[Cosme-Diagnosis] Rx for Brown skin step 2 treat & repair

[Cosme-Diagnosis] Rx for Brown skin step 2 treat & repair

สวัสดีค่ะ วันนี้มี่แวะมารีวิวเวชสำอางยี่ห้อหนึ่งของทางอเมริกา ซึ่งเป็นแบรนด์ที่ดังมาก และมีจุดเด่นจำเพาะ คือ เค้าวิจัยและพัฒนามาสำหรับคนผิวสีโดยเฉพาะเลยค่ะ

ผิวสีที่ว่านี่ไม่ใช่หมายถึงผิวดำนะคะ ผิวเหลืองแบบสาวๆบ้านเราก็ถือเป็นผิวสีค่ะ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นผิวขาว ก็ใช้ได้ด้วยค่ะ เพราะส่วนผสมไม่ได้เป็นตัวที่จะต้องจำเพาะเจาะจงกับคนผิวสีมากนัก เพียงแต่คนผิวขาว (แบบฝรั่ง หรือ Caucasians) เค้าจะไม่อยากได้ไวท์เทนนิ่งค่ะ เค้าจะอยากได้ไปทางชะลอวัย หรือ Anti-aging แทน

แบรนด์ที่ว่าก็คือ Rx for Brown Skin ที่วิจัยและพัฒนาโดย Dr.Susan C. Taylor แพทย์ผิวหนังชื่อดังท่านหนึ่ง

ตัวที่มี่ได้มามีสองตัวค่ะ ใช้คู่กับ Vit C ของ Dr.Jessica Wu ที่เคยรีวิวไปในกระทู้ก่อนนะคะ

 

IMG_0741-re

สองตัวที่ว่าก็คือ Intensive exfoliating texture repair (ขวดเล็ก) กับ Rapid dark spot & tone corrector (ขวดใหญ่กว่า) ส่วนอีกตัวก็เป็นวิตซีลูกรักที่รีวิวไปคราวก่อนค่ะ

ลองมาดูกันทีละตัวดีกว่านะคะ


ตัวแรก Intensive exfoliating texture repair

ตัวนี้เป็นตัวผลัดผิว หรือเรียกง่ายๆสั้นๆว่า AHA ค่ะ แต่ AHA ของเค้าไม่ได้ธรรมดาเลยนะคะ เพราะว่าเป็น AHA จาก
พืช ผสมกับ AHA สองตัวอย่าง Lactic และ Glycolic acid พร้อมทั้งสารสกัดพืชและสารบำรุงต่างๆอีกหลายตัวค่ะ

ลักษณะเนื้อสัมผัสจะเป็นเจลใสๆ เกลี่ยง่าย ไม่มัน ไม่เหนอะหนะ

brown 1-re

พอเกลี่ยเสร็จก็จะแห้งสนิทไปเลย

brown 2-re

ตัวนี้ข้างกล่องแนะนำว่า สำหรับคนที่ไม่เคยใช้ AHA มาก่อน ให้ใช้อาทิตย์ละ 2 – 3 ครั้ง แล้วค่อยๆเพิ่มความถี่ในการใช้ขึ้น แต่ส่วนตัวมี่คิดว่า เราใช้วันเว้นวัน หรืออาทิตย์ละ 3 ครั้งก็น่าจะกำลังดีค่ะ ส่วนตัวมี่จะใช้ จันทร์ พุธ ศุกร์ค่ะ แล้วใช้แค่กลางคืนก็น่าจะโอเคกว่า

ค่า pH ก็ไม่ได้ต่ำมากจนเกินไปค่ะ ไม่ 4 ไม่ 5 ก้ำกึ่งๆพอดี

IMG_0762-re

ลองมาดูส่วนผสมกันดีกว่านะคะ พอดีถ่ายแล้วไม่ชัดขอพิมพ์ให้แทนนะคะ

Water (Aqua), Vaccinium MyrtillusFruit/Leaf Extract, Butylene Glycol, Saccharum Officinarum (Sugar Cane)Extract, Glycerin, Sodium Hyaluronate, Acer Saccharum (Sugar Maple) Extract, Citrus Medica Limonum (Lemon) Extract, Citrus Aurantium Dulcis (Orange) Fruit Extract, Glycine Soja (Soy) Bean Extract, Punica Granatum (Pomegranate) Fruit Extract, Aloe Barbadensis (Aloe) Leaf Extract, Camellia Oleifera (Green Tea) Leaf Extract, Glycyrrhiza Glabra (Licorice) Root Extract, Pyrus Malus (Apple) Fruit Extract, Cucumis Sativus (Cucumber) Fruit Extract, Lactic Acid, Glycolic Acid, Hydroxyethylcellulose, Ethylhexylglycerin, Phenoxyethanol

ลองดูรายละเอียดและหน้าที่ของสารแต่ละตัวเลยดีกว่านะคะ

ปกติเครื่องสำอางจะประกอบด้วยส่วนสำคัญๆ อยู่ 3 ส่วนหลักๆ คือ

1.Actives หรือ สารออกฤทธิ์ เป็นสารที่ทำให้เครื่องสำอางมีคุณสมบัติพิเศษต่างๆ

2.Base หรือ ส่วนเนื้อของผลิตภัณฑ์ เป็นตัวอุ้มและเก็บสารออกฤทธิ์ไว้

3.Additives หรือ ส่วนของสารเติมแต่ง เป็นตัวเติมแต่งให้ผลิตภัณฑ์มีความน่าใช้ มีความปลอดภัย เช่น พวกสารกันเสีย พวกน้ำหอม พวกซิลิโคน ตัวเพิ่มความหนืด ฯลฯ

 

1.Actives ได้แก่

-Vaccinium myrtillus fruit/leaf extract สารสกัดจาก Bilberry ในฐานข้อมูลมีรายงานเกี่ยวกับคุณสมบัติในการปกป้องเซลล์ผิวหนังจากอันตรายของรังสี UV (J Photochem Photobiol B. 2014; 132:27-35.) สารประกอบ Anthocyanin ที่พบใน Bilberry ยังสามารถลดอาการคัน โดยไปลดการหลั่งสารภูมิแพ้จาก Mast cell (J Food Sci. 2012; 77(12):H262-7)

-Saccharum officinarum extract สารสกัดจากอ้อย มีรายงานการวิจัยระบุว่า สารสกัดจากอ้อยที่ผ่านการแยกเอาน้ำตาลออกไปจะมีคุณสมบัติเป็น Antioxidant และสามารถใช้เป็น Whitening โดยมีผลยับยั้งเอนไซม์ Tyrosinase ด้วย (J Agric Food Chem. 2011; 59(17):9219-25.) ซึ่งถ้าผลิตภัณฑ์ใช้แบบที่ยังมีน้ำตาลอยู่ ก็จะให้ผลเพิ่มความชุ่มชื้นแก่ผิวเพราะน้ำตาลสามารถดูดน้ำเข้าหาตัวเอง เวลาทาลงไปในผิวก็จะดูดน้ำให้ผิว

-Sodium hyaluronate มีบทบาทเกี่ยวกับความชุ่มชื้นและความยืดหยุ่นของผิว

-Acer saccharum extract สารสกัดจาก Sugar maple ในฐานข้อมูลงานวิจัยมีแต่รายงานของสายพันธุ์อื่น ส่วนข้อมูลจากผู้ผลิตวัตถุดิบบอกว่าสารสกัดนี้ออกฤทธิ์ผลัดเซลล์ผิว (Keratolytic)

-Citrus medica limonum extract สารสกัดจาก Lemon การออกฤทธิ์ขึ้นอยู่กับส่วนของพืช ถ้าเป็นส่วนของเนื้อผลจะได้กรด AHA ซึ่งมีบทบาทในการผลัดเซลล์ผิว ควบคุมความมัน และมีฟลาโวนอยด์อยู่บ้าง ในเปลือกมี Flavonoid ที่มีฤทธิ์ทางชีวภาพหลายๆอย่าง รวมทั้งฤทธิ์กระตุ้นการสมานแผล กระตุ้นการสร้างคอลลาเจน และส่งเสริมการเจริญเติบโตของเนื้อเยื่อใหม่ (Pak J Biol Sci. 2013; 16(20):1086-94.)

-Citrus aurantium dulcis fruit extract สารสกัดจากส้ม ส่วนของเนื้อผลจะมี AHA เป็นองค์ประกอบ และมีน้ำตาลช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่ผิว ผู้ผลิตวัตถุดิบยัง Claim ไปถึงวิตามินและสารอาหารในผลส้ม

-Glycine soja extract สารสกัดจากถั่วเหลือง คุณสมบัติขึ้นกับขึ้นกับกรรมวิธีที่ใช้สกัด มี 3 แบบ คือแบบแรกสกัดด้วย Organic solvent ซึ่งจะมีสาร Isoflavone 2 ตัว คือ Genistein และ Daidzein ซึ่งสองตัวนี้นอกจากที่มีฤทธิ์เป็น Anti-oxidant ที่ดีแล้ว ยังมีคุณสมบัติเป็นไฟโตเอสโตรเจนด้วย จึงช่วยให้ผิวหนาตัวขึ้น ชุ่มขึ้น และลดเลือนริ้วรอยได้ แบบที่สองคือสกัดด้วยน้ำ จะได้โปรตีน ที่ให้ความชุ่มชื้น กับซ่อมแซมโครงสร้างที่หนังกำพร้า และถ้าสกัดด้วย oil ก็จะได้กรดไขมันไม่อิ่มตัวกับ Phytosterol ที่มีประโยชน์กับผิว

-Punica granatum extract สารสกัดจากทับทิม อุดมด้วยสารในกลุ่ม Polyphenol มีคุณสมบัติเป็น Anti-oxidant ที่ค่อนข้างดี และช่วยควบคุมความมัน กระชับรูขุมขนได้ด้วย

-Tetrapeptide-30 Peptide ที่ประกอบด้วยกรดอะมิโน 4 ตัว ออกฤทธิ์ลดการอักเสบในผิว ลดการสร้างเม็ดสีผิว ข้อมูลจากผู้ผลิตวัตถุดิบระบุว่าสารนี้สามารถปรับโทนสีผิวให้สม่ำเสมอ และมีความสวยงามมากขึ้น

-Avena sativa extract สารสกัดจากข้าวโอ๊ต มีรายงานเกี่ยวกับคุณสมบัติในการต้านการอักเสบ (Anti-inflammatory) ของเซลล์ผิวหนัง (Int J Tissue React. 2003; 25(2):41-6.) และช่วยป้องกันความระคายเคืองจากสารเคมีในผิว (การทดสอบใช้ SLS เป็นสารที่ทำให้ผิวหนังเกิดการระคายเคือง) (Skin Pharmacol Appl Skin Physiol. 2002; 15(2):120-4.) นอกจากนี้เนื่องจากใน Oat มีทั้งคาร์โบไฮเดรตและโปรตีนจึงให้ผลเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิวได้ด้วย

-Aloe barbadensis leaf extract สารสกัดจากว่านหางจรเข้ มีรายงานการวิจัยกล่าวว่าสามารถออกฤทธิ์เป็นสารช่วยให้ผิวขาวได้โดยไปกระตุ้นให้เกิดกระบวนการ Melanin aggregation ทำให้สีผิวจางลง โดยตัวที่เป็นตัวออกฤทธิ์คือ Aloin ที่พบในใบ (Planta Med. 2012; 78(8):767-71.) การทดสอบผลของไลโปโซมที่บรรจุว่านหางจรเข้ต่อผิวหนังพบว่า มีฤทธิ์กระตุ้นการแบ่งเซลล์ผิวหนัง (Keratinocyte proliferation) และกระตุ้นการสังเคราะห์คอลลาเจน (J Oleo Sci. 2009;58(12):643-50.)

-Camellia oleifera leaf extract สารสกัดจากชา ส่วนของใบมีประโยชน์เป็น Antioxidant Anti-inflammatory และ Astringent (กระชับรูขุมขน) มีรายงานการวิจัยกล่าวว่า สารสกัดจากใบประกอบด้วยสารกลุ่ม Polyphenol ที่เป็น Antioxidant ที่ดี (Int J Biol Macromol. 2014; 68:7-12.)

-Glycyrrhiza glabra extract สารสกัดจากชะเอมเทศ มีรายงานเกี่ยวกับคุณสมบัติในการยับยั้งเอนไซม์ Tyrosinase ลดการสร้างเมลานินช่วยให้สีผิวจางลง มีฤทธิ์เป็น Antioxidant และช่วยปกป้องเซลล์ผิวจากอันตรายจากเปอร์ออกไซด์ในร่างกาย (Molecules. 2014; 19(7):9101-13.) มีคุณสมบัติเป็น Anti-inflammatory เมื่อใช้ในโรคผิวอักเสบแบบ Atopic จะช่วยลดอาการคัน บวม และแดงได้ (J Dermatolog Treat. 2003; 14(3):153-7.)

-Pyrus malus fruit extract สารสกัดจาก Apple สายพันธุ์หนึ่ง ไม่เจอรายงานการใช้ในผิวหนัง แต่ปกติผลไม้มีน้ำตาลกับวิตามิน และ AHA ที่ชื่อ Malic acid อยู่ จึงให้ผลเพิ่มความชุ่มชื้นและปรับสภาพผิวหนัง

-Cucumis sativus extract สารสกัดจากแตงกวา ซึ่งมีฟลาโวนอยด์และแทนนิน ซึ่งมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ (J Young Pharm. 2010;2(4):365-8) และยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ Hyaluronidase และเอนไซม์ Elastase จึงป้องกันและชะลอการเกิดริ้วรอยได้ (Arch Dermatol Res. 2011;303(4):247-52)

-Lactic acid สารในกลุ่ม AHA ที่ได้จากการหมักนมด้วยจุลินทรีย์บางชนิด การออกฤทธิ์ขึ้นกับค่า pH โดยอาจจะให้ผลเป็นตัวเพิ่มความชุ่มชื้น หรือ ผลัดเซลล์ผิว สำหรับตัว Lactic ใน pH ประมาณ 4 จะให้ผลกระตุ้นการสังเคราะห์ Ceramide ในผิวได้ ซึ่ง Ceramide ทำหน้าที่เป็น Barrier function รักษาความชุ่มชื้นให้แก่ผิว

-Glycolic acid สารในกลุ่ม AHA ที่มีขนาดเล็กที่สุด พบได้ในอ้อยและพืชอื่นๆ มีการ Claim ว่าซึมเข้าไปในผิวหนังได้ดี ให้ผลผลัดเซลล์ผิว เพิ่มความชุ่มชื้น และให้ผิวดูเรียบเนียนขึ้น

2.Base หลักๆมีแค่น้ำและส่วนของน้ำ ได้แก่ น้ำ, Butylene glycol, Glycerin, Ethylhexylglycerin ตัวนี้มีฤทธิ์ยับยั้งเชื้อได้ด้วย

3.Additives มีกันอยู่แค่สารเพิ่มความหนืด กับ สารกันเสีย ดังนี้

3.1สารเพิ่มความหนืด มี Hydroxyethylcellulose เป็นตัวเพิ่มความหนืด

3.2สารกันเสีย ได้แก่ Ethylhexylglycerin ตัวนี้เพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิวได้ด้วย และ Phenoxyethanol

สรุปจุดเด่น:

-สูตรผสมระหว่าง AHA และสารผลัดผิวจากธรรมชาติ

-ค่า pH ไม่ต่ำมากจนเกินไป

-ไม่มีน้ำหอม ไม่มีพาราเบน ไม่มีซิลิโคน
ถึงเวลาให้คะแนน

1.Actives มีสารสกัดพืชหลายๆชนิด ให้ผลทั้งช่วยลดการอักเสบ ผลัดเซลล์ผิว ไวท์เทนนิ่ง เป็น Antioxidant ที่ดี เสริมมาด้วย Peptide ที่ช่วยเรื่องการสร้างเม็ดสีผิว มีสารสกัดจากว่านหางจรเข้และชะเอม ที่จะคอยช่วยลดความระคายเคืองที่อาจจะเกิดขึ้นจาก AHA จึงนับว่าทำมาได้ค่อนข้างสมบูรณ์ จึงขอให้ 5 ฟลาสก์

2.Base หลักๆเป็นน้ำและสารละลายอื่นๆที่ละลายน้ำได้ ก็จะมี Glycerin, Butylene glycol และก็ Ethylhexylglycerin สามารถดูดน้ำให้ผิวได้ค่อนข้างดี ไม่มีแอลกอฮอล์ จึงขอให้ 5 ฟลาสก์

3.Additives มีแค่ 3 ตัว ไม่มีน้ำหอม ไม่มีซิลิโคน ไม่มีพาราเบน ซึ่งตามหลักการทาง Dermatology บอกว่า เวลามีสารน้อยๆชนิดก็จะเสี่ยงแพ้ได้น้อยกว่า จุดนี้ก็ไม่รู้จะไปหักคะแนนอะไรที่ไหน เพราะตัวที่ใส่มาก็ไม่ได้มีพิษมีภัยอะไรกับผิว จึงขอให้ 5 ฟลาสก์

4.คะแนนการใช้งาน ตัวเจลเป็นเจลใสๆ หนืดเล็กน้อย เกลี่ยง่าย ใช้ผลิตภัณฑ์แค่นิดเดียวประมาณเม็ดถั่วเขียวก็เกลี่ยได้ทั่วหน้า แห้งไว ไม่แสบ ไม่ร้อน ไม่แดง ไม่มีกลิ่น ซึ่งก็ดูโอเค จึงขอให้ 5 ฟลาสก์

 

คะแนน brown exfo

 

ทีนี้อีกตัวหนึ่งก็คือ Rapid dark spot & tone corrector เป็นตัวช่วยปรับสภาพ ปรับสีผิวให้สม่ำเสมอ และดูขาวขึ้นค่ะ

ตัวนี้จะมาในรูปแบบของ Emulsion คือ ประกอบด้วยน้ำมันและน้ำ

เนื้อเป็นเนื้อครีมสีออกครีมๆ

brown 3-re

เกลี่ยง่าย ไม่มัน ไม่เหนอะหนะ แห้งไวค่ะ

brown 4-re

ค่า pH ก็กำลังดีเลยค่ะ อยู่ที่ 5-6 ใกล้เคียงกับผิวพอดีค่ะ

IMG_0763-re

ส่วนผสมค่อนข้างเยอะนิดหนึ่งค่ะ บางตัวจะคล้ายๆกับตัว AHA เมื่อกี๊ก็ขอกล่าวรายละเอียดเฉพาะตัวที่ยังไม่ได้พูดถึงนะคะ

 

IMG_0781-re

มาดูไปกันทีละส่วนเลยดีกว่าค่ะ ตัวที่ซ้ำกับเมื่อกี๊ขอไม่ลงรายละเอียดนะคะ

1.Actives ได้แก่

-Oligopeptide-68 เป็นเปปไทด์ที่มีฤทธิ์คล้ายสาร TGF-β ออกฤทธิ์ลดและควบคุมการสร้างเม็ดสีผิว

-Tetrapeptide-30 ตัวนี้เป็นเปปไทด์ที่ช่วยเรื่อง Whitening เหมือนกัน

-Phyllanthus emblica fruit extract คือ สารสกัดจากมะขามป้อม มีประโยชน์ในเรื่อง Whitening เป็น Antioxidant ที่ดี แล้วมีผลช่วยเรื่องกระชับรูขุมขนได้

-Sodium hyaluronate มีบทบาทเกี่ยวกับความชุ่มชื้นและยืดหยุ่นของผิว

-Tetrahydrocucurminoids เป็นอนุพันธ์ของ Cucurminoids ที่พบในขมิ้นชัน เป็น Antioxidant ที่มีฤทธิ์ดี และมีผลป็น Whitening ที่ดี

-Ferulic acid สารบริสุทธิ์ที่พบในข้าว เป็น Anti-oxidant ที่มีฤทธิ์แรงและยังมีฤทธิ์ลดการอักเสบในผิว

-Dipotassium glycyrrhizinate สารที่พบในชะเอม ให้ผลลดการอักเสบ ลดการระคายเคืองในผิว

-สารสกัดจากชา 2 สายพันธ์คือ Camellia sinensis กับ Camellia oleifera ให้ผลเป็น Antioxidant ที่ดี

-Chondrus crispus extract สารสกัดจาก Carrageenan ให้ผลเพิ่มความชุ่มชื้นกับผิว

-Hydrolyzed chondrus crispus extract คือ Carrageenan ที่ผ่านกรรมวิธีการย่อยให้มีขนาดเล็กลง ให้ผลเพิ่มความชุ่มชื้น ลดการอักเสบและการระคายเคืองภายในผิว

-วิตามิน ซี 2 รูปแบบ คือ Sodium ascorbyl glucoside กับ Ascorbyl palmitate ตัวหนึ่งละลายน้ำมันอีกตัวละลายน้ำ วิตามินซีสองตัวนี้มีความเป็นกรดต่ำ ให้ผลเกี่ยวกับเรื่องชะลอวัย เพราะเป็น Antioxidant เป็นองค์ประกอบในการสังเคราะห์คอลลาเจน และให้ผลเป็น Whitening

-Hippophae rhamnoides extract สารสกัดจาก Seabuckthorn ประกอบด้วย Flavonoid หลายๆชนิด (Int J Food Sci Nutr. 2012;63(6):730-8.) ซึ่งพวกนี้ให้ผลเป็น Antioxidant ที่ดี

-Portulaca oleraceae extract สารสกัดจากคุณนายตื่นสาย มีรายงานเกี่ยวกับฤทธิ์กระตุ้นการสมานแผล (Wound healing) (J Ethnopharmacol. 2003; 88(2-3):131-6.) ลดการอักเสบ (J Ethnopharmacol. 2000; 73(3):445-51.) และมีคุณสมบัติเป็น Antioxidant (J Med Plants Res. 2011; 5(9):1589-1593)

-Vibrio alginolyticus ferment filtrate สารที่ได้จากการหมักจุลินทรีย์สายพันธ์หนึ่ง ผู้ผลิตวัตถุดิบ Claim ว่า ได้จากจุลินทรีย์แถบ French Polynesia ประกอบด้วย Polysaccharide ที่เสริมการผลัดเซลล์ผิว การแบ่งตัวและเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของเซลล์ผิว และช่วยเพิ่มความแข็งแรงของเซลล์ผิว โดยมีผลต่อการทำง่านของเอนไซม์ Transglutaminase ที่ทำหน้าที่เกี่ยวกับการเชื่อมต่อกันของโปรตีนระหว่างเซลล์

-Phospholipids ไขมันชนิดพิเศษที่เป็นองค์ประกอบของเยื่อหุ้มเซลล์ ให้ผลเพิ่มความชุ่มชื้น และเป็นสารตั้งต้นในการสังเคราะห์ไขมันอื่นๆในผิว

-Retinyl palmitate อนุพันธ์ของวิตามินเอ สามารถดูดซึมได้มากขึ้น ให้ผลปรับสมดุลการผลัดเซลล์ผิว ลดริ้วรอย และควบคุมการเกิดสิวได้

-Tocopheryl acetate อนุพันธ์ของวิตามินอี มีประโยชน์เป็น Antioxidant แต่ส่วนมากจะให้ผลปกป้องสารในผลิตภัณฑ์ไม่ให้เสื่อมสภาพเพราะออกซิเจนในอากาศ

-Leuconostoc/Radish root ferment filtrate สารสารที่ได้จากกระบวนการหมัก Radish root ด้วยจุลินทรีย์ Leuconostoc ซึ่งเป็นจุลินทรีย์กลุ่ม Lactic acid bacteria มีคุณสมบัติระงับเชื้อจุลินทรีย์ต่างๆ มี peptide ช่วยปรับสภาพผิว และเพิ่มความชุ่มชื้น ระหว่างการหมักน่าจะได้ Lactic acid ออกมาด้วย

-Glycine soja extract สารสกัดจากถั่วเหลือง เหมือนตัว Exfoliate

-Punica granatum fruit extract สารสกัดจากทับทิม เหมือนตัว Exfoliate

-Aloe barbadensis leaf extract สารสกัดจากว่านหางจรเข้ เหมือนตัว Exfoliate

-Citrus aurantium dulcis extract สารสกัดจากส้ม เหมือนตัว Exfoliate

-Glycyrrhiza glabra extract สารสกัดจากชะเอม เหมือนตัว Exfoliate

2.Base เป็นรูปแบบของ Emulsion เพราะประกอบด้วยน้ำและน้ำมัน ดังนี้

2.1ส่วนของน้ำ ได้แก่ น้ำ, Glycerin และ Butylene glycol

2.2ส่วนของน้ำมัน ได้แก่ C12-15 alkyl benzoate ตัวนี้ทำหน้าที่เป็นตัวละลายสารต่างๆ, Stearyl alcohol, Glyceryl stearate, Diisopropyl dimer dilinoleate, Cetearyl alcohol และ Stearic acid

2.3Silicone ได้แก่ Cyclopentasiloxane, Cyclohexasiloxane สองตัวนี้เป็นซิลิโคนที่ระเหยได้ ร่วมกับ Dimethicone ที่ระเหยไม่ได้ ทำหน้าที่เคลือบคลุมผิวกันน้ำระเหย

3.Additives มีแต่ตัวประสานน้ำให้เข้ากับน้ำมัน (Emulsifier) แค่สามตัว

3.1Emulsifier ได้แก่ Hydrogenated lecithin ตัวนี้ช่วยบำรุงผิวเพิ่มความชุ่มชื้นได้ ร่วมกับ Sodium oleate, และ Sodium lauroyl glutamate

จุดเด่น:

-มีสาร Whitening หลายๆตัวที่เสริมฤทธิ์กันหลายๆกลไก ทำให้น่าจะเสริมกันได้อย่างดี

-สารออกฤทธิ์ส่วนใหญ่เป็นสารสกัดพืช และมีสารพฤกษเคมีที่แยกจากพืช ซึ่งดูมีราคาและมีคุณค่า อย่าง Tetrahydrocucurminoid กับ Glycyrrhizinate

-ไม่มีสารที่ทำให้ผิวบาง

ถึงเวลาให้คะแนน

1.Actives ประกอบด้วยสารสกัดจากพืชหลายๆตัว เสริมด้วย Peptide ที่มีผลปรับสีผิว มี Moisturizer และมีตัวช่วยเรื่องริ้วรอย จุดนี้ถือว่าทำมาได้ค่อนข้างโอเคเลย จึงขอให้ 5 ฟลาสก์

2.Base มาในรูปแบบ Emulsion ซึ่งควรจะประกอบด้วยสารดึงน้ำ สารไขมันที่ดูดซึมได้ และสารไขมันเคลือบผิว ถ้าย้อนกลับไปดูข้อสอง จะเห็นว่า มีสารดึงน้ำแล้ว ส่วนของไขมันที่ดูดซึมได้ ก็จะมี Diisopropyl dimer dilinoleate ซึ่งเวลาเข้าผิวไปจะให้ Linoleic acid ออกมา ให้ผลเป็นตัวตั้งต้นในการสร้างไขมันในผิว ช่วยเสริมเรื่อง Barrier ผิวได้ สำหรับส่วนของไขมันเคลือบผิวก็พอจะมีไขมันบางตัว และอาศัย Dimethicone เข้ามาช่วย ที่สำคัญคือไม่มีแอลกอฮอล์ จึงขอให้ 5 ฟลาสก์

3.Additives เช่นเดียวกัน ตัวนี้ก็ไม่มีอะไรมาก มีแค่ตัวประสานน้ำให้เข้ากับน้ำมัน (Emulsifier) ซึ่งเป็นชนิดที่อ่อนโยนและมีประโยชน์พิเศษเสริมให้ผิวได้ สำหรับสารกันเสียก็ใช้เป็นสารจากธรรมชาติอย่าง Leuconostoc/radish root fermented ซึ่งก็ถือว่าทำได้ดี และก็ยัง ไม่มีน้ำหอม ไม่มีพาราเบน จุดนี้จึงขอให้ 5 ฟลาสก์

4.การใช้งาน ผลิตภัณฑ์มาในรูปแบบครีม เกลี่ยง่าย ดูดซึมไว ไม่มีกลิ่น ไม่เหนอะหนะ ใช้ทาได้ทั้งกลางวันและกลางคืน จึงขอให้ 5 ฟลาสก์

คะแนน brown tone

 

สุดท้ายนี้ขอขอบคุณบริษัท DermaMD ที่ช่วยเปิดหูเปิดตาให้รู้จักกับเวชสำอางดีๆหลายแบรนด์ และที่ส่งผลิตภัณฑ์ดีๆมาให้มี่ได้ทดลองใช้ค่ะ

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติม สามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ทางเวบไซต์ http://www.dermskinstore.com/

และแฟนเพจของ Rx for Brown Skin Thailand

https://www.facebook.com/rxforbrownskinthailand

 

เลยนะคะ

สุดท้ายนี้ (จริงๆละ) ขอขอบคุณทุกท่านที่ติดตามอ่านมาจนจบค่ะ

 

[Cosme-Diagnosis] Discromia control serum from Cosmatici magistrali

[Cosme-Diagnosis] Discromia control serum from Cosmatici magistrali

วันนี้มีแวะเอาซีรัมเพื่อผิวขาว แบรนด์ของเวชสำอางจากอิตาลี เจ้าเก่าที่เคยรีวิวไพรม์เมอร์คุมมันไปเมื่อคราวก่อนมารีวิวให้ชมกันค่ะ

ผลิตภัณฑ์มีชื่อว่า Discromia control serum จาก จาก Cosmetici magistrali เวชสำอางจากประเทศอิตาลีค่ะ

dischormia 1-re

มาในหลอดสีขาว ดีไซน์เรียบๆแต่หรูหรา

ลองมาดูเนื้อสัมผัสกันดีกว่านะคะ

dischormia 2-re

เปนเจลใสสีน้ำตาลแดง ไม่มีกลิ่น ไม่เหนอะหนะ เกลี่ยง่ายค่ะ พอเกลี่ยเสร็จแล้วจะรู้สึกเหมือนแดงขึ้นนิดนึง นิดนึงจริงๆค่ะ แต่ถ้าเราแต่งหน้าทับก็ไม่เห็นแล้วค่ะ

dischormia 3-re

เนื่องจากตัวเจลมีสี เลยไม่สามารถวัด pH ให้ดูได้นะคะ

ลองมาดูส่วนผสมกันดีกว่าค่ะ

dischromia 4-re

มาดูคุณสมบัติของสารแต่ละอย่างกันดีกว่านะคะ

ปกติเครื่องสำอางจะประกอบด้วยส่วนสำคัญๆ อยู่ 3 ส่วนหลักๆ คือ

  1. Actives หรือ สารออกฤทธิ์ เป็นสารที่ทำให้เครื่องสำอางมีคุณสมบัติพิเศษต่างๆ
  2. Base หรือ ส่วนเนื้อของผลิตภัณฑ์ เป็นตัวอุ้มและเก็บสารออกฤทธิ์ไว้
  3. Additives หรือ ส่วนของสารเติมแต่ง เป็นตัวเติมแต่งให้ผลิตภัณฑ์มีความน่าใช้ มีความปลอดภัย เช่น พวกสารกันเสีย พวกน้ำหอม พวกซิลิโคน ตัวเพิ่มความหนืด ฯลฯ

ลองมาไล่ไปทีละตัวเลยดีกว่า

คุณสมบัติสารแต่ละตัวแยกตามหน้าที่

  1. Actives ได้แก่
  • Niacinamide รูปแบบหนึ่งขอวิตามินบี 3 มีรายงานว่า สารตัวนี้สามารถเป็น Whitening ช่วยปรับสภาพสีผิวให้สม่ำเสมอ โดยไปรบกวนการส่งผ่านของเมลานินที่สร้างเสร็จแล้ว ลดการอักเสบในผิว เพิ่มการไหลเวียนเลือด ช่วยเพิ่มความแข็งแรงให้ผิวโดยไปกระตุ้นการสร้าง Ceramides กรดไขมัน และไขมันชนิดต่างๆในหนังกำพร้า (Int J Cosmet Sci 2005; 27:255–261)
  • Glucosamine บางรายงานบอกว่าเป็นหน่วยย่อยของ Hyaluronic acid เพราะมีโมเลกุลเล็กจึงสามารถดูดซึมได้ เพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่ผิวหนังโดยดูดน้ำเข้าหาตัว บางแหล่งบอกว่าเป็น Exfoliator ช่วยในกระบวนการผลัดเปลี่ยนเซลล์ผิว การใช้ร่วมกับวิตามินบี 3 จะให้ผลเป็น Whitening ที่ดีได้
  • Kojic acid สารที่เชื้อราบางชนิดสร้างขึ้นระหว่างการหมัก มีหลายๆรายงานการวิจัยรองรับถึงคุณสมบัติในการยับยั้งเอนไซม์ Tyrosinase ซึ่งเป็นเอนไซม์ที่สร้างเม็ดสีผิว มีคุณสมบัติเป็น Antioxidant และสามารถเป็นตัวจับโลหะเพื่อเพิ่มความคงตัวให้สารอื่นๆในผลิตภัณฑ์ได้
  • Hydroxypinacolone retinoate เป็นสารอนุพันธ์รูปแบบใหม่ของวิตามินเอ ที่มีความระคายเคืองต่ำมาก มีคุณสมบัติช่วยเรื่องการลดริ้วรอย การปรับสภาพผิวให้เรียบเนียน ซึ่งสารตัวนี้เวลาเข้าผิวแล้วสามารถออกฤทธิ์ได้เลย ไม่ต้องไปแปรสภาพให้กลายเป็นรูปแบบ Acid อีก (ปกติวิตามินเอ หรือ Retinol เวลาทาเข้าไปจะยังไม่มีฤทธิ์ ต้องถูกเอนไซม์ในผิวเปลี่ยนโครงสร้าง 2 ขั้นตอน กว่าจะได้รูปแบบ Acid ที่มีฤทธิ์)
  • Retinol glycosphere ตัวนี้ที่ข้างกล่องระบุว่าเป็นสูตรผสมของ Phenoxyethanol + Butylene glycol + Hydrogenated lecithin + Palmitoyl hydroxypropyltrimonium amylopectin/Glycerin crosspolymer + Retinol + Propyl paraben + Methyl paraben + Butyl paraben + Ethyl paraben + BHT + BHA แปลง่ายก็คือ การเก็บกักเอาวิตามินเอ หรือ Retinol ไว้ในอนุภาคทรงกลม (กลมจริงหรือเปล่าไม่รู้นะคะ) ขนาดเล็กของ Amylopectin polymer ซึ่งเมื่อเก็บกักแล้วก็จะให้ผลเพิ่มความคงตัว เพิ่มการนำส่งวิตามินเอเข้าไปในผิว และช่วยเรื่องของการควบคุมการปลอดปล่อย ให้ค่อยๆปล่อยวิตามินเอออกมาทีละนิดๆ สม่ำเสมอ
  • Portulaca oleraceae extract สารสกัดจากคุณนายตื่นสาย มีรายงานเกี่ยวกับฤทธิ์กระตุ้นการสมานแผล (Wound healing) (J Ethnopharmacol. 2003; 88(2-3):131-6.) ลดการอักเสบ (J Ethnopharmacol. 2000; 73(3):445-51.) และมีคุณสมบัติเป็น Antioxidant (J Med Plants Res. 2011; 5(9):1589-1593)
  • Hydrolyzed caesalpinia spinosa gum ปกติสารกลุ่ม Gum จะเป็นคาร์โบเดรตเชิงซ้อน เมื่อผ่านการย่อยก็จะได้สายสั้นๆของคาร์โบไฮเดรต ที่เรียกว่า Oligosaccharide พวกนี้มีคุณสมบัติเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิวได้ดี
  • Glycosaminoglycans เป็นสารที่เป็นองค์ประกอบในผิวหนัง ทำหน้าที่รักษาความชุ่มชื้นในผิว และเพิ่มความยืดหยุ่นให้แก่ผิวหนัง แต่แต่เนื่องจากมีขนาดโมเลกุลที่ใหญ่ เมื่อใช้ในทางเครื่องสำอางจึงให้ผลในระดับผิวหนังชั้นนอก
  • Acetyl hexapeptide-37 เป็น Peptide ที่มีคุณสมบัติเพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่ผิว โดยมีผลกระตุ้นการสร้าง Aquaporin-3 ในผิวหนัง เป็นตัวที่คอยปล่อยน้ำจากผิวหนังชั้นล่างมาเคลือบและครอบคลุมผิวหนังชั้นข้างบน นอกจากนี้ยังมีผลกระตุ้นการสังเคราะห์คอลลาเจน และกระตุ้นการแบ่งเซลล์ผิวหนังได้ด้วย มีชื่อทางการค้าว่า Diffuporine
  • กรดอะมิโนต่างๆและอนุพันธ์ ได้แก่ Glutamic acid, Alanine, Betaine, Decarboxycarnosine, Methylsilanol hydroxyproline aspartate, Aspartic acid

* Betaine เป็นอนุพันธ์ของกรดอะมิโน Glycine มีชื่อทางเคมีว่า Trimethylglycine พบในหัวบีท มีคุณสมบัติเพิ่มความชุ่มชื้น ลดการระคายเคือง และช่วยให้สัมผัสที่ดีเวลาทา

* Decarboxy carnosine เป็นเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่มีฤทธิ์แรง ทั้งยังช่วยปกป้องเซลล์ผิวจากกระบวนการ Glycation (การที่น้ำตาลเข้ามาจับกับเซลล์ ที่มักจะพบมากขึ้นเมื่อวัยเพิ่มขึ้น) และยังเพิ่ม Metabolism ของเซลล์ วัตถุดิบนี้มีชื่อทางการค้าว่า Alistin จากข้อมูลของวัตถุดิบพบว่า ช่วย Detox ปกป้องเซลล์จากกระบวนการ Glycation และช่วยกดการสร้างสารก่อการอักเสบ กับ กระตุ้นการสังเคราะห์คอลลาเจน (J Dermatolog Treat. 2012; 23(5):345-84.)

* Methylsilanol hydroxyproline aspartate เป็นสารกึ่งสังเคราะห์จากซิลิโคนกับกรดอะมิโน จากการทดสอบของผู้ผลิตวัตถุดิบพบว่า สารนี้สามารถกระตุ้นการสร้างเนื้อเยื่อใหม่หลังจากเกิดแผล กระตุ้นการสร้างเซลล์ผิวชนิดต่างๆ (Cytostimulation) รวมทั้ง Fibroblast ที่ทำหน้าที่สร้างคอลลาเจนและอิลาสติน (ข้อมูลจากผู้จำหน่ายวัตถุดิบ, Hydroxyprolisilane C)

  • สารกลุ่มน้ำตาล และอนุพันธ์ของน้ำตาลชนิดต่างๆ ได้แก่ Fructose, Trehalose, Sorbitol, Glucose, Sucrose

* Trehalose เป็นน้ำตาลโมเลกุลคู่ชนิดหนึ่งที่ยีสต์และสิ่งมีชีวิตเล็กๆอื่นๆสร้างขึ้นมาเพื่อป้องกันตัวเองไม่ให้ขาดน้ำตาย เมื่อนำมาใช้ในเครื่องสำอางก็จะช่วยปกป้องสารสำคัญต่างๆในผลิตภัณฑ์และช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิวหนังได้ค่อนข้างดี และปกป้องเซลล์ผิวได้ ปัจจุบันสามารถสังเคราะห์ได้ โดยบริษัทที่ญี่ปุ่นเป็นผู้ริเริ่มการสังเคราะห์ตัวนี้ขึ้นมา มีประโยชน์ในการเพิ่มความชุ่มชื้น ปกป้องเซลล์ผิวหนังไม่ให้น้ำระเหยออกจากเซลล์ (ข้อมูลจากผู้จำหน่ายวัตถุดิบ) ยังมีรายงานกล่าวว่า Trehalose สามารถปกป้องไม่ให้ Fatty acid ถูกย่อยสลายโดยกระบวนการ Hydrolysis (ซึ่งจะได้กรดสายสั้นๆที่มีกลิ่นเหม็น เหมือนน้ำมันเหม็นหืน) และช่วยปกป้องไขมันไม่ให้เกิดการ Autoxidation อันจะทำให้เกิดอนุมูลอิสระต่างๆตามมา (Pure Appl. Chem. 2002;74(7), 1263–1269)

  • Aminoethylphosphonic acid สารกลุ่ม Phosphonate ที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ มีประโยชน์เป็นสารจับโลหะ และมีความสามารถในการยับยั้งเอนไซม์ไทโรซิเนสที่เป็นเอนไซม์ที่ใช้สร้างเมลานินในผิว มีชื่อเรียกอีกชื่อว่า Albatin
  • Dextrin สารกลุ่ม Polysaccharide มีคุณสมบัติเพิ่มความหนืด ก่อฟิล์ม และช่วยรักษาความชุ่มชื้นให้ผิวหนัง
  • Hexyl nicotinate อนุพันธ์ของวิตามินบี 3 สามารถดูดซึมเข้าสู่ผิวหนังได้มากขึ้น มีรายงานกล่าวว่า ผลิตภัณฑ์รูปแบบทาของสารนี้สามารถเพิ่มการไหลเวียนของเลือดมาที่ผิวหนังมากขึ้น (Br J Dermatol. 1988;119(6):771-6.) ซึ่งเวลามีเลือดไหลเวียนดีขึ้น ก็จะทำให้หน้ามีสีอมชมพู มีเลือดฝาด และยังช่วยเรื่องการ Detox เอาของเสียในผิวไปทิ้งทื่อื่น
  1. Baseอันนี้เดาไม่ออกว่าเป็นรูปแบบของHydrogelปกติ หรือว่า เป็นEmulgelที่มีซิลิโคนผสมกับน้ำ จึงขอแบ่งเอาทั้งหมดมาไว้ด้วยกัน ดังนี้
    • ส่วนของน้ำ ได้แก่ น้ำ, Glycerin, Pentylene glycol, Caprylyl glycol, Hexylene glycol สองตัวสุดท้ายนอกจากดึงน้ำให้ผิวเพิ่มความชุ่มชื้นแล้วยังให้ผลระงับเชื้อได้ด้วย
    • ส่วนของน้ำมัน ได้แก่ Glyceryl caprylate
    • ส่วนของซิลิโคน ได้แก่ Cyclopentasiloxane เป็นซิลิโคนที่ระเหยได้ ให้สัมผัสบางเบา เรียบเนียนไม่เหนอะหนะ กับ Polysilicone-11 ซึ่งเป็น Silicone ชนิดพิเศษที่สามารถก่อฟิล์มบนผิวได้
  2. Additivesได้แก่
    • Emulsifier ได้แก่ Polysorbate 20 ที่เป็นสารพื้นฐานทั่วไป กับ Methyl gluceth-20 ที่มีความอ่อนโยน และ Lecithin ที่มีคุณสมบัติบำรุงผิว และเพิ่มความชุ่มชื้นได้
    • สารเพิ่มความหนืด ได้แก่ Ammonium acryloyldimethyltaurate/VP copolymer, Styrene/acrylates copolymer และ Xanthan gum
    • Preservatives ได้แก่ Benzyl alcohol, Dehydroacetic acid, Potassium sorbate, Sodium sorbate รวมไปถึงสารเพิ่มความชุ่มชื้นอย่าง Glyceryl caprylate, Caprylyl glycol และ Hexylene glycol พวกนี้มีฤทธิ์ระงับเชื้อได้ด้วย และสารจับโลหะ EDTA กับ Trisodium ethylenediamine disuccinate
    • สารเพิ่มการดูดซึมผ่านผิว (Penetration enhancer) มี Dimethyl isosorbide เป็นตัวทำละลายที่มีคุณสมบัติช่วยเพิ่มการดูดซึมของสารต่างๆผ่านผิวหนัง

ถึงเวลาให้คะแนน

  1. Actives ถ้าดูจากลำดับส่วนผสม สิ่งแรกเลยที่เห็นถัดจากน้ำคือ Niacinamide ซึ่งถือว่าเป็นอะไรที่ค่อนข้างปลื้มปริ่มมาก สารอื่นๆที่เป็นไวท์เทนนิ่งได้ดี ก็จะมี Kojic acid มีสารเสริมที่เป็น Moisturizer ดีๆหลายตัว รวมถึงตัวที่ช่วยเรื่องริ้วรอย อย่างวิตเอ มีสารที่ช่วยชะลอการเกิดริ้วรอยตามวัยเสริมเข้ามาอีก ที่สำคัญคือ ไม่มีสารกลุ่ม AHA ที่อาจจะทำให้ผิวบางได้ จึงไม่เสี่ยงผิวบาง เพราะกลไกในการผลัดผิวของวิตเอ จะเหมือนเป็นการปรับสมดุลของวงจรการแบ่งตัวของเซลล์ (ที่เรียกว่า Cell cycle) ให้อยู่ในช่วงที่สมดุล ถ้านับไปถึงเทคโนโลยี Glycosphere ด้วยแล้ว จุดนี้จึงขอให้ 5 ฟลาสก์
  2. Base เป็นรูปแบบของ Hydrogel ที่มีการเติมสารดูดน้ำดีๆไว้ในส่วนผสม และมี Silicone ที่ช่วยเรื่องสัมผัส และช่วยเคลือบผิวกันน้ำระเหย รักษาความชุ่มชื้นให้ผิวอีกหนึ่งสเต็ป ที่สำคัญคือ ไม่มีแอลกอฮอล์ และไม่มีน้ำมัน จุดนี้ขอให้ 5 ฟลาสก์
  3. Additives แม้ว่าดูเหมือนจะไม่มีอะไร และแทบทุกตัวจะเป็นมิตรกับผิว แต่ก็มีบางอย่างอยู่ อย่างแรกคือ สารช่วยเพิ่มการดูดซึม (ที่เรียกว่า Penetration enhancer) เพื่อให้สารต่างๆซึมไปในผิวได้ดียิ่งขึ้น เพราะว่าการออกฤทธิ์เพื่อความขาวของผิว สารต้องลงไปถึงชั้นล่างสุด ที่มีเซลล์ที่สร้างเม็ดสีผิวเมลานินอยู่ ถ้าลงไปไม่ถึงก็คงไม่มีประโยชน์ และอีกประเด็นคือ ไม่มีน้ำหอม แต่ มีสารกันเสียกลุ่ม Paraben ที่แอบแฝงตัวมากับสูตรผสม Retinol Glycosphere นอกนั้นก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร จุดนี้ขอให้ 4 ฟลาสก์ ขอหักคะแนน paraben ไปนิดนึง
  4. การใช้งาน ผลิตภัณฑ์เป็นเจลใสๆ ความหนืดไม่มาก ไม่มีกลิ่น เกลี่ยค่อนข้างง่าย แม้ว่าจะมีสี แต่สีก็ติดผิวไม่มาก และถ้าเราทาครีมหรือแต่งหน้าไป ก็มองไม่เห็นแล้ว จุดนี้ขอให้ 5 ฟลาสก์

คะแนน dischromia

สุดท้ายนี้ขอขอบคุณทางบริษัทไอเมดิกาด้วยนะคะ ที่ส่งผลิตภัณฑ์ดีๆมาให้มี่ได้ทดลองใช้

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติม สามารถสอบถามที่ทางเพจ เลยนะคะ ขอบคุณที่ติดตามมาจนจบค่ะ

http://www.imedicaskincare.com/

[Cosme Diagnosis] Primæcure Mat จาก Cosmetici magistrali

[Cosme Diagnosis] Primæcure Mat จาก Cosmetici magistrali

อากาศร้อนๆแบบนี้ผิวก็เริ่มจะมันๆวาวๆอีกครั้ง วันนี้ก็เลยแวะเอาซีรัมคุมมันจากอิตาลีมารีวิวเล่าสู่กันฟังค่ะ

 

ซีรัมตัวนี้ใช้แทน Primer ได้ด้วยนะคะ

 

ผลิตภัณฑ์วันนี้ก็คือ Primæcure Mat จาก Cosmetici magistrali เวชสำอางจากประเทศอิตาลีค่ะ

 

IMG_0746-re

 

ตัวผลิตภัณฑ์มาในหลอดบีบสีขาว สกรีนลายโลโก้และชื่อผลิตภัณฑ์ เนื้อเป็นเนื้อสีขาวๆ กลิ่นหอมอ่อนๆ

IMG_0747-re

 

เนื้อจะเกลี่ยค่อนข้างง่าย แห้งและแนบสนิท เรียบเนียนไปกับผิวค่ะ

IMG_0748-re

 

มะกี๊บอกว่าใช้เป็นไพรม์เมอร์ได้ด้วย ก็เลยจะลองเทสต์กับรองพื้นให้ดูนะคะ

IMG_0749-re-horz

 

จะเห็นว่าบริเวณที่ทา Primæcure Mat จะ Mat กว่า สมชื่อเลยค่ะ แล้วก็เกลี่ยรองพื้นได้ดีกว่าด้วย

ลองให้ดูที่สภาวะแสงต่างๆกันนะคะ

IMG_0751-re-horz-2

 

เสียดายที่มี่เป็นคนผิวแห้ง ก็เลยไม่รู้ว่าคนที่ผิวมันมากๆจะคุมได้นานแค่ไหน แต่ผิวมี่ที่จมูกกับคาง Matt ตั้งแต่เช้ายันสี่ทุ่มเลยค่ะ (ใช้คู่กับรองพื้น Illamasqua Skin Base Foundation ค่ะ)

ค่า pH อยู่ที่ประมาณ 5 ค่ะ ใกล้เคียงกับผิวเราพอดีเลย

IMG_0761-re

ลองดูส่วนผสมกันบ้างดีกว่าค่ะ

Aqua, Propylene glycol, Ethylhexyl palmitate, Glycerin, Fomes Officinalis extract, Candelilla/Jojoba/Rice bran polyglyceryl-3 esters, Glyceryl stearate, Butylene glycol, Cyclopentasiloxane, Zinc PCA, Biotin, Arctium majus root extract, Carbomer, Sodium stearoyl lactylate, Cetearyl alcohol, Sodium hydroxide, Imidazolidinyl urea, Parfum, Disodium EDTA, Allantoin, Chlorphenesin, Phenoxyethanol, Plankton extract, Phenethyl alcohol, Tilia cordata flower water, Chamomilla recutita extract, Methylisothiazolinone, Sodium benzoate, Potassium sorbate.

มาดูคุณสมบัติของสารแต่ละอย่างกันดีกว่านะคะ

ปกติเครื่องสำอางจะประกอบด้วยส่วนสำคัญๆ อยู่ 3 ส่วนหลักๆ คือ

1.Actives หรือ สารออกฤทธิ์ เป็นสารที่ทำให้เครื่องสำอางมีคุณสมบัติพิเศษต่างๆ

2.Base หรือ ส่วนเนื้อของผลิตภัณฑ์ เป็นตัวอุ้มและเก็บสารออกฤทธิ์ไว้

3.Additives หรือ ส่วนของสารเติมแต่ง เป็นตัวเติมแต่งให้ผลิตภัณฑ์มีความน่าใช้ มีความปลอดภัย เช่น พวกสารกันเสีย พวกน้ำหอม พวกซิลิโคน ตัวเพิ่มความหนืด ฯลฯ

ลองมาไล่ไปทีละตัวเลยดีกว่า

คุณสมบัติสารแต่ละตัวแยกตามหน้าที่

1.Actives ได้แก่

-Fomes officinalis extract คือ สารสกัดจากเห็ดชนิดหนึ่ง มีคุณสมบัติช่วยควบคุมความมัน กระชับรูขุมขน เพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่ผิว การทดสอบประสิทธิภาพของสารสกัดในอาสาสมัครซึ่งจัดโดยบริษัทที่ผลิตสารสกัดฯ พบว่าให้ผลกระชับรูขุมขนได้ในทันทีที่ทา และผลที่ได้ดีกว่า Witch hazel กับ Zinc (Technical data sheets: Laboratoires Serobiologiques)

-Zinc PCA สารลูกผสมของ Zinc กับ Pyrollidone carboxylic acid (PCA) ซึ่ง PCA ปกติทำหน้าทีเป็น Natural moisturizing factor ที่อุ้มน้ำให้กับผิว Zinc เป็นแร่ธาตุที่มีคุณสมบัติควบคุมความมัน และเป็นองค์ประกอบของเอนไซม์บางชนิด สำหรับ Zinc PCA มีรายงานการวิจัยกล่าวว่า Zinc PCA ช่วยปกป้องเซลล์ผิวหนังจากรังสี UVA ได้ โดยไปลดการสร้าง Activator protein 1 และ MMP-1 ที่มักจะสร้างเวลามีรังสี UV ซึ่งตัว MMP เป็นเอนไซม์ที่ทำลายคอลลาเจนในผิวทำให้เกิดความหย่อนยานและริ้วรอย (Int J Cosmet Sci. 2012; 34(1):23-8.)

-Biotin หนึ่งในวิตามินกลุ่มวิตามินบี ทำหน้าที่เกี่ยวกับกระบวนการสร้างและสลายไขมัน รวมทั้งไขมันในเซลล์ผิว การได้รับ Biotin จึงมีส่วนช่วยให้ผิวหนังมีการสร้างไขผิวหนังอย่างปกติ รักษาความชุ่มชื้น ป้องกันผิวแห้ง ลดริ้วรอย

-Arctium majus root extract สารสกัดจากพืชตระกูลเดียวกับ Burdock อุดมด้วยวิตามินบี 1 6 12 และ E ให้ผลบำรุงผิว ควบคุมการสร้างน้ำมัน มีคุณสมบัติเป็น Antioxidant ช่วยลดการอักเสบ ในฐานข้อมูลงานวิจัยยังไม่พบที่เกี่ยวข้องกับผิวหนัง

-Allantoin สารสำคัญในรากคอมเฟรย์ มีประโยชน์ช่วยลดการแพ้ ลดการระคายเคือง และช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่ผิวหนัง มีรายงานการวิจัยสนับสนุนเรื่องคุณสมบัติในการช่วยสมานแผล (Acta Cir Bras. 2010;25(5):460-6.)

-Plankton extract สารสกัดจากแพลงค์ตอน มีหลายสายพันธุ์ แต่ละสายพันธ์ก็แตกต่างกันไป คุณสมบัติรวมๆของสารสกัดแพลงค์ตอน คือเพิ่มความชุ่มชื้นและให้คุณสมบัติสบายผิว (Soothing)

-Tilia cordata flower water น้ำที่ได้จากการคั้นดอกของ Lime tree Linden ผู้ผลิตบอกว่ามีประโยชน์ให้ความชุ่มชื้น Soothing และเป็น Whitening มีฟลาโวนอยด์หลายชนิด และมีแทนนิน ซึ่งเคยมีรายงานว่าสารพฤกษเคมีสองกลุ่มนี้มีฤทธิ์ Anti-oxidant และสามารถยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ไทโรซิเนสได้ ไม่พบงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับฤทธิ์ทางชีวภาพ

-Chamomilla recutita extract สารสกัดจาก German Chamomile ปกติใช้เป็น Anti-inflammatory, สารลดการระคายเคือง และให้ความรู้สึกสบายผิว

2.Base ก็จะมีส่วนของน้ำกับน้ำมัน ได้แก่

2.1 ส่วนของน้ำ ได้แก่ น้ำ, Propylene glycol, Glycerin, Butylene glycol

2.2 ส่วนของน้ำมัน ได้แก่ Ethylhexyl palmitate, Cetearyl alcohol, Glyceryl stearate น่าเสียดายที่ Ethylhexyl palmitate อาจจะอุดตันรูขุมขนได้ในบางคน

3.Additives ได้แก่

3.1Silicone มี Cyclopentasiloxane เป็นซิลิโคนที่ระเหยได้ ไม่เหนอะหนะ ให้ความรู้สึกที่ดีตอนทา และแห้งสบายผิว

3.2Emulsifier เป็นสารที่ช่วยผสานน้ำให้เข้ากับน้ำมัน ได้แก่ Candelilla/Jojoba/Rice bran polyglyceryl-3 esters ที่ค่อนข้างอ่อนโยน และเป็นธรรมชาติ กับ Sodium stearoyl lactylates ก็เป็นตัวที่อ่อนโยน และเพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่ผิวได้เช่นกัน

3.3สารเพิ่มความหนืด ได้แก่ Carbomer

3.4สารปรับ pH ได้แก่ Sodium hydroxide ถึงจะเห็นสารตัวนี้ เราจะบอกว่ามันไม่ดี ก็คงไม่ถูก เพราะเค้าใส่มาแค่ปรับ pH ให้เหมาะสม (จากที่ลองวัดดูจะเห็นว่าเท่ากับ 5) ไม่ได้ใช้ในความเข้มข้นที่เยอะมากจนจะเป็นอันตรายได้แบบที่หลายๆคนเข้าใจ ในหลายๆครั้งเลยความระคายเคืองของสารขึ้นอยู่กับความเข้มข้นด้วย

3.5Perservatives ได้แก่ สารกันเสีย Imidazolidinyl urea, Chlorphenesin, Phenoxyethanol, Phenethyl alcohol, Methylisothiazolinone, Sodium benzoate, Potassium sorbate และสารจับโลหะ EDTA

3.6สารแต่งกลิ่น/Parfum

ถึงเวลาให้คะแนน

1. Actives จะเห็นว่าสารออกฤทธิ์เน้นไปที่สารควบคุมความมัน แต่ก็ไม่ได้คุมมันอะไรจนมากเกินไป ก็มีสารออกฤทธิ์อื่นๆมาช่วยเสริมความแข็งแรงของ Barrier ผิว ช่วยเรื่องความชุ่มชื้น ช่วยเรื่องกระชับรูขุมขน ลดการอักเสบในผิว และยังให้ความรู้สึกสบายผิวด้วย โดยรวมถือว่ามีประโยชน์หลายๆอย่าง ไม่ใช่แค่คุมมันเฉยๆ จึงขอให้ 5 ฟลาสก์

2. Base มาในรูปแบบของ Emulsion ซึ่ง Emulsion ที่ดีควรจะมีสารที่คอยดึงน้ำให้ผิว สารไขมันเคลือบผิว และสารไขมันจากธรรมชาติ ในส่วนผสมชุดนี้ มีสารดึงน้ำให้ผิวอยู่ 3 ตัว ไม่มีส่วนผสมของ Alcohol ที่เรามักจะเจอในกลุ่มเครื่องสำอางคุมมัน กระชับรูขุมขน ในส่วนของสารไขมัน Ethylhexyl palmitate กับ Glyceryl stearate จัดเป็นสารไขมันชนิดที่ดูดซึมได้ บ้าง เคลือบผิวได้บ้าง ก็ก้ำกึ่งกันไป แต่มีข้อน่าเสียดายคือ Ethylhexyl palmitate อาจจะอุดตันรูขุมขนได้ในบางคน แต่การตอบสนองของแต่ละคนก็จะแตกต่างกันไป บางคนอาจจะไม่อุดตันก็ได้ ส่วนตัวมี่ใช้แล้วก็ไม่ได้มีสิวผุดหรือเห่อขึ้นมาแต่อย่างใด จุดนี้จึงขอให้ 4 ฟลาสก์

3. Additives ดูเหมือนว่าจะใส่สารกันเสียมาเยอะมาก แต่ส่วนผสมส่วนใหญ่ค่อนข้างเป็นมิตรกับผิว ไม่ได้มีพิษมีภัยอะไร และโดยเฉพาะตัว Emulsifier ที่ค่อนข้างจะอ่อนโยนกับผิว แม้ว่าจะมีน้ำหอม แต่ก็ไม่เคยหักคะแนนน้ำหอมในผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางทั่วไปที่ไม่ได้ใช้กับรอบดวงตามาก่อน จึงขอให้ 5 ฟลาสก์

4. การใช้งาน ส่วนตัวคิดว่าทาแล้วผิวดูเรียบเนียนขึ้น ริ้วรอยหาย รูขุมขนพร่องลง แต่งหน้าได้เรียบเนียนขึ้น ไม่เป็นคราบ รองพื้นยังสดเหมือนตอนแต่งใหม่ๆ ไม่ดรอประหว่างวัน และไม่ได้คุมมันมากเกินทำให้ผิวแห้งมากจนเกินไป จุดนี้จึงขอให้ 5 ฟลาสก์

คะแนน Primaecure

 

 

สุดท้ายนี้ขอขอบคุณทางบริษัทไอเมดิกา ด้วยค่ะ ที่ส่งผลิตภัณฑ์ดีๆมาให้มี่ได้ทดลองใช้

รายละเอียดเพิ่มเติม สามารถสอบถามที่ทางเพจ เลยนะคะ ขอบคุณที่ติดตามมาจนจบค่ะ

 

http://www.imedicaskincare.com/

รีวิววิเคราะห์ส่วนผสมวิตซีตัวดัง Dr.Jessica Wu Vivid intense 15% Vitamin C serum

รีวิววิเคราะห์ส่วนผสมวิตซีตัวดัง Dr.Jessica Wu Vivid intense 15% Vitamin C serum

วันนี้มี่แวะเอาวิตซีตัวหนึ่งมารีวิวแบบเจาะลึกถึงทุกอณู ทุกองค์ประกอบ ให้ชมกันค่ะ

ถ้าเราแบ่งผลิตภัณฑ์กลุ่มวิตซีในตลาด จะแบ่งได้เป็นสองกลุ่มหลักๆค่ะ กลุ่มแรกจะเป็นกลุ่มที่ใช้วิตซีในความเข้มข้นสูง เช่น 10% 12.5% 15% ฯลฯ ส่วนอีกกลุ่มเป็นกลุ่มที่มีวิตซีเป็นส่วนประกอบอยู่ ซึ่งความเข้มข้นก็จะไม่ได้สูงมาก

คุณสมบัติของวิตซีต่อผิวหนังก็มีอยู่หลายๆเรื่อง เช่น

1.การต่อต้านอนุมูลอิสระที่เกิดขึ้นจากมลภาวะ หรือความเครียด เป็นตัวชะลอความเสื่อมของผิว

2.วิตซีสามารถลดการสังเคราะห์เม็ดสีผิวได้

3.วิตซีเป็นองค์ประกอบที่จำเป็นในขั้นตอนการสังเคราะห์คอลลาเจนในผิว

ดังนั้นวิตซีโดยรวมๆจะให้ผลอยู่สามอย่างหลักๆ คือ ชะลอวัย ไวท์เทนนิ่ง และลดริ้วรอย

ถึงแม้ว่าสรรพคุณจะเลิศหรู แต่ก็มีข้อจำกัดอยู่ เพราะถ้าเราเอาวิตซีแบบปกติมาทาผิวเลยเนี่ย มันจะดูดซึมเข้าไปในผิวได้แค่ 3% ของที่ทาเอง (เช่น ทาไป 100 มิลลิกรัม ก็เข้าไปแค่ 3 มิลลิกรัม) ต้องอาศัยเทคนิค เทคโนโลยีพิเศษถึงจะช่วยเพิ่มการดูดซึมได้

ปกติมี่ยังไม่เคยใช้วิตซีในความเข้มข้นสูงๆมาก่อนค่ะ ตัวนี้เป็นตัวแรกเลยค่ะ แรกเริ่มเดิมที ทาครั้งแรกก็กลัวว่าจะแสบหรือเปล่า แต่พอทาจริงๆไม่เลยค่ะ รู้สึกเรียบเนียนผิวดี

เข้าเรื่องดีกว่าค่ะ ซีรัมวิตซีชิ้นที่ว่านี้ก็คือ

Dr. Jessica Wu Vivid Intense 15% Vitamin C Serum Professional Strength

vc-re

มาในขวดสีเงินดูแพง ขวดเล็กๆ ขวดละ 10 ml ทางแบรนด์กะว่าขวดหนึ่งให้ใช้ 1-2 สัปดาห์ ข้อดีของการแบ่งเป็นขวดเล็กๆแบบนี้เพราะว่า วิตซีเวลาโดนอากาศมันจะเสื่อมเร็ว ถ้าทำมาในขวดใหญ่ๆ มันก็จะค่อยๆเสื่อมไป แต่พอมาขวดเล็กๆ เปิดใช้ไปทีละขวดๆ มันก็จะยืดอายุวิตซีให้อยู่ได้นานกว่า

พอได้ลองครั้งแรกรู้สึกแปลกใจนิดนึง เพราะ Serum เข้าใจว่าน่าจะเป็นแบบใสๆ แต่พอกดออกมา เป็นเนื้อครีมค่ะ เป็นครีมสีขาวขุ่น เนื้อเนียน เกลี่ยง่าย ดูดซึมไว ไม่เหนอะหนะ

IMG_0743-re

พอทาแล้วจะดูดซึมค่อนข้างเร็ว ไม่เห็นความมัน หรือคราบตกค้างบนผิว

IMG_0744-re

ถ้าเทียบกันสองฝั่งจะเห็นว่าไม่ค่อยต่างกันมาก และไม่ได้มันเหมือนเท่าที่คิด

ลองวัดค่า pH นิดนึง เพราะถ้าใส่วิตซีมาเยอะๆ ค่า pH น่าจะต่ำ

IMG_0745-re

ค่า pH ที่วัดได้ค่อนไปที่ 5 ซึ่งก็ถือว่าใกล้เคียงกับผิวดี ไม่ได้เป็นกรดมากเหมือนที่คิดไว้ น่าจะเป็นเพราะเทคโนโลยีการเก็บกักวิตามินซีไว้ (เรียกว่า Encapsulation) ทำให้ความเป็นกรดของวิตามินซี ถูกห่อหุ้มไว้ในเปลือกของสาร ไม่ส่งผลต่อค่า pH โดยรวม จึงระคายเคืองผิวน้อยนั่นเอง

แต่พอเราทาผิว พวกเปลือกของแคปซูลที่เก็บกักวิตซีไว้ก็จะละลาย แล้วปลดปล่อยวิตซีออกมาในผิวนั่นเอง

คำ Claim ค่ะ

vc-3-re

ลองมาดูส่วนผสมดีกว่า

vc-2-re
ส่วนผสม (เผื่อไม่ชัดค่ะ ;))

Water, Ascorbic acid, Ascorbyl tetraisopalmitate, Cetyl ethylhexanoate, Neopentyl Glycol dicaprate, Sodium acrylates/Beheneth-25 methyacrylate crosspolymer, Hydrogenated polydecene, lauryl glucoside, Glycerine, Aloe leaf juice, Panthenol, Lactic acid, Phenoxyethanol, Ethylhexylglycerin, Fragrance

ส่วนประกอบผลิตภัณฑ์

ปกติเครื่องสำอางจะประกอบด้วยส่วนสำคัญๆ อยู่ 3 ส่วนหลักๆ คือ

1.Actives หรือ สารออกฤทธิ์ เป็นสารที่ทำให้เครื่องสำอางมีคุณสมบัติพิเศษต่างๆ

2.Base หรือ ส่วนเนื้อของผลิตภัณฑ์ เป็นตัวอุ้มและเก็บสารออกฤทธิ์ไว้

3.Additives หรือ ส่วนของสารเติมแต่ง เป็นตัวเติมแต่งให้ผลิตภัณฑ์มีความน่าใช้ มีความปลอดภัย เช่น พวกสารกันเสีย พวกน้ำหอม พวกซิลิโคน ตัวเพิ่มความหนืด ฯลฯ

ลองมาไล่ไปทีละตัวเลยดีกว่า

คุณสมบัติสารแต่ละตัวแยกตามหน้าที่

1.Actives ได้แก่

-Ascorbic acid กับ Ascorbyl tetraisopalmitate (ย่อว่า VC-IP) เป็นวิตามินซี และอนุพันธ์ที่เอามาจับกับไขมัน เพื่อเพิ่มคุณสมบัติการละลายไขมัน การดูดซึม และระยะเวลาการออกฤทธิ์ ประมาณว่า ตัวแรกที่เป็นรูปแบบธรรมชาติ ทาเข้าไปก็ออกฤทธืได้เลย แต่พอเป็น VC-IP ก็จะต้องผ่านกระบวนการ Metabolism โดยผิวก่อนถึงจะออกฤทธิ์ได้ อันนี้ไม่แน่ใจว่า สองตัวนี้รวมกันให้เนื้อวิตซี 15% หรือว่าเฉพาะ Ascorbic acid ใส่มา 15% เลย แล้วเสริมตัวนี้เข้ามาอีกที ประโยชน์ของวิตซีก็จะเป็นเรื่อง Antioxidant, Whitening และก็เรื่องริ้วรอย โดยวิตซีไปเป็นตัวช่วยในการสังเคราะห์คอลลาเจน

-Aloe leaf juice คือ น้ำคั้นจากว่านหางจระเข้ ให้ผลเป็นตัวเพิ่มความชุ่มชื้น

-Panthenol คือ วิตามินบี 5 มีคุณสมบัติเป็นสารเพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่ผิว โดยตัวมันเองสามารถซึมเข้าสู่ผิวและดูดน้ำเข้ามาเก็บไว้กับตัวเอง นอกจากนี้ยังมีคุณสมบัติอื่นๆ เช่น ลดการอักเสบ เพิ่มการแบ่งตัวของเซลล์ผิว ช่วยเรื่องการสมานแผล และลดริ้วรอย ซึ่งคุณสมบัติในการเป็น Moisturizer ของ Panthenol มีรายงานตีพิมพ์รองรับ คือ สามารถช่วยเพิ่มความสมบูรณ์ของผิวหนัง ช่วยลดการระเหยของน้ำออกจากผิว รักษาความชุ่มชื้นให้ผิวได้ (J Cosmet Sci. 2011; 62(4):361-70.)

-Lactic acid เป็นสารในกลุ่ม AHA ที่ได้จากการหมักนมด้วยจุลินทรีย์บางชนิด การออกฤทธิ์ขึ้นกับค่า pH โดยอาจจะให้ผลเป็นตัวเพิ่มความชุ่มชื้น หรือ ผลัดเซลล์ผิว สำหรับในที่นี้คิดว่าน่าจะทำหน้าที่เป็นตัวเพิ่มความชุ่มชื้น เพราะค่า pH อยู่ที่ 5 ตัว Lactic acid จะกลายสภาพเป็น Lactate ซึ่งเป็นสารดูดน้ำตัวเดียวกับที่มีในผิว มันจะซึมลงไปในผิว และไปคอยอุ้มน้ำให้ผิว

2.Base มีทั้งน้ำและน้ำมัน จึงเป็นรูปแบบที่เรียกว่า Emulsion ดังนี้

2.1 ส่วนของน้ำ ได้แก่ น้ำ, Glycerin, Ethylhexylglycerin ตัวนี้มีฤทธิ์ระงับเชื้อได้ด้วย

2.2 ส่วนของน้ำมัน ได้แก่

– Cetyl ethylhexanoate เป็น Fatty ester เคลือบผิวได้บางส่วน ดูดซึมได้บางส่วน มีสัมผัสที่ไม่เหนอะหนะ

– Neopentyl glycol dicaprate แม้จะเป็นสารกลุ่ม Glycol แต่เนื่องจากสายไขมันที่ยาวทำให้สารนี้ละลายในน้ำมัน ให้ผลเคลือบผิวรักษาความชุ่มชื้น และดูดซึมได้บ้าง

– Hydrogenated polydecene ให้ผลเคลือบผิวรักษาความชุ่มชื้น

หลายๆคนอาจจะบอกว่า ไม่เอาน้ำมัน แต่จริงๆน้ำมันก็เป็นสิ่งจำเป็นกับผิวอย่างมาก

3.Additives ได้แก่

3.1 Emulsifier/Surfactant ได้แก่ Lauryl glucoside มีคุณสมบัติที่อ่อนโยน สามารถช่วยผสานน้ำให้เข้ากับน้ำมันได้ดี

3.2 สารเพิ่มความหนืด ได้แก่ Sodium acrylates/Beheneth-25 methyacrylate crosspolymer เป็นสาร Polymer ที่ทำหน้าที่เป็น Emulsifier ได้ด้วย

3.3 Preservatives ได้แก่ Phenoxyethanol, Ethylhexyl glycerin ซึ่งเป็นชนิดที่อ่อนโยน

3.4 สารแต่งกลิ่น Fragrance มีกลิ่นหอมหวานๆอมเปรี้ยวเหมือนส้มเกรฟฟรุต ทาแล้วสดชื่นดี

ถึงเวลาให้คะแนน

1. Actives นอกเหนือไปจากวิตามินซี 2 รูปแบบ ก็ยังมี Aloe leaf juice ที่ให้ผลเรื่องความชุ่มชื้นมา กับ Panthenol และ Lactic acid ที่เน้นไปที่การเพิ่มความชุ่มชื้นอีก โดยรวมแล้วก็ถือว่าโอเค เพราะก็ถือว่าครบหมดทั้ง Antioxidant, Moisturizer, Anti-aging ในที่นี้ขอให้ 5 ฟลาสก์

2. Base ส่วนของ Emulsion ที่ดีควรจะประกอบด้วยสารดูดน้ำให้ผิว ซึ่งสูตรนี้มี Glycerin กับ Ethylhexylglycerine มีสารไขมันเคลือบคลุมผิว แต่ยังขาดสารไขมันจากธรรมชาติอยู่ จึงขอให้ 4 ฟลาสก์

3. Additives สารที่ใช้ส่วนใหญ่ไม่ได้มีพิษมีภัยอะไร แล้วมีประโยชน์เสริมให้ผิวในด้านของความชุ่มชื้น ไม่มีพาราเบน ไม่มีซิลิโคน แต่มีน้ำหอม อาจจะทำให้บางคนแพ้ได้ ซึ่งปกติมี่ก็ไม่เคยหักคะแนนหักคะแนนน้ำหอมใน Skincare ทั่วไปมาก่อนยกเว้นพวก Eye care จึงขอให้ 5 ฟลาสก์

4. คะแนนการใช้งาน หลังจากลองใช้มาได้เกือบสองอาทิตย์ รู้สึกว่าผิวเรียบเนียนขึ้น ผิวที่ลอกๆอยู่ ลอกน้อยลง ส่วนตัวมี่ไม่แพ้ ไม่ระคายเคือง ไม่แสบ ไม่ร้อน ไม่แดง ขอให้คะแนนความประทับใจในการใช้งาน 5 ฟลาสก์ค่ะ

vc-4

มีวางจำหน่ายแบบถูกต้องในประเทศไทยแล้วนะคะ มีวางอยู่ที่ร้าน Eve and Boy และก็ทางเวบไซต์ http://www.dermskinstore.com/ นะคะ

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ เฟสบุคแฟนเพจของ Dr.Jessica Wu Thailand นะคะ

https://www.facebook.com/dr.jessicawuskincarethailand

สุดท้ายนี้ขอขอบคุณทางบริษัท DermaMD ด้วยนะคะที่ส่งผลิตภัณฑ์ดีๆมาให้ทดลองใช้ค่ะ

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถสอบถามได้ทางเวบไซต์ http://www.dermskinstore.com/ เลยนะคะ

ขอบคุณที่รับชมมาจนจบค่ะ

[Beauty Talks] 5 อันดับความเชื่อผิดๆเกี่ยวกับ Serum

[Beauty Talks] 5 อันดับความเชื่อผิดๆเกี่ยวกับ Serum

วันนี้มาคุยกันเกี่ยวกับความเชื่อผิดๆของ Serum ดีกว่าค่ะ

เท่าที่เคยดูๆมา ความเชื่อที่เราเข้าใจกันผิดๆของ Serum น่าจะมีประมาณ 5 ข้อนี้ค่ะ

 

serum myth

 

ข้อแรก Serum เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีความเข้มข้นของสารออกฤทธิ์สูงที่สุด ถ้าเทียบกับเครื่องสำอางชนิดอื่นๆใน Line เดียวกัน

ข้อนี้ไม่จริงเสมอไปค่ะ ซีรัมมากกว่า 90% ในท้องตลาด มีน้ำเป็นส่วนประกอบอย่างน้อย 80% ขึ้นไป เผลอๆ ถึง มากกว่า 95% ก็มีค่ะ และในหลายๆครั้งเลยที่พบว่า ในครีมบำรุง หรือในเอสเซนส์ มีสารออกฤทธิ์ในระดับที่พอๆกันกับซีรัม แต่ราคาถูกกว่ากันเกือบครึ่ง

อันนี้ไม่นับรวมถึง Oil serum นะคะ

 

ข้อสอง Serum เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีคุณค่าและต้นทุนสูงที่สุด

จากข้อแรกเลย Serum บางสูตรมีน้ำเป็นองค์ประกอบเยอะมาก ซึ่งก็รู้กันว่า น้ำมีราคาค่อนข้างถูก แม้จะเป็นน้ำที่ผ่านกรรมวิธีพิเศษให้มีความบริสุทธิ์สูงมาก ก็ยังมีราคาที่ไม่สูงอยู่ดี

ส่วนคุณค่าของ Serum มาจากความคิดของเราเอง และ Package ที่หรูหรา มาพร้อมหลอดหยด ดูแพง แต่จริงๆก็ไม่ได้มีอะไรมากมายนัก

 

ข้อสาม Serum ปราศจากน้ำมัน สามารถใช้ได้กับทุกสภาพผิว

ข้อนี้ก็ไม่ได้จริงเสมอไป เพราะ Serum บางสูตรก็มีองค์ประกอบของน้ำมัน แล้วก็มาในรูปแบบของ Lotion แล้วมันต่างกับ Lotion ตรงไหน? ก็ไม่เลย แค่เอามาปรับนู่นนี่นั่นให้หนืดมากขึ้น แล้วใส่ขวดหรูหราก็กลายเป็น Serum แล้ว

สำหรับคำกล่าวที่บอกว่าสามารถใช้ได้กับทุกสภาพผิวก็ไม่จริง เพราะถ้ามีน้ำมันมากๆ ก็จะไม่เหมาะกับคนที่มีผิวมัน และ Serum บางสูตรมี Alcohol เป็นส่วนประกอบ ก็ไม่เหมาะกับคนที่มีผิวแห้งเช่นกัน

 

ข้อสี่ Serum เพียงขวดเดียว สามารถบำรุงผิวได้ครบในทุกขั้นตอน

ข้อนี้ก็ไม่จริง เพราะว่าผิวหนังเราประกอบด้วยทั้งน้ำและน้ำมัน ถ้าซีรัมผลิตขึ้นมาจากน้ำและสารอื่นที่ลบะลายได้ในน้ำ ก็ไม่สามารถจะให้ผลบำรุงผิวได้ครบถ้วน

จริงๆจะพูดก็พูดได้ว่า ไม่มีอะไรในโลกนี้ที่บำรุงผิวได้ครบทุกขั้นตอนในขวดเดียว

 

ช้อสุดท้าย Serum เหมาะกับคนที่มีอายุแล้วเท่านั้น

จากข้อ 1 ที่เราคิดว่า Serum มีความเข้มข้นของสารสูงที่สุด ก็เลยจะนึกว่า ผลิตภัณฑ์ที่เข้มข้นมากๆ ควรให้คนมีอายุใช้ จะได้ไม่ดื้อเร็ว เดี๋ยวแก่มาจะใช้อะไรก็ไม่ได้ผล

จริงๆ มันก็ไม่เสมอไป Serum บางตัวก็เหมาะกับวัยรุ่น เช่น Serum กระชับรูขุมขน Serum ที่เป็นมอยส์เจอร์สูตรน้ำ อย่าง Hyaluron หรือ Aloe serum

 

สำหรับวันนี้ก็มีแค่นี้ค่ะ ขอบคุณที่ติดตามมาจนจบนะคะ

[Full Review] It’s Skin Power 10 Formula WR effector

[Full Review] It’s Skin Power 10 Formula WR effector

ถ้าพูดถึงซีรัมกระชับรูขุมขนลดเลือนริ้วรอย ตัวที่มี่ติดมากที่สุดตัวนึงก็คือ WR effector ก็ใช้กันมานานหลายเดือนแล้วค่ะ จริงๆตัวนี้มี่ว่ามันใช้เปลืองมากเลย แป๊บๆ หมด แป๊บๆหมด – -*

WR 1

เป็นซีรัมหนืดๆ ไม่มัน เนื้อใสๆสีเหลืองทองค่ะ

wr 2

wr 3 wr 4

จะเห็นได้ว่าดูดซึมค่อนข้างไว ไม่เหนอะหนะ

แต่จุดด้อยอยู่ที่ว่า น้ำหอมมันแรงมากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก ก ไก่ 428 ตัว

ดูส่วนผสมกันดีกว่าค่ะ

wr-ingr

ส่วนประกอบของผลิตภัณฑ์
ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางแทบทุกชนิดจะประกอบด้วยส่วนหลักๆ 3 ส่วน คือ
1. Active (สารออกฤทธิ์) เป็นส่วนที่ทำให้เครื่องสำอางมีคุณสมบัติ/ฤทธิ์ทางชีวภาพ
2. Base คือ เนื้อของผลิตภัณฑ์ บางทีอาจเรียกว่า Vehicle
3. Additive คือ สารที่ช่วยเสริมให้ผลิตภัณฑ์มีคุณสมบัติที่ดี มีความน่าใช้

คุณสมบัติของสารต่างๆ แยกตามหน้าที่
1. Actives ได้แก่
– Polyglutamic acid โพลิเมอร์ที่เกิดจากกรดอะมิโน Glutamic acid พบได้ใน Natto ซึ่งเป็นสิ่งที่จุลินทรีย์บางชนิดสร้างระหว่างกระบวนการหมัก ในทางเภสัชกรรมมีประโยชน์ในการเป็นระบบนำส่ง ส่วนในทางเครื่องสำอางผู้ผลิตวัตถุดิบ Claim ว่าสามารถดูดและจับน้ำได้มากถึง 5000 เท่าของน้ำหนักตัวมัน และมีรายงานการวิจัยอีกฉบับกล่าวว่า Polyglutamic acid ที่มีขนาดโมเลกุลใหญ่สามารถกระตุ้นการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันได้ (ChemBiodivers. 2010; 7(6):1555-62.) น่าจะมีส่วนช่วยให้ระบบผิวหนังแข็งแรงขึ้น
– Salicornia herbacea extractสารสกัดจากพืชอวบน้ำชนิดหนึ่ง มีรายงานการวิจัยกล่าวว่ามีฤทธิ์ Antioxidant และ Anti-inflammatory ที่ดี (J Med Food. 2009;12(3):661-8.) สามารถลดการสร้างเมลานินโดยไปยับยั้งเอนไซม์ Tyrosinase (BiosciBiotechnolBiochem. 2009;73(3):552-6.) ข้อมูลจากผู้จำหน่ายวัตถุดิบชี้ว่า เป็น Moisturizer ที่ดีโดยการไปออกฤทธิ์กระตุ้นการทำงานของ Aquaporin ชนิด AQP8 และ AQP3 ทำให้มีการสังเคราะห์สาร NMF ต่างๆ และไขมันในผิวหนังเพิ่มมากขึ้น ออกฤทธิ์ได้ยาวนาน (Hydrasalinolของบ. Codif)
– Viscum album leaf extract สารสกัดจาก Mistletoe ในฐานข้อมูลงานวิจัยพบแต่คุณสมบัติการต้านมะเร็ง ส่วนข้อมูลจากผู้ผลิตวัตถุดิบระบุว่าสารสกัดนี้ให้ผลเป็น Astringent ช่วยกระชับรูขุมขน และให้ความรู้สึกสบายผิว
– Caviar extract สารสกัดจากไข่ปลาคาเวียร์ ซึ่งเป็นไข่จากปลาชนิดหนึ่ง ไม่มีข้อมูลงานวิจัยรองรับ แต่เนื่องจากประกอบด้วยโปรตีนและวิตามินต่างๆจึงให้ผลบำรุงผิวหนัง
– Adenosine สารที่เป็นองค์ประกอบของสารให้พลังงานของเซลล์ที่ชื่อ ATP มีการ Claim ว่าสารนี้จะช่วยประสานการทำงานต่างๆของเซลล์ เพิ่มพลังให้เซลล์ ซึ่งถ้าอิงจากฐานข้อมูลงานวิจัยมีกล่าวถึงผลเกี่ยวกับการลดริ้วรอยอยู่ (J Cosmet Sci. 2007; 58(2):147-55.)

2. Base เป็นซีรัมชนิดปราศจากน้ำมัน ประกอบด้วยน้ำและสารอื่นที่ละลายได้ในน้ำได้แก่ น้ำ, Glycerin, Butylene glycol

3. Additives ได้แก่
3.1 สารเพิ่มความหนืด ได้แก่ Carbomer กับ Sodium polyacrylate
3.2 สารปรับ pH ได้แก่ Triethanolamine
3.3 Preservatives ได้แก่ Methyl parabenกับสารจับโลหะ EDTA
3.4 สารแต่งสี ใช้ Caramel ซึ่งนอกจากให้สีแล้วยังให้ความชุ่มชื้นได้ด้วย
3.5 สารแต่งกลิ่น/Fragrance

ถึงเวลาให้คะแนน
1. Actives สารออกฤทธิ์หลักเน้นไปที่ผลการเพิ่มความชุ่มชื้น มีเสริมด้วยคุณสมบัติ Antioxidant กระชับรูขุมขน ไวท์เทนนิ่ง และลดเลือนริ้วรอย โดยรวมก็ถือว่าโอเค แต่ถ้ามีพวก Antioxidant เพิ่มเข้ามาอีกซักตัวนึง และก็มีพวกที่ช่วยเรื่องริ้วรอยดีๆมาเสริมอีก น่าจะให้ผลที่ดีขึ้นกว่านี้ เลยขอให้ 4 ฟลาสก์
2. Base มาในรูปแบบของซีรัมชนิดน้ำ ไม่มีส่วนผสมของน้ำมัน ไม่มีแอลกอฮอล์ สารดึงน้ำที่ใส่มาดูดน้ำให้ผิวได้ดีในระดับหนึ่ง แต่ถ้ามีสารดึงน้ำเพิ่มอีกหน่อยน่าจะสมบูรณ์แบบมากกว่านี้ จึงขอให้ 4 ฟลาสก์
3. Additives มีเท่าที่จำเป็น แต่ข้อเสียอยู่ที่การใช้พาราเบน กับน้ำหอม ซึ่งอาจจะไม่เป็นมิตรกับบางคน แต่ก็ไม่เคยหักคะแนนน้ำหอมในผลิตภัณฑ์ Skincare ทั่วไปมาก่อน เลยขอให้ 4 ฟลาสก์
4. เนื้อสัมผัส ไม่เหนอะหนะ ดูดซึมไว แต่กลิ่นฉุนไปหน่อย เลยขอให้ 4 ฟลาสก์ค่ะ

สรุป: 16/20

[Cosme-Diagnosis] Merveile Easy White ซีรัมวิตามินซี

[Cosme-Diagnosis] Merveile Easy White ซีรัมวิตามินซี

ก่อนอื่น ขอใช้พื้นที่เพื่อขอบคุณผู้ใหญ่ใจดีอย่าง Merveile เวชสำอางไทยๆ ที่พบได้ตามร้านขายยาทั่วไปค่ะ ที่ส่งผลิตภัณฑ์ดีๆมาให้มี่ได้ทดลองใช้

marviele

เบื้องต้นขอรีวิวตัวแรกก่อนเลยนะคะ เป็นเจ้าซีรัมวิตามินซีตัวนี้ก่อนเลยค่ะ

vc 1-re

ด้วยความที่เป็นซีรัมใส เนื้อบางเบา ดูดซึมง่าย ไม่มีน้ำมัน ไม่มีซิลิโคน ไม่มีน้ำหอม ไม่มีพาราเบน เลยประทับใจมี่พอควรเลยค่ะ

vc 3-re

จะว่าไม่มีกลิ่นก็คงไม่ถูก ถ้าดมดีๆจะได้กลิ่นจางๆ คิดว่าน่าจะเป็นกลิ่นของวัตถุดิบอย่าง Cellulose ค่ะ (ส่วนตัวไม่ค่อยถนัดเรื่องกลิ่นเท่าไหร่ แต่จากที่เคยผ่านๆมาคิดว่าน่าจะใช่ค่ะ)

ตัวซีรัม เกลี่ยง่าย ตอนเกลี่ยจะมีคราบขาวๆคล้ายครีมขึ้นมาแป๊บนึง ซึ่งก็ไม่ได้แปลกใจอะไร แล้วก็ดูดซึมค่อนข้างง่ายและเร็ว ไม่ทิ้งความเหนอะหนะ ไม่เหนียว ไม่หนักผิว และไม่วาว

vc 4-re

จะเห็นว่าตรงบริเวณที่ทา ไม่มีคราบอะไรเลย แทบจะไม่ต่างกับฝั่งที่ไม่ได้ทา

แต่มาทั้งทีถ้าจะไม่รีวิวส่วนผสมก็คงไม่ถูก ก็เลยขอจัดนิดนึงค่ะ

vc 2-re

ส่วนผสม:

Water, Ethyl ascorbyl ether, Propanediol, 4-Butylresorcinol, Hydroxyethylcellulose, Phenoxyethanol, Chlorphenesin, Citrus sinensis oil

ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางแทบทุกชนิดจะประกอบด้วยส่วนหลักๆ 3 ส่วน คือ

  1. Active (สารสำคัญ) เป็นส่วนที่ทำให้เครื่องสำอางมีคุณสมบัติ/ฤทธิ์ทางชีวภาพ
  2. Base คือ เนื้อของผลิตภัณฑ์ บางทีอาจเรียกว่า Vehicle
  3. Additive คือ สารที่ช่วยเสริมให้ผลิตภัณฑ์มีคุณสมบัติที่ดี มีความน่าใช้

คุณสมบัติของสารต่างๆ แยกตามหน้าที่

  1. Actives ได้แก่
  • Ethyl ascorbyl ether เป็นอนุพันธ์รูปแบบใหม่ของวิตามินซี มีชื่อเรียกหลายๆชื่อ เช่น Ethyl ascorbic acid, VC ethyl ตัวนี้เป็นอนุพันธ์ที่มีความคงตัวที่ดีกว่าวิตามินซีรูปแบบดั้งเดิม ส่วนประสิทธิภาพข้อมูลจากผู้ผลิตวัตถุดิบระบุว่าสารตัวนี้มีประสิทธิภาพที่สูงกว่าวิตามินซีรูปแบบอื่นๆ ทั้งในด้าน Antioxidat, Whitening และเรื่องริ้วรอย
  • 4-Butyl resorcinol ออกฤทธิ์ยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ Tyrosinase ทำให้เมลานินถูกสร้างมาน้อยลง ผิวขาวขึ้น การทดสอบในอาสาสมัครที่เป็นฝ้ากับครีมที่มีส่วนผสมของสารนี้ 0.1% เป็นเวลา 6-8 สัปดาห์ พบว่ารอยฝ้าจางลง และมีผลข้างเคียงน้อยมาก (Ann Dermatol. 2010; 22(1): 21–25.)
  1. Base ประกอบด้วยน้ำกับ Propanediol สารตัวนี้เป็นสารที่กำลังดัง โดยบริษัท Claim เรื่องความชุ่มชื้นและความเป็นมิตรต่อผิวหนังมากกว่าพวก Glycol ซึ่งปัจจุบันกลุ่มธรรมชาตินิยมต่อต้านการใช้สารกลุ่ม Glycol กันเยอะมากขึ้น
  2. Additives ได้แก่
    • สารเพิ่มความหนืด มี Hydroxyethylcellulose ได้จากการดัดแปลงโครงสร้างของ Cellulose ซึ่งได้จากเยื่อไม้
    • สารกันเสีย ได้แก่ Phenoxyethanol และ Chlorphenesin
    • สารแต่งกลิ่น มีส่วนผสมของ Citrus sinensis oil ซึ่งเป็นน้ำมันหอมระเหยจากส้ม ปกติน้ำมันหอมระเหยจากผิวส้มจะมีสารประกอบบางอย่าง เช่น Coumarins ที่ทำให้เกิดการไวต่อแสงแดดได้ แต่ปัจจุบันก็มีผู้ผลิตน้ำมันหอมระเหยหลายๆเจ้า สกัดแยกสารที่เสี่ยงออกไปหมดแล้ว แต่เราไม่รู้ว่าอันนี้ใช้แบบที่แยกสารพวกนั้นออกไปแล้วหรือยัง ดังนั้นจึงควรระมัดระวังเมื่อออกสู่แสงแดด ควรทากันแดดเสมอ แต่ปกติซีรัมวิตามินซีจะแนะนำให้ทาแค่ช่วงกลางคืน

ถึงเวลาให้คะแนน

  1. Actives ส่วนผสมมีอยู่สองตัวคือ วิตามินซี กับ 4-Butyl resorcinol ซึ่งเน้นไปทางการเป็น Whitening ซึ่งมีประสิทธิภาพ แต่สารทั้งสองตัวนี้ออกฤทธิ์เหมือนๆกันคือไปยับยั้งการสร้างเมลานิน อาจจะได้ผลไม่ดีเท่ากับการใช้สารที่ออกฤทธิ์หลายๆอย่างรวมกันในส่วนผสม เช่น วิตามินบี 3 ที่ออกฤทธิ์รบกวนการส่งผ่านเมลานินที่สร้างเสร็จแล้วไม่ให้ออกมาข้างนอก น่าจะให้ผลที่ดีกว่านี้ แต่ด้วยความที่ใช้อนุพันธ์ใหม่ และมีการเสริมด้วยสารอย่าง 4-Butyl Resorcinol ถ้าดูจากการ Claim คิดว่าทำได้เกือบหมด อาจจะมีเรื่องความแข็งแรงของผิวที่อาจจะยังไม่ได้ จึงขอให้ 3 ฟลาสก์
  2. Base ไม่มีแอลกอฮอล์ ไม่มี Glycol มีการใช้ Propanediol ที่ยังอยู่ในกระแส มีผลดูดน้ำให้ผิว เพิ่มความชุ่มชื้นได้ดี จึงขอให้ 5 ฟลาสก์
  3. Additives มีแค่ไม่กี่อย่างเท่าที่จำเป็น คือ มีสารเพิ่มความหนืดจากอนุพันธ์เซลลูโลส มีสารกันเสียที่ไม่ใช่พาราเบน ไม่มีน้ำหอม ไม่มีซิลิโคน แต่น้ำมันจากส้มอาจจะต้องดูกันอีกทีในเชิงลึก ว่าเป็นเปลือกส้ม หรือส่วนอื่นๆของส้ม แล้วยังมี Coumarins อยู่หรือเปล่า ซึ่งเราไม่อาจจะทราบได้เลย ดังนั้นอาจจะต้องใช้กันแดดเสมอ และระวังออกสู่แสงแดดจัดๆ ซึ่งปกติเราไม่ค่อยทาวิตซีกันในตอนกลางวันอยู่แล้ว จุดนี้ขอให้ 4 ฟลาสก์
  4. การใช้งาน ด้วยความที่ซึมไว ไม่เหนอะหนะ เกลี่ยง่าย ไม่มีสี ไม่มีกลิ่น และไม่ทิ้งคราบใดๆไว้บนผิว จึงขอให้ 5 ฟลาสก์

รวมคะแนน 17/20

marviele blog

ในโอกาสถัดไปจะรีวิวผลิตภัณฑ์ตัวอื่นๆที่ได้รับมาต่อไปนะคะ

สุดท้ายนี้ขอขอบคุณผลิตภัณฑ์ดีๆของเมืองไทยจาก Merveile ด้วยค่ะ