ เพิ่มการแบ่งตัวของเซลล์ผิว ช่วยเรื่องการสมานแผล และลดริ้วรอย ซึ่งคุณสมบัติในการเป็น Moisturizer ของ Panthenol มีรายงานตีพิมพ์รองรับ คือ สามารถช่วยเพิ่มความสมบูรณ์ของผิวหนัง ช่วยลดการระเหยของน้ำออกจากผิว รักษาความชุ่มชื้นให้ผิวได้ (J Cosmet Sci. 2011; 62(4):361-70.)
สารสกัดจาก Chamomile กับ Allantoin ช่วยลดการอักเสบในผิว ให้ความรู้สึกสบายผิว และป้องกันการแพ้

มาให้คะแนนกันดีกว่านะคะ

ปกติ เราแบ่งส่วนประกอบในผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางเป็น 3 หมวดหลักๆ คือ
1. Actives หรือ สารออกฤทธิ์ เป็นสารที่ทำให้เครื่องสำอางมีคุณสมบัติพิเศษต่างๆ
2. Base หรือ ส่วนเนื้อของผลิตภัณฑ์ เป็นตัวอุ้มและเก็บสารออกฤทธิ์ไว้
3. Additives หรือ ส่วนของสารเติมแต่ง เป็นตัวเติมแต่งให้ผลิตภัณฑ์มีความน่าใช้ มีความปลอดภัย เช่น พวกสารกันเสีย พวกน้ำหอม พวกซิลิโคน ตัวเพิ่มความหนืด ฯลฯ

1. Actives มีส่วนผสมของสารสกัดจากเปลือกทับทิมที่ให้ผลเป็น Antioxidant เสริมกับสารสกัดจากเซลล์เพาะเลี้ยงของกุหลาบ Alps ที่ช่วยให้ผิวแข็งแรง ที่เหลือก็จะเป็นตัว Moisturizer กับตัวลดอักเสบในผิว โดยรวมจึงให้ผลไปในเชิง Prevention เพื่อชะลอความแก่ที่อาจจะเกิดขึ้นเพราะความเครียด ส่วนตัวมี่คิดว่า Antioxidant ยังน้อยไปนิด เลยขอให้ 4 ฟลาสก์
2. Base มาในรูปแบบครีม ประกอบด้วยส่วนของน้ำกับน้ำมัน ในส่วนของน้ำมี Glycerin เป็นสารดูดน้ำเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิว ส่วนของน้ำมันมี Hydrogenated polydecene ที่เป็นน้ำมันสังเคราะห์ ทำหน้าที่เคลือบผิวรักษาความชุ่มชื้นภายใน สารนี้ไม่ดูดซึมจึงมีความเสี่ยงอุดตันน้อยมาก ส่วนผสมชุดนี้ขาดน้ำมันจากพืชที่ดูดซึมเข้าไปทดแทนไขมันในผิวอยู่ จึงขอให้ 4 ฟลาสก์
3. Additives สารประกอบอื่นๆที่ใส่เข้ามามีอยู่ไม่กี่ชนิด แต่ละชนิดที่ใส่มาก็ไม่ได้เป็นพิษเป็นภัยอะไร ส่วนผสมชุดนี้ไม่มีซิลิโคน ไม่มีพาราเบน ไม่มีที่ให้หักคะแนน เลยได้ไป 5 ฟลาสก์
4. การใช้งาน ครีมมีเนื้อบางเบา ซึมไว ไม่เหนอะหนะ ไม่หนักผิว คืนความชุ่มชื้นให้ผิวได้ดี ช่วยให้ผิวเรียบเนียนขึ้น โดยรวมถือว่าค่อนข้างชอบค่ะ จุดนี้เลยขอให้ 5 ฟลาสก์

คะแนน

สำหรับวันนี้มีแค่นี้ ขอบคุณทุกๆท่านด้วยค่ะที่ติดตามรับชมมาจนจบ

 

สุดท้ายนี้ต้องขอขอบคุณทางแบรนด์ Herbacist by Pharmacist ด้วยนะคะที่ส่งผลิตภัณฑ์ดีๆมาให้มี่ทดลองใช้

 

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถสอบถามได้ที่ทาง

Fanpage facebook: https://www.facebook.com/herbacist

Website: http://herbacist-shop.com/index.html

โดยตรงเลยค่ะ

 

แล้วพบกันใหม่โอกาสหน้า สวัสดีค่ะ

Disclaimer/Conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากทางแบรนด์
[/center]

รีวิววิเคราะห์ส่วนผสมแบบละเอียด กันแดด Medica Viva กันครบจบหมดทั้ง UV IR VIS

รีวิววิเคราะห์ส่วนผสมแบบละเอียด กันแดด Medica Viva กันครบจบหมดทั้ง UV IR VIS

สวัสดีค่ะ วันนี้มี่แวะเอารีวิวกันแดดมาฝากกันค่ะ

เป็นกันแดดที่น่าสนใจตัวหนึ่งเลย จากแบรนด์ Medica Viva ค่ะ

มาดูโฉมหน้าผลิตภัณฑ์กันหน่อยนะคะ

ตัวนี้มีค่า SPF อยู่ที่ 50 และมีค่า PA+++ ค่ะ

IMG_0329-re

ทำไมมี่ถึงบอกว่ามันน่าสนใจหน่ะหรือ เดี๋ยวมาอ่านไปด้วยกันเลยดีกว่าค่ะ

สำหรับเนื้อ กันแดดตัวนี้มีสีออกไปโทนเหลือง/ส้มค่ะ ใช้เป็นเมคอัพเบส ลงปรับสีผิวให้สว่างขึ้นได้ด้วย

IMG_0330-re

เกลี่ยง่าย แห้งไว ให้ลุคที่ค่อนข้างแมทท์ ไม่มันเยิ้ม และไม่ขาววอกเลย

IMG_0332-re

เนื่องจากตัวเนื้อครีมมีสี และมี Pigment เลยไม่ได้วัดค่า pH ให้นะคะ

สำหรับส่วนผสมเป็นดังนี้เลยค่ะ

สผส

 

ปกติเราแบ่งส่วนประกอบในผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางเป็น 3 หมวดหลักๆ คือ

  1. Actives หรือ สารออกฤทธิ์ เป็นสารที่ทำให้เครื่องสำอางมีคุณสมบัติพิเศษต่างๆ
  2. Base หรือ ส่วนเนื้อของผลิตภัณฑ์ เป็นตัวพยุงสารออกฤทธิ์ และนำพาไปสู่ผิวหนัง
  3. Additives หรือ ส่วนของสารเติมแต่ง เป็นตัวเติมแต่งให้ผลิตภัณฑ์มีความน่าใช้ มีความปลอดภัย เช่น พวกสารกันเสีย พวกน้ำหอม พวกซิลิโคน ตัวเพิ่มความหนืด ฯลฯ

 

เรามาดูไปทีละส่วนกันเลยนะคะ

1. Actives ขอแบ่งเป็นสารกันแดด กับ สารบำรุงอื่นๆนะคะ ได้แก่

1.1 สารกันแดด เป็นกันแดดชนิดกายภาพผสมเคมี

  • สารกันแดดทางกายภาพ ได้แก่ Titanium dioxide และ Zinc oxide
  • สารกันแดดเคมี ได้แก่ Ethylhexyl methoxycinnamate ตัวนี้เด่นที่ UVB และ Octocrylene ตัวนี้ถ้าใช้เดี่ยวๆ จะสามารถดูดซับรังสีได้ในช่วง 280-320 nm อยู่ระหว่าง UVB และ UVA

1.2 สารบำรุงอื่นๆ ได้แก่

  • Nicotinamide เป็นอีกชื่อหนึ่งของ Niacinamide ที่เป็นรูปแบบหนึ่งของวิตามินบี 3 3 มีรายงานว่า สารตัวนี้สามารถเป็น Whitening ช่วยปรับสภาพสีผิวให้สม่ำเสมอ โดยไปรบกวนการส่งผ่านของเมลานินที่สร้างเสร็จแล้ว ลดการอักเสบในผิว เพิ่มการไหลเวียนเลือด ช่วยเพิ่มความแข็งแรงให้ผิวโดยไปกระตุ้นการสร้าง Ceramides กรดไขมัน และไขมันชนิดต่างๆในหนังกำพร้า และยังเป็น Antioxidant ด้วย (Int J Cosmet Sci 2005; 27:255–261)
  • Plankton extract สารสกัดจากแพลงค์ตอน มีหลายสายพันธุ์ แต่ละสายพันธ์ก็แตกต่างกันไป คุณสมบัติรวมๆของสารสกัดแพลงค์ตอน คือเพิ่มความชุ่มชื้นให้คุณสมบัติสบายผิว (Soothing) มีส่วนช่วยเรื่องริ้วรอย Plankton บางสายพันธ์มีคุณสมบัติลดการอักเสบ เป็น Antioxidant และช่วยปกป้องเซลล์ผิวจากแสงแดดได้
  • Aloe barbadensis leaf extract สารสกัดจากว่านหางจรเข้ มีผลเพิ่มความชุ่มชื้น และลดการระคายเคืองในผิว มีรายงานการวิจัยกล่าวว่าสามารถออกฤทธิ์เป็นสารช่วยให้ผิวขาวได้ โดยตัวที่เป็นตัวออกฤทธิ์คือ Aloin ที่พบในใบ (Planta Med. 2012; 78(8):767-71.)
  • Punica granatum fruit extract สารสกัดจากผลทับทิม มีคุณสมบัติเป็น Antioxidant ที่ดี ช่วยกระชับรูขุมขน และ มีน้ำตาลที่ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นได้
  • Polygonum aviculare extract สารสกัดจาก Knotgrass มีรายงานเกี่ยวกับคุณสมบัติในการฆ่าเชื้อจุลินทรีย์ (Saudi J Biol Sci. 2010; 17(1): 57–63.) ข้อมูลจากผู้ผลิตวัตถุดิบระบุว่าสารนี้มีความสามารถในการปกป้องเส้นใยในชั้นผิวไม่ให้เสื่อมสลายเพราะรังสี Infrared ได้ (Elix-IRTM, Lucas meyer cosmetics SAS)
  • Melanin สารกลุ่มเดียวกับเม็ดสีในผิว มีรายงานการวิจัยกล่าวว่า Melanin มีคุณสมบัติเป็น Antioxidant ที่ดี ช่วยยับยั้งปฏิกิริยา Lipid peroxidation (Skin Pharmacol Appl Skin Physiol. 2000;13(3-4):143-9.) ที่ไปทำลายโครงสร้างไขมัน ทำลายเยื่อหุ้มเซลล์ ข้อมูลจากผู้ผลิตวัตถุดิบระบุว่าสารนี้ให้คุณสมบัติในการปกป้องผิวจากแสงสีน้ำเงิน (Blue light) ที่มาพร้อมกับแสงอาทิตย์ และจากแหล่งอื่นๆ เช่น จอคอมพิวเตอร์ จอโทรศัพท์ สามารถป้องกันไม่ให้เส้นใยเกี่ยวพันในชั้นผิวถูกทำลายได้ (Liposhield® HEV Melanin, Lipo Chemicals, Inc.)
  • Ferulic acid สารพฤกษเคมีบริสุทธิ์ที่พบในพืชหลายชนิด เป็น Anti-oxidant ที่มีฤทธิ์แรงและยังมีฤทธิ์ลดการอักเสบในผิวได้ดี
  • Tocopheryl acetate เป็นรูปแบบหนึ่งของวิตามินอี มีคุณสมบัติเป็น Antioxidant ที่ดี แต่ส่วนมากมักจะให้ผลแค่ปกป้องสารอื่นๆในผลิตภัณฑ์ไม่ให้เสื่อมสภาพเพราะอากาศ
  • Allantoin สารที่แยกได้จากพืชหลายชนิด มีคุณสมบัติลดอักเสบ ลดระคายเคืองได้

2. Base มาในรูปแบบของอิมัลชั้นชนิดน้ำและซิลิโคน ดังนี้

2.1 ส่วนของน้ำ ประกอบด้วยน้ำ และสารดูดน้ำให้ผิวอย่าง Propylene glycol, Glycerin

2.2 Silicones ได้แก่ Cyclopentasiloxane กับ Cyclotetrasiloxane ที่บางเบา ระเหยได้ ให้สัมผัสคล้ายไหม ร่วมกับ Dimethicone/Vinyl dimethicone crosspolymer ที่เป็นซิลิโคนชนิดพิเศษ มีสัมผัสนุ่ม แห้ง (Matte) เหมือนไหม ช่วยปกคลุมและเคลือบอำพรางริ้วรอย รูขุมขนบนผิวได้ และ PEG/PPG-20/15 dimethicone ที่มีคุณสมบัติช่วยประสาน Silicone ให้เข้ากันได้ และให้สัมผัสที่ดีตอนทา

3. Additives ได้แก่

  • Solubilizer ทำหน้าที่ช่วยละลาย มี C12-15 alkyl benzoate ที่เป็นไขมันพิเศษที่ช่วยละลายสารกันแดด กับกระจายเม็ดสีให้สม่ำเสมอ
  • สารดูดซับ มี Talc กับ Silica ที่ช่วยดูดซับน้ำมัน ให้ผลควบคุมความมันและให้ได้ลุคที่ Matte บนผิว
  • Preservatives ได้แก่ สารกันเสีย คือ Phenoxyethanol กับ Chlorphenesin และสารจับโลหะ EDTA
  • เม็ดสี มี CI77492 และ CI77493 เป็นกลุ่ม Iron oxides ให้สีเหลือง/แดง
  • สารหลายหน้าที่ คือ Sodium chloride มีคุณสมบัติหลายอย่าง เช่น ปรับค่าความเข้มข้นของสารให้เท่ากับเกลือในผิว (Isotonic) ปรับความหนืด

 

ถึงเวลาให้คะแนน

  1. Actives ในส่วนของสารกันแดดนั้นเป็นชนิดกายภาพ/เคมี ให้ผลกันแดดได้กว้างและครอบคลุมทั้ง UVA, UVB และยังมีสารที่ให้ผลกัน Infrared และ แสงสีน้ำเงินได้อีก นานๆทีเราจะเห็นกันแดดที่กันแสงจากดวงอาทิตย์ได้อย่างกว้างขวางแบบนี้ สารองค์ประกอบอื่นๆก็มีพวก Antioxidant และสารลดการอักเสบในผิวเสริมมา ช่วยปกป้องจากรังสีที่เหลือรอดลงไปในผิวได้อีก และช่วยฟื้นฟูสภาพผิวที่เสียหาย โดยรวมถือว่าทำมาได้ครบถ้วนสมบูรณ์ จุดนี้ขอให้ 5 ฟลาสก์
  2. Base มาในรูปแบบของ Silicone emulsion ไม่มีส่วนผสมของน้ำมันใดๆ (Oil-free) จึงไม่ต้องกังวลเรื่องอุดตัน คือ Silicone ในตัวมันเองปลอดภัย เพราะไม่แพ้ ไม่อุดตัน แต่ถ้าใช้แล้วล้างไม่สะอาด มันจะเคลือบผิว ทำให้สารสกปรกในผิวออกมาไม่ได้ เพราะฉะนั้นถ้าอุดตันควรโทษการล้างหน้า ไม่ใช่โทษ Silicone ในส่วนของสารน้ำ มีสารดูดน้ำให้ผิวแล้ว จุดนี้ขอให้ 5 ฟลาสก์
  3. Additives ส่วนของสารปรุงแต่งไม่ได้มีสารไหนที่มีพิษมีภัยอะไรกับผิวเลย มีการเลือกใช้ Talc และ Silica เพื่อคุมมันและให้ได้ลุคที่ Matte มีการใช้เม็ดสี Iron oxides เพื่อให้เป็นเนื้อ CC และช่วยกลบสีขาววอกจากกันแดดกายภาพ ถือว่าทำมาได้ค่อนข้างดี จุดนี้ขอให้ 5 ฟลาสก์
  4. การใช้งาน กันแดดตัวนี้ไม่เหนอะหนะเลย ทาแล้วแห้งไวมากกกกกกก แห้งไวไปด้วยซ้ำ ต้องค่อยๆลงรีบๆเกลี่ย ไม่งั้นจะเกลี่ยได้ไม่ทั่ว ใช้เป็นเบสปรับสภาพผิวก่อนลงรองพื้นได้เลยในตัว ใช้เป็น Makeup Primer ก่อนลงรองพื้นก็ได้ และที่สำคัญคือ กันแดดได้ครอบคลุมหมดจริง อะไรจริง จุดนี้ขอให้ 5 ฟลาสก์

 

คะแนน

 

สุดท้ายนี้ขอขอบคุณทางแบรนด์ Medica Viva ด้วยนะคะที่ส่งผลิตภัณฑ์ดีๆมาให้มี่ได้ทดลองใช้

 

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ทางเฟสบุคของแบรนด์ Medica viva ได้เลยค่ะ

https://www.facebook.com/medicaviva

 

 

 

Disclaimer/Conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากทางแบรนด์ Medica viva

[Review] รีวิววิเคราะห์ส่วนผสมเซรัม Osmosis MD Vital factor Advance rejuvenating serum เซรัมผสม Growth factor

[Review] รีวิววิเคราะห์ส่วนผสมเซรัม Osmosis MD Vital factor Advance rejuvenating serum เซรัมผสม Growth factor

สวัสดีค่ะพี่ๆน้องๆเพื่อนๆห้องแป้งที่น่ารักทุกๆท่าน

วันนี้มี่จะมารีวิววิเคราะห์เจาะลึกส่วนผสมของเวชสำอางตัวดังจากอเมริกา Osmosis MD Vital factor Advance rejuvenating serum ค่ะ

os 1

เอ๊ะ หลายๆคนอาจจะสงสัย ชื่อนี้คืออะไร ที่ US ไม่เห็นมี

นางก็คือตัว Stemfactor growth factor serum นั่นเองจ้า แค่ปรับชื่อตามกฎหมายเครื่องสำอางของ อย. บ้านเราเฉยๆ พอเราฉีกฉลากออก ก็จะเจอเนื้อแท้ข้างในขวดค่ะ นั่นก็คือ เจ้า Stemfactor ตัวแม่จาก US นั่นเอง

os 2

แบรนด์ Osmosis มีคอนเซปท์สวยๆว่า “Beautiful skin starts within”

แปลว่า ผิวสวยต้องเริ่มจากภายใน แปลแบบสวยๆละเอียดๆก็คือ ต้องบำรุงผิวจากภายใน ถึงจะสวย
แบรนด์นี้จะเน้นไปที่สารสกัดและสารออกฤทธิ์จากธรรมชาติ สารองค์ประกอบต่างๆก็ไม่ได้ใส่มาเยอะกันจนมากเกินไป จึงเสี่ยงแพ้น้อยกว่านั้นเองค่ะ แต่อย่างไรก็ดี อย่าลืมทดสอบการแพ้ก่อนการใช้งานนะคะ เพราะการแพ้เป็นเรื่องที่คาดเดาไม่ได้ บทจะแพ้ แค่น้ำเปล่าก็ยังแพ้ได้เลยค่ะ

ในส่วนของเนื้อเซรัมเป็นสีเหลืองใสๆ มีกลิ่นหอมอ่อนๆเป็นเอกลักษณ์ตามสไตล์ของแบรนด์

os 3

เกลี่ยค่อนข้างง่าย ซึมไวมาก ไม่ทิ้งร่องรอย ความมัน หรือความเหนอะหนะอะไรไว้เลยค่ะ

os 4

เนื่องจากตัวเซรัมมีเนื้อสีเหลือง มันจะรบกวนการอ่านค่า pH มี่เลยไม่ได้วัดค่า pH ให้นะคะ

ในส่วนของส่วนผสมเป็นดังนี้ค่ะ

สผส stemfactor

จะเห็นได้ว่าส่วนผสมนั้นค่อนข้างเรียบง่าย เน้นไปที่กลุ่มของสารออกฤทธิ์เลย สารอื่นๆก็ใส่มาเท่าที่จำเป็น

ในส่วนของ Actives หรือส่วนของสารออกฤทธิ์ นั้น หลักๆเลยก็คือ ตัว Growth factor enriched conditioned media ที่ได้จากการเพาะเลี้ยง Adult stem cell และสกัดเอา Growth factor (ขอย่อว่า GF นะคะ) ที่เซลล์สร้างมาเก็บกักไว้ในระบบนำส่งที่ชื่อว่า Exosome ซึ่งเป็นถุงที่เซลล์เหล่านี้สร้างขึ้นมาไว้เก็บ GF และสารอื่นๆที่มีประโยชน์เอาไว้ภายใน ดังรูปค่ะ

โดยเจ้า Exosome นี้ถือเป็นระบบนำส่งที่มีขนาดเล็ก ที่มีความฉลาด เพราะสามารถมุ่งตรงไปยังจุดที่ออกฤทธิ์ได้เลย และเคลื่อนทีไปมาระหว่างเซลล์ได้อย่างอิสระ ทางแบรนด์เรียกว่าเป็น Smart-nanosphere จัดเป็น Targeted-delivery system รูปแบบหนึ่ง หมายถึง การนำส่งสารเข้าไปยังบริเวณที่ต้องการได้เลย โดยไม่ต้องไปแวะไปเสียเวลาที่อื่น

สกัดเซลล์

ทางแบรนด์กล่าวว่า ใน medium ที่เลี้ยงเซลล์นี้ ประกอบด้วย Growth factor อยู่มากมาย ประมาณ 150 – 300 ชนิด ร่วมกับสารกลุ่ม Cytokines ที่เป็นสารที่ร่างกายใช้ติดต่อสื่อสารระหว่างกัน ช่วยให้เซลล์แต่ละเซลล์ปรับตัว ตอบสนองต่อสิ่งต่างๆ และมีความแข็งแรงเพิ่มขึ้น

ตัวอย่าง GF ที่สำคัญๆ ที่ได้จาก Medium นี้ ได้แก่
– HGF มีผลช่วยเรื่องการสมานแผล ลดรอยแผลเป็น โดยไปเร่งให้เซลล์เม็ดเลือดขาวชนิด Macrophage เก็บกินแผลเป็น
– TGF-Beta เพิ่มการสร้างคอลลาเจน และเส้นเลือดใหม่ๆ มีผลเรื่องการไหลเวียนเลือด และส่งผ่านสารอาหาร
– FGF กระตุ้นการแบ่งตัวของ Fibroblast ที่เป็นเซลล์สร้างคอลลาเจน
– IFN-Gamma เพิ่มภูมิคุ้มกันต่อการติดเชื้อโรค
– PDGF-AA กระตุ้นการสร้างเซลล์ผิว เซลล์ Fibroblast เพิ่มการสร้างเส้นเลือดใหม่
– GM-CSF เพิ่มการสร้างเซลล์ที่เกี่ยวข้องกับระบบภูมิคุ้มกัน
– IGF-1 กระตุ้นการเจริญและแบ่งตัวของเซลล์ผิว
– VEGF เพิ่มการสร้างเส้นเลือด
– KGF กระตุ้นการสร้างเซลล์ผิวหนัง
นอกจากตัว Medium ดังกล่าวแล้ว ยังมี สารออกฤทธิ์อีก 2 ตัว ได้แก่
– Witch hazel distillate ที่ให้ผลกระชับรูขุมขน ควบคุมความมันและเป็น Antioxidant
– Lactic acid อาจจะแค่ใส่มาเพื่อปรับค่า pH ให้เป็นกรด แต่ความจริงแล้ว Lactic acid มีคุณสมบัติพิเศษต่อผิวอีก การออกฤทธิ์ขึ้นกับค่า pH โดยอาจจะให้ผลเป็นตัวเพิ่มความชุ่มชื้น หรือ ผลัดเซลล์ผิว สำหรับตัว Lactic ใน pH ประมาณ 4 จะให้ผลกระตุ้นการสังเคราะห์ Ceramide ในผิวได้ ซึ่ง Ceramide ทำหน้าที่เป็น Barrier function รักษาความชุ่มชื้นให้แก่ผิว

ส่วนที่เหลือก็เป็นสารเพิ่มความหนืด (Hydroxyethylcellulose) สารกันเสีย (Dehydroacetic acid, Benzyl alcohol) และสารแต่งกลิ่น (Lemon oil)

จะเห็นว่าเรียบง่าย ไม่ใช้อะไรพร่ำเพรื่อเลยจริงๆ

ถึงเวลาให้คะแนน

1. Actives ส่วนของสารออกฤทธิ์เน้นไปที่การ Claim เรื่อง GF เป็นหลัก ซึ่งในตัวของ GF ที่ใส่มาหลายๆชนิด นั้นก็ช่วยบำรุงผิวได้รอบด้านโดยตัวมันเองอยู่แล้ว เมื่อเอามาใส่ในระบบนำส่ง ก็จะช่วยเรื่องการดูดซึมเข้าผิว จุดนี้ขอให้ 5 ฟลาสก์
2. Base เนื้อหลักเป็นชนิดน้ำ (Water-based) ไม่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ น้ำมัน และซิลิโคน จุดนี้ขอให้ 5 ฟลาสก์
3. Additives สารอื่นๆก็ไม่ได้มีพิษมีภัยอะไร ไม่มีพาราเบน ไม่มี Emulsifier และ Surfactant สารกันเสียก็เป็นชนิดที่ค่อนข้าง Friendly ในส่วนของสารแต่งกลิ่นที่เป็นตัว Lemon oil ถ้าใช้กลางวันแล้วไม่ทากันแดดอาจจะทำให้เกิดการแพ้แสงได้ ซึ่งส่วนตัวมี่ใช้ทั้งเช้าเย็น ตอนเช้าก็ลงกันแดดตามปกติ ก็ไม่เห็นมีปัญหาอะไรนะคะ แต่จุดนี้เพื่อความยุติธรรมจึงขอให้ 4 ฟลาสก์
4. การใช้งาน เมื่อลองใช้แรกๆจะรู้สึกว่าหน้าแห้งเล็กน้อย อาจจะเพราะตัว Witch hazel ที่ลดการสร้างน้ำมันของผิว แต่เมื่อใช้ไปเรื่อยๆ ผิวก็กลับนุ่มขึ้น เนียนขึ้น สีผิวสม่ำเสมอมากขึ้น พวกรอยแห้ง ผิวลอกเป็นขุย รอยแดงที่เคยมีก็ค่อยๆจางลง จุดนี้จึงถือว่าค่อนข้างประทับใจ ที่สำคัญคือแต่งหน้าติด ลงรองพื้นง่าย ไม่เป็นคราบ ไม่เยิ้มระหว่างวัน ขอให้ 5 ฟลาสก์

คะแนน osmosis

สุดท้ายนี้ขอขอบคุณบริษัท DermaMD ที่ส่งเวชสำอางดีๆ เพียบพร้อมด้วยเทคโนโลยีมาให้มี่ได้ทดลองใช้ค่ะ

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติม สามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ทางเวบไซต์ http://www.dermskinstore.com/

หรือแฟนเพจของ Osmosis Thailand ที่ https://www.facebook.com/osmosispurmedicalskincarethailand ได้เลยนะคะ
Disclaimer/Conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากทางแบรนด์
[/center]

[Beauty talks] วิธีเก็บเครื่องสำอาง

[Beauty talks] วิธีเก็บเครื่องสำอาง

วันนี้มาแชร์วิธีเก็บเครื่องสำอางที่ถูกต้องให้ฟังกันนะคะ

 

หลายๆคนคิดว่าเอาใส่ตู้เย็นจะดีที่สุด แต่ความจริงไม่นะคะ เพราะอะไร แล้วควรเก็บอย่างไร วันนี้มีคำตอบค่ะ

 

cats

 

สำหรับการเก็บเครื่องสำอาง มี่ขอแบ่งออกเป็น 2 แบบ ค่ะ

 

แบบแรก คือ เครื่องสำอางที่ยังไม่เคยแกะใช้

แบบนี้เก็บง่ายมาก คือ อย่าไปแกะ เพราะถ้าแกะ อายุเครื่องสำอางจะนับถอยหลังทันทีค่ะ

การเก็บรักษาคือ เก็บในตู้ที่มีบานประตูปิด หรือกล่องพลาสติกที่มีฝาปิด ไม่โดนแสง ไม่โดนความชื้น ไม่ควรวางบนพื้นโดยตรง เพราะความชื้นจากพื้นสามารถซึมผ่านเข้ามายังตัวกล่องได้ค่ะ

ไม่ควรเก็บในตู้เย็น เพราะ เวลาเราเปิดปิดตู้เย็นนั้น จะเกิดการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิค่อนข้างไว ทำให้เครื่องสำอางเสียไวขึ้น

แต่ถ้ามีตู้เย็นโดยเฉพาะ แบบนานๆที เดือนนึงชาตินึงเปิดหนนึง แบบนี้ สามารถเอาไปเก็บได้ค่ะ เพราะถ้าเครื่องสำอางอยู่ในที่ที่อุณหภูมิต่ำ อัตราการสลายตัวของสารวิตามิน สารบำรุงจะเกิดได้ช้ากว่าที่ที่มีอุณหภูมิสูง

 

ส่วนเครื่องสำอางที่เปิดใช้แล้ว ก็แค่วางไว้บนโต๊ะเครื่องแป้ง ที่ที่แดดส่องไม่ถึง ก็อยู่ได้นานแล้วค่ะ

เว้นแต่ ผลิตภัณฑ์บางอย่างที่เราอยากได้ความเย็น เอาไปใส่ตู้เย็นได้ เพื่อความรู้สึกที่ดีตอนใช้ เช่น พวกมาสค์ พวกเจลว่านหางจระเข้

 

ทีนี้ถึงคำถาม บ้านร้อนตับแลบ ของจะเสียไหม

แน่นอนค่ะ อุณหภูมิที่เพิ่มสูงขึ้น มีผลทำให้สารต่างๆในเครื่องสำอางสลายตัวได้ไวขึ้น

แต่การเอาไปใส่ในตู้เย็นที่มีคนใช้ทุกๆวัน ก็ไม่ได้ดีเลย เพราะการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิเมื่อเปิดตู้เย็น จะยิ่งส่งผลร้ายกว่า การเอาผลิตภัณฑ์เก็บในที่อุณหภูมิสูง

วิธีการแก้คือ เอาไปใส่ในตู้ที่มีบานปิด ไม่อยู่ใกล้หน้าต่างที่มีแดดส่อง ไม่อยู่ใกล้หลังคาบ้าน ไม่อยู่ติดพื้น ก็พอแล้วค่ะ

ส่วนอายุของเครื่องสำอาง ตามไปอ่านต่อได้ที่ Blog นี้เลยค่ะ

https://cosmeknowledge.wordpress.com/2015/09/27/lifespancosmetics/