Review วิเคราะห์ส่วนผสมซีรัมบำรุงผิวก่อนนอนจาก Kimmist Bedtime therapy

Review วิเคราะห์ส่วนผสมซีรัมบำรุงผิวก่อนนอนจาก Kimmist Bedtime therapy

สวัสดีค่ะพี่ๆน้องๆเพื่อนๆชาวจีบันทุกๆท่าน

วันนี้มี่แวะเอาผลิตภัณฑ์ที่มีชื่อว่า Bedtime therapy จากแบรนด์ Kimmist ซึ่งเป็นซีรัมบำรุงผิวสำหรับทาก่อนนอน อารมณ์คล้ายๆ Sleeping mask แต่เป็นเนื้อซีรัม มารีวิวให้ชมกันค่ะค่ะ ใน line นี้ทางแบรนด์ทำมา 2 สูตรค่ะ คือ สูตรปกติ สำหรับผิวธรรมดาและผิวมัน กับ สูตร rich สำหรับคนผิวแห้งนั่นเอง

มาดูรูปของผลิตภัณฑ์กันก่อนดีกว่าค่ะ

IMG_2190-re

ทั้งสองสูตรนี้ส่วนผสมจะคล้ายๆกันนะคะ จะต่างกันที่ส่วนของเนื้อ (vehicle หรือ base) ค่ะ โดยสูตร Rich จะมีความเข้มข้นและชุ่มชื้นกว่าสูตรปกติค่ะ

มาดูสูตรปกติก่อนนะคะ เป็นสูตรสำหรับผิวธรรมดาและผิวมันค่ะ

IMG_2196-re

ในส่วนของเนื้อจะเป็นซีรัมขุ่นๆคล้าย Emulsion ทั่วไปค่ะ แต่เนื้อจะดูใสกว่า ตัวนี้ไม่ใส่น้ำหอมค่ะ เลยมีกลิ่นบางๆของส่วนผสม ดูเป็นธรรมชาติดี

IMG_2197-re

ตอนเกลี่ย จะเกลี่ยค่อนข้างง่าย ซึมได้ไวปานกลางค่ะ

IMG_2198-re

ถ้าเป็นสูตร Rich เนื้อจะดูหนักกว่า ดูมีเนื้อมีน้ำมีนวลขึ้นมานิดหน่อยค่ะ ไม่ได้ใส่น้ำหอมเช่นกัน ก็จะมีกลิ่นบางๆของส่วนผสมเช่นกับสูตรปกติค่ะ

IMG_2199-re

ตัวนี้จะลื่นกว่า เกลี่ยง่ายกว่าสูตรปกตินะคะ แต่ว่าจะให้อารมณ์ชุ่มกว่า เคลือบมากกว่า และซึมผิวช้ากว่าค่ะ

IMG_2200-re

เทียบให้ดูชัดๆค่ะ

texture

มาวัด pH กันนิดหน่อยค่ะ ทั้งสองตัวจะมีค่า pH อยู่ในช่วงประมาณ 5-6 เท่ากันค่ะ

pH

ในด้านของส่วนผสม ทั้งสองตัวจะค่อนข้างคล้ายกันค่ะ

ingredients

เท่าที่เราดูจากองค์ประกอบจะเห็นว่าในสูตร Rich นั้นมีเพิ่ม Jojoba oil เข้ามาค่ะ แต่เนื่องจากสัมผัสค่อนข้างต่างกัน มี่เลยคิดว่าอาจจะมีการปรับสัดส่วนของสารกลุ่ม Base ให้เข้มข้นขึ้นด้วยค่ะ

ส่วนประกอบของเครื่องสำอางเราแบ่งเป็น 3 กลุ่มหลักๆ ได้แก่ Actives เป็นสารออกฤทธิ์ Vehicle หรือ Base เป็นส่วนเนื้อครีม และ Additives เป็นสารอื่นๆค่ะ

สำหรับสารองค์ประกอบกลุ่ม Actives ที่น่าสนใจได้แก่

-Snail secretion filtrate สารที่ได้จากเมือกหอยทาก ในทางเครื่องสำอางผู้ผลิตได้ Claim ไว้หลายๆด้าน เช่น กระตุ้นการสมานแผล ลดรอยแผลเป็น ลดริ้วรอย เพิ่มความชุ่มชื้น ในส่วนของงานวิจัย มีการทดสอบเชิงคลินิกยืนยันอยู่ 2 ชิ้น เกี่ยวกับเรื่องการลดริ้วรอย และการดูแลผิวที่เป็นริ้วรอยก่อนวัยอันควร (เรียกว่า Photoaging) (Cosmetic Dermatology. 2009; 22(5):250 กับ Journal of drugs in dermatology. 2013; 12(4):456.)

Lagerstroemia speciosa leaf extract คือ สารสกัดจากใบของต้น Banaba ซึ่งเป็นพืชดอกชนิดหนึ่ง ในต่างประเทศมีใช้เป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหารอยู่มากมาย มีรายงานว่ามีคุณสมบัติเป็น Antioxidant (Indian J Exp Biol. 2011;49(2):125-31.) และมีคุณสมบัติลดการอักเสบ (Inflammopharmacology. 2008;16(4):182-7.)

-Collagen ช่วยเรื่องความชุ่มชื้น และเคลือบผิวให้สัมผัสเรียบเนียน

-Squalane เป็นอนุพันธ์ของน้ำมัน Squalene ที่สร้างออกมาจากต่อมไขมัน ให้ผลรักษาความชุ่มชื้น และช่วยให้ผิวนุ่ม

-Nelumbo nucifera callus culture extract สารตัวนี้ Claim ว่าเป็น Lotus stem cell ให้คุณสมบัติฟื้นฟู ปรับสภาพผิว ส่งเสริมการทำงานของผิว ช่วยลดริ้วรอย และช่วยให้ผิวขาว (ข้อมูลจากบริษัท Bio FD&C)

ในส่วนของการให้คะแนน ขอให้รวมกันเลยนะคะ

1.Actives จากที่บรรยายไว้ในข้างต้นจะเห็นว่าผลิตภัณฑ์นอกจากเรื่องความชุ่มชื้นแล้วยังมีผลเป็น Antioxidant ช่วยชะลอวัย และมีผลช่วยลดริ้วรอย รวมถึงช่วยเรื่องผิวขาวได้ด้วย จุดนี้จึงขอให้ 5 ฟลาสก์

2.Base ในส่วนของเนื้อครีม ก็ถือว่าทำมาได้ค่อนข้างดีค่ะ มีทั้งส่วนของสารจับน้ำให้ผิว สารเคลือบผิวปกป้องและรักษาความชุ่มชื้น และพวกซิลิโคนที่ให้สัมผัสที่ดีกับผิว แต่มีข้อติอยู่ 2 จุดนะคะ จุดแรกคือ การใช้ Alcohol อาจจะทำให้บางคนรู้สึกไม่สบายผิวได้ แต่จริงๆคือ Alcohol ก็มีข้อดีของมัน คือจะให้สัมผัสบางเบา ช่วยให้ครีมแห้งไวไม่เหนอะหนะ เนื่องจากลำดับอยู่ค่อนข้างท้าย จึงอาจจะติดมากับสารสกัดก็ได้ ส่วนตัวมี่ใช้อันนี้ก็ไม่ได้รู้สึกไม่สบายผิวเหมือนกับโทนเนอร์ที่มีแอลกอฮอล์บางยี่ห้อนะ และอีกจุดก็จะเป็น Isopropyl myristate ที่อาจจะอุดตันได้ในบางคนค่ะ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นการอุดตันนี่เราคาดเดาไม่ได้ และก็มีหลายๆปัจจัยที่เกี่ยวข้อง คือ เรื่องของความเข้มข้นสารที่ใส่มาด้วย ถ้าใส่มาน้อยๆ โอกาสอุดตันก็มีน้อยกว่า จุดนี้ขอให้ 3 ฟลาสก์ไว้ก่อนนะคะตามภาพรวมของส่วนผสมค่ะ

3.Additives ส่วนผสมชุดนี้ ไม่ได้มีพิษมีภัยอะไร ไม่ได้มีน้ำหอม ไม่ได้มีพวก Emulsifier ที่รุนแรงเกินไปจนไม่เป็นมิตรกับผิว แต่มีข้อติอยู่นิดหน่อยตรงเรื่องการใช้ Paraben ที่อาจจะทำให้บางคนแพ้ และอาจจะมีผลไปรบกวนระบบฮอร์โมนได้ค่ะ จุดนี้จึงขอให้ 4 ฟลาสก์

4.การใช้งาน ส่วนตัวมี่ลองทั้งสองสูตรแล้ว คิดว่า ชุ่มชื้นดี และเคลือบผิวได้ดี ช่วยให้ผิวนุ่มฟูขึ้นด้วยค่ะ แต่ในส่วนของริ้วรอยกับเรื่องผิวขาวนั้นอาจจะยังไม่ค่อยชัด คงเพราะเริ่มใช้ด้วยค่ะ แต่ภาพรวมคือชอบ แม้จะไม่มีน้ำหอม แต่ก็ไม่ได้เหม็นกลิ่นส่วนผสมเหมือนบางแบรนด์ จุดนี้ก็ขอให้ 5 ฟลาสก์

point

สุดท้ายนี้ขอขอบคุณทางแบรนด์ Kimmist ด้วยค่ะที่ส่งผลิตภัณฑ์ดีๆมาให้มี่ได้ทดลองใช้

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติม สามารถติดต่อสอบถามได้ทางเฟสบุคแฟนเพจของแบรนด์ https://www.facebook.com/beautyberryandme

และทางเวปไซต์ http://www.kimmist.com/   ได้เลยค่ะ

ขอบคุณที่ติดตามมาจนจบค่ะ

Disclaimer/Conflict of interest: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากแบรนด์ Kimmist

Review: Cielo double protection sunscreen and moisturizer

Review: Cielo double protection sunscreen and moisturizer

วันนี้นอกจากรีวิวกันแดดสำหรับทาตัวจากแบรนด์ Cielo แล้ว มี่ยังเอาสาระเรื่องกันแดดมาฝากด้วยค่ะ

พูดถึงกันแดดหลายๆคนคงคิดว่าทาแต่หน้าก็เพียงพอ จริงๆผิวตัวเราก็สำคัญนะคะ โดยเฉพาะคนที่ใส่ขาสั้น หรือแขนสั้น ควรทากันแดดเสมอเลย เพื่อลดอันตรายที่อาจเกิดจากรังสี UV ผลมันไม่ได้เห็นทันทีหรอกค่ะ แต่มันเป็นผลระยะยาว

ถ้าพูดถึงอันตรายจากรังสี UV ในรังสี UV เราแบ่งออกเป็น 3 ช่วงค่ะ คือ UVA UVB และ UVC ซึ่ง UVC จะโดนชั้นโอโซนกรองไว้ ก็ไม่แน่ว่ามันจะส่องลงมาถึงพื้นโลกหรือยังนะ เจ้า UVA นี่เกี่ยวข้องกับริ้วรอย ส่วน UVB นี่เกี่ยวข้องกับไหม้แดด และความดำค่ะ และรังสี UVB และ UVA ก็สามารถก่อมะเร็งได้ทั้งคู่ค่ะ

สำหรับ UVB เรามีค่า SPF เป็นตัวบอกประสิทธิภาพในการป้องกัน UVB ค่ะ ส่วน UVA เราใช้ค่า UVAPF หรือ PA ค่ะ (ในประเทศทางยุโรปจะใช้ค่า PPD เข้ามาด้วยอีกตัวค่ะ)

ในการบอกว่าผลิตภัณฑ์มี SPF เท่าไหร่ PA เท่าไหร่ นี่เค้าไม่ได้มโนขึ้นมานะคะ ต้องไปทดสอบก่อนค่ะ โดยอาจจะทดสอบในระดับหลอดทดลอง หรือระดับใช้สิ่งมีชีวิตเลยก็ได้ค่ะ

มาดูเรื่องสารกันแดดกันดีกว่าค่ะ

พูดถึงกันแดดสารกันแดดในเครื่องสำอางเราแบ่งเป็น 2 กลุ่มหลักๆ คือ กันแดดชนิดกายภาพ หรือ Physical กับกันแดดชนิดเคมี หรือ Chemical ค่ะ

1. Physical sunscreen เป็นสารกันแดดที่ออกฤทธิ์โดยไปสะท้อน หรือกระเจิง รังสี UV ที่มาตกกระทบผิว สารประเภทนี้จะสะท้อนรังสี UV ได้ทุกความยาวคลื่น แบบไม่จำเพาะเจาะจง และมีความเฉื่อย มีความคงตัวสูงมาก ถ้าไม่ไปล้างหรือเช็ดออก มันก็จะอยู่อย่างนั้นทั้งวัน

2. Chemical sunscreen เป็นสารกันแดดที่ออกฤทธิ์ผ่านการดูดซับรังสี UV แล้วเกิดการเปลี่ยนแปลงของอิเลกตรอนในโมเลกุล มีการเปลี่ยนแปลงทางเคมีเกิดขึ้น จึงไม่ค่อยคงตัวเท่าไหร่ค่ะ ต่อให้แม้จะ Stable หรือเสถียรแค่ไหน สุดท้ายมันก็จะเสื่อม ต้องมาทาซ้ำๆอีก

แต่ไม่มีอะไรในโลกนี้กันรังสีได้ 100% นะคะ เราจึงต้องมีสารเสริมที่คอยหักล้างผลเสียจาก UV ที่เล็ดรอดเข้ามาในผิวได้ พวกนี้มักจะเป็นพวก Antioxidant หรือ พวกที่ลดการอักเสบได้ค่ะ

ดังนั้นในส่วนตัวของมี่ กันแดดที่มี่โหวตจะเป็นกันแดดที่ใช้ส่วนผสมของกันแดดแบบกายภาพ และ มีพวก Antioxidant ที่คอยต้านรังสี UV ที่เล็ดรอดเข้าไปในผิวได้

เอาหละ จบสาระ มาดูรีวิวผลิตภัณฑ์ดีกว่าค่ะ

กันแดดตัวนี้มาในหลอดสีเขียวอมฟ้า มีค่า SPF 50 PA+++ ค่ะบีบง่าย พกสะดวกค่ะ

IMG_2067-re

ตัวโลชั่นสีขาวเนื้อบางเบา กลิ่นหอมอ่อนๆ เกลี่ยง่าย ซึมไว ไม่วอกให้เห็นชัดเจนค่ะ

IMG_2068-re

IMG_2069-re

มาวัด pH กันซักหน่อยเนาะ

IMG_2130-re

คือเจ้า Titanium dioxide มันเคลือบไว้ซะแหม่อ่านไม่ค่อยชัด แต่เดาว่าน่าจะราวๆ 5-6 ค่ะ

ถึงเวลาของการดูส่วนผสมแล้วค่ะ

ingredients

จากส่วนผสมจะเห็นว่าเนื้อหลักเป็น Emulsion มีทั้งส่วนของน้ำ น้ำมัน และก็ Silicone เป็นองค์ประกอบ สารที่ใช้ส่วนใหญ่ก็ไม่ได้มีปัญหาอะไรให้ผิวนะคะ ในส่วนของ Alcohol ถึงแม้ว่าจะทำให้ผิวแห้งและอาจจะระคายเคืองได้ก็จริง แต่ส่วนมากไม่ค่อยมีปัญหาเท่าไหร่ เพราะใช้กับผิวตัวที่ค่อนข้างจะแข็งแรงกว่าผิวหน้าค่ะ

ในส่วนของสารที่เป็นตัวกันแดดก็จะมี Titanium dioxide กับ Octyl methoxycinnamate โดยตัว Titanium dioxide เป็นกันแดดกายภาพค่ะ และ Octyl methoxycinnamate หรือ OMC เป็นกันแดดเคมี ที่เน้นกรองรังสี UVB แต่เนื่องจากมีกันแดดกายภาพแล้วเราก็ถือว่ามันครอบคลุมและค่อนข้างคงตัวค่ะ ถ้าไม่ไปเช็ดไปล้างมันก็จะอยู่ตรงนั้นของมันไปเรื่อยๆ

ในโลกนี้ไม่มีกันแดดอันไหนที่กันได้ 100% นะคะ ดังนั้นในผลิตภัณฑ์จึงควรมีอะไรซักอย่างที่มาต้านรังสี UV ที่หลุดรอดไปได้ ในที่นี้ก็คือ

-สารสกัดจากบัวบก (Centella asiatica extract) บัวบกเป็นพืชที่มีรายงานไว้ค่อนข้างเยอะมาก หลักๆก็จะเป็นเรื่องของริ้วรอย กับ Antioxidant และมีงานหนึ่งที่น่าสนใจคือ สารสกัดจากบัวบกสามารถปกป้องผิวไม่ให้ถูกทำลายโดยรังสี UV (Int J Mol Med. 2012; 30(5):1194-202.)

-Bacillus/soybean/folic acid ferment extract มีชื่อทางการค้าว่า B9-Vitapol ผู้ผลิตวัตถุดิบ Claim ว่าสารที่ได้จากการหมักเป็นอนุพันธ์ของ Folic acid ที่มีความคงตัวสูง ให้ผลเป็นตัวลดริ้วรอย ปกป้องความเสียหายจากรังสี UV แก้แพ้ ลดอักเสบ และเพิ่มความชุ่มชิ้น (Damy Chemical Co Ltd.)

-สารสกัดจากว่านหางจรเข้ ช่วยลดการอักเสบและระคายเคือง และเพิ่มความชุ่มชื้น

และยังมีสารบำรุงอื่นๆ ได้แก่

-Niacinamide เป็นรูปแบบหนึ่งของวิตามินบี 3 มีรายงานว่า สารตัวนี้สามารถเป็น Whitening ช่วยปรับสภาพสีผิวให้สม่ำเสมอ โดยไปรบกวนการส่งผ่านของเมลานินที่สร้างเสร็จแล้ว ลดการอักเสบในผิว เพิ่มการไหลเวียนเลือด ช่วยเพิ่มความแข็งแรงให้ผิวโดยไปกระตุ้นการสร้าง Ceramides กรดไขมัน และไขมันชนิดต่างๆในหนังกำพร้า (Int J Cosmet Sci 2005; 27:255–261)

-Sodium hyaluronate มีบทบาทเกี่ยวกับความชุ่มชื้นและยืดหยุ่นของผิว

โดยรวมจึงถือว่าเป็นกันแดดที่นอกจากกันแดดแล้วยังให้ผลเรื่องชุ่มชื้น กับริ้วรอยได้อีก

ถึงเวลาให้คะแนน

1.สารกันแดด เนื่องจากเป็นส่วนผสมของกันแดดแบบ Physical กับ Chemical จึงถือว่าปกป้องจากแสงแดดได้โอเคในระดับหนึ่ง อย่าลืมว่าไม่มีอะไรในโลกนี้กันแดดได้ 100% เราจึงต้องการพวก Antioxidant ดีๆมาเสริมอีกเพื่อลดทอนผลเสียจากรังสีที่หลุดรอดเข้าไปในผิว จุดนี้ให้ 5 ฟลาสก์ค่ะ

2.สารบำรุงอื่นๆ จากที่บรรยายไปในข้างบนจะเห็นได้เลยว่านอกจากกันแดดแล้วก็ยังให้ผลเรื่องชุ่มชื้น ลด/ป้องกันระคายเคือง และให้ผลเรื่องริ้วรอยได้ แถมยังมี Antioxidant จากบัวบก จุดนี้ขอให้ 5 ฟลาสก์

3.สารองค์ประกอบอื่นๆ สารที่ใช้ค่อนข้างเป็นมิตร ไม่ได้อุดตัน หรือระคายเคืองอะไร แต่ในส่วนผสมมี Alcohol แต่เนื่องจากเป็นผลิตภัณฑ์สำหรับทาตัวการมี Alcohol ก็ไม่น่าจะมีผลเสียอะไร แต่ในบางคนที่ไวจริงๆก็อาจจะเคืองได้อยู่ จึงต้องทดสอบ จุดนี้ขอให้ 4 ฟลาสก์

4.คะแนนการใช้งาน ตัวนี้เกลี่ยง่ายให้สัมผัสค่อนข้างนุ่มลื่น แห้งไว ซึมไว กลิ่นหอมอ่อนๆ โดยรวมถือว่าโอเคค่ะ ส่วนสำหรับมี่ มี่คิดว่ามันหนักไปนิดหน่อยนะคะถ้าจะลงทั้งตัวเลย แต่ก็แล้วแต่คนชอบเนอะ ถ้าคนผิวแห้งๆ น่าจะชอบอยู่ค่ะจุดนี้เลยขอให้ 4 ฟลาสก์

point

สุดท้ายนี้อยากขอบคุณทางแบรนด์ Cielo ด้วยค่ะ ที่ส่งผลิตภัณฑ์ดีๆมาให้มี่ได้ทดลองใช้

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ทางเฟสบุคของแบรนด์เลยนะคะ

https://facebook.com/CieloBeautyThailand

ขอบคุณที่ติดตามอ่านมาจนจบค่ะ พบกันใหม่โอกาสถัดไป สวัสดีค่ะ

Disclaimer/Conflict of interest: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากแบรนด์ Cielo

[Full Review] Amira 97% organic argan plus c+

[Full Review] Amira 97% organic argan plus c+

วันนี้มี่แวะเอารีวิวน้ำมัน Argan oil บำรุงผิวมาให้ชมกันค่ะ

เรียกได้ว่าช่วงนี้กระแสการใช้น้ำมันเพื่อบำรุงผิวนี่กำลังมาเลย สังเกตได้จากหลายๆแบรนด์ เริ่มกลับมาใช้น้ำมัน และออกเครื่องสำอางในไลน์ที่เป็นน้ำมันออกมามากขึ้น

เพราะอะไร ทำไมเราถึงต้องใช้น้ำมัน และคนผิวมันใช้น้ำมันอีกจะไม่อุดตัน ไม่มันเยิ้มไปกว่าเดิมอีกหรือ วันนี้มีคำตอบให้ค่ะ

ถ้าพูดถึงน้ำมัน ต้องบอกเลยว่า ผิวเรามีน้ำมันในชั้นผิว กับ น้ำมันที่ต่อมไขมันสร้างออกมา นั้นจะเคลือบอยู่นอกผิว เราเรียกว่า Sebum ค่ะ จะเป็นคนละตัวกัน และองค์ประกอบทางเคมีของไขมันในชั้นผิว กับ Sebum ก็จะต่างกัน

ขอพูดถึงในผิวก่อนนะคะ ปกติในผิวของเรานี่จะมีทั้งส่วนของน้ำและไขมัน ส่วนของไขมันก็จะเรียงตัวกันเป็นโครงสร้างผลึกสองชั้น ทำหน้าที่เป็น Barrier ให้ผิว ช่วยให้ผิวแข็งแรงค่ะ ส่วนประกอบของไขมันในชั้นผิวนี้จะมี Ceramide, Cholesterol และก็กรดไขมันค่ะ โดยกรดไขมันที่สำคัญที่สุดที่จะช่วยให้ Barrier ผิวแข็งแรงก็คือ Linoleic acid ค่ะ

Linoleic acid เป็นกรดไขมันจำเป็นที่ร่างกายสร้างขึ้นไม่ได้ ต้องได้รับจากอาหารเท่านั้น แต่ว่าถ้าเรากิน เพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่จะไปถึงผิว การทาลงไปในผิวโดยตรงเลย จะให้ผลดีและไวกว่าค่ะ

มีน้ำมันพืชหลายๆชนิดที่มี Linoleic acid เป็นองค์ประกอบอยู่เยอะ หนึ่งในนั้นก็คือ Argan oil ค่ะ เจ้าArgan oil นี่เป็นที่กล่าวขวัญกันมาก เพราะต้น Argan นี้ขึ้นในประเทศ Morocco ที่แห้งแล้ง แต่ตัวมันกลับเจริญเติบโตสมบูรณ์ ออกดอกออกผลได้ ชาวบ้านเห็นก็เลยเอามาบำรุงผิวกันมาตั้งแต่สมัยโบราณ แล้วก็เหมือนจะให้ผลดีด้วยหล่ะ พอกระแสเริ่มมา Argan oil จากชาวบ้านใน Morocco ก็ขายดิบขายดีกันเป็นเทน้ำเทท่าใหญ่เลย

Argan oil ที่มี่หยิบมารีวิววันนี้เป็น 97% organic argan plus c+ จากแบรนด์ Amira ที่ใช้วัตถุดิบน้ำมันจากพื้นป่าอาร์แกนที่ขึ้นเองตามธรรมชาติในประเทศ Morocco ที่องค์การยูเนสโกยกให้เป็นพื้นป่ามรดกโลก ไม่ใช้ยาและปุ๋ยเคมี สกัดแบบเย็นค่ะ (สกัดแบบเย็นคือ หรือ Cold-pressed คือการบีบเอาน้ำมันออกมาโดยไม่ใช้ความร้อน ทำให้สารมีประโยชน์ต่างๆไม่สลายตัวไปค่ะ) เดิมทีทางแบรนด์มี 100% pure&organic argan oilอยู่ค่ะ อันนี้เหมือนเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ ที่ ผสมวิตามินซี กับ Cymen-5-ol ลงมาอีกด้วย เพื่อให้คุณสมบัติเรื่อง Antioxidant และ Anti-acne ค่ะ มาดูโฉมหน้าของผลิตภัณฑ์วันนี้กันดีกว่าค่ะ

ตัวน้ำมันมาในขวดแก้วสีชา มีฝาปั๊ม บรรจุ 30 ml ค่ะ

IMG_0899-re

เนื้อเป็นน้ำมันหนืดเล็กน้อย สีอมเหลืองนิดๆ กลิ่นคล้ายๆเมล็ดทานตะวันอบ เกลี่ยค่อนข้างง่ายค่ะ แค่จะพยายามให้มันเป็นหยดสวยๆบนมือ ยังยากเลย

IMG_0900-re

ตอนแรกหลังเกลี่ยก็จะมันหน่อยๆนะคะ แต่พอทิ้งไว้ซัก 10 นาที ก็จะซึมจนหมด และก็หายมันค่ะ

เปิดแฟลชให้ดูความวาวค่ะ

afterfeel

ส่วนตัวมี่เคยใช้น้ำมันมาหลายยี่ห้อนะคะ ตัวนึงที่เป็นลูกรักเลยก็คือของแบรนด์ N (ขออนุญาต เซนเซอร์แบรนด์นะคะ เพราะจะเอามาเทียบกันกับอันนี้ มี่ว่าถ้าใครเคยอ่านกระทู้เก่าๆของมี่ น่าจะเคยเห็นอยู่ค่ะ ว่าคืออันไหน)

ของแบรนด์ Amira นี่เค้าจะเนื้อข้นกว่า แต่ว่าเกลี่ยได้ง่ายกว่า และให้สัมผัสที่ดีกว่าแบรนด์ N ที่มี่เคยใช้ค่ะ

IMG_1882-re

ให้ดูสีสันของน้ำมันค่ะ

IMG_1883-re

สีของแบรนด์ Amira จะออกเหลืองกว่านิดนึงค่ะ

ก่อนไปดูส่วนผสมอยากแชร์วิธีใช้ออยล์แบบฟินๆให้ คือ เอาโลชั่นที่ใช้อยู่ ผสมกันกับออยล์ในอัตราส่วน 2:1 แล้วใช้นิ้วเกลี่ยให้เข้ากัน ก่อนเอาไปลงหน้าค่ะ แนะนำให้ทำบนหลังมือนะคะ (ไม่มีเหตุผลเป็นพิเศษ แต่รู้สึกว่าทำบนหลังมือ แล้วมันเข้ากันได้ดีกว่าค่ะ)

application

ถึงเวลาวิเคราะห์ส่วนผสมแล้วค่ะ

ส่วนผสม:
Organic Argan Oil (97%), Ascorbyl Tetraisopalmitate, o-Cymen-5-ol

ส่วนผสมค่อนข้างเรียบง่ายนะคะ ด้วยความเรียบง่ายนี้ก็เลยทำให้โอกาสเกิดการแพ้/ระคายเคืองน้อยลงไปด้วย

มาดูส่วนผสมทีละตัวดีกว่าค่ะ

1. Argan oil เป็นน้ำมันที่ได้จากเมล็ดของต้น Argan ในทาง Aromatherapy ระบุว่าน้ำมันนวดตัวที่ใช้ หรือมีส่วนผสมของ Argan oil มีคุณสมบัติในการลดริ้วรอย เพิ่มความชุ่มชื้น ความยืดหยุ่น ลดรอยแตกลาย มีงานวิจัยอยู่หลายฉบับที่ทดสอบประสิทธิภาพของ Argan oil ยกตัวอย่างเช่น การทดสอบประสิทธิภาพของ Argan oil แบบทา ในสตรีวัยทองจำนวน 60 คน เป็นเวลา 60 วัน พบว่าค่า TEWL (การระเหยของน้ำออกจากผิว) ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ค่านี้สื่อว่า Barrier ผิวมีความแข็งแรงมากขึ้น และพบว่าระดับน้ำในผิวชั้นนอก หรือ Epidermis มีค่าสูงขึ้น (Prz Menopauzalny. 2014;13(5):280-8.) อีกชิ้นหนึ่งทดสอบในสตรีวัยทอง จำนวน 30 คน เป็นเวลา 60 วัน พบว่าผิวหนังมีความยืดหยุ่นเพิ่มขึ้น (Clin Interv Aging. 2015;10:339-49.)

2. Ascorbyl tetraisopalmitate เป็นอนุพันธ์ของวิตามินซี ที่ละลายได้ในน้ำมัน ปกติวิตามินซีมีบทบาทเรื่อง Antioxidant ช่วยชะลอวัย เป็นองค์ประกอบในการสังเคราะห์คอลลาเจน ช่วยลดริ้วรอย และขัดขวางการสร้างเม็ดสีผิว จึงช่วยให้ผิวขาวขึ้น

3. o-Cymen-5-ol ตัวนี้เป็นสารกลุ่ม Terpenes พบในน้ำมันหอมระเหยจากพืชหลายๆชนิด มีรายงานการวิจัยสนับสนุนถึงคุณสมบัติระงับเชื้อราและแบคทีเรียบางชนิด (Int Dent J. 2011;61 Suppl 3:33-40.)

ถ้าพูดถึงเรื่องสิว หลายๆคนอาจจะคิดว่า เป็นน้ำมัน จะดูแลสิวได้ยังไง เราคุยกันแบบวิทย์ๆเลยค่ะ มีงานวิจัยค้นพบว่าการทา Linoleic acid ทำให้สิวอุดตันมีขนาดเล็กลง (Clin Exp Dermatol. 1998;23(2):56-8.) เมื่อในส่วนผสมมีทั้งตัวฆ่าเชื้อแบคทีเรีย และตัวละลายสิวอุดตัน ดังนั้นก็น่าจะให้ผลครบถ้วนค่ะ

พอเราอิงจากข้อมูลเชิงวิทยาศาสตร์เราจะเห็นได้ว่าน้ำมันขวดนี้ให้ผลเรื่อง ผิวแข็งแรง ผิวชุ่มชิ้น ผิวขาว และเรื่องสิวด้วยค่ะ

สุดท้ายนี้ก็ถึงเวลาให้คะแนนค่ะ

เนื่องจากส่วนผสมมีแค่ 3 ชนิด เลยขอให้คะแนนส่วนผสมในภาพรวม และคะแนนการใช้งานนะคะ

1. ส่วนผสม เป็นน้ำมัน Argan oil ที่มีการเสริมวิตามินซี กับสาร o-Cymen-5-ol เข้ามา ทำให้ได้สรรพคุณเรื่อง ผิวแข็งแรง ผิวชุ่มชิ้น ผิวขาว และเรื่องสิว ที่เพิ่มเติมขึ้นมา ถ้าเทียบกับน้ำมันที่มีแค่น้ำมันก็ต้องเหนือกว่าแน่นอน จุดนี้ขอให้ 5 ฟลาสก์

2. คะแนนการใช้งาน ตัวนี้ไม่มีกลิ่นหอมสังเคราะห์ มีกลิ่นคล้ายๆเมล็ดทานตะวันอบ เกลี่ยค่อนข้างง่าย ใช้แล้วผิวหน้าค่อยๆนุ่มขึ้น และความมันส่วนเกินก็ดูเหมือนจะลดลง แต่ขอตินิดเดียว ตรงที่ปั๊ม เพราะปั๊มแล้วออกมาค่อนข้างแรงไปนิดนึงค่ะ จุดนี้ขอให้ 4 ฟลาสก์

คะแนน

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถติดต่อสอบถามได้ที่เฟสบุคของทางแบรนด์ Amira Skincare (https://www.facebook.com/amiraarganoil) ได้เลยนะคะ

สุดท้ายนี้ขอขอบคุณทางแบรนด์ Amira ด้วยค่ะที่ส่งผลิตภัณฑ์ดีๆมาให้มี่ได้ทดลองใช้

Disclaimer/Conflict of interest: ผลิตภัณฑ์ได้รับการสนับสนุนจากแบรนด์ Amira

[Full Review] Etude House Play therapy Soft clay pack

[Full Review] Etude House Play therapy Soft clay pack

วันนี้แวะเอามาสค์โคลนของ Etude house มารีวิวให้ชมกันค่ะ

ทบทวนเรื่องมาสค์โคลนอีกรอบนะคะ

มาสค์โคลน หรือ Clay mask เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีสารกลุ่ม Clay กระจายและพองตัวอยู่ในเนื้อของผลิตภัณฑ์ ทำให้ดูหนืดข้นเหมือนโคลนจริงๆ

ตัวอย่างสารกลุ่ม Clay เช่น อะไรก็ตามที่มีคำว่า Clay, และสารอื่นๆ เช่น Kaolin, Bentonite, Magnesium Aluminium Silicate

สารกลุ่ม Clay มีคุณสมบัติพิเศษ ด้วยความที่ตัวมันมีรูพรุน ทำให้มันสามารถดูดซับเอาสารต่างๆไว้กับตัวมันได้ เวลาเอา Clay มาพอกหน้าจึงให้ผลดูดซับความมัน สิ่งสกปรกต่างๆออกมาจากผิว รวมไปถึงพวกสารพิษ และมลภาวะต่างๆที่ตกค้างบนผิวได้ด้วย

สารกลุ่ม Clay มีคุณสมบัติดูดซับความมันได้ดีจึงเหมาะกับคนที่มีผิวมันมากกว่าผิวแห้ง

คนที่แต่งหน้าด้วย Shimmer หรือ Glitter เป็นประจำ ควรมาสค์โคลนอย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 ครั้ง เพื่อ Detox และดูดซับเอาผงของพวก Mica ซึ่งมักล้างไม่ออก ออกไปจากใบหน้า

ส่วนมาสค์โคลนลูกรักที่แอดมินใช้ (จริงๆเคยใช้แค่อันเดียว ก็เลยรัก คือแบบว่าใช้นานๆที แล้วใช้แค่ตรงทีโซน เลยไม่ยอมหมดซักที แกะมาเกือบปีแล้วค่ะ) คือเจ้า Etude House Play therapy Soft clay pack ค่ะ

etude 1

อันนี้ไปหิ้วเองมาจากกรุงโซลเมื่อเดือนมิ.ย.ปีที่แล้ว เริ่มแกะใช้ประมาณช่วง ตค.ค่ะ นี่ก็เกือบปีแล้ว ยังไม่ยุบเลย

ตัวนี้ทางแบรนด์เคลมเรื่อง Pore and Sebum care ค่ะ

เป็นมาสค์ที่ค่อนข้างแห้งจริงๆ ถ้าเอาลงตรงแก้มนี่คือพังเลยค่ะ ลงได้แค่ทีโซน

นางเคลมว่านางเอา Clay มาจากป่าอเมซอนในบราซิล (Brazil forest clay) ค่ะ นางเคลมว่า Clay ตรงนี้มีความบริสุทธิ์สูง และมีแร่ธาตุมากมาย

ตรงนี้มี่ไม่มีข้อมูลมารองรับนะคะ ก็ฟังๆกันไปเนาะ

กลิ่นนางเป็นแนวๆเย็นๆ นางว่านางใช้ Eucalyptus ค่ะ แต่อิชั้นว่า ยูคาลิปตัสมันระคายผิวได้นะคะ

มาดูเนื้อสัมผัสก่อนนะคะ จะเป็นเนื้อหนืดๆหนักๆข้นๆสีเขียวอ่อนๆค่ะ

etude 2

(พอดีถ่ายกลางคืนใต้แสงไฟนีออนเลยไม่ค่อยชัดนะคะ)

เกลี่ยง่ายค่ะ กลิ่นก็ไม่เชิงหอมมาก แต่เป็นแนวเย็นๆ

เวลาใช้มาสค์โคลนควรเกลี่ยให้กลบสีผิวเราได้มิดพอดี และรอจนโคลนแห้ง (สังเกตโดยการมองใต้แสง ว่าไม่มีความเงาแล้ว) เพื่อให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุดค่ะ

etude 3

(อันนี้พึ่งลง จะเห็นว่าเงาๆอยู่ค่ะ)

มาดูส่วนผสมกันซักหน่อยเป็นพิธี

etude สผส

ส่วนผสมตัวนี้จะต่างจากมาสค์โคลนทั่วไปในตลาดค่ะ เพราะว่าตัวเนื้อ (หรือ Base) ของนางทำมาจาก Emulsion เพราะมีน้ำมันอยู่ด้วย แต่ไม่ต้องห่วงค่ะ น้ำมันที่นางใช้ไม่ได้อุดตันอะไรรูขุมขน

ส่วนจุดเด่นอีกอย่างคือการใช้ทั้ง Kaolin และ Bentonite มาเสริมกัน

เจ้า Kaolin นี่เป็น Clay สีขาว ที่ประกอบด้วย Magnesium, Aluminium และ Silica เป็นหลัก คิดว่าน่าจะหมายถึงที่โคลนอะเมซอนที่แบรนด์ใช้

เจ้า Bentonite นี่เป็น Clay สีเทา มีคุณสมบัติพองตัวในน้ำ ดูดซับความมันได้ดีเช่นกันค่ะ

และก็จุดเด่นอีกจุดน่าจะเป็นการที่ใส่ Silica มาดูดน้ำมันอีก

และลำดับของสารกลุ่ม Clay นี่มาต้นๆเลย ผิดกับบางแบรนด์ที่ใส่มาแค่กรุบกริบแล้ว Claim ซะอลังการ

นอกจากนั้นยังเสริมมาด้วยสารอย่าง Trehalose ที่เป็นน้ำตาลชนิดพิเศษ ช่วยดูดน้ำและช่วยปกป้องเซลล์ผิวไม่ให้แห้งเกินไปค่ะ

โดยรวมถือว่าทำมาได้ค่อนข้างโอเคเลย เพราะมีการเสริมตัวดูดน้ำให้ผิวด้วย จะได้ไม่แห้งมาก

ส่วนสารอื่นๆก็ไม่มีข้อติ เพราะไม่ได้มีพาราเบน กับซิลิโคน  ส่วนน้ำหอม นางว่านางใช้ Eucalyptus ค่ะ ก็อาจจะระคายเคืองได้ค่ะ ในบางคน ควรทดสอบก่อนใช้นะคะ

ส่วนราคา จำไม่ได้แล้วค่ะ

พบกันใหม่รีวิวต่อไป สวัสดีค่ะ

Disclaimer: ผลิตภัณฑ์นี้ซื้อด้วยตัวเอง (Consumer reviewed)

[Full Review] Fairique exclusive whitening cream

[Full Review] Fairique exclusive whitening cream

วันนี้มี่เอารีวิวเครื่องสำอางเพื่อผิวขาวของคนไทย จากแบรนด์ Fairique มาฝากกันค่ะ

มาดูโฉมหน้ากันก่อนนะคะ นางมาในกระปุกแก้วสีขาวขุ่นฝาสีเงินดูหรูหราและคลาสสิคค่ะ

IMG_4661-re

เนื้อข้างในเป็นครีมสีขาว ไม่มีสี ไม่มีกลิ่น เนื้อหนักเล็กน้อย แต่เกลี่ยง่าย ดูดซึมไว และชุ่มผิวดีค่ะ

ให้ดูเนื้อก่อนนะคะ

IMG_4662-re

หลังจากเกลี่ยและทิ้งไว้ 5 นาที ก็จะดูดซึมจนหมดค่ะ

IMG_4663-re

เหมือนเช่นเคย เรามาวัดค่า pH กันดีกว่า

IMG_4664-re

มาดูส่วนผสมกันดีกว่านะคะ

สผส fairique

มารู้จักกับสารบางอย่างที่น่าสนใจกันเถอะ

**Niacinamide เป็นรูปแบบหนึ่งของวิตามินบี 3 มีรายงานว่า สารตัวนี้สามารถเป็น Whitening ช่วยปรับสภาพสีผิวให้สม่ำเสมอ โดยไปรบกวนการส่งผ่านของเมลานินที่สร้างเสร็จแล้ว ลดการอักเสบในผิว เพิ่มการไหลเวียนเลือด ช่วยเพิ่มความแข็งแรงให้ผิวโดยไปกระตุ้นการสร้าง Ceramides กรดไขมัน และไขมันชนิดต่างๆในหนังกำพร้า (Int J Cosmet Sci 2005; 27:255–261)

**Hexylresorcinol อนุพันธ์ของ Resorcinol มีรายงานว่าสามารถยับยั้งเอนไซม์ Tyrosinase ซึ่งเป็นเอนไซม์ที่ใช้สร้างเมลานินได้ (Protein J. 2004;23(2):135-41.) การทดสอบเชิงคลินิกชิ้นหนึ่งใช้สารนี้ผสมกับสาร Whitening ตัวอื่นๆในอาสาสมัคร พบว่าผล Whitening effect ดีกว่าครีม Hydroquinone 4% (J Drugs Dermatol. 2013;12(3):s16-20.) ข้อมูลจากผู้ผลิตระบุว่า สารกลุ่มนี้พบในข้าว Rye และ Wheat ให้ผลยับยั้งการสร้างเมลานิน กระตุ้นการสร้าง Glutathione ในผิว จึงให้ผลเสริมกันในการเป็น whitening

  • **สูตรผสมของ Palmitoyl proline กับ Nymphaea alba flower extract ไปตรงกับวัตถุดิบที่ชื่อ Sepicalm VG ของบริษัท Seppic
  • -Nymphaea alba flower extract คือ สารสกัดจากดอกบัว ส่วนของดอกไม่พบข้อมูลงานวิจัยในฐาน Pubmed ข้อมูลจากผู้ผลิตวัตถุดิบบอกว่าใช้เป็น Whitening
  • -Palmitoyl proline อนุพันธ์ของกรดอะมิโน Proline ที่จับกับกรดไขมัน Palmitic acid เพื่อเพิ่มการดูดซึมเข้าสู่ผิว สารนี้เดี่ยวๆให้ผลเป็นสารปรับสภาพผิว (Skin conditioning agent) สูตรผสมของ Palmitoyl proline กับ Nymphaea alba flower

ส่วนผสมชุดนี้ผู้ผลิต Claim ว่า ให้คุณสมบัติเป็น Whitening ที่ดี โดยออกฤทธิ์กดการสร้างเอนไซม์ Tyrosinase ที่ระดับ DNA และยังมีคุณสมบัติลดการอักเสบและระคายเคืองในผิว รวมไปถึงช่วยเรื่องริ้วรอยได้ดี (Sepicalm VG technical data sheet, Seppic Inc.)

**Ascorbyl glucoside เป็นอนุพันธ์ชนิดหนึ่งของวิตามินซี มีความเป็นกรดน้อย ความคงตัวสูง วิตามินซีมีประโยชน์เป็น Antioxidant เป็น Whitening โดยขัดขวางการทำงานของเอนไซม์ที่สร้างเมลานิน และเป็นองค์ประกอบในขั้นตอนการสร้างคอลลาเจน

**Polymethylsilsesquioxane เป็นซิลิโคนชนิดหนึ่ง ให้คุณสมบัติพิเศษแก่เนื้อครีม ช่วยให้ลื่นผิวเวลาทา ให้คุณสมบัติกันน้ำ ช่วยดูดซับความมัน และช่วยเคลือบให้ริ้วรอยดูจางลง (ชั่วคราวก่อนล้างออก)

ให้คะแนนดีกว่า

1.ส่วนผสมที่เป็นสารออกฤทธิ์ (Active ingredients) เอาที่สารออกฤทธิ์ก่อนส่วนผสมชุดนี้มีการออกฤทธิ์ที่ 3 ขั้นตอน คือ ขัดขวางการสร้างเอนไซม์ Tyrosinase ต่อมาก็ไปขัดขวางการทำงานของเอนไซม์ Tyrosinase ที่หลุดรอดออกมาได้ และยังไม่พอ ยังไปขัดขวางการส่งผ่าน Melanin ที่ถูกสร้างเสร็จแล้วไม่ให้ออกไปข้างนอกอีก และที่สำคัญคือไม่มีพวกกรดอินทรีย์ที่เป็นสารทำให้ผิวบาง โดยรวมถือว่าทำได้สมบูรณ์แบบมาก แต่ถ้ามีพวก Antioxidant กับ Moisturizer เสริมเข้ามาอีกน่าจะถือว่าเลอค่าเลย จุดนี้ขอให้ 4 ฟลาสก์

2.ส่วนผสมที่เป็นส่วนเนื้อ (Base) ในส่วนผสมมีครบทั้งสารดูดน้ำให้ผิว สารไขมันจากธรรมชาติ และสารไขมันเคลือบผิว โดยรวมถือว่ามีครบ แม้ส่วนผสมบางอย่างอาจจะน้อยชนิดไปนิดนึง ที่สำคัญคือส่วนผสมชุดนี้ไม่มีแอลกอฮอล์ จุดนี้ขอให้ 5 ฟลาสก์

3.ส่วนผสมที่เป็นสารเสริมอื่นๆ (Additives) ส่วนผสมชุดนี้ไม่มีน้ำหอม ไม่มีพาราเบน จึงทำให้เสี่ยงแพ้น้อยกว่า แต่อย่าลืมว่าการแพ้เป็นเรื่องที่คาดเดาไม่ได้ แล้วแต่บุคคล สารที่ใช้แม้ไม่ได้มีอันตรายอะไร แต่ก็ไม่ได้มีประโยชน์อะไรเสริมมาให้ผิว แต่ดูเหมือนยังขาดตัวจับโลหะ เช่นพวก EDTA ฯลฯ ไปอยู่ ถ้ามีโลหะปนเปื้อนมาอาจจะมีผลต่อเนื้อสารก็ได้ (แต่จุดนี้เราก็ไม่รู้ว่ามันจะมีตัวอื่นในส่วนผสมที่ช่วยเรื่องนี้ได้รึเปล่านะ) จุดนี้จึงขอให้ 4 ฟลาสก์

4.คะแนนการใช้งาน โดยรวมถือว่าเนื้อครีมค่อนข้างเนียน เกลี่ยง่าย ซึมไว ไม่เหนอะหนะ ไม่มีกลิ่น ไม่มีสี ไม่มีรส (เอ้ย ไม่ใช่ละ) ใช้แล้วรู้สึกชุ่มชื้นดีค่ะ โดยรวมถือว่าพอใจอยู่นะคะ ขอให้ 5 ฟลาสก์

คะแนน
สุดท้ายนี้มี่ขอขอบคุณทางแบรนด์ Fairique ด้วยนะคะที่ส่งผลิตภัณฑ์ดีๆมาให้มี่ได้ทดลองใช้
สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถสอบถามได้ทางแฟนเพจของแบรนด์ Fairique ได้เลยค่ะ
ขอบคุณที่ติดตามรับชมมาจนจบค่ะ
[Full Review] Osmosis Catalyst AC-11 DNA repair serum

[Full Review] Osmosis Catalyst AC-11 DNA repair serum

นนี้มี่จะมารีวิวผลิตภัณฑ์เวชสำอางจากแบรนด์ Osmosis ต่อจากวันก่อนนะคะ

ตัวที่มี่ได้มามีทั้งหมด 3 ตัวค่ะ วันนี้เป็นตอนสุดท้ายแล้วค่ะ

IMG_4293-re
ลิงค์ตอนแรก Renew

https://cosmeknowledge.wordpress.com/2015/06/30/full-review-osmosis-renew/

ลิงค์ตอนสอง Enlighten

https://cosmeknowledge.wordpress.com/2015/07/05/full-review-osmosis-enlighten/

วันนี้ตอนสุดท้ายค่ะ จัดหนักจัดเต็มกับ ซีรัมซ่อมแซม DNA ที่มีชื่อว่า Catalyst AC-11® DNA repair serum ค่ะ

catalyst

หนๆก็ไหนๆแล้วขอเล่าเรื่อง DNA นิดหน่อยค่ะ

DNA นี้เป็นสารพันธุกรรม เสมือนเป็นแม่พิมพ์ในการสร้างสิ่งต่างๆให้กับร่างกาย ถ้าแม่พิมพ์เสียไป สิ่งที่สร้างออกมาก็จะเปลี่ยนแปลงสภาพไป หรือเสียไปตามด้วย ปกติ DNA ของเราถูกทำลายได้ง่ายดายจากอนุมูลอิสระ ที่เกิดขึ้นเป็นปกติในร่างกายเวลาเราทานอาหารแล้วเกิดสิ่งที่เรียกว่า Metabolism ก็จะได้พลังงานให้ร่างกายเอาไปใช้ และก็จะได้อนุมูลอิสระออกมาด้วย ร่างกายที่แข็งแรงจะมีกลไกมาคอยต่อต้านและทำลายอนุมูลอิสระอยู่แล้ว แต่ถ้าอนุมูลอิสระมีมากขึ้น ร่างกายทำลายไม่ไหว เจ้าอนุมูลอิสระพวกนี้ก็จะไปจับกับไขมัน และโปรตีนต่างๆของผิว เกิดเป็นริ้วรอยและความเหี่ยวขึ้น อนุมูลอิสระพวกนี้ก็มาจากมลภาวะในสิ่งแวดล้อม รังสี UV และก็ความเครียดของเรานั่นเอง นี่ก็สามารถอธิบายได้เลยว่าทำไมคนที่เครียดมากๆจะแก่ไวกว่า

พูดถึงแบรนด์ Osmosis ต้องพูดถึงคอนเซปท์เขาอีกรอบค่ะ คือ “Beautiful skin starts within

แปลว่า ผิวสวยต้องเริ่มจากภายใน แปลแบบสวยๆละเอียดๆก็คือ ต้องบำรุงผิวจากภายใน ถึงจะสวย

แบรนด์นี้จะเน้นไปที่สารสกัดและสารออกฤทธิ์จากธรรมชาติ สารองค์ประกอบต่างๆก็ไม่ได้ใส่มาเยอะกันจนมากเกินไป จึงเสี่ยงแพ้น้อยกว่านั้นเองค่ะ แต่อย่างไรก็ดี อย่าลืมทดสอบการแพ้ก่อนการใช้งานนะคะ เพราะการแพ้เป็นเรื่องที่คาดเดาไม่ได้ บทจะแพ้ แค่น้ำเปล่าก็ยังแพ้ได้เลยค่ะ

จุดเด่นของผลิตภัณฑ์นี้ที่เรียกว่าเป็นเอกลักษณ์เลยก็คงเป็น Zinc finger technology ก่อนจะไปดูว่ามันคืออะไร ขออธิบายเกี่ยวกับ Zinc finger อีกนิดหน่อยค่ะ

Zinc finger เป็นโปรตีนชนิดหนึ่งในร่างกาย ที่ต้องอาศัย Zinc ให้มาเกาะกับตัวมัน เพื่อให้ตัวมันคงรูปอยู่ได้ Zinc finger ที่มีการค้นพบแล้วแบ่งออกได้เป็น 7 กลุ่ม แต่ละกลุ่มก็ทำหน้าที่แตกต่างกันไป ในร่างกายจะมี Zinc finger บางสายพันธ์ที่สามารถจับและห่อหุ้มสาย DNA ได้พอดิบพอดีเลย ประโยชน์ของ Zinc finger protein ก็คือ ช่วยส่งเสริมให้ DNA เกิดการถอดรหัสและจำลองตัวเองออกมาได้ รวมไปถึงช่วยในการถ่ายทอดสัญญานของ DNA ในรูปแบบของ mRNA ทำให้การแบ่งเซลล์และสังเคราะห์เกิดขึ้นได้อย่างปกติ และยังสามารถช่วยซ่อมแซม DNA ที่เสียหายไปได้ด้วย

ส่วนผสมของแบรนด์นี้ใช้เทคโนโลยี Zinc finger โดยสารออกฤทธิ์สามารถกระตุ้นให้ร่างกายซ่อมแซมและเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของ Zinc finger ให้อยู่ในสภาพสมบูรณ์และแข็งแรง ก็จะทำให้การซ่อมแซม DNA เกิดขึ้นได้ดีขึ้นด้วย พบว่าส่วนผสมชุดนี้สามารถซ่อมแซม DNA ได้ถึง 40% เลยทีเดียว อาสาสมัครที่ใช้พบว่า ริ้วรอยต่างๆดูลดลง เส้นเลือดฝอยต่างๆที่บนผิวก็ดูจางลง และสีผิวก็สม่ำเสมอขึ้น (ข้อมูลจากคู่มือผลิตภัณฑ์ Osmosis)

จุดเด่นอีกจุดก็คือ ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการคุ้มครองตามสิทธิบัตรอเมริกาเลขที่ US 8642655B2 มี่ก็ได้ไปตามอ่านสิทธิบัตรตัวนี้ดูค่ะ

patent

แปลชื่อสิทธิบัตรให้อ่านง่ายๆว่า กรรมวิธีการในการป้องกันมะเร็งและรักษารอยโรคบนผิวหนัง

สิทธิบัตรนี้กล่าวเกี่ยวกับการซ่อมแซมและปกป้องผิวหนัง โดยใช้กรดอะมิโนอย่างน้อย 4 ชนิด คือ Acetylcysteine, Glycine, Cysteine และ Lysine

ถึงแม้จะเป็นสารพื้นๆ แต่เมื่อมีสิทธิบัตรคุ้มครอง เราก็จะมั่นใจได้ว่า แบรนด์อื่นไม่สามารถเลียนแบบสูตรผสมสูตรนี้ ในปริมาณความเข้มข้นนี้ได้แน่นอน

เวิ่นเว้อไปซะเยอะ มาดูผลิตภัณฑ์กันดีกว่าค่ะ

ตัวนี้มีเนื้อสีน้ำตาลเข้มเกือบดำ เหนียวๆนิดนึงค่ะ

IMG_4302-re

ตอนเกลี่ยมาสีจะเข้มนิดหนึ่งนะคะ เห็นได้ชัดเลย แต่พอทิ้งไว้ซักประมาณ 5 นาที ก็จะเริ่มเป็นสีปกติค่ะ แต่ยังจะดูเหมือนเข้มอยู่นิดหน่อยนะคะ

IMG_4303-re-horz

เนื่องจากตัวนี้มีสีเข้มมาก มี่เลยไม่ได้วัดค่า pH ให้ค่ะ เพราะสีมันจะรบกวนการอ่านแถบสีของกระดาษวัด pH ทำให้เราอ่านยากนะคะ

มาดูส่วนผสมกันดีกว่าค่ะ

สผส catalyst

มี่ทำสีๆไว้ให้ดูกันง่ายๆค่ะ

สีเขียวอมฟ้า จะเป็นกลุ่มกรดอะมิโนตามสิทธิบัตร ที่ให้ผลปกป้องผิวหนัง และช่วยรักษาฟื้นฟูซ่อมแซมสภาพผิวที่เสียหายไปตามกาลเวลาค่ะ

สีน้ำเงินเข้ม เป็นแร่ธาตุต่างๆ

สีม่วงแก่ คือ Cat’s claw extract หรือ AC-11 สารสกัดนี้มีรายงานการวิจัยสนับสนุนถึงคุณสมบัติในการฟื้นฟู DNA ที่เสียสภาพไป ตรงตามคอนเซปท์เรื่องการฟื้นฟู ซ่อมแซม DNA พอดีเลยค่ะ

ปกติเราแบ่งส่วนประกอบในผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางเป็น 3 หมวดหลักๆ คือ

1.Actives หรือ สารออกฤทธิ์ เป็นสารที่ทำให้เครื่องสำอางมีคุณสมบัติพิเศษต่างๆ

2.Base หรือ ส่วนเนื้อของผลิตภัณฑ์ เป็นตัวอุ้มและเก็บสารออกฤทธิ์ไว้

3.Additives หรือ ส่วนของสารเติมแต่ง เป็นตัวเติมแต่งให้ผลิตภัณฑ์มีความน่าใช้ มีความปลอดภัย เช่น พวกสารกันเสีย พวกน้ำหอม พวกซิลิโคน ตัวเพิ่มความหนืด ฯลฯ

คุณสมบัติของสารแต่ละตัวแยกตามหน้าที่

1.Actives ได้แก่

-Ketoglutatic acid น่าจะใช้ในรูปแบบของ Alpha-ketoglutaric acid ตัวนี้สามารถไปจับกับโปรตีนบางชนิด (น่าจะพวก Zinc finger) แล้วช่วยซ่อมแซม DNA และกระตุ้นการสังเคราะห์คอลลาเจนได้ สารนี้ปกติจะได้ในขั้นตอนการสร้างพลังงานของเซลล์ มีรายงานการวิจัยสนับสนุนถึงคุณสมบัติในการกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน และช่วยลดริ้วรอยที่เกิดจากรังสี UV ได้ในหนูทดลอง (Biol Pharm Bull. 2007;30(8):1395-9.)

-Uncaria tomentosa extract คือ สารสกัดจากพืชในป่าอเมซอน ชื่อว่าต้น Cat’s claw มีรายงานการวิจัยสนับสนุนถึงคุณสมบัติในการฟื้นฟู DNA ที่เสียสภาพไป (Phytother Res. 2006;20(3):178-83.) มีชื่อทางการค้าว่า AC-11 ผู้ผลิตวัตถุดิบ Claim ว่าสารนี้ช่วยเรื่องการสมานแผล ชะลอวัย ลดริ้วรอย และซ่อมแซม DNA มีพบทั้งในรูปแบบรับประทานและแบบทาภายนอก

-Ascorbic acid คือ วิตามินซี มีประโยชน์เป็น Antioxidant, Whitening และช่วยเรื่องการสังเคราะห์คอลลาเจน

-Acetylcysteine, Glycine, Proline และ Lysine สูตรผสมตามสิทธิบัตรที่ US 8642655B2 มีคุณสมบัติช่วยปกป้องผิวหนัง และช่วยรักษาฟื้นฟูซ่อมแซมสภาพผิวที่เสียหายไปตามกาลเวลา

-Aloe barbadensis leaf juice คือ น้ำจากใบว่านหางจระเข้ ใช้ร่วมกับ Aloe leaf juice powder มีคุณสมบัติเพิ่มความชุ่มชื้น ให้ความรู้สึกสบายผิว ลดการระคายเคือง

-Alanine เป็นกรดอะมิโนชนิดหนึ่ง ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้น และอาจจะทำงานร่วมกับสูตรผสมของกรดอะมิโนที่กล่าวไปเมื่อครู่

-กลุ่มแร่ธาตุ ได้แก่ Zinc gluconate, Copper gluconate, Magnesium chloride โดย Zinc ช่วยเรื่องคุมมันได้ และยังช่วยในการเกิดเป็น Zinc finger ส่วน Copper ช่วยเรื่องการสมานแผล ซ่อมแซมตัวเองของผิว และการสร้างคอลลาเจน ส่วน Magnesium เป็นองค์ประกอบของเอนไซม์หลายๆชนิด แต่บทบาทกับผิวยังไม่ทราบแน่ชัด

-Tocopheryl acetate เป็นรูปแบบหนึ่งของวิตามินอี มีประโยชน์เป็น Antioxidant แต่ส่วนมากจะให้ผลเรื่องปกป้องสารในผลิตภัณฑ์ไม่ให้เสื่อมสภาพเพราะออกซิเจนในอากาศ

-Lonicera japonica กับ Lonicera caprifolium extract สารสกัดจากดอก Honeysuckle เป็นสูตรผสมของสารกันเสียจากธรรมชาติ ให้ผลปกป้องผลิตภัณฑ์ไม่ให้เสื่อมสภาพเพราะจุลินทรีย์ มีความปลอดภัยสูงกว่าสารกันเสียสังเคราะห์หลายๆตัว

2.Base มีทั้งส่วนประกอบของน้ำ น้ำมัน และซิลิโคน จึงน่าจะเป็นรูปแบบของ Emulsion ดังนี้

2.1ส่วนของน้ำ ได้แก่ น้ำ, Propanediol, Alcohol denat., Glycerin, Butylene glycol ตัวของ Propanediol นี้เป็นสารดูดน้ำให้ผิว ผู้ผลิตวัตถุดิบกล่าวว่าสารนี้มีความเป็นมิตรกับผิวที่สูงมาก ไม่ทำให้ระคายเคืองเหมือนพวก Propylene glycol อีกจุดที่แบรนด์นี้มีชื่อคือ การปรับความถี่ของน้ำ (Harmonized water) ให้เกิดการ Resonance กับผิวพอดี ส่งผลให้กระบวนการทำงานบางอย่างของผิวดีขึ้น ส่วนของ Alcohol อาจจะทำให้บางคนที่ไวรู้สึกไม่สบายผิวได้ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นแนะนำให้ลองทดสอบก่อน เพราะมีส่วนของสารดูดน้ำหลายๆตัวมาช่วยต้าน

2.2ส่วนของน้ำมัน ได้แก่ Phospholipids กับ Soybean oil ปกติ Phospholipids สามารถซ่อมแซมเยื่อเมมเบรนผิวที่เสียหาย และยังสามารถสร้างตัวเป็นระบบนำส่งที่ชื่อ Liposome ที่มีโครงสร้างเป็นผนังสองชั้นเพื่อนำส่งสารเข้าไปในผิวได้ดีขึ้น

2.3Silicone ได้แก่ Dimethicone เป็นซิลิโคนที่ไม่ระเหย ให้สัมผัสที่ดี เคลือบผิวรักษาความชุ่มชื้นให้ผิวได้ดี

3.Additives ได้แก่

3.1Emulsifier/surfactant มี Polyglyceryl-4 caprate มีความอ่อนโยนสูง ช่วยผสานสารน้ำมันให้เข้ากับน้ำได้ และสามารถเพิ่มความหนืดได้

3.2สารเพิ่มความหนืด ได้แก่ Hydroxypropyl starch phosphate เป็นอนุพันธ์จากแป้ง ให้คุณสมบัติเพิ่มความหนืด ช่วยผสานให้เกิด Emulsion ลดความมันและเหนอะหนะของน้ำมันที่เป็นส่วนผสม ให้สัมผัสที่บางเบาเรียบเนียน และช่วยให้ผิวนุ่ม ร่วมกับ Xanthan gum

3.3Preservatives ได้แก่ Benzyl alcohol, Potassium sorbate และสารสกัดจากดอกสายน้ำผึ้งสองตัวที่กล่าวไปด้านบน ร่วมกับพวกเกลือของ Gluconate ที่สามารถจับโลหะปนเปื้อนได้

3.4สารแต่งกลิ่น/Fragrance ทางแบรนด์บอกว่าใช้น้ำมันหอมระเหยกลิ่น Black cherry จากธรรมชาติ

ถึงเวลาให้คะแนน

1.Actives ส่วนผสมชุดนี้ช่วยเรื่องการชะลอวัย และฟื้นฟู DNA ที่เสื่อมสภาพไปเพราะมลภาวะ ความเครียด และรังสี UV จากแสงแดด เสริมด้วยสารที่ช่วยเรื่องการสังเคราะห์คอลลาเจนในผิว จึงน่าจะช่วยลดริ้วรอยได้ดีในระดับหนึ่ง ตรงตามที่ทางแบรนด์ Claim ไว้ส่วนเรื่องสีผิวที่ไม่สม่ำเสมอที่แบรนด์ Claim น่าจะได้จากวิตซีอยู่ส่วนหนึ่ง กรดอะมิโนก็สามารถทำหน้าที่เป็นสารดูดน้ำให้คุณสมบัติเป็น Moisturizer ได้ในตัว จุดนี้ถือว่ามีค่อนข้างครบ จึงขอให้ 5 ฟลาสก์

2.Base ส่วนผสมชุดนี้มีทั้งน้ำ น้ำมัน และซิลิโคน ซึ่งส่วนของน้ำก็ทำมาได้ดี มีสารดูดน้ำให้ผิวดีๆหลายตัว แต่มีการใช้แอลกอฮอล์ที่บางคนอาจจะไวได้ จึงควรทดสอบก่อน แต่คิดว่าไม่น่ามีปัญหามากเพราะมีสารดูดน้ำอยู่เยอะน่าจะพอต้านไหว ส่วนของน้ำมันจากธรรมชาติก็จะมีถั่วเหลืองกับ Phospholipids ซึ่งพวกนี้ดูดซึมเข้าผิวได้ และมี Dimethicone คอยเคลือบผิวรักษาความชุ่มชื้น แต่จุดนี้ขอให้ 4 ฟลาสก์ไว้ก่อนเนื่องจากส่วนผสมของ Alcohol

3.Additives มีอยู่น้อยชนิด แต่ละชนิดก็ไม่ได้มีผลเสียอะไรกับผิว แต่ก็ไม่ได้มีประโยชน์อะไรเสริมให้ผิวเช่นกัน ผลิตภัณฑ์ชุดนี้ไม่มีพาราเบน และสารกันเสียที่รุนแรง จึงถือว่าค่อนข้างเป็นมิตรกับผิวดี จึงขอให้ 5 ฟลาสก์

4.การใช้งาน หลังจากใช้มาเกือบๆ 3 อาทิตย์ พบว่าผิวพรรณเปล่งปลั่งและสดใสมากขึ้น รอยแดงตรงแก้มดูลดลง เส้นเลือดฝอยดูจางหายไป แต่ขอติเรื่องสีของผลิตภัณฑ์ คือก็เข้าใจว่าน่าจะเป็นสีของสารสกัดพืช แต่สีมันเข้มมาก อาจจะไม่ค่อยเหมาะใช้ตอนกลางวันมากเท่าไหร่นัก น่าจะดูสีเข้มขึ้น แต่ถ้าใครชอบแต่งลุคบรอนส์ๆ ก็จัดเลยค่ะ สวยดี จุดนี้ขอให้ 4 ฟลาสก์

คะแนน catalyst

หลังจากใช้ทั้งสามตัวมาเดือนนึง

ในลำดับการใช้ มี่จะใช้ตัว Renew ก่อน ตามด้วย Enlighten และ Catalyst ค่ะ โดยมี่จะใช้แค่ตอนกลางคืน ใช้ครั้งละ 1 ปั๊มพ์ เว้นระยะระหว่างผลิตภัณฑ์ 5 – 10 นาที แล้วแต่วันค่ะ

ผิวดูเรียบเนียนขึ้น สีผิวดูสม่ำเสมอขึ้น ริ้วรอยคือ ไม่ค่อยมีอยู่แล้ว ก็ไม่รู้จะบรรยายอย่างไร แต่เรื่องเส้นเลือดเห็นค่อนข้างชัดนะคะ ว่าจางลงอย่างเห็นได้ชัด

(ขออภัยในความน่าจัวของเส้นเลือดอิชั้น)

review

หมายเหตุ: พยายามถ่ายรูปในช่วงเวลาเดียวกัน แต่ระดับแสงที่ส่องมาอาจจะไม่เท่ากันนะคะ

ถ่ายด้วยไอโฟน 5s ใช้กล้องหลัง หันกลับมาถ่ายด้วยตัวเองค่ะเลยไม่ค่อยชัด ไม่เห็นอนูรูขุมขน

สุดท้ายนี้ขอขอบคุณบริษัท DermaMD ที่ส่งเวชสำอางดีๆ เพียบพร้อมด้วยเทคโนโลยีมาให้มี่ได้ทดลองใช้ค่ะ

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติม สามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ทางเวบไซต์ http://www.dermskinstore.com/

หรือแฟนเพจของ Osmosis Thailand ที่ https://www.facebook.com/osmosispurmedicalskincarethailand ได้เลยนะคะ

ขอบคุณทุกท่านด้วยค่ะ ที่ติดตามอ่านมาจนจบ พบกันใหม่โอกาสหน้า สวัสดีค่ะ

With Love,
xoxo
[Full Review] Osmosis enlighten

[Full Review] Osmosis enlighten

วันนี้มี่จะมารีวิวผลิตภัณฑ์เวชสำอางจากแบรนด์ Osmosis ต่อจากวันก่อนนะคะ

ซึ่งตัวที่มี่ได้มามีทั้งหมด 3 ตัวค่ะ

IMG_4293-re

ตัวแรก Renew vitamin A serum มี่รีวิวไว้แล้วใน Blog post เมื่อวันก่อนค่ะ

Link: https://cosmeknowledge.wordpress.com/2015/06/30/full-review-osmosis-renew/

วันนี้มาดูตัวที่สอง เป็น ซีรัมเพื่อผิวขาวที่มีชื่อว่า Enlighten ค่ะ

IMG_4294-re

ทวนอีกรอบนะคะ แบรนด์ Osmosis มีคอนเซปท์สวยๆว่า “Beautiful skin starts within”

แปลว่า ผิวสวยต้องเริ่มจากภายใน แปลแบบสวยๆละเอียดๆก็คือ ต้องบำรุงผิวจากภายใน ถึงจะสวย

ผลิตภัณฑ์นี้ใช้เทคโนโลยีไลโปโซม เพื่อเพิ่มการดูดซึมของสารเข้าผิวค่ะ

ไลโปโซมคืออะไร??? ทบทวนกันอีกรอบนะคะ

ไลโปโซมเป็นรูปแบบนำส่งสารรูปแบบหนึ่ง มีลักษณะเป็นผนังสองชั้น ซึ่งจะเหมือนกับผิวหนังของเราเลย ทำให้ระบบไลโปโซมหลอกผิวหนังเราว่าเป็นพวกเดียวกัน ผิวหนังก็เลยปล่อยให้ไลโปโซมผ่านได้ ลองดูรูปตรงนี้ดูค่ะ

liposome

(Image source: Osmosis Skincare Manual, 2015.)

แบรนด์นี้จะเน้นไปที่สารสกัดและสารออกฤทธิ์จากธรรมชาติ สารองค์ประกอบต่างๆก็ไม่ได้ใส่มาเยอะกันจนมากเกินไป จึงเสี่ยงแพ้น้อยกว่านั้นเองค่ะ แต่อย่างไรก็ดี อย่าลืมทดสอบการแพ้ก่อนการใช้งานนะคะ เพราะการแพ้เป็นเรื่องที่คาดเดาไม่ได้ บทจะแพ้ แค่น้ำเปล่าก็ยังแพ้ได้เลยค่ะ

มาดูเนื้อผลิตภัณฑ์กันก่อนดีกว่านะคะ ตัวซีรัมเป็นเนื้อสีน้ำตาลอมส้ม เกลี่ยค่อนข้างง่าย ดูดซึมค่อนข้างไว มีกลิ่นหอมๆเหมือนแนวสมุนไพรเย็นๆผสมพวกดอกไม้ค่ะ

IMG_4299-re

ถึงแม้ตอนทาใหม่ๆจะดูเหมือนเหลือง แต่พอทิ้งไว้ซักห้านาทีก็จะกลืนไปกับผิวค่ะ

IMG_4300-re-horz

มาดูส่วนผสมกันดีกว่านะคะ

สผส enlighten

จากส่วนผสมจะเห็นได้เลยว่า Niacinamide มาเป็นอันดับที่สามเลย ก่อน Propanediol กับ Glycerin ที่เป็นสารดูดน้ำเสียอีก ส่วนผสมอื่นๆก็เน้นไปที่ไวท์เทนนิ่ง ซึ่งก็ออกฤทธิ์ที่หลายๆกลไก และค่อนข้างครอบคลุมในทุกขั้นตอนของการสร้างสีผิวเลยทีเดียวค่ะ

ส่วนของ Phosphatidylcholine ที่ทำไฮไลต์สีเขียวไว้เพราะสารนี้สามารถเรียงตัวเป็นไลโบไซมและเก็บกักเอาสารอื่นๆไว้ เพื่อนำส่งเข้าไปในผิวได้มากขึ้น

เรามาดูบทวิเคราะห์แบบละเอียดๆเลยดีกว่าค่ะ

ปกติเราแบ่งส่วนประกอบในผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางเป็น 3 หมวดหลักๆ คือ

1.Actives หรือ สารออกฤทธิ์ เป็นสารที่ทำให้เครื่องสำอางมีคุณสมบัติพิเศษต่างๆ

2.Base หรือ ส่วนเนื้อของผลิตภัณฑ์ เป็นตัวอุ้มและเก็บสารออกฤทธิ์ไว้

3.Additives หรือ ส่วนของสารเติมแต่ง เป็นตัวเติมแต่งให้ผลิตภัณฑ์มีความน่าใช้ มีความปลอดภัย เช่น พวกสารกันเสีย พวกน้ำหอม พวกซิลิโคน ตัวเพิ่มความหนืด ฯลฯ

คุณสมบัติของส่วนผสมต่างๆแยกตามหน้าที่

1.Actives ได้แก่

-Niacinamide เป็นรูปแบบหนึ่งของวิตามินบี 3 มีรายงานว่า สารตัวนี้สามารถเป็น Whitening ช่วยปรับสภาพสีผิวให้สม่ำเสมอ โดยไปรบกวนการส่งผ่านของเมลานินที่สร้างเสร็จแล้ว ลดการอักเสบในผิว เพิ่มการไหลเวียนเลือด ช่วยเพิ่มความแข็งแรงให้ผิวโดยไปกระตุ้นการสร้าง Ceramides กรดไขมัน และไขมันชนิดต่างๆในหนังกำพร้า (Int J Cosmet Sci 2005; 27:255–261)

-Epilobium angustifolium extract สารสกัดจาก Willow herb มีรายงายเกี่ยวกับฤทธิ์ต้านเชื้อจุลชีพ (Curr Drug Targets. 2013; 14(9):986-91.) ฤทธิ์ในการปกป้องคอลลาเจนและอิลาสตินในผิวไม่ให้ถูกทำลายจากรังสี UV และช่วยให้เซลล์ Fibroblast ที่สร้างคอลลาเจนมีชีวิตยืนยาวขึ้น (ปกติคนที่อายุเพิ่มขึ้นเซลล์พวกนี้จะค่อยๆหายไป) (Gen Physiol Biophys. 2013; 32(3):347-59.) สารประกอบ Oenothein B ที่พบในพืชนี้มีประโยชน์เป็น Anti-oxidant และ ลดการอักเสบในผิวที่ดี (Phytomedicine. 2011; 18(7):557-60.) และยังมีฟลาโวนอยด์อื่นๆที่เคยมีรายงานว่าสามารถยับยั้งเอนไซม์ไทโรซิเนสได้ สารสกัดนี้ทางแบรนด์ Claim ว่า ลดการระคายเคือง ลดการอักเสบ ให้ความรู้สึกสบายผิว และช่วยฆ่าเชื้อแบคทีเรีย ซึ่งตรงกับที่พบในวารสารวิชาการเลย

-Undecylenoyl phenylalanine มีชื่อทางการค้าว่า Sepiwhite MSH ของบริษัท Seppic มีประโยชน์เป็น Whitening โดยไปยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ alpha-MSH ซึ่งปกติมีหน้าที่กระตุ้นให้ไทโรซิเนสทำงาน ให้มีการสร้างเมลานินมากขึ้น และไปควบคุมกระบวนการ Melanosome transfer ซึ่งเป็นกระบวนการสุดท้ายที่เอาเมลานินที่สร้างเสร็จเข้าสู่เซลล์ผิวและเห็นเป็นสีผิว ตัวนี้มีเทคโนโลยี Vectorized amino acid ที่เอากรดอะมิโนมาจับกับโครงสร้างอื่นที่เป็นสายยาวๆ เพื่อให้โมเลกุลละลายในไขมันได้มากขึ้น เพิ่มความคงตัวและการดูดซึมเข้าผิว ข้อมูลจากบริษัท ชี้ว่า มีประสิทธิภาพสูงมากในการยับยั้งกระบวนการสร้างเมลานินแบบครบวงจรเมื่อยืนยันกับข้อมูลจากงานวิจัยสองฉบับ คือ J Cosmet Dermatol. 2009;8(4):260-6. ทดสอบประสิทธิภาพในอาสาสมัคร เป็นเวลา 8 สัปดาห์ พบว่าประสิทธิภาพในการช่วยให้ผิวขาวจะดีขึ้นเมื่อใช้ร่วมกับ Niacinamide กับอีกงานวิจัยที่ทดสอบกับอาสาสมัคร เป็นเวลา 12 สัปดาห์ พบว่ามีประสิทธิภาพทำให้จุดด่างดำต่างๆจางลง (Clin Exp Dermatol. 2010;35(5):473-6) ก็ตรงตามกับที่ทางแบรนด์ Claim เช่นกัน

-Mandelic acid สารในกลุ่ม AHA ชนิดหนึ่ง พบใน Almond ให้ผลผลัดเซลล์ผิว มีคุณสมบัติพิเศษคือช่วยลดการอักเสบ และระงับเชื้อแบคทีเรียบางชนิดได้ด้วย การทดสอบในอาสาสมัครพบว่าสารนี้ให้ผลช่วยลดริ้วรอยที่เกิดจากการแก่ก่อนวัยได้ดี ลดการเกิดสิว ปรับสีผิวให้สม่ำเสมอ (Cosmetic Derm. 1999;June:26-28)

-Nonapeptide-1 มีชื่อทางการค้าว่า Melanostatin 5 เป็นเปปไทด์ที่ออกฤทธิ์ต่อต้านฮอร์โมน MSH (Melanocyte stimulating hormone) ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่ไปกระตุ้นเซลล์ที่ชื่อ Melanocyte ให้เกิดการสร้างเมลานินออกมา จึงเป็นการตัดการสังเคราะห์เม็ดสีที่ต้นตอ

-Rumex occidentalis extract สารสกัดจากพืชชนิดหนึ่งในอเมริกาเหนือ ข้อมูลจากผู้ผลิตวัตถุดิบระบุว่า สารนี้ยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ Tyrosinase ได้แรงกว่า Arbutin และ Hydroquinone และให้ผลลดรอยแดงได้ด้วย (ข้อมูลจาก Tyrostat ของ Lucas Meyer Cosmetics)

-Aminobutyric acid เป็นกรดอะมิโนชนิดพิเศษที่ร่างกายสร้างขึ้น สารนี้ในรูปแบบของ Gamma-aminobutyric acid (GABA) เป็นสารสื่อประสาทที่สร้างในสมอง ทำหน้าที่เป็นตัวระงับการทำงานที่มากเกินไป การใช้รูปแบบทาภายนอกมีรายงานกล่าวว่า สามารถฟื้นฟู Barrier ผิวที่เสียหายไปได้ (J Invest Dermatol. 2002;119(5):1041-7.) ลดการอักเสบ และช่วยเร่งการสมานแผล (J Microbiol Biotechnol. 2007;17(10):1661-9.) ผู้ผลิตวัตถุดิบ Claim ว่าการใช้ GABA ในเครื่องสำอางสำหรับทาภายนอก จะช่วยคลายกล้ามเนื้อ ให้ผลคล้าย Botox ได้ แต่ยังไม่มีรายงานการวิจัยรองรับ และสารนี้สามารถกดการสร้างเมลานินได้โดยไปยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ Tyrosinase

-L-lactic acid เป็นกรด Lactic ชนิดที่ Active ให้ผลผลัดเซลล์ผิว ลดริ้วรอย และกระตุ้นการสร้าง Ceramide ในผิวได้ ทำให้ Barrier ผิวแข็งแรงขึ้น

-Arctostaphylos uva-ursi leaf extract สารสกัดจาก Bearberry ส่วนของใบมีรายงานว่ามีฤทธิ์ฆ่าเชื้อแบคทีเรียบางชนิด มีรายงานว่าส่วนของเปลือกและใบพบสาร Arbutin ที่มีฤทธิ์ยับยั้งการสร้างเม็ดสีผิวผ่านการยับยั้งเอนไซม์ Tyrosinase (Phytochem Anal. 2009;20(5):416-20.)

-Prunus serotina bark extract สารสกัดจากเปลือกต้นเชอร์รี่ป่า มีคุณสมบัติลดการอักเสบ ให้ความรู้สึกสบายผิว เป็น Antioxidant ที่ดี และช่วยกระชับรูขุมขนได้

-D-alpha-Tocopherol เป็นรูปแบบธรรมชาติของวิตามินอี มีคุณสมบัติเป็น Antioxidant แต่ส่วนมากจะให้ผลแค่ปกป้องสารในผลิตภัณฑ์ไม่ให้เสื่อมสลายไปเพราะอากาศ ไม่ค่อยเหลือถึงผิวหนัง

-Phenylethyl resorcinol อนุพันธ์ของ Resorcinol มีชื่อทางการค้าว่า Symwhite 377 มีคุณสมบัติช่วยให้ผิวขาวผ่านการยับยั้งเอนไซม์ Tyrosinase ที่เป็นตัวสร้างเมลานิน และเป็น Antioxidant ข้อมูลจากผู้ผลิตวัตถุดิบระบุว่า สารนี้ให้ผลเป็น Whitening ได้ดีกว่า Beta-arbutin 100 เท่า (แต่ปกติ Beta-arbutin ก็มีฤทธิ์น้อยอยู่แล้ว) การศึกษาในอาสาสมัคร เมื่อใช้ครีมที่มีส่วนผสมของสารนี้กับสาร Whitening อื่นๆ เป็นเวลา 12 สัปดาห์ พบว่าผิวขาวขึ้น (J Cosmet Dermatol. 2013;12(1):12-7.) ช่วยลดรอยฝ้าในอาสาสมัครได้ (J Cosmet Dermatol. 2011;10(3):189-96.)

-Beta-glucan สารในกลุ่มคาร์โบไฮเดรตโมเลกุลใหญ่ มีประโยชน์เรื่องการเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิว ลดการอักเสบ เป็นแหล่งอาหารของเชื้อจุลินทรีย์ดีๆบนผิว ช่วยให้พวกนี้เจริญเติบโตเพื่อมาคอยปกป้องจุลินทรีย์ที่ไม่ดี ช่วยปรับสมดุลภูมิคุ้มกันของผิวหนัง และช่วยลดริ้วรอย

-Lonicera japonica กับ Lonicera caprifolium extract สารสกัดจากดอก Honeysuckle เป็นสูตรผสมของสารกันเสียจากธรรมชาติ ให้ผลปกป้องผลิตภัณฑ์ไม่ให้เสื่อมสภาพเพราะจุลินทรีย์ มีความปลอดภัยสูงกว่าสารกันเสียสังเคราะห์หลายๆตัว

2.Base มีทั้งส่วนผสมของน้ำและน้ำมัน ดังนี้

2.1ส่วนของน้ำ ได้แก่ น้ำ, Propanediol และ Glycerin ตัวของ Propanediol นี้เป็นสารดูดน้ำให้ผิว ผู้ผลิตวัตถุดิบกล่าวว่าสารนี้มีความเป็นมิตรกับผิวที่สูงมาก ไม่ทำให้ระคายเคืองเหมือนพวก Propylene glycol อีกจุดที่แบรนด์นี้มีชื่อคือ การปรับความถี่ของน้ำ (Harmonized water) ให้เกิดการ Resonance กับผิวพอดี ส่งผลให้กระบวนการทำงานบางอย่างของผิวดีขึ้น

2.2ส่วนของน้ำมัน ได้แก่ Soybean oil, Capric/caprylic triglycerides และ Phosphatidylcholine สารตัวนี้เป็น Phospholipids ที่สามารถซ่อมแซมเยื่อเมมเบรนผิวที่เสียหาย และยังสามารถสร้างตัวเป็นระบบนำส่งที่ชื่อ Liposome ที่มีโครงสร้างเป็นผนังสองชั้นเพื่อนำส่งสารเข้าไปในผิวได้ดีขึ้น

3.Additives ได้แก่

3.1Emulsifier/Surfactant ได้แก่ Polyglyceryl-4 caprate มีความอ่อนโยนสูง ช่วยผสานสารน้ำมันให้เข้ากับน้ำได้ และสามารถเพิ่มความหนืดได้

3.2สารเพิ่มความหนืด ได้แก่ Dextran เป็นคาร์โบไฮเดรตโมเลกุลใหญ่ นอกจากเพิ่มความหนืดยังช่วยเพิ่มความชุ่มชื้น และเคลือบผิวให้สัมผัสที่ดี ร่วมกับ Xanthan gum

3.3สารปรับ pH ได้แก่ Sodium hydroxide ถึงแม้ว่าเราจะเห็นสารนี้ แต่ก็ไม่ต้องวิตกตื่นตระหนกอะไรไป เพราะเขาใส่มาแค่นิดเดียว แค่ปรับ pH ให้เหมาะสมเฉยๆ ไม่มีอันตรายกับผิว

3.4น้ำมันหอมระเหย และ สารหอม ได้แก่ น้ำมันหอมระเหยจาก Lavender, Sandalwood และ Ylang ylang น้ำมันหอมระเหยพวกนี้ในทางสุคนธบำบัด (Aromatherapy) จะมีคุณสมบัติพิเศษเสริมมา แต่ทางเครื่องสำอางส่วนมากจะมองเรื่องการแต่งกลิ่น กับคุณสมบัติระงับเชื้อจุลินทรีย์ ร่วมกับ Benzyl alcohol ที่มีกลิ่นหอม และมีฤทธิ์ฆ่าเชื้อได้

3.5Preservatives ได้แก่ สารสกัดจากดอกสายน้ำผึ้งกับ Benzyl alcohol

ถึงเวลาให้คะแนน

1.Actives จะเห็นได้ว่าสารที่ใส่มามีคุณสมบัติต่อต้านการสร้างเม็ดสีได้หลาย Step ตั้งแต่เบื้องบน ยันกันไม่ให้ส่งออกไป แถมสารที่ใช้ยังเสริมคุณสมบัติดีๆอย่าง Antioxidant พวกตัวลดอักเสบ และช่วยเรื่องสิวได้ดี มี Moistutizer อยู่นิดๆ โดยรวมถือว่ามีครบถ้วน และทำออกมาได้ค่อนข้างดี จุดนี้จึงขอให้ 5 ฟลาสก์

2.Base ผลิตภัณฑ์นี้ไม่มีแอลกอฮอล์ ไม่มีซิลิโคน มีส่วนผสมของสารดูดน้ำให้ผิวอยู่ 2 ตัว คือ Propanediol กับ Glycerin ส่วนของน้ำมันจากธรรมชาติ ที่ดูดซึมเข้าไปทดแทนไขมันในผิวได้ แต่โดยรวมยังขาดสารไขมันเคลือบผิวอยู่ จึงขอให้ 4 ฟลาสก์

3.Additives สารองค์ประกอบที่ใช้ถือว่าเลือกมาได้ค่อนข้างดี ทั้งคอนเซปท์ความเป็น Natural คือ Natural ตั้งแต่สารแต่งกลิ่น ยัน สารกันเสีย และสารเพิ่มความหนืดเลยทีเดียว ส่วนผสมชุดนี้ไม่มีพาราเบน และไม่มีซิลิโคน โดยรวมก็คือถือว่าทำมาได้ดี ไม่รู้จะหักคะแนนอะไรก็เอาไป 5 ฟลาสก์เช่นกัน

4.การใช้งาน หลังจากได้ลองใช้มาเกือบ 3 อาทิตย์ ก็มีคนทักนะว่าหน้าดูกระจ่างขึ้น แต่ก็ไม่รู้ว่าเค้ายอเล่นๆ หรือเค้าชมจริงๆ เพราะเราก็อยู่กับหน้าเราทุกวัน แต่ที่เห็นชัดเลยคือ ผิวจะเรียบขึ้น และสีผิวดูสม่ำเสมอมากขึ้นค่ะ ถึงแม้ว่าเนื้อมันจะเหลือง แต่ทาไว้ซักพักสีมันก็จะกลืนไปกับผิวเรา จุดนี้ขอให้ 4 ฟลาสก์ค่ะ

คะแนน enlighten

สุดท้ายนี้ขอขอบคุณบริษัท DermaMD ที่ส่งเวชสำอางดีๆ เพียบพร้อมด้วยเทคโนโลยีมาให้มี่ได้ทดลองใช้ค่ะ

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติม สามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ทางเวบไซต์ http://www.dermskinstore.com/

หรือแฟนเพจของ Osmosis Thailand ที่ https://www.facebook.com/osmosispurmedicalskincarethailand ได้เลยนะคะ

ขอบคุณที่รับชมมาจนจบค่ะ

[MiYeon Favorites] part 1-Innisfree Soybean Firming Skin

[MiYeon Favorites] part 1-Innisfree Soybean Firming Skin

มีหลายๆท่านมากเลยแนะนำเข้ามาว่า อยากเห็น Routine skincare ของมี่

แต่มี่ใช้ไปเรื่อยตามอารมณ์ ไม่เหมือนกันซักวัน เลยกะว่าจะค่อยๆรีวิวผลิตภัณฑ์ที่ชอบไปทีละตัวๆ วันนี้ก็เลยจะรีวิวเอสเซนส์ถั่วเหลืองหมัก พึ่งหมดขวดแรกไปเมื่อคืนนี้เองค่ะ ถึงแม้ว่าขวดจะดูเหมือนไม่ใหญ่มาก แต่ใช้ทนจริงๆค่ะ เปิดใช้ตอนปลายๆเดือน 6 พึ่งมาหมดเมื่อคืนนี้ เกือบปีเชียว

ตอนนั้นไปสอยมาจากเกาหลีเมื่อตอนเดือนมิย.ปีที่แล้วค่ะ ราคารู้สึกจะ 28000 วอน (840 บาท)

ลงรูปร้านด้วย เดี๋ยวจะหาว่าไม่ได้ไปจริงๆ

11121330_10204242340998889_1186810959_n

ถ้าได้แบกเป้ไปเองนะคะ แนะนำให้ไปย่าน มยองดง ตอน 10โมงค่ะ จะร้างมากกกกกกกกกก เดินสนุก ชอปสนั่น ไม่มีคนเยอะแยะมากวนประสาท

แถมอีกรูปค่ะ

(รูปเก่าเล่าใหม่)

ไม่มีคนเลยค่าาาาาาาาาาาาาาาา

11117395_10204242342758933_811500543_n

เข้าเรื่องดีกว่าค่ะ

Innisfree เป็นแบรนด์นึงที่มี่แอบส่องของเค้ามาเกือบสองปี และก็ได้ไปเลือกกับตัวเองเมื่อ มิย. ปีที่แล้ว ตอนนั้นซื้ออะไรมาบ้าง ดูได้ที่ลิงค์เมื่อกี๊นะคะ

แล้ว เมษายน ก็ไปเกาหลีอีก คราวนี้ไปเกาะเจจู ไปกับทัวร์ ทัวร์เค้าเอาเราไปปล่อยที่ไร่ชา O’Sulloc แล้วอิชั้นก็วิ่งขึ้นไป Innisfree Jeju house ค่ะ

คุ้มค่าเหนื่อยเลยยยยยยยย

ตัวที่รักเลยก็คือ

IMG_3625-re

ตัวนี้เนเจอร์ของเค้าจะค่อนข้างมัน ดังนั้นจะเหมาะกับคนที่ผิวแห้งหน่อยนะคะ

เนื้อจะเป็นน้ำนมเหลวๆ กลิ่นหอมสมุนไพร ค่อนข้างชุ่ม มันนิดๆค่ะ

IMG_3626

แต่เอาเข้าจริง พอทิ้งไว้แปบ มันก็ซึมหมดค่ะ ไม่มัน ไม่เหนอะหนะอะไรมาก และหน้าจะนุ่มชุ่มชื้นไปนานโขอยู่

กระดาษวัด pH เหลือ มาวัด pH เล่นๆดีกว่าเนาะ

IMG_3629-re

pH อยู่ที่ 5 ค่ะ ดังนั้น AHA ในนี้ก็จะแตกตัวเป็นรูปเกลือ ซึ่งมีฤทธิ์ผลัดผิวต่ำ จึงไม่ต้องกลัวเรื่องผิวบาง และแพ้แดด

มาดูส่วนผสมกันดีกว่าค่ะ

ดูจากภาพถ่ายกล่องดีกว่าเนาะ ^^ มันแอบยาว = =

1415027625-innisfree-o

วิเคราะห์ส่วนผสมนิดนึงพอกรุบกริบ

ปกติเครื่องสำอางจะประกอบด้วยส่วนสำคัญ 3 ส่วน คือ

1. Active ingredients หรือย่อๆว่า Active เป็นสิ่งที่ทำให้เครื่องสำอางมีฤทธิ์ทางชีวภาพ เช่น ลดริ้วรอย ผิวขาว ดูแลสิว ฯลฯ
2. Base เป็นส่วนหลักของผลิตภัณฑ์ ทำหน้าที่พยุงเอา Actives ไว้ และเป็นตัวนำพาเอา Actives ไปออกฤทธิ์ที่ผิวหนังค่ะ ถ้าเป็น ครีม Base ก็จะเป็นส่วนของน้ำกับน้ำมันค่ะ
3. Additives เป็นส่วนของสารที่ช่วยเพิ่มลักษณะที่ดีให้แก่เครื่องสำอาง เพิ่มความคงตัว ความน่าใช้ ความปลอดภัย เช่น พวก Emulsifier ที่ประสานน้ำให้เข้ากับน้ำมันเกิดเป็นครีม Preservatives ที่ช่วยรักษาผลิตภัณฑ์ให้คงเดิม ฯลฯ

ตัวนี้ถ้าแยกส่วนแบบสรุปๆ ก็จะเป็นดังนี้ค่ะ

1. Actives ตัวที่นำมาเลยน่าจะเป็น Squalane, Arbutin กับถั่วเหลืองหมัก Bacillus ซึ่งถั่วเหลืองมันจะมีสารจำพวก Isoflavone ที่ปกติมันจะจับกับน้ำตาลอยู่ทำให้โมเลกุลใหญ่ การออกฤทธฺ์และการดูดซึมจะน้อย แต่พอหมักด้วยจุลินทรีย์เสร็จ มันก็จะตัวเล็กลง ออกฤทธิ์ได้ง่ายขึ้น และซึมผิวได้ดีขึ้น สารกลุ่มพวกนี้ยังมีคุณสมบัติเป็น Phytoestrogen ช่วยให้ผิวนุ่มนวลด้วย ส่วนสารสกัดพืชอื่นๆ ที่พอจะมีข้อมูลรองรับก็จะเป็นชาสองสายพันธ์ ซึ่งให้ผลเป็น Antioxidant ที่ค่อนข้างดี Orchid ที่เป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ โดยรวมแล้วให้ผลเรื่องริ้วรอย ความชุ่มชื้น ไวท์เทนนิ่ง ถือว่าโอเคอยู่ค่ะ ส่วนของ Citric acid กับ Lactic acid เมื่อมาอยู่ในสภาวะที่มีค่า pH ราวๆ 5 ก็จะกลายร่างเป็นรูปเกลือ คือ Citrate กับ Lactate ซึ่งผลผลัดผิวจะลดลง เหลือแต่ผลเติมน้ำให้ผิว จึงขอให้ 5 ฟลาสก์

2. Base มาในรูปแบบ Emulsion เพราะมีน้ำมันด้วย ส่วนของน้ำ มีสารดึงน้ำให้ผิวอยู่ก็จริง แต่ไม่ได้เลิศเลอประเสริฐศรี ส่วนของน้ำมันก็มีไขมันที่ดีๆต่อผิวอยู่ด้วย ที่เหลือก็เป็นสารพื้นๆทั่วไป แม้ว่าจะไม่ได้ดีมาก แต่ก็ถือว่ามีครบถ้วนสำหรับการเป็น Emulsion ที่ดีชิ้นนึง ที่สำคัญคือไม่มี Alcohol ค่ะขอให้ 5 ฟลาสก์

3. Additives ไม่มีพาราเบน แต่มีน้ำหอม ไม่แน่ใจว่าน้ำหอมนี่เป็นน้ำหอมสังเคราะห์ หรือว่าเป็นน้ำมันหอมระเหยจากพืชตระกูล Citrus เพราะกลิ่นก็แอบเหมือนอยู่ ถ้าเป็นพวก Citrus ก็ไม่เหมาะใช้กลางวันเพราะจะแพ้แสงได้ แต่ก็ไม่เคยหักคะแนนน้ำหอมในผลิตภัณฑ์อื่นๆที่ไม่ใช่แบบทารอบดวงตามาก่อน สารอื่นๆก็ไม่ได้เป็นพิษเป็นภัยอะไร จึงขอให้ 5 ฟลาสก์

4. การใช้งาน คงไม่ต้องบรรยายแล้วค่ะ หมดไปแล้วขวดหนึ่ง กำลังจะแกะขวดที่สอง ก็จัดไป 5 ฟลาสก์ สวยๆค่ะ

สำหรับวันนี้มีแค่นี้ค่ะ แล้วพบกันใหม่กระทู้ถัดไป สวัสดีค่ะ

ปล. Innisfree เมืองไทยเปิดแล้วนะคะ แอบอิจฉาสาวๆกรุงเทพ ได้ไปเดินเล่นแล้ว ส่วนตัวมี่นั้นอยู่ต่างจังหวัด โชคดีอาทิตย์หน้าจะได้ลงไปทำงานที่กทม ถ้ามีเวลาจะแอบไปส่องดูค่ะ ^^

Love you
xoxo
[Review] Ascorbie Intensive Lightening serum

[Review] Ascorbie Intensive Lightening serum

วันนี้มี่เอาซีรัมซีรัมไวท์เทนนิ่งจากแบรนด์ไทย ที่ดีงามไม่แพ้ของนอกมารีวิวให้ชมกันค่ะ

ผลิตภัณฑ์วันนี้มีชื่อว่า Ascorbie Intensive lightening serum ค่ะIMG_3516-re

ตัวผลิตภัณฑ์มาในภาชนะบรรจุแบบ Air-less (คือไม่มีอากาศข้างใน) สีน้ำเงินทึบ ซึ่งมีจุดเด่นอยู่ 2 ด้านคือ การไม่มีอากาศ ก็จะช่วยยืดอายุของพวก Antioxidant ให้ยาวนานขึ้น และสีทึบแสง ที่ช่วยปกป้องเนื้อผลิตภัณฑ์จากแสงแดดได้ ทำให้อายุของสารในผลิตภัณฑ์ยาวนานมากขึ้น

ที่กล่อง มี Keyword อยู่ 3 คำค่ะ คือ ” Protecting, Soothing, Hydrating” 3 คำนี้สำคัญอย่างไร มาดูกันดีกว่านะคะ

Protecting : การปกป้อง ในที่นี้หมายถึง ปกป้องความเสียหายจากรังสี UV ค่ะ

เราอาจจะสงสัย ทากันแดดแล้ว ยังจะมาปกป้องอะไรอีก จริงๆแล้วคือ ในโลกนี้ไม่มีอะไรกันรังสี UV ได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ค่ะ ในผลิตภัณฑ์กันแดดจึงควรมี Antioxidant เพื่อช่วยหักล้างผลเสียจากรังสี UV ที่หลุดรอดเข้ามาในผิวหนัง แต่ถ้าไม่มีก็เติมให้ผิวจาก Skincare แทนค่ะ

Soothing : คำนี้แปลค่อนข้างยาก ถ้าแปลตรงตัวจะไม่รู้เรื่องเลย ความหมายของมันจะสื่อว่า ให้รู้สึกสบายผิว และลดการระคายเคือง

Hydrating : เพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่ผิว

ปริมาณน้ำในผิวจำเป็นต่อกระบวนการทำงานหลายๆอย่างของผิวหนัง แค่มีน้ำ ทุกอย่างของผิวก็จะกลับมาดีและสวยงามอีกครั้งค่ะ

ลองมาดูคำ Claim ของผลิตภัณฑ์ดีกว่านะคะ

AB01

เดี๋ยวในช่วงวิเคราะห์ส่วนผสมเราค่อยตัดสินใจกันว่าจะได้ตาม Claim หรือเปล่า

มาดูเนื้อสัมผัสดีกว่าค่ะ ตัวนี้จะเป็นเนื้อซีรัม สีเหลืองอ่อนๆ เหมือนจะขุ่นนิดๆ แต่ดูไปดูมาเหมือนจะเป็นลักษณะโปร่งแสงมากกว่า (คือแสงผ่านได้ แต่ไม่ได้ใส) ภาษาอังกฤษเรียกสวยๆว่า Translucent ค่ะ

IMG_3519-re

เกลี่ยค่อนข้างง่าย ดูดซึมค่อนข้างไวค่ะ

ถึงแม้ผลิตภัณฑ์จะมีสีเหลืองอ่อนๆ แต่จะเห็นว่าข้างที่ทากับไม่ทาแทบจะไม่แตกต่างกันเลย

IMG_3521-re

มาดูค่า pH กันดีกว่าค่ะ

IMG_3523-re

ค่า pH อยู่ที่ประมาณ 6 ก็ถือว่าโอเคค่ะ ผิวเราก็มี pH อยู่ในช่วง 5-6 เช่นกัน

ก่อนไปดูส่วนผสมเรามาดูที่ข้างกล่องกันดีกว่าค่ะว่ามีอะไรน่าสนใจบ้าง

IMG_3517-re

เดี๋ยวเรามาดูรายละเอียดและวิเคราะห์สารแต่ละตัวกันดีกว่าค่ะ

ส่วนผสม

สผส ascorbie

จากลำดับส่วนผสมจะเห็นว่า Niacinamide หรือวิตามินบี 3 มาเป็นลำดับที่ 3 แล้วตามติดมาด้วย Acetyl glucosamine, Tranexamic acid, Grapeseed oil และ Sodium PCA ซึ่งสารพวกนี้มีคุณสมบัติบำรุงผิวที่ค่อนข้างดี

สารบางตัวดูมีคุณค่า มีราคา และดูแพง อย่าง Tetrahydrodiferuloylmethane ที่แยกได้จากขมิ้นชัน Epigallocatechin gallate (EGCG) แยกได้จากชาเขียว และ Genistein แยกได้จากถั่วเหลือง

พวกนี้ถ้าแยกออกมาจากสารสกัดพืชจะทำได้ยากและผ่านกรรมวิธีหลายขั้นตอนทำให้ดูแพง

ปกติเราจะแบ่งสารส่วนผสมในเครื่องสำอางเป็น 3 กลุ่ม ตามหน้าที่ของมัน

1. Actives หรือ สารออกฤทธิ์ เป็นสารที่ทำให้เครื่องสำอางมีคุณสมบัติพิเศษต่างๆ
2. Base หรือ ส่วนเนื้อของผลิตภัณฑ์ เป็นตัวอุ้มและเก็บสารออกฤทธิ์ไว้
3. Additives หรือ ส่วนของสารเติมแต่ง เป็นตัวเติมแต่งให้ผลิตภัณฑ์มีความน่าใช้ มีความปลอดภัย เช่น พวกสารกันเสีย พวกน้ำหอม พวกซิลิโคน ตัวเพิ่มความหนืด ฯลฯ

ลองมาไล่ไปทีละตัวเลยดีกว่า

คุณสมบัติสารแต่ละตัวแยกตามหน้าที่
1.Actives ได้แก่
-Niacinamide รูปแบบหนึ่งขอวิตามินบี 3 มีรายงานว่า สารตัวนี้สามารถเป็น Whitening ช่วยปรับสภาพสีผิวให้สม่ำเสมอ โดยไปรบกวนการส่งผ่านของเมลานินที่สร้างเสร็จแล้ว ลดการอักเสบในผิว เพิ่มการไหลเวียนเลือด ช่วยเพิ่มความแข็งแรงให้ผิวโดยไปกระตุ้นการสร้าง Ceramides กรดไขมัน และไขมันชนิดต่างๆในหนังกำพร้า (Int J Cosmet Sci 2005; 27:255–261)
-Acetyl glucosamine อนุพันธ์ของน้ำตาล เป็นองค์ประกอบของ Hyaluronic acid มีขนาดที่เล็กสามารถดูดซึมได้ เพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่ผิวหนังโดยดูดน้ำเข้าหาตัว มีรายงานการวิจัยกล่าวว่าสามารถควบคุมการผลัดเซลล์ผิว เพิ่มความชุ่มชื้น (Int J Cosmet Sci. 2010;32(3):234.) กระตุ้นการสังเคราะห์ Collagen และ Hyaluronic acid ในผิว ช่วยชะลอการแก่ตัวของเซลล์ Fibroblast (Int J Cosmet Sci. 2013;35(5):472-6.) เมื่อใช้ร่วมกับ Niacinamide จะให้ผลลดจุดด่างดำได้ดีขึ้น (Br J Dermatol. 2010;162(2):435-41.)
-Tranexamic acid ออกฤทธิ์ยับยั้งเอนไซม์ไทโรซิเนส มีผลลดการสร้างเมลานิน ช่วยให้สีผิวขาวขึ้น ในทางยาใช้เป็นยาห้ามเลือด มีรายงานการวิจัยศึกษาผลของ Tranexamic acid เข้มข้น 3 % ในสูตรครีมเพื่อรักษาฝ้าในอาสาสมัคร พบว่าให้ผลดีเทียบเท่าสูตรผสมของ Hydroquinone กับ Dexamethasone แต่ผลข้างเคียงต่ำกว่ามาก (J Res Med Sci. 2014;19(8):753-7.) มีรายงานว่า Tranexamic acid สามารถยับยั้ง Plasmin ปกติ Plasmin เป็นตัวตั้งต้นก่อนจะไปกระตุ้นฮอร์โมน alpha-MSH (Melanocyte stimulating hormone) ซึ่งเป็นฮอร์โมนตัวแม่ ที่ไปกระตุ้นให้เซลล์เมลาโนไซท์ ทำงานได้ดีมากขึ้น (Active มากขึ้น) ก็สร้างเมลานินออกมาได้มากขึ้น (J Am Acad Dermatol 2011;October:699-714.)
-Grapeseed oil น้ำมันจากเมล็ดองุ่น ประกอบด้วยกรดไขมันอยู่หลายชนิด มี Linoleic acid อยู่ในปริมาณที่สูงมาก ให้ผลเป็นสารตั้งต้นในการสร้างไขมันดีๆของผิว
-Sodium PCA สารเพิมความชุ่มชื้นชนิด Natural moisturizing factor (NMF) ที่มีอยู่ในผิว มีหน้าที่ดูดน้ำเข้าหาผิว เพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่ผิว
-Tetrahydrodiferuroylmethane สารอนุพันธ์ในกลุ่มของ Curcuminoids ที่แยกได้จากขมิ้นชัน ผ่านกรรมวิธีการ Hydrogenation ให้มีความคงตัวสูงขึ้น มีประโยชน์เป็น Antioxidant มีผลลดการอักเสบและเป็น Whitening ที่ดี
-Allantoin สารที่พบในรากคอมเฟรย์ มีประโยชน์ช่วยลดการแพ้ ลดการระคายเคือง และช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่ผิวหนัง มีรายงานการวิจัยสนับสนุนเรื่องคุณสมบัติในการช่วยสมานแผล (Acta Cir Bras. 2010;25(5):460-6.)
-Squalane อนุพันธ์ของไขมัน Squalene ในผิวหนัง ซึ่ง Squalene เป็นสารที่ไม่อิ่มตัวถูกทำลายได้ด้วยกระบวนการ Oxidation จากอากาศ แต่ Squalane เป็นสารอนุพันธ์ที่อิ่มตัวจึงทนต่อการ Oxidation สารนี้ได้จากปลาฉลามและน้ำมันมะกอกซึ่งการแยกจากน้ำมันมะกอกมีราคาทุนที่สูงกว่า ทำให้ผู้ผลิตส่วนมากหันไปเอาจากปลาฉลาม จึงเสี่ยงให้ปลาฉลามสูญพันธุ์ หลายๆแบรนด์จึงเลี่ยงการใช้ ประโยชน์ของสารนี้คือช่วยเสริมสร้างไขผิวหนังให้สมบูรณ์ กันน้ำระเหยออกจากผิว
-Epigallocatechin gallate เรียกย่อๆว่า EGCG เป็นสารสำคัญในชาเขียว มีคุณสมบัติเป็น Antioxidant ที่ดี
-Sodium hyaluronate มีบทบาทเกี่ยวกับความชุ่มชื้นของผิว
-Genistein สารกลุ่ม Isoflavone ที่พบในถั่วเหลือง เป็น Antioxidant ที่ดี และยังมีผลเป็น Phytoestrogen ช่วยให้ผิวพรรณนุ่มนวล หนาตัวขึ้น และแข็งแรงขึ้น

2.Base น่าจะมาในรูปแบบของ Hydrogel แม้จะมีส่วนของน้ำมันอยู่ด้วย แต่ลักษณะของเนื้อไม่ได้ขุ่นเหมือนพวกครีมและโลชั่น ประกอบด้วย น้ำ และ Propylene glycol ที่เป็นสารดูดน้ำให้กับผิว

3.Additives ได้แก่
3.1Emulsifier/Surfactant ได้แก่ PPG-26-Buteth-26 ตัวนี้มีคุณสมบติเป็น Solubilizer ช่วยละลายน้ำหอม น้ำมันหอมระเหย หรือน้ำมันให้เข้ากับน้ำได้ มีคุณสมบัติปรับสภาพผิวเพิ่มความชุ่มชื้นได้ด้วย
3.2สารเพิ่มความหนืด ได้แก่ Xanthan gum, Hydroxyethyl acrylate/Sodium acryloyldimethyltaurate copolymer, Glyceryl acrylate/acrylic acid copolymer และ PVM/MA copolymer บางตัวเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิวได้ และสารบางต่อก่อฟิล์มบนผิวให้สัมผัสที่ดีกับผิว
3.3สารปรับ pH มี Citric acid เป็นตัวปรับ pH ให้ลดลง และยังอาจจะให้ผลเป็น AHA ช่วยเติมน้ำให้ผิวได้ (เนื่องจาก pH = 6 Citric acid จะอยู่ในรูปของ Sodium citrate ทำให้คุณสมบัติการผลัดผิวต่ำ จะได้เรื่องการเติมน้ำให้ผิว)
3.4Preservatives ได้แก่ Chlorphenesin, Phenoxyethanol, Methylisothiazolinone ร่วมกับสารจับโลหะ EDTA

ถึงเวลาให้คะแนน

1.Actives นอกจากเรื่อง Whitening ดีๆอย่าง Niacinamide, tranexamic acid, Acetyl glucosamine แล้ว ยังเสริมสารอีกหลายๆตัวที่มีคุณสมบัติดีๆ มีสารดูดน้ำให้ผิว และมีสารเติมไขมันให้ผิวเข้ามาด้วย สารพฤกษเคมีอย่าง Tetrahydrodiferuroylmethane, EGCG และ Genistein ก็เป็นสารที่ดูแพง เพราะในการผลิตทำได้ค่อนข้างยาก และมีขั้นตอนที่ซับซ้อน คุณสมบัติโดยรวมคือ Whitening, Antioxidant, ลดการอักเสบ เพิ่มความชุ่มชื้น โดยรวมถือว่าทำมาได้ค่อนข้างดี จึงขอให้ 5 ฟลาสก์

2.Base เนื่องจากเป็น Hydrogel จึงพิจารณาแค่ส่วนของน้ำกับสารอื่นที่ละลายน้ำ ในส่วนผสมมีน้ำกับ Propylene glycol ที่เป็นสารดูดน้ำให้กับผิวแค่สองตัว จึงถือว่าอาจจะยังไม่พีคมากนัก แต่ข้อดีคือ ไม่มี Alcohol จึงสามารถใช้ได้ทุกสภาพผิว แต่เนื่องจากมีแค่ Propylene glycol เสริมเข้ามาเพียงตัวเดียว จุดนี้จึงขอให้ 3 ฟลาสก์

3.Additives ในส่วนของสารอื่นๆ ไม่มีตัวไหนที่เป็นพิษเป็นภัยกับผิว ไม่มีซิลิโคน ไม่มีพาราเบน ไม่มีน้ำหอม สารบางชนิดยังเติมน้ำให้ผิวได้ และยังช่วยสร้างฟิล์มบางๆเคลือบผิวช่วยปกป้องผิวไว้ พร้อมกับให้สัมผัสที่ดีไปในตัว จุดนี้ขอให้ 5 ฟลาสก์

4.การใช้งาน ผลิตภัณฑ์เกลี่ยง่าย ดูดซึมค่อนข้างไว ไม่เหนอะหนะ และไม่ทำให้ผิวแห้งตึง ไม่มีน้ำหอม กลิ่นก็เลยอาจจะแปลกๆนิดหน่อย แต่ก็ไม่ถึงกับว่าจะรับไม่ได้อะไร หลังใช้มา เกือบๆ 2 อาทิตย์ มีคนทักว่าหน้าอิ่มเอิบขึ้น แต่ตัวเองก็ไม่ได้รู้สึกอะไร อาจจะเป็นเพราะว่านั่งส่องกระจกมองหน้าอยู่ทุกวันวันละ 4 เวลา เลยไม่ทันสังเกตเห็น หรือจะเป็นเพราะอ้วนขึ้นหน้าเลยบวม ??? จุดนี้จึงขอให้ 5 ฟลาสก์

คะแนน ascorbie

สุดท้ายนี้ต้องขอขอบคุณทางแบรนด์ Ascorbie ด้วยค่ะที่ส่งผลิตภัณฑ์ดีๆมาให้ทดลองใช้

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถสอบถามได้ที่ทางเวบไซต์ของผลิตภัณฑ์ และแฟนเพจบนเฟสบุคเลยค่ะ

Official website: http://www.ascorbie.com/

Fanpage facebook: https://www.facebook.com/ASCORBIE

ขอบคุณค่ะที่ติดตามอ่านมาจนจบ แล้วพบกันใหม่โอกาสถัดไป สวัสดีค่ะ

[Review] Tarte Amazonian clay full coverage foundation

[Review] Tarte Amazonian clay full coverage foundation

วันนี้แวะเอารองพื้นของ Tarte มารีวิวให้ชมกันค่ะ

Tarte เป็นแบรนด์ที่มี่สนใจตั้งแต่ตอนเริ่มหัดแต่งหน้าใหม่ๆ ใน Youtube channel ของคุณ Maya mia นางจะใช้ผลิตภัณฑ์ของ Tarte เยอะมาก ตอนแรกๆก็ยังไม่มีในไทย แต่หลังๆมานี่ Sephora เอาเข้ามาขาย ก็เลยไปจัดมาค่ะ

โฉมหน้าของถุงชอปเดือนมีนาคม 2558 ที่ผ่านมา

IMG_1473-re

ค่อยๆทะยอยๆรีวิวกันไปทีละอย่างนะคะ

ตอนไปเดินที่ร้าน Sephora พนักงานค่อนข้างน่ารักค่ะ หลังจากมี่ไปด้อมๆมองๆแถวเชลฟ์ของ Tarte นางก็มาถามว่า “มีอะไรให้ช่วยไหมคะคุณผู้หญิง” ก็เลยขอให้นางเลือกสีรองพื้นให้

หลังจากสวอทช์กันไปซักพักหนึ่ง ก็เลยได้สีนี้มาค่ะ Light-Medium Sand เลือกเป็น Undertone ของผิวมาเฉดนึง

โฉมหน้าของแพคเกจค่ะ

tarte-re

เป็นหลอดพลาสติค ฝาเป็นไม้ มีลายหรูหราทรงคุณค่า

ราคา 1590 บาทค่ะ

เนื้อข้างในจะไม่ถือว่าข้นมากจนเกินไป เม็ดสีค่อนข้างแน่นกว่าที่คิดไว้

IMG_1513-re

เกลี่ยค่อนข้างง่าย แต่ตอนลงกับหน้าจริงๆต้องใช้วิธีกดๆเหมือนลง Concealer ค่ะ ลากๆแบบรองพื้นทั่วไปไม่ได้ มันจะเป็นคราบ

สวอชให้ดูที่แสงปกติค่ะ

IMG_1514-re

แสงแฟลช

IMG_1515-re

แสงนีออน

IMG_1516-re

การปกปิด

tarte 1-re2-horz

ก็ถือว่าปกปิดได้ค่อนข้างดีนะคะ กลบสีน้ำตาลได้หมด เหลือแต่สีดำไว้นิดๆ

สำหรับวันนี้มีแค่นี้ค่ะพบกันใหม่คราวหน้า สวัสดีค่ะ