Full Review-Super boosting serum by C complex จากแบรนด์ Skin Will

Full Review-Super boosting serum by C complex จากแบรนด์ Skin Will

วันนี้มี่แวะเอารีวิววิตซีคุณภาพจากแบรนด์คนไทยมาฝากให้ชมกันค่ะ

เป็นตัว Super boosting serum by C complex จากแบรนด์ Skin Will นั่นเอง

skw 1

ตัวผลิตภัณฑ์มาในกล่องสีขาว ตัวหนังสือสีบานเย็น ดูคลาสสิคหรูหราดีค่ะ

ข้างในเป็นหลอดสีดำ มีหัวกดให้กดกัน ไม่ต้องมานั่งบีบๆหลอดให้เมื่อย

 

skw 2

 

ในส่วนของผลิตภัณฑ์เป็นเนื้อครีมค่ะ ไม่มีน้ำหอม

 

skw 3

 

 

เกลี่ยค่อนข้างง่ายนะคะ ซึมไว แห้งไว ชุ่มชื้นผิวดีไม่เหนียวเหนอะหนะ

 

skw 4

 

มาวัด pH ซักหน่อยนะคะ

 

skw 5

อยู่ที่ประมาณ 4 ค่ะ (คือจริงๆตัวเนื้อผลิตภัณฑ์มีสีด้วย เลยดูยากนิดนึง แต่น่าจะใกล้เคียงกับ 4 สุดแล้ว)

 

ที่เป็น 4 เพื่อให้สารกลุ่ม Acid เช่น วิตซี กับ Glycolic อยู่ในรูปกรดที่มีความคงตัวค่ะ

 

 

มาดูส่วนผสมกันบ้างดีกว่าค่ะ

ส่วนผสมเป็นดังนี้ค่ะ

สผส

 

ปกติเราจะแบ่งส่วนประกอบของเครื่องสำอางเป็น 3 ส่วนหลักๆค่ะ ได้แก่

1.สารออกฤทธิ์ หรือ Active ทำให้เครื่องสำอางมีคุณสมบัติพิเศษในการบำรุงผิว

2.เนื้อหลัก หรือ Base เป็นส่วนเนื้อหลักที่โอบอุ้ม Active และเป็นตัวพา Active ไปหาผิว

3.สารเติมแต่ง หรือ Additives ใส่เข้ามาเพื่อความน่าใช้ สวยงาม ปลอดภัย ฯลฯ

คุณสมบัติของสารต่างๆแยกตามหน้าที่

1.Actives ดูตามแถบสีเลยนะคะ แบ่งเป็น

-วิตามินซี 3 รูปแบบ ได้แก่ Ascorbic acid, Ethyl ascorbic acid, Ascorbyl glucoside ซึ่งปกติวิตามินซีจะให้ผลเป็น Antioxidant, เป็นองค์ประกอบในการสังเคราะห์คอลลาเจน และยับยั้งเอนไซม์ที่ใช้สร้าง Melanin จึงมีผลช่วยให้ผิวขาว การใช้หลายๆรูปแบบมาผสมกันก็น่าจะเพื่อช่วยลดค่าความเป็นกรดของวิตามินซีลง และเสริมให้มีความคงตัวเพิ่มขึ้น

-Glutathione สารต้านอนุมูลอิสระชนิดหนึ่งที่เกิดขึ้นจากกรดอะมิโน 3 ตัว (Glutamic-cysteine-glycine) มาต่อกัน (เป็น Tripeptide) มีประโยชน์ในการเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ สารทำลายพิษต่างๆ และช่วยให้ผิวขาวเพราะสามารถยับยั้งเอนไซม์ไทโรซิเนสที่สร้างเมลานินได้

-Aloe barbadensis leaf juice เป็นน้ำคั้นจากว่านหางจรเข้ ให้ความชุ่มชื้น ลดการระคายเคืองได้

-Ferulic acid สารบริสุทธิ์ที่พบในข้าว เป็น Anti-oxidant ที่มีฤทธิ์แรงและยังมีฤทธิ์ Anti-inflammatory

** Combination ทั้งสามตัวนี้ (C E ferulic acid) มีการรายงานมาตั้งแต่ปี 2005 บอกว่าสูตรผสมนี้เสริมฤทธิ์กันในการปกป้องเซลล์ผิวหนังจากรังสี UV (J Invest Dermatol. 2005;125(4):826-32.) หลังจากนั้นอีก 3 ปี ก็มีงานวิจัยออกมาซ้ำอีก บอกว่าสูตรผสมนี้ให้ผลที่ดีในการเป็น Photoprotection (J Am Acad Dermatol. 2008;59(3):418-25.) และในปี 2013 ก็มีรายงานการวิจัยอีกหลายๆฉบับสนับสนุนว่าให้ผลปกป้องผิวหนังจากอันตรายของรังสี UVB ได้ดี ในขณะที่การทา Vit E เข้มข้น 5% ในการทดลองนี้มีผลกระตุ้นให้เกิดความผิดปกติต่างๆในเซลล์ผิว แต่เมื่อมี C และ Ferulic เข้ามาเป็นตัว Stabilizer ก็สามารถปกป้องผิวหนังได้ดีกว่า (PLoS One. 2013;8(5):e63809.) อีกการทดสอบทำในสตรีจีนก็พบว่าสูตรผสมนี้ให้ผลปกป้องผิวหนังจากอันตรายจากรังสี UV ได้ดีเช่นกัน (J Drugs Dermatol. 2013;12(4):464-8.)

-Hematococcus pluvialis extract สารสกัดจากสาหร่ายน้ำจืดสีแดง ที่อุดมด้วยสารสีแดง Astaxanthin ที่เป็นกลุ่มแคโรทีนอยด์ แต่มีฤทธิ์ทางชีวภาพเหนือกว่า ให้ฤทธิ์เด่นในเรื่องการต้านอนุมูลอิสระ ใช้เป็น Anti-aging

-Tocopheryl acetate เป็นรูปแบบหนึ่งของวิตามินอี ให้ผลเป็น Antioxidant แต่ส่วนมากจะให้ผลปกป้องสารในผลิตภัณฑ์ไม่ให้เสื่อมสลายเพราะอากาศ

-Poria cocos extract สารสกัดจากเห็ด Poria มีรายงานเกี่ยวกับฤทธิ์การต้านการอักเสบ และสมานผิวที่เสียหาย (Skin Res Technol. 2006; 12(4):223-7.) มีรายงานถึงคุณสมบัติในการฆ่าเชื้อแบคทีเรียและรา นอกนั้นมีแต่รายงานเกี่ยวกับฤทธิ์ต้านมะเร็ง ข้อมูลจากผู้ผลิตวัตถุดิบระบุว่า เป็น Moisturizer, Astringent (กระชับรูขุมขน)

2.Base น่าจะมาในรูปแบบ Emulsion เพราะประกอบด้วยส่วนของน้ำและน้ำมัน ดังนี้

2.1ส่วนของน้ำ ได้แก่ น้ำ กับ Glycerine

2.2ส่วนของน้ำมัน ได้แก่ Glyceryl monostearate, Cetearyl alcohol, Cetyl alcohol สามตัวนี้เป็นสารพื้นฐานทั่วไป และ Hydrogenated polydecene ให้ผลเคลือบผิวรักษาความชุ่มชื้น

3.Additives ได้แก่

3.1Emulsifier/Surfactant ได้แก่ Ceteareth-20, Sodium methyl lauroyl taurate, Laureth-7 ไม่มีพิษมีภัยอะไรกับผิว

3.2สารเพิ่มความหนืด ได้แก่ Sodium polyacrylaye กับ Xanthan gum

3.3ส่วนของสารกันเสีย อาศัยคุณสมบัติในการฆ่าเชื้อของ Poria cocos extract ร่วมกับภาชนะที่เป็นระบบปิด

สรุปคะแนน

1.Actives เน้นไปที่วิตามินซี และสาร Antioxidant ซึ่งก็ใส่มาอยู่หลายตัว สารสกัดพืชที่ใช้มาก็ยังเป็น Antioxidant นอกจากให้ผลเรื่องริ้วรอย ยังให้ผลเรื่อง Whitening ได้ด้วย โดยรวมแล้วก็ถือว่าโอเค จึงขอให้ 5 ฟลาสก์

2.Base ปกติถ้ามาในรูปแบบ Emulsion โดยถ้าเป็น Emulsion ที่สมบูรณ์แบบจะต้องประกอบด้วย ส่วนของสารดูดน้ำให้ผิว สารไขมันจากธรรมชาติ และสารไขมันเคลือบผิว ในส่วนผสมชุดนี้มี Glycerine เป็นสารดึงน้ำให้ผิว แม้ว่าจะเป็นชนิดที่พื้นฐานมากๆ แต่ก็ให้ผลที่ดีในระดับหนึ่ง มีสาร Hydrogenated polydecene เคลือบผิวกันน้ำระเหย แต่ยังขาดน้ำมันจากธรรมชาติที่ดูดซึมได้อยู่ จึงขอให้ 4 ฟลาสก์

3.Additives มีอยู่เท่าที่จำเป็น ไม่มีส่วนผสมของ Silicones, Parabens, emulsifier ที่รุนแรง และน้ำหอม สารอื่นๆที่ใช้ก็ไม่ได้มีพิษมีภัยอะไร จุดนี้จึงขอให้ 5 ฟลาสก์

4.การใช้งาน เนื้อค่อนข้างเบา เกลี่ยง่าย ไม่ทิ้งคราบความมันส่วนเกินไว้บนผิว หลังจากทดลองใช้อยู่ซักพักก็ถือว่าค่อนข้างชุ่มชื้นดี ผิวดูเรียบเนียนและสีผิวสม่ำเสมอขึ้น จุดนี้ขอให้ 5 ฟลาสก์

 

คะแนน

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ทางแบรนด์

Facebook fanpage: https://www.facebook.com/SKINWILL/

Website: http://www.skinwill.com/store/

 

สุดท้ายนี้ขอขอบคุณทางแบรนด์ Skin will ด้วยค่ะที่ส่งผลิตภัณฑ์ดีๆมาให้มี่ได้ทดลองใช้ ขอบคุณทุกๆท่านที่ติดตามอ่านมาจนจบ

Disclaimer/Conflict of interest: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากทางแบรนด์ Skin Will

Review: Rezme’ White & Firm Serum cream

Review: Rezme’ White & Firm Serum cream

วันนี้มี่แวะเอารีวิว Serum cream จากแบรนด์ Rezme’ มาฝากกันค่ะ

Concept ของ Serum cream ก็เป็นแบบ 2 in 1 ที่แบบว่าทาทีเดียวได้ทั้งซีรัมได้ทั้งครีมเลยค่ะ

ชื่อเต็มๆของผลิตภัณฑ์คือ Rezme’ White & Firm serum cream ค่ะ

rezme

ข้างในเป็นกระปุกแก้วสีขาวเหลือบมุก ฝาสีเงินค่ะ

IMG_0012-re

ตัวครีมเป็นสีขาว เนื้อนุ่ม หอมหวานคล้ายๆดอกไม้ผสมขนมหวานค่ะ

IMG_0013-re

เกลี่ยง่าย ให้ความรู้สึกชุ่มชื้น เย็น ซึมค่อนข้างไว แห้งไว และไม่หนักผิวค่ะ

IMG_0015-re

วัดค่า pH กันซักหน่อย

IMG_0016-re

pH อยู่ที่ประมาณ 4-5 นะคะ ก็ถือว่าใกล้เคียงกับผิวดีค่ะ

มาดูส่วนผสมกันบ้างดีกว่าค่ะ

สผส

ส่วนผสมเรียกได้ว่าค่อนข้างมาเต็มเหมือนกันค่ะ ในส่วนของสารออกฤทธิ์มี่ทำสีเขียวไว้ให้ และในส่วนของสีฟ้า Ethoxydiglycol นี่เป็นตัวทำละลายพิเศษ มีคุณสมบัติเพิ่มการดูดซึมสารอื่นๆเข้าสู่ผิวหนัง ทำให้ได้ผลที่ดีขึ้นค่ะ (ทางวิทย์ฯเรียกว่า Penetration enhancer ค่ะ)

ในส่วนของสารออกฤทธิ์เรียกได้ว่าใส่มาค่อนข้างเยอะเลยหละ เพราะดูสารสกัดนี่มาหลังน้ำเลยทีเดียว

สารออกฤทธิ์เราแบ่งได้เป็น กลุ่ม ดังนี้นะคะ

  1. กลุ่มผิวขาว ได้แก่

–         Lepidum sativum extract ตัวนี้เป็นสารสกัดจาก Garden cress ไม่มีข้อมูลงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับผิวหนัง ข้อมูลจากผู้ผลิตวัตถุดิบบอกว่า มีประโยชน์ในการเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิว ต่อต้านอนุมูลอิสระ และลดเลือนริ้วรอยได้ สามารถยับยั้งการทำงานของฮอร์โมน Melanocyte stimulating hormone (MSH) ที่ทำหน้าที่กระตุ้นให้เซลล์เมลาโนไซต์ที่มีหน้าที่สร้างเมลานินทำงานได้ดีขึ้น เมื่อไปยับยั้ง MSH ก็จะทำให้เซลล์เมลาโนไซต์ทำงานได้ลดลง ผิวจึงขาวขึ้น

–         Arbutin ยับยั้งการสร้างเม็ดสีผิว

–         Ascorbyl palmitate อนุพันธ์ของวิตามินซี นอกจากเรื่องการลดการสร้างเม็ดสีผิว แล้วยังช่วยเรื่องริ้วรอยโดยเป็นส่วนประกอบในการสร้างคอลลาเจน และเป็น Antioxidant

–         Glutathione ยับยั้งการสร้างเม็ดสีผิว และเป็น Antioxidant

–         Evodia rutaecarpa extract สารสกัดจากพืชชนิดหนึ่งในตำรับยาจีน มีคุณสมบัติร้อน มีรายงานการวิจัยเกี่ยวกับคุณสมบัติในการปกป้องผิวจากกระบวนการอักเสบที่เกิดขึ้นจากรังสี UV (J Dermatol Sci. 2006;42(1):13-21.) ข้อมูลจากผู้ผลิตวัตถุดิบระบุว่า สารสกัดนี้ให้ผลกระตุ้นการไหลเวียนเลือดช่วยให้ผิวดูมีเลือดฝาดและมีสุขภาพดี ทำให้ผิวดูสว่างขึ้น (Gatulene Radiance, Gattefossé)

สรุปด้านผิวขาว สารออกฤทธิ์ที่ 2 Step คือ ขั้นตอนการสร้างเม็ดสีผิว และขั้นตอนก่อนสร้างเม็ดสีผิว โดยรวมถือว่าทำมาได้ค่อนข้างดี

  1. กลุ่มริ้วรอย ได้แก่

–         Acmella olearaceae สารสกัดจากผักบุ้งให้ผลเป็น Antioxidant และช่วยคุมมันได้

–         สารสกัดจากเซลล์เพาะเลี้ยงของพืช อย่าง Argan กับ Apple อันนี้ผู้ผลิตวัตถุดิบเรียกกันไปเองว่า Stem cell จริงๆแล้วคือเป็นการสกัดเนื้อเยื่อเพาะเลี้ยงจากพืช ที่เรียกกันว่า Callus พวกนี้จะให้สารอาหารให้แก่ผิว ทำให้ผิวทำงานได้ดีขึ้น ริ้วรอยจะดูลดลง

–         Crocus chrysantus extract สารสกัดจากพืชตระกูลเดียวกับหญ้าฝรั่น (saffron) ในส่วนของฐานข้อมูลงานวิจัยมีกล่าวถึงแต่หญ้าฝรั่น สารสกัดจากเหง้าของพืชนี้มีชื่อทางการค้าว่า DermCom ของบริษัท Mibelle มีคุณสมบัติช่วยเพิ่มการสื่อสารระหว่างเซลล์ สร้างสารเคมี สร้างเซลล์ผิว และสร้าง Growth factor ออกมาให้ผิวแข็งแรง ริ้วรอยลดลง ผิวดูเรียบเนียนขึ้น

  1. กลุ่มลดการอักเสบและปกป้องผิว

–         Hordeum vulagare สารสกัดจากข้าวบาร์เลย์ ช่วยเรื่องเพิ่มความชุ่มชื้น และลดการระคายเคือง

–         Ectoin ช่วยปกป้องผิวจาก UV และช่วยลดการอักเสบในผิว

สำหรับส่วนประกอบอื่นๆก็ไม่ได้มีพิษมีภัยอะไรกับผิว

ถึงเวลาให้คะแนน

  1. สารออกฤทธิ์ จากที่บรรยายไว้ด้านบนคือให้สมบัติด้านผิวขาว ริ้วรอย และลดการอักเสบกับปกป้องผิว โดยรวมถือว่าทำมาได้ค่อนข้างดี นี่ถ้ามีแต่ผิวขาวคงจะโดนหักคะแนน แต่เพราะมีอย่างอื่นมาเสริมด้วยก็เลยทำให้ดูดีขึ้นมาก ให้ผลได้ค่อนข้างครอบคลุมทั้ง ขาว ริ้วรอย ชะลอวัน ชุ่มชื้น และลดอักเสบ โดยรวมจึงขอให้ 5 ฟลาสก์
  2. Base ส่วนของเนื้อหลักเป็นชนิดครีม เกิดจากน้ำมันกับน้ำ และซิลิโคน ส่วนของน้ำมันมีทั้งน้ำมันที่ดูดซึมเข้าไปบำรุงผิวได้ และไขมัน/ซิลิโคนที่เคลือบปกป้องผิว ส่วนของน้ำใช้ Propylene glycol เป็นตัวดึงน้ำ ไม่มีส่วนผสมของ Alcohol โดยรวมถือว่าทำมาได้ครบสำหรับการเป็น Moisturizer ดีๆซักชิ้น จุดนี้ขอให้ 5 ฟลาสก์
  3. Additives ไม่ใช้พาราเบน ในส่วนผสมไม่มี Fragrance แต่มี่ว่ามันก็หอมอยู่นะ หรือจะหอมสารสกัด? สาร Emulsifier ที่ใช้ก็ไม่ได้มีพิษมีภัยอะไร จุดนี้ก็เลยไม่รู้จะหักคะแนนอะไร เลยเป็น 5 ฟลาสก์
  4. การใช้งาน ส่วนตัวมี่ได้ลองใช้มา 2 อาทิตย์ กว่าๆ ก็ถือว่าผิวนุ่มชุ่มชื้น และเรียบเนียน แต่งหน้าติดง่ายดีค่ะ โดยรวมก็ถือว่าประทับใจ โดยเฉพาะความหอม มันเป็นสไตล์ที่มี่ชอบพอดี จุดนี้ขอให้ 5 ฟลาสก์

คะแนน

สุดท้ายนี้อยากขอบคุณทางแบรนด์ Rezme’ ด้วยค่ะที่ส่งผลิตภัณฑ์ดีๆมาให้มี่ได้ทดลองใช้ และขอขอบคุณทุกๆท่านด้วยค่ะที่ติดตามมาจนจบ

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ทางเฟสบุคของแบรนด์

https://www.facebook.com/RezmeOfficial

ได้เลยค่ะ

Disclaimer/Conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากแบรนด์ Rezme’

Review Enchantress Concentrated Niacinamide 4% Solution for all concerns by Matheenan

Review Enchantress Concentrated Niacinamide 4% Solution for all concerns by Matheenan

วันนี้มี่แวะเอาซีรัม niacinamide หรือ วิตามินบี 3 มารีวิวให้ชมกันค่ะ

ผลิตภัณฑ์มีชื่อเต็มๆว่า Enchantress Concentrated Niacinamide 4% Solution for all concerns by Matheenan

บรรจุมาในแพคเกจน่ารักกุ๊กกิ๊กดูมีเสน่ห์ค่ะ

IMG_0039-re

ในส่วนของคำเคลมของแบรนด์เป็นดังนี้ค่ะ

IMG_0040-re1

ฝั่งซ้ายบอกว่าเป็นสูตรอ่อนโยน ไม่มีน้ำหอม ไม่มีแอลกอฮอล์ ไม่มีสี ไม่มี Formaldehydes SLS, SLES ปรอท สเตียรอยด์ พาราเบน ไฮโดรควิโนน DMDM hydantoin

ส่วนฝั่งขวาเป็นส่วนผสมสำคัญที่ใช้ค่ะ

ตัวซีรัมมาในหลอดพลาสติกเนื้อหนา ฝาเป็นสีเงินค่ะ

IMG_0041-re

ตัวเนื้อซีรัมเป็นเนื้อใส ไม่มีสี ไม่มีกลิ่น

tex 2

เกลี่ยค่อนข้างง่าย ซึมไว แห้งไว ไม่ทิ้งคราบเหนอะหนะใดๆไว้บนผิวเลยค่ะ

tex 1-re

วัดค่า pH กันดีกว่าค่ะ

IMG_2213-re

น่าจะอยู่ที่ราวๆ 4-5 นะคะ เป็นค่า pH ที่ทำให้สารออกฤทธิ์ในนี้มีความคงตัวสูงสุด และออกฤทธิ์ได้ดีสุดค่ะ

สำหรับส่วนผสมเป็นดังนี้นะคะ

ส่วนผสม

ปกติเราแบ่งส่วนประกอบในผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางเป็น 3 หมวดหลักๆ คือ

1.Actives หรือ สารออกฤทธิ์ เป็นสารที่ทำให้เครื่องสำอางมีคุณสมบัติพิเศษต่างๆ

2.Base หรือ ส่วนเนื้อของผลิตภัณฑ์ เป็นตัวอุ้มและเก็บสารออกฤทธิ์ไว้

3.Additives หรือ ส่วนของสารเติมแต่ง เป็นตัวเติมแต่งให้ผลิตภัณฑ์มีความน่าใช้ มีความปลอดภัย เช่น พวกสารกันเสีย พวกน้ำหอม พวกซิลิโคน ตัวเพิ่มความหนืด ฯลฯ

ในส่วนของสารออกฤทธิ์ มีอยู่ 5 กลุ่มหลักๆ เพราะสารบางตัวมีคุณสมบัติได้หลายอย่างจึงอาจจะเจอหลายฤทธิ์ ได้แก่

1.สารเพิ่มความชุ่มชื้น ได้แก่ Beta-glucan ตัวนี้ยังช่วยเสริมภูมิคุ้มกันให้ผิวแข็งแรงได้ด้วย, Hyaluronic acid, Niacinamide มีส่วนเพิ่มความชุ่มชื้นโดยไปเพิ่ม Barrier ผิว

2.Whitening ได้แก่ Niacinamide, 3-O Ethyl ascorbyl ether, Glutathione, Alpha-arbutin, Glycyrrhiza glabra root extract, Dipotassim glycyrrhizate

3.ลดการอักเสบ ได้แก่ Niacinamide, Aloe barbadensis leaf extract Glycyrrhiza glabra root extract, Dipotassim glycyrrhizate

4.Antioxidant ได้แก่ สารสกัดจากชาเขียว, 3-O Ethyl ascorbyl ether, Glutathione, Tocopherol กับ Tocopheryl acetate

5.ริ้วรอย ได้แก่ Vigna aconitifolia extract เป็นสารสกัดจากถั่ว Moth bean ที่หายาก ให้ผลช่วยกระตุ้นให้เซลล์ผิวแบ่งตัวเพิ่มจำนวน เพิ่มการผลัดเซลล์ผิว สร้างคอลลาเจน และลดริ้วรอย

สำหรับ Niacinamide คิดว่าควรค่าแก่การกล่าวถึงอีกรอบ เพราะเป็นสารที่ให้คุณสมบัติมากมายหลายอย่าง เจ้า Niacinamide นี้เป็นรูปแบบหนึ่งของวิตามินบี 3 มีรายงานว่า สารตัวนี้สามารถเป็น Whitening ช่วยปรับสภาพสีผิวให้สม่ำเสมอ โดยไปรบกวนการส่งผ่านของเมลานินที่สร้างเสร็จแล้ว ลดการอักเสบในผิว และให้ผลดีกับคนที่เป็นสิว โดยมีหลายๆรายงานบอกว่า Niacinamide 4% ให้ประสิทธิภาพในการรักษาสิวเทียบเท่ายาแผนปัจจุบันเลยทีเดียว นอกจากนี้ยังเพิ่มการไหลเวียนเลือด ช่วยเพิ่มความแข็งแรงให้ผิวโดยไปกระตุ้นการสร้าง Ceramides กรดไขมัน และไขมันชนิดต่างๆในหนังกำพร้า (Int J Cosmet Sci 2005; 27:255–261)

มาให้คะแนนกันดีกว่า

1.Actives จากที่บรรยายไปในข้างบน จากที่บรรยายมาก็จะเห็นได้ว่าซีรัมหลอดนี้สามารถดูแลปัญหาผิวได้รอบด้าน ตั้งแต่เรื่องสีผิวไม่สม่ำเสมอ สิว ริ้วรอย ผิวไม่แข็งแรง และยังช่วยชะลอวัยได้อีก จุดนี้จึงขอให้ 5 ฟลาสก์

2.Base ส่วนเนื้อหลักก็มีน้ำกับสารดูดน้ำให้ผิวอย่าง Glycerin กับ Butylene glycol ที่ไม่ได้มีพิษมีภัยอะไรกับผิว ที่สำคัญคือ ไม่มีน้ำมัน ไม่มีซิลิโคน ไม่มีแอลกอฮอล์ จึงถือว่าค่อนข้างเป็นมิตรกับผิว จึงขอให้ 5 ฟลาสก์

3.Additives สารองค์ประกอบที่เหลือก็มีกันแค่เท่าที่จำเป็น คือ มีกันเสีย กับตัว Buffer คุมค่า pH ให้คงที่ และ Polysorbate 20 ที่น่าจะใส่มาเพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์ใส สารพวกนี้ไม่ได้มีพิษมีภัยอะไร จึงโดยรวมจึงถือว่าวางแผนมาได้ค่อนข้างดี ไม่มีน้ำหอม ไม่มี Surfactant ที่รุนแรง และไม่มีที่ให้หักคะแนน จุดนี้ขอให้ 5 ฟลาสก์

4.การใช้งาน ตัวซีรัมตัวนี้เนื้อค่อนข้างเบา เกลี่ยง่าย ให้สัมผัสที่ดี ซึมไว แห้งไว ไม่เหนอะหนะ ไม่ทิ้งคราบอะไรไว้ตกค้างบนผิว ไม่มีกลิ่น ไม่มีสี ส่วนตัวมี่ใช้มาได้เกือบๆ 2 อาทิตย์ ก็รู้สึกว่าผิวนุ่มขึ้น สีผิวสม่ำเสมอมากขึ้น พวกรอยสิวก็ดูหายไป จุดนี้ถือว่าประทับใจอยู่ค่ะ จึงขอให้ 5 ฟลาสก์

คะแนน

สุดท้ายนี้อยากขอบคุณทางแบรนด์ Enchantress ด้วยค่ะที่ส่งผลิตภัณฑ์ดีๆมาให้ทดลองใช้ และขอบคุณทุกๆท่านค่ะที่ติดตามมาจนจบ

 

สำหรับรายละเอียดเพิ่มตามสามารถติดต่อสอบถามได้ทางเฟสบุคของแบรนด์

http://www.facebook.com/ENCHANTRESS.Thailand

 

และทางเวบไซต์ http://www.enchantressthailand.com

 

Disclaimer/Conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากแบรนด์ Enchantress

Review วิเคราะห์ส่วนผสมซีรัมบำรุงผิวก่อนนอนจาก Kimmist Bedtime therapy

Review วิเคราะห์ส่วนผสมซีรัมบำรุงผิวก่อนนอนจาก Kimmist Bedtime therapy

สวัสดีค่ะพี่ๆน้องๆเพื่อนๆชาวจีบันทุกๆท่าน

วันนี้มี่แวะเอาผลิตภัณฑ์ที่มีชื่อว่า Bedtime therapy จากแบรนด์ Kimmist ซึ่งเป็นซีรัมบำรุงผิวสำหรับทาก่อนนอน อารมณ์คล้ายๆ Sleeping mask แต่เป็นเนื้อซีรัม มารีวิวให้ชมกันค่ะค่ะ ใน line นี้ทางแบรนด์ทำมา 2 สูตรค่ะ คือ สูตรปกติ สำหรับผิวธรรมดาและผิวมัน กับ สูตร rich สำหรับคนผิวแห้งนั่นเอง

มาดูรูปของผลิตภัณฑ์กันก่อนดีกว่าค่ะ

IMG_2190-re

ทั้งสองสูตรนี้ส่วนผสมจะคล้ายๆกันนะคะ จะต่างกันที่ส่วนของเนื้อ (vehicle หรือ base) ค่ะ โดยสูตร Rich จะมีความเข้มข้นและชุ่มชื้นกว่าสูตรปกติค่ะ

มาดูสูตรปกติก่อนนะคะ เป็นสูตรสำหรับผิวธรรมดาและผิวมันค่ะ

IMG_2196-re

ในส่วนของเนื้อจะเป็นซีรัมขุ่นๆคล้าย Emulsion ทั่วไปค่ะ แต่เนื้อจะดูใสกว่า ตัวนี้ไม่ใส่น้ำหอมค่ะ เลยมีกลิ่นบางๆของส่วนผสม ดูเป็นธรรมชาติดี

IMG_2197-re

ตอนเกลี่ย จะเกลี่ยค่อนข้างง่าย ซึมได้ไวปานกลางค่ะ

IMG_2198-re

ถ้าเป็นสูตร Rich เนื้อจะดูหนักกว่า ดูมีเนื้อมีน้ำมีนวลขึ้นมานิดหน่อยค่ะ ไม่ได้ใส่น้ำหอมเช่นกัน ก็จะมีกลิ่นบางๆของส่วนผสมเช่นกับสูตรปกติค่ะ

IMG_2199-re

ตัวนี้จะลื่นกว่า เกลี่ยง่ายกว่าสูตรปกตินะคะ แต่ว่าจะให้อารมณ์ชุ่มกว่า เคลือบมากกว่า และซึมผิวช้ากว่าค่ะ

IMG_2200-re

เทียบให้ดูชัดๆค่ะ

texture

มาวัด pH กันนิดหน่อยค่ะ ทั้งสองตัวจะมีค่า pH อยู่ในช่วงประมาณ 5-6 เท่ากันค่ะ

pH

ในด้านของส่วนผสม ทั้งสองตัวจะค่อนข้างคล้ายกันค่ะ

ingredients

เท่าที่เราดูจากองค์ประกอบจะเห็นว่าในสูตร Rich นั้นมีเพิ่ม Jojoba oil เข้ามาค่ะ แต่เนื่องจากสัมผัสค่อนข้างต่างกัน มี่เลยคิดว่าอาจจะมีการปรับสัดส่วนของสารกลุ่ม Base ให้เข้มข้นขึ้นด้วยค่ะ

ส่วนประกอบของเครื่องสำอางเราแบ่งเป็น 3 กลุ่มหลักๆ ได้แก่ Actives เป็นสารออกฤทธิ์ Vehicle หรือ Base เป็นส่วนเนื้อครีม และ Additives เป็นสารอื่นๆค่ะ

สำหรับสารองค์ประกอบกลุ่ม Actives ที่น่าสนใจได้แก่

-Snail secretion filtrate สารที่ได้จากเมือกหอยทาก ในทางเครื่องสำอางผู้ผลิตได้ Claim ไว้หลายๆด้าน เช่น กระตุ้นการสมานแผล ลดรอยแผลเป็น ลดริ้วรอย เพิ่มความชุ่มชื้น ในส่วนของงานวิจัย มีการทดสอบเชิงคลินิกยืนยันอยู่ 2 ชิ้น เกี่ยวกับเรื่องการลดริ้วรอย และการดูแลผิวที่เป็นริ้วรอยก่อนวัยอันควร (เรียกว่า Photoaging) (Cosmetic Dermatology. 2009; 22(5):250 กับ Journal of drugs in dermatology. 2013; 12(4):456.)

Lagerstroemia speciosa leaf extract คือ สารสกัดจากใบของต้น Banaba ซึ่งเป็นพืชดอกชนิดหนึ่ง ในต่างประเทศมีใช้เป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหารอยู่มากมาย มีรายงานว่ามีคุณสมบัติเป็น Antioxidant (Indian J Exp Biol. 2011;49(2):125-31.) และมีคุณสมบัติลดการอักเสบ (Inflammopharmacology. 2008;16(4):182-7.)

-Collagen ช่วยเรื่องความชุ่มชื้น และเคลือบผิวให้สัมผัสเรียบเนียน

-Squalane เป็นอนุพันธ์ของน้ำมัน Squalene ที่สร้างออกมาจากต่อมไขมัน ให้ผลรักษาความชุ่มชื้น และช่วยให้ผิวนุ่ม

-Nelumbo nucifera callus culture extract สารตัวนี้ Claim ว่าเป็น Lotus stem cell ให้คุณสมบัติฟื้นฟู ปรับสภาพผิว ส่งเสริมการทำงานของผิว ช่วยลดริ้วรอย และช่วยให้ผิวขาว (ข้อมูลจากบริษัท Bio FD&C)

ในส่วนของการให้คะแนน ขอให้รวมกันเลยนะคะ

1.Actives จากที่บรรยายไว้ในข้างต้นจะเห็นว่าผลิตภัณฑ์นอกจากเรื่องความชุ่มชื้นแล้วยังมีผลเป็น Antioxidant ช่วยชะลอวัย และมีผลช่วยลดริ้วรอย รวมถึงช่วยเรื่องผิวขาวได้ด้วย จุดนี้จึงขอให้ 5 ฟลาสก์

2.Base ในส่วนของเนื้อครีม ก็ถือว่าทำมาได้ค่อนข้างดีค่ะ มีทั้งส่วนของสารจับน้ำให้ผิว สารเคลือบผิวปกป้องและรักษาความชุ่มชื้น และพวกซิลิโคนที่ให้สัมผัสที่ดีกับผิว แต่มีข้อติอยู่ 2 จุดนะคะ จุดแรกคือ การใช้ Alcohol อาจจะทำให้บางคนรู้สึกไม่สบายผิวได้ แต่จริงๆคือ Alcohol ก็มีข้อดีของมัน คือจะให้สัมผัสบางเบา ช่วยให้ครีมแห้งไวไม่เหนอะหนะ เนื่องจากลำดับอยู่ค่อนข้างท้าย จึงอาจจะติดมากับสารสกัดก็ได้ ส่วนตัวมี่ใช้อันนี้ก็ไม่ได้รู้สึกไม่สบายผิวเหมือนกับโทนเนอร์ที่มีแอลกอฮอล์บางยี่ห้อนะ และอีกจุดก็จะเป็น Isopropyl myristate ที่อาจจะอุดตันได้ในบางคนค่ะ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นการอุดตันนี่เราคาดเดาไม่ได้ และก็มีหลายๆปัจจัยที่เกี่ยวข้อง คือ เรื่องของความเข้มข้นสารที่ใส่มาด้วย ถ้าใส่มาน้อยๆ โอกาสอุดตันก็มีน้อยกว่า จุดนี้ขอให้ 3 ฟลาสก์ไว้ก่อนนะคะตามภาพรวมของส่วนผสมค่ะ

3.Additives ส่วนผสมชุดนี้ ไม่ได้มีพิษมีภัยอะไร ไม่ได้มีน้ำหอม ไม่ได้มีพวก Emulsifier ที่รุนแรงเกินไปจนไม่เป็นมิตรกับผิว แต่มีข้อติอยู่นิดหน่อยตรงเรื่องการใช้ Paraben ที่อาจจะทำให้บางคนแพ้ และอาจจะมีผลไปรบกวนระบบฮอร์โมนได้ค่ะ จุดนี้จึงขอให้ 4 ฟลาสก์

4.การใช้งาน ส่วนตัวมี่ลองทั้งสองสูตรแล้ว คิดว่า ชุ่มชื้นดี และเคลือบผิวได้ดี ช่วยให้ผิวนุ่มฟูขึ้นด้วยค่ะ แต่ในส่วนของริ้วรอยกับเรื่องผิวขาวนั้นอาจจะยังไม่ค่อยชัด คงเพราะเริ่มใช้ด้วยค่ะ แต่ภาพรวมคือชอบ แม้จะไม่มีน้ำหอม แต่ก็ไม่ได้เหม็นกลิ่นส่วนผสมเหมือนบางแบรนด์ จุดนี้ก็ขอให้ 5 ฟลาสก์

point

สุดท้ายนี้ขอขอบคุณทางแบรนด์ Kimmist ด้วยค่ะที่ส่งผลิตภัณฑ์ดีๆมาให้มี่ได้ทดลองใช้

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติม สามารถติดต่อสอบถามได้ทางเฟสบุคแฟนเพจของแบรนด์ https://www.facebook.com/beautyberryandme

และทางเวปไซต์ http://www.kimmist.com/   ได้เลยค่ะ

ขอบคุณที่ติดตามมาจนจบค่ะ

Disclaimer/Conflict of interest: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากแบรนด์ Kimmist

[MiYeon Favorites] It’s skin Power 10 formula GF effector

[MiYeon Favorites] It’s skin Power 10 formula GF effector

หลังจากอัพรวมลูกรักไป 3 ตอนก็หายสาปสูญไปพักใหญ่ๆเลย วันนี้เลยเอาตอนที่ 4 มาฝากค่ะ ผลิตภัณฑ์ลูกรักชิ้นที่ 4 ของมี่ก็คือ Power 10 formula GF effector ของ It’s Skin ค่ะ

ดูจากขวดเปล่าก็คงการันตีได้ว่า รักและลงหลักปักฐานมานานขนาดไหน ทุกวันนี้ขึ้นขวดที่ 6 แล้วค่ะ ขวดนึงใช้ได้ประมาณ 2 เดือนค่ะ

IMG_0272-re

ผลิตภัณฑ์ Line นี้มีหลายๆท่านสอบถามเข้ามาเหมือนกันค่ะ ว่าแล้วต้องเมาท์ซักหน่อย อาจจะเมาท์เรื่องนี้หลายรอบแล้ว อย่าพึ่งเบื่อนะคะ = =

ในสมัยแรกสุดแอดมินนั้นติดของญี่ปุ่นค่ะ แต่แล้วนางก็เลิกจำหน่ายในไทย พอของที่เราตุนไว้ใกล้หมด แอดมินก็เลยลองสอดส่องสินค้าพรีออร์เดอร์เกาหลี และได้มาเจอกับผลิตภัณฑ์ Line นี้ คือ มันถูกมาก สมัยนั้น 9800 วอน ก็ไม่ถึง 300 บาท ก็เลยไปลองหา Spot โฆษณาตามเวบต่างๆ ไปเจอรายการ Beauty ซักอย่างของเกาหลีเขาเอา YE effector มาเทียบกับซีรัมชื่อดังของแบรนด์ L กับ EL แล้วแบบว่า เฮ้ย อี YE นี่มันดีอะ ก็เลยอยากลอง

จากนั้นก็พรีออร์เดอร์มาใช้ค่ะ (สมัยนั้นแบรนด์นี้ยังไม่ดังในไทยค่ะ) พอได้มาก็แบบว่า เอ้อ ดีอะ ใช้แค่ 3 วัน หน้านุ่มขึ้นเยอะมาก ก็ใช้ YE มาตลอด จนมาวันหนึ่ง ขนขึ่้น – -* ก็เลยคิดไปคิดมา เออ ยีสต์มีวิตามินบีเยอะ ทำให้ขนขึ้นได้ ก็เลยตัดสินใจเปลี่ยน ตัวที่เลือกคือ GF effector ค่ะ เพราะว่าส่วนผสมค่อนข้างคล้ายกัน เลยลองใช้ดู หน้าก็นุ่มดีค่ะ แต่ไม่ฟินเหมือน YE แต่ก็ต้องเลือก เพราะ GF ขนไม่ขึ้น

สุดท้ายก็ใช้ GF มายาวๆ ตอนไปเที่ยวเจจูก็ไปเจอมา ตอนนั้นราคา 12000 วอน ตอนแรกก็นึกว่าของบนเกาะเจจูแพงกว่าโซล แต่จริงๆแล้วมันขึ้นราคา ถึงจะขึ้นราคาก็ยังไม่เลิกนะคะ

ก่อนจะไปดูส่วนผสมมาดูเนื้อของซีรัมกันก่อนดีกว่าค่ะ

IMG_0273-re

ของเขาจะเป็นขวดแบบมีหลอดหยด ตัวซีรัมเป็นเนื้อใสๆ มีเม็ดบีดส์สีฟ้าอ่อนๆกระจายอยู่ค่ะ แต่ส่วนมากตอนดูดมาใช้ จะไม่ค่อยได้เม็ดบีดส์มามากนัก

IMG_0274-re

พอเกลี่ย จะเกลี่ยง่ายและแฉะๆ หน่อยนะคะ ซึมผิวปานกลาง เย็นและชุ่มชื้นดี ตอนซึมหมดจะเหมือนมีแผ่นฟิล์มหนึบๆเคลือบผิวไว้ให้อิ่มน้ำค่ะ

IMG_0275-re

มาทั้งทีก็ต้องรีวิวส่วนผสมซักหน่อย

สผส GF

จากส่วนผสมจะเห็นว่าเน้นไปที่การเติมน้ำให้ผิวค่ะ

ตัวหลักๆที่อยากกล่าวถึง คือ Grifola frondosa mycelium ferment filtrate สารตัวนี้เป็นของเหลวที่กรองออกมาจากการหมักเห็ด Maitake ปกติเห็ดตัวนี้มีประโยชน์ปรับภูมิคุ้มกัน มีรายงานวิจัยกล่าวว่าในส่วนของ Mycelium มีสารในกลุ่ม Polysaccharide ที่สามารถกระตุ้นให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายทำงานได้ดีขึ้น (J Agric Food Chem. 2006;54(8):2906-14.) สารตัวนี้ทาง INCI จัดเป็น Antioxidant กับ Humectant (เพิ่มความชุ่มชื้น)

Polyglutamic acid โพลิเมอร์ที่เกิดจากกรดอะมิโน Glutamic acid พบได้ใน Natto ซึ่งเป็นสิ่งที่จุลินทรีย์บางชนิดสร้างระหว่างกระบวนการหมัก ในทางเภสัชกรรมมีประโยชน์ในการเป็นระบบนำส่ง ส่วนในทางเครื่องสำอางผู้ผลิตวัตถุดิบ Claim ว่าสามารถดูดและจับน้ำได้มากถึง 5000 เท่าของน้ำหนักตัวมัน และมีรายงานการวิจัยอีกฉบับกล่าวว่า Polyglutamic acid ที่มีขนาดโมเลกุลใหญ่สามารถกระตุ้นการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันได้ (Chem Biodivers. 2010; 7(6):1555-62.) น่าจะมีส่วนช่วยให้ระบบผิวหนังแข็งแรงขึ้น

และ Sodium PCA กับ Urea เป็นสารดูดน้ำชนิดเดียวกับสารที่เป็น Natural mousturizing factor ในผิว พวกนี้มีขนาดเล็กจะดูดซึมเข้าผิวและช่วยอุ้มน้ำได้

ถ้าให้คะแนนส่วนผสมก็ขอให้ 5/5 ค่ะ เพราะไม่มีตัวไหนที่มีผลเสียกับผิว และ นอกจากผลในการเติมน้ำให้ผิวยังช่วยให้ผิวแข็งแรงได้ด้วย

ตอนนี้ที่เกาหลีขึ้นราคาแล้วนะคะจาก 9800 วอน เป็น 12000 วอน (ประมาณ 360 บาท) แล้วก็มีขนาดใหญ่ 60 ml ออกมาขายแล้วด้วยค่ะ

ไปเกาหลี (เกาะเจจู) ตอน เมษา มี่หอบมา 4 ขวด ตอนนี้เหลือแค่ไม่ถึง 2 ขวดค่ะ = =

Disclaimer/Conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ซื้อด้วยตัวเองค่ะ (Consumer reviewed)

[Full Review] Osmosis Catalyst AC-11 DNA repair serum

[Full Review] Osmosis Catalyst AC-11 DNA repair serum

นนี้มี่จะมารีวิวผลิตภัณฑ์เวชสำอางจากแบรนด์ Osmosis ต่อจากวันก่อนนะคะ

ตัวที่มี่ได้มามีทั้งหมด 3 ตัวค่ะ วันนี้เป็นตอนสุดท้ายแล้วค่ะ

IMG_4293-re
ลิงค์ตอนแรก Renew

https://cosmeknowledge.wordpress.com/2015/06/30/full-review-osmosis-renew/

ลิงค์ตอนสอง Enlighten

https://cosmeknowledge.wordpress.com/2015/07/05/full-review-osmosis-enlighten/

วันนี้ตอนสุดท้ายค่ะ จัดหนักจัดเต็มกับ ซีรัมซ่อมแซม DNA ที่มีชื่อว่า Catalyst AC-11® DNA repair serum ค่ะ

catalyst

หนๆก็ไหนๆแล้วขอเล่าเรื่อง DNA นิดหน่อยค่ะ

DNA นี้เป็นสารพันธุกรรม เสมือนเป็นแม่พิมพ์ในการสร้างสิ่งต่างๆให้กับร่างกาย ถ้าแม่พิมพ์เสียไป สิ่งที่สร้างออกมาก็จะเปลี่ยนแปลงสภาพไป หรือเสียไปตามด้วย ปกติ DNA ของเราถูกทำลายได้ง่ายดายจากอนุมูลอิสระ ที่เกิดขึ้นเป็นปกติในร่างกายเวลาเราทานอาหารแล้วเกิดสิ่งที่เรียกว่า Metabolism ก็จะได้พลังงานให้ร่างกายเอาไปใช้ และก็จะได้อนุมูลอิสระออกมาด้วย ร่างกายที่แข็งแรงจะมีกลไกมาคอยต่อต้านและทำลายอนุมูลอิสระอยู่แล้ว แต่ถ้าอนุมูลอิสระมีมากขึ้น ร่างกายทำลายไม่ไหว เจ้าอนุมูลอิสระพวกนี้ก็จะไปจับกับไขมัน และโปรตีนต่างๆของผิว เกิดเป็นริ้วรอยและความเหี่ยวขึ้น อนุมูลอิสระพวกนี้ก็มาจากมลภาวะในสิ่งแวดล้อม รังสี UV และก็ความเครียดของเรานั่นเอง นี่ก็สามารถอธิบายได้เลยว่าทำไมคนที่เครียดมากๆจะแก่ไวกว่า

พูดถึงแบรนด์ Osmosis ต้องพูดถึงคอนเซปท์เขาอีกรอบค่ะ คือ “Beautiful skin starts within

แปลว่า ผิวสวยต้องเริ่มจากภายใน แปลแบบสวยๆละเอียดๆก็คือ ต้องบำรุงผิวจากภายใน ถึงจะสวย

แบรนด์นี้จะเน้นไปที่สารสกัดและสารออกฤทธิ์จากธรรมชาติ สารองค์ประกอบต่างๆก็ไม่ได้ใส่มาเยอะกันจนมากเกินไป จึงเสี่ยงแพ้น้อยกว่านั้นเองค่ะ แต่อย่างไรก็ดี อย่าลืมทดสอบการแพ้ก่อนการใช้งานนะคะ เพราะการแพ้เป็นเรื่องที่คาดเดาไม่ได้ บทจะแพ้ แค่น้ำเปล่าก็ยังแพ้ได้เลยค่ะ

จุดเด่นของผลิตภัณฑ์นี้ที่เรียกว่าเป็นเอกลักษณ์เลยก็คงเป็น Zinc finger technology ก่อนจะไปดูว่ามันคืออะไร ขออธิบายเกี่ยวกับ Zinc finger อีกนิดหน่อยค่ะ

Zinc finger เป็นโปรตีนชนิดหนึ่งในร่างกาย ที่ต้องอาศัย Zinc ให้มาเกาะกับตัวมัน เพื่อให้ตัวมันคงรูปอยู่ได้ Zinc finger ที่มีการค้นพบแล้วแบ่งออกได้เป็น 7 กลุ่ม แต่ละกลุ่มก็ทำหน้าที่แตกต่างกันไป ในร่างกายจะมี Zinc finger บางสายพันธ์ที่สามารถจับและห่อหุ้มสาย DNA ได้พอดิบพอดีเลย ประโยชน์ของ Zinc finger protein ก็คือ ช่วยส่งเสริมให้ DNA เกิดการถอดรหัสและจำลองตัวเองออกมาได้ รวมไปถึงช่วยในการถ่ายทอดสัญญานของ DNA ในรูปแบบของ mRNA ทำให้การแบ่งเซลล์และสังเคราะห์เกิดขึ้นได้อย่างปกติ และยังสามารถช่วยซ่อมแซม DNA ที่เสียหายไปได้ด้วย

ส่วนผสมของแบรนด์นี้ใช้เทคโนโลยี Zinc finger โดยสารออกฤทธิ์สามารถกระตุ้นให้ร่างกายซ่อมแซมและเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของ Zinc finger ให้อยู่ในสภาพสมบูรณ์และแข็งแรง ก็จะทำให้การซ่อมแซม DNA เกิดขึ้นได้ดีขึ้นด้วย พบว่าส่วนผสมชุดนี้สามารถซ่อมแซม DNA ได้ถึง 40% เลยทีเดียว อาสาสมัครที่ใช้พบว่า ริ้วรอยต่างๆดูลดลง เส้นเลือดฝอยต่างๆที่บนผิวก็ดูจางลง และสีผิวก็สม่ำเสมอขึ้น (ข้อมูลจากคู่มือผลิตภัณฑ์ Osmosis)

จุดเด่นอีกจุดก็คือ ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการคุ้มครองตามสิทธิบัตรอเมริกาเลขที่ US 8642655B2 มี่ก็ได้ไปตามอ่านสิทธิบัตรตัวนี้ดูค่ะ

patent

แปลชื่อสิทธิบัตรให้อ่านง่ายๆว่า กรรมวิธีการในการป้องกันมะเร็งและรักษารอยโรคบนผิวหนัง

สิทธิบัตรนี้กล่าวเกี่ยวกับการซ่อมแซมและปกป้องผิวหนัง โดยใช้กรดอะมิโนอย่างน้อย 4 ชนิด คือ Acetylcysteine, Glycine, Cysteine และ Lysine

ถึงแม้จะเป็นสารพื้นๆ แต่เมื่อมีสิทธิบัตรคุ้มครอง เราก็จะมั่นใจได้ว่า แบรนด์อื่นไม่สามารถเลียนแบบสูตรผสมสูตรนี้ ในปริมาณความเข้มข้นนี้ได้แน่นอน

เวิ่นเว้อไปซะเยอะ มาดูผลิตภัณฑ์กันดีกว่าค่ะ

ตัวนี้มีเนื้อสีน้ำตาลเข้มเกือบดำ เหนียวๆนิดนึงค่ะ

IMG_4302-re

ตอนเกลี่ยมาสีจะเข้มนิดหนึ่งนะคะ เห็นได้ชัดเลย แต่พอทิ้งไว้ซักประมาณ 5 นาที ก็จะเริ่มเป็นสีปกติค่ะ แต่ยังจะดูเหมือนเข้มอยู่นิดหน่อยนะคะ

IMG_4303-re-horz

เนื่องจากตัวนี้มีสีเข้มมาก มี่เลยไม่ได้วัดค่า pH ให้ค่ะ เพราะสีมันจะรบกวนการอ่านแถบสีของกระดาษวัด pH ทำให้เราอ่านยากนะคะ

มาดูส่วนผสมกันดีกว่าค่ะ

สผส catalyst

มี่ทำสีๆไว้ให้ดูกันง่ายๆค่ะ

สีเขียวอมฟ้า จะเป็นกลุ่มกรดอะมิโนตามสิทธิบัตร ที่ให้ผลปกป้องผิวหนัง และช่วยรักษาฟื้นฟูซ่อมแซมสภาพผิวที่เสียหายไปตามกาลเวลาค่ะ

สีน้ำเงินเข้ม เป็นแร่ธาตุต่างๆ

สีม่วงแก่ คือ Cat’s claw extract หรือ AC-11 สารสกัดนี้มีรายงานการวิจัยสนับสนุนถึงคุณสมบัติในการฟื้นฟู DNA ที่เสียสภาพไป ตรงตามคอนเซปท์เรื่องการฟื้นฟู ซ่อมแซม DNA พอดีเลยค่ะ

ปกติเราแบ่งส่วนประกอบในผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางเป็น 3 หมวดหลักๆ คือ

1.Actives หรือ สารออกฤทธิ์ เป็นสารที่ทำให้เครื่องสำอางมีคุณสมบัติพิเศษต่างๆ

2.Base หรือ ส่วนเนื้อของผลิตภัณฑ์ เป็นตัวอุ้มและเก็บสารออกฤทธิ์ไว้

3.Additives หรือ ส่วนของสารเติมแต่ง เป็นตัวเติมแต่งให้ผลิตภัณฑ์มีความน่าใช้ มีความปลอดภัย เช่น พวกสารกันเสีย พวกน้ำหอม พวกซิลิโคน ตัวเพิ่มความหนืด ฯลฯ

คุณสมบัติของสารแต่ละตัวแยกตามหน้าที่

1.Actives ได้แก่

-Ketoglutatic acid น่าจะใช้ในรูปแบบของ Alpha-ketoglutaric acid ตัวนี้สามารถไปจับกับโปรตีนบางชนิด (น่าจะพวก Zinc finger) แล้วช่วยซ่อมแซม DNA และกระตุ้นการสังเคราะห์คอลลาเจนได้ สารนี้ปกติจะได้ในขั้นตอนการสร้างพลังงานของเซลล์ มีรายงานการวิจัยสนับสนุนถึงคุณสมบัติในการกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน และช่วยลดริ้วรอยที่เกิดจากรังสี UV ได้ในหนูทดลอง (Biol Pharm Bull. 2007;30(8):1395-9.)

-Uncaria tomentosa extract คือ สารสกัดจากพืชในป่าอเมซอน ชื่อว่าต้น Cat’s claw มีรายงานการวิจัยสนับสนุนถึงคุณสมบัติในการฟื้นฟู DNA ที่เสียสภาพไป (Phytother Res. 2006;20(3):178-83.) มีชื่อทางการค้าว่า AC-11 ผู้ผลิตวัตถุดิบ Claim ว่าสารนี้ช่วยเรื่องการสมานแผล ชะลอวัย ลดริ้วรอย และซ่อมแซม DNA มีพบทั้งในรูปแบบรับประทานและแบบทาภายนอก

-Ascorbic acid คือ วิตามินซี มีประโยชน์เป็น Antioxidant, Whitening และช่วยเรื่องการสังเคราะห์คอลลาเจน

-Acetylcysteine, Glycine, Proline และ Lysine สูตรผสมตามสิทธิบัตรที่ US 8642655B2 มีคุณสมบัติช่วยปกป้องผิวหนัง และช่วยรักษาฟื้นฟูซ่อมแซมสภาพผิวที่เสียหายไปตามกาลเวลา

-Aloe barbadensis leaf juice คือ น้ำจากใบว่านหางจระเข้ ใช้ร่วมกับ Aloe leaf juice powder มีคุณสมบัติเพิ่มความชุ่มชื้น ให้ความรู้สึกสบายผิว ลดการระคายเคือง

-Alanine เป็นกรดอะมิโนชนิดหนึ่ง ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้น และอาจจะทำงานร่วมกับสูตรผสมของกรดอะมิโนที่กล่าวไปเมื่อครู่

-กลุ่มแร่ธาตุ ได้แก่ Zinc gluconate, Copper gluconate, Magnesium chloride โดย Zinc ช่วยเรื่องคุมมันได้ และยังช่วยในการเกิดเป็น Zinc finger ส่วน Copper ช่วยเรื่องการสมานแผล ซ่อมแซมตัวเองของผิว และการสร้างคอลลาเจน ส่วน Magnesium เป็นองค์ประกอบของเอนไซม์หลายๆชนิด แต่บทบาทกับผิวยังไม่ทราบแน่ชัด

-Tocopheryl acetate เป็นรูปแบบหนึ่งของวิตามินอี มีประโยชน์เป็น Antioxidant แต่ส่วนมากจะให้ผลเรื่องปกป้องสารในผลิตภัณฑ์ไม่ให้เสื่อมสภาพเพราะออกซิเจนในอากาศ

-Lonicera japonica กับ Lonicera caprifolium extract สารสกัดจากดอก Honeysuckle เป็นสูตรผสมของสารกันเสียจากธรรมชาติ ให้ผลปกป้องผลิตภัณฑ์ไม่ให้เสื่อมสภาพเพราะจุลินทรีย์ มีความปลอดภัยสูงกว่าสารกันเสียสังเคราะห์หลายๆตัว

2.Base มีทั้งส่วนประกอบของน้ำ น้ำมัน และซิลิโคน จึงน่าจะเป็นรูปแบบของ Emulsion ดังนี้

2.1ส่วนของน้ำ ได้แก่ น้ำ, Propanediol, Alcohol denat., Glycerin, Butylene glycol ตัวของ Propanediol นี้เป็นสารดูดน้ำให้ผิว ผู้ผลิตวัตถุดิบกล่าวว่าสารนี้มีความเป็นมิตรกับผิวที่สูงมาก ไม่ทำให้ระคายเคืองเหมือนพวก Propylene glycol อีกจุดที่แบรนด์นี้มีชื่อคือ การปรับความถี่ของน้ำ (Harmonized water) ให้เกิดการ Resonance กับผิวพอดี ส่งผลให้กระบวนการทำงานบางอย่างของผิวดีขึ้น ส่วนของ Alcohol อาจจะทำให้บางคนที่ไวรู้สึกไม่สบายผิวได้ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นแนะนำให้ลองทดสอบก่อน เพราะมีส่วนของสารดูดน้ำหลายๆตัวมาช่วยต้าน

2.2ส่วนของน้ำมัน ได้แก่ Phospholipids กับ Soybean oil ปกติ Phospholipids สามารถซ่อมแซมเยื่อเมมเบรนผิวที่เสียหาย และยังสามารถสร้างตัวเป็นระบบนำส่งที่ชื่อ Liposome ที่มีโครงสร้างเป็นผนังสองชั้นเพื่อนำส่งสารเข้าไปในผิวได้ดีขึ้น

2.3Silicone ได้แก่ Dimethicone เป็นซิลิโคนที่ไม่ระเหย ให้สัมผัสที่ดี เคลือบผิวรักษาความชุ่มชื้นให้ผิวได้ดี

3.Additives ได้แก่

3.1Emulsifier/surfactant มี Polyglyceryl-4 caprate มีความอ่อนโยนสูง ช่วยผสานสารน้ำมันให้เข้ากับน้ำได้ และสามารถเพิ่มความหนืดได้

3.2สารเพิ่มความหนืด ได้แก่ Hydroxypropyl starch phosphate เป็นอนุพันธ์จากแป้ง ให้คุณสมบัติเพิ่มความหนืด ช่วยผสานให้เกิด Emulsion ลดความมันและเหนอะหนะของน้ำมันที่เป็นส่วนผสม ให้สัมผัสที่บางเบาเรียบเนียน และช่วยให้ผิวนุ่ม ร่วมกับ Xanthan gum

3.3Preservatives ได้แก่ Benzyl alcohol, Potassium sorbate และสารสกัดจากดอกสายน้ำผึ้งสองตัวที่กล่าวไปด้านบน ร่วมกับพวกเกลือของ Gluconate ที่สามารถจับโลหะปนเปื้อนได้

3.4สารแต่งกลิ่น/Fragrance ทางแบรนด์บอกว่าใช้น้ำมันหอมระเหยกลิ่น Black cherry จากธรรมชาติ

ถึงเวลาให้คะแนน

1.Actives ส่วนผสมชุดนี้ช่วยเรื่องการชะลอวัย และฟื้นฟู DNA ที่เสื่อมสภาพไปเพราะมลภาวะ ความเครียด และรังสี UV จากแสงแดด เสริมด้วยสารที่ช่วยเรื่องการสังเคราะห์คอลลาเจนในผิว จึงน่าจะช่วยลดริ้วรอยได้ดีในระดับหนึ่ง ตรงตามที่ทางแบรนด์ Claim ไว้ส่วนเรื่องสีผิวที่ไม่สม่ำเสมอที่แบรนด์ Claim น่าจะได้จากวิตซีอยู่ส่วนหนึ่ง กรดอะมิโนก็สามารถทำหน้าที่เป็นสารดูดน้ำให้คุณสมบัติเป็น Moisturizer ได้ในตัว จุดนี้ถือว่ามีค่อนข้างครบ จึงขอให้ 5 ฟลาสก์

2.Base ส่วนผสมชุดนี้มีทั้งน้ำ น้ำมัน และซิลิโคน ซึ่งส่วนของน้ำก็ทำมาได้ดี มีสารดูดน้ำให้ผิวดีๆหลายตัว แต่มีการใช้แอลกอฮอล์ที่บางคนอาจจะไวได้ จึงควรทดสอบก่อน แต่คิดว่าไม่น่ามีปัญหามากเพราะมีสารดูดน้ำอยู่เยอะน่าจะพอต้านไหว ส่วนของน้ำมันจากธรรมชาติก็จะมีถั่วเหลืองกับ Phospholipids ซึ่งพวกนี้ดูดซึมเข้าผิวได้ และมี Dimethicone คอยเคลือบผิวรักษาความชุ่มชื้น แต่จุดนี้ขอให้ 4 ฟลาสก์ไว้ก่อนเนื่องจากส่วนผสมของ Alcohol

3.Additives มีอยู่น้อยชนิด แต่ละชนิดก็ไม่ได้มีผลเสียอะไรกับผิว แต่ก็ไม่ได้มีประโยชน์อะไรเสริมให้ผิวเช่นกัน ผลิตภัณฑ์ชุดนี้ไม่มีพาราเบน และสารกันเสียที่รุนแรง จึงถือว่าค่อนข้างเป็นมิตรกับผิวดี จึงขอให้ 5 ฟลาสก์

4.การใช้งาน หลังจากใช้มาเกือบๆ 3 อาทิตย์ พบว่าผิวพรรณเปล่งปลั่งและสดใสมากขึ้น รอยแดงตรงแก้มดูลดลง เส้นเลือดฝอยดูจางหายไป แต่ขอติเรื่องสีของผลิตภัณฑ์ คือก็เข้าใจว่าน่าจะเป็นสีของสารสกัดพืช แต่สีมันเข้มมาก อาจจะไม่ค่อยเหมาะใช้ตอนกลางวันมากเท่าไหร่นัก น่าจะดูสีเข้มขึ้น แต่ถ้าใครชอบแต่งลุคบรอนส์ๆ ก็จัดเลยค่ะ สวยดี จุดนี้ขอให้ 4 ฟลาสก์

คะแนน catalyst

หลังจากใช้ทั้งสามตัวมาเดือนนึง

ในลำดับการใช้ มี่จะใช้ตัว Renew ก่อน ตามด้วย Enlighten และ Catalyst ค่ะ โดยมี่จะใช้แค่ตอนกลางคืน ใช้ครั้งละ 1 ปั๊มพ์ เว้นระยะระหว่างผลิตภัณฑ์ 5 – 10 นาที แล้วแต่วันค่ะ

ผิวดูเรียบเนียนขึ้น สีผิวดูสม่ำเสมอขึ้น ริ้วรอยคือ ไม่ค่อยมีอยู่แล้ว ก็ไม่รู้จะบรรยายอย่างไร แต่เรื่องเส้นเลือดเห็นค่อนข้างชัดนะคะ ว่าจางลงอย่างเห็นได้ชัด

(ขออภัยในความน่าจัวของเส้นเลือดอิชั้น)

review

หมายเหตุ: พยายามถ่ายรูปในช่วงเวลาเดียวกัน แต่ระดับแสงที่ส่องมาอาจจะไม่เท่ากันนะคะ

ถ่ายด้วยไอโฟน 5s ใช้กล้องหลัง หันกลับมาถ่ายด้วยตัวเองค่ะเลยไม่ค่อยชัด ไม่เห็นอนูรูขุมขน

สุดท้ายนี้ขอขอบคุณบริษัท DermaMD ที่ส่งเวชสำอางดีๆ เพียบพร้อมด้วยเทคโนโลยีมาให้มี่ได้ทดลองใช้ค่ะ

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติม สามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ทางเวบไซต์ http://www.dermskinstore.com/

หรือแฟนเพจของ Osmosis Thailand ที่ https://www.facebook.com/osmosispurmedicalskincarethailand ได้เลยนะคะ

ขอบคุณทุกท่านด้วยค่ะ ที่ติดตามอ่านมาจนจบ พบกันใหม่โอกาสหน้า สวัสดีค่ะ

With Love,
xoxo
[Full review] Osmosis Renew

[Full review] Osmosis Renew

ช่วงนี้มี่จะมารีวิวผลิตภัณฑ์เวชสำอางจากแบรนด์ Osmosis นะคะ

ซึ่งตัวที่มี่ได้มามีทั้งหมด 3 ตัวค่ะ

IMG_4293-re

วันนี้จะมารีวิวตัวแรกก่อนค่ะ คือตัว renew

Renew level 4 vitamin A serum ค่ะ

ก่อนจะ พูดถึงแบรนด์ Osmosis ต้องพูดถึงคอนเซปท์เขาซักนิดนึงนะคะ

คือ “Beautiful skin starts within”

แปลว่า ผิวสวยต้องเริ่มจากภายใน แปลแบบสวยๆละเอียดๆก็คือ ต้องบำรุงผิวจากภายใน ถึงจะสวย

แบรนด์นี้จะเน้นไปที่สารสกัดและสารออกฤทธิ์จากธรรมชาติ สารองค์ประกอบต่างๆก็ไม่ได้ใส่มาเยอะกันจนมากเกินไป จึงเสี่ยงแพ้น้อยกว่านั้นเองค่ะ แต่อย่างไรก็ดี อย่าลืมทดสอบการแพ้ก่อนการใช้งานนะคะ เพราะการแพ้เป็นเรื่องที่คาดเดาไม่ได้ บทจะแพ้ แค่น้ำเปล่าก็ยังแพ้ได้เลยค่ะ

ผลิตภัณฑ์นี้ใช้เทคโนโลยีไลโปโซม เพื่อเพิ่มการดูดซึมของสารเข้าผิวค่ะ

ไลโปโซมคืออะไร???

ไลโปโซมเป็นรูปแบบนำส่งสารรูปแบบหนึ่ง มีลักษณะเป็นผนังสองชั้น ซึ่งจะเหมือนกับผิวหนังของเราเลย ทำให้ระบบไลโปโซมหลอกผิวหนังเราว่าเป็นพวกเดียวกัน ผิวหนังก็เลยปล่อยให้ไลโปโซมผ่านได้ ลองดูรูปตรงนี้ดูค่ะ

liposome(Image source: Osmosis Skincare Manual, 2015.)

ซีรัมตัวนี้ถ้าจะใช้แบบจริงๆจังๆและถูกต้อง ทางแบรนด์แนะนำให้ลองใช้แบบนี้ค่ะ

regimen(Image source: Osmosis Skincare Manual, 2015.)

จริงๆดูจากแผนภาพจะเข้าใจง่ายกว่าที่มี่กำลังจะอธิบายค่ะ

หมายความว่า ครั้งแรกสุดเลยให้ใช้ครั้งละ 1 กด วันละครั้ง ก่อนนอน เป็นเวลา 1 อาทิตย์ ถ้าใช้ได้ ไม่มีอาการอะไร ก็ เพิ่มเป็นวันละสองครั้ง เช้า-ก่อนนอน สังเกตอาการ 1 สัปดาห์ ถ้าไม่มีอาการอะไรก็ให้ใช้ครั้งละ 2 กด วันละ 2 ครั้ง แต่ถ้ามีอาการผิวแห้ง หรือระคายเคือง ให้ใช้วันละครั้ง สลับกับวันละ 2 ครั้งไปเรื่อยๆ

แต่ถ้าใช้ครั้งละ 1 กด วันละครั้งแล้วยังทนไม่ได้ ก็ให้ลดเหลือ วันเว้นวัน ถ้าทนได้ ก็ไปวันละครั้ง แล้วก็วันละสองครั้งตาม Step ที่อธิบายเมื่อครู่

แต่ถ้าใช้วันเว้นวันก็ยังทนไม่ได้ ก็ให้พักผิวสักระยะเวลาหนึ่ง ก่อนมาใช้วันเว้นวัน แล้วค่อยขยับขึ้นไป

เพราะอะไร ก็เพราะว่าสารกลุ่มวิตามินเอ เป็นสารที่มีประสิทธิภาพและความแรง (Potency) ค่อนข้างสูง ถ้าใช้แบบแรงๆไปเลย อาจจะระคายเคืองได้ ส่วนตัวมี่อยากแนะนำว่า ให้อายุ 30+ ก่อนค่อยเริ่มใช้สารกลุ่มนี้น่าจะดีกว่ามาเริ่มไวๆตั้งแต่เป็นวัยรุ่น

มาดูผลิตภัณฑ์กันดีกว่าค่ะ

ตัวผลิตภัณฑ์มาในขวดปั๊มอคริลิคหนาสีขาว/เงิน

IMG_4298-re

ตัวนี้จะเกลี่ยค่อนข้างง่าย ลื่นๆ กลิ่นเป็นแนวๆเย็นๆ ออกแนวอโรม่า ถ้าใครไม่ชอบแนวนี้อาจจะแปลกๆอยู่นิดนึง แต่ซักพักก็จะชินไปเองค่ะ ตอนเกลี่ยครั้งแรกจะดูเหมือนออกเหลืองๆ แต่พอทิ้งไว้ซักห้านาที สีเหลืองๆนั้นจะหายไปค่ะ

IMG_4299-re

IMG_4300-re-horz

ลองวัดค่า pH ดูนะคะ ค่า pH จะอยู่ที่ประมาณ 4-5 ค่ะ ซึ่งก็ถือว่าเป็นกรดอ่อนๆ เหมือนกับสภาพผิวของเรา และเป็นค่า pH ที่สามารถช่วยให้ Lactic acid ออกฤทธิ์ได้ในระดับหนึ่งโดยไม่เปลี่ยนเป็นเกลือไปเสียหมด

IMG_4306-re

มาดูส่วนผสมกันดีกว่าค่ะ

มี่ทำสีให้สังเกตกันได้ง่ายขึ้นนะคะ

สผส renew

จุดเด่นจุดแรกน่าจะอยู่ที่ Asiaticoside ซึ่งเป็นสารที่แยกได้จากสารสกัดบัวบก มีคุณค่าและราคาสูง เพราะการแยกออกมาจากสารสกัดใบบัวบกนั้นทำได้ค่อนข้างยากและต้องอาศัยเทคโนโลยีค่อนข้างสูง

อีกจุดน่าจะอยู่ที่ Peptide อย่าง Palmitoyl tripeptide-38 และ Caprooyl tetrapeptide-3 ที่ช่วยเรื่องชะลอวัยและริ้วรอยได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เรามาวิเคราะห์ส่วนผสมกันดีกว่าค่ะ

ปกติเราแบ่งส่วนประกอบในผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางเป็น 3 หมวดหลักๆ คือ

1.Actives หรือ สารออกฤทธิ์ เป็นสารที่ทำให้เครื่องสำอางมีคุณสมบัติพิเศษต่างๆ

2.Base หรือ ส่วนเนื้อของผลิตภัณฑ์ เป็นตัวอุ้มและเก็บสารออกฤทธิ์ไว้

3.Additives หรือ ส่วนของสารเติมแต่ง เป็นตัวเติมแต่งให้ผลิตภัณฑ์มีความน่าใช้ มีความปลอดภัย เช่น พวกสารกันเสีย พวกน้ำหอม พวกซิลิโคน ตัวเพิ่มความหนืด ฯลฯ

คุณสมบัติของสารแต่ละตัวแยกตามหน้าที่

1.Actives ได้แก่

-Chlorella vulgaris extract คือ สารสกัดจากสาหร่ายสีเขียว มีรายงานการวิจัยกล่าวถึงผลในการ Anti-aging โดยมีผลต่อการทำงานของ Antioxidant enzyme ในเซลล์ Fibroblast (BMC Complement Altern Med. 2013; 13:210.) ผู้ผลิตวัตถุดิบ Claim ว่าสาหร่ายประกอบด้วยรงควัตถุจำพวก Carotenoid หลายชนิด มีผลเป็น Antioxidant ที่ดี มีกรดอะมิโนช่วยลดริ้วรอย ปรับสภาพผิว กระตุ้นการสังเคราะห์คอลลาเจน ลดการสลายคอลลาเจน

-Caprooyl tetrapeptide-3 เปปไทด์ที่จับกับกรดไขมันสายสั้นๆที่ชื่อ Caproic acid ทำให้ดูดซึมเข้าสู่ผิวได้ดีขึ้นให้ผลกระตุ้นการสังเคราะห์คอลลาเจนที่เป็นองค์ประกอบในแนวกั้นระหว่างชั้นหนังกำพร้าและหนังแท้ (Dermal Epidermal Junction) ให้ผลลดและป้องกันริ้วรอย

-Epilobium angustifolium extract สารสกัดจาก Willow herb มีรายงายเกี่ยวกับฤทธิ์ต้านเชื้อจุลชีพ (Curr Drug Targets. 2013; 14(9):986-91.) ฤทธิ์ในการปกป้องคอลลาเจนและอิลาสตินในผิวไม่ให้ถูกทำลายจากรังสี UV และช่วยให้เซลล์ Fibroblast ที่สร้างคอลลาเจนมีชีวิตยืนยาวขึ้น (ปกติคนที่อายุเพิ่มขึ้นเซลล์พวกนี้จะค่อยๆหายไป) (Gen Physiol Biophys. 2013; 32(3):347-59.) สารประกอบ Oenothein B ที่พบในพืชนี้มีประโยชน์เป็น Anti-oxidant และ Anti-inflammatory ที่ดี (Phytomedicine. 2011; 18(7):557-60.) และยังมีฟลาโวนอยด์อื่นๆที่เคยมีรายงานว่าสามารถยับยั้งเอนไซม์ไทโรซิเนสได้

-Retinal หรือ retinaldehyde เป็นรูปแบบอัลดีไฮด์ของวิตามินเอ กลไกการออกฤทธิ์ยังไม่ทราบชัดเจน มีคุณสมบัติในการควบคุมการผลัดเซลล์ผิวให้เกิดได้อย่างปกติ ลดเลือนริ้วรอย กระตุ้นการสังเคราะห์คอลลาเจนและอิลาสติน

-Asiaticoside สารบริสุทธิ์ที่แยกได้จากบัวบก มีคุณสมบัติเป็น Antioxidant ที่ดี ช่วยเรื่องการสมานแผลให้หายเร็วขึ้น ลดการอักเสบในผิว ปกป้องคอลลาเจนในผิวไม่ให้เสื่อมสลาย และช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนในผิวได้

-Palmitoyl tripeptide-38 เปปไทด์สายสั้นๆจากกรดอะมิโน 3 ตัวที่จับกับกรดไขมัน Palmitic acid ทำให้ดูดซึมเข้าผิวได้ง่ายขึ้น เปปไทด์ตัวนี้มีผลกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน ไฮยาลูรอน และสารโปรตีนอื่นๆอีกหลายชนิดในผิวที่ทำหน้าที่เพิ่มความแข็งแรงของชั้นหนังแท้ และช่วยเสริมความแข็งแรงของ Dermal-Epidermal junction ให้แข็งแรงมากขึ้น จึงสามารถพยุงเอาชั้นผิวหนังไม่ให้เกิดริ้วรอยได้ง่ายๆ

-Sodium hyaluronate มีบทบาทเกี่ยวกับความชุ่มชื้นของผิว

-L-lactic acid เป็นกรด Lactic ชนิดที่ออกฤทธิ์ได้ (active) เป็นสารในกลุ่ม AHA ที่ได้จากการหมักนมด้วยจุลินทรีย์บางชนิด การออกฤทธิ์ขึ้นกับค่า pH โดยอาจจะให้ผลเป็นตัวเพิ่มความชุ่มชื้น หรือ ผลัดเซลล์ผิว สำหรับตัว Lactic ใน pH ประมาณ 4 จะให้ผลกระตุ้นการสังเคราะห์ Ceramide ในผิวได้ ซึ่ง Ceramide ทำหน้าที่เป็น Barrier function รักษาความชุ่มชื้นให้แก่ผิว

-Beta-glucan สารในกลุ่มคาร์โบไฮเดรตโมเลกุลใหญ่ มีประโยชน์เรื่องการเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิว ลดการอักเสบ เป็นแหล่งอาหารของเชื้อจุลินทรีย์ดีๆบนผิว ช่วยให้พวกนี้เจริญเติบโตเพื่อมาคอยปกป้องจุลินทรีย์ที่ไม่ดี ช่วยปรับสมดุลภูมิคุ้มกันของผิวหนัง และช่วยลดริ้วรอย

-Fulvic acid สารกลุ่มคาร์โบไฮเดรตที่จัดอยู่ในกลุ่ม Humic substance เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติระหว่างการย่อยสลายของพืช มีคุณสมบัติลดการอักเสบ ฆ่าเชื้อแบคทีเรีย มีรายงานการวิจัยสนับสนุนว่าสารนี้ให้ผลลดการอักเสบในคนไข้ Eczema ได้ดี และมีผลข้างเคียงต่ำ (Clin Cosmet Investig Dermatol. 2011; 4: 145–148.)

-Hydroxyproline กรดอะมิโนชนิดพิเศษที่พบในเส้นใยคอลลาเจน คาดว่าจะเป็นสารตั้งต้นในการสังเคราะห์คอลลาเจนให้ผิว

-Thioctic acid เป็นอีกชื่อหนึ่งของ Alpha lipoic acid เป็นสารที่มีฤทธิ์ Antioxidant ค่อนข้างดี

-Lonicera japonica กับ Lonicera caprifolium extract สารสกัดจากดอก Honeysuckle เป็นสูตรผสมของสารกันเสียจากธรรมชาติ ให้ผลปกป้องผลิตภัณฑ์ไม่ให้เสื่อมสภาพเพราะจุลินทรีย์ มีความปลอดภัยสูงกว่าสารกันเสียสังเคราะห์หลายๆตัว

2.Base มีส่วนของน้ำกับน้ำมัน ดังนี้

2.1 ส่วนของน้ำ ได้แก่ น้ำ, Pentylene glycol, Glycerin, และ Alcohol denat. ตัวแอลกอฮอล์มีอยู่ในลำดับท้ายๆ จึงคิดว่าน่าจะเป็นตัวทำละลายของสารบางอย่างในส่วนผสม และในส่วนผสมเองก็มีสารดูดน้ำดีๆหลายตัว จึงคิดว่าน่าจะต้านไหว แต่อย่างไรก็ดี คนที่ไวต่อแอลกอฮอล์มากๆควรทดสอบการแพ้ก่อน

2.2 ส่วนของน้ำมัน ได้แก่ Phosphatidylcholine นอกจากเรื่องการทดแทนไขผิวหนังก็ยังช่วยเรื่องการสร้างไลโปโซมเพื่อนำส่งสารได้ ร่วมกับ Rubus chamaemorus (cloudberry) seed oil ที่มีกรดไขมันจำเป็นหลายๆตัว และมีส่วนผสมของ Benzoic acid ที่ช่วยเป็นสารกันเสียในตัว

3.Additives ได้แก่

3.1 สารเพิ่มความหนืด ได้แก่ Cyclodextrin กับ Hydroxypropyl cyclodextrin สารสองตัวนี้เป็ฯคาร์โบไฮเดรตที่มีโครงสร้างเป็นทรงกลมกลวงๆ สามารถเก็บกักสารไว้ภายในได้ ช่วยเพิ่มการละลาย และความคงตัวให้สารที่ถูกเก็บไว้ สารเพิ่มความหนืดอื่นๆก็จะมีพวก Dextran และ Xanthan gum

3.2 Penetration enhancer เป็นสารเคมีที่ช่วยเพิ่มการดูดซึมของสารผ่านผิว ในที่นี้คือ Dimethyl sulfone

3.3 Preservatives ได้แก่ Benzyl alcohol ร่วมกับสารสกัดจากดอกสายน้ำผึ้งอีกสองตัว

3.4 น้ำมันหอมระเหย ใช้แต่งกลิ่น คือ Lavender oil, Sandalwood oil น้ำมันพวกนี้ในทาง Aromatherapy จะมีคุณสมบัติอื่นๆด้วย แต่ก็ขอไม่กล่าวถึงเพราะผลิตภัณฑ์เราไม่ได้เน้นไปทาง Aroma

ถึงเวลาให้คะแนน

1.Actives ผลิตภัณฑ์ออกแบบมาเพื่อใช้ลดเลือนริ้วรอย ซึ่งสารองค์ประกอบก็ทำมาได้ค่อนข้างดี มี peptide คุณภาพดีอยู่สองตัว สามารถกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนในผิวได้ เสริมด้วยกรดอะมิโนอย่าง hydroxyproline และก็มีสารดีๆที่ดูแพงอย่าง Asiaticoside ที่กว่าจะแยกออกมาจากบัวบกได้ต้องผ่านขั้นตอนลึกลับซับซ้อนมากมาย กับ Antioxidant และยังให้ผลเรื่อง Barrier ด้วย จุดนี้ขอให้ 5 ฟลาสก์

2.Base ส่วนของน้ำมีสารดูดน้ำอยู่ 2 ตัว ร่วมกับส่วนผสมของแอลกอฮอล์ ถ้าใครที่ไวต่อแอลกอฮอล์ควรทดสอบการระคายเคืองก่อนการใช้งาน และอย่าลืมใช้งานตามไกด์ที่ทางแบรนด์แนะให้ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด ส่วนของน้ำมันเป็นน้ำมันชนิดที่ซึมผิวได้ โดยรวมจึงขอให้ 4 ฟลาสก์

3.Additives เหมือนเช่นเคย มีสารอยู่ไม่กี่ชนิดเท่าที่จำเป็น ไม่มีพาราเบน ไม่มีน้ำหอมสังเคราะห์ (มีน้ำมันหอมระเหยจากธรรมชาติ) ไม่มีซิลิโคน จุดนี้ถือว่าทำมาได้ค่อนข้างดี ยังคงคอนเซปท์ความเป็น Natural ไว้ได้อยู่เช่นเคย จุดนี้จึงขอให้ 5 ฟลาสก์

4.การใช้งาน เนื้อผลืตภัณฑ์มีสีเหลืองอ่อนๆ ไม่ได้รบกวนชีวิตประจำวันมากนัก ดูดซึมค่อนข้างไว ไม่เหนอะหนะ กลิ่นค่อนข้างไปในทางแนวอโรม่า ถ้าใครชอบน่าจะฟินอยู่ หลังจากใช้มาเกือบสามอาทิตย์คิดว่าหน้าดูกระชับขึ้น รูขุมขนต่างๆดูเล็กลง จุดนี้จึงขอให้ 5 ฟลาสก์

คะแนน renew

สุดท้ายนี้ขอขอบคุณบริษัท DermaMD ที่ส่งเวชสำอางดีๆ เพียบพร้อมด้วยเทคโนโลยีมาให้มี่ได้ทดลองใช้ค่ะ

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติม สามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ทางเวบไซต์ http://www.dermskinstore.com/

หรือแฟนเพจของ Osmosis Thailand ที่ https://www.facebook.com/osmosispurmedicalskincarethailand ได้เลยนะคะ

ขอบคุณที่รับชมมาจนจบค่ะ

[Review] Ascorbie Intensive Lightening serum

[Review] Ascorbie Intensive Lightening serum

วันนี้มี่เอาซีรัมซีรัมไวท์เทนนิ่งจากแบรนด์ไทย ที่ดีงามไม่แพ้ของนอกมารีวิวให้ชมกันค่ะ

ผลิตภัณฑ์วันนี้มีชื่อว่า Ascorbie Intensive lightening serum ค่ะIMG_3516-re

ตัวผลิตภัณฑ์มาในภาชนะบรรจุแบบ Air-less (คือไม่มีอากาศข้างใน) สีน้ำเงินทึบ ซึ่งมีจุดเด่นอยู่ 2 ด้านคือ การไม่มีอากาศ ก็จะช่วยยืดอายุของพวก Antioxidant ให้ยาวนานขึ้น และสีทึบแสง ที่ช่วยปกป้องเนื้อผลิตภัณฑ์จากแสงแดดได้ ทำให้อายุของสารในผลิตภัณฑ์ยาวนานมากขึ้น

ที่กล่อง มี Keyword อยู่ 3 คำค่ะ คือ ” Protecting, Soothing, Hydrating” 3 คำนี้สำคัญอย่างไร มาดูกันดีกว่านะคะ

Protecting : การปกป้อง ในที่นี้หมายถึง ปกป้องความเสียหายจากรังสี UV ค่ะ

เราอาจจะสงสัย ทากันแดดแล้ว ยังจะมาปกป้องอะไรอีก จริงๆแล้วคือ ในโลกนี้ไม่มีอะไรกันรังสี UV ได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ค่ะ ในผลิตภัณฑ์กันแดดจึงควรมี Antioxidant เพื่อช่วยหักล้างผลเสียจากรังสี UV ที่หลุดรอดเข้ามาในผิวหนัง แต่ถ้าไม่มีก็เติมให้ผิวจาก Skincare แทนค่ะ

Soothing : คำนี้แปลค่อนข้างยาก ถ้าแปลตรงตัวจะไม่รู้เรื่องเลย ความหมายของมันจะสื่อว่า ให้รู้สึกสบายผิว และลดการระคายเคือง

Hydrating : เพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่ผิว

ปริมาณน้ำในผิวจำเป็นต่อกระบวนการทำงานหลายๆอย่างของผิวหนัง แค่มีน้ำ ทุกอย่างของผิวก็จะกลับมาดีและสวยงามอีกครั้งค่ะ

ลองมาดูคำ Claim ของผลิตภัณฑ์ดีกว่านะคะ

AB01

เดี๋ยวในช่วงวิเคราะห์ส่วนผสมเราค่อยตัดสินใจกันว่าจะได้ตาม Claim หรือเปล่า

มาดูเนื้อสัมผัสดีกว่าค่ะ ตัวนี้จะเป็นเนื้อซีรัม สีเหลืองอ่อนๆ เหมือนจะขุ่นนิดๆ แต่ดูไปดูมาเหมือนจะเป็นลักษณะโปร่งแสงมากกว่า (คือแสงผ่านได้ แต่ไม่ได้ใส) ภาษาอังกฤษเรียกสวยๆว่า Translucent ค่ะ

IMG_3519-re

เกลี่ยค่อนข้างง่าย ดูดซึมค่อนข้างไวค่ะ

ถึงแม้ผลิตภัณฑ์จะมีสีเหลืองอ่อนๆ แต่จะเห็นว่าข้างที่ทากับไม่ทาแทบจะไม่แตกต่างกันเลย

IMG_3521-re

มาดูค่า pH กันดีกว่าค่ะ

IMG_3523-re

ค่า pH อยู่ที่ประมาณ 6 ก็ถือว่าโอเคค่ะ ผิวเราก็มี pH อยู่ในช่วง 5-6 เช่นกัน

ก่อนไปดูส่วนผสมเรามาดูที่ข้างกล่องกันดีกว่าค่ะว่ามีอะไรน่าสนใจบ้าง

IMG_3517-re

เดี๋ยวเรามาดูรายละเอียดและวิเคราะห์สารแต่ละตัวกันดีกว่าค่ะ

ส่วนผสม

สผส ascorbie

จากลำดับส่วนผสมจะเห็นว่า Niacinamide หรือวิตามินบี 3 มาเป็นลำดับที่ 3 แล้วตามติดมาด้วย Acetyl glucosamine, Tranexamic acid, Grapeseed oil และ Sodium PCA ซึ่งสารพวกนี้มีคุณสมบัติบำรุงผิวที่ค่อนข้างดี

สารบางตัวดูมีคุณค่า มีราคา และดูแพง อย่าง Tetrahydrodiferuloylmethane ที่แยกได้จากขมิ้นชัน Epigallocatechin gallate (EGCG) แยกได้จากชาเขียว และ Genistein แยกได้จากถั่วเหลือง

พวกนี้ถ้าแยกออกมาจากสารสกัดพืชจะทำได้ยากและผ่านกรรมวิธีหลายขั้นตอนทำให้ดูแพง

ปกติเราจะแบ่งสารส่วนผสมในเครื่องสำอางเป็น 3 กลุ่ม ตามหน้าที่ของมัน

1. Actives หรือ สารออกฤทธิ์ เป็นสารที่ทำให้เครื่องสำอางมีคุณสมบัติพิเศษต่างๆ
2. Base หรือ ส่วนเนื้อของผลิตภัณฑ์ เป็นตัวอุ้มและเก็บสารออกฤทธิ์ไว้
3. Additives หรือ ส่วนของสารเติมแต่ง เป็นตัวเติมแต่งให้ผลิตภัณฑ์มีความน่าใช้ มีความปลอดภัย เช่น พวกสารกันเสีย พวกน้ำหอม พวกซิลิโคน ตัวเพิ่มความหนืด ฯลฯ

ลองมาไล่ไปทีละตัวเลยดีกว่า

คุณสมบัติสารแต่ละตัวแยกตามหน้าที่
1.Actives ได้แก่
-Niacinamide รูปแบบหนึ่งขอวิตามินบี 3 มีรายงานว่า สารตัวนี้สามารถเป็น Whitening ช่วยปรับสภาพสีผิวให้สม่ำเสมอ โดยไปรบกวนการส่งผ่านของเมลานินที่สร้างเสร็จแล้ว ลดการอักเสบในผิว เพิ่มการไหลเวียนเลือด ช่วยเพิ่มความแข็งแรงให้ผิวโดยไปกระตุ้นการสร้าง Ceramides กรดไขมัน และไขมันชนิดต่างๆในหนังกำพร้า (Int J Cosmet Sci 2005; 27:255–261)
-Acetyl glucosamine อนุพันธ์ของน้ำตาล เป็นองค์ประกอบของ Hyaluronic acid มีขนาดที่เล็กสามารถดูดซึมได้ เพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่ผิวหนังโดยดูดน้ำเข้าหาตัว มีรายงานการวิจัยกล่าวว่าสามารถควบคุมการผลัดเซลล์ผิว เพิ่มความชุ่มชื้น (Int J Cosmet Sci. 2010;32(3):234.) กระตุ้นการสังเคราะห์ Collagen และ Hyaluronic acid ในผิว ช่วยชะลอการแก่ตัวของเซลล์ Fibroblast (Int J Cosmet Sci. 2013;35(5):472-6.) เมื่อใช้ร่วมกับ Niacinamide จะให้ผลลดจุดด่างดำได้ดีขึ้น (Br J Dermatol. 2010;162(2):435-41.)
-Tranexamic acid ออกฤทธิ์ยับยั้งเอนไซม์ไทโรซิเนส มีผลลดการสร้างเมลานิน ช่วยให้สีผิวขาวขึ้น ในทางยาใช้เป็นยาห้ามเลือด มีรายงานการวิจัยศึกษาผลของ Tranexamic acid เข้มข้น 3 % ในสูตรครีมเพื่อรักษาฝ้าในอาสาสมัคร พบว่าให้ผลดีเทียบเท่าสูตรผสมของ Hydroquinone กับ Dexamethasone แต่ผลข้างเคียงต่ำกว่ามาก (J Res Med Sci. 2014;19(8):753-7.) มีรายงานว่า Tranexamic acid สามารถยับยั้ง Plasmin ปกติ Plasmin เป็นตัวตั้งต้นก่อนจะไปกระตุ้นฮอร์โมน alpha-MSH (Melanocyte stimulating hormone) ซึ่งเป็นฮอร์โมนตัวแม่ ที่ไปกระตุ้นให้เซลล์เมลาโนไซท์ ทำงานได้ดีมากขึ้น (Active มากขึ้น) ก็สร้างเมลานินออกมาได้มากขึ้น (J Am Acad Dermatol 2011;October:699-714.)
-Grapeseed oil น้ำมันจากเมล็ดองุ่น ประกอบด้วยกรดไขมันอยู่หลายชนิด มี Linoleic acid อยู่ในปริมาณที่สูงมาก ให้ผลเป็นสารตั้งต้นในการสร้างไขมันดีๆของผิว
-Sodium PCA สารเพิมความชุ่มชื้นชนิด Natural moisturizing factor (NMF) ที่มีอยู่ในผิว มีหน้าที่ดูดน้ำเข้าหาผิว เพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่ผิว
-Tetrahydrodiferuroylmethane สารอนุพันธ์ในกลุ่มของ Curcuminoids ที่แยกได้จากขมิ้นชัน ผ่านกรรมวิธีการ Hydrogenation ให้มีความคงตัวสูงขึ้น มีประโยชน์เป็น Antioxidant มีผลลดการอักเสบและเป็น Whitening ที่ดี
-Allantoin สารที่พบในรากคอมเฟรย์ มีประโยชน์ช่วยลดการแพ้ ลดการระคายเคือง และช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่ผิวหนัง มีรายงานการวิจัยสนับสนุนเรื่องคุณสมบัติในการช่วยสมานแผล (Acta Cir Bras. 2010;25(5):460-6.)
-Squalane อนุพันธ์ของไขมัน Squalene ในผิวหนัง ซึ่ง Squalene เป็นสารที่ไม่อิ่มตัวถูกทำลายได้ด้วยกระบวนการ Oxidation จากอากาศ แต่ Squalane เป็นสารอนุพันธ์ที่อิ่มตัวจึงทนต่อการ Oxidation สารนี้ได้จากปลาฉลามและน้ำมันมะกอกซึ่งการแยกจากน้ำมันมะกอกมีราคาทุนที่สูงกว่า ทำให้ผู้ผลิตส่วนมากหันไปเอาจากปลาฉลาม จึงเสี่ยงให้ปลาฉลามสูญพันธุ์ หลายๆแบรนด์จึงเลี่ยงการใช้ ประโยชน์ของสารนี้คือช่วยเสริมสร้างไขผิวหนังให้สมบูรณ์ กันน้ำระเหยออกจากผิว
-Epigallocatechin gallate เรียกย่อๆว่า EGCG เป็นสารสำคัญในชาเขียว มีคุณสมบัติเป็น Antioxidant ที่ดี
-Sodium hyaluronate มีบทบาทเกี่ยวกับความชุ่มชื้นของผิว
-Genistein สารกลุ่ม Isoflavone ที่พบในถั่วเหลือง เป็น Antioxidant ที่ดี และยังมีผลเป็น Phytoestrogen ช่วยให้ผิวพรรณนุ่มนวล หนาตัวขึ้น และแข็งแรงขึ้น

2.Base น่าจะมาในรูปแบบของ Hydrogel แม้จะมีส่วนของน้ำมันอยู่ด้วย แต่ลักษณะของเนื้อไม่ได้ขุ่นเหมือนพวกครีมและโลชั่น ประกอบด้วย น้ำ และ Propylene glycol ที่เป็นสารดูดน้ำให้กับผิว

3.Additives ได้แก่
3.1Emulsifier/Surfactant ได้แก่ PPG-26-Buteth-26 ตัวนี้มีคุณสมบติเป็น Solubilizer ช่วยละลายน้ำหอม น้ำมันหอมระเหย หรือน้ำมันให้เข้ากับน้ำได้ มีคุณสมบัติปรับสภาพผิวเพิ่มความชุ่มชื้นได้ด้วย
3.2สารเพิ่มความหนืด ได้แก่ Xanthan gum, Hydroxyethyl acrylate/Sodium acryloyldimethyltaurate copolymer, Glyceryl acrylate/acrylic acid copolymer และ PVM/MA copolymer บางตัวเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิวได้ และสารบางต่อก่อฟิล์มบนผิวให้สัมผัสที่ดีกับผิว
3.3สารปรับ pH มี Citric acid เป็นตัวปรับ pH ให้ลดลง และยังอาจจะให้ผลเป็น AHA ช่วยเติมน้ำให้ผิวได้ (เนื่องจาก pH = 6 Citric acid จะอยู่ในรูปของ Sodium citrate ทำให้คุณสมบัติการผลัดผิวต่ำ จะได้เรื่องการเติมน้ำให้ผิว)
3.4Preservatives ได้แก่ Chlorphenesin, Phenoxyethanol, Methylisothiazolinone ร่วมกับสารจับโลหะ EDTA

ถึงเวลาให้คะแนน

1.Actives นอกจากเรื่อง Whitening ดีๆอย่าง Niacinamide, tranexamic acid, Acetyl glucosamine แล้ว ยังเสริมสารอีกหลายๆตัวที่มีคุณสมบัติดีๆ มีสารดูดน้ำให้ผิว และมีสารเติมไขมันให้ผิวเข้ามาด้วย สารพฤกษเคมีอย่าง Tetrahydrodiferuroylmethane, EGCG และ Genistein ก็เป็นสารที่ดูแพง เพราะในการผลิตทำได้ค่อนข้างยาก และมีขั้นตอนที่ซับซ้อน คุณสมบัติโดยรวมคือ Whitening, Antioxidant, ลดการอักเสบ เพิ่มความชุ่มชื้น โดยรวมถือว่าทำมาได้ค่อนข้างดี จึงขอให้ 5 ฟลาสก์

2.Base เนื่องจากเป็น Hydrogel จึงพิจารณาแค่ส่วนของน้ำกับสารอื่นที่ละลายน้ำ ในส่วนผสมมีน้ำกับ Propylene glycol ที่เป็นสารดูดน้ำให้กับผิวแค่สองตัว จึงถือว่าอาจจะยังไม่พีคมากนัก แต่ข้อดีคือ ไม่มี Alcohol จึงสามารถใช้ได้ทุกสภาพผิว แต่เนื่องจากมีแค่ Propylene glycol เสริมเข้ามาเพียงตัวเดียว จุดนี้จึงขอให้ 3 ฟลาสก์

3.Additives ในส่วนของสารอื่นๆ ไม่มีตัวไหนที่เป็นพิษเป็นภัยกับผิว ไม่มีซิลิโคน ไม่มีพาราเบน ไม่มีน้ำหอม สารบางชนิดยังเติมน้ำให้ผิวได้ และยังช่วยสร้างฟิล์มบางๆเคลือบผิวช่วยปกป้องผิวไว้ พร้อมกับให้สัมผัสที่ดีไปในตัว จุดนี้ขอให้ 5 ฟลาสก์

4.การใช้งาน ผลิตภัณฑ์เกลี่ยง่าย ดูดซึมค่อนข้างไว ไม่เหนอะหนะ และไม่ทำให้ผิวแห้งตึง ไม่มีน้ำหอม กลิ่นก็เลยอาจจะแปลกๆนิดหน่อย แต่ก็ไม่ถึงกับว่าจะรับไม่ได้อะไร หลังใช้มา เกือบๆ 2 อาทิตย์ มีคนทักว่าหน้าอิ่มเอิบขึ้น แต่ตัวเองก็ไม่ได้รู้สึกอะไร อาจจะเป็นเพราะว่านั่งส่องกระจกมองหน้าอยู่ทุกวันวันละ 4 เวลา เลยไม่ทันสังเกตเห็น หรือจะเป็นเพราะอ้วนขึ้นหน้าเลยบวม ??? จุดนี้จึงขอให้ 5 ฟลาสก์

คะแนน ascorbie

สุดท้ายนี้ต้องขอขอบคุณทางแบรนด์ Ascorbie ด้วยค่ะที่ส่งผลิตภัณฑ์ดีๆมาให้ทดลองใช้

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถสอบถามได้ที่ทางเวบไซต์ของผลิตภัณฑ์ และแฟนเพจบนเฟสบุคเลยค่ะ

Official website: http://www.ascorbie.com/

Fanpage facebook: https://www.facebook.com/ASCORBIE

ขอบคุณค่ะที่ติดตามอ่านมาจนจบ แล้วพบกันใหม่โอกาสถัดไป สวัสดีค่ะ

[Cosme-Diagnosis] รีวิวจัดเต็ม ไวท์เทนนิ่งไทยๆ Skin secret ดีงามไม่แพ้ของนอก

[Cosme-Diagnosis] รีวิวจัดเต็ม ไวท์เทนนิ่งไทยๆ Skin secret ดีงามไม่แพ้ของนอก

วันนี้มี่แวะมารีวิวไวท์เทนนิ่งของคนไทย ที่ส่วนผสมหรูหราไม่แพ้ของนอกให้ชมกันค่ะ

ผลิตภัณฑ์ที่จะรีวิววันนี้มีชื่อว่า Skin Secret Brightening serum ค่ะ

ผลิตภัณฑ์ตัวนี้ออกแบบมาสำหรับทุกสภาพผิว ไม่มีส่วนผสมของน้ำหอม และสารกันเสียกลุ่ม Parabens ซึ่ง สารกันเสียกลุ่มนี้หลายๆประเทศ Ban เพราะเคยมีรายงานว่าสารพวกนี้ไปเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งบางประเภทได้

มาดูกันดีกว่าค่ะ

ss 1

ตัวผลิตภัณฑ์บรรจุในกล่องกระดาษ เรียบง่าย ดูหรูหรา สะอาดตา มีคำโปรยบนกล่องว่า “Correcting the uneven skin tone, dark spots, and acne clear. Restores skin health and scar from photodamage” แปลเป็นไทยว่า ช่วยปรับสีผิวให้สม่ำเสมอ ลดจุดด่างดำ ลดสิว ช่วยฟื้นฟูสุขภาพผิวและริ้วรอยที่เกิดจากแสงแดด

ขวดเป็นขวดทรงกระบอกสี่เหลี่ยม น่าจะเป็นอคริลิกใสคล้ายคริสตัล ข้างในมีกระบอกสีเงินอุ้มผลิตภัณฑ์ข้างในไว้อีกชั้นหนึ่ง

ss 2

ลักษณะเนื้อผลิตภัณฑ์จะเป็นซีรัมใสๆ มีกลิ่นหอมอ่อนๆ เกลี่ยง่าย ดูดซึมไวค่ะ

ss 6

พอดูดซึมหมด ก็จะไม่ทิ้งร่องรอยอะไรไว้บนผิว

ss 3

ค่า pH ก็กำลังดีกับผิวพอดี อยู่ที่ประมาณ 5

ss 4

ลองมาดูส่วนผสมกันดีกว่านะคะ

ss 5

จากลำดับส่วนผสมจะเห็นว่า Niacinamide หรือวิตามินบี 3 มาเป็นลำดับที่ 3 ก่อน Propanediol กับ Glycerin ที่เป็นสารดูดน้ำเสียอีก สารอื่นๆก็ให้ผลเรื่องของการเป็นไวท์เทนนิ่งได้ดี

ปกติเราจะแบ่งสารส่วนผสมในเครื่องสำอางเป็น 3 กลุ่ม ค่ะ

1. Actives หรือ สารออกฤทธิ์ เป็นสารที่ทำให้เครื่องสำอางมีคุณสมบัติพิเศษต่างๆ

2. Base หรือ ส่วนเนื้อของผลิตภัณฑ์ เป็นตัวอุ้มและเก็บสารออกฤทธิ์ไว้

3. Additives หรือ ส่วนของสารเติมแต่ง เป็นตัวเติมแต่งให้ผลิตภัณฑ์มีความน่าใช้ มีความปลอดภัย เช่น พวกสารกันเสีย พวกน้ำหอม พวกซิลิโคน ตัวเพิ่มความหนืด ฯลฯ

ลองมาไล่ไปทีละตัวเลยดีกว่า

คุณสมบัติสารแต่ละตัวแยกตามหน้าที่

1.Actives ได้แก่
– Niacinamide เป็นรูปแบบหนึ่งของวิตามินบี 3 มีรายงานว่า สารตัวนี้สามารถเป็น Whitening ช่วยปรับสภาพสีผิวให้สม่ำเสมอ โดยไปรบกวนการส่งผ่านของเมลานินที่สร้างเสร็จแล้ว ลดการอักเสบในผิว เพิ่มการไหลเวียนเลือด ช่วยเพิ่มความแข็งแรงให้ผิวโดยไปกระตุ้นการสร้าง Ceramides กรดไขมัน และไขมันชนิดต่างๆในหนังกำพร้า (Int J Cosmet Sci 2005; 27:255–261
– Undecylenoyl phenylalanine มีชื่อทางการค้าว่า Sepiwhite MSH ของบริษัท Seppic มีประโยชน์เป็น Whitening โดยไปยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ alpha-MSH ซึ่งปกติมีหน้าที่กระตุ้นให้ไทโรซิเนสทำงาน ให้มีการสร้างเมลานินมากขึ้น และไปกระตุ้นกระบวนการ Melanosome transfer ซึ่งเป็นกระบวนการสุดท้ายที่เอาเมลานินที่สร้างเสร็จเข้าสู่เซลล์ผิวและเห็นเป็นสีผิว ตัวนี้มีเทคโนโลยี Vectorized amino acid ที่เอากรดอะมิโนมาจับกับโครงสร้างอื่นที่เป็นสายยาวๆ เพื่อให้โมเลกุลละลายในไขมันได้มากขึ้น เพิ่มความคงตัวและการดูดซึมเข้าผิว ข้อมูลจากบริษัท ชี้ว่า มีประสิทธิภาพสูงมากในการยับยั้งกระบวนการสร้างเมลานินแบบครบวงจรเมื่อยืนยันกับข้อมูลจากงานวิจัยสองฉบับ คือ J Cosmet Dermatol. 2009;8(4):260-6. ทดสอบประสิทธิภาพในอาสาสมัคร เป็นเวลา 8 สัปดาห์ พบว่าประสิทธิภาพในการช่วยให้ผิวขาวจะดีขึ้นเมื่อใช้ร่วมกับ Niacinamide กับอีกงานวิจัยที่ทดสอบกับอาสาสมัคร เป็นเวลา 12 สัปดาห์ พบว่ามีประสิทธิภาพทำให้จุดด่างดำต่างๆจางลง (Clin Exp Dermatol. 2010;35(5):473-6)
– Mandelic acid เป็นสารในกลุ่ม AHA ชนิดหนึ่ง ให้ผลเร่งการผลัดเซลล์ผิว บางแหล่งข้อมูลบอกว่าให้ผลลดการอักเสบ และมีคุณสมบัติระงับเชื้อได้ด้วย มีการทดสอบเชิงคลินิกกับอาสาสมัครที่เป็นสิว พบว่าถ้าใช้ Mandelic acid ร่วมกับ Salicylic acid จะให้ผลลดสิว และรอยจากสิวได้เป็นอย่างดี (Dermatol Surg. 2009;35(1):59-65.)
– Aminobutyric acid ปกติสารนี้ในรูปแบบของ Gamma-aminobutyric acid (GABA) เป็นสารสื่อประสาทที่สร้างในสมอง ทำหน้าที่เป็นตัวระงับการทำงานที่มากเกินไป การใช้รูปแบบทาภายนอกมีรายงานกล่าวว่า สามารถฟื้นฟู Barrier ผิวที่เสียหายไปได้ (J Invest Dermatol. 2002;119(5):1041-7.) ลดการอักเสบ และช่วยเร่งการสมานแผล (J Microbiol Biotechnol. 2007;17(10):1661-9.) ผู้ผลิตวัตถุดิบ Claim ว่าการใช้ GABA ในเครื่องสำอางสำหรับทาภายนอก จะช่วยคลายกล้ามเนื้อ ให้ผลคล้าย Botox ได้ แต่ยังไม่มีรายงานการวิจัยรองรับ
– Lactic acid สารในกลุ่ม AHA ที่ได้จากการหมักนมด้วยจุลินทรีย์บางชนิด การออกฤทธิ์ขึ้นกับค่า pH โดยอาจจะให้ผลเป็นตัวเพิ่มความชุ่มชื้น หรือ ผลัดเซลล์ผิว สำหรับตัว Lactic ใน pH ประมาณ 4 จะให้ผลกระตุ้นการสังเคราะห์ Ceramide ในผิวได้ ซึ่ง Ceramide ทำหน้าที่เป็น Barrier function รักษาความชุ่มชื้นให้แก่ผิว
– Epilobium angustifolium extract สารสกัดจาก Willow herb มีรายงายเกี่ยวกับฤทธิ์ต้านเชื้อจุลชีพ (Curr Drug Targets. 2013; 14(9):986-91.) ฤทธิ์ในการปกป้องคอลลาเจนและอิลาสตินในผิวไม่ให้ถูกทำลายจากรังสี UV และช่วยให้เซลล์ Fibroblast ที่สร้างคอลลาเจนมีชีวิตยืนยาวขึ้น (ปกติคนที่อายุเพิ่มขึ้นเซลล์พวกนี้จะค่อยๆหายไป) (Gen Physiol Biophys. 2013; 32(3):347-59.) สารประกอบ Oenothein B ที่พบในพืชนี้มีประโยชน์เป็น Anti-oxidant และ Anti-inflammatory ที่ดี (Phytomedicine. 2011; 18(7):557-60.) และยังมีฟลาโวนอยด์อื่นๆที่เคยมีรายงานว่าสามารถยับยั้งเอนไซม์ไทโรซิเนสได้
– Nonapeptide-1 มีชื่อทางการค้าว่า Melanostatin 5 เป็นเปปไทด์ที่ออกฤทธิ์ต่อต้านฮอร์โมน MSH (Melanocyte stimulating hormone) ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่ไปกระตุ้นเซลล์ที่ชื่อ Melanocyte ให้เกิดการสร้างเมลานินออกมา
– Rumex occidentalis extract สารสกัดจากพืชชนิดหนึ่งในอเมริกาเหนือ มีรายงานการทดสอบประสิทธิภาพในการเป็น Whitening เมื่อใช้คู่กับ 1,18-octadecen-9-dioic acid (18-ODA) พบว่าอาสาสมัครที่ใช้มีผิวที่ขาวขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ (Int J Cosmet Sci. 2012;34(6):575-81.) ข้อมูลจากผู้ผลิตวัตถุดิบระบุว่า สารนี้ยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ Tyrosinase ได้แรงกว่า Arbutin และ Hydroquinone และให้ผลลดรอยแดงได้ด้วย (ข้อมูลจาก Tyrostat ของ Lucas Meyer Cosmetics)
– Betaglucan มีประโยชน์เรื่องการเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิว ลดการอักเสบ ปรับสมดุลภูมิคุ้มกัน และช่วยลดริ้วรอย
– Tocopherol คือ วิตามินอี มีประโยชน์เป็น Antioxidant แต่ส่วนมากมักจะให้ผลปกป้องสารในผลิตภัณฑ์ไม่ให้เสื่อมเพราะออกซิเจนในอากาศ
– Phenylethyl resorcinol อนุพันธ์ของ Resorcinol มีชื่อทางการค้าว่า Symwhite 377 มีคุณสมบัติช่วยให้ผิวขาวผ่านการยับยั้งเอนไซม์ Tyrosinase ที่เป็นตัวสร้างเมลานิน และเป็น Antioxidant ข้อมูลจากผู้ผลิตวัตถุดิบระบุว่า สารนี้ให้ผลเป็น Whitening ได้ดีกว่า Beta-arbutin 100 เท่า (แต่ปกติ Beta-arbutin ก็มีฤทธิ์น้อยอยู่แล้ว) การศึกษาในอาสาสมัคร เมื่อใช้ครีมที่มีส่วนผสมของสารนี้กับสาร Whitening อื่นๆ เป็นเวลา 12 สัปดาห์ พบว่าผิวขาวขึ้น (J Cosmet Dermatol. 2013;12(1):12-7.) ช่วยลดรอยฝ้าในอาสาสมัครได้ (J Cosmet Dermatol. 2011;10(3):189-96.)
– Arctostaphylos uva ursi extract สารสกัดจาก Bearberry ส่วนของใบมีรายงานว่ามีฤทธิ์ฆ่าเชื้อแบคทีเรียบางชนิด มีรายงานว่าส่วนของเปลือกและใบพบสาร Arbutin ที่มีฤทธิ์ยับยั้งการสร้างเม็ดสีผิวผ่านการยับยั้งเอนไซม์ Tyrosinase (Phytochem Anal. 2009;20(5):416-20.)
– Prunus serotina bark extract สารสกัดจากเปลือกต้นเชอร์รี่ ข้อมูลจากผู้ผลิตระบุว่าให้ผลเป็น Astringent (กระชับรูขุมขน) และให้ความรู้สึกสบายผิว
– Lonicera japonica กับ Lonicera caprifolium extract สารสกัดจากดอกสายน้ำผึ้ง ให้ผลเป็น Preservatives (สารกันเสีย)

2.Base ถ้าดูจากส่วนผสมก็มีทั้งน้ำและน้ำมัน แต่พอดูจากเนื้อผลิตภัณฑ์เป็นรูปแบบเจลใส (Hydrogel) ประกอบด้วยน้ำ และสารอื่นที่ละลายได้ในน้ำ ได้แก่ Propanediol และ Glycerin ให้ผลดูดน้ำให้กับผิว
– สารไขมันอย่างน้ำมันถั่วเหลืองกับ Capric/caprylic triglycerides ให้ผลเพิ่มความชุ่มชื้นแก่ผิว

3.Additives ได้แก่
3.1 Emulsifier/Surfactant ได้แก่ Polyglyceryl-4 caprate ให้ผลเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิวได้ด้วย และ Phosphatidyl choline เป็นอีกชื่อหนึ่งของ lecithin ตัวนี้นอกจากผลผสานน้ำมันให้อยู่กับน้ำได้ อาจจะช่วยเรื่องการเก็บกักสารไว้ในระบบนำส่งได้ด้วย
3.2 สารเพิ่มความหนืด ได้แก่ Dextran กับ Xanthan gum
3.3 Preservatives ได้แก่ สารสกัดจากดอกสายน้ำผึ้งสองตัว กับ Benzyl alcohol
3.4 สารปรับ pH ได้แก่ Sodium hydroxide
3.5 น้ำมันหอมระเหยจากพืช ได้แก่ Lavender, Sandalwood, กระดังงา เป็นน้ำมันหอมระเหยที่ค่อนข้างโอเค ไม่ได้สุ่มเสี่ยงเหมือนพวก Citrus
* ในตำรา Aromatherapy จะระบุคุณสมบัติของ Lavender oil ในเรื่องของคุณสมบัติในการฆ่าเชื้อต่างๆ ลดการอักเสบ และช่วยสมานแผล ทำให้น่าจะมีผลช่วยเรื่องสิวได้ด้วยค่ะ

ถึงเวลาให้คะแนน

1.Actives เรียกได้ว่ามาเต็ม และมากันหลายกลไกเลยทีเดียวในการเป็น Whitening ทำให้น่าจะได้ผลที่ดีเพราะสารออกฤทธิ์กันคนละจุด ช่วยเสริมฤทธิ์กันในการช่วยให้ผิวขาวขึ้น แต่ในส่วนผสมมี AHA อยู่ด้วย อาจจะทำให้ผิวบางได้ ถ้าใช้บ่อยๆ แต่ถ้าดูจากค่า pH ก็ถือว่าไม่ได้รุนแรงมากเกินไป อาจจะใช้แค่ก่อนนอน หรือ วันเว้นวัน ก็น่าจะให้ผลดีอยู่ จุดนี้ขอให้ 4 ฟลาสก์

2.Base ถ้าดูจากเนื้อสัมผัส น่าจะจัดอยู่ในกลุ่ม Hydrogel ในส่วนผสมประกอบด้วย Propanediol กับ Glycerin เป็นสารดึงน้ำให้ผิวอยู่ ตอนนี้ตัว Propanediol เรียกได้ว่ากำลังอยู่ในกระแสของตลาดเลยทีเดียว เพราะนางออกมาเพื่อต้าน Propylene glycol ด้วยคุณสมบัติที่คล้ายกัน แต่ตัวนางเหนือกว่าในด้านความปลอดภัย และในด้านของแหล่งกำเนิด เพราะ Propanediol สามารถได้จากการหมักข้าวโพด ซึ่งถือว่าเป็นธรรมชาติ ที่สำคัญคือไม่มีแอลกอฮอล์ จุดนี้ขอให้ 5 ฟลาสก์

3.Additives ตัวนี้ปราศจากสารกันเสียประเภท Parabens ไม่มีซิลิโคน และไม่มีน้ำหอม (โดยใช้น้ำมันหอมระเหยจากพืชมาแต่งกลิ่นแทน) อีกอย่างคือเรียกได้ว่าไม่มีสารกันเสีย เพราะใช้สารสกัดจากดอกสายน้ำผึ้งกับสารหอมอย่าง Benzyl alcohol แทน สารอื่นๆก็ไม่มีพิษไม่มีภัยอะไรกับผิว บางตัวยังมีประโยชน์พิเศษให้กับผิว จึงขอให้ 5 ฟลาสก์

4.คะแนนการใช้งาน ผลิตภัณฑ์เกลี่ยง่าย ดูดซึมค่อนข้างไว มีกลิ่นหอมอ่อนๆ แต่เนื้อสัมผัสจะเหลวไปนิดนึง หลังจากใช้มาได้ประมาณ 2 สัปดาห์ รู้สึกว่าจุดด่างดำจางลงไปบ้าง ขอให้ 4 ฟลาสก์

คะแนน

สุดท้ายนี้ต้องขอบคุณทางแบรนด์ Skin Secret ด้วยค่ะที่ส่งผลิตภัณฑ์ดีๆมาให้มี่ทดลองใช้

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถติดต่อสอบถามได้ที่เฟสบุคแฟนเพจของผลิตภัณฑ์เลยค่ะ 🙂

https://www.facebook.com/skinsecret.skincare

ขอบคุณที่ติดตามอ่านมาจนจบค่ะ แล้วพบกันใหม่โอกาสหน้า สวัสดีค่ะ

[Cosme-Diagnosis] Rx for Brown skin step 2 treat & repair

[Cosme-Diagnosis] Rx for Brown skin step 2 treat & repair

สวัสดีค่ะ วันนี้มี่แวะมารีวิวเวชสำอางยี่ห้อหนึ่งของทางอเมริกา ซึ่งเป็นแบรนด์ที่ดังมาก และมีจุดเด่นจำเพาะ คือ เค้าวิจัยและพัฒนามาสำหรับคนผิวสีโดยเฉพาะเลยค่ะ

ผิวสีที่ว่านี่ไม่ใช่หมายถึงผิวดำนะคะ ผิวเหลืองแบบสาวๆบ้านเราก็ถือเป็นผิวสีค่ะ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นผิวขาว ก็ใช้ได้ด้วยค่ะ เพราะส่วนผสมไม่ได้เป็นตัวที่จะต้องจำเพาะเจาะจงกับคนผิวสีมากนัก เพียงแต่คนผิวขาว (แบบฝรั่ง หรือ Caucasians) เค้าจะไม่อยากได้ไวท์เทนนิ่งค่ะ เค้าจะอยากได้ไปทางชะลอวัย หรือ Anti-aging แทน

แบรนด์ที่ว่าก็คือ Rx for Brown Skin ที่วิจัยและพัฒนาโดย Dr.Susan C. Taylor แพทย์ผิวหนังชื่อดังท่านหนึ่ง

ตัวที่มี่ได้มามีสองตัวค่ะ ใช้คู่กับ Vit C ของ Dr.Jessica Wu ที่เคยรีวิวไปในกระทู้ก่อนนะคะ

 

IMG_0741-re

สองตัวที่ว่าก็คือ Intensive exfoliating texture repair (ขวดเล็ก) กับ Rapid dark spot & tone corrector (ขวดใหญ่กว่า) ส่วนอีกตัวก็เป็นวิตซีลูกรักที่รีวิวไปคราวก่อนค่ะ

ลองมาดูกันทีละตัวดีกว่านะคะ


ตัวแรก Intensive exfoliating texture repair

ตัวนี้เป็นตัวผลัดผิว หรือเรียกง่ายๆสั้นๆว่า AHA ค่ะ แต่ AHA ของเค้าไม่ได้ธรรมดาเลยนะคะ เพราะว่าเป็น AHA จาก
พืช ผสมกับ AHA สองตัวอย่าง Lactic และ Glycolic acid พร้อมทั้งสารสกัดพืชและสารบำรุงต่างๆอีกหลายตัวค่ะ

ลักษณะเนื้อสัมผัสจะเป็นเจลใสๆ เกลี่ยง่าย ไม่มัน ไม่เหนอะหนะ

brown 1-re

พอเกลี่ยเสร็จก็จะแห้งสนิทไปเลย

brown 2-re

ตัวนี้ข้างกล่องแนะนำว่า สำหรับคนที่ไม่เคยใช้ AHA มาก่อน ให้ใช้อาทิตย์ละ 2 – 3 ครั้ง แล้วค่อยๆเพิ่มความถี่ในการใช้ขึ้น แต่ส่วนตัวมี่คิดว่า เราใช้วันเว้นวัน หรืออาทิตย์ละ 3 ครั้งก็น่าจะกำลังดีค่ะ ส่วนตัวมี่จะใช้ จันทร์ พุธ ศุกร์ค่ะ แล้วใช้แค่กลางคืนก็น่าจะโอเคกว่า

ค่า pH ก็ไม่ได้ต่ำมากจนเกินไปค่ะ ไม่ 4 ไม่ 5 ก้ำกึ่งๆพอดี

IMG_0762-re

ลองมาดูส่วนผสมกันดีกว่านะคะ พอดีถ่ายแล้วไม่ชัดขอพิมพ์ให้แทนนะคะ

Water (Aqua), Vaccinium MyrtillusFruit/Leaf Extract, Butylene Glycol, Saccharum Officinarum (Sugar Cane)Extract, Glycerin, Sodium Hyaluronate, Acer Saccharum (Sugar Maple) Extract, Citrus Medica Limonum (Lemon) Extract, Citrus Aurantium Dulcis (Orange) Fruit Extract, Glycine Soja (Soy) Bean Extract, Punica Granatum (Pomegranate) Fruit Extract, Aloe Barbadensis (Aloe) Leaf Extract, Camellia Oleifera (Green Tea) Leaf Extract, Glycyrrhiza Glabra (Licorice) Root Extract, Pyrus Malus (Apple) Fruit Extract, Cucumis Sativus (Cucumber) Fruit Extract, Lactic Acid, Glycolic Acid, Hydroxyethylcellulose, Ethylhexylglycerin, Phenoxyethanol

ลองดูรายละเอียดและหน้าที่ของสารแต่ละตัวเลยดีกว่านะคะ

ปกติเครื่องสำอางจะประกอบด้วยส่วนสำคัญๆ อยู่ 3 ส่วนหลักๆ คือ

1.Actives หรือ สารออกฤทธิ์ เป็นสารที่ทำให้เครื่องสำอางมีคุณสมบัติพิเศษต่างๆ

2.Base หรือ ส่วนเนื้อของผลิตภัณฑ์ เป็นตัวอุ้มและเก็บสารออกฤทธิ์ไว้

3.Additives หรือ ส่วนของสารเติมแต่ง เป็นตัวเติมแต่งให้ผลิตภัณฑ์มีความน่าใช้ มีความปลอดภัย เช่น พวกสารกันเสีย พวกน้ำหอม พวกซิลิโคน ตัวเพิ่มความหนืด ฯลฯ

 

1.Actives ได้แก่

-Vaccinium myrtillus fruit/leaf extract สารสกัดจาก Bilberry ในฐานข้อมูลมีรายงานเกี่ยวกับคุณสมบัติในการปกป้องเซลล์ผิวหนังจากอันตรายของรังสี UV (J Photochem Photobiol B. 2014; 132:27-35.) สารประกอบ Anthocyanin ที่พบใน Bilberry ยังสามารถลดอาการคัน โดยไปลดการหลั่งสารภูมิแพ้จาก Mast cell (J Food Sci. 2012; 77(12):H262-7)

-Saccharum officinarum extract สารสกัดจากอ้อย มีรายงานการวิจัยระบุว่า สารสกัดจากอ้อยที่ผ่านการแยกเอาน้ำตาลออกไปจะมีคุณสมบัติเป็น Antioxidant และสามารถใช้เป็น Whitening โดยมีผลยับยั้งเอนไซม์ Tyrosinase ด้วย (J Agric Food Chem. 2011; 59(17):9219-25.) ซึ่งถ้าผลิตภัณฑ์ใช้แบบที่ยังมีน้ำตาลอยู่ ก็จะให้ผลเพิ่มความชุ่มชื้นแก่ผิวเพราะน้ำตาลสามารถดูดน้ำเข้าหาตัวเอง เวลาทาลงไปในผิวก็จะดูดน้ำให้ผิว

-Sodium hyaluronate มีบทบาทเกี่ยวกับความชุ่มชื้นและความยืดหยุ่นของผิว

-Acer saccharum extract สารสกัดจาก Sugar maple ในฐานข้อมูลงานวิจัยมีแต่รายงานของสายพันธุ์อื่น ส่วนข้อมูลจากผู้ผลิตวัตถุดิบบอกว่าสารสกัดนี้ออกฤทธิ์ผลัดเซลล์ผิว (Keratolytic)

-Citrus medica limonum extract สารสกัดจาก Lemon การออกฤทธิ์ขึ้นอยู่กับส่วนของพืช ถ้าเป็นส่วนของเนื้อผลจะได้กรด AHA ซึ่งมีบทบาทในการผลัดเซลล์ผิว ควบคุมความมัน และมีฟลาโวนอยด์อยู่บ้าง ในเปลือกมี Flavonoid ที่มีฤทธิ์ทางชีวภาพหลายๆอย่าง รวมทั้งฤทธิ์กระตุ้นการสมานแผล กระตุ้นการสร้างคอลลาเจน และส่งเสริมการเจริญเติบโตของเนื้อเยื่อใหม่ (Pak J Biol Sci. 2013; 16(20):1086-94.)

-Citrus aurantium dulcis fruit extract สารสกัดจากส้ม ส่วนของเนื้อผลจะมี AHA เป็นองค์ประกอบ และมีน้ำตาลช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่ผิว ผู้ผลิตวัตถุดิบยัง Claim ไปถึงวิตามินและสารอาหารในผลส้ม

-Glycine soja extract สารสกัดจากถั่วเหลือง คุณสมบัติขึ้นกับขึ้นกับกรรมวิธีที่ใช้สกัด มี 3 แบบ คือแบบแรกสกัดด้วย Organic solvent ซึ่งจะมีสาร Isoflavone 2 ตัว คือ Genistein และ Daidzein ซึ่งสองตัวนี้นอกจากที่มีฤทธิ์เป็น Anti-oxidant ที่ดีแล้ว ยังมีคุณสมบัติเป็นไฟโตเอสโตรเจนด้วย จึงช่วยให้ผิวหนาตัวขึ้น ชุ่มขึ้น และลดเลือนริ้วรอยได้ แบบที่สองคือสกัดด้วยน้ำ จะได้โปรตีน ที่ให้ความชุ่มชื้น กับซ่อมแซมโครงสร้างที่หนังกำพร้า และถ้าสกัดด้วย oil ก็จะได้กรดไขมันไม่อิ่มตัวกับ Phytosterol ที่มีประโยชน์กับผิว

-Punica granatum extract สารสกัดจากทับทิม อุดมด้วยสารในกลุ่ม Polyphenol มีคุณสมบัติเป็น Anti-oxidant ที่ค่อนข้างดี และช่วยควบคุมความมัน กระชับรูขุมขนได้ด้วย

-Tetrapeptide-30 Peptide ที่ประกอบด้วยกรดอะมิโน 4 ตัว ออกฤทธิ์ลดการอักเสบในผิว ลดการสร้างเม็ดสีผิว ข้อมูลจากผู้ผลิตวัตถุดิบระบุว่าสารนี้สามารถปรับโทนสีผิวให้สม่ำเสมอ และมีความสวยงามมากขึ้น

-Avena sativa extract สารสกัดจากข้าวโอ๊ต มีรายงานเกี่ยวกับคุณสมบัติในการต้านการอักเสบ (Anti-inflammatory) ของเซลล์ผิวหนัง (Int J Tissue React. 2003; 25(2):41-6.) และช่วยป้องกันความระคายเคืองจากสารเคมีในผิว (การทดสอบใช้ SLS เป็นสารที่ทำให้ผิวหนังเกิดการระคายเคือง) (Skin Pharmacol Appl Skin Physiol. 2002; 15(2):120-4.) นอกจากนี้เนื่องจากใน Oat มีทั้งคาร์โบไฮเดรตและโปรตีนจึงให้ผลเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิวได้ด้วย

-Aloe barbadensis leaf extract สารสกัดจากว่านหางจรเข้ มีรายงานการวิจัยกล่าวว่าสามารถออกฤทธิ์เป็นสารช่วยให้ผิวขาวได้โดยไปกระตุ้นให้เกิดกระบวนการ Melanin aggregation ทำให้สีผิวจางลง โดยตัวที่เป็นตัวออกฤทธิ์คือ Aloin ที่พบในใบ (Planta Med. 2012; 78(8):767-71.) การทดสอบผลของไลโปโซมที่บรรจุว่านหางจรเข้ต่อผิวหนังพบว่า มีฤทธิ์กระตุ้นการแบ่งเซลล์ผิวหนัง (Keratinocyte proliferation) และกระตุ้นการสังเคราะห์คอลลาเจน (J Oleo Sci. 2009;58(12):643-50.)

-Camellia oleifera leaf extract สารสกัดจากชา ส่วนของใบมีประโยชน์เป็น Antioxidant Anti-inflammatory และ Astringent (กระชับรูขุมขน) มีรายงานการวิจัยกล่าวว่า สารสกัดจากใบประกอบด้วยสารกลุ่ม Polyphenol ที่เป็น Antioxidant ที่ดี (Int J Biol Macromol. 2014; 68:7-12.)

-Glycyrrhiza glabra extract สารสกัดจากชะเอมเทศ มีรายงานเกี่ยวกับคุณสมบัติในการยับยั้งเอนไซม์ Tyrosinase ลดการสร้างเมลานินช่วยให้สีผิวจางลง มีฤทธิ์เป็น Antioxidant และช่วยปกป้องเซลล์ผิวจากอันตรายจากเปอร์ออกไซด์ในร่างกาย (Molecules. 2014; 19(7):9101-13.) มีคุณสมบัติเป็น Anti-inflammatory เมื่อใช้ในโรคผิวอักเสบแบบ Atopic จะช่วยลดอาการคัน บวม และแดงได้ (J Dermatolog Treat. 2003; 14(3):153-7.)

-Pyrus malus fruit extract สารสกัดจาก Apple สายพันธุ์หนึ่ง ไม่เจอรายงานการใช้ในผิวหนัง แต่ปกติผลไม้มีน้ำตาลกับวิตามิน และ AHA ที่ชื่อ Malic acid อยู่ จึงให้ผลเพิ่มความชุ่มชื้นและปรับสภาพผิวหนัง

-Cucumis sativus extract สารสกัดจากแตงกวา ซึ่งมีฟลาโวนอยด์และแทนนิน ซึ่งมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ (J Young Pharm. 2010;2(4):365-8) และยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ Hyaluronidase และเอนไซม์ Elastase จึงป้องกันและชะลอการเกิดริ้วรอยได้ (Arch Dermatol Res. 2011;303(4):247-52)

-Lactic acid สารในกลุ่ม AHA ที่ได้จากการหมักนมด้วยจุลินทรีย์บางชนิด การออกฤทธิ์ขึ้นกับค่า pH โดยอาจจะให้ผลเป็นตัวเพิ่มความชุ่มชื้น หรือ ผลัดเซลล์ผิว สำหรับตัว Lactic ใน pH ประมาณ 4 จะให้ผลกระตุ้นการสังเคราะห์ Ceramide ในผิวได้ ซึ่ง Ceramide ทำหน้าที่เป็น Barrier function รักษาความชุ่มชื้นให้แก่ผิว

-Glycolic acid สารในกลุ่ม AHA ที่มีขนาดเล็กที่สุด พบได้ในอ้อยและพืชอื่นๆ มีการ Claim ว่าซึมเข้าไปในผิวหนังได้ดี ให้ผลผลัดเซลล์ผิว เพิ่มความชุ่มชื้น และให้ผิวดูเรียบเนียนขึ้น

2.Base หลักๆมีแค่น้ำและส่วนของน้ำ ได้แก่ น้ำ, Butylene glycol, Glycerin, Ethylhexylglycerin ตัวนี้มีฤทธิ์ยับยั้งเชื้อได้ด้วย

3.Additives มีกันอยู่แค่สารเพิ่มความหนืด กับ สารกันเสีย ดังนี้

3.1สารเพิ่มความหนืด มี Hydroxyethylcellulose เป็นตัวเพิ่มความหนืด

3.2สารกันเสีย ได้แก่ Ethylhexylglycerin ตัวนี้เพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิวได้ด้วย และ Phenoxyethanol

สรุปจุดเด่น:

-สูตรผสมระหว่าง AHA และสารผลัดผิวจากธรรมชาติ

-ค่า pH ไม่ต่ำมากจนเกินไป

-ไม่มีน้ำหอม ไม่มีพาราเบน ไม่มีซิลิโคน
ถึงเวลาให้คะแนน

1.Actives มีสารสกัดพืชหลายๆชนิด ให้ผลทั้งช่วยลดการอักเสบ ผลัดเซลล์ผิว ไวท์เทนนิ่ง เป็น Antioxidant ที่ดี เสริมมาด้วย Peptide ที่ช่วยเรื่องการสร้างเม็ดสีผิว มีสารสกัดจากว่านหางจรเข้และชะเอม ที่จะคอยช่วยลดความระคายเคืองที่อาจจะเกิดขึ้นจาก AHA จึงนับว่าทำมาได้ค่อนข้างสมบูรณ์ จึงขอให้ 5 ฟลาสก์

2.Base หลักๆเป็นน้ำและสารละลายอื่นๆที่ละลายน้ำได้ ก็จะมี Glycerin, Butylene glycol และก็ Ethylhexylglycerin สามารถดูดน้ำให้ผิวได้ค่อนข้างดี ไม่มีแอลกอฮอล์ จึงขอให้ 5 ฟลาสก์

3.Additives มีแค่ 3 ตัว ไม่มีน้ำหอม ไม่มีซิลิโคน ไม่มีพาราเบน ซึ่งตามหลักการทาง Dermatology บอกว่า เวลามีสารน้อยๆชนิดก็จะเสี่ยงแพ้ได้น้อยกว่า จุดนี้ก็ไม่รู้จะไปหักคะแนนอะไรที่ไหน เพราะตัวที่ใส่มาก็ไม่ได้มีพิษมีภัยอะไรกับผิว จึงขอให้ 5 ฟลาสก์

4.คะแนนการใช้งาน ตัวเจลเป็นเจลใสๆ หนืดเล็กน้อย เกลี่ยง่าย ใช้ผลิตภัณฑ์แค่นิดเดียวประมาณเม็ดถั่วเขียวก็เกลี่ยได้ทั่วหน้า แห้งไว ไม่แสบ ไม่ร้อน ไม่แดง ไม่มีกลิ่น ซึ่งก็ดูโอเค จึงขอให้ 5 ฟลาสก์

 

คะแนน brown exfo

 

ทีนี้อีกตัวหนึ่งก็คือ Rapid dark spot & tone corrector เป็นตัวช่วยปรับสภาพ ปรับสีผิวให้สม่ำเสมอ และดูขาวขึ้นค่ะ

ตัวนี้จะมาในรูปแบบของ Emulsion คือ ประกอบด้วยน้ำมันและน้ำ

เนื้อเป็นเนื้อครีมสีออกครีมๆ

brown 3-re

เกลี่ยง่าย ไม่มัน ไม่เหนอะหนะ แห้งไวค่ะ

brown 4-re

ค่า pH ก็กำลังดีเลยค่ะ อยู่ที่ 5-6 ใกล้เคียงกับผิวพอดีค่ะ

IMG_0763-re

ส่วนผสมค่อนข้างเยอะนิดหนึ่งค่ะ บางตัวจะคล้ายๆกับตัว AHA เมื่อกี๊ก็ขอกล่าวรายละเอียดเฉพาะตัวที่ยังไม่ได้พูดถึงนะคะ

 

IMG_0781-re

มาดูไปกันทีละส่วนเลยดีกว่าค่ะ ตัวที่ซ้ำกับเมื่อกี๊ขอไม่ลงรายละเอียดนะคะ

1.Actives ได้แก่

-Oligopeptide-68 เป็นเปปไทด์ที่มีฤทธิ์คล้ายสาร TGF-β ออกฤทธิ์ลดและควบคุมการสร้างเม็ดสีผิว

-Tetrapeptide-30 ตัวนี้เป็นเปปไทด์ที่ช่วยเรื่อง Whitening เหมือนกัน

-Phyllanthus emblica fruit extract คือ สารสกัดจากมะขามป้อม มีประโยชน์ในเรื่อง Whitening เป็น Antioxidant ที่ดี แล้วมีผลช่วยเรื่องกระชับรูขุมขนได้

-Sodium hyaluronate มีบทบาทเกี่ยวกับความชุ่มชื้นและยืดหยุ่นของผิว

-Tetrahydrocucurminoids เป็นอนุพันธ์ของ Cucurminoids ที่พบในขมิ้นชัน เป็น Antioxidant ที่มีฤทธิ์ดี และมีผลป็น Whitening ที่ดี

-Ferulic acid สารบริสุทธิ์ที่พบในข้าว เป็น Anti-oxidant ที่มีฤทธิ์แรงและยังมีฤทธิ์ลดการอักเสบในผิว

-Dipotassium glycyrrhizinate สารที่พบในชะเอม ให้ผลลดการอักเสบ ลดการระคายเคืองในผิว

-สารสกัดจากชา 2 สายพันธ์คือ Camellia sinensis กับ Camellia oleifera ให้ผลเป็น Antioxidant ที่ดี

-Chondrus crispus extract สารสกัดจาก Carrageenan ให้ผลเพิ่มความชุ่มชื้นกับผิว

-Hydrolyzed chondrus crispus extract คือ Carrageenan ที่ผ่านกรรมวิธีการย่อยให้มีขนาดเล็กลง ให้ผลเพิ่มความชุ่มชื้น ลดการอักเสบและการระคายเคืองภายในผิว

-วิตามิน ซี 2 รูปแบบ คือ Sodium ascorbyl glucoside กับ Ascorbyl palmitate ตัวหนึ่งละลายน้ำมันอีกตัวละลายน้ำ วิตามินซีสองตัวนี้มีความเป็นกรดต่ำ ให้ผลเกี่ยวกับเรื่องชะลอวัย เพราะเป็น Antioxidant เป็นองค์ประกอบในการสังเคราะห์คอลลาเจน และให้ผลเป็น Whitening

-Hippophae rhamnoides extract สารสกัดจาก Seabuckthorn ประกอบด้วย Flavonoid หลายๆชนิด (Int J Food Sci Nutr. 2012;63(6):730-8.) ซึ่งพวกนี้ให้ผลเป็น Antioxidant ที่ดี

-Portulaca oleraceae extract สารสกัดจากคุณนายตื่นสาย มีรายงานเกี่ยวกับฤทธิ์กระตุ้นการสมานแผล (Wound healing) (J Ethnopharmacol. 2003; 88(2-3):131-6.) ลดการอักเสบ (J Ethnopharmacol. 2000; 73(3):445-51.) และมีคุณสมบัติเป็น Antioxidant (J Med Plants Res. 2011; 5(9):1589-1593)

-Vibrio alginolyticus ferment filtrate สารที่ได้จากการหมักจุลินทรีย์สายพันธ์หนึ่ง ผู้ผลิตวัตถุดิบ Claim ว่า ได้จากจุลินทรีย์แถบ French Polynesia ประกอบด้วย Polysaccharide ที่เสริมการผลัดเซลล์ผิว การแบ่งตัวและเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของเซลล์ผิว และช่วยเพิ่มความแข็งแรงของเซลล์ผิว โดยมีผลต่อการทำง่านของเอนไซม์ Transglutaminase ที่ทำหน้าที่เกี่ยวกับการเชื่อมต่อกันของโปรตีนระหว่างเซลล์

-Phospholipids ไขมันชนิดพิเศษที่เป็นองค์ประกอบของเยื่อหุ้มเซลล์ ให้ผลเพิ่มความชุ่มชื้น และเป็นสารตั้งต้นในการสังเคราะห์ไขมันอื่นๆในผิว

-Retinyl palmitate อนุพันธ์ของวิตามินเอ สามารถดูดซึมได้มากขึ้น ให้ผลปรับสมดุลการผลัดเซลล์ผิว ลดริ้วรอย และควบคุมการเกิดสิวได้

-Tocopheryl acetate อนุพันธ์ของวิตามินอี มีประโยชน์เป็น Antioxidant แต่ส่วนมากจะให้ผลปกป้องสารในผลิตภัณฑ์ไม่ให้เสื่อมสภาพเพราะออกซิเจนในอากาศ

-Leuconostoc/Radish root ferment filtrate สารสารที่ได้จากกระบวนการหมัก Radish root ด้วยจุลินทรีย์ Leuconostoc ซึ่งเป็นจุลินทรีย์กลุ่ม Lactic acid bacteria มีคุณสมบัติระงับเชื้อจุลินทรีย์ต่างๆ มี peptide ช่วยปรับสภาพผิว และเพิ่มความชุ่มชื้น ระหว่างการหมักน่าจะได้ Lactic acid ออกมาด้วย

-Glycine soja extract สารสกัดจากถั่วเหลือง เหมือนตัว Exfoliate

-Punica granatum fruit extract สารสกัดจากทับทิม เหมือนตัว Exfoliate

-Aloe barbadensis leaf extract สารสกัดจากว่านหางจรเข้ เหมือนตัว Exfoliate

-Citrus aurantium dulcis extract สารสกัดจากส้ม เหมือนตัว Exfoliate

-Glycyrrhiza glabra extract สารสกัดจากชะเอม เหมือนตัว Exfoliate

2.Base เป็นรูปแบบของ Emulsion เพราะประกอบด้วยน้ำและน้ำมัน ดังนี้

2.1ส่วนของน้ำ ได้แก่ น้ำ, Glycerin และ Butylene glycol

2.2ส่วนของน้ำมัน ได้แก่ C12-15 alkyl benzoate ตัวนี้ทำหน้าที่เป็นตัวละลายสารต่างๆ, Stearyl alcohol, Glyceryl stearate, Diisopropyl dimer dilinoleate, Cetearyl alcohol และ Stearic acid

2.3Silicone ได้แก่ Cyclopentasiloxane, Cyclohexasiloxane สองตัวนี้เป็นซิลิโคนที่ระเหยได้ ร่วมกับ Dimethicone ที่ระเหยไม่ได้ ทำหน้าที่เคลือบคลุมผิวกันน้ำระเหย

3.Additives มีแต่ตัวประสานน้ำให้เข้ากับน้ำมัน (Emulsifier) แค่สามตัว

3.1Emulsifier ได้แก่ Hydrogenated lecithin ตัวนี้ช่วยบำรุงผิวเพิ่มความชุ่มชื้นได้ ร่วมกับ Sodium oleate, และ Sodium lauroyl glutamate

จุดเด่น:

-มีสาร Whitening หลายๆตัวที่เสริมฤทธิ์กันหลายๆกลไก ทำให้น่าจะเสริมกันได้อย่างดี

-สารออกฤทธิ์ส่วนใหญ่เป็นสารสกัดพืช และมีสารพฤกษเคมีที่แยกจากพืช ซึ่งดูมีราคาและมีคุณค่า อย่าง Tetrahydrocucurminoid กับ Glycyrrhizinate

-ไม่มีสารที่ทำให้ผิวบาง

ถึงเวลาให้คะแนน

1.Actives ประกอบด้วยสารสกัดจากพืชหลายๆตัว เสริมด้วย Peptide ที่มีผลปรับสีผิว มี Moisturizer และมีตัวช่วยเรื่องริ้วรอย จุดนี้ถือว่าทำมาได้ค่อนข้างโอเคเลย จึงขอให้ 5 ฟลาสก์

2.Base มาในรูปแบบ Emulsion ซึ่งควรจะประกอบด้วยสารดึงน้ำ สารไขมันที่ดูดซึมได้ และสารไขมันเคลือบผิว ถ้าย้อนกลับไปดูข้อสอง จะเห็นว่า มีสารดึงน้ำแล้ว ส่วนของไขมันที่ดูดซึมได้ ก็จะมี Diisopropyl dimer dilinoleate ซึ่งเวลาเข้าผิวไปจะให้ Linoleic acid ออกมา ให้ผลเป็นตัวตั้งต้นในการสร้างไขมันในผิว ช่วยเสริมเรื่อง Barrier ผิวได้ สำหรับส่วนของไขมันเคลือบผิวก็พอจะมีไขมันบางตัว และอาศัย Dimethicone เข้ามาช่วย ที่สำคัญคือไม่มีแอลกอฮอล์ จึงขอให้ 5 ฟลาสก์

3.Additives เช่นเดียวกัน ตัวนี้ก็ไม่มีอะไรมาก มีแค่ตัวประสานน้ำให้เข้ากับน้ำมัน (Emulsifier) ซึ่งเป็นชนิดที่อ่อนโยนและมีประโยชน์พิเศษเสริมให้ผิวได้ สำหรับสารกันเสียก็ใช้เป็นสารจากธรรมชาติอย่าง Leuconostoc/radish root fermented ซึ่งก็ถือว่าทำได้ดี และก็ยัง ไม่มีน้ำหอม ไม่มีพาราเบน จุดนี้จึงขอให้ 5 ฟลาสก์

4.การใช้งาน ผลิตภัณฑ์มาในรูปแบบครีม เกลี่ยง่าย ดูดซึมไว ไม่มีกลิ่น ไม่เหนอะหนะ ใช้ทาได้ทั้งกลางวันและกลางคืน จึงขอให้ 5 ฟลาสก์

คะแนน brown tone

 

สุดท้ายนี้ขอขอบคุณบริษัท DermaMD ที่ช่วยเปิดหูเปิดตาให้รู้จักกับเวชสำอางดีๆหลายแบรนด์ และที่ส่งผลิตภัณฑ์ดีๆมาให้มี่ได้ทดลองใช้ค่ะ

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติม สามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ทางเวบไซต์ http://www.dermskinstore.com/

และแฟนเพจของ Rx for Brown Skin Thailand

https://www.facebook.com/rxforbrownskinthailand

 

เลยนะคะ

สุดท้ายนี้ (จริงๆละ) ขอขอบคุณทุกท่านที่ติดตามอ่านมาจนจบค่ะ