[Beauty Talks] Toner Myths Part 2

[Beauty Talks] Toner Myths Part 2

วันนี้เอาโทนเนอร์ในท้องตลาดมาวิเคราะห์แบบสรุปๆ เป็นกรณีศึกษาเพื่อนำไปใช้ประยุกต์เลือกโทนเนอร์ที่เหมาะสมกับผิวเราค่ะ

 

โฉมหน้าของ Case ในวันนี้ มีดังนี้ค่ะ

toner รวมดาว

 

 

เรียงจากซ้ายไปขวานะคะ

1. Toner กระชับรูขุมขนจากแบรนด์ T

2. Toner Ceramide จากแบรนด์ H

3. Toner ลดริ้วรอยจากแบรนด์ S

4. Peeling toner จากแบรนด์ I

5. Moisture toner จากแบรนด์ P

 

มาดูทีละตัวเลยนะคะ

โทนเนอร์ตัวที่ 1: โทนเนอร์กระชับรูขุมขนจากแบรนด์ T สูตร Original

thayer

ส่วนผสม

Purified Water, SD Alcohol 40-B (Natural Grain) 10%, Aloe Barbadensis Leaf Juice (Certified Organic Filet of Aloe Vera), Hamamelis Virgiana Extract (made from Certified Organic Witch Hazel), Glycerin (Vegetable), Fragrance (Natural Witch Hazel), Citrus Grandis (Grapefruit) Seed Extract, Citric Acid

 

บางที่เค้าจะล่อลวงเราด้วยคำว่า Organic, Natural แต่ความจริงก็ไม่ใช่ว่า ของที่มันไม่ Organic มันจะเป็นอันตรายกับผิวไปเสมอ ดูไปดูมาพวกสารที่ไม่ใช่ Organic มีคุณสมบัติบำรุงผิวดีกว่า มีสัมผัสสวยกว่าอีก

 

โทนเนอร์สูตรนี้มีสารสกัดจาก Witch hazel กับ ว่านหางจรเข้ ซึ่งดูเผินๆก็เหมือนจะดี ให้ผลกระชับรูขุมขน พร้อมกับเติมน้ำให้ผิวในเวลาเดียวกัน มาติดตรงส่วนประกอบของ Alcohol ซึ่งถ้าใครมีผิวมันได้ใช้คงโอเค เพราะ Alcohol จะช่วยชะเอาไขมันที่อุดตันในรูขุมขนออกมาข้างนอก ช่วยให้ผิวเรานุ่มสบายขึ้นด้วย แต่ถ้าใครผิวแห้ง มาเช็ดบ่อยๆก็คงไม่น่าจะเหมาะสมเท่าไหร่

 

โทนเนอร์ตัวที่ 2: โทนเนอร์ Ceramide จากกแบรนด์ H

holika

ส่วนผสม:

water, butylene, glycol, betaine, glycerin, glyceryl acrylate/acrylic acid copolymer, propylene glycol, dimethicone, dimethicone/vinyl dimethicone crosspolymer, peg-20 sorbitan cocoate, gylcosyl trehalose, hydrogenated starch hydroylsate, diphenylsiloxy phenyltrimethicone, triethylhexanoin, polyglyceryl-10 myristate, polyouaternium-51, glyceryl polymethacrylate, aleuritic acid, yeast extract, glycoproteins, dipotassium glycyrrhizinate, panthenol, cetearyl alcohol, gylceryl stearate, stearic acid, ethylhexyl isononanoate, phytosteryl/isostearyl/cetyl/stearyl/behenyl dimer dilinoleate, cetearyl glucoside, hydroxypropyl bispalmitamide mea, glycine soja (soybean) sterols, meadowfoam estolide, ceramide 3, hydrogenated polydecene, butyrospermum parkii (shea) butter, ceteareth-20, glyceryl citrate/lactate/linoleate/oleate, glycosphingolipids, ceramide 6 ii, eruca sativa leaf extract, sodium hyaluronate, xanthan gum, acrylates/c10-30 alkyl acrylate crosspolymer, peg-60 hydrogenated castor oil, caramel, disodium edta, tromethamine, citrus aurantium, bergamia (bergamot) fruit oil, fragrance, phenoxyethanol, caprylhydroxamic acid, caprylyl glycol

 

จากส่วนผสมนี้จะเห็นได้ว่า มีน้ำมันอยู่เป็นองค์ประกอบด้วย ซึ่งก็เป็นน้ำมันพืชดีๆ หลายชนิด รวมไปถึง Ceramides ซึ่งให้ผลทดแทนไขมันในผิว เสริมสร้าง Barrier function มีสารลดการระคายเคือง ลดการอักเสบในผิวด้วย ส่วนผสมที่มีน้ำมันน่าจะเหมาะกับคนที่มีผิวแห้งมากกว่า แต่ถ้าเป็นคนที่มีผิวมันมากๆ การมาใช้อันนี้ทุกวันๆ ก็น่าจะไม่ได้ตอบโจทย์อะไร

 

โทนเนอร์ตัวที่ 3: โทนเนอร์ลดริ้วรอยจากแบรนด์ S

 

sulwashoo

ส่วนผสม:

PINUS SYLVESTRIS BARK EXTRACT, ARTEMISIA VULGARIS EXTRACT, ANGELICA ACUTILOBA ROOT EXTRACT, CNIDIUM OFFICINALE ROOT EXTRACT, BUTYLENE GLYCOL, DICAPRYLYL CARBONATE, CETEARETH-12, CETYL ETHYLHEXANOATE, GLYCERYL STEARATE, CAMELLIA SINENSIS LEAF EXTRACT, PAEONIA ALBIFLORA ROOT EXTRACT, NELUMBO NUCIFERA SEED EXTRACT, POLYGONATUM OFFICINALE RHIZOME/ROOT EXTRACT, LILIUM TIGRINUM FLOWER/LEAF/STEM EXTRACT, REHMANNIA GLUTINOSA ROOT EXTRACT, CHRYSANTHEMUM MORIFOLIUM FLOWER EXTRACT, PAEONIA SUFFRUTICOSA ROOT EXTRACT, CITRUS UNSHIU PEEL EXTRACT, ADENOPHORA STRICTA ROOT EXTRACT, LYCIUM CHINENSE ROOT EXTRACT, COIX LACRYMA-JOBI MA-YUEN SEED EXTRACT, ANGELICA TENUISSIMA ROOT EXTRACT, HONEY, HYDROLYZED GINSENG SAPONINS (ENZYME-TREATED RED GINSENG SAPONINS), PINUS SYLVESTRIS LEAF EXTRACT, GLYCYRRHIZA URALENSIS (LICORICE) ROOT EXTRACT, OPHIOPOGON JAPONICUS ROOT EXTRACT, PANAX GINSENG ROOT EXTRACT, OLDENLANDIA DIFFUSA EXTRACT, PRUNUS MUME FRUIT EXTRACT, ROSA MULTIFLORA FRUIT EXTRACT, CHAENOMELES SINENSIS FRUIT EXTRACT, PINUS KORAIENSIS SEED EXTRACT, SESAMUM INDICUM (SESAME) SEED EXTRACT, PERILLA OCYMOIDES SEED EXTRACT, BETA-GLUCAN, LIMNANTHES ALBA (MEADOWFOAM) SEED OIL, CETEARETH-20, DIMETHICONE, WATER, CETEARYL ALCOHOL, CETYL PALMITATE, TOCOPHERYL ACETATE, METHOXY PEG-114/POLYEPSILON CAPROLACTONE, GLYCERIN, PROPANEDIOL, POTASSIUM CARBOMER, DISODIUM EDTA, PHENOXYETHANOL, FRAGRANCE

 

จากส่วนผสมจะเห็นว่าเต็มไปด้วยสารสกัดพืชหลายๆชนิด ซึ่งเป็น Signature ของแบรนด์นี้เลย ในส่วนผสมมีสารดูดน้ำดีๆหลายตัว แต่ก็มีน้ำมันปนมาด้วยเหมือนกัน ดังนั้นถ้าใครที่ผิวแห้ง หรือผิวธรรมดามาใช้ ก็น่าจะตอบโจทย์ แต่ถ้าคนที่ผิวมันมากๆมาใช้ก็อาจจะเหนอะหนะและหนักผิวเกินไป

 

โทนเนอร์ตัวที่ 4: Peeling toner จากแบรนด์ I

itsskin

 

ส่วนผสม:

WATER, ALCOHOL DENAT., HAMAMELIS VIRGINIANA (WITCH HAZEL) WATER, GLYCERETH-26, PORTULACA OLERACEA EXTRACT, LACTOBACILLUS FERMENT, SACCHAROMYCES FERMENT FILTRATE, METHYLPARABEN, SALIX NIGRA (WILLOW) BARK EXTRACT, FRAGRANCE, PEG-40 HYDROGENATED CASTOR OIL, PPG-26-BUTETH-26, TRISODIUM PHOSPHATE, POTASSIUM PHOSPHATE, BENZOPHENONE-4, SALICYLIC ACID, DISODIUM EDTA

 

จากส่วนผสม ก็จะมี Witch hazel ช่วยกระชับรูขุมขน สารสกัด Portulaca กับยีสต์ Saccharomyces Ferment filtrate ช่วยเรื่องความชุ่มชื้น และให้ความรู้สึกสบายผิว ส่วน Peeling ที่ว่า มาจาก สารสกัดจาก Willow bark ซึ่งมี Salicylic acid ตามธรรมชาติ กับ Salicylic acid ที่ใส่เพิ่มมา และ Lactobacilus ferment ซึ่งให้ Lactic acid เป็นองค์ประกอบหลัก แต่การออกฤทธิ์ของพวกนี้ขึ้นกับค่า pH ด้วย ถ้า pH อยู่ที่ราวๆ 4 สูตรนี้คงไม่เหมาะแน่ๆ ถ้าจะเอามาใช้ทุกวัน แต่ถ้าเอามาใช้อาทิตย์ละ 1 – 2 ครั้งน่าจะโอเคอยู่ แต่ว่ามี Alcohol ซึ่งบางคนอาจจะทนไม่ไหวก็ได้

 

โทนเนอร์ตัวที่ 5: Moisturizer toner จากแบรนด์ P

 

พอลล่า

ส่วนผสม

Water, Glycerin, Superoxide Dismutase, Camellia Sinensis (Green Tea) Leaf Extract, Epilobium Angustifolium (Willow Herb) Extract, Vitis Vinifera (Grape) Seed Extract, Sodium PCA, Creatine, Lecithin, Phospholipids, Linoleic Acid, Sodium PEG-7 Olive Oil Carboxylate, Magnesium Ascorbyl Phosphate, Tocopheryl Acetate, Butylene Glycol, Panthenol, Allantoin, Polysorbate-20, PEG-4, Hydroxyethylcellulose, Phenoxyethanol

 

จากส่วนผสมจะเห็นว่ามีสารสกัดและสารออกฤทธิ์ที่เป็น antioxidant ดีๆอย่าง Superoxide dismutase กับชาเขียว แม้ว่าจะไม่รู้ว่ามันจะออกฤทธิ์ได้จริงหรือเปล่า เพราะมันเป็นกลุ่ม Enzyme ซึ่งความคงตัวค่อนข้างต่ำ สูตรนี้มีน้ำมันด้วย แต่ไม่มากนัก ไม่มีแอลกฮอล์ จึงน่าจะใช้ได้กับทุกสภาพผิว

 

จะเห็นว่า ทุกๆโทนเนอร์ก็มีข้อดีข้อเสียในตัวมันเอง ถ้าเราเลือกประเภทที่เหมาะสมกับผิวเรา เราก็สามารถใช้ได้ แล้วให้ประโยชน์บำรุงผิวด้วยค่ะ

 

แต่ถ้าวันดีคืนดีเราใช้อะไรแล้วรู้สึกหนัก ไม่สบายผิว หรือร้อนๆ วูบวาบ ก็ลองพิจารณาหยุดดีกว่านะคะ อาจจะเป็นสัญญานเตือนว่า ผิวไม่ชอบ ก็ได้

 

สำหรับวันนี้ก็มีแค่นี้ค่ะ ขอบคุณที่ติดตามอ่านมาจนจบค่ะ

[Cosme Diagnosis] Primæcure Mat จาก Cosmetici magistrali

[Cosme Diagnosis] Primæcure Mat จาก Cosmetici magistrali

อากาศร้อนๆแบบนี้ผิวก็เริ่มจะมันๆวาวๆอีกครั้ง วันนี้ก็เลยแวะเอาซีรัมคุมมันจากอิตาลีมารีวิวเล่าสู่กันฟังค่ะ

 

ซีรัมตัวนี้ใช้แทน Primer ได้ด้วยนะคะ

 

ผลิตภัณฑ์วันนี้ก็คือ Primæcure Mat จาก Cosmetici magistrali เวชสำอางจากประเทศอิตาลีค่ะ

 

IMG_0746-re

 

ตัวผลิตภัณฑ์มาในหลอดบีบสีขาว สกรีนลายโลโก้และชื่อผลิตภัณฑ์ เนื้อเป็นเนื้อสีขาวๆ กลิ่นหอมอ่อนๆ

IMG_0747-re

 

เนื้อจะเกลี่ยค่อนข้างง่าย แห้งและแนบสนิท เรียบเนียนไปกับผิวค่ะ

IMG_0748-re

 

มะกี๊บอกว่าใช้เป็นไพรม์เมอร์ได้ด้วย ก็เลยจะลองเทสต์กับรองพื้นให้ดูนะคะ

IMG_0749-re-horz

 

จะเห็นว่าบริเวณที่ทา Primæcure Mat จะ Mat กว่า สมชื่อเลยค่ะ แล้วก็เกลี่ยรองพื้นได้ดีกว่าด้วย

ลองให้ดูที่สภาวะแสงต่างๆกันนะคะ

IMG_0751-re-horz-2

 

เสียดายที่มี่เป็นคนผิวแห้ง ก็เลยไม่รู้ว่าคนที่ผิวมันมากๆจะคุมได้นานแค่ไหน แต่ผิวมี่ที่จมูกกับคาง Matt ตั้งแต่เช้ายันสี่ทุ่มเลยค่ะ (ใช้คู่กับรองพื้น Illamasqua Skin Base Foundation ค่ะ)

ค่า pH อยู่ที่ประมาณ 5 ค่ะ ใกล้เคียงกับผิวเราพอดีเลย

IMG_0761-re

ลองดูส่วนผสมกันบ้างดีกว่าค่ะ

Aqua, Propylene glycol, Ethylhexyl palmitate, Glycerin, Fomes Officinalis extract, Candelilla/Jojoba/Rice bran polyglyceryl-3 esters, Glyceryl stearate, Butylene glycol, Cyclopentasiloxane, Zinc PCA, Biotin, Arctium majus root extract, Carbomer, Sodium stearoyl lactylate, Cetearyl alcohol, Sodium hydroxide, Imidazolidinyl urea, Parfum, Disodium EDTA, Allantoin, Chlorphenesin, Phenoxyethanol, Plankton extract, Phenethyl alcohol, Tilia cordata flower water, Chamomilla recutita extract, Methylisothiazolinone, Sodium benzoate, Potassium sorbate.

มาดูคุณสมบัติของสารแต่ละอย่างกันดีกว่านะคะ

ปกติเครื่องสำอางจะประกอบด้วยส่วนสำคัญๆ อยู่ 3 ส่วนหลักๆ คือ

1.Actives หรือ สารออกฤทธิ์ เป็นสารที่ทำให้เครื่องสำอางมีคุณสมบัติพิเศษต่างๆ

2.Base หรือ ส่วนเนื้อของผลิตภัณฑ์ เป็นตัวอุ้มและเก็บสารออกฤทธิ์ไว้

3.Additives หรือ ส่วนของสารเติมแต่ง เป็นตัวเติมแต่งให้ผลิตภัณฑ์มีความน่าใช้ มีความปลอดภัย เช่น พวกสารกันเสีย พวกน้ำหอม พวกซิลิโคน ตัวเพิ่มความหนืด ฯลฯ

ลองมาไล่ไปทีละตัวเลยดีกว่า

คุณสมบัติสารแต่ละตัวแยกตามหน้าที่

1.Actives ได้แก่

-Fomes officinalis extract คือ สารสกัดจากเห็ดชนิดหนึ่ง มีคุณสมบัติช่วยควบคุมความมัน กระชับรูขุมขน เพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่ผิว การทดสอบประสิทธิภาพของสารสกัดในอาสาสมัครซึ่งจัดโดยบริษัทที่ผลิตสารสกัดฯ พบว่าให้ผลกระชับรูขุมขนได้ในทันทีที่ทา และผลที่ได้ดีกว่า Witch hazel กับ Zinc (Technical data sheets: Laboratoires Serobiologiques)

-Zinc PCA สารลูกผสมของ Zinc กับ Pyrollidone carboxylic acid (PCA) ซึ่ง PCA ปกติทำหน้าทีเป็น Natural moisturizing factor ที่อุ้มน้ำให้กับผิว Zinc เป็นแร่ธาตุที่มีคุณสมบัติควบคุมความมัน และเป็นองค์ประกอบของเอนไซม์บางชนิด สำหรับ Zinc PCA มีรายงานการวิจัยกล่าวว่า Zinc PCA ช่วยปกป้องเซลล์ผิวหนังจากรังสี UVA ได้ โดยไปลดการสร้าง Activator protein 1 และ MMP-1 ที่มักจะสร้างเวลามีรังสี UV ซึ่งตัว MMP เป็นเอนไซม์ที่ทำลายคอลลาเจนในผิวทำให้เกิดความหย่อนยานและริ้วรอย (Int J Cosmet Sci. 2012; 34(1):23-8.)

-Biotin หนึ่งในวิตามินกลุ่มวิตามินบี ทำหน้าที่เกี่ยวกับกระบวนการสร้างและสลายไขมัน รวมทั้งไขมันในเซลล์ผิว การได้รับ Biotin จึงมีส่วนช่วยให้ผิวหนังมีการสร้างไขผิวหนังอย่างปกติ รักษาความชุ่มชื้น ป้องกันผิวแห้ง ลดริ้วรอย

-Arctium majus root extract สารสกัดจากพืชตระกูลเดียวกับ Burdock อุดมด้วยวิตามินบี 1 6 12 และ E ให้ผลบำรุงผิว ควบคุมการสร้างน้ำมัน มีคุณสมบัติเป็น Antioxidant ช่วยลดการอักเสบ ในฐานข้อมูลงานวิจัยยังไม่พบที่เกี่ยวข้องกับผิวหนัง

-Allantoin สารสำคัญในรากคอมเฟรย์ มีประโยชน์ช่วยลดการแพ้ ลดการระคายเคือง และช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่ผิวหนัง มีรายงานการวิจัยสนับสนุนเรื่องคุณสมบัติในการช่วยสมานแผล (Acta Cir Bras. 2010;25(5):460-6.)

-Plankton extract สารสกัดจากแพลงค์ตอน มีหลายสายพันธุ์ แต่ละสายพันธ์ก็แตกต่างกันไป คุณสมบัติรวมๆของสารสกัดแพลงค์ตอน คือเพิ่มความชุ่มชื้นและให้คุณสมบัติสบายผิว (Soothing)

-Tilia cordata flower water น้ำที่ได้จากการคั้นดอกของ Lime tree Linden ผู้ผลิตบอกว่ามีประโยชน์ให้ความชุ่มชื้น Soothing และเป็น Whitening มีฟลาโวนอยด์หลายชนิด และมีแทนนิน ซึ่งเคยมีรายงานว่าสารพฤกษเคมีสองกลุ่มนี้มีฤทธิ์ Anti-oxidant และสามารถยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ไทโรซิเนสได้ ไม่พบงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับฤทธิ์ทางชีวภาพ

-Chamomilla recutita extract สารสกัดจาก German Chamomile ปกติใช้เป็น Anti-inflammatory, สารลดการระคายเคือง และให้ความรู้สึกสบายผิว

2.Base ก็จะมีส่วนของน้ำกับน้ำมัน ได้แก่

2.1 ส่วนของน้ำ ได้แก่ น้ำ, Propylene glycol, Glycerin, Butylene glycol

2.2 ส่วนของน้ำมัน ได้แก่ Ethylhexyl palmitate, Cetearyl alcohol, Glyceryl stearate น่าเสียดายที่ Ethylhexyl palmitate อาจจะอุดตันรูขุมขนได้ในบางคน

3.Additives ได้แก่

3.1Silicone มี Cyclopentasiloxane เป็นซิลิโคนที่ระเหยได้ ไม่เหนอะหนะ ให้ความรู้สึกที่ดีตอนทา และแห้งสบายผิว

3.2Emulsifier เป็นสารที่ช่วยผสานน้ำให้เข้ากับน้ำมัน ได้แก่ Candelilla/Jojoba/Rice bran polyglyceryl-3 esters ที่ค่อนข้างอ่อนโยน และเป็นธรรมชาติ กับ Sodium stearoyl lactylates ก็เป็นตัวที่อ่อนโยน และเพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่ผิวได้เช่นกัน

3.3สารเพิ่มความหนืด ได้แก่ Carbomer

3.4สารปรับ pH ได้แก่ Sodium hydroxide ถึงจะเห็นสารตัวนี้ เราจะบอกว่ามันไม่ดี ก็คงไม่ถูก เพราะเค้าใส่มาแค่ปรับ pH ให้เหมาะสม (จากที่ลองวัดดูจะเห็นว่าเท่ากับ 5) ไม่ได้ใช้ในความเข้มข้นที่เยอะมากจนจะเป็นอันตรายได้แบบที่หลายๆคนเข้าใจ ในหลายๆครั้งเลยความระคายเคืองของสารขึ้นอยู่กับความเข้มข้นด้วย

3.5Perservatives ได้แก่ สารกันเสีย Imidazolidinyl urea, Chlorphenesin, Phenoxyethanol, Phenethyl alcohol, Methylisothiazolinone, Sodium benzoate, Potassium sorbate และสารจับโลหะ EDTA

3.6สารแต่งกลิ่น/Parfum

ถึงเวลาให้คะแนน

1. Actives จะเห็นว่าสารออกฤทธิ์เน้นไปที่สารควบคุมความมัน แต่ก็ไม่ได้คุมมันอะไรจนมากเกินไป ก็มีสารออกฤทธิ์อื่นๆมาช่วยเสริมความแข็งแรงของ Barrier ผิว ช่วยเรื่องความชุ่มชื้น ช่วยเรื่องกระชับรูขุมขน ลดการอักเสบในผิว และยังให้ความรู้สึกสบายผิวด้วย โดยรวมถือว่ามีประโยชน์หลายๆอย่าง ไม่ใช่แค่คุมมันเฉยๆ จึงขอให้ 5 ฟลาสก์

2. Base มาในรูปแบบของ Emulsion ซึ่ง Emulsion ที่ดีควรจะมีสารที่คอยดึงน้ำให้ผิว สารไขมันเคลือบผิว และสารไขมันจากธรรมชาติ ในส่วนผสมชุดนี้ มีสารดึงน้ำให้ผิวอยู่ 3 ตัว ไม่มีส่วนผสมของ Alcohol ที่เรามักจะเจอในกลุ่มเครื่องสำอางคุมมัน กระชับรูขุมขน ในส่วนของสารไขมัน Ethylhexyl palmitate กับ Glyceryl stearate จัดเป็นสารไขมันชนิดที่ดูดซึมได้ บ้าง เคลือบผิวได้บ้าง ก็ก้ำกึ่งกันไป แต่มีข้อน่าเสียดายคือ Ethylhexyl palmitate อาจจะอุดตันรูขุมขนได้ในบางคน แต่การตอบสนองของแต่ละคนก็จะแตกต่างกันไป บางคนอาจจะไม่อุดตันก็ได้ ส่วนตัวมี่ใช้แล้วก็ไม่ได้มีสิวผุดหรือเห่อขึ้นมาแต่อย่างใด จุดนี้จึงขอให้ 4 ฟลาสก์

3. Additives ดูเหมือนว่าจะใส่สารกันเสียมาเยอะมาก แต่ส่วนผสมส่วนใหญ่ค่อนข้างเป็นมิตรกับผิว ไม่ได้มีพิษมีภัยอะไร และโดยเฉพาะตัว Emulsifier ที่ค่อนข้างจะอ่อนโยนกับผิว แม้ว่าจะมีน้ำหอม แต่ก็ไม่เคยหักคะแนนน้ำหอมในผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางทั่วไปที่ไม่ได้ใช้กับรอบดวงตามาก่อน จึงขอให้ 5 ฟลาสก์

4. การใช้งาน ส่วนตัวคิดว่าทาแล้วผิวดูเรียบเนียนขึ้น ริ้วรอยหาย รูขุมขนพร่องลง แต่งหน้าได้เรียบเนียนขึ้น ไม่เป็นคราบ รองพื้นยังสดเหมือนตอนแต่งใหม่ๆ ไม่ดรอประหว่างวัน และไม่ได้คุมมันมากเกินทำให้ผิวแห้งมากจนเกินไป จุดนี้จึงขอให้ 5 ฟลาสก์

คะแนน Primaecure

 

 

สุดท้ายนี้ขอขอบคุณทางบริษัทไอเมดิกา ด้วยค่ะ ที่ส่งผลิตภัณฑ์ดีๆมาให้มี่ได้ทดลองใช้

รายละเอียดเพิ่มเติม สามารถสอบถามที่ทางเพจ เลยนะคะ ขอบคุณที่ติดตามมาจนจบค่ะ

 

http://www.imedicaskincare.com/

[Cosme-Diagnosis] Emu oil lipogel from Emutopic

[Cosme-Diagnosis] Emu oil lipogel from Emutopic

วันนี้มี่แวะเอาเวชสำอางจากประเทศอิตาลีมารีวิวให้ชมกันค่ะ

เป็น Lipogel จากน้ำมันอีมู Emotopic จากแบรนด์ Difa cooper ค่ะ

IMG_0755-re

มาในหลอดบีบสีขาวสะอาดตา เนื้อครีมเป็นเนื้อมันๆวาวๆ เกลี่ยง่าย กลิ่นจางๆเหมือนมีกลิ่นส้มผสมมินท์ ดมแล้วก็สดชื่นดี การดูดซึมจะค่อนข้างช้า มีฟิล์มของไขมันเคลือบบางๆเคลือบผิวไว้อยู่ ฟิล์มที่ได้จะค่อนข้างมัน แต่ก็ไม่ได้เหนียว หรือหนัก หรือเหนอะหนะแต่อย่างไร เมื่อทิ้งไว้ซักพัก ก็จะดูดซึมจนหมดและความมันก็จะหายไป

IMG_0756-reIMG_0757-re

ตอนเกลี่ย จะเกลี่ยง่ายค่ะ บีบมาแค่นี้เกลี่ยได้ครึ่งมือเชียว

จริงๆอาจจะดูไม่เห็นฟิล์มของผลิตภัณฑ์นะคะ เลยลองยกมือให้ดูฟิล์มค่ะ

IMG_0759-re

หลายๆคนอาจจะกรีดร้องว่าไม่เอาน้ำมัน แต่จริงๆแล้วน้ำมันก็มีประโยชน์ต่อผิวเหมือนกัน และเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ เลย เพราะน้ำมันในผิว (คนละส่วนกับน้ำมันที่อยู่นอกผิว) จำเป็นต่อการเป็นตัวป้องกันไม่ให้สารอันตรายซึมเข้าผิว และเป็นตัวรักษาไม่ให้น้ำและสารดีๆในผิวซึมออกไปภายนอก เรียกวา Barrier ผิว นั่นเอง

ส่วนประกอบของ Emu oil ว่ากันว่าคล้ายกับส่วนประกอบของไขมันที่ผิวเรา เลยมีการคิดกันว่า Emu oil น่าจะให้ผลบำรุงผิวได้ดี แล้วก็เป็นไปตามที่คิดกัน เพราะมีรายงานการวิจัย และการศึกษาหลายๆเรื่อง พิสูจน์แล้วว่า Emu oil ให้ผลเป็นตัวลดการอักเสบ ลดการแพ้ การระคายเคืองในผิวได้ดี และให้ผลช่วยการสมานแผล สมานผิวได้ดีมากๆด้วย มีการศึกษาพบว่าถ้าใช้ในรูปแบบรับประทานเพื่อช่วยสมานแผลในกระเพาะอาหารและลำไส้ได้ด้วย

ลองมาวิเคราะห์ส่วนผสมดีกว่านะคะ

ส่วนประกอบของผลิตภัณฑ์

Dromiceius oil (Emu oil), Persea gratissima oil, Caprylic/capric triglyceride, Glyceryl dibehenate/eicosadioate, Tocopheryl acetate, Glyceryl behenate, Cyclopentasiloxane, Oenothera biennis oil, Parfum, Borago officinalis oil, Tribehenin, Glyceryl dibehenate, Ascorbic acid, Ethylhexyl hydroxystearate, Polysilicone-11, Retinyl palmitate

ถ้าดูจากส่วนผสม ผลิตภัณฑ์นี้จะเหมาะกับใคร?

เนื่องจากส่วนผสมมีคุณสมบัติในการทดแทนไขผิวหนัง และลดการอักเสบ รวมถึงช่วยเรื่องการสมานแผล ก็จะเหมาะสำหรับคนที่มีผิวแห้ง ผิวแพ้ง่าย ผิวระคายเคือง ผิวอักเสบ ผิวติดสเตียรอยด์ มีรอยแดง รอยดำจากสิวระยะแรก คนที่ทำเลเซอร์มา หรือแม้กระทั่งคนที่เป็นเซ็บเดิร์ม เพราะองค์ประกอบมีไม่เยอะมาก และชนิดขององค์ประกอบที่ใช้ มีโอกาสกระตุ้นภูมิคุ้มกันได้น้อยมาก ทำให้เสี่ยงต่อการแพ้และระคายเคืองได้น้อยมาก

Lipogel คืออะไร?

Lipogel ก็เป็นเจลที่มีน้ำมันเป็นองค์ประกอบหลัก จากส่วนประกอบของผลิตภัณฑ์จะเห็นได้ว่ามีแต่ส่วนของน้ำมัน และไขมัน ซึ่งแต่ละชนิดก็มีประโยชน์กับผิวหนัง เป็นสารที่ดูดซึมได้แทบทุกตัว จึงไม่เหนอะหนะ

คุณสมบัติสารองค์ประกอบแต่ละตัว

1.Actives ได้แก่

-Emu oil คือ น้ำมันจากไขมันของนกอีมู มีรายงานเกี่ยวกับคุณสมบัติการลดการอักเสบ และการช่วยการสมานแผลที่ดีในงานวิจัยหลายๆฉบับ รวมไปถึงผลในการเป็น Moisturizer ที่ดี

มีงานวิจัยฉบับหนึ่งทดสอบผลของผลิตภัณฑ์ที่มี Emu oil กับวิตามินอี และน้ำมันจากพืช พบว่าให้ผลเร่งการสมานแผลของหนูทดลองเพิ่มขึ้นสองเท่า และให้ผลดีกว่าตัวยาทา Cortisol ที่เป็นสเตียรอยด์เสียอีก (Plast Reconstr Surg. 1998;102(7):2404-7.) งานวิจัยในประเทศจีนพบว่า Emu oil ที่ทาภายนอกสามารถเร่งการสมานแผลในหนูได้มากกว่าการใช้ povidone กับ Liquid paraffin (Di Yi Jun Yi Da Xue Xue Bao. 2004 Nov;24(11):1255-6.) และช่วยป้องกันการอักเสบที่เกิดขึ้นจากสารเคมีได้ดี (Lipids. 2003;38(6):603-7.)

-Tocopheryl acetate เป็นรูปแบบหนึ่งของวิตามินอี มีคุณสมบัติเป็น Antioxidant แต่ส่วนมากมักจะให้คุณสมบัติปกป้องสารต่างๆในสูตรไม่ให้เสื่อมสภาพเพราะออกซิเจน

-Ascorbic acid หรือ วิตามินซี มีประโยชน์เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ Whitening และเป็นส่วนประกอบของกระบวนการสังเคราะห์คอลลาเจน

-Retinyl palmitate เป็นรูปแบบหนึ่งของวิตามินเอ มีประโยชน์หลายๆอย่าง เช่น ลดเลือนริ้วรอย ปรับสมดุลการผลัดผิว ควบคุมความมัน และดูแลเรื่องสิว

2.Base เป็นรูปแบบ Lipogel ประกอบด้วยน้ำมันและสารอื่นๆที่ละลายได้ในน้ำมัน ได้แก่

-กลุ่มน้ำมันจากพืช ได้แก่ Persea Gratissima oil (Avocado), Oenothera biennis oil (Evening primrose), และ Borago officinalis oil (Borage) เป็นน้ำมันจากพืชที่อุดมด้วยกรดไขมันดีๆ ที่ให้คุณสมบัติในการฟื้นฟู และซ่อมแซม โครงสร้างไขมันในชั้นผิวได้

-Capric/caprylic triglyceride เป็นไขมันที่มีกรดไขมันสายยาวปานกลางอยู่ สามารถดูดซึมเข้าผิวได้ง่าย ให้คุณสมบัติเพิ่มความชุ่มชื้น และเป็นสารตั้งต้นในการสังเคราะห์ไขมันดีๆในผิวหนัง

-สารกลุ่ม Glyceryl ester ได้แก่ Glyceryl dibehenate/eicosadioate, Glyceryl behenate, Glyceryl dibehenate, Tribehenin เป็นรูปแบบที่เลียนแบบไขมันชนิด Glycerides ในร่างกาย คือ จะมี Glycerol เป็นแกนกลาง และมีกรดไขมันมาจับอีก 1-3 ตัว (ถ้ามี 3 ตัว เรียกว่า Triglycerides) ซึ่งกรดไขมันที่ใช้คือ Behenic acid กับ Eicosanoic acid ซึ่งเป็นชนิดที่หายาก และดูมีคุณค่า เมื่อซึมเข้าไปในผิวก็จะถูกเอนไซม์ในผิวตัดออก ได้เป็น Glycerin (หรือ Glycerol) กับกรดไขมัน ให้ผลเป็นมอยส์เจอไรเซอร์ที่ดี และเป็นสารตั้งต้นในการสร้างไขมันของผิว

-Ethylhexyl hydroxystearate สารกลุ่ม Fatty ester ที่มีคุณสมบัติ

3.Additives มีอยู่น้อยชนิด เท่าที่จำเป็น ได้แก่

3.1Silicone มี Cyclopentasiloxane เป็นซิลิโคนที่ระเหยได้ ให้สัมผัสที่เรียบเนียน ทำให้เกลี่ยผลิตภัณฑ์ง่าย และให้สัมผัสที่ไม่เหนอะหนะ กับ Polysilicone-11

3.2สารแต่งกลิ่น/Parfum

ถึงเวลาให้คะแนน

1.Actives มีส่วนผสมของน้ำมันจากธรรมชาติจาก Emu มีคุณสมบัติเด่นในการเพิ่มความชุ่มชื้น ลดการอักเสบ การแพ้ในผิว และช่วยเรื่องการสมานแผล ฟื้นฟูผิวหนังที่เสียหาย เสริมด้วยวิตามินพื้นฐาน 3 ชนิด คือ A C E ซึ่งให้ผลในการบำรุงผิวได้รอบด้าน และอิงตามงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ที่กล่าวว่า สูตรผสมระหว่าง Emu oil, Vitamin E และ น้ำมันจากพืชให้ผลที่ดีในการลดการอักเสบและสมานแผลให้หายไวขึ้น โดยรวมแล้วถือว่าค่อนข้างครบถ้วน ถึงแม้ว่าจะเป็นสารพื้นฐาน แต่ก็มีข้อดีคือเหมาะกับคนที่แพ้ง่าย เพราะมีชนิดของสารไม่มากนัก จึงเสี่ยงต่อการแพ้ได้น้อยกว่า สารองค์ประกอบที่ใช้ส่วนใหญ่เป็นประเภทไขมัน ซึ่งเสี่ยงต่อการแพ้ได้น้อย จุดนี้ขอให้ 5 ฟลาสก์ แม้ว่าจะเป็นสารพื้นฐาน แต่ก็มีการใช้อยู่ค่อนข้างครบถ้วนและสมบูรณ์

2.Base เป็นรูปแบบ Lipogel ที่มีน้ำมันดีๆ หลายชนิด มีสารกลุ่ม Glycerol ester ที่เลียนแบบไขมัน Glycerides ในผิว ที่เวลาทาเข้าไปแล้วก็จะโดนผิวตัดย่อย เอาน้ำมันไปรีไซเคิล มาสร้างไขมันดีๆในผิว ทดแทนไขผิวหนังที่สูญเสียไปตามกาลเวลา จุดนี้ขอให้ 5 ฟลาสก์

3.Additives มีแค่น้อยชนิด และมีเท่าที่จำเป็น ซึ่งมีซิลิโคนมาช่วยเรื่องสัมผัส แต่มีส่วนผสมของน้ำหอม ปกติก็ไม่เคยหักคะแนนน้ำหอมในผลิตภัณฑ์อื่นๆที่ไม่ใช่ผลิตภัณฑ์รอบดวงตามาก่อน จุดนี้ถือหลักว่า “The lower is the better” ยิ่งมีน้อยก็ยิ่งเสี่ยงแพ้น้อย จึงขอให้ 5 ฟลาสก์

4.คะแนนการใช้งาน หลักจากทดลองใช้มาได้เกือบๆสองอาทิตย์ พบว่าบริเวณที่ลอกบนหน้า ค่อยๆดีขึ้น แต่งหน้าได้เรียบเนียนขึ้น แม้ว่าจะดูเหมือนว่ามันไปนิดนึง แต่ถ้าเราแต้มเฉพาะจุด ในตอนกลางวัน ก่อนทากันแดดและแต่งหน้าตามปกติ ก็ให้ผลได้ดีอยู่ และไม่ได้เหนอะหนะหรือหนักอะไรกับผิวมาก กลืนกับผิวไปได้ตามปกติ และช่วยให้รองพื้นติดกับหน้าที่แห้งๆได้แนบเนียนและสนิทยิ่งขึ้น ถ้าผิวแห้งเหมือนมี่น่าจะชอบมาก ข้อนี้จึงขอให้ 5 ฟลาสก์

point emutopic

 

ผลิตภัณฑ์นี้มีนำเข้ามาในประเทศไทยแบบถูกกฎหมายแล้วนะคะ มีบริษัทไอเมดิกา เป็นผู้นำเข้าค่ะ สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เวบไซต์ของบริษัทเลยค่ะ

http://www.imedicaskincare.com/

 

สุดท้ายนี้ก็ขอขอบคุณทางบริษัทไอเมดิกา ที่ส่งผลิตภัณฑ์ดีๆมาให้มี่ได้ลองใช้นะคะ

[Cosme-Diagnosis] Bomul snail cream

[Cosme-Diagnosis] Bomul snail cream

วันนี้แวะมารีวิวครีมหอยทากเกาหลี แบรนด์ Bomul ให้ชมกันค่ะ

ตัวนี้มี่ลองใช้ได้มาสัปดาห์นึงแล้วรู้สึกว่า ผิวนุ่ม ละเอียด ชุ่มชื้นขึ้นค่ะ

ว่าด้วยเมือกหอยทาก จริงๆแล้วมี่เองก็ค่อนข้างกลัวนะคะ แต่สุดท้ายก็ลอง พอได้ลองหลายๆแบรนด์ ทั้งไทย เกาหลี ญี่ปุ่น มี่ว่า อันนี้เหมาะกับผิวมี่ที่สุดเลยหละ เวลาทาจะมีความสุขมาก เพราะอะไรหรอ เดี๋ยวมาดูด้วยกันดีกว่าค่ะ

IMG_0090-re

มี่ไม่ถนัดเรื่องวัสดุศาสตร์ เลยไม่รู้ว่าแพคเกจแต่ละแบบมีจุดเด่นจุดด้อยอย่างไรบ้าง รีวิวแพคเกจตามความชอบแทนละกันนะคะ อันนี้มาในพลาสติกอย่างหนา เข้าใจว่าน่าจะเป็นอคริลิก (แต่ไม่รู้ว่าใช่รึเปล่า ถ้าไม่ใช่ช่วยแก้ด้วยนะคะ) ปิดสนิท ไม่เลอะเทอะ

ส่วนเนื้อครีมจะวาวๆ สีขาวอมฟ้า เหมือนจะไม่มีกลิ่น แต่ถ้าลองดมดีๆจะได้กลิ่นหอมๆเบาๆจางๆหวานๆ

IMG_0091-re

เนื้อครีมค่อนข้างสวยค่ะ ใช้ได้เกือบอาทิตย์ยังยุบไปไม่เยอะ

จริงๆเค้ามีฝารองไว้ด้านในด้วยนะ แต่มี่ปาดที่เปื้อนฝามาใช้จนหมดเสร็จสรรพ มี่ก็เอาออกไปค่ะ

ลองดูเนื้อครีมกันค่ะ

IMG_0092-re

เกลี่ยแล้วค่ะ

IMG_0115-re

ตัวครีมจะหนืดไม่มาก เกลี่ยได้ง่าย ดูดซึมได้ดีปานกลาง จะหนึบๆ ชุ่มๆ แต่หลังจากนั้นประมาณ 5 นาทีก็จะซึมหมดจนเป็นเนื้อเดียวกับผิวค่ะ

ส่วนตัวมี่เป็นคนผิวแห้งก็เลยชอบเป็นพิเศษ

ค่า pH ก็อยู่ที่ช่วง 5-6 กำลังเหมาะกับผิวพอดีค่ะ

IMG_0136-re
แต่ที่ชอบยิ่งกว่าหน่ะหรอ ก็ สัมผัสค่ะ มันจะยืดๆ เราก็ตบเบาๆ จนมันหลอมละลายแนบไปกับผิวหมด ซึ่งแบบนี้ทางวิทย์เครื่องสำอางจะเรียกว่าเป็น Melting effect ค่ะ

10922481_10203491545389468_198576175616252747_n

พยายามมองนะคะ ถ่ายได้แค่นี้อ่า T^T

มันถือเป็นความสนุกระหว่าง Skincare ค่ะ เพลินดี กดๆ ตบๆ แล้วก็ฟู

มาถึงขั้นนี้แล้ว เราก็มาดูส่วนผสมกันดีกว่าค่ะ

ingredients

มีฉลากภาษาไทยพร้อมเสร็จสรรพค่ะ

IMG_0124-re

ต้องขอโทษด้วยค่ะที่รูปไม่ชัด พอดีเมื่อเช้าลืมถ่ายกล่องไว้ มาถ่ายเมื่อกี๊ เลยมืดไปหน่อย ต้องเปิดไฟส่อง

ถ้าแบ่งส่วนประกอบของผลิตภัณฑ์เป็น 3 ส่วน คือ ส่วนของสารออกฤทธิ์ (Actives) ส่วนของเนื้อครีม (Base) และก็สารอื่นๆ (Additives) ก็จะแบ่งได้เป็น

1.สารออกฤทธิ์ ประกอบด้วย
-Niacinamide เป็นรูปแบบหนึ่งขอวิตามินบี 3 มีรายงานว่า สารตัวนี้สามารถเป็น Whitening ช่วยปรับสภาพสีผิวให้สม่ำเสมอ โดยไปรบกวนการส่งผ่านของเมลานินที่สร้างเสร็จแล้ว ลดการอักเสบในผิว เพิ่มการไหลเวียนเลือด ช่วยเพิ่มความแข็งแรงให้ผิวโดยไปกระตุ้นการสร้าง Ceramides กรดไขมัน และไขมันชนิดต่างๆในหนังกำพร้า (Int J CosmetSci 2005; 27:255–261)และยังมีส่วนช่วยเรื่องการลดสิว และรอยดำจากสิวได้ด้วย

-Zanthoxylum piperitum extract สารสกัดจาก Japanese pepper มีรายงานว่าส่วนของผลประกอบด้วยสารกลุ่ม Polyphenols บางชนิดที่มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อแบคทีเรีย (Biosci Biotechnol Biochem. 2006; 70(6):1423-31.) ส่วนมากสารในกลุ่มนี้ให้ผลเป็น Antioxidant ด้วย

-Pulsatilla koreana extract สารสกัดจากพืชดอกชนิดหนึ่งในเกาหลี มีรายงานเกี่ยวกับฤทธิ์ Anti-inflammatory (BMB Rep. 2012; 45(6):371-6.) สารสกัดจากส่วนของลำต้นสามารถยับยั้งการสะสมตัวของไขมันในเซลล์ไขมันได้ (Planta Med. 2012; 78(16):1783-6.) สารประกอบกลุ่ม Pulsaquinoneที่พบในพืชนี้ให้ผลเป็น Anti-acne (Arch Pharm Res. 2009; 32(4):489-94.)

-Usnea barbata extract สารสกัดจาก Lichen ชนิดหนึ่ง มีรายงานว่าสามารถยับยั้งกระบวนการอักเสบที่เกิดขึ้นจากรังสี UV ในเซลล์ผิวหนัง (J PhotochemPhotobiol B. 2007; 89(1):9-14.)

-Tremella fuciformis extract สารสกัดจากเห็ดหูหนูขาว มีรายงานเกี่ยวกับฤทธิ์ Antioxidant และคุณสมบัติในการลดการอักเสบในผิว (J Food Sci. 2014;79(4):C460-8.) มีสาร Trehaloseที่มีฤทธิ์เด่นเรื่องความชุ่มชื้น (ActaCrystallogr Sect E Struct Rep Online. 2012;68(Pt8):o2511.) ข้อมูลจากผู้ผลิตระบุว่าสารสกัดจากเห็ดนี้ประกอบด้วย Polysaccharide ที่ให้ผลเป็น Moisturizer, Antioxidant, ลดการอักเสบและการแพ้ในผิว โดยให้ชื่อทางการค้าว่า Phyto HA สื่อความหมายว่าเป็น Hyaluronที่ได้จากพืช

-Snail secretion filtrate หรือ สารน้ำจากเมือกหอยทากที่ผ่านการกรองแล้ว Claim ว่ามีโปรตีนหลายชนิด มีประสิทธิภาพสารพัด แต่มีหลักฐานที่เป็นการทดสอบเชิงคลินิกยืนยันอยู่ 2 ชิ้น เกี่ยวกับเรื่องการลดริ้วรอย และการดูแลผิวที่แก่ก่อนวัย รวมไปถึงริ้วรอยที่เกิดจากแสงแดด(Photoaging) (Cosmetic Dermatology. 2009; 22(5):250 กับ Journal of drugs in dermatology. 2013; 12(4):456.)
-Hydrolyzed placenta extract สารสกัดจากรกที่ผ่านการย่อย ทำให้มีขนาดเล็กลง อาจจะดูดซึมเข้าสู่ผิวหนังได้มากขึ้น มีประโยชน์ในแง่ของการเพิ่มความชุ่มชื้น และริ้วรอย
-Oryza sativa extract สารสกัดจากข้าว จริงๆข้าวมีหลายสายพันธุ์ ถ้าดูในฐานข้อมูล Pubmedจะพบว่าข้าวสีม่วงและสีแดง จะมีฤทธิ์เด่นกว่า มีหลายส่วน ทั้งเมล็ด รำ ใบ ซึ่งสารสกัดจากรำข้าวมีรายงานว่าเป็น Antioxidant ที่ดี ช่วยทำลายอนุมูลอิสระ และปกป้องไม่ให้ไขมันในผิวเกิด Lipid peroxidation (BiosciBiotechnolBiochem. 2013;77(3):624-30.) อันจะทำให้เกิดเป็นริ้วรอยตามมา ในรำข้าวยังมี Phytic acid ซึ่งให้ผลดีหลายๆอย่าง ต่อการเป็น Antiaging

2.Baseแบ่งเป็นส่วนของน้ำ กับน้ำมัน ได้แก่
2.1ส่วนของน้ำ ได้แก่ น้ำ กับ Glycerin
2.2ส่วนของน้ำมัน ได้แก่
-Macadamia oil เป็นน้ำมันที่ค่อนข้างดี ให้ความชุ่มชื้นได้สูง
-Glyceryl stearate เป็นสารไขมันพื้นฐานทั่วไป
-Lanolin ได้จากขนแกะ ช่วยรักษาความชุ่มชื้นในผิวได้ดีมาก แต่อาจจะอุดตันรูขุมขนได้ในบางคน
-Mineral oil เป็นน้ำมันพื้นฐานในทางเครื่องสำอาง มีคุณสมบัติเคลือบผิวกันน้ำระเหย
-C13-14 Isoparaffinเป็นตัวช่วยละลายสาร และช่วยรักษาน้ำในผิว
-ส่วน Camellia sinensis leaf oil นี่ไม่แน่ใจว่าใช้แต่งกลิ่น หรือใช้เป็น Active เพราะขึ้นอยู่กับการสกัดด้วย ถ้าสกัดจากใบชาด้วยน้ำมัน Camellia leaf oil จะมีฤทธิ์ที่ดีในการเป็น Antioxidant, ลดรอยแผลเป็น ลดการเกิดสิว ลดการแพ้การระคายเคืองแต่ถ้าสกัดมาจากการกลั่นด้วยไอน้ำก็จะเป็นตัวแต่งกลิ่นเฉยๆ

3.สารอื่นๆ ได้แก่
3.1Emulsifier/Surfactant ได้แก่ Oleth-5, Oleth-10, laureth-7, Polysorbate 20 เป็นสารที่ไม่มีพิษไม่มีภัยอะไร แต่ก็ไม่ได้เสริมประโยชน์อะไรให้แก่ผิวเป็นพิเศษ
3.2สารเพิ่มความหนืด ได้แก่ Carbomer, Polyacrylamide, Sodium polyacrylate
3.3สารปรับ pH ได้แก่ Triethanolamineสารตัวนี้มีหลายๆคนกังวลถึงความปลอดภัย เพราะมันอาจจะเกิดเป็นสารที่ชื่อ Nitrosamine แต่จริงๆแล้วมันไม่มีอะไร ถ้าไม่มีสารบางตัวไปเร่งการเกิดปฏิกิริยา และการเกิดปฏิกิริยาส่วนมากอาศัยอุณหภูมิที่สูงมากๆ
3.4Preservatives ได้แก่ สารจับโลหะ EDTA สำหรับสารระงับเชื้อจุลินทรีย์อาจจะหวังผลจาก Camellia leaf oil กับสารสกัดพืชก็ได้

ถึงเวลาการให้คะแนน

cats

1.Actives การออกฤทธิ์เน้นไปที่เรื่องของความชุ่มชื้น และริ้วรอย การลดการอักเสบในผิว และเรื่อง Whitening อาจจะช่วยเรื่องสิวได้บ้าง เพราะน้ำมันใบชา กับสารสกัด Pepper ซึ่งโดยรวมก็ถือว่ามาครบถ้วนสมบูรณ์ จริงๆถ้ามีพวกวิตามินซี กับอี เสริมเข้ามาอีกน่าจะสมบูรณ์แบบ จุดนี้จึงขอให้ 4ฟลาสก์

2.Base ถ้าพิจารณาความสมบูรณ์ของเนื้อครีม สูตรนี้มีแค่ Glycerin อย่างเดียวในการจับน้ำให้ผิว แต่ส่วนของน้ำมันจากธรรมชาติ มีน้ำมันจาก Macadamia กับ Lanolin อยู่ ซึ่งอยู่ในเกณฑ์ค่อนข้างดี แต่ Lanolin อาจจะอุดตันได้ในบางคน ซึ่งในสูตรก็มีการแก้มาด้วยสารสกัดและน้ำมันใบชาที่ให้ผลเรื่องสิวได้ มีสารไขมันเคลือบผิวกันน้ำระเหยได้อยู่ แต่ก็ไม่ได้หรูเลิศมาก จุดนี้จึงขอให้ 4 ฟลาสก์ หักคะแนนเรื่องสารดูดน้ำกับ Lanolin ไปอย่างละนิด

3.Additives มีสารอยู่ไม่กี่ชนิด ที่เด่นคือ ไม่มีน้ำหอม ไม่มีพาราเบน ไม่มีซิลิโคน และไม่มีสารกันเสีย (Preservatives free) ถือว่าค่อนข้างดีเลยทีเดียว ดังนั้นในการใช้ผลิตภัณฑ์ที่มาในแนวธรรมชาติแบบนี้จึงต้องใช้ไม้พาย หรือคอตตอนบัดตักครีมออกมาทาผิว หรือไม่ก็ล้างมือให้สะอาดก่อนทา และปิดฝาให้สนิท ไม่ควรเอามือสกปรกไปควักมาทา เพราะผลิตภัณฑ์ถูกรักษาสภาพไว้โดยสารสกัดพืชและน้ำมันใบชา จุดนี้ขอให้คะแนนกับความเป็นมิตรต่อทั้งคนและสิ่งแวดล้อม ขอให้ 5 ฟลาสก์

4.การใช้งาน ครีมตัวนี้เหมาะมากกับคนผิวแห้ง แต่ก็ไม่ได้เหนอะหนะมากจนเกินไปจนคนผิวมันหรือผิวธรรมดาใช้ไม่ได้ โดยรวมแล้วถือว่าค่อนข้้างทำมาได้ดีค่ะ สำหรับมี่ มี่ชอบความรู้สึก และความสนุกตอนใช้งาน ยืดๆ กดๆ ตบๆ สนุกไปอีกอย่างนึง ขอให้ 5 ค่ะ

รวม 18/20

ท้ายนี้ขอขอบคุณทางแบรนด์ Bomul ด้วยนะคะ ที่ส่งผลิตภัณฑ์ดีๆมาให้มี่ทดลองใช้ค่ะ

ถ้าสนใจในรายละเอียดสามารถสอบถามได้ทางเฟสบุคของ Bomul เลยนะคะ

สำหรับวันนี้มีแค่นี้ ขอบคุณที่ติดตามค่ะ

[Cosme-Diagnosis] Mistine hydracare moisturizing lotion

[Cosme-Diagnosis] Mistine hydracare moisturizing lotion

มี่พูดอยู่เสมอว่า ของไทยก็ดีไม่แพ้ของใดในโลก

วันนี้ก็มาตอกย้ำคำพูดตัวเองกับน้ำตบไฮยาจากมิสทีนค่ะ

จริงๆมันไม่ได้ชื่อน้ำตบไฮยานะคะ มี่เรียกเอง ชื่อจริงๆของมันก็คือ

ก็คือ Mistine Hydracare Moisturizing Face lotion

ขึ้นชื่อว่า Lotion แต่ก็เป็นแบบน้ำใสๆเหมือน lotion จากฝั่งญี่ปุ่นเชียวนะคะ

mistine1

อันนี้ไปได้มาจากร้านเชียงใหม่คอสเมติกส์ค่ะ ราคาไม่น่าจะเกิน 70 บาท

ส่วนผสมนี่คือ อลังอยู่นะ

แต่ก่อนจะไปรีวิวส่วนผสม ดูเนื้อก่อนดีกว่าค่ะ

mistine2

mistine3

มันจะเป็นน้ำใสๆ เหลวๆ ไม่หนืด เกลี่ยง่าย แห้งไวดี ค่ะ

แต่มี่เป็นคนผิวแห้งมากๆ อันนี้เอาไม่อยู่เลย สุดท้ายก็ขึ้นหิ้งไปค่ะ

ส่วนผสมก็อลังการดีนะคะ

Water, Glycerin, Butylene glycol, Phenoxyethanol, Triple Hyalu-Smoother (Sodium hyaluronate, Hydrolyzed hyaluronic acid, Hydrolyzed sodium hyaluronate), Hydroxyethylcellulose, Glyceryl acrylate/acrylic acid copolymer, Methylisothiazolinone, 3-O-Ethyl ascorbic acid, Sodium chloride, Prunus yedoensis leaf extract

เห็นส่วนผสมแล้วก็แปลกใจนะ ปกติของมิสทีนนี่แบบว่ามาเป็นมหกรรมแห่งพาราเบนเลยค่ะ
(Parabens พาราเบน เป็นสารกันเสียที่มีรายงานว่าเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งได้ค่ะ ทำให้หลายๆประเทศห้ามใช้ และคาดว่าในไทยจะมีการควบคุมเร็วๆนี้)

ลองดูคุณสมบัติของสารแยกตามหน้าที่ดีกว่าค่ะ

1.กลุ่ม Actives เป็นพวกสารออกฤทธิ์ค่ะ มีส่วนของสารตระกูล Hyaluron กับวิตามินซี ได้แก่

-ส่วนผสมของ Sodium hyaluronate, Hydrolyzed hyaluronic acid และ Hydrolyzed sodium hyaluronate ปกติพวก Hyaluronate มีผลเกี่ยวกับเรื่องความชุ่มชื้นและความยืดหยุ่นของผิว โดยตัวมันจะอุ้มน้ำไว้ พวกที่ Hydrolyzed แล้วก็มีขนาดที่เล็กลงทำให้ดูดซึมเข้าผิวได้ง่ายขึ้น

-3-O-Ethyl ascorbic acid เป็นรูปแบบใหม่ของวิตามินซีที่ Claim กันว่าดูดซึมเข้าผิวง่าย เพราะมีขนาดเล็ก แต่ก็เป็นคำ Claim จากผู้ผลิต ซึ่งอาจจะมี Bias วิตามินซีมีประโยชน์เป็น Whitening, Antioxidant และเป็นองค์ประกอบของการสร้างคอลลาเจนในผิว

-Prunus yedoensis leaf extract คือ สารสกัดจากใบซากุระ สารสกัดจากใบไม่พบข้อมูลในฐานข้อมูล ข้อมูลจากผู้ผลิตบอกว่ามีสารจำพวก Flavonoid และ Coumarin ช่วยทำหน้าที่เป็น Anti-oxidant, Anti-inflammatory, Whitening และช่วยซ่อมแซมผิวหนังที่เสียหาย บริษัททำวิจัยทดสอบผลของสารสกัดนี้กับผิวหนังที่ถูก Sodium Lauryl Sulfate ทำให้เกิดความเสียหาย พบว่าสารสกัดจากใบซากุระช่วยลดความเสียหายที่เกิดขึ้นได้ (Sakura Extract B ของ บ. Ichimaru Pharcos)

2. กลุ่ม Base เป็นส่วนหลักของผลิตภัณฑ์ ซึ่งมาในรูปแบบน้ำใส (Solution) มีแต่ส่วนของน้ำ ได้แก่ Water, Glycerin, Butylene glycol

3. กลุ่ม Additives เป็นพวกสารอื่นๆได้แก่

3.1สารเพิ่มความหนืด ได้แก่ Hydroxyethylcellulose และ Glyceryl acrylate/acrylic acid copolymer

3.2Preservatives ก็จะมี Phenoxyethanol กับ Methylisothiazolinone เป็นตัวป้องกันเชื้อจุลินทรีย์

3.3Sodium chloride ทำได้หลายหน้าที่

ถึงเวลาให้คะแนน

1.Actives มีส่วนผสมของ Hyaluron 3 ชนิด ซึ่งก็มีตัวปกติ กับตัวที่ Hydrolzyed แล้ว ซึ่งน่าจะดูดซึมเข้าผิวได้มากกว่า เสริมด้วยวิตามินซี กับสารสกัดใบซากุระ ที่น่าจะให้ผลเรื่อง Whitening กับ Antioxidant โดยรวมตัวนี้ก็ให้ทั้งความชุ่มชื้นและ Antioxidant, Whitening แต่อาจจะยังไม่ได้เด่นชัดมากนัก คือถ้าดูตามการออกฤทธิ์ก็ถือว่าครบ แต่รู้สึกว่ามันน้อยไปหน่อย ขอให้ 4 ฟลาสก์

2.Base มีแค่ น้ำ Butylene glycol และ Glycerin ไม่มีส่วนผสมของ Alcohol แต่สารดึงน้ำสองตัวนี้เป็นตัวที่ Basic มาก แต่ก็ยังดีกว่าการที่มีแค่ Glycerin อย่างเดียว จึงขอให้ 4 ฟลาสก์

3.Additives มีส่วนผสมแค่ไม่กี่ชนิด สารที่ใช้ก็ไม่ได้เป็นพิษเป็นภัยอะไร จริงๆแอบแปลกใจด้วยนิดนึงเพราะว่าปกติแบรนด์นี้ชอบใส่มหกรรมครอบครัวพาราเบน แต่อันนี้กลับไม่ใช่ และที่สำคัญคือยังไม่มีน้ำหอมอีก ขอให้ 5 ฟลาสก์

4. คะแนนการใช้งาน สำหรับคนผิวแห้งมากๆ อันนี้เอาไม่อยู่แน่ๆค่ะ แต่ถ้าคนผิวมันอยากเติมน้ำให้ผิว คิดว่าอันนี้น่าจะตอบโจทย์ค่ะ แต่สำหรับตัวมี่เองขอให้ 3 ฟลาสก์ค่ะ

รวม 16/20

สำหรับวันนี้ก็มีแค่นี้ค่ะ พบกันใหม่คราวหน้า สวัสดีค่ะ

[Cosme-Diagnosis]TonyMoly BCDation

[Cosme-Diagnosis]TonyMoly BCDation

ปกติมี่ไม่เคยรีวิวรองพื้นเลยค่ะ จนกระทั่งมาสัมผัสกับเจ้านี่ นางอุดมด้วยส่วนผสมที่ช่วยบำรุงผิวหนังได้เลอค่ากว่า Skincare บางอันเสียอีกค่ะ

เจ้า BCDation ตัวนี้มี่ไปได้มาตอนไปเกาหลีเมื่อเดือน มิย ปีที่แล้ว ตอนนั้นมีโปรซื้อ 1 แถม 1 แต่เป็นซื้อขนาดปกติเป็นขวด แถมหลอดเล็ก 20 กรัมให้ค่ะ

ทางแบรนด์ Claim ว่า BCDation = BB + CC + Foundation

ประมาณว่าขวดเดียวจบ

สีที่

มี่่เลือกมาคือสีเบอร์สองค่ะ

tm1-e

ลองสวอทช์เทียบกับ Illamasqua ลูกรักนะคะ
tm4-etm5tm6

จะเห็นว่าเนื้อสัมผัสค่อนข้างคล้ายเลยทีเดียว ทั้งการทาแล้วออกมาเป็นเนื้อแป้ง

ลองมาดูส่วนผสมดีกว่าค่ะ

tm3

อันนี้อ่านไม่ออกค่ะ ยอม ประมาณว่าปราศจาก 8 สารต้องห้าม เนียนได้ 24 ชั่วโมง มั้ง??

tm2

จะเห็นว่าอลังมาก

เอาแบบสรุปก่อนนะคะ เผื่อใครขี้เกียจอ่านยาวๆ

1. Actives คือ สารออกฤทธิ์ มีอยู่ค่อนข้างสมบูรณ์ ทั้ง Antioxidant, Anti-inflammatory, Whitening, กระชับรูขุมขน ควบคุมความมัน เพิ่มความชุ่มชื้น และเป็น Anti-aging โดยไปกระตุ้นการสังเคราะห์คอลลาเจนได้ ซึ่งก็ถือว่าเกือบจะสมบูรณ์แบบ ถือเป็น Skincare ชิ้นหนึ่งได้เลย จึงขอให้ 5 ฟลาสก์

2. Base ปกติผลิตภัณฑ์ประเภท Emulsion ถ้าพิจารณาให้คะแนนจากความสมบูรณ์ของการเป็น Moisturizer คือต้องมีสารชอบน้ำที่ดูดน้ำให้ผิว สารไขมันจากธรรมชาติ และสารไขมันเคลือบคลุมผิว ซึ่งผลิตภัณฑ์นี้มีสารที่ดูดน้ำให้ผิวอยู่หลายตัว ทุกตัวมีประสิทธิภาพที่ค่อนข้างดี และไม่ระคายเคือง มีน้ำมันจากพืชธรรมชาติอยู่หลายชนิด และมีสารเคลือบคลุมผิวกันน้ำระเหยอีกหลายตัว จึงขอให้ 5 ฟลาสก์

3. Additives มีอยู่หลายชนิด บางชนิดก็ให้คุณสมบัติบำรุงผิวเสริมเข้ามาด้วย จะมีก็ขอติเรื่อง Grapefruit oil ซึ่งมีสารกลุ่ม Coumarins ซึ่งอาจจะทำให้เกิดอาการแพ้แสงได้ในบางราย จึงควรหลีกเลี่ยงการทำงานหรือออกกำลังการแจ้งเมื่อใช้ผลิตภัณฑ์ จึงขอให้ 4 ฟลาสก์

คะแนนส่วนผสม 14/15
คะแนนการใช้งาน 4/5

รวม 18/20 ค่ะ

แบบเจาะลึกจัดเต็มค่ะ

1. Actives เป็นสารที่ทำให้เครื่องสำอางมีฤทธิ์ทางชีวภาพ ขอแบ่งเป็น 3 กลุ่มตามแหล่งที่มา ได้แก่

1.1 สารสำคัญที่ได้จากกระบวนการทาง Biotechnology ได้แก่

– Pseudoalteromonas ferment extract รู้จักกันในชื่อทางการค้าว่า Antarcticine ของบ. Lipotec ได้จากการแบคทีเรียชนิดหนึ่งที่พบในธารน้ำแข็ง ประกอบด้วยสารกลุ่ม Tripeptide ซึ่งมีคุณสมบัติในการกระตุ้นการสังเคราะห์คอลลาเจนและอิลาสติน จึงช่วยให้ผิวเรียบเนียนขึ้น ริ้วรอยลดลง นอกจากนี้มีคุณสมบัติในการเพิ่มความชุ่มชื้น และช่วยในกระบวนการสมานแผล (Promote Wound-healing) เวลาผิวหนังเกิดความเสียหาย ก็จะช่วยให้ซ่อมแซมตัวเองได้ไวขึ้น (ข้อมูลจากผู้ผลิตวัตถุดิบ)

1.2 สารสำคัญที่เป็นสารสกัดจากธรรมชาติ ได้แก่

– น้ำคั้นจาก Birch (Betula platphylla japonica juice) สารสกัดจากพืชตัวนี้มีรายงานเกี่ยวกับฤทธิ์ Antioxidant (Life Sci. 2004; 74(8):1013-26.) และสามารถป้องกันการเกิดผื่นการแพ้ ที่คล้าย Atopic dermatitis ในหนูทดลองได้ (J Ethnopharmacol. 2008; 116(2):270-8.) ส่วนข้อมูลจากผู้ผลิตบอกว่า มีคุณสมบัติคล้ายเอสโตรเจน และกระตุ้นการสังเคราะห์คอลลาเจน (Birch sap จาก บ. Koei Kogyo)

– Witch hazel extract (Hamamelis verginiana) รู้จักกันดีเพราะคุณสมบัติความเป็น Astringent ช่วยกระชับรูขุมขน ควบคุมความมัน สำหรับรายงานการวิจัยมีระบุถึงฤทธิ์ในการต้านการอักเสบ (J Pharm Pharmacol. 1994; 46(4):286-90.) และมีสารประกอบจำพวก Tannin และ Proanthocyanidins (Planta Med. 1988; 54(5):454-7.) ซึ่งพวกนี้มีฤทธิ์ Antioxidant ที่ดี

– สารสกัดจากพืชตระกูลสน (Pinus densiflora extract) มีรายงานเกี่ยวกับฤทธิ์ Antioxidant และคุณสมบัติในการปกป้อง DNA ไม่ให้ถูกทำลายจากอนุมูลอิสระ (Prev Nutr Food Sci. 2012; 17(2):116-21.) ซึ่งพืชตระกูลสนก็จะมีสารในกลุ่ม Proanthocyanidins ที่มีฤทธิ์แรง อยู่เกือบๆทุกสายพันธุ์ และมักจะมีคุณสมบัติเป็น Whitening อยู่ในตัวด้วย

– สารสกัดจากรากหญ้าคา (Imperata cylindrica root extract) มีรายงานการวิจัยระบุว่าในหญ้าคามีสารประกอบกลุ่ม Polysaccharide ที่มีคุณสมบัติกระตุ้นภูมิคุ้มกันได้ (Planta Med. 1999; 65(6):549-52.) ผู้จำหน่ายวัตถุดิบบอกว่าสารสกัดนี้มีคุณสมบัติช่วยควบคุมความดันในเซลล์ผิว และช่วยรักษาน้ำในผิวหนังชั้นนอก ควบคุมความชุ่มชื้นในผิวได้ 24 ชั่วโมง (Vegesome Moist 24 ของ บ.Sederma)

– สารสกัดจากถั่วเขียว (Phaseolus radiatus seed extract) ถั่วเขียวเป็นพืชหนึ่งที่ทางเกาหลีชอบนำมาใช้เป็นส่วนประกอบในเครื่องสำอาง เพราะมีโปรตีน กรดอะมิโน ฟลาโวนอยด์หลายๆชนิด ในฐานข้อมูลงานวิจัยยังไม่มีรายงานในส่วนที่เกี่ยวข้องกับทาง Skincare แต่ถ้าลองค้นในฐาน Patent จะเจอเป็นส่วนประกอบในผลิตภัณฑ์ Anti-aging ส่วนข้อมูลจากผู้ผลิตวัตถุดิบบอกว่า สารสกัดจากถั่วเขียวสามารถปรับสภาพผิวให้ผิวนุ่มนวลเนียนและกระจ่างใส

– Oatmeal extract (Avena sativa extract) ส่วนของ Oatmeal มีรายงานเกี่ยวกับคุณสมบัติในการต้านการอักเสบ (Anti-inflammatory) ของเซลล์ผิวหนัง (Int J Tissue React. 2003; 25(2):41-6.) และช่วยป้องกันความระคายเคืองจากสารเคมีในผิว (การทดสอบใช้ SLS เป็นสารที่ทำให้ผิวหนังเกิดการระคายเคือง) (Skin Pharmacol Appl Skin Physiol. 2002; 15(2):120-4.) นอกจากนี้เนื่องจากใน Oatmeal มีทั้งคาร์โบไฮเดรตและโปรตีนจึงให้ผลเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิวได้ด้วย

– น้ำมันจากพืชต่างๆหลายชนิด ได้แก่ Babassu (Orbignya oleifera), มะรุม (Moringa oleifera), ทานตะวัน, Meadowfoam, Argan, มะกอก และ Baobab (Adansonia digitata) ซึ่งบางชนิดเป็นพืชหายากที่ใช้กันบางเขตของโลก เหมือนเป็นการตลาดด้วยส่วนหนึ่ง เพราะปกติน้ำมันจากพืชจะมีสารประกอบกรดไขมันต่างๆ Phytosterol Phospholipid และสารอื่นๆที่สามารถดูดซึมเข้าสู่ผิวหนังได้ ให้ผลเพิ่มความชุ่มชื้นโดยไปทดแทนไขผิวหนังที่เสียสภาพไป อาจจะให้ผลลดริ้วรอยได้ แต่บางคนอาจจะแพ้น้ำมันพืชบางอย่าง หรือเกิดการอุดตันรูขุมขนจากน้ำมันได้ ซึ่งเป็นเรื่องที่คาดเดาไม่ได้ในแต่ละบุคคลจึงควรทดสอบก่อน

1.2 สารสำคัญที่เป็นสารบริสุทธิ์ ได้แก่

– Sodium hyaluronate มีบทบาทในเรื่องการเพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่ผิวหนัง

– Niacinamide หรือ วิตามินบี 3 ตัวนี้มีบทบาทหลายๆอย่าง ทั้งในเรื่องการเป็น Whitening ช่วยปรับสภาพสีผิวให้สม่ำเสมอ ลดการอักเสบ เพิ่มการไหลเวียนเลือด กระตุ้นการสร้าง Ceramides กรดไขมัน และไขมันชนิดต่างๆในหนังกำพร้า (Int J Cosmet Sci 2005; 27:255–261)

– Adenosine เหมือนเป็นสารชั้นสูงที่ใช้กันในเคาน์เตอร์แบรนด์ โดยเฉพาะแบรนด์ L แต่ปัจจุบันก็เห็นมีใช้กันหลายแบรนด์ Claim กันว่าเป็นองค์ประกอบของสารให้พลังงานของเซลล์ที่ชื่อ ATP ก็จะช่วยประสานการทำงานต่างๆของเซลล์ เพิ่มพลังให้เซลล์ ว่ากันไป ซึ่งถ้าอิงจากฐานข้อมูลงานวิจัยมีกล่าวถึงผลเกี่ยวกับการลดริ้วรอยอยู่ (J Cosmet Sci. 2007; 58(2):147-55.)

– Acetyl heptapeptide-9 ตัวนี้ใช้คู่กับ Colloidal gold นำมาจับกัน (Conjugated) เพื่อเพิ่มการดูดซึมเข้าสู่ผิว ออกฤทธิ์กระตุ้นการทำงานของ Fibroblast เพื่อให้สังเคราะห์คอลลาเจนเพิ่มขึ้น ทำให้ริ้วรอยต่างๆดูจางลง

– Oxygen อันนี้ไม่ทราบวัตถุประสงค์จริงๆค่ะ เป็นเทรนด์ของเกาหลีที่ชอบบอกว่าเติม Oxygen ให้ผิว แต่ Oxygen ถ้ามีมากเกินไปและถูกเหนี่ยวนำให้เป็น Radical (อนุมูลอิสระ) จะทำร้ายผิวได้

2.เนื้อผลิตภัณฑ์ ได้แก่

2.1 ส่วนของน้ำ ได้แก่ น้ำ, Propylene glycol, Butylene glycol, Pentylene glycol, Dipropylene glycol, Butylene glycol Dicaprate/Dicaprylate ซึ่งให้คุณสมบัติเพิ่มความชุ่มชื้นแก่ผิวได้ดี

2.2 ส่วนของน้ำมัน ได้แก่

– น้ำมันจากพืชหลายๆชนิด ที่ดูดซึมเข้าผิวได้ (กล่าวในส่วนของ Active ingredients) และ Hydrogenated vegetable oil

– สารเคลือบคลุมผิวรักษาความชุ่มชื้น ได้แก่ Hydrogenated polydecene, Methyl hydrogenated rosinate, Ethylhexyl olivate, Hexyl laurate ซึ่งทำหน้าที่ป้องกันน้ำระเหยออกจากผิวหนัง

3.สารองค์ประกอบอื่นๆ

3.1 อนุพันธ์ของซิลิโคน ได้แก่ Cyclopentasiloxane, Phenyltrimethicone, Cetyl PEG/PPG-10/1 Dimethicone, Cyclohexasiloxane, Dimethicone, Cetyl dimethicone, Triethoxycaprylylsilane, Hydrogenated dimethicone พวกนี้ทำหน้าที่แตกต่างกันไป และยังช่วยให้สัมผัสที่ดีตอนทาครีม ช่วยเคลือบคลุมผิวให้เรียบเนียน รู้สึกดี

3.2 Emulsifier/Surfactant ได้แก่ Polyglyceryl-4 isostearate ตัวนี้ให้สมบัติเพิ่มความชุ่มชื้นได้, Sorbitan isostearate, Sorbitan olivate, Disteardimonium hectorite ตัวนี้เป็นอนุพันธ์ของ Hectorite ซึ่งเป็นแร่ที่ได้จากธรรมชาติ เป็น Emulsifier จะให้ครีมที่มีเนื้อเนียนและมีสีขาว เป็นสารเพิ่มความหนืดในตัว ทำให้ครีมที่ได้มีความหนืดเหมาะสม แผ่กระจายบนผิวได้ดี และเป็นมิตรกับผิว

3.3 สารเพิ่มความหนืด ได้แก่ Glyceryl polymethacrylate, Gelatin และ Acacia gum ซึ่งสองตัวหลังเป็นสารที่ได้มาจากธรรมชาติ

3.4 Preservatives ได้แก่ Phenoxyethanol, 1,2-hexane diol, Caprylyl glycol, Ethylhexylglycerine 3 ตัวหลังมีฤทธิ์ฤทธิ์ระงับเชื้ออ่อนๆ นอกจากนี้ยังมีคุณสมบัติเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิวได้ด้วย

3.4 Pigment/Mineral ได้แก่ Titanium dioxide, Zinc oxide 2 ตัวนี้ให้สีขาว และมีคุณสมบัติเป็น Physical sunscreen ได้เมื่อใช้ในความเข้มข้นค่าหนึ่งขึ้นไป, Talc เป็นแร่ที่มีคุณสมบัติช่วยดูดซับความมันบนผิวได้ ไม่มีคุณสมบัติที่ให้สี, CI77491, CI77492, CI77499 3 ตัวนี้ เป็น Iron oxides สีเฉดเหลือง-ส้ม

3.5 สารแต่งกลิ่น/น้ำหอม ได้แก่ Grapefruit peel oil กับ Fragrance ซึ่ง Grapefruit peel มีสารพฤกษเคมีกลุ่ม Coumarins ที่อาจจะทำให้เกิดภาวะไวต่อแสงแดดได้ในบางราย จึงอาจจะระวังเวลาออกไปแดดจัดๆนานๆ

3.6 สารที่มีหลายหน้าที่ มีสองตัว

– Triethyl citrate ตัวนี้เป็น Ester ของ Citric acid มีหลายๆหน้าที่เช่นเป็น Solvent ช่วยละลายสาร และก็ทำหน้าที่ระงับการหลั่งเหงื่อ ซึ่งก็เป็นไปได้ทุกหน้าที่ นอกจากนี้ก็สามารถใช้เป็น Fixative ในผลิตภัณฑ์ประเภทน้ำหอมให้กลิ่นติดทนนานได้ มีวัตถุดิบตัวหนึ่งของบริษัท Elementis ชื่อว่า Bentone gel ประกอบด้วย Disteardimonium hectorite, Phenyltrimethicone และสารตัวนี้ ทำหน้าที่เป็นสารเพิ่มความหนืด และช่วยปรับลักษณะของผลิตภัณฑ์ให้แผ่กระจายได้ง่าย ไม่เหนอะหนะ ช่วยให้ผิวนุ่ม แลดูเงางาม ควบคุมความมัน ซึ่งก็ถือว่าเป็นคุณสมบัติของรองพื้น/BB ที่ดี

– Calcium stearate ตัวนี้สามารถเป็นสารให้สี สารป้องกันเม็ดสี(ของแข็งที่ไม่ละลาย)ตกตะกอนและอัดกันแน่น (Caking) เพิ่มความคงตัวของ Emulsion ควบคุมความหนืด
จะเห็นได้ว่าค่อนข้างมาเต็มเลยทีเดียว ถ้าใครผิวขาวๆหน่อยน่าจะจัดได้ค่ะ เนียนผ่องได้ทั้งวี่วันค่ะ

[Mini Review]~Battles of eleven sleeping packs

[Mini Review]~Battles of eleven sleeping packs

promote sleeping pack

ส่วนตัวมี่พึ่งรู้จัก Sleeping pack มาได้ไม่นาน โดยตัวเเรกที่ใช้เป็นเจ้า Panda dream whitening sleeping pack จาก Tony Moly ค่ะ ซื้อมาเพราะกระปุกรูปแพนด้า เท่านั้นเลย จริงๆ

อีกตัวที่ใช้เป็น Holika Holika Pig nose ค่ะ แต่ตัวนี้มี่ใช้แล้วมันร้อนวูบวาบ เลยส่งต่อให้น้องสาวไปเรียบร้อย นางใช้แล้วไม่แพ้ไม่วูบวาบ เห็นนางว่าดีอยู่ค่ะ

ตัวสุดท้ายที่ได้ลองเป็น Wine therapy ได้มาเป็น Tester ตอนไปซื้อของที่ชอป ใช้แล้วรู้สึก “Fulfill” ฟูฟิน” มาก สุดท้ายสั่งซื้อมา เอ๊า สั่งผิด ดันสั่งรุ่นไวน์แดงมา เป็นเจลๆค่ะ ตัวที่ได้ลองเป็นเนื้อครีม (แอบไปร้องไห้)

พวกนี้หาส่วนผสมไม่ได้เลยไม่ได้เอามาจัดค่ะ

ถ้าเราพูดถึง Sleeping pack จริงๆมันก็ไม่มีอะไรมาก มันก็เป็นแค่เจล หรือครีม ธรรมดาๆ ที่ไม่ค่อยจะดูดซึมเข้าผิว แต่มันจะสร้างฟิล์มบางๆเคลือบผิวเพื่อปกคลุม (เรียกว่า Occlusive effect) ผิวหนังไว้ค่ะ

สารที่ก่อฟิล์มนี้ ก็ได้แก่ พวก Polymer ต่างๆ หรือ น้ำมันบางชนิดค่ะ

Occlusive แล้วดีไหม???

ทั้งดี และ ไม่ดีค่ะ

ส่วนที่ดี ก็คือ การ Occlusive จะช่วยปกป้องไม่ให้น้ำระเหยออกจากผิว และเป็นการเพิ่มการดูดซึมสารต่างๆเข้าสู่ผิว

ส่วนที่ไม่ดี ก็คือ การ Occlusive จะทำให้
1. สารที่ดูดซึมลงไปได้มากขึ้น อาจจะไปกระตุ้นให้เกิดการแพ้หรือการระคายเคืองได้
2. เชื้อจุลินทรีย์ต่างๆเจริญเติบโตได้ดีขึ้น
3. แผลจะหายได้ช้าลง

จากเหตุผลนี้ มี่คิดว่า Sleeping pack ไม่ควรใช้ทุกวัน ไม่ควรใช้ในคนที่ผิวหน้ามีแผล ไม่ควรใช้ในคนที่มีสิวอักเสบเป็นหนองอยู่ค่ะ

สรุปคะแนนค่ะ

point 1point 2

รายละเอียดเพิ่มเติมอ่านได้ที่เวบพันทิปเลยค่ะ

http://pantip.com/topic/33057224

[Cosme-Diagnosis] White seed Real whitening lotion จาก TheFaceShop

[Cosme-Diagnosis] White seed Real whitening lotion จาก TheFaceShop

ช่วงต้นเดือนทางเพจ TheFaceShop ได้จัดกิจกรรม Dare to wonder ขึ้นค่ะ มี่ก็ได้เข้าไปร่วมสนุกและเป็นผู้โชคดีได้รับ White seed real whitening lotion มาค่ะ

วันนี้เลยเอามารีวิวเจาะลึกให้ชมค่ะ

container-re

เป็นขวดแก้วทึบ สีขาว ค่อนข้างหนาค่ะ ดูแน่นหนาปลอดภัยแข็งแรง ฝาปั๊มสีขาว กดง่ายสะดวกมือ ไม่เลอะเทอะ ดูสะอาดตามากค่ะ

เนื้อโลชั่นเป็นโลชั่นเนื้อบางเบาสีขาว เกลี่ยง่าย ดูดซึมได้เร็วปานกลาง พอดูดซึมหมดก็แห้งสนิท ไม่เหนอะหนะ สามารถแต่งหน้าทับได้เลยค่ะ

hand2-re

สำหรับความประทับใจในสัมผัส กลิ่น การแผ่กระจายบนผิว การดูดซึม และความนุ่มผิว มี่ขอให้ 5/5 ฟลาสก์ค่ะ เพราะเกลี่ยง่าย เนื้อเนียน กลิ่นหอมดอกไม้ หวานๆ อ่อนๆ ไม่ฉุนจนเกินไป ดูดซึมไวปานกลาง และนุ่มผิวดีค่ะ

ลองวัดค่า pH ดู ได้ค่า pH ประมาณ 5 ค่ะ อยู่ในช่วงใกล้กับผิวเลยค่ะ (ผิวเรามีค่า pH 5-6)

pH-re

ส่วนผสมนะคะ

ingre-re

box-re

มาในคอนเซปท์ 7 Free system ค่ะ

ไม่มีอะไรบ้าง ลองมาดูกันค่ะ

คือ ไม่มีพาราเบน ไม่มี Alcohol Denat. ไม่มี Mineral oil ไม่มีสี ไม่มีวัตถุดิบที่ได้จากสัตว์ ไม่มี Benzophenone และ ไม่มี Triethanolamine ค่ะ

พาราเบนนี่เคยมีรายงานว่าอาจจะไปรบกวนระบบฮอร์โมนเอสโตรเจนในร่างกายได้ ทำให้เสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งเพิ่มขึ้น ทำให้กลุ่มประเทศทาง EU Ban ไปค่ะ

Alcohol Denat. นี่เป็นแอลกอฮอล์ที่ผ่านกรรมวิธีทางเคมีเพื่อกำจัดเอากลิ่นออก เค้ากลัวเรื่องสารเคมีตกค้าง กับกลัวเรื่องความแห้งและความระคายเคืองที่เกิดจากแอลกอฮอล์ค่ะ

Mineral oil เป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้จากอุตสาหกรรมทางปิโตรเคมี ที่อาจจะมีผลเสียต่อสิ่งแวดล้อม

สัี บางชนิดอาจจะมีผลต่อสุขภาพได้ค่ะ

วัตถุดิบที่ได้จากสัตว์ บางชนิดอาจจะทำให้เกิดการแพ้ และมีเรื่องของประเด็นการทำลายทำร้ายชีวิตสัตว์ด้วย

Benzophenone เป็นสารกรองรังสี UV มักพบในผลิตภัณฑ์เพื่อป้องกันสารในผลิตภัณฑ์ไม่ให้เสียสภาพไปเพราะแสงแดด แค่ว่าพวกนี้ดูดซึมเข้าร่างได้อาจจะเป็นอันตรายได้ค่ะ

และสุดท้าย Triethanolamine เป็นสารปรับ pH ค่ะ มีรายงานว่าสามารถเกิดปฏิกิริยากับสารเคมีบางชนิดและปลดปล่อยพวก Nitroso ออกมาซึ่งเป็นสารก่อมะเร็งค่ะ

เรามาลองเจาะลึกส่วนผสมกันดีกว่าค่ะ

(ค่อนข้างยาวนะคะ ถ้าเบื่อ ข้ามไปอ่านบทสรุปตอนท้ายได้เลยค่ะ)

ปกติผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางแทบทุกชนิดจะประกอบด้วยส่วนหลักๆ 3 ส่วน คือ
1. Active (สารสำคัญ) เป็นส่วนที่ทำให้เครื่องสำอางมีคุณสมบัติ/ฤทธิ์ทางชีวภาพ
2. Base คือ เนื้อของผลิตภัณฑ์ บางทีอาจเรียกว่า Vehicle
3. Additive คือ สารที่ช่วยเสริมให้ผลิตภัณฑ์มีคุณสมบัติที่ดี มีความน่าใช้

คุณสมบัติของสารต่างๆแยกตามหน้าที่
1. Actives ได้แก่

– Niacinamide คือ วิตามินบี 3 มีบทบาทหลายๆอย่าง ทั้งในเรื่องการเป็น Whitening ช่วยปรับสภาพสีผิวให้สม่ำเสมอ ลดการอักเสบ เพิ่มการไหลเวียนเลือด กระตุ้นการสร้าง Ceramides กรดไขมัน และไขมันชนิดต่างๆในหนังกำพร้า (Int J Cosmet Sci 2005; 27:255–261)
– Panthenol คือ วิตามินบี 5 มีคุณสมบัติเป็นสารเพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่ผิว โดยตัวมันเองสามารถซึมเข้าสู่ผิวและดูดน้ำเข้ามาเก็บไว้กับตัวเอง สามารถช่วยเพิ่มความสมบูรณ์ของผิวหนัง ช่วยลดการระเหยของน้ำออกจากผิว รักษาความชุ่มชื้นให้ผิวได้ (J Cosmet Sci. 2011; 62(4):361-70.) นอกจากนี้ยังมีคุณสมบัติอื่นๆ เช่น ลดการอักเสบ เพิ่มการแบ่งตัวของเซลล์ผิว ช่วยเรื่องการสมานแผล และลดริ้วรอย
– Lupinus albus seed extract คือ สารสกัดจาก White lupin ถ้าเป็นการสกัดในน้ำมัน จะมีจำหน่ายในรูปแบบสารสกัดที่ชื่อ Collageneer ของบริษัท Expanscience มีฤทธิ์กระตุ้นการสังเคราะห์คอลลาเจน ช่วยเพิ่มความกระชับและความยืดหยุ่นของชั้นผิว (ข้อมูลจากผู้จำหน่ายวัตถุดิบ) แต่ถ้าสกัดด้วยน้ำก็จะมีโปรตีนคุณภาพดี (J. Sci Food Agri, 1987, 41(3), 205-218) และมีคุณสมบัติเป็นสารจับโลหะ ช่วยป้องกันไม่ให้โครงสร้างผิวเสื่อมจากปฏิกิริยาที่ถูกเร่งโดยโลหะ
– Bellis perennis flower extract คือ สารสกัดจาก White Daisy ในฐานข้อมูลงานวิจัยมีการกล่าวถึงคุณสมบัติในการเป็น Antioxidant (Nat Prod Commun. 2010;5(1):147-50.) ส่วนในสิทธิบัตรยุโรประบุว่าสารสกัดจาก Daisy สามารถใช้เป็น Whitening ได้โดยไปยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ Tyrosinase ซึ่งเป็นเอนไซม์ที่ใช้สร้างเมลานิน (EP1737538 B1)
– Polyglutamic acid มีบทบาทในการเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิวได้ค่อนข้างดี
– Hexylresorcinol อนุพันธ์ของ Resorcinol มีรายงานว่าสามารถยับยั้งเอนไซม์ Tyrosinase ซึ่งเป็นเอนไซม์ที่ใช้สร้างเมลานินได้ (Protein J. 2004;23(2):135-41.) การทดสอบเชิงคลินิกชิ้นหนึ่งใช้สารนี้ผสมกับสาร Whitening ตัวอื่นๆในอาสาสมัคร พบว่าผล Whitening effect ดีกว่าครีม Hydroquinone 4% (J Drugs Dermatol. 2013;12(3):s16-20.) ข้อมูลจากผู้ผลิตระบุว่า สารกลุ่มนี้พบในข้าว Rye และ Wheat ให้ผลยับยั้งการสร้างเมลานิน กระตุ้นการสร้าง Glutathione ในผิว จึงให้ผลเสริมกันในการเป็น whitening
– Salix alba bark extract คือ สารสกัดจาก Willow สารสกัดจาก White willow ไม่มีข้อมูลงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับผิวหนัง มีรายงานว่าประกอบด้วย Tannin, Lignin ให้ผลกระชับรูขุมขน มี Salicylic acid ที่เป็น BHA ให้ผลละลายไขมันอุดตันในรูขุมขน ลดการอักเสบ และฆ่าเชื้อแบคทีเรีย
– Chenopodium quinoa seed extract คือ สารสกัดจาก Quinoa เป็นธัญพืชชนิดหนึ่ง มีรายงานการวิจัยระบุว่าประกอบด้วยสารกลุ่ม Phenolics หลายชนิด ให้ผลเป็น Antioxidant ที่ดี (Food Chem. 2015;166:380-8.) มีสารกลุ่ม Saponin หลายๆตัวที่ให้ฤทธิ์เป็น Anti-inflammatory (J Food Sci. 2014;79(5):H1018-23.) ข้อมูลจากผู้ผลิตระบุว่า สารสกัดจากเมล็ด Quinoa ให้ผลเพิ่มความแข็งแรงของหลอดเลือดฝอย ลดการสร้างหลอดเลือดฝอยใหม่ เพิ่มความยืดหยุ่นให้ผิวหนัง และช่วยลดจำนวนเม็ดเลือดแดงที่คั่งค้างใต้ตา มีผลลดรอยคล้ำใต้ตาได้ (Adipoless จาก Seppic)

2. Base เป็นรูปแบบของ Emulsion ประกอบด้วยส่วนของน้ำกับน้ำมัน ดังนี้

2.1 ส่วนของน้ำ ได้แก่ น้ำ, Propanediol, Propylene glycol dicaprylate/dicaprate, 1,2-Hexanediol, Butylene glycol, Glycerine
2.2 ส่วนของน้ำมัน ได้แก่ Capric/caprylic triglycerides, Caprylic/capric glycerides สองตัวนี้เป็นไขมันที่มีสายยาวปานกลาง มีขนาดเล็ก ซึมเข้าผิวได้ง่าย ให้ผลบำรุงทดแทนไขมันในผิวหนัง, Cetearyl alcohol, Glyceryl stearate เป็นไขมันพื้นฐานทั่วไป

3. Additives ได้แก่

3.1 Silicones ได้แก่ Cyclopentasiloxane กับ Cyclohexasiloxane เป็นซิลิโคนที่ระเหยได้ ให้สัมผัสที่ดีตอนทา ไม่เหนอะหนะ
3.2 Emulsifiers เป็นตัวผสานน้ำให้เข้ากับน้ำมัน ได้แก่ Cetearyl olivate ตัวนี้เป็น Fatty ester ที่ให้คุณสมบัติเป็น Emulsifier ได้ด้วย มักพบร่วมกับ Sorbitan olivate เป็น Emulsifier ที่ได้จากธรรมชาติ ให้สัมผัสที่เนียนละเอียด และมีคุณสมบัติเพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่ผิว, และ PEG-100 stearate ที่เป็นสารพื้นฐานทั่วไป
3.3 สารเพิ่มความหนืด ได้แก่ Acrylates/C10-30 alkylacrylate crosspolymer กับ Carbomer
3.4สารปรับ pH คือ Potassium hydroxide แม้ว่าโดยธรรมชาติสารนี้จะระคายเคือง แต่ใส่มานิดหน่อยแค่ปรับ pH เลยไม่เป็นอะไรกับผิว อันตรายขึ้นกับความเข้มข้นด้วย
3.5 Preservatives ได้แก่ Phenoxyethanol, Potassium sorbate, Sodium benzoate, Sorbic acid และสารจับโลหะ EDTA
3.6 สารแต่งกลิ่น Fragrance

สรุปและให้คะแนน
1. Actives มีตัว Whitening เด่นๆอยู่ 2 ตัว คือ Niacinamide กับ Hexylresorcinol ถ้าดูจากลำดับส่วนผสมแล้วคือ Niacinamide มีอยู่พอสมควรเลยหล่ะ สารสกัดอื่นๆยังไม่มี Report รองรับชัดเจน แต่ก็ให้คุณสมบัติเป็น Anti-oxidant กับพวกลดริ้วรอย และ Moisture ได้ดี โดยรวมแล้วผลิตภัณฑ์นี้ได้ทั้ง Moisturizer, Whitening, Anti-oxidant, Anti-inflammatory ซึ่งก็ถือว่าครบถ้วนสมบูรณ์ ถ้าได้พวก Antioxidant ดีๆอีกซักตัวสองตัวคงแจ่ม ผลิตภัณฑ์นี้ไม่มีพวก AHA ที่ถ้าใช้ความเข้มข้นเยอะๆไปนานๆก็จะทำให้ผิวบางได้ จึงสามารถใช้ได้เลยในระยะยาว และที่สำคัญคือไม่ได้ใช้พวก Pigment ที่จะมาแค่เคลือบผิวให้ขาวหลอกๆไปวันๆ จุดนี้เลยขอให้ 4.5 ฟลาสก์
2. Base ถ้ามองจากความสมบูรณ์ของตัวเนื้อครีมในการเป็น Emulsion ที่ดี ผลิตภัณฑ์นี้มีสารดึงน้ำให้ผิวดีๆหลายตัว มีน้ำมันจากธรรมชาติอย่างพวก Capric/caprylic glycerides กับ Triglycerides อยู่ จะขาดก็ยังแต่สารไขมันเคลือบผิวกันน้ำระเหย จุดนี้จึงขอให้ 4 ฟลาสก์
3. Additives ผลิตภัณฑ์ไม่มีส่วนผสมของสารพาราเบน สารอื่นๆก็ไม่ได้เป็นพิษเป็นภัยอะไร แถมคู่ผสมอย่าง Cetearyl olivate/Sorbitan olivate ยังให้ผลเป็น Moisturizer ที่ดีให้ผิวด้วย แต่มีน้ำหอมนะ บางคนที่ผิวไวมากๆ อาจจะแพ้ก็ได้ แต่ก็ไม่เคยหักคะแนนน้ำหอมในผลิตภัณฑ์อื่นๆที่ไม่ใช่รอบดวงตามาก่อน จึงขอให้ 5 ฟลาสก์

รวมคะแนน
point

1. การใช้งาน 5/5
2. Actives 4.5/5
3. Base 4/5
4. Additives 5/5

รวม 18.5/20 ค่ะ

ท้ายนี้ขอขอบคุณผลิตภัณฑ์ดีๆจาก TheFaceShop ด้วยนะคะ

แล้วก็ขอเพิ่มเติมนิดนึงคือ Line นี้ยังมี Toner, Essence, Cream ด้วยค่ะ ราคาก็ไม่แพงมาก (สำหรับ Lotion 125 ml 779 บาท) ถ้าเทียบกับส่วนผสมแล้วถือว่าคุ้มค่าคุ้มราคาเลยค่ะ

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม หรือเข้าไปชมผลิตภัณฑ์อื่นๆ ของ TheFaceShop ได้ที่เวบไซต์ของ TheFaceShop หรือ แฟนเพจของ TheFaceShop ในเฟสบุคเลยนะคะ

ขอบคุณค่ะที่ติดตามอ่านมาจนจบ

[Cosme-Diagnosis] Aloe 92% Soothing gel จาก Nature republic

[Cosme-Diagnosis] Aloe 92% Soothing gel จาก Nature republic

Cosme-Diagnosis เป็นบทวิเคราะห์เครื่องสำอางแบบละเอียดโดยดูจากส่วนผสม อิงตามฐานข้อมูลทางวิทยาศาสตร์

ตัวนี้เป็นลูกรักอีกตัวนึงของมี่เลยค่ะ

aloe +cotton

ที่เอาสำลีมาวางๆข้างๆก็เพราะว่า ชอบที่จะเอาสำลีมาจุ่มเจล ละมาแปะบนหน้า แทนมาสค์ ชุ่มชื่น สดชื่นคลายเหนื่อย และทำให้หิว (เพราะกลิ่นนางเหมือนแตงกวา กับผักๆซักอย่าง)

เนื้อเจลจะเป็นเจลใสๆ หนืดๆ เหนียวๆ แต่เกลี่ยง่าย

aloe texture

 

aloe hand

รูปให้เห็นส่วนผสมค่ะ

ingredients

ปกติเครื่องสำอางจะประกอบด้วยส่วนหลักๆ 3 ส่วน คือ
1. Active (สารสำคัญ) เป็นส่วนที่ทำให้เครื่องสำอางมีคุณสมบัติ/ฤทธิ์ทางชีวภาพ
2. Base คือ เนื้อของผลิตภัณฑ์ บางทีอาจเรียกว่า Vehicle
3. Additive คือ สารที่ช่วยเสริมให้ผลิตภัณฑ์มีคุณสมบัติที่ดี มีความน่าใช้

มี่จะขอวิเคราะห์แยกให้คะแนนตามส่วนนะคะ

คุณสมบัติของสารแยกตามหน้าที่

  1. Actives ได้แก่
    • Aloe barbadensis leaf extract คือ สารสกัดจากว่านหางจรเข้ จากรายงานการวิจัยสารสกัดจากว่านหางจรเข้ มีรายงานการวิจัยกล่าวว่าสามารถออกฤทธิ์เป็นสารช่วยให้ผิวขาวได้โดยไปกระตุ้นให้เกิดกระบวนการ Melanin aggregation ทำให้สีผิวจางลง โดยตัวที่เป็นตัวออกฤทธิ์คือ Aloin ที่พบในใบ (Planta Med. 2012; 78(8):767-71.) การทดสอบผลของไลโปโซมที่บรรจุว่านหางจรเข้ต่อผิวหนังพบว่า มีฤทธิ์กระตุ้นการแบ่งเซลล์ผิวหนัง (Keratinocyte proliferation) และกระตุ้นการสังเคราะห์คอลลาเจน (J Oleo Sci. 2009; 58(12):643-50.) แต่การที่บอกว่าใส่มา 92% นั้นตอบโจทย์อะไรยังไม่ได้ เพราะว่าเราไม่ทราบความบริสุทธิ์ของการสกัด ว่ามีเนื้อสารจริงๆกี่เปอร์เซนต์กัน บางที 92% นี่อาจจะมีตัวทำละลายไปแล้วซัก 90% เหลือเนื้อพฤกษเคมีใน Aloe จริงๆแค่ 2% ก็ได้ ในขณะที่บางอย่างใส่มาแค่ 5% แต่เป็นสารสกัดแบบเข้มข้น มีความบริสุทธิ์สูง ก็อาจจะให้ผลได้มากกว่าก็ได้
    • Polyglutamic acid โพลิเมอร์ที่เกิดจากกรดอะมิโน Glutamic acid พบได้ใน Natto ซึ่งเป็นสิ่งที่จุลินทรีย์บางชนิดสร้างระหว่างกระบวนการหมัก ในทางเภสัชกรรมมีประโยชน์ในการเป็นระบบนำส่ง ส่วนในทางเครื่องสำอางผู้ผลิตวัตถุดิบ Claim ว่าสามารถดูดและจับน้ำได้มากถึง 5000 เท่าของน้ำหนักตัวมัน และมีรายงานการวิจัยอีกฉบับกล่าวว่า Polyglutamic acid ที่มีขนาดโมเลกุลใหญ่สามารถกระตุ้นการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันได้ (Chem Biodivers. 2010; 7(6):1555-62.) น่าจะมีส่วนช่วยให้ระบบผิวหนังแข็งแรงขึ้น
    • Sodium hyaluronate มีบทบาทเกี่ยวกับความชุ่มชื้นของผิว
    • Calendula officinalis extract คือ สารสกัดจาก Pot marigold ตระกูลดาวเรือง มีประโยชน์เป็น Anti-oxidant เพราะมีสารประกอบ Phenolic compound หลายชนิด และยังช่วยปกป้องผิวหนังไม่ให้ถูกทำร้ายจากรังสี UV ได้ (J Ethnopharmacol. 2010; 127(3):596-601)
    • Mentha viridis extract คือ สารสกัดจาก Spearmint มีรายงานเกี่ยวกับฤทธิ์ Antioxidant (Iran J Pharm Res. 2011; 10(4):787-93.) ฤทธิ์ต้านการอักเสบ (Anti-inflammatory) (Environ Toxicol Pharmacol. 2008; 26(1):92-5.) ผู้ผลิตวัตถุดิบบอกว่ามีสารกลุ่ม Tannin, Polyphenols และมีคุณสมบัติช่วยให้สบายผิว (Soothing effect)
    • Melissa officinalis extract สารสกัดจาก Lemon balm ไม่พบงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับผิวหนัง ผู้ผลิตให้ข้อมูลว่าสารสกัดนี้มีคุณสมบัติต้านเชื้อแบคทีเรีย, Antioxidant และ ให้ความรู้สึกสบายผิว (Soothing effect)
  2. Base เป็นผลิตภัณฑ์ชนิด Hydrogel ประกอบด้วยน้ำ ของเหลวอื่นที่ละลายได้ในน้ำ และสารก่อเจล (สารเพิ่มความหนืด) เรียงตามลำดับจากลำดับของส่วนผสม ได้แก่ Alcohol, Dipropylene glycol, Butylene glycol, Glycerine, Propylene glycol, 1,2-Hexanediol, water ซึ่งมีสารดึงน้ำให้ผิวดีๆหลายตัว แต่มี Alcohol ซึ่ง Alcohol เองก็ไม่ได้จะเลวร้ายตลอดไปเสมอไป เพราะช่วยให้ผลิตภัณฑ์ระเหยไวขึ้น ให้ความรู้สึกที่ดีตอนทา และกระชับรูขุมขน แต่ บางคนอาจจะไวต่อแอลกอฮอล์ก็ได้ แม้จะมีในส่วนผสมแค่น้อยนิด สำหรับความทนของผิวต่อแอลกอฮอล์ของแต่ละคนก็จะต่างกันไป จึงระบุไม่ได้
  3. Additives ได้แก่

3.1 Emulsifier/Surfactant ได้แก่ Betaine เป็นสาร Surfactant ที่มีทั้งประจุบวกและลบในตัวเดียวกัน มีคุณสมบัติช่วยปรับสภาพผิว ให้ความรู้สึกลื่นผิว ร่วมกับ PEG-60 Hydrogenated castor oil เป็นอนุพันธ์จากน้ำมันละหุ่ง มีคุณสมบัติช่วยให้ได้สารละลายใส
3.2 สารเพิ่มความหนืด ได้แก่ Glyceryl polyacrylate กับ Carbomer
3.3 สารปรับ pH คือ Triethanolamine ใช้ปรับ pH ให้เพิ่มขึ้น
3.4 Preservatives ได้แก่ Phenoxyethanol กับ 1,2-Hexanediol ซึ่งมีฤทธิ์เพิ่มความชุ่มชื้นได้ ร่วมกับสารจับโลหะ EDTA
3.5 Fragrance คือ น้ำหอม

ถึงเวลาให้คะแนนค่ะ

  1. Actives เน้นไปที่สารเพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่ผิว ทั้งว่านหางจรเข้ Hyaluron กะ Polyglutamic acid เสริมด้วยสารสกัดพืชที่ให้ความสบายผิว บวกกับมีฤทธิ์ Antioxidant อยู่ด้วย จึงถือว่าน่าจะค่อนข้างครบสำหรับการเป็น Moisture and Soothing gel ตามชื่อของผลิตภัณฑ์ แต่ถ้าถามว่า ตัวเลข 92% นี่ตอบโจทย์อะไรให้มี่มั้ย ตอบว่า 92% นั้นตอบโจทย์อะไรยังไม่ได้ เพราะว่าเราไม่ทราบความบริสุทธิ์ของการสกัด ว่ามีเนื้อสารจริงๆกี่เปอร์เซนต์กัน บางที 92% นี่อาจจะมีตัวทำละลายไปแล้วซัก 90% เหลือเนื้อพฤกษเคมีใน Aloe จริงๆแค่ 2% ก็ได้ ในขณะที่บางอย่างใส่มาแค่ 5% แต่เป็นสารสกัดแบบเข้มข้น มีความบริสุทธิ์สูง ก็อาจจะให้ผลได้มากกว่าก็ได้ แต่ความครบในการเป็น Moisture gel ก็ขอให้ 5 ฟลาสก์
  2. Base เป็นส่วนของ Hydrogel ที่มีสารดูดน้ำให้ผิวเยอะมาก แต่มี Alcohol เข้าใจว่าควรจะใส่เพราะไม่เช่นนั้นผลิตภัณฑ์น่าจะเหนียวและหนักผิวพอดู Alcohol อาจจะทำให้คนที่ไว เกิดอาการระคายเคือง หรือรู้สึกแดง ร้อนได้ ดังนั้นคนที่ไวต่อ Alcohol มากๆ ควรทดสอบการระคายเคืองก่อนใช้งาน แต่สำหรับคนปกติไม่น่าจะมีปัญหาอะไร เพราะสัดส่วนของสารที่เป็น Moisturizer มีค่อนข้างมาก จึงขอให้ 4 ฟลาสก์
  3. Additives ไม่ได้มีอะไรมากมายหลายชนิด มีแค่สารก่อเจล สารทำให้ใส สารปรับ pH กับ Preservatives ซึ่งก็มีตัวที่ให้คุณสมบัติพิเศษเสริมแก่ผิวอย่าง Betaine ที่ช่วยปรับสภาพผิวให้ผิวเรียบเนียน และ PEG-60 Hyrogenated castor oil ที่ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิวได้ จึงขอให้ 5 ฟลาสก์
  4. ราคา ผลิตภัณฑ์มีราคาที่เคาน์เตอร์ไทยอยู่ 200 บาท ผลิตภัณฑ์มาในรูปแบบกระปุก ขนาด 300 ml ตกเป็น 0.67 บาท/มล. ซึ่งก็ถือว่าค่อนข้างถูก เผลอๆถูกกว่าทำเองด้วยซ้ำ จึงขอให้ 5 ฟลาสก์

point

[Review] It’s Skin Power 10 Formula 9 สูตร

[Review] It’s Skin Power 10 Formula 9 สูตร

สมัยก่อนมี่ติดผลิตภัณฑ์จาก DHC มาก คือเรียกได้ว่า เป็น Skincare จากเคาน์เตอร์ชิ้นแรกในชีวิตเลยก็ว่าได้ ใช้ DHC มาตลอดจนกระทั่ง DHC เลิกจำหน่ายในไทย ก็ไปตุนตอนเค้า Sayonara sale ไว้พอสมควรเลยค่ะ หลังจากเริ่มพร่อง เวลาเพื่อนๆพี่ๆน้องๆไปญี่ปุ่นก็จะฝากเค้าซื้อกลับมาเสมอ จนเริ่มหมด ไม่รู้จะใช้อะไรดี คนรู้จักก็ไม่มีใครมีแผนจะไปญี่ปุ่น เลยเริ่มมองหา Skincare ชิ้นอื่น ก็ลองเข้าเวบไปเรื่อยๆ ไปเจอเวบพรีออร์เดอร์เวบหนึ่งเข้า ละไปสะดุดกับเจ้า YE effector จาก It’s Skin ที่มีราคาไม่แพงมาก เลยลองสั่งมาใช้ แรกๆก็ไม่รู้หรอกค่ะว่ามันประกอบด้วยอะไรบ้าง ส่วนผสมนางก็เขียนเป็นภาษาเกาหลี อ่านไม่ออก จนกระทั่งเคาน์เตอร์ของ It’s Skin มาเปิดที่เชียงใหม่ ที่โลตัสมีโชค (หรือรวมโชค จำไม่ได้ – -*) ก็เลยเห็นส่วนผสม แล้วก็ติดใจ ใช้มาเรื่อยๆเลยค่ะ

 

นับวันๆ ก็เริ่มลองนู่นลองนี่เพิ่ม แล้วยิ่งเวลาเคาน์เตอร์เขา Sale 50% ซึ่งก็จัดอยู่บ่อยๆเหมือนกัน ก็ไปสอยอันนู้นอันนี้มาลองเพิ่มเรื่อยๆ สุดท้ายเมื่อเดือนมิย ที่ผ่านมา ไปเกาหลี เลยจัดมาเต็มค่ะ พร้อมกับเครื่องสำอางแบรนด์อื่นอีกหลายๆชิ้น จนทุกวันนี้ติดเกาหลีงอมแงม

 

เข้าเรื่องดีกว่าค่ะ ตัวที่จะเอามารีวิววันนี้เป็นผลิตภัณฑ์ในกลุ่ม Power 10 formula ซึ่งตัวที่มี่ใช้จริงๆ มี 4 ตัวค่ะ คือ YE WR PO และ Q10 ส่วนที่เหลืออีก 5 ชิ้นเป็นเทสเตอร์ซองๆที่ได้รับมาค่ะ

 

ถ้ามีโอกาสจะทำ Cosme-Diagnosis เจาะลึก 4 ตัวที่ใช้อยู่นะคะ

 

IMG_2692-edit

ตัวที่ได้ Tester มาก็จะมี VE (ซื้อแล้ว แต่ยังไม่ได้ใช้) LI WH VC และ GF (ซื้อแล้ว แต่ยังไม่ได้ใช้)

ลองดู Texture ของทุกๆสูตรในรูปดีกว่าค่ะ

IMG_2694-edit

 

เรียงจากซ้ายไปขวาเลยนะคะ

Q10 จะมาในรูปแบบเจล มีเม็ดบีดส์สีเหลืองๆ เข้าใจว่าเป็น Coenzyme Q10 ซึ่งไม่ละลายน้ำ เลยต้องทำให้อยู่ในรูปแบบเม็ดบีดส์กระจายตัวอยู่ค่ะ การดูดซึมค่อนข้างไว รู้สึกแปลกๆตอนทาแล้วเม็ดบีดส์แตก แต่ซักพักก็จะซึมหายไปหมด ไม่ทิ้งคราบอะไรค่ะ ให้คะแนนความพึงพอใจ 8/10

VE มาในรูปแบบเจลค่อนข้างมัน มีเกล็ดๆแผ่นๆสีขาวๆ เข้าใจว่าน่าจะเป็น Vitamin E ซึ่งละลายในน้ำได้น้อยเช่นกันค่ะ การดูดซึมค่อนข้างไว ไม่เหนอะหนะมาก (หรือเพราะมี่ผิวแห้งก็ไม่รู้ค่ะ) ให้คะแนนความพึงพอใจ 8/10 ตัวนี้ซื้อมาแล้ว กะว่าจะทาเฉพาะกลางคืนค่ะ

LI มาในรูปแบบเจลเช่นกัน ดูดซึมไว ไม่เหนอะหนะ แต่เนื่องจากความต้องการทางเครื่องสำอางของมี่ตอนนี้เน้นไปที่ ความชุ่มชื้นกับเรื่องริ้วรอยแล้ว จึงไม่ค่อยสนใจกลุ่ม Whitening แล้วค่ะ จริงๆของเค้าน่าสนใจนะ คือ ชะเอมนอกจากผิวขาว ยังลดการอักเสบในผิวได้ด้วย ให้คะแนนความพึงพอใจ 6/10

WH มาในรูปแบบของเหลว มันนิดๆ ดูดซึมไวมาก ไม่เหนอะหนะ ตัวนี้ใช้ Arbutin เป็นส่วนประกอบ เน้นไปที่ความเป็น Whitening เลย สาวๆที่อยากขาวน่าจะชอบค่ะ ด้วยราคาแบบว่า โยนครีมประตูน้ำทิ้งไปเลย ใช้อันนี้ดีกว่า ดูมีคุณค่า แต่มันเหลวไปนิด มันจะไหลจากมือตอนทาด้วยค่ะ ให้คะแนน 6/10

VC เป็นเจลหนืดๆนิดหน่อย สีขุ่นๆ ดูดซึมไว ไม่เหนอะหนะค่ะ ตัวนี้เคยใช้อยู่ แล้วก็หยุดไป เพราะ Skincare เริ่มเยอะ ขี้เกียจทาหลายๆอย่าง ให้คะแนนความพึงพอใจ 8/10

GF เป็นเจลความหนืดต่ำ สีใส ดูดซึมไว ไม่เหนอะหนะ เน้นไปที่ความชุ่มชื้น ซื้อมาแล้วแต่ยังไม่ได้แกะใช้ค่ะ ให้คะแนนความพึงพอใจ 8/10

YE เป็นเจลความหนืดต่ำ สีขุ่นนิดๆ ดูดซึมไว ไม่เหนอะหนะ มีกลิ่นแนวสมุนไพร แรกๆก็กลิ่นแปลกๆดี พอใช้ไปใช้ไป เริ่มเบื่อ ตัวนี้ใช้แล้วหน้านุ่มมาก (ใช้มาได้เกือบ 6 เดือนแล้วค่ะ) ยังไม่คิดจะเปลี่ยน ติดงอมแงม ให้คะแนนความพึงพอใจ 10/10

WR เป็นเจลหนืดปานกลาง สีเหลือง-น้ำตาล ดูดซึมไว ไม่เหนอะหนะ แต่กลิ่นฉุนไปหน่อย ตัวนี้เน้นไปเรื่องริ้วรอย มีสาร Adenosine กับสารสกัดอื่นๆที่ให้ผลเรื่องริ้วรอย ตัวนี้ใช้ครั้งแรกคือฟินมาก ทาก่อนนอนเช้าตื่นมาหน้าตึงมาก ถ้ากลิ่นดีกว่านี้คงรักเลย แต่นี่ทนใช้ เพราะยังหาตัวแทนไม่ได้ค่ะ ให้คะแนนความพึงพอใจ 6/10 คือกลิ่นแรงมากอ่ะ

PO เป็นโลชั่นหนืดมาก ดูดออกจากขวดค่อนข้างยาก ดูดซึมช้า มันเล็กน้อย พอใช้ไปๆ ก้นขวดจะดูดไม่ออก เทไม่ได้ ต้องเอาไม้พันสำลีล้วงไปเอาออกมาเพื่อจะทา ตัวนี้เน้นไปที่ฤทธิ์กระชับรูขุมขน ของเค้าก็ดีนะ คือผลิตภัณฑ์กระชับรูขุมขนบางอันใช้แล้วจะแสบ แต่อันนี้คือไม่แสบค่ะ ใช้ได้เลยทีเดียว เสียดายที่มันหนืดมากกกกกกก ใช้ยาก หมดขวดนี้จะไปลองของ Holika แทนค่ะ ให้คะแนนความพึงพอใจ 6/10 คือมันหนืดมาก กว่าจะเอาออกมาทาได้

 

สำหรับข้อมูลของส่วนผสม จะทยอยๆนำมาจัดแบบละเอียดให้นะคะ ซึ่งมีข้อมูลอยู่แค่บางตัวค่ะ

By Lady Miiyeon

หมีเกาะฟลาสก์